สูตรบริหารเงิน ในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566990

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

สูตรบริหารเงิน ในครอบครัว

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

หลังการแต่งงาน ชีวิตยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องจัดการ บางคนถึงบอกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริงนั้นเริ่มหลังชีวิตแต่งงานนี่ล่ะ เรื่องสำคัญหลักๆ ในชีวิตคู่ก็มีอยู่ 2 เรื่องที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด ก็คือ เรื่องความประพฤตินอกใจ และเรื่องเงินใช้จ่ายในบ้าน ซึ่งวันนี้เราจะมาเปิดสูตรการบริการเงินในบ้านของว่าแบบไหนมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

1.ธุรกิจส่วนตัวกับงานประจำ

หากคนหนึ่งทำงานธุรกิจส่วนตัว ซึ่งรวมถึงฟรีแลนซ์ และอีกคนทำงานประจำ ดูผิวเผินอาจจะไม่มีอะไรมากแต่หากมองลึกๆ ถึงรูปแบบการได้เงินของแต่ละฝ่ายแล้วแน่นอนว่าฟรีแลนซ์ย่อมมีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสได้เงินมากกว่างานประจำด้วยเช่นกัน สูตรที่น่าสนใจสำหรับชีวิตคู่ที่มีรูปแบบการทำงานแบบนี้

ไม่ควรมีเงินกองกลางสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในบ้าน แต่ให้ภาระไปอยู่ที่คนทำงานประจำซึ่งมีรายได้ที่แน่นอนกว่า ในขณะที่คนทำฟรีแลนซ์เมื่อได้เงินมา ให้แบ่งครึ่งเป็นเงินเก็บสำหรับการสร้างครอบครัว และอีกครึ่งสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพราะฟรีแลนซ์บางเดือนอาจจะไม่มีรายได้เข้าตามเป้าและให้ช่วยค่าน้ำค่าไฟก็อาจจะกระเบียดกระเสียรมากเกินไป

ในขณะที่คนทำงานประจำแม้จะมีรายได้แน่นอนทุกเดือน แต่ก็อาจจะไม่ได้มากพอจะเหลือเป็นเงินเก็บ ดังนั้นคนหนึ่งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน อีกคนรับผิดชอบเรื่องเงินเก็บในบ้านน่าจะเป็นการดีทั้งคู่

2.ธุรกิจส่วนตัวทั้งคู่

หากคุณทั้งคู่ทำธุรกิจส่วนตัวแน่นอนว่ารายได้ย่อมหามาได้มากทั้งคู่ ดังนั้นการบริหารเงินในครอบครัวที่เหมาะสมนั้นมีอยู่หลายทาง บ้างก็เลือกใช้วิธีแยกกระเป๋าและหารช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านร่วมกัน เพราะถือว่าหาเงินมาได้มากทั้งคู่และสบายใจที่จะใช้เงินที่หามาได้รับผิดชอบตัวเอง หรือบางคู่ก็เลือกที่จะเก็บเงินและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน

เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันให้ดีทั้งคู่ แต่ควรจะมีอีกเรื่องที่ต้องช่วยกัน ก็คือ ในยามที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องลำบาก อย่าคิดว่าเป็นภาระของอีกฝ่ายที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล เพราะไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าอาจเป็นคุณเองที่ล้มและต้องการให้อีกคนเข้ามาช่วยก็เป็นไปได้ ซึ่งข้อดีของการมีชีวิตคู่ที่ดีก็คือมีคนคอยช่วยเหลือดูแล เป็นเพื่อนคู่คิดคู่สร้างทั้งชีวิตนั่นเอง

3.ทำงานประจำทั้งคู่

สำหรับคู่รักที่ทำงานประจำทั้งคู่ วิธีคิดเรื่องการบริหารเงินในครอบครัวอาจจะใช้วิธีการเดียวกับคนที่ทำงานประจำทั้งคู่ก็ได้ แต่ว่างานประจำของทั้งคู่เมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีรายได้ไม่มากนัก ดังนั้นการบริหารเงินแบบแยกกระเป๋าดูจะไม่เหมาะสมสักเท่าไรนัก

วิธีบริหารเงินที่เหมาะสมกับทั้งคู่ที่ช่วยทำให้เก็บเงินสร้างครอบครัวให้เร็วที่สุด ก็คือ การเก็บเงินกองกลางและหารค่าใช้จ่ายทุกอย่างร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เก็บเงินซื้อบ้าน รถ และหาเงินสำหรับค่าใช้จ่ายของลูกซึ่งจะทำให้เห็นเงินก้อนใหญ่ได้ดีกว่า ได้เร็วกว่าคู่รักที่แยกกระเป๋าเก็บเงิน

หรือบางคู่ก็ใช้วิธีตัดแบ่งค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนว่าทั้งคู่ต้องส่งกองกลางเท่าไร อาจจะเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน อีก 30 เปอร์เซ็นต์ลงทุนร่วมกัน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ประกันชีวิต ที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ คือ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งทำให้ทั้งคู่ยังพอมีเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว

4.พ่อบ้านหรือแม่บ้านกับทำงานประจำหรือฟรีแลนซ์

สังคมโลกสมัยก่อนผู้ชายมักจะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงเป็นฝ่ายอยู่บ้านดูแลลูกๆ และจัดการเรื่องต่างๆ ภายในบ้าน แต่ยุคสมัยนี้เปลี่ยนไป คนที่จะทำหน้าที่อยู่บ้านดูแลลูกๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงอีกต่อไป หากผู้หญิงมีรายได้มากกว่าผู้ชายและต้องการคนมาดูแลลูกเล็ก อาจจะต้องเป็นผู้ชายมารับหน้าที่ดูแลลูกและหารายได้เสริมจากที่บ้านก็เป็นไปได้ในยุคสมัยนี้

หากมีรายได้เข้าครอบครัวทางเดียวย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ภาระด้านการเงินจะตกอยู่กับฝ่ายคนทำงาน แต่ให้คิดในอีกด้านคนที่ทำหน้าที่ดูแลลูก ดูแลงานบ้านก็ทำหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบในระดับที่หาเงินได้มากแค่ไหนก็ซื้อบริการด้วยใจแบบนี้ไม่ได้

ดังนั้น เรื่องการเก็บเงินหากรายได้ไม่มากพอก็แทบจะเป็นไปได้ไม่ได้เลย วิธีการบริหารเงินอย่างเดียวที่ทำได้ในเคสนี้ คือ ต้องยืดเวลาเริ่มต้นการเก็บเงินออกไปจนกว่าลูกจะโตพอดูแลตัวเองได้แล้วค่อยหางานทำ หรือคนอยู่บ้านต้องหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ก็เป็นวิธีที่ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566985

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดนการเข้าฟิตเนสช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ ล่าสุดเทรนด์ฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมง กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนเมืองเป็นอันมาก เพราะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัยที่ต้องการความสะดวกในเรื่องเวลาที่จะเข้ามาออกกำลังกาย ทำให้มีฟิตเนส 24 ชั่วโมงแบรนด์ดังจากต่างแดน พากันมาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ มากมาย ลองไปดูหน่อยซิว่า มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง

เดน แคนท์เวล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของ Jetts 24 Hour Fitness เผยว่า เจ็ตส์ฯ คือ แบรนด์ฟิตเนสที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในออสเตรเลีย ปัจจุบันมีสาขากว่า 270 แห่งทั่วโลก ทั้งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เจ็ตส์ฯ ได้มาเปิดสาขาขึ้น

“การที่เรามาเปิดฟิตเนส 24 ชั่วโมง ในกรุงเทพฯ เพราะเล็งเห็นถึงการเติบโตของธุรกิจที่สามารถไปได้อีกไกล ทั้งยังอยากส่งเสริมให้คนไทยหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น โดยไม่มีข้ออ้างในเรื่องเวลา ไม่ว่าคุณจะทำงานปกติในช่วงกลางวันหรือทำงานเป็นกะในช่วงกลางคืน ก็สามารถแวะมาออกกำลังกายได้ทุกเวลา ด้วยแนวคิดของฟิตเนสที่เน้นความสะดวกสบาย คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เสียค่าสมาชิกแค่ 1,500 บาท/เดือน โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด มีสาขาอยู่ในทำเลที่เดินทางมาง่ายด้วยรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน แถมยังใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานอีกด้วย

พูดได้ว่าตอนนี้ฟิตเนส 24 ชั่วโมง กำลังได้รับความนิยมในออสเตรเลีย จากเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฟิตเนสในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเปิดแค่ช่วงเช้า-ค่ำ แต่ปัจจุบันนี้มีฟิตเนส 24 ชั่วโมง ในออสเตรเลียเปิดขึ้นกว่า 10 แบรนด์ ฉะนั้นเมื่อเราทำวิจัยแล้วว่า เจ็ตส์ฯ น่าจะเหมาะกับคนไทย โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนในกรุงเทพฯ เราจึงตัดสินใจมาเปิดสาขาขึ้นในเมืองไทย และในอนาคตก็มีแพลนจะเปิดที่มาเลเซียด้วย”

เดน บอกว่า กลุ่มลูกค้าหลักของเจ็ตส์ฯ มีความหลากหลาย ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน หรือครอบครัว ก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้หมดเลย นั่นก็เพราะค่าบริการรายเดือนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้นั่นเอง

“สำหรับคลาสเด่นๆ ของเราจะมีทั้ง บอดี้เวต บอดี้คอมแบต โยคะ พิลาติส รวมทั้งคลาสเต้นรำอย่าง ซุมบ้า และชาแบม เป็นต้น เรียกว่ามีคลาสที่สามารถตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัยได้ครบ หรือคนที่เล่นเวตเทรนนิ่งก็จะมีเทรนเนอร์ที่มีความรู้คอยดูแลแนะนำให้ นอกจากนี้เรายังมีเครื่องออกกำลังกายคุณภาพสูงครบครัน และเป็นฟิตเนสแห่งแรกในเมืองไทยที่ใช้เครื่องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอพร้อมหน้าจอสัมผัสที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งสามารถรองรับเทคโนโลยี Apple GymKit ให้สมาชิกติดตามตรวจสอบการออกกำลังกายของตัวเองผ่าน Apple Watch ได้อีกด้วย

พูดง่ายๆ ว่าเราสามารถตอบโจทย์คนทุกกลุ่มได้อย่างครบถ้วน และในอนาคตเรามีแพลนที่จะขยายไปตามโลเกชั่นในหัวเมืองใหญ่ๆ อย่าง พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และโคราช ถ้าพูดถึงคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เราคิดว่าตอนนี้ยังมีไม่ค่อยเยอะมากนัก ซึ่งจุดแข็งของเรา ก็คือ มีสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ โดยแต่ละที่จะอยู่ตามเส้นรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดิน จึงมีความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยครับ”

Jetts 24 Hour Fitness อยู่ที่ตึก FYI และอีกกว่า 10 สาขาทั่วกรุงเทพฯ Fanpage FB : JettsThailand และ IG : jettsfitnessthailand

ขณะที่ Fitness 24 Seven ซึ่งเป็นฟิตเนส 24 ชั่วโมง อีกหนึ่งแบรนด์จากสวีเดน ก็มีจุดเริ่มต้นมาจาก คริสเตียน อาส์ค เจ้าของแบรนด์ซึ่งชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิม เขาจึงปิ๊งไอเดียมาสู่การทำธุรกิจฟิตเนส 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันมีหลายสาขาในสวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ โปแลนด์ โคลอมเบีย และล่าสุดในไทย

นาตาเลีย ฟอลบริชต์ Country Manager Thailand เผยว่า การที่แบรนด์เลือกมาเปิดที่เมืองไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย เนื่องจากได้วิจัยแล้วว่า ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองใหญ่ในเอเชียโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่อยากจะเล่นฟิตเนสในช่วงเวลาที่ตัวเองสะดวก ดังนั้น ฟิตเนส 24 ชั่วโมง จึงช่วยตอบโจทย์คนเมืองได้ดี

“ปรัชญาหลักของเรา คือ เราอยากให้ผู้ที่มาเล่นฟิตเนส สามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองว่าจะเล่นเวลาไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ จุดเด่นที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่นๆ นอกจากเปิดตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดแล้ว ในทุกๆ วันจะมีพนักงานที่เรียกว่า เอชอาร์ มาคอยต้อนรับและช่วยเหลือแนะนำด้วย ส่วนอีกตำแหน่งก็คือ พีที (เพอร์ซันนอล เทรนเนอร์) ซึ่งสามารถที่จะแนะนำวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องให้กับสมาชิกได้ แล้วยังมียามรักษาความปลอดภัยคอยดูแลฟิตเนสกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินอีกด้วย

จุดเด่นอีกอย่างของเรา ก็คือ การเป็นสมาชิกนั้นสามารถยืดหยุ่นได้ ที่สำคัญคีย์การ์ดของเราใบเดียวยังสามารถใช้ได้กับสาขาอื่นๆ ทั่วโลกอีกด้วย แถมราคายังถือว่าถูกที่สุดในขณะนี้ นั่นคือ 1,299 บาท/เดือน (แต่หากจะยกเลิกการเป็นสมาชิกต้องแจ้งล่วงหน้า 2 เดือน) ซึ่งรวมค่าบริการทั้งหมดแล้ว ยกเว้นการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวเท่านั้นที่จะต้องจ่ายเพิ่ม

