ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล เมื่อหมอติดCOOK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568306

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 12:21 น.

ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล เมื่อหมอติดCOOK

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ ไม่มีเครดิต

แฟนหนังสือที่ชอบอ่านงานด้านสุขภาพ การชะลอวัย หรือแพทย์ทางเลือก ต้องคุ้นเคยกับ หมอผิง-พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ที่เธอมีงานพ็อกเกตบุ๊กออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยมีผลงานเล่มล่าสุดอันดับที่ 16 ในชื่อ “เมื่อหมอติด COOK” หนังสือที่รวม 40 เมนูอาหารคลีน สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นสุขภาพดีด้วยการทำอาหารกินเอง ผ่านอินสตาแกรมทุกเช้าวันจันทร์ถึงศุกร์ที่หมอจะตื่นมาทำอาหารเช้ากินเอง โดยมีคอนเซ็ปต์ว่าการทำอาหารคลีนให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก และหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกฮึดและอยากทำอาหารคลีนกินเอง เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคตด้วยการเปลี่ยนอาหารให้เป็นยา ให้หมอพาคุณเข้าครัว

ถือว่าเป็นงานที่ฉีกแนวจากงานเล่มก่อนๆ ที่คุณหมอเคยเขียนมา เพราะเล่มนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการทำอาหาร ซึ่งเป็นเมนูที่คุณหมอทำกินเองที่บ้าน เป็นเมนูง่ายๆ ทำได้รวดเร็วไม่ยุ่งยาก และเป็นเมนูแบบอาหารคลีนๆ ไม่เน้นเนื้อสัตว์มากมายนัก มีเพียงปลาหรืออกไก่เท่านั้น

คุณหมอบอกว่า ตอนนี้คนสนใจเรื่องอาหารคลีน แต่ถ้าต้องซื้อมาจากข้างนอกอาหารคลีนมักจะแพงเกินจริง แต่ถ้าซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาทำเองที่บ้าน ก็จะไม่ได้แพงอย่างที่คิดซื้อมาแต่ละครั้งก็ทำได้ 2-3 มื้อ ซึ่งคุณหมอได้ทดลองทำอาหารคลีนด้วยตัวเองมา 5 ปีกว่า และรู้สึกว่ามันดีจริง อร่อยสะดวกและไม่แพง

ก่อนหน้านี้ คุณหมอได้ทำอาหารและขึ้นเฟซบุ๊กของตัวเอง ก็มีเพื่อนๆ แฟนหนังสือ แฟนคลับเข้ามาถามถึงวิธีการทำ ทั้งเมนูของคาวและของหวาน “เมื่อ 3-4 ปีก่อน หมอเคยทำคุกบ็อกซ์ โดยทำเมนูอาหารถ่ายรูปเป็นโปสการ์ดง่ายๆ ประมาณ 30 เมนู ใส่กล่องเป็นหนังสือทำมือ แล้วขายในงานการกุศลแห่งหนึ่งเพื่อเอาเงินไปทำบุญกับผู้จัดงานนั้น ทำประมาณ 200 กว่าชุด ก็ขายหมด ก็เลยคิดว่าน่าจะลองทำหนังสืออาหารดูบ้าง เพราะเป็นอีกเรื่องที่เราสนใจและลงมือทำเองทุกเมนูสะสมการทำเองมาเกือบ 10 ปี ลองผิดลองถูกมาจนพบว่าอร่อยจริงทำง่ายไม่ยากเกินไปสำหรับคนรักอาหารสุขภาพ” คุณหมอเล่าอย่างอารมณ์ดี

จากนั้นก็นำไปลงเฟซบุ๊กบ้าง แฟนเพจบ้าง แล้วก็มีคนเอาเมนูของคุณหมอไปลองทำแล้วมาแชร์ว่าอันนี้ทำแล้วอร่อยเวิร์ก หมอก็จะเลือกจากเมนูที่ขึ้นเฟซ ขึ้นแฟนเพจแล้วมีคนสนใจเยอะๆ มียอดไลค์มากๆ มารวมเล่ม โดยปรับปรุงสูตรใหม่ๆ เข้าไปและให้เกร็ดความรู้เพิ่มเติม ใส่ข้อมูลใหม่ๆ ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเข้าไป เช่น การเลือกมีดเซรามิกสีขาวในการทำอาหารดีกว่ามีดเหล็กหรือสเตนเลส จะช่วยลดการเกิดสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผักผลไม้ไม่เหี่ยวง่าย ควรแยกเขียงหั่นให้ชัดเจนระหว่างเขียงหั่นผลไม้กับเขียงหั่นเนื้อสัตว์เพื่อความสะอาดและลดการสะสมแบคทีเรีย หรือการใช้ตะหลิวไม้กับกระทะเคลือบเพื่อยืดอายุการใช้งาน ดีกว่าไปใช้ตะหลิวสเตนเลสเพราะจะเกิดการขีดข่วนทำลายผิวเคลือบของกระทะได้ การปรับปรุงครั้งนี้มีการเพื่มสูตรการทำน้ำสมูทตี้เพิ่มเข้าไป 4-5 เมนู เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้อ่าน

ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ได้อดีตบรรณาธิการของนิตยสารอาหารสุขภาพ มาช่วยดูแลรูปเล่มต่างๆให้ และได้คนดูแลด้านภาพประกอบที่จบอาร์ตจากศิลปากรมาช่วยดูแล ทำให้หนังสือมีรูปเล่มและภาพประกอบที่สวยงามมากกว่าที่เคยทำมา เรื่องเวลาในการเขียนนั้น คุณหมอบอกว่าใช้เวลาเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น เพราะมีข้อมูลอยู่ในมืออยู่แล้ว เพียงนำมาอัพเดทเพิ่มให้เนื้อหามีความทันสมัย

“โชคดีหมอเป็นคนที่เขียนหนังสือเร็ว จะจดบันทึกไว้ทุกวัน ข้อมูลก็มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ดึงมาใช้ได้เลย เวลาจะใช้ก็นำมาใส่ข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปปรับเพิ่มเขียนเองรีไรต์เอง แล้วก็พิมพ์เอง ในนามสำนักพิมพ์ Please Health ควบคุมการผลิตเองเกือบทุกขั้นตอน ทุกอย่างจึงออกมาได้ตามกำหนดเวลา” คุณหมอกล่าวอย่างตั้งใจ

แน่นอนว่าแฟนประจำส่วนใหญ่ของคุณหมอจะเป็นผู้ที่สนใจในการดูแลสุขภาพ การออกหนังสือที่ฉีกแนวออกไปก็อยากจะให้ความรู้ในแง่มุมใหม่ๆ ในการทำอาหาร ไม่ใช่เชฟมาเขียนคุกบุ๊ก แต่เป็นหมอที่ชอบทำอาหารมาเขียนในแง่ของความรู้สึกก็ย่อมแตกต่างกันไป ได้ความรู้อย่างแน่นอน คุณจะเป็นใครก็ได้จะเด็ก หนุ่มสาว หรือสูงวัย ถ้าเป็นคนรักสุขภาพก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าการทำอาหารสุขภาพไม่ได้แพง ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แล้วคุณจะมีความสุขกับการทำอาหารกินเอง

ป่าประกอบ ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568301

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 11:52 น.

ป่าประกอบ ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ป่าประกอบ” ชื่อนิทรรศการผลงานจิตรกรรมจัดแสดงในห้องสี่เหลี่ยม พื้นผนังสีขาวถูกใช้งานเพียงด้านเดียว เพียงเดินเข้าไปในห้องก็สัมผัสได้ถึงพลังของภาพที่พุ่งออกมาให้เราเพ่งพิจ ประหนึ่งเป็นงานศิลปะชิ้นเดียว เห็นสิงสาราสัตว์และความเขียวขจีของใบไม้ต้นไม้ หากแต่เมื่อเขยิบเข้าใกล้ๆ มีผลงานถึง 64 ชิ้นที่นำมาวางประกอบกันบนผืนผนัง

ทั้ง 64 ชิ้น คือ 1 ผลงานนั้นล่ะ หากจะจับแยกดูรายละเอียดแต่ละชิ้นก็มีแง่งามของมัน หรือจะค่อยๆ ดูแล้วไล่ความเชื่อมโยงกันไป ต่อประกอบให้เกิดเป็นรูปร่างก็ได้เห็นแง่งามอีกมุม นี่คือความสนุกของการชมงานศิลปะชุดนี้

“กรรณิการ์ จันทร์สุวรรณ” คือ จิตรกรผู้สร้างป่าประกอบ

ป่าในความหมายของเธอไม่ได้หมายความถึงป่าโดยตรง หากเป็นการนำเอกลักษณ์สีสันของป่ามาใช้นั้นก็คือสีเขียว

“ป่า เราให้ความหมายการใช้ชีวิตในสังคม สังคมนี้มีสิ่งแวดล้อมหนึ่ง มีระบบของสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ในกฎของที่นี้ แต่ละสังคมก็มีกฎ

ประกอบ เรานึกถึงการเอามารวมกัน ทุกคน ทุกสังคมเชื่อมโยงกัน

ผลจึงออกมาว่าเราทำงานนี้ 64 ชิ้นต่อกัน ในตัวงานมีภาพรวม แต่ในแต่ละชิ้นมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน แทนความหมายของการใช้ชีวิตในสังคม ทุกคนมีสิ่งแวดล้อมของตัวเอง แต่เราก็อยู่รวมกันในโลกใบนี้”

สัตว์นานาชนิดไม่ว่าจะสัตว์บกสัตว์น้ำสัตว์ป่า ถูกนำมาใช้แทนชนชั้น อำนาจ หน้าที่ ความแตกต่าง ประหนึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนกฎของป่าหรือสังคมนั้นเอง

“ชอบวาดสัตว์ ชอบดูสารดี ในป่ามีกฎ มีราชสีห์ มีแม่น้ำที่ม้าลายไม่ควรข้ามไป การใช้ชีวิตในป่ามันดูเข้มข้น เราพลาดก็ตายไม่ได้แค่ทำงานผิดโดนไล่ออก ในป่าเห็นความเป็นสิ่งนั้นชัด เลยชอบวาดสัตว์ วาดธรรมชาติ”

หากไม่พิจารณาดีๆ เราอาจสัมผัสได้แค่สีสันของสัตว์และสีเขียวของใบไม้ แต่ถ้าไล่ลายเส้นความเชื่อมโยงกัน นำมาประกอบกัน จะเห็นลายเส้นสีชมพูที่เป็นรูปทรงของมนุษย์

“ถ้ารวมในหนึ่งภาพ ความหมายองค์ประกอบหนึ่งของป่าแห่งนี้ มีคน มีสัตว์ มีดอกไม้ พันธุ์พืช มีการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เส้นสีชมพูคือคน มีอยู่ 6 คน ที่มีคนอยู่ในนั้นต้องการสื่อว่า คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ต่อให้เราสร้างตึกขึ้นมาใหญ่โตแค่ไหนทุกชีวิตก็อยู่ในกฎของธรรมชาติอยู่ดี ไม่ว่าจะทำอะไรกระทบถึงกันหมด เชื่อมต่อกัน”

ในกระบวนการทำงานก็ผ่านวิธีการคิดแยกส่วนแล้วนำมาประกอบเป็นรูปร่าง ซึ่งน่าสนใจเลยทีเดียว

“รู้ขนาดห้องที่จะจัดแสดง ก็เลยวางแผนเลือกจัดวางในเฟรมเดียวกัน จะได้มองเห็นภาพใหญ่ แต่เลือกจัดวางให้มีช่องว่างเล็กน้อย เพราะลองวางชิดกัน ไม่มีช่องว่างให้คนได้คิด

