เปิดอาณาจักร แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าแม่ภารต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565694

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 20:30 น.

เปิดอาณาจักร แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าแม่ภารต

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ได้ชื่อเป็นซีอีโอข้ามเพศที่รวยที่สุดในประเทศไทย “แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” แห่ง บริษัทเจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย นำเข้าลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากทั่วโลก ที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าแม่กินรวบไปทุกช่องสถานีโทรทัศน์

ช่องต่างๆ ล้วนซื้อลิขสิทธิ์จากเจเคเอ็นไปออกอากาศ โดยเฉพาะซีรี่ส์อินเดียที่ขายได้เป็นพันล้าน จนได้ฉายาว่า “เจ้าแม่ภารตพันล้าน”

ไม่เพียงนำคอนเทนต์จากทั่วโลกมาสู่ไทย แต่ แอน จักรพงษ์ ยังนำคอนเทนต์ไทยสู่สายตาประชาชนยังดินแดนอื่นด้วย อย่างการค้าคอนเทนต์กับประเทศเวียดนาม

“ประเทศเวียดนามเป็นเพื่อนบ้านประเทศไทย มีทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายคลึงกับความเป็นไทย กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มโทรทัศน์ เจ้าของสื่อสารมวลชนทั้งหลาย เรียกว่าเทเลคอมมิวนิเคชั่นคอมปานีบรอดเคสเตอร์ เราคือธุรกิจบีทูบีไม่ใช่บีทูซี แต่ว่าคนที่เดินกันตามท้องถนนนั่นแหละคือลูกค้าของลูกค้าอีกทีหนึ่ง

เวลาเรานำสินค้าที่ดีคือคอนเทนต์ที่เขาสามารถสร้างเรตติ้งได้ เราต้องเข้าใจว่าลูกค้าเขาคือใครในการบริโภค วัฒนธรรมของเขา ของเรา ไม่ใช่เฉพาะเวียดนามนะ เมียนมา ลาว แคมโบเดีย หรือจีน เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเราหมดเลย”

ชั่วโมงชีวิตของ แอน จักรพงษ์ สนุกไปกับการทำงาน เดินทางไปเจรจาธุรกิจดูคอนเทนต์ทั่วโลก และในไทยใช้เวลาอยู่ที่บริษัทเต็มชั่วโมงทำงานทุกๆ วันที่อาณาจักรเจเคเอ็น บนพื้นที่ 15 ไร่ย่านศาลายา จ.นครปฐม

หาก “บ้าน” เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอให้ความสำคัญมากจะไม่รับแขกทางธุรกิจที่บ้าน ถ้าไม่เหนื่อยล้าเกินไปจะต้องกลับมานอนที่บ้านเสมอ

ล่าสุดทุ่มทุน 150 ล้านบาทซื้อบ้านในโครงการเดียวกัน 5 หลัง ให้ พ่อ แม่ น้องอยู่คนละหลัง มีป้ายชื่อขนาดใหญ่หน้าบ้านว่า “บ้านจักราจุฑาธิบดิ์”

มี 3 หลังติดกันอยู่ในกำแพงเดียวกัน มีทางเดินในสวนเชื่อมต่อกันแต่ละบ้าน แต่ละหลังมีชื่อเรียก คือ บ้านสุรสวดี บ้านอุมาเทวี และบ้านลักษมี ของเธอเองส่วนอีก 2 หลังอยู่ในซอยถัดไป คือ บ้านปารวดี และบ้านวิษณุ

“เพิ่งเสร็จย้ายมาอยู่ได้เดือนเดียวเอง เลือกทำเลนี้เพราะใกล้กับบริษัท เป็นโครงการไฮแอนด์เราต้องการซูเปอร์ซีเคียวริตี้ และต้องการความเป็นส่วนตัว”

แอน จักรพงษ์ เท้าความหลังตอนหนีออกจาก คฤหาสน์ปลายฟ้า มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว “บ้านบนพื้นที่ 3 ไร่ มีสระว่ายน้ำลอยฟ้า แต่บ้านนั้นมีความทรงจำที่เราต้องเก็บสิ่งที่เราเป็น

พอเราออกมาก็ไปกราบคุณแม่ แล้วบอกว่าตอนนี้เราเป็นสตรีข้ามเพศพันล้านแล้วนะ แม่ยอมรับได้ไหม แม่บอกยอมรับได้ทุกอย่าง ร้องห่มร้องไห้กอดกันปานจะตายไปข้างหนึ่ง

ก็เลยบอกคุณแม่ว่าไม่อยากจะอยู่ในความทรงจำเก่าๆ แล้ว เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็แยกทางกัน ตัวแอนเองก็ออกมาจากบ้านท้ายสุดน้องสาวก็ตามกันมา

มันก็เลยกลายเป็นเรื่องของการที่ว่าเราทนอยู่ไม่ได้แล้วกับสังคมเก่าๆ และการไม่ถูกยอมรับของคุณแม่สมัยก่อน แต่พอคุณแม่ยอมรับได้เรากลับรู้สึกอึดอัด เพราะการที่เราอยู่บ้านหลังเดียวกัน ที่จอดรถเดียวกัน ทางเข้าที่เดียวกัน ตลอดจนห้องอาหารที่เดียวกัน ห้องนอนก็ขึ้นบันไดทางเดียวกัน พูดง่ายๆ ถ้าอยู่บ้านหลังเดิมไม่สามารถพาผู้ชายเข้าบ้านได้เลย (หัวเราะ) เพราะจะถูกจับจ้อง แต่คุณแม่ก็ให้เกียรติมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

แต่เป็นความทรงจำที่เราไม่เคยลืมเนอะพอเราเป็นผู้หญิงเต็มตัวตอนอายุ 40 มันต้องมีความเข้าใจว่าทำยังไงเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว ก็เลยซื้อทั้งหมด 5 หลัง โดย 3 หลังแรกต่อกันเลย คุณแม่หลังหนึ่ง น้องสาวหลังหนึ่ง เราก็ได้เจอกัน

ที่สำคัญได้รู้ว่าใครมาใครไป หมายถึงว่าใครอยู่ ใครป่วยอะไรต่างๆ เพราะด้านหลังจะเป็น Service Corridor คือทุกคนที่เป็นทีมงานก็อยู่ด้านหลัง

มีที่จอดรถของใครของมัน ทางเข้าบ้านของใครของมัน แต่ถ้าวันไหนอยากกินข้าวด้วยกันก็มาบ้านเราได้ เพราะใหญ่สุดเป็นการตอบโจทย์ที่ดี เพราะเราคิดว่าการอยู่แบบกงสีทั้งในบ้านและที่บริษัทนี่อึดอัดมากนะถ้าบริหารไม่ดี”

บ้านลักษมี คือหลังของเธอ อยู่ด้านในสุดมีสระว่ายน้ำขนาดย่อม “ข้างสระมีสปา มีเซาน่า มีห้องสตรีม เราต้องการสระเล็กๆ ไว้แช่ให้คลายร้อน ไม่ต้องการใหญ่แบบคฤหาสน์ปลายฟ้าที่เราหนีออกมาเหมือนเป็นสโมสรให้คนมาว่ายน้ำเลยล่ะ แล้วไม่มีคนว่ายหรอก มีแอนคนเดียวสมัยก่อนตอนยังเป็นผู้ชายนะ เปลืองค่าดูแลมาก

เอาเข้าจริงๆ สระว่ายน้ำเราเอาไว้ใช้บำบัดตัวเรา จุ่มตัวลงไปหลังจากเซาน่า หลังจากสตรีม ก็ว่ายวนไปวนมาแล้วรู้สึกตัวเบาๆ ขึ้นมาอาบน้ำล้างตัวหน่อยแล้วก็นอนหลับสบาย”

ภายในตกแต่งแบบโมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่ แน่นอนว่ามีกลิ่นอายภารต จากข้าวของเครื่องใช้ ชุดเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่เธอสรรค์สร้าง ชั้น 2 มีเพียงส่วนของห้องนอนห้องนั่งเล่นดูโทรทัศน์ และอีกพื้นที่ครึ่งหลังเป็น วอล์กอิน คลอเซต

“เวลาคุณเดินเข้ามาคุณจะรู้เลยว่านี่คือบ้านแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ แน่นอน ขึ้นมาก็จะเป็นห้องเก็บส่าหรี ห้องเก็บเครื่องเพชร ห้องเก็บกระเป๋า และชุดส่าหรีซึ่งมีมากกว่า 300 ชุดน่ะ มันเยอะมากมายมหาศาลเหลือเกินที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่าเรามีรสนิยมแตกต่างจากคนอื่น แต่อยู่บนพื้นฐานของคำว่าโมเดิร์นลักซ์ชัวรี่

มันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งเวลากลับมาบ้าน เพราะบ้านคือเรา เราก็คือบ้านทุกสิ่งทุกอย่างตอบโจทย์มาก ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน แอนมีห้องบอดี้การ์ดอยู่ด้านล่างด้วยนะ ก็คือบอดี้การ์ดอยู่กับเรา 24 ชั่วโมง”

เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่นำเข้าและสร้างขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ “เรียกว่ามี สถาปนึก (หัวเราะ) เรานึกแล้วเขาก็เสกให้เรา เขาก็ทำสำเร็จมาให้เรา ก็มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากอิตาลี อะไรที่มันดีที่สุดในโลกก็จะมาอยู่ที่นี้หมด อยากจะให้ไปดูที่บริษัทนะ ของสะสมที่บริษัทคือจิตรกรรมมาจากทั่วโลกของแท้ ประเมินมูลค่าไม่ได้เลย”

ในพื้นที่ยังสร้างห้องของสะสมขนาดย่อม เพราะของจริงอยู่ที่บริษัท เป็นห้องกระจก มองจากห้องรับแขก สระว่ายน้ำ ห้องดูโทรทัศน์ก็เห็นของสะสมภายในเป็นงานประติมากรรมต่างๆ ที่เธอสะสมมาตั้งแต่ปี 2014

บ้านไม่ต้องหลังใหญ่โตมาก เฟอร์นิเจอร์ก็มีน้อยชิ้นเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ขึ้นชื่อแอน จักรพงษ์ น้อยแต่อลังการ เพราะโจทย์ของชีวิตต้องดีที่สุด ลักซ์ชัวรี่ที่สุด และสามารถสะท้อนตัวตนของเธอ

คิดใหม่ทำใหม่ ทำใจให้เย็นเพื่อสุขระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565693

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

คิดใหม่ทำใหม่ ทำใจให้เย็นเพื่อสุขระยะยาว

เรื่อง กันย์  ภาพ pixabay

เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวผ่านไป 9 เดือน อะไรที่คิดว่าจะทำจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นก็ยังไม่ได้เริ่มสักที

กลับมานั่งคิดย้อนไปว่าเรามัวแต่ทำอะไรอยู่ บางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจ เหมือนย่ำอยู่กับที่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะเริ่มตรงไหน วันนี้มีเทคนิคการเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เพื่อให้ชีวิตมีความสุขในระยะยาวได้อย่างไร?