กลุ่มลูกค้าของเรามีตั้งแต่วัย 18 ปีขึ้นไป และสิ่งที่เราโดดเด่นจากที่อื่นอีกอย่าง ก็คือ การมียิมในยิม นั่นก็คือ Woman Gym ซึ่งเป็นโซนพิเศษสำหรับผู้หญิงมุสลิมที่ไม่สามารถออกกำลังกายต่อหน้าผู้ชายได้ หรือสำหรับผู้หญิงทั่วไปที่รู้สึกอึดอัดใจที่จะออกกำลังกายต่อหน้าผู้ชายก็เข้ามาใช้โซนนี้ได้เช่นกัน และเร็วๆ นี้ก็กำลังจะเปิดสาขาใหม่ขึ้นใกล้ๆ กับรถไฟใต้ดินพระราม 9 ด้วย”

นาตาเลีย เสริมว่า ฟิตเนสส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ เท่าที่ได้วิจัย มักจะมีแต่ฟิตเนสที่ราคาแพง คนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ฉะนั้นแบรนด์จึงสร้างความแตกต่างโดยเปิดฟิตเนสในราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ที่สำคัญอุปกรณ์ทุกอย่างยังมีมาตรฐานที่สูงและทันสมัย เช่น มีสายคาดหน้าอกเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะที่คุณเข้าคลาสปั่นจักรยาน เป็นต้น

“นอกจากนี้ ยังมีคลาสออกกำลังกายอีกถึง 300 คลาส/เดือน เช่น โยคะ ไซคลิ่ง ซุมบ้า มวยไทย บอดี้ปั๊ม บอดี้คอมแบต บู๊ตแคมป์ ฯลฯ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อย่างเช่น ตู้ชาร์จแบตมือถือทุกรุ่น และมีสัญญาณไว-ไฟให้ใช้ฟรีอีกด้วย”

Fitness 24 Seven อยู่ที่โครงการ ซัมเมอร์ ฮิลล์ (บีทีเอส พระโขนง) Fanpage FB : fitness24seven thailand และ IG : fitness24seven_thailand

ด้าน รณกร สนิทประภัสสร นักแสดงอิสระไวรัลโฆษณา ที่ผู้ชมน่าจะรู้จักกันดี เช่น โฆษณาของการบินไทย “ชุดปลากะพงบนฟ้า” และยางรถยนต์ “นิตโตะ” เป็นอีกผู้หนึ่งที่ใช้บริการฟิตเนส 24 ชั่วโมง เพราะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเขาได้อย่างลงตัว

“ผมสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนส 24 ชั่วโมงมาได้ 5 เดือนแล้วครับ ตามความเห็นของผมแล้วมันช่วยตอบโจทย์ในเรื่องเวลาให้ผมได้ดีมากๆ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าอาชีพนักแสดงมักทำงานไม่ค่อยเป็นเวลา บางครั้งถ่ายโฆษณากันดึกดื่นจนถึงเช้าก็มี ต้องบอกว่าที่จริงแล้วบ้านผมอยู่ จ.นนทบุรี แต่เวลาไปทำงานที่ออฟฟิศซึ่งอยู่ที่ทาวน์อินทาวน์ บางครั้งต้องถ่ายงานกันตอนดึก บางครั้งต้องนอนค้างที่ออฟฟิศเพื่อรอเดินทางไปถ่ายโฆษณาที่ต่างจังหวัด ผมก็จะอาศัยช่วงเวลาก่อนเริ่มทำงานหรือช่วงที่ตัวเองยังว่างไปเข้าฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมงนี้ ซึ่งเราจะไปเล่นตอนไหนก็ได้

อย่างผมเองในหนึ่งสัปดาห์จะเข้าฟิตเนส 3 วัน แล้วหยุดพัก 1 วัน โดยแต่ละวันที่ไป ผมจะออกกำลังกายโดยเล่นทั้งเวตและเล่นอุปกรณ์คาร์ดิโอควบคู่กันไปเสมอ เพราะจุดประสงค์ของผมคือเล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ได้ต้องการกล้ามที่บึ้กสักเท่าไร แต่ถึงยังไงก็ต้องไม่ลืมการคาร์ดิโอเพื่อบริหารอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย”

รณกร ทิ้งท้ายว่า ข้อดีของฟิตเนส 24 ชั่วโมง ก็คือ เรื่องของเวลาที่ไม่มีใครมาฟิกซ์เรา แถมยังไม่ต้องแย่งเครื่องออกกำลังกายหรือรอคิวเล่นอีกด้วย เพราะสามารถเลือกเวลาที่ไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ที่มักจะมากันเยอะในช่วงเย็นหลังเลิกงาน ฉะนั้นเขาจึงเลือกมาในช่วงสายๆ คนเข้าทำงานแล้ว หรือในช่วงกลางคืนที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านกันเกือบหมดแล้วมากกว่า

“ข้อดีอีกประการ ก็คือ ฟิตเนสที่ผมเป็นสมาชิกนี้มีสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ เลย ได้ยินว่าเร็วๆ นี้จะมีสาขาที่ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผมที่นนทบุรีด้วย ผมจึงคิดว่ากระแสฟิตเนส 24 ชั่วโมงนี้ สามารถตอบโจทย์ของคนเมืองหลวงอย่างผมได้ดี แล้วยังตอบโจทย์เพื่อนๆ ผมที่เป็นนักดนตรีซึ่งทำงานในช่วงดึกๆ ได้ด้วย เพราะก่อนเล่นดนตรีเขาก็สามารถแวะมาเล่นฟิตเนสก่อนได้ เรียกว่าทั้งใช้เวลาให้เกิดประโยชน์และทำให้ร่างกายแข็งแรงไปพร้อมกันเลยล่ะ”

สำหรับ เสฏฐวุฒิ นนทา Personal Trainer ซึ่งจบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พูดถึงการออกกำลังกายของผู้ที่เข้าฟิตเนส 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนไว้อย่างน่าสนใจ

“ปกตินาฬิกาชีวิตของคนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และจะมีความสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตของคนคนนั้น ยกตัวอย่างคนทำงานออฟฟิศ หรือตื่นเช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน (ออกกำลังกาย) กลางคืนพักผ่อน นาฬิกาชีวิตของพวกเขาก็จะเป็นเหมือนคนปกติทั่วไป โดยช่วงกลางคืนระหว่าง 22.00-24.00 น. คนกลุ่มนี้ก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนหรือฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่และทำให้กระปรี้กระเปร่าในขณะหลับตามปกติ

แต่ถ้าเป็นคนอีกกลุ่มที่ทำงานในช่วงกลางคืนหรือทำงานเป็นกะ ซึ่งอาจจะเข้างานบ่าย 3 เลิกงานสี่ทุ่ม นาฬิกาชีวิตของคนกลุ่มนี้ก็จะไม่เหมือนกับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป อย่างการมาเข้าฟิตเนสตอนดึกๆ ถามว่ามีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนบางอย่าง เช่น โกรทฮอร์โมนหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าอาจมีผลบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับร้ายแรงนัก เพราะอย่างที่บอกว่าข้อแตกต่างในเรื่องนาฬิกาชีวิตของคนแต่ละกลุ่มนั้นจะแตกต่างกัน ถ้าพวกเขาชินกับการใช้ชีวิตแบบนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร”

เสฏฐวุฒิ เสริมว่า กลุ่มคนทำงานกลางคืนที่นาฬิกาชีวิตของพวกเขาอยู่ตัวแล้ว ถึงจะออกกำลังกายตอนกลางคืน ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในวันต่อไปของพวกเขา เพราะแม้จะนอนดึก แต่พวกเขาก็อาจจะตื่นเที่ยงหรือตื่นบ่าย อีกอย่างการออกกำลังกายก็มีแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเท่าๆ กับคนที่เข้าฟิตเนสตอนกลางวันนั่นแหละ และโกรทฮอร์โมนก็ยังคงหลั่งอยู่ดี แม้จะไม่ 100% เต็มก็ตาม

“ตามความเห็นของผมแล้ว การออกกำลังกายที่เหมาะสมตามช่วงนาฬิกาชีวิตของแต่ละคนนั้น จะเกิดผลดีมากกว่าผลเสียแน่นอน ซึ่งประโยชน์หลักๆ เลย ก็คือ ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน จากปัญหารถติด และอื่นๆ ในแต่ละวันลงได้ ทำให้การนอนหลับของเราดีขึ้น ซึ่งก็มีผลไปถึงคุณภาพชีวิตและความสุขในการใช้ชีวิตของเราด้วย

ดังนั้น จงลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันเถอะครับ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ โดยในแต่ละครั้งควรออกกำลังกายทั้งเวตเทรนนิ่งให้กล้ามเนื้อกระชับแข็งแรง และการคาร์ดิโอ เช่น วิ่งบนลู่วิ่ง ปั่นจักรยาน และเข้าคลาสต่างๆ เพื่อให้หัวใจได้ทำงานควบคู่กันไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเพศและวัยของแต่ละคนเป็นหลักด้วย”

หุ่นยนต์ไทย อยู่จุดไหนในชีวิตเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566877

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

หุ่นยนต์ไทย อยู่จุดไหนในชีวิตเรา

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

หากเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล หุ่นยนต์กู้ภัย และหุ่นยนต์ด้านอื่นๆ ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนคนไทยเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น

แต่แล้ววันหนึ่งภาพหุ่นยนต์เหล่านี้ก็เลือนหายไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะกระแสสังคมที่หันเหให้ความสนใจด้านอื่น หรือเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ข่าวสารการพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทยนั้นชะงักไป แต่แท้จริงแล้วองค์ความรู้ในการพัฒนาหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามาสู่วิถีชีวิตของพวกเราแล้วต่างหาก

จากหุ่นยนต์เตะบอล สู่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในบ้าน

ภายในงานแถลงข่าวการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวิชาการหุ่นยนต์นานาชาติ รายการ RoboCup 2021 Bangkok, Thailand ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย. 2564 ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย เล่าถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ของประเทศไทยในเวลานี้ว่า

“ต้องบอกว่าตอนนี้เรากำลังพยายามพัฒนาประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ และสร้างองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ของเราเองขึ้น และเตรียมพร้อมกับการแข่งขันทางธุรกิจสตาร์ทอัพ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาหุ่นยนต์ของประเทศไทยเพื่อแข่งขันในระดับโลก

หากมองย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 15 ปีที่แล้ว ก็ถือว่าเป็นช่วงยุคเริ่มต้นที่วงการหุ่นยนต์ซึ่งจะบูมมากตอนนั้น เริ่มมีการจัดการแข่งขันซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจนถึงทุกวันนี้ การแข่งขันโรโบคัพ หรือหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ตอนนั้นอาจจะมีคนพัฒนาเพียงไม่กี่กลุ่ม แล้วก็ยังขาดนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ทางด้านหุ่นยนต์ มีงานวิจัยทางด้านหุ่นยนต์ในประเทศไทยอยู่ค่อนข้างน้อย ต้องเดินทางไปศึกษาที่ต่างประเทศ”

แต่หากมองปัจจุบันในทุกวันนี้ ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างจะแพร่หลาย ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ชี้ว่า มีนักวิชาการกระจายตัวอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น มีการส่งนักวิชาการไปศึกษาวิทยาการด้านหุ่นยนต์ในต่างประเทศ และนำกลับเข้ามาพัฒนาในประเทศไทย

รวมทั้งมีหลายๆ สถาบันที่มีความสามารถในการพัฒนาหุ่นยนต์ด้านต่างๆ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็จะมีความสามารถทางด้านการทำหุ่นยนต์กู้ภัย หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมของหุ่นยนต์ ถ้าเป็นทางมหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ใช้ทางด้านการแพทย์ แต่ละสถาบันก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป

“ถามว่างานการพัฒนาหุ่นยนต์ในประเทศไทยที่พัฒนากันมา 10 กว่าปีนั้น เมื่อไหร่จะได้ใช้ ที่จริงเราต้องบอกว่า การพัฒนาหุ่นยนต์นั้นมันอาจจะยังไปไม่ถึงปลายทางตามโจทย์ที่เราเห็นมากนัก อย่างเช่นหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เตะฟุตบอลได้อย่างคล่องแคล่วตามที่คาดหวัง แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในหุ่นยนต์เตะฟุตบอลบางอย่างได้ถูกพัฒนาไปใช้งานได้จริงในด้านอื่น

ที่เห็นได้ชัด ก็คือ หุ่นยนต์ที่ใช้ในการจัดการด้านโลจิสติกส์ ที่ใช้ในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น บริษัท แอมะซอน หรือบริษัท อาลีบาบา ที่ใช้หุ่นยนต์ขนาดเล็กในการจัดการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงาน นั่นก็คือเทคโนโลยีบางส่วนที่ถูกถ่ายทอดและพัฒนาต่อยอดมาจากหุ่นยนต์เตะฟุตบอล

ในสมัยก่อนที่เราเห็นหุ่นยนต์เตะฟุตบอลวิ่งไปตามตำแหน่งต่างๆ ในสนามและทำหน้าที่ตามที่ได้โปรแกรมเอาไว้ และเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันก็ถูกนำมาใช้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่มีวางขายใช้งานอยู่ตามบ้านในปัจจุบัน ก็เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาจากหุ่นยนต์เตะฟุตบอล เพียงแต่ว่ารูปแบบการใช้งานอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบของการเตะฟุตบอลหรือการเคลื่อนที่วิ่งไปในสนามอีกต่อไป แค่เอาเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันนั้นมาพัฒนาใช้งานด้านอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน”

