หุ่นเฟิร์มไม่พอ! ต้องเลือกสปอร์ตบราให้ถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567652

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

หุ่นเฟิร์มไม่พอ! ต้องเลือกสปอร์ตบราให้ถูก

เรื่อง พุสดี

เมื่อการออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์แบบเฮลตี้ กลายเป็นเป็นมิติใหม่แห่งการเข้าสังคมของผู้หญิงยุคปัจจุบัน ขณะที่สาวๆ หลายคนพิถีพิถันกับการเลือกรองเท้าออกกำลังกายคู่โปรดให้ตอบโจทย์การออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ แต่กลับละเลยการเลือกสปอร์ตบรา ซึ่งมีความสำคัญในแง่ฟังก์ชั่นการใช้งานไม่แพ้กัน เพราะบางครั้งแค่สปอร์ตบราที่สวยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอรองรับสรีระของผู้หญิงกับการออกกำลังกาย

สถิติที่น่าตกใจคือ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้น ไม่ได้ใส่เสื้อชั้นในแบบสปอร์ตหรือเสื้อชั้นในสำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ แต่เลือกตามแฟชั่นจนไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงของสปอร์ตบรา ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของหน้าอก เพราะเมื่อสาวๆ เวิร์กเอาต์นั้น หน้าอกจะเด้งขึ้นไปได้มากถึง 14 ซม.เลยทีเดียว

นี่จึงเป็นต้นเหตุให้หน้าอกสวยๆ หย่อนคล้อยไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากหน้าอกประกอบด้วยผิวหนังชั้นนอกและเส้นเอ็นที่รองรับรูปร่าง เมื่อเส้นเอ็นยืดออกขณะออกกำลังกายจะไม่สามารถหดกลับคืนสู่สภาพเดิม ดังนั้นนอกจากจะต้องใส่สปอร์ตบราทุกครั้งเมื่อออกกำลังกายแล้ว เหล่าสปอร์ตเกิร์ลทั้งหลายต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทกีฬาด้วย

ทำไมต้องสปอร์ตบรา?

ผู้เชี่ยวชาญจากไทรแอคชั่น บาย ไทรอัมพ์ (Triaction by Triumph) แนะนำว่าการเลือกสปอร์ตบรามีวิธีการไม่ต่างจากเลือกซื้อชุดชั้นในสำหรับชีวิตประจำวัน แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการลดแรงสั่นสะเทือนของทรวงอกเป็นสำคัญ สำหรับสาวๆ ที่ชอบการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ คาร์ดิโอแบบจัดเต็ม เช่น วิ่ง เต้น แบดมินตัน ขี่จักรยาน ฯลฯ

สปอร์ตบราที่ซัพพอร์ตความแอ็กทีฟนี้ต้องโดดเด่นด้วยคุณสมบัติลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี และมีเนื้อผ้าที่ยืดหยุ่น เบา สบาย ระบายอากาศได้เยี่ยม เพื่อลดความอับชื้นเมื่อเหงื่อออก ส่วนสาวๆที่ชอบโยคะหรือพิลาทิส รวมถึงคลาสออกกำลังกายที่ไม่มีมูฟเมนต์มากนัก ควรมองหาสปอร์ตบราที่ยืดหยุ่นและสวมใส่สบาย

สำหรับการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานสปอร์ตบราให้นานขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจากไทรอัมพ์ แนะนำให้ซักด้วยมือ และน้ำยาสำหรับซักผ้า ส่วนกรณีที่ซักด้วยเครื่อง ควรติดตะขอและใส่ถุงสำหรับซักให้เรียบร้อย จัดทรงก่อนตาก และตากในที่ร่มลมโกรก

ขณะที่ ดลนภา ธรรมวัฒนะ บอสสาวคนเก่งแห่งบอดี้โกลฟได้แนะทริกการเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ชุดสปอร์ตแวร์ สร้างลุคสวยเท่ในทุกวันว่า ในลุควันสบายๆ ที่เน้นความสะดวกและความคล่องตัว สามารถเลือกสวมกางเกงจ๊อกกิ้งหรือกางเกงขาสั้นโทนสีพื้นแมตช์กับเสื้อยืดดีไซน์เท่หลากสีสันให้ลุคสุดเท่ในวันสบาย แต่ถ้าจะออกไปเที่ยวสามารถเลือกสวมสปอร์ตแวร์ ด้วยการมิกซ์แอนด์แมตช์ชุดที่มีสีสันสดใส สวมทับด้วยเสื้อฮูดดี้ที่ช่วยกันแดดและกันลมได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าวันไหนอยากสวมบทสปอร์ตเกิร์ลทั้งวัน อาจเลือกชุดสปอร์ตแวร์ที่มีเนื้อผ้ายืดหยุ่นเหมาะสมกับการออกกำลังกายแต่ละประเภท แต่ต้องไม่ลืมเลือกสวมสปอร์ตบราจะเป็นแบบเต็มตัวหรือครึ่งตัวก็ได้ แล้วลองจับคู่กับกางเกงออกกำลังกายแบบรัดรูปจะได้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว

ณัฐณัฐ นิธิรัตน์วณิช เริ่มจากความรักนำไปสู่รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567651

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

ณัฐณัฐ นิธิรัตน์วณิช เริ่มจากความรักนำไปสู่รายได้งาม

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เป็นอีกหนุ่มน้อยที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นำความชอบพัฒนาจนกลายเป็นมาสร้างรายได้หาค่าขนมได้อย่างมาก สำหรับ ณัฐณัฐ นิธิรัตน์วณิช (เอม) หนุ่มน้อยวัย 20 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม สาขาการสื่อสารเพื่อการจัดการนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

เขาถือว่าเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอย่างแท้จริง เนื่องจากคุณพ่อของเขานั้นสะสมนาฬิกามานานหลายสิบปี เขาเฝ้ามอง คอยซักคอยถามโน่นถามนี่ด้วยความใคร่รู้มาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณพ่อของเขาก็เล่าให้ฟัง เขาก็จดจำด้วยความตั้งใจ จนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจนกระทั่งอายุ 14-15 ปี เขาก็เริ่มหาข้อมูลความรู้ทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับนาฬิกาที่คุณพ่อของเขาสะสม ซึ่งแน่นอนว่าล้วนเป็นนาฬิกาที่มีราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นโรเล็กซ์ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ IWC ว่ารุ่นไหนเป็นอย่างไร รุ่นไหนที่เป็นที่นิยมสะสมกัน ราคา วิธีดูของแท้กับของปลอม ที่เขาสงสัยตอนเด็กๆ ก็คือทำไมนาฬิกาที่คุณพ่อเขาซื้อแม้บางเรือนเป็นนาฬิกามือสอง ซื้อมาแค่แสนเดียว เก็บไว้ไม่ถึงปีพอเบื่ออยากเปลี่ยนก็มีคนมารับซื้อต่อในราคา 1.2 แสนบาท ใส่ฟรีมาปีหนึ่ง ขายต่อยังได้กำไรอีก ทำไมราคามันจึงไม่ตก ยิ่งกระตุ้นความสนใจของเด็กน้อยในวันนั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น เขาจึงลองเรียนรู้ ลองฝึกปรือด้วยตัวเองอยู่ 3-4 ปี เพื่อดูให้เก่ง แยกแยะให้ได้ระหว่างของจริงกับของเลียนแบบให้ออก เขาไปเรียนรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งของไทยและของต่างประเทศ เช่น เว็บสยามนาฬิกา เว็บ ExpertWatch ว่าเขานิยมสะสมนาฬิกายี่ห้ออะไร รุ่นไหนกัน เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ รุ่นสปอร์ตโมเดล หรือรุ่นซับมารีนเนอร์รุ่นเดย์โทน่า ปาเต๊ะ ฟิลิปป์รุ่นนอติลุส หรือโอเมก้า รุ่นสปีดมาสเตอร์

จนกระทั่งอายุ 16 ปี ตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เขาก็ลองหัดซื้อนาฬิกาเรือนแรกด้วยเงินเก็บของตัวเอง แล้วเขาก็สร้างเพจของตัวเองตอนอายุ 17 ปี ชื่อเพจ thenaliga เพื่อให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับวิธีการดูนาฬิการะหว่างของจริงและของเลียนแบบของแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ว่ามีจุดสังเกตอย่างไรบ้าง เมื่อเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็เริ่มลองซื้อและขายนาฬิกาในเพจของเขาเอง และไปขายในเว็บอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือ จนกระทั่ง 3 ปีผ่านไปวิชาของเขาแกร่งกล้าขึ้น เพียง 3 ปีเขาสามารถซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดังหลายๆ ยี่ห้อ โดยเฉพาะโรเล็กซ์วินเทจไปแล้วเกือบ 100 เรือน โดยช่วงแรกๆ ก็ขอยืมทุนสนับสนุนจากคุณพ่อมาเริ่มต้นก่อน จนซื้อมาขายไปเรื่อยๆ เขาก็พอมีทุนรอนเป็นของตนเอง ได้ค่าขนมเป็นกอบเป็นกำเอาไว้เป็นทุนเก็บไปต่อยอดต่อไปอีกเรื่อยๆ

เขาบอกว่าแบรนด์ที่เขาช่ำชองดูได้แม่นยำแทบไม่พลาดเลยคือกลุ่มยี่ห้อของโรเล็กซ์ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่คนเล่นกันเยอะ เป็นที่สนใจในตลาด มีวิธีการดูระหว่างของจริงกับของปลอมได้ง่ายกว่ายี่ห้ออื่นๆ แล้วตัวเขาเองก็ชอบนาฬิกาวินเทจด้วยเช่นกัน

“ผมชอบนาฬิกาเก่าๆ รุ่นที่เป็นตำนาน ชอบของเก่า มีนาฬิการุ่นใหม่ๆ ราคาแพงที่คนทำงานสมัยนี้เขาชอบกัน อย่างยี่ห้อพรรณราย (Panerai) มีของปลอมเยอะมากแต่รายละเอียดในการดูไม่เยอะเท่าไร เลยปลอมง่าย ซึ่งผมจะไม่ค่อยเล่นนาฬิกายี่ห้อนี้ อะไรที่ไม่มั่นใจ ผมจะไม่ทำการซื้อขายเลย กันพลาด เราจะลงทุนกับสิ่งที่เรามั่นใจจริงๆ เพราะของมีราคาเรือนละเป็นแสนๆ บางเรือนเป็นล้าน ห้ามพลาดเด็ดขาด ในกรณีที่นาฬิการาคาเรือนละ 2 แสนบาทขึ้นไป เขาจะมีร้านประจำให้ช่วยตรวจสอบให้อีกระดับหนึ่งเพื่อความชัวร์” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

แม้การเริ่มต้นการซื้อขายจะมาจากเว็บไซต์และจากอินเทอร์เน็ต แต่การส่งของจะต้องเจอตัวกันตรงๆ และโอนเงินผ่านธนาคารเท่านั้น ไม่มีการส่งผ่านไปรษณีย์หรือเคอรี่โดยเด็ดขาด ต้องป้องกันความเสี่ยง ความผิดพลาดทุกช่องทาง ปัญหาในการทำงานตรงนี้ของเขานั้น ก็คือการหาของดีของเด็ดมานั้นยากกว่า เรื่องขายนั้นไม่ยาก เพราะมีความต้องการอยู่แล้ว แต่ที่ยากคือหาของไม่ได้ตามที่ตลาดต้องการ เพจของเขามีทั้งซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน บางคนมีของดีเพื่อสะสมไม่ยอมขาย ไม่ยอมแลกเปลี่ยน หรือบางรุ่นคนเล่นน้อยก็ซื้อขายยาก

