คู่ดีชีวียืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568003

  • วันที่ 18 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

คู่ดีชีวียืนยาว

เรื่อง กาญจนา   ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่แต่งงานแล้วถึงความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ พบว่า ผู้ที่มีความสุขมาก หรือค่อนข้างมีความสุข มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าคู่ที่ไม่มีความสุข และยังส่งผลต่อสุขภาพที่ดีด้วย

การสำรวจดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับสุขภาพและวิทยาศาสตร์ สมาคมจิตวิทยาสุขภาพ สหรัฐ โดยได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ที่แต่งงานแล้วจำนวนมากกว่า 1.9 หมื่นคน ในหลากหลายอายุ (มากสุดอายุ 90 ปี) ทุกคนถูกสอบถามให้จัดระดับความสุขและคุณภาพการใช้ชีวิตคู่โดยรวม พบว่า ผู้ที่ระบุว่ามีความสุขมาก หรือค่อนข้างมีความสุข มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ระบุว่าไม่มีความสุขเป็นจำนวนร้อยละ 20 โดยการสำรวจนี้ใช้เวลายาวนานถึง 32 ปี (ปี 2521-2553) และหลังจากนั้นในปี 2557 ได้ติดตามประเด็นด้านสุขภาพและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มเติม

มาร์ค วิสแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสมอง มหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลที่สนับสนุนว่าทำไมคู่สมรสที่มีความสุขจะมีสุขภาพที่ดีนั่นเพราะสามีภรรยาจะห่วงใยคนรักด้วยการดูแลเรื่องการรับประทานอาหารที่ดี ออกกำลังกาย และไปตรวจสุขภาพประจำปี นอกจากนี้ คู่สมรสที่ดียังมีสุขภาพจิตดี เนื่องจากชีวิตคู่จะช่วยสร้างคุณค่า สร้างเป้าหมาย และสร้างความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพ

มาร์ค กล่าวด้วยว่า คู่แต่งงานที่มีความสุขจะได้รับการสนับสนุนจากสังคม เช่น เพื่อน และครอบครัว ในทางกลับกันสำหรับคู่สมรสที่ไม่มีความสุข ความสัมพันธ์นี้จะนำไปสู่ความเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และแน่นอนว่าทำให้รู้สึกหดหู่และเคร่งเครียด ดังนั้นคุณภาพของชีวิตคู่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ สะท้อนให้หันกลับมามองความสัมพันธ์ของคู่ชีวิตตัวเอง

7 ประเภทการออมฉลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568004

  • วันที่ 18 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

7 ประเภทการออมฉลาด

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนมีปัญหากับการออม เพราะหลายครั้งที่ออมไม่ได้อย่างตั้งใจ(ฮา) ออมแล้วยังต้องเสียภาษีสำหรับผลตอบแทน ทั้งที่ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลก็น้อยอยู่แล้ว เอ๊ะ แต่หลายคนนั้นรู้หรือยังว่า ยังมีการออมถึง 7 ประเภทที่ออมได้แบบฉลาดๆ ออมได้แบบง่ายๆ และไม่ต้องเสียภาษีเลยสักบาทด้วย จะเป็นอะไรกันบ้าง มาดูกันเลย

1.สลากออมทรัพย์จากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สลากออมทรัพย์จัดอยู่ในเงินฝากเผื่อเรียก เป็นการออมเงินที่เหมือนการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ซื้อสลากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษที่มากกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป โดยผู้ซื้อสลากจะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัลทุกเดือนหรือทุกงวดจนกว่าจะครบกำหนดอายุของสลากนั้นๆ

ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 42(8)(ก) และ(11) ที่ระบุไว้ว่า “ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก” และ “รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ได้รับยกเว้นภาษี

2.ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์

ก่อนจะฝากเงินกับสหกรณ์ได้ ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆ ก่อน โดยผลตอบแทนที่ได้จะมีทั้งในรูปแบบของเงินปันผล และดอกเบี้ยเงินฝาก(ออมทรัพย์) ซึ่งผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบจะสูงกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารทั่วไป แถมได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 42(8)(ข) และพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 40

3.เงินฝากประจำระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์

คุณสมบัติของเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายมาตรา 50(2) และมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากรนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปี(12 เดือน)ขึ้นไป และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันแล้ว ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 3 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้ฝากต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์(นับตามวันเดือนปีเกิดของผู้ฝาก)

4.การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 2 หมื่นบาท

เงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านระบบการหักหรือโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์นี้ ไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีเงินฝากอื่นใด และจะต้องมีจำนวนดอกเบี้ยรวมกันทุกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของทุกธนาคารทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น

5.เงินฝากประจำปลอดภาษี

เงินฝากประจำปลอดภาษีเป็นการฝากเงินรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยยอดเงินฝากแต่ละครั้งต้องมีจำนวนเท่ากันทุกเดือน และยอดเงินที่ฝากในแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 6 แสนบาท ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถเปิดได้คนละ 1 บัญชีเท่านั้น(รวมทุกธนาคาร)

6.ลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เนื่องจากเงินปันผลของกองทุนต่างๆ นั้น จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%(มาตรา 48(3) แห่งประมวลรัษฎากร) ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตราที่ถูกไว้ (Final TAX) โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เมื่อยื่นแบบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุนไปพร้อมกันด้วย

7.ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด เช่น รถไฟฟ้า เขื่อน ถนน เป็นต้น กองทุนกำหนดให้บุคคลธรรมดาผู้ซื้อกองทุน ได้รับสิทธิยกเว้นสำหรับเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนเป็นเวลา 10 ปีภาษีต่อเนื่อง นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าว รวมทั้งกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ ก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเช่นกัน

คีตราชา น้อมรำลึกพระปรีชาด้านดนตรีในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568001

  • วันที่ 18 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

คีตราชา น้อมรำลึกพระปรีชาด้านดนตรีในหลวง ร.9

เรื่อง ภาดนุ

เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้พระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าแก่ปวงชนชาวไทย อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของไทย

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ และบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จึงร่วมกับคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สานต่อ “โครงการคีตราชา โปรมูสิกาจูเนียร์ แคมป์” ปีที่ 5 เพื่อเฟ้นหาเยาวชนอายุ 10-17 ปี ผู้มีความสามารถทางดนตรีคลาสสิกเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยปีนี้มีเยาวชน 25 คนจากทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ใน “โปรมูสิกา จูเนียร์ คอนเสิร์ต 2018” ซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน ต.ค.ของทุกปีโดยบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่เชิญมาแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ บทเพลงชุด “กินรีสวีท” ประกอบด้วย เริงวนารมย์, พรานไพร, กินรี และภิรมย์รัก พร้อมด้วยบทเพลงอาทิตย์อับแสง และบทเพลงคลาสสิกของ โยฮันน์ ซเตราสส์ ได้แก่ Die Fledermaus Overture, Pizzicato Polka และ Kaiser Waltz

ดร.ทัศนา นาควัชระ ผู้อำนวยการโครงการ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ เล่าถึงการรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมเวิร์กช็อปและการออดิชั่นเยาวชนเพื่อเข้าโครงการนี้ให้ฟัง

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โครงการของเราได้มีการจัดเวิร์กช็อปใน 6 จังหวัดใหญ่ทั่วประเทศทุกปี ในแต่ละปีจะมีเด็กๆ มาสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปไม่ต่ำกว่า 500 คน จากนั้นเด็กต้องกลับไปซ้อมดนตรี และส่งคลิปวิดีโอเข้ามาออดิชั่น ซึ่งในปีนี้การสอบจะยากกว่าทุกปี จึงถือเป็นการสกรีนเด็กที่จะได้รับทุนในเบื้องต้นไปด้วย ฉะนั้นเด็กที่ส่งคลิปมาออดิชั่นจึงต้องเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ซึ่งการออดิชั่นจะให้เล่นเพลงกินรีสวีท 1 ท่อน และเพลง Die Fledermaus Overture ของ โยฮันน์ ซเตราสส์ ซึ่งเป็นเพลงที่นักดนตรีในยุโรปใช้สอบเข้าวง จึงมีมาตรฐานของโน้ตที่ค่อนข้างสูง การออดิชั่นส่วนใหญ่เด็กๆ จะส่งคลิปวิดีโอตอนเล่นเครื่องดนตรีมาให้ดู ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดตอนนี้เพราะจะได้ไม่ต้องเดินทางไปคัดเลือกตัวเด็กทุกจังหวัด และในอนาคตก็อาจจะใช้วิธีออดิชั่นผ่าน Skype แบบเรียลไทม์เข้ามาช่วย

สำหรับโครงการคีตราชาฯ เราได้ทำอย่างต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว โดยได้ต้นแบบมาจากโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ออกไปเฟ้นหาเด็กที่ขาดโอกาสตามต่างจังหวัดห่างไกลที่มีความสามารถ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านดนตรีของพวกเขา แต่โครงการของเราไม่ใช่แค่คัดเลือกเด็กจากต่างจังหวัดเท่านั้น เด็กในกรุงเทพฯ ก็สามารถมาเวิร์กช็อปหรือส่งคลิปวิดีโอเข้ามาออดิชั่นได้”

ดร.ทัศนา บอกว่า ในปีที่ 5 นี้โครงการเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้มีการจัดเวิร์กช็อปและคัดเลือกเยาวชนจากทุกภาคของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานในการคัดเลือกอยู่ตามเมืองหรือจังหวัดใหญ่ๆ เช่น ภูเก็ต สงขลา เชียงใหม่ เชียงราย บุรีรัมย์ เป็นต้น อย่างในเชียงรายก็จะมีกลุ่มเด็กชาวเขาที่ฝึกเล่นดนตรีกัน โดยได้รับการดูแลจากคริสตจักร หรือในเชียงใหม่ก็จะมีกลุ่มเด็กในโรงเรียนที่มีวัฒนธรรมการเล่นดนตรีด้วยเช่นกัน

“ทักษะทางด้านดนตรีของเด็ก จะขึ้นอยู่กับพรสรรค์ของแต่ละคนมากกว่า บางทีเราเจอเด็กที่อยู่ชายแดน แต่เขามีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีมากๆ ก็เคยมาแล้วฉะนั้นจึงพูดได้ยากว่าเด็กในภาคไหนมีความสามารถที่โดดเด่นกว่ากัน อย่างโรงเรียนบางแห่งในเชียงใหม่ที่มีต้นทุนทางการสอนดนตรี มีเครื่องดนตรี มีครูมาสอนอยู่แล้ว เด็กพวกนี้ก็จะมีความสามารถทางด้านดนตรีที่น่าสนใจ บางทีก็มีม้ามืดจากโรงเรียนห่างไกลก็มี

ในทางกลับกัน แม้โรงเรียนนั้นอาจมีเงินซื้อเครื่องดนตรีครบ มีเด็กพร้อมเรียนแต่ไม่มีครูสอนก็มีนะ ไม่ว่าจะเด็กในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด การเรียนดนตรีนั้นครูผู้สอนมีความสำคัญมาก เพราะเป็นวิชาที่ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ ผู้เรียนผู้สอนต้องได้เจอกันจริงๆ ถึงจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาที่เป็นวงกว้างตอนนี้เริ่มต้นจากครู ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่เราให้ความสำคัญกับครู โดยอยากจะให้ความรู้กว้างๆ กับครูสอนดนตรีว่า วิธีการสอนจริงๆ เป็นอย่างไร การบริหารจัดการวงดนตรีขนาดเล็กเป็นอย่างไร ต้องเรียบเรียงเสียงประสานมั้ย หรือถ้าต้องสอนเด็กเล็กที่เริ่มต้นจากศูนย์จะต้องมีวิธีการอย่างไร เราจึงพยายามทำให้ 1 สัปดาห์ที่เวิร์กช็อปกันนั้น ทำให้ครูได้ความรู้มากที่สุด”