งานชิ้นเล็กสุด 10×10 เซนติเมตร ภาพใหญ่ 90x90x80 เซนติเมตร ทั้งเฟรมขนาด 2.20X3.10 เมตร ตอนขึ้นงานร่างบนกระดาษก่อน แล้วตัดแยกออกมา 64 ชิ้น สร้างเฟรมแต่ละขนาด

ตอนทำงานก็มีแบบวาดภาพนี้แล้วทิ้งไว้ไปวาดส่วนอื่น แล้ววาดเสร็จทีก็นำมาประกอบกันที มันสนุกตอนนี้ เริ่มทำทีละกลุ่มไปเรื่อยๆ เพราะเราวางสีเข้มอยู่ล่างแล้วไล่รายละเอียดขึ้นมา จับเซตโซนนี้สีม่วง ฟ้า แดง

งานชุดนี้เล่นสีสันเยอะเหมือนกัน สีเขียวธรรมชาติของต้นไม้ ปีกผีเสื้อมีหลายร้อยสี แล้วเรามองในแบบคนมองโลกในแง่ดี สีสันมันเลยมาแบบนี้”

รายละเอียดในงานยังมีเท็กซ์เจอร์ นูนแบบภาพสามมิติด้วย หรือจะเรียกว่า การปั้นสีน้ำมัน ที่เสริมให้ได้อารมณ์เหมือนจริง ได้แสงเงาที่สมจริง

“เริ่มจากภาพนี้ร่างแรกใช้มือซ้ายวาด เราจะทำอะไรก็ได้ในเส้นที่มือซ้ายได้แบบนี้มือขวาได้แบบนี้ แล้วเรารู้สึกดีที่เราได้ใช้ทั้งสองมือ มันเหมือนตัวปลดล็อกตัวเอง

ทีแรกวาดโครงไว้ จัดสี แล้วมาวาดในส่วนที่เป็นเรียลิสติก ใช้พู่กันคัดขึ้นมาให้เห็นภาพว่าเป็นตัวอะไร หลังจากนั้นไปเจอเทคนิคที่ทำให้สีนูน เลยปั้นต่อมา ซึ่งขั้นตอนนี้กว่าสีจะแห้งเป็นเดือนก็มี”

ที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างในป่าแห่งนี้จะเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย ไม่ว่าหนทางของแต่ละคนจะแตกต่างกันเพียงใด

นิทรรศการป่าประกอบ เปิดให้ชมถึงวันที่ 28 ต.ค. ณ พีเพิลส์แกลเลอรี่ ห้อง P3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ชีวิตหลังกำแพงไร้อิสรภาพ ที่เรียกว่า‘คุก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568386

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 11:10 น.

ชีวิตหลังกำแพงไร้อิสรภาพ ที่เรียกว่า‘คุก’

เรื่อง : วิรวินท์ ศรีโหมด

“คุก” หากเอ่ยถึงคำคำนี้ เชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากเข้าไปกล้ำกราย แต่เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับคำดังกล่าว ด้วยการเข้าไปทำงานสัมภาษณ์ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำอำเภอธัญบุรี และทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงธัญบุรี สองสถานจองจำผู้กระทำความผิด

จึงอยากนำบรรยากาศ ชีวิต และความรู้สึกของคนที่ถูกจองจำเบื้องหลังกำแพงสูงออกมาถ่ายทอดให้คนข้างนอกที่ไม่อาจรับรู้หรือสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นจริงๆ ว่าชีวิต ความเป็นอยู่ และความรู้สึกของผู้ต้องโทษที่ถูกกักขังในพื้นที่อันถูกจำกัดเป็นอย่างไร? เพื่ออาจจะได้เป็นข้อคิดเตือนใจไม่ให้กระทำความผิด จนทำให้ตัวเองได้เข้าไปสัมผัสชีวิตในนั้น

เรือนจำอำเภอธัญบุรี เป็นเรือนจำอำเภอที่มีความมั่นคงปานกลาง คุมขังนักโทษทุกคดี สร้างมาแล้ว 109 ปี ตั้งแต่ปี 2452 พื้นที่ภายในเรือนจำจุดที่ใช้คุมขังนักโทษประมาณ 5 ไร่ รองรับได้ราว 1,000 คน ซึ่งเมื่อ 100 กว่าปีก่อน เนื้อที่ขนาดนี้อาจพอต่อจำนวนนักโทษ แต่ปัจจุบันมีนักโทษเกือบ 3,000 คน เรียกได้ว่าชีวิตข้างในอยู่ด้วยความแออัดมาก และการที่ยิ่งต้องใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวันคงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมิใช่น้อย

บรรยากาศในเรือนจำฯ ธัญบุรี สิ่งที่ผู้เขียนเห็นตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไป การคุมขังนักโทษถูกจัดแบ่งไว้เป็นโซนๆ ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มากเท่าสนามฟุตซอล 1 สนาม ทางเดินตรงกลางเชื่อมแต่ละโซนขนาดกว่าประมาณ 3-4 เมตร แต่ละโซนคุมขังจะมีรั้วกั้น

ทั้งนี้ ภายในแต่ละโซน บริเวณด้านหน้าจะเป็นลานมีหลังคาคลุม ด้านหลังเป็นเรือนนอน 2 ชั้น ด้านหน้ามีทางเดินไม่กว้าง ด้านหลังผนังห้องจะเป็นลูกกรงทั้งหมด ซึ่งความรู้สึกที่ได้ไปสัมผัสตรงนั้น เรียกว่าอึดอัดมากแม้เพียงเข้าไปไม่นาน

ขณะที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงธัญบุรี เป็นเรือนจำใหม่คุมขังเฉพาะนักโทษหญิงเฉพาะคดียาเสพติดที่กระบวนการในชั้นศาลจบแล้ว เปิดมา 39 ปี ตั้งแต่ปี 2522 วัตถุประสงค์ที่จะบำบัดรักษา อบรมและฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังหญิงที่ต้องโทษคดียาเสพติด มีพื้นที่คุมขังนักโทษประมาณ 15 ไร่ แต่บรรยากาศสถานที่คุมขังแห่งนี้ไม่อึดอัดเหมือนเรือนจำอำเภอธัญบุรี

ภายนอกทัณฑสถานฯ หญิงธัญบุรีอาจดูเงียบๆ แต่ภายในเมื่อเดินผ่านพ้นประตูที่มีความมั่นคงเข้าไป ด้านซ้ายมือจะเป็นโรงอาหารของผู้ต้องโทษ และเป็นที่พบญาติในช่วงวันที่ทัณฑสถานฯ เปิดให้ญาติเข้ามาเยี่ยมได้ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนด้านขวาจะเป็นอาคารพยาบาลและสำนักงาน

เมื่อเดินต่อไปอีกหน่อย จะเห็นพื้นที่ตรงกลางเป็นลานกว้างที่มีสวนเล็กถูกตกแต่งอยู่ และ 3 มุมริมกำแพง (ตรงกลาง ซ้าย ขวา) เป็นเรือนนอนของผู้ต้องโทษหญิง ส่วนพื้นที่จะถูกจัดแบ่งคล้ายกับเรือนจำฯ ธัญบุรี แตกต่างกันตรงที่เรือนจำแห่งนี้ไม่แออัดเท่าไรนัก และเมื่อกวาดสายตารอบๆ ผู้ต้องโทษจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกอาชีพตามที่ได้เลือกไว้ อาทิ งานเย็บรองเท้า เย็บผ้า พับถุง ทำพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ

สำหรับกิจวัตรประจำวันของผู้ต้องโทษเกือบทุกแห่งจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ผู้คุมได้เล่าให้ฟังว่า นักโทษต้องตื่นประมาณ 05.00 น. เพื่อสวดมนต์ จากนั้นใกล้ๆ 06.00 น. จะกินข้าวและทำกิจวัตรประจำตัว ก่อนที่จะเคารพธงชาติเวลา 08.00 น. จากนั้นแต่ละคนต้องแยกย้ายไปทำงานหรือฝึกอาชีพ จนถึงเวลา 11.30 น.

เวลาประมาณ 12.30 น. ก็กลับมาทำต่อ เลิกงานประมาณ 3-5 โมงเย็น แล้วแต่งานที่ทำ จากนั้นจึงจะให้กินข้าวและทำกิจวัตรประจำตัวอีกครั้งก่อนที่จะขึ้นห้องนอน ซึ่งต้องทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวันนานหลายปี

จากการได้คุยกับผู้ต้องโทษหลายคน ทราบว่าช่วงแรกๆ รู้สึกอึดอัดหรือรับไม่ได้ แต่เมื่ออยู่ไปก็ชิน และเมื่อถามถึงระยะเวลาอันใกล้ที่จะได้เป็นอิสรภาพ บางคนถึงกับน้ำตาคลอ พร้อมบอกความในใจว่า หากย้อนวันเวลากลับไปได้ พวกเขาคงไม่ทำในสิ่งผิดพลาดเหล่านั้น แต่เมื่อมันย้อนอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมรับ

แต่หลังพ้นกำแพงที่กักขังอิสรภาพนี้ออกไปจะประพฤติตัวใหม่ เพราะไม่อยากกลับมายังที่สถานที่แห่งนี้อีกแล้ว

ลองบอร์ด ดาวน์ฮิลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568292

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

ลองบอร์ด ดาวน์ฮิลล์

โดย กั๊ตจัง ภาพ : pixabay.com/redbull.com

สำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาสเกตบอร์ด ลีลาผาดโผนของคุณในลานสเกตทุกสัปดาห์อาจเป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับคุณ แต่ลองเปลี่ยนสเกตบอร์ดของคุณเป็นแบบลองบอร์ด (Longboard) แล้วเดินทางสู่ขุนเขาท่ามกลางธรรมชาติ และกลุ่มเพื่อน ความสนุกสนานบนกระดานติดล้อกับความเร็วในระดับที่แม้แต่คนขับรถยังไม่กล้าไป จึงท้าทายคุณอยู่

ในปีที่แล้ว นักเล่นสเกตบอร์ดนาม อีริค ลุนเบิร์ก ทำสถิติโลกเป็นผู้ชายที่ยืนอยู่บนลองบอร์ด แล้วดาวน์ฮิลล์ลงมาด้วยความเร็ว 130 กม./ชม. เขาบอกเคล็ดลับหลังทำลายสถิติโลกของเขาว่า ต้องใจเย็นกับการฝึกซ้อม มีสมาธิและขยับตัวให้น้อยที่สุด นั่นทำให้เขาขยับไปถึงความเร็วที่พลาดแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็หมายถึงการจบชีวิต แต่เราอย่าเพิ่งคิดถึงจุดนั้นเลย กีฬาลองบอร์ดไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น

อภิชัย สิริสิงห์ วัย 25 ปี นักเล่นลองบอร์ด จ.แพร่ เล่าถึงกีฬาลองบอร์ดของเขาว่า ลองบอร์ดเป็นกีฬาแนวเอ็กซ์ตรีมอีกหนึ่งสายของตระกูลบอร์ด แต่หากเทียบกับผู้เล่นสเกตบอร์ดแล้วถือว่าน้อย อาจจะเป็นด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จึงทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เล่นลองบอร์ดจะอาศัยอยู่ใกล้ภูเขาสามารถเปลี่ยนแนวไปเล่นลองบอร์ดได้ง่ายกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีนักเล่นสเกตบอร์ดที่อยากจะลองความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการเดินทางมาเล่นลองบอร์ดที่ภูเขา

