ศาสตร์และศิลป์แห่งการบำบัดกาย-ใจ @ปากทางลาดพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566676

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 12:19 น.

ศาสตร์และศิลป์แห่งการบำบัดกาย-ใจ @ปากทางลาดพร้าว

โดย นกขุนทอง

รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สามารถบำบัดและช่วยฟื้นฟูอารมณ์จิตใจได้ แม้จะเพียงสิ่งเดียวก็ตาม และยิ่งดีมากๆ หากครบทั้ง 5 แต่ก็ใช่ว่าทุกแห่งจะปรนนิบัติได้ครบ

คัดสรรสปาแบรนด์ไทย ที่ให้บริการสปาระดับแนวหน้ามาตรฐานสากลด้วยอัตลักษณ์ความเป็นไทย นั้นคือ “สปาเซ็นวารี” ตั้งอยู่บริเวณชั้น LL ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกสบาย ใกล้ทั้งรถไฟฟ้า BTS สถานีหมอชิต และ MRT สถานีพหลโยธิน

สปาเซ็นวารี มีแนวคิดและปรัชญา โดยยึดหลักองค์ประกอบเพื่อชีวิตที่สมดุล 3 ประการ ได้แก่ ร่างกาย พลัง และจิตวิญญาณ รวมเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อนำมาผสมกลมกลืนอย่างสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีการให้บริการที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรี และความอบอุ่นแบบไทยจากแรงบันดาลใจแห่งวัฒนธรรม ในแนวคิดแห่ง “In Love With Life”

เพียงก้าวเข้ามาก็ได้หลุดจากความวุ่นวาย สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ไทย ในบรรยากาศสบายๆ แสงไฟสีเหลืองนวลช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ออกแบบในสไตล์ โมเดิร์นเซน (Modern Zen) เน้นความเรียบง่าย ผสานกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ ออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง โดยใช้โทนสีไม้โอ๊กในการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศความสงบและความเป็นส่วนตัว ตัดด้วยลวดลายใบบัวตามเอกลักษณ์แบบไทย เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง

ชุ่มชื่นกับเวลคัมดริงก์ เป็นน้ำสมุนไพร ได้กลิ่นหอม รสชาติชุ่มคอ เสียงเพลงที่คลอเบาๆ เป็น Spa Music Relax Natural เน้นใช้เพลงจากเสียงธรรมชาติช่วยทำให้คลายเครียด ผ่อนคลายสมอง ทุกพื้นที่ในสปาได้ยินเพลงเดียวกัน

เสียงนกร้องในป่า ธารน้ำไหล สายลมพัดหมู่แมกไม้ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศระหว่างการทำสปาทรีตเมนต์ เน้นการสร้างความผ่อนคลายเพื่อให้มีสมาธิมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศาสตร์การบำบัดเพื่อสุขภาพ และสุนทรียภาพอย่างแท้จริง

สปาเซ็นวารี มีห้องสปาทรีตเมนต์ 7 ห้อง แบ่งเป็นห้องทรีตเมนต์มัลติฟังก์ชั่นสำหรับเตียงเดียว 5 ห้อง ห้องเตียงคู่สำหรับบริการนวดไทย 1 ห้อง และห้องสปาเล็บมือและเล็บเท้า 1 ห้อง

ทุกห้องออกแบบเลือกใช้โทนสีที่เน้นความสงบผ่อนคลายวิถีเซน โดยใช้สีไม้โอ๊ก น้ำตาล เทา และดำ นอกจากนี้ยังตกแต่งด้วยลายไม้ หิน และเสียงลำธารน้ำ มาเป็นองค์ประกอบเพื่อสร้างสมดุลธรรมชาติและบรรยากาศแห่งความผ่อนคลาย ภายในห้องสปาทรีตเมนต์เติมเต็มด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามหลักมาตรฐานสปาสากล อาทิ ห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว และห้องสตีมรูม 1 ห้อง

การบริการมี 1.นวดไทย นวดเท้า นวดน้ำมันหอมระเหย นวดสวีดิช นวดบาหลี นวดด้วยหินร้อน และนวดประคบหม้อเกลือ 2.นวดฝ่าเท้าพร้อมประคบ 3.ทรีตเมนต์บำรุงผิว-ขัดผิวและพอกด้วยสมุนไพรไทย 4.นวดบำรุงผิวหน้า ด้วยสมุนไพรไทย และด้วยผลิตภัณฑ์ของ Jurlique ผลิตจากประเทศออสเตรเลีย 5.ทำสปาเล็บมือและเล็บเท้า

ผลิตภัณฑ์คัดสรรและเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญในการบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพรไทย ผลไม้สด หรือน้ำมันหอมระเหยสกัดจากธรรมชาติ ไม่ใส่สารกันเสียที่อาจเป็นอันตรายต่อผิว โดยคำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณประโยชน์สูงสุดที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า

ที่สำคัญสปาเซ็นวารี สาขาเซ็นทาราแกรนด์ฯ ลาดพร้าว ยังได้คิดค้นสูตรสปาทรีตเมนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแตกต่างจากสาขาอื่น และมีบริการพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจบริการจากนักนวดบำบัดผู้พิการทางสายตา (Blind Massage Therapist) แต่มีความสามารถพิเศษในการรับรู้สัมผัสผ่านปลายนิ้วและการนวดบำบัด

เนื่องจากการทำงานของสมองมีการปรับตัว โดยเพิ่มศักยภาพในการรับรู้สัมผัสทดแทนการรับรู้ที่ขาดหายไป ทำให้สามารถแยกแยะความผิดปกติของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ หรืออาการบาดเจ็บได้อย่างแม่นยำขณะทำการนวด และยังได้รับใบประกาศรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สาขาการนวดแผนไทย เป็นการการันตีถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดบำบัดได้เป็นอย่างดี

การบำบัดหรือทรีตเมนต์ตามลิขสิทธิ์ของสปาเซ็นวารีนั้น เป็นการขจัดความเครียดภายในร่างกาย ซึ่งช่วยทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ในชั่วขณะหนึ่ง เทคนิคที่ใช้เป็นการผสมผสานระหว่างการรักษาและการบำบัดที่ทำให้เกิดการผ่อนคลายแบบตะวันออก กับการสร้างความกระปรี้กระเปร่าแบบชาวตะวันตก

สปาเซ็นวารีได้จัดตัวเองว่าเป็น “สถานที่พักของจิต” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในด้านการบำบัดทุกคนได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี

ปรนนิบัติกาย-ใจ ด้วยศาสตร์และศิลป์ของการบำบัดกับสปาเซ็นวารี เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-24.00 น. โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

พ้นจากสภาพมนุษย์เงินเดือน (ชั่วคราว) เพราะ‘เจ้านายจ๋าหนูขอพักร้อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566670

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

พ้นจากสภาพมนุษย์เงินเดือน (ชั่วคราว) เพราะ‘เจ้านายจ๋าหนูขอพักร้อน’

โดย รอนแรม ภาพ : เจ้านายจ๋าหนูขอพักร้อน

หนุ่มสาวโรงงานวัย 30 กว่า ชื่นชอบการเดินทางและการถ่ายภาพจึงคิดอยากแชร์ประสบการณ์เพื่อให้เกิดการตั้งคำถามและออกไปค้นหาด้วยตัวเอง

“เจ๋ง” นพดล คำมาก และ “ก้อย”สุนิสา จิตประเสริฐ พนักงานบริษัทเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ในฐานะสองแอดมินแห่งเพจเฟซบุ๊ก เจ้านายจ๋าหนูขอพักร้อน กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเปิดเพจว่า เกิดขึ้นจากการสะสมประสบการณ์การเดินทางจนอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้เห็นอีกด้านหนึ่งของคำว่ามนุษย์เงินเดือน

“เราวางคอนเซ็ปต์ของเพจไว้ 3 หัวข้อหลักๆ” เจ๋งกล่าวต่อ

“ข้อแรกคือ แชร์ประสบการณ์ ใครที่อยากไปในที่ที่เราไปมาสามารถสอบถามเราได้ ข้อสองคือ นำเสนอมุมมองดีๆ ของชีวิตมนุษย์เงินเดือนในการท่องเที่ยว เพราะมนุษย์เงินเดือนค่อนข้างมีวันหยุดที่แน่นอน ทำให้วางแผนไปเที่ยวได้สบาย มนุษย์เงินเดือนมีเพื่อนเยอะ มนุษย์เงินเดือนบริษัทออกเงินให้ไปเที่ยวประจำปี ถ้าเราอยากไปเที่ยวที่ไหนก็ไปเป็นกรรมการจัดการท่องเที่ยวเลย และมนุษย์เงินเดือนบริษัทส่งไปฝึกงานต่างประเทศ

อย่างผมได้ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น 1 ปี ทำให้ปีนี้เพจเราจะมีเนื้อหาของประเทศญี่ปุ่นเยอะ และข้อสุดท้ายคือ เราอยากให้ทุกคนที่ติดตามเกิดความสงสัย เกิดคำว่า ‘จริงเหรอ’ ขึ้นมา เพราะเราไม่อยากให้เชื่อในสิ่งที่เรานำเสนอ แต่อยากให้ทุกคนเกิดคำถามแล้วออกไปค้นหาด้วยตัวเอง”

สำหรับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคู่รักนักเดินทาง ทั้งคู่สามารถท่องเที่ยวได้ทุกรูปแบบทั้งเที่ยวป่า เที่ยวเมือง เที่ยวกิน เที่ยวตามเทศกาล โดยแต่ละปีจะมีทริปท่องเที่ยวที่ต้องลางานเพิ่ม 1-2 ครั้ง ส่วนทริปอื่นๆ จะเน้นเที่ยววันหยุดเสาร์-อาทิตย์

“ผมเป็นคนชอบดูชอบอ่าน ส่วนก้อยจะชอบดูอย่างเดียว ดังนั้นจุดหลักๆ จะเน้นไปที่การถ่ายภาพก่อน ไม่ได้เน้นสวยอลังการ แต่เน้นเก็บทุกมุมที่เราไป ทำให้ทุกคนที่ติดตามเห็นว่าที่ตรงนั้นมีอะไรบ้าง

หลังจากนั้นจะเล่าเรื่องราวตามภาพที่เราถ่าย โดยสอดแทรกความคิดเห็นของเราไป ออกในเชิงการตั้งคำถามเพื่อให้ลูกเพจได้คิดตามว่า ที่นี่มันดีจริงหรือเปล่า หรือน่าไปไหม เพราะเราเน้นเสมอว่าสิ่งที่เห็นคุณต้องลองมาสัมผัสเอง” แอดมินเจ๋งกล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การเดินทางยังได้เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของแอดมินทั้งสอง เพราะทำให้ได้เปิดโลกกว้าง ได้พบเจอผู้คนที่แตกต่าง ได้สัมผัสธรรมชาติ และได้ออกจากสภาพของมนุษย์เงินเดือนชั่วคราวสู่ชีวิตที่ไม่มีคำว่างานอีกต่อไป รวมทั้งยังทำให้ทั้งคู่ได้วางแผนการออมเงินระหว่างเงินเก็บและเงินทุนในการออกไปใช้ชีวิต เพื่อรับกำไรที่เรียกว่า “ประสบการณ์ชีวิต” แทนดอกเบี้ยในธนาคาร

“เราอยากให้ทุกคนได้ดูภาพสวยๆ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์เงินเดือนคนอื่นๆ ได้ออกไปเที่ยว ออกไปพักผ่อน เพื่อกลับมาสู้กับงานที่หนักหน่วงต่อไป อย่างที่ผมกับก้อยกำลังทำอยู่ในตอนนี้” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางของสองมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีข้ออ้างในการเดินทางได้ที่เพจเฟซบุ๊ก เจ้านายจ๋าหนูขอพักร้อน เพจที่จะให้มุมมองการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข จากการสร้างความสมดุลระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ และวันหยุดพักร้อน

สมโภช ทับเจริญ ผืนป่ากลางกรุง 1.5 พันล้าน ของรักที่สุดในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566665

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 11:20 น.

