เสียเลือดได้ดี 1 คนให้ พลิกชีวิต 3 คนรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566136

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

เสียเลือดได้ดี 1 คนให้ พลิกชีวิต 3 คนรับ

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ช่วงนี้ใครอยากทำกุศลเป็นผู้ให้ รู้หรือไม่…?!! การบริจาคโลหิต 1 ครั้ง ได้เลือด 1 ถุง เราเสียสละเวลาแค่ 20 กว่านาที สามารถช่วยผู้ป่วยที่ต้องการเลือดได้ถึง 3 ชีวิต โดยเลือดถุงเดียวสามารถนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อใช้ตรงตามอาการของผู้ป่วยได้

ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้รับมอบงานจากรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2508 ให้มีหน้าที่หลักในการจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงสุดจากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ จะต้องมีโลหิตสำรองคงคลังสำหรับผู้ป่วยอย่างน้อย 3,000 ยูนิต/วัน เนื่องจากทุกๆ วันในโรงพยาบาลต่างๆ ยังมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก

ขณะที่เราจินตนาการกันว่าคนต้องการใช้เลือด ต้องประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินเสียเลือดโทรมกาย เจ็บหนักๆ แรงๆ ถ้าไม่โชคร้ายจนเกินไป ก็เกิด (กับเรา หรือคนรอบข้าง) ยาก

หากวันนี้มีข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยโรคเลือด โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ฯลฯ ที่ต้องได้รับโลหิตในการรักษาต่อเนื่อง รวมทั้ง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เลือดออกในกระเพาะอาหาร คลอดบุตร ผ่าตัด และอุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งต้องมีการใช้โลหิตในการรักษาเป็นจำนวนมาก

ขณะที่การบริจาคโลหิตยังขาดความไม่สม่ำเสมอ บางเดือนได้โลหิตเกินเป้าหมาย บางเดือนได้โลหิตไม่ถึงเป้าหมาย จึงต้องรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตมาบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเป็นประจำสม่ำเสมอเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปริมาณต้องการใช้มีตลอดเวลา ซึ่งข้อมูลนี้ก็น่าจะทำให้เราอยากอนุเคราะห์ช่วยเหลือกันและกันมากยิ่งขึ้น

บริจาคได้ตลอด 365 วัน

ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย มีการจัดโครงการณรงค์จัดหาโลหิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อสำรองโลหิตคงคลังให้เพียงพอแก่ผู้ป่วย และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศ

รวมทั้งเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายๆ วัน

ช่วงปีนี้ สภากาชาดไทยเปิดรับบริจาคโลหิตในโครงการ “จิตอาสา บริจาคโลหิต ด้วยหัวใจ หนึ่งคนให้ สามคนรับ” รายละเอียดโครงการนี้ น.ท.หญิง พญ.อุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย อธิบายว่า เป็นการน้อมนำแนวคิดและร่วมสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นโครงการแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ในชุมชนให้มีสภาพที่ดีขึ้น

หลังจากดำเนินการโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นช่วงแรกแล้ว จะขยายผลการดำเนินการโครงการนี้ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

โครงการนี้ชวนคนไทยเสียสละเพื่อส่วนรวม ส่งเสริมการบริจาคโลหิตโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำให้การจัดหาโลหิตมีความเพียงพอ มีความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ

“ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย รณรงค์ให้มีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอค่ะ เพื่อให้มีปริมาณโลหิตเพียงพอแก่ผู้ป่วย จึงขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ และหน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิตทุกแห่ง

ในส่วนภูมิภาค บริจาคได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ได้แก่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จ.ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา ภูเก็ต และงานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จ.ประจวบคีรีขันธ์ สอบถามได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 02-256-4300, 02-263-9600-99 ต่อ 1101”

คุณหมออุบลวัณณ์ กล่าวว่า ยกเว้นวันที่ 1 ม.ค.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันหยุดทำการประจำปีเท่านั้น แต่ก็มีการจัดโครงการเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้ร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีวันหยุด มีเอกชนหลายๆ แห่งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมโลหิตส่งต่อให้สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เชิญชวนคนบริจาคโลหิตทุกๆ 3 เดือนอย่างสม่ำเสมอ กับโครงการ “M Heart สายโลหิต สายใจ” มีห้องสำหรับบริจาคสะดวกสบาย ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ บริเวณชั้น 3เอ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บริเวณชั้น 1 เดอะมอลล์ บางแค บริเวณชั้นพี ล็อบบี้ 5 และเดอะมอลล์ นครราชสีมา บริเวณชั้น 2 เปิดบริการรับบริจาคโลหิตทุกวัน ตั้งแต่เที่ยงตรง-18.00 น. สอบถามโทร. 02-310-1635 ที่นี่เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุดตลอดทั้งปีนี้

“บริจาคเกิน 100 ครั้ง” ทำดี ทำไม่ยาก

บริจาคโลหิตดีอย่างไร? คำตอบนี้ กิตต์รวี บุญรอด วัย 65 ปี พนักงานวัยเกษียณการบินไทย ผู้บริจาคเลือดไปแล้ว 150 ครั้ง ทำความดีด้วยความศรัทธาและความภาคภูมิใจ โชว์เข็มที่ระลึกเหรียญกาชาดสมนาคุณ ด้วยรอยยิ้มสดชื่น ผิวพรรณสวยสดใส บอกว่าแรงบันดาลใจของการบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ไม่เพียงแค่ได้ทำกุศล มีความสุขได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยเท่านั้น แต่ก่อนไปบริจาค การได้เช็กตรวจหาน้ำตาล ไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ ไขมันชนิดดี และการทำงานของตับที่มาตามวัยทุกๆ ครั้ง ก็ได้เช็กสุขภาพตัวเองไปในตัวด้วย

นพ.ธนภพ บำเพ็ญเกียรติกุล แพทย์ประจำบ้านต่อยอดฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณหมอหนุ่มวัย 36 ปี ทำยอดบริจาค 129 ครั้ง ฐานะที่คุณหมอเป็นทั้งผู้สั่งใช้โลหิต และเป็นผู้ให้โลหิต กล่าวย้ำว่า การบริจาคเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตมาก เพราะยังไม่มีสารสังเคราะห์ใช้แทนเลือดได้ การบริจาคจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซื้อขายเลือดไม่ได้ เพราะผิดต่อจริยธรรมซึ่งอาจก่อปัญหาต่างๆ ตามมา

ทั้งคู่บริจาคตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น อายุ 17 ปี ด้วยเหตุผลเดียวกัน นี่คือวิธีการบำบุญที่ง่ายดายที่สุด

กิตต์รวี ดำรงตำแหน่งประธานชมรมผู้บริจาคโลหิต 100 ครั้ง ซึ่งมีสมาชิกชมรมกว่า 1,000 คน บอกว่ายังอยากได้สมาชิกมาร่วมชมรมให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เป้าหมาย ในการจัดหาโลหิตบริจาคที่ได้มาด้วยความสมัครใจ และเต็มใจ ให้มีทั้งปริมาณและคุณภาพมากขึ้น

“ดิฉันบริจาคตั้งแต่เป็นนักเรียน อายุ 17 ปีเราไม่มีเงินต้องขอพ่อแม่ วิธีทำบุญโดยไม่เสียสตางค์ เราทำได้ไม่ยากค่ะ นั่งรถเมล์จากบ้านบางนา มาบริจาคเลือดที่ถนนอังรีดูนังต์ กลุ่มเป้าหมายในการจัดหาโลหิต มีจำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเยาวชนเริ่มต้นการเป็นผู้บริจาคโลหิต โดยถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มที่ 2 ประชาชนทั่วไป รักษาสุขภาพ เพื่อให้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน และขยายฐานการบริจาคโลหิต กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีบริจาคได้จนถึง 70 ปี ดิฉันก็เหลือเวลาอีก 5 ปีที่จะบริจาคได้ ก็อยากให้เต็มที่มาทุก 3 เดือนไม่มีขาดค่ะ”

การจัดหาโลหิตให้เพียงพอจ่ายให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศนั้น จำเป็นต้องอาศัยผู้มีจิตศรัทธา เข้ามาบริจาคต่อเนื่อง โดยสามารถบริจาคโลหิตได้เป็นประจำทุก 3 เดือน คุณหมอธนภพคือผู้บริจาคสม่ำเสมอ และในครั้งที่ 35 ก็เริ่มหันมาบริจาคส่วนประกอบโลหิต คือ พลาสมา หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือการบริจาคน้ำเหลือง ที่ทำให้บริจาคได้ถี่ยิ่งขึ้น ทุก 2 สัปดาห์ก็มาเจาะเลือดบริจาคได้แล้ว

“ผมอยากบริจาคให้มากครั้งที่สุดครับ พลาสมาทำได้ปีละ 24 ครั้ง เราเป็นผู้ชายทำได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะคุณสมบัติผู้บริจาคพลาสมาผู้ชายน้ำหนัก 50 กก.ขึ้นไป ผู้หญิง 60 กก.ขึ้นไป ผู้หญิงส่วนใหญ่น้ำหนักไม่ถึงที่จะบริจาคได้ และผู้ชายเลือดเข้มข้นกว่าผู้หญิงในวัยมีประจำเดือนด้วย การบริจาคพลาสมารู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้น ไม่เพลีย ตัวไม่ซีดทันทีแบบบริจาคธรรมดา ผมแข่งวิ่งมาราธอนก็ยังเล่นกีฬาได้ปกติครับ”

คุณหมอธนภพ อธิบายว่า การบริจาคโลหิต 1 ครั้ง สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างน้อย 3 ชีวิต โลหิต 1 ถุง นำไปแยกเป็นส่วนประกอบโลหิตได้ 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา นำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ตรงตามอาการได้ประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เม็ดเลือดแดง รักษาผู้ป่วยเฉียบพลันอุบัติเหตุ ผ่าตัดใหญ่ เกล็ดเลือดรักษาไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว พลาสมารักษาผู้ป่วยช็อกการขาดน้ำ แผลไฟไหม้ และอีกหลายโรค

