พืชอุดมด้วยโปรตีน สำหรับคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566349

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

พืชอุดมด้วยโปรตีน สำหรับคนรักสุขภาพ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองกันมากขึ้น เห็นได้จากการที่หลายๆ คนเริ่มที่จะเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างคลีนฟู้ด (Clean Food) และรอว์ฟู้ด (Raw Food) รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ด้วยการหันมารับประทานมังสวิรัติกัน

การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ ทำให้โปรตีนจากพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมร่างกาย และใช้เป็นพลังงานเมื่อถึงคราวจำเป็น ดังนั้นใครที่กำลังหันมากินอาหารคลีน รอว์ฟู้ด หรือเลิกกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ควรจะรู้จักพืชผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ที่ให้โปรตีนดีๆ กับร่างกาย เพื่อเป็นทางเลือกในการสั่งอาหารจานโปรดและดีต่อสุขภาพของเราต่อไป เรามีข้อมูลจาก Life Center Thailand มาฝาก

อโวคาโด : มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลต่ำ อุดมด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กรดไขมันชนิดที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือดสำหรับผู้เป็นโรคไขมันในเลือดสูง เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน E สารแอนติออกซิแดนต์ แร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และโฟเลต ที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์และเด็กอ่อน

มะพร้าว : เป็นแหล่งโปรตีนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และช่วยให้พลังงานกับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ มะพร้าวยังมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน C วิตามิน B กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก รวมทั้งไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย

ถั่วเหลือง : แหล่งโปรตีนที่มีราคาย่อมเยา แต่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินแล้วอิ่มท้อง ทั้งยังให้พลังงาน และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

ถั่วดำ : คุณสมบัติพิเศษของถั่วดำ คือ ช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% ถั่วดำอุดมด้วยสารลดความอ้วนและสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ ทั้งยังมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีคุณค่าทางอาหารจากวิตามิน B12 วิตามิน B9 กรดโฟลิก และธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า เหมาะกับผู้เป็นโรคโลหิตจางเป็นพิเศษ

ลูกบัว : ธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีโปรตีนมากกว่าข้าวถึง 3 เท่า แหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามิน A วิตามิน C วิตามิน E เกลือแร่ และฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงประสาท บำรุงไต และบำรุงสมอง

ข้าวกล้อง : ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง แถมยังมีโปรตีนอยู่ด้วยการกินข้าวกล้องมีประโยชน์ทั้งในเรื่องคุณค่าอาหาร และระบบการขับถ่าย

ข้าวโอ๊ต : มีโปรตีนน้อยกว่า 3% แต่มีเบต้ากลูแคนที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแมงกานีส และเซเลเนียม

คีนัว : อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ ในปัจจุบันมีคนนิยมนำมารับประทานมากขึ้น สามารถนำไปทำขนมปังแทนแป้งสาลี หรือจะนำมาทำเมนูอร่อยๆ อย่างพาสต้า หรือแป้งประกอบอาหารต่างๆ ได้อีกด้วย

การหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ในระยะยาว โดยไม่มีการรับสารอาหารประเภทโปรตีนจากแหล่งอาหารอื่น อาจมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารในการสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อ่อนเพลียง่าย รวมทั้งอาจทำให้ขาดแคลเซียมจนทำให้กระดูกบางเปราะ ใครที่หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ อย่าลืมเลือกกินพืชผักที่อุดมด้วยโปรตีนที่กล่าวมาเพื่อเติมพลังงานให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง ไม่อ่อนแอ รวมทั้งกินแหล่งแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น งาดำ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายอีกทางหนึ่ง

เครียด จน เกษียณไม่มีเงินเก็บ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566347

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

เครียด จน เกษียณไม่มีเงินเก็บ!!!

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ Pixabay

สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย นั่นคือภาวะการทำงานของมนุษย์เงินเดือนสมัยนี้ ที่มีผลสำรวจออกมาว่า มนุษย์ออฟฟิศไทยเผชิญภาวะเครียดสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แถมทำงานมาทั้งชีวิต สุดท้ายไม่มีเงินเก็บหลังเกษียณ ยิ่งฟังยิ่งเครียด อั้ยย่ะ!! มันจริงใช่ไหมเนี่ย มันเป็นอย่างงั้นได้ยังไง ที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับนิยามประเทศไทยในด้านที่สะท้อนถึงแต่ภาพของความสุข สนุกสนาน เช่นคำว่า สยามเมืองยิ้ม แต่ข้อมูลล่าสุดจากผลสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360 องศา ของซิกน่า บริษัทประกันสุขภาพ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า คนไทยถึง 91% ยอมรับว่าตนเองอยู่ในภาวะเครียด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ในระดับ 86%

สาเหตุเป็นเพราะชีวิตการทำงานไม่มีความบาลานซ์เท่าที่ควร โดยเฉพาะหนุ่มสาวในวัย 30 เศษๆ สำหรับการสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่ของซิกน่าได้ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยได้สำรวจและติดตามทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของตนเองใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านครอบครัว ด้านการเงิน และด้านการทำงาน จากผู้คนใน 23 ประเทศทั่วโลก โดยทำการสำรวจในทุกช่วงอายุ และพบว่าคนกลุ่มมิลเลนเนียล หรือกลุ่มคนที่มีอายุ 18-35 ปี เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสมดุลของการทำงานและชีวิตส่วนตัว รวมถึงมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงานมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 35-49 ปี และกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป

ขณะที่ในภาพรวม สิ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุดคือ เรื่องการเงิน ด้วยสัดส่วน 43% ตามมาด้วยปัญหาเรื่องงาน โดยเฉพาะประเด็น จะมีสัดส่วนอยู่ราว 35% แม้ว่า 91% ของคนไทยจะยอมรับว่าตนเองเครียด แต่ 81% ของคนในกลุ่มนี้ก็สามารถจัดการกับปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้นได้ โดยใช้วิธีการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว การออกกำลังกาย และการนอนหลับพักผ่อน

จากการสำรวจยังพบว่า มีคนไทยเพียง 13% เท่านั้นที่เข้าพบบุคลากรด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อปรึกษาปัญหาความเครียดของตนเอง โดยที่คนในกลุ่มวัยทำงานจะเป็นกลุ่มที่เปิดรับการรักษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ซึ่งนอกจากสาเหตุด้านค่าใช้จ่ายที่สูงแล้วยังเกี่ยวกับความรู้สึกอับอายที่จะบอกให้ผู้อื่นรับรู้ว่าตนเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอีกด้วย แม้ว่านายจ้างในประเทศไทยที่มีจำนวนถึง 63% จะให้ความสำคัญกับการจัดการความเครียดของพนักงาน แต่มีหนุ่มสาวออฟฟิศเพียง 30% เท่านั้นที่รู้สึกว่าที่ทำงานของตนมีการให้ความช่วยเหลือในการจัดการความเครียดอย่างเพียงพอ ขณะที่อีก 37% กล่าวว่านายจ้างไม่มีการช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับการจัดการความเครียดเลย

โดยแนวทางที่ออฟฟิศจะให้ความช่วยเหลือในการจัดการความเครียดให้กับพนักงานได้ อาทิ การจัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยบริษัทที่มีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงานจะมีจำนวนพนักงานที่รู้สึกว่าตนไม่สามารถจัดการความเครียดได้เองน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีโปรแกรมดังกล่าว

กังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้น

ข้อมูลจากผลสำรวจบ่งบอกถึงสิ่งที่พนักงานต้องการให้นายจ้างจัดหาให้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากโรคมะเร็ง ความคุ้มครองสุขภาพดวงตาและสายตา และการจัดให้มีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยจำนวนมนุษย์ออฟฟิศถึง 82% บอกว่าการมีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน เช่นมีการจัดตั้งชมรมกีฬาให้พนักงานเข้าร่วม การจัดคอร์สโยคะ หรือการขยายความคุ้มครองของประกันสุขภาพกลุ่มให้กับสมาชิกในครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกองค์กรที่จะทำงานด้วย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัญหาในการทำงานออฟฟิศ คือภาวะ Presenteeism หรือการมาทำงานแม้จะเจ็บป่วยหรือมีสภาวะร่างกายหรือสภาพจิตใจที่ยังไม่พร้อม ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของงาน จำนวนงานที่มากเกินไป วัฒนธรรมองค์กร ที่อาจกดดันให้พนักงานต้องแสดงความทุ่มเท หรือแม้แต่การไม่ยอมรับความจริงของตัวพนักงานเอง ที่ทำให้ฝืนร่างกายตนเองเข้ามาทำงาน

ทำให้มีคนไทยถึง 9 ใน 10 หรือราว 89% กล่าวว่า ตนจะเข้ามาทำงานแม้จะเจ็บป่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 67% โดยการมาทำงานแม้จะเจ็บป่วยหรือมีสภาวะร่างกายหรือสภาพจิตใจที่ไม่พร้อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงจาก 100% เหลือเพียง 74% เท่านั้น

ทางด้าน นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ประจำกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงปัญหาความเครียดในการทำงานว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างพลิกผันได้เสมอ อะไรที่เคยแน่นอนก็เริ่มไม่แน่นอน อาชีพที่เคยมั่นคงเคยเป็นดาวรุ่งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มาถึงยุคนี้ก็เป็นดาวร่วง มีธุรกิจใหม่มาแทนที่ เอาหุ่นยนต์มาแทนที่ ทำให้การแข่งขันเรื่องงานมีสูงยิ่งขึ้นแถมโอกาสเสี่ยงที่จะตกงานก็มีมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องตั้งสติตั้งรับเตรียมพร้อมกันไว้ให้ดี

ด้วยการพยายามเดินสายกลาง เตรียมตัวเตรียมความพร้อม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการเงิน ด้วยการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เก็บออมการเงินให้พร้อมเอาไว้เสมอ เรียกว่าเตรียมความพร้อมให้ครบทั้งสุขภาพกายให้แข็งแรง สุขภาพใจอย่าให้เครียดเกิน และสุขภาพการเงินให้เพียงพอ

“พยายามตรวจสอบอารมณ์ความเครียดของตัวเองว่ามีความเครียดของตัวเองว่ามากน้อยเพียงใด หรือมีความครียดแบบไม่รู้ตัวหรือไม่ เครียดสะสมไหม เช่น นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไม่มีสมาธิ อ่อนล้าเศร้า เครียดโมโหง่าย เป็นความเครียดที่มองไม่เห็น อย่าเก็บกดหาคนที่รักและไว้ใจเพื่อปรึกษาหรือระบาย อย่าใช้ชีวิตซ้ำเดิมๆ มากเกินไป ถ้าไม่มี ดังนั้นหากรู้สึกว่าเริ่มเครียดเกินไปลองเข้าเว็บกรมสุขภาพจิตเพื่อทดสอบแบบประเมินว่าเครียดระดับใด หรือจะโทร.1323 เพื่อปรึกษาจิตแพทย์ก็ได้”

นอกจากนี้ หากิจกรรมที่ชอบมีความสุข เช่น ไปเที่ยว หางานอดิเรก ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ สะสมของรักของชอบ มีสังคมเพื่อนฝูงเพื่อไปทำกิจกรรมด้วยกัน หาเพื่อนใหม่ๆ บ้าง ให้เวลากับญาติผู้ใหญ่เพื่อดูว่าท่านใช้ชีวิตอย่างไรเพื่อดูไว้เป็นตัวอย่าง