สำหรับคนที่อยากจะเล่นลองบอร์ด ผมแนะนำว่าควรจะมีพื้นฐานการเล่นสเกตบอร์ดที่ดีมาก่อน ที่ว่าดีไม่ใช่แค่ทรงตัวได้ แต่ต้องเล่นได้คล่องราวกับเป็นร่างกายของตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ถึงระดับนั้นแนะนำว่าอย่ามาเล่น เพราะคุณจะเสี่ยงกับการบาดเจ็บมากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ ทางที่ดีควรฝึกเล่นสเกตบอร์ดปกติให้ชำนาญและสามารถกระโดดขึ้นไปบนบอร์ดและทรงตัวบังคับได้เหมือนกับร่างกายเราเอง

แล้วค่อยมาฝึกลองบอร์ดซึ่งขนาดของลองบอร์ดจะมีความกว้างและยาวกว่า ล้อของบอร์ดก็มีขนาดใหญ่กว่าสเกตบอร์ดทั่วไป เพราะออกแบบมาให้ทรงตัวบนถนนที่ความเร็วสูงได้ดีกว่า ยึดเกาะพื้นถนนดีกว่า จากนั้นค่อยเริ่มหากลุ่มคนเล่นลองบอร์ดที่มีอยู่หลายกลุ่มกระจายตัวไปตามจังหวัดต่างๆ แต่ละกลุ่มจะมีการบอกวันเวลาในการรวมกลุ่มเล่น

พวกเราจะเล่นบนถนนในพื้นที่ภูเขาในเส้นทางที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวขับผ่านมากนัก อาจจะเป็นถนนเส้นรองที่ครึ่งชั่วโมงจะมีรถวิ่งผ่านมาสักคัน จะได้ไม่สร้างความรำคาญให้กับคนใช้รถและตัวผู้เล่นเองก็มีความปลอดภัยมากกว่าด้วย บางทริปอาจจะมีคนดูต้นทางและปลายทางเพื่อคอยบอกว่ามีรถวิ่งผ่าน รอให้โล่งแล้วค่อยปล่อยตัวลงมา

ระยะทางเล่นจะไม่ได้ไกลมากแค่ประมาณ 2-6 กม. แล้วแต่เส้นทาง จุดพักและความพลุกพล่านของรถ บางสนามเหมาะสำหรับผู้เล่นมือใหม่ ทางไม่ลาดชันมาก ใช้ความเร็วไม่สูงโค้งกว้างปลอดภัยกว่า บางสนามเหมาะสำหรับมือโปร เล่นคล่องแล้ว รู้จังหวะตัวเอง สามารถเบรกลดความเร็วก่อนเข้าโค้งได้ดี เพราะเส้นทางชันมากโค้งแคบ ก็ต้องประเมินความสามารถของตัวเอง

อุปกรณ์การเล่นพื้นฐานจะคล้ายกับผู้เล่นสเกตบอร์ดมือใหม่ต้องใส่หมวกกันน็อก (แนะนำแบบเต็มใบ) สนับศอก สนับเข่า กางเกงยีนส์ขายาวแบบผ้าหนา เสื้อยืดที่สวมใส่สบาย แนะนำให้ใส่เครื่องป้องกันขนาดนี้ก็เพราะผู้เล่นทุกคนที่เล่นพลาด ตัวจะไถลกับพื้นด้วยความเร็วสูง เสื้อผ้ากางเกงขาดมีแผลถลอกมาเยอะแล้ว ถ้าใส่ขาสั้นไม่มีเครื่องป้องกันเจ็บหนักทุกราย ที่เห็นในคลิปใส่กางเกงขาสั้นเล่นกันส่วนมากจะเป็นพวกมือโปรมั่นใจสูงทักษะดีล้มยาก

แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการเล่นเช่นกัน บางคนเล่นแบบครุยซิ่ง คือ เล่นแบบสบายๆ ทางไม่ลาดชันมาก เลี้ยวไปเลี้ยวมาเล่นพอสนุก แบบนี้ไม่ต้องใส่เครื่องป้องกันมากก็ได้ แต่ถ้าเป็นระดับฟรีไรด์จะกึ่งๆระหว่างสบายๆ กับผาดโผนทำความเร็วปานกลาง ใส่ลีลาเลี้ยวและเข้าโค้งแบบนี้สนุกไม่เสี่ยงนิยมเล่นกัน

สุดท้าย คือ แบบดาวน์ฮิลล์ เป็นแบบที่ท้าทายและอันตรายมากที่สุด ต้องมีการเอียงสไลด์เอาสนับมือแตะพื้นถนนเพื่อลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง ความเร็วจะอยู่ที่ประมาณ 40 กม./ชม. หรืออาจจะไปถึง 80 กม./ชม. ในบางเส้นทางที่เป็นเส้นลงเขาตรงยาว ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับสเกตบอร์ด

ดังนั้น ความนิ่ง สมาธิ และความกล้าที่จะเล่นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะได้แลกกับความรู้สึก อิสระ สายลม วิวภูเขาสวยๆ และบรรยากาศของธรรมชาติ ที่การเล่นสเกตบอร์ดทั่วไปไม่สามารถให้ได้

ในความเร็ว…มีความช้า ตากเพชร เลขาวิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568289

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:47 น.

ในความเร็ว...มีความช้า ตากเพชร เลขาวิจิตร

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ตากเพชร เลขาวิจิตร

ความช้าบางครั้งก็อยู่ใน “ห้วง” เวลาที่เราคาดไม่ถึง สโลว์ไลฟ์วันนี้ เป็นสโลว์ไลฟ์ที่เก็บตกจาก “ห้วง” แห่งความเร็ว “ตากเพชร เลขาวิจิตร” ถ้ารู้จักสนิทสนมกันดีก็จะเรียกกันด้วยชื่อเล่น “ไต้ฝุ่น” ชื่อไต้ฝุ่นนี้นับว่าสมตัวอย่างแท้จริง โดยจะสมตัวแค่ไหน จะสมความหมายแห่งความเร็วความช้าความสาแก่ใจแค่ไหน จะขอเล่าให้ฟังต่อจากนี้

ฝุ่น หรือ ไต้ฝุ่นเกิดเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2533 จะว่าไปก็เพิ่งฉลองครบรอบอายุ 28 ปีเต็มเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง เป็นลูกคนเล็กจากพี่น้อง 2 คน ด้านการศึกษาหนุ่มหล่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ปริญญาตรีรวม 2 ใบด้านวิศวกรรมเครื่องกล

สำหรับการศึกษาระดับปริญญาโท จบด้านวิศวกรรมการบินจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันเขาทำงานเป็นวิศวกร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR) ในเครือบริษัท ปตท. (PTT) โดยเป็นวิศวกรดูแลมอเตอร์สปอร์ต รับผิดชอบงานด้านวิศวกรรมเทคนิค

“ผมมีพื้นฐานด้านวิศวกรรม เพราะเรียนวิศวกรรมเครื่องกลมาโดยตรง อีกอย่างผมก็ชอบความเร็ว ชอบรถแข่ง ชอบโกคาร์ต ได้มีโอกาสแข่งรถที่ชอบมากมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น”

จากความรักความชอบเรื่องการขับรถแข่งในวัยหนุ่ม วันนี้มาถึงการขับเครื่องบิน ความเร็วไต่ระดับจากระดับหนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่ง ปัจจุบันเขาฝึกบินในทุกครั้งที่มีโอกาสและมีเวลาว่างจากงานประจำ ที่โรงเรียนสอนการฝึกบินไทย อินเตอร์ ไฟลอิ้ง (Thai Inter Flying) ย่านถนนวิภาวดีรังสิต

การบิน…อีกหนึ่งความเร็วสูงที่ชื่นชอบมาก นี่คือมุมมองบนอากาศยานที่คนอื่นไม่เคยมองเห็นหรือน้อยคนที่จะได้เห็น เรื่องฝึกหัดขับเครื่องบินนี้ ต้องยอมรับว่าอยู่ในหัวมานานมาก ครั้งหนึ่งที่อังกฤษ รูมเมทที่นั่นก็เคยชักชวนไว้นานแล้ว เกิดมาชีวิตหนึ่งอยากลอง ตัดสินใจแล้วก็ลองเลย(ฮา)

ในหัวข้อเรื่องความเร็วของชีวิตนี้ ไต้ฝุ่นเล่าให้ฟังว่า เวลาทำกิจกรรมที่ใช้ความเร็วหรือมีความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้อง เขากลับพบว่าในห้วงเวลาแห่งความเร็วนั้น เขาไม่ได้คิดหรือแทบไม่ได้คิดอะไรเลย ตรงกันข้ามกับในช่วงเวลาที่เร่งรีบ เขากลับคิดตลอดเวลา…เป็นเช่นนั้น(ฮา)

“เพราะสมองโฟกัสอยู่กับเสี้ยววินาที สมองไปจับที่ความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด เป็นคำตอบว่าทำไมในห้วงเวลาความเร็วสูงสุด ผมจึงไม่มีความคิดอยู่ในนั้น เป็นแต่ความเนิบช้าและนุ่มนวล โอบอุ้มอยู่ด้วยความรู้สึก อบอุ่นอยู่ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง” ชายหนุ่มเล่าเร็วปรื๋อ

มิติความช้าในความเร็วของชายหนุ่ม ทำให้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในแบบหนึ่งจึงได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับความรู้สึกแท้ๆ ลึกๆ เหมือนกับได้ทำความรู้จักกับตัวเองแบบเปลือยๆ ดิบๆ ไต้ฝุ่นบอกว่า ในห้วงเวลานั้น อธิบายได้แต่ว่า มันราวกับว่าเขาคือเจ้าของห้วงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นๆ อย่างแท้จริง

“ได้สัมผัสตรงๆ โดยไม่ปรุงแต่ง เป็นความช้าในความเร็ว หรือจะเรียกว่า เป็นความเร็วที่อยู่ในความช้า ก็ไม่ผิด”

ชายหนุ่มเริ่มหันมาสนใจงานอดิเรกฝึกบิน ก็เมื่อปี 2560 หรือเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน โดยได้เรียนและฝึกบินที่สถานฝึกบินไทย อินเตอร์ ไฟลอิ้ง เจ้าตัวบอกว่า ก็เป็นความสนุกที่แปลกที่ไม่เหมือนกับอะไรเลย โดยได้เป็นอิสระจากความคิดความกังวล เป็นอิสระจากอดีตที่ผ่านเลย ผ่านพ้นจากอนาคตที่ยังไม่มาถึง หากอยู่กับปัจจุบัน ไม่คิด ไม่กลัว ไม่กังวล

“โฟกัสแบบนุ่มๆ อยู่บนกึ่งกลาง ณ ห้วงอากาศ เวลาที่นั่งอยู่หลังค็อกพิทเหมือนกับการควบคุมเกมของตัวเอง ผมรู้สึกอย่างนั้น โดยเมื่อมองย้อนไปในตลอดชีวิตบนเส้นทางแข่งความเร็วของผม ก็คงเป็นร่องรอยที่ได้เห็นตัวเองว่า เราประมาทน้อยลง เราให้คุณค่ากับการได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น” หนุ่มไต้ฝุ่นเล่าด้วยรอยยิ้มกริ่ม

ยิ่งเติบโตก็ยิ่งสนุก ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบความเร็ว (หรือความช้าก็ไม่รู้) บอกเล่าถึงความสามารถในการหยุดตัวเองได้มากขึ้น ความเร็วในชีวิตของเขาเปิดโอกาสให้แก่เขา ในการที่จะได้มองเห็นตัวเองในมุมหรือมิติที่ลึกซึ้ง ในทุกคืนวารที่ผ่านพ้นก็คือการเติบโต ที่เมื่อยิ่งเติบโตก็ยิ่งเนิบช้า เป็นความช้าที่ฉุกคิดได้หรือหยุดตัวเองได้เมื่อถึงสภาวการณ์ที่ต้องหยุด