โลหิตคือปัจจัย 4 ในการรักษาโรค ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต ซึ่งมีนโยบายหลักว่า “โลหิตทุกยูนิต ต้องได้รับจากการบริจาคโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”

กิตต์รวี บอกทิ้งท้ายว่า ได้ศึกษาข้อมูลเลือดจะขับออกมาเป็นเหงื่อ เป็นของเสียอยู่แล้ว การบริจาคคือการนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุด

“ดิฉันไม่เคยเจ็บป่วยเลย ชีวิตนี้เคยป่วยหนักๆ ปอดบวมเพียง 1 ครั้งค่ะ ดิฉันอธิษฐานค่ะว่า คนใช้เลือดเราบริจาค ให้เขารอดชีวิต ให้สุขภาพแข็งแรง แล้วขอให้เขาเป็นคนดีเพราะคนใช้เลือดของเรา ก็อาจเป็นโจรผู้ร้ายที่ถูกตำรวจยิงบาดเจ็บ ด้วยมนุษยธรรมก็ต้องรักษาให้รอด ถ้าเขารอดก็ขอให้เขากลับตัวเป็นคนดี และดิฉันยึดสิ่งนี้เพื่ออนุเคราะห์กันและกัน ให้สังคมสงบสุขอีกวิธีค่ะ”

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ให้ข้อมูลมีเป้าหมายการจัดหาโลหิต 2,046,000 ยูนิต/ปี โดยในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องจัดหาโลหิตให้ได้อย่างน้อย 6.96 แสนยูนิต/ปี หรือคิดเป็นวันละ 1,600-2,000 ยูนิต

อีก 1.35 ล้านยูนิต เป็นการจัดหาโลหิตในส่วนของภูมิภาค มีสาขาบริการโลหิต 6 แห่ง ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และโรงพยาบาลตำรวจ

ในส่วนภูมิภาคมีภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 13 แห่ง 1 งานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ และสาขาบริการโลหิต จำนวน 166 แห่งทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยมีเหล่ากาชาดจังหวัดทำหน้าที่ประสานการจัดหาโลหิตให้เพียงพอในแต่ละจังหวัด

เปิดรับบริจาคโลหิตได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนก็บริจาคได้ ถ้าเรามีใจเป็นผู้ให้ ไปกันเลยทั่วประเทศ

อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ แซะความซับซ้อนของจิตมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566023

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 11:02 น.

อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ แซะความซับซ้อนของจิตมนุษย์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพราะการตั้งคำถามถึงความซับซ้อนของจิตและเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ทำให้นักเขียนวัย 38 ปี อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ พยายามหาคำตอบผ่านนวนิยายเรื่อง อีกไม่นานเราจะสูญหาย งานเขียนลำดับที่ 3 ที่เธอยอมรับว่าหนักที่สุดและเป็นตัวเองมากที่สุด ซึ่งล่าสุดได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายชิงรางวัลซีไรต์ สมฐานะหนังสือเล่มบาง แต่ทรงพลังถึงจิตวิญญาณ

“เราเป็นคนชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ ชอบเรื่องลี้ลับ ชอบเรื่องที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเป็นคนที่ชอบวิเคราะห์จิตของมนุษย์ทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง เพราะเราอยากหาวิธีจัดการกับมันในสภาวะอารมณ์ต่างๆ” อ้อมแก้ว กล่าวถึงความสนใจส่วนตัวที่ใช้เป็นแก่นเรื่องของเล่มนี้

“ตัวละครเอกจะแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนภายในจิตใจตัวเอง ซึ่งค่อยๆ ถูกความคิด ความลึกลับ และความมืดเข้าไปกัดเซาะจากภายในจนกลายเป็นความวิกลจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเจอสภาวะนั้นได้ และสุดท้ายจะนำไปสู่ปมที่ว่า ไม่ว่าอย่างไรทุกชีวิตต้องล้มหายตายจาก ต้องลาจาก หรือเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิดจนทำให้ต้องหายไป ส่วนการคลายปมนั้นผู้อ่านจะสามารถตีความเองได้ว่า มันหายไปจริงๆ หรือเป็นแค่อุปมาอุปไมย จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หรือมันสิ้นสุดแล้วอย่างนั้น”

นอกจากนี้ อีกไม่นานเราจะสูญหายยังกัดจิกระบบทุนนิยม การโกง การอยากมีตัวตนในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเขียนต้องการพูดถึงสังคมในปัจจุบัน โดยนำเสนอให้เห็นว่าอาการทางจิตเภทของตัวละคร คืออีกด้านที่ทุนนิยมกดทับไว้ และการแตกสลายภายในจิตใจของตัวละครเป็นผลกระทบจากการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า แม้แต่เรื่องเล่าที่ผิดศีลธรรมก็สามารถเป็นสินค้ามีราคา ในขณะเดียวกันเธอยังวิพากษ์บทบาทของศิลปะที่สามารถอำพรางความจริงอันเสื่อมถอยและผุพังด้วยสุนทรียะ เปลี่ยนให้เป็นความหวัง ความปรารถนา และความสุข บดบังเนื้อในอันเน่าเฟะ

“แก่นเรื่องได้พูดถึงการที่คนคนหนึ่งต้องเจอกับสภาวะอารมณ์หรือประสบการณ์ในรูปแบบที่แปลกประหลาด ซึ่งระหว่างที่ประสบ พบ เปลี่ยน ผ่าน ก็ได้เห็นความซับซ้อนของตัวเองไปพร้อมๆ กัน และเห็นไปพร้อมๆ กับตัวละครตัวอื่นที่มีความซับซ้อนของตัวเอง ทำให้ทุกตัวละครต้องหาวิธีจัดการ รับมือ หรืออยู่กับมันให้ได้ ส่วนประเด็นทุนนิยมที่ยกมาสะกิดแซะ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์บางคนที่อยากมีชื่อเสียงหรือพยายามไปให้ถึงจุดนั้น พวกเขามีแรงขับเร้าอยู่ด้านหลัง หรือว่าจริงๆ เขาทำไปเพื่อเหตุผลอะไร โดยได้แสดงให้เห็นควบคู่ไปกับคนที่มีโอกาสแต่กลับไม่ไหลไปกับมัน เพื่อเทียบว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เป็นแบบนั้น บางทีก็มีเรื่องที่สำคัญมากกว่าเงินทองและชื่อเสียง”

แก่นสาระสำคัญของนวนิยายจึงทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบทุนนิยมที่เข้าไปเล่นงานภายในจิตใจของมนุษย์ และอีกด้านหนึ่งเธอก็สามารถพลิกความหมายของคำว่าวิกลจริต มาใช้เป็นเครื่องมือก่อกวนระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นความโดดเด่นที่ทางกรรมการซีไรต์มองว่านวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอเพียงปัญหา แต่ยังชี้ให้เห็นการท้าทายต่อปัญหาของสังคมร่วมสมัยด้วย

ปัจจุบันอ้อมแก้วเป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขียนคอลัมน์ให้นิตยสารเพลย์บอย เป็นก๊อบปี้ไรเตอร์อิสระ เป็นนักออกแบบกราฟฟิก และอีกบทบาทที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดคือเป็นบุตรสาวของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี 2532 ซึ่งเธอเคยเขียนหนังสือถึงบิดาผู้จากไปไว้ในหนังสือเล่มแรกในชีวิตเรื่อง พ่ออังคารผู้มาจากดาวโลก

เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ครั้งแรกในบัวโนสไอเรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566015

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ครั้งแรกในบัวโนสไอเรส

โดย อฐิณป ลภณวุษ  ภาพ : เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์

ภาพสีน้ำจาก เทต แกลเลอรี่ กรุงลอนดอน ผลงานของ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ (JMW Turner) หรือ โจเซฟ มัลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ (Joseph Mallord William Turner) จิตรกรคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ (มีชีวิตระหว่างปี 1775-1851) กำลังนำไปจัดแสดงให้ชาวอาร์เจนไตน์ชม ในนิทรรศการ JMW Turner : Watercolours

นับเป็นครั้งแรกของ เทต แกลเลอรี่ ในการไปเปิดนิทรรศการศิลปะในอาร์เจนตินา ณ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ (Museo Nacional de Bellas Artes) กรุงบัวโนสไอเรส นอกจากนี้ ยังเป็นการจัดแสดงผลงานของ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ครั้งแรกในอเมริกาใต้อีกด้วย ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 17 ก.พ.ปีหน้า

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ เป็นจิตรกรสีน้ำที่ดีที่สุดของอังกฤษ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองสุดๆ ของแวดวงศิลปะอังกฤษด้วย นิทรรศการ JMW Turner : Watercolours โดยมี เดวิด เบลย์นีย์ บราวน์ จาก เทต บริเทน ผู้เชี่ยวชาญด้านผลงานของ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ที่สุดในโลก เป็นภัณฑารักษ์ โดยนิทรรศการนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของสีน้ำที่มีความสำคัญต่อแต่ละช่วงชีวิตของจิตรกรเอกมากขนาดไหน

เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ไม่เคยออกจากบ้านโดยปราศจาก สมุดวาดภาพ ดินสอ และสีน้ำกล่องเล็กๆ ในกระเป๋าของเขา และเขาก็มีเทคนิคการเล่นกับสีน้ำที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะการใช้ให้มันสะท้อนแสงสีของธรรมชาติในภาพแลนด์สเคปที่เขาวาดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นภาพทุ่งหญ้าในอังกฤษ ภาพทะเลแห่งเวนิส หรือภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ในขุนเขาและทะเลสาบ ฯลฯ

นิทรรศการ JMW Turner : Watercolours ประกอบด้วย ภาพสีน้ำของ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ จากเทต คอลเลกชั่น กว่า 80 ภาพ โดยจัดแสดงภาพขนาดใหญ่เอาไว้คู่กับภาพสเกตช์ในชุดเดียวกัน ที่จิตรกรเอกได้ทดลองวาดเอฟเฟกต์ต่างๆ ในธรรมชาติ ก่อนที่จะลงมือสร้างสรรค์ผลงานชิ้นจริงๆ