ทำงานมาทั้งชีวิต แต่ไม่มีเงินหลังเกษียณ

ต่อเนื่องจากผลสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่ของซิกน่าเมื่อปีที่แล้ว ที่พบว่า 75% ของคนไทยยังไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้ในยามเกษียณ เนื่องจากขาดการเตรียมพร้อมด้านการเงินที่ดีพอ เพราะคิดว่าตนเองยังไม่แก่ ทำให้หลายคนตกสู่ กับดักอายุ (Age Trap) โดยในปีนี้คนไทยก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเดิมๆ ในเรื่องของความมั่นคงทางการเงินของตนเองเช่นเดียวกับการสำรวจครั้งที่แล้ว พบว่า คนไทยถึง 40% คาดว่าเมื่อเกษียณแล้วจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยเงินเก็บของตนเอง ขณะที่อีก 29% คิดจะพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐในการดูแลและจ่ายค่ารักษาพยาบาล และมีคนไทยเพียง 23% เท่านั้นที่บอกว่ามีความคุ้มครองที่เพียงพอจากแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคลที่ทำไว้

กวิน สุวรรณตระกูล นักการเงินนักลงทุนในตลาดหุ้น ผู้เขียนหนังสือฮาวทูด้านการลงทุนหลายเล่มและผู้ร่วมก่อตั้ง aomMoney.com ให้คำแนะนำในเรื่องการออมว่า คนวัยหนุ่มสาวส่วนใหญ่เวลาที่มีรายได้จะชะล่าใจ จะเพลิน ลืมตัวในการใช้เงินเพราะคิดว่ายังหนุ่มสาวอยู่อีกนานกว่าจะเกษียณเลยไม่สนใจจะออมเงินอย่างจริงจัง แต่ลืมนึกไปว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก

สังคมไทยขาดการกระตุ้นให้คนวัยทำงานออมแต่เนิ่นๆ ขณะที่บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือหลายประเทศในยุโรป จะส่งเสริมให้มีการออมตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยทันที หรืออายุไม่เกิน 25 ปีทุกคนมีการออมอย่างมีเป้าหมายชัดเจน ขณะที่คนไทยไม่ค่อยตระหนักในเรื่องนี้เท่าที่ควร กว่าจะคิดออมก็วัย 40 กันแล้วซึ่งอาจจะช้าเกินไป เพราะส่วนใหญ่คนเราจะมีจุดจบของเงินเดือนอยู่ที่ 55-60 ปี และมีอายุยืนถึง 80 ปี นั่นคือ มีเวลาทำงานประมาณ 30 ปี แต่ต้องใช้เงินไปอีก 50 ปี (คืออายุ 30-80 ปี) ถ้าไม่เริ่มเก็บเงินไว้ตั้งแต่อายุ 30 ปี ก็จะเก็บเงินไม่ทันใช้ยันหลังเกษียณ

ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการเก็บอย่างมีหลักการคือเผื่อเงินเฟ้อไว้ปีละ 3-4% ทุกปีด้วย เพราะเงินเฟ้อมันแซงเงินฝากทั่วไปอยู่แล้ว สรุปก็คือ ต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเงินเฟ้อ คือ เติบโตปีละ 8-10% เช่น กองทุน หุ้น พันธบัตร ตราสารต่างๆ และเพิ่มจำนวนทุกปี เช่น ตอนอายุ 30 เคยลงทุนเพื่อการออมเดือนละ 5,000 บาท พออายุ 32 ปี ต้องออมเพิ่มเดือนละ 6,000 บาท อายุ 35 ต้องเดือนละ 7,500 บาทอายุ 40 ต้องออมเดือนละ 1 หมื่นบาท แบบนี้เป็นต้น

“ที่สำคัญก็คือต้องเริ่มออมตั้งแต่อายุน้อยๆ อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับธุรกรรมการเงิน ยิ่งเริ่มตอนอายุน้อยๆ ยิ่งได้เปรียบ ไม่ว่าจะซื้อประกัน หรือออม คำพูดที่ว่าออมก่อนรวยก่อน นั้นเป็นเรื่องจริง คือจะเริ่มจากเงินเท่าไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อมจะเดือนละ 2,000-3,000 แล้วค่อยๆ ขยับเพิ่มตามอายุที่มากขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ คุณจะชินและมีวินัย ติดเป็นนิสัย คุณจะมีความสุขกับตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญต้องกระจายความเสี่ยงไปยังการลงทุนหลายๆ แบบ มีเป้าหมายแบบรายเดือนและรายปี เช่น ปีไหนมีโบนัสงามก็เก็บเพิ่มอีก 30-40% จากโบนัสก้อนนั้นๆ และปรับเปลี่ยนพอร์ตทุกๆ 3-5 ปี เพื่อให้พอร์ตโตขึ้นเรื่อยๆ และความเสี่ยงในการลงทุนลดลงเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ที่สำคัญต้องพยายามมีรายได้มากกว่า 1 ทาง ควรมีรายได้เสริมจากงานอื่นๆ ด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว”

นอกจากลงทุนเรื่องการเงินแล้วก็ต้องลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองด้วย เช่น มีความรู้อื่นๆ เพิ่มเติมในงานที่ทำอยู่ ถ้ามีฝีมือโดดเด่นใครก็อยากจ้างไปทำงาน มีคนอยากซื้อตัวไป โอกาสที่จะตกงานก็น้อย อย่าหยุดอยู่กับที่ และอย่าลืมลงทุนด้านสุขภาพคือการดูแลร่างกายให้แข็งแรงออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก กินอาหารที่ดีกับสุขภาพ

ถักโครเชต์ งานยามว่างที่ได้สตางค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566348

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

ถักโครเชต์ งานยามว่างที่ได้สตางค์

เรื่อง วราภรณ์

ชีวิตหลังเออร์ลี่รีไทร์ของ ครูจ๊ะ-บุญยิ่ง เขียวพิราบ อดีตพนักงานในบริษัทอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต นำเครื่องจักรจากต่างประเทศมาจำหน่ายในเมืองไทย ก่อนจะผันตัวเองมาทำงานอดิเรกคือ สอนถักงานโครเชต์ เป็นงานหลัก และทำงานถักให้กับแบรนด์ “ทักทาย” แม้ให้รายได้ไม่มากนัก แต่สิ่งที่ได้คือความสุขใจ สมาธิและได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและตนเอง

ล่าสดคือครูจ๊ะ เพิ่งได้รับเชิญไปเป็นครูสอนถักโครเชต์ ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ที่บ้านปูนป๊อปอัพ หมู่บ้านมัณฑนา (วงแหวน-รามอินทรา) ซอยพระยาสุเรนทร์ 26 สำรองที่นั่งโทร / id.line : 0843233112 หรือเฟซบุ๊ก : Baan’s Poon Pop Up Meeting & Hang out by Poon Forum เพื่อเผยแพร่งานถักโครเชต์ให้แก่บุคคลที่สนใจ สามารถสร้างสรรค์ดอกซากุระกับดอกเดซีจากเส้นด้ายให้กลายเป็นชิ้นงานที่มีชีวิต สามารถส่งมอบให้กับบุคคลที่เป็นที่รักได้

ครูจ๊ะ เล่าถึงแรงบันดาลใจในงานถักโครเชต์ที่เธอคุ้นเคยมานานกว่า 30 ปีว่า เห็นผู้ใหญ่หรือคุณครูนั่งถักตั้งแต่เธอเรียนอยู่ชั้นประถม 3 ประถม 4 ก็รู้สึกชอบเพราะเป็นงานฝีมือที่เด็กๆ ต้องหัดทำในโรงเรียนอยู่แล้ว

“สมัยก่อนเราจะถักโครเชต์เป็นเสื้อกัน โดยเฉพาะคนโบราณ ครูก็ดูเขา ให้เขาสอนบ้าง หรือยืมเสื้อที่เขาถักมานั่งแกะลายเอา เพราะสมัยก่อนยังไม่มีหนังสือสอนแพตเทิร์นงานถักเหล่านี้ เรียกว่าครูมาเรียนรู้เอง ถือเป็นงานอดิเรกทำยามว่าง พอคนเห็นผลงานที่ครูทำ เช่น คนที่กำลังจะแต่งงานก็ขอให้ครูช่วยถักหมอนแต่งงานให้หน่อย หรือถักผ้าคลุมเตียงให้หน่อย ตอนได้รับจ้างตอนนั้นครูเพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ อายุ 20 ต้นๆ ซึ่งเมื่อก่อนค่าจ้างของครูก็แล้วแต่เขาจะให้ เราไม่กล้าตั้งราคา หากตั้งแพงเขาสามารถให้เราได้ไหม งานแต่งก็จริงแต่เราไม่รู้ว่าการเงินเขาเป็นอย่างไร โอเคงั้นให้ตามเห็นสมควรแล้วกัน เพราะครูไม่ได้มองที่ตัวเงิน แต่ครูมองที่ครูได้ทำงานฝีมือ”

จนกระทั่งต้องผันตัวเองมาเป็นผู้สอน เพราะทนเสียงรบเร้าของผู้อยากเรียนไม่ไหว และยังมีการทำงานร่วมกับแบรนด์สินค้าอีกด้วย

“คนอยากเรียนกับครู ก็ถามว่าหากให้ช่วยสอนคิดเงินอย่างไร ครูก็ยังบอกว่า แล้วแต่ ครูก็สอนจนกว่าคุณจะเป็น ปัจจุบันมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ทักทาย เขาชอบธรรมชาตินำเส้นไหมเยื่อไผ่มาให้ครูถัก เรียกว่าถ้าเป็นงานถักของแบรนด์ทักทายเป็นฝีมือครูทั้งหมด โดยร่วมงานกับเขา 4-5 ปีแล้ว ผลงานของครูกับแบรนด์ทักทายคือ งานถักทุกอย่าง เช่น พวงมาลัย ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ จะเป็นดอกไม้กระถางเล็กใหญ่ มีพวงกุญแจ คือรูปแบรนด์ของทักทายจะเป็นปลา หรือกล้วยไม้ ออกมาในแต่ละคอลเลกชั่น เช่น เทศกาลวันแม่ ก็จะถักเป็นดอกมะลิเป็นกระถางๆ สีฟ้า หรือแล้วแต่เขาจะบอกมาว่าต้องการแบบนี้”

ด้วยฝีมือการถักที่มีชื่อเสียงในแวดวงถักโครเชต์แล้ว ครูจ๊ะยังร่วมงานถักเส้นไหมที่ทำงานเส้นทองแดงเพื่อประกอบในงานศิลปะของอาจารย์ศิลปากร แม้เป็นงานทองแดงที่ถักยากเพราะเส้นทองแดงไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนเส้นด้าย ทำให้เจ็บมือ ดังนั้นงานถักที่คิดว่าทำเป็นงานแก้เหงา ยังสามารถทำเงินได้ด้วย

สิ่งที่ได้จากการถักโครเชต์มากว่า 30 ปีของครูจ๊ะคือ ความสุข สมาธิ เพราะขณะที่ถัก ใจผู้ถักต้องจดจ่ออยู่กับลวดลายที่กำลังถัก ลวดลายไม่เบี้ยวไปเบี้ยวมา สติสมาธิต้องมาก่อน อีกทั้งผู้ถักที่ดียังต้องศึกษาลายต่างๆ ลายนี้ต้องทำอย่างไร ไม่ใช่ว่าจู่ๆ มาเรียนถักไม่กี่ชั่วโมงแล้วจะเก่งเลย