ดร.ทัศนา เสริมว่า โครงการที่ทำมา 5 ปีนี้มีส่วนทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ลืมเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.9 โดยได้พยายามทำให้เพลงพระราชนิพนธ์ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย แม้อาจไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนในอดีต แต่อย่างน้อยโครงการนี้ก็ยังมีส่วนช่วยในการรักษาเพลงพระราชนิพนธ์ไว้ให้ได้นานที่สุด โดยดึงทั้งคุณค่าของตัวบทเพลง เนื้อร้อง ทำนอง และเสียงประสาน จากฝีพระหัตถ์ของในหลวง ร.9 มาเป็นโจทย์ใหญ่เพื่อถ่ายทอดให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันด้วย แทนที่เด็กๆ จะเล่นเพลงคลาสสิกของตะวันตกเพียงอย่างเดียวก็จะเป็นการดีกว่า ถ้าพวกเขาได้เชิญเพลงพระราชนิพนธ์ไปเล่นด้วย เพราะเพลงพระราชนิพนธ์ มีทำนอง มีตัวโน้ตที่กลมกลืน และมีความเป็นสากลสูงมาก

“เนื่องจากโครงการคีตราชาฯ จัดแค่ปีละครั้ง และกิจกรรมจะมีแค่ช่วง ส.ค.-ต.ค. ดังนั้น เยาวชนที่ต้องการมาร่วมโครงการในปีหน้า ก็อยากให้ติดตาม Fanpage Facebook : ProMusicaJunior ให้ดีว่าจะมีการเปิดรับสมัครที่จังหวัดไหนบ้าง โดยจะมีการเวิร์กช็อปก่อน ต่อด้วยการออดิชั่น นำไปสู่การได้รับทุนเรียนในขั้นต่อไป แม้เด็กบางคนจะยังไม่ผ่านการออดิชั่น แต่ความรู้ที่ได้จากการเวิร์กช็อปก็จะช่วยให้เขาฝึกซ้อมและพัฒนาฝีมือทางด้านดนตรีของตัวเองให้พัฒนา แล้วยังสามารถกลับมาออดิชั่นใหม่ได้อีกด้วย”

ด้าน ธัญชิศา เรื่องลือ หรือ มิวสิค วัย 18 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เป็นเยาวชนที่ผ่านการอบรมจากโครงการในปีที่ผ่านมา และได้รับทุนการศึกษาสาขาวิชาดนตรีคลาสสิกเผยว่า เธอเล่นเครื่องดนตรีเชลโลมาได้ 8 ปีแล้ว

“เหตุผลที่หนูเลือกเล่นเชลโลก็เพราะมีรุ่นพี่แนะนำให้เล่น ประกอบกับเคยอยู่วงโยธวาทิตมาก่อน รวมทั้งชอบเรนจ์เสียงที่ไพเราะของเชลโล ทำให้หนูรักการเล่นเชลโลมาก ที่ผ่านมาหนูเข้าร่วมโครงการคีตราชาฯ มาได้ 3 ปีแล้ว เกิดจากการที่มีรุ่นพี่แนะนำ รวมทั้งความสนใจส่วนตัวด้วย หนูจึงตัดสินใจมาเข้าค่ายเวิร์กช็อปเพื่อจะได้พัฒนาตัวเองด้านเทคนิคและทักษะการเล่นดนตรีให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมเป็นนักเรียนในโครงการ ได้ทั้งความสนุกและความรู้เยอะมากจากอาจารย์ รวมทั้งการแบ่งเวลาฝึกซ้อมและการใช้เทคนิคต่างๆ อีกอย่างยังสามารถฝึกการเป็นนักดนตรีอาชีพได้ดีมาก ในด้านสังคมก็ได้เพื่อนเยอะขึ้น ได้คอนเนกชั่นจากคนที่เราอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน และยังช่วยให้หนูปรับตัวเข้าหาสังคมเป็นด้วย

ที่สำคัญหนูยังได้รับทุนการศึกษา จากบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ด้วย ซึ่งทุนนี้มีความสำคัญกับหนูมาก เพราะการเรียนดนตรีนั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แล้วในกรุงเทพฯ ยังมีค่าครองชีพที่สูงด้วย หากไม่มีทุนนี้หนูอาจจะไม่ได้เรียนดนตรีเลยก็ได้ค่ะ เพราะครอบครัวไม่มีเงินพอที่จะส่งเรียน”

มิวสิค บอกว่า เวลาที่ได้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.9 เธอรู้สึกดีใจและประทับใจทุกครั้ง ซึ่งเพลงที่เธอชอบมากๆ ก็คือ เพลง “แผ่นดินของเรา” ฟังแล้วรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินทองของไทย อันมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงรักพสกนิกรมากขนาดนี้

“ในหลวง ร.9 ทรงเป็นต้นแบบในเรื่องการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า ที่ผ่านมาแม้พระองค์ทรงงานหนักมาก แต่พระองค์ก็ยังทรงแบ่งเวลาและทุ่มเทให้กับการทรงดนตรี ซึ่งบ่งบอกถึงพระวิริยอุตสาหะและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านได้เป็นอย่างดี

ในอนาคตหนูตั้งใจว่า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านเชลโลที่ต่างประเทศ แต่ปัจจุบันนี้คงต้องทำให้ดีและพร้อมที่สุดก่อนค่ะ ถ้าหากฝันของหนูเป็นจริง พอเรียนจบ สิ่งแรกที่หนูอยากทำก็คือ กลับไปพัฒนาดนตรีที่โคราช โดยสอนเด็กๆ ให้เป็นนักดนตรีที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนักดนตรีในกรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มีครูสอนเครื่องสายที่ดีที่นั่นมากนัก อีกอย่างหนูเติบโตมากับการขาดโอกาส เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินสนับสนุน หนูจึงอยากให้เด็กที่ด้อยโอกาสแบบหนูเข้าถึงดนตรีให้มากกว่านี้ค่ะ”

สำหรับ ชวกร สงจันทร์ หรือ ว่าน วัย 11 ปี ศึกษาอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเล่นเครื่องดนตรีวิโอลา เป็นอีกหนึ่งเยาวชนที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการคีตราชาฯ ในปีนี้

“ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการนี้ สิ่งที่ทำให้ผมชอบและสนใจในการเข้ามาออดิชั่น เพราะตอนเด็กๆ แม่ผมชอบเปิดเพลงคลาสสิกให้ฟัง ผมรู้สึกว่ามันเพราะดี แม่จึงสนับสนุนให้ผมเข้าร่วมชมรมดนตรีคลาสสิกที่เชียงใหม่ โดยผมเริ่มหัดเล่นไวโอลินมาตั้งแต่ 8 ขวบ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นได้ไม่ยากนัก และชอบเพราะเป็นเครื่องสายที่เสียงสูงมาก ฟังแล้วไพเราะไปอีกแบบหนึ่ง ผมเล่นไวโอลินอยู่ 3 ปี แต่ปัจจุบันนี้ผมได้เปลี่ยนมาเล่นวิโอลาแล้ว เพราะอยากลองเล่นเครื่องสายที่มีเสียงต่ำดูบ้าง ตอนนี้ผมจึงชอบวิโอลาไปเลยล่ะ

ที่ผมทราบเกี่ยวกับโครงการนี้ เพราะครูที่สอนดนตรีแนะนำให้ผมมาออดิชั่น ก่อนมาผมต้องฝึกซ้อมทุกวัน ต้องมีวินัยและขยัน ตอนส่งคลิปไปออดิชั่นผมใช้เพลงกินรีสวีท 1 ท่อน กับ Die Fledermaus Overture ของ โยฮันน์ ซเตราสส์ ซึ่งเป็นบทเพลงที่ผมเพิ่งเคยรู้จัก โดยฝึกซ้อมอยู่ 1 เดือนเต็ม ซึ่งก่อนหน้านั้นที่ได้เข้าเวิร์กช็อป เด็กทุกคนจะได้โจทย์เพลงที่จะออดิชั่นมาก่อนแล้ว”

ว่าน บอกว่า หลังจากออดิชั่น เมื่อทราบว่าได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการนี้เขารู้สึกดีใจมาก เหตุผลที่เขาชอบดนตรีคลาสสิกก็เพราะเป็นดนตรีที่ฟังสบายหู ไม่เสียงดังเกินไป และมีทำนองที่เรียบง่ายนั่นเอง

“ก่อนหน้านี้ผมเคยรู้จักเพลงพระราชนิพนธ์มาก่อน เพราะคุณยายชอบร้องให้ฟังอยู่บ่อยๆ เช่น เพลงใกล้รุ่ง และอาทิตย์อับแสง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเพลงใกล้รุ่ง เพราะเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ไพเราะ เวลาเล่นวิโอลาจะมีเสียงที่เพราะตามมาในขณะเล่น สิ่งที่ชอบอีกอย่างในการได้เข้าร่วมโครงการนี้ก็คือ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ และได้มาฝึกฝนการเล่นดนตรีด้วยกัน ผมคิดว่าแคมป์นี้จะให้ความรู้ความสามารถและสอนให้เราทุกคนมีวินัย มีสติในการซ้อมได้รู้จักครูสอนดนตรีคนใหม่ๆ และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจอีกอย่างก็คือ การมีโอกาสได้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.9 ด้วยครับ”

กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา วิลล่าหลังงามวิวสนามกอล์ฟเติมพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568006

  • วันที่ 18 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา วิลล่าหลังงามวิวสนามกอล์ฟเติมพลัง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

การขยายตัวของเมืองหลวงเมื่อ 14 ปีก่อน ทำให้ โอปอ-กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของธุรกิจสระว่ายน้ำรุ่นใหญ่บริษัท พูลแอนด์สปา โปรดักส์ (Pool & Spa) ตัดสินใจเก็บกระเป๋าย้ายจากบ้านที่สุขุมวิท 101/1 มาอยู่ที่บ้านหลังใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาบริเวณของสนามกอล์ฟย่านกิ่งแก้ว โดยมีคุณพ่อคนเก่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเนรมิตบ้านหลังงามบนที่ดินราว 3 ไร่ ให้กลายเป็นวิลล่าหลังงามที่ให้ความรู้สึกราวกับได้หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่มาชาร์จพลังชีวิต

“ตอนนั้นโจทย์ของเราคืออยากสร้างบ้านที่อยู่ใกล้ออฟฟิศแถวกิ่งแก้ว จนมาเจอที่ดินผืนนี้ซึ่งตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟ ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ไม่มีตึกสูงแถมมีวิวทะเลสาบอยู่หน้าบ้าน มองข้ามไปก็เป็นสนามกอล์ฟ” โอปอเล่าถึงความเป็นมาของบ้านหลังงามก่อนจะค่อยๆ เผยถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบ

“บ้านหลังนี้ออกแบบเป็นสไตล์บาหลี ซึ่งเป็นแนวที่นิยมมากเมื่อ 10 กว่าปีก่อน (ยิ้ม) สังเกตได้จากหลังคาออกแบบเป็น 2 ชั้น แต่ปรับให้ดูนุ่มนวล ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักบ้านหลังนี้เราคุมงานเองทั้งหมด ใช้ทีมวิศวกรของบริษัทเราเอง ดูแลงานตั้งแต่ตอกเสาเข็มใช้เวลาสร้างประมาณ 2 ปีเหตุผลที่เราเลือกออกแบบเป็นบ้านกึ่ง 2 ชั้น ชั้นล่างเปิดโล่งสำหรับวางงานระบบทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลและบำรุงรักษาในอนาคต ส่วนพื้นที่ใช้สอยเราออกแบบให้เป็นแนวราบเพราะเรามองว่าในเมื่อเรามีที่ดินค่อนข้างกว้าง ก็อยากใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของวิวทะเลสาบและสนามกอล์ฟอย่างเต็มที่”

อีกหนึ่งไฮไลต์ของบ้านหลังงามที่ขาดไม่ได้ คือ สระว่ายน้ำ ซึ่งเจ้าของบ้านคนสวยภูมิใจเสนอสุดๆ และถึงขั้นออกปากว่าซับซ้อนกว่าการสร้างบ้านเสียอีก