สมโภช ทับเจริญ ผืนป่ากลางกรุง 1.5 พันล้าน ของรักที่สุดในชีวิต

โดย เอกชัย จั่นทอง ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จอดรถเข้าใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ก่อนก้าวเท้าลงย่ำดินแล้วกวาดสายตาไปรอบตัว ทำให้รู้สึกเหมือนถูกต้นไม้โอบอุ้มตัวเองอย่างบอกไม่ถูก ก่อนได้รับการต้อนรับจากชายร่างใหญ่ผิวเข้ม ผมหยักศก ใส่รองเท้าบู๊ต ยิ้มให้

ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจาก สมโภช ทับเจริญ วัย 60 ปี อดีตอาจารย์สอนชื่อดังที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและสัตวบาล ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม

วันนี้ชีวิตเรือจ้างถูกทิ้งไว้ในอดีต สมโภช ลาออกมาได้หลายปีแล้ว หันมาทำการเกษตรในพื้นที่จุดความเจริญย่านซอยนวลจันทร์ ปรับบทบาทชีวิตสู่ชาวนาสู่การเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ดูแลพัฒนาพื้นที่ผืนดินกว่า 50 ไร่ มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ยังคงเขียวขจีชุ่มฉ่ำไปด้วยแมกไม้นานาพรรณสีเขียวครึ้ม สร้างร่มเงาแก่แขกเหรื่อที่แวะเวียนมาชม

สมโภช พาเล่าย้อนอดีตว่า ในสมัยก่อนพื้นที่ย่านคลองบางขวด ซอยนวลจันทร์แห่งนี้ อดีตความไม่เจริญยังไม่รุกคืบเข้ามา เกิดมาในช่วงเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นว่าชีวิตโอบล้อมด้วยไร่นาสีเขียว ครอบครัวทำนาเลี้ยงชีวิตมาตลอดคลุกคลีทำนา ไถนา หาปลา ไม่เคยคิดว่ามันจะเจริญรวดเร็วมากขนาดนี้

“ที่ดินบริเวณนี้ได้มาตั้งแต่สมัยทวด ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น รวมแล้วที่ดินผืนนี้มีอายุกว่า 200 ปี คนสมัยก่อนไม่คิดถึงมูลค่าที่ดินที่มีค่ามากเหมือนปัจจุบัน แต่คนในสมัยก่อนคิดแค่ว่าที่ดินที่มีอยู่จะใช้ทำนาทำไร่ทำมาหากิน เลี้ยงชีวิตคนในครอบครัวอย่างไร” สมโภช เล่า

อดีตในซอยนวลจันทร์นี้ ที่ดินถูกใช้ทำนาคนในชุมชนคลองบางขวด แต่ละครอบครัวต่างจัดสรรแบ่งให้พี่น้องอย่างเหมาะสม ผนวกกับความฟุ้งเฟ้อที่เข้ามาพร้อมความเจริญ สุดท้ายผืนนาที่เคยเขียวเต็มด้วยรวงข้าวเต็มพื้นที่ซอยนวลจันทร์ ต้องอันตรธานหายไปหมด

สมโภช ยังบอกว่า พ่อแม่สอนบทเรียนให้เรารู้จักทำงานหนัก เพื่อให้ลูกรู้จักสร้างอนาคตด้วยตัวเอง นั่นเองทำให้เราเห็นพ่อแม่ทำงานหนักมาตลอด จึงมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนจนจบในด้านสัตวบาล กระทั่งได้ทำงานตำแหน่งนักวิชาการเกษตร สอนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ที่เน้นงานด้านวิจัยและฝึกอบรม

“ผืนดินกว้างใหญ่ตรงนี้พ่อแม่เก็บไว้ให้เรา คิดว่าเราควรเก็บรักษาผืนดินแห่งนี้ไว้ให้นานที่สุด เนื่องจากราคาที่ดินของกรุงเทพฯ มันขึ้นทุกนาที ไม่เหมือนเช่นพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขึ้นเฉลี่ยไม่กี่บาท ยิ่งความเจริญเข้ามามากเท่าใด เรื่องของราคาที่ดินยกกำลังขึ้นทุกครั้ง”

เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะเรือจ้างมากว่า 27 ปี ก่อนลาออกจากงานประจำหันมาเป็นชาวสวนเต็มตัว ซึ่งได้วางแผนมาตั้งแต่ 20 ปีก่อน ว่าเมื่อลาออกจากราชการจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ทั้งหมด จนกระทั่งได้เข้ามาดูแลอย่างจริงจังในปัจจุบัน บนที่ดินกว่า 50 ไร่ ถูกขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ สร้างอาคาร ร้านค้า แต่หลังจากปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ต้นไม้ที่ทนน้ำไม่ได้ต้องยืนต้นตายไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ตั้งแต่นั้นมา สมโภช ได้ใช้ประสบการณ์ทุกอย่างที่หลอมรวมมาตลอดชีวิตการเป็นอาจารย์ มาดัดแปลงปรับพื้นที่ใหม่หมด เพื่อก้าวไปสู่การเป็นพื้นที่ทำการเกษตรกลางเมืองหลวง เนื่องจากพื้นที่ขนาดใหญ่นี้จะเป็น “ปอด” สำหรับทุกคน

“คุณจะเห็นบ้านนอกอยู่กลางใจเมือง อยากให้ทุกคนที่เข้ามาสัมผัสมันมีความสุข เราทำตรงนี้ต้องลงทุนมหาศาล ถามว่าคุ้มค่าไหม มันอาจไม่คุ้มด้วยตัวเงินสดที่ลงทุนไป แต่มูลค่าที่ดินที่ปรับตัวขึ้นตลอด ดั่งคำว่าดอกดินบานขึ้นทุกนาที ไม่เหมือนกับดอกเบี้ยที่เราต้องนำเงินไปฝาก ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องนำเงินไปฝากใคร ไม่ต้องไปฝากธนาคารทั้งสิ้นเพื่อเอาดอกเบี้ย เพียงแค่ทิ้งผืนดินนี้ไว้เท่านั้น มันจะงามด้วยตัวเอง” สมโภช เผยอย่างภูมิใจ

ขณะเดียวกันที่ดินตรงนี้จะเติบโตไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่อาจนำไปประกอบกิจการอื่นๆ ตอนนี้เราเห็นมูลค่าที่ดินมหาศาล แต่เชื่อหรือไม่ว่าสมัยทวดไม่เคยเห็นคุณค่าแบบนี้ เห็นแค่เพียงว่าจะปลูกข้าวขึ้นมาขายเลี้ยงครอบครัวอย่างไรเท่านั้น

“นั่นคือความผูกพันที่เกิดขึ้นและต้องการเก็บสิ่งต่างๆ ตรงนี้ไว้ ในอดีตเรามีที่ดินไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่วันนี้ที่ดินที่เราจะทำยังไงให้เกิดความสุขต่อส่วนรวมได้ เราก็พยายามทำสิ่งนั้นออกมาจนกลายเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ มีพืชพันธุ์ไม้นานาชนิดบนที่ดินกลางใจเมืองแห่งนี้” อดีตอาจารย์คนเดิมแสดงความหวงแหน

ส่วนน้ำที่ใช้ดูแลพืชผักนั้น สมโภช ได้บำบัดเองทั้งหมด โดยใช้น้ำเสียในคลองบางขวด มากรองและเติมออกซิเจน แล้วใช้พืชช่วยจับสิ่งสกปรกจนทุกวันนี้สามารถนำน้ำเน่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้ ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้และพืชผักอย่างดี ถ้าใครเข้ามาที่แห่งนี้จะรู้เลยว่าสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องมีเงิน แต่ขึ้นอยู่กับความพอเพียงและเพียงพอของแต่ละคนด้วย

“ผมคงไม่ขายหรอกครับ เข้ามาก็คุยแบบสนุกสนาน บางคนก็อาจนึกหมั่นไส้ ราคาต้องเยอะแยะจะเก็บไว้ทำไม ขายออกมาแล้ว เอาเงินไปซื้อที่ดินต่างจังหวัดได้เป็นพันไร่ เลยนั่งคิดว่าแล้วจะขายไปทำไมในขณะที่มีที่ดินอยู่ มีราคาแพงกว่า เหมือนอย่างที่ลุงคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า มึงอย่าขายนะ จะขายทองไปซื้อดินหรือไง ยังจำความได้ทุกวัน แม้จะได้ที่ดินมหาศาล แต่ก็ต้องไปลงทุนอีกมากมายมหาศาล” สมโภช กล่าวคำขาด

แต่อย่างไรก็ตาม สมโภช เผยความกังวลเล็กๆ ว่า วันนี้พูดได้เต็มปากว่าไม่ขาย แต่สถานการณ์อนาคตไม่มีใครคาดเดาได้ หากรัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีที่ดินแพงเกินไป แล้วต้องแบกรับภาระในพื้นที่ที่มูลค่ามหาศาล ต้องจ่ายภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ตามมูลค่าประเมินที่ดิน

“หากวันนั้นมาถึงคงต้องคิดหนักว่า สิ่งที่ทำไปจะหาความสุขต่อไปอีกไม่ได้เลย วันนั้นเองคงตั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตไม่ให้คิดมากหรือทำงานหนัก เพื่อนำเงินไปจ่ายภาษีเพียงอย่างเดียว”

ไม่ว่ายังไงก็ตามจะขอรักษาผืนป่านี้ไว้ ซึ่งเป็นของสะสมที่รักและหวงแหนที่สุดในชีวิต ตลอดระยะเวลาที่เติบโตมามีลมหายใจในพื้นที่ @คลองบางขวด แห่งนี้จวบจนปัจจุบัน

ภัทรพร & ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค ด้วยรักและผูกพันฉันพี่น้องฝาแฝด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566663

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

ภัทรพร & ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค ด้วยรักและผูกพันฉันพี่น้องฝาแฝด

โดย ภาดนุ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

สองสาววัย 23 ปี “ณัฐ” ภัทรพร และ “นก” ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค เป็นพี่น้องฝาแฝดวัยสดใส ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ด้วยแนวคิดในการเลือกเรียนและเลือกทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำให้ณัฐกับนกมีความโดดเด่นและแตกต่างกันไปคนละแบบ แต่สิ่งที่สองสาวมีให้กันอย่างเหนียวแน่นก็คือ ความรักและความผูกพันฉันพี่น้อง ที่ยังไง้ ยังไง ก็ตัดกันไม่ขาดอย่างแน่นอน

ณัฐ-ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค

เรียนจบปริญญาตรีสาขา International Studies with an Emphasis in Political Science ที่ Pepperdine University (เกียรตินิยมอันดับ 1) เมื่อเรียนจบก็ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในองค์กรนานาชาติที่ชื่อว่า Asia Initiatives ที่เมืองนิวยอร์ก เพื่อจะได้เรียนรู้การต่างประเทศและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยมีตำแหน่งเป็น Project Coordinator

แม้ตอนนี้ตัวเธอจะอยู่ที่เมืองไทย แต่เธอก็ยังช่วยงานองค์กรอยู่ และเร็วๆ นี้เธอก็กำลังมีแพลนที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศด้วยเช่นกัน