“ผมคิดก่อนพูดในชีวิตจริงได้มากขึ้น เหมือนมองเห็นตัวเองที่กำลังพูดกำลังคิดกำลังทำในแบบสโลโมชั่น ที่สำคัญคือหยุดปั๊บในจุดที่ตัวเองต้องการจะหยุด เป็นการหาจุดพอดีของตัวเอง เรื่องทั้งหมดกลายเป็นเพดานบินที่ไม่สุดสิ้น”

ทุกวันนี้ชอบชีวิตของตัวเอง อายุใกล้ 30 ปีแต่ยังไม่มีแฟน(ฮา) มีแต่หมาน้อย 3 ตัวให้ดูแลคือ อิน-จัน และแกงเห็ด สุนัขไซบีเรียนยอดบู๊(เหมือนเจ้าของเลยนะเนี่ย) วันจันทร์-วันศุกร์ ต้องขับรถไป-กลับจากบ้านแถวดอนเมือง ไปที่ทำงานย่านพระโขนง ขณะเดียวกันก็ทำงานการแสดงและพิธีกรควบคู่

ปัจจุบันหนุ่มไต้ฝุ่นถ่ายละครสังกัดสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ล่าสุดกับละครดัง “รักสุดปลายนวม” กับบทบาท “เฉิน” หนุ่มหน้าซื่อประจำศาลเจ้าผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นดารา เล่นคู่กับจาด้า อินโตร์เร หรือ พริก นางเอกของเรื่อง นอกจากนี้ยังมีละครเรื่องใหม่ “นางทิพย์” ไต้ฝุ่นรับบทสาวิตถฺ (ในอดีต) และบททินเทพ(ในชาติปัจจุบัน) กับงานการแสดงนี้ก็ต้องบอกว่า ชอบมากเช่นกัน

“ทำงานทุกวันและแทบไม่มีวันหยุด ปัจจุบันทำงานประจำและถ่ายละคร 2 เรื่อง/สัปดาห์ ก็ต้องถือว่าเต็มเหยียดมากๆ”

แน่นอนที่เมื่อมีเวลาว่างจากงานประจำและงานการแสดง ชายหนุ่มก็จะแวะเวียนไปโฉบเครื่องบินเล่น ที่โรงเรียนฝึกสอนการบินเจ้าประจำ ไลฟ์สไตล์อีกอย่างชนิดที่กำลังมาแรงในช่วงหลังคือกีฬากอล์ฟ กีฬาที่สโลว์ได้ใจและได้ความมันส์ สนุกและดีเพราะได้อยู่กับธรรมชาติ ได้อยู่กับเพื่อนและสนามหญ้าเขียวขจี กีฬากอล์ฟเพิ่งเล่นมาได้สักปีหนึ่งแล้ว

“คนที่ผมรักคือครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ แข่งรถทุกวันนี้ เหลือ 1-2 รายการ/ปี จากเมื่อก่อนที่ขับทุก 1-2 อาทิตย์ ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปเยอะครับ(ฮา)”ไต้ฝุ่นเล่า

อนุสนธิจากเรื่องชีวิตที่ช้าลงนี้ ชายหนุ่มเล่าว่า ความช้าชาร์จพลังให้แก่เขา ความสำคัญในชีวิตคืออะไร ตอบตัวเองว่า คือเพื่อน เงิน หรือชื่อเสียง อะไรที่ทำแล้วมีความสบายใจ ถ้าจะให้ตอบก็คงตอบไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อได้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้น จึงรู้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการทำให้คนในสังคมเล็กๆ ในชีวิตของเรามีความสุข นั่นคือพ่อแม่และครอบครัว

“ทำให้สังคมเล็กๆ รอบตัวของเรามีความสุข ทั้งคุณพ่อคุณแม่และเพื่อนสนิท สำหรับผมแล้วคือผู้คนรอบตัวเราที่มีค่า คือคนที่อยู่ด้วยกันมา คือคนที่รู้จักเราดี มีความปรารถนาดีต่อเรา ทำให้พวกเขามีความสุขดีกว่า นี่คือความสุขในช่วงเวลาสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริงของผม”ไต้ฝุ่นเล่า

ขอบคุณสถานที่ : โรงเรียนฝึกสอนการบิน Thai Inter Flying วิภาวดีรังสิต 64

‘เผชิญทะเลคลั่ง’ วสุ สุรัติอันตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568286

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:29 น.

‘เผชิญทะเลคลั่ง’ วสุ สุรัติอันตรา

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วสุ สุรัติอันตรา

นักบริหารที่ทำงานเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ด้านการพักผ่อนระดับลักซ์ชัวรี่ แต่ในวันพักผ่อน วสุ สุรัติอันตรา เอ็กเซ็กคิวทีฟ ไดเรกเตอร์ บริษัท ปุริ วัย 43 ปี ผู้บริหารบริษัทที่ดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนเชอรัลโปรดักต์ เช่น ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ สกินแคร์อโรมาเทอราปี และยังมี Spa Service คือ Panpuri Organic Spa และดูแล PANPURI เวลเนส อีกด้วย แต่เขากลับหลงใหลในกีฬาเอ็กซ์ตรีม เช่น การวิ่งฟูลมาราธอน และวิ่งอัลตร้าเทรล ซึ่งการเข้าแข่งขันในไอร์เอินแมนหลายๆ ครั้งต้องเผชิญกับทะเลคลั่งที่นิวซีแลนด์ เกือบจมน้ำเสียชีวิตในการแข่งขันฟูลมาราธอนที่กรุงเทพมหานคร หรือวิ่งเกือบตกหน้าผาที่กั้นระหว่างแม่น้ำกว้างกับทางแคบที่เวียดนาม แต่ทุกครั้งเขารอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย ด้วยประสบการณ์ สมาธิและสติล้วนๆ

เสี่ยงเป็นมะเร็ง ต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิต

ย้อนกลับไปในวัยเด็กก่อนจะเป็นชายหนุ่มที่มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่ง รักความท้าทายใหม่ๆ และก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย วสุเคยเป็นเด็กที่เป็นโรคยอดฮิตคือ ภูมิแพ้และหอบหืดขั้นรุนแรง ตั้งแต่เด็กเขาจึงออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้ แต่พอมีพื้นฐานด้านว่ายน้ำมาบ้าง พอก้าวเข้าสู่วัยทำงานที่มีความเครียดสะสมสูง เนื่องจากนั่งในตำแหน่งผู้บริหารและผู้ร่วมทุนในธุรกิจสปา ปัญญ์ปุริ เกิดผลกระทบต่อร่างกายคือในวัย 39 เขาถ่ายเป็นเลือดนานเป็นเดือน คุณหมอสันนิษฐานเกิดจากความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอและดื่มน้ำน้อย ทำให้วสุกลัวกับโรคมะเร็งลำไส้เหมือนเช่นคุณพ่อ เขาจึงต้องปฏิวัติตัวเองด้านการใช้ชีวิตทั้งหมด

“เมื่อ 3 ปีก่อน ผมไม่สบาย ไม่ทราบสาเหตุ มีอาการถ่ายเป็นเลือด เริ่มจากน้อยๆ ไปหนักขึ้นเรื่อยๆ ใน 6 เดือน พออาการหนักขึ้นก็แอดมิตส่องกล้อง เพราะกลัวเป็นมะเร็งลำไส้เหมือนพ่อ หมอบอกเป็นกรรมพันธุ์ แล้วคุณพ่อเสียด้วยมะเร็ง ด้วยผมไม่ดูแลสุขภาพที่ดีนานเป็น 10 ปี ประจวบกับผมอ่อนแอ เป็นภูมิแพ้ค่อนข้างร้ายแรง ต้องพ่นเลย พอส่องกล้องผมไม่ได้เป็นมะเร็ง คุณหมอก็ไม่รู้สาเหตุทำไมถ่ายเป็นเลือด วินาทีที่หมอบอกว่าผมไม่มีเชื้อมะเร็ง ณ วินาทีนั้นผมรู้สึกดีใจมาก โล่งอก คิดเลยว่าจะต้องดูแลตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ใหม่แล้ว และผมปรับหักดิบเลย วันใหม่ คนใหม่”

วสุเริ่มปรับตัวเป็นคนใหม่ด้วยการวิ่งเพียง 1-2 กิโลเมตรก็วิ่งแทบไม่ไหวและหันมากินคลีน เลิกกินจังก์ฟู้ด ดื่มน้ำเยอะ หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ และออกกำลังกายอย่างจริงจัง เริ่มเข้าวงการไตรกีฬาจากเพื่อนชวน เขาจึงรื้อฟื้นการว่ายน้ำอย่างหนัก วิ่งระยะทางไกลและปั่นจักรยานอย่างจริงจังเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เริ่มจากวิ่งเบาๆ ต่อด้วยวิ่งต่อเนื่องเริ่มต้น 3 กม. มาวิ่ง 10 กม. วิ่งได้ 4 เดือน เพื่อนชวนมาเล่นไตรกีฬา โดยวสุท้าทายตัวเองแข่ง 3 ชนิดกีฬา วิ่ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยาน โดยเริ่มฝึกจากว่ายน้ำระยะยาว 1,500 เมตร ปั่น 40 กิโลเมตร วิ่ง 10 กิโลเมตรต่อเนื่องกัน เขาเริ่มว่ายน้ำ 45 นาที ได้ 1,500 เมตร การฝึกซ้อมช่วยพัฒนาให้ปอดทำงานดี ระบบหายใจของเขาให้ดีขึ้น

เกือบจมแม่น้ำเจ้าพระยา

ไตรกีฬากับการเป็นผู้บริหาร ช่วยเอื้อต่อการทำงานของวสุคือ หาความท้าทายใหม่ๆ ชนิดที่วสุคลั่งไคล้ได้แก่ ไตรกีฬา นักวิ่งอัลตร้าเทรล โดยรายการไตรกีฬารายการแรกที่วสุชิมลางแล้วเกือบเอาชีวิตไม่รอดคือ แบงค็อก ไตร แอดเทอร์รอน ปี 2015 ถือเป็นรายการใหญ่ จัดว่ายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพระราม 8 ปรากฏเขาสามารถว่ายน้ำได้ระยะ 1,500 เมตร แต่เสี่ยงกับชีวิตสุดๆ เพราะขณะที่ว่ายน้ำรอบแรกจาก 2 รอบ ด้วยจำนวนผู้เข้าแข่งขันเยอะมาก ประกอบกับการอ่อนประสบการณ์ของวสุ ทำให้เขาว่ายแนวติดทุ่นมากเกินไป ทำให้ตัวเขาถูกดันตัวไปติดอยู่ใต้ทุ่น เขาพยายามว่ายขึ้นมาหายใจนาน 3 รอบ กว่าตัวเองออกพ้นทุ่นได้ ซึ่งเสี่ยงมากๆ แต่ว่ายน้ำจบแล้วมาปั่นจักรยานต่อได้เพียง 5 กิโลเมตร เจ้าภาพต้องหยุดการแข่งขันเพราะทำให้รถติดมาก ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาใจวสุมากกว่า หากการแข่งขันไม่จบสิ้นเขาจะสามารถเข้าเส้นชัยได้ไหม และเข้าด้วยเวลาเท่าไร