“หลายคนมาเรียนคิดว่าเป็นเรื่องง่าย มันไม่ง่ายเพราะคุณได้แต่คิด แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ สำหรับคนเรียนครั้งแรกก็ต้องเรียนจับเข็ม เราจะทำเส้นด้ายเส้นตรงๆ ให้ออกมาเป็นลวดลายได้อย่างไร อย่างการถักเป็นเสื้อคนแต่ละคนรูปร่างไม่เหมือนกัน บางคนบ่าเล็กบ่าใหญ่ ก็ต้องอาศัยการคำนวณที่ถูกต้องแม่นยำ สำหรับผู้สูงอายุหากมาถักก็จะได้ฝึกคิดคำนวณไปด้วย ทั้งสติสมาธิปัญญา ต้องใจเย็น และต้องมีใจรักในการถักจริงๆ หลายๆ อย่างประกอบกัน”

แม้ฝีมือการถักโครเชต์ชิ้นแรกๆ อาจไม่สวยหรือไม่ดีเพราะน้ำหนักมือแต่ละคนไม่คงที่ ฉะนั้นชิ้นงานที่นำมาต่อกันอาจผิดลายได้ความสูงต่ำไม่เหมือนกัน หากชิ้นแรกไม่ดี ให้เริ่มชิ้นที่ 2 ถักลายเดิมดูซิวัดกันว่า งานจะดีขึ้นไหม ค่อยๆ ปรับปรุงฝีมือ

“อย่าคิดว่าเรานี่เก่ง เราต้องดูคนอื่นด้วย คนนี้ทำไมทำสวย เทคนิคเขาคืออะไร และอย่าหยุดที่จะพัฒนาตนเอง อย่างครูเองยังต้องเข้าคอร์สฝึกอบรมการถักไปเรื่อยๆ เพราะมีอีกหลายสิ่งที่คนอื่นรู้แต่เราไม่รู้”

ใครสนใจอยากเรียนหรืออยากให้ครูจ๊ะถักโครเชต์ให้ สามารถติดต่อผ่านไอดีไลน์ paja2499 และเบอร์โทร. 09-9346-3952 ต้องสั่งออร์เดอร์ก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 อาทิตย์แล้วแต่ความยากหรือง่ายของชิ้นงาน

โรคอ้วนเสี่ยงเป็นถุงน้ำรังไข่ในผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566228

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

โรคอ้วนเสี่ยงเป็นถุงน้ำรังไข่ในผู้หญิง

เรื่อง   กันย์ ภาพ   pixabay

อ้วนขึ้นรึเปล่า? คำทักเบาๆ แต่ทำไมรู้สึกเจ็บ ทั้งๆ ที่คนโดนถามก็รู้ตัวเองดีว่าอ้วนขึ้นหรือไม่ แต่หากมีคนทักเมื่อไร ความรู้สึกนอยด์ก็เริ่มทันที ถ้าคิดในด้านดีให้ถือคำทักเป็นคำเตือน เพราะที่จริงแล้วความอ้วนไม่ใช่เรื่องดี เป็นอันตรายต่อสุขภาพรอบด้าน

รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน ศูนย์ผ่าตัดและรักษาโรคอ้วน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า เมตาบอลิกซินโดรม คือกลุ่มความผิดปกติของระบบเมตาบอลิก จากข้อมูลของ Interasia ที่ได้ทำการศึกษาในประชากรไทยทั่วประเทศที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 5,091 คน พบว่าความชุกของโรคอยู่ที่ร้อยละ 21.9-33.3 ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัย และพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชายโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ความผิดปกติที่พบได้บ่อยคือ ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี HDL-Cholesterol ต่ำ และพบว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโอกาสที่จะเป็น Metabolic Syndrome ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตาม

สาเหตุของโรคเมตาบอลิกซินโดรม

โรคอ้วนโดยเฉพาะอ้วนลงพุง นำไปสู่ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันดีในเลือดต่ำ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและสาเหตุภายนอก เช่น ผลกระทบจากการใช้ยาบางชนิด โดยคนที่อ้วนลงพุงจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากกว่าคนที่อ้วนบริเวณสะโพก

เกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะเมตาบอลิกซินโดรมมีอยู่หลายเกณฑ์ด้วยกัน ในที่นี้ขอใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยมีความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด Fasting Blood Sugar หลังอดอาหารนาน 8 ชั่วโมง มากกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร หรือการตรวจน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง ผลมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ร่วมกับความผิดปกติอย่างน้อย 2 ใน 4 ข้อดังต่อไปนี้ คือ

1.ความอ้วน เมื่อตรวจหาค่าดัชนีมวลกาย BMI แล้วพบว่ามากกว่าหรือเท่ากับ 30 kg/m2 หรืออัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงเอวต่อสะโพกมากกว่า 0.9 ในผู้ชาย และมากกว่า 0.85 ในผู้หญิง

2.ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร หรือมีไขมันที่ดีสำหรับหลอดเลือดแดง น้อยกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 39 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ในผู้หญิง

3.ค่าความดันโลหิต น้อยกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือกำลังรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่

4.อัลบูมินในปัสสาวะ มากกว่าหรือเท่ากับ 20 Microgram/Min หรืออัตราส่วนของอัลบูมิน : ครีเอทินิน มากกว่าหรือเท่ากับ 30 mg/g แต่ทั้งนี้โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินในคนเอเชียจะต่างจากคนตะวันตก เนื่องจากค่า BMI หรือดัชนีมวลกายที่เป็นตัวชี้วัดในการเกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงแตกต่างกัน การวินิจฉัยภาวะเมตาบอลิกซินโดรมในคนเอเชียจึงควรใช้ค่า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 kg/m2 และเส้นรอบวงเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 ซม.ในผู้ชาย หรือมากกว่าหรือเท่ากับ 80 ซม.ในผู้หญิง

ความอ้วนส่งผลกระทบต่อภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome-PCOS) ในผู้หญิง ภาวะนี้เป็นความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อหรือฮอร์โมนในร่างกาย โดยจะพบซีสต์หรือถุงน้ำหลายใบในรังไข่ เมื่อซีสต์หรือถุงน้ำเข้าไปเบียดรังไข่ ส่งผลให้การทำงานของรังไข่ผิดปกติ ซึ่งสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ยังไม่แน่ชัด อาจเกิดจากกรรมพันธุ์หรือความผิดปกติของหลายระบบในร่างกาย อาทิ ต่อมใต้สมอง รังไข่ ต่อมหมวกไต การมีน้ำหนักเกินเกณฑ์จึงไม่ใช่เรื่องดี

โดยเฉพาะคุณผู้หญิงหากตกอยู่ในภาวะอ้วนอาจส่งผลให้มีรอบเดือนผิดปกติ ความอ้วนมีส่วนทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนผิดปกติโดยเฉพาะการอ้วนลงพุง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนผลิตจากไขมัน เมื่อไขมันมากไปการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ควบคุมการตกไข่ในเพศหญิงอาจเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ไม่มีการตกไข่ ประจำเดือนมาน้อยแบบกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนขาดหายไป ทำให้มีบุตรยาก ซึ่งมักพบในวัยเจริญพันธุ์อายุประมาณ 25-35 ปี หากไม่รีบรักษาอาจทำให้มีบุตรยาก เสี่ยงต่อการมีเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ในอนาคต

อาการที่ผู้หญิงควรสังเกต คือ

1.ประจำเดือนเว้นช่วงนาน มาห่างกันมากกว่า 35 วัน หรือมาไม่เกิน 6-8 ครั้ง/ปี

2.รอบประจำเดือนขาด มาไม่ติดต่อกันนานเกิน 3 รอบ เทียบกับผู้หญิงที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ หรือมาไม่ติดต่อกัน 6 เดือนในผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ แสดงถึงภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง

3.ประจำเดือนมากะปริบกะปรอย มามากเกินไป นานเกินไป อาจเกิดเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ

4.ภาวะแอนโดรเจนเกิน คือ ฮอร์โมนเพศชายที่มีอยู่ในร่างกายทั้งของผู้ชายและผู้หญิง เมื่อผู้หญิงมีมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะขนดก สิวขึ้นมากกว่าปกติ ผิวมัน ศีรษะล้าน

5.อ้วน น้ำหนักเกินมาก ทำให้ดื้อต่อน้ำตาลอินซูลิน เพิ่มอาการของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ได้ ความรุนแรงของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหากไม่รีบรักษา อาจส่งผลให้มีบุตรยาก หรือเพิ่มความเสี่ยงการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก เสี่ยงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งเต้านม

วิธีรักษาคือ ลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนัก หากไม่แน่ใจควรพบแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา โมเดลธุรกิจยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566227

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 13:45 น.

ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา โมเดลธุรกิจยุค 4.0

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวสวยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แม้รูปร่างจะดูเล็กๆ บอบบาง แต่หน้าที่การทำงานของเธอนั้นตรงข้ามกับรูปร่างอย่างสิ้นเชิง ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเทล แพสชั่น ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจ การทำ Business Model การวางแผนและกลยุทธ์การตลาดให้กับศูนย์การค้าและสินค้า และการพัฒนางานบริการและงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าให้กับองค์กรชั้นนำ

เธอบอกว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยี การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงานถือเป็นตัวช่วยที่สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สามารถสื่อสารได้ครบวงจรด้วยระบบสามมิติ โดยงานเทรนนิ่งของเธอนั้นจะไม่เปิดสอนให้กับบุคคลทั่วไป แบบเปิดสัมมนาแล้วขายบัตรแบบนั้น แต่จะออกแบบโปรแกรมมาเพื่อแต่ละบริษัทที่เป็นลูกค้า เปรียบได้กับเสื้อสั่งตัด มิใช่เสื้อโหลที่ตัดมาเพื่อให้ทุกคนใส่ได้ แต่เพื่อร้อยเรียงใหม่ให้ผลลัพธ์โดยรวมออกมาเป็นที่ประทับใจเข้ากับองค์กรนั้นโดยตรง

จุดเด่นในการทำงานของเธอนั้นก็คือ เน้นด้านกลยุทธ์ บริการ และการสร้างแบรนด์ ซึ่งเธอบอกว่าต่างจากบริษัทเทรนนิ่งทั่วไป เพราะจะรับบรีฟงานจากลูกค้าแล้วไปออกแบบปรับกลยุทธ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ แต่บริษัทของเธอนั้นออกแบบเฉพาะบุคคล เข้าไปหาข้อมูลกับแต่ละบริษัทว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร ต้องการให้ทิศทางขององค์กรเป็นอย่างไร

เนื่องจากการพัฒนาบุคลากรในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องเน้นการพัฒนาที่วัดประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาถูกนำมาใช้ได้จริงในการทำงานทั้งในส่วนของบุคลากรภายในองค์กรและการสร้างภาพลักษณ์ การรับรู้ของบุคคลภายนอก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจ

“เพราะความต้องการของแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องสร้างโปรแกรมใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะกับแต่ละบริษัทและออกแบบโปรแกรมการเรียนให้สอดคล้องกับผู้เรียนที่มีเวลาว่างไม่ตรงกัน ทั้งแบบวิดีโอคอล ไลน์กลุ่ม ไลฟ์สด อัดคลิปภาพ เพื่อให้เห็นภาพเป็นสามมิติสามารถมาฟังซ้ำได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจ มิใช่การเรียนเป็นแค่เอกสารเป็นปึกๆ เช่นในอดีต รวมทั้งมีการประเมินผลที่มีการอัพเดทให้เหมาะกับยุค 4.0 อย่างแท้จริง โดยจะมีการประเมินผลทุกๆ ปี โดยวัดผลจากยอดขาย หรือจากความพึงพอใจของลูกค้าที่เป็น KPI ที่ชัดเจนของลูกค้าที่ได้รับ และเพื่อเป็นการประเมินผลการทำงานของบริษัทเราด้วย ว่าลูกค้ายังใช้งานเราต่อเนื่องในปีถัดไปหรือไม่” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

แผนการทำธุรกิจในอนาคตของเธอนั้นก็คือ เน้นไปเรื่องการงานวางกลยุทธ์และการบริหารงานบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า เพราะยิ่งโลกไปทางออนไลน์มากเท่าไหร่ คุณภาพของงานบริการจะยิ่งสำคัญมากทั้งในเชิงความคาดหวังและผลกระทบที่เกิดจากงานบริการที่ไม่ได้คุณภาพ การคิดเชิงวิเคราะห์ เชิงกลยุทธ์ และการบริหารงานบริหารคน สำคัญมาก ต้องมองภาพรวม รวมทั้งสภาพการแข่งขันให้ออกก่อนจะวางกลยุทธ์และแผนงานได้ และต้องเน้นผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นได้จริง

ทางด้านการศึกษานั้นเธอจบปริญญาตรีด้านบริหารที่มหาวิทยาลัยเอแบค ปริญญาโทด้านการจัดการที่นิด้า-สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และกำลังเรียนดอกเตอร์โดยได้ทุนจากนิด้า โดยมีหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง กรอบแนวคิดเชิงก้าวหน้าของยุทธศาสตร์การสื่อสารภาคธุรกิจบริการ เพื่อการนำเสนอองค์ประกอบของแบรนด์ประเทศไทย เพราะอยากทำงานที่ท้าทายและชอบงานด้านบริการ จึงออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

เธอเล่าว่าการได้โจทย์ในการทำงานของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกันไป เช่น ของ Krungsri Consumer กับโครงการ Enhancing Business Capabilities Through Customer Experience Management เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าด้วยกลยุทธ์การบริหารประสบการณ์ลูกค้า ให้พนักงาน ในการทำ Workshop ให้กับระดับผู้บริหารให้เกิดไอเดียและแนวปฏิบัติสำหรับการพัฒนาการให้บริการลูกค้า

King Power International กับโครงการ Service Assessment Test Development and Customer Service Provider Development Program เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานผู้ให้บริการลูกค้า โดยเป็นผู้อบรมด้านการให้บริการทั่วประเทศในการสร้าง Service Mind, การปรับพฤติกรรมในการให้บริการ รวมไปถึงการทำ Workshop เพื่อแก้โจทย์ในงานบริการลูกค้าร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานที่จะรับผิดชอบในโครงการใหม่ของคิง เพาเวอร์ เพื่อเป็นดิวตี้ฟรีที่ดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

โจทย์งานส่วนใหญ่ที่บริษัทได้รับก็คือ การสร้างระบบความคิดให้เป็นโรดแมป ทำเป็นโปรแกรม SERVICE Assessment Test (SAT) เป็นโปรแกรมเพื่อไว้ประเมินศักยภาพด้านบริการของพนักงาน เพื่อดูว่าพนักงานมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร เพื่อจัดโปรแกรมใหม่ให้พนักงานทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงต้องคิดหลักสูตร การคัดสรรว่าทำอย่างไรจะทำให้พนักงานก้าวไปสู่ความเป็นอินเตอร์มากขึ้นแล้วคิดเป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อให้พนักงานได้เรียนแบบมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขา

หลักปรัชญาในการทำงานของเธอนั้นคือ ความใส่ใจ ความจริงจังในการทำงานและติดตามผล รวมถึงการมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลในการทำงาน “โดยลักษณะนิสัยของคนไทยแล้วมีพื้นฐานเป็นคนใจดียิ้มแย้มแจ่มใสมีความเป็นมิตรสูง มีหัวใจบริการที่ดี แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ หากนำเรื่องความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีใส่เพิ่มเข้าไปก็จะทำให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ยุคนี้เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทำงานทั่วไปที่ต้องมีความรู้ไว้บ้าง เพื่อให้การทำงานมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เมื่อเจออุปสรรคปัญหาเธอบอกว่า “เป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานค่อยๆ แก้ไปทีละข้อ แล้วก็พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ตั้งสติแล้วยิ้มให้กำลังใจตัวเองแล้วก็เดินหน้าต่อ ปัญหาทุกปัญหาแก้ไขได้เสมอขอแค่อย่าหมดกำลังใจเท่านั้นเอง” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

อยากรวย ต้องคิดแบบมหาเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566226

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

อยากรวย ต้องคิดแบบมหาเศรษฐี

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

มีงานวิจัยจากฝั่งตะวันตกบอกไว้ว่าความคิดมีแรงดึงดูด ความคิดมีพลัง คิดอย่างไรจะได้อย่างนั้น สั่งจิตตัวเองไว้ให้ดีแล้วกำหนดเป้าหมาย วางแผนแล้วเดินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น คิดว่าจะมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท ภายใน 1 ปี เมื่อมีความคิดแบบนี้มีการตั้งเป้าก็จะมีทิศทาง จะใช้เงินแบบมีกำหนดกฎเกณฑ์ เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากมีเงินเก็บ เราจะไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เพราะอยากเก็บเงินให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้

อยากรวยต้องเปลี่ยนความคิด ลองพิจารณาแนวคิดความเชื่อของคนส่วนใหญ่ว่าถูกต้องหรือไม่ ข่าวให้เห็นกันบ่อยๆ คนถูกหวยรวยชั่วข้ามคืน แต่ไม่นานก็กลับมาจน คนรายได้สูงแต่ผ่อนไม่ไหวจนต้องโดนยึดบ้านยึดรถ คนเรียนหนังสือเก่งแต่ประสบความสำเร็จสู้คนที่เรียนไม่เก่งไม่ได้ เพราะแนวคิดความเชื่อเรื่องเงินบางอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้เสียเวลาเสียโอกาสในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

จริงๆ แล้วการศึกษาไทยควรบรรจุวิชาการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance) เป็นวิชาภาคบังคับให้เด็กได้เรียนตั้งแต่ชั้นประถม เพื่อให้ติดเป็นนิสัยการใช้เงินที่ดีมีวินัย โดยการศึกษาต้องเปลี่ยนจากเน้นท่องจำมาลงมือปฏิบัติให้เห็นของจริงจนเกิดทักษะความชำนาญในวิชาที่ช่วยให้เอาชีวิตรอดได้ (Skillset) และปลูกฝังแนวคิดความเชื่อเรื่องเงินที่ถูกต้อง (Mindset) ซึ่งต้องมีทั้งสองอย่างคู่กันถึงจะประสบความสำเร็จด้านการเงิน แต่คนส่วนใหญ่มักมีปัญหา Mindset อย่างที่กล่าวไปตอนต้น เพราะเรื่องเงินไม่เกี่ยวกับเกรด ไม่เกี่ยวกับการทำงานหนัก แต่เกี่ยวกับการหารายได้มั่นคง ออมใช้น้อยกว่าที่หาได้ ลงทุนให้เงินงอกเงย และควบคุมหนี้สินไม่ฟุ่มเฟือย

ขอแจกแจงองค์ประกอบที่สำคัญตามความคิดของนักการเงิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิต โดยทักษะความชำนาญ (Skillset) ที่จำเป็นต้องมีอยู่ 4 ด้าน คือ

 Financial Literacy ความรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล เช่น เข้าใจรายรับรายจ่าย กระแสเงินสด การคิดดอกเบี้ย ผลตอบแทนจากการลงทุน การจัดพอร์ตทรัพย์สิน เป็นต้น

 Economics ความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ เช่น เข้าใจภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและต่างประเทศ วัฏจักรเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ของตัวแปรทางเศรษฐกิจ การจัดการความเสี่ยง เป็นต้น

 International Language ความรู้เรื่องภาษาสากล ได้แก่ ภาษาอังกฤษกับภาษาจีนกลาง เป็นโอกาสในการติดต่อทำธุรกิจกับผู้คนได้เกือบทั้งโลก

 Advance Technology ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์ ต้องเข้าใจและรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิต

สุดท้ายก็คือแนวคิดความเชื่อ (Mindset) ในจิตใจต้องใช่ด้วย เป็นเหมือนเข็มทิศนำทางไปทิศที่ถูกต้อง โดยแบ่งจำแนกได้เป็น 4 ข้อ ดังนี้

 Money Lover รักเงินมีความสุขในการหาเงินได้มากกว่าจ่ายเงินไป ซึ่งปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะทำตรงข้ามคือทำงานเครียดก็อยากใช้เงินซื้อหาความสุข หากรักเงินจริงต้องอยากเก็บไว้กับตัวเองมากกว่านำไปใช้จ่าย โดยการเปลี่ยนจุดโฟกัสความสุขอยู่ที่ตัวเลขในบัญชีธนาคารเพิ่มขึ้นแทน

 Think Big คิดใหญ่ตั้งเป้าหมายเป็นขนาดทรัพย์สินที่มีขนาดใหญ่พอใช้ได้ตลอดชีวิตหลังเกษียณ สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล สำรองเผื่อฉุกเฉิน และใช้ลงทุนสร้างความมั่งคั่ง หากใครท้อว่าตัวเลขช่างห่างไกลจากปัจจุบันที่มี ขอแนะนำว่าให้ตั้งเป้าหมายย่อยเป็นปีๆ แล้วลงมือทำ พอทำสำเร็จจะมีกำลังใจทำต่อจนถึงเส้นชัย

 Passionate Desire ปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าต้องบรรลุเป้าหมายให้ได้แม้ว่าจะผ่านอุปสรรคมากมายสักเพียงไหน มองความล้มเหลวเป็นบทเรียนล้ำค่าทำให้เราแกร่งขึ้น ยิ่งผ่านอุปสรรคมากยิ่งสร้างความภาคภูมิใจเมื่อทำสำเร็จ หากขาดแรงจูงใจที่จะก้าวเดินต่อไปให้นึกถึงคนข้างหลังที่ร่วมเดินทางไปกับเราแล้วจะมีกำลังใจทำต่อไป

 Wealth in Mild ความมั่งคั่งในจิตใจแทนที่ความร่ำรวย เพราะเป็นการมองในหลายมิติมากกว่าเรื่องจำนวนทรัพย์สินเงินทองที่มีเพียงอย่างเดียว ในชีวิตคนเรายังต้องมีความมั่งคั่งเรื่องอื่นประกอบด้วย ได้แก่ ความมั่งคั่งเวลา สุขภาพ และครอบครัว เป็นต้น หมายถึงมีเวลาอิสระทำตามใจต้องการ มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และมีครอบครัวอบอุ่นอยู่กันพร้อมหน้า ตามลำดับ หากมีไม่ครบ เช่น ร่ำรวยแต่สุขภาพไม่ดีนอนติดเตียง เงินทองที่หามาได้ก็ต้องจ่ายเป็นค่ารักษาหมด