ณัฐ พูดถึง นก

“ตั้งแต่เด็กๆ เราสองคนเป็นคู่พี่น้องฝาแฝดที่สนิทกันมาเรื่อยๆ เหมือนกับพี่น้องฝาแฝดคู่อื่นๆ เลยค่ะ แต่อาจจะมีบางช่วงที่เราสองคนมักจะมีกิจกรรมที่ไม่เหมือนกันสักเท่าไร แม้จะเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันมาตลอดก็ตาม เนื่องจากณัฐเป็นนักเทนนิสเยาวชนที่จะต้องมีการซ้อมและแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศตั้งแต่อายุ 7-19 ปี กระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ณัฐก็ยังคงเป็นนักกีฬาเทนนิสให้กับทีมดิวิชั่น 1 ของมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่เลยในตอนนั้น

การที่เราสองคนมีกิจกรรมที่ต่างกันนี้ ทำให้ณัฐกับนกไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างที่พี่น้องฝาแฝดควรจะเป็นมากนัก เพราะในช่วงตั้งแต่ 7 ขวบเป็นต้นมา ณัฐจะแข่งขันตีเทนนิสมาตลอด ส่วนน้องนกก็จะชอบกีฬาขี่ม้า แต่ถึงยังไงเราสองคนก็ยังสนิทกันและคุยกันได้ทุกเรื่องเลยค่ะ

ยิ่งช่วงที่ไปอยู่เมืองนอก เราสองคนก็ยิ่งรักและคิดถึงกันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากต้องแยกกันเรียนตามสาขาที่ตัวเองชอบถึง 4 ปี ณัฐเรียนอยู่ที่แอลเอ ส่วนน้องนกเรียนอยู่ที่นิวยอร์ก แต่พอมีเรื่องอะไรเราก็จะปรึกษากันเสมอ”

ณัฐบอกว่า เมื่อปีที่แล้วเธอได้ย้ายมาทำงานที่นิวยอร์ก จึงมีโอกาสได้อยู่กับนกสองคน ก็ยิ่งทำให้ทั้งคู่เป็นพี่น้องที่สนิทและรู้ใจกันมากยิ่งขึ้น

“ที่เขาพูดกันว่าฝาแฝด (ฝาเดียวกัน) สามารถสื่อความคิดถึงกันได้ อันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องจริงค่ะ ขนาดเราสองคนเป็นแฝดคนละฝา เราก็ยังคิดอะไรตรงกันหลายๆ อย่างเลยค่ะ ถ้าให้พูดถึงเรื่องที่ณัฐรู้สึกประทับใจน้องนกที่สุด ก็จะเป็นเรื่องเมื่อปีที่แล้ว

ตอนที่ณัฐย้ายไปอยู่นิวยอร์กกับน้องนก แล้วมีอยู่วันหนึ่งณัฐเกิดไม่สบายหนักมาก คือตอนนั้นณัฐเป็นหวัดแล้วมีอาการหูอักเสบร่วมด้วย ทำให้น้องนกต้องลาหยุดงาน 1 วันเพื่อดูแลณัฐ และวันต่อมาน้องนกก็สั่งข้าวไว้ให้ พร้อมกับทิ้งโน้ตไว้ว่า ‘ขอโทษทีนะ วันนี้ต้องไปทำงานแล้ว แต่สั่งข้าวไว้ให้เรียบร้อย หายเร็วๆ นะ’ นี่แหละที่ณัฐรู้สึกประทับใจในตัวน้อง เพราะเวลาเราป่วย น้องทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ”

ณัฐ เสริมว่า ที่จริงแล้วครอบครัวเธอมีพี่น้องทั้งหมด 4 คนด้วยกันคือ พี่สาวพี่ชาย ณัฐ และนก ซึ่งพี่น้องทุกคนจะสนิทกันมาก เพราะคุณแม่จะคอยสอนเสมอว่า เป็นพี่น้องกันต้องรักกัน และครอบครัวต้องมาก่อนเป็นอันดับ 1 เสมอ

“จะพูดว่าครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากก็รู้สึกเขินนะ แต่พี่น้องของเราทุกคนจะรักกันและดูแลกันเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งพี่ชายคนรองของเราเนี่ยจะหวงน้องนกมากๆ เลยค่ะ แต่ณัฐก็จะเป็นห่วงน้องแบบธรรมดาๆ มากกว่า (หัวเราะ)

สิ่งที่ณัฐจะเตือนน้องนกอยู่เสมอก็คือ การดูแลเรื่องสุขภาพ อย่านอนดึก เพราะด้วยงานของน้องเป็นงานด้านศิลปะ เป็นอาร์ติสต์ ช่วงที่เรียนน้องก็จะเรียนหนักด้วย บางครั้งน้องนกจะนอนดึกติดกัน 2-3 คืนเลย พอเห็นณัฐก็จะเตือนว่า น้องนกควรหาสมดุลให้ชีวิตตัวเองด้วย ไม่ควรทำอะไรที่สุดโต่งจนเกินไป

อีกอย่างด้วยความที่พวกเราโตมาก็เห็นคุณยาย คุณพ่อ และคุณแม่ ทำงานหนักจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ก็ทำให้พวกเรารู้สึกกดดันไปเองว่า อยากทำให้ดีกว่านี้ หรือน่าจะทำได้ดีกว่านี้อีก ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะรู้ว่าพวกเราพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นตอนนี้เราสองคนจึงพยายามยึดหลักทางสายกลางกันมากขึ้นทุกๆ เรื่องเลยค่ะ”

นก-ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค

นกเลือกเรียนศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการทำและออกแบบจิวเวลรี่ที่ Pratt Institute โดยจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เช่นกัน พร้อมกับได้รับรางวัล Outstanding Merits Award หรือนักเรียนดีเด่นติดไม้ติดมือมาด้วย

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี นกได้ฝึกงานและทำงานอยู่ที่นิวยอร์กเช่นกัน ล่าสุดเธอได้เริ่มธุรกิจเครื่องประดับของตัวเองโดยตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อจริงว่า “Pattaraphan” ซึ่งเป็นเครื่องประดับสำหรับสาวๆ รุ่นใหม่ที่อาจจะยังไม่ได้เน้นการใช้เพชรพลอยมากนัก แต่จะเน้นวัสดุประเภทเงินและทอง พร้อมทั้งดีไซน์ที่เก๋ไก๋ซะมากกว่า อัพเดทได้ที่ IG : _pattaraphan_

นก พูดถึง ณัฐ

“ตอนเด็กๆ เราก็เป็นพี่น้องฝาแฝดที่สนิทกันนะคะ แต่ด้วยความที่มีกิจกรรมต่างกัน จึงทำให้เราไม่ค่อยได้ทำอะไรร่วมกันมากนัก ปัจจุบันนี้กลับกันเลย เพราะยิ่งโตเราสองคนก็ยิ่งสนิทกัน และมีแนวโน้มที่จะสนใจหรือชอบอะไรที่เหมือนกันมากขึ้นด้วย อย่างตอนนี้บางครั้งการแต่งตัวของเราสองคนก็จะเริ่มคล้ายๆ กัน หรือไม่ก็ชอบดนตรีในแนวเดียวกันอีกด้วย

ต้องบอกว่าการอยู่ด้วยกันที่นิวยอร์ก ทำให้เราสองคนรู้ว่า เราชอบอะไรที่เหมือนกันหลายอย่างเลยค่ะ เช่น ร้านอาหารที่ไปก็จะชอบร้านที่คล้ายๆ กัน หรือตอนนั้นเราสองคนก็จะชอบไปออกกำลังกายด้วยกัน เป็นต้น เพราะเมื่อเราโตขึ้น ทำให้เรามีเวลาที่จะแพลนตารางการทำกิจกรรมล่วงหน้าและสามารถไปด้วยกันได้มากขึ้น

อย่างตอนนี้เราสองคนก็ไปออกกำลังกายด้วยการเล่นพิลาทิสด้วยกัน หรือถ้านกเล่นโยคะอยู่ พี่ณัฐก็จะไปออกกำลังกายในยิมเดียวกันไปด้วย เรียกว่าหลายเรื่องที่ชอบเหมือนกัน เราสองคนก็จะพยายามทำด้วยกันค่ะ”

นกบอกว่า สิ่งที่เธอประทับใจณัฐก็คือ ตกเย็นกลับมาณัฐมักจะทำอาหารไว้ให้กินเสมอ เมื่อเธอทำงานเลิกดึก แต่พอกลับมาถึงบ้านปุ๊บก็จะมีอาหารฝีมือณัฐรออยู่บนโต๊ะแล้ว มันจึงเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่รู้สึกอุ่นใจว่ามีพี่น้องที่ตัวเองรักคอยอยู่ดูแลกันและกัน

“ที่ผ่านมา สิ่งที่นกเป็นห่วงพี่ณัฐก็คือ ช่วงที่เขาย้ายมาอยู่กับนกที่นิวยอร์กใหม่ๆ เนื่องจากนิวยอร์กเป็นเมืองใหญ่ที่คนที่อยู่จะต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ตอนพี่ณัฐย้ายมา นกก็จะคอยเตือนพี่ณัฐว่า เวลาจะไปไหนมาไหน จะต้องแพลนให้ดีก่อนว่า จะไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

ตอนที่เราอยู่นิวยอร์ก บางทีเราต้องเดินหรือต้องใช้รถไฟใต้ดิน นกก็จะคอยบอกว่าถนนเส้นนั้นต้องระวังนะ อย่าเดินไป หรือถ้าจะไปไหนก็จะแนะนำให้พี่ณัฐใช้แอพพลิเคชั่นที่สามารถบอกได้ว่า ถ้าจะไปธุระตรงนั้นจะต้องใช้รถไฟใต้ดินสถานีไหน เป็นต้น เรียกว่าเป็นการแนะนำสิ่งดีๆ ให้กันซะมากกว่าค่ะ

ปัจจุบันนกไม่ค่อยเป็นห่วงอะไรพี่ณัฐเลยละ เพราะเขาเป็นคนดี ฉลาด สามารถเอาตัวรอดได้ เรื่องสุขภาพเนี่ยพี่ณัฐยิ่งดูแลตัวเองได้ดี จนบางครั้งสามารถเผื่อแผ่มาดูแลและแนะนำนกด้วยค่ะ เคยมีแค่ครั้งเดียวที่พี่ณัฐออกกำลังกายเยอะไปหน่อย ก็จะมีการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเขาได้เรียนรู้แล้ว เขาก็รู้จักเลือกทางสายกลางแล้วล่ะค่ะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีอะไรที่น่าเป็นห่วงสักเท่าไร เพราะตอนนี้พี่ณัฐสามารถดูแลตัวเองได้อย่างดีแล้วค่ะ”

จุฑานุช ชุมมานนท์ พร้อมสร้างอาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ สยายปีกทั่วอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566661

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 10:43 น.