“แต่โรเล็กซ์เป็นแบรนด์ที่คนเล่นเยอะ ซื้อง่ายขายคล่อง แถมยังมีราคากลางในกลุ่มคนเล่นที่เป็นราคามาตรฐานเป็นที่ยอมรับ จะรู้ว่ารุ่นนี้เขาซื้อขายกันราวๆ นี้จะไปบวกเกินจริงไม่ได้เลย นักสะสมเขารู้กันจะไปตั้งราคาโอเวอร์ไม่ได้เสียชื่อด้วย” เขาเล่าอย่างมีความสุข

สำหรับส่วนต่างราคาที่เขาได้รับนั้นมีตั้งแต่ราคาหลักพันจนถึงหลักหมื่น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหลักพัน ถ้าบวกกำไรเยอะก็ปล่อยของออกยาก ดังนั้นเขาจะตั้งราคาสมเหตุสมผลของจะได้ไม่จมอยู่กับเขานานเกินไป

ที่สำคัญนั้นเขาเองก็เป็นนักสะสมด้วยเหมือนกัน ถ้าไปเจอของดีของเด็ดมาแล้วคิดว่าจะไม่เจออีกง่ายๆ เขาก็จะเก็บไว้เอง จนกว่าจะได้เรือนใหม่ใกล้เคียงกันมา เขาถึงจะยอมปล่อยของออกไป ตอนนี้เขาจึงมีนาฬิกาโรเล็กซ์ รุ่นวินเทจ เก็บสะสมเอาไว้อยู่ 10 กว่าเรือน และเรือนที่แพงที่สุดราคา 2 ล้านบาท

“ผมจึงไม่ค่อยมีเงินสดหมุนเวียนมากนัก เพราะไปจมกับของที่เราซื้อสะสมไว้นั่นเอง หลายครั้งจึงต้องขอยืมเงินจากคุณพ่อมาก่อนขายได้ก็รีบใช้คืนทันที (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็สนับสนุนเขาอยากให้ผมได้เรียนรู้และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ด้วยการลองหาเงินด้วยตัวเองดูบ้าง ฝึกความรับผิดชอบไปด้วยในตัว” เขาเล่าอย่างจริงจัง

ตอนนี้เขาเรียนปี 3 แล้ว ถ้าจบแล้วจะยึดงานตรงนี้เป็นอาชีพหลัก หลังจากเรียนจบหรือไม่นั้น เขาบอกว่าอยากลองไปทำงานตามที่ได้ร่ำเรียนมาก่อน อยากไปรู้ชีวิตการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ เรียนรู้ระบบแบบมืออาชีพดูสักพัก เพื่อค้นหาตัวตนว่าชอบแบบไหนอย่างไร ส่วนงานตรงนี้ก็ทำเป็นงานอดิเรกหารายได้เสริมไปก่อน เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากนัก แต่ถ้าอนาคตถ้าต่อยอดหรือขยายอะไรเพิ่มได้จากตรงนี้ ค่อยไปตัดสินใจอีกครั้ง ตอนอายุสัก 24-25 ปีก็ยังไม่สายเกินไป เพราะแน่นอนว่าในอนาคตเขาก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองเช่นกัน

สำหรับสิ่งที่ได้จากการทำงานตรงนี้ก็คือได้ทำในสิ่งที่มีความสุข เป็นงานที่รักที่ชอบ ที่สำคัญได้ประสบการณ์ดีๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ได้เพื่อน ได้รู้จักคนหลายๆ วัย ซึ่งส่วนใหญ่สูงวัยกว่า ซึ่งได้เรียนรู้จากรุ่นพี่รุ่นอา รุ่นลุงเหล่านี้ด้วย แถมยังสร้างรายได้ดีพอสมควร เมื่อมีรายได้ของตัวเอง เวลาอยากได้อะไรพิเศษหรืออยากได้ของชิ้นใหญ่ๆ จะได้ไม่ต้องรบกวนคุณพ่อคุณแม่ไปเสียทุกอย่าง

นอกจากเรื่องนาฬิกาแล้ว เขาก็ยังชอบเรื่องรถโบราณด้วย แต่ยังไม่มีประสบการณ์หรือเงินทุนมากพอที่จะไปสะสมหรือซื้อขายแลกเปลี่ยนรถในตอนนี้ แต่ถ้าอนาคตทุกอย่างพร้อมเขาก็สนใจที่จะลองดู เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

ทักษะงานของมนุษย์ ในโลกอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567650

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

ทักษะงานของมนุษย์ ในโลกอนาคต

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

ช่วงนี้มีกระแสการตื่นตัวเรื่อง Technology Disruption หรือการที่เทคโนโลยีเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกของเราในทุกแง่มุม ตั้งแต่การใช้ชีวิตโดยทั่วไปจนไปถึงเรื่องการทำงาน ในความเป็นจริงต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกกระดานนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ที่คนพูดถึงเรื่องนี้มากเป็นเพราะมันเห็นผลที่ชัดเจนกว่าแง่มุมอื่นๆ

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญและอยากให้เข้าใจคือ Disruption ไม่ได้นำมาแต่เฉพาะปัญหาหรือความท้าทาย แต่มันยังนำมาซึ่งโอกาสอีกมากมายมหาศาลหากรู้จักใช้ประโยชน์หรือเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าคนอื่น แน่นอนว่าหากพูดเรื่อง Technology Disruption แล้ว สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปกังวลคือการที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะแย่งงานของมนุษย์

McKinsey ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาว่า ภายในปี 2030 หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลก โดยเฉพาะสายงานด้านการผลิต-ประกอบเครื่องจักรต่างๆ ในโรงงาน เนื่องจากสามารถให้ผลผลิตในจำนวนที่มากกว่า เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับคน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าหุ่นยนต์จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะมีทักษะอีกหลายอย่างที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทำได้ดีในระดับเทียบเท่า แม้การพัฒนาของเทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้ามากขึ้นก็ตาม

ทักษะที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์

1.ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

ซึ่งหมายถึงกระบวนการคิดโดยใช้วิจารณญาณหรือการตัดสินอย่างรอบคอบโดยอาศัยเหตุผลในการวิเคราะห์ประเด็น รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อตรวจสอบพิจารณา ตัดสินและประเมินความถูกต้อง หรือสิ่งที่เป็นประเด็นในขณะนั้นๆ ให้แม่นยำ เพราะถึงแม้ว่า AI จะสามารถคำนวณเรื่องต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น เก็บข้อมูลได้มากมาย แต่ในหลายๆ เรื่องก็ยังต้องใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในการตัดสินบางเรื่องอยู่ เช่น ทนายอาจใช้ AI เก็บข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี แต่สุดท้ายอัยการหรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินก็ยังคงเป็นมนุษย์นี่เอง

2.ทักษะความคิดสร้างสรรค์

เพราะสมองของมนุษย์มีความซับซ้อนและมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายรูปแบบจนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ซึ่งเทคโนโลยีและ AI บนโลกใบนี้ต่างเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นั่นเอง สิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือแม้ว่าคนเราอาจไม่ได้เกิดมาแล้วมีทักษะความคิดสร้างสรรค์

3.การคิดหาทางออก

หาคำตอบได้อย่างสร้างสรรค์ หรือเราทุกคนไม่ได้เกิดมาแล้วคิดแบบ Steve Jobs ได้ แต่เราก็ยังมีรูปแบบขั้นตอนการคิดที่ฝึกให้เราทำเช่นนั้นได้ เช่น การฝึกคิดแบบ Design Thinking หรือเทคนิคการคิดหาคำตอบแบบนักออกแบบเช่นนี้ เป็นต้น

4.ทักษะทางอารมณ์

สิ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าหุ่นยนต์ได้อย่างชัดเจนอีกข้อคือ เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกทั้งของตนเองและของผู้อื่น ความสามารถในการทำความเข้าใจเชิงลึกกับความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของคนอื่นทั้งที่แสดงออกและไม่แสดงออก ที่อาจเรียกได้ว่าคือศิลปะในการจินตนาการมองโลกจากมุมของคนอื่น เพื่อที่จะสามารถเข้าใจได้ชัดขึ้น ว่าเขาคิดและรู้สึกอย่างไรโดยที่ไม่ใส่ความรู้สึกของเราลงไป ซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่พิเศษและเฉพาะตัวของมนุษย์ และหุ่นยนต์ทำไม่ได้

แน่นอนว่าคงปฏิเสธการเข้ามาของเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ในโลกอนาคตไม่ได้ แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้การทำงานได้ซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเพื่อให้โลกการทำงานในอนาคตของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์สามารถทำงานและอยู่ร่วมกันได้

บกพร่องเรื่องทักษะที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันในองค์กร หรือ Soft Skill หลายบริษัทจึงให้ความสำคัญกับทักษะด้าน Soft Skill อย่างทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านการเข้าสังคม มากกว่าทักษะวิชาชีพอย่างทักษะด้านการคิดคำนวณ โดย Soft Skill นี่เองจะกลายเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้นั้นจะมีอนาคตการงานที่ดีหรือไม่ จะถูกจ้างเป็นพนักงานประจำหรือไม่

จากข้อมูลการสำรวจของ LinkedIn นี่คือ Soft Skills ที่คนทำงานยุค 2018 ต้องมีโดยด่วนเพราะองค์กรต่างๆ กำลังมองหา

1.ภาวะผู้นำ เรื่องของการมีภาวะผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง เมื่อคนเรามีภาวะผู้นำ ก็จะเกิดความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ และไม่รอคอยคำสั่งเพียงอย่างเดียว

2.การสื่อสาร เรื่องการสื่อสารที่ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เราทำกันอยู่ในชีวิตประจำวันกลับกลายเป็นเรื่องยากในหลายๆ สถานการณ์ เช่น การสื่อสารระหว่างหัวหน้า-ลูกน้อง ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ระหว่างบริษัท-ลูกค้า ดังนั้นคนที่มีทักษะด้านการสื่อสารจะลดข้อผิดพลาด ลดความขัดแย้งในการทำงานได้มากกว่าคนทั่วไป

3.ความร่วมมือ เรื่องการทำงานเป็นเรื่องของความร่วมมือ หรือการทำงานเป็นทีม เมื่อองค์กรมีคนที่สามารถทำงานร่วมกันได้ดีก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้เร็ว ลดข้อขัดแย้งระหว่างทาง

4.การจัดการเวลา ในยุคที่เวลาเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด คนที่มีทักษะนี้ย่อมสามารถจัดการงานที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของทักษะการปรับตัว ศักยภาพในการเติบโต และการลำดับความสำคัญของงาน ที่หัวหน้างานส่วนใหญ่พิจารณาเวลารับคนเข้าทำงานอีกด้วย

สุดท้ายนี้ถึงแม้ว่าคุณจะเก่งขนาดไหน แต่ถ้าไม่สามารถทำงานเป็นทีม รับคำสั่ง และช่วยให้องค์กรไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ก็ยากที่บริษัทจะต้องการตัวคุณ อย่าลืมว่าคนที่เก่งมีอีกมากในท้องตลาด แต่คนที่ทำงานดีหาไม่ได้ง่ายๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าเรื่องทักษะ ความรู้ ความสามารถเป็นเรื่องที่เปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือคอยอัพเดททักษะ ความรู้ของเราให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้ตลอดเวลา