อเล็กซ์ ฟาร์กุฮาร์สัน ผู้อำนวยการ เทต บริเทน บอกว่า มีความภูมิใจมากที่ได้นำเสนอผลงานของ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ณ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ กรุงบัวโนสไอเรส ในครั้งนี้ “ผลงาน 80 ชิ้นที่นำมาแสดง เป็นชิ้นพิเศษจริงๆ และมีชื่อเสียงมากๆ ของจิตรกรสีน้ำที่ดีที่สุดของอังกฤษ และที่พิเศษสุดๆ ก็คือ การได้นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในอาร์เจนตินา และอเมริกาใต้”

หลังจากที่ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ เสียชีวิต ในปี 1851 มรดกทุกอย่างก็ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเขาไม่มีทายาท โดย เทต บริเทน ได้เข้ามาบริหารมรดกผลงานของเขา ที่ประกอบด้วย ภาพเขียนบนกระดาษกว่า 4 หมื่นชิ้น ภาพสีน้ำมันนับ 300 ผลงาน แล้วยังมีสเกตช์บุ๊กอีก 280 เล่ม สำหรับ

ผลงาน 80 ชิ้น ที่นำมาจัดแสดงในกรุงบัวโนสไอเรส เป็นผลงานสีน้ำบนกระดาษ ที่มีทั้งภาพสวยๆ ที่แสนคุ้นเคย อย่างเช่น Looking Across the Lagoon at Sunset ภาพ Study for Eddystone Lighthouse และ Caernarvon Castle, North Wales

แต่ละภาพล้วนแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการวาดภาพสีน้ำของ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ ที่มีอย่างล้นเหลือ และที่น่าแปลกก็คือ จิตรกรเอกท่านนี้ได้ขายภาพที่เขาจัดแสดงในนิทรรศการขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ไปจนหมดเกลี้ยง ซึ่งเป็นผลงานที่แตกต่างกับสิ่งที่เขาวาดเก็บเอาไว้เป็นสมบัติของตัวเองอย่างสิ้นเชิง

จอห์น รัสคิน หนึ่งในนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ได้ศึกษาผลงานที่ตกเป็นมรดกชาติของเขาเป็นรายแรกๆ บอกว่า สิ่งที่ เจเอ็มดับเบิลยู เทอร์เนอร์ วาด “เก็บ” เอาไว้เองนั้น มีทั้งการทดลองส่วนตัวแบบต่างๆ มันเต็มไปด้วยพลังแห่งจินตนาการ สะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของศิลปินจากยุคโรแมนติกผู้นี้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนออกมาด้วยโทนสีและเทคนิคการให้เอฟเฟกต์แสง ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เขาวาดขายไปแบบคนละเรื่อง

ก่อนหน้านี้ นิทรรศการ JMW Turner : Watercolours ได้จัดแสดง ณ หอศิลป์โชสโตร เดล บรามันเต (Chiostro del Bramante) ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ก่อนจะมาจัดแสดง ณ กรุงบัวโนสไอเรส จนถึงวันที่ 17 ก.พ. 2019 และจะนำไปจัดแสดงต่อที่ ศูนย์วัฒนธรรมโมเนดา (entro Cultural de la Moneda) กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี

เอทีวี ชื่อนี้มีแต่ความสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566014

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 10:02 น.

เอทีวี ชื่อนี้มีแต่ความสนุก

โดย กั๊ตจัง  ภาพ : รอยเตอร์ส

รถมอเตอร์ไซค์อะไรมี 4 ล้อ หลายคนเห็นแล้วก็ต้องร้องอ๋อว่า รถเอทีวี ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สิงห์นักบิดทางเรียบอยากจะมีโอกาสได้ลองสนุกกันสักครั้ง

เอทีวีสนุกอย่างไร

ประกิต ทวีโชค ผู้จัดการสนามเอทีวีสปอร์ต จ.ระยอง เล่าถึงกิจกรรมแอดเวนเจอร์ชนิดนี้ว่า “กิจกรรมแนวมอเตอร์สปอร์ตนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโกคาร์ต มอเตอร์ไซค์วิบาก และอื่นๆ แต่เอทีวีเป็นอะไรที่พิเศษกว่าตรงที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาทดลองเล่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเล่นเอทีวีมาก่อน แต่ขอให้ขี่มอเตอร์ไซค์เป็นก็พอ การที่เข้ามาเล่นได้เลยเพราะเป็นกิจกรรมที่มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง

พูดง่ายๆ เป็นรถที่แทบจะไม่มีทางล้ม หากไม่ขี่ผาดโผนยกล้อโชว์ก็ไม่มีสิทธิหงายหลังได้ หรือไม่ไปซิ่งเข้าโค้งเร็วเกินไปจนแหกโค้ง ก็แทบจะไม่มีทางล้มได้เลย เพราะมันมี 4 ล้อเหมือนกันกับรถเก๋ง แต่สามารถวิ่งในทางวิบากได้เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ออฟโรด แต่ขี่ง่ายกว่ามากเพราะรถไม่สูง ไม่ต้องใช้ความสามารถหรือทักษะการทรงตัวมากมาย ขอให้ใช้เวลาปรับตัวเรียนรู้กับรถนิดหน่อย ก็พร้อมจะไปสนุกกับรถเอทีวีได้แล้ว”

เอทีวีมีกี่ประเภท

เอทีวีนั้นย่อมาจากคำว่า (ATV – All Terrain Vehicle ) แปลว่า รถที่สามารถไปได้ทุกภูมิประเทศ เริ่มแรกรถเอทีวีใช้เป็นลักษณะรถ 3 ล้อ ซึ่งก็ยังมีให้เห็นบ้างในปัจจุบัน แต่สิ่งที่แตกต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ ก็คือ การใช้คันเร่งจะเป็นในลักษณะของการใช้นิ้วโป้งกดคันเร่ง เพราะตัวรถเอทีวีจะต้องใช้กำลังแขนในการเลี้ยวมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์หลายเท่า

ยิ่งเป็นช่วงทางวิบาก หลุม โคลนด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้แรงในการบังคับค่อนข้างมาก จึงมีคนบอกเสมอว่าขับเอทีวีได้อารมณ์คล้ายโกคาร์ต แต่เหนื่อยกว่าเยอะมาก ซึ่งเอทีวีจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามขนาดเครื่องยนต์และรูปแบบการใช้งาน

ประเภทแรก สำหรับคนเริ่มต้น ใช้ขับขี่ทั่วไปในพื้นที่เฉพาะ เช่น ในสวน ในไร่ส่วนตัว มักจะใช้เครื่องยนต์ที่ไม่ใหญ่ขนาดประมาณ 80-125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนล้อหลัง มีระบบกันกระแทกแบบเรียบง่าย ดูแลรักษาง่าย ระบบรองรับไม่ซับซ้อน ล้อคู่หน้าเป็นแบบคานแข็ง คอยล์สปริงธรรมดา แต่รุ่นที่สูงขึ้นมาอาจจะใช้ช่วงล่างแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น ซึ่งช่วยรับแรงกระแทกได้ดีกว่า ขับแล้วเหนื่อยน้อยกว่า

ประเภทที่ 2 เป็นแบบที่นิยมใช้ในพื้นที่กิจกรรม เป็นเอทีวีแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 150-250 ซีซี คันใหญ่มีตะแกรงและท้ายสำหรับบรรทุกของ โดยจะมีตะแกรงบรรทุกไว้ให้ เป็นรถรุ่นที่ใช้งานแบบสมบุกสมบันใช้เกียร์อัตโนมัติเน้นแรงบิดเพื่อบรรทุกของหนักและผ่านภูมิประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการใช้งานส่วนตัวหรือเอามาเล่นเป็นกิจกรรมแอดเวนเจอร์ เพราะใช้งานง่าย ไม่ต้องพะวงเรื่องการเปลี่ยนเกียร์ รวมทั้งช่วงล่างก็ดีกว่าประเภทแรกอีกด้วย

สุดท้าย ประเภทที่ 3 เน้นทำความเร็ว เหมาะสำหรับใช้เล่นส่วนตัว เป็นรุ่นสำหรับการแข่งขัน สเปกเครื่องจะคล้ายกับประเภทที่ 2 แต่จะเปลี่ยนจากเกียร์ออโต้เป็นเกียร์แมนวล และกลับใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ช่วงล่างแบบปีกนกอิสระ เพื่อทำความเร็วและผ่านทางวิบากที่ไม่ถึงขนาดเป็นหลุมโคลนหรือทางสูงชันได้ดี รถเอทีวีจึงมีรองรับกับผู้เล่นทุกกลุ่มทุกรูปแบบ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งชายและหญิง

อุปกรณ์ที่ต้องมี

อุปกรณ์สำหรับรถเอทีวีนั้นไม่ต้องมีอะไรมากเพราะเมื่อถึงเวลาเช่าเล่นตามรีสอร์ทมักจะมีเครื่องป้องกันให้บริการอยู่แล้ว เริ่มต้นกันที่ หมวกกันน็อก พร้อมหน้ากาก ไม่ว่าจะออกถนนใหญ่หรือไม่ หมวกกันน็อกกับมอเตอร์ไซค์ก็เป็นของคู่กัน นอกจากกันกระแทกแล้วยังช่วยป้องกันเศษฝุ่น ดิน หิน ทรายเข้าหน้า ซึ่งบอกได้เลยว่าคุณต้องเจอแน่ๆ

เสื้อผ้าใส่สบาย การเล่นเอทีวีอย่างไรก็ไม่พ้นความสกปรก คุณจึงไม่ควรใส่เสื้อผ้าราคาแพงให้เสียราคา เสื้อผ้าใส่สบายจะช่วยระบายเหงื่อและซักล้างออกได้ง่ายกว่า รองเท้าที่ใช้ควรเป็นรองเท้าผ้าใบ เมื่อพร้อมแล้วก็ออกไปลุยได้เลย

ท้ายสุด ประกิต ให้คำแนะนำว่า ถึงจะชอบขับเอทีวีแค่ไหน ก็ไม่ควรขับเอทีวีบนถนนใหญ่ ควรเล่นเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเสียภาษีเท่ากับรถยนต์ 4 ล้อ และทำการปรับเปลี่ยนยางเป็นแบบวิ่งทางเรียบ ที่สำคัญก็คือคุณควรฝึกให้คุ้นเคยกับรถและควบคุมความเร็วแล้วการเลี้ยวให้ได้ดังใจก่อนที่จะขับในสนามจริงหรือทำความเร็วที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ พื้นที่เนินชัน หลุมบ่อ ดินโคลน มีสิ่งกีดขวาง ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากแม้รถจะออกแบบมาให้พร้อมลุย แต่ถ้าเราขับอย่างไม่ระมัดระวัง ให้รถดีแค่ไหนก็ไปไม่ถึงเส้นชัยแน่นอน 

ธนา สุขกุล ชีวิตเลือกได้ ขอสุขในแบบตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566011

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 09:38 น.