จุฑานุช ชุมมานนท์ พร้อมสร้างอาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ สยายปีกทั่วอาเซียน

โดย ลิลี่ โจว

พลังจากผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ จุฑานุช ชุมมานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ ได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์กรเติบโต พร้อมกับขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน กับการรองรับประเทศไทยสู่ ฮับ โลจิสติกส์ในอาเซียน

จุฑานุช ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีความสดใหม่ เล่าถึงที่มาของการมานั่งบริหารงานตรงนี้ว่า ได้เข้ามาบริหารธุรกิจโลจิสติกส์ต่อจากคุณพ่อและคุณแม่ ที่ได้เริ่มต้นสร้างธุรกิจไว้

เมื่อได้เข้ามาทำงานในองค์กรที่มีระบบและวัฒนธรรมอยู่แล้ว รวมถึงการมีพนักงานที่ได้ทำงานมาก่อน จึงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้การทำงานภายในองค์กร สไตล์การทำงาน เรียนรู้การทำงานร่วมกัน พร้อมกันนี้ได้ปรับระบบของบริษัท จากแบบธรรมดา (Manual) สู่การลงทุนระบบไอที (IT) เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของบริษัททั้งหมด ทั้งยอดขาย ผลการดำเนินงานอย่างครบทุกด้าน

“เมื่อเรียนจบแล้วได้เข้าไปทำงานในบริษัทเอกชนแห่งอื่นมาประมาณ 5 ปี เพื่อหาประสบการณ์ในการทำงาน หลังจากนั้นก็กลับเข้ามาทำงานในบริษัท เราต้องศึกษาเรียนรู้ แผนกงานต่างๆ และดูแลแผนกงานต่างๆ เองทั้งหมด”

พร้อมกันนี้ จุฑานุช บอกว่าบริษัทได้ขยายทีมและมีคนรุ่นใหม่ อายุเฉลี่ย 20-30 ปี เข้ามาร่วมทำงานภายในมากขึ้น ซึ่งทุกคนต่างมีความรับผิดชอบในการทำงานที่ชัดเจนและพร้อมในการทำงาน รวมถึงการมีไอเดีย แนวคิดใหม่ เพื่อร่วมพลังให้บริการดีขึ้น ช่วยผสมผสานทีมร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า โดยผลจากการปรับต่างๆ ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี บริษัทมีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“คุณพ่อคุณแม่เปิดบริษัท 20 ปี ความยากคือการที่องค์กร มีวัฒนธรรมหรือระบบอยู่แล้ว ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ใช้สไตล์การทำงานของเรา ระบบการทำงานปรับจากแบบธรรมดาสู่ระบบไอทีทั้งหมด ทำให้ได้เห็นภาพรวมของบริษัททั้งหมด ยอดขาย กำไรเป็นอย่างไร และทุกด้าน

ขณะเดียวกันการร่วมบริหารองค์กร ที่นอกจากจะต้องมุ่งทำให้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง ยังมีภารกิจที่สำคัญคือ การทำให้พนักงานทุกคนที่ทำงานด้วยมีความสุขในการเข้ามาทำงาน เพราะบริษัทเป็นธุรกิจบริการ ดังนั้น เมื่อพนักงานทุกคนมีความสุข จึงพร้อมที่จะทำงานและให้บริการกับลูกค้า จึงช่วยส่งต่อความสุขไปยังลูกค้า ได้รับบริการที่ดีต่อเนื่อง”

จุฑานุช ยังร่ายยาวเล่าต่อว่า สำหรับการให้บริการของ บริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ ที่ทำธุรกิจโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ทั้งการนำเข้าส่งออก ทางรถยนต์ ทางเรือ ทางอากาศ โดยการขนส่งทั้งทางเรือและทางอากาศจะครอบคลุมการขนส่งในทั่วโลก รวมถึงมีบริการรถบรรทุกขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงบริการขนส่งที่ต้องผ่านพิธีการศุลกากร มีไลเซนส์ผ่านและการมีศูนย์คลังสินค้าข้ามแดน ถือว่ามีลูกค้าเพิ่มขึ้นมาตลอด

“ขณะเดียวกัน การให้บริการของบริษัทนอกจากจะครอบคลุมทุกด้านของการขนส่งแล้ว บริษัทยังมีจุดแข็งที่มีรถบรรทุกของบริษัทจำนวนกว่า 100 คัน สามารถบริการรับส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าไปในประเทศเพื่อนบ้านได้ผ่านทางรถยนต์ จึงรองรับบริการขนส่งในภูมิภาคอาเซียนไปในประเทศเพื่อนบ้านที่โลจิสติกส์มีการเติบโตในระดับสูง รวมถึงการที่สามารถให้บริการแบบ Door to door เช่น การขนส่งจาก กทม.ไปถึงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาได้เลย โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตในระดับสองเท่าตัวในตลาดอาเซียน

เหตุผลสำคัญคือ ผลจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรอบ ประกอบกับมีการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งกัมพูชา เมียนมา และลาว เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ดังนั้นบริษัทที่ได้เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จึงเลือกที่จะขนส่งสินค้าผ่านประเทศไทย มาจากประเทศไทยมีระบบการขนส่งทั้งทางเรือ ทางอากาศ ที่มีความพร้อมและความสะดวก ถือว่าประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (ฮับ) ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว”

จากโลจิสติกส์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ขยายตัว จุฑานุช ชี้ว่าทำให้บริษัทได้มีการขยายการลงทุนไปเปิดออฟฟิศที่อยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในปี 2560 ที่ผ่านมา โดยประเทศต่อไปที่มีแผนจะเปิดออฟฟิศในปี 2561 หรือ 2562 จะเป็นประเทศเมียนมา คาดว่าจะอยู่ในนครย่างกุ้ง รวมถึงให้ความสนใจจะขยายในประเทศอื่นๆ อีกทั้งบริษัท มี 9 สาขาในพื้นที่ด่านชายแดน ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

“องค์ประกอบต่อมา ที่ทำให้บริษัทเติบโตสองเท่า มาจากการที่บริษัทสามารถสร้างบริการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งคุณภาพและบริการ การจัดส่งสินค้าได้อย่างตรงเวลา และพร้อมดูแลหากลูกค้ามีปัญหาเกิดขึ้น ส่งผลให้มีกลุ่มลูกค้าทั้งบริษัทไทย บริษัทจากต่างประเทศทั้งในยุโรป และประเทศญี่ปุ่น เลือกใช้บริการของบริษัทอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนรายได้ในปัจจุบัน จะมาจากต่างประเทศ 70% และในประเทศ 30% จากที่ผ่านมา สัดส่วนจะเป็นรายได้ในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40%

สำหรับภาพรวมตลาดในอาเซียน มีการเติบโตประมาณ 15-30% ส่วนบริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ ตั้งเป้าหมายการเติบโต 50% ในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า สูงกว่าภาพรวมตลาดอาเซียน ส่วนในช่วงไตรมาสแรกปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตสองเท่าตัวแล้ว สูงเกินเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเติบโต 30% พร้อมกันนี้ภายใน 3 ปีนี้นับจากนี้ บริษัทจะเน้นตลาดทั้งเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ผ่านการใช้โมเดลของการบริหารธุรกิจในไทยไปขยายสู่อาเซียน”

นอกจากนี้ จุฑานุช ยังมองตลาดในไทยที่บริษัทยังมีการขยายการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า รวมถึงการเข้าไปลงทุนเปิดสาขาในพื้นที่แหลมฉบัง มาประมาณ 6-7 ปีแล้ว และมีแผนจะขยายบริการใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เชื่อมั่นว่าจะมีกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยเธอกล่าวต่อทิ้งท้ายว่า

“สิ่งสำคัญที่จะช่วยผลักดันทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน จะต้องประกอบไปด้วยการมีเป้าหมายของบริษัทที่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด เพื่อทำให้ทุกคนในเป้าหมายสำคัญขององค์กร ต่อมาการทำงานเป็นทีมเวิร์ก เพื่อทำให้พนักงานมีความรู้สึกต่อการเป็นเจ้าของงานพร้อมทำงานตามเป้าหมาย

และที่ขาดไม่ได้คือ ความสุข เพราะธุรกิจคือ การให้บริการ ถ้าพนักงานมีความสุข มีพลังงานในการทำงานจะส่งไปที่ลูกค้า ลูกค้าจะรู้สึกว่าบริษัทมีคุณภาพในการให้บริการ และลูกค้าจะมีความสุขที่ใช้บริการของบริษัท”

การบริหารงานในยุคใหม่ของ จุฑานุช ได้ตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับภูมิภาคอาเซียน และในระยะยาว บริษัทจะก้าวสู่การเป็นผู้นำการให้บริการโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน

โรค (แปลกๆ) ในละคร มีมั้ยในชีวิตจริง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566460

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

โรค (แปลกๆ) ในละคร มีมั้ยในชีวิตจริง?

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

โลกคือละคร ละครสะท้อนชีวิตจริงในสังคม ยังเป็นวลีที่สะกิดใจผู้ชมทำให้ต้องย้อนมองดูตัวเองและคนรอบตัวอยู่เนืองๆ

ยิ่งยุคโซเชียลครอบคลุมทุกพื้นที่ ละครไม่ได้สื่อสารเพียงทางเดียว ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ตอบกลับทันควันเช่นกัน

อีกปรากฏการณ์หนึ่งในละครที่น่าสนใจ“พฤติกรรมการแสดงออกของตัวละคร” ประเด็นอยู่ที่การวิเคราะห์ และการเอาหลักวิชาการไปจับว่า ตัวละครมีพฤติกรรมที่แสดงออกด้วยท่าทางอารมณ์อย่างนั้น คือ “ป่วย” เป็น “โรค”

โรคในกลุ่มนี้ คือ โรคบุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorder) หมายรวมถึงการไม่สามารถควบคุมพฤติกรรม และความรู้สึกของตัวเองได้

โรคบุคลิกภาพผิดปกติ

นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ยังเป็นคุณหมอนักประพันธ์ กล่าวถึงโรคบุคลิกภาพผิดปกติที่สะท้อนจากคาแรกเตอร์ตัวละคร

“ถ้าเอาตำราจิตวิทยามาวาง มีมากถึง 30 โรค เป็นอาการป่วยทางจิต แบ่งเป็น 2 ระดับ แค่บุคลิกภาพเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็น ฮีสทีเรีย ไบโพลาร์ เขายังอยู่ในโลกของความเป็นจริงใช้ชีวิตกับคนปกติได้ แต่บุคลิกภาพบางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม

อีกเลเวลหนึ่งเป็นโรค เช่น โรคจิตเภท คนไข้เดินตามถนนพูดคนเดียว ได้ยินเสียงอะไรคนเดียว เหมือนตัวละครในหลังคาแดงป่วยระดับหนึ่งทางด้านจิตวิทยา

ในละครเราจะพบคนบุคลิกภาพผิดปกติเยอะกว่า ความต่างคือพวกเพอร์ซันนัลลิตี้ ดิสออร์เดอร์ รักษาได้โดยการบำบัดจิตวิทยา ไม่ต้องกินยาหรือแอดมิด ถ้าโรคจิตเภทต้องใช้ยาช่วย ต้องรับตัวเข้ารักษา”

โรคกลุ่มเพอร์ซันนัลลิตี้ ดิสออร์เดอร์ ที่เห็นส่วนมากในตัวร้าย ที่เป็นไบโพลาร์ ฮีสทีเรีย เอามาใช้เพื่อให้ตัวละครมีความขัดแย้ง ให้น่าติดตาม

หลังๆ ตัวเอกก็มีเยอะ อย่างซีรี่ส์เกาหลี It’s Okay, That’s Love เรื่องนี้พระเอกป่วยเป็น Multiple Personality Disorder ซึ่งโรคนี้คุณหมอพงศกรได้เขียนไว้นานแล้วเช่นกันในนวนิยายเรื่อง “มายาเงา” (ลิขสิทธิ์อยู่ที่ช่อง 7) คือโรคบุคลิกภาพแปลกแยก มีบุคลิกภาพหลายแบบในตัวคนเดียว

“พระเอกมี 2 บุคลิก เจอเหตุการณ์แบบนี้บุคลิกภาพเปลี่ยนไปอีกแบบ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ที่ผมหยิบโรคนี้มาเขียน เพราะมองว่าน่าสนใจ มันก้ำกึ่งระหว่างคนเป็นโรคนี้ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่เราจะไม่เข้าใจว่า ทำไมอารมณ์เขาแปรปรวนจัง อีกวันเรียบร้อยอ่อนโยนราวกับคนละคน มันเหมาะกับการเอามาใช้เป็นตัวละคร”