พลังบวร พลังแห่งการให้ที่บริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567649

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

พลังบวร พลังแห่งการให้ที่บริสุทธิ์

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

หากใครเห็นเยาวชนหญิงกลุ่มหนึ่งประมาณ 30 คน สวมเสื้อสีส้มอมเหลือง สกรีนข้อความด้านหน้าว่า “พลังบวร เดินไปเยี่ยม เดินไปหา เดินไปให้” กำลังเดินเยี่ยมในชุมชนรอบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยหลังเวลาเลิกเรียน ขอให้รู้ว่านี่คือกลุ่มเยาวชนที่เป็นพลังบริสุทธิ์ใน “โครงการพลังบวร เดินไปเยี่ยม เดินไปหา เดินไปให้” ที่อยู่ในความริเริ่มและรับผิดชอบของวัดยานนาวา โดยจับมือกับโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

นับเป็นโครงการใหม่แกะกล่องเพิ่งขับเคลื่อนมาได้ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากชุมชนดีมากเนื่องจากเด็กเหล่านี้เป็นพลังบริสุทธิ์ไม่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง ส่วนเยาวชนที่ได้ลงพื้นที่เพียงแค่ 2 ครั้ง เพื่อเยี่ยมเยียนและสำรวจข้อมูลบุคคลเป้าหมายที่เป็นผู้สูงวัย ผู้ป่วยติดเตียง อยู่คนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องดูแล รวมถึงผู้ที่เปราะบางในสังคม ก็สนุกกับการเป็นผู้ให้ (ให้กำลังใจและสิ่งของ) ด้วยรอยยิ้มที่สดใส

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (วีรพล วีรญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ฝ่ายการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนโครงการนี้ กล่าวว่า จุดประสงค์ของพลังบวร เดินไปเยี่ยม เดินไปหา เดินไปให้ เพื่อต้องการเปิดพื้นที่สีขาวให้กับสามเณรผู้เป็นศาสนทายาทและเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติได้รู้จักคำว่าให้อันเป็นการทำบุญที่ง่ายที่สุด ซึ่งสามารถเริ่มได้ด้วยการให้กำลังใจหรือสิ่งของ แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องการให้สามเณรและเยาวชนได้รู้จักการประพฤติตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้ และสามารถเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าอัตถจริยาด้วย นี่คือเป้าหมายโครงการ

“พลังบวร คือการรวมพลังในการเป็นผู้ให้ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ซึ่งวัดยานนาวาถือเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีสามเณรวัดยานนาวาร่วมเป็นตัวแทนขับเคลื่อน บ้าน หมายถึง ชุมชนรอบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ส่วนโรงเรียนคือโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย โดยนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มาจากชมรม ST Spirit ซึ่งเป็นชมรมจิตอาสาที่ตั้งขึ้นในโรงเรียน ประมาณ 30 คน ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ โดยมีสโลแกนว่า เดินไปเยี่ยม เดินไปหา เดินไปให้”

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ เล่าว่า ในการขับเคลื่อนโครงการก่อนจะให้นักเรียนและสามเณรลงไปสำรวจชุมชนรอบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยซึ่งเป็นชุมชนเป้าหมายของโครงการ ได้มีการประชุมทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการให้กับสามเณรและนักเรียนได้รู้ พร้อมนำสามเณรและนักเรียนไปพบครูเชาว์-เชาวลิต สาดสมัย ฮีโร่ของเด็กเร่ร่อนบริเวณชุมชนใต้สะพานพระราม 8 เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

“อาตมาต้องการให้สามเณรและเด็กนักเรียนได้เรียนรู้วิธีการทำงานจากครูเชาว์ที่ท่านทำงานเพื่อเด็กเร่ร่อนใต้สะพานพระราม 8 รวมทั้งเด็กด้อยโอกาสในชุมชน ตลอดจนคนแก่ที่อยู่คนเดียว หรือคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มานาน เพื่อให้ครูเชาว์ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การทำงานให้เด็กๆ และถือเป็นความโชคดีที่ครูได้พาเยี่ยมชุมชนต่างๆ 4-5 ชุมชน ตั้งแต่วัดคฤหบดี เขตบางพลัด มาจนวัดดาวดึงษาราม พร้อมนำสิ่งของไปให้ด้วย ทำให้นักเรียนและสามเณรเข้าใจวิธีการทำงานเป็นอย่างดี หลังจากนั้นต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เหล่านักเรียนก็ได้เดินไปเยี่ยมชุมชนสตรีศรีสุริโยทัยและชุมชนบ้านแบบ ปรากฏว่าได้รับการอำนวยความสะดวกจากชาวบ้านและคนในชุมชนเป็นอย่างดี”

ด้าน อภิรักษ์ ปานประเสริฐ ครูที่ปรึกษาชมรม ST Spirit เล่าว่า โครงการพลังบวรถือเป็นโครงการแปลกใหม่สำหรับนักเรียนชมรม ST Spirit ก่อนนี้ตั้งแต่ตั้งชมรมมานักเรียนในชมรมมักจะคุ้นเคยกับการทำโครงการจิตอาสาทั่วๆ ไป โดยโครงการที่ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ตั้งชมรมคือการนำสิ่งของไปมอบให้กับเด็กกำพร้าที่วัดโบสถ์วรดิตถ์ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งเด็กๆ ก็จะหาทุนและซื้อของไปมอบเอง แต่โครงการพลังบวรเป็นการให้เด็กๆ ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลบุคคลเป้าหมายและหาวิธีช่วยเหลือต่อไป

“ถือเป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้หลายอย่าง นอกเหนือจากการหาวัตถุสิ่งของไปช่วย สิ่งที่ผมได้เห็นจากการคลุกคลีกับเด็กๆ กลุ่มนี้คือ พวกเขามีความกระตือรือร้นตื่นตัวอย่างมาก มีความสุขกับการลงไปสัมผัสชีวิตของคนในชุมชน ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่หลากหลายรูปแบบเชื่อเลยว่าสิ่งที่เขาไปเห็น ข้อมูลที่เขาได้รับจากคนในชุมชนจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนชีวิตของเขาในอนาคตเป็นอย่างดี” ครูที่ปรึกษา กล่าว

ด้าน ธันยพร อักษาพิมพ์ นักเรียนชั้น ม.5 เล่าถึงความประทับใจในการไปสำรวจชุมชนให้ฟังว่า มียายคนหนึ่งชื่อยายวัด อยู่ชุมชนศรีสุริโยทัย อายุ 74 ปี อยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลาน ไม่มีญาติ คนในชุมชนช่วยกันทำที่พักให้ จากช่องระหว่างกำเเพงกับตึกเเถว ไม่น่าจะเกิน 2 เมตร ยายหารายได้ด้วยการซ่อมกางเกง รับเปลี่ยนซิป ทำเท่าที่ทำได้ แต่ยายเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี

“หนูไปกับเพื่อนๆ โดยมีครูโต้ง (อภิรักษ์ ปานประเสริฐ) ไปด้วยค่ะ ครูโต้งได้บอกกับยายว่า โอกาสหน้าจะพาพระเณรมาให้พรที่บ้านด้วย ยายเลยมองครูโต้งแล้วพูดว่าหลวงพ่อมา 555 ความอารมณ์ดีของยาย แต่ก็มีบางอย่างบ่งบอกถึงการกลบเกลื่อนความเหงาเเละการต้องดิ้นรนสู้ชีวิตค่ะ ขอขอบคุณโครงการนี้ที่ทำให้หนูได้สิ่งดีๆ มากมาย”

ด้าน พราว-ลลิตา เอกวรรณ ชั้น ม.3 และฟ้า-มนทิรา นิรัติศัยวรกุล ชั้น ม.4 เปิดเผยความรู้สึกในทำนองเดียวกันว่า เป็นโครงการที่ดีมาก ทำแล้วรู้สึกดี ชีวิตมีคุณค่า และมีความสุขปีติทุกครั้งจากการลงไปพื้นที่ ไม่ว่าจะไปสำรวจ หรือตอนนำสิ่งของที่จำเป็นไปมอบให้

“สำหรับสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่เรานำไปช่วยเหลือนั้นเป็นของที่ทางวัดยานนาวาให้มา คือพอเราไปสำรวจข้อมูลมาแล้วว่ามีใครบ้างที่ควรช่วยเหลือหรือควรช่วยอย่างเร่งด่วน เราก็กลับมาเอาของที่วัดยานนาวา เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่มนม ผงซักฟอก ซึ่งทางพระอาจารย์ได้จัดหาไว้เอาไปให้ แต่ว่าต่อไปพวกหนูอยากจะหาทุนด้วยตัวเองช่วยอีกทางหนึ่ง เช่น จัดกิจกรรมเปิดหมวก หาของขายเพื่อหาทุนซื้อของไปให้ เพราะเรามีข้อมูลบุคคลอยู่แล้ว อีกอย่างพวกหนูเคยทำมาแล้วตอนที่ไปช่วยเด็กกำพร้าที่อ่างทอง” ลลิตา และมนทิรา กล่าว

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ กล่าวว่า หัวใจของโครงการนอกจากการเดินไปเยี่ยมและการเดินไปให้แล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการเดินไปหา ซึ่งคำว่า “หา” ในที่นี้คือการหาเครือข่ายให้กระจายแพร่หลาย เพราะการทำคนเดียวนั้นไม่อาจสำเร็จได้

“ตอนนี้นักเรียนในโครงการมีประมาณ 30 คน ไม่รวมสามเณร ใน 30 คนนี้เราก็จะใช้วิธีดาวกระจายความดีด้วยการไปหาสมาชิกเพิ่ม คนหนึ่งอาจจะหาอีก 2 คนเชื่อว่าต่อไปสมาชิกโครงการต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ตอนนี้มี 30 คน ต่อไปพอสิ้นปีอาจจะเพิ่มมาเป็น 80 คน สงกรานต์ 100 คน โครงการอาจจะทำเดือนละ 2 ครั้ง ใครว่างก็มา ไม่จำเป็นว่าต้องมาทุกครั้งก็ได้ โครงการนี้พอเราทำไปได้ระยะหนึ่งก็จะประเมิน ทบทวน สรุปบทเรียน ต่อไปก็จะให้เด็กๆ เหล่านี้ไปขายฝันให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในเขตยานนาวา บางคอแหลม ส่วนโรงเรียนนั้นๆ จะเอาด้วยหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

อาตมาคิดว่าถ้าวัดยานนาวาคู่กับสตรีศรีสุริโยทัย วัดสุทธิวรารามคู่กับโรงเรียนวัดสุทธิฯ วัดด่านหรือวัดปริวาสคู่กับโรงเรียนเจ้าพระยา ย่านพระราม 3 วัดทองบนคู่กับโรงเรียนยานนาเวศ ถนนสาธุประดิษฐ์ คือ 1 วัด 1 โรงเรียน โดยวัดต้องเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ถ้าเกิดวัดยานนาวาไปทุกที่ วัดแถวนั้นคงไม่ต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นวัดต้องช่วยกัน ขณะเดียวกันโรงเรียนก็ต้องเอาด้วย เพราะตบมือข้างเดียวไม่ดังแน่นอน”

