อนิวัฒน์ จูห้อง พัฒนาระบบตรวจจับตาอัจฉริยะ ช่วยเหลือผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565349

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

อนิวัฒน์ จูห้อง พัฒนาระบบตรวจจับตาอัจฉริยะ ช่วยเหลือผู้พิการ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทุกครั้งที่เห็นผลงานนวัตกรรมน่าตื่นตาตื่นใจจากมันสมองและฝีมือการสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าคนไทยก็คงจะอดภูมิใจกับอนาคตของชาติไม่ได้ อย่างเช่น ผลงานที่นำเสนอวันนี้ “สมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม” (Smart Eye-Tracking System) ระบบอัจฉริยะที่ควบคุมโดยการกรอกตา หรือระบบตรวจจับตาอัจฉริยะเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ ของ แน็ค-อนิวัฒน์ จูห้อง นักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วัย 24 ปี โดยมี รศ.ชูชาติ ปิณฑวิรุจน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ระดับอุดมศึกษา ในโครงการนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2561 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

แรงบันดาลใจสร้างสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม

ระบบตรวจจับตาอัจฉริยะเพื่อช่วยเหลือผู้พิการนี้ เป็นการพัฒนาระบบการตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาเพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ของตัวผู้พิการ เช่น การควบคุมวีลแชร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องใช้งาน รวมถึงการสื่อสารกับผู้ดูแลคนพิการหรือดูแลคนไข้ เป็นต้น โดยระบบนี้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม สามารถควบคุมระบบได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงด้วยการกรอกตา ถือเป็นระบบที่ใช้งานง่ายเหมาะสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่ประสบอุบัติเหตุที่ไม่สามารถขยับตัวได้

“นวัตกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แรงบันดาลใจผมได้จากการเห็นผู้พิการ หรือคนที่ป่วยบนเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และเป็นภาระของคนอื่น อยากให้คนพิการหรือคนไข้สามารถช่วยเหลือตัวเอง หรือพึ่งพาตัวเองได้บ้าง ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นทุกเวลา จึงเขียนโปรเจกต์นี้เสนอไปที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแล้วทางกรมก็พิจารณาให้ทุนมาพัฒนา ผมใช้เวลาพัฒนาผลงาน 1 ปีกว่าๆ ก็ส่งประกวดในโครงการนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2561 ที่ผ่านมา

ถือเป็นผลงานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้พิการ ผู้ป่วยอัมพาต ตลอดจนคนไข้ที่วิกฤต หรือแม้แต่คนสูงวัยที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไปได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ทำให้คนเหล่านั้นดำรงชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ช่วยตัวเองได้มากขึ้น เช่น บางกิจกรรมก็สามารถทำเองได้โดยไม่เป็นภาระของคนที่ดูแล เช่น ถ้าอยากดูทีวีก็แค่กรอกตาโฟกัสไปที่สัญลักษณ์ปุ่มทีวีที่อยู่หน้าจอซึ่งผมได้เขียนโปรแกรมไว้ทำให้คนที่ดูแลมีเวลาไปทำอย่างอื่น”

สมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.โน้ตบุ๊ก สำหรับไปติดตั้งกับอุปกรณ์ เช่น วีลแชร์ หรือเตียงนอนผู้ป่วยเพื่อให้ผู้พิการหรือผู้ป่วยนอนบนเตียงได้ใช้งาน 2.อาย แทร็กเกอร์ โมดูล (Eye-Tracker Module) เป็นกล้องอินฟราเรดที่จะแทร็กกับลูกตา ซึ่งต้องเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ 3.คอนโทรลเลอร์ หรืออุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการควบคุม เช่น วีลแชร์ โทรทัศน์ พัดลม

ในการทำงานของเครื่องนี้ ผู้ป่วยหรือผู้พิการจะกรอกตามองไปที่จอคอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในการควบคุมวีลแชร์ หรือควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งาน โดยเวลาที่กรอกสายตาไปยังจอคอมพิวเตอร์ เคอร์เซอร์ที่ปรากฏบนจอแสดงผลจะเปลี่ยนตำแหน่งตามจุดจ้องมอง เช่น อยากดูทีวีก็แค่กรอกตาไปที่ปุ่มทีวีก็สามารถเปิดทีวี สามารถปรับลดเพิ่มเสียงได้ด้วยตาของตน หรือเปิดปิดพัดลมได้โดยไม่ต้องใช้มือหรือให้คนดูแลมาเปิดให้