โรคบุคลิกภาพผิดปกติสามารถรักษาได้เพียงใส่ใจ เข้าใจ แถมใจเย็นเข้าไปด้วยสักนิด ก็จะเจอหนทางรักษา “ในมุมมองของผมการรักษาโรคต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ในระดับผู้ชมทั่วไป จากประสบการณ์การดูละคร สามารถรับรู้ได้ว่าอาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เขาสามารถแนะนำให้คนไข้เหล่านี้ไปหาจิตแพทย์

ผมว่าโรคทางสุขภาพจิตคนที่เห็นมักเป็นคนใกล้ตัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อน คนไข้ไม่รู้ตัวเอง ไปหาหมอหมอก็เห็นแค่ตอนนั่งคุย พฤติกรรมต่างๆ ที่จะรู้ว่าเป็นโรคหรือไม่ ได้จากคนรอบข้างที่ช่วยบอก

ในบ้านเราตอนนี้ที่เกิดขึ้นบ่อยเรื่องโรคซึมเศร้านำมาสู่การฆ่าตัวตาย คนใกล้ตัวจะเห็นอาการชัดที่สุด แต่เรามองข้ามไปเพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร ผมไม่อยากให้ละเลยเรื่องเหล่านี้ไป

โรคซึมเศร้ามี 2 เลเวล ก็อยู่ในกลุ่มเพอร์ซันนัลลิตี้ ดิสออร์เดอร์ ไม่เป็นเยอะก็ Depressive Disorder ถ้าป่วยจนจิตเภท เรียกว่า Major Depressive Disorder ในละครก็เรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว บทประพันธ์ ของ ทมยันตี”

เข้าใจพฤติกรรม เข้าใจตัวละคร เข้าใจตัวเอง

ภาพจำตัวร้ายในละครของคุณคืออะไร ออกจอเมื่อไรมีแต่กรี๊ดๆ ใช้ความรุนแรง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ บ้าอำนาจ ทำผิดได้ โดยไม่รู้สึกผิด… แต่คุณผู้ชมรู้ไหมว่า ทำไมตัวร้ายจึงมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้

นพ.พงศกร “ในทางการแพทย์ เวลาที่ตัวละครมีความเจ็บป่วยมี 2 แบบ โรคทางร่างกาย เช่น มะเร็ง นิ่ว ตัวละครที่ป่วยทางร่างกายมีหลายเรื่องและการแสดงออกของโรคชัดเจน แต่เรื่องของตัวละครที่ป่วยจิตใจ สุขภาพจิต อยู่ที่ว่าเราจะเน้นหรือให้ความรู้ เอาปากกาไปขีดไฮไลต์มากน้อยแค่ไหน

บางเรื่องตัวร้ายกรี๊ดๆ มีพฤติกรรมแปลกๆ ในยุคก่อนไม่มีใครหยิบยกมาพูด ผมมองว่าเห็นชัดในทศวรรษนี้ที่เราไฮไลต์เรื่องของบุคลิกตัวละคร มีเหตุผลมาอธิบายตัวละครชัดเจนขึ้น มันมาพร้อมกับการเปลี่ยนของสื่อ ไลฟ์สไตล์คนที่เปลี่ยนไป มีอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ คนค้นคว้า แล้วคนถกกันเยอะขึ้น

แล้วการสร้างละครต้องสมจริงเยอะขึ้น การที่คนหนี่งจะกรี๊ดมีพฤติกรรมแบบนี้ ต้องสร้างเหตุผลมารองรับให้ผู้ชมให้ยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้น”

หากนำความรู้ทางการแพทย์ไปวิเคราะห์พฤติกรรมตัวละคร ได้ยกตัวอย่างนางร้ายจากหลายเรื่อง “คุณหญิงเล็ก ในบ้านทรายทอง มีความโกรธแรง เกลียดแรง ขว้างปาข้าวของ ถ้าเราดูสิ่งที่แวดล้อมเขามีการเลี้ยงดูหลายแบบ ถ้าเอาทฤษฎีจิตวิทยาไปวิเคราะห์ ชื่อโรคไบโพลาร์ มีอารมณ์ 2 ขั้ว มีความสุขก็สุขทุกข์ก็เศร้ามาก อีกอันคือ ฮีสทีเรีย รักแรงเกลียดแรง ตัดสินใจเบี่ยงเบนที่คนปกติไม่ตัดสินใจแบบนี้ คนขัดใจไม่ได้ เอาแต่ใจตัว

ฮีสทีเรีย ใจเริง ในเพลิงบุญ ก็ใช่ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนขยายใจเริงในเวอร์ชั่นล่าสุด ทำให้ผู้ชมมองเขาอีกมุมเป็นคนป่วย ใจเริงไม่ได้สักแต่มากรี๊ด แต่มีบางอย่างที่ทำให้ใจเริงเป็นแบบนี้”

ตัวหมวดฤทธิ์ ในเรื่องอังกอร์ ก็เป็น Antisocial Personality Disorder ต่อต้านอำนาจที่ใหญ่กว่า ต้องการเป็นผู้สร้างอำนาจด้วยตัวเอง ไม่เคารพกฎ ไม่สำนึกชั่วดี

ไม่เพียงตัวร้าย นางเอกก็ป่วยได้ อย่าง น้ำหวาน ในดาวหลงฟ้า คุณหมอวิเคราะห์ เป็น Adjustment Disorder การแย่งสามีของคนอื่นแล้วแย่งไปเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากนางเอกมีปมในวัยเด็ก ไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรผิดถูก

บ๊วย-นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ นักเขียนบทละครโทรทัศน์ ผลงานเรื่องล่าสุด “ดวงใจในไฟหนาว” ก็เปิดประเด็นการถกถึงคาแรกเตอร์ของพระเอก เยี่ยมยุทธ(แสดงโดย เจมส์ มาร์) กับการป่วยเป็นโรค “อาการบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง” (Borderline Personality Disorder)

จุดเริ่มต้นตอนเขียนเธอไม่ได้พุ่งเป้าที่พระเอกเป็นโรคใด หากมีความสนใจในเรื่องของ “นพลักษณ์” (Enneagram of Personality) ศาสตร์ที่ใช้เพื่อเข้าใจบุคลิกภาพมนุษย์

“โรคที่พูดถึงอยู่นี้เป็นเรื่องของบุคลิกภาพบกพร่อง ตอบรับกับสังคมผิดปกติ แต่เราอยากทำให้ตัวละครทุกตัว มีบุคลิกความเป็นคนที่เรียล มีดีมีเลว ไม่ได้โฟกัสที่โรค แต่คนที่มาโฟกัสที่โรค คือนักแสดง เจมส์ มาร์ เขาเอาบทไปถามจิตแพทย์ อธิบายให้เขาฟัง เขาเลยคลิกกับตัวละคร

เราตั้งใจให้เยี่ยมยุทธ์อยู่ในกลุ่มของอัจฉริยะมีปัญหาในการอยู่รวมกับผู้อื่นเฉยๆ พอเจมส์ศึกษาก็ออกแบบเพิ่มความเร็วของอารมณ์ บุคลิกชายขอบโดดซ้ายไปขวาเร็วมาก ในมุมของนักเขียนเกิดจากความเป็นอัจฉริยะของเขา แต่มันก็ใกล้เคียงกับโรค”

ดวงใจในไฟหนาว ทุกตัวละครมีด้านมืดกับด้านสว่าง แต่ตัวละครที่เป็นตัวร้าย ถ้าให้จิตแพทย์วิเคราะห์ จัดเป็นกลุ่มเพอร์ซันนัลลิตี้ ดิสออร์เดอร์ ได้ทุกตัว

“ในตอนนี้ผู้เขียนรู้อยู่บ้างว่ามีโรคแบบนี้ แต่ไม่ได้จงใจที่จะพูดถึงมันมากนัก เราแตะเพียงผิวเผิน ถ้าไม่บอกเป็นโรคก็เป็นลักษณะนิสัยใจคอของตัวละครปกติ เพราะสนใจเรื่องของนพลักษณ์ ที่บอกคาแรกเตอร์ต่างๆ ของคน 9 แบบ ช่วยทำให้งานของเราสนุกมากขึ้น คาแรกเตอร์ของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในละคร

ในทฤษฎีของนักเขียนบทโทรทัศน์ นพลักษณ์จะไม่โฟกัสที่การเป็นโรคจะโฟกัสที่การแตกต่าง ช่วยให้การใช้ภาษาของตัวละครต่างกัน เช่น ภาษามนุษย์ ใจ พูดอะไรเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกหมด ถ้ามนุษย์สมองพูดอะไรเป็นตรรกะหมด ดูเย็นชา ไม่มีฟีลลิ่ง

อย่างตัวแม่ของปิ่นมุก เป็นคนสมบูรณ์แบบ ก็ผิดหวังกับลูกไม่เป็นอย่างที่คิด ตัวปิ่นมุก เป็นดราม่าติก เขาทัชชิ่งทุกอย่างด้วยอารมณ์หมด ดาวเหนือ เป็นกีฟเวอร์ คือผู้ให้ มีความสุขกับการให้คนอื่น ทุกข์กับการแบกภาระคนอื่น เยี่ยมยุทธ์ ผู้ใฝ่ความสำเร็จ เขาหมกหมุ่นกับเป้าหมาย

อย่างผู้ร้ายบ้าอำนาจมากๆ คนไทยก็รู้จักมาตั้งนานแล้ว แต่เวลาเราจัดเข้า นพลักษณ์ เรียกว่า เดอะบอส เขาจะควบคุมทุกอย่าง คิดว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่ง”

ละครสามารถชี้ทางออกที่ถูกที่ควรได้ จุดจบของตัวร้ายไม่ต้องตาย พิการเสมอไป “ตั้งแต่เปิดเรื่องเราก็ให้พระเอกพบจิตแพทย์ ตัวละครเราหาจิตแพทย์ทุกคน ทำให้ชีวิตเดี๋ยวนี้มีทางออกจริงๆ เราให้ความรู้แก่ผู้ชม

เป็นความตั้งใจของเราตั้งแต่แรกที่นำเสนอ ถ้าคนดูไม่เจอบทความเกี่ยวกับโรค Borderline ก็ดูสนุกเป็นความคิดชั้นเดียว แต่พอเราให้ความรู้ คนจะเริ่มเอ๊ะ และเชื่อมโยงในสมองเขาเอง”

เงาของผู้คนที่เห็นในสังคม

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน เขียนบทละครโทรทัศน์เรื่อง “เมีย 2018” โฟกัสไปที่ตัวละคร กันยา “จริงๆ แล้วในนัยของเจี๊ยบ กันยาไม่ได้เป็นคนป่วยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่หยิบมาจากพฤติกรรมคนในโซเชียลมีเดีย ที่เราเห็นข่าวว่าคนนี้ทุบรถ ด่าตำรวจที่ี่บอกให้ใส่หมวกกันน็อกหนีงานแต่ง พฤติกรรมที่แสดงออกในสิทธิของตัวเองแบบงงๆ มีเหตุผลในการซัพพอร์ตการกระทำของตัวเองงงๆ เราไม่ได้ฟันธงกับพฤติกรรมแต่มันคือลอจิกของคนในตอนนั้น

พฤติกรรมรุนแรงของคนโซเชียลมีเดียหลายๆ คนมารวมในตัวกันยา ในตัว ผู้เขียนไม่ได้ฟันธงว่าเขาป่วยแบบเป็นโรคไหน แต่พฤติกรรมที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เจี๊ยบว่าตอนนี้คนเป็นกันเยอะ เรียกร้องต่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ และเข้าข้างตัวเองกันเยอะ

จริงๆ กันยาฉลาดรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ควบคุมไม่ได้ เขาหยุดเหตุการณ์นี้ถ้าวันหนึ่งเขามีโอกาสรู้สึกแบบนี้เขาก็ทำ

