‘ยุคจุฬาลงกรณ์’ ปฐมบทแห่งวิวัฒนาการสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568582

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

‘ยุคจุฬาลงกรณ์’ ปฐมบทแห่งวิวัฒนาการสังคมไทย

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ด้วยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน”

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดปาฐกถาเฉลิมพระเกียรติในวาระพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 150 ปี เพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาญาณที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

จุดเริ่มต้นวิวัฒนาการของสังคมไทย

ศ.ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ผู้มีผลงานเขียนหนังสือกว่า 60 เล่ม ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์และชีวประวัติ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสภาพสังคมไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ว่าประเทศไทยได้มีการติดต่อกับชาวต่างชาติตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเริ่มต้นจากประเทศใกล้เคียง ไปจนถึงจีน อินเดีย อิหร่านโปรตุเกส ฝรั่งเศส ฮอลันดา และอังกฤษ

ศ.ดร.วิชิตวงศ์ อธิบายว่า ช่วงแรกของการติดต่อทำการค้ากับชาติตะวันตกนั้น สยามได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เพราะการค้าเป็นไปในลักษณะผูกขาด ค้าขายกับพระคลังสินค้าเป็นหลักซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดใจให้ชาติตะวันตกเป็นอย่างมาก

จนในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 อังกฤษและสหรัฐต่างพยายามขอแก้ไขสนธิสัญญาเพื่อให้มีการทำการค้าเสรี

“ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทรงเล็งเห็นว่าภาษาอังกฤษเปรียบเสมือนกุญแจที่จะไขเข้าไปสู่โลกแห่งความรู้ ช่วงที่ผนวช รัชกาลที่ 4 ทรงเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และศึกษาเรื่องราวของชาวตะวันตกมาตลอด ทรงเล็งเห็นถึงความแข็งแกร่งของชาติตะวันตกและอิทธิพลของลัทธิจักรวรรดินิยมที่กำลังแผ่ขยายเข้ามา

ดังนั้น เมื่อชาติตะวันตกพยายามกดดันให้สยามเปลี่ยนเงื่อนไขในสนธิสัญญา เพื่อให้สยามเปิดประเทศ มีการทำการค้าเสรี หลังจากทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทรงเล็งเห็นแล้วว่าหากสยามยังเอาแต่หลบเลี่ยง เห็นทีจะไม่รอดต้องสู้รบ เพราะชาติตะวันตกเริ่มเอาจริง ขณะที่กำลังของสยามในเวลานั้นก็ยากจะต่อกร”

แม้จะดูการแก้ไขสนธิสัญญาในบางเงื่อนไขจะทำให้สยามตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ในแง่เศรษฐกิจนั้น ศ.ดร.วิชิตวงศ์ ถือว่าสยามได้ประโยชน์ไม่น้อย

“ในเวลานั้น ชาติตะวันตกที่เข้ามาทำการค้ามีความต้องการสินค้าจากสยามค่อนข้างมาก โดยเฉพาะข้าว เราก็ขยายพื้นที่ทำนาข้าว ขณะเดียวกันชาวสยามก็มีโอกาสเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นจากสิ่งของแปลกใหม่ที่ชาติตะวันตกนำมาขายช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมไทยให้เกิดความเจริญ ได้เรียนรู้วิชาการต่างๆ จากโลกตะวันตก

ที่สำคัญการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตกในเวลานั้น ยังสะท้อนถึงพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ไทย ทำให้สยามมีอำนาจต่อกรกับชาติมหาอำนาจที่ขยายอิทธิพลเข้ามาในเวลานั้น เพราะธรรมชาติของชาวตะวันตกเป็นชาติที่เคารพกฎหมาย

เมื่อเรามีสนธิสัญญาก็เท่ากับมีกฎหมายคุ้มครอง หากเกิดปัญหาขึ้น จะไม่ใช้กำลังแต่จะใช้วิธีพูดคุยตามข้อตกลงในสนธิสัญญาเพราะต้องยอมรับว่าสภาพสังคมและความเจริญในสยามเวลานั้นแตกต่างกับชาติตะวันตกราวฟ้ากับดิน

อย่าลืมว่านับตั้งแต่เราปิดประเทศหลังยุคพระนารายณ์จนมาถึงรัชกาลที่ 4 เป็นเวลา 167 ปี สยามอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าสถานะคงที่ (Stationary State) ทั้งการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมไม่ขยับไม่เขยื้อนจนมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ทรงตั้งพระราชปณิธานแน่วแน่ว่าจะทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้เหมือนกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระองค์ทรงทำได้สำเร็จและสืบทอดพระราชปณิธานนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมาจนรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ขณะที่สังคมตะวันตกยุค ค.ศ. 16-17 เจริญรุ่งเรืองมาก ด้วยความรู้ทางวิชาการทั้งมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์”

เพราะฉะนั้น เมื่อมองย้อนกลับมาที่สยามประเทศ ศ.ดร.วิชิตวงศ์ เผยว่า ด้วยพระวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงปลูกฝังให้พระราชโอรส (รัชกาลที่ 5) ได้รับการอบรมสั่งสอนและปลุกจิตสำนึกให้คิดแบบชาติตะวันตก ศึกษาภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เพราะทรงมีแนวคิดว่าถ้าจะคบกับฝรั่งก็ต้องรู้ทันและเข้าใจเขา

“เพราะฉะนั้นเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2411 จึงทรงรับสั่งภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว มีพระราชดำริในแบบตะวันตกแต่ยังคงไม่ทรงละทิ้งรากของความเป็นไทย โดยเฉพาะเรื่องพระพุทธศาสนา”

สิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงทำและได้กลายเป็นปฐมบทแห่งวิวัฒนาการหลายอย่างในสังคมไทยในยุคจุฬาลงกรณ์ ศ.ดร.วิชิตวงศ์ ได้จำแนกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ การพัฒนาสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนน บ้านเรือน สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งทรงวางรากฐานการคมนาคมและการสื่อสารอาทิ การขุดคลอง ตัดถนน ก่อตั้งไปรษณีย์โทรเลข การรถไฟ ฯลฯ ซึ่ง ศ.ดร.วิชิตวงศ์เปรียบเทียบให้เห็นภาพตามง่ายๆ ว่าคนที่เกิดมาในยุคต้นจุฬาลงกรณ์พอมาถึงปลายยุคจุฬาลงกรณ์ เหมือนอยู่คนละยุค เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างมาก

“ถัดจากด้านกายภาพ คือ สถาบัน ก่อนยุคจุฬาลงกรณ์ เราไม่เคยรู้ว่าสยามมีอาณาบริเวณขอบเขตแค่ไหน แต่มาเริ่มชัดเจนในยุคนี้เริ่มมีรูปแบบการปกครองที่ชัดเจน มีการใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และอำเภอ มีการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรมเช่นเดียวกับระบบการศึกษา ในอดีตไม่มีโรงเรียน ชาวสยามที่สามารถอ่านหนังสือได้มีไม่มาก แต่ในยุคจุฬาลงกรณ์ รัชกาลที่ 5 โปรดให้มีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง

ในด้านขนบธรรมเนียม มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องทรงผม ตลอดจนการแต่งเครื่องแบบทหารและข้าราชการแบบตะวันตก สุดท้าย คือหลักคิดและจิตสำนึก แม้จะติดต่อกับชาติตะวันตก แต่ไม่ทรงลืมความเป็นไทย ทรงมุ่งเน้นเรื่องความรักชาติ เอกราชและอธิปไตย” ศ.ดร.วิชิตวงศ์ ทิ้งท้าย

จากบาว์ริ่งถึงการปฏิรูปประเทศสยามในระเบียบโลกใหม่

ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการได้ร่วมสะท้อนมุมมองถึงการปฏิรูปประเทศในยุคจุฬาลงกรณ์อันนำพาสยามไปสู่ระเบียบโลกใหม่ว่า ผลจากลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงในยุครัชกาลที่ 4 เป็นการผลักดันสยามให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ในทางนิตินัย นำมาซึ่งพระราชภาระอันยากยิ่งของรัชกาลที่ 5 ในการนำพาสยามซึ่งอยู่ในสถานะคงที่ตั้งแต่สมัยอยุธยาก้าวให้ทันความเจริญของชาติตะวันตก ซึ่งในเวลานั้นมีความเป็นรัฐชาติหมดแล้ว

“ความท้าทายของสยามเวลานั้น คือจะทำอย่างไรให้พร้อมกับระเบียบโลกใหม่ ในฐานะดินแดนที่ยังคงเอกราชไว้ได้ เพราะสยามในเวลานั้นไม่ได้มีชาติตะวันตกเข้ามาวางระบบสาธารณูปโภค ช่วยเทรนคนให้เหมือนชาติที่ตกเป็นอาณานิคม

เราจะทำอย่างไรเพื่อก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป นี่คือพันธกิจที่ยากยิ่งของรัชกาลที่ 5 ที่ต้องทรงเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างก้าวกระโดด ยกระดับการเปลี่ยนแปลงของประเทศในระยะเวลาอันสั้น ให้สามารถไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาอำนาจตะวันตกที่ยังคงคิดแสวงหาประโยชน์จากภูมิภาคนี้อยู่”

เพราะฉะนั้น หากถามต่อว่าพระองค์ทรงทำอะไรเพื่อยกระดับประเทศ คำตอบของ ศ.ดร.สุเนตร คือทรงสถาปนาสยามให้เป็นรัฐใหม่ในลักษณะเดียวกับเหล่ามหาอำนาจทั้งหลาย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในอธิปไตยและความเท่าเทียม ซึ่งความเป็นรัฐชาติในแบบที่ทรงมีพระราชประสงค์นั้นไม่เคยปรากฏมาก่อนบนแผ่นดินสยามในอดีต

“ผมขอสรุป 3 สิ่งสำคัญที่รัชกาลที่ 5 ทรงทำเพื่อนำพาสยามประเทศไปอีกระดับ เริ่มจากการปฏิรูปการปกครอง ทรงใช้วิธีรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพราะนับตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา สยามมีการปกครองแบบกระจายอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิตก็จริง แต่ก็ทรงแบ่งพระราชอำนาจให้ขุนนางที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดี เจ้าเมือง กรมการเมือง ตลอดจนประเทศราชมีอำนาจเป็นของตัวเอง