“เราตั้งใจออกแบบให้สระว่ายน้ำมีความยาวถึง 28 เมตร ซึ่งถือว่ายาวมากนะ เรียกว่าว่าย 1 รอบก็เหนื่อยแล้วที่เราเลือกสร้างสระให้ยาวแบบนี้ เพราะหนึ่งเรามีพื้นที่มากพอสองเราออกแบบให้ตอบโจทย์กับการใช้งานจริง โอปอชอบว่ายน้ำ เพราะฉะนั้นเรารู้ดีว่า โจทย์ของคนที่ว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกายจริงจัง ย่อมต้องการสระที่มีระยะค่อนข้างยาวก่อนที่จะกลับตัว พอสร้างบ้านหลังนี้เราเลยวางแผนไว้แต่ต้นเลย

ในส่วนของฟังก์ชั่นสระและรูปแบบจะเห็นว่าเราออกแบบให้ดูเรียบๆ เพราะมองถึงการใช้งานระยะยาว อาจจะมีเสริมโซนที่เป็นจากุซซี่ ปรับระดับความลึกที่พื้นสระบ้าง แต่ไม่ได้ออกแบบสระเด็กเพราะเราสอนให้ลูกว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว”

พาชมพื้นที่รอบนอกบ้านพอหอมปากหอมคอ ถึงเวลาเผยโฉมโซนพักผ่อน ซึ่งเธอเพิ่งรีโนเวตเป็นบ้านพักส่วนตัวสำหรับวันหยุดซึ่งภายในประกอบด้วยห้องรับแขก ห้องนอนและห้องแต่งตัว

“โอปอออกแบบเองไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ค่ะอาศัยหาแรงบันดาลใจในไอจี ชอบโทนไหนสไตล์ไหนก็ทำตาม เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้บางส่วนก็นำของเก่ามาขัดสีฉวีวรรณ ตั้งใจให้เป็นแนวเอิร์ทโทนออกแนวลอฟต์นิดๆ พร้อมเพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยการนำภาพวาดผลงานของคุณแม่ซึ่งท่านชอบวาดในสไตล์โมเนต์ ใช้เทคนิคสะบัดสีจากปลายพู่กันมาตกแต่ง” โอปอบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

สำหรับมุมโปรดในบ้านที่โอปอยกให้เป็นที่หนึ่งในใจ คือ มุมพักผ่อนริมสระน้ำและศาลาริมทะเลสาบที่เธอออกแบบให้เป็นมุมพักผ่อน มีชิงช้าให้นั่งกินลมชมวิวเพลินๆ

“บ้านสไตล์บาหลีต้องมีศาลาเป็นซิกเนเจอร์ โอปอเลยประยุกต์มาเป็นศาลาริมน้ำ โดยมีพื้นที่โล่งด้านข้างเป็นสนามหญ้าสำหรับจัดปาร์ตี้เล็กๆ กับครอบครัวและเพื่อนสนิท”

ไหนๆ ก็พาชมมาถึงศาลาริมน้ำ โอปอเลยถือโอกาสนี้เผยอีกมุมโปรดที่สมาชิกในครอบครัวมักใช้เวลาอยู่ร่วมกันนั่นคือห้องโฮมเธียเตอร์

“เดิมทีห้องนี้จะถูกใช้เป็นห้องออกกำลังกายหรือห้องรับแขกเพราะอยู่ใกล้ทะเลสาบ แต่ตอนหลังด้วยขนาดของห้องที่พอเหมาะ บวกกับคุณพ่อชอบดูหนัง เลยดัดแปลงเป็นห้องดูหนังส่วนตัว เข้ามาแล้วเหมือนโรงหนังย่อมๆระบบเสียงไม่แพ้อยู่ในโรงภาพยนตร์แต่ที่เด็ดกว่าคือ ดูแล้วอยากกดหยุดตอนไหนก่อนได้ จะคุยกันก็ได้ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เวลาที่ปอแวะมาเสาร์ อาทิตย์ คุณพ่อก็ชวนหลานสาวมาดูหนังกัน”

ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ซื้อที่ดินและปลูกบ้านเอง โอปอมีเทคนิคที่อยากฝากไว้ คือ ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าสไตล์ไหนที่ครอบครัวชอบ ก่อนสร้างบ้านก็ต้องมั่นใจว่าเลือกออกแบบให้มีฟังก์ชั่นที่พร้อมตอบโจทย์สมาชิกทุกคน ที่ขาดไม่ได้คือ ถ้าจะมีสร้างสระน้ำในบ้าน ต้องอย่ามองข้ามเรื่องงานระบบ

“ยกตัวอย่างจากสิ่งที่ถนัดแล้วกันนะคะ บ้านไหนที่จะทำสระว่ายน้ำต้องกำหนดทิศทางให้ถูกถ้าจะให้ดีควรหันไปทางตะวันออก เพื่อรับแสงอาทิตย์ทำให้น้ำอุ่นๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญต้องวางระบบห้องเครื่องให้ดี อย่างน้อยต้องให้อากาศถ่ายเท ดูแล บำรุงรักษาได้สะดวกจะได้ไม่ต้องปวดหัวทีหลัง เชื่อมั้ยว่า ถ้าวางระบบดีๆ เติมน้ำครั้งเดียวอยู่ได้ตลอด ยกเว้นถ้าเจ้าของบ้านอยากเปลี่ยนระบบหรือกระเบื้อง” โอปอทิ้งท้าย

ธนา ลิมปยารยะ แบร์บริค มูลค่ามากกว่าแค่ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567933

  • วันที่ 17 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

ธนา ลิมปยารยะ แบร์บริค มูลค่ามากกว่าแค่ความสุข

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เจ้าหมีพุงย้อย แบร์บริค (Be@rbrick) กลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะและแฟชั่น ซึ่งความน่ารัก หายาก และราคาแพงขึ้นทุกวันมันจึงได้รับความนิยมจากนักสะสมทั่วโลก อย่างในไทยมีคนดังหลายคนสะสมแบร์บริคอย่างจริงจัง แต่คงไม่มีใครนึกถึงซีอีโอหนุ่ม เชน-ธนา ลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป วัย 31 ปี เพราะภาพนักธุรกิจทำให้คาดไม่ถึงว่าจะมีมุมน่ารักเป็นนักสะสมเจ้าหมีแบร์บริค ราคารวมกว่าครึ่งล้าน

ซีอีโอถอดสูทลงไปขลุกกับเพื่อนอีก 20 ตัว เล่าถึงความชอบเกี่ยวกับของสะสมว่า เขาเป็นคนชอบสะสมมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเริ่มจากตั๋วหนัง ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นการเก็บเกี่ยวความฝัน เพราะในวัยเด็กเขาฝันอยากเป็นนักแสดง

“ผมเก็บตั๋วหนังไว้เยอะมากๆ เก็บทุกเรื่องที่ดู เพราะตอนนั้นผมอยากเป็นนักแสดงทำให้ชอบดูหนัง พอดูเยอะเข้าก็อยากเป็นผู้กำกับ ซึ่งในตอนนั้นการทำงานในวงการบันเทิงเป็นเรื่องยากมากแต่ก็เป็นความฝันในวัยเด็กช่วงหนึ่งที่ผมยังจำได้ดีส่วนเจ้าตั๋วหนังที่ผมเก็บไว้ปรากฏว่าพอเก็บไปนานๆ หมึกบนกระดาษมันจางจนอ่านไม่รู้ว่าคือเรื่องอะไร กลายเป็นว่าความทรงจำของเรามันหายไป และกระดาษแผ่นนั้นก็หมดความหมายไปเลย ซึ่งมันสะเทือนใจผมมากพอสมควรถึงขนาดทำให้ผมไม่สะสมอะไรอีกเลยมาประมาณ 10 ปี”

เชนมองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นพบว่า ตลอด 10 ปีที่ชีวิตไม่มีงานอดิเรกเป็นการสะสมอะไรสักอย่างตรงกับช่วงที่เขากำลังเติบโตในการทำงาน ทั้งในฐานะนักร้องไปจนถึงช่วงการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งเมื่อเริ่มเป็นนักธุรกิจก็เริ่มมองหาของสะสมชิ้นใหม่ที่สามารถสร้างความสุข มีค่าและเก็บได้นาน

“ช่วงนั้นพอผมเริ่มทำธุรกิจจนตัวเองไม่ลำบากแล้วจึงเริ่มมองหางานอดิเรก โดยในช่วงแรกผมชอบเลี้ยงปลาคาร์ป ประเภทปลาคาร์ปประกวด ตัวละ 3 แสนบาทขึ้นไป โดยเลี้ยงไว้ในฟาร์มที่ญี่ปุ่นแล้วจ้างคนดูแล ซึ่งวงการเลี้ยงปลาคาร์ปก็เหมือนกีฬากอล์ฟที่คนเล่นเพราะความชอบและมีผลพลอยได้คือการเข้าสังคมกับนักธุรกิจ พอผมลุยจนสุดคือ ส่งเข้าประกวดจนได้แชมป์ คนเลี้ยงปลาคาร์ปประกวดส่วนใหญ่พอได้แชมป์ก็จะขายต่อเพื่อเอากำไร แต่ผมตัดใจขายไม่ได้เพราะผูกพันกับมัน เลยนำกลับมาเลี้ยงต่อที่เมืองไทย ลงทุนสร้างระบบบ่ออย่างดีที่บ้าน และที่บ้านเรือนหอก็ลงทุนไป 2 ล้านบาทไว้เลี้ยงปลาคาร์ป 40 ตัว มูลค่ารวมกันทั้งบ่อน่าจะมี 4 ล้าน”

หลังจากยุคปลาคาร์ปจบลง เชนได้หาของสะสมอื่นจนได้รู้จักกับเจ้าแบร์บริค ซึ่งในตอนนั้นเขาทราบแค่ว่า มีคนเริ่มสะสมและเป็นของหายาก

จากนั้นจุดเริ่มต้นในการสะสมหมีพลาสติกเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เชนเล่าว่า เขาไปเจอแบร์บริคที่ทำจากคาร์บอนราคาแสนกว่าบาท นาทีนั้นเขาตัดสินใจซื้อเพื่อเปิดประเดิมในการสะสมตัวแรก “แต่ทางร้านกลับบอกไม่มีของ” เขาเล่า “จุดนี้แหละที่มันค้างคาใจเพราะเหมือนมีเงินแต่ซื้อไม่ได้ และกลายเป็นว่าทำให้ผมอยากได้มันมากเข้าไปใหญ่ พอกลับมาเมืองไทยก็เสิร์ชหาทุกเว็บไซต์แต่ก็ไม่มีใครขายตัวนั้นเลย”

หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มสะสมแบร์บริคตัวที่จองทัน อย่าง 23 ตัวที่เห็นก็มาจากการแย่งจองกับเหล่าบรรดานักสะสมคนอื่นผ่านทางเว็บไซต์

แบร์บริคถูกออกแบบและผลิตโดย บริษัท Medicom Toy บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 17 ปีที่แล้วที่กรุงโตเกียวในฐานะของที่ระลึก จากนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นของสะสมราคาแพง มีรูปร่างเป็นหมีแต่มีลักษณะเหมือนคน ประกอบด้วยชิ้นส่วน 9 ชิ้น คือ หัว ลำตัว แขน (2 ชิ้น) มือ (2 ชิ้น) สะโพก และขา (2 ชิ้น) ส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกแข็ง แต่มีบ้างที่ทำจากผ้าสักหลาด ไม้ และคาร์บอน

บริษัทผู้ผลิตจะปล่อยให้จอง 2 รอบ คือ ช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาว แบ่งออกเป็นซีรี่ส์และไทป์ส โดยแต่ละซีรี่ส์มี 4 ไทป์สหลักได้แก่ เบสิก คือ หมีสีเรียบทั้งตัวจำนวน 9 ตัว แต่ละตัวมีตัวอักษรของคำว่า Be@rbrickอยู่บนอก สแตนดาร์ด คือ หมีที่มีธีมต่างกัน อาร์ติสต์ คือ หมีที่ออกแบบร่วมกับศิลปินหรือแบรนด์สินค้าอื่น และซีเคร็ต คือ รูปแบบที่ไม่เปิดเผย ซึ่งสิ่งที่ทำให้มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของนักสะสม เพราะมันจะไม่มีการผลิตซ้ำเพื่อจำหน่ายใหม่ ดังนั้นยิ่งเก่าจะยิ่งมีคุณค่าและมีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับราคาขายมีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 6 ล้านบาท ซึ่งตัวที่เชนเป็นเจ้าของตกอยู่ตัวละประมาณ 4 หมื่นบาท (บางตัว 6 หมื่นบาท) ทั้งแบร์บริคแมวกวักสีทอง 3 ตัว ซึ่งเป็นตัวที่เขาวางไว้ในห้องทำงานร่วมกับหิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเสริมฮวงจุ้ย รวมไปถึงแบร์บริคชุดสตาร์วอร์ส สไปเดอร์แมน สพันจ์บ๊อบ มิกกี้เมาส์และมินนี่เมาส์