“แข่งไตรกีฬาครั้งแรกของผมเป็นการว่ายน้ำ วันนั้นคลื่นลมไม่แย่ แต่ด้วยเป็นครั้งแรกของผม ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นเพราะต้องว่ายใต้สะพานพระราม 8 แม่น้ำเจ้าพระยาน่ากลัว และผมไม่เคยว่ายน้ำในแม่น้ำมาก่อน ซึ่งไม่เหมือนว่ายในทะเล บึงหรือทะเลสาบ เมื่อแม่น้ำมีกระแสน้ำ เราต้องเข้าใจในกระแสน้ำ ต้องเผื่อแรงไว้ เพราะมีว่ายทวนและตามน้ำ เราต้องกะแรงให้ถูกเพื่อเก็บแรงไว้ว่ายทวนน้ำด้วย ว่าย 2 รอบ รอบละ 700 เมตร ผมตื่นเต้นที่สุด ด้วยพื้นที่ว่ายที่จำกัดเพราะคนเยอะ ผมต้องว่ายหลบมือเท้าของเพื่อนเพราะทางแคบ แต่ผมพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้ ซึ่งจุดที่เสี่ยงที่สุด คือจุดที่ตอนเลี้ยวผม ว่ายไปติดใต้ทุ่นจากการถูกเบียดเข้าไปอยู่ใต้ทุ่น ซึ่งเป็นพลาสติกขนาดใหญ่ กว้าง 2 คูณ 2 เมตรต่อกัน 4 ทุ่น เมื่อผมไปอยู่ข้างใต้ ขึ้นก็ไม่ได้ หายใจก็ไม่ได้ พยายามผงกหัวขึ้นแล้วติด ตอนนั้นยอมรับตกใจ ทุ่นใหญ่มาก หนัก หัวชน ผมพยายามรวบรวมสติ เพราะมองไม่เห็นว่าตรงไหนคือทางออก มืดไปหมด ไม่รู้ทิศทางว่าต้องดำไปทางไหนแล้วพ้น รู้สึกผมพยายามอยู่ 3 รอบ รู้สึกตัวว่าใกล้หมดลม และไม่มีใครอยู่ตรงนั้นกับเรา ซึ่งกินเวลาเพียงหลักวินาที แต่ผมรู้สึกว่าติดอยู่นานมาก ครั้งที่ 3 ตัดสินใจกลั้นใจที่ใกล้หมดลม ดำให้ไกลที่สุดครั้งสุดท้ายแล้วก็พ้นออกมา หันกลับไปมอง ถ้าคราวนี้ผมดำไม่พ้นไม่รอดแน่เพราะไม่มีใครเห็นผม ขอความช่วยเหลือไม่ได้” ถ้าไม่มีสติน่าจะจมไปแล้ว เกือบจม แต่วสุไม่รู้สึกเข็ดขยาด ประสบการณ์สอนให้เขามีสติว่าอย่าตื่นเต้น อย่าว่ายใกล้ทุ่น เพราะจะถูกคนเตะเข้าไปใต้ทุ่นได้ง่าย

เผชิญทะเลคลั่งที่นิวซีแลนด์

วสุท้าทายตัวเองมากขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เขาเข้าร่วมการแข่งขันมนุษย์เหล็ก หรือไอร์เอินแมน นิวซีแลนด์ ปี 2017 ซึ่งถือเป็นอีกรายการที่โหดและเป็นรายการที่เก่าแก่ระดับต้นๆ ของโลก เพราะเป็นการจัดแข่งขันว่ายน้ำในทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก คือ Taupo Lake ระยะว่ายน้ำ 3,800 เมตร ปั่น 180 กิโลเมตร วิ่ง 42.2 กิโลเมตร ทำ 3 กิจกรรมติดต่อกัน ถือเป็นระยะสูงสุดของไอร์เอินแมน ซึ่งสนามนี้ขึ้นชื่อว่ามีอากาศแปรปรวนที่สุดในโลก แม้เตรียมตัวแข่งขันล่วงหน้า 3 วันระหว่างที่ฝึกซ้อมเพื่อให้ชินกับสนาม อากาศดีมากๆ แต่ในช่วงวันแข่งบรรยากาศกลับแปรปรวนอย่างหนัก คลื่นลมในทะเลสาบพัดรุนแรงมาก น้ำกลายเป็นสีดำทะมึน เป็นอุปสรรคก้อนมหึมา

“ครั้งนั้นผมเป็น 1 คนไทย 20 คนที่เข้าร่วมแข่งขัน แต่ปรากฏพอวันแข่งจริง คืนนั้นอากาศเริ่มไม่ดี มีพายุ ถือว่าอากาศไม่ดีเลย ไม่มีแสงแดด มืดครึ้ม เราตื่นแต่เช้าเพื่อเริ่มแข่งขัน มีพายุเล็กๆ มีฝนตกปรอยๆ เริ่มปล่อยตัวตอน 6 โมงเช้า โดยมีคนรวมหลายพันคนมาจากทั่วโลก เริ่มว่ายน้ำก่อน ปรากฏพอเริ่มแข่งคลื่นแรงมาก สูงเกือบเมตร ทะเลสาบเหมือนทะเล มีลมพัด มีทุ่น เอียงไปมา พัดแรงมาก ตอนนั้นดูน่ากลัว มันเสี่ยงต่อจิตใจและร่างกาย ทุกคนกังวลเพราะคลื่นแรงมาก จะไหวไหม แต่มาถึงแล้ว บินมาตั้งไกล และขับมาอีก 4 ชั่วโมง ซ้อมก็แล้ว หันกลับไม่ได้” วสุเปรียบเทียบตัวเองขณะว่ายน้ำในทะเลสาบด้วยคลื่นลมแรงมาก พัดเขาเหมือนผ้าที่ถูกเหวี่ยงอยู่ในเครื่องซักผ้า มองไม่เห็นแม้ทุ่นเพราะคลื่นสูงจนบังทุ่น ทำให้นักแข่งว่ายน้ำเบี้ยวไปเบี้ยวมา ทำให้เปลืองแรง เหนื่อยเร็ว บางคนว่ายเท่าไรก็ไม่ถึงเส้นชัยเสียที มองไม่เห็นทุ่น แต่ต้องว่ายไปกลับเที่ยวละ 2 กิโลเมตร

“ผมใช้เวลาว่ายน้ำ 1.45 ชั่วโมง ซึ่งถือว่านานมากจากที่ตั้งเป้าว่ายไปกลับแค่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่โชคดีที่ผมทำเวลาได้โอเค ไม่ต้องโดนคัดออก แต่ตอนว่ายน้ำช่วงขากลับผมต้องเสียเวลาว่ายไปเกาะทุ่นเพราะคลื่นแรงจนผมรู้สึกจะอาเจียน เวียนหัว แต่ก็เอาตัวรอดไปได้ พยายามรวบรวมสติ และน้ำเย็นมากๆ แค่ 18 องศาเท่านั้น ถือเป็นการว่ายน้ำครั้งที่โหดหินมาก” ด้วยอุปสรรคในการว่ายน้ำทำให้คนไทยถูกคัดตัวเองถึง 5 คน ใน 20 คนที่ไปแข่งทั้งหมด ซึ่งมีคนทำไม่จบการแข่งขันมากถึง 20% จากผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก ถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต

สิ่งที่วสุได้จากการแข่งขันครั้งนี้ คือ สมาธิและสติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าสุขภาพร่างกาย เพราะสติจะนำเราสู่เส้นชัยได้ ไตรกีฬาเป็นกีฬาของจิตใจ เป็นการแข่งขันระยะไกล ที่ใช้ความชำนาญหลายๆ อย่างรวมกัน ฉะนั้นต้องฝึกฝนทั้งจิตใจและร่างกาย ยิ่งในรายการไอร์เอินแมน เป็นระยะที่ไกลที่สุด ผู้เข้าแข่งขันจึงต้องฝึกฝนอย่างหนักนานเป็นปี จึงต้องมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมสูงมาก

เกือบตกผาและแม่น้ำที่เวียดนาม

ครั้งล่าสุด วสุเพิ่งร่วมแข่งขันรายการ เวียดนาม เมาเท่น มาราธอน 2018 แข่งที่ซาปา ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีความสวยงามมากๆ อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม วิ่งไปก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม เพราะประกอบไปด้วยภูเขาสูงถึง 3,400 เมตร เป็นการวิ่งอัลตร้าเทรล ระยะ 73 กิโลเมตร เป็นการวิ่งบนภูเขา ถือเป็นบทพิสูจน์ร่างกายวสุก้าวสำคัญ เพราะเขามีเวลาซ้อมน้อยมาก และไม่ได้ประเมินสนามก่อนการแข่งขันว่าจะวิบากขนาดไหน จนเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดอีกครั้ง

“รายการนี้ผมประมาท ไม่ได้ฝึกซ้อมเลย พอไปถึงปรากฏเป็นสนามที่ยากตลอดเส้นทาง เพราะฝนตกเยอะ พายุเพิ่งเข้าทำให้เส้นทางเดินนิ่ม ลื่น แฉะ ตอนที่ลงเขา ทางมันยากมากๆ ลื่น และทางเป็นหินเพราะต้องวิ่งบนภูเขาระยะทาง 2,600 กว่าเมตร เขาก็สูง ระหว่างแข่งผมวิ่งหกล้มแบบกลิ้งเลย 4-5 ครั้ง โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ครั้งหนึ่งผมล้มตรงไหล่เขาเกือบตกแม่น้ำเพราะทางแคบ โชคดีที่มีคนคว้าตัวผมทันก่อนที่จะตกน้ำ ทั้งๆ ที่วิ่งออกไปได้แค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้นเอง”

รวมเวลาวิ่งทั้งหมดของวสุราว 15 ชั่วโมง เริ่มวิ่งตั้งแต่ตี 4 ฟ้ายังมืด ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา ลำธาร คันนาแบบขั้นบันได ถือเป็นภาพธรรมชาติสีทองที่สวยงามมาก ต้องวิ่งผ่านพื้นผิวที่ลื่นและขรุขระ ทำให้เขาเกิดอาการบาดเจ็บ คือรองเท้ากัดเท้าเป็นแผลพุพองหลายตำแหน่ง

“วิ่งๆ ไปรองเท้าก็กัดเจ็บมากๆ แต่ผมต้องอดทน เนื่องจากลุยผ่านน้ำ รองเท้แฉะ เกิดการเสียดสีเท้าจึงพองได้ง่าย เส้นทางทุรกันดารแต่สวย มีหินแหลมคมเยอะมากๆ เท้าผมมีอาการเริ่มพองหลังจากผ่านไป 40 กิโล แม้รู้ว่าเท้าพองก็ห้ามถอดรองเท้า เพราะหากเห็นแผลแล้วจะใจเสีย ระหว่างทางก็ต้องพก First Aid ไว้พยาบาลตัวเองเบื้องต้น รวมทั้งอาหาร โชคดีที่ผมไปวิ่งกับเพื่อนอีก 9 คน จึงช่วยเหลือกันได้ ต้องกินยาแก้ปวดระหว่างวิ่ง 2 เม็ด แม้จะปวดขามากๆ เพราะเท้าระบมจากไม่ได้ซ้อม กล้ามเนื้อล้า แต่ผมไม่หยุด มีจุดพัก 7 จุด ผมกับเพื่อนพักเพื่อเช็กเวลาแล้ววิ่งต่อ ผมรู้สึกจบมาภูมิใจ คนพูดว่าไม่น่าเชื่อว่าจะจบ ทางโหดกว่าที่คิดไว้ เราวิ่งเสร็จตอน 2 ทุ่ม”

ครั้งหน้าวสุมีเป้าหมายแข่งอัลตร้าเทรลที่เชียงใหม่กับระยะทาง 100 กิโลเมตร ถือเป็นอีกหนึ่งรายการที่ท้าทายและได้วิ่งผ่านธรรมชาติ วิ่งขึ้นไปเห็นป่าเขา ต้นไม้อันสวยงามที่สองขาของเราเท่านั้นจะพาเขาไปเห็นในสถานที่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ได้เต็มปอด เรียกว่าวสุเสพติดการท้าทายไปแล้ว

“ผมเสพติดความท้าทาย ผมอยากลองว่าเราจะทำได้ไหม หากทำไม่ได้ก็แค่กลับไปซ้อมใหม่ ผมไม่กลัวความพ่ายแพ้ และไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวทำให้เราได้เรียนรู้และนำกลับมาพัฒนาปรับปรุงตัวเอง อย่างวิ่งเทรลที่หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ผมวิ่งมีเท้าพลิก พักแล้วต้องวิ่งต่อ เช่น วิ่งเทรลที่ตะนาวศรี เป็นเทรลอันดับต้นๆ ที่ยากของไทย ผมข้อเท้าเจ็บนาน 1 ปี แต่ก็คุ้มค่าเพราะทำให้ผมได้ฝึกข้อเท้าว่าวิ่งอย่างไรให้ข้อเท้าแข็งแรง ทำให้วิ่งที่เวียดนามผมข้อเท้าไม่พลิกเลย ผมคิดว่าคนเราต้องมีเป้าหมายในชีวิต เช่น ตัวผมไม่อยากเป็นมะเร็ง อยากมีร่างกายที่แข็งแรง อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป คือทุกคนต้องหาแรงบันดาลใจให้เจอในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วคุณจะรู้สึกสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้”

สิรินพรรณ+ยชญ์พิบูล จิรัฐฉัตรชยา คู่รักทำธุรกิจแฟชั่นสวยเท่เก๋ไก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568258

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 19:30 น.