ในการจัดเก็บภาษี-ส่วย อำนาจในการพิพากษาคดี ตลอดจนอำนาจในการสืบสายอำนาจ ด้วยเหตุนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระราชดำริให้ปฏิรูปการปกครองเพื่อควบคุมทรัพยากรในประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังคน ซึ่งเป็นแหล่งที่มาแห่งอำนาจ จะเห็นว่าในอดีตเหตุผลที่เจ้านาย ขุนนางท้าทายอำนาจพระมหากษัตริย์ได้ เพราะมีกำลังคนในมือนี่จึงถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การสร้างรัฐชาติที่สำคัญ”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างรัฐชาติ จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยทุนทรัพย์ ศ.ดร.สุเนตร บอกว่าด้วยเหตุนี้ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระราชดำริให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นเพื่อเป็นสำนักงานกลางสำหรับเก็บเงินผลประโยชน์รายได้ภาษีอากรของแผ่นดินมารวมไว้ในที่แห่งเดียว และทรงนำทุนทรัพย์นี้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ

“ถัดมาคือ การพัฒนาประเทศในเชิงกายภาพ ความมั่นคงแห่งรัฐจะขึ้นเกิดได้ต้องเริ่มจากการย่นระยะทางในการไปหาสู่กัน ด้วยเหตุนี้ในยุคจุฬาลงกรณ์จึงมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคม สร้างเส้นทางรถไฟ เพื่อให้เกิดการรวมอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม มีการเลิกระบบไพร่และทาส เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม และเป็นกำลังพลสำคัญในการสร้างรัฐชาติ”

นอกจากนี้ ศ.ดร.สุเนตร ชี้ว่าพระองค์ยังทรงพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อเตรียมคนให้พร้อม ทรงวางระบบยุติธรรมใหม่ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับประเทศภายในเวลาอันสั้น ให้สยามมีตัวตนเป็นรัฐชาติ ก้าวทันกับระบบโลกใหม่ที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง

“อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญ คือ หลังเหตุการณ์ ร.ศ.112 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ทรงฉายพระรูปกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งแม้รัสเซียในเวลานั้นจะไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางทะเล แต่ถือเป็นมหาอำนาจทางบกที่พวกชาติตะวันตกให้ความเกรงใจ เพราะฉะนั้นนี่จึงถือเป็นอีกกุศโลบายในการสร้างตัวตนสะท้อนความเป็นรัฐชาติให้สยาม” ศ.ดร.สุเนตร ทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่สะท้อนถึงพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ธ ผู้ทรงสร้างจุดเปลี่ยนให้กับสยาม กลายเป็นประเทศพัฒนา และยั่งยืนตราบจนปัจจุบัน

10 พฤติกรรมที่ส่งผลให้มีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568502

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 09:48 น.

10 พฤติกรรมที่ส่งผลให้มีบุตรยาก

โดย วรธาร ภาพ เอเอฟพี

พูดถึงการมีลูก ในบางคนก็โชคดีเหลือหลายมีลูกง่ายมาก เรียกว่ามีหัวปีท้ายปีกันเลย ถ้าเปรียบกับพัดลมก็อยู่ในประเภทเครื่องใหม่เปิดปุ๊บติดปั๊บ

แต่ในบางคนอยากมีลูกแทบตาย ทำอย่างไรก็ไม่มีสักที ปล่อยตามธรรมชาติมานานก็แล้วยังไม่ติด แต่เชื่อไหมว่าพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำของเราสามารถส่งผลให้มีลูกยากได้เช่นกัน

ข้อมูลจากศูนย์รักษาภาวะผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 3 ระบุว่า 10 พฤติกรรมต่อไปนี้ถ้าทำเป็นอาจิณ สามารถส่งผลให้มีลูกยาก เพราะฉะนั้น ลองสำรวจตัวเองดูสิว่ามีพฤติกรรมเหล่านี้หรือเปล่า ถ้าอยากมีลูกจริงๆ ต้องพยายามลดละเลิกพฤติกรรมนั้นๆ ให้ได้

1.เครียดบ่อย

ความเครียดนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตใจแล้ว ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีลูกยากอีกด้วย เพราะฮอร์โมนจากความเครียดจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ ส่งผลให้เกิดภาวะไม่ตกไข่ทำให้ไข่เจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวที่มดลูกได้ยากขึ้น

2.ดื่มแอลกอฮอล์มากไป

การดื่มเหล้า เบียร์ หรือไวน์มากเกินไป ส่งผลให้โอกาสในการมีลูกลดลงถึง 50% เลยทีเดียว เพราะจะทำให้ปริมาณของอสุจิลดลง ไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่ดี หรือมีรูปร่างผิดปกติ ทั้งยังเป็นสาเหตุลดการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อความแข็งแรงของอสุจิอีกด้วย

3.กินอาหารไม่มีประโยชน์

การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์บ่อยๆ จะส่งผลให้สารอาหารเข้าไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ มีผลต่อภาวะการมีบุตรยากด้วย จึงควรเลือกกินอาหารที่หลากหลายอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผักและผลไม้

4.สูบบุหรี่เป็นประจำ

เพราะในบุหรี่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ อสุจิมีจำนวนลดลง อสุจิไม่มีคุณภาพ และยังเป็นการลดการตกไข่ของฝ่ายหญิง ลดประสิทธิภาพของมดลูกที่เป็นที่ฝังของตัวอ่อนอีกด้วย

5.อายุที่เพิ่มขึ้น

แม้ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรม แต่ขอให้รู้ว่าอายุที่มากขึ้น ฮอร์โมนและความเปลี่ยนแปลงก็มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุสามสิบขึ้นไปโอกาสในการมีลูกก็จะลดน้อยลงไปด้วย และยังเสี่ยงต่อการที่ลูกในท้องจะมีความผิดปกติมากขึ้น เช่น โรคดาวน์ซินโดรม โรคตับโต ม้ามโต โรคปากแหว่งเพดานโหว่

6.มีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน

น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ หรือน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมต่อการมีลูกได้ยากขึ้น ความสามารถในการเจริญพันธุ์ลดลง แถมยังเสี่ยงต่อการแท้งง่ายอีกด้วย

มีการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน ต้องใช้เวลากว่าจะตั้งท้องได้นานกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวปกติถึง 4 เท่า ในขณะที่ผู้หญิงที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ใช้เวลามากกว่า 2 เท่าจึงตั้งท้อง ส่วนในผู้ชายอ้วนจะมีจำนวนอสุจิลดลง 22% และมีความเข้มข้นลดลง 24%

7.ดื่มกาแฟมากไป

การที่ร่างกายได้รับกาเฟอีนประมาณ 300 มิลลิกรัม/วัน หรือเทียบเท่ากับกาแฟชงเอง 3 ถ้วย จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีลูกได้ยากขึ้น โดยส่งผลให้โอกาสการมีลูกลดลงถึง 26% เลยทีเดียว

8.ดื่มน้ำอัดลมบ่อย

จริงอยู่ที่ดื่มแล้วชื่นใจ แต่น้ำอัดลมไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆกับร่างกาย ปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในน้ำอัดลมนั้นมากโข รังแต่จะทำให้อ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยาก

9.ไม่ออกกำลังกาย

เพราะการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายแล้ว ยังกระตุ้นความรู้สึกทางเพศและช่วยในการเจริญพันธุ์ รวมถึงการทำงานของหัวใจที่แข็งแรง จึงมีความพร้อมในการมีลูกมากกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

10.ร่างกายได้รับสารเคมีมากเกินไป

ทั้งสารเคมีจากเครื่องสำอาง จากสิ่งแวดล้อม หรือการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี สารโลหะหนักอย่างตะกั่วที่สะสมในร่างกายย่อมส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ ทำให้เซลล์สืบพันธุ์ทำงานผิดปกติ

พฤติกรรมเหล่านี้ถ้าทำบ่อยและทำหลายๆ เรื่องปนกันย่อมส่งผลให้มีลูกยากได้ ดังนั้น ถ้าอยากมีลูกควรเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายแต่เนิ่นๆ เพราะนอกจากจะเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์แล้วยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหรือความผิดปกติทั้งกับคุณแม่และลูกในท้องได้อีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการมีบุตร สามารถปรึกษาและสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์รักษาภาวะผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 2 โทร.02-467-1111 ต่อ 3266, 3267

คิดจะโสดต้องรวย มีเงินพร้อมใช้ไร้กังวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568501

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 09:44 น.

โดย กันย์ ภาพ chanel

หนุ่มๆ สาวๆ ยุคใหม่ สมัยนี้นิยมการเป็นโสดมากขึ้น แม้ว่าจะโสดโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตามแต่การเป็นโสดนั้นมันก็มีข้อดีที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างที่ตัวเองปรารถนา สบายใจสบายกาย จะช็อปปิ้ง ซื้อของ เสริมสวย รวยกระเป๋าแบรนด์เนมก็สามารถทำได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการเลย เพราะไม่ได้มีภาระครอบครัวมากมาย ที่จะต้องใช้เงินและเวลาในการดูแลสามีและลูกเหมือนคนอื่นๆ

เรื่องที่ต้องระวังก็คือการเตรียมการเรื่องเงิน เพราะแก่ตัว ไม่มีลูกหลานคอยดูแลช่วยเหลือเรื่องการเงิน ดังนั้นต้องเตรียมให้พร้อมให้พอตอนที่ยังมีกำลังทำงานหารายได้อยู่

อย่าลืมนะว่าการทำงานไปและใช้จ่ายไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เก็บออมเลย เราอาจจะสวย รวย เลิศได้เพียงชั่วคราวในยามที่มีรายได้เท่านั้น แต่ทุกอย่างมันจะจบลงทันทีหากเรามาอยู่ในช่วงที่ไม่มีรายได้ เช่น วันเกษียณ ซึ่งถ้ามาถึงเวลานั้นแล้วไม่มีทั้งรายได้ และไม่มีเงินออมใช้ ความสวยจะหายไปในพริบตา กลายเป็นความเครียดได้ทันที

เพราะฉะนั้นเมื่อได้ตั้งเป้าจะเป็นสาวโสด จึงต้องสวยและสตรอง เพื่อที่จะสามารถมีชีวิตที่เปย์ได้อย่างอิสระ ตามความฝันนั้นก็ต้องวางแผนชีวิตเรื่องเงินไว้ด้วยเช่นกัน แต่ปัญหามันซ่อนไว้ในยามแก่ ว่าจะวางแผนอย่างไรดี

สิ่งแรกที่คนโสดต้องคิดคือ พอแก่ตัวไปจนถึงคราวอายุที่ไม่มีรายได้แล้ว เราควรจะมีเงินเก็บเอาไว้ใช้ซักเท่าไหร่ ลองคำนวณตามชีวิตไลฟ์สไตล์ที่เป็นอยู่ตอนนี้