ส่วนแบร์บริคตัวคาร์บอนที่เขาอยากได้สุดท้ายไม่ได้ตามต่อเพราะราคาดีดพุ่งไปถึง 2 แสนบาท ซึ่งเขากล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการสะสมจึงขอลงทุนกับราคาหลักหมื่นก่อน เป็นการค่อยๆ สะสมประสบการณ์ และราคาหลักหมื่นสามารถขายต่อได้ง่ายกว่าตัวหลักแสนด้วย

“การตัดสินใจซื้อแต่ละตัวนอกจากจะซื้อตัวที่ชอบและอยากได้แล้ว ผมยังมองเรื่องกำไร คล้ายๆ กับคนสะสมนาฬิกา ซึ่งแบร์บริคที่เป็นตัวลิมิเต็ดราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งคือ แม้จะรู้ว่าถ้าปล่อยขายจะได้กำไรแต่ผมก็ไม่อยากขาย ช่วงที่สะสมมา 3 ปีผมยังไม่เคยขายเลยมีแต่ยกให้คนอื่น เพราะผมรู้สึกว่าแต่ละตัวกว่าเราจะจองได้ กว่าจะได้มันมาไม่ใช่เรื่องง่าย และมันกลายเป็นความสุขของเราไปแล้วที่ได้เป็นเจ้าของพวกมัน”

เมื่อถามถึงประโยชน์ของเจ้าหมีพลาสติก เชนบอกว่า แบร์บริคเป็นความสุขทางใจของนักสะสม ผู้ที่ได้ครอบครองสิ่งที่ผลิตขึ้นมาอย่างจำกัด ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเจ้าของมันได้ และมันยังเป็นของแต่งบ้านที่ไม่ต่างอะไรจากงานศิลปะ เพราะแบร์บริคแต่ละตัวก็ผ่านการออกแบบและสร้างสรรค์จนกลายเป็นงานศิลป์ที่มีความร่วมสมัย ทำให้บ้านดูทันสมัยและสดใสขึ้น

“ผมคิดว่าของสะสมเป็นเหมือนไดอารี่ชีวิตเรา อย่างตั๋วหนังที่ไม่มีค่าอะไรแต่มันเป็นกระดาษที่เก็บความทรงจำว่าเราเคยดูหนังกับใคร มีความประทับใจอะไร ซึ่งหนังแต่ละเรื่องที่เลือกดูมันสามารถบอกได้ว่าตอนนั้นชีวิตเราเป็นยังไง หรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่ผมหันมาสะสมแบร์บริค มันทำให้ผมเบรกจากการทำงาน เพราะถ้าเราบ้าทำงานอย่างเดียวก็จะเครียดจนไม่มีความสุข”

ซีอีโอหนุ่มกล่าวถึงธุรกิจอาหารเสริมในช่วงที่ผ่านมาว่า ค่อนข้างมีความท้าทายและความกดดันสูง เนื่องจากกระแสความไม่น่าเชื่อถือของอาหารเสริมในเมืองไทย แต่ด้วยความถูกต้องในการทำธุรกิจทำให้เขารอดพ้นวิกฤตมาได้ และในปีหน้าเขามีแผนทำการใหญ่คือ นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและยกระดับให้เป็นแบรนด์แถวหน้าของเมืองไทยที่คนไทยไว้ใจให้ได้

“ตอนนี้ผมมาเร็วกว่าที่คิดไว้หลายก้าว” เชนกล่าวต่อ “ผมเป็นลูกคนจีนอยู่ระบบกงสี เคยวางแผนชีวิตไว้ว่าหลังจากจบมหาวิทยาลัย จะไปเรียนต่อเมืองนอก 2 ปี จากนั้นจะกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านซึ่งกว่าจะเก็บเงิน แต่งงาน และมีบ้านของตัวเองน่าจะอายุ 35 แต่พอมันมีคำว่า ธุรกิจออนไลน์ เข้ามาแล้วผมวิ่งตามมันทันทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ผมเริ่มเข้าวงการบันเทิงและทำธุรกิจไปพร้อมๆ กันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยตอนอายุ 19 จนตอนนี้ผมอายุ 31 ผมมีบ้าน มีธุรกิจเป็นของตัวเอง และภรรยาจะคลอดลูกสิ้นปีนี้ ส่วนในช่วงชีวิตต่อไปผมจะยังไม่ยอมแพ้ให้กับออนไลน์มาร์เก็ตติ้งจะพยายามเข้าใจโลกออนไลน์ และจะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ให้ทันธุรกิจออนไลน์”

นอกจากนี้ ว่าที่คุณพ่อยังกล่าวถึงการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานว่า ถ้าสร้างสมดุลชีวิตได้ก็จะเรียนรู้ชีวิตได้ เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำอะไรอย่างเดียวซ้ำๆ ตลอดชีวิต

“วันนี้การทำงานอาจทำให้จังหวะชีวิตเร็ว รวบรัด และรุนแรง เพราะเรากำลังต่อสู้กับโลกออนไลน์ ซึ่งถ้าวันนี้ต้องทุ่มกับการทำงานก็ต้องทำให้เต็มที่เพราะการทำธุรกิจในปัจจุบันคือการแข่งขันกันในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าทำสำเร็จแล้วอย่าลืมให้รางวัลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นของสะสมที่ทำให้คุณมีความสุขและเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมครอบครัว เสาหลักของชีวิตที่มีค่าที่สุดและหาซื้อทดแทนไม่ได้”เขากล่าวทิ้งท้าย

พ่อแม่รุ่นใหม่เข้าใจเกมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567926

  • วันที่ 17 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

พ่อแม่รุ่นใหม่เข้าใจเกมเมอร์

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

“เรียกได้ว่าเปิดโลกใหม่ให้กับเราได้เหมือนกันนะ จากที่เราไม่เคยเข้าใจคิดว่าเกมเป็นสิ่งที่ดึงเวลาของลูกจากเราไป กลัวว่าเขาหมกมุ่นจนเสียการเรียน ทำไมถึงเรียกเขาให้มากินข้าวแล้วเขาถึงหยุดเกมไม่ได้ เกมที่เขาเล่นเป็นเกมที่มีความรุนแรงหรือเปล่า พอเราได้เข้ามาเล่นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาเล่นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด” สุภนันท์ แก้วรุ่งเรือง เล่าความรู้สึกหลังจากได้เล่นเกมกับลูกชายของเธอ

ลองเข้าสู่โลกของเด็ก

ความเป็นผู้ใหญ่ทำให้เรามีเหตุผลมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็ทำให้เราหลงลืมความรู้สึกสนุกสนานกับเพื่อนๆ ในวัยเด็ก ลืมไปว่าเราเคยชอบและคลั่งไคล้กับสิ่งใด ลืมไปว่าชีวิตที่มีความสุขโดยมีเพียงแค่เรื่องการเรียนเป็นภาระหน้าที่เดียวนั้นเป็นอย่างไร เราจึงไม่เข้าใจเด็กติดเกมและปล่อยทิ้งพวกเขาไว้ในโลกของเกมเพียงลำพังโดยไร้ผู้ใหญ่ที่เข้าใจ

โครงการ อาร์โอวี ยัง แฮปปี้ จึงเปิดขึ้นมาเพื่อชวนผู้ใหญ่วัย 45 พลัสเข้ามาเล่นเกมที่ดังที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้อย่าง อาร์โอวี เผื่อว่าจะเข้าใจในสิ่งที่เด็กเหล่านี้เล่นกันมากขึ้น

รัมย์-ศรุต วานิชพันธ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า “ตอนนี้เรามีประชากรกลุ่มสังคมสูงวัยเพิ่มขึ้น จึงมองว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตได้ ฟังดูอาจจะยังงงๆว่าเกมไปเกี่ยวกับเรื่องของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างไร เพราะคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าเป็นแค่เกมเด็กเล่น จะไปเกี่ยวกับผู้สูงอายุได้อย่างไร

แต่เราก็พบว่ามีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเกมเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุมีประโยชน์ทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะด้านความจำดีขึ้น โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยลง มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น อันนี้ก็คือเรื่องของผลประโยชน์ของการได้สุขภาพจิตจากการเล่นเกมแล้ว แล้วที่สำคัญการเล่นเกมด้วยกันในครอบครัวเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดีขึ้น

ให้ผู้ใหญ่ได้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมกับลูกหลาน แล้วก็เข้าใจลูกหลานมากขึ้นในสิ่งที่เขาเล่น อีกอย่างหนึ่งเราก็พบว่าคนวัยทำงาน หรือแม้กระทั่งผู้สูงวัยหลายคนก็ชอบเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น จึงเป็นแนวคิดที่เรามองว่าถ้าการีนาได้ทำอะไรแบบนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับกลุ่มผู้สูงวัยในประเทศไทย”

เกมเมอร์วัยเก๋า

รัมย์ เล่าต่อว่า “กิจกรรมนี้อาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นหากไม่มีกลุ่มที่ชื่อว่า ยัง แฮปปี้กลุ่มที่รวมผู้สูงวัยที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป แต่ไม่ได้โรยแรงไปตามวัย เป็นกลุ่มแอ็กทีฟซีเนียร์ ที่มีมุมมอง ทัศนคติ แนวคิดใช้ชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ ซึ่งผู้ใหญ่ในกลุ่มนี้ก็จะใช้โซเชียลมีเดีย เล่นเกม เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราได้รู้จักและเข้าไปคุยก็เหมือนกับเรามีแนวทางเดียวกัน

อยากให้คนได้รู้จักกับสังคมดิจิทัลมากขึ้น อยากให้มีการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมสร้างความสุขร่วมกันในครอบครัว ก็เลยมาลงเอยด้วยการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งนี้ด้วยกัน

การรับสมัครและคัดเลือกของเราไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรมาก ขอแค่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป รับรุ่นแรกเพียงแค่ 30 คน แต่หลังประกาศออกไปมีคนสนใจสมัครเข้ามามากกว่า 100 คน ซึ่งเกินความหมายของเรามาก ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันมีผู้ใหญ่ให้การยอมรับในเรื่องของการเล่นเกมมากขึ้น

ความกังวลของเราในการจัดงานครั้งนี้นั้นมีพอสมควร อย่างแรกเรากลัวว่าผู้ใหญ่เขาจะเล่นได้ไหม เพราะเกมออนไลน์อย่างอาร์โอวีที่เด็กๆ ชอบเล่นกันมีการบังคับควบคุมที่ยากกว่า เราต้องใช้ทีมงานที่มีความรู้ ประสบการณ์ และตัวของน้องๆ เองมาช่วยแนะนำคุณพ่อคุณแม่”

เล่นกับลูกก็สนุกได้เหมือนกัน

สุภนันท์ แก้วรุ่งเรือง วัย 53 ปี หนึ่งในกลุ่มคุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ที่ยอมเปิดใจเรื่องการเล่นเกมกับลูกเผยความรู้สึกของตัวเองว่า “ก่อนหน้านี้ปัญหาที่พบกับลูกก็คือเขาติดเกมออนไลน์มาก ว่างเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดเข้าเล่นเกม จนไม่มีเวลาให้แม่ได้พูดคุยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

เวลาเรียกกินข้าวเขาก็จะไม่มา บอกว่าเขากำลังเล่นเกมออนไลน์อยู่ มีเพื่อนเล่นด้วยหลายคน ต้องรอให้จบเกมก่อน แล้วถึงจะออกมาอยู่กับเราได้ เราจึงรู้สึกว่าเวลาที่เขาจะมีให้เราถูกแย่งไปโดยเกม จึงลองตัดสินใจที่จะลองเล่นกับเขาดู อยากรู้ว่าเกมที่ทำให้ลูกติดแล้วไม่สามารถเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้นั้นเป็นอย่างไร มีเนื้อหารุนแรงอันตรายไหม