“อยากดูหนังในอินเทอร์เน็ตหรือในยูทูบก็เพียงกรอกตามองไปยังปุ่มดูหนัง อยากเข้าห้องน้ำ (ในกรณีที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้) เพียงกรอกตาไปที่ปุ่มทอยเล็ต (Toilet) เสียงทอยเล็ตๆ ก็จะดังออกลำโพงคอมพิวเตอร์ หรือหิวน้ำหรือข้าว ก็กรอกตาไปที่ปุ่มฮังกรี (Hungry) ให้คนดูแลอาจจะเป็นพยาบาลหรือญาติมาช่วยพาเข้าห้องน้ำ หรือหาอาหารมาให้ พร้อมกันนี้ ระบบยังสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของคนที่ดูแลได้อีกทางหนึ่ง โดยเราจะมีข้อความสำเร็จรูปที่ได้เขียนโปรแกรมไว้ ส่วนใหญ่เป็นชุดข้อความพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น หิวข้าว หิวน้ำ เข้าห้องน้ำ ไม่สบาย ฯลฯ ถ้าข้อความอื่นๆ ผู้พิการหรือคนไข้สามารถเขียนเองได้แต่อาจช้าหน่อย ด้วยการกรอกตาไปที่ตัวอักษรบนคีย์บอร์ดก็จะปรากฏข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้คนดูแลมาอ่าน หรือส่งเข้ามือถือก็ได้” แน็คเล่าถึงความอัจฉริยะของสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็มที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้พิการและคนป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

ความโดดเด่นของนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องดังกล่าวจะมีความอัจฉริยะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้พิการ หรือคนไข้วิกฤตที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง กระนั้นก็ยังต้องมีคนคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ดี แต่เชื่อได้เลยว่าการที่ผู้พิการหรือคนไข้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย หรือช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ถ้ามีเครื่องนี้ใช้งานก็จะทำให้ชีวิตของพวกเขามีชีวามากขึ้น จิตใจไม่หดหู่ และมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นภาระของคนที่ดูแลไปทั้งหมด

“ลองคิดดูถ้าคนไข้นอนติดเตียงไม่มีแอคทิวิตี้อะไรเลย ผมว่าชีวิตเขาคงเศร้าน่าดู ลองนึกภาพเราถ้าเกิดประสบอุบัติเหตุสภาพร่างกายเดินไม่ได้จะเศร้าขนาดไหน จากคนที่ไปไหนมาไหนได้ ทำอะไรก็ได้ เปิดทีวี ขับรถ ทำงานหาเงินได้ แต่อยู่ๆ ทำอะไรไม่ได้เลยเป็นคนไข้ติดเตียงหรืออัมพาตต้องนั่งรถเข็น จิตใจจะหดหู่แค่ไหน เพราะฉะนั้นเครื่องนี้สามารถช่วยเยียวยาจิตใจเขาได้ระดับหนึ่งและทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นภาระของคนอื่นไปทั้งหมด”

จุดเด่นของสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม อยู่ที่ใช้การงานที่ง่ายมาก ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุผู้พิการ ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สามารถคัฟเวอร์ได้หลายกลุ่ม ลองคิดดูว่าอุปกรณ์ทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่มีอยู่ในบ้านเราสามารถควบคุมได้หมดด้วยการกรอกตาแค่นั้นมันวิเศษแค่ไหน

“อุปกรณ์ตัวนี้ (อาย แทร็กเกอร์) ซึ่งเวลาใช้งานจะเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ตลอด แต่เราสามารถกำหนดเวลาติดตั้งให้กับคนไข้หรือผู้พิการในช่วงเวลาที่ต้องการได้ โดยที่คนดูแลไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เช่น อาจติดตั้งช่วงเช้ากับบ่าย ถ้าเขานั่งวีลแชร์ก็เอาเครื่องนี้พร้อมคอมพิวเตอร์ไปติดบนวีลแชร์ ถ้านอนบนเตียงก็ติดตั้งบนเตียงให้เขา ช่วงระหว่างที่เขานอนอยู่เฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็อาจเปิดทีวี ดูหนัง ฟังเพลง ฟังธรรมะ ได้ความบันเทิงและธรรมะดีๆ ทำให้ชีวิตมีชีวามีความสุขได้ ละมีกำลังใจในการดำรงชีวิตมากขึ้น” เจ้าของผลงานกล่าว

แนวคิดการสร้างนวัตกรรมและเป้าหมายอนาคต

หันมาที่แนวคิดในการสร้างนวัตกรรมอนิวัฒน์ บอกว่า ได้แนวคิดจากนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อ สตีเฟน ฮอปกินส์ แต่ของฮอปกินส์จะติดเซ็นเซอร์ที่ควบคุมอุปกรณ์ไว้ที่แก้ม (ชีกเซ็นเซอร์) แต่เขามองว่าการเอาอุปกรณ์อะไรๆ มาติดที่ตัวคนไข้ดูรุงรังและใช้งานยาก ด้วยเหตุนี้จึงสร้างเครื่องนี้ขึ้นมาให้คนได้ใช้งานง่ายขึ้น เพียงแค่การกรอกตาไปที่จอคอมพิวเตอร์เท่านั้นก็สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ในระดับที่น่าพอใจ

นอกจากสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็มแล้ว อนิวัฒน์ยังเคยสร้างสรรค์นวัตกรรมอีก 2 ผลงานในช่วงที่เรียนปริญญาตรี และมีการส่งประกวดในต่างประเทศมาแล้วประกอบด้วย เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเครื่องจำลองการทำงานของซีทีสแกนเพื่อดูออร์แกนต่างๆ ในร่างกาย