หรือบางคนอาจจะตั้งเป้าในสิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต เช่น การมองว่าหลังอายุ 60 ปีต้องมีเงินใช้ประมาณ 5 ล้านบาทจึงจะเพียงพอกับชีวิตแบบสบายๆ สายเปย์แบบที่เป็นอยู่ได้ หลังจากนั้นก็ลองมาดูว่า 5 ล้านที่ว่าจะหามาได้อย่างไร

คนโสดทั้งหลาย ก็อาจจะนึกถึงการเก็บเงินออมขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และหลายๆ คนก็กำลังทำอยู่ แต่พอคำนวณกันแล้วก็อาจจะพบว่าหากเราเอาเงินเก็บทั้งชีวิตในปัจจุบันและที่จะมีในอนาคตแล้วไปฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย มันอาจจะไม่เพียงพอต่อเป้าหมายที่วางไว้ก็ได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากก็น้อยเหลือเกิน

ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะต้องวางแผนเพิ่มเติมมันคือต่อยอดในการเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้เรามากขึ้น แค่ออมเงินมันเชยไปแล้ว ผลตอบแทนก็น้อย แบ่งเงินมาออมหุ้นกันดีกว่าไหม

วิธีการออมหุ้นนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย สาวโสดทุกคนสามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนและแนวทาง ตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแนะนำคือ

1.กำหนดเงินที่จะลงทุนในแต่ละเดือน

จากเดิมที่เราออมเงินในแต่ละเดือนอยู่แล้ว ลองออมเพิ่มเติมหรือแบ่งบางส่วนจากเงินออมมาซื้อหุ้นกันดีกว่า หากใครยังไม่รู้ว่าจะกำหนดเงินส่วนนี้ซักเท่าไรดี ลองใช้ตัวเลข 10% ในการเริ่มต้นก่อนก็ได้

2.กำหนดหุ้นที่จะลงทุน

สาวโสดทุกคนต้องเข้าใจกันก่อนว่า การลงทุนนั้นไม่เหมือนกับฝากเงินในธนาคารเพราะมีความเสี่ยงจึงต้องศึกษาในเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเรา รวมไปถึงการเลือกทรัพย์สินที่ดีมาลงทุน มีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต หาข้อมูลได้ที่เว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.ลงทุนอย่างมีวินัย

การออมหุ้นให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จะประสบความสำเร็จได้จะต้องใช้วินัยในการลงทุน เราต้องซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องโดยวิธีง่ายๆ คือการกำหนดวันเอาไว้เป็นแผน เช่น ทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท ให้ธนาคารมาตัดเงินในบัญชีของเราเพื่อลงทุน เท่านี้ก็จะสร้างวินัยในการลงทุนได้

4.ลงทุนหลายๆ แบบเพื่อกระจาย

ความเสี่ยง

คือลงทุนในหุ้นสัก 30% ของรายได้ ลงทุนในกองทุนต่างๆ สัก 30% หรือไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บ้าง เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน สัก 30% ในทองคำ 10% เมื่อลงทุนไปสักพัก เราจะพอรู้ว่าอะไรที่ถูกโฉลกกับเรา เป็นทางของเราทำแล้วงอกเงย ค่อยเพิ่มวงเงินในสิ่งนั้นเพิ่ม

5.ตรวจสอบแผนการลงทุน

อย่างต่อเนื่อง

เมื่อออมไปเรื่อยๆ อย่าลืมติดตามดูว่าสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นมันเติบโตหรือเปล่า ด้วยการศึกษาผลการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหาโอกาสในการขยายการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายตามที่กำหนดไว้เร็วยิ่งขึ้น

ยิ่งอายุเยอะต้องออมเพิ่ม เช่น จากเดือนละ3,000 เป็น 5,000 เป็น 7,000 เป็น 10,000และยิ่งแก่ขึ้นต้องลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงน้อยลงปรับเปลี่ยนเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมทุกๆ 3 ปี

ถ้าคิดจะโสดแล้วก็อย่าลืมวางแผนว่า เราจะต้องเป็นสาวโสดที่รวยและเปย์ได้ไปจนวันตาย หากรู้กันแล้วว่าการเก็บเงินออมไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร มันไม่สามารถช่วยให้สาวโสดอย่างเราๆ มีชีวิตและไลฟ์สไตล์ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็อย่าลืมวางแผนอนาคตโดยการสร้างเป้าหมายเก็บเงินออมและนำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับตัวเอง

เริ่มกันเลยตั้งแต่วันนี้ ออมก่อนรวยก่อน ที่สำคัญอย่าลืมลงทุนด้านสุขภาพด้วย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่ดีกับสุขภาพเพราะถ้ามีเงินแต่สุขภาพย่ำแย่เงินที่หามาก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

คุณัชญ์ เลิศรัตนานนท์ ทำในสิ่งที่ชอบ สร้างธุรกิจที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568499

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 09:32 น.

คุณัชญ์ เลิศรัตนานนท์ ทำในสิ่งที่ชอบ สร้างธุรกิจที่ใช่

โดย ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

โอม-คุณัชญ์ เลิศรัตนานนท์ วัย 28 ปี รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล่าการ์ด คอร์ปอเรชั่น เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างธุรกิจที่ใช่ จากสิ่งที่ตัวเองสนใจและชื่นชอบมาตั้งแต่ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฟิล์มติดรถยนต์และฟิล์มติดอาคารสูง แต่จะมีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเจ้าตัวกันเลย

“ผมเรียนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากเรียนจบผมก็มีโอกาสได้ไปฝึกงานและทำงานด้านออกแบบและพัฒนาเกียร์รถยนต์ในโรงงานผลิตรถยนต์ที่ประเทศเยอรมนีนาน 6 เดือน”

จากความชอบเกี่ยวกับเครื่องยนต์และการดูแลรถยนต์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อโอมกลับมาเมืองไทย เขาจึงเปิดธุรกิจคาร์แคร์เป็นธุรกิจแรก จากนั้นจึงต่อยอดมาเปิดกิจการนำเข้ารถยนต์และรถยนต์มือสอง พร้อมกับเปิดอู่ซ่อมและตกแต่งรถยนต์ที่ครบวงจร ซึ่งกิจการก็ไปได้ดีพอสมควร

“ที่จริงตอนกลับมาเมืองไทย ผมมีแพลนว่าจะเรียนต่อปริญญาโท แต่เมื่อได้ลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อนๆ ไปหลายอย่างแล้ว จึงต้องหยุดเรื่องเรียนไว้ก่อน ต่อมาผมมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลาสติกและฟิล์ม จนได้พบผลิตภัณฑ์ฟิล์มสะท้อนความร้อนสำหรับรถยนต์ ฟิล์มติดกระจกตึกสูงและฟิล์มใสกันรอย ภายใต้แบรนด์โซล่าการ์ด (Solar Gard)จึงมีความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและเชื่อมั่นในบริษัท แซง-โกแบ็ง โซล่าการ์ด (ของฝรั่งเศส) ที่มีฐานการผลิตอยู่ในเมืองซานดิเอโก สหรัฐ ทั้งด้านคุณภาพของสินค้าและแนวทางในการทำธุรกิจของบริษัท

ที่จริงโซล่าการ์ดมีจำหน่ายและให้บริการในเมืองไทยมา 8 ปีแล้ว แต่ช่วงที่ผมได้มีโอกาสติดต่อกับบริษัทแม่ที่สหรัฐ และได้ร่วมงานกับผู้บริหารของ TPS Glass Coating ซึ่งมีแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบกับช่วงเวลานั้นบริษัทกำลังหาดิสทริบิวเตอร์ หรือผู้นำเข้ารายใหม่ในเมืองไทยอยู่พอดี เราจึงได้ร่วมเป็นตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าของโซล่าการ์ดทั้งหมดในขณะนี้”

โอม บอกว่า หน้าที่หลักๆ ของเขาในการบริหารงานก็คือ ดูแลรับผิดชอบในการสั่งซื้อฟิล์มเข้ามา โดยพิจารณาว่าควรจะเลือกฟิล์มตัวไหน รวมทั้งดูแลด้านการตลาดในเมืองไทยไปพร้อมกันด้วย

“ตอนนี้บริษัท โซล่าการ์ด คอร์ปอเรชั่น ของเรายังเป็นบริษัทขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจได้เพียง 1 ปี ปัจจุบันเรามีพนักงานอยู่ 10 กว่าคน แต่ธุรกิจก็กำลังไปได้ดีครับ เนื่องจากฟิล์มติดรถยนต์เพียงอย่างเดียว มีมูลค่าทางการตลาดสูงนับพันล้านบาทในปัจจุบัน

หลังจากสั่งซื้อฟิล์มเข้ามาก็จะมีผู้จัดการทั่วไปในบริษัทเป็นคนช่วยกระจายหรือนำส่งฟิล์มไปยังดีลเลอร์ต่างๆ เช่น โชว์รูมรถยนต์ใหม่ ช็อปที่ขายเฉพาะฟิล์มติดรถยนต์หรือติดอาคาร และร้านประดับยนต์ต่างๆ เป็นต้น”

ล่าสุด ฟิล์มโซล่าการ์ดมีขายกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย โอมขยายความต่อว่า คุณสมบัติของฟิล์มโซล่าการ์ด นอกจากจะเป็นฟิล์มกรองแสงแล้ว ยังช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้ ถือเป็นคุณสมบัติเด่นของฟิล์มที่จะไม่อมความร้อนเอาไว้ ที่สำคัญยังเป็นฟิล์มนิรภัยได้ด้วย เพราะมีความหนาถึง 3 มิล (MIL) ซึ่งถ้าเป็นฟิล์มทั่วไปจะหนาแค่ 1.6 มิล (MIL) ฉะนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ฟิล์มก็จะยึดกระจกไว้ไม่ให้แตกกระจายแล้วกระเด็นมาใส่ผู้ขับรถ

“หลังจากเปิดธุรกิจมาได้ 1 ปี ก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีจากผู้ใช้ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเรา แน่นอนว่าเป็นกลุ่มคนที่ใช้รถยนต์ ซึ่งปรัชญาสำคัญของบริษัทเราก็คือ นำเข้าสิ่งที่ทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตึกคอนโดสูงๆ หรืออยู่ในบ้านที่มีกระจกคุณก็จะมีฟิล์มกันแสง หรือตอนที่คุณขับรถ คุณก็จะมีฟิล์มติดรอบๆ รถเช่นกัน”

โอม บอกต่อว่า สำหรับการติดฟิล์มรถยนต์คันหนึ่ง ราคาจะเริ่มต้นที่ 1.4 หมื่นบาท ฟิล์มรถยนต์ที่ราคาแพงสุดจะอยู่ราวๆ 3 หมื่นบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า รวมถึงคุณภาพและคุณสมบัติของฟิล์มที่ต้องการจะติดเป็นหลัก