สิรินพรรณ+ยชญ์พิบูล จิรัฐฉัตรชยา คู่รักทำธุรกิจแฟชั่นสวยเท่เก๋ไก๋

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

งาน SME One Fest 2018 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากทั่วประเทศ 1,100 กว่ารายมาออกบูธ

หนึ่งในนั้นมีบูธแฟชั่นแบรนด์ “เดมเซอร์” (Damesir) ที่มาพร้อมกับคอลเลกชั่นกางเกงยีนส์ผู้หญิงสุดเท่เก๋ไก๋ด้วยดีไซน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร

เจ้าของแบรนด์ คือ “ปุยฝ้าย” สิรินพรรณ จิรัฐฉัตรชยา วัย 28 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ การศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ “มังกร” ยชญ์พิบูล จิรัฐฉัตรชยา วัย 30 ปี ชาว จ.พิษณุโลก จบปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง มหาวิทยาลัยเดียวกันกับฝ่ายหญิงแต่คนละปีการศึกษา

ทั้งสองเพิ่งแต่งงานเมื่อต้นปี 2561 หลังจากปลูกต้นรักมานาน 15 ปี ตั้งแต่ฝ่ายหญิงเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 2 จากนั้นก็เฝ้าถนอมความรักด้วยความใส่ใจ เข้าใจ ให้เกียรติ อดทน ซื่อสัตย์ ช่วยเหลือและมอบสิ่งดีๆ ให้กันตลอดมา จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายและมหาวิทยาลัย

หลังเรียนจบปริญญาตรีปุยฝ้ายได้ทำงานกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน 3 ปี และบริษัทญี่ปุ่นอีก 5 ปี รวม 8 ปี มีโอกาสได้ไปดูงานกับบริษัทแรกที่สหรัฐอเมริกา 3 เดือน และไปดูงานที่ญี่ปุ่นกับบริษัทที่ 2 อีก 3 เดือน

ขณะที่มังกรแฟนหนุ่มทำอยู่บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น 5 ปี ซึ่งในช่วงทำงานบริษัท (คนละบริษัท) ทั้งคู่ได้ตั้งเป้าหมายจะทำธุรกิจของตัวเองในอนาคต จึงได้วางแผนเก็บเงินไปด้วย ซึ่งหลังจากเก็บเงินได้ตามเป้าก็ตัดสินใจลาออกจากงานมาทำธุรกิจแฟชั่นแบรนด์เดมเซอร์ของตัวเองเมื่อปีที่ผ่านมา

พี่กร ผู้ชายที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย

“ตั้งแต่คบกันมา 15 ปี พี่กรเป็นผู้ชายสุภาพ สุขุม ใจเย็น แถมเป็นคนตลกและอารมณ์ดี เวลาอยู่ด้วยกันจึงไม่ค่อยมีเรื่องซีเรียส เพราะพี่เขามักจะมีมุมให้ได้หัวเราะตลอด เวลาโกรธหรืองอนกันเขาจะเป็นคนที่เปลี่ยนสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดนั้นให้ดูผ่อนคลายและกลับมาเป็นปกติทุกครั้ง โดยไม่เคยปล่อยให้สถานการณ์เลยเถิด หรือล่วงเลยไปถึงวันใหม่ จะเคลียร์ทุกอย่างให้จบด้วยดีในตอนนั้น หรืออย่างมากภายในวันเดียว” ปุยฝ้าย กล่าวถึงผู้ชายแสนรัก

“พี่เขาจะรักในความเป็นตัวตนของเรา ทั้งรักและให้เกียรติครอบครัวเรา ถือเป็นผู้ชายที่อยู่ด้วยแล้วอบอุ่นเสมอ มีแต่ความจริงใจให้ตลอด ไม่เคยทำให้เสียใจ และเป็นทุกอย่างให้ฝ้ายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่มีอะไรปิดบังกัน

สิ่งที่ประทับใจในพี่เขา คือ ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาจะตั้งใจและพยายามทำเต็มที่ สมมติฝ้ายอยากได้หรือต้องการอะไร ถ้าเขารู้ก็จะพยายามหา หรือทำให้ด้วยความเต็มใจ ไม่เคยบ่นเลย”

อีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจปุยฝ้ายมากที่สุด คือ ตั้งแต่วันแรกที่คบกันมาจนกระทั่งแต่งงานกัน

“พี่เขาดีเสมอต้นเสมอปลาย 15 ปี ที่คบกันมา ทั้งบุคลิก นิสัยใจคอ และอารมณ์เป็นอย่างไร ปัจจุบันยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ยังรักและให้เกียรติฝ้ายและครอบครัวฝ้ายเสมอ เป็นผู้ชายที่ดีมากและดีเสมอต้นเสมอปลาย ถือว่าชีวิตคู่ฝ้ายโชคดีมาก”

ฝ้าย จิตใจดี น่ารัก มีความมุ่งมั่นสูง

“แรกเห็นหน้าผมก็รู้สึกชอบแล้ว ฝ้ายเป็นผู้หญิงน่ารัก พอคบกันไปก็ยิ่งชอบอุปนิสัยใจคอ ซึ่งอุปนิสัยก็จะคล้ายๆ กันกับผม คือเป็นคนที่มีน้ำใจ มีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เวลาเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็คิดอยากจะช่วยเหลือตลอด

ผมว่าคุณลักษณะแบบนี้มีส่วนทำให้เราคลิกกันและมีทัศนคติที่ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน” มังกรพูดถึงผู้หญิงสุดที่รัก

“บุคลิกที่โดดเด่นของเธอ คือเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูง ลองถ้าได้ตัดสินใจทำอะไรแล้วจะตั้งใจมาก ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ มีความรอบคอบ และมีความเป็นนักครีเอทีฟสูง นอกจากนี้ยังเป็นคนพูดเก่ง คุยสนุก และมีเรื่องคุยตลอด (หัวเราะ) ซึ่งตรงข้ามกับผมที่พูดไม่เก่ง แต่ก็ชอบฟังในสิ่งที่เธอพูด ส่วนใหญ่เธอเป็นคนเปิดประเด็น อย่างเรื่องธุรกิจแฟชั่นที่เราทำก็เป็นเธอที่เปิดประเด็นก่อนและเราก็เริ่มทำด้วยกันเมื่อปีที่แล้ว

สำหรับธุรกิจแฟชั่นแบรนด์เดมเซอร์นี้ ก็มาจากความชอบของเธอ ฝ้ายชอบและสนุกกับการแต่งตัว ส่วนผมก็ชอบดูเวลาที่เธอแต่งและมักจะออกความเห็นเสมอ (หัวเราะ) เช่นว่า น่าจะเพิ่มตรงนี้หรือลดตรงนั้น แบบนี้สวยกว่า ดูดีกว่า ส่วนใหญ่เธอมักจะเชื่อผมนะ (หัวเราะ) อีกอย่างเวลาไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเธอก็จะถามผมตลอด ซึ่งผมก็รู้สึกชอบในบทบาทตรงนี้”

ที่มาคอลเลกชั่นแรกแบรนด์เดมเซอร์

คู่รักทำธุรกิจแฟชั่นเล่าถึงการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นแรกของแบรนด์ด้วยกางเกงยีนส์สกินนี่เอวสูงสำหรับสุภาพสตรี รุ่นไลเกอร์คิง (Liger King) ที่สวยเท่เก๋ไก๋โดนใจสาวๆ ว่า คอลเลกชั่นนี้ได้ไอเดียมาจากการนำเอาบุคลิกลักษณะที่โดดเด่นของ Lion (สิงโต) กับ Tiger (เสือ) ทั้งลวดลาย สีสัน และความสามารถในการปรับตัวกลมกลืนกับป่าในทุกสภาพแวดล้อม มามิกซ์กันเป็น Liger เพราะฉะนั้นเวลาผู้หญิงสวมใส่ก็จะมีความโดดเด่นมั่นใจกว่าใคร จะมิกซ์แอนด์แมตช์กับชุดไหน หรือใส่ในโอกาสอะไรก็มีเอกลักษณ์สวยสะดุดตาไม่ซ้ำใคร

“ส่วนตัว เดมเซอร์ หมายถึงเป็นแบรนด์แฟชั่นเครื่องแต่งกายสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย มาจากการจงใจรวมเอาคำสองคำมาไว้ด้วยกัน คือ Dame (เดม) คำเรียกอัศวินผู้หญิงของอังกฤษ และ Sir (เซอร์) หมายถึงอัศวินผู้ชาย ฉะนั้นแฟชั่นเครื่องแต่งกายจึงต้องประณีตและใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุคุณภาพดี การออกแบบทรงและลวดลายที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด้วย” มังกร ย้ำถึงแบรนด์ที่ทั้งเขาและเธอร่วมกันสร้างขึ้นมา

ทั้งคู่สร้างธุรกิจแฟชั่นมาจากความชอบส่วนตัวแล้วใส่ใจลงไปในทุกรายละเอียด ช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบจนสามารถออกคอลเลกชั่นแรกที่สวยเก๋ด้วยดีไซน์โดนใจสาวๆ

ถือเป็นคู่รักที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้กับหลายๆ คู่หรือหลายคนได้เป็นอย่างดี

ส่วนใครอยากสนับสนุนสินค้าและติดตามคอลเลกชั่นใหม่ๆ แบรนด์เดมเซอร์ ได้ตามเฟซบุ๊กเพจและไอจี “damesir.brand” หรือ โทร. 09-2426-2497

สุชาดา ภัทรพลาพันธ์ การปรับตัวคือสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568254

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

สุชาดา ภัทรพลาพันธ์ การปรับตัวคือสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในโลกนี้ทุกอย่างมีเทรนด์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะในแวดวงแฟชั่นเท่านั้น บ้าน ของตกแต่ง หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์สำนักงานก็ต้องมีเทรนด์

เช่นกัน ปัจจุบันทั้งคอนโดมิเนียม และออฟฟิศใจกลางเมืองนั้น ก็ตกแต่งสวยงามดูดี แม้จะมีข้อจำกัดในการถูกบีบพื้นที่ให้แคบลง แล้วผู้ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร ที่ต้องผลิตงานภายใต้ข้อจำกัดที่ยากๆ ขึ้นทุกที

ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้บริหารสาวคนเก่งทายาทรุ่นที่ 2 ของแบรนด์เพอร์เฟ็คท์ เฟอร์นิเจอร์ ที่มาเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดทิศทางในการทำงานแทนคุณพ่อของเธอในวัยใกล้ 70 ปี ที่จะเริ่มขอรีไทร์ตัวเองไปเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น