ในการทำงาน รวบรวมข้อมูลอยู่พักหนึ่งเซตข่าวบางอย่าง เป็นข่าวที่อ่านแล้วเฮ้ย อย่างข่าวเมืองจีน เราจะเห็นเยอะมีพฤติกรรมรุนแรง ก็จะรวมๆ กันมาประกอบร่างเป็นกันยา

เจี๊ยบแค่รู้สึกว่า ตัวร้ายในละครไทยมีร้ายแบบตบตี กรี๊ดแล้ว อยากให้กันยามีคาแรกเตอร์นี้ เวลานึกไม่ออกว่าเขาจะทำอะไร จะเข้าไปหาในข่าว แล้วจะคิดออกว่าให้ตัวละครทำอะไร”

คนดูละครอินจัด สืบเสาะหาปมกันยา วิเคราะห์ตัวละคร อย่างในแฟนเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา ได้เขียนถึงกันยาจัดในกลุ่มโรคบุคลิกภาพผิดปกติ ชนิด Cluster B

“จากการที่ละครปลายเปิดพอสมควรในแง่ของพฤติกรรม เจี๊ยบไม่ได้ฟันธงว่าเขาป่วยจะบล็อกบท เราต้องการคาแรกเตอร์ไรซ์ บางอาการกันยาไม่ได้มีข้อจำกัด ให้ตัวละครเป็นทุกสิ่งทุกอย่างได้

ถ้าเขาไม่ได้ป่วยแต่เขาโกงความรู้สึกคนอื่น ทำทุกอย่างให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เจี๊ยบว่าผู้หญิงมีแบบนี้เยอะ เป็นมารยาร้อยเล่มเกวียนค่อนข้างโหด คนป่วยร้อยเปอร์เซ็นต์ทำแบบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีความป่วยเลยก็ทำแบบนี้ไม่ได้”

ละครสนุกก็ได้ความบันเทิง มีคนมาวิเคราะห์ให้ความรู้ทางการแทย์ที่ถูกต้องก็เป็นประโยชน์กับคนดูอีก แต่ถ้าคนดูจะดูโดยไม่เอาหลักวิชาการใดๆ ไปจับ ก็อย่าลืมว่า โลกคือละคร ละครที่เราดูมาจากโลกแห่งความจริง หลายๆ เรื่องมีเค้าโครงมีเงาของผู้คนที่เราเห็นอยู่ในสังคม

ศรีชนก วัฒนศิริ กับบ้าน East Meets West

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566463

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ศรีชนก วัฒนศิริ กับบ้าน East Meets West

เรื่อง อณุสรา  ทองอุไร ภาพ ประกฤษณ์  จันทะวงษ์

การตกแต่งบ้านแนวผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกผสมตะวันตก แนวฟิวชั่น หรือแนววินเทจนั้น เข้ามาอยู่ในกระแสความนิยมในการแต่งบ้านมาหลายปีแล้ว และได้รับความนิยมได้ไม่ยาก อยู่ได้นาน แล้วแต่ช่วงเวลาหรือสไตล์ว่าจะผสมผสานความทันสมัยหรือธรรมชาติมากกว่ากัน

เนื่องจากของตกแต่งจากวิถีชีวิตของคนตะวันออกหลายๆ ชิ้นกลายเป็นของตกแต่งบ้านสมัยใหม่อย่างกลมกลืน เช่น ตู้ยาจีนหีบ กำปั่นสมัยโบราณ ที่ดัดแปลงให้เป็นตู้เก็บของจุกจิกในห้องนั่งเล่นสมัยใหม่ภาพตัวอักษรหมึกจีนประดับเหนือผนังเตียงในห้องนอน โคมไฟที่ทำจากหวายสาน วอลเปเปอร์ลายไม้ไผ่ หรือหมอนผ้าฝ้ายปักลายกล้วยไม้สีสด การผสมผสานระหว่างสองโลกมักจะอยู่ที่ความชอบโดยส่วนตัว แล้วจึงค่อยกำหนดสัดส่วนว่าคุณจะเอียงไปสู่ความล้ำยุคของโลกตะวันตก หรือชอบความอบอุ่นเรียบง่ายและสงบนิ่งของโลกตะวันออกมากกว่ากัน ก็เปรียบเหมือนกับบ้านต้องมีความแข็งแรงหนักแน่นแบบผู้ชาย ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยความนุ่มนวลอ่อนโยนแบบผู้หญิงมาสร้างความสมดุลนั่นเอง

เช่นเดียวกับบ้านของเธอคนนี้ ศรีชนก วัฒนศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งขนมเค้กแบรนด์มาดาม มาร์โก้ ผลิตภัณฑ์เค้กและคุกกี้คุณภาพสูงที่มีมานานกว่า 36 ปี และเธอถือเป็นเซเลบในยุค 1980 เพราะไปเรียนเมืองนอก เธอจึงได้ไปค้นพบสูตรการทำขนมเค้กชื่อดังจากฝรั่งเศส จนถือว่าเป็นผู้นำมาบุกเบิกจนมีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบันนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี หลังสิ้นสุดงานครบรอบขนม เธอจึงเปิดบ้านให้เยี่ยมชมพร้อมกันในโอกาสนี้ ซึ่งเป็นบ้านหรูหลังงามของเธอ อยู่ใจกลางย่านถนนพหลโยธิน เป็นบ้านสีขาวหลังใหญ่ในจำนวน 2 หลัง ซึ่งปลูกแยกออกมาจากบ้านคุณพ่อของเธอ

บ้านหลังนี้ผสมผสานวัสดุหลากชนิดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความหลากหลายของอารมณ์ ความรู้สึก และการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นไม้ หิน กระจก เพิ่มความหรูหราท่ามกลางความเป็นธรรมชาติ เพราะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ท่ามกลางความเขียวชอุ่มราวกับโอเอซิสกลางเมือง การออกแบบตกแต่งบ้าน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ว่าโลกไม่มีพรมแดน บ้านในแถบซีกโลกตะวันตกและตะวันออกก็สามารถแบ่งปันไอเดีย และแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านซึ่งกันและกันได้

บ้านหลังนี้เจ้าของบ้านชื่นชอบศิลปะ ของตกแต่งบ้านและสวน แถบเอเชีย จึงนำแนวคิดและข้าวของที่ได้เห็นกันในแถบไทย จีน ญี่ปุ่น มาเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านหลังนี้ ออกมาเป็นบ้านแบบใหม่ที่ลุคเป็นตะวันตก ผสมผสานรสชาติแบบตะวันออกเข้าในทุกมุมบ้าน บ้านที่ตกแต่งในสไตล์แบบตะวันตกกับตะวันออกจะมีภาพลักษณ์ของการผสมผสานความทันสมัยและความย้อนยุคได้อย่างลงตัว แถมยังดูคลาสสิกอบอุ่นใจ ชวนหลงใหลไม่น้อย

บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังเดิมที่ปลูกมากว่า 40 ปี แต่ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งภายนอกภายในใหม่หมดครั้งใหญ่ เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยภาพลักษณ์ภายนอกเป็นบ้านสีขาวสะอาดตาสไตล์โมเดิร์น ส่วนการตกแต่งภายในนั้นมีความผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและความเป็นตะวันออก

“เราเคยไปเรียนต่างประเทศก็ชอบหลายอย่างสไตล์ยุโรป ขณะเดียวกันเราก็ชอบความเป็นเอเชียของเราด้วย และสามีก็ชอบสไตล์จีน ญี่ปุ่น เขาชอบตู้เตียงไม้ฝังมุกแบบจีน ชอบเครื่องกระเบื้องลายคราม ชอบงานกังไสสไตล์ญี่ปุ่น บ้านนี้ก็เลยมีความผสมผสาน มีทั้งความ East Meets West (หัวเราะ) ทุกอย่างก็กลมกล่อมลงตัว” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

บ้านหลังนี้มี 2 ชั้น โดยชั้นล่างมีห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องมิวสิครูม ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัวฝรั่ง (มีห้องครัวไทยอยู่ด้านนอก) ห้องนอนเล็กสำหรับรับแขก และห้องน้ำ 2 ห้อง สำหรับชั้นบนของบ้านมี 6 ห้อง คือ ห้องพระ ห้องนอนใหญ่ของเธอและสามี ห้องนอนลูกสาวอีก 2 ห้อง ห้องแต่งตัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ 3 ห้อง

การตกแต่งเป็นสไตล์ร่วมสมัย เน้นโทนสีขาวและครีมเป็นหลัก พื้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวออฟไวท์ ตัดขอบคิ้วด้วยไม้โทนสีน้ำตาลเข้ม โดยเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเป็นไม้และโซฟาสีขาวนวล เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นเป็นงานแอนทีจ ไม่ว่าจะเป็นหีบไม้โบราณนำเข้าจากจีนหลายชิ้น กำปั่นต่างๆ ชุดโต๊ะเก้าอี้ฝังมุก

นอกจากนั้นยังมีภาพเขียนอีกหลายภาพ ทั้งภาพแนวแอบสแทรกต์ ภาพเหมือนจริงจากศิลปินดังชาวอเมริกัน เพื่อนของสามีที่วาดให้โดยเฉพาะหลายรูป รวมทั้งงานภาพพิมพ์ ส่วนของสะสมในส่วนที่เธอชื่นชอบก็คือ พวกเครื่องแก้ว คริสตัล ที่ซื้อมาเวลาที่ไปเที่ยวต่างประเทศ

สำหรับเธอบ้านคือศูนย์รวมความรัก ความอบอุ่น ของทุกคนในบ้าน อยู่แล้วมีความสุข มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความสบายใจทุกครั้งเวลาที่กลับมาบ้าน

เลือกออมดีๆ จะมีเงินเย็นไว้ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566462

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

เลือกออมดีๆ จะมีเงินเย็นไว้ลงทุน

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

คงไม่มีใครที่คิดอยากจะเป็นลูกจ้างเขาไปจนแก่เฒ่า หากมีจังหวะโอกาสที่ดีหลายๆ คนก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกิจการร้านค้าทำธุรกิจ เล่นหุ้น เพื่อเก็บเป็นค่าใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งเงินที่จะใช้ในการลงทุนนั้นก็ควรจะเป็นเงินเย็น หมายถึง เงินที่ไม่มีต้นทุน ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยจากการกู้ยืม และเป็นเงินที่ไม่มีภาระ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในยามปกติ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการจะได้เงินเย็นมาลงทุน คือ เราต้องเรียนรู้วิธีเก็บออมเงินที่สร้างผลกำไรได้เร็ว และมีความเสี่ยงต่ำนั่นเอง นักการเงินจากกรุงศรีฯ กูรูจึงขอแนะนำ 6 เทคนิค ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนเงินออมของทุกคนให้งอกเงยขึ้นมาก

1. จัดสรรเงินออมเป็นสัดส่วน

ก่อนจะเริ่มต้นออมเงิน เราควรจัดสรรเงินออมออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งจะมีภาระหน้าที่แตกต่างกัน ได้แก่ ส่วนแรก เงินออมเพื่อใช้จ่าย เป็นเงินเก็บที่ช่วยสร้างสภาพคล่องในการใช้จ่ายของเรา เวลาอยากซื้อ อยากได้อะไร ก็สามารถหยิบเงินออมส่วนนี้ออกมาจ่ายได้ทันที ส่วนที่สอง คือ เงินออมเผื่อฉุกเฉิน เมื่อเรามีรายจ่ายเกินกว่าปกติ สามารถดึงเงินส่วนนี้ออกมาใช้ได้ ดังนั้นควรสำรองเตรียมไว้ให้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายอย่างน้อย 3 เดือน ส่วนที่สาม เงินออมเพื่อลงทุน ควรเป็นเงินออมที่สร้างผลตอบแทนที่ดี และไม่มีความจำเป็นต้องดึงเงินส่วนนี้ออกมาใช้ เหมาะแก่การเป็นเงินเย็นที่นำไปลงทุนต่อยอดกำไรได้ในระยะยาว หรือนำไปออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าการออมแบบสะสมทรัพย์ทั่วไป