โครงการพลังบวร เดินไปเยี่ยม เดินไปหาเดินไปให้ เป็นโครงการที่ต้องอาศัยใจล้วนๆ ไม่มีคะแนนสำหรับนักเรียน แต่ทุกคนทำด้วยใจ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าโครงการนี้จะเชิดชูส่งเสริมให้เด็กๆ เจริญงอกงามในสังคมอย่างแน่นอน ถ้าไม่เชื่อลองเป็นผู้ให้แล้วคุณจะรู้ว่าพลังของการให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน

ปณต คุณประเสริฐ ทุกคนคือ ตัวตลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567556

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

ปณต คุณประเสริฐ ทุกคนคือ ตัวตลก

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เป็นที่รู้จักในตำแหน่งมือกีตาร์วงเก็ตสึโนว่า ในอีกมุมหนึ่งก่อนจะก้าวสู่เส้นทางดนตรี ปณต คุณประเสริฐ เรียนศิลปะและสร้างงานศิลปะมาก่อน แต่พอเพลง “ไกลแค่ไหนคือใกล้” ได้รับความนิยม เขาก็วางพู่กันตั้งแต่บัดนั้นมามุ่งทัวร์คอนเสิร์ต หลังจากจบคอนเสิร์ตใหญ่ของวงเก็ตสึโนว่า ปณตจึงผ่อนคลายตัวเองจากงานดนตรีด้วยการทำงานศิลปะ

นิทรรศการ “2 Bars” ไม่ได้จัดแสดงแค่ผลงานของปณต มีผลงานศิลปะของนักดนตรีอีกคน คือ “แอมมี่ The Bottom Blues”(ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์) บาร์ในที่นี้ จึงหมายถึง ห้องดนตรี

“ผมกับแอมมี่เริ่มทำงานดนตรีใกล้ๆ กัน และทำงานดนตรีมาตลอด ในงานศิลปะเรา 2 คน เป็นน้องใหม่ทั้งคู่ ไม่เคยแสดงงานที่ไหนมาก่อน

งานนี้เริ่มจากแอมมี่ชวน ผมคิดว่าน่าสนใจดี แล้วช่วงเตรียมคอนเสิร์ตใหญ่ แทบไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย อยู่ในห้องซ้อม มันทำให้เรารู้สึกเบื่อดนตรีโคตรๆ พอพักแล้วไม่อยากไปเที่ยวไหน อยากทำอะไรที่ไม่ได้ทำมานาน ก็เลยทำงานศิลปะ เมื่อก่อนผมวาดรูปบ่อย”

ภาพทั้งหมดวาดขึ้นใหม่ภายใน 1 เดือน ยังคงคาแรกเตอร์เดิมที่เป็นเอกลักษณ์ในงานศิลปะของปณตตั้งแต่สมัยเรียน Languages, Culture and Linguistic ที่ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ นั้นคือ “ตัวตลก” มีวงกลมสีแดงติดที่ปลายจมูก

“ตอนเรียนวิชาอาร์ตครูปล่อยให้วาดรูปในเมืองเคมบริดจ์มาส่ง แล้วฝนตกผมก็เข้าไปในคาเฟ่มีตัวตลกวางเต็มไปหมดเลย ผมก็วาด 5 ตัว ปรากฏว่าครูชอบ ผมก็เลยวาดตัวตลกเรื่อยมา”

ไม่ใช่เพราะคำชมจากอาจารย์ แต่สิ่งที่ทำให้ปณตติดใจกับคาแรกเตอร์ตัวตลก และนำมาเป็นสัญลักษณ์ในงานศิลปะ คือนัยที่ซ่อนอยู่ภายในใบหน้าตัวตลก

“พอจะวาดคอนเซ็ปต์ที่นึกถึงคือตัวตลก ใส่จมูกสีแดง ตัวตลกเป็นตัวแทนของมนุษย์ รู้สึกเหนื่อย เศร้า เซ็ง แต่จะออกจากบ้านใส่จมูกแดง ปากแดง เจอผู้คนยิ้มแย้ม แม้ว่าภายในเราจะไม่ได้อยากยิ้มแย้ม

อย่างภาพตัวตลกที่มี 2 หน้า หน้าหนึ่งยิ้ม อีกหน้าหนึ่งแอบเศร้ามีน้ำตา แต่เขาก็พยายามมีความสุขนะพยายามสู้กับความทุกข์

จริงๆ ตอนวาดตัวตลกผมเลยเริ่มหาความหมายให้กับมัน ตัวตลกเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำมาแสดงเป็นตัวอิจฉา ออกมาเพื่อทำให้คนตลก หัวเราะ จากการที่โดนแกล้ง คือตัวตลกเป็นตัวทำให้คนอื่นมีความสุขแต่ตัวเองไม่ได้มีความสุข แต่การแต่งหน้าของมัน คือจะบอกว่านี่แหละฉันมีความสุขนะ”

งานศิลปะที่ปณตเคยสร้างเป็นตัวตลกมีรูปทรงคล้ายมนุษย์จริงๆ ให้อารมณ์น่ากลัว และมีอะไรในงานให้ครุ่นคิด หากงานชุดนี้เขาต้องการสื่อสารถึงความสนุก ผ่อนคลาย เพื่อให้งานศิลปะเข้าถึงทักทายกับผู้ชมอย่างเป็นกันเองก่อน

“ภาพหัวกะโหลกดูยังไงก็โหดร้ายพอใส่จมูกแดงไปก็มีความสบายตาสบายใจขึ้น ผมรู้สึกว่าเมื่อก่อนตอนวาดรูปออกมาน่ากลัว โหด อย่างห้องข้างล่างเป็นงานที่ดูน่ากลัว

ผมทำเป็นคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับใบหน้า มี 2 รูป รูปหนึ่งมีโครงหน้าแต่ไม่มีหน้าปากจมูก รูปหนึ่งมีหน้าครบแต่ไม่มีโครง แล้วมีเก้าอี้ให้ผู้ชมนั่งแล้วจ้องหน้าในงานศิลปะสลับไปมา เราไม่วาดหน้าให้เขาเห็นทั้งหมด เพราะแต่ละคนมีความรู้สึกไม่เหมือนกัน อยากให้ผู้ชมได้ลองดูว่า ตัวเองจะเห็นอะไร”

ภาพชุดนี้มีสีสันฉูดฉาดสดใส ประหนึ่งงานป๊อปอาร์ต หากแต่พื้นผิวของภาพนั้นผ่านการสโตรกของเกียง ของพู่กันที่ป้ายปาดสีอะครีลิกอย่างฉับไวตามอารมณ์ที่เพลิดเพลินในการสร้างงาน

“กลับมาวาดใหม่รอบนี้ อยากให้คนรู้สึกรักงานศิลปะ เห็นแล้วอยากถ่ายรูปด้วย เลยมีคาแรกเตอร์เป็นการ์ตูน เอาของเล่นมาแปะในงาน ให้งานเข้าถึงได้ทุกวัย

ประจวบกับช่วงที่ทำผมผ่อนคลายจากดนตรีด้วย งานเลยออกมาสบาย ไม่ได้ทำเพื่อสร้างตัวตนบางอย่าง อันนี้สร้างเพื่อความสนุก ปลดปล่อย มีสีสันต่างจากมู้ดวงที่เพลงเก็ตสึโนว่า จะคลุมโทนขาว-ดำ-เทา พอออกมาโซโล่ก็เลยเอาสีสันมาปลดปล่อยในงานฝั่งศิลปะ”

มาสัมผัสบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสนุก ที่ศิลปินต้องการสื่อถึงชีวิตไม่ว่าเราจะอยู่ในภาวะอารมณ์ไหน แต่หากยิ้มรับกับสถานการณ์นั้น คิดในแง่ดี ปัญหานั้นก็ดูเบาบางลง และการยิ้มให้ผู้อื่นเราก็จะได้รอยยิ้มกลับมาเช่นกัน

นิทรรศการ 2 Bars จัดแสดงที่ Yelo House ซอยเกษมสันต์ 1 ถนนพระราม 1 เปิดให้ชมถึงวันที่ 21 ต.ค. เวลา 11.00-20.00 น. ปิดวันอังคาร

ภราดร ปริศนานันทกุล สปอร์ตแมนสายไตรกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567554

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

ภราดร ปริศนานันทกุล สปอร์ตแมนสายไตรกีฬา

โดย กษม จักรเครือ

โลดแล่นอยู่บนเวทีการเมืองมากว่า 10 ปี ในฐานะนักการเมืองรุนใหม่ไฟแรง สำหรับ แบด-ภราดร ปริศนานันทกุล (วัย 39 ปี) สส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา แม้ภารกิจจะยุ่งเพียงใด แต่ยังสามารถแบ่งเวลาเล่นกีฬาที่ตัวเองชอบอย่างไตรกีฬา กีฬาที่ขึ้นชื่อว่าโหดสุดในบรรดากีฬาทุกชนิด ซึ่งหากร่างกายและจิตใจไม่พร้อม คุณก็อาจจะโยนผ้าขาวยอมแพ้ได้ทุกเมื่อ

“ตอนเด็กๆ เล่นฟุตบอล ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ โดยอยู่ในรุ่น SK115 ซึ่งเพื่อนๆ จะเตะบอลกันซะส่วนใหญ่โดยใช้ลูกบอลพลาสติก ทำให้ผมชอบฟุตบอลในตอนนั้น แต่อยู่มาวันหนึ่งมันเล่นไม่ไหว เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เอ็นขาด ผมจึงต้องหยุดเตะบอลแล้วหันไปออกกำลังกายอย่างอื่นแทน โดยเปลี่ยนมาเล่นเวตบ้าง วิ่งบ้างเป็นส่วนใหญ่ พอวิ่งหนักๆ เข้า ผมก็มีความคิดว่าเราน่าจะลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนดูสักครั้ง

คิดได้แบบนั้นผมก็เริ่มซ้อมหนักขึ้น ก็มีอาการบาดเจ็บที่เท้า เลยหันไปเล่นกีฬาอย่างอื่น ทีนี้เพื่อนมาชวนปั่นจักรยานบ้าง ว่ายน้ำบ้าง ประกอบกับตอนนั้นไตรกีฬาเริ่มเข้ามาในเมืองไทย เพื่อนที่โรงเรียนสวนกุหลาบก็ชวนมาเล่นด้วยกันบ้าง ผมก็เลยสนใจไตรกีฬามาได้ 3-4 ปีแล้ว”

ภราดร บอกว่า เขามองว่าไตรกีฬาเป็นกีฬาชนิดเดียวที่แตกต่างจากกีฬาชนิดอื่น เพราะนักกีฬาสมัครเล่นหรือนักกีฬาอาชีพก็สามารถเล่นร่วมกันได้

“ไตรกีฬามันซ้อมไปเรื่อยๆ แข่งไปเรื่อยๆ เป็นกีฬาประเภทเดียวที่นักกีฬาสมัครเล่นกับนักกีฬาอาชีพสามารถลงแข่งในสนามเดียวกันได้ แล้วยังเป็นกีฬาที่แข่งกับตัวเอง เราจะทำได้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ การซ้อมของเราดีพอหรือยัง ถือเป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง ผมเริ่มจากระยะสั้น (สปรินต์) คือว่ายน้ำ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร (กม.) และวิ่ง 5 กม.