อีกอย่างหนึ่งก็คือเราก็อยากจะดูกับเขาว่าเกมนี้มีแง่ดีหรือเปล่า เราอาจจะมองเขาด้านเดียวเลยตัดสินใจลองเล่นกับเขาดู ก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดี เหมือนฝึกแยกประสาทและวางแผนการเล่นด้วย ตอนเล่นครั้งแรกลูกก็จะคอยบอกว่า แม่ต้องเดินมาตรงนี้ มาเก็บของมาดันป้อม มากันป้อม ปล่อยอาวุธ ตามองแผนที่ดูว่าตำแหน่งไหนมีปัญหาอะไร

พอเล่นแล้วเราก็รู้สึกสนุก ความรู้สึกที่มีต่อเกมของลูกเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เราเคยคิดว่าเป็นเกมที่มีความรุนแรงทำให้ลูกเราเปลี่ยนไป ติดเกมไม่มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นก็รู้ว่าสนุกอย่างไร ทำไมถึงออกจากเกมในทันทีไม่ได้ ตอนนี้จากที่ไม่เคยมีเวลาให้กัน เราก็จะเลือกที่จะใช้เวลาให้กับลูกด้วยการเล่นเกมด้วยกัน 4 คนในครอบครัว

บางทีก็แบ่งฝ่ายคุณพ่อแม่สู้กับลูก หรือเล่นเป็นทีมเดียวกัน 4 คนเล่นด้วยกันก็มีเช่นกัน พอเราเริ่มเล่นเกมด้วยกันก็เริ่มมีการพูดคุยเรื่องการเล่นเกม การแบ่งเวลาการเล่นให้กับเขา เรารู้แล้วว่าเกมนี้ไม่ได้เป็นเกมที่มีความรุนแรง หรืออันตรายมากมาย เพียงแต่ว่าเราจะต้องรู้จักการแบ่งเวลา บอกเขาว่าเล่นแล้วจะต้องเล่นอย่างไร แล้วก็รู้จักเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างอย่างน้อยๆ ก็เพื่อจะได้เป็นการพักสายตาตัวเราไปด้วย ไม่ใช่เล่นเกมอยู่คนเดียวทั้งวันโดยขาดการควบคุมดูแล ถ้าเราได้เล่นกับลูกเขาก็จะฟังเรามากกว่า”

ในขณะที่ ธนทัต แก้วรุ่งเรือง ลูกชายวัย 18 ปี พูดถึงการเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ว่าแต่ก่อนผมก็จะติดเกมนี้ค่อนข้างมาก ตอนนี้พอเราโตขึ้นก็เริ่มรู้จักแบ่งเวลาเล่นเกมและออกกำลังกายมากขึ้น ช่วงเวลาที่ผมเล่นเกมก็อยู่ช่วงกลางคืนประมาณ 2 ทุ่ม จนถึง 4 ทุ่ม ประมาณ 2 ชั่วโมง ที่จะต้องเล่นฝึกซ้อมกับทีม เป็นเวลาไม่มีใครเข้ามารบกวน เทียบกับเมื่อก่อนที่ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบมาเล่น

ช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนก็น่าจะเป็นตอนท้าให้คุณพ่อมาแข่งมาเล่นด้วยกัน พ่อจะได้รู้ว่าเกมที่ผมเล่นเป็นยังไง พอพ่อมาเล่นแล้วก็เริ่มให้การยอมรับว่าก็เป็นเกมที่มีความสนุกเกมหนึ่ง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเล่นแล้วจึงออกจากเกมกลางคันไม่ได้ ตัวคุณพ่อเองก็สอนเราด้วยเหมือนกันว่าเกมนั้นสนุก แต่ว่าเราก็ต้องรู้จักการแบ่งเวลาด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นก็เริ่มเล่นด้วยกันในครอบครัวตลอด ตอนนี้ผมเริ่มจัดทีมเล่นกับเพื่อนๆซึ่งตั้งเป้าว่าจะซ้อมไปอีกสักระยะหนึ่ง แล้วหารายการสำหรับการลงแข่งในอนาคต”

วัยไหนก็สนุกได้ แค่รู้จักเล่นอย่างพอดี

ท้ายสุด รัมย์ บอกกับเราว่า “สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมากที่สุดในครั้งนี้ ก็คือการที่ผู้ใหญ่ทุกคนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมเล่นเกมอาร์โอวี พวกเขามีความสนุก เข้าใจในตัวลูกหลานของพวกเขามากขึ้น เข้าใจว่าลูกหลานทำอะไรกัน และสามารถลงมาเล่นเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้วยกันในครอบครัวได้ ไม่ได้เป็นเกมที่เล่นยากสำหรับผู้ใหญ่อีกต่อไป

ยอมรับว่าแต่ก่อนการเล่นเกมในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเล่นยาก ต้องใช้ทักษะมาก แต่พอมาเป็นเกมในสมาร์ทโฟนต้องลดทอนรายละเอียดซับซ้อนลงไป เพื่อที่จะให้เกมนั้นมีความง่ายในการเล่นมากขึ้น มีการบังคับเวลาในการเล่นให้ไม่เกิน 20 นาทีต่อเกม ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นไม่เสียเวลากับการเล่นมากเกินไป

สุดท้ายที่เราเลือกเกมอาร์โอวีมาให้ผู้ใหญ่ทดลองเล่น นอกจากเป็นเกมที่มีชื่อเสียงและมีผู้เล่นมากที่สุดในเวลานี้เพียงอย่างเดียวแต่เป็นเพราะรูปแบบการเล่นเป็นทีม ที่สามารถเปิดช่องให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวเข้ามาร่วมเล่นตั้งทีมกับลูกหลานของตัวเองได้ สามารถสนุกด้วยกัน เกิดปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว

เมื่อทุกอย่างสามารถทำงานได้บนสมาร์ทโฟน เกมก็จะสามารถเข้าถึงทุกกลุ่มทุกเพศทุกวัยได้มากขึ้น กลุ่มวัยผู้ใหญ่อายุ 60-70 ปี ก็ยังสามารถเล่นเกมฝึกสมองที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะในการบังคับ กลุ่มคนวัยทำงานก็สามารถหยิบมาเล่นในเวลาว่างเพื่อความผ่อนคลาย

ผมจึงอยากจะให้ทุกคนเปิดใจยอมรับในเรื่องของการเล่นเกม ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว เพียงแต่ว่าเราจะมีความสามารถในการบริหารจัดการเวลาในการเล่นเกม ไม่ให้ไปกระทบในเรื่องของการเรียนและการงานได้อย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ในเรื่องของการดูแลตัวเอง ดูแลบริหารจัดการเวลาตัวเองให้เกิดความเหมาะสม”

กินเจไม่เค็ม ไม่กินเจ(ก็)ไม่เค็ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567813

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

กินเจไม่เค็ม ไม่กินเจ(ก็)ไม่เค็ม!

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ กระทรวงวัฒนธรรม

เที่ยวไปกินเจไปในช่วงเทศกาลกินเจที่ผ่านมา ช่างมีความสุขนัก เพราะได้กินเจแสนอร่อย ทั้งอิ่มบุญและอิ่มท้องอิ่มกุศล อย่างไรก็ตามกับกระแสตื่นตัวเรื่องความเค็ม ความมัน และความอ้วนจากเมนูเจทั้งหลายก็น่ากลัวไม่น้อยสำหรับคนรักสุขภาพ จะออกเจกันแล้ววันนี้วันพรุ่ง ขอเก็บตกเกร็ดความรู้เรื่องเจเจ๊เจ อาหารเจเพื่อสุขภาพมาฝากกัน ถึงไม่เจแล้วก็คลีนได้

1.กินเจแบบคลีนๆ อย่าหนักแป้ง เนื้อสัตว์เทียม และลดหวาน มัน เค็ม แต่ถึงจะเลิกเจแล้วก็ถอดสูตรความคลีนมาได้เช่นกัน กล่าวคือ ไม่หนักแป้ง ลดแป้ง ลดเนื้อสัตว์ และลดหวานมันเค็มลงให้น้อยที่สุด รวมทั้งซอสปรุงรสทุกชนิด ใส่เท่าที่จำเป็น

2.เน้นรับประทานผัก ผลไม้ปลอดภัย ผักและผลไม้ทุกชนิดต้องล้างให้สะอาด หาความรู้เรื่องการล้างผักและผลไม้แต่ละชนิด ซึ่งวิธีล้างไม่เหมือนกัน แต่อาศัยความทุ่มเทและความเข้าใจ (ในการล้าง) เหมือนกัน

3.ถั่ว เต้าหู้ ใช้วิธีปรุงแบบต้ม อบ หรือนึ่งก็ได้ แต่ไม่ทอด (น้ำมันท่วม) ไม่เพียงเฉพาะอาหารประเภทถั่วหรือเต้าหู้ แต่ผัดผักหรืออื่นๆ ก็กินด้วยวิธีต้ม อบ นึ่ง ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าการทอดเยอะ

4.บางคนกินเจแล้วไม่อยู่ท้อง เวลาหงุดหงิดขึ้นมา มองซ้ายมองขวาหาของประทัง ก็ขอให้เลือกเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ถั่วแดง กุยช่าย ฯลฯ ออกเจแล้วก็ใช้กติกาเดียวกัน คือ ไม่เอาของว่างที่เต็มไปด้วยแคลอรี หากเลือกผลไม้ (ที่ไม่หวาน) กล้วย มันม่วง แก้วมังกร ฝรั่งดิบ ซึ่งกินอร่อย และแก้หิวได้ชะงัด

ส่วนของว่างประเภทของขบเคี้ยว ขนมทอด หรือน้ำดื่มอัดลม ขอให้เลิกไปเลยจะดีกว่า ของว่างประเภทนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักที่ควบคุมได้ยาก ที่แย่กว่านั้นคือพฤติกรรมเคยชิน ติดการบริโภค

5.อาหารเจส่วนหนึ่งทำจากแป้งล้วนๆ และเนื้อเทียม กุ้งเทียม ปลาเทียม ซึ่งอันตรายเพราะแป้งเยอะ ใครที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะโรคเบาหวาน หากบริโภคมากจะส่งผลต่อโรคที่เป็นอยู่ ออกเจแล้วก็อย่าหลงลืม บริโภคแป้งมาก (เกินไป) ไม่ดีไม่ว่าเมื่อไหร่

6.อาหารเจจานด่วนที่เห็นกันตามสตรีทฟู้ด บางทีไม่ได้ปรุงเอง ก็ควบคุมไม่ได้หรอกเรื่องปริมาณโซเดียมที่ไม่เหมาะสม บางทีเห็นเป็นซุปเป็นต้ม ไม่ได้ทอดน้ำมันหรือไม่ได้ใส่น้ำมันก็จริง แต่โซเดียมเกินเพียบ ใครเป็นโรคหัวใจ โรคไต ก็ต้องระวังจงหนัก

หลักในเรื่องการทำอาหารกินเองนี้ ดีตรงที่เราเองสามารถควบคุมปริมาณโซเดียม ซอสปรุงรสต่างๆ ได้ อยากกินแค่ไหนก็แค่นั้น บางคนเหยาะซีอิ๊วแบบไม่ได้เหยาะ เห็นแล้วเท่มาก ออกเจแล้วขอเชิญให้ลองหันกลับมาทำอาหารกินเองกันดีกว่า กินได้…เท่ด้วย

7.เมนูแนะนำคงยึดเมนูผลไม้สดและสลัดผัก ต้มจับฉ่ายช่วงกินเจ ก็สามารถขยับขยายกินได้แม้ออกเจไปเช่นกัน กำกับปริมาณให้ได้น้ำหนัก 400 กรัมต่อวันก็แล้วกัน เป็นไปภายใต้คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

8.กินให้ครบหมู่ จะเข้าเจหรือออกเจ ก็ต้องกิน 5 หมู่ให้ครบ รวมทั้งระมัดระวังเรื่องความสะอาด แนะนำให้ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำเปล่า ทั้งล้างแบบน้ำไหลผ่าน หรือกรณีแช่ล้างก็ต้องล้างให้ถูกวิธี โดยมาตรฐานทั่วไป ขอให้แช่ผักผลไม้ในน้ำส้มสายชูอย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างน้ำเปล่าตาม เพื่อช่วยลดสารเคมีตกค้างหรือยาฆ่าแมลง

9.กินอาหารรสชาติธรรมดา หรือคงสูตร ไม่หวานจัด ไม่เค็มจัด ไม่มันจัด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมปรุงรสอาหาร กินเจหรือกินคลีน แต่กินรสจัด กินมันจัดหวานจัด โซเดียมคงตกค้างในร่างกาย ภาวะน้ำตาลเกิน ยากถึงยากมากในการรักษาสมดุลร่างกาย

10.เลือกซื้ออาหารปลอดภัย ซื้อจากแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ ไม่มีสารเคมีตกค้าง ศึกษาเรื่องการอ่านฉลาก โดยอ่านฉลากก่อนซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง อาหารหรือเครื่องปรุงหลายชนิดนิยมใส่สี ใส่กลิ่น ใส่สารชูรส ทั้งหมดเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าหน้าเจหรือหน้าไม่เจ

มุ่งมั่น สูตรสำเร็จ ภาณุพงศ์ ธนูถนัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567816

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 15:40 น.