“ที่ผ่านมาการบริหารงานของผม มีอุปสรรคสำคัญคือการบริหารคน โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องลงไปคุยกับช่าง เช่น ช่างสี ช่างเครื่อง และช่างติดฟิล์ม ที่ปัจจุบันนี้ถือว่าหายากที่สุด เนื่องจากรถยนต์ป้ายแดงในเมืองไทยมียอดขายถึงเดือนละ 2-3 หมื่นคัน ทำให้ขาดแคลนพนักงานผู้เชี่ยวชาญในการติดฟิล์มรถยนต์

เหตุผลสำคัญอีกอย่างคือ ฟิล์มโซล่าการ์ดเป็นฟิล์มที่มีขั้นตอนในการติดที่ค่อนข้างยาก ต้องใช้ทักษะในการติดอย่างสูง ซึ่งถ้าติดเสร็จแล้วก็จะเป็นข้อดีของลูกค้าที่จะได้ของดีมีคุณภาพและทนทานกลับไป ผมจึงใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกับช่างให้เข้าใจ และสาธิตให้พวกเขาดูด้วยตัวเองเลยครับ ปัจจุบันการบริหารบุคลากรก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานในพาร์ตอื่นๆ ก็จะมีหัวหน้าคนอื่นๆ คอยช่วยดูแลแก้ไขด้วยครับ”

โอม เสริมว่า คติในการทำงานที่เขายึดถือเสมอมา ล้วนมาจากคำพูดของคุณพ่อเขาที่มักจะสอนว่า คนเราต้องซื่อสัตย์ ขยัน และอดทน หากมี 3 ข้อนี้ สักวันหนึ่งเราจะเป็นผู้ชนะ เขาจึงนำหลักการเหล่านี้มาใช้ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและเรื่องการทำธุรกิจ

“ในอนาคตผมมีแพลนที่จะขยายแบรนด์โซล่าการ์ดในกรุงเทพฯ ให้อยู่ตัวเสียก่อน จากนั้นก็จะกระจายสินค้าไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ โดยหาดีลเลอร์หรือร้านตัวแทนจำหน่ายตามต่างจังหวัดอีกที อย่างภาคเหนือก็จะเป็นเชียงใหม่ ภาคอีสานจะเป็นนครราชสีมา ภาคใต้จะเป็นสงขลา เป็นต้น เรียกว่าค่อยๆ ขยายธุรกิจออกไปทีละนิดอย่างมั่นคง

ปัจจุบันถือว่ามีคู่แข่งเยอะมาก เหตุผลแรกคือ ในปีหนึ่งคนไทยมักจะซื้อรถยนต์ใหม่กันค่อนข้างเยอะ เหตุผลที่สองคือ เมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงจำเป็นต้องติดฟิล์มรถยนต์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ฉะนั้นเจ้าของแบรนด์หลายแบรนด์จึงเห็นช่องทางการตลาดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์จากจีนหรือเกาหลีก็ตาม แต่เราก็ไม่กลัวครับ เพราะเรามีจุดแข็งในเรื่องคุณภาพและประวัติของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 350 ปี”

ในฐานะคนรุ่นใหม่ โอม บอกว่าเขาใช้วิธีส่งเสริมการขายหรือทำการโปรโมทสินค้าทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกันเลย

“ผมขอพูดถึงส่วนออฟไลน์ก่อนว่า เวลาที่คนจะซื้อรถใหม่ ยังงัยยังไง เขาก็ต้องไปดูที่โชว์รูมเพื่อให้เห็นของจริงเสมอ ดังนั้นตลาดออฟไลน์เราจึงเน้นโชว์รูมและร้านตัวแทนจำหน่ายเป็นเป้าหมายหลัก นอกนั้นจะเป็นโฆษณาทางบิลบอร์ดบ้าง ซึ่งผมคิดว่าคนขับรถส่วนใหญ่จะมองเห็นบิลบอร์ดได้ตามท้องถนนอยู่แล้ว

สำหรับการส่งเสริมตลาดออนไลน์ ปัจจุบันเรามีเว็บไซต์ http://www.solargard.co.th และ FB : solargardthailand หรือ IG : solargard-thailand อยู่แล้ว ซึ่งแนวทางของเราคือ การให้ความรู้กับลูกค้าเป็นสิ่งแรก ว่าฟิล์มติดรถยนต์นั้นมีกี่ประเภท ฟิล์มที่ดีนั้นเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ ว่าเราต้องให้เกียรติลูกค้าในการตัดสินใจเลือกฟิล์มหรือเลือกแบรนด์ตามงบประมาณที่ลูกค้าต้องการ”

โอมทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้เขาทำงานเกือบ 7 วัน เนื่องจากธุรกิจยังอยู่ในช่วงกำลังเริ่มต้น ทุกๆ วันจึงอาจจะต้องไปพบลูกค้าหรือไปติดต่อกับเจ้าของธุรกิจโชว์รูมรถยนต์และร้านตัวแทนจำหน่ายอยู่เสมอ

“ถ้ามีวันว่างผมจะพักผ่อนด้วยการไปดูหนัง หรือไปยิงปืนที่สนามยิงปืน แล้วผมยังชอบกีฬาแข่งรถด้วยครับที่ผ่านมาผมเคยลงแข่งในรายการ Thailand Super Series โดยลงแข่งรถในรุ่นซูเปอร์อีโคก็เคยได้แชมป์มาบ้าง

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกีฬาที่ผมรัก และทำให้ผมได้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานและการใช้ชีวิตไปด้วย ในหนึ่งปีผมมักจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ 2-3 ครั้ง เพื่อเติมพลังให้กับชีวิตตัวเองด้วยครับ”

เรียนออนไลน์ เวิร์กไม่เวิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568420

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

เรียนออนไลน์ เวิร์กไม่เวิร์ก

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข Edumall Healing Education Institute

โลกหมุนรอบออนไลน์ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก มองไปทางใดก็มีแต่คนดู-อ่าน-ฟังจากหน้าจอโทรศัพท์ หากท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ มันก็คือโอกาส คือเวที คือการค้นหาตัวตนที่เป็นอิสระ…เรียนออนไลน์ อีกไลน์ของการเรียนรู้ อีกไลน์สำหรับการแสวงหาตัวตนบนโลกยุคใหม่

มหาวิทยาลัยดังทั่วโลกต่างหันมาเปิดสอนหลักสูตรบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงสถาบันการศึกษาไทย ที่ต่างผันตัวนำหลักสูตรในห้องเรียนมาสอนบนออนไลน์อย่างคึกคัก กล่าวได้ว่าช่องทางสำหรับการศึกษาออนไลน์นั้นมากมาย คีย์เข้าไปเถอะ รับรองมีหมด ทั้งหลักสูตรเรียนภาษาออนไลน์ ติวเตอร์ออนไลน์ เรียนอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ เรียนเล่นหุ้นออนไลน์ ทำสบู่ ทำดอกไม้ พัฒนาตัวเอง ฯลฯ

“ชีวิตคือการเคลื่อนที่” หนึ่งในเพจเรียนออนไลน์ซึ่งเป็นที่รู้จัก “เจนภพ วัฒนธเนศ” ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์และการสื่อสาร บริษัท โทปิก้า ประเทศไทย เล่าว่าชีวิตคือการเคลื่อนที่ คือหนึ่งในเพจการเรียนรู้จากทั้งหมด 9 เพจที่ตั้งอยู่บนแพลตฟอร์มเอ็ดดูมอลล์ (Edumall) เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมคอร์สเรียนเพื่อการพัฒนาทักษะ (Skill) ต่างๆ มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาเลือกเรียนบนเว็บไซต์ได้ตามต้องการ

“เอ็ดดูมอลล์แบ่งเป็น 11 หมวด มีคอร์สทั้งหมดกว่า 500 คอร์ส ขณะเดียวกันก็มีคอร์สใหม่เพิ่มเติมทุกเดือน เมื่อผู้เรียนเข้ามาในเว็บไซต์ edumall.co.th ก็จะเหมือนผู้เรียนได้เข้ามาช็อปปิ้งคอร์สเรียนในซูเปอร์มาร์เก็ต”

เจนภพเล่าว่า Edumall คือการทำให้ผู้เรียนและผู้สอนมาเจอกันด้วยเทคโนโลยี โดยผู้เรียนสามารถเรียนออนไลน์ผ่านอุปกรณ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเรียนซ้ำได้ตลอดชีพ จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเข้ามาเรียนรู้ ผู้เรียนเรียนได้โดยไม่ต้องเดินทางมาเข้าเรียน ประเด็นปัญหาเรื่องระยะเวลากับการเดินทางถูกตัดออกไปทั้งค่าเรียนก็ประหยัดกว่ามากเมื่อเทียบกับคอร์สออฟไลน์

เจนภพเล่าว่า Edumall ก่อตั้งในไทยมา 3 ปีแล้ว โดยเป็นโครงการด้านการศึกษาภายใต้บริษัท โทปิก้าเอเชีย และโทปิก้า เอ็ดเทคกรุ๊ป (Topica Edtech Group) ในเครือข่ายบริษัท ไมโครซอฟท์ หลักการสำคัญคือ Education Technology การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการศึกษา ในปีแรกมีผู้เรียนชาวไทย 1 แสนคน จนถึงปัจจุบันอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 100%

“จำนวนผู้เรียนออนไลน์ สะท้อนด้วยตัวของมันเองว่า สิ่งนี้มาแน่ ออนไลน์มาแน่ สัญญาณต่างๆ มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราได้เห็นสถาบันออนไลน์ หลักสูตรออนไลน์มากขึ้นๆ ก็เพราะทุกคนกำลังไขว่คว้าสิ่งที่ตัวเองต้องการบนออนไลน์”

เจน ต้นประดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัท โทปิก้า ประเทศไทย เล่าว่า ใช่! ผู้เรียนอาจเข้าถึงเนื้อหาที่สนใจจากบล็อก ยูทูบหรือกูเกิลได้ แต่คอร์สเรียนออนไลน์จะให้ความแตกต่างในเรื่องของหลักสูตร โดยจะถูกเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของเนื้อหา มีความชัดเจนและง่ายต่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือสอนโดยผู้สอนที่ประสบความสำเร็จในสาขาวิชานั้นๆ

“คอร์สออนไลน์คือการก้าวข้ามเรื่องไม่จำเป็น คือการเรียงลำดับความรู้ก่อน-หลัง เรื่องอะไรที่จำเป็นต้องรู้ก่อน พื้นฐานอะไรที่จำเป็นต้องเรียนก่อน ไม่กระจัดกระจาย มืออาชีพจะเข้ามาจัดวางหลักสูตรเหล่านี้”เจนเล่า