ธนา สุขกุล ชีวิตเลือกได้ ขอสุขในแบบตัวเอง

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ต้องยอมรับว่า กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางของหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้คนในต่างจังหวัด มักจะเดินทางเข้ามาทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงตัวและส่งให้ทางบ้าน ออย-ธนา สุขกุล หนุ่มยโสธร วัย 36 ปี เป็นคนหนึ่งที่พอเรียนจบ ปวส. ก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเหมือนเช่นหลายๆ คน

ทว่า ชีวิตในเมืองหลวงดูไม่ถูกโฉลกกับธนา เขาจึงเลือกหันหลังให้เมืองกรุงที่อยู่มานานถึง 9 ปี เดินทางกลับบ้านเกิด บ้านน้ำคำ ต.น้ำคำ อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร เพื่อใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการ เรียบง่ายในวิถีแห่งความพอเพียง ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอน ไม่ต้องไปแข่งขัน แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกับใคร แต่เลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง

ธนา บอกว่า การกลับมาใช้ชีวิตในคอนเซ็ปต์ของการพึ่งตนเองที่บ้านเกิด มีเหตุผล 2 ข้อเป็นแรงผลักดัน ข้อแรก เขารู้สึกเบื่อสังคมเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย แก่งแย่ง ผู้คนค่อนขางเห็นแก่ตัว มีความจริงใจต่อกันน้อย ตั้งแต่ในที่ทำงานไปจนถึงสังคมข้างนอก ทำให้รู้สึกว่าทุกก้าวย่างชีวิตในเมืองกรุงไม่มีอะไรที่ง่าย รู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุข จึงคิดว่าชีวิตถ้าทำให้ง่ายๆ อยู่แบบง่ายๆ ก็น่าจะมีความสุขได้ ประการที่ 2 ช่วงอยู่กรุงเทพฯ ได้ศึกษาชีวิต “โจน จันได” มนุษย์บ้านดินที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยหลักปัจจัยสี่

“สองเหตุผลนี้ ทำให้ผมตัดสินใจกลับบ้านเกิดในปี 2558 เชื่อไหมว่าตอนที่ผมเดินทางกลับบ้าน มีเงินในกระเป๋าเพียง 800 บาท ซึ่ง 800 บาท ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ไม่กี่วันก็หมดแล้ว แต่ถ้าอยู่บ้านเรา ค่าเช่าบ้านไม่มี ข้าวไม่ต้องซื้อ เพราะที่บ้านทำนาอยู่แล้ว ส่วนอาหารก็มีอยู่ในธรรมชาติ ในท้องทุ่งนาและในป่า

ผมเลือกทำเกษตรผสมผสาน ขอพ่อแม่ใช้พื้นที่ 1 ไร่กว่าๆ เกือบ 2 ไร่ ขุดบ่อน้ำในพื้นที่ 1 งาน เลี้ยงปลา (ปลานิล ปลาดุก) ปลูกต้นไม้และพืชผักต่างๆ ทั้งพืชผักสวนครัว ทั้งพืชสมุนไพร ไว้กิน เลี้ยงไก่ไข่ เจริญรอยตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอน ทำเอง ปลูกเองทุกอย่าง กินทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยง เลี้ยงและปลูกทุกอย่างที่กินได้ เหลือกินก็แบ่งปันและขาย

นอกจากสร้างแหล่งอาหารและสมุนไพรที่ใช้เป็นยารักษาโรค 2 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์แล้วก็สร้างที่อยู่อาศัยเป็นบ้านไม้ไผ่ซึ่งผมออกแบบเอง มีระเบียงหน้าบ้าน ปลูกติดกับบ่อน้ำ หาวัสดุเองและทำเองทุกอย่าง มีอย่างเดียวที่คุณพ่อมาช่วยคือไพหญ้าสำหรับมุงหลังคา ซึ่งผมหาหญ้าคามาแล้วท่านก็มาช่วยทำ

ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในบ้าน เช่น เตียงนอน เก้าอี้ แคร่ โซฟา ที่ใส่สบู่ยาสีฟัน ชั้นวางของ และอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ ที่จำเป็น ฯลฯ ทุกอย่างทำด้วยไม้ไผ่และผมทำเอง บางอย่างทำไม่เป็นก็ศึกษาในยูทูบแล้วเอามาประยุกต์เอง บางอย่างก็ถามพ่อ มาถึงตรงนี้ผมภูมิใจกับสิ่งที่ผมมีและได้ลงมือทำไป แม้ไม่ได้เป็นช่างสร้างบ้าน ก็สามารถสร้างบ้านเองได้ เฟอร์นิเจอร์ของใช้ต่างๆ แม้ไม่เคยทำก็ทำเองได้ ไม่ต้องซื้อคนอื่น ปัจจุบันผมมีบ้านไม้ไผ่ 2 หลัง และตั้งใจทำเป็นโฮมสเตย์ คาดว่าจะเปิดให้คนมาพักในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นการเตรียมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนที่มาพักได้ทำเพื่อผ่อนคลาย ทั้งได้ประโยชน์ ได้ความรู้ และความประทับใจกลับไป ซึ่งก็จะเป็นกิจกรรมที่อิงกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และอาชีพของคนที่นี่ เช่น การให้ลองทำอาหารกินเอง โดยเรามีวัตถุดิบให้ฟรี เช่น อยากได้ผักก็ลงไปสวน อยากได้ไข่ก็ไปเอาที่เล้าไก่ การพาไปดูการทำเสื่อของคนในหมู่บ้าน เป็นต้น” ธนา เล่าด้วยความภูมิใจ

เขายอมรับว่า กว่าที่จะมาถึงวันนี้ที่เขาภูมิใจมาก ต้องสู้กับความกดดันจากคนที่ไม่เห็นด้วยเเละไม่เข้าใจ บางคนก็ว่าเขาบ้า อยู่กรุงเทพฯ ดีๆ กลับมาทำอะไรก็ไม่รู้ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่อะไรๆ ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง แต่ในวันนี้สิ่งที่เขาทำได้ประจักษ์แก่สายตาผู้คน เขามีปัจจัยสี่ครบ มีบ้าน มีอาหาร มียารักษาโรค (สมุนไพรที่ปลูก) ส่วนเสื้อผ้าก็ไม่ต้องใช้ของหรู ของเดิมที่เคยใส่ก็ดูดี ชีวิตมีความสุขได้เช่นกัน

“อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีฝันเเละอยากทำเเบบนี้ครับ มันไม่ยากและมันไม่ง่าย ขึ้นอยู่ที่ใจของเราเป็นสำคัญ ถ้าเราชอบก็ลงมือทำเลย อย่าไปสนใจเสียงวิจารณ์และคำนินทาของคนอื่น ทำให้สำเร็จแล้วสิ่งที่เราทำสำเร็จนั่นแหละจะเป็นคำตอบให้เขาโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรเลย” ธนา กล่าวทิ้งท้าย

หากใครที่มีความคิดและความตั้งใจอยากจะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อยากหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง สามารถเข้าไปดูคลิป รูป และกิจกรรมต่างๆ ที่ธนาทำไว้ในเฟซบุ๊กของ เขาที่ “Thana Sukkul” ได้เลย

กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง อย่าประมาทธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566010

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 09:32 น.

กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง อย่าประมาทธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาเคลิสต้าร์หลังจากที่ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่มานานกว่า 22 ปี สะสมประสบการณ์ทางด้านการเงินและการท่องเที่ยวมาจนข้นคลั่ก ในวัย 50 กะรัต เธอก็ขอลาออกมาเปิดธุรกิจเล็กๆ ในฝันเป็นของตัวเอง ก็คือการทำบริษัทท่องเที่ยวที่เน้นศิลปวัฒนธรรม เพื่อเข้าถึงชุมชน และประเพณีอันเก่าแก่ที่เคยเป็นตำนานที่คนท้องถิ่นเขาใช้ชีวิตกันกินอยู่อย่างไร ทั้งในและต่างประเทศ สำหรับเธอนั้นการเดินทางคือความสุข เธอจึงเลือกทำธุรกิจนี้ เพราะเวลาต่อจากนี้ไปอยากทำงานที่มีความสุข เป็นงานที่มีใจรักและออกแบบเวลาเป็นตัวของตัวเองได้

ซึ่งเพิ่งเปิดบริษัทได้เพียง 2 เดือนเศษ และเธอก็กำหนดรูปแบบวางแผนสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง โดยเธอจะใช้วิทยากรที่เป็นนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ในการถ่ายทอดเรื่องราว เพราะโดยส่วนตัวของเธอก็ชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่แล้วในแนว Local Experience เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวของอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ท่องเที่ยวเป็นเรื่องสนุกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเธอก็เปิดทริปทัวร์ไปหลายทริปแล้ว

เนื่องจากการไปสำรวจเส้นทางที่ประเทศญี่ปุ่นในครั้งล่าสุดนี้ทำให้เธอต้องไปผจญภัยกับไต้ฝุ่น โดยเธอจะเดินทางไปเมือง MIE จากแผนการเดินทางของเธอนั้นจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว โดยไปช่วงวันที่ 30 ส.ค. กับทีมงานทั้งหมด 6 คน ก่อนไปก็เช็กข้อมูลแล้วว่าน่าจะกลับทัน คือกลับตอนค่ำและพายุจะเข้าตอนเที่ยงคืน วันที่ 4 ก.ย.