มุ่งมั่น สูตรสำเร็จ ภาณุพงศ์ ธนูถนัด

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์

ผันตัวเองจากธุรกิจก่อสร้างมาเป็นดีเวลอปเปอร์เต็มตัว ภาณุพงศ์ ธนูถนัด ที่เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่าตัวเลข ปัจจุบัน ภาณุพงศ์ รั้งตำแหน่ง บิซิเนส ดีเวลอปเมนต์ ไดเรกเตอร์ บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ ทายาทคนโตของ วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งศรีราชา กับโครงการล่าสุดที่เขากับคุณแม่วันเพ็ญ ช่วยกันสานต่อคือ โครงการมาสเตอร์พีซชื่อ “The Zea Sriracha” (เดอะ ซี ศรีราชา) แลนด์มาร์คที่คนขับรถไปจากกรุงเทพฯ เข้าศรีราชา เป็นต้องเห็นตัวโครงการสูงสีขาวตัดสลับแดงเลือดหมู ตั้งตระหง่านบนพิกัดฮวงจุ้ยเศรษฐีบัลลังก์มังกร เพราะด้านหลังเป็นภูเขา 3 ลูก หนุนนั่งเป็นบัลลังก์ ด้านหน้าเป็นทะเล จึงไม่แปลกที่โครงการได้รับความสนใจจนปิดการขายอย่างรวดเร็ว ล่าสุด ภาณุพงศ์ เปิดเพนต์เฮาส์ชั้น 38 สุดหรูให้สัมภาษณ์ถึงหลักคิดในการทำงานและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณแม่ และน้าชายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างผู้ล่วงลับ

ภาณุพงศ์ เล่าเกี่ยวกับโปรเจกต์แรกในวัย 30 ปี ที่เขาเข้ามาดูแลอย่างเต็มตัวฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ซึ่งงานอสังหาฯ กับงานก่อสร้างเขามองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน งานอสังหาริมทรัพย์สิ่งที่แตกต่างคือ มาร์เก็ตติ้ง งานขาย และดีไซน์ต้องทำงานสอดประสานกัน และพลาดไม่ได้คือโลเกชั่นที่ดินโครงการแห่งนี้เป็นที่ดินที่คุณแม่ของเขาเฟ้นหาเก็บแปลงเล็กแปลงน้อยผสมกันมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งคุณแม่ร่วมกับน้องชาย ชูวงษ์ ที่ทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนามาเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยคุณแม่ของเขามอบหมายให้ลูกชายมาดูแผนพัฒนาธุรกิจทั้งหมด

“เดิมบริษัทของเราทำธุรกิจเกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้างให้กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น บิ๊กซี รับงานคอนโด คิวเฮ้าส์ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ประกอบกับที่บ้านเราเล่นที่ เมื่อเรามีบริษัทก่อสร้างของเรา เรามีประสบการณ์ด้านอาคารสูง เราควรทำอสังหาฯ ของเราเอง เราจึงมีโครงการ เวลธ์ เดอะ ซี เป็นโครงการที่เราพัฒนาได้ 3 ปีแล้ว ซึ่งผมค่อนข้างผูกพันกับศรีราชาเพราะก็เรียนหนังสือที่อัสสัมชัญ ศรีราชา แล้วค่อยไปเรียนต่อที่เมืองนอกและกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยเอแบคด้านการเงินที่เมืองไทย ด้วยคิดว่าจะทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ผมจึงเรียนปริญญาโทต่อด้านสถาปัตยกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

กับโครงการ เดอะ ซี ศรีราชา แม้เป็นโครงการแรก แต่ด้วยการวิจัยทำการตลาดที่รอบคอบจึงทำให้โครงการจำหน่ายออกไปเกือบหมด เหลือแต่ในโซนของเพนต์เฮาส์ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของโครงการ จะทำการเปิดห้องตัวอย่างให้ลูกค้าระดับลักซ์ชัวรี่ได้ชมเร็วๆ นี้ โดยสนนราคาต่อห้อง 60 ล้านบาท มีเพียง 6 ยูนิตเท่านั้น

“ก่อนมาสร้างโครงการ เดอะ ซี ก็มีโครงการอื่นๆ ในละแวกนี้บ้าง ก่อนทำโครงการเราก็มีไปศึกษาตลาดและอุปนิสัยผู้บริโภคในย่านนี้ ซึ่งที่ศรีราชามีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยมาทำงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นลูกค้าผู้เช่าของเราส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น ประกอบกับโชคดีที่ประเทศไทยประกาศระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อกระตุ้นให้ชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่นมาลงทุนเพิ่มที่ศรีราชา จนที่นี่ถูกขนานนามว่า ลิตเติ้ล โอซากา ทำให้เรากล้าสร้างคอนโดมิเนียมหรูที่นี่เพราะอย่างน้อยๆ คนกรุงเทพฯ นิยมมาซื้อเป็นบ้านพักตากอากาศ วัยรุ่นนิยมซื้อคอนโดเป็นบ้าน และเราทำโครงการให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากที่สุดคือ โครงการของเรามีห้องอาหารอยู่ด้านล่าง เพราะการให้บริการหลังการขาย เราต้องคิดถึงการให้บริการลูกค้าด้วย จึงจำเป็นต้องมีห้องอาหารบริการทั้งอาหารและเครื่องดื่มเสร็จสรรพ เพราะเราจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อังกฤษ ญี่ปุ่น ไทย และมีชาวสิงคโปร์บ้างประปราย ส่วนใหญ่คนเช่าห้องเราจะเป็นทั้งญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อเมริกา อังกฤษ ซึ่งระยะแรกเราแปลกใจมากว่าทำไมคนญี่ปุ่นเยอะจัง เป็นเพราะส่วนหนึ่งย้ายจากพัทยามาอยู่ศรีราชา เพราะโลเกชั่นตรงนี้เงียบสงบกว่า”

ในฐานะที่เขาคุมงานก่อสร้างเอง ซึ่งหมายถึงเรื่องของการควบคุมความปลอดภัย สร้างให้ได้ตามแบบและเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่การทำอสังหาฯ ต่อให้สร้างตามแบบเสร็จตามเวลาที่กำหนด ก็ไม่ใช่ว่าเราจะประสบคามสำเร็จ เพราะการขายได้อีกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โจทย์ที่ผู้บริหารต้องตีให้แตกคือ ต้องรู้ว่าลูกค้าเขาคือใคร ทำแล้วต้องขายได้ เรื่องการทำการตลาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น หากขายสินค้าลักซ์ชัวรี่ ต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เราต้องทำอย่างไรให้เขาสนใจเข้ามาดู เมื่อลูกค้าเข้ามาแล้ว จะปิดการขายอย่างไร งานด้านการตลาดจึงเป็นงานที่สนุกและท้าทาย ที่สำคัญคือต้องทำอะไรที่แตกต่างจากคนที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน เช่น การสร้างความแตกต่างให้โครงการ ส่วนใหญ่คอนโดมิเนียมในศรีราชานิยมทำห้องเดี่ยว ก็เปลี่ยนมาทำ 2 ห้องนอน หรือ 3 ห้องนอนบ้าง เมื่อแตกต่างและสินค้าดีหากตั้งราคาพรีเซลที่ตารางเมตรละแสนก็ขายได้ เพราะสินค้าของเขาคือลักซ์ชัวรี่คอนโดแรกของศรีราชา เมื่อสินค้าดีตั้งอยู่ในทำเลที่ดีลูกค้าระดับบนก็พร้อมที่จะจ่าย เมื่อโครงการดีแล้วทีมงานก็ต้องดี โดยเขาใช้หลักบริหารลูกน้องและองค์กรที่มีขนาดเล็กแต่คุณภาพคับแก้วว่า การดึงผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาช่วยบริหารให้ จึงเกิดการให้บริการระดับมืออาชีพขึ้น

“ตัวบริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ เรามีพนักงาน 10 คน ผมมองเป็นแต่ละโปรเจกต์ๆ ไป เราใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านจะดีกว่า เช่น งานขายใช้บริษัทที่เชี่ยวชาญ เลือกคนที่เก่งอยู่แล้ว มีความสามารถในการดึงลูกค้าได้ ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลไป ทั้งฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริการหลังการขาย ฝ่ายบิซิเนสดึงผู้รู้มาช่วยงาน ข้อดีที่จ้างมืออาชีพคือ ต่อให้เราไม่เคยทำโครงการมาก่อนก็จริง แต่งานทุกคนออกมาดูเป็นมืออาชีพ ลูกค้าสามารถจับต้องได้ เช่น การขาย การตลาด ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง การให้บริการหลังการขาย เรียกว่าบริหารได้คล่องตัวมากขึ้น” ด้วยเป็นบริษัทเล็ก แต่บริหารงานอย่างมืออาชีพ ภาณุพงศ์ ในฐานะเป็นผู้บริหาร เขามีหลักในการบริหารลูกน้องคือ การทำงานกันอย่างครอบครัวและอาศัยการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้าเรามีพนักงานเป็นร้อย แบ่งเป็นแผนก ก็คงต้องมีการบริหารอีกแบบ แต่เราอยู่เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันมากกว่า เวลาลูกน้องมีปัญหา ส่วนใหญ่มาปรึกษาผมได้ทุกเรื่อง ถามว่าผมเป็นเจ้านายแบบไหน ส่วนตัวผมเป็นคนสบายๆ ผมไม่ได้เจ้าระเบียบจ๋าอะไรมาก แต่ถ้าถึงเวลามีประชุม ต้องส่งงาน ที่ตกลงกันก็ต้องส่งงานให้ได้อย่างไม่บกพร่อง เพราะเราอยู่กันแค่ 10 คน เราจึงทำงานกันอย่างใกล้ชิด จึงง่ายที่จะสื่อสารกัน ถ้าสื่อสารได้ดี การทำงานก็ไม่มีปัญหา” ซึ่งหลักในการทำงานของเขา เขาได้เรียนรู้มาจากคุณน้าชูวงษ์ ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการทำงาน และด้านการวางตัว เป็นต้น

“คุณน้าของผมเป็นคนที่มาทำงานทุกเช้า มาเร็ว และกลับคนสุดท้าย มีคนถามน้าว่าทำก่อสร้างรวยแล้ว ทำไมมาทำธุรกิจอย่างอื่นอีก น้าบอกว่าที่น้าทำงานหนักเพราะน้ารู้สึกสนุกกับการทำงาน น้าสอนผมเสมอว่าตื่นเช้ามาให้มองกระจกถามตัวเอง อยากไปทำงานไหม ถ้าใจเราตอบว่า ไม่อยากไป ไม่อยากทำ แปลว่า ตัวเองมีปัญหาแล้ว ต้องบอกว่าทั้งคุณน้าและคุณแม่ สองคนนี้ต่อสู้สร้างตัวเองมาจากไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นผมได้เห็นโลว์โมเดลที่ดีที่อยู่ใกล้ตัว จริงๆ สุดท้ายคำตอบไม่ได้มีอะไรมากมาย มุ่งมั่น ทุ่มเท ไม่ได้มีเคล็ดลับอย่างอื่นครับ ซึ่งตอนผมทำงาน ผมทำงานใกล้ชิดและสนิทกับคุณน้ามากกว่า” การทุ่มเททำงาน และการได้ตัวอย่างที่ดีของคนรุ่นเก่า ทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่สานต่องานได้ง่ายขึ้น