สำหรับชีวิตคือการเคลื่อนที่ เจนเล่าว่า คือความเป็นไลฟ์สไตล์ที่ตีความแตกต่างไปจากแฟนเพจเรียนรู้ออนไลน์อื่นๆ โดยจะเข้าหาผู้เรียนจากไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น จากความสนใจดนตรี ความสนใจด้านภาษา หรือไลฟ์สไตล์ชอบทำอาหาร การตัดต่อวิดีโอบนมือถือ ฯลฯ ผู้เรียนมีอายุต่ำสุด 18 ปี สูงสุด 60 ปี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30 ปี ซึ่งเจนระบุว่าสอดคล้องกับช่วงจังหวะของ “การมูฟ” ในชีวิตคน

“ชีวิตคือการเคลื่อนที่ หมายถึง ชีวิตที่ต้องเดินหน้าตลอดเวลา ชีวิตจะต้องพัฒนาไปต่อ ต้องมูฟตลอด ต้องเคลื่อนที่ตลอด นี่คือความหมายของเรา” เจนภพเล่า

การเรียนการสอนบน Edumall มี 10 หมวดการเรียนรู้ ที่กระจายอยู่ใน 9 แฟนเพจ โดย 10 หมวดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ 2.การทำธุรกิจ 3.การเลี้ยงดูบุตร 4.การตลาด 5.การออกแบบและศิลปะ 6.การพัฒนาตนเอง 7.โปรแกรมสำนักงาน 8.ภาษาต่างประเทศ 9.การถ่ายภาพ 10.สุขภาพ สำหรับแฟนเพจยอดนิยม นอกเหนือจากชีวิตกับการเคลื่อนที่แล้วคือ “Excel ง่ายโคตร” และ “Design Community” แฟนเพจเกี่ยวกับการออกแบบและโปรแกรมคอมพิวเตอร์

“คนไทยมีการปรับตัวในเรื่องการเรียนออนไลน์ที่รวดเร็ว เพราะทุกคนเป็นเจ้าของเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทุกคนมีโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง ทุกคนมีช่องทางในการรับข่าวสาร รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ นี่คือกุญแจสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนเราทุกคน”

ดร.อรุโณทัย ไชยช่วย ครูและนักบำบัดอิสระ วัย 41 ปี ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเยอรมนี เจ้าของสถาบันการศึกษาเพื่อการเยียวยา เจ้าของแฟนเพจ Healing Education Institute เล่าถึงคอร์สเรียนออนไลน์ไทยแทงเกิ้ล (Thaitangle) “วาดเส้นยาใจ ภาวนาผ่านลายเส้น” ว่าเป็นกระบวนการเรียนออนไลน์ระยะสั้นเพื่อทำงานกับพลังภายในของตนเอง โดยเรียนต่อเนื่อง 4 คอร์สตามลำดับ

สำหรับไทยแทงเกิ้ลคอร์สแรก ได้แก่ 1.Willtangle 21 วัน 21 ลาย ปากกาดำบนกระดาษขาวหรือครีม ฝึกพลังแห่งการกระทำ 2.Feeltangle 14 ผลงานผ่านลายเส้นบนกระดาษสีน้ำตาล ฝึกถ่ายทอดและรับรู้ความรู้สึก 3.Thinktangle 21 วัน 1 ลาย ฝึกเข้าถึงความคิด และ 4.DistressTangle 6 สัปดาห์ 6 กระบวนการในการละวางตัวตน

“คอร์สใช้ 2 ศาสตร์ผสมผสานกันผ่านประสบการณ์การฝึกฝนของครูเอง ให้ชื่อศาสตร์ใหม่ของตัวเองว่า Minddala (มายด์ดาล่า) และ Mindtangle (มายด์แทงเกิ้ล) คอร์สเรียนสำหรับทุกคนที่สนใจเรียนรู้โลกภายใน ใช้ศิลปะเพื่อฝึกพลังภายในให้แข็งแรงเบิกบาน”

Mandala เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่าวงกลมอันศักดิ์สิทธิ์ ได้นำมาใช้กับงานเยียวยา โดยเป็นการเยียวยาที่มีพื้นฐานมาจาก คาร์ล กุสตาฟ ยุง (C.G.Jung) จิตแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ ซึ่ง ดร.อรุโณทัยได้นำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือบำบัดเยียวยาผู้คนตามวิถีมนุษยปรัชญา มีชื่อทางภาษาอังกฤษว่า Curative Education และได้ตั้งชื่อแนวทางใหม่นี้ว่า Minddala

นอกจากนี้คือการนำศาสตร์ เซ็นแทงเกิ้ล (Zentangle) มาใช้ในกระบวนการเยียวยาด้วย หัวใจของเซ็นแทงเกิ้ลคือ การวาดที่เป็นขั้นตอนและมีรูปแบบซ้ำๆ ย้ำๆ ให้เกิดเป็นภาพสำเร็จที่ไม่อาจคาดเดา เป็นตัวช่วยให้คนปลดล็อกความคิดในใจ สรุปว่ามายด์ดาล่า คืองานเยียวยาในส่วนที่ใช้มานดาล่าเป็นเครื่องมือ บนพื้นฐานมนุษยปรัชญาผสมผสานกับจิตวิทยาวิเคราะห์ของ C.G.Jung ส่วนมายด์แทงเกิ้ล คืองานเยียวยาในส่วนที่ใช้เซ็นแทงเกิ้ลเป็นเครื่องมือ

สำหรับกระบวนการสอนออนไลน์ ใช้การทำงานผ่านกลุ่มไลน์ที่สร้างขึ้น การสอนจะสอนผ่านคลิปวิดีโอที่ถูกอัดใหม่ในทุกๆ วันมีกฎกติการ่วมกัน เช่น คอร์สวาดทุกวัน 21 วัน 21 ลาย ทุกคนจะได้รับวิดีโอทุกวัน แล้วมีเวลา 24 ชั่วโมงในการวาด จากนั้นส่งภาพเข้าอัลบั้มส่วนตัว หากใครไม่ส่งขอเชิญออกจากกลุ่ม เป็นต้น ดร.อรุโณทัยยังสอนออฟไลน์ เพื่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนที่ต่างกัน

“กระบวนการออนไลน์นั้น เป็นการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ ผ่านวิดีโอ ที่จะต้องถ่ายทอดให้ผู้เรียนรับรู้ถึงพลังการนำพาที่ส่งผ่านตัวสื่อให้เหมือนนั่งเรียนด้วยกันจริงๆ ส่วนใหญ่จะสอนออนไลน์ให้กับคนไทย และสอนออฟไลน์ให้คนเยอรมัน”

นันทวัฒน์ อภิสิทธิ์ยศกุล อายุ 44 ปี ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 จ.เลย ผู้เรียนออนไลน์ Edumall เล่าว่า กำลังเรียนด้านคอมพิวเตอร์และการทำโฟโต้ช็อป ได้นำมาใช้กับงานประจำด้านการผลิตสื่อการสอน ถือว่าได้ประโยชน์มาก ตอบโจทย์เรื่องการเดินทาง เวลาเรียนและค่าคอร์สราคาถูก โดยส่วนตัวลงเรียนต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว คอร์สต่อไปเป็นความสนใจส่วนตัว…ดูไพ่ยิปซี

ชัยวัฒน์ ธนาชัยวิสิทธิ์ อายุ 44 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลบริษัทแห่งหนึ่ง เล่าว่าเขาลงเรียนหลายคอร์สมาก ตั้งแต่เอ็กเซล ทักษะการทำงาน จิตวิทยา ภาษาต่างประเทศ ไม่ได้ลงเรียนที่ใดที่หนึ่ง แต่ลงเรียนในหลายที่แต่ละที่มีความแตกต่างกัน บางที่ราคาถูกแต่ผู้สอนไม่กระชับเนื้อหา ทำให้เยิ่นเย้อเสียเวลา ผู้สอนบางคนยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในสาขาวิชานั้นๆ

“ผมทำงานเยอะ ไม่มีเวลา ผมลงเรียนออนไลน์ก็เพราะมันตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านี้ทั้งเวลาและการเดินทาง ที่สำคัญคือจะดูซ้ำเมื่อไหร่ก็ได้ ตอบโจทย์ในแง่ของการนำมาใช้ปฏิบัติจริง คนสอนก็อยากสอน คนเรียนก็อยากเรียน”

เวิร์กหรือไม่เวิร์ก คงต้องตอบด้วยตัวเอง สังคมดิจิทัลในปัจจุบัน สามารถทำทุกอย่างได้บนคอมพิวเตอร์และมือถือ การศึกษาก็เช่นกัน ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปด้วยแพลตฟอร์มการหาความรู้ด้วยตัวเองการเรียนออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทยมากขึ้น อยากเรียนเมื่อไหร่ก็ได้เลย อยู่ตรงไหนของประเทศก็ได้เลย ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ด้วยซ้ำ

สนุกไปกับโลกออนไลน์ และเดินหน้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้กันเถอะ!

ธมนวรรณ แสงจันทร์ ทอเชือกรองเท้าเป็นสินค้าแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568423

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ธมนวรรณ แสงจันทร์ ทอเชือกรองเท้าเป็นสินค้าแฟชั่น

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากความสนใจในประเด็นของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่เป็นผู้หญิงชอบใส่รองเท้าผ้าใบ ทำให้ ธมนวรรณ แสงจันทร์ บัณฑิตจบใหม่ จากภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังตั้งคำถามกับสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวอย่าง “เชือกรองเท้า” ว่า หากย้อนกลับไปตั้งแต่กระบวนการผลิตจะมีเชือกรองเท้าที่เหลือทิ้งจากโรงงานหรือไม่

จากการลงพื้นที่เข้าไปสอบถามข้อมูลจากโรงงานผลิตเชือกรองเท้า พบว่าแต่ละวันมีขยะจากเชือกรองเท้าที่ไม่ได้มาตรฐานจำนวนมากนั่นคือเชือกรองเท้าที่มีความยาวผิดพลาด มีพลาสติกปลายเชือกไม่สมบูรณ์ หรือมีสีที่ไม่ถูกต้อง เชือกเหล่านี้จะถูกคัดทิ้งใส่กระสอบเพื่อนำไปขายในราคาถูกให้กับร้านขายของเก่า จากนั้นร้านขายของเก่าอาจนำไปคัดแยกเพื่อขายปลีกแก่ผู้บริโภคเส้นละ 10 บาท หรือชั่งน้ำหนักขายในรูปแบบขยะกองหนึ่งเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป

“ในโรงงานมีเชือกรองเท้าที่ถูกคัดทิ้งจำนวนหลายกระสอบ เราจึงเข้าไปในขั้นตอนนี้เพื่อขอซื้อเชือกรองเท้าเหลือทิ้งจากโรงงาน กิโลกรัมละ 60 บาท ในลักษณะซื้อยกกระสอบคือไม่สามารถเลือกคุณภาพได้ ในกระสอบหนึ่งอาจมีทั้งของดี ของไม่ดี คละสี คละไซส์ จากนั้นเราก็นำเข้าสู่กระบวนการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) คือคัดเลือกเส้นที่ยังมีคุณภาพดี นำไปทำความสะอาดด้วยการล้างตากแดด และนำมาเช็ดให้แห้ง ก่อนนำไปทอ” เธออธิบาย

จากสิ่งไร้ค่าที่เกิดจากความผิดพลาดและไม่ได้มาตรฐานในการผลิต ธมนวรรณได้นำมาปัดฝุ่นใหม่และใส่ดีไซน์เข้าไป โดยเธอนำเชือกรองเท้าที่คัดเลือกแล้วไปใช้เป็นวัสดุหลักในการทำ “กระเป๋า” ซึ่งชิ้นงานที่เธอออกแบบมีทั้งกระเป๋าสะพายข้างทรงเหลี่ยม กระเป๋าสะพายข้างทรงกลมกระเป๋าถือ รวมไปถึงรองเท้า

“เราจะคัดเฉพาะเชือกรองเท้าสีดำที่มีความยาวประมาณ 150 เซนติเมตร นำไปเข้ากี่กระตุกเพื่อทอออกมาเป็นผืน โดยโทนสีดำทำให้ดูเรียบหรู คลาสสิก และดูแลรักษาง่าย ส่วนสีทองแดงที่เห็นแทรมอยู่เป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดมิติ ด้วยวิธีฮีตทรานส์เฟอร์ ฟอยล์ (Heat Transfer Foil) คือเป็นการถ่ายเทความร้อนให้กระดาษฟอยล์สีทองแดงแปะติดไปกับเชือกรองเท้า” เธอกล่าวต่อ

“ส่วนคอนเซ็ปต์ของชิ้นงานได้รับแรงบันดาลใจมาจากชนเผ่าและวิถีชีวิตร้องรำทำเพลง ทำให้ในกระเป๋าหนึ่งใบมีจังหวะการทอที่หลากหลาย ทำให้มีลวดลายของเนื้อผ้าไม่เหมือนกัน และยังมีการทอร่วมกับเหรียญและลูกปัด สร้างลูกเล่นที่สะท้อนความเป็นชนเผ่าและเพิ่มมูลค่าให้กระเป๋าด้วย”

ธมนวรรณ กล่าวด้วยว่า เหตุผลที่เลือกใช้วิธีการทอ เนื่องจากโดยทั่วไปการใช้งานเชือกรองเท้า คือ การมัดและผูก เธอจึงอยากปรับรูปแบบจากเชือกเส้นเดี่ยวให้กลายเป็นผืนผ้า และเหตุผลที่เลือกกี่กระตุก เพราะเป็นวิธีที่สามารถทำให้เชือกรองเท้าบีบแน่นเป็นผืนบางและมีความแข็งแรง

“ก่อนหน้านี้ มีการนำเชือกรองเท้าไปทดลองถักนิตติ้งแต่ไม่เวิร์ก เพราะเชือกรองเท้ามีลักษณะเป็นเส้นใหญ่ทำให้เมื่อถักนิตติ้งจะมีความหนาไม่เหมาะกับการนำมาทำกระเป๋า และทำให้สินค้ามีน้ำหนักเยอะเกินไปไม่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่เมื่อลองวิธีการทอด้วยกี่จะได้ผืนผ้าที่บางลงและน้ำหนักเบาลง”

จากนั้นเมื่อได้ออกมาเป็นผืนผ้าแล้ว เธอได้นำไปเข้ากระบวนการรีดผ้ากาวเพื่อให้ผ้าอยู่ทรงก่อนนำไปตัดเย็บ และเมื่อส่งให้ช่างเย็บกระเป๋าทำตามที่ออกแบบไว้แล้ว ก็จะได้งานหัตถกรรมชิ้นงามที่มีคุณสมบัติแข็งแรง คงทน และกันน้ำ ตามคุณสมบัติของโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นวัสดุของเชือกรองเท้า

ธมนวรรณได้คิดและสร้างสรรค์โครงการออกแบบกระเป๋า โดยใช้เศษเชือกเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเชือกดังกล่าว เป็นวิทยานิพนธ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งเธออยู่ภายใต้สาขาการออกแบบสิ่งทอ เกี่ยวกับการออกแบบผืนผ้า พัฒนา และสร้างสรรค์เทคนิคใหม่ๆ ให้กับงานผ้า ผ่านการทดลองเพื่อเสาะหาทุกความเป็นไปได้ทำให้เกิดสิ่งใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงความงามและความเป็นไปได้ในการผลิตตามระบบอุตสาหกรรม อย่างชิ้นงานที่เธอทำเรียกว่าตอบโจทย์ เพราะสามารถนำวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่า

นอกจากนี้ บัณฑิตจบใหม่วัย 22 ปี ยังมีความคิดอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ จึงตั้งใจที่จะต่อยอดโครงการในมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นสตาร์ทอัพสร้างรายได้ เธอเผยว่า จะนำเชือกรองเท้าสีอื่นๆ ที่ได้จากการเหมาซื้อมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ที่มีสีสันต่างออกไป โดยเธอเริ่มวางขายแล้วผ่านช่องทางออนไลน์ อินสตาแกรม growtha.studio ประเดิมสินค้าชิ้นแรกด้วยรองเท้าแตะ (Sandals) ราคาคู่ละ 1,250 บาท ส่วนสินค้าต่อไปเธอวางแผนว่าจะเป็นกระเป๋า วางราคาอยู่ที่ 2,000-4,500 บาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนวัยทำงาน อายุ 25 ปีขึ้นไป

“กระเป๋าแต่ละใบจะมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ และเป็นการนำความคิดสร้างสรรค์ไปเพิ่มมูลค่าให้สิ่งเหลือใช้ ซึ่งผู้ใช้จะรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม และจะได้ถือกระเป๋าดีไซน์ใหม่จากวัสดุชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำ” ธมนวรรณ กล่าวเพิ่มเติม

หลังจากค้นพบคำถามที่ค้างคาใจ วันนี้เธอสามารถต่อยอดเชือกรองเท้าที่มีค่าแค่หลักสิบให้กลายเป็นสินค้าแฮนด์เมดหลักพัน นับเป็นการเพิ่มมูลค่าสิ่งเหลือทิ้งขึ้นอีกหลายร้อยเท่าโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และหลักการหัตถกรรมพื้นบ้านของไทย ถักทอเส้นสายที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อื่นใดให้เป็นสินค้าแฟชั่นสุดชิก

เทคนิคโน้มน้าวใจจากนักสร้างแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568421

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

เทคนิคโน้มน้าวใจจากนักสร้างแบรนด์

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอพี

มนุษย์เราติดต่อสื่อสารทั้งเรื่องงานและเรื่องในชีวิตประจำวันกันอยู่ทุกวัน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถทำให้คนชอบเราตั้งแต่แรกพบ และตอบรับสิ่งที่เรานำเสนออย่างเต็มใจ “ดลชัย บุณยะรัตเวช” ประธานบริษัท เดนท์สุ วัน บางกอก บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ เล่าไว้ในหนังสือ “พรีเซ้นต์ให้ได้ใจขายอะไรก็มีคนซื้อ” ถึงเทคนิคโน้มน้าวใจที่ (ต้อง) มีเสน่ห์

ดลชัย เล่าว่า ในสถานการณ์ที่มีการโน้มน้าวใจเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ที่เป็นนักขายหรือนักการตลาดที่ดีนั้น จะต้องมองให้ครบทุกองค์ประกอบโดยเฉพาะการพูด ซึ่งเป็นความสำคัญลำดับต้นต้องฝึกให้เชี่ยวชาญและชัดเจน หากลูกค้าไม่ได้ถูกโน้มน้าวใจจากผู้ขายอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว การจะปิดการขายนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

“เทคนิคการโน้มน้าวใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวันที่ต้องสื่อสารและรับมือกับคมความคิดของผู้อื่นอยู่เสมอ เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณทั้งทำงานได้ดีขึ้น และผูกมิตรกับผู้คนได้มากขึ้น”

การโน้มน้าวใจที่นำไปสู่ทุกความสำเร็จ

1.โฟกัสที่บุคลิก

เพราะผู้ฟังจะประเมินความรู้สึกของเขาที่มีต่อคุณได้ในแวบแรกที่เห็น ดังนั้น การเตรียมตัวเพื่อสร้างเสน่ห์ให้ได้ตั้งแต่วินาทีแรก จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้าม โดยคุณต้องเลือกการแต่งกายที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังและสถานที่

สำหรับผู้หญิงควรเลือกแต่งกายให้เหมาะสม ไม่หวือหวาควรรวบผมให้เรียบร้อย เพราะการปล่อยผมอาจทำให้ผมยุ่งได้ง่าย และคงดูไม่ดีเท่าไรถ้าคุณผู้หญิงจะพูดพร้อมๆ กับการเสยหรือปัดผมของตัวเองตลอดเวลา ส่วนผู้ชาย แนะนำให้ใส่สูท ซึ่งช่วยด้านความภูมิฐาน

2.โฟกัสที่น้ำเสียงและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง

ไม่มีไม่ได้คือน้ำเสียงและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังที่เหมาะสม เช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความสุภาพ ความเป็นกันเอง ฯลฯ กรณีที่คุณเป็นมือใหม่ ยังไม่คุ้นชินกับเวทีการพูดหรือการนำเสนอ คุณไม่จำเป็นต้องยืนบนโพเดียมแล้วอ่านเสมอไป คุณสามารถเป็นตัวของตัวเอง

ดลชัยแนะให้ยืนทิ้งน้ำหนักลงที่ส้นเท้าทั้งสองข้าง ตั้งตัวตรงแล้วพูด น้ำเสียงของคุณจะมีพลังงานก้องกังวาน น้ำเสียงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังไม่หลับในขณะฟัง บางคนพูดด้วยเสียงโมโนโทนหรือน้ำเสียงเดียวไปตลอด ซึ่งแน่นอนว่าผู้ฟังย่อมจะเกิดความเบื่อและอยากเดินออกไปจากห้องเสียให้พ้นๆ

3.โฟกัสที่จุดหมายการพูด

จุดมุ่งหมายในการพูดครั้งนั้น แน่นอนว่าคุณในฐานะผู้พูดต้องมีเป้าหมายว่าคุณต้องการอะไร เช่นเดียวกันกับผู้ฟังที่มีเป้าหมายว่าเขาจะได้รับอะไรจากการฟังในครั้งนี้ เมื่ออุปสงค์อุปทานตรงกัน การพูดในครั้งนั้นก็ย่อมบังเกิดผลสำเร็จเหนือความคาดหมายแน่นอน