เธอบอกว่าเธอเดินทางไปญี่ปุ่นหลายครั้งแล้ว ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ครั้งนี้เธอจะเริ่มต้นจากโอซากา ตอนจองตั๋วเครื่องบินก็เช็กข้อมูลบอกว่า ญี่ปุ่นจะมีพายุไต้ฝุ่นเข้าปีละ 27-30 ลูก และลูกนี้จะเป็นลูกที่ 21 ของปีนี้ชื่อ เชบี-JEBI แต่ทางทีมงานไม่อยากเลื่อน เพราะเตรียมงานไว้กับหลายฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นและทีมงานถ่ายทำรายการท่องเที่ยวที่เป็นพาร์ตเนอร์กันอยู่

“ก่อนเดินทางทางทีมงานก็เช็กจากแอพ http://www.WINDY.com ซึ่งเป็นแอพข่าวเรื่องพายุไต้ฝุ่นของประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งข้อมูลจากแอพบอกว่าพายุเข้าหลังที่เรากลับแล้ว 1 วัน ซึ่งเว็บนี้ก็มีความแม่นยำพอสมควร เราจึงคิดว่าเราน่าจะทัน เพราะไฟลต์เรากลับเที่ยงคืนวันที่ 4 ก.ย. แต่พายุจะเข้าบ่ายๆ วันที่ 4 เราก็คิดในแง่ดีว่าเดี๋ยวลมก็น่าจะพาไปบ้าง คงไม่รุนแรงเท่าไร ก็บ้านเราไม่เคยมีพายุใหญ่ๆ แบบนี้ เราเลยอาจจะประมาทเกินไปหน่อย (หัวเราะ) ซึ่งตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงเราก็ทำงานได้ตามแผนที่วางไว้ครบตลอดเส้นทาง” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

เธอเล่าว่า วันที่ 3 ก.ย. ทางทีมงานทั้งหมดต้องค้างคืนที่ MIE อีก 1 คืน แต่ทางการท่องเที่ยวของเมืองมิเอะขอร้องให้ทีมงานออกจากพื้นที่ก่อนกำหนดตั้งแต่สายๆ วันที่ 3 เพราะทางเขาเกรงว่าหากพายุมาก่อนเวลา เช่น เช้าวันที่ 4 ก.ย. เขาจะมาส่งให้ ทีมของเธอออกจากพื้นที่ไม่ทัน เพราะเนื่องจากเมื่อพายุมาทุกคนจะต้องอยู่ในที่มั่น อยู่ในตึกอาคารหรือบ้าน ไม่ควรออกมาเดินทางอยู่บนถนนหนทางมันอันตราย ไฟอาจจะดับทั้งเมือง เวลาพายุมาหนักๆ ก็ไม่ควรขับรถ เพราะความเร็วของพายุจะแรงถึง 160-250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ดังนั้น ทีมงานของเธอจึงต้องออกจากเมืองมิเอะตั้งแต่วันที่ 3 เพื่อจะเดินทางไปโอซากาให้ทันวันที่ 4 ก.ย. สรุปว่า เช้าวันที่ 3 ก.ย. ทีมของเธอก็ออกจากเมืองมิเอะ 09.00 น. เพราะมีรายงานข่าวท้องถิ่นออกมาว่า เวลา 10.00 น. รถไฟฟ้าที่จะไปโอซากาทุกสายจะหยุดวิ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ของเมืองทุกฝ่ายจะเตรียมรับมือกับพายุ ต้องการระบายคนออกจากพื้นที่ไม่ให้เหลือตกค้าง พวกเธอจึงต้องไปขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายเวลา 10.00 น. ทำให้ขบวนรถไฟแออัดมากเพราะทุกคนมุ่งหน้าไปสนามบิน

แต่เนื่องจากเที่ยวบินของพวกเธอออกเที่ยงคืนจึงมีเวลาเหลือเยอะ เธอจึงจะเอากระเป๋าของทีมทั้งหมด 9 ใบไปฝากไว้ที่สำนักงานท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ สนามบิน เพราะเราเหลือเวลาว่างอยู่ 8-9 ชั่วโมง ก็ไม่รู้จะไปนั่งรอแกร่วอยู่ที่สนามบินทำไม ก็หาที่ไปเดินเล่นรอเวลา ก็ไปเดินเล่นที่ตึกอิออนมอลล์ ที่ห่างไปประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร ซึ่งร้านค้าในห้างเริ่มทยอยปิดกันแล้ว

“นับเป็นความโชคดีมากที่พวกเราไม่เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สนามบินเลย เพราะหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ปรากฏว่าที่สนามบินคันไซ ซึ่งตั้งอยู่ในทะเล มีสะพานยื่นออกไประหว่างสนามบิน แล้วสะพานโดนเรือน้ำมันขนาดใหญ่ที่พายุซัดเข้ามาขนสะพานเชื่อมพัง แล้วน้ำจากพายุและทะเลก็ซัดเข้ามาในสนามบินเจิ่งนอง เห็นทั้งลมทั้งคลื่นน่ากลัวมากๆ ทำให้ไม่ปลอดภัย ช่วงบ่ายๆ ก็มีการประกาศปิดสนามบินและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดกว่า 800 เที่ยวบิน (จนถึงวันนี้สนามบินก็ยังปิดซ่อมแซมอยู่ไม่ได้เปิดใช้) พอเที่ยวบินยกเลิกคนเกือบพันคนก็ต้องแย่งกันหาโรงแรม ชุลมุนมากๆ” เธอเล่าด้วยความอ่อนใจ

เมื่อสนามบินปิด ยกเลิกเที่ยวบิน เธอและทีมงาน 6 คน พร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 9 ใบ ที่ไปฝากไว้ใกล้ๆ สนามบินที่จะปิดตอน 6 โมงเย็น พอถูกยกเลิกเที่ยวบิน คนจำนวนหลายร้อยคนก็ต้องการออกจากพื้นที่หรือหาโรงแรมพักไปก่อน ทางพวกเธอจึงแบ่งงานกัน บางคนก็หารถแท็กซี่ไปเอากระเป๋า อีกคนก็หาโรงแรม อีกคนก็หารถตู้จะออกไปยังโอซากา ซึ่งก็หารถไม่ได้

“มีน้องผู้ชาย 2 คนในทีมอาสาวิ่งจากอิออนมอลล์ วิ่งที่รับกระเป๋าใกล้ๆ สนามบิน ซึ่งเขาต้องวิ่งท่ามกลางสายฝนเกือบ 10 กิโลเมตร ทางเราก็หารถเพื่อจะไปรับน้องถ้าไปเจอกันกลางทาง อีกทีมก็หาโรงแรม ซึ่งเราหารถไม่ได้ และยังหาโรงแรมไม่ได้ด้วย คิดว่าถ้าไม่ได้จริงๆ ก็จะไปอาศัยวัดนอน หรือไปหาห้องคาราโอเกะนอนไปก่อน” เธอเล่าต่อไปเรื่อยๆ

ตอนที่หารถเพื่อจะไปรับกระเป๋าด้วยการหาแท็กซี่ ปรากฏว่าหารถไม่ได้เลย ขณะที่ลมและฝนเริ่มมาแล้ว ต้นไม้พัดรุนแรงโอนเอียงจนเกือบล้ม ป้ายโฆษณาหลุด หลังคาบ้านหลุดปลิว กระจกหลุด นั่นคือตัวพายุยังไม่เข้าเต็มที่นะ ประตูที่ร้อยห่วงโซ่ล็อกไว้เขย่าจนหลุดปลิวไปเลย รถบัสคันใหญ่ๆ ก็สั่นๆ เหมือนมีคนไปเต้นในรถสัก 100 คน แบบนั้นเลย

ทางเธอก็ตามข่าวตลอดเวลา โทรศัพท์ทุกเครื่องของคนญี่ปุ่นจะมีข้อความข่าวส่งให้รู้ความคืบหน้าเป็นระยะๆ พร้อมบอกคำแนะนำการปฏิบัติตัวว่าควรทำอย่างไร ข้อมูลล่าสุดบอกว่านี่เป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปีของโอซากา ซึ่งตอนที่ทีมงานเธอเช็กข่าวก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นนั้นไม่ได้บอกว่ารุนแรงถึงขนาดนั้น

แต่ในที่สุดเธอก็หาโรงแรมเล็กๆ ได้ แต่พอเข้าไปถึงโรงแรมปรากฏว่าย่านนั้นไฟดับทั้งถนนเลย ไม่มีอาหาร ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำอุ่นใดๆ ทั้งสิ้น โรงแรม 4 ชั้น ไม่มีลิฟต์ ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่กันขึ้นไป เธอต้องเปิดประตู หน้าต่าง ห้องนอนเพื่อให้ลมเข้ามาจะได้ไม่อบอ้าว แต่พอเปิดหน้าต่างก็มีลมมีฝนโปรยปรายเข้ามา แถมยังมียุงอีกด้วย ยุงกัดจนขาลาย นอนไม่ได้ หลับๆ ตื่นๆ ทุลักทุเลมาก ร้านอาหารต่างๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ก็ปิดหมดเลย หิวก็หิว อาหารที่เราเตรียมไป พวกมาม่า ขนม ก็หมดแล้วเหลือของกินเล่นอยู่ไม่กี่ซอง ก็แบ่งๆ กันกิน ซึ่งก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรเลย คืนนั้นทำให้เธอได้ทบทวนความคิดว่านี่ขนาดเตรียมพร้อมมาแล้วก็ยังรับมือไม่อยู่ ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่จริงๆ คนเราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นอย่าทำลายสิ่งแวดล้อมให้มากจนเกินไป ดูแลรักษากันให้มากๆ อย่าประมาทกับภัยธรรมชาติ เขายิ่งใหญ่เกินจะรับมือได้