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ บอกว่า หากมองย้อนกลับไปในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยี ก็จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เคยใช้ในการทหาร หรือเทคโนโลยีด้านอวกาศบางอย่าง ถูกนำมาแก้ไขให้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราได้

“การพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทยก็เช่นเดียวกัน องค์ความรู้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันของพวกเราแล้ว และตอนนี้ก็มีบริษัทของคนไทยหลายเจ้าที่กำลังพัฒนาสินค้าที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศออกมาเป็นสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในอนาคต”

หุ่นยนต์กู้ภัย รอผ่านมาตรฐานรับรอง

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ยกอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนาหุ่นยนต์ไทย ก็คือหุ่นยนต์กู้ภัย ผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือล่าสุดไปคว้าแชมป์ จากการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยโลก “World Robocup Rescue 2018” เมื่อกลางปีที่ผ่าน โดยเอาชนะประเทศมหาอำนาจด้านหุ่นยนต์ อย่าง ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์สมัยที่ 9 ไปครองว่า

“การออกแบบหุ่นยนต์กู้ภัยของเด็กไทยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นการออกแบบที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบมากทางด้านฮาร์ดแวร์คว้ารางวัลต่างๆ มากมาย สามารถทำงานได้ตามโจทย์ต่างๆ ที่ผู้จัดงานแข่งขันต้องการ

เรียกได้ว่า การออกแบบทั้งด้านฮาร์ดแวร์การใช้งานของเรานั้น สามารถใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดี เคยเอาไปใช้ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการกู้ภัยเก็บข้อมูลและพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งผลงานเด็กไทยได้ออกแบบไว้นั้นสามารถทำได้ดีในทุกสถานการณ์”

เพียงแต่ยุคปัจจุบัน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ขยายภาพอนาคตให้เห็นว่า ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติมด้านปัญญาประดิษฐ์ให้หุ่นยนต์สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง

“ความเห็นส่วนตัว ผมมองหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถใช้งานภาคสนามได้จริงแล้ว แต่การที่จะทำออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์นั้น จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ตั้งแต่ในยุคพัฒนาเริ่มแรกจนถึงทุกวันนี้ เรามีอุปสรรคติดขัดทางด้านข้อกฎหมายในเรื่องของการออกมาตรฐานรับรอง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยังไม่มีการถูกกำหนดขึ้นมาก่อนเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาหุ่นยนต์ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยในเรื่องการใช้งาน

สินค้าต่างๆ ที่จะวางขายในท้องตลาดจะต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจและอุ่นใจได้ว่า สินค้าที่พวกเขาซื้อไปนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่าคุ้มราคาปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการตั้งมาตรฐานการพัฒนาหุ่นยนต์เหล่านี้ ตัวผมเองก็ต้องผันตัวไปเป็นคณะกรรมการเสนอข้อมูลกับรัฐบาล ในการจัดตั้งหน่วยงานที่สามารถรับรองมาตรฐานของหุ่นยนต์”

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ บอกต่อว่า ต้องมองในมุมของผู้ใช้งานจริง สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นต้องมีการกำหนดอายุการใช้งานขั้นต่ำเช่น เครื่องรับโทรทัศน์ต้องใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า5 ปี เมื่อเสียก็ต้องมีอะไหล่ที่ช่างสามารถหาซื้อมาซ่อมได้หุ่นยนต์กู้ภัยก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการทดสอบการใช้งานภาคสนาม มีการวางระบบการบำรุงรักษา ก่อนที่จะขอวางจำหน่ายสินค้า

ไม่เหมือนกับตอนทดสอบกับเจ้าหน้าที่ หากมีปัญหาแล้ววิศวกรอยู่ด้วยก็สามารถแก้ไขได้ทันที แต่ถ้าออกจำหน่ายก็ต้องมีระบบดูแลสินค้าหลังการขายควบคู่ไปด้วย เป็นสิ่งที่นักวิจัยนั้นไม่ถนัดที่จะเข้ามาเรียนรู้เรื่องการขอใบรับรอง หรือเรียนรู้ด้านการตลาดเหล่านี้”

หุ่นยนต์การแพทย์ เทคโนโลยีใหม่ประจำโรงพยาบาล

พีรพรรณ อังคสุโข ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็น.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล อีเว้นท์พูดถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของคนไทย ในฐานะผู้จัดงานอีเวนต์ด้านหุ่นยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปี 2564 ว่า

“เมื่อประมาณ 10 กว่าปี หลายคนคงได้มีโอกาสชมการถ่ายทอดสดหุ่นยนต์เตะฟุตบอล เวลานั้นก็จะดูเป็นเหมือนของเด็กเล่นแล้วก็เงียบหายไป แต่ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงเอส เคิร์ฟ(S Curve) เพราะว่าเป็นช่วงการพัฒนาเติบโตแบบก้าวกระโดด

มีสาเหตุมาจากในภาคอุตสาหกรรมแรงงานเริ่มหายากมากขึ้น อัตราการเกิดของมนุษย์น้อยลง จึงต้องเร่งแข่งขันพัฒนาด้านหุ่นยนต์ทดแทนแรงงาน ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะภาคอุตสาหกรรมหนัก แต่มีความสำคัญแทบจะในทุกธุรกิจ”

เปรียบเสมือนกับสมัยก่อนที่ พีรพรรณ แจกแจงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า การใช้โทรศัพท์บ้านกว่าจะค่อยๆ พัฒนามาเป็นโทรศัพท์มือถือก็ต้องใช้เวลานาน แต่จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นสมาร์ทโฟนกลับใช้เวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี ตรงนี้ก็คือ เอส เคิร์ฟ อย่างหนึ่ง

“เราเริ่มเห็นการใช้หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร หุ่นยนต์ที่เข้ามาทำงานด้านการบริการแบบง่ายๆ ถ้าติดตามข่าวก็จะเห็นได้ว่า ต่อไปตามโรงพยาบาลอาจจะไม่มีเภสัชกรประจำห้องจ่ายยา เพราะว่าจะใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำหน้าที่จ่ายยาแทน เช่น ระบบหุ่นยนต์จ่ายยาฝีมือคนไทยที่กำลังทดลองใช้ในโรงพยาบาลมหิดล

แค่คุณหมอสั่งจ่ายยาคนไข้และส่งข้อมูลเข้าระบบ หุ่นยนต์เหล่านี้ก็จะนำยาจากชั้นวางยาและรวบรวมมาให้กับคนไข้อย่างรวดเร็ว เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากการแข่งขันพัฒนาหุ่นยนต์ มาสู่ระบบหุ่นยนต์ใช้งานตามองค์กรต่างๆ แทนการทำงานของมนุษย์”

ด้าน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงหุ่นยนต์ด้านการแพทย์ต่อว่า

“ในเรื่องของหุ่นยนต์ด้านการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาผู้สร้างเครื่องมือแพทย์ หรือหุ่นยนต์ด้านการแพทย์ ไม่ได้เป็นแพทย์ที่มีความรู้ทางกายวิภาคที่ดีพอ หุ่นยนต์ก็จะใช้งานได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่เมื่อมหาวิทยาลัยแพทย์พัฒนาขึ้นมาเอง เราก็จะได้หุ่นยนต์แพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด โดยพัฒนาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ได้หุ่นยนต์ที่ใช้งานได้จริงและเป็นที่ยอมรับในอนาคต

ผมบอกได้ว่า ทุกผลงานไม่ได้ถูกทิ้งขว้าง ยังมีการพัฒนาต่อยอด แล้วไปสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ ก็ยังยอมรับในเรื่องความสามารถการพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทย จนถึงขั้นติดต่อขอแลกเปลี่ยนดูงาน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ผลงานการพัฒนาบางอย่างได้ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราแล้ว”

บริหารการทำงาน ฉบับชาวฟรีแลนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566880

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

บริหารการทำงาน ฉบับชาวฟรีแลนซ์

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

การทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดีแต่การทำแบบไม่มีการบริหารที่ดีนั้นอาจทำให้คุณเหนื่อยเกินความจำเป็น วันนี้เรามีวิธีการทำงานหนักแต่ไม่เหนื่อยและใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุดมาฝากกัน

1.ชั่วโมงแรกของวันสำคัญที่สุด

ในแต่ละวันของการทำงานชั่วโมงแรกสำคัญที่สุด เพราะเป็นชั่วโมงที่คุณจะได้ทบทวนสิ่งที่ต้องทำตลอดทั้งวันนี้ว่าคุณจะต้องทำอะไรบ้าง หากมีการติดต่อนัดหมายก็ควรใช้เวลา 1 ชม.นี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อทำให้การทำงานของคุณตลอดทั้งวันนั้นราบรื่น ซึ่งส่วนใหญ่เวลาในการทำงานชั่วโมงแรกจะหมดไปกับการเปิดอีเมล อ่านข้อความในแอพพลิเคชั่นไลน์ และอาจจะมีบ้างที่อยากเปิดเฟซบุ๊กดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ซึ่งคุณสามารถทำได้หากเคลียร์สิ่งที่ต้องทำทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

2.สร้างช่วงพักเบรกให้กับตัวเอง

สร้างเวลาช่วงพักเบรกให้กับตัวเองอย่างน้อย 10-15 นาที ทุก 2 ชั่วโมง เพราะไม่มีใครสามารถทำงานต่อเนื่องได้ติดต่อกันนานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ดังนั้นคุณจึงต้องมีช่วงเวลาพักสมองเพื่อให้กลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม แต่การพักเบรกที่ดีก็ต้องมีเหมือนกัน

สถานที่ที่เราจะไปนั่งพักควรมีต้นไม้ให้พักสายตา การใช้เวลาพักบางคนอาจใช้เกมหรือเล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งควรระวังเรื่องการใช้เวลาพักและการเสพข่าวสาร หากพบข่าวสารหรือเล่นเกมที่มีความเครียดมากเกินไป ไม่ได้เป็นการพักที่แท้จริง คุณอาจจะใช้เวลาไปกับการดื่มกาแฟ ดื่มน้ำเปล่า และเปิดอ่านในสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีมากกว่า

3.ทำให้เป็นกิจวัตร

ไม่ว่าคุณจะทำงานฟรีแลนซ์หรืองานประจำ ควรมีกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน ฟังดูอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสระในการทำงาน แต่การมีอิสระมากเกินไปจะทำให้คุณขาดการฝึกสมาธิในการทำงาน ซึ่งคุณจะพบว่าคุณมีความขยันในการทำงานแค่ช่วงก่อนส่งงานไม่กี่วัน ทั้งที่บางทีงานนั้นอาจให้เวลาคุณมาเป็นเดือน นั่นคือปัญหาของการทำงานอิสระแต่ขาดวินัยในการทำงาน และกำหนดช่วงเวลาในการทำงาน

การทำงานซ้ำๆ ในเวลาเดิมและที่เดิมไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเบื่อเสมอไป เพราะผลดีอย่างหนึ่งก็คือคุณสามารถทำงานรูปแบบเดิมได้ในเวลาที่เร็วขึ้น ไม่รู้สึกเหนื่อยและต้องใช้ความพยายามในการตั้งสมาธิในการทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง มีเสียงผู้คนพลุกพล่าน เช่น บรรยากาศในร้านกาแฟ

4.กำหนดเวลาห้ามรบกวน

เสียงโทรศัพท์ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งทำงานที่บ้าน ล้วนส่งผลถึงสมาธิในการทำงานได้ทุกเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่คุณสามารถกำหนดเวลาที่จะเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ ด้วยการบอกให้คนรอบข้างรู้ว่าคุณกำลังทำงานสำคัญอยู่ บางครั้งการปิดเสียงโทรศัพท์ เปิดรับแต่เสียงข้อความสำคัญก็จำเป็นสำหรับการทำงานที่ต้องการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการทำงานที่บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวอยู่บ้านทุกวันนั้นดูเหมือนจะดีในแง่ของการไม่เสียเวลาในการเดินทางแต่ไม่ดีในแง่ของการถูกรบกวนจากสมาชิกในครอบครัว ซึ่งคุณควรมีห้องทำงานแบบปิดเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามารบกวนคุณมากเกินไป

5.เผื่อเวลาตรวจสอบงานตัวเอง

ไม่มีใครที่ทำงานแล้วได้ผลอย่างที่ต้องการในทันที แม้คุณจะใช้เวลาตรวจงานหลังทำเสร็จ แต่ข้อผิดพลาดบางจุดที่เราอาจมองข้ามด้วยความล้าจากการทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ดังนั้นเมื่อทำงานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบส่งในทันที ควรพักงานเอาไว้ก่อน วันรุ่งขึ้นเมื่อกลับมาตรวจงานอีกครั้ง คุณอาจจะพบข้อผิดพลาดในงานที่คุณมองข้ามไป หรือคุณอาจจะมีไอเดียปรับแต่งที่ทำให้งานชิ้นนั้นออกมาดูดีกว่าเดิม