แนวคิดความเชื่อสมองเงินล้าน (Millionaire Mindset) จะทำให้เรามั่งคั่งได้ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าอีกด้วย เพราะฐานะการเงินของคนในชาติจะดีขึ้น คนจำนวนมากหลุดพ้นกับดักความยากจนด้วยปัญญาของตนเอง

คนจอแก้วรุ่นใหญ่ อยู่ยังไงในยุคทีวีซบเซา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566225

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

คนจอแก้วรุ่นใหญ่ อยู่ยังไงในยุคทีวีซบเซา

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2018 คือ ทีวีกำลังได้รับความนิยมลดลง เพราะคนทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่หันไปดูรายการออนไลน์กันหมด ทำให้คนทีวียุคปัจจุบันต้องปรับตัว

เช่นเดียวกับ สุชาดี มณีวงศ์ วัย 72 ปี ผู้บรรยายเสียงและเจ้าของรายการกระจกหกด้านที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และงานวิทยุมามากกว่า 40 ปี ต้องหันมาผลิตรายการออนไลน์ทางเพจ “ไชโย…โอป้า” ที่ออกมาเพียงไม่กี่ตอนก็ฮิต โดนใจวัยรุ่นคนดูนับแสนคน หลังจากออกอากาศไปเพียง 10 ตอน และยังมีโปรเจกต์พร้อมส่ง กระจกหกด้าน เสริมออนไลน์อีกทางหนึ่ง

อีก 1 คนจอตู้ที่ยังไม่ยอมเสื่อมความนิยมไปพร้อมกับทีวีคือ ปรมาจารย์ด้านการพากย์ น้าติง-อาจารย์สุวัฒน์ กลิ่นเกษร วัย 63 ปี เจ้าของฉายานักพากย์มวยปล้ำขวัญใจหลานๆ ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนาน 30 ปี ที่แม้จะห่างหายไปสักพักหนึ่ง แต่เขากลับมาแล้วกับการจัด “เจ้าสังเวียนมวยปล้ำ น้าติงรีเทิร์น” ศึกมวยปล้ำชั้นนำจากแดนอาทิตย์อุทัยค่าย NJPW หรือนิว เจแปน ที่มาพร้อมกับลูกชาย “ปอ ร็อกเกอร์” หรือวสุ กลิ่นเกษร ออกอากาศทุกคืนวันอาทิตย์ 22.00 น. ช่อง 28 เพื่อปั่นนักพากย์มวยปล้ำประดับวงการอีกดวงหนึ่ง

เปิดตำนานทีวีโด่งดังในยุค 90

ในยุค 10 ปี ก่อนปี พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจดีมากๆ อยู่ในยุครายการทีวีที่เฟื่องฟูสุดๆ แม้จะเป็นรายการเชิงสารคดีกระจกหกด้านก็ตามก็ยังมีสปอนเซอร์ตบเท้าเข้ามาสนับสนุนมากมาย แต่เริ่มมาซบเมื่อปี 2540 ยุคต้มยำกุ้ง

“ก่อนหน้านั้นโฆษณาเต็มล้นเพราะลูกค้ารู้จักรายการเรา โฆษณาไหลมาเทมาซื้อกัน 7-10 นาที เรามีความสุข รายการออกอากาศทุกวัน หลังปี 40 เริ่มซบเงินที่เก็บได้ในช่วงเฟื่องฟูต้องเอามาใช้จนเกินหมด ดิฉันคิดว่าเงินก้อนนี้หมดก็เลิกกัน พอเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2550 ก็เริ่มซบมาเรื่อยๆ พอปี 2560 เรียกว่าช็อก ลูกค้าหลุด เหมือนผลไม้หล่นหายไปเลย หาโฆษณายากมาก เคเบิลทีวีบางเจ้าเหมา 2,000 แต่เราเป็นแสน แต่เราก็ยังทำเรื่อยๆ รักษาคุณภาพบทบรรยายต้องถูกต้อง เที่ยงตรง เราไม่เสิร์ชห้องสมุด เราเสิร์ชดูวิทยานิพนธ์ สารานุกรม จดหมายเหตุ ฉะนั้นข้อมูลจึงถูกต้อง เรียกว่าปีนี้เราเจอปัญหาอย่างหนัก ปีกลายที่ผ่านมาลูกค้าบอกว่าปีหน้าไม่มีตังค์ให้เธอแล้วนะ ดิฉันประสาทเสียเลย ก็คิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง คิดทำออนไลน์ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้รอไม่ได้ต้องทำแล้ว เพราะดิฉันกับลูกๆ จะไม่ยอมตายไปพร้อมทีวี เราจะอยู่กับทีวีจนวินาทีสุดท้าย ตอนนี้เรายังผลิตรายการกระจกหกด้านอยู่” สุชาดี เล่าถึงการประคับประคองรายการทีวี พร้อมๆ พร้อมกับหาช่องทางใหม่ๆ ต่อยอดต่อไป

ในวัย 63 น้าติง อาจารย์สุวัฒน์ ของแฟนมวยปล้ำเพิ่งเกษียณจากการเป็นอาจารย์ ณ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม แต่ยังคงทำรายการและเป็นเจ้าของรายการ ได้แก่ “น้าติง โชว์ไทม์” ทำมา 10 ปีแล้ว และยังทำรายการทีสปอร์ตของการกีฬาแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีรายการ “คุยอย่างกูรู” ช่องบีอีซีเทโร ที่รีรันออกทางเว็บไซต์ของบีอีซี แล้วยังมีรายการ “หงส์ผีสีเดียวกัน” ช่อง MGR ออนไลน์ และรีรันทางช่องนิวส์วัน ล่าสุด น้าติงเพิ่งกลับมาพากย์มวยปล้ำและเป็นเจ้าของร่วมรายการ “เจ้าสังเวียนมวยปล้ำ” ออกอากาศช่อง 28 เอสดี ทีวีดิจิทัล ไม่หมดแค่นั้นน้าติงยังเป็นมือปืนรับจ้างพากย์กีฬาทางไทยรัฐทีวี รายการ “วันแชมเปี้ยนชิพ” การต่อสู้มวยในกรง เป็นคนแรกของประเทศไทย และยังรับพากย์บาสเกตบอล ให้โมโนทีวีดิจิทัล และพากย์กีฬาทางช่องไทยพีบีเอสอีกด้วย

น้าติงถือเป็นผู้ปลุกกีฬามวยปล้ำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด โดยน้าติงเข้าวงการพากย์กีฬาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เรื่อยมา และมาพีกสุดๆ ด้วยการพากย์กีฬามวยปล้ำที่มีความโหดในสายตาคนดู ทำอย่างไรจะทำให้การชมมวยปล้ำเป็นเรื่องสนุก น้าติงจึงใช้ลีลามืออาชีพและการมองโลกในแง่ดี ด้วยการใส่ลีลาและการพากย์ด้วยคำพูดที่น่ารัก และทำให้ดูสนุกสนานชวนฟัง น้าติงเริ่มพากย์มวยปล้ำอย่างจริงจังให้วิดีโอสแควร์ตั้งแต่ปี 2533 ทำให้กระแสมวยปล้ำที่เริ่มซาก่อนหน้านั้นกลับมาดังอีกครั้ง คนเริ่มสนใจดูกีฬามวยปล้ำบูมมากในวิดีโอ ผู้คนต่างถามหานักพากย์คนนี้ว่าชื่ออะไร แต่เขาใช้ชื่อว่า น้าติง เลียนแบบสตริงนักมวยปล้ำชื่อดัง

“ตอนใช้เสียงพากย์คนก็ไม่เห็น แต่คนอยากพูดคุย ซึ่งน้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังมากๆ สูงสุดมีจดหมายเขียนเข้ามาหามากถึงวันละ 1 หมื่นฉบับ/สัปดาห์ ช่วงน้าติงจัดรายการให้ยูบีซีมีแฟนๆ มายืนรอหน้าลิฟต์ที่ตึกทิปโก้ เพื่อขอดูหน้าน้าติง โดยเฉพาะวันอาทิตย์ พฤหัสบดี ศุกร์ มาขอถ่ายรูปมาขอลายเซ็น แต่เจ้าของรายการตอบจดหมายยังไม่ให้น้าออกหน้าเต็มๆ แต่ทำเป็นรูปการ์ตูนหน้าเบี้ยวไปมา กระแสยิ่งแรง จนกระทั่งผู้บริหารให้น้าเอาหน้าออกสื่อได้ ตอนนั้นน้าอายุ 40 เกือบ 50 แล้ว คนชอบน้าติงมากๆ มีการทำตุ๊กตาและเสื้อน้าติงออกจำหน่าย เรียกว่าน้าดังมากๆ แม้มวยปล้ำจะดังที่ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง แต่เมืองไทยก็ไม่น้อยหน้า เพราะน้าติงทำให้มวยปล้ำทั้งฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่นโด่งดังขึ้นมา จนผู้คร่ำหวอดในวงการมวยปล้ำของโลกยังตั้งคำถามว่า ฮู อีส น้าติง”

แต่ด้วยการแย่งนักพากย์ที่โด่งดังระหว่างค่ายต่างๆ ไปมา ทำให้น้าติงต้องห่างหายไปจากการพากย์มวยปล้ำพักหนึ่ง ประกอบกับมีนักพากย์มวยปล้ำรุ่นใหม่ๆ ก้าวขึ้นมา แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ทำให้กระแสกีฬามวยปล้ำในบ้านเราซบเซาลงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้มวยปล้ำเริ่มซบแต่ก็ยังมีผู้คนให้ความสนใจอยู่

 

รูปแบบรายการโดนใจวัยรุ่น

สุชาดี เปิดเผยถึงเหตุผลที่ทำให้รายการ “ไชโย…โอป้า” ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาดทางเพจ “ไชโย…โอป้า” ว่าเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย เพราะออกอากาศมา 10 ตอน คนดูเป็นแสน ถือว่ากระแสตอบรับดีมากถือว่าเรามาถูกทางแล้ว ในฐานะคนทำงานก็รู้สึกหายเหนื่อย กลุ่มคนดูส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่น คนที่ท่องโลกออนไลน์ ซึ่งแต่แรกค่อนข้างหนักใจ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปกลุ่มตลาดออนไลน์เป็นสื่อใหม่ที่น่าสนใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปรับตัวให้รายการที่คนชื่นชอบและรู้จัก โดยมี สุชาดี เจ้าของเสียงบรรยายอันเป็นเอกลักษณ์ของกระจกหกด้านที่ออกอากาศเป็นประจำทางช่อง 7 สี มาเป็นตัวชูโรง ซึ่งทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นทั้งลูกชาย อลงค์กร จุฬารัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของบริษัทและลูกสาวอร-อรอรีย์ จุฬารัตน์ ผู้จัดการเว็บไซต์ krajokhokdan.com มาอยู่เบื้องหลังการผลิตทั้งหมด

อลงค์กร เล่าว่า เมื่อคนทีวีหันมาทำเพจก็เกิดเพจออนไลน์เป็นจำนวนมาก โจทย์ของพวกเขาคือ จะทำอย่างไรให้คน “อยากดู” พี่ๆ น้องๆ มีความคิดเห็นที่ตรงกับคุณแม่คือ อย่างน้อยสุชาดีมีชื่อเสียงมาจากกระจกหกด้านที่ปัจจุบันก็ยังออกอากาศอยู่วันพฤหัสบดี ศุกร์ เวลา 17.00 น. ทางช่อง 7 จึงต้องดึงแม่เหล็กอย่างคุณแม่มาช่วยกรุยทางด้วย