วันรุ่งขึ้นเธอพยายามออกจากเมืองนี้ เพื่อไปหาสนามบินอื่น เพราะสนามบินคันไซคงปิดยาวอีกหลายวัน  จึงต้องเข้าไปโตเกียว แต่รถไฟในเมืองนี้ก็ยังไม่เปิด เธอต้องพยายามไปเมืองถัดไปเพื่อไปขึ้นรถไฟชิงคันเซ็น เพราะแท็กซี่กับรถบัสไม่มีเลย เธอกับทีมงานต้องเดินลากกระเป๋าไป 3 กิโลเมตร ท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ เพื่อไปหารถไฟ

“ความน่ารักของคนญี่ปุ่นก็คือ ระหว่างทางผ่านบ้านเรือน เด็กๆ คนแก่ จะมาขอบคุณที่มาเที่ยวญี่ปุ่นขอบคุณที่มาเข้าโค้งคำนับพวกเรา แล้วบอกว่ามาอีกนะ อย่าเพิ่งเบื่อนะ มาเที่ยวอีก ขอบคุณๆ”

ในที่สุดเธอต้องไปต่อรถไฟถึง 3 ต่อ เป็นรถไฟหวานเย็น วนอยู่ในสถานีนาน 7 ชั่วโมงในโอซากา เพื่อจะได้เข้าเมืองไปหาชิงคันเซ็น ไปโตเกียว 3 ชั่วโมง พอไปถึงก็ค้างที่โตเกียว 1 คืน แล้วก็ไปนอนที่ชิบะ 1 คืน โชคดีที่โรงแรมที่ชิบะนั้นมีจุดชมวิวที่สวยงามมากๆ เป็นจุดที่เมื่อถึงเวลาปีใหม่คนญี่ปุ่นจะมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เป็นแสงแรกของปีใหม่ที่จุดนี้ เรียกว่า ฮักซิโนเดะ คือแสงแรกของแดนอาทิตย์อุทัย เพราะเรายังไม่ได้ตั๋วกลับ กว่าจะได้ตั๋วบินกลับไทยก็วันที่ 8 ก.ย. เราจึงต้องไปต่อที่เมือง KUJUKURI อีก 1 คืน เพื่อสำรวจเส้นทางเพิ่ม เพราะยังหาตั๋วกลับไม่ได้ก็ทำงานต่อเลย

จากเดิมที่จะไป 7 วัน เจอพายุต้องอยู่ต่ออีก กลายเป็น 10 วัน เธอบอกว่าคิดว่าวางแผนไปดีแล้วเตรียมพร้อมไปดีแล้วก็ยังไม่พอ เสื้อผ้าเอาไปเผื่อ 2 ชุดก็ไม่พอใส่ ต้องเอาชุดนอนมาใส่แทน เงินที่แลกไปว่าเผื่อๆ ไปเยอะก็ไม่พอ แม้ดอลลาร์ก็หมดเกลี้ยง มีบัตรเครดิตร้านใหญ่ๆ ก็ปิดหมด จะซักเสื้อผ้ามาใส่ซ้ำก็ไม่มีแดด มีแต่ลมพายุ

“นี่เป็นบทเรียนว่าอย่าประมาท เตรียมพร้อมไปแค่ไหนก็ยังไม่พอ โชคดีว่าไม่ได้ทำงานประจำแล้วไม่งั้นแย่แน่ ดีเลย์ไป 3-4 วันแบบนี้ เหมือนกับการไปผจญภัยเลยทริปนี้ มีเรื่องต้องลุ้นต้องแก้ปัญหากันทุกวัน โชคดีว่าแค่ลำบาก ทุลักทุเล แต่ไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับทีมงาน ตอนนั้นที่บ้านก็เป็นห่วง คืนที่พายุเข้าติดต่อกับที่บ้านไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเลย

“สิ่งที่ได้เรียนรู้คราวนี้ก็คือความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ในจักรวาล ธรรมชาติยิ่งใหญ่เสมอ ทำให้อัตตาเราเล็กลง จงเจียมตัวเจียมใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอะไรมากไป บอกตัวเองว่าได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว รอดมาได้ปลอดภัย เคยเจอพายุใหญ่ๆ แบบนี้ที่ญี่ปุ่นมาสองครั้ง ครั้งแรกติดอยู่ที่โรงแรมริมทะเล ออกไม่ได้ 3 วัน 3 คืน โรงแรมสั่นไหวไปหมด ธรรมชาติเขายิ่งใหญ่มากจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565926

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:51 น.

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง (2)

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style

ต่อจากฉบับที่แล้วเราพูดกันถึงความเป็นส่วนบุคคลในแง่ของร่างกายในส่วนของกายหยาบ ซึ่งในวันนี้เราจะพูดถึงในส่วนของกายละเอียดก็คือในส่วนของจิตใจ วิธีการมอง “ร่างกาย” นั้นมองได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองในแง่มุมไหน

ตัวอย่างเช่น หากจะมองร่างกายในแง่ของชีววิทยาล่ะ ร่างกายนี้ก็เป็นเพียงแค่พาหนะของหน่วยพันธุกรรมหรือยีน ดีเอ็นเอ (Gene, DNA) ที่ใช้อยู่เพียงชั่วคราวในการสืบต่อเผ่าพันธุ์ไปเรื่อยๆ ตามหลักของวิวัฒนาการนั่นเอง (การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในประชากรของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

เพื่อให้รุ่นต่อๆ ไปสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดต่อไปได้)

แล้วถ้ามองในแง่ของควอนตัมฟิสิกส์ล่ะ นั่นคือการมองร่างกายเป็นสสาร อนุภาค อะตอมหรือเซลล์ พลังงานในฟิสิกส์ไม่ว่าจะเป็นความร้อน แสงสว่าง พลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานศักย์ไฟฟ้า ที่สะสมอยู่ในวัตถุ กฎของแรงดึงดูดที่มีในระบบสุริยะ ทุกสรรพสิ่งสั่นสะเทือนเกิดเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นพลังชีวิต ซึ่งสำหรับโยคะแล้วพลังสั่นสะเทือนทุกชนิด คือ ปราณ (ปราณ คือ พลังงานที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งแทรกซึมอยู่ในมวลสารผ่านระบบจักรวาลในทุกระดับ ในโลกก็แทรกซึมอยู่ในพืช อาหาร น้ำ อากาศ เป็นต้น)

ในเทอมของโยคะ ความเป็นส่วนบุคคลในจิตใจนั้นไม่มี เพราะในโยคะสูตรพูดถึงการละทิ้ง การยอมแพ้ การปลดปล่อย (Vairagya, วิราคะ, Detachment)

จนกระทั่งผู้ฝึกสามารถรับรู้ถึงความชั่วคราวในโลกใบนี้เพื่อสามารถเข้าสู่การหลุดพ้นได้ (Moksha โมกษะ) การพัฒนาจิตใจคือส่วนที่สำคัญที่สุดเพื่อนำเราไปสู่โยคะขึ้นสูง (Higher Yoga) ดังนั้นความเป็นส่วนบุคคลมีแค่ทางร่างกายแต่ไม่มีทางใจเพราะจิตที่อิสระจะไม่มีการยึดติด

การตีความในภาพที่ 1 มาจากคุณเจน จิต ผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพวาดสุดคลาสสิก ในภาพแรกเด็กน้อยค่อยๆ  คลายเชือกที่เกี่ยวพันรัดพันธนาการตัวเองไว้ลงไปเรื่อยๆ จนเบาลง ส่วนภาพที่ 2 คือ ภาพใบไม้ที่ค่อยๆ เฟดจางลงๆ จนกระทั่งหายไปหลอมรวมไปกับธรรมชาติทั้งสองเป็นการสื่อถึงการไม่ยึดติด ปล่อยวาง การสูญสลาย

วิราคะจะเกิดขึ้นได้เมื่ออัตตาไม่ยิ่งใหญ่ หากเราใช้อัตตาแต่น้อย ใช้ให้เป็นก็ใช้มันเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการดำรงชีวิตก็พอ ใช้ให้เหมาะสมเพื่อให้เราเอาตัวรอดได้ในสังคม หาเงิน เลี้ยงชีพ ทำหน้าที่ตามภาระความรับผิดชอบเพียงแค่นั้น จงอย่าให้มันเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือเป็นตัวแทนของทุกสิ่งของจิตวิญญาณ แล้วชักนำเราไปให้อยู่ใน “มายา” สู่ความโลภ ความอยากแบบไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเราตระหนักรู้ในร่างกายของตน ในจิตใจของตน ความเป็นปัจเจกของตัวตน สิ่งที่ทำให้ฉันเป็นฉัน คือความอหังการ ที่นำไปสู่โลกของจินตนาการและการแบ่งแยกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีเพียงแค่การละทิ้งความอหังการเท่านั้นจึงเป็นหนทางสู่ความเบาและอิสรภาพ

สุดท้ายนี้ขอฝากทิ้งท้ายด้วยคำพูดของกูรูจีท่าน บี เค เอส ไอเยนการ์ ว่า “การเดินทางที่แท้จริงของโยคะคือการย้อนกลับสู่ภายใน” (จากหนังสือฉบับแปล Light on Life)

แล้วพบกันฉบับหน้าค่ะ CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน  Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog 

จับเข่าคุยสองผู้บริหารสาวต่างขั้ว พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม + อรลดา เผ่าวิบูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:27 น.