ต่อจากนั้นก็เริ่มลงแข่งระยะสแตนดาร์ด คือ ว่ายน้ำ 1.5 กม. ปั่นจักรยาน 40 กม. และวิ่ง 10 กม. แล้วก็ซ้อมไปเรื่อยๆ จนไปถึง Half Iron Man คือว่ายน้ำ 3.8 กม. ปั่นจักรยาน 180 กม. และวิ่งอีก 42 กม. เรียกว่าผมเขียนตารางซ้อมทุกวัน จนไปแข่ง Full Iron Man ได้ การเตรียมพร้อมร่างกายนั้น คุณต้องพร้อมมาก ต้องฝึกความทนทานให้ชิน แล้วสภาพจิตใจก็ต้องเข้มแข็งด้วย”

ภราดร บอกว่า วิธีที่จะจัดการกับความเบื่อหน่ายในการฝึกซ้อมก็คือทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นและต้องวางเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน

“ที่จริงแล้วมันไม่ได้รู้สึกท้อในการฝึกซ้อม แต่มันเป็นความน่าเบื่อมากกว่าครับ คิดดูปั่นจักรยานวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อเนื่องกันเป็นเดือนๆ ฉะนั้นเราจึงต้องมีเป้าหมาย ต้องจบ Iron Man ระยะฟูลมาธาธอนให้ได้ ผมบอกตัวเองไว้อย่างนั้น การที่มีเป้าหมายรออยู่ ถ้าคุณไม่มีวินัยคุณจะไปไม่ถึงเป้าหมาย

ที่ผ่านมาผมไปแข่งขันที่เกาหลีใต้มาแล้ว รวมถึงที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย โดยแข่ง Iron Man 2 ครั้ง ที่ถือเป็นรายการระดับอินเตอร์ฯ ส่วนเมืองไทยมีแค่ Half Iron Man ที่ จ.ภูเก็ต และนครนายก ส่วนปีหน้าจะจัดที่บางแสน จ.ชลบุรี ครับ”

ภราดรเสริมว่า สำหรับการแข่งไตรกีฬาร่างกายและจิตใจต้องเดินไปด้วยกัน ส่วนเรื่องอาหารกับการพักผ่อนนั้นสำคัญที่สุด

“การเตรียมความพร้อมสำหรับลงแข่งไตรกีฬาร่างกายสำคัญมาก รวมถึงเรื่องอาหารต้องมีหลักโภชนาการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการฝึกซ้อม การพักผ่อนก็เช่นกัน ต้องนอนให้เต็มที่ 2-3 ทุ่มผมนอนแล้ว เพราะต้องตื่นตี 5 ซ้อมวันละ 5-6 ชม. ทำอย่างนี้ต่อเนื่องเป็นเดือนๆ เรียกว่าใจต้องสู้ครับ”

นอกจากไตรกีฬาที่ชื่นชอบแล้ว ภราดรยังมีอีกบทบาทหนึ่งเกี่ยวกับกีฬานั่นคือเป็นผู้จัดการทีมสโมสรอ่างทอง เอฟซี ทีมในดิวิชั่น 2

“เริ่มทำฟุตบอลมาตั้งแต่ปี 2551 เพราะถูกเรียกร้องให้มาทำ สมัยก่อนจะมีโปรลีก แล้วก็ลีกภูมิภาคในจังหวัดใกล้เคียงอย่าง สิงห์บุรี ลพบุรี และอ่างทอง ซึ่งมีทีมของเขา แล้วเราอยู่ตรงกลาง แต่ชาวบ้านเรียกร้องว่าอยากมีทีม โดยนำเด็กอ่างทองที่เป็นคนในพื้นที่จริงๆ มาเตะ ปีแรกก็ขลุกขลักพอสมควร แต่หลังจากใช้เวลา 3-4 ปีทีมก็ขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 เราก็พยายามที่จะพัฒนาต่อไป เพราะเป้าหมายของการทำทีมฟุตบอล ความท้าทายมันอยู่ที่ทำทีมฟุตบอลให้เป็นสโมสร

คือต้องมีองค์ประกอบของความเป็นอาชีพขึ้นมา โดยมีภาพที่ใหญ่กว่านั้น แฟนบอล การบริหารจัดการทีม การทำทีมฟุตบอล ที่สำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างเยาวชนที่ยั่งยืนในอนาคตและการสร้างอะคาเดมี่

กีฬาสอนคนให้รู้จักอดทนและฝึกให้รู้จักน้ำใจนักกีฬา บางครั้งคนเป็นนักฟุตบอลทุกคนที่ลงไปแข่งขันก็อยากชนะ แต่บางครั้งมันก็ไม่สมหวังเสมอไป กีฬาจึงสอนให้เรารู้จักอดทน ทำให้คนได้เรียนรู้และอยู่กับความพ่ายแพ้ได้ มันสำคัญมากตรงจุดนี้ สรุปง่ายๆ ก็คือ กีฬาสอนคนให้เคารพกฎกติกาและเรียนรู้ที่จะยอมแพ้ เพื่อสักวันเราจะได้กลับมาเป็นผู้ชนะ ซึ่งข้อคิดนี้เป็นสิ่งที่ผมยึดเหนี่ยวและปฏิบัติตามเสมอมา”

จุฑามาศ ทองเหมือน ส่งความสุขที่ยั่งยืนสู่ท้องทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567550

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:22 น.

จุฑามาศ ทองเหมือน ส่งความสุขที่ยั่งยืนสู่ท้องทะเล

โดย ภาดนุ

นํ้าตาล-จุฑามาศ ทองเหมือน วัย 28 ปี รั้งตำแหน่ง General Manager ผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้บริหาร อันดามัน ดั๊ก (Andaman Duck) คือผู้บริหารรุ่นใหม่ผู้หลงรักธรรมชาติและท้องทะเล ล่าสุดเตรียมเปิดหาดเรนเดียร์บีช เกาะแมคคลอยด์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะมากุย ของเมียนมา ที่ได้รับสมญาแห่งท้องทะเลที่คงไว้ซึ่งธรรมชาติเมื่อ 200 ปีก่อน เพื่อส่งต่อความสุขด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทะเลแบบยั่งยืน ลองไปฟังเธอเล่าถึงความสุขภาคสโลว์ไลฟ์ของเธอกันดีกว่า

“เดิมทีตาลเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารคอมพิวเตอร์ จากวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกพอเรียนจบตาลก็ทำงานในแผนกมาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่น ที่กรุงเทพฯ อยู่ 4 ปี ก็ทำงานสายนี้มาตลอด แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตาลมาทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทะเลและรีสอร์ทนั้นมาจากการที่เราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เรียนจบมาก็ทำงานประจำเหมือนคนทั่วไป เริ่มงาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็น อยู่กับคนหมู่มากและชีวิตที่เร่งรีบมาโดยตลอด

จนวันหนึ่งตาลได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ภูเก็ต จึงได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ สิ่งที่สัมผัสได้ในครั้งแรกเลย คือความมีน้ำใจของผู้คน การกล่าวทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายเป็นว่าตาลรู้สึกตกหลุมรักคนที่นี่เข้าอย่างจัง ประกอบกับสภาพแวดล้อม อากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ที่มีครบทุกอย่าง แต่ยังไม่ทิ้งสังคมเมือง ทำให้ตาลตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แบบไม่รีรอเลยค่ะ”

น้ำตาลบอกว่า จากที่เคยทำงานที่กรุงเทพฯ เธอก็ย้ายมาทำมาร์เก็ตติ้งให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มทำงานให้กับบริษัทท่องเที่ยวและบีช คลับที่ชื่อว่า พาราไดซ์ บีช และทำงานอยู่ที่ภูเก็ต 2-3 ปีได้

“แล้ววันหนึ่งตาลก็ได้รับโอกาสจากญาติผู้ใหญ่ซึ่งได้รับสัมปทานเกาะแห่งหนึ่งทางฝั่งพม่า นั่นก็คือเกาะแมคคลอยด์ ด้วยความที่เคยทำงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวมาอยู่แล้ว ตาลจึงอยากทำธุรกิจที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้าง โดยอยากจะทำให้ จ.ระนอง ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางฝั่งทะเลอันดามันเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น และทำให้คนในพื้นที่ได้มีงานทำมากขึ้นด้วย เราจึงเปิดธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับสนับสนุนการจ้างงานและสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ซึ่งเราได้ทำธุรกิจนี้ผ่านบริษัท อันดามัน ดั๊ก ค่ะ

สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวที่อันดามัน ดั๊ก จะนำนักท่องเที่ยวไปก็คือ หาดเรนเดียร์บีช บนเกาะแมคคลอยด์ ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะมากุยของพม่า โดยบริษัทเราเป็นคนไทยเพียงรายเดียวที่ได้สัมปทาน นอกนั้นจะเป็นนักธุรกิจพม่าทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อเราเปิดอันดามัน ดั๊ก เราจึงทำการท่องเที่ยวที่เน้นการอนุรักษ์ ที่เสมือนกับว่าได้พานักท่องเที่ยวเดินทางย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อน ซึ่งธรรมชาติใต้น้ำและทรัพยากรธรรมชาติยังคงสมบูรณ์เต็มร้อย มีปะการังเขากวางที่ยาวกว่าร้อยเมตร มีดอกไม้ทะเลที่สวยงามมาก เรียกว่าเราเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จะรักษาทรัพยากรและธรรมชาติใต้น้ำไว้ให้ชาวพม่าและชาวไทยได้ดูแลกันต่อไปอีกนานแสนนาน”

น้ำตาลเสริมว่า การที่บริษัทและตัวเธอตัดสินใจทำธุรกิจที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืนนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เธอได้ค้นพบว่า เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของเธอคืออะไร

“อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าตาลใช้ชีวิตอยู่กับสังคมที่เร่งรีบ เดินไปทางไหนก็เจอแต่ตึกรามบ้านช่อง จนวันหนึ่งเราได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติ ที่ไม่เคยคิดว่ายังมีอยู่จริงในสมัยนี้ และเมื่อได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่เปิดรับเรื่องการทำธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ Continue The Beautiful World Together นั่นคือการสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ลดใช้พลาสติก เช่น หลอด หรือขวดพลาสติก โดยหันมาเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ หรือใช้ขวดแก้วที่เติมน้ำมาจากฝั่งแทน เพราะแก้วสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ จนเป็นที่มาของแฮชแท็ก #noplastic #savethesea

ปัจจุบันเราจะเริ่มเปิดการเดินเรือรอบปฐมฤกษ์ไปยังหาดเรนเดียร์ บีช ในวันที่ 19 ต.ค. 2561 นี้ โดยจะพานักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ รักษ์ท้องทะเลอย่างแท้จริง หมุนนาฬิกาย้อนอดีตไปพร้อมกัน และจะแกรนด์โอเพนนิ่งจริงๆ ในเดือน พ.ย.ปลายปีนี้ ซึ่งช่วงนั้นหาดเรนเดียร์บีชและเกาะจะเป็นช่วงที่ธรรมชาติสวยมาก โดยช่วงเริ่มต้นจะเป็นการท่องเที่ยวแบบ One Day Trip คือเที่ยวที่เกาะพม่า แต่กลับมานอนที่โรงแรมบนฝั่งระนองของไทย และในอนาคต อันดามัน ดั๊ก ก็มีแพลนที่จะทำรีสอร์ทที่หาดเรนเดียร์ บีช บนเกาะแมคคลอยด์ด้วย ซึ่งต่อไปนักท่องเที่ยวจะสามารถค้างคืนและตื่นมาชมเกาะได้เลย”