6.อย่าลืมจัดการเรื่องเงิน

เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องสำคัญในการเป็นฟรีแลนซ์ คุณควรเผื่อโอกาสในการได้เงินจากลูกค้าล่าช้ากว่ากำหนด ประมาณ 1-3 เดือน โดยเฉพาะกับลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่คือเรื่องจริงของชาวฟรีแลนซ์ที่มีโอกาสเจอกันทุกคน นอกจากนี้ควรแบ่งเวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สัก 1 ชั่วโมง ทบทวนงานและรายได้ของคุณเอง รวมทั้งการวางแผนการลงทุนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคุณเองอีกด้วย

Bee Connex กับระบบผึ้งอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566884

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

Bee Connex กับระบบผึ้งอัจฉริยะ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ผมก็แค่อยากทำในสิ่งที่มีผลกระทบในวงกว้าง” โอ๊ต-บุญฤทธิ์ บุญมาเรืองวัย 22 ปี นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เล่าถึงระบบผึ้งอัจฉริยะ (Smart Hive) ที่เขาเป็นหัวหน้าทีมทีม “บี คอนเน็กซ์” (Bee Connex) คว้ารางวัลจากไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ชนะเลิศอิมเมจิ้นคัพ ประเทศไทย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังคว้าถ้วยรองชนะเลิศในการแข่งขันระดับภูมิภาคแปซิฟิก รวมทั้งเป็นตัวแทนภูมิภาคไปแข่งขันชิงถ้วยอิมเมจิ้นคัพระดับโลก ณ กรุงซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

รังผึ้งอัจฉริยะ นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นเพื่อการสื่อสารด้วยภาษาผึ้ง เมื่อผึ้งส่งเสียงหรือสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่างๆ ก็เท่ากับสื่อสารให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้รู้ถึงความผิดปกติจากในรัง ทำให้ป้องกันได้ก่อนเกิดความเสียหายขึ้น การเลี้ยงผึ้งสะดวกขึ้น ลดเวลาการทำงานน้อยลง ลดการรบกวนผึ้ง เพิ่มผลผลิตและรายได้

ตั้งแต่ปี 2006 ปัญหาที่เกิดขึ้นของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งทั้งในไทยและต่างประเทศ คือ ปรากฏการณ์การล่มสลายของผึ้ง (Colony Collapse Disorder) หรือโรคตายทั้งรังแบบไม่ทราบสาเหตุ ผู้เลี้ยงผึ้งสูญเสียผึ้งเลี้ยงกว่า 30% ในทุกๆ ปี ส่งผลต่อการลดจำนวนประชากรผึ้งเป็นจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์นี้ โดยอาจเกิดได้ทั้งจากสภาวะแวดล้อม โรคภัย ศัตรูและสารเคมี

“ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายภูมิภาคทั่วโลกนี้ จุดประกายให้แก่เรา”

จุดประกายและสร้างความท้าทายให้กับ Bee Connex ทีมประกอบด้วย บุญฤทธิ์ บุญมาเรือง, ทิติยะ ตรีทิพไกวัลพร และวัชริศ บุญยิ่ง นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. โดยมี ผศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ. วิทยาเขตราชบุรี เป็นที่ปรึกษา พวกเขาเลือกทำในสิ่งที่ยาก

โอ๊ตเล่าว่า ได้มีการนำเทคโนโลยีการสื่อสารในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things-IoT) ผนวกกับการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) เพื่อคิดค้นระบบรังผึ้งอัจฉริยะ วิเคราะห์เสียงผึ้งเมื่อพบสัญญาณที่ผิดปกติ โดยระบบจะส่งข้อความเตือนผู้เลี้ยงผ่านแดชบอร์ดและไลน์แอพพลิเคชั่น ทำให้ผู้เลี้ยงแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

“เลือกตีโจทย์ผึ้ง เพราะความท้าทายส่วนตัว จากปัจจุบันที่ยังไม่เคยมีใครนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับผึ้ง และปัจจุบันยังไม่มีดาต้าเบสหรือระบบข้อมูลวิเคราะห์เสียงผึ้ง ที่ยังไม่ค่อยมีคนทำ แน่นอนที่มันยังเป็นปัญหาใหญ่ในระดับโลกด้วย สำหรับคนที่ยังไม่รู้ การผสมเกสรในธรรมชาติมาจากผึ้ง 90%”

ปัจจุบันวิธีดูแลผึ้งของเกษตรกร ใช้คนในสัดส่วน 300 กล่องต่อ 1 คน ใช้เวลา 10-20 นาทีต่อกล่อง โดยในการตรวจดูกล่องรังผึ้ง ใช้วิธีรมควันเป่าผึ้งและตรวจดูรวงรัง ซึ่งมี 8-12 รวงรังต่อกล่อง การดูแลและป้องกันศัตรูทางธรรมชาติของผึ้งแบบนี้ ใช้เวลาและรบกวนผึ้งมาก

“เราคิดแก้ปัญหาโดยใช้ระบบ IoT วิเคราะห์ข้อมูลการดูแลกล่องรังผึ้งในแล็บวิจัยที่ราชบุรี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ระบบแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบสัญญาณผิดปกติในรังผึ้ง ซึ่งกว่า 80% แม่นยำมาก”

การพัฒนาระบบทำในพื้นที่แล็บวิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ. วิทยาเขตราชบุรี พบว่าผึ้งสื่อสารกันด้วยการเต้นรำ เสียง และกลิ่นหรือฟีโรโมน มีการใช้เสียงที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละพฤติกรรม จึงเลือกเก็บเสียงของผึ้งในลักษณะต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบว่าผึ้งในรังเป็นอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องเปิดกล่องดู

ระบบจะตรวจจับสัญญาณผิดปกติในรังผึ้ง เช่น การรบกวนจากศัตรูธรรมชาติ คือ มดแดง ต่อ นกกินผึ้ง เป็นต้น โดยผึ้งจะส่งเสียงที่แสดงพฤติกรรมการเตือนเพื่อนร่วมรัง หรือเพื่อตอบโต้กับศัตรูดังกล่าว เสียงแต่ละเสียงของผึ้งที่ส่งออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะชนิดของศัตรู เช่น เสียงขู่ มีลักษณะเสียงเหมือนคลื่นทะเล อยู่ช่วงความถี่ 300-3,600 เฮิรตซ์ และสัญญาณการหยุด (Stop Signal) เพื่อเตือนสมาชิกในรังถึงการรบกวนของศัตรูธรรมชาติ

ระบบดาต้าหรือฐานข้อมูลเสียงผึ้ง เมื่อแสดงเป็น Spectrogram จะเห็นเป็นเส้นแสดงความถี่สูงๆ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าภายในรังผึ้งต้องมีปัญหา ทั้งนี้ ได้นำอุปกรณ์ IoT ไปติดตั้งภายในกล่องเลี้ยงผึ้ง เพื่อเก็บข้อมูล ภาพ เสียง อุณหภูมิ ความชื้น และน้ำหนัก โดยเมื่อระบบเก็บข้อมูลและจะนำส่งไปยังระบบ Cloud ของตัวโมเดลที่สร้างขึ้น และทำการประมวลผล วิเคราะห์หาสัญญาณผิดปกติภายในกล่องเลี้ยงผึ้ง

“สะดวกในการดูข้อมูล เพราะระบบจะส่งผลวิเคราะห์ไปยังผู้เลี้ยงผึ้งใน 2 ช่องทาง คือ เว็บไซต์กับไลน์”

“ขณะนี้ บีคอนเน็กซ์อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอด จัดจำหน่ายระบบให้ได้ภายใน 2 ปีนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการขยายการทดลองจากผึ้งพื้นเมืองสายพันธุ์โพรง เป็นการทดลองในผึ้งพันธุ์ สายพันธุ์ที่มีการเลี้ยงมากที่สุดในอุตสาหกรรมผึ้งบ้านเรา รวมทั้งการบุกนำร่องในกลุ่มวิสาหกิจและเกษตรกรผู้เลี้ยงขนาดกลาง 200-300 รัง”

สำหรับหัวหน้าทีมบีคอนเน็กซ์ ย้อนกลับไปสมัยเรียนปี 1 โอ๊ตเล่าให้ฟังถึงตัวเองว่า เขาเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากชอบวิชาคณิตศาสตร์ เลือกสาขาคอมพิวเตอร์เพราะอยู่กับคอมพิวเตอร์มาตลอด การทำงานในโปรเจกต์ระดับปริญญาตรี ไม่เคยคิดว่าจะทำโปรเจกต์อะไรก็ได้ แต่ต้องการทำโปรเจกต์ที่มีอิมแพคหรือผลกระทบวงกว้างต่อสังคม

“ออกไปคุยกับคนจริงๆ ออกไปสัมผัสและเผชิญหน้ากับปัญหาที่พวกเขาประสบอยู่จริงๆ จากประสบการณ์ของผม นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือทักษะในการสื่อสาร”

บีคอนเน็กซ์และรังผึ้งอัจฉริยะ ไม่เพียงคว้ารางวัลชนะเลิศ การแข่งขันอิมเมจิ้นคัพประเทศไทย ไม่เพียงคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงเป็นตัวแทนภูมิภาคไปแข่งขันชิงถ้วยอิมเมจิ้นคัพระดับโลก

หากจากนี้ไปคือการต่อยอด เดินหน้าสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เดินหน้าสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

ออกกำลังกาย ไม่ให้อันเดอร์เทรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566878

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ออกกำลังกาย ไม่ให้อันเดอร์เทรน

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

คําหนึ่งที่มาพร้อมกับคนที่เริ่มออกกำลังกายและทุกคนล้วนผ่านจุดนั้นมาแล้วก็คือ อันเดอร์เทรน หรือการออกกำลังกายน้อยเกินไป หมายถึงคนที่เริ่มออกกำลังกายแต่ไม่รู้ว่าควรออกในระดับใดที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แบบไหนเรียกอันเดอร์เทรน

วิธีการดูว่าคุณออกกำลังกายแบบอันเดอร์เทรน สามารถเช็กด้วยตัวเองง่ายๆ ด้วยการสังเกตร่างกายดังนี้

1.เหงื่อยังไม่ทันออกก็หยุดแล้ว

เหงื่อเป็นเครื่องวัดระดับการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ชัดเจนที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงานอุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้นจนขับเหงื่อระบายความร้อนออกมา เมื่อเหงื่อเริ่มออกมากแสดงว่าคุณกำลังออกกำลังกายจนได้ระดับที่ถูกกระตุ้นแล้ว ที่เหลือก็คือวิ่งหรือออกกำลังกายไปให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ก็พอ

2.วัดระดับการเต้นหัวใจ

การออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมยุคใหม่ไม่ได้วัดความเหมาะสมที่เวลา ความหนักหน่วงในการออกกำลัง หรือความเร็ว แต่วัดกันที่อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมันทางอ้อม ยิ่งหัวใจเต้นเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งแสดงว่าคุณเริ่มออกกำลังกายอย่างเต็มที่

ในช่วงแรกหัวใจจะเต้นเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อออกกำลังกายต่อเนื่องไปอีกสักพักหัวใจจะเต้นช้าลง นั่นหมายความว่าคุณเริ่มออกกำลังกายในระดับที่พอดีไม่อันเดอร์เทรนนิ่ง แต่ถ้าคุณหยุดตอนหัวใจกำลังเต้นเร็วในทันทีก็มีแนวโน้มจะเป็นอันเดอร์เทรนนิ่งนั่นเอง

3.ยังเมาท์ได้ไม่หยุด

เวลาเราเข้าฟิตเนสแล้วเห็นสมาชิกปั่นจักรยานไปคุยไปได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยจนหมดเวลาในการออกกำลังกายของวัน นั่นแสดงว่าเขาอาจจะเข้าข่ายอันเดอร์เทรนนิ่ง เพราะคนออกกำลังกายจริงๆ จนถึงระดับที่ร่างกายถูกกระตุ้นให้แข็งแรงขึ้นนั้น พวกเขาแทบจะไม่มีแรงพูด หรืออยากจะพูดด้วยซ้ำ แค่พยายามหายใจให้ทันก็แย่แล้ว

เคล็ดลับไม่อันเดอร์เทรนนิ่ง มาดูกันว่าจะออกกำลังกายอย่างไรไม่ให้อันเดอร์เทรนนิ่งและในขณะเดียวกันก็ไม่โอเวอร์เทรนนิ่งด้วย

1.เพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย

การเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญเพราะคุณต้องพัฒนาให้ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น วิธีตั้งเป้าให้เริ่มต้นการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ จนคุณรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยจนออกกำลังกายต่อไปไม่ไหวให้จับเวลา จำนวนครั้ง หรือน้ำหนักที่ใช้ออก แล้วตั้งเป้าให้สูงขึ้นสัปดาห์ละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เช่น สัปดาห์นี้คุณวิ่งได้ 15 นาทีก็เหนื่อยแล้ว แต่สัปดาห์หน้าคุณจะต้องวิ่งให้ได้ 16-17 นาที แล้วเพิ่มให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์

2.ฝึกระเบิดพลัง

การระเบิดพลังจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายพัฒนาอย่างรวดเร็ว การระเบิดพลังคือ การทำในสิ่งที่เกินความสามารถปกติในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น การยกน้ำหนักปกติคุณอาจจะยกได้ 10 กก. แต่การระเบิดพลังคือการยกเวตน้ำหนัก 20 กก. เพียงแค่ครั้งเดียวรวดเดียวแล้วจบลง

