นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ หมอหัวใจกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567460

  • วันที่ 13 ต.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ หมอหัวใจกีฬา

โดย กษม จักรเครือ

ผมมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นหมอตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อใครๆ ถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบคือ อยากเป็นหมอครับ เมื่อเรียนต่อในระดับมัธยมได้เลือกวิชาสาธารณสุขเป็นวิชาเลือก เพราะมีความชอบและความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นหมอ ตอนเป็นนักเรียนจึงได้ฝึกพื้นฐานด้านการดูแลคนเจ็บป่วย ซึ่งผมตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เพื่อสอบเข้าศึกษาต่อด้านแพทยศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา”

นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัดโรงพยาบาลพญาไท 2 ที่เดินตามความฝันในวัยเด็กของตัวเอง ด้วยการประกอบอาชีพ “หมอ”

ปัจจุบันเขาเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่อยู่ในทีม “Chat กับหมอทีมชาติ” ตอบรับเพื่อสนองเทรนด์การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาในปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่ได้ประสิทธิภาพ ควรต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจากเทรนเนอร์หรือจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การกีฬา โดยเวชศาสตร์การกีฬาที่หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นวิชาที่มีไว้เฉพาะสำหรับนักกีฬาอาชีพ

แท้จริงแล้วนั้น เวชศาสตร์การกีฬาว่าด้วยเรื่องของการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา รวมทั้งช่วยเสริมสมรรถภาพของนักกีฬาและผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ เพื่อให้สามารถเล่นกีฬาได้ดีขึ้น

เพื่อการเข้าถึงข้อมูลและการปรึกษาปัญหาสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้เล่นกีฬา โรงพยาบาลพญาไท 2 เปิดตัว Line Official “Chat กับหมอทีมชาติ” ที่สามารถแชตคุยกับแอดมินที่เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การกีฬา ด้วยดีกรีของแต่ละท่านดูแลนักกีฬาระดับทีมชาติ เช่น ทีมแบดมินตัน ฟุตบอล ฮอกกี้น้ำแข็ง วอลเลย์บอล เป็นต้น เพื่อให้ทุกท่านเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้โดยตรงผ่าน Line Chat นี้ตลอดเวลาที่มีปัญหา

ความพร้อมในการดูแลนักกีฬามืออาชีพ นักกีฬามือสมัครเล่น และผู้ที่หันมาเริ่มต้นออกกำลังกาย โดยทีมแพทย์ระดับทีมชาติที่มีทั้งความสามารถและประสบการณ์ด้านการรักษา ดูแลนักกีฬามายาวนาน ซึ่งทางโรงพยาบาลมีศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical Medicine & Rehabilitation) เป็นสาขาวิชาชีพที่เรียกแบบย่อว่า “PM&R” ที่เป็นสาขาเฉพาะทาง เน้นในทางป้องกันวินิจฉัยและรักษาโดยไม่ใช้การผ่าตัด

รวมถึงการผ่าตัดรักษานักกีฬาในกลุ่มที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง และเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและการดูแลตนเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ด้วยเหตุนี้จึงเปิดตัว Line @Chat กับหมอทีมชาติ เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าถึงแพทย์ดังกล่าวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยสอบถามปัญหาสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งไม่ต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน

หลังศึกษาด้านแพทยศาสตร์ คุณหมอพิษณุ ได้เลือกเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เนื่องจากเป็นสาขาที่ยังมีแพทย์ด้านนี้ไม่มากเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ

เขาขยายความถึงสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูว่า เป็นกลุ่มโรคที่ต้องการการดูแล โดยเริ่มจากป้องกัน รักษาและฟื้นฟู การเป็นหมอด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ต้องฟื้นฟูสภาพหลังจากคนไข้เจ็บป่วย ซึ่งเป็นกลุ่มคนไข้กลุ่มใหญ่ที่ต้องดูแลหลังจากรักษาหายแล้ว

“อาจจะเป็นการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เช่น คนที่เป็นอัมพาต เขาอาจจะกลับมาไม่เหมือนเดิม แต่ทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีที่สุด การเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านนี้ ทำให้ได้ดูแลคนไข้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ เช่น คนไข้พิการทางสมอง เด็กภาวะอัมพาตสมองใหญ่หรือภาวะสมองพิการ แขนขาเกร็ง เดินลำบาก และคนไข้ผู้ใหญ่หลังฟื้นฟู จากการผ่าตัดแขนหัก ขาหัก พลัดตกหกล้ม โรคหัวใจ”

เมื่อได้ทำงานตามความใฝ่ฝันตั้งแต่ยังเด็ก ได้รักษาผู้ป่วยมาจำนวนไม่น้อย คุณหมอพิษณุ ได้เล่าถึงความประทับใจในการรักษาคนไข้รายหนึ่งซึ่งอยู่จังหวัดทางภาคใต้ของไทย คนไข้เดินทางมารักษากับคุณหมอที่โรงพยาบาล

“คนไข้คนนี้มาจากต่างจังหวัด เป็นผู้หญิงและมีอาชีพเป็นครู คุณครูท่านนี้เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง จากที่ทำอะไรไม่ได้เลย คนไข้มารักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นได้ทำการรักษาฟื้นฟู จนคนไข้ดีขึ้นตามลำดับ แขนขามีแรงขึ้น การเดินดีขึ้น การพูดการสื่อสารดีขึ้น

หลังจากได้รับการฟื้นฟู จากที่คนไข้เขียนไม่ได้กลายเป็นเขียนได้ และเนื่องจากคนไข้เป็นครูภาษาไทย เมื่อคนไข้เขียนได้ จึงแต่งกลอนเป็นระยะ ซึ่งกลอนที่แต่งคือเป็นกลอนที่เขียนถ่ายทอดความรู้สึกตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลว่าท้อแท้ขนาดไหน โดยจะเขียนเล่าถึงพัฒนาการการฟื้นฟูและความรู้สึกบันทึกเอาไว้เป็นกลอน

คนไข้ท่านนี้กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ เดินได้ จนกลับบ้าน ทำงานจนเกษียณ ไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่นมาก ทุกวันนี้คนไข้ก็ยังกลับมาเจอและทักทายทุกครั้งที่มากรุงเทพฯ และได้มีของมาฝากหมอทุกครั้ง” คุณหมอเล่าถึงความประทับใจ

สำหรับการดูแลคนไข้ระยะฟื้นฟูคือหัวใจสำคัญ ที่ช่วยให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ เพราะบางคนอาจต้องกลับไปทำงานตามเดิม หรือในรายของผู้สูงอายุจะไม่กลายเป็นภาระของครอบครัวมากเกินไป หากไม่ทำการฟื้นฟู ผู้สูงอายุจะติดบ้าน ติดเตียง ไม่เดิน

ดังนั้น การฟื้นฟูจะเป็นตัวที่ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ หรือที่ผ่าตัดกลับมาฟื้นตัวได้ปกติอีกครั้ง โดยเฉพาะโรควิกฤตยากๆ อย่างเช่นโรคหัวใจคุณหมอพิษณุ บอกว่า

“เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไข้ในระยะฟื้นฟูว่าเขาจะไม่กลับมาช็อกหรือหัวใจวาย แพทย์ด้านนี้ต้องทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น ดังนั้นจึงมีหลักในการทำงานว่า จะต้องทำงานในส่วนของเราให้ดีที่สุด เคารพผู้ร่วมงาน เพราะในส่วนของหมอนั้นต้องทำงานร่วมกับหมอท่านอื่นๆ ด้วย ทุกคนจึงมีส่วนร่วมส่วนสำคัญในการที่จะดูแลคนไข้ และหมอมีปณิธานว่าจะดูแลคนไข้ให้ดีที่สุด มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ตัวเอง คนรอบข้าง ดูแลเหมือนกับคนไข้เป็นญาติของเรา”

นอกจากนี้ คุณหมอพิษณุ ยังได้รับมอบหมายให้ดูแลนักกีฬาพาราแบดมินตันทีมชาติไทย และทีมนักกีฬาเยาวชน “Special Olympics” อีกด้วย ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจ

“เคยมีประสบการณ์การรักษานักกีฬาทีมชาติไทยที่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังมานาน ซึ่งทำให้พลาดโอกาสลงแข่งขันในรายการสำคัญ โดยผมทำหน้าที่ในการวินิจฉัยหาปัญหา พร้อมฟื้นฟูร่างกายจนสามารถลงแข่งขันได้อีกครั้ง และประสบความสำเร็จในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งความภาคภูมิใจที่สามารถทำการรักษาให้นักกีฬากลับมาสร้างผลงานและเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปสร้างชื่อเสียงได้อีกครั้ง เพราะการรักษาอย่างตรงจุดและรวดเร็ว คือเป้าหมายในการรักษาของผม”

สิ่งแรกต้องประเมินอาการบาดเจ็บเพื่อเลือกวิธีรักษา ในขั้นตอนการรักษา คุณหมอพิษณุ ขยายภาพว่าต้องทำการพูดคุยกับคนไข้เพื่อพิจารณาว่า คนไข้มีข้อบ่งชี้ที่ต้องผ่าตัดหรือไม่?

“กรณีที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด คนไข้ควรปฏิบัติตัวตามที่แพทย์สั่ง เช่น ไม่เล่นกีฬาในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มเติม ระหว่างนั้นอาจมีการทำกายภาพบำบัดและฝึกกล้ามเนื้อเพื่อรักษาสภาพกล้ามเนื้อของตนเอง ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ไม่สามารถกลับมาเล่นกีฬาบางประเภทได้อีก อาจมีการเล่นกีฬาประเภทอื่นที่ไม่กระทบต่ออาการบาดเจ็บเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ส่วนกลุ่มที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด หลังจากผ่าตัดควรมีการดูแลด้านร่างกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีการใช้งานได้ใกล้เคียงเหมือนปกติ”

แม้ว่าในแต่ละชนิดกีฬาที่เล่น จะมีลักษณะอาการบาดเจ็บที่เฉพาะเจาะจงกันไป แต่คุณหมอพิษณุ บอกเคล็ดลับว่าถ้าสังเกตง่ายๆ ข้อไหล่และข้อเข่า มักเป็นบริเวณที่เกิดอาการบาดเจ็บค่อนข้างสูงในแทบทุกกีฬา เพราะเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด มีโอกาสที่จะถูกกระแทก ถูกบิด หรือว่ามีการพลิกของเข่ามากกว่าอวัยวะอื่น

“กลุ่มอาการบาดเจ็บเฉียบพลัน คือ การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นทันทีหลังเล่นกีฬาหรือเกิดการกระแทก โดยมีหลักการปฐมพยาบาลง่ายๆ คือ RICE ซึ่ง R = Rest (พัก) คือพักในส่วนที่บาดเจ็บหรือหยุดเล่นในทันที I = Ice (น้ำเเข็ง) คือการนำน้ำแข็งมาประคบในส่วนที่บาดเจ็บทันที C = Compression (รัด) คือการหาผ้ามารัด และ E = Elevation (ยก) คือยกส่วนที่บาดเจ็บนั้นให้สูง เพื่อป้องกันไม่ให้บวมมากขึ้น

กลุ่มอาการบาดเจ็บเรื้อรัง คือ เกิดจากการละเลยบางส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดการเสียสมดุล โดยกลุ่มอาการบาดเจ็บเรื้อรังนั้นทำการรักษายากกว่าอาการบาดเจ็บเฉียบพลัน”

สิ่งสำคัญที่คนใส่ใจสุขภาพ ควรทำอันดับแรก ก่อนการเล่นกีฬาทุกชนิด คือ การวอร์มอัพ คุณหมอพิษณุ แนะนำว่า ไม่ว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีใดก็ตาม เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ทุกคนต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ

“วอร์มอัพ คือสิ่งที่เราควรทำทุกครั้งก่อนการเล่นกีฬา โดยการวอร์มอัพจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที อาจเป็นการวอร์มอัพด้วยการวิ่งเบาๆ เพื่อให้เหงื่อซึมเพราะเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น 1 องศา จะทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บได้

สเตรทชิ่ง คือ การเหยียด ยืด กล้ามเนื้อ ก่อนการเล่นกีฬาเพื่อป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บ เป็นสิ่งที่คนออกกำลังกายมักมองข้าม คิดว่าไม่สำคัญ” คุณหมอหัวใจกีฬาปิดท้าย

จิตใจที่สดใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง ดังนั้น ทั้งกายและจิตใจต้องเดินไปสู่จุดหมายพร้อมๆ กัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

หากใครมีปัญหาอยากรับคำแนะนำ สามารถเข้าไปปรึกษาได้ ใน “Line @Chat กับหมอทีมชาติ” จะเป็นตัวช่วยเสริมที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ที่จะสามารถรู้อาการเบื้องต้นของตนเองได้ทันที ก่อนที่จะมาทำการรักษาที่โรงพยาบาล และยังมีทริกการป้องกันการบาดเจ็บก่อนออกกำลังกายด้วยเทคนิคต่างๆ

ประชาชนหรือคนรักสุขภาพ สนใจ สามารถค้นหาจาก ID Line : Sportmed_guru เพื่อพูดคุย สอบถาม หรือแบ่งปันข้อมูลดีๆ จากแพทย์เฉพาะทางโดยตรงอีกด้วย

สุขอนามัยที่ดี ช่วยให้ชีวียืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567263

  • วันที่ 11 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

สุขอนามัยที่ดี ช่วยให้ชีวียืนยาว

เรื่อง ภาดนุ ภาพ อีพีเอ/อีเอฟอี/รอยเตอร์ส

การจะมีสุขภาพที่ดีได้โดยไม่มีโรคภัยมาคอยบั่นทอนอายุขัยของเรา ต้องเริ่มจากการมีสุขอนามัยที่ดีด้วยตัวเองเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน มลพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงหรือหาทางป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ ได้ละก็ รับรองว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยแน่นอน

เล็กๆ แต่ร้ายนัก

คุณรู้ไหมว่าอนุภาคขนาดเล็กที่อยู่ในอากาศ ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอนนั้น ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพรุนแรงได้ สมาคมโรคปอดแห่งสหรัฐ รายงานว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรนับ 1,000 ราย มีจำนวนหลายสิบรายที่มีสาเหตุมาจากอนุภาคขนาดเล็กของมลพิษในอากาศ เช่น ละอองกรดที่ลอยในอากาศ สารเคมีอินทรีย์ต่างๆ โลหะต่างๆ และเขม่าผงคาร์บอน

จากการศึกษาระยะยาวได้แสดงผลลักษณะเดิมซ้ำๆ ว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของ อนุภาคขนาดเล็กสูง มีแนวโน้มที่จะมีอายุสั้นกว่าค่าเฉลี่ย 1-2 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่สะอาดกว่า ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้อาศัยอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยจากอนุภาคขนาดเล็ก ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้

– อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการฟอกอากาศหรือปรับอากาศ

– หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในสถานที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็กในระดับสูง เช่น ในพื้นที่ที่การจราจรคับคั่ง

– ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดให้มากๆ

– การอาบน้ำเย็นๆ จะช่วยชะล้างฝุ่นผงขนาดเล็กออกจากผิวหนังของเราได้

มือสะอาด ปราศจากโรคภัย

มีรายงานจาก American Society for Microbiology ว่า ในขณะที่ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันร้อยละ 91 บอกว่าพวกเขาล้างมือหลังจากใช้ห้องน้ำสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเพียงร้อยละ 83 ที่ทำเช่นนั้นจริงๆ ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะล้างมือร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีเพียงร้อยละ 75 การสำรวจนี้ยังแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยที่ไม่ดีในการล้างมือดังนี้

– ผู้ที่บอกว่าตัวเองล้างมือเสมอหลังจากจับเงิน แต่มีเพียงร้อยละ 2 ที่ปฏิบัติเช่นนั้นจริง

– ผู้ที่บอกว่าตัวเองล้างมือหลังจากไอหรือจาม แต่มีเพียงชายร้อยละ 24 และหญิงร้อยละ 39 เท่านั้นที่ปฏิบัติเช่นนั้นจริง

การล้างมือที่เหมาะสมเพื่อให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค มีขั้นตอนดังนี้

– ทำให้มือเปียกน้ำ แล้วฟอกด้วยสบู่เหลวหรือสบู่ก้อนสำหรับทำความสะอาด ถ้าเป็นสบู่ก้อนให้วางสบู่บนตะแกรงเหล็กเพื่อระบายน้ำ

– ฟอกสบู่ให้ทั่วมือ ตั้งแต่ข้อมือ ฝ่ามือ หลังมือ นิ้วมือ ซอกเล็บ และร่องนิ้วมือ ติดต่อกันนาน 10-15 วินาที

– ล้างออกด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด

– เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าเช็ดมือที่สะอาดหรือกระดาษเช็ดมือ ควรใช้วิธีซับผิวแทนการถู เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังแตกหรือลอกเป็นขุย

ระวัง! วายร้ายในห้องครัว

ห้องครัวอาจเป็นสถานที่แพร่เชื้อโรค โดยเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมาในอาหารและทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ในแต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณ 76 ล้านราย ที่เจ็บป่วยจากการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคที่อยู่ในบ้านของตัวเอง

อย่างไรก็ตามไม่มีห้องครัวใดที่จะปราศจากเชื้อโรค ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำที่อาจช่วยลดเชื้อแบคทีเรียที่แพร่เข้าสู่อาหารได้

– ล้างมือก่อนเตรียมอาหาร และล้างมืออีกครั้งหลังสัมผัสเนื้อสัตว์ดิบ ปลาสด และผักสด หรือเมื่อต้องหยิบจับอาหารต่างประเภทกัน เพื่อลดเชื้อโรคปนเปื้อนในอาหารต่างประเภท

– ทุกๆ วันให้นำฟองน้ำเปียกชื้นที่ใช้ในครัว เข้าอบในไมโครเวฟที่อุณหภูมิสูงนาน 1 นาที หรือจนกระทั่งเกิดไอน้ำ

– ควรซักผ้าเช็ดจานอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์

– ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ท่อน้ำทิ้ง และท่ออ่างล้างจานสัปดาห์ละครั้ง โดยการใช้สารละลายคลอรีน 1 ช้อนชาผสมน้ำประมาณ 1 ลิตร หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดห้องครัวตามวิธีการใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ เทลงไปในอ่างล้างจาน เพราะเศษอาหารที่ติดอยู่ในท่อระบายน้ำและท่อน้ำทิ้งนั้นเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ของแบคทีเรียอย่างดีเชียวล่ะ

รายได้จากลูก ควรรับหรือพึ่งพาอย่างไรในวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567262

  • วันที่ 11 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

รายได้จากลูก ควรรับหรือพึ่งพาอย่างไรในวัยเกษียณ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

พ่อแม่เกือบทุกคนล้วนหวังพึ่งพาลูกหลานในยามยาก ส่งเสียเลี้ยงดูอย่างดีจนบางครั้งก็ลืมนึกถึงอนาคตของตัวเองไป ในขณะที่สังคมยุคปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตกันยากขึ้น รายได้น้อยแต่ค่านิยมสูง เงินเดือนไม่พอใช้ แล้วจะมาให้พ่อกับแม่ได้อย่างไร? วันนี้เรามีแนวทางหรือแนวคิดในเรื่องการให้ลูกๆ เลี้ยงดูในยามชรามาฝากกัน

1.พึ่งตัวเองให้มากที่สุด

อันดับแรกเราต้องเปลี่ยนแนวความคิดเสียใหม่ว่า เรามีลูกเพราะอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น มีเด็กๆ วิ่งเล่นในบ้าน ให้ปู่ย่าตายายได้เล่นกับหลาน มีเสียงหัวเราะในวันหยุด มีคนดีใจที่เห็นพ่อแม่กลับบ้านมากินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ไม่ควรคาดหวังว่าเด็กตัวเล็กๆ ที่เราเคยให้ความรักความเอาใจใส่จะกลับมาดูแลเราอย่างดี เพราะอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน

สิ่งที่เราควรทำนอกจากลงทุนเลี้ยงลูกแล้ว ก็ควรลงทุนเก็บเงิน ลงหุ้น กองทุน ที่ให้ผลตอบแทนยามเกษียณควบคู่กันไป แล้วควรทำตั้งแต่วันแรกของการทำงาน เพราะหลายๆ กองทุนใช้เวลาคืนเงินตอบแทนไม่เท่ากัน บางอย่างต้องส่ง 10 ปีถึงจะได้ผลกำไรตอบแทนกลับมา จึงไม่ควรรอเวลาให้ลูกโตจนทำงานแล้วค่อยเริ่มเก็บเงิน

2.พูดคุยกันให้ชัดเจน

อย่าพยายามผลักภาระทุกอย่างไปที่ลูก การยกภาระความคาดหวังว่าจะต้องกลับมาดูแลเมื่อถึงเวลาที่คุณต้องการ ลองย้อนนึกกลับไปในช่วงวัยทำงาน คุณเองก็ต้องการใช้เวลาทำงานหาเงิน อยากสร้างครอบครัวของตัวเองให้มั่นคง

ลูกก็เช่นกัน คุณพูดเรื่องการกลับมาดูแลพ่อแม่ให้ชัดเจน และหาทางออกร่วมกัน ส่วนมากแล้วถ้าลูกมีรายได้สูง มักจะไม่มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู แต่ถ้ามีรายได้น้อยเขาอาจจะอึดอัดใจที่จะให้เงินเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นเงินก้อน ซึ่งบางครั้งลูกอาจจะมีแผนการลงทุนในอนาคตที่อยากจะเริ่มให้เร็วที่สุด แล้วค่อยกลับมาดูแลพ่อแม่

ดังนั้นควรพูดคุยถึงเรื่องรายได้ของลูก รวมทั้งรายได้ของคุณในวัยเกษียณ แล้วหาทางออกร่วมกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ซึ่งบางครั้งการช่วยเหลือดูแลพ่อแม่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เป็นเงินเสมอไป ขอแค่ได้อยู่ด้วยกัน สามารถรับส่งไปโรงพยาบาลยามเจ็บไข้ พ่อแม่หลายคนก็มีความสุขมากแล้ว

3.ลงทุนบ้านหรือธุรกิจเผื่อลูกหลาน

วิธีที่เหล่าเจ้าสัวนิยมทำเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ในสายตา และกลับมาดูแลก็คือการสร้างธุรกิจของครอบครัวขึ้นมา การสร้างธุรกิจของตัวเอง นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาวแล้ว ยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับลูกๆ ได้ว่าจะออกไปทำงานบริษัท หรือจะรับช่วงต่อกิจการเพื่อที่จะได้ดูแลพ่อแม่ได้อีกด้วย

แต่อย่างไรดีปัญหาอย่างหนึ่งที่มักเกิดกับธุรกิจในครอบครัว ก็คือการมีลูกหลายคนในขณะที่ธุรกิจมีเพียงบริษัทเดียว ก็ต้องใช้หลักการพูดคุยให้เข้าใจกัน แบ่งหน้าที่การทำงาน หรืออาจจะลงทุนแยกธุรกิจออกมาเพื่อให้โอกาสกับลูกได้มีงานทำมีรายได้ และยังคงอยู่กับครอบครัวไม่ได้หนีห่างไกลไปไหน