น้ำตาลพูดถึงการใช้ชีวิตในมุมสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางท้องทะเลและเกาะให้ฟังว่า เมื่อได้มาทำงานเธอมีโอกาสได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตที่ตื่นเช้ามาไม่ต้องรีบดื่มกาแฟและไม่ต้องรีบนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน จึงทำให้เธอรู้สึกแฮปปี้กว่าที่เคย

“ใน จ.ระนอง แค่คุณตื่นเช้ามา แล้วขี่จักรยานมาตลาด ดื่มกาแฟโกปี๊ นั่งคุยกับอาม่าอาเจ็กในตลาด เท่านี้ก็รู้สึกมีความสุขแล้วละค่ะ ช่วงสายๆ ก็เข้ามาเคลียร์งานที่ออฟฟิศต่ออีกหน่อย พอตกบ่ายก็มานั่งคุยกับชาวบ้านในชุมชน ซึ่งพวกเขาจะสอนเราปลูกผักกินเอง ประกอบกับตาลเคยมีโอกาสไปเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการดูแลดอกไม้ ต้นไม้ และไม้ผลที่เราปลูกเองกินเองตามวิถีอินทรีย์

เลยทำให้ตาลรู้สึกถึงความยั่งยืนและมั่นใจได้ว่าเป็นผักปลอดสารแน่นอน ตาลก็เลยวางแผนกับหุ้นส่วนว่า ในอนาคตเราจะปลูกผัก ผลไม้ ที่เกาะโดยนำกระบะดินและปุ๋ยธรรมชาติขึ้นไปปลูกผักบนเกาะแมคคลอยด์กัน เช่น ดอกอัญชัน ผักกาดแดง และผักสลัด พร้อมทั้งจัดเวิร์กช็อปรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจวิถีอินทรีย์และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ โดยไม่ต้องซื้อกินทุกอย่าง ซึ่งมันจะทำให้เรารู้จักคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและรู้จักการใช้คุณค่าทุกอย่างให้เป็นประโยชน์

ตาลชอบวิถีชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งสามารถนำผักที่ปลูกเองไปแลกกับปลาของชาวประมงได้ แม้แต่แตงโม หรือน้ำอัดลมกระป๋อง เราก็สามารถนำไปแลกกับปลาที่ชาวประมงจับมาได้ เหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อนนู้น เรียกว่าพอเราลงเรือไปที่เกาะปุ๊บ เงินก็จะไม่ค่อยมีค่ามากสักเท่าไร เพราะชาวประมงเขาก็ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้ออะไร เขาพอใจกับชีวิตกินอยู่แบบธรรมชาติที่พวกเขาเป็น เชื่อมั้ยว่าตาลให้แตงโมเขาไปแค่ลูกเดียว แต่เขาให้กุ้งเรากลับมาตั้ง 3 กก.เชียวค่ะ มันจึงกลายเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่เมื่อเราก้าวออกจากบ้านเมื่อไหร่ เราก็ต้องใช้เงินแล้วค่ะ”

น้ำตาลบอกอีกว่า ด้วยความที่เธอชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ทะเล” สำหรับเธอแล้ว แค่ใช้คำว่า “ชอบ” คงไม่พอ แต่ต้องใช้คำว่า “หลงรัก” ซะมากกว่า

“ไม่ได้เว่อร์นะคะ นี่คือความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริงๆ ทะเลทำให้รู้สึกถึงความสงบผ่อนคลาย และสบายใจ ถึงขั้นที่ตาลเคยบอกกับทุกคนว่า ‘ไม่เป็นไรหรอก ถึงตาลตาย ก็ได้ตายในที่ที่ตัวเองหลงรัก’ เลยล่ะ หลังจากนั้นทุกคนก็เลยปล่อยให้เราเป็นชาวเลมาจนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

สำหรับแง่คิดในการดำเนินชีวิต ตาลยึดถือคติที่ว่า ‘ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ’ ซึ่งเป็นคำสอนของคุณแม่ ที่น้อมนำมาจากคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยคุณแม่จะพูดสอนมาตลอด จนอยู่ในจิตใต้สำนึกของตาลไปแล้ว การที่เราดูแลธรรมชาติก็เหมือนกัน เรายิ่งให้ ยิ่งดูแลเอาใจใส่ธรรมชาติมากเท่าไร ธรรมชาติก็จะให้กลับคืนในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเช่นกัน ยิ่งเราอยู่กับธรรมชาติ เรายิ่งต้องรักษาธรรมชาติ และคงความเป็นธรรมชาติให้อยู่อย่างยั่งยืนบนโลกนี้ให้มากที่สุด”

น้ำตาลทิ้งท้ายว่า การใช้ทรัพยากรหรืออยู่กับวิถีธรรมชาติของท้องทะเลให้ยั่งยืน ในมุมมองของเธอแล้ว ควรจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อน เช่น การลด ละ เลิก การใช้พลาสติก จากนั้นจึงส่งเสริมอาชีพของคนท้องถิ่นให้อยู่ยั่งยืนโดยไม่สูญหายไป

“ปัจจุบันนี้ อันดามัน ดั๊ก ก็ได้ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในท้องถิ่น ให้นำรถสองแถวไม้แดงออกมาให้บริการในท้องถิ่น เพราะรถสองแถวนี้ถือเป็นอัตลักษณ์ที่คนรุ่นปู่รุ่นย่าได้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองมา ดังนั้นการรับส่งแขกของรีสอร์ทหรือนักท่องเที่ยวเราจะไม่ใช้รถตู้เลยค่ะ แต่จะเน้นให้ใช้บริการด้วยรถสองแถวไม้แดงที่มีมาหลายสิบปีให้ยั่งยืนและมีการจ้างงานอื่นๆ ต่อไปด้วย

ตาลว่าความสุขของตาลคือการได้ทำงานและได้ใช้ชีวิตอยู่กับท้องทะเล ได้ลงไปดำน้ำ(สนอร์เกิลและฟรีไดวิ่ง) ได้เห็นโลกใต้น้ำ เห็นฝูงปลาสวยๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งมันช่วยให้ตาลหายเครียดจากเรื่องอื่นๆ ได้เป็นปลิดทิ้งเลยละ แล้วมันยังไปเชื่อมโยงกับการที่ธุรกิจของเราได้ส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชนด้วย รวมทั้งให้ความสุขกับลูกค้าที่มาพักหรือมาใช้บริการ แล้วพวกเขากลับไปแบบมีรอยยิ้มสุขใจ เท่านี้ก็เป็นความสุขที่เทียบเป็นตัวเงินไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”…อัพเดทที่ http://www.andamanduck.com

สักครั้งที่ไม่ลืมในชีวิตลูกผู้ชายของ ดนัย ชุดทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567549

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

สักครั้งที่ไม่ลืมในชีวิตลูกผู้ชายของ ดนัย ชุดทอง

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะโตแค่ไหนคนเราก็ไม่เคยหยุดฝัน ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน เราทุกคนต้องมีความฝันอะไรสักอย่างในส่วนลึกของจิตใจที่คุณอยากจะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงสักครั้ง

เช่นเดียวกับชายหนุ่มสุดเซอร์คนนี้ ดนัย ชุดทอง Senior Manager รับผิดชอบงานทางด้านไอที-วิจัยและพัฒนา ของบริษัท บัตรกรุงไทย ที่เขาก็มีความฝันบางอย่างลึกๆ ในใจเช่นกัน และเขาพยายามที่จะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงในวัย 40 ปี

เขาเล่าว่าเขาเพิ่งมาขี่มอเตอร์ไซค์เป็นตอนอายุ 40 ปี ตอนเด็กๆ ก็แค่ขี่จักรยานเป็น แต่ไม่เคยหัดขี่มอเตอร์ไซค์เลย ก็ไม่รู้ว่าทำไมตอนวัยรุ่นถึงไม่ได้หัดขับให้เป็น มันจึงทำให้เขาอยากขี่มาตลอด แต่ก็ไม่ได้ลงมือฝึกหัดจริงๆ สักที พออายุ 40 มันก็คาใจว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงทำไม่ได้ ก็ไปหัดจนเป็น พอเป็นก็ซื้อของใหญ่เลยจัดบิ๊กไบค์เครื่อง 1,500 ซีซีเลย เพราะฝันอยากจะขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ ตอนขับแรกๆ ก็ไม่กล้าออกถนนใหญ่ไปไหนไกลๆ ได้แต่ขับวนเล่นอยู่แถวหมู่บ้านนั่นเอง ขับจากบ้านมาที่ทำงานก็ยังไม่เคย จะมีนานๆ ครั้งที่ขับออกไปต่างจังหวัดบ้าง หาถนนโล่งๆ ถนนลาดยางดีๆ ไปลองเครื่องดูบ้าง

พอหัดไปได้สัก 2 ปี ตอนอายุ 42 เขาก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ขับบิ๊กไบค์ ชวนไปขับที่นั่นที่นี่มากขึ้น จนกระทั่งพีกสุดคือชวนกันไปไกลถึงแชงกรีลา ประเทศจีน ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี เป็นครั้งแรกที่เขาออกสนามใหญ่ไปไกลถึงจีน ช่วงที่ไปตอนนั้นก็หนาว บางเส้นทางก็มีหิมะตกด้วย ไป 27 คัน เป็นเวลาเกือบ 10 วัน

“คือมันเป็นความท้าทายนะครับ อยากไปพิสูจน์ตัวเองว่าเราจะกล้าออกจากเซฟตี้โซนของตัวเองดูบ้างว่าเราจะทำได้ไหม ถ้าไม่ไปตอนนี้ก็อาจจะแก่เกินไปแล้ว ตอนไปขี่นี่ก็สารภาพเลยว่ากลัวๆ กล้าๆ สลับกันไป แล้วบางช่วงทางก็มีหิมะตกบ้าง ดินสไลด์ตกลงมาบ้าง เราไม่มีประสบการณ์ก็จะไปอยู่ท้ายๆ ขบวนจะได้ไม่ถ่วงเวลาคนอื่นเขา คนที่เก่งมีประสบการณ์เขาจะไปอยู่ข้างหน้ากัน ขับรถในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนี่สติ สมาธิต้องดีมากๆ เพราะข้างๆ ส่วนใหญ่เป็นเหวบ้าง ภูเขาบ้าง จะเผลอกินลมชมวิวไม่ได้หลุดโค้งไปนี่ตกเหวทันที มีบางช่วงมีรถสิบล้อขับอยู่ข้างหน้า ผมเกือบเข้าไปอยู่ใต้ท้องเขาแล้ว ไปที่นั่นขับทุกวัน วันละกว่า 500 กิโลเมตร 10 วันเต็ม มีหลงทางบ้างอะไรบ้าง ไปถึงดึกๆ ดื่นๆ จำได้ว่าวันท้ายๆ ร่างกายเริ่มโหลด ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย อากาศก็หนาวมากๆ วันท้ายๆ ผมนี่ขับไปน้ำตาไหลไปตลอดทาง แล้วถามตัวเองว่ากรูมาทำไมวะเนี่ย (หัวเราะ) แต่พอผ่านกลับมาถึงบ้านได้นี่ก็เป็นความรู้สึกสะใจสุดๆ โอ้โห เราทำได้เว้ย” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