4.โฟกัสที่ข้อมูล

การพูดและการนำเสนอโน้มน้าวใจบุคคลใดก็ตามจะประสบความสำเร็จได้ ย่อมมีหลายองค์ประกอบ หากหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญก็คือ ทุกอย่างที่พูดควรเป็นสิ่งที่กลั่นออกมาจากหัวใจในฐานะนักพูดโน้มน้าวที่มีเสน่ห์ มีความรู้และมีการเตรียมความพร้อมที่ดี อย่าสวมหัวโขนตลอดเวลา หรืออย่าพูดในสิ่งที่คุณไม่รู้จริง

5.โฟกัสที่การบริหารเสน่ห์

นั่นคือองค์ประกอบความน่าสนใจของคุณ ที่ประกอบกันขึ้นจากวิธีที่คุณก้าวเข้ามา (Your Entry) วิธีที่คุณนำเสนอตัวเอง (Your Presence) วิธีที่คุณสะกดความสนใจ (Your Hook) และวิธีที่คุณรักษาความน่าสนใจนั้นไว้ได้ (Your Hold)

ส่งท้ายถึงเทคนิคในการบริหารเสน่ห์ให้น่าชื่นชม ดลชัยแนะนำว่า มาจากการหาความรู้และการฝึกฝนที่มุ่งมั่น ได้แก่ การปลุกความเชื่อมั่นด้วยภาษากายที่เหมาะสม การมีไหวพริบและอารมณ์ขัน ความสนใจและไหวทันอารมณ์ผู้ฟังการมีมุมมองด้านบวก การทำให้คนอื่นรู้สึกเป็นพิเศษ และการฉลาดพูดอย่างมีสติ

“ลักษณะเด่นของผู้โน้มน้าวใจที่ดี พวกเขาคือผู้ที่มีความสนใจในเรื่องต่างๆ บนโลกใบนี้ และเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับผู้คนที่อยู่รอบข้าง สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในนิสัยของพวกเขาอย่างเป็นธรรมชาติ”

ข้อมูล : “พรีเซ้นต์ให้ได้ใจ ขายอะไรก็มีคนซื้อ” ; สำนักพิมพ์ อมรินทร์ ฮาวทู

โยคะแก้ปวดเมื่อยและปรับบุคลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568422

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

โยคะแก้ปวดเมื่อยและปรับบุคลิก

เรื่อง วราภรณ์

เดินทางถึงเมืองไทยแล้ว สำหรับออยโช่ โยคะ (Oysho Yoga) กิจกรรมสำคัญประจำปีสำหรับเหล่าโยคะเลิฟเวอร์ทั่วโลก ซึ่งจัดโดยออยโช่ (Oysho) แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก ซึ่งถือกำเนิดเป็นครั้งแรกที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยออยโช่ได้เนรมิตสกาย เทอร์เรซของเกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ให้เป็นสตูดิโอโยคะสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับสาวๆ สายแอ็กทีฟได้ฟิตแอนด์เฟิร์มอย่างมีสไตล์ โดยได้รับเกียรติจาก ชลิตา เฟื่องอารมย์ นักแสดงสาวสวยผู้มีประสบการณ์ ในการฝึกโยคะมากว่า 20 ปี เป็นผู้นำคลาสโยคะในสไตล์แอ็กทีฟ เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงทั้งภายนอกและภายในผ่านท่วงท่าต่างๆ ที่ช่วยปรับสรีระ บุคลิกให้ดูสวยสง่า และจัดสมดุลภายในจิตใจ

ครูแนน เปิดเผยว่า คลาสโยคะในวันนี้มาในสไตล์แอ็กทีฟ คือ เป็นคลาสที่เล่นแบบต่อเนื่องไปจนจบ ไม่มีการหยุดพัก จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ฝึกใจ และสมาธิ สมัยก่อนตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ ทำอะไรต้องเป็นที่หนึ่ง และต้องทำให้ได้ดี แต่พอได้มารู้จักโยคะ เราไม่สามารถบังคับร่างกายและจิตใจของเราได้เลย ทำให้รู้จักการรอคอย ปล่อยวาง และมีสติอยู่กับปัจจุบัน

ครูแนนแนะนำท่าโยคะแบบง่ายๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาร่างกายของสุภาพสตรี และช่วยปรับบุคลิกภาพ และได้สมาธิ

ท่างู

วิธีการฝึก

1.เริ่มต้นด้วยการนอนคว่ำราบกับพื้น ให้เท้าเหยียดตรงหลังเท้าแนบชิดพื้น มือทั้งสองวางไว้ข้างลำตัวโดยให้อยู่ระดับเดียวกันกับหัวไหล่ พยายามกดเท้า กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อสะโพก เกร็งให้ราบกับพื้น จิตจดจ่ออยู่กับตัวเอง หายใจเข้าให้ลึกๆ แล้วหายใจออก

2.พอหายใจเข้าอีกรอบให้ใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นเพื่อเหยียดข้อศอกให้ยืดตรง พร้อมกับยกศีรษะ ไหล่ หน้าอก เอวให้สูงขึ้น พยายามเปิดอก เปิดไหล่ ให้หลังตรง หันหน้ามองไปข้างหลังจนสุด โฟกัสไปที่ปลายเท้า

3.ใช้แขนดันขึ้นอย่างช้าๆ โดยให้บริเวณหัวเหน่าต้นขาและเท้าแนบชิดกับพื้นเหมือนเดิม ทำท่านี้โดยไม่ฝืนจนรู้สึกปวดหลัง ทำค้างไว้ 15-30 วินาทีจากนั้นหายใจออกให้ค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อหย่อนตัวลงราบกับพื้น สามารถทำซ้ำๆ กันได้ 3-5 ครั้ง ตามความเหมาะสม

ประโยชน์ ช่วยแก้ผู้มีปัญหารอบเดือน ปวดประจำเดือนปวดหลังและเป็นออฟฟิศซินโดรม

ชลิตาเผยวิธีเลือกชุดออกกำลังกายสำหรับโยคะคือ สิ่งสำคัญคือเนื้อผ้า ถ้าหนาเกินไปก็จะไม่สะดวกในการฝึกบางท่า ท่าที่ต้องยกขาสูงๆก็ไม่สะดวก จึงจะเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบายและดีไซน์ไม่โป๊จนเกินไปเพราะจะทำให้มั่นใจและไม่กังวลกับการฝึก แนนเลือกซื้อชุดโยคะและชุดออกกำลังกายที่ออยโช่เป็นประจำ เพราะดีไซน์สวยเนื้อผ้ายืดหยุ่นดี ระบายอากาศดี ไม่ทำให้เกิดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อ

Understanding Your Muscle contraction EP 2 ทำความเข้าใจกระบวนการหดตัวของกล้ามเนื้อ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568385

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 10:38 น.

Understanding Your Muscle contraction EP 2 ทำความเข้าใจกระบวนการหดตัวของกล้ามเนื้อ 2

โดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในระบบกล้ามเนื้อนั้นทำงานกันเป็นทีม ไม่มีกล้ามเนื้อมัดไหนทำงานโดดเดี่ยว เพราะกล้ามเนื้อนั้นทำงานร่วมกัน เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราติดต่อกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่ง จะส่งผลกระทบกับร่างกายส่วนที่เหลือผ่านระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นั่นหมายความว่า ในชีวิตของเราไม่เคยใช้กล้ามเนื้อแค่กลุ่มเดียวในการทำภารกิจ เพราะการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นผ่านการสั่งการจากระบบประสาท ให้เราใช้พลังที่เพียงพอในการควบคุม ติดต่อใช้ให้ถูกส่วน ตรงจุด โดยไม่ใช้พลังงานที่มากเกินไป ส่งผลให้เราอาจสร้างความตึงเครียดให้กล้ามเนื้อโดยไม่จำเป็น

ความสัมพันธ์ของระบบกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ต้องทำความเข้าใจระบบห่วงโซ่ของการเคลื่อนไหว Kenetic Chains ซึ่งเคยเขียนเรื่องนี้ไปบ้างแล้วในฉบับก่อนๆ นับเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่เราต้องทำความเข้าใจว่ากล้ามเนื้อจะทำงานได้ดีขึ้น ลึกขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อส่งพลังมาจากแกนกลางลำตัว ถ่ายทอดไปที่แขน ขา รวมทั้งการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อกับข้อต่อ เมื่อเรามองความสัมพันธ์แบบภาพรวมระบบกล้ามเนื้อทำงานเป็นเหมือนระบบเมทริกซ์ (The Matrix) แต่เนื่องจากในครั้งนี้ ต้องการอธิบายการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบพิจารณาเดี่ยวๆ ที่กลุ่มกล้ามเนื้อกลุ่มเดียวเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน

ต่อจากฉบับที่แล้ว ในวันนี้เราจะมาดูการทำงานการหดตัวของกล้ามเนื้อไตรเซ็ปส์ เบรคิไอ (Triceps Brachii) ในท่าจะตุรังคะ ทัณฑาสะนะ (Chaturanga Dandasana) กันค่ะ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1)

ในภาพที่ 1 ภาพบนสุดเป็นการทำท่ากระดาน Plank สีแดง คือ การแสดงให้เห็นกล้ามเนื้อไตรเซ็ปส์ เบรคิไอ เมื่อเรายุบตัวลงในท่าจะตุรังคะดังตัวอย่างในภาพ ตรงกลางกล้ามเนื้อไตรเซ็ปส์ทำงานหดตัวแบบเอกเซนตริก กล้ามเนื้อเหยียดตัวออก (Eccentric)

ในขณะที่ดันตัวเองขึ้นมาสู่ท่ากระดานดังภาพล่าง กล้ามเนื้อไตรเซ็ปส์ทำงานแบบคอนเซนตริก (Concentric) กล้ามเนื้อหดสั้นเข้า ซึ่งการหดตัวแบบเอกเซนตริกจะมีแรงกดดันบังคับมากกว่า และอาจจะสร้างความเครียดให้เส้นเอ็นในกล้ามเนื้อได้ เมื่อเราทำซ้ำหรือทำมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้หลีกเลี่ยง เพราะการหดตัวแบบเอกเซนตริก ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เมื่อฝึกเป็นประจำ แต่ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายเช่นกัน หากเราไม่ระวังขณะฝึก หรือเมื่อเราไม่พร้อม