4.เรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากลูก

วิธีสุดท้ายใช้สำหรับลูกหลานที่ละเลยดูแลพ่อแม่ชนิดไม่ไยดี แม้เราจะทำดีกับเขาแค่ไหนก็ตาม หรือแม้จะยกมรดกไปให้แล้วก็ตามสามารถฟ้องร้องเรียกคืน และฟ้องร้องให้ดูและได้ตามสิทธิทางกฎหมาย ปพพ.มาตรา 1563 เป็นหน้าที่ของบุตรที่จะต้องดูแลพ่อแม่ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตามอัตภาพ หากทอดทิ้งให้เจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายจะมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 307 โดนดำเนินคดีอีกข้อหา

อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องไม่ได้มีการระบุโทษที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างพ่อแม่และลูก ว่าจะสามารถตกลงได้หรือไม่ ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ศาลจะพิจารณาตัวเลขการชดเชยที่เหมาะสม หรือช่วยหาทางออกร่วมกัน

แต่โดยมากแล้วพ่อแม่ไม่ได้อยากให้ลูกถูกดำเนินคดี ทุกอย่างจึงจบที่ศาลชั้นไกลเกลี่ยเสียมากกว่า หาน้อยรายที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันอย่างจริงจัง เพราะสุดท้ายพ่อแม่ก็ยังรักลูกและหวังว่าจะได้อยู่ใกล้ลูกให้ลูกช่วยดูแลเท่านั้น

สรุปสุดท้ายจึงขอแนะนำว่าเราไม่ควรคาดหวังกับลูกมากเกินไป แต่ควรเน้นการพึ่งพาตัวเองด้วยการหางาน และลงทุนด้านการเงินให้พร้อมรับกับวัยเกษียณให้มากที่สุด แล้วให้ลูกเป็นสิ่งเสริมความมั่นคงในวัยเกษียณให้ได้มากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วถ้าคุณเลี้ยงดูลูกด้วยการให้เวลา ให้ความรักและความเอาใจใส่ ด้วยจิตสำนึกพวกเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งพ่อแม่อย่างแน่นอน

ไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่คือสุนทรียะฉะสังคม ใน เบียนนาเล่เมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567261

  • วันที่ 11 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่คือสุนทรียะฉะสังคม ใน เบียนนาเล่เมืองไทย

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่, ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ กระบี่

จากคำว่า เบียนนาเล่ (Biennale) ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า ทุกสองปี วันนี้ได้กลายเป็น แบรนด์ ของเทศกาลศิลปะ โดยมีต้นกำเนิดจากงาน เวนิส เบียนนาเล่ซึ่งถือเป็นมหกรรมศิลปะที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก

เวนิสคือต้นแบบ และคำว่า เบียนนาเล่ ก็ถูกนำไปต่อท้ายชื่อเมืองหรือชื่อประเทศ อย่างในเอเชียมีที่ สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี ปักกิ่ง มะนิลา และล่าสุดปีนี้ เป็นฤกษ์งามยามดีทำให้ประเทศไทยมีเบียนนาเล่ 2 งานพร้อมกัน คือ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ชื่อย่อว่า BAB (Bangkok Art Biennale) จัดขึ้นในกรุงเทพฯ วันที่ 19 ต.ค.นี้-3 ก.พ.ปีหน้า และ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่กระบี่ มีชื่อเล่นว่า TBK (Thailand Biennale, Krabi) จัดขึ้นใน จ.กระบี่ วันที่ 2 พ.ย.นี้ -28 ก.พ. 2562

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอกอาร์ตเบียนนาเล่ 2561 กล่าวถึงงานดังกล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่น่าจะมีเทศกาลศิลปะร่วมสมัย จึงมีการจัดตั้งมูลนิธิบางกอกอาร์ตเบียนนาเล่ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการทำงานและเพื่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นวางแผนจะจัดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ครั้งคือ ปี 2561 2563 และ 2565

สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสุขสะพรั่ง พลังอาร์ต หรือ Beyond Bliss โดยมีแก่นเรื่องคือ การค้นหาความหมายของความสุขที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน รวมทั้งการแสดงความคิดเห็น สะท้อนสังคม การเมือง และปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านชิ้นงาน

“เราอยากวางธีมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาวะไม่ว่าจะในเมืองไทย ในภูมิภาค หรือในระดับนานาชาติ นั่นคือ เรื่องของความสุข ซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องที่เรียบง่ายแต่ก็ยากมาก เพราะในสภาวะปัจจุบันความสุขกับความทุกข์มันปนกันไปหมด

ดังนั้น เราได้ให้ศิลปินนำโจทย์นี้เป็นตัวตั้ง คัดเลือกศิลปินจากไทยและต่างประเทศจำนวน 75 คน มาศึกษาบริบทของกรุงเทพฯ ว่าจะมีการวางงานอย่างไร ซึ่งในกรณีนี้เองที่ทำให้เราได้เลือกจุดที่จะจัดแสดงงานทั้งหมด 20 จุด โดยที่เราให้ความสนใจในเรื่องของมรดกทางวัฒนธรรมอย่างวัด อาคารเก่า และแหล่งเรียนรู้ เป็นงานดูงานศิลป์นอกแกลเลอรี่ ซึ่งทำให้คนดูได้มีโอกาสเห็นส่วนอื่นๆ ของชีวิตในกรุงเทพฯ”

เอกลักษณ์ของเทศกาลคือ การนำเสนองานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายแขนง บนพื้นที่สำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น วัดอรุณราชวราราม วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารอาคารอีสต์เอเชียติก และพื้นที่ใจกลางเมือง เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โครงการวันแบงค็อก ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน เป็นต้น

“เทศกาลศิลปะจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความสงบในบ้านเมือง แต่ในเวลาเดียวกันเมื่อมาดูศิลปะจะได้ตระหนักคิดด้วยว่า สภาวะแวดล้อมของสังคมเป็นอย่างไร ซึ่งศิลปินบางคนได้พูดถึงเรื่องมลภาวะ เรื่องของคนไร้สัญชาติ เรื่องของเพศสภาพ อย่างน้อยจะตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเราและในชีวิตปัจจุบัน เป็นเหมือนกระจกสะท้อนจากศิลปิน”

เนื่องจากมีเทศกาลเบียนนาเล่ 2 งานจัดซ้อนกันใน 2 จังหวัด ศ.ดร.อภินันท์ มองว่าเป็นเรื่องดี เพราะทุกอย่างไม่ควรกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และแม้ว่า 2 งานนี้จะต่างคนต่างจัด แต่ก็เอื้อซึ่งกันและกัน ทั้งยังส่งผลดีต่อมิติการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้ามา

“บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงานศิลปะของศิลปินระดับโลกอย่าง ยาโยอิ คุซามะ มารีนา อับราโมวิช และศิลปินของไทยที่มีเกือบครึ่งหนึ่ง และยังมีความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะ เช่น การสัมมนาเชิงวิชาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนไทยรู้สึกว่า ศิลปะไม่ได้ยากที่จะดู ศิลปะอยู่ใกล้ตัวเรา และศิลปะควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตในการสร้างความอ่อนโยน การพัฒนา ประเทืองปัญญา และรสนิยม” ประธานอำนวยการ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ลักขณา คุณาวิชยานนท์ ทีมภัณฑารักษ์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และอดีตผู้อำนวยการ หอศิลป์กรุงเทพฯ กล่าวถึงพื้นที่หอศิลป์ที่มีการจัดแสดงผลงานศิลปะของ 25 ศิลปินว่า จะมีให้ชมตั้งแต่ลานด้านหน้า ชั้น 7 และชั้น 8 โดยชั้น 8 เป็นพื้นที่ของสถาบันมารีนา อับราโมวิช (MAI-Marina Abramovic Institute) แบ่งเป็นโซนกิจกรรมตามวิธีการแบบอับราโมวิช (The Abramovic Method) ที่จะมอบประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมอยู่กับตัวเองและเชื่อมต่อกับคนอื่น และโซนการแสดงแบบระยะยาว 8-12 ชั่วโมงจากศิลปิน 12 คน ที่สถาบันคัดเลือกมาซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยโดยจะเปิดให้เข้าร่วมและเข้าชมช่วง 3 สัปดาห์แรก จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดแสดงงานของสถาปนิกสยาม

สำหรับชั้น 7 มีประเด็นที่เข้มข้นทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนกรณีโรฮีนจา ประเด็นคนไร้สัญชาติ ผู้หญิงบริการ บทบาทของผู้หญิงในสังคมมุสลิมและใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะจากสิ่งดาษดื่นของ ชเว จอง ฮวา ที่นำตะกร้าหลากสีมาทำเป็นโคมไฟสูง 5 ชั้น และเรื่องราวชีวิตคนชายขอบในกรุงเทพฯ ของ ศรชัย พงษ์ษา ที่นำตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งไว้กลางลานหน้าหอศิลป์

“ผลงานศิลปะในงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ มีทั้งผลงานเก่าที่ถูกปรับให้เหมาะกับสถานที่ และผลงานใหม่ โดยมีผลงานใหม่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแต่ละชิ้นที่สร้างสรรค์ใหม่ได้มีการพูดคุยกันเยอะและลึกซึ้ง โดยบางผลงาน บางเรื่อง ศิลปินไม่ได้เรียกร้องความสุขในเชิงวัตถุ แต่เป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตของมนุษย์ เช่น ความสุขที่ได้อยู่ในที่ทำกินของตัวเอง การได้อยู่ในอากาศที่สะอาด การมีสิทธิในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบต่อความสุขของมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ลักขณา กล่าว

ในส่วนของ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ กระบี่ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Edge of the Wonderland หรือ สุดขอบฟ้าแห่งดินแดนมหัศจรรย์ นำเสนอกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยผลงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ (Site-Specific) จากศิลปินกว่า 70 ชีวิต และเป็นโครงการที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และ จ.กระบี่ จัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าจากทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมของ จ.กระบี่

ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2557 และหนึ่งในศิลปิน ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ กระบี่ กล่าวว่า งานนี้มีความพิเศษเฉพาะและแตกต่างจากงานเบียนนาเล่โดยทั่วไป เนื่องจากศิลปินต้องลงพื้นที่เพื่อทำการศึกษา และคิดสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะของตัวเองเพื่อนำไปติดตั้งในพื้นที่นั้นๆ

“ศิลปินต้องใช้เวลาเข้าไปศึกษาพื้นที่ จากนั้นกลับไปคิดและทำงานของตัวเอง ก่อนจะกลับมาติดตั้งงานในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งมีศิลปินบางท่านได้ลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน นอกจากนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบี่ เพื่อให้ศิลปินมีความรู้และความเข้าใจว่ากระบี่มีอะไรบ้าง ซึ่งนอกจากภาพลักษณ์ที่เราเห็นอยู่คือ ธรรมชาติที่สวยงามและเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ยังมีอดีตยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนที่ยังรักษาวิถีชีวิตเดิมไว้ท่ามกลางความทันสมัยของสังคมปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งตำนานต่างๆ ที่เล่าขานต่อกันมา”

พื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานแบ่งเป็น 5 พื้นที่หลัก ได้แก่ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ท่าปอมคลองสองน้ำ เขาขนาบน้ำ และพื้นที่สาธารณะรอบตัวเมืองกระบี่ รวมถึงพื้นที่ในร่มอย่าง พิพิธภัณฑ์หอศิลป์อันดามัน ซึ่งปัญญาได้รับหน้าที่คัดสรรผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร และศิลปินอาเซียนจำนวนกว่า 150 ชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรมเพื่อสร้างความหลากหลายให้มหกรรมศิลปะครั้งนี้