อลงค์กร กล่าวต่อว่า ออกอากาศได้ 10 ตอน โดยอาศัยการลองผิดลองถูก ดึงบุคคลน่าสนใจมาพูดคุยกับป้าสุชาดี และสอดแทรกความรู้ลงไป เพราะคนเราจะไม่ชอบการถูกยัดเยียดให้ความรู้มากจนเกินไป สอดแทรกความรู้อย่างมีศิลปะและชั้นเชิงสไตล์คนมากประสบการณ์การทำรายการสารคดีมา 40 ปี ซึ่งถูกใจคนดูมากๆ อย่างคาดไม่ถึงอลงค์กร บอกอีกว่าการก้าวเข้าสู่ออนไลน์ นับว่าเป็นการขยับตัวได้ถูกทางเพราะคนดูรู้สึกดีต่อโอป้า ทั้งหมดปล่อยออกไปเพียง 3 เดือน คนคลิกไลค์เข้ามาชมในเพจมากถึง 6 หมื่นครั้งแบบออร์แกนิกล้วนๆ ไม่เสียเงินสักกะบาท กลายเป็นกระแสพูดกันปากต่อปาก นี่เธอ เคยดูรายการนี้หรือยังผู้บรรยายกระจกหกด้านไปต่อราคาที่ตลาด อ.ต.ก. ใครดูก็ขำ เพราะทีมงานตั้งใจปรับให้รายการจากถนัดทำ “สารคดี” มาผลิตรายการ “วาไรตี้”

ฟากน้าติงเมื่อทีวีซบ น้าติงปรับตัวอย่างไร ท่ามกลางมีเด็กรุ่นใหม่ๆ มาแทนที่คนรุ่นเก่า ซึ่งมีค่าตัวที่แพงกว่า

“น้าคิดว่าตอนนี้กระแสมวยปล้ำของน้ายังไม่ซบ เพราะน้ายังไปร่วมกับบริษัท เด็ค ซึ่งเป็นบริษัททำการ์ตูนร่วมกันซื้อลิขสิทธิ์เป็นปีที่ 2 ผลิตรายการเจ้าสังเวียน น้าติงรีเทิร์น แต่มีปัญหาคือไม่มีสปอนเซอร์ ทำให้เราขาดทุน แต่เรายังทำต่อโดยใช้เงินทุนส่วนตัวปีละเกือบ 1 ล้านบาท แต่รายการอื่นๆ ของน้าติงรอดแล้ว อย่างน้อยๆ 3 รายการอยู่ได้เพราะเพิ่งมีคนมาสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์ เพราะน้าติงไม่สนับสนุนเว็บการพนันเด็ดขาด ยอมขาดทุนไป 1 ปี เหตุที่ขาดทุนเพราะเราไม่รับเว็บพนันที่ให้เงินสูงมาก แต่น้าติงยังยึดมั่นต่อความมีคุณค่าทางใจของน้ากับเด็กๆ และคุณแม่ของแฟนคลับที่เขาชื่นชอบน้า

คุณป้าบางคนเป็นโรคซึมเศร้าแต่ชอบดูรายการมวยปล้ำที่น้าพากย์ ดูแล้วเขาหัวเราะ นี่แหละเป็นกำลังใจให้น้าติงบอกตัวเองว่า น้าจะพากย์มวยปล้ำไปจนตาย เพราะยังมีคนอยากดูน้าอยู่ แม้มีเว็บต่างๆ ที่อยู่กันได้เพราะเว็บพนันให้การสนับสนุนเกิน 80% น้าก็ไม่เอา จนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ที่ต้องการต้องปกป้องเด็กและเยาวชนเป็นพิเศษจากการพนันติดต่อขอเป็นสปอนเซอร์ 2 รายการ หงส์ผีสีเดียวกัน กับคุยอย่างกูรู น้าคิดว่าถ้าเราจะห้ามไม่ให้คนทำผิด เราอย่าไปห้ามในโรงเรียน ต้องไปห้ามให้ถูกทาง”

ผลิตรายการต้องมีจุดยืน อย่าทำตามใคร

ก่อนจะลงมือปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการจำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมคนเสพสื่อออนไลน์ให้ดี ซึ่งไม่เหมือนสื่อทีวีแน่นอน เพราะทำสื่อออนไลน์ก็มีเรื่องค่าใช้จ่ายเหมือนกัน เช่น เสื้อผ้าหน้าผม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง

อลงค์กร กล่าวว่า คุณภาพในสื่อหลักสำคัญในการผลิตรายการ เหมือนทำสื่อสิ่งพิมพ์ ต้องหาข้อมูลที่ถูกต้อง การตัดต่อรายการต้องได้คุณภาพ แต่ออนไลน์ไม่ใช่ สำหรับรูปแบบรายการก็ต้องคิดให้โดนใจ ครีเอทีฟต้องมานั่งคุยกันจะนำเสนอเรื่องอะไร จะให้คนมาคุยกับโอป้าโดยเลือกเป็นไอคอนหรือเหล่าคนดัง แล้วจะทำให้โอป้ากับแขกรับเชิญน้ำหนักสองคนจะอยู่ในทิศทางไหน

“ตั้งแต่เราทำรายการมา ปรากฏคนชอบดูโอป้าเป็นหลัก และต้องมีเกล็ดความรู้หรือมีทริปเพื่อเป็นประโยชน์ คุณแม่ก็พูดให้ความรู้ขำๆ ซึ่งเราก็มีสคริปต์เขียนให้คุณแม่ แต่คุณแม่จำได้บ้างไม่ได้บ้าง (ยิ้ม) คุณแม่ใช้ประสบการณ์ของท่านด้นสดๆ เลย ทุกอย่างที่ออกไปล้วนเป็นธรรมชาติของคุณแม่ทั้งนั้น คนดูโอป้า คนดูคือสถิติอายุ 25-50 ส่วนใหญ่คนทำออนไลน์จะไม่ได้คนกลุ่มนี้ ออนไลน์ส่วนใหญ่จับกลุ่มเด็กไปเลย ดังนั้น ภาษาที่ใช้จึงเป็นวัยรุ่น แต่ของเราไม่ใช่ คนที่โตหน่อย มีความรู้ ความคิด มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกนี่คือกลุ่มแฟนคลับของเรา ในอนาคตอยากลองในกลุ่มเจน z กับกลุ่มมิลเลนเนียมดู อยากศึกษาว่าเขาชอบอะไร ถ้าเราเข้าไปนั่งในใจคนกลุ่มนี้ได้จะดีมาก”

ด้าน อาจารย์สุวัฒน์ พอกลับมาทำทีวีใหม่ รูปแบบรายการ หรือรูปแบบการพากย์ของน้าต้องปรับเพื่อคนยุคใหม่หรือไม่ เขากล่าวว่า รูปแบบสไตล์การจัดรายการของน้าติง ไม่มีรูปแบบตายตัว และไม่เป็นทางการ เพราะน้าฉีกกฎความเป็นทางการมานานแล้ว คนฟังจึงรู้สึกสบายใจมาตั้งแต่ต้น

“น้ารู้ลิมิตทีวีกับการพากย์ในเว็บไซต์ ซึ่งมีไม่สุภาพ ทะลึ่งบ้าง เพราะถ้าไปป้อนความสุภาพในเว็บไซต์คนก็ไม่รับเลย เช่น สวัสดีครับ ต่อไปนี้จะพาผู้ชมอย่างนี้คนไม่รับชม แต่ถ้ามาเลยหลานๆ เราต้องจัดรายการให้เข้าถึงทุกเพศทุกวัย เป็นเรื่องจำเป็น ก่อนทำเว็บไซต์ดูยอดวิวคนอื่นสูงมากๆ บางเจ้าด่ากันรุนแรงหยาบคาย มีคำว่าแม่ง แต่น้าติงใช้แค่คำว่าโถ่เอ้ย น้าจะคุยแบบสนิทแต่ไม่หยาบคาย ทะลึ่งบ้าง แต่ไม่ได้รุนแรง บ้างรายการถามผู้หญิงหยาบคาย กลับมียอดวิวดี กลายเป็นเน็ตไอดอล แต่น้าโตพอจะแยกได้ว่าอะไรเหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ ลองวิเคราะห์อุปนิสัยเด็กรุ่นใหม่ บางส่วนเป็นเด็กมีปัญหา เรียกร้องความสนใจ ทั้งคนจัดและคนฟัง แต่น้าไม่หยาบ แต่ถ้าหยาบน้าก็รับไม่ได้ เราต้องมีจุดยืนบ้าง น้าติงจะสอนลูกชายว่า เว็บด่าคน น้าติงบอกลูกให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ไม่หยาบก็อยู่ได้ ไม่อย่างนั้นในอนาคตถ้าทุกรายการในเว็บไซต์ด่ากัน ไม่ให้เกียรติกันประเทศชาติก็เสื่อม แต่เรายังมีแพตเทิร์น มันต้องมีรูปแบบที่ดีงามบ้าง และเป็นแบบอย่างในสไตล์ของเรา เราพออยู่ได้ก็พอ ไม่ได้คิดเรื่องกำไรมากมาย

ปอลูกชายน้าก็จะมีสไตล์ของเขาซึ่งไม่เหมือนน้า นักพากย์ที่ดับเพราะเลียนแบบน้าติง เพราะเขาไม่ใช่น้าติง ถ้าคุณเป็นตัวของตัวเองก็สามารถสร้างคาแรกเตอร์แล้วดังในแบบของคุณได้”

พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล คู่นี้สุดภาคภูมิใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566139

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล คู่นี้สุดภาคภูมิใจ

เรื่อง ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

บริหารธุรกิจเก่งไม่แพ้คุณพ่อ “มะนาว” พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล ลูกสาวคนโตของ ทนง-ชมพูนุท ลี้อิสสระนุกูล เมื่อเดือนที่ผ่านมา สาวน้อยวัย 22 ปี คว้าปริญญาเป็นบัณฑิตป้ายแดง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ภาคอินเตอร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในวัยเรียน ความสำเร็จในอาชีพนักธุรกิจหญิงมาเร็วตั้งแต่อายุ 19 ปี พิสูจน์ฝีมือเป็นเจ้าของแบรนด์รองเท้าผู้หญิงยี่ห้อ ฟลินน์ (Flynn) เจ้าตัวภาคภูมิใจที่สุดกับการปลุกปั้นสร้างแบรนด์รองเท้าคุณภาพดี ขึ้นชื่อว่าใส่นุ่มสบายมาก สาวๆ ใส่แล้วติดใจขายดิบขายดีผ่านทางออนไลน์

เรื่องการสานต่อธุรกิจตระกูลลี้อิสสระนุกูล ซึ่งทำธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ชั้นแนวหน้าของไทยในนามของกลุ่มสิทธิผล สาวน้อยหน้าใส พรรษพร กล่าวว่า ธุรกิจของครอบครัวก็ย่อมต้องทั้งรัก ทั้งผูกพันแน่นอนอยู่แล้ว ลูกสาวคนโตมีหน้าที่รับช่วงสานต่องานบริหารเป็นรุ่นที่ 4 รับไม้จากคุณพ่อทนง แต่สำหรับธุรกิจส่วนตัวขายรองเท้าแฟชั่น วันนี้คุณพ่อทนงอนุญาตเปิดไฟเขียวให้ลูกสาวลุยทำได้เต็มที่