1.มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเอง

การที่จะทำอะไรสักอย่างสำเร็จต้องมาจากความสมัครใจ และความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง พูดง่ายๆ คือต้องอินกับสิ่งที่จะทำ เพราะถ้าเรารู้สึกมุ่งมั่นอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และไม่รู้สึกฝืนใจตัวเอง จะมีพลังใจที่จะทำและมีความสุขกับการได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อว่าถ้าเรามีใจที่มุ่งมั่น จุดหมายก็อยู่ไม่ไกล

2.ตั้งเป้าหมายแล้วไปให้ถึง

การมีเป้าหมายถือว่าเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมนุษย์ ลองสังเกตว่าคนที่มีเป้าหมายในชีวิตมักจะอยู่อย่างมีความหวัง มีการวางแผนการใช้ชีวิตที่ชัดเจน และมีกำลังใจในการต่อสู้ ต่างกับคนที่ไม่มีเป้าหมาย มักเดินไปเรื่อยๆ ไร้ทิศทาง รู้สึกว่างเปล่า ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าหรือมีความสุขกับปัจจุบันได้เต็มที่

เราควรตั้งเป้าหมายในชีวิตกันดู อาจจะไม่ต้องเป็นเป้าหมายใหญ่โตหรือกินระยะเวลานานก็ได้ เช่น ตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกายภายใน 6 เดือน หรือจะเก็บเงินซื้อบ้านภายใน 3 ปี เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายเราก็จะมีแรงบันดาลใจรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่ออะไร แล้วระหว่างทางของเราก็จะมีความหมายในทุกวัน

3.รักตัวเองอย่างที่เป็น

หลายคนรู้สึกไม่ดีกับรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ยิ่งเวลาเจอคนที่สวยกว่า ดูดีกว่าก็มักอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับตัวเอง อีกทั้งสังคมบ้านเรายังมีการล้อเลียนรูปร่างหน้าตาของผู้อื่นอยู่มาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปมในใจ บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจ บางคนกลายเป็นคนอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราไม่ควรจะปล่อยให้มันมาทำร้ายเรา

ดังนั้น เราควรเริ่มต้นจากการเคารพและรักตัวเองให้ได้ก่อน เปลี่ยนความคิดทางลบให้เป็นพลังบวก จำไว้ว่าทุกคนมีความพิเศษอยู่ในตัวเอง และไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ถ้าเมื่อไรที่เราทำได้ เมื่อนั้นเราจะมีความสุขอย่างที่เราเป็น

4.บุคลิกภาพสร้างได้

บุคลิกภาพเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนภายนอกมองเห็นและสามารถบ่งบอกถึงนิสัย ความใส่ใจในตัวเองของแต่ละคนได้ บุคลิกภาพหมายรวมถึงท่าทาง การวางตัว การเดิน การพูด การใช้สายตา การแต่งกาย ทรงผม ฯลฯ คนที่มีบุคลิกภาพแย่จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ คนที่มีบุคลิกภาพหม่นหมอง หดหู่ก็จะแสดงถึงความไม่มั่นใจ ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงงาน รวมถึงทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงพลังลบไปด้วย

เรื่องบุคลิกภาพจึงเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ส่งผลทั้งกับเรื่องส่วนตัวและหน้าที่การงาน จึงไม่ควรละเลยควรฝึกให้เป็นคนมั่นใจ มีมารยาท รู้จักวางตัว ใช้สายตาและน้ำเสียงเหมาะกับคู่สนทนาหรือประเภทของงานตรงหน้า แต่งกายให้สะอาดเหมาะสมถูกกาลเทศะอยู่เสมอ

5.หัดแต่งตัวและแต่งหน้า

การแต่งตัวแต่งหน้าไม่ใช่เพื่อคนอื่นแต่เพื่อตัวเราเอง การที่เรารู้จักเสริมจุดเด่นเพื่อกลบจุดด้อยจะทำให้เรามีความมั่นใจและรู้สึกภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้น เมื่อเรารู้สึกดีจากภายในก็จะส่งผลให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีออร่าความสุขส่งต่อไปแก่ผู้คนรอบข้างและการรู้จักแต่งตัวแต่งหน้าจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และทำให้หน้าที่การงานราบรื่นอีกต่างหาก

6.ออกจาก Comfort Zone

เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ การที่เราออกจาก Comfort Zone ที่คุ้นเคยเพื่อเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างได้ผล เนื่องจากจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้พบผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายเพศและวัย เราจะได้เจอกับความท้าทาย เห็นโลกกว้างขึ้นและอาจจะเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

7.เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

การเปลี่ยนแปลงตนเองให้สำเร็จ ควรเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หมั่นหาความรู้เพิ่มอยู่ตลอดเวลา เช่น ลงอบรมเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวกับหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ลงเรียนภาษาเพิ่ม ติดตามข่าวสาร อัพเดท เทรนด์อยู่เสมอ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเราเอง

8.ออกกำลังกายและกินอาหารเพื่อสุขภาพ

การออกกำลังกายและกินอาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องของการลดน้ำหนักเท่านั้น แต่การออกกำลังกายจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เลือดลมไหลเวียน ทำให้สวยจากภายใน ช่วยลดความรู้สึกอ่อนแรงหงุดหงิดไปได้ การกินอาหารเพื่อสุขภาพก็เช่นกันจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งและห่างไกลโรคภัย

การเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจจะทำให้เรารู้สึกกลัวหรือกังวล ไม่แน่ใจในอนาคต บางคนอาจจะรู้สึกขี้เกียจ ไม่มีแรงใจที่อยากจะทำ แต่เพราะโลกนี้ต้องหมุนต่อไป เราเองก็ต้องเดินไปข้างหน้าเช่นกัน

เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ทำทุกวันให้ดีที่สุด ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ทางที่ดีขึ้นทีละนิดละน้อย เมื่อเราเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย จิตใจ และทัศนคติแล้วออร่าความสดใสก็จะเปล่งประกายออกมา เห็นไกลๆ ยังต้องเหลียวหลังมอง

นอกจากนี้ เราก็จะเป็นคนใหม่ที่รู้จักรักตัวเองและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขในช่วงบั้นปลายได้

สัญญาณเสี่ยง‘เริ่มไม่มีเงินเก็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565692

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

สัญญาณเสี่ยง‘เริ่มไม่มีเงินเก็บ’

เรื่อง ราตรีแต่ง

“การเงินมีปัญหา ถึงเวลาต้องปฏิวัติ” มาปลดแอกชีวิตการเงินแบบเดิมๆ ยกเครื่องใหม่ ทั้งในเรื่องความคิด ไปจนเรื่องสร้างวินัย ทำในสิ่งที่แตกต่างเพื่ออนาคตการเงินที่ดีขึ้นกว่าเดิม

บางคนอายุ 30 กว่าๆ แล้ว ยังไม่มีเงินเก็บ ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรือไม่เคยมีเงินเดือนเหลืออยู่ถึงสิ้นเดือน

มีใครเป็นแบบนี้บ้าง!?! วันเงินเดือนออกเงินเหลืออยู่ 10-20% ซึ่งการมีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น ถ้ามองในด้านการเงินถือว่าเสี่ยงมากๆ หากเรามีเงินไม่พอใช้ทุกๆ เดือน และไม่มีวี่แววว่ามันจะดีขึ้น นั่นหมายถึงว่า นอกจากคุณจะเก็บเงินไม่อยู่แล้ว ยังมีเงินไม่พอใช้จ่ายอีกด้วย

หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ก็บอกว่ารายได้น้อย แต่อยากให้ลองดูพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่ มีใครเข้าข่ายอะไรบ้าง

ทนเห็นป้ายเซลไม่ได้

ป้ายสีแดงๆ ที่เขียนว่า Sale มันสุดสะดุดตาและดึงดูดเราให้รี่เข้าร้านไปโดยรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงเอยด้วยการซื้อของชิ้นนั้นกลับมาด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็ของมันลดราคา” การตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเสียดายโอกาส กลัวว่าการเซลครั้งยิ่งใหญ่ 80-90% ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก(ทั้งที่มันก็มีปฏิทินเซลประจำทุกปี) แต่ความกลัวพลาดชิ้นเด็ดที่หมายตาไว้ รีบซื้อเลยดีกว่า แบบนี้ก็คงไม่มีเงินเก็บแน่นอน

แล้วจะมีวิธีแก้ไขนิสัยช่างซื้อแบบนี้อย่างไร ก็แค่คุณกำหนดงบประมาณไว้ในการช็อปปิ้ง 10% ทุกๆ เดือน เซลครั้งใหญ่ก็ซื้อได้ในงบ (ที่จำกัด) เอาน่า… อย่างไรก็ได้ชิ้นใหม่

คนเดือนชนเดือน เพราะชอบซื้อแบบนี้ เงินเก็บไม่มี ควรสร้างหนี้เป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่น ผ่อนคอนโด ทาวน์เฮาส์ ให้เป็นภาคบังคับให้เราต้องจ่าย วันหนึ่งผ่อนหมดก็จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

เงินเดือนออกแล้วติดหรู

บางคนยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นแบบนี้ สิ้นเดือนก็ต้องนั่งแท็กซี่ต้องไปดูหนัง ต้องหาของกินร้านอร่อยๆ ชีวิตก็เลยอยู่มันไปแบบนี้แหละ ไม่มีเงินเก็บแต่มีหนี้ ใช้เงินเก่งแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีการวางแผนเรื่องเงินเลย แต่วางแผนไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละหลายหมื่นบาทไปจนแสนบาทด้วยบัตรกดเงินสด

คิดว่ามีเงินก็ใช้หาความสุขเงินเดือน 4-5 หมื่นบาท สิ้นเดือนก็จ่ายบัตรเครดิต (มีแทบทุกธนาคาร) สร้างหนี้ใหม่มาอีกไม่จบไม่สิ้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ยังมีช่วงชีวิตหรูหราไว้ให้จดจำ แต่เคยคิดถึงอนาคตบ้างไหมว่า ชีวิตของคุณกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” มาบรรจบกันเมื่อไร?

ไม่เคยบังคับตัวเอง

ใครไม่เคยทำ ลองทำ วิธีนี้โดยกันเงินใช้รายวันแลกธนบัตร 100 บาทเอาไว้เลย ใช้วันละ 200 บาท ใส่ถุงซิปไว้ 30 วัน แต่ละวันก็เอาออกมาใช้ทีละซอง เมื่อก่อนไม่ได้ทำแบบนี้ต้องมากลุ้มใจจะใช้เงินพอถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า ส่วนเงินเก็บเปิดบัญชีเงินฝากแบบฝากทุกเดือน ปีที่ได้ขึ้นเงินเดือนมาก ก็เปิดเพิ่มอีก 1 บัญชี โดยตั้งใจว่าจะพยายามเก็บเงินให้ถึงตามเป้าหมาย

รักความเสี่ยง (ด้านลบ)

การพนัน แทงหวย แทงบอล ถ้าไม่ได้มีองค์ประจำตัวหรือแหล่งเลขเด็ดที่จะทำให้คุณร่ำรวยได้จากช่องทางนี้ เอาเงินและเวลาของคุณไปสร้างธุรกิจด้วยมือของคุณจะน่ายั่งยืนและภูมิใจกว่ามาก

ติดใช้แบรนด์เนม

ข้อนี้คงโดนใจสาวๆ หลายคน กับเหตุผลของการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบราคา 6 หลักนั้น มันขายต่อได้ ราคาไม่ตก แต่ในวงการซื้อขายกระเป๋าเพื่อเอากำไร นอกจากราคากระเป๋า 5-6 หลักแล้ว ยังจะต้องมีอุปกรณ์เสริมไว้ดูแลกระเป๋าอีก ทั้งสเปรย์กันน้ำ ทั้งชุดทำความสะอาด แม้กระทั่งพากระเป๋าไปทำสปาครั้งละหลายพันบาท

หากคุณผู้หญิงเปลี่ยนใจจากการเสพติดกระเป๋ามาเป็นเสพติดการลงทุนแทน นอกจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิกแล้วยังมีโอกาสทำให้เงินต้นงอกเงยอีกด้วย

หากใครยังเลือกใช้ชีวิตที่ไม่มีเงินเก็บ ด้วยไลฟ์สไตล์ดังกล่าวมา จะทำให้ติดกับดักวงจรชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดท้ายชีวิตในวัยทำงานแบบหนูถีบจักรก็จะหมดลง พร้อมกับสมุดเงินฝากที่มีเงินเก็บอันน้อยนิดจนไม่เพียงพอสำหรับเกษียณตัวเอง ชีวิตแบบนี้คือชีวิตเสี่ยงที่สุดแล้ว

พระรุ่นใหม่สร้างงานศิลป์ เพื่อเด็กและเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565691

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

พระรุ่นใหม่สร้างงานศิลป์ เพื่อเด็กและเยาวชน

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ คอลเลกชั่น พระปัญญาชัย

ถ้าพูดถึงศิลปินผู้สร้างงานศิลปะของ จ.เชียงราย ณ เวลานี้ใครๆ ก็ต้องนึกถึงอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้สร้างวัดร่องขุ่น แต่ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็ต้องยกให้พระปัญญาชัย พุทธรักขิโต วัย 43 ปี แห่งสวนธรรมภูศิลป์ อ.พาน จ.เชียงราย

ท่านเป็นพระหนุ่มที่มีใจรักในงานศิลปะตั้งแต่เด็ก พยายามศึกษาเรียนรู้งานช่างและงานศิลปะตั้งแต่เป็นสามเณรจนกระทั่งอุปสมบท ที่สำคัญสามารถถ่ายทอดงานช่างและงานศิลปะให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ยังเป็นสามเณร