“อย่างที่บอก ตอนเด็กทางบ้านไม่ได้มีฐานะมาก นอกจากทุ่มเท คุณน้าบอกว่าให้ทำสิ่งที่ชอบ อย่างเช่น เมื่อก่อนธุรกิจที่บ้านทำกงเต๊ก ประกอบไม้ กระดาษปะเป็นบ้าน แล้วก็ขาย เอากระดาษเผา อากงทำเป็นร้านเล็กๆ ทำเองกับมือ คุณน้าชูวงษ์ช่วยทำงานที่บ้าน ตัด ปะ แปะ โตขึ้นน้าอยากเป็นวิศวกรจะได้สร้างบ้านจริงๆ ขาย น้าก็เลยมาเรียนทางวิศวกร รับเหมาก่อสร้าง ร่วมหุ้นทำบริษัทก่อสร้างกับคุณแม่ตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งผมเห็นตรงนั้นตั้งแต่เด็ก คิดว่าโตมาอยากร่วมหุ้นสร้างบ้าน น้าก็บอกผมให้ทำอะไรที่ตัวเองชอบ ความฝันของน้าตั้งแต่เด็ก เป็นวิศวกร รับสร้างบ้าน ผมจึงยึดว่า เราทำอะไร เอนจอยกับมัน ทำงานแล้วก็ต้องรู้สึกสนุกกับการทำงานได้ อีกเรื่องหนึ่ง เราก็เป็นคนละเจเนอเรชั่นกันนะ ผมก็เชื่อว่า สิ่งที่น้าทำ น้าคิดถูกต้องแล้ว แต่ยุคต่อมาอาจทำได้ไม่เข้มข้นเท่าของน้า ผมมองว่าอย่างน้อยทำเราได้ 50% ของน้าก็ถือว่าโอเคแล้ว อย่างน้อยการเริ่มต้นของเราก็ไม่ได้เหมือนที่น้าเริ่มต้นมา อันนั้นจะยากมาก”

เงิน เท่ากับ อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567814

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 15:40 น.

เงิน เท่ากับ อนาคต

เรื่อง ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

อยากให้ลองจินตนาการดูสักหน่อยว่า ถ้าคุณได้รับเงินสดมา 5 หมื่นบาท คุณจะเห็นเงินก้อนนี้เป็นอะไร

หลายคนพอเห็นจำนวนเงินก็คิดไปว่ามีสิ่งของชนิดไหนที่ตัวเองอยากได้และราคาอยู่ในวงเงินก้อนนี้บ้าง เงิน 5 หมื่นบาท หลายคนอาจจะคิดไปถึงโทรศัพท์มือถือไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ทันสมัยที่สุดเครื่องใหม่สักเครื่อง หรือกระเป๋าแบรนด์เนมสวยหรูสักใบ จากนั้นก็วางแผนทันทีว่าจะไปซื้อของที่ร้านไหน เมื่อไร แล้วก็อาจจะคิดต่อไปอีกว่าตัวเองจะมีความสุขขนาดไหนนะ เมื่อได้สิ่งของเหล่านั้นมาอยู่ในครอบครอง

แต่ก็มีอีกหลายคนที่เมื่อเห็นเงินก้อนนี้แล้ว สมองจะแล่นแบบอัตโนมัติว่า “เงินก้อนนี้ = จุดเริ่มแห่งอิสรภาพทางการเงิน” หรือ “เงินก้อนนี้ = จุดเริ่มต้นแห่งการมีชีวิตที่มั่นคง” หรือมองล่วงหน้าไปว่า “เงินก้อนนี้แหละ คือก้อนแรกแห่งกองทุนเกษียณอายุของตัวเอง” จากนั้นก็ไม่รอช้า ทำการบริหารเก็บเงินเข้าบัญชีฝากประจำ โดยโยนเงินเข้าไปเก็บไม่ต่ำกว่า 30% หรือบางคนอาจเก็บถึง 50% และแบ่งปันส่วนเงินเก็บและเงินสำหรับใช้จ่ายตามอัตภาพอย่างพอเหมาะพอดี

คุณล่ะคิดว่าคนแบบไหนที่จะมีอนาคตทางการเงินที่สวยงามกว่ากัน คนที่คิดจะใช้เงินทันทีที่ได้มาเพื่อสร้างความสุขในปัจจุบัน หรือคนที่คิดถึงเรื่องการเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้ตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ชื่อ เดวิด บาค ได้มอบแนวคิดนี้เอาไว้ว่า ถ้าเราเห็นเงินแล้วเกิดความอยากได้สิ่งของหรือสิ่งที่เราต้องการ เช่น การมีภาพลักษณ์โก้หรู ดูเป็นคนรวยด้วยเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่นำมาประดับร่างกาย คนคนนั้นมักจะหมดเงินไปในเวลาอันสั้น และไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเขาคนนั้นจะเก็บเงินได้สักเท่าไร เพราะคนที่คิดแบบนั้นมักจะเก็บเงินไม่อยู่ เพราะเขามองเห็นค่าของเงิน แค่เป็นเครื่องซื้อวัตถุมาตอบสนองความอยากเท่านั้น เขาเหล่านั้นจึงมีความคิดแบบนี้ว่า

เงิน – แลกเป็นสิ่งของที่อยากได้ – ได้ความสุข (แบบชั่วคราว)

แต่กับคนประเภทที่มีอนาคตทางการเงินสวยงาม เขาจะไม่คิดแค่ความสุขในวันนี้หรือเดือนนี้ แต่เขาจะมองไปถึงความสุขโดยรวมของชีวิต เขาจะรู้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการเงินในวันนี้ คือตัวกำหนดความสุขและความมั่นคงในชีวิตในอีกหลายปีข้างหน้า สมองของพวกเขาจึงคำนวณภาพออกมาเป็นแบบนี้

เงิน – คิดบริหาร เก็บ และแบ่งส่วนให้ชัดเจน – ได้ความมั่นคง อนาคตที่ดี และความสุขที่ยั่งยืน

เรากลับมาที่ธรรมชาติของเงินกันอีกที แน่นอนว่ามันคือสิ่งแลกเปลี่ยน ซึ่งหากเรามองมันเป็นเพียงแค่สิ่งแลกของใช้ หรือสิ่งแลกของที่เราต้องการในแง่วัตถุเพียงอย่างเดียว ก็เท่ากับเราพลาดการมองคุณค่าที่สำคัญจริงๆ ของมันไป

คนที่ร่ำรวยมีเงินมากมาย เขาจะมองตัวเลขในบัญชีและธนบัตรทั้งหลายว่าเป็น “สิ่งแลกเปลี่ยนที่ทำให้เขาได้มาซึ่งอนาคตที่ดี” เขาจะไม่มองแค่สั้นๆ ว่าได้มาเป็นสิ่งของ แต่มันจะนำมาซึ่งความสบายอันแท้จริง ความมั่นคงในชีวิต และเป็นมรดกส่งต่อให้ถึงลูกหลานได้อีกยาวนาน

ทั้งทรัพย์สมบัติและแนวคิดนี้ คือสุดยอดมรดกที่คนรวยสอนลูกอยู่เสมอ ฉะนั้นรีบถามตัวเองว่าเรามองเงินเป็นแค่รถคันใหม่หรือทีวีเครื่องใหม่อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ละก็ รีบปรับความคิดใหม่ด่วนเลย โดยมองเงินให้เป็น “สิ่งสร้างอนาคต” แบบที่คนรวยและผู้มั่งคั่งคิดกันอยู่ตลอดให้ได้

มองว่าเมื่อเราได้เงินมาแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะ 500 บาท หรือ 5 หมื่นบาทก็ตาม มันคือส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตได้ทั้งสิ้น เปรียบดั่งก้อนอิฐที่เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่เมื่อนำมารวมกัน วางแผนก่อสร้างดีๆ เราก็จะได้สิ่งปลูกสร้างที่มั่นคง มีคุณค่า และอยู่ได้ยาวนานมาครอบครอง

นี่แหละคือเหตุผลง่ายๆ ของคนที่เก็บเงินได้สำเร็จ เพราะเขาจะมองว่าเงินเป็นอะไรที่มากกว่าสิ่งแลกเปลี่ยนทางวัตถุ เป็นการมองอย่างภาพรวมและมองการณ์ไกล อันจะส่งผลให้เขามีสายป่านคอยเหนี่ยวรั้งอนาคตที่มั่นคงแม้จะอยู่ไกลต่อไป แต่ถ้าเราเลือกจะมองสั้นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เงินมักจะไหลมาและไหลออกไปอย่างรวดเร็ว ต้องหาเงินแบบเดือนชนเดือน เช้าชามเย็นชามไปเรื่อยๆ

คนที่จะใช้เงินทำงานได้นั้น ต้องมองเงินให้เป็นมากกว่าเครื่องแลกเปลี่ยนของที่อยากได้ ต้องมองว่าเงินคือลูกน้องที่เราสามารถใช้งานได้ สร้างเงินให้เราได้ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ ลองคิดดูสิว่า ถ้าคุณเปิดบริษัทและมีลูกน้อง แต่แทนที่คุณจะใช้เขาทำงานเพื่อสร้างเงิน คุณกลับใช้เขาไปซื้อกาแฟ ซื้อข้าวเช้า-เย็น หรือไม่ก็ใช้ให้กวาดถูออฟฟิศจนหมดวัน ถ้าเป็นแบบนี้ก็เท่ากับคุณใช้งานลูกน้องผิดประเภท

เช่นเดียวกับเงิน ถ้าใช้ให้เขาสร้างเงิน เรียกเงินมาได้ ถึงจะเรียกว่าเป็นนายของเงินที่ฉลาด ฉะนั้นถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้เงินเป็นลูกน้องที่คอยเรียกเงินใหม่ๆ เข้ามาให้เราได้แล้วล่ะ

‘เทรนด์ไทยส่งตรงจากพาหุรัด’ ดันโกอินเตอร์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567809

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

‘เทรนด์ไทยส่งตรงจากพาหุรัด’ ดันโกอินเตอร์ฯ

เรื่อง ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ผ้าแปลกๆ ไม่ต้องบินไปหาไกล ย่านการค้าศูนย์รวมวัฒนธรรมสีสันฉูดฉาด หากผสมผสานกันกลมกลืน เสน่ห์แหล่งค้าผ้าย่านธุรกิจเก่าแก่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นลิตเติ้ลอินเดียของเมืองไทย ตามตรอกซอกซอยเล็กซอยน้อยของ “พาหุรัด” คือแหล่งรวมร้านขายผ้าหลากชนิด หลายเกรด ที่นี่จึงรวมขาช็อปนักออกแบบ ตั้งแต่รุ่นเก๋ามืออาชีพ ยันรุ่นเล็กมือสมัครเล่น

ใครหาผ้าอะไร…? ชีฟองผ้าทราย ไหมอิตาลี ไหมแก้ว ผ้าพลีต ซาติน ผ้าเครป สักหลาด ผ้าปักดิ้น หรือผ้าขนสัตว์ ผ้าลายแปลกๆ น่ารัก ลายจุด ลูกไม้ เก๋ เท่ เปรี้ยว แฟชั่น ไม่รวมสิ่งของเครื่องประดับแอกเซสซอรี่ มีให้เลือกกันจุใจ

กอปรกับกระแสแฟชั่นไทยก็ไม่เคยน้อยหน้าใครในโลก เพื่อสนับสนุนผลงานนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ และสร้างเวทีเพื่อก้าวสู่อาชีพดีไซเนอร์ ศูนย์การค้าไชน่าเวิลด์ พาหุรัด จึงจัดประกวดออกแบบเสื้อผ้า China World Design Contest 2018 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ปีนี้เสนอแนวคิด “Thai Trends เทรนด์ไทยสู่เทรนด์โลก” มีทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายรวมทั้งหมด 10 ทีม ขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ผลงาน “เทรนด์ไทย” สุดโดดเด่นเปรี้ยวแซ่บ