2. ออมด้วยทองคำ

การออมเงินด้วยการซื้อทองคำเก็บไว้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะตามปกติทองคำมักจะมีมูลค่าสูงขึ้นในระยะยาว โดยควรมองหาช่วงเวลาในการซื้อที่เหมาะสม คือ ต้องซื้อทองในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และสามารถเก็บเอาไว้เป็นเวลานานๆ ได้ ไม่ควรใช้วิธีซื้อเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น เพราะมีความเสี่ยงสูงว่าจะเสียมากกว่าได้กำไร

3. ออมผ่านกองทุนรวม

ใครตั้งใจจะฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์แบบไม่ถอน อาจขยับขยายการเพิ่มผลตอบแทนที่ดีกว่า ด้วยการนำเงินออมไปไว้ในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนพันธบัตรระยะสั้น กองทุนรวมตลาดเงิน ฯลฯ โดยเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายรักษาเงินต้น แม้จะให้ผลตอบแทน 1.5-2% ต่อปี แต่ก็ยังสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ปกติที่ให้กำไรเพียง 0.5% ต่อปี หรือเลือกกองทุนรวมที่มีเงินปันผล ซึ่งจะได้รับทั้งเงินออมและมีเงินปันผลไว้ใช้จ่าย ส่วนอีกหนึ่งผลประโยชน์จากกองทุนรวม คือ กำไรที่ได้จากการขายกองทุนไม่ต้องเสียภาษี ยกเว้นเงินปันผลที่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย 10% ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีในปีที่รับเงินได้ ถือเป็นรูปแบบการออมที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนมากๆ

4. ออมด้วยหุ้นกู้บริษัทเอกชน

หุ้นกู้ เป็นรูปแบบหนึ่งของตราสารหนี้ (Bond) ที่ออกโดยเอกชน ถือเป็นการลงทุนด้วยการให้บริษัทเอกชนกู้ยืมเงินในระยะยาว และผู้ให้กู้จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยกู้ยืมตามจำนวนหุ้นกู้ที่ระบุไว้ในสัญญา สามารถซื้อขายผ่านธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งให้เป็นตัวแทนบริษัทได้ ทั้งนี้ความเสี่ยงมักขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ต้องการกู้ยืม ระยะเวลาครบกำหนด และอัตราดอกเบี้ยตลาด

5. ออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล

พันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารหนี้ระยะยาวมากกว่า 1 ปี ซึ่งออกโดยรัฐบาล เพื่อให้รัฐนำเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรไปพัฒนาประเทศ และลงทุนในรัฐวิสาหกิจต่างๆ อายุการลงทุนประมาณ 5-10 ปี ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยกู้ยืมตามที่พันธบัตรรัฐบาลระบุไว้ คล้ายกับหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน เพียงแต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

6. ออมผ่านประกันชีวิต โดยเน้นออมทรัพย์เป็นหลัก

สุดท้าย ก็คือ การออมทรัพย์ผ่านประกันชีวิตที่มีรูปแบบกรมธรรม์เน้นผลตอบแทนมากกว่าการคุ้มครอง ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ถือเป็นการฝากเงินในระยะยาว และเราสามารถนำค่าเบี้ยประกันไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุด 1 แสนบาท/ปี หรือหากเป็นกรมธรรม์ที่ชำระผ่านบัตรเครดิต ก็อาจได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตอีกต่อหนึ่ง เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนการออมเงินระยะยาว และได้รับผลตอบแทนก้อนโต สามารถซื้อขายผ่านตัวแทนประกันชีวิตหรือผ่านธนาคารพาณิชย์ได้

เพียงแค่เรามุ่งมั่นกับการออมเงินอย่างมีวินัยและชาญฉลาด เป้าหมายในการสะสมเงินเย็นเพื่อนำไปใช้ลงทุนในอนาคตก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว หรือแม้ไม่คิดจะทำธุรกิจอะไร มีเงินเย็นเก็บไว้ใช้ยามเกษียณให้เพียงพอก็อุ่นใจไม่น้อยเลย

ฝึกหายใจ…ยังไงก็ไม่สาย (นะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566461

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ฝึกหายใจ...ยังไงก็ไม่สาย (นะ)

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอเอฟพี

วันผู้สูงอายุสากลเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้หวนระลึกถึงอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความคิดคำนึงว่า อะไรที่ยังทำได้ไม่ดี ก็ควรจะแก้ไขให้ดีเสียก่อนที่จะสาย เรื่องนี้ใช้ได้กับการดูแลสุขภาพเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องการหายใจ ที่เชื่อมั้ยว่า “หลายคน” อายุมาถึงปูนนี้แล้ว แต่ยังหายใจไม่เป็น

ชีวิตจะยืนยาวขึ้นอยู่กับการหายใจที่เอื้อต่อสุขภาพ แม้หลายคนจะแย้งว่ากระบวนการหายใจเป็นไปตามปกติตลอดเวลา ไม่มีการหยุดยื้อหรือหลงลืมหยุดหายใจไปได้ แม้ในขณะหลับสนิท อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างมีอยู่แน่นอนสำหรับผู้ที่หายใจได้ดีกว่า เช่นนั้นแล้วก็มาฝึกหายใจกัน

1.ปกติแล้วคนเราหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อทรวงอกและกระบังลมในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป คนที่มีความเครียดอยู่เป็นนิจมักจะหายใจโดยใช้ทรวงอกเป็นหลักอย่างไม่รู้ตัว จึงบังเกิดความแน่นหรืออึดอัดได้ง่าย

2.การหายใจที่ดี คือ การหายใจอย่างเป็นจังหวะ เข้าแล้วออกยาวๆ ลึกๆ จึงจะเป็นการขับเอาของเสียออกทางลมหายใจได้อย่างเต็มที่

3.การหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ ยังทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ ปอดยืดขยาย เท่ากับเป็นการกระตุ้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ เมื่อเวลาต้องออกแรงจึงไม่เหนื่อยง่าย

4.จังหวะของการหายใจเร็วลึกๆ ยังเป็นตัวสร้างแรงดูด (Negative Pressure) ภายในทรวงอก ซึ่งจะช่วยนำเลือดดำจากร่างกายกลับมาฟอกที่ปอดได้รวดเร็วขึ้น

5.คลายเครียดด้วยการหายใจให้เป็น กระบังลมคือท้องยุบ-พองอย่างเป็นจังหวะนั้น ช่วยลดอาการตึงเครียดได้ดี แพทย์บางคนนำมาประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการประสาทตึงเครียด อยู่ว่างๆ ลองฝึกหายใจยุบ-พองให้เป็นจังหวะ จะพบว่าคลายความวิตกกังวลได้ ลดอาการปวดศีรษะได้

6.การหายใจช่วยลดโรค สูงวัยแล้วโรคหลายโรคถามหา ตั้งแต่ความดันโลหิตสูง โรคปวดศีรษะ หรือไมเกรน ผู้สูงอายุที่พบความจริงในข้อนี้ ลองทดลองกับตัวเองด้วยการฝึกหายใจลึกๆ ยาวๆ เท่าที่นึกได้ เอาเป็นว่านึกได้ตอนไหน ก็หายใจโล่งๆ ยาวๆ ตอนนั้น

ทั้งภาวะความดันโลหิตสูง โรคปวดศีรษะ ไมเกรนจะมีอาการที่ดีขึ้น ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงไม่มากนัก อาจสามารถลดความดันลงจนเข้าสู่ภาวะปกติ

7.ฝึกหายใจช่วยให้นอนหลับ ผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับก็เช่นเดียวกัน หลายคนพบว่าตัวเองหลับได้ยากขึ้น ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่อาจกลับไปนอนหลับได้อีก หรือบางคนก็หลับๆ ตื่นๆ สุขภาพการนอนไม่ดี ขอให้ลองนำการฝึกหายใจมาใช้เพื่อผ่อนคลายตัวเอง จะพบว่าเข้านอนได้ง่ายขึ้น หลับดีขึ้น ลึกขึ้น

8.หายใจเป็น ช่วยฟื้นฟูความจำ นอกเหนือจากประโยชน์ที่มีต่อร่างกายในเรื่องของปอด หัวใจ และกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นแล้ว การหายใจที่มีประสิทธิภาพ ยังช่วยฟื้นฟูความจำ ชะลอความเสื่อม และช่วยผ่อนคลายความเครียด

9.ตบท้ายด้วยการฝึก การฝึกหายใจ อาจแบ่งง่ายๆ เป็นการฝึกเดี่ยว คือ ไม่มีการออกกำลัง (กาย) ประกอบกิจกรรมหายใจ หรือจะออกกำลังประกอบกับการฝึกแบบผสมผสานร่วมไปกับการหายใจเข้า-ออกก็ได้ เช่น การฝึกรำมวยจีน ไท้เก๊ก ฝึกลมปราณ หรือโยคะ

10.กรณีฝึกหายใจแบบเดี่ยว สามารถทำได้ทุกที่และทุกสถานะ เช่น นอนอยู่บนเตียงนอน นั่งอยู่บนเก้าอี้ หรือยืนเดินอยู่ ณ สถานที่ต่างๆ เริ่มต้นจากการนั่งสบายๆ เอนหลังพิงพนักอย่างเต็มที่ ถ้าเป็นเตียงก็นอนราบลงไป

ขั้นตอนต่อมา ให้สังเกตวิธีการหายใจของตนเองว่า ใช้ส่วนหน้าอกและท้องมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงผ่อนคลายตนเอง หายใจเข้าลึกๆ โดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมหน้าท้องพองออก แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ หน้าท้องแฟบลง

ช่วงที่หายใจเข้าออกควรนับในใจว่า 1-2-3-4-5 ทั้งเข้าและออก (บางคนอาจใช้วิธีภาวนา พุท-โธ ก็ได้เหมือนกัน) ทำแบบนี้ซ้ำๆ กันสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อย แล้วจึงนอนหลับ ห้ามลุกไปทำกิจกรรมอื่น

ธนวัฒน์ ภู่เจริญศิลป์ กันพลาที่มีมูลค่ามากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566350

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

ธนวัฒน์ ภู่เจริญศิลป์ กันพลาที่มีมูลค่ามากกว่าที่คิด

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

“ผมคิดว่าเราทุกคนชอบของเล่นเหมือนกันหมด ถึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ความเป็นเด็กก็ยังอยู่ในตัวเราเสมอ แต่จะมีมากมีน้อย หรือจะเปิดเผยตัวเองแค่ไหนเท่านั้นเอง วัยเด็กเราไม่มีเงินซื้อของที่อยากได้ แต่จนถึงวันหนึ่งที่เรามีรายได้มากพอเราจึงกลับไปตามหาและเติมเต็มความฝันเมื่อวันเก่า” ธนวัฒน์ ภู่เจริญศิลป์ ผู้จัดการร้านดี.เค.เบเกอรี่ (ใกล้วัดแขก สีลม) กล่าวไว้เช่นนั้น

สานต่อความชอบวัยเด็ก

ธนวัฒน์ เล่าที่มาที่ไปเกี่ยวกับการเก็บในเรื่องการเก็บของเล่นของสะสมว่า “เริ่มมาจากความรู้สึกตอนเด็กๆ อยากจะได้ของเล่นสักชิ้นที่เราอยากได้เราชอบ แต่เราก็ได้แค่มอง บางทีเราเก็บเงินก็อาจจะได้ปีละชิ้นหรือ 2 ปีชิ้นนึง ถึงจะได้ของที่เราอยากได้ พอเติบโตขึ้นได้ทำงานมีรายได้ก็เริ่มกลับไปมองหาสิ่งที่ต้องการ