วันนี้มารู้จักชีวิตและการทำงานศิลปะของพระอาจารย์ปัญญาชัย เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้จักท่านดีพอ

ชอบงานศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก

พระอาจารย์ปัญญาชัยชอบงานศิลปะมาตั้งแต่จำความได้ สมัยเรียน ป.3-4 หลังจากเลิกเรียนกินอาหารเย็นก็จะให้คุณตาพาไปส่งที่บ้านช่างพื้นบ้านในหมู่บ้านเพื่อเรียนวาดภาพและงานปั้น จากนั้นก็มาฝึกฝนที่บ้านจนสามารถวาดรูปได้ดี ส่วนงานปั้นก็ทำได้ไม่เลว นำหน้าเด็กๆ รุ่นเดียวกัน

พระปัญญาชัย เล่าว่า สำหรับงานปั้นวัสดุที่ใช้ในสมัยเด็กส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและขี้ผึ้ง เพราะสมัยนั้นตามชนบทหาดินน้ำมันยาก ขี้ผึ้งพอหาได้ก่อน ส่วนดินเหนียวก็ไปเอาในบ่อน้ำ ผลงานที่ปั้นส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป สิงโต เป็นต้น

ผลงานปั้นที่สร้างความภูมิใจตอนเรียนประถมคือ งานปั้นพระพุทธรูป โดยใช้พระพุทธรูปที่โรงเรียนเป็นแบบปั้นขนาดหน้าตักประมาณ 1 ศอก

“ช่วงปั้นพระพุทธรูปนี้อาตมาอยู่ ป.3-4 พอปั้นเสร็จปล่อยให้ดินเซตตัวแล้วยกขึ้นรถเข็นมาที่บ้าน โยมแม่เห็นตอนแรกตกใจแต่ก็ชื่นชม ถ้าถามความรู้สึกเกี่ยวกับผลงานชั้นนี้ ด้วยวัยที่ยังเด็กรู้สึกชอบและมองว่ามีความงามในระดับหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจ คือการนำขี้ผึ้งมาปั้นเป็นปลาช่อน เสร็จแล้วนำไปวางในร่องน้ำจงใจให้ยายเห็น อยากแกล้งยายเล่น พอยายมาเห็นก็นึกว่าเป็นปลาจริง”

ใฝ่รู้ มุ่งมั่น อุตสาหะในงานศิลปะ

ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 ได้ศึกษาเรียนรู้งานศิลปะกับช่างศิลป์พื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานจิตรกรรม ทั้งงานประติมากรรม ฝึกฝนพัฒนาตัวเองทุกวันจนมีความสามารถในเชิงศิลปะที่ค่อนข้างโดดเด่นกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

ต่อมาเรียนจบชั้นป. 6 ก็ได้บวชสามเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม และพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (มัธยมศึกษา) จนจบ ม.6 ที่วัดป่าซาง อ.พาน จ.เชียงราย ได้เรียนวิชาศิลปะเพิ่มเติมจากอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ

นอกจากนี้ ได้ใช้วันหยุดไปศึกษาดูงานตามวัดและสถานที่ต่างๆ กลับมาก็ฝึกหัดพัฒนาฝีมือ และซื้อหนังสือศิลปะ เช่น หนังสือลายไทย มาศึกษาและฝึกหัดวาดตาม จนสามารถจดจำลวดลายต่างๆ และเขียนได้เป็นอย่างดี

แค่นี้ยังไม่พอ สามเณรปัญญาชัยมักจะนั่งรถเดินทางไปดูงานก่อสร้างและเรียนรู้งานช่างหลากสาขา ไม่ว่าจะเป็นช่างปูน ช่างปั้น ช่างไม้ ช่างจิตรกรรมฝาผนัง ช่างโลหะ จากช่างที่ได้รับการว่าจ้างจากทางวัดต่างๆ ให้มาสร้างโบสถ์ วิหาร ซุ้มประตู กำแพง หอระฆัง หรือเสนาสนะอื่นๆ ยิ่งถ้ารู้ว่าเป็นช่างฝีมือดีมักจะไม่พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ด้วย

ด้วยความเป็นสามเณรที่มีใจใฝ่เรียนรู้ ทำให้ช่างคนแล้วคนเล่าเห็นแล้วให้ความเอ็นดูและยินดีถ่ายทอดวิชาความรู้งานศิลปะและงานช่างที่ตัวเองถนัดด้วยความเต็มใจ

พอได้วิชาความรู้จากครูช่างที่หลากหลายก็กลับมาฝึกฝนพัฒนาตนเอง ณ วัดที่จำพรรษา โดยงานปั้นก็ใช้ดินเหนียว ดินน้ำมันและปูนฝึกหัดจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพในระดับน่าพอใจ ขณะเดียวกันเวลาที่วัดมีการก่อสร้างและบูรณะที่เกี่ยวกับงานวาดและงานปั้นก็จะอาสาช่วยรวมทั้งยังไปทำให้วัดอื่นๆ อีกด้วย

“ผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาส่วนใหญ่เป็นงานพุทธศิลป์ เช่น พระพุทธรูป และผลงานที่อิงพุทธศาสนาหรือแฝงด้วยคติธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น ครั้งเกิดอธิกรณ์กับอดีตพระยันตระ อาตมาเกิดความรู้สึกสะเทือนใจเลยเขียนภาพสะท้อนความรู้สึกเกี่ยวกับวงการพระพุทธศาสนาในขณะนั้น เป็นรูปพระพุทธเจ้าทรงยืนหันหลังและมีเสมาธรรมจักรอยู่เบื้องหน้าพระองค์ ในใบเสมาธรรมจักรจะมีรอยร้าวเพื่อต้องการสื่อให้รู้ว่าภัยพระพุทธศาสนากำลังเกิดขึ้น ตามคติความเชื่อของเราชาวพุทธเชื่อว่าศาสนาพุทธจะอยู่ได้ 5,000 ปี บัดนี้ก็ล่วงเลยมาเกินกึ่งหนึ่งแล้ว เราก็เริ่มเห็นภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา”

ทำงานศิลปะเต็มตัวและถ่ายทอดงานศิลป์แก่คนรุ่นใหม่

ช่วงใกล้จบ ม.6 (อายุ 17-18 ปี) ต่อเนื่องถึงจบ ม.6 พระปัญญาชัย (ขณะนั้นยังเป็นสามเณร) ได้ทุ่มเทกับงานศิลปะทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างมาก นอกจากขวนขวายด้วยตัวเองแล้วบางครั้งเจ้าอาวาสวัดที่เคยอยู่ด้วยและเจ้าอาวาสวัดที่รู้จักได้เมตตาพาไปแนะนำให้รู้จักและเรียนรู้งานจากช่างฝีมือดีหลายต่อหลายคน

ครั้งหนึ่งได้พาไปศึกษางานปั้นจากช่างปั้นที่จบจากอินเดีย ทำให้ได้รู้เทคนิคและสไตล์การปั้นแล้วกลับมาฝึกหัดด้วยตัวเองจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีและประณีตมากขึ้น

จากนั้นก็เข้าสู่โหมดของการทำงานศิลปะอย่างเต็มตัว เป้าหมายคือต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจ เริ่มต้นด้วยการช่วยงานวัดที่ตัวเองเคยอยู่อาศัยและจำพรรษามาก่อน เช่น วัดท่าฮ้อ วัดราษฎร์ดำรง จ.เชียงราย เป็นต้น โดยได้รับความไว้วางใจจากเจ้าอาวาสที่เชื่อมั่นในฝีมือให้รับผิดชอบงานปั้น เช่น ปั้นพระพุทธรูป พญานาค งานปั้นหน้าบัน ช่อฟ้า ใบระกา รวมทั้งงานจิตรกรรมและอื่นๆ

ผลงานที่ฝากไว้ในวัดที่เคยจำพรรษา ทำให้เจ้าอาวาสวัดอื่นๆ เห็นแล้วประทับใจ ติดต่อให้ไปทำที่วัดของตน นอกจากนี้ยังมีสถานศึกษาอีกหลายแห่งใน จ.เชียงราย และใกล้เคียงติดต่อให้ไปปั้นพระพุทธรูปไว้ในโรงเรียน และจากภาพการทำงานที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและใจรักในงานศิลปะทำให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ นักศึกษาจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจและเรียนรู้งานศิลปะตั้งแต่ท่านยังเป็นสามเณร

“คนที่มาเรียนในช่วงแรกๆ จะเป็นเยาวชนในหมู่บ้านที่มาเห็นอาตมาทำงานก็อาสามาช่วยผสมปูน ช่วยยกนั่นยกนี่ จากนั้นก็มีเยาวชนจากหมู่บ้านใกล้เคียง และนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ในเชียงราย

ทุกครั้งที่ถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ก็สอนพวกเขาให้รู้จักการให้ การมีจิตใจสาธารณะ และการสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม ชุมชน บ้านเกิด สถานศึกษาที่เคยเรียนถ้ามีฝีมือและมีโอกาสต้องตอบแทน

สิ่งหนึ่งที่อาตมาทำแล้วลูกศิษย์รับรู้ก็คือ เวลาที่อาตมาได้รับการติดต่อให้ไปปั้นพระพุทธรูป ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเป็นวัด หน่วยงานราชการ ชุมชน หมู่บ้าน หรือที่ไหนๆ ก็ตาม จะไม่มีค่าแรงให้และต้องทำฟรี อาตมาจะสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่าการสร้างพระพุทธรูปนั้นเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ เวลาสร้างให้ทุกคนอนุโมทนาบุญร่วมกัน และภูมิใจว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างด้วยฝีมือของเราเพื่อให้คนได้กราบไหว้บูชา แต่ถ้าลูกศิษย์รับงานเองก็แล้วแต่เขา เพราะเขาต้องอยู่ต้องกิน ต้องเลี้ยงครอบครัว”

ต้น-พรหมมินทร์ วิชา อายุ 36 ปี ศิษย์พระอาจารย์ปัญญาชัย เล่าว่า เรียนศิลปะกับพระอาจารย์ตั้งแต่ท่านอยู่วัดราษฎร์ดำรง อ.พาน เชียงราย ตอนนั้นเขากำลังเรียน ม.ต้น เห็นพระอาจารย์กำลังสร้างวิหาร ทำซุ้มประตูและหน้าต่างวิหาร เกิดอยากช่วยเลยขออาสาผสมปูนให้และเป็นลูกมือช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน โดยใช้เวลาว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และหลังเลิกเรียนไปกับเพื่อนๆ 2-3 คน

“ต่อมาพระอาจารย์เห็นว่ามีความมุ่งมั่นเลยสนับสนุนให้วาดรูป โดยให้เรียนรู้ลายไทยเริ่มจากลายง่ายๆ แล้วขยับไปสู่ลายที่ยากและซับซ้อนขึ้น จนในที่สุดสามารถเรียนรู้ลายไทยได้เป็นอย่างดี จากนั้นท่านก็สอนงานปั้นให้ เช่น ปั้นรูปพญานาค ปั้นรูปใบระกา ช่อฟ้า

ผมฝึกหัดเรียนรู้งานจิตรกรรมและประติมากรรมกับท่านเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนมีความสามารถในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมเป็นที่ยอมรับ มีการส่งประกวดและได้รับรางวัลมาหลายงาน ปัจจุบันก็ได้ใช้วิชาความรู้ตรงนี้สร้างอาชีพและรายได้ให้กับตัวเองจนแทบไม่มีเวลาว่าง ต้องขอบคุณพระอาจารย์ที่ทำให้ผมมีวันนี้”

สร้างศูนย์เรียนรู้ภูศิลป์เพื่อเด็กและเยาวชน

หลังจากอุปสมบทและทำงานศิลปะต่อเนื่องจากตอนเป็นสามเณรมาประมาณ 24 ปี ซึ่งระหว่างนั้นได้มีลูกศิษย์จากจังหวัดต่างๆ เช่น จ.น่าน พะเยา ตาก สุโขทัย เชียงใหม่ และจากอำเภอต่างๆ ใน จ.เชียงราย มาเรียนรู้และฝึกหัดด้วย

ต่อมาเมื่อปีที่ผ่านมา ท่านได้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ภูศิลป์ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนธรรมภูศิลป์ สถานที่พักปัจจุบัน เพื่อเปิดสอนศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรมงานไม้แกะสลัก งานโลหะ งานปูน รวมทั้งการสอนดนตรีพื้นเมืองล้านนา ซึ่งจะมีลูกศิษย์คอยช่วยสอนอีกด้วย