ตอนที่กลับจากการไปขี่บิ๊กไบค์ที่แชงกรีลาครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาก็คิดว่าคงพอแล้ว ได้ทำในสิ่งที่เป็นความฝันลึกๆ ในใจ คงหายเห่อแล้วมั้ง แต่พออีก 2 ปีผ่านไป ตอนที่อายุ 44 ปีพอดิบพอดี ก็รู้สึกคิดถึงอารมณ์แอดเวนเจอร์อีกสักที เขาก็ขอท้าทายตัวเองอีกครั้งด้วยการไปขี่มอเตอร์ไซค์ที่ทางเหนือสุดของอินเดีย คือที่แคชเมียร์ เลย์ ลาดัคปากัว คราวนี้ไปนาน 12 วัน ทั้งหมด 18 คัน ซึ่งเขาไปมาเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยคิดว่าอากาศจะเย็นสบายกำลังดี

แต่พอไปถึงจริงอากาศกลางวัน 10 องศา กลางคืน 0-5 องศา ซึ่งลมหนาวมากสำหรับคนมาจากประเทศร้อนๆ อย่างไทย ครั้งที่สองนี้เขาพอมีประสบการณ์แล้ว เขาเตรียมความพร้อมไปอย่างดี ก่อนไปก็ออกกำลังกายด้วยการวิ่งอยู่หลายเดือน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็เตรียมอุปกรณ์การขับขี่ให้ปลอดภัยมีแบบครบชุด ตั้งใจว่าครั้งนี้ไปแบบผู้มีประสบการณ์แล้ว

เขาบินจากไทยไปลงนิวเดลี แล้วนั่งเครื่องต่อไปศรีนาคา พอไปถึงวันแรก ยังไม่ออกไปขับ ทางเพื่อนร่วมทีมบอกวันแรกให้ปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศก่อน พัก 1 วัน ทำตัวให้ผ่อนคลาย แต่ปรากฏว่าเพียงวันแรกเขาก็รู้สึกแพ้ความสูง พอไปถึงก็กินยาแก้แพ้เข้าไปเพียงครึ่งเม็ด แล้วเขามีอาการหน้ามืด ตาลาย ตาพล่า มองอะไรไม่เห็นเลย น็อก อาเจียนพุ่งเลย ต้องหามเข้าโรงพยาบาลไปนอนอยู่ 4-5 ชั่วโมง อาการจึงดีขึ้น

“ตอนไปแชงกรีลาก็หนาวแต่ไม่สูงเท่าที่เลย์ ที่นี่ 4,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล พอไปกินยาแก้แพ้ความสูง เราดันแพ้ยาไปอีก พอออกจากโรงพยาบาลถึงรู้ว่า ที่จริงเราไม่ควรกินยาแก้แพ้ แต่ให้จิบน้ำไปเรื่อยๆ เพราะ 1 ใน 3 ของน้ำประกอบด้วยออกซิเจน เราแค่ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วนั่งพักนิ่งๆ สักนิด ทำอะไรช้าๆ หน่อย อย่าว่องไวนัก แล้วก็จะไม่เป็นอะไร นี่อาจจะเผลอทำอะไรเร็วไป เพราะประมาทคิดว่าเตรียมพร้อมร่างกายไปดีพอแล้ว นี่ขนาดผมวิ่งมาเป็นปีแล้วนะ ก็ยังแข็งแรงไม่พอ” เขาเล่าให้ฟัง

ที่แคชเมียร์นั้น ถนนหนทางสู้ทางแชงกรีลาไม่ได้เลย ถนนที่ขับยากกว่า อากาศหนาวกว่า ทางผ่านบางเมืองก็น่ากลัว มีทหารถือปืนกลยืนอยู่เป็นระยะๆ เหมือนเมืองร้างในหนังสงครามแบบนั้นเลย หลายอย่างลำบากและท้าทายกว่า แต่วิวสองข้างทางที่นี่ก็สวยกว่ามากเช่นกัน แต่ไม่เขียวครึ้มต้นไม้เยอะเท่าที่แชงกรีลา

ดนัย บอกว่า ที่ Pangong Lake รู้สึกได้ว่าพวกเขาไม่ได้ดื่มด่ำความงามมากมายนัก เพราะเหนื่อยและอากาศก็หนาวสุดๆ หนาวจริงๆ คืนนี้เขาต้องนอนในเต็นท์ด้วยแล้วอากาศก็ติดลบด้วยจะไหวหรือไม่ก็ต้องทน เขาถึงขั้นต้องใส่เสื้อผ้า 3 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น แล้วก็ใส่รองเท้าบู๊ตนอนก็ยังเย็นๆ อยู่เลย ไม่งั้นนอนไม่ได้ รู้สึกปลายเท้าเย็นเหมือนมีน้ำแข็งอยู่ในรองเท้า แค่ลุกไปฉี่ก็หอบแล้วเพราะอยู่ที่สูงและอากาศเย็นมาก

แถมไฟก็จะดับตอน 3 ทุ่มอีกต่างหาก พอตอนขับขึ้นจาก Lake เขาก็ดันไปเลือกทางหินลอยก้อนโตๆ ก็เลยสะดุดหินล้มเบาๆ พอเป็นสีสันไปอีก พรุ่งนี้เขาจะขี่กลับ Leh กันแต่เช้า มีคนบอกว่าทางจะโหดกว่าวันนี้ และต้องผ่านยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 3 ของอินเดีย แอบคิดในใจเอาอีกแล้วเหรอเนี่ย สรุปว่าเหนื่อยมาก หนาวมาก หนาวจนควันออกปากเลยทีเดียว

“การขับมอเตอร์ไซค์ที่นี่วันละ 200-300 กิโลเมตร ทางสั้นกว่า แต่ทางอันตรายกว่า มีเรื่องเฉียดตายเป็นครั้งคราว จึงยากกว่า แต่โชคดีที่เราเคยมีประสบการณ์มาบ้างแล้วก็พอช่วยได้เยอะ แล้วก็ไม่ได้ขับไปน้ำตาไหลไปเหมือนครั้งที่แล้ว (หัวเราะ) คือเหนื่อยแต่ก็สนุก ครั้งนี้มีความสุขมากกว่า เพื่อนๆ ร่วมทริปก็น่ารัก หลากหลายวัย มีตั้งแต่ 30 ต้นๆ จนถึง 60 กว่า น่ารักทุกคนเลย

เขาบอกว่า ประสบการณ์ขับรถบิ๊กไบค์ในครั้งนี้ มันเป็นความสะใจสนองความต้องการส่วนลึกในจิตใจ เป็นความท้าทายหลายอย่าง เหมือนเป็นการผ่านบททดสอบบางอย่างในชีวิต เป็นการปลดล็อกความฝัน ความต้องการในจิตใจให้ลุล่วงไปได้อีกหนึ่งอย่าง เหมือนกับว่าผ่านการเฉียดตายมาได้แล้วไม่ตาย ต่อจากนี้ไปเวลาจะเจออะไรที่แย่ๆ หรือยากๆ ในชีวิต มันก็จะทำให้เข้มแข็งขึ้น อดทนอดกลั้นได้มากขึ้น เจอเรื่องหนักๆ ตอนนี้คิดว่าคงรับได้หมด เพราะได้ผ่านการอดทนอดกลั้น

“เราผ่านความยากลำบาก ความกดดันมาพอสมควร แล้วประเทศจีนกับอินเดียนั้นถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ได้สะดวกสบายมากนัก เพราะที่ไปนี่เป็นแถบห่างไกลความเจริญ เราไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง อาหารการกิน ที่นอน ห้องน้ำ นี่ถือว่าสุดๆ ผ่าน 2 ประเทศนี้มาได้ไปประเทศอื่นคิดว่าน่าจะชิลๆ เบาๆ ไปแล้วละครับ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

เขาสรุปให้ฟังว่า การที่มีสักครั้งสองครั้งในชีวิตที่คนเราได้ออกจากพื้นที่คุ้นเคยในชีวิต ออกจากจุดเซฟโซนของตัวเอง ได้ไปใช้ชีวิตในรูปแบบที่ท้าทายลำบาก ต้องใช้ความพยายามมากๆ นั้นถือว่าเป็นการฝึกจิตใจและร่างกายอีกอย่างหนึ่งว่าคุณมีน้ำอดน้ำทน มีความอดทนอดกลั้น พอที่จะผ่านมันไปได้หรือไม่ ชีวิตมันต้องเจอเรื่องยากๆ เจอความลำบากบ้าง มันถึงจะเป็นรสชาติของชีวิต รู้สึกสนุกอยากลองที่จะเอาชนะมันได้ไหม ถือว่าเป็นอีกรสชาติของชีวิต ที่ควรต้องไปลองเจอดูสักครั้ง แล้วคุณจะไม่มีวันลืมมันได้เลย ถือเป็นความทรงจำที่สุดแสนประทับใจให้คุณได้อย่างแน่นอน

โตแล้วไม่รู้จะไปไหน ให้ตามไปกับ‘โตแล้วไปไหนก็ได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567479

  • วันที่ 13 ต.ค. 2561 เวลา 12:04 น.

โตแล้วไม่รู้จะไปไหน ให้ตามไปกับ‘โตแล้วไปไหนก็ได้’

โดย รอนแรม ภาพ : โตแล้วไปไหนก็ได้

เวลากว่า 2 ปีครึ่งที่ เบ็น-ภาณุพงศ์กู้ทรัพย์ นักเดินทางวัย 29 ปี เปิดเพจเฟซบุ๊ก โตแล้วไปไหนก็ได้ ทำให้เขาได้เดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่และเก็บเรื่องราวพร้อมภาพถ่ายมาแบ่งปันให้คนที่โตแล้วแต่ยังไม่รู้จะไปไหนให้เป็นไอเดียในการเดินทาง

เขาเผยว่า ในตอนแรกตั้งใจสร้างเพจเพื่อเก็บภาพท่องเที่ยวของตัวเอง แต่เหตุผลที่ทำให้เรื่องเล่นๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นมียอดไลค์หลักแสนนั้น น่าจะเป็นเพราะเพื่อนรอบตัวช่วยไลค์ ช่วยแชร์ และมีโพสต์ที่ดังเป็นพลุแตกอย่างเรื่องหลีเป๊ะ ที่สร้างกระแสให้เพจเป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่น

“พอคนเริ่มสนใจ ผมก็เริ่มรู้สึกว่ามีคนชอบสิ่งที่เรากำลังทำ กลายเป็นว่าเวลาผมไปเที่ยวไหนก็อยากนำมาแบ่งปันในเพจให้คนได้ติดตาม”

เบ็นเป็นนักเดินทางและเป็นคนชอบถ่ายภาพมาแต่ไหนแต่ไร และหลังจากมีเพจก็ยิ่งเดินทางมากกว่าเดิม

“ถ้าถามว่าคาแรกเตอร์ของเพจนี้เป็นยังไง ผมคิดว่ามันเป็นเพจที่เป็นกันเอง เพราะผมชอบไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วกลับมาเล่าให้ลูกเพจฟัง”

ส่วนไลฟ์สไตล์การเดินทาง เขาไม่ได้จำกัดว่าชอบแบบใดแบบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะชอบแบกเป้ไปค้นหาสถานที่ใหม่ๆ ไม่เน้นเที่ยวหรู แต่อยู่สบาย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ไปตามรอยได้ง่ายและสามารถจับต้องได้จริงๆ