“ตัวผมเองหยิบยกประเด็นที่ว่า นอกจากเราจะพยายามอนุรักษ์และป้องกันธรรมชาติ เรายังต้องแสวงหาสิ่งที่ยังไม่ปรากฏพบอยู่ในธรรมชาติ เช่น การค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งหากค้นพบที่ไหนก็หมายความว่าที่นั่นยังมีความอุดมสมบูรณ์ และจะจุดประกายให้คนอยากอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงก็มีผลกระทบต่อสัตว์หลายสายพันธุ์ซึ่งบางชนิดอาจกำลังสูญหายไป ดังนั้นสัตว์ที่อยู่รอดจะต้องมีวิวัฒนาการให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ เป็นการสะท้อนว่า ตอนนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชีวิต”

ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ได้สร้างสรรค์สัตว์สายพันธุ์ใหม่ โดยใช้ส่วนประกอบจากรถยนต์ เช่น กันชน ฝากระโปรงรถ เพื่อนำเสนอเนื้อหาระหว่างวัตถุที่เป็นโลหะกับธรรมชาติซึ่งมีทั้งความกลมกลืนและความรู้สึกขัดแย้ง

“ผมสนใจเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในกระบี่ ซึ่งปัจจุบันมีความเจริญในเรื่องการท่องเที่ยวและความเป็นสังคมเมืองเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในตัวเมืองกระบี่อย่างเดียวแต่ยังเกิดขึ้นในสังคมโลก เพราะตราบใดที่ความเจริญของวัตถุมากขึ้นเท่าไร สิ่งแวดล้อมธรรมชาติก็ต้องถูกเบียดเบียนให้เหลือน้อยลงไปเท่านั้น”

ปัญญากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ประเทศไทยไม่มีเพียงศิลปะแบบประเพณี แต่ยังมีศิลปะร่วมสมัยซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดให้เห็นว่า การขับเคลื่อนสังคมให้ทันสมัยในบริบทสังคมโลกไม่ได้วัดที่ความเจริญของวัตถุ แต่วัดกันที่ศิลปวัฒนธรรมในประเทศนั้นๆ ที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้ทัดเทียมอารยประเทศ

“ศิลปะร่วมสมัยจะเป็นศิลปะที่ทำให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ เกิดการพัฒนา และมองสังคมในประเด็นต่างๆ ผ่านศิลปะที่กำลังสะท้อนปัญหาในสังคม”

ดังนั้น ความดีงามของงานศิลปะในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการชื่นชมความงดงามและสุนทรียภาพ แต่ยังจุดประกายประเด็นต่างๆ ให้ตระหนักและเกิดความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสังคมหรือแม้กระทั่งคุณภาพชีวิตของตัวเอง

ฐิติเทพ พงษ์ไพบูลย์ กับบ้านเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567264

  • วันที่ 11 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ฐิติเทพ พงษ์ไพบูลย์ กับบ้านเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ชีวิตในกรุงเทพฯ นั้นต้องมีแผนสองไว้เป็นทางหนีทีไล่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องของการจราจรเป็นเรื่องที่คาดหวังอะไรไม่ได้ ถ้าบ้านอยู่ห่างจากที่ทำงานแล้วละก็ เจอฟ้าฝนตกทุกเย็นแบบตอนนี้ละก็ วันไหนฝนเทลงมาหนักๆ หลังเลิกงานแล้ว จากที่เคยใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ก็จะกลายเป็น 3 ชั่วโมงทันที

เอ-ฐิติเทพ พงษ์ไพบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตกรุงไทย ซื้อบ้านหลังนี้เป็นหลังแรกด้วยความรักความตั้งใจ ตกแต่งเองทุกอย่าง เลือกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านด้วยตัวเองทุกชิ้น

“ผมชอบอยู่บ้าน ชอบบ้านที่มีบริเวณ จะได้ปลูกต้นไม้ทำสวน แม้ที่แปลงเล็กๆ ก็ยังดี บ้านหลังนี้บนเนื้อที่ 70 ตารางวา ผมดูแลเองทุกอย่าง ต้นไม้ทุกต้นเลือกซื้อเอง จัดสวนเอง ตอนแรกอยู่บ้านหลังนี้เป็นประจำ แต่พอมาระยะ 2-3 ปีหลังๆ นี่รถติดมาก ทางผ่านบ้านบางเส้นทางมีก่อสร้างรถไฟฟ้าอีก ก็เลยต้องไปซื้อคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าใกล้ๆ ที่ทำงาน วันไหนที่ฝนตกหนักมีปัญหาการจราจรแน่นๆ ก็ไปนอนคอนโดสักสัปดาห์ละ 3-4 วัน แล้วกลับบ้านช่วงวันศุกร์แทน” เขาเล่าให้ฟัง

เขากลับบ้านบ่อยๆ เพราะห่วงต้นไม้ บางทีกลางๆ สัปดาห์ก็กลับมา แล้วก็ชอบอยู่บ้านมากกว่าอยู่คอนโด ชีวิตที่อยู่บ้านมีความสุขมาก ปลอดโปร่งโล่งสบาย เวลาที่อยู่คอนโดบางครั้งจะรู้สึกเหมือนอยู่ในกล่องอึดอัด

บ้านหลังนี้มีสองชั้น โทนสีครีมเพิ่มความสดใสด้วยสีเหลืองเข้มในการตัดขอบ และการใช้วอลเปเปอร์โทนสีน้ำตาลทองสลับกับน้ำตาลดำ ภาพรวมของบ้านจึงออกมาเป็นโทนสีขรึมๆ ไม่หวาน ใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลักทำให้บ้านดูอบอุ่นสบายๆ ดูเป็นกันเอง ส่วนเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะใช้สีดำเป็นหลัก

ของตกแต่งอื่นๆ ในบ้านจะเป็นคริสตัล เครื่องแก้ว นอกจากนี้จะใช้กระจกมาตกแต่งบ้านเยอะๆ เพื่อช่วยทำให้บ้านดูกว้างยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเขาอยากให้บ้านดูเรียบโก้แต่ดูสบายๆ ดูกว้างๆ ไปอีกนิดด้วยกระจก

เขาบอกว่า การตกแต่งบ้านนั้นก็สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัย ทำให้รู้ว่าบุคลิกของเจ้าของบ้านเป็นอย่างไร ซึ่งสไตล์การแต่งบ้านของเขานั้นก็คือมีความโมเดิร์นสบายๆ การตกแต่งภายในเขาจึงเลือกเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เพื่อปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายได้สะดวก เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนได้ง่ายๆเวลาที่เบื่อหรืออยากเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ก็ทำได้ ถ้าเป็นบิ้วท์อินก็จะเป็นข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนใดๆ

“เพราะบ้านนี้เป็นบ้านของผู้ชายจึงต้องการให้บ้านออกมาโทนขรึมๆ ดูเข้มแข็ง เลยใช้แต่โทนสีน้ำตาล ดำ น้ำเงิน แล้วนำคริสตัลมาเป็นเครื่องประดับเพื่อให้บ้านมีสีขาวแววๆ วับๆ เพื่อช่วยให้บ้านไม่ดูมืดทึบเกินไป ลูกเล่นอีกอย่างในการใช้สีของตัวบ้าน ก็คือการใช้สีโทนเดียวกันแต่ไล่สีอ่อนแก่กันไป เช่น ครีม น้ำตาล เหลือง”

พื้นที่ชั้นบนแบ่งเป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และห้องพระ และส่วนที่เป็นระเบียงทางเชื่อมไว้เป็นมุมนั่งเล่นได้ชั้นล่างแบ่งพื้นที่เป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ครัวไทย ครัวฝรั่ง ชั้นล่างจะใช้กระจกบานใหญ่เกือบรอบบ้าน เพื่อให้บ้านดูกว้างและเห็นวิวรอบบ้านแบบ 360 องศา เขาอยากได้บ้านที่มีต้นไม้เยอะๆ มีพื้นที่สีเขียวที่ดูแล้วร่มรื่นสบายตา จะมองจากตรงไหนของบ้านก็เห็นวิวสวนได้ครบทุกมุม เขาจึงมีสวนเล็กๆ เอาไว้รอบบ้าน ปลูกทั้งไม้ดอกและไม้ใบ โดยเฉพาะกล้วยไม้ที่เขาชอบเป็นพิเศษเพราะให้ดอกสวยงามสม่ำเสมอ เลี้ยงง่าย ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ จับเปลี่ยนโยกย้ายได้ง่าย

เขาบอกว่าบ้านควรจะมองแล้วสวยทุกมุม เขาก็พยายามหาลูกเล่นในการตกแต่งบ้านให้สวยทุกมุม ด้วยการเอาของสะสมที่ซื้อเก็บไว้มาเป็นเครื่องตกแต่ง เช่น ขวดน้ำแร่รุ่นลิมิเต็ดของน้ำแร่เอเวียง ที่ออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์ดังที่จะออกมาแค่ปีละ 1 ครั้งซึ่งเขา สะสมมา 10 กว่าปี และ ขวดโค้กรุ่นพิเศษที่ไปตามเก็บเวลาไปเมืองนอกก็มาตกแต่งบ้านย้อนให้นึกถึงวัยเด็กนึกถึงสถานที่ที่เคยไปมา

นอกจากนี้ก็ยังมีของตกแต่งอีกหลายชิ้นที่เขาหอบหิ้วมาจากต่างประเทศเวลาไปเที่ยว เช่น โคมไฟที่หิ้วมาจากฝรั่งเศส รวมทั้งเก้าอี้พลาสติกบางตัว ก็สั่งนำเข้ามา ซี่งก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด แถมประโยชน์ใช้สอยก็ดีสมราคา สีสันก็สดสวยแลดูสนุกร่าเริง

ความหมายของคำว่าบ้านของเขานั้นก็คือ สถานที่ที่อยู่แล้วสบายใจ เป็นตัวของตัวเอง จะนั่งจะนอนตรงไหนก็ทำได้ อยู่แล้วนั่งเล่นสบายได้ทุกมุมทั้งในบ้านและนอกบ้าน ดังนั้นทุกมุมของบ้านนี้จึงล้วนเป็นมุมโปรดของเขาทั้งสิ้น

“ผมตั้งใจกับการแต่งบ้านมาก แต่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ ของเข้าบ้านเลือกเองทุกชิ้นและบ้านมิใช่แค่สวยเท่านั้น แต่ต้องอยู่สบาย วันหยุดนี่ติดบ้านมาก แทบจะไม่ออกไปไหนเลย อยากดูแลต้นไม้ เล็มกิ่งตัดใบใส่ปุ๋ย แค่เห็นต้นไม้ที่เราปลูกเองออกดอก ออกผลก็มีความสุขมากแล้ว ความสุขเบ่งบานได้แม้บ้านจะไม่ได้ใหญ่โตหรูหรามากนัก แต่มันคือน้ำพักน้ำแรงของเราเป็นความภูมิใจของเรา” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ลดเครียด ด้วยนวัตกรรมวิถีพุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567133

  • วันที่ 10 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ลดเครียด ด้วยนวัตกรรมวิถีพุทธ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ โครงการวิจัยสุขชีวีวิถีพุทธ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

นับเป็นโอกาสอันดีที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสคุยกับ ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นั่นเพราะดร.กมลาศ เพิ่งทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนากิจกรรมเพื่อสร้างชีวสุขตามแนวทางการพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวม” เสร็จสิ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเครียดร้อยแปดงานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นข่าวที่ดีจริงๆ