“เปิ้ล” สุชาดา ภัทรพลาพันธ์ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เพอร์เฟ็คท์ กรุ๊ป และบริษัทในเครืออีก 5 บริษัท ในวัย 30 ปลายๆ ที่เข้ามาช่วยบริหารงานเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน และวันนี้เธอเป็นหัวเรือหลักในการนำทัพของเพอร์เฟ็คท์ กรุ๊ป ที่กำลังช่วยขยายอาณาจักรให้มีความเติบโตแข็งแรงขึ้นในยุคของเธอ

พันธกิจล่าสุดคือการเปิดเพอร์เฟ็คท์ แฟล็กชิปสโตร์ บนเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นโชว์รูมนำร่องอย่างครบวงจรทั้งบ้าน ออฟฟิศ คอนโด ในระบบ 3TD ของบริษัทแห่งแรก ย่านราชพฤกษ์ ที่กำลังจะเปิดปลายปีนี้ และอีกแห่งที่โครงการ CDC เลียบทางด่วนรามอินทรา ที่จะเปิดต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมของการดีไซน์ที่ทันสมัย และเตรียมขายโชว์รูมเพิ่มอีกในห้างสรรพสินค้า

เธอกล่าวว่า Perfect Group เป็นผู้ผลิตและจําหน่ายเฟอร์นิเจอร์สํานักงาน และชุดบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเน้นการออกแบบที่โดดเด่นทันสมัย รวมถึงความประณีต และความเอาใจใส่ในงานทุกขั้นตอน ทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด

“ด้วยคอนเซ็ปต์ Perfect Around You โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งมั่นเพื่อเป็นหนึ่งในผู้นําตลาดเฟอร์นิเจอร์ในการให้บริการที่ดีเยี่ยมอย่างครบวงจร ในที่เดียวทั้งชุดเฟอร์นิเจอร์ สํานักงาน ชุดบ้านและที่อยู่อาศัย เพื่ออํานวยความสะดวก รวดเร็วที่สุด ให้แก่ลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เราก้าวสู่ปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะพัฒนาองค์กร ไปพร้อมกับการดูแลลูกค้าที่ดียิ่งขึ้นไปในอนาคต”

ทางด้านการศึกษานั้น เธอจบปริญญาตรี จากคณะ Hotel Management ที่มหาวิทยาลัยรังสิต แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโท คณะ Marketing & Management, Middelsex University ประเทศอังกฤษ กลับมาก็มาช่วยธุรกิจของที่บ้านทันทีในฐานะลูกสาวคนโตที่ถูกคาดหวังมิใช่น้อย

เธอทำงานเป็นมือขวาของคุณพ่อมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เรียกว่ามีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตากว่าจะจูนระบบให้เข้ากับคุณพ่อได้ก็ใช้เวลาเป็นปี นอกจากนี้ เธอยังจบหลักสูตร Luxury Retail Management 2015 By Luxellence Center (CP ALL) สุชาดา ได้ให้ความเห็นถึงเทรนด์เฟอร์นิเจอร์ในช่วงนี้ว่า

“จากแนวโน้มของกระแส Co-Working Space หรือ Co-Living Space ที่เข้ามามากขึ้นและกำลังเป็นที่นิยม ทำให้บทบาทของการใช้งานเฟอร์นิเจอร์เปลี่ยนไป มันจะกลายเป็นว่าจากเดิมที่เฟอร์นิเจอร์จะต้องรองรับผู้ใช้ในพฤติกรรมนั้นๆ หรือรูปแบบการทำงานนั้นๆ และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้เองแบบเฉพาะเจาะจง กลับเป็นว่าต้องสามารถออกแบบให้รองรับการใช้งานได้หลากหลายฟังก์ชั่นและหลากหลายไลฟ์สไตล์มากขึ้น

เพราะใน 1 Co-Working Space หรือ Co Living Space ก็จะมีผู้ใช้งานที่มีความหลากหลายความต้องการใช้งาน พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ อันนี้คือในส่วนของเทรนด์เฟอร์นิเจอร์ ที่ต้องออกแบบให้รองรับเทรนด์ที่เข้ามาแรงของ Co-Working Space และ Co-Living Space ให้ได้”

ในส่วนของเทรนด์เฟอร์นิเจอร์แบบตลาด สุชาดา สังเกตได้ว่าผู้ใช้งานหรือลูกค้ามีทางเลือกที่มากขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเอง

“มีความรู้และมีการหาข้อมูล รวมไปถึงมีการใช้เวลาที่มากขึ้นในการตัดสินใจซื้อ เราจึงต้องออกแบบโดยที่เน้นไปที่การตอบโจทย์ด้านการใช้งานที่มากขึ้น ให้สามารถอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด และยังต้องสามารถสื่อความเป็นไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ด้วย”

ในส่วนของแนวโน้มที่อยู่อาศัยปัจจุบันนี้ ขนาดพื้นที่ทุกอย่างเล็กลงจะต้องปรับตัวตามอย่างไรนั้น เธอให้ความเห็นว่า

“ถ้ามองในแง่ดีการที่แนวโน้มที่อยู่อาศัยทุกอย่างเล็กลง แสดงว่าเศรษฐกิจในบ้านเรากำลังดีขึ้น เพราะแม้ว่าค่าแรงที่แพงขึ้นก็ตามมาจากการที่มีการขยับเขยื้อนทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้น สำหรับที่อยู่อาศัยที่ทุกอย่างเล็กลงนั้น จริงๆ แล้วโดยพื้นฐานของการใช้งานแล้วไม่ถือกับว่ามีปัญหามากจนเกินไปนัก เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว คนไทยก็คุ้นเคยกับที่อยู่อาศัยที่มีขนาดพอเหมาะไม่กว้างจนเกินไปนัก

อีกทั้งปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีทุกวันนี้ที่เข้ามามีบทบาททำให้ทุกอย่างมีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน เล็กบาง มีความสลิม แต่ครบเครื่องตอบโจทย์ได้พร้อมสรรพ รวมไปถึงเทคโนโลยีไวไฟ ที่ทำให้ทุกอย่างเชื่อมต่อได้โดยไร้สายก็จะมาช่วยให้เราจัดการพื้นที่ในที่อยู่อาศัยได้อย่างเป็นประโยชน์มากขึ้นและมีข้อจำกัดที่น้อยลง

การปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทันและนำมาประยุกต์ หรือปรับใช้ให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานของตัวเราเอง ก็จะช่วยให้สามารถอยู่ได้สะดวกและสบายมากขึ้น ในยุคที่ที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็กลงก็ไม่ได้ ถือว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด สิ่งสำคัญคือการปรับตัวในการทำงานให้ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่า”

สุชาดา อธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่ารูปแบบเฟอร์นิเจอร์จะเป็นอย่างไรนั้น คือ รูปแบบเฟอร์นิเจอร์นี่ต้องใส่ใจเรื่องพฤติกรรมการใช้งานเป็นหลัก เพราะคนยุคนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและมีทางเลือกมากมายในปัจจุบัน

“เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถ Integrate เข้ากับเทคโนโลยี ได้จะมาเป็นแนวทางใหม่ของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในยุคนี้ ยกตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดก็คือเรื่องของการ Charger ที่ในยุคนี้ทุกคนแทบจะใช้ Smartphone กันเกือบหมด และบางคนแทบจะใช้เป็นอวัยวะที่ 33 ที่ขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว แถมแบตก็ยังชอบหมดไว โทรศัพท์ในยุคนี้ไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลานานแล้ว เพราะเราไม่ได้ใช้งานแค่โทรเพียงอย่างเดียว

ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือก็จะต้องมีพาวเวอร์แบงก์หรือไม่ก็สายชาร์จติดตัวตลอดเวลา เลยเป็นที่มาของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีการรองรับการชาร์จให้สามารถใช้ได้อย่างสะดวกที่สุด เราจะเริ่มเห็นโซฟาบางตัวที่มีช่องสำหรับเสียบสาย USB หรือโคมไฟตั้งโต๊ะ หรือตู้ข้างเตียงที่มีฟังก์ชั่นการชาร์จมือถือหรือแท็บเล็ตพ่วงอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกได้ชัดเลยว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในพฤติกรรมของมนุษย์ และเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนทำหน้าที่รองรับการใช้งานของมนุษย์จึงต้องพยายาม Integrate Technology ตามเข้าไปด้วยเพื่อให้ผู้ใช้งานใช้ได้สะดวกสบายที่สุด” เธออธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

สำหรับในเรื่องของเทรนด์สีสันนั้น สุชาดา กล่าวว่าถ้าเอาตามของเทรนด์ในโลกที่ทาง Pantone ได้ประกาศออกมาเมื่อต้นปี 2018 สีที่จะมาแรงในปีนี้ก็คือสีม่วง Ultra Violet แต่ก็มีเฉดสีอื่นๆ ข้างเคียงก็จะเป็นไปในโทนสีที่สดใส แต่จะผสมความเป็น Metallic และจะอมสีเทา อยู่เล็กน้อย เพื่อไม่ได้ให้ดูสีสันแรงจนเกินไป

“อาจจะมีโทนสีที่เอามาใช้ด้วยกันได้อย่าง เทาดำชุบทองเบาๆ ดูคลาสสิกผสมผสานเข้าไปได้แบบกลมกลืน แต่ถ้ามองถึงประเทศไทย หรือมองถึงกลุ่มคนในยุค Millennium ดีกว่า ตามที่เราคุยกันมา คนยุคนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ดังนั้นไลฟ์สไตล์จะหลากหลาย และมีความชัดเจน

สีสันที่บ่งบอกถึงแต่ละไลฟ์สไตล์ก็จะแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นคนที่ชอบสไตล์ลอฟท์ ก็จะชอบสีสันจากวัสดุจริงๆ มากกว่า และเน้นความดิบไม่ต้องปรุงแต่งมาก โดยจะมีโทนสีออกเทาดำ คนที่ชอบสไตล์ Zen หรือ Minimal ก็จะเน้นไปทางสีขาว เส้นสายที่ดูเรียบง่ายและลายไม้ที่ดูชี้นำสายตาให้เกิดความสงบมีสมาธิได้ง่ายนิ่งๆ ร่มเย็นใจ

ต้องย้ำอีกทีว่ายุคนี้เป็นยุคของความเป็นตัวของตัวเองมากๆ (หัวเราะ) เป็นยุคแห่งการแสดงตัวตน สีสันเลยแยกกันตามความชอบของแต่ละคนซะส่วนใหญ่ แต่เฟอร์นิเจอร์สีขาวก็ยังขายดีที่สุดอยู่ดี ขาวดำถือเป็นสีแห่งอมตะนิรันดร์กาลไม่เคยตกยุค”

สำหรับแนวโน้มของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์นั้น สุชาดา ชี้ชัดว่า ยังไปได้แม้อัตราการเติบโตจะลดลงจากเมื่อปีก่อนๆ แต่ก็ยังโตได้บ้าง และเธอมีเป้าหมายว่าจะพยายามให้ยอดขายของเธอติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนนี้ติด 1 ใน 5

“แม้การทำงานจะไม่ง่ายเหมือนเมื่อตอนเริ่มมาทำงานใหม่ๆ ก็คงต้องมุ่งหน้าลุยงานต่อไป ด้วยความขยันอดทน ทุ่มเท จะหยุดนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะมีคนพร้อมจะวิ่งแซงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ”

ส่วนผู้บริหารที่ดี ในความเห็นของเธอนั้น ต้องเปิดกว้างมีความยืดหยุ่น รับฟังทีมงาน และส่งเสริมทีมงานในการได้คิดมีไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ

สำหรับกิจกรรมยามว่างของเธอนั้น คือการท่องเที่ยว และช็อปปิ้ง เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน อีกทั้งยังชอบไหว้พระ ทำบุญอีกด้วย กับอีกบทบาทที่สำคัญคือการเป็นคุณแม่ของลูกชายวัยซนถึง 3 คน ซึ่งพยายามทำทุกหน้าที่ทุกอย่างให้ดีที่สุด

ไขความลับ เซลล์ชรากับโรคมะเร็ง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568223

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

ไขความลับ เซลล์ชรากับโรคมะเร็ง (1)

โดย..ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมธีวิจัย สกว.