ปรากฏว่าราคาของแพงกว่าที่เราเคยอยากได้ตอนเด็กๆ เสียอีก เพราะว่ากลายเป็นของเก่าหายากและตีมูลค่าไม่ได้ ดังนั้นของเล่นที่เราเห็นจึงไม่ได้กลายเป็นของเล่น แต่กลายของเล่นโบราณเป็นของสะสมที่มีมูลค่าสูงไปแล้ว ตอนทำงานใหม่ๆ เราก็เริ่มลองหาซื้อของที่ชอบ เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ หรือเดินเที่ยวแล้วเจอของที่ชอบ แต่ก็ไม่ได้เก็บสะสมอย่างจริงจังมากนัก

ตอนอายุประมาณ 25 ปี กันพลาตัวแรกๆ ผมไปซื้อที่สะพานเหล็ก ซึ่งเป็นแหล่งขายของเล่นแหล่งใหญ่ในบ้านเราถ้าเป็นช่วงเวลานี้ก็น่าจะเป็นเมก้าพลาซ่า แค่เราไปเดินก็มีความสุขแล้ว ได้กันพลาติดมือมา 2 กล่องแล้วก็ดองเอาไว้ (คำว่าดองในความหมายของคนเล่นโมเดลก็คือการชื้อมาแล้วเก็บเอาไว้จนลืม)

แล้วก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับกันพลาอีกเลย เพราะว่าตอนนั้นชีวิตการทำงานของเราค่อนข้างที่จะยุ่งมาก เราก็ทำงานจนไม่มีเวลาสนุกสนานกับเรื่องส่วนตัว”

เดนโดรเบียม ของต้องมี

“จนวันนึงเมื่อตอนอายุ 30 ปีหลังแต่งงานเราก็มีโอกาสไปเที่ยวกับแฟนที่ไต้หวัน ไปเจอกันดั้มเบสไทเป ซึ่งผมชอบมากเพราะเต็มไปด้วยกันดั้ม เราก็ไปถ่ายรูปแล้วไปเจอกันพลากล่องนึง

สมัยเราเรียนมัธยมเราเคยอยากได้ แล้วตอนนี้ก็ยังทำออกมาขายอยู่ก็คือกันดั้มเดนโดรเบียม กล่องใหญ่มากน้ำหนักประมาณ 6 กก. ความรู้สึกตอนนั้นคือ เราอยากได้ (แม้จะมีราคาสูงมาก) เงินก็มีแล้ว ถือมาเตรียมจ่ายแล้วแต่เราเอากลับมาไม่ได้ เพราะแฟนผมบอกว่ากล่องใหญ่มากจะขนกลับเมืองไทยยังไง ขนกลับมาของอาจจะแตกได้ แล้วก็ลำบากกับการเดินทาง

พอกลับมาถึงไทยไม่นานเราก็ไปเจอร้านวางขายอยู่ในกลุ่ม รีบไปซื้อมาส่งประกอบทำสีจนเสร็จสวยงาม เหตุผลที่ต้องเป็น เดนโดรเบียม เพราะเป็นหนึ่งในกันพลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรุ่นหนึ่ง เชื่อว่าทุกคนที่เล่นกันพลาและรู้จักล้วนอยากได้ตัวนี้มาครอบครอง

มีชิ้นส่วนงานที่ค่อนข้างละเอียดประกอบยาก เฉพาะตัวโมเดลเองก็มีราคาสูงมากอยู่แล้ว แต่หากประกอบพร้อมทำสีเสร็จแล้วจะยิ่งทำให้งานออกมาดูสวยมีมูลค่าที่สูงขึ้นไปอีก”

กันพลา ลินคินพาร์ก

เมื่อเปิดคลังแสงของ ธนวัฒน์ ถึงกับร้องว้าว เพราะไม่ได้มีเพียงแค่เดนโดรเบียมที่เป็นไฮไลต์ แต่ยังมีหนึ่งในกันพลาที่ขึ้นชื่อว่าหายากและมีราคาสูงที่สุดในกลุ่มกันพลาที่ยังไม่ได้ประกอบก็คือ กันพลารุ่นลินคินปาร์ก ลิมิเต็ดอิดิชั่น หายากจนแทบจะประเมินราคาได้ยาก เป็นรุ่นพิเศษที่ทำร่วมกับวงลินคินปาร์ก วงร็อกระดับโลกทำออกมาฉลอง 30 ปีกันพลา เป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นพร้อมซีดีเพลงจำนวนจำกัด กล่องสกรีนเป็นภาพวาดศิลปินในวงแต่งชุดตัวละครในกันดั้ม และเป็นครั้งแรกที่เราได้เปิดกล่องกันพลาที่หายากที่สุดรุ่นหนึ่งในเวลานี้พร้อมกับเจ้าของ

“2 กล่องนี้ผมไปซื้อที่กันดั้มเบสที่ญี่ปุ่นเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นพนักงานเชียร์ให้ผมซื้อกล่องนี้ให้ได้เพราะเป็นลิมิเต็ดอิดิชั่น ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากเลยซื้อมา 2 กล่องและพนักงานให้ซีดีเพลงมาอีก 1 แผ่นซื้อมาเก็บไว้ยังไม่ได้ต่อ จนวันที่ เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำของวงเสียชีวิต

ผมถึงรู้นี่เป็นกันพลารุ่นเดียวที่ทำร่วมกับวงลิงคินพาร์ก เปิดอัลบั้ม “A Thousand Suns” โดยมี กันพลา ไฮเกรด 1/144 เป็นหุ่นรุ่นอาร์เอ็กซ์ 78-จีบี01เอฟบี ฟูลเวอร์เนียน ออกแบบสีโดยสมาชิกในวง และใช้เพลง “The Catalyst” เพลงแรกในอัลบั้ม เป็นเพลงประกอบในเกมโมบิลสูทกันดั้ม เอ็กซ์ตรีม บนเครื่องอาเขต และยังเป็นครั้งแรกของซีรี่ส์กันดั้มที่ใช้เพลงร็อกของศิลปินโลกตะวันตก

หากศึกษาประวัติศาสตร์ของกันดั้มเราจะรู้ว่ากันดั้มไม่ใช่แอนิเมชั่นสำหรับเด็ก ซึ่งแหวกแนวจากตลาดแอนิเมชั่นญี่ปุ่นในยุคนั้น ที่เน้นเส้นเรื่องแบบเรียบง่าย ความดีชนะความชั่ว แต่กันดั้มดราม่ากว่านั้นมากเป็นเรื่องราวที่พูดถึงความขัดแย้งในโลกความเป็นจริงผ่านเรื่องราวของกันดั้ม

ดังนั้น ตอนเด็กแม้เราจะชอบตัวหุ่นและการต่อสู้แค่ไหนแต่เราก็ดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี และแนวทางของผู้สร้างเรื่องกันดั้มนอกจากเนื้อหาดราม่าแล้ว เพลงที่เลือกใช้ในซีรี่ส์กันดั้มจะเน้นเป็นเพลงร็อกเท่านั้น นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้วงร็อกระดับโลกได้มามีส่วนร่วมในครั้งนี้ ส่วนราคาตอนที่ซื้อมาก็จัดกว่าแพงในระดับหนึ่งแล้ว แต่พอหลังนักร้องนำเสียชีวิตราคาขายในอินเทอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า”

พวกพ้องกันดั้ม

ดูเหมือนกันพลาจะมีอำนาจพิเศษอย่างหนึ่งก็คือเมื่อมีตัวแรกแล้วก็จะมีตัวอื่นตามมาอีกเป็นกองทัพ ในวงการกันพลาจะเรียกกันเล่นๆ ว่าสกิลเรียกพวกหรือเรียกเพื่อน

ผู้จัดการหนุ่ม เปิดตัวของสะสมอีกชิ้นที่น่าจะเรียกว่าได้ว่ามีนักสะสมชาวไทยน้อยคนนักที่จะมีในครอบครอง ก็คือโมเดลส่วนหัวและอกของกันดั้มอาร์เอ็กซ์ 78-2 หุ่นรุ่นแรกของกันดั้ม “ตัวนี้ผมเพิ่งได้มาล่าสุดจากญี่ปุ่นขนส่งมาทางเรือ เข้าใจว่าน่าจะเคยเป็นของแต่งร้านกันดั้มมาก่อน หาเจอในอินเทอร์เน็ตต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะได้มา ตั้งใจจะเอามาตั้งเป็นของตกแต่งบ้าน สามารถเสียบปลั๊กแล้วจะมีไฟที่ตาเปิดให้ดูสวยๆ ตอนกลางคืน

ส่วนหุ่นรุ่นอื่นๆ ก็มี อย่างเช่น กันดั้มมาร์กทู ตัวนี้เป็นตัวที่ผ่านการทำสีมาแล้วและเอาลงโพสต์ในอินเทอร์เน็ต จนเว็บไซต์ต่างประเทศที่รีวิวภาพผลงานการทำสีกันดั้มดึงภาพกันดั้มตัวนี้ของผมไปลงและให้รับการยอมรับว่าเป็นกันดั้มมาร์กทู ที่ทำสีได้สวยที่สุดตัวหนึ่ง นอกเหนือจากนี้ผมก็จะมีส่วนที่เรียกว่าเป็นกันดั้มแบบหุ่นเหล็กทั้งตัว

หากเรียกกันพลาเราก็จะรู้กันว่าเป็นชิ้นส่วนที่ทำจากพลาสติก แต่หากเป็นกันดั้มที่ทำจากเหล็กทั้งตัวมูลค่าย่อมสูงขึ้นกว่าเดิม ยิ่งเป็นตัวลิมิเต็ดเอดิชั่นเฉพาะการสั่งพรีออร์เดอร์กับทางบริษัทบันไดด้วยแล้ว ยิ่งเป็นของที่มีราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า

อย่างเช่น หุ่นรุ่นนิว กันดั้ม กับ ซาซาบิ แบบครึ่งตัว หรือหุ่นกันดั้มวิงก็เป็นโมเดลหุ่นเหล็กที่ผมชื่นชอบ โดยเฉพาะรายละเอียดของหุ่นที่ทำออกมาได้ละเอียดอย่างน่าทึ่ง จุดขยับต่างๆทำออกมาได้สมจริง แยกสีแยกชิ้นออกมาได้ละเอียดสมราคา ซึ่งกันดั้มที่ผมเล่นจะเน้นไปที่ซีรี่่ส์ยูซี (UC-Universal Century) ซึ่งเป็นซีรี่ส์ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันดั้มมากที่สุด และเราเองก็มีความคุ้นเคยผูกพันกับเรื่องราวเหล่านี้

ท้ายสุด ธนวัฒน์ บอกกับเราว่า “กันดั้มทั้งหมดที่มีอยู่แม้ใครจะเห็นว่าเป็นของเล่นแต่ผมกลับคิดว่าความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ผมมีความสุขอยู่กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้และไม่ได้ซื้อทุกชิ้นที่ผ่านตา แต่หาสิ่งที่เราต้องการและมีความสุขกับของชิ้นนั้นจริงๆ สำหรับคนมีครอบครัวแล้วผมแนะนำว่าต้องพูดคุยกับคนในครอบครัวให้ดีโดยเฉพาะเด็กๆ ให้เขารู้ว่าของที่เห็นอยู่แม้จะเป็นของเล่นแต่ก็เป็นของที่มีมูลค่าสูง และยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะกลายเป็นของหายาก”