จับเข่าคุยสองผู้บริหารสาวต่างขั้ว พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม + อรลดา เผ่าวิบูล

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ถึงจะจั่วหัวว่าต่างขั้ว เพราะในขณะที่ “เจี๊ยบ” อรลดา เผ่าวิบูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย เติบโตมาจากสายการเงิน ส่วน “แพร” พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกฎหมายและสินไหมทดแทน บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย ที่ทั้งชีวิตหล่อหลอมมาในเบ้าของกฎหมาย

แต่เมื่อทั้งสองโคจรมาเจอกัน กลับกลายเป็น “Perfect Match” ที่ลงตัวราวกับอาหารจานเด็ดที่ผสานรสชาติเปรี้ยวหวานได้อย่างกลมกล่อม

แพร คือ กรมธรรม์ที่อัดแน่นไปด้วยสาระ

“เรารู้จักกันมา 2-3 ปี แต่เพิ่งได้มาทำงานร่วมกันประมาณ 1 ปี” เจี๊ยบในฐานะพี่ใหญ่เปิดฉากเล่าถึงความสัมพันธ์ที่ไม่น่าโคจรมาพบกันของทั้งคู่

“ช่วงแรกๆ ที่รู้จักกันจะเน้นไปที่เรื่องของงานมากกว่า จนปีที่แล้ว บริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เลยได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกับแพร ซึ่งตอนนั้นเราเหมือนสวมหมวกคนละใบคือ เจี๊ยบจะเป็นฝ่ายผู้ถือหุ้นเดิม และแพรเป็นตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามา”

ด้วยสถานะนี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันมากขึ้น จากสถานะคำเรียกคุณที่ดูเหินห่าง ก็เริ่มอัพเลเวลสู่การเป็นพี่เป็นน้อง

“เราต้องทำงานร่วมกันตลอด ช่วงนั้นเป็นช่วงที่องค์กรต้องมีการเปลี่ยนผ่านหลายอย่าง เพราะเราเป็นบริษัทประกันภัยของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 76 ปี ตอนนี้เราต้องการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีเพื่อการทำงานที่มีความรวดเร็วและทันสมัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ลูกค้า การพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญให้บุคลากร และการจัดทัพองค์กรใหม่ด้วยการนำมืออาชีพที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากแวดวงประกันภัยเข้ามาบริหารงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำพาองค์กรไปสู่การแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตให้กับ TSI อย่างมั่นคงในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นความสัมพันธ์แบบพี่สาวน้องสาว แต่เจี๊ยบบอกว่า การทำงานร่วมกัน กลับทำให้เห็นแพรในมุมมองที่เป็นผู้ใหญ่

“เวลาทำงานร่วมกัน เขาเหมือนเป็นอีกส่วนผสม ที่ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่าการตัดสินใจเราครบถ้วนรอบด้าน เพราะคนทำงานกฎหมายเขาจะรอบคอบอยู่แล้ว ที่สำคัญเวลามองปัญหา เขาจะพยายามมองอะไรโดยดึงตัวเองออกมาข้างนอก แล้วมองเข้ามาใหม่ เพราะฉะนั้นเราจะสบายใจมากถ้ามีเขาอยู่ และทำงานได้รวดเร็วมาก (เมื่อมีนักกฎหมายข้างๆ) ที่สำคัญเราเป็นคนตรงไปตรงมาทั้งคู่ เวลาคุยงานหรือตัดสินใจอะไร ไม่ต้องเสียเวลา ชักแม่น้ำทั้งสิบ”

สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่เข้ากันได้ดี เจี๊ยบมองว่า เพราะแพรมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวค่อนข้างสูง บางมุมอาจจะมีความเป็นน้องเล็กบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่คิดว่าจะเราต่างกันน่าจะเป็นไลฟ์สไตล์บางอย่าง

“เห็นแพรวันนี้ บอกเลยนี่เป็นลุคที่เรียบที่สุดของเขา เขาเป็นคนแฟชั่นมากจนบางทียังแอบสงสัยว่านี่คือนักกฎหมายเหรอ (หัวเราะ) แต่ก็ยอมรับนะว่าหลายครั้งที่เรามองการแต่งตัวของเขาว่าเป็นสีสันดี เพราะเจี๊ยบจะแต่งตัวค่อนข้างเรียบ”

สำหรับเจี๊ยบ เธอเปรียบเทียบว่าแพรเหมือนเป็นกรมธรรม์ที่อัดแน่นไปด้วยประโยชน์ มีสาระ มีความคุ้มครอง

“เวลาเจี๊ยบทำงานมีหลายอย่างที่เราไม่รู้ มีความเสี่ยงหลายอย่างที่เราต้องเจอ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่ามีแพรไว้คืออุ่นใจ เหมือนซื้อประกันมีกรมธรรม์คุ้มครองให้เราเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องระวังหลัง”

เจี๊ยบ คือ เบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุด

“ช่วงที่มาทำงานด้วยกัน อาจเพราะเรามีแบ็กกราวด์อยู่ต่างประเทศมาคล้ายๆ กัน เราเลยมีมุมมองความคิดหลายๆ อย่างในการทำงานคล้ายกันมาก ที่สำคัญเราเป็นคนพูดตรงเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น หลายครั้งที่พอเราต้องมาแก้ปัญหาด้วยกัน เลยเหมือนเรายิ่งเข้ากันได้” แพรเล่าไปขำไป ก่อนจะเฉลยว่า

“เชื่อมั้ยว่า ตอนนี้เรานั่งทำงานห้องเดียวกัน จากแต่ก่อนแพรนั่งทำงานอยู่ชั้น 4 คุณเจี๊ยบตัดปัญหาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปปรึกษากัน ให้ย้ายไปทำงานห้องคุณเจี๊ยบเลย ส่วนห้องแพรก็ยกให้คนอื่นไป”

นอกจากจะถูกคอเรื่องงาน สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่คลิกกันอย่างรวดเร็ว อาจเพราะเคมีที่ตรงกัน

“แพรสังเกตว่าเวลาเราคุยอะไรกันก็ตาม ไม่ต้องพูดเยอะ พูดมานิดเดียวก็เข้าใจ ที่สำคัญคุณเจี๊ยบเข้าใจมุข 5 บาท 10 บาทของแพร (หัวเราะ) คุณเจี๊ยบไม่ดุนะคะ แต่เป็นคนเด็ดขาด เป็นคนให้โอกาสคน จริงจังในการทำงาน”

หลังจากฟังแต่เรื่องที่ทั้งคู่เข้าขากันได้ดีจนน่าอิจฉา มาถึงเรื่องที่ทั้งคู่เห็นต่างกันบ้าง งานนี้ทำเอาสาวนักกฎหมายคิดสักพักก่อนตอบว่า

“เรื่องงานไม่ค่อยมี จะมีคือบางครั้งแพรอาศัยความเป็นน้องเล็กมาใช้บ้าง ยกตัวอย่างอาหารเที่ยงมีปลาอยู่ข้างหน้า แพรจะไม่กิน จนคุณเจี๊ยบถามก็จะบอกว่า ไม่มีคนแกะให้ (หัวเราะ)”

ยังไม่สิ้นเสียงหัวเราะ เจี๊ยบที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ ก็แซวให้ยิ่งเขินว่า “น้องก็รู้ตัวเนอะ”

ถามถึงข้อดีของการมีเพื่อนรุ่นพี่เป็นคนรู้ใจ แพร ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า แพรเอนจอยอยู่กับเพื่อนรุ่นพี่ เพราะในความเป็นเด็ก ทำให้เรามีโอกาสจะได้เรียนรู้จากรุ่นพี่เยอะ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาตัวเอง

สำหรับแพรเธอเปรียบเทียบว่าพี่สาวคนสวย เหมือนกับเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดเวลานี้

“ในชีวิตแพรไม่ค่อยมีเรื่องตัวเลขเท่าไหร่ ในทางกฎหมายเราเน้นตัวอักษรเยอะ คนเรียนกฎหมายไม่ชอบเลขโดยพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอมาเจอคุณเจี๊ยบ เขาเป็นอีกด้านของเรา เขาเข้าใจตัวเลขที่ผุดขึ้นมาตลอด เพราะฉะนั้น สำหรับแพรในมุมหนึ่งที่บอกเป็นเบี้ย คือ สะท้อนถึงคุณเจี๊ยบในแง่ของผู้หญิงที่เก่งเรื่องตัวเลข การเงิน บัญชี

แต่อีกความหมายคือ เวลาที่เราจ่ายเบี้ยก็เพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง สำหรับแพรถ้าการจ่ายเบี้ยนั้นอยู่ในมือคุณเจี๊ยบ แพรถือว่าเป็นเบี้ยประกันที่จ่ายแล้วคุ้มเงินที่สุด เพราะคุณเจี๊ยบเป็นเมนเทอร์ที่ดีมากๆ โดยเฉพาะในการทำงาน” แพรทิ้งท้าย

เปิดประตูไปอยู่นอกคอมฟอร์ตโซน กับ‘ผมม้าพาเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565920

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:03 น.

เปิดประตูไปอยู่นอกคอมฟอร์ตโซน กับ‘ผมม้าพาเที่ยว’

โดย รอนแรม ภาพ : ผมม้าพาเที่ยว

มนุษย์เงินเดือนที่ใช้วันหยุดไปกับการเดินทาง “บิว” สุรีพงศ์ เทพพิทักษ์ สาวผมม้าที่ชอบเขียนบันทึกการเดินทางผ่านเพจเฟซบุ๊ก ผมม้าพาเที่ยว จนกลายเป็นไอดอลของสาวออฟฟิศที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

“วันจันทร์ถึงศุกร์เราทำงาน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์บิวกับแฟนจะไปท่องเที่ยว โดยหาสถานที่ใกล้ๆ ที่สามารถขับรถไปได้ ไปเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืน หรือถ้าไกลหน่อยก็จะวางแผนพ่วงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะเราสองคนคิดว่าการได้ไปเที่ยวคือการพักผ่อน คือการออกไปใช้ชีวิต และคือความสุขที่ได้ออกไปเจอ

สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทาง” วิศวกรออกแบบ วัย 27 ปี กล่าว

คาแรกเตอร์ของสาวผมม้าขาลุยคือ ภาพความสนุกและความสดใสที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ อยากแพ็กกระเป๋าไปตามรอย โดยปีนี้เธอท้าทายตัวเองด้วยการเดินป่าขึ้นเขาอย่างหนักหน่วงทั้งสันหนอกวัว ม่อนจอง ดอยมด ดอยหลวงตาก ดอยหนอก ภูสอยดาว เขาหลวง ลำคลองงู เขาโปกโล้น และใกล้ๆ นี้