เริ่มต้นทำเล่นๆ สนุกๆ

การแข่งขันทางการตลาดออนไลน์ นาทีนี้ต้องบอกว่าดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ ใครดีใครอยู่ พรรษพร เริ่มสร้างแบรนด์โดยสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับกลุ่มเป้าหมาย รองเท้าฟลินน์ จึงค่อยๆ เติบโตเกิดทันทีตั้งแต่ขวบปีแรกเลยทีเดียว

“สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเราโตเร็ว เพราะเราเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่นค่ะ ซึ่งเมื่อ 3-4 ปีก่อน ไม่ค่อยมีใครทำรองเท้าแบรนด์ไทยขายทางออนไลน์ แล้วพฤติกรรมคนซื้อรองเท้าช่วงปีนั้น ก็อยากใส่อยากลองที่ร้านกันนะคะ

มะนาวชอบรองเท้า มีสะสมเป็นร้อยคู่ ก็เลยอยากทำรองเท้าสไตล์ที่ตัวเองชอบ คือไม่แฟชั่นจ๋าจนเกินไป แต่มีความทันสมัย และใส่ได้ในหลายๆ โอกาส อย่างเช่นคู่แรกที่ออกแบบเป็นแตะใช้วัสดุคุณภาพดี พื้นรองเท้านุ่มที่มีศัพท์ในการผลิตเรียกว่าพื้นคิว-Q ดูโฉบเฉี่ยวกับการประดับพลาสติกสีทองแวววาว คู่นี้ใส่ไปทะเลก็ได้ หรือใส่ไปมหาวิทยาลัยก็ได้ เพื่อนๆ ที่จุฬาฯ ใส่กันเยอะเลยค่ะ รองเท้าแตะใส่ไปเรียนได้นะคะ (หัวเราะ) เพราะการดีไซน์ให้เป็นรองเท้าแฟชั่นมีความหรู ใส่แล้วไม่ดูลำลองเกินไปค่ะ

รองเท้าคู่นี้โดนก๊อบปี้เยอะมาก ทั้งทำเลียนแบบขายทางออนไลน์เหมือนกัน และขายตามตลาดนัดทั่วไป มะนาวเดินไปจับดู โมโหมากเลย แบบเหมือนกันเปี๊ยบไม่มีผิดเพี้ยน แต่วัสดุต่างกันลิบลับเลยค่ะ ของก๊อบคู่ละ 199 บาท แต่ใช้พลาสติกราคาถูก พื้นรองเท้าก็แข็ง รองเท้าแตะมี 3 คอลเลกชั่น ก็โดนลอกเลียนแบบทุกๆ รุ่นเลยค่ะ ซึ่งตอนแรกก็โกรธ ท้อใจมาก แต่ก็กลับเป็นเรื่องที่ทำให้มะนาวอยากสร้างคุณภาพรองเท้าของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

เริ่มตกผลึกคิดว่าคนขโมยไอเดีย ทำได้ก็ทำไปเลย แต่เรื่องคุณภาพไม่มีทางทำดีเท่าเราแน่นอนค่ะ ปรึกษาคุณพ่อ ท่านก็บอกว่าเรื่องกฎหมายจะเอาอย่างไรก็ว่ามา ถ้าฟ้องร้องพ่อก็จัดทีมกฎหมายให้ แต่มะนาวสรุปแล้วค่ะ ไม่สนใจ คุณภาพที่ดีจะทำให้แบรนด์เราสตรอง”

พรรษพร กล่าวว่า ธุรกิจที่เริ่มต้นสนุกๆ ชิลๆ วันนี้จริงจังขึ้นเรื่อยๆ การทำแบรนด์ด้วยความจริงใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าของแบรนด์สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าสาวๆ ด้วยตัวเอง จึงได้รู้สิ่งที่สาวๆ ชอบ และไม่ชอบ นับเป็นการสร้างบุคลิกของรองเท้าฟลินน์ได้ชัดเจนอีกด้วย

“คนกลุ่มใหญ่ที่ซื้อรองเท้าของเราคือรายเดิมๆ เลยค่ะ ติดใจก็ซื้อเพิ่มๆ อีกหลายคู่ ออกมากี่คอลเลกชั่นก็ตามสนับสนุน ลูกค้ากลุ่มนี้เหนียวแน่น ลูกค้ารายใหม่ก็เข้ามาเรื่อยๆ จากปีแรกออกแบบรองเท้า 1 คอลเลกชั่น ปีที่ 2 ก็ต้องเพิ่มรุ่นขึ้นเป็น 2 คอลเลกชั่น และปีนี้ก็เพิ่มจากรองเท้าแตะเป็นรองเท้าส้นสูง เพราะต้องการขยายฐานลูกค้าจากหญิงสาววัยเรียน ให้ได้ลูกค้าเป็นหญิงสาววัยทำงานที่มีกำลังจ่ายมากกว่าด้วยค่ะ ปีนี้จึงเป็นปีของการผลิตส้นสูง ซึ่งทันทีที่วางขาย ก็ขายดีมากๆ เพราะเป็นส้นสูงที่มะนาวการันตีเลยค่ะ ใส่แล้วไม่เมื่อยเลย หนังนุ่ม แล้วกว่าจะได้ความนุ่มในระดับใส่สบายทั้งวัน ก็ต้องผ่านการทดลองใช้วัสดุหลายๆ แบบ

รองเท้าส้นสูงที่ใส่แล้วไม่เมื่อยขา ไม่เจ็บเท้า คือส้นสูง 3.7 นิ้ว รองเท้าฟลินน์หัวแหลมส้นสูง 4 นิ้ว สูงมากแต่ไม่เมื่อยค่ะ ใส่ไปออกงานกลางคืนได้สวยๆ สบายๆ คอนเฟิร์มค่ะ กว่าวัสดุจะลงตัว แก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วความลับก็คือใช้ผ้าที่ทำชุดว่ายน้ำ (หัวเราะ) ใช้เป็นวัสดุรองพื้นแทนฟองน้ำค่ะ มะนาวลองใช้วัสดุหลายๆ แบบ ก็ยังใส่แล้วเจ็บ พอดีมีชุดว่ายน้ำเก่าๆ ก็ลองตัดใช้ทดลองดู ปรากฏว่าเวิร์กมาก จึงเลือกใช้ผ้าประเภทนี้

ธุรกิจพัฒนาขึ้นอีก 1 เรื่อง คือ นอกจากขายออนไลน์ ก็มีวางขายที่ร้านเอสโอเอส สยามสแควร์ซอย 6 และห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล จ.เชียงใหม่ พอบอกคุณพ่อก็เฮ ดีใจ (บอกพร้อมรอยยิ้มปลื้มสุดๆ) ก้าวต่อไปคือประเทศสิงคโปร์ค่ะ โดยวางขายในร้านมัลติแบรนด์ ซึ่งมะนาวกำลังพิจารณาเลือกร้านค้าประเภทนี้ค่ะ ว่าร้านสไตล์ไหนเหมาะกับสินค้าของเรา”

การสื่อสารเรื่องภาพลักษณ์แบรนด์นั้น พรรษพร ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ และเจ้าของก็คือตัวแทนแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุด

“ตอนนี้เรียนจบก็ทำแต่ธุรกิจรองเท้าเลยค่ะ ตั้งใจมาก มะนาวคุยกับลูกค้าทุกคนค่ะ เราชอบรองเท้ามากๆ ก็เลยมีเรื่องคุยเยอะค่ะ เช่น รองเท้าสีเบสิกที่ควรมีไว้ หยิบมาใส่ได้ทุกๆ กาลเทศะ คือ สีขาว ดำ เขียวขี้ม้า เขียวมัทฉะ สาวๆ ซื้อไว้เลยค่ะสีโทนพื้นๆ เหล่านี้ เราเลือกใส่แมตช์กับเสื้อผ้าได้ทุกสไตล์ ส่วนสีสันแฟชั่นที่ดูแบ๊วๆ สไตล์เกาหลี ก็ต้องมีสีแดง เหลือง แต่ด้วยหลักการออกแบบที่ไม่ใช้แค่วัตถุประสงค์เดียว รองเท้าเดลี่ยูส เลือกใส่ไปทำงานออฟฟิศก็ได้ ใส่ไปออกงานกลางคืน ใส่ไปปาร์ตี้ก็ได้ด้วยค่ะ จึงทำให้รองเท้าฟลินน์ใส่ง่าย ขายง่ายค่ะ”

ธุรกิจเติบโตไม่หยุดยั้ง

แน่นอนว่าแบรนด์โด่งดัง และกลายเป็นที่รู้จักในโลกดิจิทัลได้แบบนี้ ธุรกิจต้องมีทีเด็ดเฉพาะตัวที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ผลักดันให้การตลาดออนไลน์เติบโตมัดใจลูกค้าหญิงสาวได้อยู่หมัด ติดหนึบ สร้างยอดขาย และสร้างลูกค้ากลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ในที่สุด

“แน่นอนค่ะว่ายุคนี้ต้องใช้ Influence ที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ฟลินน์ใช้ทั้งดารา ทั้งวัยรุ่นดังๆ มีคนติดตามจำนวนมากในอินสตาแกรม แต่มะนาวไม่ได้ให้ค่าจ้างนะคะ เพราะคิดว่าราคา 1.5 หมื่นบาทต่อการโพสต์ 1 ครั้ง ไม่คุ้มค่าเลยค่ะ ไม่ได้เขี้ยว (หัวเราะ) แต่ผลตอบรับกลับมาแล้วไม่ได้ดีตูมตาม ถ้าเขาใส่รองเท้าเราโดยที่ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ปลื้ม ใส่เพราะได้เงินค่าจ้างโพสต์ต่อครั้ง ก็รีวิวไปธรรมดาๆ ผลลัพธ์ก็ไม่มีทางดีแน่ๆ ค่ะ มะนาวจะส่งรองเท้าให้ใส่สำหรับคนที่รัก ชอบรองเท้าของเราแท้จริง

กลยุทธ์หลักเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ Re-purchasing โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าการตลาดสักบาทเดียวก็เป็นไปได้ค่ะ มะนาวคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีบุคลิกเหมาะกับรองเท้าของเรา รุ่นแรกเป็นรองเท้าแตะแฟชั่น ใส่ไปเรียนได้ ก็เริ่มต้นที่จุฬาฯ ก่อนเลยค่ะ แล้วขยายไปธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เอแบค และขยายไปต่างจังหวัดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”

ปีนี้วางแผนผลิตรองเท้าแต่งงานให้เช่า พรรษพร บอกพลางหัวเราะสดใส ไม่คิดว่าธุรกิจจะก้าวมาไกลได้ขนาดนี้ จากเงินลงทุนก้อนแรก 1 หมื่นบาทเท่านั้น ทำเล่นๆ ทำสนุกๆ จนวันนี้มูลค่าธุรกิจมีเงินหมุนเวียนราว 4 ล้านบาท

“1 หมื่นบาทขอคุณแม่มาด้วยค่ะ แล้วมะนาวก็ไม่เคยขอสตางค์คุณแม่อีกเลยนะคะ หุ้นกับเพื่อนอีก 1 คน ผลิตรองเท้าออกมารุ่นแรก 100 คู่ กลยุทธ์แปลกๆ ที่มะนาวคิดเองค่ะ (หัวเราะ) ซึ่ง 100 คู่นี้ก็จะขายได้หมดภายใน 1 วัน แล้วทำให้เรารู้ด้วยค่ะว่าไซส์รองเท้าที่ขายดีที่สุดคือขนาดใด ตัดปัญหาเรื่องการจัดเก็บหรือสต๊อกสินค้าได้ด้วย ลดความยุ่งยากของธุรกิจรองเท้าคือมีไซส์เยอะ คือตั้งแต่ 35-41 นิ้ว เสื้อผ้าง่ายกว่าค่ะ ที่มีแค่ไซส์เอส เอ็ม แอล