หากเป็นการวิ่งก็คือการวิ่งสุดแรงในช่วงท้ายระเบิดพลังทั้งหมดออกมา ทำเช่นนี้ทุกครั้งปิดท้ายการออกกำลังกาย นี่คือการส่งสัญญาณให้ร่างกายเร่งพัฒนาตัวเองเพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเจ้าของร่างกายนี้จะบ้าพลังทำอะไรเกินตัวอีกเมื่อไหร่

3.เล่นอย่างต่อเนื่อง

การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณอาจจะซื้อคลาสออกกำลังกายราคาสูงเพื่อหวังว่าจะได้ลดไขมันหรือลดน้ำหนักได้ตามเป้า แต่หากคุณไม่มีเวลาหรือเงินที่จะใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ก็นับเป็นเรื่องเสียเปล่า

การออกกำลังกายต้องมีแผนในการออกกำลังแบบวันเว้นวัน หรือมีโปรแกรมการฝึกหนักสลับเบาที่ชัดเจน แต่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เพราะการอันเดอร์เทรนนิ่งไม่ได้หมายความว่า ออกกำลังกายแต่ละครั้งต่ำกว่าเกณฑ์มากเกินไป แต่ต้องมองในภาพรวมเวลาในการออกกำลังกายทั้งปี ว่าออกกำลังอย่างเพียงพอและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ประกอบกันไปด้วย

‘Speaking Abstract’ ฌอง ปอล เดอครัวซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566778

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

‘Speaking Abstract’ ฌอง ปอล เดอครัวซ์

โดย พริบพันดาว

กรุงเทพฯ ได้เปิดอ้าแขนต้อนรับศิลปินต่างชาติเข้ามาแสดงนิทรรศการศิลปะกันมากขึ้น ด้วยการขยายตัวของแกลเลอรี่เอกชนที่ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวกันอย่างน่าชื่นใจ นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปะแนวเออร์เบิ้น คอนเทมโพรารี อาร์ต หรือศิลปะร่วมสมัยแนวคนเมือง จากหลากหลายชาติได้เข้ามาโชว์ผลงานถึงความหลากหลายของศิลปะในระดับนานาชาติว่าเดินทางไปถึงไหนกันแล้ว

ได้เข้าไปชมผลงานและสัมผัสความคิดของศิลปินหนุ่มใหญ่ชาวเบลเยียม ฌอง ปอล เดอครัวซ์ ซึ่งจัดนิทรรศการแสดงผลงานมาแล้วหลายแห่งทั่วโลก ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม อเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งเขาบอกว่าตกหลุมรักพร้อมๆ ไปกับการสร้างสรรค์ศิลปะแนวนามธรรม (Abstract) ด้วยความรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

การสร้างสรรค์งานศิลปะแนวนามธรรมนั้น ฌอง ปอล เดอครัวซ์ ไขข้อข้องใจว่า เพราะเขาจะพยายามไม่มีอิทธิพลเหนือผู้ชมผลงาน

“ผมจะไม่บอกว่ารูปพระอาทิตย์ขึ้นนั้นมีชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้น ผมจะชอบมากถ้าพวกเขาจะตั้งชื่อผลงานเอง บางครั้งก็ขำที่ไม่มีใครเข้าใจ”

สำหรับนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ของเขา ก็ยังยืนยันด้วยศิลปะนามธรรม ผ่านแนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์ “Speaking Abstract” ที่จะพาผู้ชมร่วมตีความตามจินตนาการไปกับผลงานแต่ละชิ้นของเขาอย่างเต็มอารมณ์

อย่างที่ศิลปินบอกไว้ว่า ความสุข ความสนุก ที่ได้จากศิลปะนามธรรมคือการตีความที่หลากหลายในแต่ละมุมมองของแต่ละคน และงานศิลปะของเขาจะพูดคุยและส่งเสียงสะท้อนให้ผู้ชมได้เห็นตัวตนและความรักอันแรงกล้าที่มีต่อการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินอย่างแท้จริง

จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างของการทำงานศิลปะของเขา ด้วยความที่ ฌอง ปอลเดอครัวซ์ ชอบอ่านหนังสือ บทกวี ฟังเพลง และให้ความสนใจกับสถานที่ ผู้คน สิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว เขาจึงนำเอาคำหรือประโยคที่สื่อความหมายใส่ลงไปในงาน ซึ่งนับเป็นความโดดเด่น มีเสน่ห์น่าสนใจไม่น้อย

“ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงลงชื่อบทกวี ผู้แต่ง หรือนักดนตรีบนผลงานเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและชื่นชมพวกเขาในแบบของผม นอกจากนี้ยังเขียนถึงสถานที่ที่เคยไปหรือคนที่รู้จักชอบ เมื่อผมนำภาพในแต่ละห้วงเวลามาให้ดู ไม่ต่างจากการเขียนข้อความขอบคุณบนหลุมฝังศพ ในส่วนของชื่อผลงาน มักจะเป็นชื่อของหนังสือหรือภาพยนตร์ที่ผมชื่นชอบ”

หากย้อนหลังกลับไปดูการทำงานของ ฌอง ปอล เดอครัวซ์ จะพบว่างานศิลปะของเขานำธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเขาค้นพบว่าธรรมชาติในแต่ละภูมิประเทศล้วนมีความแตกต่างและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์

ฌอง ปอล เดอครัวซ์ ใช้สีอะครีลิกและวัสดุที่อยู่รอบๆ ตัว อาทิ ดิน กาว ฯลฯมาสร้างสรรค์ผลงาน กอปรกับการใช้ท่วงท่า จังหวะลีลาของฝีแปรงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อารมณ์ อันเข้มข้นจากใจ ซึ่งเขาค้นพบและทดลองด้วยตนเอง พร้อมกับตัวอักษร XX ซึ่งมาจากชื่อของเขาในภาษาฝรั่งเศส (Decroix แปลว่า กากบาท 2 อัน) จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

งานของ ฌอง ปอล เดอครัวซ์ เป็นที่ถูกใจของ อรศิรี ชินกำธรวงศ์ เจ้าของ Chin’s Gallery เธอจึงเก็บสะสมงานหลายชิ้นของเขามานานแล้วก่อนที่จะเปิดแกลเลอรี่

“ชอบงานเขา เพราะดูแล้วมีพลัง เนื่องจากเขาทำงานศิลปะออกมาจากข้างในจริงๆ งานมีเทคนิคและสีสันที่สวยงาม บ่งบอกถึงรสนิยมที่ดีของตัวศิลปิน จึงเชิญเขามาจัดนิทรรศการแสดงผลงาน และเชื่อว่าคนที่ชอบงานศิลปะน่าจะหลงรักงานของเขาเช่นกัน”

ไปชมนิทรรศการศิลปะ “Speaking Abstract” ได้ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-19.00 น. ณ Chin’s Gallery โครงการ Arden’s พระราม 3 และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/chinsgallery/ หรือ http://www.chinsgallery.com

มาสเตอร์คลาสกับเทรนเนอร์ตัวท็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566776

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 10:09 น.

มาสเตอร์คลาสกับเทรนเนอร์ตัวท็อป

โดย ปอย

สมกับการรอคอย Fit Fest 2018 โต้โผใหญ่สายฟิต วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา กลับมาสร้างปรากฏการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อัดแน่นความสนุก และความมันคูณสองตลอด 2 วันเต็ม ปีนี้จัดในคอนเซ็ปต์ “สวนสนุกแห่งการออกกำลังกายที่ใหญ่ และมันที่สุดในไทย” รวมคลาสออกกำลังกายสุดท้าทาย และรวมพลซูเปอร์สตาร์เทรนเนอร์ชื่อดัง ที่ปั้นหุ่นสุดแซ่บให้เซเลบริตี้ตัวแม่ โดยจัดมาสเตอร์คลาสให้สายฟิต ได้ปลดปล่อยความสนุกกันแบบจัดเต็ม ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

อานันท์ อภินันทน์ “เทรนเนอร์จัน” ผู้อยู่เบื้องหลังหุ่นสุดเฟิร์มของเหล่าดาราระดับซูเปอร์สตาร์ และเซเลบริตี้ของเมืองไทยหลายคน จัดคลาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับดาราสาวรูปร่างดี เกรซ- กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า โชว์และแชร์ท่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่ได้ช่วงบั้นท้ายสวย และหน้าท้องเรียบแบน

เรียกเหงื่อแล้ว เทรนเนอร์จันเปิดเผยเคล็ดลับ “มีสติในการกิน” ก็เท่ากับการดูแลหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ไม่ยากเลย

คำว่า สติในการกิน ของเทรนเนอร์สุดสตรอง ไม่ได้หมายถึงการห้ามกินบุฟเฟ่ต์ ห้ามกินของหวาน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่มีกิจกรรมสังสรรค์ พบปะเพื่อนฝูง เพียงแต่เวลาไปปาร์ตี้ให้กินแต่พออิ่ม ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เวลาดูแลตัวเอง หันมากินอาหารด้วยการควบคุมแคลอรี สำคัญที่สุดอย่าละเลยการออกกำลังกาย

เทรนเนอร์จัน แนะนำว่า การออกกำลังกายที่เห็นผลเร็ว ช่วยสลายไขมันให้มีรูปร่างเฟิร์ม อย่างน้อยต้องให้เวลากับการออกกำลังกาย 4-6 วัน/สัปดาห์

“ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนไม่เคยออกกำลังกายหันมาสนใจฟิตกันมากขึ้น ซึ่งคลาสจัดที่งานฟิต เฟสต์ ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนหันมาสนใจการออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดคนออกกำลังกายหน้าใหม่ๆ ได้แน่นอนครับ เพราะวันนี้การออกกำลังกายมีคอร์สสนุกๆ รูปแบบใหม่ๆ ให้เลือกกันมากขึ้น”

กูรูฟิตตัวแม่ เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา จัดคลาสออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบครั้งนี้ด้วย เน้นสอนท่าคาร์ดิโอแบบเน้นๆ ง่ายๆ ใครก็ทำได้ ช่วงแขน ลำตัว ขา ของคุณสาวๆ จะเฟิร์มขึ้นได้ไม่ยาก

“เบเบ้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4-5 วัน ด้วยการคาร์ดิโอเป็นหลักค่ะ และเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการเล่นเวตเป็นส่วนเสริม เมื่อเราหันมาใส่ใจสุขภาพ ชีวิตเราจะดีขึ้น และจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ ขึ้นอย่างแน่นอน เบเบ้อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหาแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังคิดจะออกกำลังกาย แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ในขณะเดียวกันช่วยกระตุ้นให้คนที่ออกกำลังกายและรักสุขภาพอยู่แล้ว หันมาพัฒนาตัวเอง ลองเปิดกว้าง ในการรับข้อมูลด้านการออกกำลังกายรูปแบบอื่นๆ ที่แปลกใหม่จากเดิมด้วยค่ะ”

อีกเทรนด์การออกกำลังกายแนวใหม่ ไม่ใช่แค่เต้นๆ แค่สนุกๆ “ซุมบ้า” เป็นหนึ่งรูปแบบของการออกกำลังกายที่สุดฮอต ทุกคลับออกกำลังกายต้องมีคลาสซุมบ้า เข้าไปเพิ่มสีสันให้กลุ่มคนออกกำลังกายที่รักเสียงดนตรี และชอบการเรียกเหงื่อด้วยการเต้น

ปีนี้งานฟิต เฟสต์ ก็ไม่พลาดดึง ครูหนุ่ม-ยอดชาย ยมะคุปต์ เทรนเนอร์ซุมบ้าฟิตเนสคนแรกของไทย มาระเบิดคลาสซุมบ้าให้ผู้ร่วมงานได้ออกสเต็ป สลายไขมันไปพร้อมกัน ทั้งได้สร้างคลาสซุมบ้าที่แตกต่างจากที่อื่น ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ไลฟ์คอนเสิร์ต ผู้ร่วมงานได้ออกสเต็ปและแดนซ์ปาร์ตี้ไปพร้อมกันกว่า 500 ชีวิต เรียกได้ว่าการขึ้นเวทีแค่ 1 ชั่วโมงของครูซุมบ้านำเต้นสอนนักเรียนในคลาสสลายไขมันได้สุดเลิศ

ครูหนุ่ม ฝากถึงคนอยากเรียนเต้นไม่ต้องกังวล บางคนกังวลกลัวเต้นไม่ถูกจังหวะ เต้นท่ายาก ดูท่าตามครูสอนไม่ทัน เพราะการเต้นซุมบ้าไม่จำเป็นต้องเต้นเก่ง ขอแค่สนุกสนานไปกับคลาสเต้นก็เพียงพอ ส่วนเคล็ดลับที่ถือเป็นหัวใจของซุมบ้าฟิตเนส ครูคือผู้นำการเอนเตอร์เทน

“ผมยืนยันนะครับว่า ซุมบ้าไม่ใช่แค่การเต้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังช่วยสลายไขมันและสร้างหุ่นที่เฟิร์มได้จริงโดยมีเคล็ดลับ คือ ต้องเต้นอย่างน้อย 1 เดือน สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รับรองสามารถสลายไขมัน อย่างน้อยก็ 2 กิโลกรัมเบาๆ ได้แน่ๆครับ”

‘สุขใจที่ได้เป็นนายตนเอง’ เอกกมล ธีปฏิกานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566774