“อาตมามองว่าความรู้ที่เรียนด้วยความอุตสาหะทุ่มเทและใจรัก ก็อยากถ่ายทอดวิชาความรู้เหล่านี้ีให้กับอนุชนรุ่นหลัง ต้องการอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย นอกจากนี้คนที่เรียนยังสามารถนำวิชาความรู้นี้ไปสร้างสรรค์ชีวิตและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดี นำไปสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับชาติ ศาสนา รวมถึงส่งเสริมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตราบนานเท่านาน อาตมาหวังเพียงแค่นี้ เจริญพร” พระอาจารย์ปัญญาชัย กล่าวทิ้งท้าย

นี่คือหนึ่งในพระดีและเป็นพระรุ่นใหม่ที่ชาวพุทธควรต้องส่งเสริมและให้กำลังใจ ล่าสุด ท่านได้รับการติดต่อจากพระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ ให้มาออกแบบใบเสมารอบพระอุโบสถ เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะได้เห็นผลงาน

วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ‘รถ กีตาร์ นาฬิกา โลกของผม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565621

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ‘รถ กีตาร์ นาฬิกา โลกของผม’

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“วรัตน์พล วรัทย์วรกุล” ผู้ก่อตั้งบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป นักธุรกิจออนไลน์ มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ รวมถึงการบริหารองค์กรบริหารทีมมาแล้วด้วยยอดขายพันล้าน ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อ บูม (Boom) สร้างเนื้อสร้างตัวจากธุรกิจการขาย จาก 17 ปีที่แล้ว เป็นพนักงานประจำรายได้ไม่ถึง 1 หมื่นบาท ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ แต่เขาไม่หยุดพัฒนาตัวเองใช้เวลาในวันหยุดเพียง 1 วัน ลงคอร์สเรียนต่างๆ หาความรู้เพิ่มเติม ใช้เวลานับ 10 ปี จากพนักงานรับโทรศัพท์ค่อยๆ เลื่อนตำแหน่งจนเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด

“เงินเดือนล่าสุดก่อนลาออก 6 หมื่นบาท โอเคสำหรับเราแต่ไม่โอเคสำหรับการเลี้ยงครอบครัวให้ดี ตอนนั้นผมมีแฟนแต่ยังไม่มีลูก งานที่เราทำอยู่ยังหาความมั่นคง ดูแลคนข้างหลังเราไม่ได้”

เขาตัดสินใจลาออกมาขายกระเบื้องทางออนไลน์เพียงเดือนเดียวได้เงินมากกว่าทำงานทั้งปี จากนั้นก็เข้าสู่ธุรกิจการขายอย่างเต็มรูปแบบจากรายได้หลักพันบาทกลายเป็นหลักพันล้านบาท แต่วิถีชีวิตในครอบครัววรัตน์พลยังสมถะ หากแต่สังคมหน้าที่การงานภาพลักษณ์สำคัญ

“คนมองมาภาพลักษณ์ผมอาจจะดูอู้ฟู่ แต่เราสมถะนะ รู้หน้าที่ เวลาออกงานสังคมต้องมีภาพแบบนี้ เพื่อให้ไม่ต้องอธิบายเยอะเวลาคุยกับพาร์ตเนอร์ ให้เราดูน่าเชื่อถือเอาจริงๆ เดินลงจากรถญี่ปุ่นคนก็มองเราอีกแบบ เดินลงจากรถเฟอร์รารี แต่งตัวดีๆ ไปงาน สิ่งนี้ก็สำคัญ เมื่อก่อนผมก็มองว่าเป็นค่านิยมของคน มักประเมินค่าจากสิ่งที่เห็น ใครจะรู้แก่นแท้เป็นคนดีไม่ดี จนเมื่อเราได้เรียนรู้เจอผู้คนการที่คนประเมินเราจากภายนอกสำคัญ ภาพลักษณ์ของเราน่าเชื่อถือไม่น่าเชื่อถือ ผมเคยไปซื้อทีวีตอนนั้นแต่งตัวธรรมดาพนักงานไม่ดูแลไม่เทกแคร์ ถามคำตอบคำ อีกวันแต่งตัวดีๆ ไป การดูแลของพนักงานก็ต่างไป เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจ พอมาทำธุรกิจก็เข้าใจ ตอนทำงานแต่งตัวดีเป็นใบเบิกทางเจรจา ให้พูดคุยกันง่ายขึ้น ไม่ต้องมานั่งอธิบายโปรไฟล์ เราพูดไปเขายังไม่เชื่อคำพูดเราเท่าภาพที่เห็นเลย แต่สุดท้ายจะดีลต่อไหมอยู่ที่ความสามารถของเรา”

เฟอร์รารี ความฝันชาติหนึ่งต้องได้ขับความชอบของผู้ชายมีอยู่ไม่กี่อย่าง รถ นาฬิกา ดนตรี กีฬา ซึ่ง วรัตน์พล ได้เติมเต็มความชอบของตัวเองเกือบครบอย่าง 599 GTB Fiorano หนึ่งในรถสปอร์ตแบบหายากที่สุดรุ่นหนึ่งของโลกเขาก็มีครอบครองได้ 2 ปี ซื้อด้วยเงินสดสนนราคา 20 กว่าล้านบาท

“ผมชอบเพราะเป็นรุ่นที่เครื่องใหญ่สะใจ ในประเทศไทยมี 10 คัน ผมชอบเฟอร์รารีเพราะโลโก้ม้า และชอบภาพลักษณ์ของรถ ดูโฉบเฉี่ยว ดูมีพลัง เป็นความฝันชาติหนึ่งต้องได้ขับซูเปอร์คาร์ยี่ห้ออื่นก็สนใจ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเฟอร์รารีต้องขับตอนหนุ่มๆ เพราะรถแรง ขับยากจะได้เอามันอยู่”

อีกคันที่เอาไว้ขับใช้งาน ปอร์เช่ 718 Boxster ราคา 7 ล้านกว่าบาท “เลือกรุ่นนี้อยากได้เปิดประทุนบ้าง คันนี้ขับใช้งานแทบทุกวัน และเพื่อไปต่างจังหวัดได้เปิดประทุน และก็มีรถมินิคูเปอร์ 4 ประตูสำหรับครอบครัว รถทุกคันสีแดง ส่วนตัวชอบสีแดงและเป็นสีที่ดูมีพลัง อีกอย่างซูเปอร์คาร์ถ้าสีเรียบๆ ผมว่าไม่ค่อยเหมาะกับตัวถังรถสีเปรี้ยวๆ แรงๆ จะดูรถสวย ผมชอบขับรถแต่ไม่เคยแข่งรถนะ มีรถมาหลายคันแล้ว ก็หลายยี่ห้อไล่ระดับขึ้นไป เป็นความชอบและเราอยากขับในเวลานั้นๆ อย่างตอนนี้เฟอร์รารีก็มีสมาคมไปทริปต่างจังหวัดก็ได้คอนเนกชั่นทางธุรกิจ ผมว่ารถกับผู้ชายเป็นของคู่กัน เราใช้รถก็บอกรสนิยมของเราได้ระดับหนึ่ง”

กีตาร์แฮนด์เมด โลกดนตรี

นอกจากลุคนักธุรกิจวรัตน์พลยังมีอีกลุคคือนักดนตรี มีกีตาร์ตัวโปรดถึง 8 ตัว ราคาอยู่ที่ตัวละ 1-2 แสนบาท

“แต่ละตัวเสียงไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ ทรงไม่เหมือนกัน เราแค่เลือกเสียงที่เราชอบ สไตล์ทรงที่ชอบ 8 ตัวชอบทุกตัว คนละทรงเล่นเพลงคนละกีตาร์ตัวเทพของผม เป็นงานแฮนด์เมดจากประเทศเยอรมนี มี 10 ตัวในโลก ตัวนี้ตัวที่ 7 ช่างกีตาร์ ชื่อ Nik Huber เป็นกีตาร์รุ่นครบรอบ 10 ปีในการผลิตของคนนี้ ซื้อมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ราคา 5 แสนบาท ผมชอบช่างคนนี้ เพราะเขาทำกีตาร์มีเอกลักษณ์เรื่องเสียง หางเสียงยาวมาก ก็งงว่าผลิตเสียงแบบนี้ได้ยังไง ผมว่าทรงมันสวย มีเสน่ห์แบบสรีระผู้หญิง โค้งเว้า เซ็กซี่ แฟลชเป็นรูปปลาวาฬ ทำจากหอยมุกมีมิติที่ลึกกว่า ใช้ไม้บราซิเลียนโรสวู้ด ซึ่งทุกวันนี้ห้ามตัดแล้ว กีตาร์มีกลิ่นของไม้กลิ่นแบบโกโก้ ตัวลูกบิดประดับด้วยหอย หน้ากีตาร์เป็นลายไม้ เป็นเฟรมลึกเหมือนคลื่นทะเล ผมชอบมาก เข้าใจตอนนี้ในไทยมีอยู่ตัวเดียว”

นาฬิกา โลกของการลงทุน

เครื่องประดับที่ใส่ติดตัวมีแค่นาฬิกา “มีนาฬิกา 12 เรือน มีโรเล็กซ์ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ และ AP (Audemars Piguet) ยี่ห้ออื่นผมไม่เล่น ขายไม่ได้ราคา 3 แบรนด์นี้บางรุ่นไม่ผลิตแล้ว ราคาก็ขึ้นจากที่ซื้อมาจริงๆ เป็นทรัพย์สินเพิ่มมูลค่าได้เหมือนการลงทุน บางรุ่นราคาไหลเลยนะ อย่างปาเต๊ะรุ่น 5980 ตอนซื้อมายังผลิตอยู่ ตอนนี้ราคาตอนไป 2 ล้านกว่าแล้ว รุ่นที่เล่นกันหน้าปัดจะออกสีเหลี่ยม Nautilus มีทั้งสายทองคำขาว สายหนัง สายยาง AP รอยัล โอค ออฟชอร์ เรือนโตหน่อย หน้าปัดใหญ่ๆ เอาไว้ใช้เวลาแต่งตัวไปเที่ยวไปเป็นทางการ ผมชอบใส่เพราะเป็นรอยยาก โรเล็กซ์ซื้อไว้แต่ไม่ค่อยได้ใส่ ถ้าเทียบกับรถเหมือนเบนซ์ เก็บเงินได้ต้องเล่น ก่อนซื้อมาขายไปก็เยอะ เหมือนเราอยากได้เรือนใหม่ เอาจริงๆ เก็งผิด ก็มีนึกว่าเขาจะเลิกผลิตพอไม่เลิกก็ปล่อยไปหาซื้อตัวใหม่

เวลาซื้อนาฬิกา ผมคิด 2 อย่างแบบที่อยากใส่ และลงทุนซื้อไปไม่เจ็บตัวถ้าอยากขายต้องได้กำไร เพราะผมชอบเปลี่ยนนาฬิกา บางเรือนใส่ 2 ครั้ง ซื้อมา 3 เดือนก็ขายแล้ว นาฬิกาผมมองเป็นเครื่องประดับ ผู้ชายเจอกันก็มองนาฬิกากันนะ ว่าสวมใส่อะไร มองเสร็จก็เริ่มประเมินค่า คนนี้ประมาณนี้ ไม่ใชแค่สถานะ มันสะท้อนคาแรกเตอร์ด้วย มันคือความชอบของเรา เรือนที่แพงสุด 2 ล้าน ไม่กล้าซื้อแพงกว่านี้ ยังรู้สึกเสียดายเงินอยู่ ส่วนตัวผมแฮปปี้แล้วที่จะใส่แค่นี้ เกินกว่านี้เริ่มรู้สึกใส่แล้วไม่ปลอดภัยในชีวิต

นาฬิกาเหมือนเครื่องประดับเป็นตัวช่วยให้เราพูดน้อยลง ไม่ต้องมานั่งบรรยายสรรพคุณของตัวเองเท่าไร นาฬิกาเรือนที่ใส่บ่อยสุด คือ ปาเต๊ะ 5711 ซื้อจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกือบ 2 ล้านบาท ตอนนี้ราคาขึ้นไปหน่อย เป็นสายหนังจระเข้สีดำ ตัวเรือนทองคำขาว ที่ชอบมันเบาบางดี แล้วพอใส่กับชุดดำเข้ากัน แต่งตัวง่ายกว่าสายเหล็กนะผมว่า”