โต้โผแม่งานใหญ่ ปริม จรรยาวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กิจกรรมการประกวดแข่งขันออกแบบเสื้อผ้า “China World Design Contest 2018” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีให้นักออกแบบหน้าใหม่ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่สนใจด้านการออกแบบ ได้แสดงศักยภาพโชว์ไอเดียผ่านเสื้อผ้า ที่มีโจทย์ให้เลือกสรรใช้ผ้าของย่านนี้ ครีเอทลุคให้เก๋ไก๋อินเทรนด์แฟชั่นสากล ผลงานของแต่ละทีมแม้ระดับนักออกแบบรุ่นเยาว์ แต่ฝีมือไม่ใช่ย่อย

ทุกทีมคืออนาคตแฟชั่นไทย

การันตีสีสันความแซ่บ อารยา อินทรา ดีไซเนอร์และแฟชั่นกูรูชื่อดัง ร่วมเป็นคณะกรรมการ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสายวิชาการออกแบบและแฟชั่นดีไซน์ เช่น รวิเทพ มุสิกะปาน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำแฟชั่นสิ่งทอ เครื่องตกแต่งแฟชั่น วิทยาลัยสร้างสรรค์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรกลด คำสุข รักษาการ รองคณบดี ฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้เกียรติร่วมเป็นที่ปรึกษาของโครงการและจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้านแฟชั่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าแข่งขัน

ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขัน “China World Design Contest 2018” ประจำปีนี้ คือ ทีม PNN จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงานชื่อ “ข้าวสาร” คว้ารางวัลที่ 1 รับเงินรางวัลรวม 1 แสนบาทไปครอง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน “ไฟเตอร์ สิงห์สังเวียน” ทีม Eye of Tiger มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลงาน “Pilgrimage” ทีมเซ่ง แซ่ซง วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน

รางวัล Popular Vote ผลงาน “Tears of the Black Tiger” ทีม One Night Miracle มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

อารยา สไตลิสต์ตัวแม่วงการแฟชั่นไทย กล่าวในมุมคณะกรรมการตัดสิน ว่าทุกทีมมีความโดดเด่น มีไอเดียสร้างสรรค์และสไตล์ที่แตกต่างกัน “ใช้ได้ทุกทีม” ทำให้เชื่อมั่นฝีมือเยาวชนไทย มีศักยภาพ มีอนาคตจะนำพาแฟชั่นไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกได้อย่างไม่ยาก

“เกณฑ์ตัดสินของกรรมการ เน้นงานดีไซน์เสื้อผ้าเดย์แวร์สวมใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ทุกทีมที่ได้รับรางวัลเป็นระดับนักศึกษาด้านแฟชั่น แต่สามารถถอดโจทย์นี้ได้ดีมากค่ะ เกาะกระแสเทรนด์แฟชั่น ออกแบบเสื้อผ้าที่มีความสากลได้ชัดเจน

โจทย์นี้ต้องการให้นักออกแบบรุ่นใหม่หันมามองความเป็นไทย ไทยมองไทย ก็ย่อมได้เสื้อผ้าที่แตกต่างจากฝรั่งมองไทย เราไม่ได้มีแค่คาแรกเตอร์เสื้อผ้านักมวย ใช้ใส่ปาร์ตี้ได้อย่างเดียวเท่านั้นค่ะ เสื้อผ้าแคชวลแวร์เก๋ๆ เท่ๆ นักออกแบบเราทำได้ไม่แพ้ใครในโลกอยู่แล้วนะคะ หรือเราก็ไม่ได้มีแค่เสื้อกระทิงแดงให้ฝรั่งซื้อใส่เดินตลาดนัดจตุจักร ซึ่งผลงานของทีมชนะเลิศ เสื้อทรงโอเวอร์ไซส์ตอบโจทย์สำหรับฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว ได้สบายเลยค่ะ คนต่างชาติซื้อไปก็ใส่ได้ทุกกาลเทศะ ตั้งแต่ทำงาน เดินเล่นช็อปปิ้งเก๋ไก๋ หรือใส่ไปปาร์ตี้ก็แซ่บที่สุดของงานเลยนะคะ

แฟชั่นยุคนี้ต้องใส่ง่ายๆ ใส่ได้เร็วๆ แล้วต้องโดดเด่นและเก๋ไก๋ ดิฉันใส่เสื้อผ้าไทยไปต่างประเทศไม่เคยผิดหวังเลย ฝรั่งต้องเดินรี่เข้ามาถามทุกครั้ง ใส่กระโปรงผ้าลายขิดจีบรอบตัว เข้ามาขอจับเนื้อผ้าชื่นชมลายผ้า ความเป็นไทยของเรามีเอกลักษณ์ชัดเจนค่ะ”

อารยา กล่าวน่าสนใจว่า แฟชั่นคืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สร้างเม็ดเงินมหาศาล ที่ไม่ใช่แค่การใส่เสื้อผ้าเก๋เท่เดินโชว์สวยๆ หล่อๆ แต่ถ้าวงการนี้มีภาครัฐสนับสนุน หรือมีผู้ประกอบการเสนอเป็นเจ้าภาพจัดเวทีให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้ปล่อยของ แบรนด์ไทยไปไกลแน่นอน

“ไทยดีไซเนอร์ออกแบบสูทโครงเสื้อสากลโดยใช้ผ้าไทย ก็ต้องประยุกต์อินเทรนด์โลกให้ได้ด้วยค่ะ ผ้าขาวม้าดึงมาใช้ก็ต้องดีไซน์ให้ดูชิก ด้วยลาย ด้วยสีสันพาสเทล ซึ่งความโชคดีคือมีวัตถุดิบให้เลือกใช้ตีโจทย์มากมาย พาหุรัดมีตึกขายผ้าไหมทั้งตึก ที่นี่คืออู่ข้าวอู่น้ำของดีไซเนอร์ไทย แม้วันที่การค้าออนไลน์มาแรง แต่พาหุรัดก็ฝ่ากระแสนี้ไปอย่างสบายๆ เพราะพื้นฐานงานออกแบบคือความละเอียด ประณีต คนออกแบบต้องมาเดินหาผ้าลูกไม้ปักลายสวยๆ หาซิป กระดุม นำเข้าจากทั่วโลกก็ต้องมาที่นี่กัน การแข่งขันโจทย์เวทีนี้ จึงเป็นเวทีสร้างสรรค์ผลงานดีไซเนอร์ไทยได้ชัดเจนและสนุกที่สุดค่ะ”

 

แรงบันดาลใจจากถนนข้าวสาร

ทีม PNN จากมหาวิทยาลัยศิลปากร มี 3 นักออกแบบ นัทธพงศ์ คงรักษ์ ณัฐชาภร สมัครพงศ์ พรทิพย์ ปลื้มใจ ดีไซน์เสื้อผ้าในผลงานชื่อ “ข้าวสาร” คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขัน “China World Design Contest 2018” ประจำปีนี้ ไปครองกับการโชว์แรงบันดาลใจจากถนนข้าวสาร แหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดี ดึงเอกลักษณ์ของถนนข้าวสาร ทั้งสีสัน ผู้คน ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวผ่านเสื้อผ้าบนเวทีแฟชั่นในครั้งนี้

พรทิพย์ กล่าวถึงผลงานสุดภาคภูมิใจว่า เสื้อโค้ตโอเวอร์ไซส์สีชมพูเมทัลลิกตัวนี้ ได้ผ้ามาจากศูนย์การค้าไชน่าเวิลด์ พาหุรัด ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ให้ทุกๆ ทีมที่เข้ารอบ เลือกผ้าไปใช้ดีไซน์ได้ไม่จำกัดจินตนาการ

“โจทย์การแข่งขันคือ ‘เทรนด์ไทยสู่เทรนด์โลก’ ทีมเราก็มาตีความกันค่ะว่าต้องออกแบบเสื้อผ้าไทยของเราให้มีความอินเตอร์ฯ ได้มากที่สุด ต่างชาติจับต้องและเข้าใจได้ง่าย แล้วเขาจะรู้จักเราในแบบไหน มีที่ไหนที่เขารู้จักเราดี ถ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ชิกๆ เก๋ๆ มีสีสันที่สุดก็คือข้าวสาร ที่นี่มีของให้นักออกแบบใช้ไปเล่นได้มากมายเลยค่ะ เสื้อผ้าในซอยข้าวสาร ใครก็รู้จักกางเกงเล เสื้อยืดหนุมาน ลายช้างไทย ซึ่งเราดึงสิ่งเหล่านี้มาตีความใหม่ให้ทันสมัยค่ะ”

ณัฐชาภร บอกสำทับเพื่อนร่วมทีมว่า เกาะกระแสสตรีทแวร์ผสมผสานสปอร์ตแวร์ที่เป็นเทรนด์หลัก เข้าใจความต้องการคนยุคนี้ ที่เลือกเสื้อผ้าเดลี่แวร์สามารถเลือกใส่ได้ในทุกๆ โอกาส

“แจ็กเกตผ้าร่มของผู้ชายใส่ไปทำงานก็ได้ ไปเดินเล่น ไปปาร์ตี้กับเพื่อนก็ได้ เติมความเป็นไทยก็คือแถบข้างกางเกงเป็นลายช้าง ซึ่งเราชินตากันดีเวลาไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าถนนข้าวสาร ฝรั่งชอบสะพายกระเป๋าย่าม ชอบใส่กางเกงเลลายนี้กันมากนะคะ แต่เราไม่ดึงมาใช้ตรงๆ ค่ะ เราดีไซน์ให้ดูเก๋ไก๋ เป็นกางเกงเลไทยๆ แต่เปลี่ยนโฉมใหม่ แมตช์คู่กับแจ็กเกตที่มีลายผ้ามัดย้อม สวมทับกับเสื้อยืดมัดย้อมให้ลุคทะมัดทะแมง”

นัทธพงศ์ เน้นคำว่าการออกแบบตีโจทย์ให้แตก “เทรนด์ไทยสู่เทรนด์โลก” เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมไทย ต้องคิดใหม่ และที่สำคัญต้องใส่แล้วแจ่มจริงอะไรจริง

“เสื้อโอเวอร์โค้ตตัวยาวโคร่ง สีชมพูเมทัลลิก ใช้เทคนิคคิดเนื้อผ้าขึ้นมาให้แปลกใหม่ แปลกตาขึ้นครับ จากผ้าเท็กซ์เจอร์มีขนสัตว์บางๆ นำมารีดฟอยล์ทับอีกชั้นเพื่อให้เกิดลายที่มีประกายวาว สวยสะกดสายตา (หัวเราะน้ำเสียงภูมิใจสุด) โค้ตเดินข้าวสาร แต่ก็เลือกใส่ที่ไม่แค่เดินข้าวสารนะครับ เนื้อผ้าบางใส่ในเมืองร้อนบ้านเราก็พลิ้ว ใส่เมืองหนาวก็อุ่นสบาย

ผ้าขาวม้าที่นำมาตัดกระโปรง ก็ไม่ได้เลือกใช้ผ้าขาวม้าทั้งผืน คือการคิดแพตเทิร์นขึ้นใหม่ โดยออกแบบรวมกับผ้าตารางลายสกอต เราคิดขึ้นมาใหม่ทุกๆ ชิ้นครับ ไม่ใช่ดึงเอาใช้ตรงๆ ซื่อๆ เพื่อให้ได้สไตล์เหนือกาลเวลา”

นายแบบและนางแบบโชว์เสื้อผ้า แมตชิ่งกันได้สุดแซ่บ ลงตัว ตอกย้ำเทรนด์ไทยในโททัลลุคใหม่ กางเกงเล จึงไม่ใช่(แค่)กางเกงเลผ้าฝ้ายธรรมดา โค้ตสุดเลิศใส่โชว์ความเก๋ไก๋ ย้ำอีกครั้ง!! ไม่ใช่แค่ใส่เดินเที่ยวย่านข้าวสาร(เท่านั้น) แฟชั่นเซตนี้ใส่ไปไกลทั่วโลก โดยมีที่มาวัสดุหลักจากพาหุรัดนี่เอง