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

‘สุขใจที่ได้เป็นนายตนเอง’ เอกกมล ธีปฏิกานนท์

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน, โครงการพอแล้วดี

ต้น-เอกกมล ธีปฏิกานนท์ วัย 37 ปี คือหนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านกาแฟละเลียด คาเฟ่ ที่ผันตนเองจากพนักงานออฟฟิศที่ทำเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ หันหลังให้กับงานประจำเดินทางไปค้นหาความหมายของชีวิต ด้วยการทำสวนที่ประเทศญี่ปุ่นกับแฟนสาว อยู่ที่นั่นเขาได้เรียนรู้แนวคิดอยากเป็นนายตัวเองและนำสิ่งที่ครอบครัวมีความเชี่ยวชาญคือ จำหน่ายเมล็ดกาแฟจนปัจจุบันสามารถเปิดร้านกาแฟและคาเฟ่สุดเก๋ถูกใจชาวต่างชาติอย่าง Laliart ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 5 โดยอาศัยหลักความพอเพียงทั้งในการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจแบบพึ่งพิงตัวเอง ที่สำคัญคือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมโครงการพอแล้วดี รุ่นที่ 1 ทำให้เขาได้เรียนรู้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และรับมาปรับใช้ทั้งเรื่องการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

แรงบันดาลใจทำร้านกาแฟ

ความพอแล้วดีสำหรับเขา ต้นนึกถึงเรื่องความสมดุลเป็นอย่างแรก ความสมดุลในที่นี้คือ ไม่ว่าเขาจะเริ่มลงมือทำอะไร เขาจะต้องเริ่มลองหาจุดที่เขารู้สึกไม่ทุกข์ร้อนใจแล้วก็รู้สึกมั่นใจ ตั้งใจที่จะทำให้ได้

“ร้านกาแฟละเลียดเป็นส่วนหนึ่งที่ผมสามารถหาจุดสมดุลของชีวิตและธุรกิจได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความชอบ ความสนใจในเรื่องกาแฟ เรื่องของการอยากใช้ทักษะของตัวเองในเรื่องการลงมือทำในอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าการพึ่งพาตัวเอง การหาจุดสมดุลตรงนี้ได้สร้างความยินดีให้กับตนเอง ทำให้มีพลังในการทำอะไรที่สร้างสรรค์มากขึ้น ยิ่งได้เข้าร่วมโครงการพอแล้วดี ทำให้ผมได้มีโอกาสย้อนกลับมามองที่ตัวเองมากกว่าที่จะไปดูคนอื่น แล้วตั้งคำถามว่าพอแล้วดีคืออะไร ผมเข้าร่วมโครงการพอแล้วดีรุ่นแรก โดยได้รับการชักชวนเข้าร่วม ผมก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ พอเข้าไปร่วมโครงการผมเหมือนได้เปิดโลก เริ่มรู้ว่าสิ่งที่เราทำ เป็นหนึ่งในทางในการพึ่งพาตัวเอง คือเราพยายามหาว่า เรามีสิ่งที่เราอยากทำ จุดเริ่มต้นหรือสิ่งที่เรามีอยู่ในมืออะไร เช่น ผมมองว่าเมล็ดกาแฟเรามี คือผมเคยอยู่กับญาติสนิทที่เชียงใหม่ ซึ่งคุณอามีความรู้เรื่องเมล็ดกาแฟมาก คุณอามีโรงคั่วทำด้วยรักมานานแล้ว ผมมองเห็นว่า เรามีความรู้ตรงนี้ ผมเคยอยู่เชียงใหม่ เคยเห็นอาคั่วกาแฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในความทรงจำและน่าสนใจ อาเริ่มทำเครื่องคั่วกาแฟประดิษฐ์เองซึ่งได้มาตรฐาน

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วกาแฟยังไม่แพร่หลาย แต่เมล็ดกาแฟได้รับการส่งเสริมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งคุณอาก็เป็นนักวิจัยด้านการเกษตร บริหารจัดการกาแฟบนพื้นที่สูง ดูแลทั้งผลผลิตนำกาแฟเข้ามาปลูก กาแฟจึงเริ่มเป็นพืชเศรษฐกิจ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่บนภูเขา ซึ่งเมื่อก่อนปลูกฝิ่น อาของผมดูแลเรื่องการนำสายพันธุ์กาแฟหลากหลายสายพันธุ์มาปลูกในไทย” เมื่อเขามีความรู้ด้านกาแฟ เขาจึงหันมาจับธุรกิจด้านกาแฟ โดยเริ่มจากจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วก่อน โดยมีญาติคอยให้คำแนะนำ ถือเป็นต้นทุนที่เขามี ที่สำคัญเขามีแหล่งเมล็ดกาแฟที่ดี โดยเขาอยากเป็นตัวเลือกหนึ่งด้านกาแฟ ต่อมาก็พัฒนามาเปิดร้านกาแฟ จำหน่ายทั้งเครื่องดื่มกาแฟและเมล็ดกาแฟคั่วภายใต้แบรนด์ละเลียดด้วย

ดำเนินธุรกิจเริ่มจากความชอบก่อน

การทำธุรกิจแบบพอเพียงวิธีแรกคือ เริ่มทำจากความชอบก่อน จากนั้นประมาณตนเองว่า ณ ตอนนั้น เขากับแฟนสาวมีต้นทุนเท่าไหร่ที่จะทำร้านหนึ่งหรือแบรนด์หนึ่งให้เกิดขึ้น ค่อยๆ เริ่มจากสิ่งที่มี รวมถึงศักยภาพในตอนนั้นที่เขามี เช่น สามารถประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ใช้เอง หรือการประดิษฐ์เครื่องชงกาแฟเอง เป็นต้น

“ผมมองว่าเมล็ดกาแฟไทยมีเอกลักษณ์ตรงเทสต์ของกาแฟไทยมีความหนักแน่น มีบอดี้ที่ดี พอเจอนมแล้วเข้ากันได้ดีมากๆ กินแล้วนุ่มละมุน โทนออกเทสต์โน้ต เป็นกลิ่นถั่ว และดาร์กช็อกโกแลต ผมเลือกอราบิกาจากแม่แจ๋ม จ.ลำปาง ตัวนี้เราใช้ตั้งแต่เริ่มต้น ผมเคยไปถึงแหล่งปลูกที่มีการปลูกแบบออร์แกนิก ปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ ไร่ข้างๆ ปลูกแมกคาเดเมียด้วย เป็นกาแฟที่กินได้เบสิกเหมาะสำหรับคนที่มือใหม่ก็กินได้”

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนจากมุมกาแฟเล็กๆ ในร้านโตเกียวไบค์ อารีย์ซอย 2 มีคนชักชวนให้เขากับแฟนสาวมาเปิดร้านกาแฟกึ่งๆ คาเฟ่ที่ใหญ่ขึ้นมีพื้นที่ของตัวเอง ร้านละเลียดที่ถูกใจชาวต่างชาติจึงเปิดขึ้น ในบริเวณ Fab คาเฟ่ ที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี ทรีดี พรินติ้ง จากจำหน่ายแต่กาแฟมีการขยายงานจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งขนมเค้กเพื่อสุขภาพด้วย โดยเปิดที่นี่ได้ 1 ปีแล้ว

ต้นเล่าถึงความเป็นมาของร้านเป็นการจัดวางพื้นที่ใช้สอยเอง ทำเฟอร์นิเจอร์เอง เฟอร์นิเจอร์แต่ละตัวจึงมีเรื่องเล่า ใครมานั่งเขาก็จะสัมผัสได้ว่าไม่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ไหน เป็นความสนุกที่ต้นได้ลองคิด ลองทำ ประกอบ จัดวางเอง ซึ่งพื้นที่ใช้สอยภายในร้านจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เวลาเขารู้สึกเบื่อกับรูปแบบเดิมๆ เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เขาออกแบบกับแฟนสาวสามารถปรับพับเก็บได้ง่าย เช่นเดียวกับเมนูอาหารและขนม ผ่านกระบวนการคิดว่าจะพรีเซนต์อย่างไรได้บ้าง มุมมองการถ่ายทอดเครื่องดื่มกาแฟออกมาได้อย่างไรบ้าง เหมือนเป็นงานดีไซน์ให้คนมาที่ร้านรู้สึกสบาย เรียบง่าย ไม่ได้มาแล้วต้องทางการเกินไป หน้าที่ของต้น คือ ดูแลในส่วนของคุณภาพเมล็ดกาแฟและการชงเป็นหลัก รวมทั้งการจัดจำหน่าย

“เราขายเมล็ดกาแฟสด ที่นี่มีอุปกรณ์ชงกาแฟ จำหน่ายถ้วยชามเซรามิกของเพื่อน เป็นงานทำด้วยมือของกลุ่มเพื่อนๆ เพราะเราอยากสนับสนุนคนที่อยู่แวดวงใกล้ๆ ตัว ผมเปิดร้านมีคอนเนกชั่นคนที่ทำอะไรด้วยตัวเอง เช่น เราได้ผักสลัดจากเจ้านายเก่าที่ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ อนาคตเขาอยากทำออร์แกนิกแน่นอน แต่ตอนนี้เขาทำไฮโดรฯ ก่อน ผมเห็นถึงความตั้งใจของพวกเขา เราจึงนำผักมาขายในร้าน และสั่งไดเรกต์จากฟาร์ม สิ่งเหล่านี้เราอยากส่งเสริม ผมพยายามใช้คนที่เรามั่นใจว่าเขามีแนวทางเดียวกันกับเรา” คือ การมองเรื่องความสำคัญในสิ่งที่ทำ เช่น มีช่วงหนึ่งมีคนปลูกมัลเบอร์รี่ที่โคราช แปรรูปเป็นแยมมัลเบอร์รี่ก็สามารถนำมาฝากวางจำหน่ายที่ร้านละเลียด คาเฟ่ได้ อยากนำเสนอทางเลือกที่ไม่คอมเมอร์เชียลมากนัก

“พอเราเข้าร่วมโครงการพอแล้วดี เราได้รู้จักเกษตรกรปลูกผลผลิตได้ เขาเป็นเกษตรกรที่มีผลผลิตที่น่าสนใจ เรามีน้ำมังคุดออร์แกนิก บางสวนปลูกทุเรียนและทำสวนออร์แกนิก 100% ที่จันทบุรี หากผลผลิตเยอะนำมาแปรรูป ส่วนเบเกอรี่ผมอยากเสริมจากกาแฟบ้าง มีรับมาบ้างและทำเองบ้างเพื่อให้พนักงานในร้านรู้จักพัฒนาฝีมือและรู้จักพึ่งพาตนเองมากขึ้น อยากพัฒนาศักยภาพทีมงานทำให้ร้านมีเอกลักษณ์ คือเป็นขนมเพื่อสุขภาพที่ลดความหวาน ลดการใช้เนยแล้วใช้อโวคาโดแทน ซึ่งจะมีจำหน่ายตามฤดูกาล อาหารก็ไม่ใส่ผงชูรส ลูกค้าส่วนใหญ่เกือบ 70% จึงเป็นลูกค้าประจำมานั่งทำงาน เป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อนฝูงได้ในพหลโยธิน เราอยากทำเป็นคอมมูนิตี้ดึงดูดคนจากหลากหลายสาขาอาชีพมาพบกัน และต่อยอดได้ แนวคิดของผมที่ใช้อยู่ตลอดคือ เราพยายามลงมือทำเอง เช่น เฟอร์นิเจอร์งานใหม่ไม้ชิ้นไหนเราทำได้ เราอยากทำ เพื่อเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นั่งได้ สบาย”

รู้จักประมาณตน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ตามหลักคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร การประมาณตนคือ ดูว่าเรามีต้นทุนแค่ไหน เราสามารถทำอะไรได้ และมองไปในอนาคตว่าเราสามารถพัฒนาตนเองไปทางไหนได้ ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลก เพื่อการเตรียมความพร้อมในอนาคต

“ผมมองอยู่และคิดอยู่ตลอด เราจะทำอย่างไรให้เราอยู่ได้ ทั้งอยู่ด้วยความสบายใจ ประมาณตน และรักษาสมดุลของเราเอง คือผมมองว่า เราไม่ละทิ้งความคิดพึ่งพาตัวเอง เรามองถึงอนาคตว่าช่วงนี้มีอะไรที่เราเติมเต็มหรือสามารถนำมาเพิ่มเติมในธุรกิจของเราได้ เราจะไม่นิ่ง เรามองถึงอนาคตเพราะโลกเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ เราต่อยอดของเราเอง พระองค์สอนเรื่องความพอเพียง และทรงห่วงเรื่องความต้านทาน ต้องมองว่า เราจะทำอะไรต้องมีภูมิคุ้มกัน นอกจากคุ้มกันในเรื่องสติปัญญาและธุรกิจด้วย เช่น คนสวนปลูกต้นไม้ปลูกพืชเกษตร ควรปลูกหลากหลาย ถ้าวันไหนสวนหายไป แปลงอื่นก็จะช่วยกันและกัน คือสิ่งที่เอามาปรับใช้กับธุรกิจของผมได้”

ความสุขที่ได้จากชีวิตแบบช้าๆ

“การอยากเริ่มชีวิตแบบช้าๆ ของผม เริ่มตั้งแต่เป็นพนักงานบริษัท แต่ผมก็อยากมีอิสระทำอะไรที่นอกเหนือจากสิ่งที่ผมทำอยู่ ซึ่งหาเวลาได้ยากมาก พอเราออกมาทำธุรกิจเอง ชีวิตไม่มีกรอบมาก แต่เราต้องสร้างกรอบเพื่อจัดสมดุลในการใช้ชีวิตและทำไปด้วย ไม่อย่างนั้นชีวิตจะเรื่อยเปื่อย”