วรัตน์พล บอกว่า ใช้เงินกับเรื่องส่วนตัวเพียง 20 เปอร์เซ็นต์

“เหมือนสนองกิเลสตัวเอง และมันต่อยอดเป้าหมายการทำงาน การที่เราพิสูจน์ตัวเองว่า เราสามารถทำได้ พวกนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทำธุรกิจไปได้ง่ายขึ้น แล้วมันคือตัวเรา โลกของเรา รถก็เป็นงานอดิเรกที่ชอบ สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ กีตาร์โลกส่วนตัวในวัยเด็กของผม ผมไม่มีชีวิตวัยรุ่น ทำงานตั้งแต่อายุน้อย ส่วนนาฬิกาผมมองว่าการลงทุนชนิดหนึ่งและซื้อมาใช้ดีกว่าเงินฝากแบงก์”

รถ กีตาร์ นาฬิกา 3 ความชอบของนักธุรกิจหนุ่มที่กว่าจะมีวันที่เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบได้อย่างอิสระ ต้องแลกมากับการทุ่มเททำงานอย่างหนักในช่วงชีวิตวัยรุ่น

นวัตกรรมผ้าทอ อีสาน-ล้านนา ร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565617

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

นวัตกรรมผ้าทอ อีสาน-ล้านนา ร่วมสมัย

เรื่อง ภาดนุ

ผ้าไทยคือสมบัติอันล้ำค่าของชาติที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จนพูดได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาสู่คนยุคปัจจุบันก็ไม่ผิดนัก ผ้าไทยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสวยงาม บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะผ้าทอของอีสานและล้านนา แต่ด้วยความที่ผ้าไทยนั้นต้องดูแลและเก็บรักษาด้วยวิธีที่อาจจะยุ่งยาก รวมทั้งราคาที่ค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้ผ้าไทยได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แล้วถ้าหากเราใช้นวัตกรรมในยุคนี้ช่วยทำให้ผ้าไทยใส่ง่ายและดูแลง่ายยิ่งขึ้นล่ะ ก็ย่อมจะดีต่อคนไทยและชาวต่างชาติที่หันมาสนใจสวมใส่ผ้าไทยกันมากขึ้นแน่นอน

ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่านวัตกรรมผ้าทออีสาน-ล้านนาร่วมสมัยเป็นแคมเปญที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ทำขึ้นภายใต้ “โครงการเพิ่มมูลค่าผ้าทออีสานด้วยนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2561”

“หน่วยงานทั้ง 4 ที่ได้ร่วมมือกันนี้ จะส่งบุคลากรลงไปยังกลุ่มชาวบ้านและผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อให้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้พวกเขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทอผ้า การย้อมผ้า รวมทั้งการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษเข้าไปในงานผ้าทอเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เส้นใยชนิดใหม่อย่างเส้นใยไผ่ เส้นใยฟิลาเจน (มีคอลลาเจนช่วยให้ผิวไม่ระคายเคือง) การเพิ่มคุณสมบัติในการสะท้อนน้ำ ต้านแบคทีเรีย ผ้าเนื้อนุ่มขึ้นและยับยาก การเลือกใช้ชุดสีและอารมณ์ของสีโดยนำวัฒนธรรมของภาคอีสาน เช่น โบสถ์บ้านบัวและดอกกล้วยไม้ช้างกระมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสีและลวดลาย อันคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของงานฝีมือช่างทอผ้าไทย

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การย้อมสีธรรมชาติ การใช้เทคนิคการทอด้วยเส้นไหมขนาดเล็กละเอียดเนื้อนุ่ม การทอผสมเส้นไหมและเส้นใยธรรมชาติ เพื่อให้สวมใส่สบายและระบายความชื้นได้ดี เป็นต้น เรียกว่าเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อคนในชุมชนและเพิ่มอาชีพให้พวกเขาไปพร้อมกันด้วย ปัจจุบันผ้าทอที่ผ่านนวัตกรรมใหม่นี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีทั้งในญี่ปุ่นและในยุโรปเป็นอย่างดี เพราะเข้ากับเทรนด์อีโคเฟรนด์ลี ของโลก เนื่องจากผ้าทอของไทยที่ผ่านนวัตกรรมใหม่นี้จะมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง”

ด้าน อุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เผยว่า กรมวิทย์ฯ มีหน้าที่ส่งเสริมให้ใช้สีธรรมชาติจากคราม ครั่ง ดอกดาวเรือง ฯลฯ มาประยุกต์ใช้ในการย้อมผ้าโดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยให้สีเหล่านี้ย้อมออกมาแล้วสีผ้าไม่ตก ที่สำคัญสีจากธรรมชาตินี้ยังสามารถปรับได้หลายเฉดสี และเมื่อนำมาออกแบบร่วมกัน ก็ต้องทำให้สีบนผ้าที่ทอออกมานั้นเป็นสีที่สม่ำเสมอและคงเส้นคงวาให้มากที่สุด ต่อมาก็คือนวัตกรรมการทอด้ายจากฝ้ายและไหมให้เป็นรูปแบบของผ้ายีนส์ โดยใช้กี่ทอผ้าที่มีอยู่ในชุมชน และสุดท้ายก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไปสู่ผู้ใช้ โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น Color ID Labeling ติดไว้ที่ผืนผ้า ฉะนั้นเมื่ออยากทราบประวัติความเป็นมาของผ้าทอว่าทำมากี่ผืน หรือมีคุณสมบัติอย่างไร ผู้ใช้ก็สามารถสแกน QR Code หรือ AR Code เพื่อดูข้อมูลของผ้าทอนั้นได้เลย

รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เสริมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า “แพรวา” เป็นผ้าทอของชาวภูไทใน จ.กาฬสินธุ์ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงาม แต่ข้อด้อยของผ้าแพรวาก็คือมีราคาค่อนข้างสูงนั่นเอง

“มหาวิทยาลัยของเราได้ลงไปพูดคุยกับชาวบ้านที่ทอผ้าแพรวา โจทย์สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้ผ้าแพรวามีราคาที่ถูกลง ก็สรุปได้ว่าแทนที่จะทอผ้าแพรวาทั้งผืนเหมือนแต่ก่อน เราก็เปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมในการทอผ้าแพรวาร่วมกับผ้าลินิน ซึ่งก็ช่วยให้ราคาของผ้าถูกลง แล้วเรายังออกแบบให้ทอเป็นผืนเล็กๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วยหรืออย่างผ้าซิ่นตีนแดงของ จ.บุรีรัมย์ เราก็ไปแนะนำให้ชาวบ้านออกแบบเป็นเสื้อคลุมที่สามารถใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ทำให้จำหน่ายได้มากขึ้น หรือนำผ้าฝ้ายทอมือของ จ.อุบลราชธานี มาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งการใช้เอนไซม์ที่ได้จากวิธีวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า ไมรัสเอนไซม์ ช่วยทำให้ผ้าทอมีเนื้อผ้าที่นุ่มยิ่งขึ้น หรือผ้าที่เก็บไว้นานๆ และมีกลิ่นอับ เราก็ใช้ไมโคร เอนไซม์ ช่วยให้ผ้านั้นมีกลิ่นที่หอมขึ้นได้”

ขณะที่ ป้อม-อัครเดช นาคบัลลังก์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา จ.เชียงใหม่ ผู้จัดงานออร์แกไนเซอร์ด้านวัฒนธรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยโบราณ ให้มุมมองในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“ผมสะสมผ้าไทยมา 40 ปี และมีโอกาสเป็นอาจารย์พิเศษเกี่ยวกับสิ่งทอรวมทั้งนำผ้าไทยมาทำเป็นชุดในการประกวดและชุดในละคร ที่คนจำได้ก็คือเรื่อง ‘วันนี้ที่รอคอย’ ‘ศิลามณี’ ‘เจ้านาง’ ‘เพลิงพระนาง’เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังนำผ้าไทยที่สะสมไว้มาเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงาขึ้นในตัวเมืองเชียงใหม่ (ซอยโรงแรมธารินทร์) อีกด้วย ผ้าไทยส่วนใหญ่ที่สะสมจะเป็นผ้าไทยโบราณจากทุกภาคของไทย เนื่องจาก 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ชาวต่างชาติจึงเริ่มให้ความสนใจผ้าไทยโบราณกันมาก แต่คนไทยเองกลับไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร ส่วนใหญ่มักไปนิยมเสื้อผ้าแบบฝรั่งแทน ผมสะสมผ้าไทยมาตั้งแต่ตัวเองยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคราชมงคลล้านนา ตอนที่เรียนอยู่ผมมักจะได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้จัดงานแฟชั่นอยู่บ่อยๆ กระทั่งมีการจัดงานประชุมนานาชาติขึ้นที่เชียงใหม่ในยุคนั้น ผมและเพื่อนจึงได้รับมอบหมายให้จัดแฟชั่นโชว์ผ้าไทยในแนวล้านนาย้อนยุคในงานเลี้ยงรับรองแขกต่างชาติที่มาประชุม โดยทำแฟชั่นโชว์ในชุดชาวล้านนาโบราณ ที่มีทั้งผ้าโพกหัว ผู้ชายนุ่งผ้าเตี่ยว การแต่งตัวแบบไทลื้อ ฯลฯ จนหลายปีต่อมาคนก็เริ่มยอมรับผ้าไทยกันมากขึ้นเรื่อยๆ”

ป้อมบอกว่า ผ้าทอของล้านนาที่มีความโดดเด่นก็คือผ้าตีนจก ส่วนผ้าทอของอีสานจะเป็นผ้ามัดหมี่ ซึ่งผ้าทั้งสองรูปแบบนี้มีเทคนิคการทอที่แตกต่างกัน โดยจะคงความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแห่งอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรล้านช้างซึ่งเป็นอาณาจักรพี่น้องในอดีตไว้ครบถ้วน อาทิ ลายดอกไม้ ลายสัตว์ในป่าหิมพานต์ ไม้มงคล ฯลฯ เขาจึงนำผ้าไทย 2 หมื่นกว่าผืนที่เก็บสะสมไว้มาเริ่มจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งผ้าตีนจก ผ้าไทลื้อ ผ้าไทใหญ่ ผ้าในราชสำนักล้านนา รวมทั้งผ้าอีสาน ลาว เขมร ก็มีหมด

“ในยุคนี้ผ้าไทยเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ฉะนั้นเมื่อคนหันมาเริ่มใส่ผ้าไทยกัน เรื่องของวัสดุ การทอผ้า และการย้อมผ้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในสมัยก่อนเราอาจจะใช้วิธีทอผ้าและย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ ปั่นฝ้ายด้วยมือ แต่สีที่ย้อมธรรมชาติก็จะตกหรือซีดจางได้ง่าย เวลาตากจึงต้องตากในที่ร่ม ใส่เสร็จแล้วก็ต้องกลับเอาด้านในออกมาเพื่อไม่ให้โดนแดดเลียสีผ้า เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ชีวิตคนได้เปลี่ยนไป คนยุคใหม่อยากจะสวมใส่ผ้าไทยที่สามารถใส่ขึ้นรถไฟฟ้าได้ สามารถโดนแสงไฟในห้างได้ หรือทนต่อสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นนวัตกรรมจึงมีส่วนเป็นอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยนมาใช้ผ้าไทยของคนในยุคนี้

ปัจจุบันจึงมีการปรับปรุงเทคนิคการทอ การย้อม และอื่นๆ โดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ทอด้วยเส้นใยนาโน ทอด้วยเส้นใยที่ยืดหยุ่นได้ ทนทาน ใส่แล้วไม่ร้อน เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้สามารถนำมาผสมผสานกับผ้าไทยโบราณได้ แต่สิ่งสำคัญคืออย่าละทิ้งรูปแบบ เอกลักษณ์ เทคนิคแบบโบราณ หรืออัตลักษณ์อย่างลวดลายไป หรือคนสูงอายุที่ทำอยู่ก็ต้องส่งเสริมให้พวกเขาทำต่อไป เพื่อไม่ให้มรดกนี้สูญหายไป

ปัจจุบันนี้นอกจากจะได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษตามที่ต่างๆ และรับจัดงานแนววัฒนธรรมแล้ว ผมยังมีแพลนว่าจะทำหนังสือเกี่ยวกับลวดลายผ้าไทยของอีสาน ล้านช้าง และล้านนาขึ้นมา รวมทั้งได้เปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงาที่ จ.เชียงใหม่ อีกด้วย” ติดตามที่ FB : Sbunnga Museum พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา

สำหรับ หนูสิ-สิริรัตน์ เรืองศรี มิสไทยแลนด์ เวิลด์ 2010 ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้ผ้าไทยมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม ทั้งในการทำงานและในชีวิตประจำวัน

“เดิมทีแล้วสิเป็นชาวเชียงใหม่ ตั้งแต่เด็กๆ เราก็โตมากับวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งจะมีการใช้ผ้าพื้นเมือง ผ้าประจำเผ่า ทำเครื่องนุ่งห่มและงานฝีมือต่างๆ ดังนั้นตั้งแต่เด็กๆ สิก็จะใส่ผ้าพื้นเมืองมาโดยตลอด เมื่อมีงานปีใหม่หรือกิจกรรมที่โรงเรียน ชุดของสิจะอลังการเสมอ เพราะคุณแม่จะตัดชุดให้ตลอด โดยใช้ผ้าฝ้ายทอมือของเผ่าม้ง เผ่าแม้ว และไทลื้อ นำมาออกแบบและตัดเป็นชุดสวยงาม เรียกว่าตั้งแต่โตมาสิมีชุดที่คุณแม่ตัดให้เยอะมาก ปัจจุบันนี้ยังเก็บไว้อยู่เลยค่ะ

ก่อนที่จะมาประกวดนางงาม สิก็เคยประกวดเวทีนางแบบมาก่อน เขาก็ให้ใส่เสื้อผ้าตามสไตล์ที่เราชอบ สิก็นำกระโปรงแม้วที่แม่ตัดให้มาใส่จนได้รับรางวัลพิเศษ ยิ่งตอนที่มาประกวดนางงามเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ด้วยนะ เราก็พรีเซนต์ชุดผ้าไทยเลยค่ะ คืองานไหนที่เราสามารถขอเขาใส่ชุดผ้าไทยได้ สิก็จะใส่ทันทีเลย โดยจะเตรียมมาเองทั้งหมด”

หนูสิบอกว่า ชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไทยในความคิดของเธอแล้วมันมากกว่าความเป็นแฟชั่น แต่เป็นทั้งวัฒนธรรมและงานฝีมือที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งเราสามารถหยิบจับมาใช้ได้ทุกโอกาส

“สำหรับการมีนวัตกรรมเข้ามาใช้กับผ้าทออีสาน-ล้านนา สิมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายคนอาจคิดว่าผ้าทอนั้นดูแลยากเกินไป ตัดเย็บก็ยาก เก็บรักษาก็ยาก ใส่ก็ลำบาก เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ดูแลผ้าได้ง่ายขึ้น ใช้ได้คงทนยาวนานขึ้น ใช้ไปแล้วสียังสวยอยู่ หรือสีไม่ตก สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ชอบใช้ผ้าไทยทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นพ่อแม่เราเลยค่ะ การมีนวัตกรรมเกี่ยวกับผ้าทอเข้ามา จะช่วยต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมผ้าไทยได้ เพราะไม่เพียงแต่ขายในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรายังส่งไปขายยังต่างประเทศได้ด้วย ที่ผ่านมาอาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทยที่จะศึกษาเทคนิคในการใช้หรือดูแลรักษาผ้าไทย แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้วเขาจะไม่รู้วิธี ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่ชาวต่างชาติจะสามารถใช้ผ้าไทยที่ดูแลรักษาง่ายกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเผยแพร่ผ้าไทย รวมทั้งวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ”

อภิชยา เทือกสุบรรณ เรื่องบังเอิญที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565618

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

อภิชยา เทือกสุบรรณ เรื่องบังเอิญที่ลงตัว

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ชีวิตของคนบางคนนั้นกว่าจะได้อะไรมาก็ยากลำบากทำอะไรมาหลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่เวิร์กทำแล้วเลิกทำแล้วล้มไม่เป็นท่า แต่บางคนทั้งเก่งทั้งเฮงจังหวะชีวิตดีมีฝีมือจะเริ่มอะไรก็ง่ายทำได้ไม่เท่าไรก็มีตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นทุกวันๆ จากหลักหมื่นเป็นหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่นาน เช่นเธอคนนี้แม้วัยเพียง 20 ปลายๆ ก็มีธุรกิจเล็กๆ มูลค่านับล้านเป็นของตนเอง อภิชยา เทือกสุบรรณ ผู้จัดการ-ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทยดูแลลูกค้าด้านการจับจ่ายใช้สอยที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

สาวสวยหน้าตาคมเข้มรูปร่างดีตามแบบฉบับสาวใต้และยังเป็นหลานสาวของนักการเมืองชื่อดัง แม้มีงานประจำทำอย่างมั่นคงแต่เธอก็มีธุรกิจที่ริเริ่มทำกับน้องสาว แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่ตั้งใจเพียงแค่คิดว่าจะทำเพื่อใช้เองแต่ด้วยเพื่อนๆ คนใกล้ชิดเห็นแล้วชื่นชอบก็ฝากสั่งฝากซื้อตามปากต่อปากไปเรื่อยๆ เริ่มจากเล็กๆ ก็เติบโตขึ้นทุกวันจากวันแรกจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้ว เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า เริ่มเรื่องมาจากน้องสาวของเธอซึ่งมีรูปร่างเล็กมักจะมีปัญหาในการซื้อกางเกงมาใส่ เนื่องจากไม่ได้ขนาดที่พอดีตัวเลย มีปัญหาตลอดช่วงเอวพอดี สะโพกหลวม ความยาวสะโพกไม่ได้ บางตัวสวยพอดีทุกอย่างแต่เป้ายิ้มเกือบๆ ดีแต่ยังไม่ดีจริงๆ สักที  น้องสาวจึงต้องไปตัดกางเกงใช้เอง ซึ่งไปจ้างช่างตัดก็จะราคาสูงกว่าการซื้อทั่วไป น้องสาวจึงต้องยอมจ่ายเพิ่ม ณ จุดนั้น เธอจึงไปตัดกางเกงใส่เป็นเพื่อนน้องสาว เพื่อหาผ้ามาเองจ้างตัดครั้งละหลายๆ ตัวราคาจะได้ลดลงบ้าง

เมื่อเธอนำกางเกงที่เลือกผ้าเอง สั่งตัดและออกแบบเองมาใส่ ก็เริ่มมีคนเห็นแล้วชมว่ากางเกงสวยพอดีตัว ผ้าก็ดีดูสวมใส่สบายก็เลยฝากตัดเผื่ออยู่หลายครั้ง ประกอบกับเธอต้องการไปสั่งตัดครั้งละ 4-5 ตัวขึ้นไปเพื่อให้ค่าผ้าและค่าตัดมีราคาลดลง จึงคิดเล่นๆ กับน้องสาวว่าลองสร้างแบรนด์แล้วขายออนไลน์กันดูไหมเพราะน้องสาวก็มีคนชมตลอดว่าซื้อกางเกงที่ไหนทรงสวยจัง มีออร์เดอร์แรกๆ จากเพื่อนๆ คนรู้จักครั้งละ 5-6 ตัวในระยะ 2-3 เดือนแรก

“งั้นรับออร์เดอร์อย่างจริงจังเลยไหม คิดตั้งชื่อแบรนด์ แล้วทำไซส์ให้หลากหลายขึ้น มีแบบให้เลือกสัก 3-4 แบบ ก็คิดชื่อแบรนด์ว่า Solasa คอนเซ็ปต์ของแบรนด์คือ เรียบแต่โก้ สีจะสะอาดตาพื้นๆ แนวสีออฟไวท์ สีกลางๆ แบบสีเอิร์ทโทน เพื่อให้เข้ากับเสื้อ กระเป๋า รองเท้าได้ง่ายๆ มีทั้งขายาวและขาสามส่วน” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นขายออนไลน์ผ่าน IG และเฟซบุ๊กอยู่เกือบปี ผลตอบรับดีมาก นอกจากนั้นเธอก็ไปออกงานกิฟต์ งานแฟร์ที่เน้นผลงานของคนรุ่นใหม่ ทำให้ตลาดของเธอกว้างขวางมากขึ้น จนมีช็อปใหญ่ๆ แถวสีลมและสยามที่จะนำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ใหม่ๆ แบรนด์ของคนรุ่นใหม่ ที่ขายผ่านออนไลน์

“เขาเคยเห็นงานของเรา ก็ติดต่อขอให้ไปวางขายที่ช็อปเหล่านี้มีอยู่ 2-3 แห่ง ก็มีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กันในราคาที่ถูกกว่าห้างใหญ่ ซึ่งก็แฮปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะกำลังการผลิตเราก็ไม่ได้เยอะพอที่จะไปวางจำหน่ายตามห้างทีละหลายๆ สาขา มันเกินกำลังเกินไปเพราะมันคืองานรองไม่ใช่งานหลัก เรามีงานประจำไม่อยากให้กระทบการมีวางจำหน่ายที่ร้านสัก 2-3 แห่งยังพอรับมือไหว” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

ดังนั้นเธอจึงพยายามทำงานรองนี้ให้พอดีๆ คือขายผ่านออนไลน์และมีหน้าร้านอยู่ 2-3 แห่งพอ ถ้าเป็นช่วงเทศกาล หรือมีงานอีเวนต์ใหญ่ๆ ก็จะไปออกงานพวกนี้สักปีละ 2-3 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นระดับที่รับมือได้ โดยเธอจะแบ่งหน้าที่กับน้องสาว น้องสาวดูแลการออกแบบและผลิต เธอจะดูเรื่องการตลาดและการขาย โดยใช้เวลาหลังเลิกงานและช่วงวันหยุดในการทำงานอดิเรกนี้ พอลูกค้าสั่งออร์เดอร์มา เธอก็จะตอบช่วงเที่ยงและช่วงเย็น แพ็กของตอนค่ำ และไปส่งไปรษณีย์ ตอนเช้าวันเว้นวัน เธอบอกว่าโชคดีที่หลังๆ นี้มีเคอรี่ มีไลน์แมน มีไปรษณีย์เอกชนที่มารับถึงบ้านก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้บริหารเวลาได้ดีขึ้น ส่วนค่าขนมที่ได้จากงานอดิเรกนี้เธอก็จะเก็บไว้ไม่นำมาใช้ฟุ่มเฟือย โดยจะเก็บไว้ซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือไปดาวน์รถ หรือเก็บไว้เป็นทุนเวลาจะซื้อของราคาแพงๆ ซึ่งทำมาเกือบ 3 ปี ก็ถือว่าได้ค่าขนมเป็นกอบเป็นกำ

เรื่องต้องรู้ของอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565448

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

เรื่องต้องรู้ของอัลไซเมอร์

เรื่อง วรธาร ภาพ เอพี

วันอัลไซเมอร์ไลกตรงกับวันที่ 21 ก.ย.ของทุกปี เชื่อไหมว่าหลายคนสงสัยโรคอัลไซเมอร์กับสมองเสื่อมโรคเดียวกันหรือเปล่า?

อาการของโรคอัลไซเมอร์ต่างจากอาการหลงลืมของผู้สูงวัยอย่างไร? และอัลไซเมอร์ป้องกันได้หรือไม่?

ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล และ รศ.พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย พร้อมตอบข้อสงสัย

โรคสมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อมเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเสื่อมของความจำ การคิดอ่าน การวางแผน ตัดสินใจการใช้ภาษา ทักษะในการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมหรืออาชีพที่เคยทำได้ตามเดิม และอาจมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม 60-70% ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเกิดจากการเซลล์สมองเสื่อม สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง พบในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจผสมกันทั้งสองอย่าง

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ สมองเสื่อมจากโรคพาร์กินสัน สมองเสื่อมจากเซลล์สมองเสื่อมชนิดต่างๆ

อาการอัลไซเมอร์กับอาการหลงลืมในผู้สูงวัย

อาการหลงลืมเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีอาการหลงลืมในเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะสั้นหรือหลงลืมความรู้ใหม่ แต่เหตุการณ์ในอดีตจะจำได้ดี และอาการหลงลืมนี้จะรวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น งานแต่งงาน แต่ถ้าเป็นผู้สูงวัยอาจจะลืมเรื่องชื่อหรือการนัดหมาย แต่มักจะนึกออกได้ในภายหลัง

1.การแก้ไขปัญหาและการวางแผน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะพบความเสื่อมในเรื่องการวางแผน การทำงาน การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิต รวมถึงการบริหารจัดการเกี่ยวกับตัวเลขและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องการบริหารบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นบางครั้งหรือเกี่ยวกับการเขียนเช็คเป็นบางครั้ง

2.การทำกิจกรรมในบ้าน ที่ทำงานหรือการพักผ่อน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถหลงทาง แม้จะเป็นเส้นทางประจำ การทำงบดุล รายจ่ายประจำตัว หรือเล่นเกมที่เคยเล่น ส่วนผู้สูงวัยอาจมีปัญหาเรื่องการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านที่ยุ่งยาก เช่น ปรับไมโครเวฟหรือเปิดโทรทัศน์ที่มีโปรแกรมหลากหลาย

3.การมองเห็นและการปรับระยะทาง ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือ การกะระยะทาง ความแตกต่างของสี ซึ่งอาจเกิดปัญหาในการขับรถหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ส่วนผู้สูงวัยปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้แต่สาเหตุมาจากโรคทางจักษุวิทยา เช่น ต้อกระจก ต้อหิน หรือการเสื่อมของม่านตา

4.ปัญหาเกี่ยวกับการพูดและการเขียน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปัญหาการเลือกใช้คำพูด ซึ่งทำให้ขาดการเชื่อมต่อของประโยคจึงทำให้พูดไม่ปะติดปะต่อหรือพูดไม่จบประโยคเนื่องจากหาคำที่เหมาะสมไม่ได้ บางครั้งทำให้หงุดหงิดเพราะหาคำพูดที่ถูกต้องไม่ได้

บางทีเรียกชื่อสิ่งของผิด เช่น เรียกปากกาเป็นดินสอ แว่นตาเป็นนาฬิกา ส่วนผู้สูงวัยอาจมีปัญหาในการหาคำพูดที่ถูกต้องบ้างเป็นบางครั้ง

5.การวางของผิดที่หรือหาของไม่เจอ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะวางของในที่ที่ไม่เคยวางหรือไม่ถูกต้อง เช่น ใส่แว่นตาในตู้เย็น และลืมสนิทไม่สามารถคิดย้อนกลับได้เลย บางครั้งกล่าวหาผู้ใกล้ชิดขโมยของไปเพราะหาไม่เจอ ส่วนผู้สูงวัยอาจวางของผิดที่ได้แต่ส่วนใหญ่มักจะนึกออกในภายหลัง

6.การตัดสินใจผิดพลาด ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะเริ่มมีการตัดสินใจผิดพลาดและเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน การตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง การรักษาความสะอาดตัวเอง ส่วนผู้สูงวัยการตัดสินใจผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้บ้างแต่ไม่บ่อย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

7.การเข้าสังคมและการทำงาน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะเริ่มเก็บตัวลดงานอดิเรกกิจกรรมทางสังคม แม้แต่กีฬาที่ชื่นชอบ เพราะไม่สามารถจะทำได้ดีแบบเดิม ส่วนผู้สูงวัยบางทีอาจเก็บตัวเนื่องจากเบื่องาน เบื่อครอบครัว กิจกรรมทางสังคม หรือมีปัญหาด้านสุขภาพทางกาย

8.การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และบุคลิกภาพ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะแรกๆ และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พบบ่อยที่สุดคือภาวะซึมเศร้า มึนงง วิตกกังวล หวาดกลัว นอนไม่หลับ เห็นภาพหลอนไม่มีสาเหตุ ผู้สูงวัยอาจมีสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือหงุดหงิดได้บ้างถ้ามีสาเหตุ เช่น กิจกรรมที่ทำเป็นประจำถูกเปลี่ยนแปลง

การป้องกันภาวะสมองเสื่อม

การป้องกันอัลไซเมอร์สามารถทำได้ตั้งแต่วัยเด็กโดย 1.มีการศึกษาที่เหมาะสมตามเกณฑ์ 2.รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดทั้งหลาย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วนโดยการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินตั้งแต่วัยหนุ่มสาว

3.แก้ไขโรคหูตึง โรคซึมเศร้าตั้งแต่วัยกลางคน 4.ปรับปรุงการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน เดินเล่น รำมวยจีน กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นต้น 5.การพูดคุยพบปะผู้อื่นบ่อยๆ เช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยง เข้าชมรมผู้สูงอายุ และ 6.พยายามมีสติในสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลา

มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565447

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ!

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

การใช้เงินทำงานมีด้วยกันหลายวิธี แต่ส่วนมากต้องใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้ หรือไม่ก็ต้องมีทุนเยอะในระดับหนึ่ง จนบางคนอาจมีคำถามว่า แล้วมันไม่มีการลงทุนที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดสร้างตัวบ้างเลยหรือไร

อ๊ะ! ไม่ต้องตีโพยตีพายไป เพราะเราจะพาไปทำความรู้จักกับหน่วยลงทุนความเสี่ยงต่ำที่เรียกกันว่า “กองทุนรวม” ตอนนี้เลย

กองทุนรวม (Mutual Funds) หากจะกล่าวโดยสรุปถึงความหมายของมันก็คือ เป็นการที่ผู้บริหารกองทุนนำเงินก้อนของเราไปร่วมลงทุนกับนักลงทุนรายย่อยอื่นๆ โดยเราไม่ต้องเป็นคนนำไปลงทุนเอง แต่จะเป็นการมอบให้กับผู้จัดการกองทุนนำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดตราสารหนี้ หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้ เพื่อให้เงินของเรานั้นได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบของกำไร

สิ่งที่เราทำก็เพียงแค่ ลงเงินกับกองทุน แล้วรอถอนเงินมาพร้อมกับผลตอบแทนนั่นเอง

สำหรับกองทุนรวมนั้นได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทแรกมีชื่อว่า “กองทุนปิด” ซึ่งจะมีกำหนดอายุเวลาสำหรับการไถ่ถอนเงินคืนจากกองทุนนั้นๆ หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ การลงทุนกับกองทุนปิดมีลักษณะคล้ายการนำเงินไปฝากประจำ เพียงแต่แทนที่เงินของเราจะนอนอยู่เฉยๆ ในบัญชี มันก็จะทำงานทำเงินให้กับเราในตลาดการเงินต่างๆ ซึ่งจะทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนของเราว่าจะทำได้ดีแค่ไหน

อันที่จริงแล้วกองทุนชนิดนี้ก็มีความเสี่ยงในระดับหนึ่งเลย เพราะเมื่อเราลงเงินไปแล้ว จะไม่สามารถถอนคืนได้จนกว่าจะถึงกำหนด (ไม่เช่นนั้นก็ต้องเสียเงินเพื่อถอนมันออกมา) เราจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก แม้เราจะรู้ว่ามันจะเกิดการขาดทุนก็ตาม ด้วยเหตุนี้กองทุนปิดจึงเหมาะสำหรับคนที่มีเงินสำรอง

แต่หากคุณไม่อยากเผชิญความเสี่ยงมากเกินไป เราขอแนะนำให้รู้จักกับ “กองทุนเปิด” ที่หลักการโดยทั่วไปก็คล้ายกับกองทุนปิด เพียงแต่ความเสี่ยงจะน้อยกว่า เพราะเราสามารถถอนเงินก้อนคืนมาได้ทุกเมื่อที่ต้องการ และแน่นอนว่าเมื่อความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนก็ย่อมต้องลดหลั่นลงมา

จึงขึ้นอยู่กับคุณแล้วละว่ามีความพร้อมแค่ไหน แต่หากคุณอยากลองลงทุนเพื่อศึกษาตลาดดูก่อน ก็อยากแนะนำกองทุนเปิด เพื่อศึกษาแนวทาง เรียนรู้ระบบและเทคนิคต่างๆ จากประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้คุณคุ้นเคยกับการลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อศึกษาดีแล้ว คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วยในอนาคต

นอกจากกองทุนเปิดและกองทุนปิดแล้ว เรายังมีกองทุนอีกสองชนิดที่น่าสนใจจะมาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่เดินเข้าออก ทำธุรกรรมกับธนาคารบ่อยๆ ย่อมต้องเคยรู้จัก หรือเคยได้ยินชื่อย่อของมันมาบ้างไม่มากก็น้อย ลองไปทำความรู้จักกับกองทุนนี้ดูสักหน่อย

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือชื่อย่อว่า RMF) จัดเป็นกองทุนรวมพิเศษที่จัดตั้งขึ้น เพื่อตอบสนองผู้ที่มีวัตถุประสงค์คือต้องการออมเงินเพื่อเตรียมสำหรับการเกษียณอายุ ซึ่งหลักการของกองทุนนี้ก็คือ เราจะต้องลงทุนในกองทุนนี้ติดต่อกันจนกว่าจะถึงอายุตามเกณฑ์เกษียณ ซึ่งอาจมีการกำหนดที่แตกต่างกันไปตามสถาบันการเงิน โดยมากแล้วมักจะถึงอายุ 55 ปี

หรือหากคุณมีอายุเกิน 55 ปีแล้ว ก็สามารถใช้สิทธิในการซื้อต่อเนื่องในเวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป แล้วก็จะสามารถถอนเงินคืนได้ พร้อมผลตอบแทนโดยไม่ต้องเสียภาษี

กองทุนต่อมาคือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund หรือใช้ตัวย่อว่า LTF) หลักการโดยทั่วไปจะคล้ายกับกองทุน RMF โดยที่คุณต้องลงทุนซื้อหุ้นนี้ต่อเนื่องติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 ปี จึงจะได้สิทธิในการถอนเงินออกมาได้โดยไม่ต้องเสียภาษี

กองทุนพิเศษสองตัวนี้ หากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีจุดเด่นในเรื่องของ “การไม่ต้องเสียภาษี” และที่ดีกว่านั้นคือ สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย สำหรับด้านความเสี่ยงนั้นก็ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงไม่ใช่น้อยเลยเช่นกัน

แต่หากคุณเป็นผู้ที่มีเงินสำรองเพียงพอ แนะนำว่าให้ลงเงินกับกองทุนเหล่านี้ เพราะแม้ว่าในจุดหนึ่งมันอาจจะมีช่วงที่ขาดทุนบ้าง แต่หากคุณไม่ใจร้อนหรือกังวลเกินไป รอจังหวะฝากต่อไป พอถึงจุดหนึ่งมันก็จะค่อยๆ เพิ่มมูลค่ากลับมาเท่าเดิมได้ หรือไม่ก็เท่าทุนได้เช่นกัน

จุดสำคัญคือ “เราต้องมีเงินสำรอง” ไม่ใช่ลงเงินหมดจนไม่เหลืออะไร มันก็ย่อมทำให้เราประสบความลำบากในการดำรงชีวิตแบบปกติได้ แต่จำไว้ว่าหุ้นในกองทุนทั้งหลายนี้มีขึ้นมีลงเสมอ วันใดลงก็ต้องมีวันที่ขึ้น ขอเพียงเราอดทนรอถึงระยะหนึ่ง เราก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาเอง

ล้วงความคิดศิลปินรุ่นใหม่ เห็นคำถามแต่ไม่ให้คำตอบ มองศิลปะ… นอกกรอบผืนผ้าใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565446

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ล้วงความคิดศิลปินรุ่นใหม่ เห็นคำถามแต่ไม่ให้คำตอบ มองศิลปะ... นอกกรอบผืนผ้าใบ

เรื่อง กาญจนา

หากมองในภาพกว้างคำถามที่ว่า “อาชีพศิลปินอยู่รอดหรือไม่” คือปัญหาสากล ประเทศเยอรมนีมีศิลปินที่อยู่รอดเพียงร้อยละ 2 ส่วนในประเทศไทยมีไม่เกินร้อยละ 10

แต่ความท้าทายเรื่องการอยู่รอดของศิลปินดูไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของศิลปินรุ่นใหม่ ที่ต่างมองว่า ศิลปะคือสิ่งที่มากกว่าพู่กันและผืนผ้าใบ แต่เป็น “สาร” ที่สามารถ “สื่อ” ออกไปในรูปแบบใดก็ได้

ดังที่ปรากฏอยู่ในผลงานภายใต้โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ (Early Years Project) ครั้งที่ 3 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

พิชญา ศุภวานิช หัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า เป็นโครงการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงให้ทุน แต่ยังสร้างเครือข่ายศิลปินซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานจริงในระยะยาว โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิดของคำว่า Coeval ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ของศิลปินผ่านคำถามที่มีต่อสังคมร่วมสมัย สำรวจการดำรงอยู่ร่วมกับความเป็นอื่น ทั้งความคิด การเคลื่อนตัวของผู้คน ความเปลี่ยนแปลงของเมือง การเมืองในประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี

“โครงการนี้จะสร้างคลื่นลูกใหม่ที่สามารถเห็นชัดเจนว่าเขามาจากไหน ความสนใจเป็นยังไง และมีวิธีการสร้างงานแบบไหน โดยก่อนที่จะเกิดเป็นโครงการ เราสำรวจพบว่างานสนับสนุนอื่นจะเป็นการให้ทุนรางวัล คือเมื่อศิลปินได้เงินและได้แสดงงาน ศิลปินจะไม่เดินต่อ

ดังนั้น การเดินต่อของศิลปินเขาจะต้องไม่รู้แค่การสร้างผลงานด้วยเงินอย่างเดียว แต่ต้องรู้เรื่องอื่นด้วย เช่น รู้จักคนที่สามารถให้คำปรึกษา นักวิชาการ หรือภัณฑารักษ์ การสร้างเครือข่ายจึงไม่ใช่แค่เครือข่ายของศิลปิน แต่คือองคาพยพทั้งหมดที่จะช่วยให้เขาเดินต่อได้”

จากการดำเนินโครงการมาถึงปีที่ 3 ทำให้มองเห็นภาพใหญ่ของศิลปินรุ่นใหม่ว่า ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แต่มาจากทั่วประเทศและหลากหลายมหาวิทยาลัย เห็นการใช้สื่อที่สร้างสรรค์เพราะศิลปินไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นนักวาด แต่ทำงานศิลปะที่เชื่อมโยงไปถึงสังคมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์

และที่สำคัญคือ เห็นกระแสความคิดที่เปลี่ยนไปซึ่งเป็นวิธีการมองสังคมที่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง อย่างศิลปินรุ่นก่อนหน้าจะให้คำตอบแก่สังคม แต่ศิลปินรุ่นนี้ได้ตั้งคำถามแต่ไม่ให้คำตอบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดคำถามต่อและให้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ได้เปิดรับใบสมัคร (Proposal) และสัมภาษณ์ศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นจากทั่วประเทศ จากนั้นได้คัดเลือกให้เหลือ 7 ศิลปินเพื่อรับทุนสร้างสรรค์ รับคำแนะนำจากศิลปินรุ่นพี่หรือนักวิชาการศิลปะ และได้จัดแสดงผลงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ

จากนั้นผลงานทั้งหมดจะถูกตัดสินเพื่อคัดเลือก 2 ผลงานสุดท้าย เพื่อรับทุนสนับสนุนการเดินทางของศิลปินและทุนในการเป็นศิลปินพำนัก ไปสร้างสรรค์ผลงานและจัดแสดงงานต่างประเทศ

“ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจงานศิลปะ อย่างคนที่ส่งผลงานเข้ามามีทั้งนักศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์และเด็กจากคณะอื่นแต่มีความสนใจเรื่องนี้ รวมถึงกลุ่มคนที่เรียนจบแล้วและทำงานด้านอื่น แต่พอเห็นโครงการก็อยากส่งผลงานเข้ามาหรืออยากกลับมาทำงานศิลปะอีกครั้ง ซึ่งเป็นการมองในแง่สังคมศาสตร์แล้วว่าเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่าในการสนับสนุนศิลปินหลังจากเรียนจบ” หัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ กล่าว

ตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้จบจากคณะศิลปะแต่สนใจงานศิลปะ และผ่านเข้ารอบเป็น 1 ใน 7 ศิลปินคือ ณัท เศรษฐ์ฐนา จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ปัจจุบันเขาทำงานด้านการออกแบบไฟคอนเสิร์ต ส่วนผลงานของที่กำลังจัดแสดงอยู่ชื่อ (Un) recognized Projection เป็นการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนรุ่นใหม่ในถิ่นอาศัยของคนรุ่นเก่า ภายใต้กระบวนการปรับเปลี่ยนของเมืองที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“ผมไม่ได้นิยามผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นอาร์ตหรือเป็นอะไร แต่มันคือพื้นที่ที่ผมสามารถสื่อสารมุมมองของตัวเอง และเพื่อแลกเปลี่ยนกับมุมมองของคนอื่น ซึ่งงานศิลปะก็ทำหน้าที่เช่นนี้คือเป็นสื่อเพื่อสื่อสารกับคนดู เป็นสื่อกลางระหว่างผมและคู่สนทนา”

เขากล่าวด้วยว่า ผลงานชิ้นนี้จะมีการปรับเปลี่ยนไปตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือนที่จัดแสดง เฉกเช่นกับชีวิตของเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จวบจนวันสุดท้ายเขาจะรื้อโครงสร้างทั้งหมดซึ่งเป็นสิ่งชั่วคราวออก และเหลือไว้เพียงภาพถ่ายที่บันทึกความทรงจำ

อีกผลงานที่ผ่านเข้ารอบเป็นของช่างภาพหนุ่มที่ทำงานหาเงินมาเพื่อทำงานศิลปะ อัครวินท์ ไกรฤกษ์ วัย 33 ปี เจ้าของผลงาน Transforming เขากำลังกล่าวถึงมลภาวะทางอากาศในเมืองที่กำลังก่อสร้าง โดยได้สร้างห้องที่เสมือนอยู่ในกล้องจุลทรรศน์เผยให้เห็นภาพฝุ่นในกำลังขยาย 1 หมื่นเท่า เหมือนขยายสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นความจริงประจักษ์ชัด

“เมื่อต้นปีผมได้ยินข่าวพีเอ็ม 2.5 เลยสงสัยว่าทำไมข่าวนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมจึงหาคำตอบด้วยการค้นคว้าและตามหาว่าสิ่งที่อยู่ในอากาศมันคืออะไร และถ่ายก๊อบปี้ภาพฝุ่นจากเครื่องไมโครสโคป เพื่อเผยให้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังสูดเข้าร่างกายมันคืออะไร มันอันตรายแค่ไหน และหน้าแล้งครั้งต่อไปภาพที่เราเห็นอยู่นี้ก็จะกลับมา เพราะเมืองไทยกำลังก่อสร้างและสร้างหนักกว่าตอนต้นปีที่ผ่านมา”

อัครวินท์ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการนี้ว่า เป็นเพราะโอกาสที่จะได้จัดแสดงงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนหลากหลาย ทั้งคนรักศิลปะ ประชาชนทั่วไป ไปจนถึงเด็กนักเรียน และเขาต้องการที่จะให้งานชิ้นนี้เข้าถึงคนหมู่มาก เพราะเขากำลังพูดถึงคือเรื่องมลภาวะทางอากาศซึ่งมันอยู่รอบตัวทุกคน

“คำว่าศิลปินก็แค่เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง เป็นเสียงของประชาชนในอีกรูปแบบหนึ่งที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ และเข้าถึงคนได้โดยไม่ได้บังคับใคร ไม่ต้องประกาศให้คนเชื่อ แต่ผู้ชมมีสิทธิคิด เหมือนงานชิ้นนี้ที่เป็นเสียงเล็กๆ และอาจไปจุดประกายต่อมสงสัยของคนอื่นให้มาหาคำตอบในเรื่องเดียวกัน” ช่างภาพหนุ่มกล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ภานรินทร์ สื่อจินดาภรณ์ นักออกแบบกราฟฟิกอิสระ นักครีเอทีฟอิสระ และศิลปินอิสระ วัย 23 ปี ได้สร้างสรรค์ผลงานชื่อ dnilb ผ่านศิลปะปฏิสัมพันธ์ เขาอธิบายแนวคิดของศิลปะปฏิสัมพันธ์ว่า เป็นศิลปะที่เรียกร้องให้คนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในแบบต่างๆ เพื่อสื่อสารในประเด็นเดียวกัน

สำหรับผลงานนี้คือ กระตุ้นให้ผู้คนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน และความคุ้นชินต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่หลายครั้งดูไม่สมเหตุสมผล

“ศิลปะที่ผมเชื่อมันเป็นเรื่องของเมสเซจ (message) หรือสิ่งที่ต้องการสื่อสารมากกว่าประเภทของสื่อที่จะยึดติด งานของผมจึงใช้หลายสื่อหลายวิธีการในการพูดเพื่อสื่อสารกับสังคม”

ภานรินทร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันดำรงชีพด้วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ซึ่งแม้จะไม่ได้ถือพู่กันวาดภาพบนผืนผ้าใบ แต่ก็ยังสร้างสรรค์ศิลปะผ่านสื่อในรูปแบบอื่น

“เพราะศิลปะได้แทรกซึมอยู่ในทุกอย่างในชีวิตประจำวัน” เขากล่าวเช่นนั้น

ผลงานทั้ง 7 ชิ้นที่กำลังถูกจับตามองอยู่นี้ถูกคัดเลือกจากผู้คร่ำหวอดด้านศิลปะร่วมสมัยอย่าง จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งรับหน้าที่เป็นกรรมการเพียงคนเดียวในปีนี้ กล่าวว่า เขาและทางหอศิลปกรุงเทพฯ ได้ร่วมกันเฟ้นหาศิลปินรุ่นใหม่ที่ทำงานศิลปะแบบเน้นกระบวนการหรืองานศิลปะแบบกึ่งโครงการ (Project-Based) เพื่อเข้ามาใช้ช่วงเวลาระหว่างการจัดแสดงงาน 2 เดือนนี้ในการพัฒนางานต่อเนื่องไป

“เราพยายามมองหาศิลปินที่มีความสนใจหลายด้าน ไม่ใช่แค่ด้านศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองไปถึงสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง แล้วสร้างสรรค์ให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งสะท้อนถึงสภาพสังคมที่พวกเขาอยู่อาศัยออกมา”

นอกจากนี้ จิตติ ยังกล่าวถึงการอยู่รอดของศิลปินในปัจจุบันว่า การเป็นศิลปินเต็มตัวที่ผลิตงานศิลปะและขายงานศิลปะมีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 10 ที่สามารถอยู่รอด ดังนั้นการเป็นศิลปินเพียงอย่างเดียวจึงอยู่ยาก เช่นเดียวกับทัศนะของหัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ ที่มองว่า

“บ้านเรายังไม่มีทางออกอื่นทางศิลปะ เช่น ไม่มีแขนงงานที่เกี่ยวกับการติดตั้งงานศิลปะ ไม่มีนักวิจารณ์ เพราะยังเน้นไปที่ผู้ผลิตหรือตัวศิลปิน แต่ไม่สร้างอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปินขึ้นมา ทำให้ทุกคนเป็นศิลปินเหมือนกันจนไม่มีที่ยืน”

ทว่าทุกวันนี้ศิลปินรุ่นใหม่มีทางออกมากขึ้น ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยได้ปรับการเรียนการสอนให้ร่วมสมัย ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่มีทักษะและแนวคิดหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอาชีพอื่นๆ ได้ จิตติ ชี้ว่า คำว่า “ศิลปินไส้แห้ง” ที่กลายเป็นคำนิยามของอาชีพศิลปินไปแล้วนั้น เป็นเพียงมายาคติ

“เนื่องจากคำนี้เกิดขึ้นในยุคทศวรรษที่ 60 ความเป็นศิลปะอยู่ตรงกันข้ามกับทุนนิยมหรือระบบหลักอย่างรัฐบาล ประหนึ่งสีขาวและสีดำ ซึ่งแตกต่างจากยุคนี้ที่ศิลปินมองศิลปะเป็นสีเทา ดังนั้นถ้าทุนนิยมตอบโจทย์ศิลปิน เขาก็ทำงานด้วย หรือถ้าศิลปินรู้วิธีทำงานกับรัฐ เขาก็จะอยู่รอด”

ร่วมชมแนวคิดของคนรุ่นใหม่ และงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินทั้ง 7 คน ได้ที่ห้องนิทรรศการหลักชั้น 9 หอศิลปกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้-25 พ.ย. 2561 ตลอดระยะเวลาบ่มเพาะจะเห็นการเดินทางของผลงานทั้งหมด ซึ่งน่าตื่นเต้นว่าเมื่อถึงวันสุดท้ายผลงานแต่ละชิ้นจะเปลี่ยนรสชาติและหน้าตาไปอย่างไร และที่สำคัญกว่าคือ คำถามของพวกเขาจะถูกตั้งคำถามต่อไปมากเท่าไร และกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงใดบ้างในสังคม