แต่ที่แน่นอนคือเขาไม่ชอบไปเที่ยวคนเดียว เพราะไม่ว่าจะไปเที่ยวไหน เขาต้องมีเพื่อนร่วมทางไปเพื่อแบ่งปันความสุข ณ ขณะนั้นด้วย

“ภาษาที่ใช้เล่าเรื่องจะเป็นภาษาพูดของผมเลย เพราะอยากให้ได้บรรยากาศเหมือนผมเล่าให้เพื่อนฟัง ดังนั้นเนื้อหาจะเข้าถึงได้ง่ายมาก ซึ่งผมว่านี่แหละคือจุดเด่นที่ทำให้คนชื่นชอบ” เบ็นกล่าวต่อ

“โดยแต่ละเดือนผมจะเดินทางประมาณ 5 ครั้ง สลับกันไประหว่างทริปงานและทริปส่วนตัว มันเป็นสิ่งที่ผมอยากบาลานซ์ไว้ให้ดีที่สุด เพราะยังอยากให้การเดินทางเป็นไลฟ์สไตล์จริงๆ ออกไปค้นหาสถานที่ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกเพจอยากออกไปเที่ยว”

เขากล่าวด้วยว่า การเดินทางทำให้ได้ความสุข แม้จะต้องใช้เงินซื้อ แต่เขาก็พร้อมจะแลก

“จะบอกว่าซื้อความสุขก็อาจจะได้ เพื่อแลกกับประสบการณ์และแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากสถานที่ จากผู้คน และจากเพื่อนร่วมทาง ซึ่งแรงบันดาลใจที่ผมได้มาจะถูกส่งต่อไปยังลูกเพจให้กล้าไปเที่ยวมากขึ้น เวลาเห็นคนแท็กเพื่อนในคอมเมนต์ ผมก็รู้สึกมีความสุขแล้ว”

นักเดินทางหนุ่มยังมีแผนจะเปิดเว็บไซต์ของตัวเอง โดยขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาระบบเพราะเขาอยากทำเองทุกขั้นตอน ตอนนี้สามารถติดตามเรื่องราวของเขาได้ก่อนทางเพจเฟซบุ๊กและยูทูบโตแล้วไปไหนก็ได้

จีรนันท์ เขตพงศ์ + ภัทราวรรณ พานิชชา คู่หูการงาน…คู่หูความลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567463

  • วันที่ 13 ต.ค. 2561 เวลา 10:37 น.

จีรนันท์ เขตพงศ์ + ภัทราวรรณ พานิชชา คู่หูการงาน...คู่หูความลงตัว

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เรื่องเมาท์มอยเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง ยิ่งสนิทก็ยิ่งเมาท์และยิ่งมอย (ฮา) ตั้งแต่เรื่องงาน ไลฟ์สไตล์ จนถึงครอบครัว เรื่องเมาท์มอยที่ว่ามักจะเกิดขึ้นแถวๆ นี้ ระหว่างรออัดรายการ “ข่าว 7 สี ช่วยชาวบ้าน” ของ 2 พิธีกรสาวที่โคจรมาเมาท์มอยกันกว่า 4 ปีแล้ว

“จอย” จีรนันท์ เขตพงศ์ และ “ชมพู่” ภัทราวรรณ พานิชชา มิสวีลแชร์ ไทยแลนด์ 2012 พิธีกรคู่รายการ 7 สี ช่วยชาวบ้าน ออกอากาศทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 15.45 น. ทั้งคู่นำเสนอข่าวและเรื่องราวความเดือดร้อนของชาวบ้านทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะคนพิการ

“ชมพู่” พูดถึง “จอย” จากคนข่าวถึงความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

“ชมพู่ ได้มาฝึกอ่านข่าวครั้งแรกเพื่อทำรายการฯ ทำให้เจอกับพี่จอย ด้วยความเป็นพิธีกรมือใหม่ ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านงานพิธีกร หรือผู้ประกาศข่าว ทำให้ประหม่ามาก แต่ก็ได้พี่จอย ช่วยสอนในเรื่องของการอ่านข่าว ตั้งแต่เรื่องการใช้น้ำเสียง การเว้นวรรค เทคนิคในการอ่านข่าว ทำให้มีความรู้สึกดีๆ ต่อกันจนเหมือนพี่สาวน้องสาว จนทุกวันนี้พี่จอยก็ยังคอยดูแล ช่วยจัดผม ติดไมค์ ทำหลายๆ อย่างให้”

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับงานเบื้องหน้า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการออกหน้ากล้อง โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ มองย้อนกลับไปวันนี้ ยังจำได้ดีถึงความเครียด ความกดดัน และน้ำตาที่ถล่มทลาย ชมพู่เล่าให้ฟังถึงครั้งหนึ่ง ความเป็นผู้ประกาศข่าวมือใหม่ ทำให้การอัดรายการคืออุปสรรค คือความกดดัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ชมพู่อ่านแล้วอ่านเล่าก็ยังอ่านผิด อ่านไม่ชัด ตื่นเต้นพูดเร็ว

มีเรื่องของเวลามาเป็นตัวบีบ ผ่านไปหลายเทคก็ยังทำไม่ได้ ทำให้รู้สึกกดดัน เครียด รู้สึกว่าทำให้คนอื่นเสียเวลาจนต้องร้องไห้ออกมา ต้องขอเวลาทีมงานออกไปสงบอารมณ์เพื่อเรียกสติ พี่จอยรีบเข้ามาปลอบใจ ให้กำลังใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ที่ต้องเจออุปสรรคแบบนี้ พี่จอยไม่เคยแสดงออกว่า เราทำให้เสียเวลา นั่นทำให้มีกำลังใจไม่ยอมแพ้”

ไม่แปลกใจใช่ไหม ถ้าจะบอกว่า ทุกวันนี้ชมพู่ยึดพี่สาวคนนี้เป็นครู และเป็นแบบอย่างในการอ่านข่าว

“จอย” พูดถึง “ชมพู่” ดูตัวเอง…ดูธรรมชาติของตัวเอง

“ตอนแรกที่เจอน้องชมพู่ มีความรู้สึกว่าน้องเขาหน้าตาสวยนะ แต่ตอนนั้นยังไม่สนิทมากนัก ก็ไม่กล้าถามเรื่องราวของน้องเขามาก ต้องทำความรู้จักกับน้องเขาสักพักก่อน แรกๆ ที่รู้จักกันเรารู้สึกว่าน้องเขาเป็นคนเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัว และเรียบร้อย พอเวลาผ่านไปสักระยะเข้าถึงได้มากขึ้น รู้สึกเขาก็เหมือนกับคนทั่วไป มีไปทำงาน มีไปเที่ยว”

จอยเล่าต่อไปว่า ในช่วงแรกของการทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว จะถูกสอนมาว่า ต้องฝึกฝนบ่อยๆ ควรเอาบทกลับไปซ้อมหรือไปอ่านมาก่อน ไม่ต้องมารอที่หน้างาน ตอนนั้นแอบรู้สึกว่าน้องเป็นเด็กดื้อ เพราะแนะนำแล้วแต่น้องไม่ยอมเอาบทกลับไปซ้อมเลย เคยแนะนำให้น้องใช้วิธีดูเทปย้อนหลัง จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ธรรมชาติของเราเป็นอย่างไรหมั่นดูหมั่นฝึกฝนคู่กับการซ้อมอ่านบท

วิธีหลังนี้ดูจะเหมาะกับชมพู่ ปัจจุบันเวลาผ่านไป จอยชมชมพู่ว่า มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้สิ่งที่เห็นคือ น้องเริ่มเล่าได้มากขึ้น ไม่ได้แค่อ่านข่าวได้อย่างชัดเจน แต่เล่าอย่างเห็นภาพ เล่าข่าวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“ดูมีความมั่นใจมากขึ้น สามารถเติมบทเติมคำได้ เราก็แอบภูมิใจกับเขา” จอยเล่า

ในฐานะพี่สาวร่วมวงการคนหนึ่ง การได้รู้จักและรู้เรื่องราวในชีวิตของชมพู่ สร้างความรู้สึกอะเมซิ่งให้อย่างมาก ถามไถ่น้องถึงเรื่องการใช้ชีวิต ถึงได้ทราบว่าน้องชมพู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง อยู่คนเดียว ดูแลตัวเอง

“มีอยู่วันหนึ่งเขามาเล่าให้ว่าซื้อรถ เราก็ประหลาดใจอีกว่าน้องเขาขับรถได้ และเขาก็เล่าให้ฟังต้องเอารถไปทำเกียร์สำหรับคนพิการ เพื่อที่จะต้องไปหาหมอเองเป็นประจำ ทำให้เรารู้สึกว่าน้องเก่ง เข้มแข็ง ไม่เคยมองว่าการที่เขาเป็นอย่างนี้มันเป็นอุปสรรค และชีวิตจะแย่ลง”

นั่นทำให้จอยเองกลับมีพลังในการใช้ชีวิต มองน้องเป็นแบบอย่างของการไม่ยอมแพ้

กินกันไม่ลงเรื่องความสวยความงามจอยกับชมพู่แย่งกันพูด (ฮา)

มาถึงตอนนี้จอยกับชมพู่แย่งกันพูดทั้งคู่มีไลฟ์สไตล์ชอบความสวยความงาม และชอบการดูแลสุขภาพเหมือนกัน ทำให้เวลาเจอกันก็เมาท์มอยแลกเปลี่ยนเคล็ดความงาม และเคล็ดดูแลสุขภาพกันไม่เบื่อ

จอยบอกว่า ชมพู่จะรักสวยรักงามและชอบแต่งตัวมาก หลายครั้งที่เจอกัน จะยิง… เอ๊ย!…แชร์ให้ฟังแบบยังไม่ยั้ง ตั้งแต่ยี่ห้อครีมกันแดดที่ก้อย รัชวินใช้ระหว่างวิ่งกับตูน บอดี้สแลม หรือเรื่องวิตามินที่กินแล้วดูแลสุขภาพ

ชมพู่เล่าด้วยรอยยิ้มถึงพี่จอยว่า พี่สาวคนสวยชอบมีเคล็ดความงามแปลกๆ มาแชร์ เช่น กลิ่นตัวหอมเพราะใช้แป้งตราเต่าชนิดหนึ่ง ซึ่งกลิ่นก็หอมจริงๆ ด้วย ชมพู่ก็เลยใช้ตามพี่จอยด้วย ทั้งคู่ตอนนี้จึงมีกลิ่นเหมือนเต่าชนิดนี้เหมือนๆ กัน (ฮา)

อีกเรื่องที่จอยชอบคุยให้น้องสาวคนนี้ฟังเสมอ คือเรื่องลูกชาย-น้องกัน แทบทุกครั้งที่ได้คุยกัน ก็จะมีน้องกันโผล่เข้ามาในบทสนทนาเป็นระยะๆ บางครั้งก็เอาคลิปวิดีโอเวลาที่ลูกชายไปทำกิจกรรมมาโชว์บ่อยๆ

ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะเจอคู่หู หรือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนทั้งเรื่องการงานและเรื่องส่วนตัวแบบนี้ ทั้งจอยและชมพู่ต่างกล่าวว่า เป็นโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนพี่น้อง (คนละท้อง) ดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แบ่งปันด้วยหัวใจที่เต็มตื้นด้วยความปรารถนาดี

“เราคือมิตรภาพที่สวยงาม เหมือนพี่น้องที่คอยช่วยเหลือกัน ให้ความรู้ ให้ความเข้าใจ และให้ความจริงใจแก่กัน”