การใช้ชีวิตช้าๆ ของต้นคือ เขาพยายามรักษาสมดุล นอกจากทำร้านตนเองแล้ว เขายังให้ความสนใจกับครอบครัว และแบ่งเวลาไปทำอะไรที่เขาสนใจเป็นพิเศษ เช่น การประดิษฐ์อุปกรณ์ทำกาแฟเอง ปัจจุบันชีวิตของเขาก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร โดยเขาแบ่งเวลานอน 7 ชั่วโมง/วัน เข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม เช่าคอนโดมิเนียมอยู่ใกล้ๆ ร้าน เพื่อหลีกหนีความเครียดในการเดินทาง หากมีเวลาว่างเขามักไปเดินเล่นและออกกำลังกายในสวนสาธารณะบ้าง หากเวลาเช้าไม่เร่งรีบนักก็อาศัยการเดินมาทำงาน ร้านจะหยุดทุกวันจันทร์ เย็นวันอาทิตย์เขากับแฟนก็มักขับรถกลับบ้านไปพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติที่บ้านบางใหญ่บ้าง เพียงเท่านี้ชีวิตก็มีความสุขที่ได้เป็นนายตนเองแล้ว

มงคล พาลีศักดิ์ ฟื้นจากคนเดินไม่ได้ คืนสู่สนามอัลตราเทรล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566773

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

มงคล พาลีศักดิ์ ฟื้นจากคนเดินไม่ได้ คืนสู่สนามอัลตราเทรล

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ไม่เครดิต

แทบไม่เชื่อว่า เขาเป็นคนพิการ และไม่อยากเชื่อเลยว่า เขาเคยผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้สูญเสียความสามารถในการเดิน มงคลพาลีศักดิ์ พนักงานบริษัทเอกชนที่มีงานอดิเรกเป็นการวิ่ง เขาหลงใหลการ “วิ่งเทรลระยะไกล” เพราะความสนุก และชีวิตก็พบกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดเพราะการวิ่ง

ย้อนกลับไปในเดือน ธ.ค. 2559 เขาประสบอุบัติเหตุที่จุดเข้าเส้นชัยงานวิ่งตะนาวศรีเทรล อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี “จังหวะที่กระโดดก้าวขาข้ามเส้นชัยคาดว่าน่าจะลงผิดจังหวะ” เขากล่าว ทำให้กระดูกหน้าแข้งชิ้นที่เป็นฐานเข่าแตกร้าว ประกอบกับมีภาวะแทรกซ้อนเรียกว่า ภาวะความดันในกล้ามเนื้อผิดปกติ หรือ คอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม (Compartment Syndrome) บริเวณกล้ามเนื้อหน้าแข้ง ทำให้ต้องตัดกล้ามเนื้อที่ตายทิ้งและอาจจะไม่สามารถกลับมาวิ่งได้อีกตลอดชีวิต

มงคลต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 5 ครั้ง ซึ่งหลังจากนั้นเขาเผยว่า ชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่ เพราะต้องเรียนรู้อยู่กับร่างกายใหม่ หัดเดิน หัดย่อ หัดเขย่ง หัดกระโดด หัดวิ่ง จนตอนนี้ไม่เพียงแค่กลับมาเดินได้ แต่สามารถกลับมาลงสนามแข่งอัลตราเทรล!

เขาสามารถอธิบายเหตุการณ์ตลอด 1 ปี 9 เดือนหลังเกิดเหตุได้เป็นฉากๆ ซึ่งแต่ละฉากได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกผู้ชาย ผู้ที่เคยมีร่างกายแข็งแรงอย่างคนธรรมดา สู่คนที่แข็งแกร่งกว่าจนทะลุขีดจำกัดของคำว่า “เป็นไปไม่ได้”

จากเจ็บจนไม่รู้สึก

มงคล เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการวิ่งคือ อยากออกกำลังกาย เขาจึงหากิจกรรมง่ายๆ ที่สามารถทำคนเดียวได้ ไม่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย และสุดท้ายจึงสรุปอยู่ที่การวิ่งในสวนสาธารณะใกล้ที่ทำงาน

“หลังจากวิ่งไปสักพักก็เริ่มชอบมากขึ้น เพราะการวิ่งทำให้เรามีสมาธิ มีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง ได้ตกตะกอนความคิดต่างๆ แล้วทำไมถึงชอบวิ่งเทรลระยะไกล ถ้าตอบสั้นๆ ก็เพราะมันสนุก แต่ถ้าตอบยาวๆ เพราะมันเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนิสัยของตัวเอง เพราะผมเป็นคนชอบวางแผน ในชีวิตปกติเวลาจะทำอะไรจะชอบตั้งเป้าหมายเสมอ และพยายามไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ ดังนั้นพอได้มาวิ่งเทรลผมจะรู้สึกสนุกที่ในแต่ละการแข่งขันได้ก้าวข้ามลิมิต และได้เอาชนะตัวเองไปเรื่อยๆ”

เช่นเดียวกับสนามตะนาวศรีเทรล เขาสามารถวิ่งได้ครบระยะทาง 60 กม. และเข้าเส้นชัยเหมือนสนามก่อนๆ ที่เคยวิ่งมา แต่เพราะจังหวะหรือโชคชะตาอะไรบางอย่างที่ทำให้การเข้าเส้นชัยครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม

“จังหวะที่เข้าเส้นชัยผมกระโดดข้ามเส้นปกติ ไม่ได้สูง ไม่ได้ลงแรง ไม่ได้ล้ม แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะตอนลงน้ำหนักไม่ได้งอเข่า ทำให้น้ำหนักทั้งหมดลงไปที่กระดูกต้นขาเลยทำให้กระดูกแตกร้าว” เขากล่าวถึงสาเหตุที่น่าจะเป็นที่สุด

“ตอนนั้นรู้ว่าเจ็บแต่คิดว่าไม่มีอะไรรุนแรงมากเพราะยังเดินได้ แต่หลังจากนั้นเริ่มปวดข้อเท้ามากจนทนไม่ได้เลยต้องไปโรงพยาบาลที่ราชบุรี ปรากฏว่าเอกซเรย์ไม่เจอว่ามีกระดูกตรงไหนหัก แต่อาการคือยังปวดมากจนฉีดมอร์ฟีนแล้วก็ยังเอาไม่อยู่ วันต่อมาเลยกลับมาหาหมอที่กรุงเทพฯ กับอาการที่ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ตอนนั้นพยายามกระดกข้อเท้าก็ทำไม่ได้แล้ว จึงได้เอกซเรย์อีกครั้ง ปรากฏว่าเจอกระดูกฐานเข่าแตกร้าวเป็นแนวยาวลงมาเหมือนฟ้าผ่า ส่วนตรงข้อเท้าไม่เป็นอะไร”

เขากล่าวว่า ตอนนั้นมีแพทย์สันนิษฐานแล้วว่า การบวมของกล้ามเนื้ออาจเป็นภาวะของคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม แต่ผลสรุปยังระบุว่าเป็นเพียงอาการของกระดูกร้าว ซึ่งเป็นกระดูกชิ้นที่ไม่ได้ควบคุมเรื่องการขยับเข่า แต่เป็นตัวรับน้ำหนัก ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อใส่นอตเข้าไปยึดให้รอยร้าวของกระดูกผสานกัน

จากนั้นเนื่องด้วยเงื่อนไขด้านสวัสดิการสังคมทำให้เขาต้องย้ายโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งวันนั้นตรงกับวันที่ 3 หลังเกิดเหตุ ร่างกายของเขาเริ่มเบลอจากการได้รับมอร์ฟีนแก้ปวดตลอดเวลา โดยในช่วงที่ไม่ค่อยได้สตินั้นแพทย์วินิจฉัยพบแล้วว่า เขามีภาวะคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม ต้องเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน เพราะไม่เช่นนั้นเขาอาจสูญเสียขาทั้งข้างหากปล่อยทิ้งไว้นาน

“ถ้ากล้ามเนื้อตายมันจะลามตายไปเรื่อยๆ เพราะการที่คุณมีความดันในกล้ามเนื้อสูง แล้วผิวหนังมันไปกดไว้ ทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยง และมันก็จะลามไป ทำให้ต้องรีบผ่าตัดเพื่อปลดปล่อยความดันในกล้ามเนื้อออกมา และเพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนในกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่ประสบกับอุบัติเหตุรุนแรง และไม่สามารถสรุปได้ว่านักวิ่งทุกคนจะมีความเสี่ยงเจอภาวะนี้ เพราะมันมีหลายสาเหตุปัจจัย มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และเป็นอาการที่พบได้ไม่ง่ายเลย” เขากล่าวเพิ่มเติม

ความจริงบทใหม่

มงคลตื่นขึ้นมาในห้องพักฟื้นพร้อมข้อมูลที่ว่า เข่าของเขามีนอตสองตัวเชื่อมรอยร้าว และกล้ามเนื้อขาซ้ายได้ตายไปแล้ว

“หมออธิบายว่า เคสผมเป็นเคสที่ซีเรียสและอันตรายมาก เพราะหมอได้เปิดกล้ามเนื้อเพื่อระบายความดัน ซึ่งการเปิดกล้ามเนื้อทำให้มีโอกาสติดเชื้อสูง และผมเป็นเคสที่ไม่เหมือนปกติ เพราะคนทั่วไปที่เป็นคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรมจะเป็นทั้งขา คือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ของผมเป็นแค่ด้านหน้าอย่างเดียว มันจึงวินิจฉัยได้ยากว่าเป็นจริงไหม เพราะการเปิดกล้ามเนื้อคือเรื่องใหญ่ ถ้าหากเปิดออกมาแล้วไม่เป็นก็ต้องรักษาแผลกันอีกยาว”

ขาซ้ายของเขาถูกปิดผ้าก๊อซไว้อย่างแน่นหนา แต่ด้านในคือแผลที่มีเลือดไหลตลอดเวลา ต้องล้างแผลทุกวันเช้าและเย็น ซึ่งจะเห็นทุกอย่าง ทั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ไปจนถึงกระดูก

หลังจากนั้นการผ่าตัดครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้นเพื่อตัดกล้ามเนื้อที่ตายออก โดยใช้วิธีชอร์ตไฟฟ้าดูว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนยังมีความรู้สึกและส่วนไหนไม่มี นับเป็นการผ่าตัดที่นำกล้ามเนื้อออกไปมากที่สุดคือ ประมาณร้อยละ 80 ของกล้ามเนื้อหน้าแข้งส่วนหน้า และหมอได้แจ้งว่า เขาอาจเดินไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ตอนนั้นยังติดตลกอยู่ มีถามหมอกลับไปว่า ผมจะกลับมาวิ่งได้เมื่อไรครับ หมอก็บอกมาว่า แค่เดินอาจจะยังไม่ได้เลย เรื่องวิ่งคงต้องตัดใจ เพราะอาการของผมคือ เท้าซ้ายตก ไม่สามารถควบคุมข้อเท้าได้ ดังนั้นพอรู้ความจริงว่าผมสูญเสียการเดินปกติไปแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นคือแย่มากๆ เพราะเรายึดติดกับร่างกายที่เคยเป็น ยึดติดกับสิ่งที่เราเคยทำได้อยู่ เลยกลายเป็นความคิดว่า ต่อไปเราจะใช้ชีวิตยังไง เดินยังไง ทำงานยังไง จะวิ่งได้ไหม จะไปเจอเพื่อนๆ ได้หรือเปล่า เพราะสังคมของเราคือสังคมนักวิ่ง มันเกิดคำถามมากมายขึ้นมาในหัว ซึ่งช่วงนั้นเวลาอยู่กับญาติหรือมีเพื่อนมาเยี่ยมก็จะพยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองไว้ แต่ถ้าอยู่คนเดียว แม้เป็นการนั่งเฉยๆ น้ำตามันก็ไหล เหมือนชีวิตมันเคว้ง เพราะมันหาเป้าหมายไม่เจอว่าต้องทำอะไรต่อไป”

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมือนสึนามิลูกใหญ่ที่ซัดความสิ้นหวังมาให้ ตัดสลับกับภาพแผลผ่าตัด ภาพการล้างแผลที่เห็นเลือดทุกวัน และภาพอนาคตที่เขาเองก็ยังไม่เห็นชัดว่าจะเป็นอย่างไร

จนกระทั่งการผ่าตัดครั้งที่ 3 เขาถูกตัดกล้ามเนื้อออกเพิ่มบางส่วน แต่ก็มีข่าวดีว่า กล้ามเนื้อของเขาไม่อักเสบเพิ่มขึ้นและไม่มีอาการเน่า ทำให้จากเดิมที่พันแผลด้วยผ้าก๊อซก็เปลี่ยนเป็นห่อแบบสุญญากาศแล้วต่อท่อระบายเลือดออกมาเพื่อรัดให้แผลเริ่มเคลื่อนเข้าหากัน

“จนถึงวันที่อาการเราเริ่มดีขึ้น หมอบอกว่า มันมีอุปกรณ์ช่วยเดินสำหรับคนที่มีอาการเท้าตก (Foot Drop) เรียกว่า เบรส (Brace) หรือเอเอฟโอ (AFO-Ankle Foot Orthosis) หลังจากนั้นผมก็ค้นหาข้อมูลของอุปกรณ์ตัวนี้ แต่ใส่คำว่า รัน (Run) ต่อเข้าไปด้วย แล้วก็เริ่มเห็นข้อมูลเอเอฟโอแบบที่ไม่มีขายในเมืองไทย แต่เห็นว่ามีคนใส่แล้วเขาสามารถเดินหรือวิ่งได้ ตอนนั้นยังไม่รู้หนทางในการรักษาและฟื้นฟูตัวเอง แต่ชีวิตเริ่มมีเป้าหมายแล้ว และสภาพจิตใจก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ”