ใช่! ความเครียดอยู่รอบตัวเรา หากท่ามกลางความเครียดและความทุกข์ของโลกสมัยใหม่ อย่างน้อยเราก็ยังมี “งานวิจัยชิ้นล่าสุด” ที่อาจทำให้ความครียดความทุกข์ลดลงได้

ดร.กมลาศ เล่าว่า การใช้ชีวิตที่ติดอยู่กับเทคโนโลยีตลอดเวลาของคนยุคปัจจุบัน นำไปสู่ความเครียดแบบไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วพลิกผัน ยังนำมาซึ่งความทุกข์กังวล และการถูกคุกคามด้วยโรคภัยต่างๆ ทำอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เพื่อนำไปสู่ความสุขของมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดังพุทธพจน์ที่กล่าวว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

พระราชปริยัติกวี, ศ.ดร. อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 2 (MCU Nan Congress ll)ที่วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน จ.น่าน ว่า ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) หากในมิติของพุทธศาสนา ควรได้ผลักดันการวิปัสสนากรรมฐานในฐานะที่เป็นพุทธนวัตกรรม ที่จะใช้พัฒนาจิตใจคนในสังคม ควบคู่กับการพัฒนาประเทศ

“ทางโลกใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ส่วนฝ่าย มจร จะใช้ปัญญาควบคู่กับวิทยาศาสตร์”

มจร โดยสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ สถาบันวิปัสสนาธุระ ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดตั้งคณะทำงานวิจัยร่วม มีพระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, รศ.ดร. รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสังคมศาสตร์ เป็นผู้อำนวยการแผนวิจัย “การพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวมด้วยกระบวนการไบโอฟีดแบ็ก (Bio-Feedback)”

สำหรับแผนวิจัย “การพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวมด้วยกระบวนการ Bio-Feedback” มีโครงการย่อยที่ 2 ชื่อ “การพัฒนากิจกรรมเพื่อสร้างชีวสุขตามแนวทางการพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวม ด้วยกระบวนการ Bio Feedback” ซึ่งมุ่งศึกษาแนวคิดกระบวนการพัฒนาจิตและปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา กิจกรรมสร้างชีวสุขตามแนวทางการพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวม และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเข้าร่วมกิจกรรมชีวสุขตามแนวทางพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวมด้วยกระบวนการไบโอฟีดแบ็ก

ดร.กมลาศ เล่าว่า ไบโอฟีดแบ็ก คือ กระบวนการหรือเทคนิควิธีที่บุคคลเรียนรู้ที่จะควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งปกติไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ เช่น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิของผิวหนัง ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ ฯลฯ โดยอาศัยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ บันทึกการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะภายในที่ต้องการควบคุม

ข้อมูลจากเครื่องไบโอฟีดแบ็กจะปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ ผ่านสัญญาณเสียง แสง หรือภาพ รับรู้แบบเรียลไทม์ จุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนแอ็กทิวิตี้ของสมองและกระบวนการต่างๆ ในร่างกายของผู้ถูกทดสอบให้มีสมาธิและผ่อนคลาย เรียกว่ากระบวนการป้อนกลับของข้อมูลทางชีววิทยา หรือไบโอฟีดแบ็กนั่นเอง

งานวิจัยใช้การวิจัยกึ่งทดลองเปรียบเทียบก่อน-หลังของกลุ่มพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 17 รูป จำนวน 9 วัน เพื่อทำ 8 กิจกรรมดังนี้ 1.วัดสัญญาณสมองที่เชื่อมต่อสัญญาณคอมพิวเตอร์ 2.ประเมินสถานะสุขภาพทางกายและสารชีวโมเลกุลภายในร่างกาย 3.ประเมินความเครียดด้วยตนเอง (แบบประเมินความเครียด-กรมสุขภาพจิต)

4.ประเมินภาวะพุทธทางปัญญา (MOCA Test) 5.ประเมินความมีสมาธิในการคำนวณ (Math Test) 6.ประเมินจากการสอบอารมณ์ระหว่างการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของกลุ่มทดลองโดยพระวิปัสสนาจารย์ 7.ประเมินจากแบบสะท้อนความคิดและการรู้สึกตัว 8.ประเมินแบบวัดความสุขเชิงพุทธ

ดร.กมลาศ เล่าว่า การปฏิบัติธรรมของพระนิสิต เป็นกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อดูการตอบสนองของร่างกาย โดยใช้เครื่องวัดค่าคลื่นสมองไฟฟ้า EEG (Electroencephalography) เพื่อแปลผลตอบสนองทางชีวภาพในสภาวะนั้นๆ และใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนยืนยันผลการฝึกวิปัสสนากรรมฐานผ่านเครื่องมือวัดผล เช่นการเจาะเลือดเพื่อดูผลทางชีวภาพโมเลกุล เป็นต้น

“คงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า สมาธิมีผลต่อคลื่นสมอง แต่เสน่ห์ของงานวิจัยชิ้นนี้ คือการตรวจสอบด้วยผลเลือดอีกชั้นหนึ่ง”

สำหรับผลประเมินในรายละเอียดพบว่าการประเมินความเครียดด้วยตัวเองในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง การประเมินภาวะการรับรู้ในด้านต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการทดสอบความมีสมาธิในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ พบว่ามีการใช้เวลาที่ลดลงและมีการคำนวณที่ถูกต้องมากขึ้น

ด้านการประเมินทางพุทธิปัญญา ก่อนและหลังฝึกปฏิบัติเพื่อการพัฒนากิจกรรมเพื่อสร้างชีวสุขตามแนวทางการพัฒนาจิตและปัญญาแบบองค์รวมของพระนิสิตพบว่า คะแนนความสุขเชิงพุทธหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคลื่นสมองกับจำนวนครั้งในการวัดและความสุขโดยภาพรวม

จากงานวิจัยพบว่า การเข้าร่วมกิจกรรมชีวสุขตามหลักพระพุทธศาสนา สามารถสร้างความสงบและความผ่อนคลายทางด้านจิตใจ การเปลี่ยนแปลงสัญญาณไฟฟ้าคลื่นสมองและผลการตรวจเลือดที่ปรากฏชัดเจนในกลุ่มทดลอง ชี้ให้เห็นว่า บุคคลรักษาสภาวะจิตให้มีความสงบชั่วขณะใดขณะหนึ่งได้ บุคคลนั้นมีสภาวะความสุขได้

รศ.ดร.กุหลาบ รัตนสัจธรรม นักวิจัยระบุว่า ไบโอฟีดแบ็กเป็นกระบวนการสะท้อนกลับการทำงานทางสรีรวิทยา ซึ่งอยู่ภายในร่างกายมนุษย์ ให้ออกมาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ หากนำเทคนิคของไบโอฟีดแบ็กมานำเสนอ จะทำให้คนเข้าใจและเห็นความสำคัญของสิ่งที่กำลังปฏิบัติอยู่

“มีการกล่าวว่าปฏิบัติสมาธิแล้วดี คนไม่เคยปฏิบัติก็ไม่เข้าใจว่าดีอย่างไร แต่ถ้าเราดึงข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในร่างกายสะท้อนออกมาให้เห็น ก็จะเป็นการเร้าให้คนทั่วไปหันมาฝึกฝนสิ่งดีๆ ในทางหนึ่ง”

ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดี คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า นับจากนี้การมีสติตั้งอยู่พัฒนาการของจิตและระดับสมาธิ จะเป็นเรื่องที่ปัจเจกชนจับต้องได้ ผ่านการตรวจวิเคราะห์คลื่นสัญญาณไฟฟ้าสมองและกระบวนการไบโอฟีดแบ็ก งานวิจัยครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จยิ่ง เพราะสามารถใช้วิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ตามหลักพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจน

ดร.ธารารัตน์ ขาวเขียว นักวิจัย เล่าว่าการเจริญสติและปฏิบัติสมาธิในระดับต่างๆ พิสูจน์ได้แล้วด้วยไบโอฟีดแบ็กที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเจริญสติและสมาธิช่วยปรับสมดุลสารเคมีและฮอร์โมนต่างๆ ทำให้ระบบอวัยวะภายในทำงานดีขึ้น

ผศ.ดร.วิลาสินี สุวรรณจ่าง นักวิจัย เล่าว่า คลื่นไฟฟ้าสมองชนิดอัลฟ่า พบได้ในภาวะที่ผ่อนคลาย มีความตระหนักรู้ ขณะที่คลื่นสมองชนิดเบต้า พบได้ในภาวะที่มีความตั้งใจจดจ่อ การฝึกปฏิบัติด้วยวิธียุบพอง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มระดับคลื่นอัลฟ่า เข้าสู่ความผ่อนคลายจากการฝึกยุบพองเพียง 9 วัน

พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ,รศ.ดร. เล่าว่า งานวิจัยชิ้นนี้จะได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างศูนย์สุขชีวีวิถีพุทธภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้นเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวม เป็นแหล่งฝึกอบรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ที่มุ่งเน้นการป้องกัน (Preventive Healing) มากกว่าการรักษา (Curative Healing)

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า องค์ความรู้จะได้เผยแผ่ต่อไป เพื่อขยายผลในการลดความเครียดของคนในสังคมทุกวันนี้”

ปิดท้ายด้วย ดร.กมลาศ ระบุว่า ผลวิจัยฯยังมีประเด็นน่าสนใจที่จะได้ศึกษาต่อไป เช่น ผู้ฝึกสมาธิที่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมจะมีคลื่นสมองต่ำอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่า ผู้ฝึกสมาธิอยู่เสมอจะมีคลื่นอัลฟ่าเกิดขึ้นที่สมองตลอดเวลา

“แม้ชีวิตเราทุกวันนี้จะถูกบีดอัดด้วยความเครียด แต่ถ้าทำจิตใจให้คุ้นเคยกับความสงบ มีสภาพจิตที่ตื่นตัวตระหนักรู้ เราก็อยู่รอดได้ มีสมาธิ มีสติ มีปัญญา คอยกำกับนำทาง รู้เท่าทันโลกและตัวเอง”

จากผลวิจัยได้สร้างนวัตกรรมชุดความรู้ “สุขชีวีวิถีพุทธ : การเข้าถึงความสุขตามแนวพระพุทธศาสนา” จุดประกายให้ผู้คนได้หันกลับมาพิจารณาการแสวงหาความสุขของตัวเอง โดยเริ่มต้นที่ชีวสุขแห่งตัวเอง ตามหลักพระพุทธศาสนา งานวิจัยฯ อยู่ระหว่างตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับนานาชาติ

กรรณิการ์ วนะเกียรติกุล โทโทโระเพื่อนรัก ลิมิเต็ดเอดิชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567132

  • วันที่ 10 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

กรรณิการ์ วนะเกียรติกุล โทโทโระเพื่อนรัก ลิมิเต็ดเอดิชั่น

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ได้ยินชื่อ ทราย-กรรณิการ์ วนะเกียรติกุล สาวกวงการเพลง ยุค 90 อาจเริ่มคุ้นๆ แต่ถ้าเอ่ยชื่อ กรรณิการ์ ทราย หลายคนต้องรู้จักร้องอ๋อ เพราะเธอคือ อดีตนักร้องสาววัยทีน เจ้าของเพลงฮิตติดหูอย่าง “อย่าโกรธได้ไหม” (พระเอกเอ็มวีคือ สงกรานต์ เตชะณรงค์) และเพลง “อึ๋ย…ย…ย !”

ปัจจุบันเธอผันตัวมาเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์สาวฝีมือเฉียบแห่งแบรนด์ “เชอ-ซี” (Cher’Z) แบรนด์เสื้อผ้าที่เธอปลุกปั้นจากแบรนด์ออนไลน์ที่ทำกับเพื่อน กระทั่งก้าวสู่การเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสตรีที่มีดีไซน์ อันเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยซิลลูเอตของชุดจากงานศิลปะการเดรปปิ้ง (Draping) ที่บรรจงตัดเย็บอย่างประณีต โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์

นอกจากจะผันตัวเองมาสู่การเป็นดีไซเนอร์ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงแล้วเธอยังมีความหลงใหลในเจ้าโทโทโระ (Totoro) ภูตแห่งป่า ตัวอ้วนกลมโต ขนฟู คล้ายแมวผสมกระต่าย ซึ่งใครที่เป็นแฟนของสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) ต้องรู้จัก เพราะเป็นคาแรกเตอร์ที่โด่งดังจากเรื่องโทโทโระเพื่อนรัก (My Neighbor Totoro) ชนิดที่ว่าใครไม่เคยปวารณาตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้อาจไม่เข้าใจ

“ทรายเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรเอกการแสดงและกำกับการแสดง หนึ่งในหนังที่ต้องดูเพื่อใช้ในการเรียน คือ สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies) ซึ่งเป็นภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิ ทำให้ทรายได้มีโอกาสติดตามผลงานของสตูดิโอนี้มาเรื่อยๆ จนได้มาดูเรื่อง My Neighbor Totoro ซึ่งเนื้อเรื่องพูดถึงเด็กผู้หญิงที่บ้านอยู่ใกล้ๆ ป่าที่โทโทโระ ซึ่งเป็นสัตว์วิเศษผู้พิทักษ์ป่าอาศัยอยู่

ความพิเศษของโทโทโระนอกจากจะมีแต่เด็กที่สามารถมองเห็นได้เท่านั้น ยังปรากฏตัวเฉพาะตอนฝนตก เอาจริงๆ ตอนดูครั้งแรกทรายก็ไม่เข้าใจสิ่งที่หนังต้องการสื่อ จนพอดีรอบ 2 เริ่มเข้าใจมากขึ้น และหลงรักในความน่ารักของโทโทโระ”

ทุกวันนี้ ไม่เพียงโทโทโระกลายเป็นหนังเรื่องโปรดที่หยิบมาดูบ่อยๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มสะสมของที่ระลึกของโทโทโระ เพราะสำหรับเธอทุกครั้งที่เห็นโทโทโระก็ทำให้ยิ้มได้ และรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก

“ชิ้นแรกที่ซื้อคือ ตุ๊กตาโทโทโระ มีทั้งหมดสามสี คือ ขาว ฟ้า เทา ตอนนั้นเราซื้อมาสีเดียวคือ สีเทา ซื้อตั้งแต่สมัยไปญี่ปุ่นครั้งแรก จำได้ว่ามีมิชชั่นเลยว่าต้องไปซื้อให้ได้ แต่ตอนนั้นด้วยความที่ยังเด็ก เราไม่ได้มีเงินเยอะ ก็ซื้อตุ๊กตากลับมาตัวเดียวพร้อมของจุกจิก อย่างพวงกุญแจ” ทรายบอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกายที่บ่งบอกถึงความชื่นชอบที่มีต่อคาแรกเตอร์อย่างไม่อาจแอบซ่อน

จากวันนั้น แม้จะไม่ได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นอีกเลยนับ สิบปี กระทั่งแต่งงาน แต่ความชอบนี้ก็ไม่เคยจางหาย จนเมื่อมีแผนจะไปเยือนถิ่นกำเนิดของโทโทโระอีกครั้งเมื่อ 4 ปีก่อน เธอจึงเตรียมการอย่างดี

“ครั้งนี้เราทำการบ้านตั้งใจไปพิพิธภัณฑ์จิบลิให้ได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่เมืองมิทากะ ไปทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ตอนนั้นจำได้ว่ากว่าจะได้ตั๋วเข้าต้องฝากรุ่นพี่ที่ญี่ปุ่นช่วยซื้อตั๋วให้ เพราะพิพิธภัณฑ์นี้จำกัดจำนวนคนเข้าในแต่ละวัน เพราะช่วงหลังๆ คาแรกเตอร์ของสตูดิโอจิบลิฮิตมาก ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าเป็นเดือน แถมยังต้องลุ้นว่าจะมีตั๋วในวันที่เราไปหรือเปล่า แต่ถึงจะยากก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะพอได้เข้าไปจริงๆ มันฟินอย่างบอกไม่ถูก”

แม้จะไปถึงแหล่ง แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถได้ทุกสิ่งที่ต้องการ เพราะด้วยความนิยมของโทโทโระ บางครั้งไปถึงก็อาจได้เพียงชื่นชมกับความน่ารักของการตกแต่ง บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ แต่ถ้าจะหวังเป็นเจ้าของไอเท็มที่ถูกใจต้องอาศัยคำว่า “ดวง” เท่านั้น

“ของสะสมที่ทรายมีส่วนใหญ่ได้มาจากการไปตระเวนหาตามเมืองอื่น คือ เวลาจะไปเมืองไหนของญี่ปุ่นเราต้องอาศัยทำการบ้าน ค่อยๆ ไปหาตามลายแทง ถ้าโชคดีก็จะได้เจอชิ้นน่ารัก อย่างฟูกุโอกะก็ได้มาหลายชิ้น หรืออย่างชิ้นที่เป็นนาฬิกาได้มาจากร้านขายของข้างๆ วัดอาซากุสะ แต่ถ้าไปที่พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่จะได้ของจุกจิกมากกว่า

ตอนนี้ถ้าถามถึงชิ้นที่อยากได้ที่สุด คือ ชิ้นที่เป็นน้ำตก อยากได้มาก ทรายไปเจอมา จริงๆ ราคาก็ไม่เบา แต่เห็นแล้วก็สู้นะคะ จริงๆ ตอนที่เจอก็เกือบจะซื้อแล้วนะคะ แต่คุณสามีสะกิดเตือนว่าจะเอากลับมายังไง เลยตัดใจก่อน เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทรายกำลังจะย้ายบ้านด้วย กลัวว่าไม่สะดวกหลายอย่างแต่ตั้งแต่กลับมาจนตอนนี้ก็ยังคิดถึงอยู่ และบอกกับตัวเองว่า ถ้าไปครั้งหน้า ซึ่งวางแผนว่าประมาณเดือน ม.ค. แล้วเจอยังไงก็ต้องซื้อให้ได้”

นอกจากความพยายามที่จะตามหาชิ้นที่ถูกใจแล้ว ทรายบอกว่า บางครั้งถึงไม่เจอชิ้นที่ถูกใจก็ต้องยอมซื้อ เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่มีของใหม่ให้ซื้ออยู่ดี

“คือของที่ออกมาไม่ได้เยอะ บางทีไปเจอชิ้นนี้ครั้งแรกไม่ซื้อ เพราะไม่ถูกใจมาก แต่ปรากฏไปครั้งหน้าก็เจออันเดิม จนบางทีเราก็ตัดใจซื้อมา (หัวเราะ) มิชชั่นในการตามหาโทโทโระของทรายไม่ใช่เฉพาะเวลาไปญี่ปุ่นนะคะ บางทีไปเที่ยวประเทศอื่นก็ต้องทำการบ้านเผื่อมีอยู่ครั้งหนึ่งสตูดิโอจิบลิจัดงานครบรอบ 30 ปี งานมีทั้งที่ไต้หวันและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่เราไปไต้หวันพอดี พอรู้ก็รีบไปเลยไปเข้าแถวรอซื้อตั๋วร่วมชั่วโมง แต่พอเข้าไปก็คุ้มค่า อารมณ์เหมือนเวลาผู้หญิงเห็นป้ายลดราคา อยากได้ทุกอย่าง จำได้ว่าครั้งนั้นได้มาหลายชิ้นเหมือนกัน ที่สำคัญบางชิ้นที่ได้มาก็เป็นชิ้นหายาก ไม่เคยเห็นร้านไหนมีขายอีกเลย”

หนึ่งในชิ้นที่ทรายภาคภูมิใจมากๆ ที่ได้ครอบครอง นอกจากซีดีเพลงที่เป็นเวอร์ชั่นมิวสิคบ็อกซ์ ยังมีของที่ระลึกที่ทำเป็นห่อข้าวญี่ปุ่น ถ้าเปิดออกมาจะเป็นหินสีที่มีโทโทโระอยู่ด้านใน

“ทรายทยอยซื้อมาเรื่อยๆ เพราะเขาจะวางขายตรงใกล้ๆ แคชเชียร์ในราคาน่ารักๆ เชื่อมั้ยว่าจนถึงตอนนี้ทรายยังไม่กล้าเปิดดูเลย เพราะกลัวว่าถ้าเปิดมาแล้วเจอสีซ้ำ หรือได้ไม่ครบจะทำให้จิตตก อยากตามหาให้ครบ (หัวเราะ) ตอนนี้เลยได้แต่มโนไว้ว่าเรามีครบแล้ว” ทรายบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

“ตอนนี้ทรายเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องมีมุมหนึ่งที่เป็นสเปซของโทโทโระ ใจจริงอยากวางทุกมุมในบ้านเลยค่ะ เพราะอย่างที่บอกเป็นคาแรกเตอร์ที่เราเห็นแล้วสดชื่นมีความสุขบางคนอาจจะมองว่าเป็นของไม่จำเป็น แต่สำหรับทรายเป็นของที่มีคุณค่าทางใจ มองเห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นกำลังใจ เหมือนมีเพื่อนที่รักอยู่ในบ้าน”

ทำ(เงิน)ได้ ในสิ่งที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/567129

  • วันที่ 10 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ทำ(เงิน)ได้ ในสิ่งที่รัก

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ 20octstudio

ทํา (งาน) อะไรดี คำถามนี้เจอบ่อยมาก ได้ยินบ่อยมาก คนที่ตอบคำถามนี้ได้น่าจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด โดยเฉพาะคนคนนี้ ช่อฟ้า เหล่าอารยะ ผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวแห่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD ผู้ที่ได้ทำทั้งงานที่รัก และได้ทำทั้งจ๊อบที่ชอบ งานและจ๊อบพิเศษที่ตอบโจทย์ความเป็นตัวเองแบบน่าอิจฉาที่สุด

งานหลักคือการเป็นนักสื่อสารมวลชน ใครเป็นแฟนช่อง 7 HD คงรู้จักกันดีอยู่แล้วกับนักข่าวคนสวยแห่งทีมสนามข่าว 7 สีช่วงเช้า รายการสนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ ข่าวภาคเที่ยง เที่ยงเจาะประเด็น รายการข่าวภาคค่ำ และข่าวในพระราชสำนัก นี่คืองานเบื้องหน้า(กล้อง)ทั้งหมด

งานเบื้องหลังกล้อง ก็ยังมีอีกหลายเม็ดหลายประเด็น ช่อฟ้าจารนัยให้ฟังถึงสิ่งที่ทำทั้งหมด ใครอ่านตามไปอาจได้ประเด็นดีๆ จากสะเก็ดข่าว…เอ๊ย…จากงานและหลายๆ จ๊อบของเธอ ที่สร้างเงินสร้างรายได้ ตั้งแต่การทำสตูดิโอถ่ายรูป การเปิดร้านจัดจำหน่ายของที่ระลึกภาคเหนือ การเปิดทาวน์โฮมเป็นบ้านพักเกสต์เฮาส์สุดเก๋