อีกสิ่งหนึ่งที่บางครั้งเราอาจสับสน คือ การเหยียดยาวออกของกล้ามเนื้อ Lengthen ต่างจากการยืด Stretch ทั้งสองคำนี้ใช้ในความหมายที่ต่างกัน สำหรับกับกล้ามเนื้อเมื่อมีการหดตัวแบบเอกเซนตริก คือ การเหยียดยาวออกได้ ไม่ว่าจะมีการใช้งานของกล้ามเนื้อหรือไม่ใช้ก็ตาม เพราะบางครั้งอาจเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วง หรือแรงดึงต้านจากกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน

ดังนั้น การเหยียดยาวออก ไม่ได้หมายความว่ากล้ามเนื้อกำลังผ่อนคลายเสมอไป ในตัวอย่างต่อไปเป็นการทำท่ายกลำตัวด้านข้าง Side Crane Pose การใช้งานกล้ามเนื้อไตรเซ็ปส์ เมื่อเรางอข้อศอกเป็นแบบเอกเซนตริกเช่นกัน ในขณะที่เราทำท่าและเมื่อเราค้างท่า ไตรเซ็ปส์จะทำงานแบบไอโซเมตริก Isometric Contraction

การทำความเข้าใจนี้จะทำให้เรารู้ว่ากล้ามเนื้อทำงานอย่างไรแบบเฉพาะเจาะจงกล้ามเนื้อจนนำไปสู่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของระบบกล้ามเนื้อกับระบบกระดูก ข้อต่อและระบบอื่นๆ กับร่างกายในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น ละเอียดมากขึ้นจนนำไปสู่การพัฒนาการฝึกของเราให้ดียิ่งขึ้น (ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจาก Joe Miller)

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

ความมั่นใจตัวเอง อันแสน ‘เปราะบาง’ ของวัยรุ่นปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568384

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

ความมั่นใจตัวเอง อันแสน ‘เปราะบาง’ ของวัยรุ่นปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ : เอเอฟพี

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้เข้าประชุมร่วมกับศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาหลายสาขา เราถกกันหลักๆ เรื่อง ปัญหาเยาวชนปัจจุบัน ที่เน้นการ “รัก” ตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองจนเป็นปัญหา เพราะปรับตัวเข้ากับสังคมรอบข้างได้ยาก และไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตผู้ใหญ่ปกติที่สังคมคาดหวังได้

และที่เป็นปัญหาก็เพราะความมั่นใจของพวกเขายังเปราะบางเกินที่จะรับความกดดันในชีวิตและอยู่ร่วมกับคนในสังคม จนยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกของการทำงานได้จริง

สิ่งที่นักบำบัดจิตวิทยาเยาวชนและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเป็นห่วงก็คือ เด็กรุ่นหลังๆ พยายามเป็นตัวของตัวเองเสียจนสุขภาพจิตเสีย เพราะการอยากเป็นตัวเองอาจไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด และหลายครั้งการอยากเป็นตัวของตัวเองกลับกลายเป็น “การหลงตัวเอง” (Narcissistic) ซึ่งก็คือยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ฟังคำวิจารณ์ไม่ได้ เพราะต้องการแต่ให้คนรอบข้างชมชอบหรือชื่นชม จนทำให้ไม่เห็นความจำเป็นของการรับคำวิพากษ์หรือความเห็นด้านลบจากผู้ใหญ่ที่หวังดี

ความเชื่อมั่นและเคารพนับถือตัวเองที่วัยรุ่นโหยหา ยิ่งกลับทำให้ความนับถือตัวเองที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วยิ่งตกต่ำลง อับอายหรือรู้สึกอ้างว้างตัวคนเดียวง่ายกว่าปกติ หรือที่เรียกว่าเป็นยุคที่เปราะบางง่าย (เพราะไม่ต้องพยายามมากเหมือนคนรุ่นก่อนๆ) รวมถึงเมื่อถูกปฏิเสธหรือได้รับการวิจารณ์ข้อเสียของตัวเองจะยิ่งหัวเสีย รับมือกับความจริงที่เป็นจุดอ่อนด้อย หรือปมด้อยของตัวเองไม่ได้เลย

ผมเห็นใจวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคนี้ เพราะบางทีมันก็อาจไม่ง่ายที่จะเข้าใจว่า อะไรคือตัวเอง? และการอยากเป็นตัวเองของเยาวชนที่กำลังจะก้าวมาเป็นผู้นำในวันข้างหน้า จริงๆ มันคือการเน้นความมั่นใจในสิ่งที่เชื่อ สิ่งที่คิดว่าใช่ เป็นหลักสำคัญจริงหรือ? ถ้าจริงแล้วจะต้องฟังคนอื่น หรือฟังผู้ใหญ่ด้วยหรือ? ในเมื่อเรารู้ดีที่สุดว่าอะไรดีกับเรา

มันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นตัวของตัวเองหลายอย่าง ที่นักวิชาการด้านจิตวิทยาถกกันอยู่ เช่น ความภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem) กับการกำหนดอนาคตด้วยตัวเอง (Self-Determination) ก็ดูคล้ายกัน แต่อย่างแรก ถ้าเป็นความภูมิใจในตัวเองที่เน้นการตามใจ สงสารตัวเอง รวมถึงการไม่ยอมรับการท้าทายอะไรในชีวิตให้โตกว่าเดิม จนขาดความสามารถในการทนทานต่อความล้มเหลวเพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิต (Resilience) คนคนนั้นอาจแค่มั่นใจตัวเองเชิงปกป้องตัวเอง (จากความกดดันทุกรูปแบบ) จนขาดความทนทานต่อความผิดพลาดล้มเหลว และกลายเป็นว่าคนนั้นไม่สามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้ เพราะเขาไม่สามารถทนต่อหรือปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตของเขาได้ดี

ผมเจอวัยรุ่นหลายคนที่มีปัญหานี้ที่เข้ามารับการบำบัดเยียวยา เพราะพวกเขายังแยกไม่ออกระหว่าง “ความมั่นใจตัวเอง” กับ “การกำหนดอนาคตตัวเอง” ที่อาศัยการทำความเข้าใจตัวเองทุกด้าน และยอมรับได้ทั้งคำติ คำชม จากคนรอบข้าง เพื่อให้โตขึ้นได้ และทนต่อการปรับตัว เพื่อทำความเข้าใจกับโลกภายนอกได้ดี ดีจนกำหนดอนาคตตัวเองเป็น ไม่ใช่แค่มั่นใจและปกป้องตัวเองจากความล้มเหลวอย่างเดียว

ศ.ดร.แมกซ์ ออสติเนลลี่ และคณะ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ได้ทำการศึกษาโดยให้กลุ่มตัวอย่าง ลองภูมิใจตัวเองโดยให้จินตนาการว่า ไม่มีอะไรที่ตัวเองทำไม่ได้ในโลกนี้ หรือ The Sky Is The Limit ผลที่ตามมาคือ กลุ่มตัวอย่างกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะทำข้อสอบหรือแม้แต่การไปซื้อมือถือที่ห้างสรรพสินค้า กลับได้ผลลัพธ์แย่กว่าปกติ เพราะพวกเขาไม่ได้คิดให้รอบคอบเลย การยิ่งมั่นใจตัวเองแบบไม่ฟังใคร กลับทำให้ผลงาน ผลการเรียน แย่ลงกว่าเดิม

ศ.แลร์รี่ โลเซ่น จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สเตท ได้ทำการศึกษาวิจัยผลของสื่อออนไลน์ต่อวัยรุ่น และพบว่าวัยรุ่นที่ใช้สื่อโซเชียลมากๆ จะมีผลด้านลบต่อการเรียน สุขภาพ รวมถึงพฤติกรรมต่อต้านสังคมและการหลงตัวเองมากขึ้นกว่าวัยรุ่นที่มีการใช้สื่อออนไลน์ที่สมดุลกับการใช้ชีวิตจริง ความมั่นใจที่มีจะเปราะบาง และเน้นการปกป้องตัวเองจากความล้มเหลว มากกว่าการท้าทายตัวเองให้โต

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า สื่อออนไลน์ปัจจุบันถ้าต้องการให้เป็นกระแสหรือเป็นที่นิยมจะพยายามปลุกระดมความคิดให้วัยรุ่นเชื่อและมั่นใจตัวเองมากๆ อย่างเดียว สิ่งนี้อาจส่งผลให้เขายิ่งงงกับการใช้ชีวิตจริง เพราะยังขาดศิลปะที่ต้องแยกระหว่างสิ่งที่คนอื่นหวังจากเรา รวมถึงสิ่งที่เราหวังตามคนอื่น รวมถึงยังไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองกุขึ้นมาว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่จริงๆ กลับแค่อยากพิสูจน์ตัวเอง เพราะอยากทำให้ได้ตามที่คนอื่นหรือสังคมหวังมากกว่า แต่ยังรับมือกับการค่อยๆ เรียนรู้จากความผิดหวังไม่เป็น

วัยรุ่นปัจจุบันรับสารจากสื่อที่อาจทำให้รู้สึกว่าเขามีเวลาน้อยและต้องรีบสำเร็จไวๆ เพราะเขามักเห็นจากสื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนเรียนไม่จบ กล้าออกมาตั้งบริษัทเอง รวมถึงกล้าท้าทายความเชื่อเดิมๆ แต่เขาลืมไปว่าเขายังไม่เข้าใจทักษะการกำหนดอนาคตตัวเอง ที่มันมีมากกว่าแค่ความมั่นใจในสิ่งที่มีอยู่เดิม จนไม่ทนกับการเรียนรู้ทักษะชีวิต ที่ต้องค่อยๆ อ่านตัวเอง ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนด้อย รวมถึงบุคลิกนิสัยด้านลบ ที่ต้องปรับเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากสังคมรอบข้างด้วย

และท้ายสุด การศึกษาวิจัยด้านเยาวชน ยังสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่มีอิทธิพลในการร่วมกำหนดอนาคตลูก โดยคอยสอน ให้ข้อคิด รวมถึงร่วมกันวางแผนอนาคตเพื่อช่วยลูกรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

ผมจึงอยากแค่กระตุกผู้ใหญ่ที่อ่านข้อความผมวันนี้ว่า ตราบใดที่ลูกเรายังแยกความมั่นใจตัวเองกับการประเมินตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อศึกษาชีวิตทั้งจุดอ่อนจุดแข็งในตัวเองไม่เป็น และส่งผลจนทำให้อดทนไม่เพียงพอและเปราะบางต่อคำวิจารณ์เกินไป พ่อแม่ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยพวกเขาให้ข้ามพ้นวันที่ความมั่นใจตัวเองยัง “เปราะบาง” อยู่ เพราะความมั่นใจที่มียังไม่ใช่ความมั่นใจที่สามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้จริง