อย่างไรก็ตาม ขณะพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลยังมีฉากที่ทำให้เขาสะเทือนใจ มันเป็นสถานการณ์ง่ายๆ อย่างการลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แต่เขากลับใช้เวลามากกว่า 10 นาที

“ตอนนอนอยู่ต้องยกขาสูงตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เลือดคั่งและลดอาการบวม แต่ตอนนั้นแค่เดินสั้นๆ ก็ทำให้ขาซ้ายบวมเป่งและเปลี่ยนเป็นสีดำเมี่ยมแล้ว เลยทำให้วิตกว่า ระยะทางแค่นี้เรายังต้องใช้เวลานานขนาดนี้เลยเหรอ และเดินแค่นี้ทำให้ขาบวมและดำขนาดนี้เลยเหรอ” เขากล่าวเพิ่มเติม

สรุปแล้ว มงคลเข้าออกห้องผ่าตัดและพักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 22 วัน และระหว่างนั้นได้เปิดกล้ามเนื้อทิ้งไว้นาน 13 วัน ซึ่งแพทย์ระบุว่า เคสของเขาถือว่าเปิดกล้ามเนื้อสั้นมากเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่ต้องเปิดไว้นาน 1-2 เดือน

“ผมทำกายภาพทุกวัน คือ ทำตลอดเวลาตั้งแต่วันแรกที่หมออนุญาต ผมถามหมอว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง ทำได้ถี่แค่ไหน ผมก็ทำไปเรื่อยๆ โดยใช้ผ้ายกปลายเท้าขึ้นแล้วพยายามใช้กล้ามเนื้อเพื่อถีบออกไป เรียกว่า การปั๊มปิ้ง (Pumping) เป็นการขยับไม่ให้ข้อติดและช่วยการไหลเวียนของเลือด ผลคือทำให้ยืดระยะเวลาการบวมและขาดำ จาก 10 นาทีก็ใช้เวลานานขึ้นเป็น 1 ชั่วโมง 1 วัน ซึ่งทำให้รู้ว่าการที่เราไม่อยู่เฉยระหว่างการพักฟื้นมันช่วยให้เราฟื้นฟูได้เร็ว”

ชีวิตใหม่ในร่างกายเดิม

ใบรับรองแพทย์ระบุ เขาควรหยุดงาน 2 เดือน แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์เขาก็กลับไปทำงานตามปกติ และหมั่นทำกายภาพด้วยตัวเองตลอดเวลา

“ช่วงที่ฟื้นฟูผมจะมีวินัยในการทำกายภาพ เชื่อฟังหมอ และปรึกษาหมอทุกครั้งที่จะทำอะไรมากกว่าที่หมอสั่ง และแสดงให้หมอเห็นว่าเราสามารถทำได้ เพื่อให้หมอเห็นพัฒนาการของเรา ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะทำกายภาพหรือฟื้นฟูตัวเองเพื่ออะไร ตั้งเป้าหมายให้สูง และอย่าตีกรอบความสามารถ และเลิกเปรียบเทียบร่างกายตัวเองกับตอนก่อนเกิดอุบัติเหตุ แต่ให้ดีใจในทุกๆ วันที่ร่างกายเราดีขึ้น และเราสามารถทำอะไรได้มากขึ้น”

ในช่วงแรกเขาต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะยกขาที่ผ่าตัดให้ลอยขึ้นแล้วใช้ขาอีกข้างในการเดิน แต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น เขาพยายามเดินด้วยขาสองข้างและลงน้ำหนักเบาๆ ไปที่ขาซ้ายเพื่อบาลานซ์ร่างกายให้เหมือนคนปกติ จากนั้นผ่านไป 3 เดือน แพทย์อนุญาตให้เขาเดินเองได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า แต่ยังต้องใช้เครื่องพยุงเท้าข้างซ้ายอยู่จนถึงวันนี้

“พออาการดีขึ้นก็พบว่า กล้ามเนื้อขาซ้ายมันลีบลงจากการไม่ค่อยได้ใช้งาน เพราะผมใช้ข้างขวาเป็นหลัก เช่น เดินก้าวแรก ขึ้นบันไดก้าวแรก ผมใช้ขาขวาเป็นตัวรับน้ำหนักเสมอ ดังนั้นสเต็ปต่อมาหลังจากกลับมาเดินได้คือ ต้องฟื้นฟูกล้ามเนื้อฝั่งซ้ายและสร้างสมดุลร่างกายใหม่ทั้งหมด ต้องไปปรึกษานักกายภาพและเริ่มเทรนข้างซ้ายให้แข็งแรง”

เดือน พ.ค. 2560 หรือ 5 เดือนหลังเกิดเหตุ มงคลเริ่มกลับมาจ๊อกกิ้งได้อีกครั้ง และยิ่งไปกว่านั้นในเดือนเดียวกันเขาสามารถปีนภูเขาหิมะที่ญี่ปุ่นได้ มงคลเผยว่า การปีนเขาหรือการอยู่ในสถานการณ์ที่เกือบอันตรายทำให้เขากล้าใช้ขาซ้ายมากขึ้น เมื่อเริ่มมั่นใจว่าสามารถใช้ขาซ้ายได้จึงเริ่มหัดวิ่ง และหลังจากนั้นอีก 3 เดือนก็ได้ไปปีนเขาพร้อมแบกเป้หนัก 15 กก. ที่ญี่ปุ่นอีกหน กลายเป็นว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เพราะการเดินขึ้นเขาเหมือนเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อตลอดเวลา

“กล้ามเนื้อมัดเล็กที่หลับอยู่มันเริ่มตื่นขึ้น ผมต้องค่อยๆ พัฒนาฝึกปรือมันไปเรื่อยๆ เหมือนเด็กอ่อนที่กำลังหัดเดิน” เขากล่าว

นักวิ่งคืนสนาม

ในที่สุดมงคลสามารถหวนคืนสนามอัลตราเทรลอีกครั้ง โดยสนามที่สร้างความเซอร์ไพรส์ที่สุดต้องยกให้ รายการ STY (Shizuoka to Yamanashi) ประเทศญี่ปุ่น ระยะทาง 92 กม. ในระยะเวลา (คัตออฟ) 20 ชั่วโมง “ก่อนไปผมตั้งใจซ้อม เตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุด และวางแผนการวิ่งให้ดีเพื่อไปรับมือกับมัน ซึ่งระหว่างที่วิ่งอยู่มันสนุกกับการเจอปัญหาอะไรต่างๆ ได้สู้กับตัวเอง ได้ตอบตัวเองว่าเราทำเพื่ออะไร ความเหนื่อยระหว่างวิ่งมันมีแน่นอน แต่ความรู้สึกท้อไม่เคยมี เพราะถ้าเราชอบที่จะทำแล้วจะรู้สึกท้อไปทำไม ที่มาวิ่งก็ไม่มีใครบีบคั้น แต่เราเลือกที่จะสมัครมาเอง”

สุดท้ายเขาสามารถเข้าเส้นชัยก่อนเวลาคัตออฟ 15 นาที พอถามว่าขณะอยู่ในสนามเป็นห่วงเรื่องขาบ้างหรือเปล่า เขาตอบว่าแทบไม่คิดถึง เพราะขาทั้งสองข้างรู้สึกปกติดี ไม่มีเจ็บ ไม่มีอาการฟ้องใดๆ ซึ่งการลืมขาซ้ายมากเกินไปเป็นสาเหตุทำให้ต้องกลับมาฟื้นฟูความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง (จากที่ผ่านมาเน้นการซ้อมวิ่ง)

“ก่อนหน้านี้ผมไม่คิดว่ามันเป็นขา แต่คิดว่ามันคือวัตถุอันหนึ่งที่อยู่กับตัวเองและช่วยให้วิ่งไปข้างหน้าได้ จนถึงจุดหนึ่งเราจำเป็นต้องกลับมาพัฒนามันให้มากขึ้น จากที่เมื่อก่อนเราลืมมันไป ลืมใช้ความรู้สึกของขาซ้ายในการวิ่ง และไม่ได้ใช้ศักยภาพของมันให้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น” มงคล เผย

หลังจากมีนักฟื้นฟูเข้ามาช่วยจัดตารางซ้อมและฝึกเดิน “จงกรม” ทำให้ร่างกายของเขาถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดนักวิ่งคนนี้ได้สร้างเรื่องเซอร์ไพรส์ให้วงการ ด้วยการลงแข่งสนาม OCC รายการ UTMB (Ultra Trail Du Mont Blanc) เป็นเส้นทางวิ่งเทรลระยะทางประมาณ 56 กม. ความสูงสะสมประมาณ 3,450 เมตร โดยมีคนเคยกล่าวไว้ว่า รายการ UTMB เหมือนกับโอลิมปิกของงานวิ่งเทรล มีการแข่งขันวิ่งเทรลหลายระยะตลอดสัปดาห์ บวกกับความยากของสนามที่มีสภาพอากาศแปรปรวน โดยในหนึ่งวันอาจเจอทั้งร้อน ฝน หนาว หรือหิมะตก ดังนั้นนักวิ่งเทรลจึงมีความฝันที่จะมาร่วมงานนี้ อย่างเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเหตุที่เลือกระยะ OCC เพราะมองว่าน่าจะเหมาะกับสภาพร่างกายและความฟิตของเขาที่สุด

“เรซโอซีซีเป็นเรซที่ประทับใจ เพราะได้สนุกกับสภาพอากาศและความสูงที่เราไม่คุ้นเคย สำหรับเรซนี้เราก็เตรียมตัวพร้อมมาในระดับหนึ่ง แต่กลับไม่สบาย ก่อนแข่ง 2 วัน ทำให้วันจริงแทบไม่มีแรงขึ้นเขา แต่ก็ค่อยๆ เดินขึ้น เหนื่อยก็พัก ช่วงลงเขาก็พยายามวิ่งลงเท่าที่วิ่งได้เพื่อชดเชยเวลาที่ช้าตอนขึ้นไป แล้วก็จบมาได้แบบร่างกายไม่มีปัญหาอะไร มีเพียงตึงๆ ล้าๆ บ้างเท่านั้น” นอกจากนี้ ยังได้ยินมาว่าปลายปีเขาลงสมัครวิ่งเทรลระยะ 100 กม.ไว้แล้ว

ตะกอนความคิด

ถามต่อห้วนๆ ว่า ทุกวันนี้เขาวิ่งไปเพื่ออะไร “วิ่งเพราะสนุก” มงคลตอบอย่างจริงใจ “ทุกวันนี้ที่วิ่งอยู่ก็เพราะยังรู้สึกว่ามันสนุก การวิ่งมันช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้น มันช่วยตอกย้ำความรู้สึกว่า ขาที่ไม่เหมือนเดิมไม่ใช่อุปสรรคกับกิจกรรมที่ผมชอบ จากอุบัติเหตุครั้งนั้นชีวิตผมไม่ได้เสียอะไรไป แต่ถ้าวันไหนผมวิ่งแล้วเจ็บ และรู้สึกไม่สนุกกับมัน หรือมันส่งผลกับร่างกายระยะยาว ผมก็คงต้องเลิกวิ่ง และเป้าหมายของผมไม่ใช่กลับมาใช้ชีวิตเท่าคนปกติ แต่อยากไปทำกิจกรรมที่ผมชอบ ผมก็ต้องฝึกให้มากขึ้น”

เขากล่าวด้วยว่า เมื่อมองย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุเขาไม่รู้สึกเสียใจอะไร เพราะตอนนี้เขามีความสุขและใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน นอกจากนี้ มงคลได้ตกตะกอนความคิดหลังผ่านเหตุการณ์ที่ไม่ลืมในชีวิตมาว่า เขามีหลักการใช้ชีวิต 3 อย่าง อย่างแรกคือ ทำในสิ่งที่ต้องดูแลรับผิดชอบให้ดี และอย่าลืมทำตามความฝันของตัวเอง “ทั้งสองสิ่งนี้ต้องบาลานซ์ให้ดี บางคนมัวแต่ทำสิ่งที่อยากทำหรือทำตามความฝัน จนลืมดูแลครอบครัวและคนรอบข้าง”

อย่างที่ 2 การมองโลกตามหลักความเป็นจริง ไม่ยึดติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกินไป สิ่งไหนแย่ก็ให้รับมืออย่างมีสติ และสิ่งไหนที่ดีและมีความสุขก็ให้เข้าใจว่ามันจะไม่อยู่กับเราตลอด และอย่างสุดท้าย คือ ยินดีกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต “เพราะสิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้ว มันดีเสมอ” เขากล่าวทิ้งท้าย

ต่อจากนี้ฉากต่อไปในชีวิตของ มงคล พาลีศักดิ์ น่าจะมีแต่เรื่องสนุก และหนังชีวิตเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครก็ตามที่กำลังต่อสู้ เพราะเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ และอย่าลืมหาเป้าหมายในการใช้ชีวิตให้เจอแล้วจงมีความสุขกับการใช้ชีวิต