“สตูดิโอถ่ายรูปชื่อ ทเวนตี้ ออกทซ์ สตูดิโอ ตั้งอยู่ย่านห้วยขวาง รัชดาภิเษก ที่นี่ให้เช่าถ่ายรูปพร้อมพร็อพประกอบฉากชนิดว่าทุกรูปแบบ ตั้งแต่รูปแต่งงาน พรีเวดดิ้งรูปเด็ก รูปแฟชั่น และรูปเซ็กซี่”

ครอบครัวมีอาคารพาณิชย์ที่ไม่ได้ใช้ทำอะไร ด้านล่างเปิดเป็นร้านรับทำอิงก์เจ็ต ส่วนชั้นบนที่ว่างอยู่เปิดเป็นสตูดิโอ ช่อฟ้าซึ่งชื่นชอบการตกแต่งบ้านเป็นทุนเดิม ได้เป็นผู้จัดวางและตกแต่งภายในเองทั้งหมด สตูดิโอตั้งอยู่ที่ห้วยขวาง เยื้องกับโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ (fb:20octstudio line:20oct)

“เวลาให้เช่าก็จะเช่าเหมายกชั้น ชั้น 3-4 โดยมี 2 ห้องย่อยในแต่ละชั้น ที่นี่ถ่ายรูปได้ทุกมุม การตกแต่งทำเองทั้งหมด สนุกมาก ชอบมาก เป็นจ๊อบที่ได้เติมเต็มตัวเองมาก”

กล้าการันตีว่าเป็นสตูดิโอที่ถ่ายรูปได้ทุกมุม ก็เพราะทำงานหน้ากล้อง รู้จักคนหลังกล้องและช่างภาพมากมาย รู้จักการทำงานกับกล้อง รวมทั้งมุมกล้องที่ต้องมองให้เห็น

เพราะเช่นนั้นก็รับประกันได้ว่า ไม่มีมุมไหนที่ถ่ายไม่ได้ ส่วนของตกแต่งไม่ได้นำมาจากไหนไกล

รองเท้าแต่งงานของคุณแม่ กระเป๋าเดินทางของคุณพ่อ เก้าอี้โบราณ จักรเย็บผ้าและโทรทัศน์รุ่นเก่า ฯลฯบรรดาข้าวของเครื่องใช้จัดวางอย่างเก๋ไก๋ โดยมีทั้งหมด 4 ห้อง คือ เอเวอรีเดย์รูม บิ๊กเดย์รูม โอลด์เดย์รูม และกู๊ดเดย์รูม ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ เอเวอรีเดย์และโอลด์เดย์รูม

เอเวอรีเดย์รูม ห้องที่ใหญ่ที่สุด มีมุมห้องนอน ตู้เสื้อผ้าและมุมของการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ สำหรับโอลด์เดย์รูม ตกแต่งด้วยของเก่า มีหีบผ้า ตะเกียงน้ำมัน ตู้หนังสือแจกันสะสม จักรรุ่นแรก ทีวีเครื่องแรก(ของที่บ้าน-ฮา) มีมุมที่แตกต่างจากห้องอื่นๆ ส่วนบิ๊กเดย์รูม เน้นพรีเวดดิ้ง พื้นหลังขาว แบ็กกราวด์เป็นดอกไม้และกระจก ขณะที่กู๊ดเดย์รูมเป็นแนวอาร์ต

“ไม่ว่าจะถ่ายแนวไหนก็ตอบโจทย์ และราคาไม่แพง ครึ่งวัน 1,000 บาท ถ้าทั้งวันก็แค่ 2,000 บาทสตูดิโอตั้งอยู่แนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ทำให้ถ่ายแสงธรรมชาติได้ตลอดวัน”

สำหรับจ๊อบขายของฝาก ร้านขายของที่ระลึกจากภาคเหนือชื่อ “ช่อแฮ” มีงานไม้ งานนาฬิกา งานผ้า เครื่องเบญจรงค์ ฯลฯ ทั้งหมดเป็นของฝากขึ้นชื่อรวมศูนย์ณ จุดเดียว เดิมเปิดที่ จ.แพร่ แต่เมื่อหมดสัญญาเช่าจึงย้ายมาที่ลพบุรี ตั้งอยู่กลางเมือง สามแยกเอราวัณ

“ผ้าม่อฮ่อมขายดี พวกงานผ้าต่างๆ ก็น่าแปลกใจที่สินค้าเฉพาะถิ่น เมื่อนำมาขายในถิ่นที่ต่างออกไปก็เป็นที่นิยมมาก ยังมีสินค้าขายดีจำพวกชุดไทยงานฝีมือ 10 เทพเจ้าแกะไม้และเรซิ่น”

จ๊อบทำเงินสุดท้าย คือการเปิดทาวน์โฮมใกล้ๆ กับช่อแฮ สร้างบ้านพักและเกสต์เฮาส์ให้เช่าชาวต่างชาติ“สามยอดเรสซิเด้นซ์” แบ่งเวลาอย่างไรก็ไม่ยาก งานทั้งหมดได้วางระบบไว้อย่างดี เพื่อส่งต่อให้ผู้จัดการหรือทีมงาน เงินทองไหลมาเทมาก็เพราะรู้ตัวเองว่าชอบอะไร และทำในสิ่งที่ชอบนั่นเอง

อากิระ โกโก เครื่องสำอางในมือผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566989

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

อากิระ โกโก เครื่องสำอางในมือผู้ชาย

เรื่อง ปอย ภาพไม่เครดิต

ผู้บริหารจากแดนอาทิตย์อุทัย อากิระ โกโก ประธานแห่งอะโคร (Acro) บินมาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จในปีที่ 5 ของเครื่องสำอางทรี (Three) แบรนด์ระดับลักซ์ชัวรี่จากประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์ที่มีห้องนวดริทึม รีทรีตแห่งแรกในเมืองไทยอย่างเป็นทางการที่ชั้น 1 บริเวณโซนเซ็นทรัล คอร์ท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

อากิระ นายใหญ่เครื่องสำอางทรี คนใหม่แกะกล่อง พาสัมผัสแนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อความงามเด้วยตัวเอง ด้วยความชำนิชำนาญและความภาคภูมิใจอย่างที่สุด กับเครื่องสำอางส่วนผสมจากธรรมชาติครบวงจร

“ผู้บริหารสูงสุดของแบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายครับ มีผู้ชายทำงานในวงการอุตสาหกรรมความงามอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงเป็นแม่บ้าน คนไทยก็อาจสงสัยกันนะครับว่าทำไมธุรกิจเครื่องสำอางสัญชาติญี่ปุ่นจึงเต็มไปด้วยคนทำงานที่เป็นผู้ชาย ซึ่งเข้ามาเริ่มงานตั้งแต่วัยหนุ่ม แล้วเป็นผู้ชายแมนๆ ล่ำๆ แต่รู้เรื่องเครื่องสำอางดีมาก เพราะสะสมประสบการณ์จนตำแหน่งเลื่อนในระดับผู้บริหารครับ”

อากิระ บอกพร้อมเสียงหัวเราะเปิดการสนทนาอย่างกระตือรือร้น แฝงความอ่อนน้อมถ่อมตนในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้จริง

มีหัวใจเพื่องานสร้างความงาม

บริษัท อะโคร เป็นบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำของญี่ปุ่น อากิระ เพิ่งรับตำแหน่งประธานกุมบังเหียนบริหารธุรกิจความงาม ซึ่งในวันนี้อะโครกำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษแรก จัดเป็นน้องใหม่ในวงการบิวตี้ แต่มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามออกมาอีกหลากหลายแบรนด์

อากิระ คร่ำหวอดวงการนี้โดยเริ่มงานกับแบรนด์ดังเก่าแก่ ในหลายๆ องค์กรความงาม ทำงานดูแลตั้งแต่งานด้านการค้าปลีก การสร้างสรรค์งานการตลาด ไปจนร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงใจผู้บริโภค การเข้ารับงานใหม่จึงเป็นการใช้ประสบการณ์เชี่ยวชาญที่สะสมมาอย่างตรงจุด

“ในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ อะโครกำลังจะนำเสนอแบรนด์เครื่องสำอางน้องใหม่ อีก 2-3 แบรนด์ครับ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในญี่ปุ่นจัดเป็นการผลิตสินค้าในกลุ่มเอเวอรี่เดย์ โปรดักต์ เราภาคภูมิใจผลิตภัณฑ์ที่ติดยี่ห้อเมดอินเจแปน ล้วนขึ้นชื่อในด้านคุณภาพที่ไม่แพ้ใคร ในตลาดโลกวันนี้แบรนด์เอเชียมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ว่าเครื่องสำอางเกาหลี ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางไทย ก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

ปรัชญาของแบรนด์ทรี เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจ และน่าค้นหาในตัวเองที่แตกต่างกัน โดยแบรนด์ทรี มีแนวคิดหลักอยู่ 3 ข้อ คือ Natural เน้นการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ Honest ซื่อสัตย์ในการพัฒนาและวิจัย คัดสรรส่วนผสมจากธรรมชาติที่ดีที่สุด Creative ผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ใช้ได้ง่ายดาย

เครื่องสำอางทรีมีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้ง Skincare และ Makeup แต่ที่โดดเด่นในเมืองไทยเป็นสินค้าในกลุ่ม Three Balancing Line เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นบำรุงคืนความสมดุลให้กับผิว เพื่อสู้กับมลภาวะในเมืองใหญ่ เน้นศาสตร์การดูแลผิวแบบองค์รวม

ผลิตภัณฑ์ใหม่ Holistic Care Line ภายใต้ปรัชญาความงามของแบรนด์ ทำเพื่อตอบโจทย์ความงามที่สมบูรณ์แบบด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการดูแลปรนนิบัติ ทั้งจิตใจ ที่ส่งผลต่อร่างกายและผิวพรรณ เช่น น้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่ง โบทานิคอล ทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างหมดจด แม้แต่เมกอัพสูตรกันน้ำ หรือครีมกันแดดต่างๆ เนื้อออยล์จะไม่แปรสภาพให้เกิดการระคายเคืองผิว มีกลิ่นหอมอ่อนแนวอโรมาให้ความรู้สึกสบายผิว

เป็นการฟื้นบำรุงจากภายในสู่ภายนอก เน้นศาสตร์แห่งการปรับสมดุลร่างกาย ด้วยเอสเซนเชียลออยล์ มีความเป็นออร์แกนิกฟื้นบำรุงความงามได้อย่างยั่งยืนตามหลักของการดูแลแบบองค์รวมที่เราภูมิใจครับ”

อะกิระ กล่าวว่า เครื่องสำอางวันนี้ก็ต้องวิ่งตามโลก ตลาดเครื่องสำอางในญี่ปุ่นเริ่มเติบโตและขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายในวัยทำงานเริ่มใช้ทั้งสกินแคร์ และเริ่มหัดใช้เมกอัพอย่างเช่นรองพื้นกันมากแล้ว

“แต่ความแตกต่างการใช้เครื่องสำอางของผู้ชาย คือ ใช้ให้ดูดี ส่วนผู้หญิงใช้ให้สวย จัดเป็นความโมเดิร์นในวงการความงามที่ท้าทายคนทำงาน ให้ก้าวตามเทรนด์แห่งโลกความงามนี้ให้ทันครับ”

“อย่าให้ใครรู้ว่าคุณอายุเท่าไร?!!”