ยังมีวางแผนไปภูอีเลิศ จ.เลย

“เรื่องราวในเพจจะเป็นการเล่าผ่านตัวบิวว่า เมื่อได้ไปยืนตรงนั้นแล้วรู้สึกยังไง เรามองเห็นอะไร รวมไปถึงระหว่างทางว่าเราเจออะไรบ้าง ซึ่งถ้าถามว่าบิวชอบเที่ยวแบบไหน ยังตอบไม่ได้ว่าสไตล์ของตัวเองคืออะไร เพราะบิวมีความสุขกับการเที่ยวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ดำน้ำ เดินป่า ขึ้นเขา เดินในเมือง ขอแค่ได้ออกไปเจออะไรใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้เราก็พอแล้ว”

เธอยังกล่าวด้วยว่า การเดินทางทำให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทริป และทำให้เธอโตขึ้นผ่านการพบเจอผู้คน ทั้งมิตรภาพจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่อุปสรรคที่สอนให้แก้ปัญหาและก้าวข้ามความรู้สึกด้านลบให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง

นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้เธอกับคนรักได้เรียนรู้กันและกัน ได้ช่วยเหลือกัน และได้สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันซึ่งส่งผลให้ความรักแข็งแรงขึ้น

บิว กล่าวทิ้งท้ายถึงพนักงานประจำอย่างเธอว่า เวลาทำงานให้ทำงานอย่างเต็มที่ และอย่าลืมพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งการท่องเที่ยวคือตัวเลือกหนึ่งที่ทำให้ทุกคนออกไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้อยู่ในโลกที่ไม่เคยอยู่ และได้ออกจากคอมฟอร์ตโซนไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย

“แต่เชื่อเถอะว่า นอกคอมฟอร์ตโซนมีสิ่งสวยงามและมีความสุขรออยู่เสมอ”

เปิดประตูแล้วออกเดินทางไปกับเธอได้ที่เพจ ผมม้าพาเที่ยว ไดอารี่การเดินทางที่จะให้แรงบันดาลใจและจะทำให้เห็นว่าใครๆ ก็ไปเที่ยวได้แม้ต้องทำงานประจำ 

‘ใช้โอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุด’ ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565917

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 10:41 น.

‘ใช้โอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุด’ ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ   

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ถ้าจะนึกถึง เอ-ลิสต์ ของบุคคลที่คร่ำหวอดกับการบริหารเพื่อเสริมทัพให้กับองค์กรได้ก้าวไปอย่างมั่นคง ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ คือหนึ่งในผู้บริหารที่เป็นทั้งสมองและหัวใจ ของบริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น หรือชื่อเดิมที่คุ้นหูคนไทยมากว่า 50 ปี คือ บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2510 โดยกลุ่มธุรกิจ ตระกูลศรีวิกรม์

ปัจจุบันเป็นผู้นำในด้านการผลิตพรมทอมือและพรมทอเครื่องแอ็กซ์มินสเตอร์ระดับโลกในชื่อ “รอยัลไทย” และยังได้ขยายกิจการไปสู่การเป็นองค์กรระดับสากล โดยมีการลงทุนในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในประเทศอังกฤษ และลงทุนร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในธุรกิจวัสดุหุ้มบุในรถยนต์และรถโดยสาร โดยทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจได้ดำเนินกิจการเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก

ม.ล.วัลลีวรรณ ย้อนภาพในอดีตให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ดำเนินชีวิตเรียบๆ ตั้งแต่เด็ก มีหน้าที่เรียนก็เรียนและก็ตั้งใจทำให้ดี แต่ก็รักษาบาลานซ์ชีวิตคือไม่ได้คร่ำเคร่งอะไรมากนัก

“จนถึงทางแยกที่จะก้าวสู่สายอาชีพ ก็ยังไม่ค่อยรู้ถึงความชอบจริงๆ ของตัวเองเท่าไร จึงเลือกสาขาที่เรียนแบบกลางๆ ไว้ก่อน คือ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุดผกผันของตัวเองอยู่ที่วันหนึ่งเพื่อนมาชวนไปสมัครสอบชิงทุนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเราก็ไปสมัครเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ แต่คนที่ได้นั้นกลับเป็นเรา ทำให้ชีวิตหลังการจบ ป.ตรี ก็ต้องบินไปเรียนต่อระดับ ป.โท สาขาการเงินและการตลาดที่ Sloan School of Management, Massachusetts Institute of Technology, USA ถ้าถามว่าที่นี่ทำให้เราแกร่งมาจนถึงวันนี้ไหม ก็ต้องบอกว่า ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราเรียนรู้ที่จะต้องต่อสู้กับชีวิต ฝึกให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย และเปลี่ยนมุมมองในการมองภาพตัวเองในอนาคตได้ชัดขึ้น

แต่ความแกร่งของเรานั้น กลับมาจากการที่เราได้มีประสบการณ์ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ที่ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นการใช้ทุนให้กับธนาคาร หลังจากที่เรียนจบกลับมานั่นเอง ที่นี่เราได้รับประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ด้านการเงินและการบริหาร ตั้งแต่สมัยที่ บัญชา ล่ำซำ ยังเป็นประธานฯ และยังมีผู้บริหารอีกหลายท่าน ซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ที่ได้ทุนมาเช่นกัน ต้องบอกว่าเราโชคดีที่เราได้เริ่มต้นการทำงานกับบุคคลเหล่านั้น”

จนกระทั่งเธอย้ายมาทำงานที่บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทยที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกิจการของรัฐกับบริษัทเอกชน (ปัจจุบันเป็นส่วนงานหนึ่งของ PTT Global Chemical) ก็ได้ร่วมงานกับผู้บริหารเก่งๆ อีกหลายท่าน เช่น สิปปนนท์ เกตุทัต ชุมพล ณ ลำเลียง ศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ และอีกหลายๆ ท่าน

“เราก็นับถือท่านเป็นครูทางสายอาชีพของเรามาจนถึงวันนี้ จนในปี 2533 ได้รับการทาบทามจากคุณเฉลิมพันธ์และคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ให้เข้ามาช่วยทำงานในกลุ่มศรีวิกรม์ โดยได้เริ่มงานเป็นกรรมการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางนาเซ็นทรัล พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มศรีวิกรม์และกลุ่มเซ็นทรัล ก็ทำให้เราได้รับถ่ายทอดประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการมาจากท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นด้วย และได้ผ่านความยุ่งยากในช่วงเวลาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ได้ใช้ความรู้ความสามารถจัดการแก้ไขปัญหา ปรับโครงสร้างหนี้ และจัดการเรื่องการเงินของบริษัท”

จนเมื่อปี 2543 ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น หรืออุตสาหกรรมพรมไทย ในสมัยนั้น และเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีวิกรม์กรุ๊ป โฮลดิ้ง ตั้งแต่ปี 2555 และล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. 2561 ก็ได้รับมอบหมายตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น การเป็นมืออาชีพที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุดขององค์กร ในวัยที่เกษียณแล้วของคนส่วนใหญ่ แต่ ม.ล.วัลลีวรรณ เหมือนเดินย้อนศร

“คือเราได้รับโอกาสนั้น ซึ่งก็พูดติดตลกกับน้องๆว่า ‘ชีวิตพี่เริ่มต้นเมื่ออายุ 60…’ มองว่าคนวัยเกษียณใน พ.ศ.นี้ ไม่ใช่ของล้ำค่าที่ต้องถูกกักเก็บไว้เพียงเพราะอายุถึงเกณฑ์ที่ถูกกำหนด หรือถึงวัยที่ต้องหมดไปกับการย้อนเวลาไปสังสรรค์ เล่าเรื่องเก่า และรอเวลาที่พบปะลูกหลานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ายังมีพลังอยู่และยังมีงานที่ต้องดำเนินต่อไปให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะเป็นกำลังผลักดันให้มีแรงในการทำงาน

ยิ่งได้ทำงานร่วมกับคนหนุ่มที่พลังล้นอย่าง คุณเอ-พิมล ศรีวิกรม์ ประธานบริษัท ที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล บริหารงานอย่างมืออาชีพ และคิดบวกตลอดเวลา รวมถึงทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีแนวคิดใหม่ๆ จึงเป็นการเติมพลังให้ได้สดชื่น และกระปรี้กระเปร่าในการทำงาน”

จะเห็นได้ว่าสองสามปีก่อนหน้านี้ ม.ล.วัลลีวรรณ ก็ได้เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ร่วมกันพัฒนาไปกับทีม ส่งให้บริษัทก้าวขึ้นมาอยู่ในธุรกิจผลิตพรม และส่งออกพรมชั้นนำของโลก และทุกธุรกิจที่ถืออยู่ในมือก็เป็นธุรกิจที่มีอนาคต โดยตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ว่าจะสามารถแตะ 1 หมื่นล้านบาทให้ได้ สำหรับแผนการอนาคต เธอก็อยากมองเห็นบริษัทเติบโตไปในทิศทางที่มุ่งหวังไว้ ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและจะสร้างแนวทางไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต จะได้มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ความสำเร็จของ ม.ล.วัลลีวรรณ นั้น ถ้าจะให้สรุปความให้ได้ว่ามาจากสิ่งใด เธอบอกว่า

“เป็นเรื่องของการทำงานแบบมีเป้าหมาย มองไปข้างหน้า คิดวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้บรรลุผลตามเป้าหมาย มองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นและหาแนวทางป้องกันและแก้ไขตั้งแต่ก่อนจะเกิดเหตุ หากเราคิดรอบด้านแล้วจากข้อมูลทุกอย่างที่เรามีในขณะนั้นแล้วยังเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมา ก็จะไม่เสียเวลาโทษใครหรืออะไร แต่จะพยายามแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

การเป็นผู้บริหาร นอกจากจะมองภาพรวมของบริษัทแล้ว ยังต้องมีความละเอียดในจุดที่ควรให้ความสนใจ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะสอนให้เราเรียนรู้ได้เอง”