เป็นที่ทราบกันดีว่า “โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่รุนแรงขึ้น

ปัจจุบันมะเร็งเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะสังคมที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เราจะยิ่งพบเจอผู้ป่วยโรคมะเร็งมากขึ้นไปด้วย ประกอบกับประสิทธิภาพของการรักษาโรคนี้โดยรวมยังไม่ดีพอ เราจึงเห็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้และใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรายังมีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งในเชิงลึกน้อยมาก ดังนั้นงานวิจัยที่ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อกลไกการเกิดโรคที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ย่อมมีส่วนสำคัญในการพัฒนาวิธีการรักษาและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งให้มีประสิทธิผลมากขึ้น

การชราของเซลล์เล็กๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อก่อให้เกิดโรคของการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่นำมาสู่การชราและการเสื่อมของร่างกาย อย่างไรก็ตามกลไกของร่างกายย่อมมีประโยชน์ของมันเสมอ การชราของเซลล์เป็นกลไกที่ร่างกายเรียกใช้เพื่อทำลายเซลล์ที่ไม่ดี เช่น เซลล์ที่ชำรุด หรือเซลล์มะเร็ง ไม่ให้แพร่พันธุ์ต่อไป เมื่อเซลล์สะสมความผิดปกติหรือความเครียดอาจจะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ ร่างกายจะมีวิธีที่ทำให้เซลล์ที่มีปัญหาเหล่านั้นหยุดแบ่งตัวและออกจากวงจรชีวิตเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราทันที

บริเวณที่เนื้อเยื่อที่ถูกพิษบ่อยๆ และสะสมความเครียด เช่น ผิวหนังที่โดนรังสีอัลตราไวโอเลต จะดูแก่ กร้าน ก่อนวัย หรือเนื้อเยื่อตับที่ได้รับสารพิษบ่อยๆ จะเสียการทำงาน ในขณะที่เซลล์มะเร็งมีกลไกการต่อต้านเซลล์ชราและสามารถเอาตัวรอดจากกลไกป้องกันอันนี้ได้

การชราของเซลล์จึงมีหน้าที่ในการควบคุมสมดุลระหว่างการมีอวัยวะและเนื้อเยื่อที่สุขภาพดี อายุยืนยาว และโรคชราหรือโรคมะเร็ง เรียกได้ว่ามีการถ่วงดุลกันทุกวินาทีในร่างกายของเรา ขณะที่ไซคลิน ดี1 ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีในเซลล์ปกติ แต่มักพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นในมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งลำไส้ มะเร็งเยื่อบุผิว มะเร็งท่อน้ำดี และอื่นๆ ไซคลิน ดี1 จึงเกี่ยวข้องกับมะเร็งของโปรตีนนี้ค่อนข้างชัดเจน และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งร้ายได้ อย่างไรก็ดี หน้าที่ของโปรตีนนี้ในมะเร็งยังไม่ปรากฏชัด

ฝ่ายวิชาการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุนทีมวิจัยสหสาขาในการทำวิจัยเรื่อง “บทบาทของไซคลิน ดี1 และเครือข่ายโปรตีนก่อมะเร็งของไซคลิน ดี1 ในการก่อมะเร็งและการรักษาแบบมุ่งเป้า” หลังจากการสังเกตที่ละเอียดลออของทีมงานวิจัยที่พบในห้องปฏิบัติการจากการทำงานอย่างหนักเกือบปีเต็ม

สไตล์การโค้ชของคุณ เป็นอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568197

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

สไตล์การโค้ชของคุณ เป็นอย่างไร

โดย..ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ บริษัท แอคคอม แอนด์ อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์โค้ชนานาชาติ

บุคลากรในปัจจุบันและอนาคต มีความคาดหวังให้หัวหน้ามีสไตล์การบริหารแบบโค้ชมากกว่าการควบคุม สั่งการ อย่างไรก็ตาม มีคำถามที่ดิฉันได้รับบ่อยๆ จากผู้บริหารที่ได้พยายามปรับตัวมาใช้การโค้ชกับทีมงานมากขึ้น นั่นคือ ระหว่างการโค้ช ทำไมโค้ชลูกน้องบางคนก็ราบรื่น มีความคืบหน้า มีผลดีตามมา แต่ทำไมโค้ชลูกน้องบางคน คุยกันแล้วคุยกันอีก ไม่ได้รับความร่วมมือในการสนทนาเท่าใดนัก ผลออกมาไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง

หนึ่งในทางออกของเรื่องนี้ก็คือ การปรับสไตล์เข้าหากัน โดยธรรมชาติคนเรามักจะชอบคุยกับคนที่มีอะไรเหมือนหรือคล้ายกัน ดังนั้น ถ้าโค้ชเริ่มจากเข้าใจสไตล์การโค้ชของตนเองก่อน และวิเคราะห์สไตล์ของลูกน้อง การรู้เขา รู้เรา และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว จะทำให้มีความราบรื่นในการโค้ช และยิ่งคุยกันบ่อย ก็จะเพิ่มระดับของความไว้วางใจขึ้นไปเรื่อยๆ มาลองดูกันค่ะว่า คุณเป็นโค้ชสไตล์ใดดังต่อไปนี้

สไตล์แรก ดิฉันเรียกว่า โค้ชจอมบงการ โค้ชสไตล์นี้มีแนวโน้มฟังน้อย สั่งเยอะ ถามเอง ตอบเอง ใจร้อนในการอยากได้คำตอบจากโค้ชชี่ในระหว่างการโค้ช ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่เร่งด่วน แต่สามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าสถานการณ์อยู่ในจุดวิกฤตเข้าแล้ว มักกำหนดทุกสิ่งอย่างให้โค้ชชี่ ใช้คำพูดตรงไป ตรงมา หรือขวานผ่าซาก มุ่งไปที่ผลลัพธ์

โค้ชสไตล์นี้จะมีประสิทธิภาพกับผู้ได้รับการโค้ชที่ต้องการทิศทาง คำสั่งชัดเจน เป็นคนที่กล้าแสดงออก ไม่ขี้ใจน้อย ไม่เสียความรู้สึกง่ายๆ โค้ชชี่แบบนี้จะชอบที่โค้ชเชื่อมั่นให้เขาได้ทำอะไรที่ท้าทายตนเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปเจอโค้ชชี่ที่มีสไตล์ตรงกันข้าม ซึ่งดิฉันเรียกขำๆ ว่า สไตล์ที่ชงกัน โค้ชสไตล์นี้อาจมีประสิทธิภาพน้อยลง เช่น โค้ชชี่ที่ไม่ค่อยแสดงออก ไม่กล้าพูด เป็นคนใส่ใจในทุกคำพูด อาจจะรู้สึกอึดอัด โดนเร่งรัด และในที่สุดก็เงียบดีกว่า

สไตล์ที่สองคือ โค้ชเฮฮา โดยธรรมชาติ โค้ชสไตล์นี้เป็นนักคิดสร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดี

มีโครงการในหัวเยอะแยะไปหมด มีแนวทางใหม่ๆ เสมอ ชอบสื่อสารแบบสองทาง โต้ตอบกันไปมา ช่วงแรกๆ โค้ชชี่ จะรู้สึกว่าเดินเข้ามาคุยกับโค้ชสไตล์นี้ได้ทุกเวลา มีความเป็นกันเอง ทำให้การเปิดใจคุยกันเป็นเรื่องง่าย

โค้ชสไตล์นี้จะมีประสิทธิภาพกับโค้ชชี่ที่ชอบได้รับอิสระในการคิด ชอบแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ แสดงออกทั้งคำพูดและความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา กล้าคิดนอกกรอบ และไม่ติดกับความคิดเดิมๆ

โค้ชสไตล์นี้อาจมีประสิทธิภาพน้อยลง ถ้าไปเจอโค้ชชี่ที่ไม่หือไม่อือ ไม่ชอบพูดคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน ผู้ที่ต้องการแผนงานที่ละเอียดมีขั้นตอน และไม่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนบ่อยๆ

สไตล์ที่สามคือ โค้ชใจดี เป็นผู้รับฟังที่ยอดเยี่ยม สนับสนุนให้โค้ชชี่ใช้เวลาเรียนรู้ด้วยตนเองแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นคนประนีประนอม หาทางออกร่วมกันแบบ win-win เป็นสไตล์ที่รับฟังทั้งคำพูดและความรู้สึกของโค้ชชี่

หนึ่งในคุณลักษณะที่สำคัญของโค้ชคือเป็นผู้ฟังที่ดี สไตล์นี้ก็โชคดีหน่อย ที่มีคุณสมบัตินี้อยู่ในตนเอง เมื่อโค้ชใครก็แล้วแต่ ก็มักจะทำให้โค้ชชี่รู้สึกไว้วางใจได้รวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม โค้ชสไตล์นี้มีแนวโน้มใจดีมากไป เมื่อเห็นอกเห็นใจโค้ชชี่มากไป อาจจะลงมือทำให้แทน หรือออกรับแทน หากปกป้องโค้ชชี่มากไป โค้ชชี่ก็อาจจะเคยตัว และการพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า

สไตล์ที่สี่ คือ โค้ชเจ้าระบบ เป็นโค้ชที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง แม่นยำ ให้เวลาในการทำความเข้าใจกระบวนการอย่างถี่ถ้วน จะตัดสินใจใดๆ ต้องมีรายละเอียด ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ในการโค้ชก็จะมีการวางแผน การเตรียมการ มีขั้นตอน และติดตามผลอย่างที่ตกลงกันไว้

โค้ชสไตล์นี้จะมีประสิทธิภาพกับโค้ชชี่ที่ชอบพิสูจน์ ลองแล้วลองอีกให้ถูกต้องที่สุด และต้องการความสมบูรณ์แบบ ใช้เหตุและผลโดยไม่นำเรื่องความรู้สึกมาปนเปในการตัดสินใจ

โค้ชสไตล์นี้อาจมีประสิทธิภาพน้อยลง ถ้าไปเจอโค้ชชี่ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก การพูดคุยแบบสบายๆ ไม่เป็นทางการ และหรือโค้ชชี่ที่ชอบความเสี่ยง ชอบท้าทายวิธีการเดิมๆ

ข่าวดีคือ โค้ชทุกสไตล์สามารถที่จะเรียนรู้สไตล์ของโค้ชชี่ และปรับตัวเข้าหาเขาหรือเธอได้เสมอ โค้ชไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสไตล์พฤติกรรมตนเองแบบถาวร ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอื่น เพื่อที่จะโค้ชได้สำเร็จ เพราะในแต่ละสไตล์มีข้อดีและข้อควรระวังต่างกัน และทุกๆ สไตล์ก็มีส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อการโค้ช เพียงปรับวิธีการสนทนาในระหว่างการโค้ชให้เข้ากับสไตล์ของโค้ชชี่บ้าง เพื่อพัฒนาระดับความไว้วางใจ และทำให้โค้ชชี่รับรู้ได้ถึงเจตนาที่ดีของโค้ช

หากท่านต้องการให้โค้ชชี่พัฒนาตนเองอยู่เสมอ โค้ชก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาตนเองด้วย จริงไหมคะ