การผลิตครั้งละ 100 คู่ และทุกครั้งที่คอลเลกชั่นใหม่ออกมาก็จะขายหมดใน 1 วัน จึงทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าในแต่ละแบบ ไซส์ใดขายดีที่สุด เราก็ผลิตคู่นั้นออกมาให้มากที่สุด

นิสัยการทำงานคือเป็นคนใจร้อน แล้วก็กล้าคิดกล้าทำอะไรประหลาดๆ แบบนี้ (หัวเราะ) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกับหุ้นส่วนเลยค่ะ เราสองคนนิสัยแตกต่างกันมาก เพื่อนมีสไตล์ทำงานจุกจิก ลงรายละเอียด ต้องมั่นใจว่าดีแล้วจึงทำ แต่มะนาวคิดไวทำไว จนบางครั้งเพื่อนก็ต้องช่วยดึงสติเรากลับมาบ้างนะคะ”

พรรษพร บอกทิ้งท้ายถึงความสุขกับธุรกิจที่รัก ไม่ใช่การเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น แต่สุขที่สุดคือการได้เห็นคนใส่รองเท้าฟลินน์สวยๆ เก๋ๆ คือการได้เห็นหญิงสาวเดินก้าวฉับๆ สวยมั่นใจบนบีทีเอส เรื่องนี้คือที่สุดของความปลาบปลื้ม สุขกับการสร้างสรรค์รองเท้าแบรนด์ไทยให้รับความนิยมบนโลกออนไลน์

ทุนมนุษย์ กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566137

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

ทุนมนุษย์ กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง

เรื่อง วรธาร ภาพ รอยเตอร์ส

ในการทำงานเคยสงสัยไหมว่าคนที่มีอายุงานเท่าๆ กัน หรือใกล้เคียงกัน ทำไมบางคนประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้เลื่อนยศตำแหน่ง และได้รับโอกาสดีๆ จากหัวหน้า ผู้บังคับบัญชา หรือผู้บริหาร ตรงข้ามกับบางคนที่ย่ำอยู่กับที่ ล้มเหลว ล้มลุกคลุกคลาน หรือชีวิตติดลบตลอด

ดร.ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์ วิทยากร นักเขียนและที่ปรึกษาอิสระ กล่าวว่า ถ้ารู้จักทุนมนุษย์แล้วเพิ่มทุนด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเอง ทุกคนจะหายจากความสงสัยทันที

ดร.ทองพันชั่ง กล่าวถึงทุนมนุษย์ว่า มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัย อดัม สมิธ (Adam Smith) บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า ทักษะของมนุษย์เปรียบเสมือนเครื่องจักร ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ส่วนหนึ่ง และทักษะดังกล่าวก่อให้เกิดผลได้ในรูปของกำไร จากนั้นก็มีปราชญ์หลายต่อหลายคนได้ให้นิยามอื่นๆ มาเรื่อยๆ ตามการพัฒนาของโลกและการบริหารทรัพยากรมนุษย์จนในปัจจุบัน

“ผมขอยกนิยามทุนมนุษย์ที่เขียนโดย รศ.ดร.จีระ ประทีป รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในหนังสือเอกสารการสอน ชุดวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บทที่ 2 หน้า 2-7 ไว้น่าสนใจว่า ทุนมนุษย์ (Human Capital) หมายถึง ความรู้ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ และสุขภาพพลานามัยที่ได้สร้างพัฒนาและสั่งสมไว้ในตัวมนุษย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปเพื่อเพิ่มผลผลิตขององค์การและการพัฒนาประเทศ”

ดร.ทองพันชั่ง ได้อธิบายขยายความว่า คนเราทุกคนมีค่า (Value) และก็ต้องเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับตัวเองด้วยการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น อ่านหนังสือหรือบทความต่างๆ เข้ารับการอบรม สัมมนา สนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และฝึกฝนทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อตังเองและองค์การ รวมไปถึงประเทศชาติ

“เพื่อให้เห็นภาพ ผมอยากให้เปรียบเทียบกันดูระหว่าง บุญสร้าง บุญเสริม และบุญส่ง ทั้ง 3 คนเข้างานวันเดียวกัน สิ่งที่ทั้ง 3 คนเหมือนกัน คือ เรียนจบปริญญาตรีสาขาเดียวกัน เกรดเฉลี่ยสูงพอๆ กัน ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่การใช้ชีวิตต่างกัน ดังนี้

บุญส่ง – ทำงานไปวันๆ ไม่ตั้งใจทำงาน หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน เสนอแนวทางในการปรับปรุงอะไร แกไม่เอาด้วย แถมคอยค้านตลอด เพราะไม่อยากทำงานเพิ่ม ในหัวของเขาคิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งวันหยุดยาวยิ่งใจจดใจจ่อ และเตรียมวางแผนที่จะลาล่วงหน้าเพื่อที่จะไปเที่ยว ไปตกปลา และดื่มเหล้า

บุญเสริม – ทำงานตามมาตรฐาน ไม่ผิดพลาด ตรงตามความต้องการของหัวหน้า ไม่เสนอแนวคิดอะไรใหม่ๆ แต่ถ้าใครเสนออะไรมาก็ไม่ขัด ทำตามได้ดี

บุญสร้าง – ทำงานสูงกว่ามาตรฐาน ขยันอ่านหนังสือ มักจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว โดยจะเข้าร่วมอบรม สัมมนาตลอด ควักกระเป๋าตัวเองก็ไม่ว่า ขอให้ได้เรียนรู้ วันหยุดก็ไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และยังเป็นผู้ที่มักจะเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหา หรือปรับปรุงงานตลอด”

ดร.ทองพันชั่ง กล่าวว่า คงไม่ต้องเฉลยก็เชื่อว่าผู้อ่านรู้ว่าใครจะเติบโตและก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ยศตำแหน่งได้มากกว่ากันจริงไหม ถ้าอย่างนั้นอยากให้ทุกคนลองทบทวนตัวเองว่า ตอนนี้เราเหมือนกับใครในสามคนนี้ “บุญส่ง” “บุญเสริม” หรือ “บุญสร้าง”

“ถ้ารู้ตัวแล้วยังไม่สาย รีบเพิ่มทุนมนุษย์ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเราเองเสียแต่วันนี้ และขอฝากคมคิดสะกิดใจว่า คนจะมีมูลค่า ถ้ารู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง และคนจะไร้คุณค่า ถ้าเราทำลายคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเราเอง”

ฟิตให้สุด กับคลาส ฮุค & บูม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566138

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

ฟิตให้สุด กับคลาส ฮุค & บูม

เรื่อง ภาดนุ

เปิดตัวไปแล้วสำหรับฟิตเนสคลับสุดล้ำล่าสุดจากฟิตเนสเฟิรส์ท ที่เรียกได้ว่าเป็นฟิตเนสคลับยุค 4.0. ของจริง นั่นก็คือ “คลับ โซน เซ็นทรัลเวิลด์” ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ The First Advanced Heart Rate Based Training Center แห่งแรกในประเทศไทยและที่แรกของโลก ที่จะเปลี่ยนการออกกำลังกายของคุณให้สนุกยิ่งขึ้น เปี่ยมประสิทธิภาพ และได้ผลตรงเป้าหมายมากขึ้น

ด้วยการนำเทคโนโลยีด้านการวัดอัตราการเต้นของหัวใจมาใช้ในคลับแห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ โดยผู้ที่ออกกำลังกายในคลับแห่งนี้จะต้องสวม F Zone Belt เพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะออกกำลังกาย เพื่อที่ครูฝึกจะได้ทราบอัตราการเต้นของหัวใจของแต่ละคน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมและวางเป้าหมายของการออกกำลังกายให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากความล้ำของเทคโนโลยีต่างๆ ที่จัดเต็มมาไว้ในคลับแห่งนี้แล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือคลาสออกกำลังกายใหม่ๆ ครั้งนี้เราขอนำเสนอคลาสฮุค (Hook) และคลาสบูม (Boom) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคลาสที่ถูกออกแบบมาเอาใจคนที่ชอบการต่อยมวยและต้องการเน้นการเผาผลาญแคลอรีโดยเฉพาะ

คลาสฮุคและคลาสบูม เป็นคลาสที่ใช้เวลาทั้งสิ้น 45 นาที โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงการออกกำลังกาย คือ

– ช่วงที่ 1 การ Warm Up โดยครูฝึกจะให้ผู้เล่นได้วอร์มร่างกายด้วยท่าออกกำลังกายต่างๆ ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย อาทิ ท่าสควอช เป็นต้น

– ช่วงที่ 2 การเข้าสู่คลาสฮุคและคลาสบูม โดยจะเน้นการใช้อุปกรณ์หลักของคลาสนี้ซึ่งมีอยู่ 3 อุปกรณ์ ได้แก่ Heavy Bag หรือกระสอบทราย Aqua Bag หรือถุงน้ำสำหรับใช้ต่อย และ Combo Hitter หรือแป้นต่อยติดผนัง โดยอุปกรณ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ได้รับการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะกับการออกกำลังกายด้วยท่ามวยต่างๆ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ ช่วยลดแรงกระแทก ลดการบาดเจ็บของเอ็นและกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี

ในช่วงที่ 2 นี้จะเน้นการนำท่ามวยพื้นฐานทั้ง 6 ท่า ที่เน้นการบริหารร่างกายช่วงบน ได้แก่ แขน ไหล่ หลัง ช่วงอก และหน้าท้อง โดยทั้ง 6 ท่าประกอบไปด้วย หมัดแย็บ หมัดครอส หมัดฮุคซ้าย-ฮุคขวา และหมัดอัพเปอร์คัตซ้ายและขวา

– ช่วงที่ 3 การ Cool Down จะเน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลมหายใจจากการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงที่ 2 นั่นเอง

แม้ว่าทั้งคลาสฮุคและบูมจะมีความใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วทั้งสองคลาสมีความแตกต่างกันตรงที่คลาสฮุคจะเน้นฝึกความเป็นนักสู้ เน้นเตะต่อยเฉพาะข้างที่ถนัดโดยเฉพาะ พูดง่ายๆ ว่าเน้นพัฒนาให้สามารถทำได้เร็วและแรงขึ้น ในขณะที่คลาสบูมจะเป็น Circuit Training ที่เน้นให้ผู้ออกกำลังกายได้ฝึกต่อยทั้งซ้ายและขวา โดยทั้งสองคลาสจะฝึกไปกับจังหวะดนตรีเพื่อเพิ่มความสนุกสนานด้วย และผู้เล่นทุกคนจะต้องสวม F Zone Belt เพื่อให้ครูฝึกสามารถดูได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจของผู้เล่นอยู่ในโซนที่เหมาะสมหรือไม่

ประโยชน์ของคลาสฮุคและบูมก็คือ ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อหัวใจ ระบบสูบฉีดและการไหลเวียนของโลหิตให้ดียิ่งขึ้น สร้างการเบิร์นหรือเผาผลาญแคลอรีที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายที่อยากท้าทายตัวเองไปอีกขั้นหนึ่ง