ความอ่อนเยาว์ คือ กุญแจแห่งความลับของผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ว่าไทยหรือญี่ปุ่น อากิระ บอกว่าคนใช้เครื่องสำอางย่อมหนีไม่พ้นจุดประสงค์นี้ แต่ก็มีรายละเอียดในการเลือกใช้แตกต่างกันไป

คลีนซิ่งออยล์ คือ เบสต์เซลเลอร์ได้รับความนิยมไปทั่วโลก คนญี่ปุ่นชอบใช้รองพื้นสูตรลิควิด ขณะที่คนไทยชอบใช้แป้งฝุ่นเนื้อบางเบา ในกลุ่มลูสพาวเดอร์ และไลน์เครื่องสำอางที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ซึ่งการเป็นผู้บริหารใหญ่เป็นอีกภารกิจที่ต้องเข้าใจในรายละเอียดนี้อย่างถ่องแท้

“ผู้หญิงไทยสนใจในความงาม ที่ไม่เพียงแค่ภายนอก แต่สนใจลึกซึ้งไปจนถึงเรื่องการออกกำลังกาย อาหารการกิน ซึ่งเป็นเทรนด์ Holistic ดูแลความงามในแบบองค์รวมไม่แตกต่างกับผู้หญิงญี่ปุ่นเลยนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้เมื่อมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ความงามในกรุงเทพฯ แต่ก็มีสิ่งที่ต่างกันอีกเรื่องหนึ่ง ผู้หญิงญี่ปุ่นรักผิวมากๆ เลยนะครับ พวกเธอชอบความอ่อนเยาว์ อยากดูเด็ก (หัวเราะ) จึงยอมทุ่มเททุกๆ เรื่องเพื่อให้ผิวพรรณแลดูมีสุขภาพดีที่สุด

ส่วนผู้หญิงไทยชอบการเมกอัพมากกว่า เน้นความสวยสนุกกับการใช้สีสันเมกอัพ ไปจนเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ผมดูแล้ว สวยสะดุดตามากๆ ครับ”

อากิระ โปรยยาหอมทันทีที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ แล้วเมื่อพิจารณาภาพลักษณ์คนทำงาน ในบริษัทเครื่องสำอางระดับคุณภาพ ก็ต้องบอกว่าเป็นท่านประธานที่ดูอ่อนเยาว์มาก

“ผมมีโอกาสได้ใช้สกินแคร์มากกว่าคนทั่วไปครับ (บอกพลางหัวเราะชอบใจ) ผมผ่านการทำงานในหลายๆ บริษัทเครื่องสำอางญี่ปุ่น เน้นการคิดค้นวิจัยกลุ่มแอนไทร์เอจจิ้ง ซึ่งแต่ละแห่งเน้นคุณภาพไม่น้อยไปกว่ากัน เพื่อสร้างสรรค์ความอ่อนเยาว์ ในการทำงานเป็นผู้บริหาร ก็ต้องอยู่ในกระบวนการคิดค้นทดลอง ซึ่งผู้ชายอย่างพวกเราก็หลีกเลี่ยงไปไม่ได้เลย ที่ต้องเป็นกลุ่มผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ไปด้วย

ผู้ชายไม่ค่อยชอบใช้อะไรที่ซับซ้อนอยู่แล้วครับ แต่เมื่อต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ก็ต้องเริ่มที่การล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ผมบอกได้เลยนะครับนี่คือจุดกำเนิดผิวที่ดี จากนั้นก็ตามด้วยการบำรุงผิวด้วยสกินแคร์ที่ดี

การดูแลตัวเองอีกเรื่องที่ไม่ควรละเลย คือ การออกกำลังกาย ผมเล่นฟุตบอลหนักมากๆ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) รวมไปถึงเรื่องเน้นอาหารการกินที่ดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และสร้างนิสัยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ละเลยไม่ได้เลยครับ ถ้าคุณอยากดูดีและอ่อนเยาว์”

ผู้บริหารหนุ่มแดนปลาดิบ เผยอายุที่ล่วงเลยวัยเลข 5 กลางๆ (แล้ว!) แม้เป็นการเปิดเผยที่ออกจะมีความขวยเขินบ้าง แต่ก็แฝงด้วยความเชื่อมั่น

“กลุ่มคนใช้สกินแคร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ ไม่เพียงแค่คนมีอายุที่จำเป็นต้องใช้ แต่วันนี้ขยายกลุ่มไปในกลุ่มชายหนุ่มวัยทำงาน หรือกลุ่มบิซิเนสแมน ที่มีกำลังซื้อเครื่องสำอางแบรนด์คุณภาพสูง การหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง ซึ่งก็คือการยอมรับนะครับว่าเฟิสต์อิมเพรสชั่นมีความจำเป็นต่อหน้าที่การงาน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตั้งแต่แรกเห็นเลยนะครับ

ผู้ชายญี่ปุ่นดูแลตัวเองตั้งแต่ผิวพรรณ เรื่องทรงผม ไปจนการตกแต่งคิ้ว รูปทรงหนวดเท่ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความหล่อเหลา แต่คือความสุภาพในการออกไปพบปะผู้คนในการทำงานแต่ละวัน ซึ่งเครื่องสำอางในเครืออะโคร ที่กำลังเตรียมจะนำเสนอสู่ตลาดบิวตี้ในช่วงฤดูกาลใบไม้ผลิเร็วๆ นี้ ก็จะเป็นกลุ่มเมกอัพของสุภาพบุรุษโดยเฉพาะครับ”

เครื่องสำอางในนิยามของผู้บริหาร อากิระ กล่าวว่าคือ เครื่องมือแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เครื่องมือแสดงความแตกต่างของเรา ที่แต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร จึงเป็นการสอดคล้องกับปรัชญาในการทำงานของเขา ซึ่งก็คือการค้นหาทดลองเพื่อหาคุณค่าใหม่ๆ อยู่เสมอ

“การทำงานเรื่องสวยๆ งามๆ จึงหนักหนาเอาการอยู่ครับ ผมมากรุงเทพฯ ก็ต้องไปดูตั้งแต่เรื่องความเรียบร้อยของแฟล็กชิปสโตร์สาขาล่าสุด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเยี่ยมเคาน์เตอร์ทรีสาขาต่างๆ ก็อยากไปดูให้ครบ 23 สาขาทั่วประเทศ แต่ไม่มีเวลาเลยครับ เพราะมีการประชุมกับซัพพลายเออร์ แล้วก็บินกลับโตเกียวทันทีครับ”

อากิระ กล่าวทิ้งท้ายกับงานล้นมือ ที่ทำด้วยความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด จริงจังที่สุดในสไตล์ผู้บริหารชายจากแดนอาทิตย์อุทัย

ละจอ ให้สายตาได้พัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566986

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:45 น.

ละจอ ให้สายตาได้พัก

เรื่อง พุสดี

อุปกรณ์ไอทีแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่วัยสูงอายุ จนบางครั้งอาจเป็นวายร้ายที่ทำลายดวงตาคู่สวยอย่างไม่รู้ตัว วันที่ 11 ต.ค.นี้ เป็นวันสายตาโลก นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์แห่งศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ เผยให้เห็นถึงข้อมูลสำคัญและการดูแลถนอมสายตา พร้อมเชิญชวนร่วมรณรงค์ในกิจกรรม Phone-Free Day ลดแชต ละจอ เพื่อขอให้สายตาได้พักเพิ่มมากขึ้น

นพ.นพวุฒิ เผยถึงข้อมูลของสมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์สหรัฐว่า คนยุคใหม่มีอัตราเฉลี่ยการใช้โทรศัพท์มือถือ 7 ชั่วโมง/วัน และพบว่าในเด็กอายุ 10-12 ปี เกือบ 50% มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง และใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาอีกว่า 60% บ่นว่ามีอาการตาล้า ตาแห้ง ปวดตา ตาพร่ามัวจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล และยังเป็นผลทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการระคายเคืองของดวงตา ปวดหัว ปวดตา และตามัวลงแบบถาวรได้ถ้าไม่รีบป้องกัน เนื่องจากเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาล้ามากเกินไปอาจทำให้ตาอ่อนแรงและอักเสบได้ หรือแม้กระทั่งแสงสว่างที่จ้องมองนานๆ

โดยเฉพาะแสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถผ่านเข้าตาส่วนลึกคือบริเวณจอตา ทำให้เกิดผลเสียต่อจอตาได้เป็นอย่างมาก เพราะแสงสีฟ้าจะถูกดูดซึมโดยชั้น RPE (Retinal Pigment Epithelium) โดยมีปฏิกิริยาเกิดโมเลกุลพิษไปทำร้ายเซลล์รับภาพในจอตา (Photoreceptor Cell) ทำให้เซลล์รับภาพตายลงในที่สุด

การใช้ชีวิตอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป ไม่ใช่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ เพราะอาจเป็นต้นเหตุของอาการต่อไปนี้

1.ภาวะตาล้า เกิดขึ้นเมื่อดวงตาอ่อนล้าจากการใช้งานหนัก เช่น คุยแชต ดูหนังเป็นเวลานานๆ การอ่านตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กมากเกินไป โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะหายเองเมื่อได้พักสายตา แต่บางครั้งก็อาจเกิดภาวะรุนแรงกับดวงตาเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

2.ตาเพ่งมองระยะใกล้ค้าง เกิดจากภาวะความผิดปกติของสายตาที่ไม่สามารถรับแสงหักเหจากวัตถุที่มาโฟกัสตรงจอตาได้อย่างพอดี ส่งผลให้มองเห็นวัตถุดังกล่าวไม่ชัด ต้องจ้องหรือเพ่งมองใกล้ๆ หรี่ตา ซึ่งอาจนำไปสู่การปวดกระบอกตารุนแรง เกิดภาวะสายตาสั้นเทียม หรือพบการเปลี่ยนแปลงสายตาที่สั้นเพิ่มเร็วขึ้นในเด็ก

3.ความสว่างหน้าจอ โดยเฉพาะการใช้สมาร์ทโฟนในที่มืดหรือแสงสว่างน้อยจะทำให้มีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะ เนื่องจากรูม่านตาที่คอยปกป้องดวงตาจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นผลให้เกิดอาการตาพร่ามัวเป็นเงาดำ ปวดตา แสบตา รวมทั้งตาแดงได้ และไม่เฉพาะเจาะจงที่สมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ทีวีหรืออุปกรณ์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถบั่นทอนศักยภาพในการเติบโตของสมองและเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางสายตา ปวดต้นคอ หลังและไหล่ หรือโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ได้เช่นกัน

“ทางออกง่ายๆ ในการดูแลสายตาและสุขภาพดวงตาของตนเอง หยุดพฤติกรรมเดิมๆ ลดแชต ละจอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้สายตาได้พักเพิ่มมากขึ้น เปลี่ยนวิธีการคุยแชตผ่านสมาร์ทโฟนมาเป็นการนั่งคุยกัน นัดประชุมงานร่วมกัน หรือนั่งกินอาหารร่วมกัน และหากหลีกเลี่ยงจอไม่ได้ให้พยายามหาเวลาพักสายตาด้วยการมองออกไปไกล 20 เมตร นาน 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที หลีกเลี่ยงการใช้สายตาในสถานที่ที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสมหรือมีแสงสะท้อนมาก และหากอยู่กลางแสงจ้าติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรสวมแว่นกันแดดที่มีคุณภาพป้องกันรังสียูวี

สำหรับคนที่สวมแว่น ควรเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตาของตัวเอง โดยหมั่นตรวจวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เลนส์สำหรับประกอบแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ ที่ตรงกับค่าสายตาของตัวเองมากที่สุด ควรพักสายตาจากการทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือจากการอ่านหนังสือเป็นระยะๆ เพื่อเลี่ยงอาการผิดปกติทางสายตาต่างๆ ตลอดจนควรหมั่นสังเกตว่ามีอาการอื่นๆ เช่น มองไม่ชัดกะทันหัน ตามัว ปวดตา ตาแดง มีจุดดำลอยไปมา เป็นต้น เนื่องจากอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตราย หากเกิดอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที” นพ.นพวุฒิ ทิ้งท้าย