“ผมเลือกเรียนวิศวกรรมชีวการแพทย์ตั้งแต่ปริญญาตรีมาจนถึงปริญญาโท เพราะรวมทุกวิชาที่ผมชอบทั้งฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ และการแพทย์มาไว้ด้วยกัน อีกปีหนึ่งก็จบปริญญาโท จบแล้วก็จะต่อปริญญาเอก และอนาคตตั้งเป้าอยากทำงานเป็นนักวิจัยทางด้านการแพทย์ เพราะช่วงที่เรียนผมมีความสุขกับการทำวิจัย รู้สึกว่าการทำวิจัยเป็นสิ่งที่ผมสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ” อนิวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

8 ทักษะ สู่สุดยอดสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565346

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

8 ทักษะ สู่สุดยอดสตาร์ทอัพ

เรื่อง ราตรีแต่ง

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน อาชีพหมอ วิศวกร ตำรวจ คงเป็นคำตอบยอดฮิตของเหล่าเด็กๆ ยุคนั้น แต่ด้วยปรากฏการณ์เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จได้เป็นเพียงคนเล็กๆ ที่มีฝันใหญ่ๆ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ชุมชนเสมือนบนโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงคนได้ทั่วโลก หรือแอพพลิเคชั่นปฏิวัติวงการคมนาคม แกร็บ (Grab) และอูเบอร์ (Uber) ที่สร้างบริการทางเลือกรถสาธารณะผ่านแอพพลิเคชั่นทางออนไลน์

ธุรกิจเหล่านี้สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ สามารถสร้างสรรค์ธุรกิจสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดฝันของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปเป็น “เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ” ความฝันที่ยิ่งใหญ่ และยุติความจำเจของการทำงานในออฟฟิศได้

กิตติรัตน์ ปิติพานิช ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ควรเตรียมความพร้อมด้านการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative) และด้านความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เน้นเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ โดยความพร้อมทั้ง 3 ด้านนี้ จะต้องมี 8 ทักษะ ดังต่อไปนี้

การใช้ความคิดสร้างสรรค์

เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity นั้นคงไม่ได้หมายถึงการริเริ่มไอเดียใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกใช้ความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างในการค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นี้มีความจำเป็นอย่างมากในการต่อสู้และสร้างความโดดเด่นในสนามธุรกิจอันดุเดือด

การทำงานร่วมกับผู้อื่น

แน่นอนว่าการประกอบธุรกิจ ย่อมไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว โดยการทำงานเป็นทีมในสไตล์ Co-Creation หากสมาชิกเกื้อหนุนกัน ย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ ดังนั้นการรับฟังและยอมรับความเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น เพื่อนำมาประยุกต์และต่อยอดในการพัฒนาชิ้นงานและแก้ไขปัญหาของทีม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ

การลงมือทำและความเป็นผู้ประกอบการ

การมีไอเดียสดใหม่และแตกต่างนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำธุรกิจ แต่การนำไอเดียดังกล่าวไปสร้างเป็นธุรกิจจริง จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจกลไกของธุรกิจ รวมทั้งสามารถวางแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเอง หรือก้าวสู่การสร้างธุรกิจในแบบ Entrepreneurship ได้อย่างถูกต้อง เพราะหากไอเดียดีเพียงไร แต่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และเป็นระบบ ธุรกิจดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง

การสื่อสาร

การทำธุรกิจย่อมหนีไม่พ้นการนำเสนองาน ทั้งกับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ (Partner) ตลอดจนเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง ความสามารถในการถ่ายทอดความคิดและทัศนคติได้อย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งมีทักษะในด้านการติดต่อสื่อสาร Communication รู้วิธีนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และสามารถโน้มน้าวใจผู้ฟังได้ จึงเป็นทักษะที่สำคัญ

นอกจากสร้างความเข้าใจแล้ว การสื่อสารที่ดียังคงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถืออีกด้วย

การคิดและมองแบบองค์รวม

หากการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ประเทศไทย ไม่ใช่การทำความเข้าใจได้แค่ลักษณะพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในด้านของการทำธุรกิจก็เช่นกัน การเป็นผู้ประกอบการที่ดี จึงไม่ควรโฟกัสเพียงแต่ธุรกิจของตัวเอง โดยไม่สนใจสภาวะแวดล้อมรอบข้างได้ในแบบที่เรียกว่าองค์รวม หรือ Holistic เช่น รูปแบบการตลาดของคู่แข่ง ฯลฯ และการมีความเข้าใจในมิติความรู้ที่หลากหลายและรอบด้าน รวมทั้งเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ สังคมและสภาพแวดล้อม ย่อมเป็นหนทางสู่การสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ

การเข้าใจปัญหา

ทุกปัญหามีทางออกและทุกอุปสรรคมีโอกาสเสมอ หากสามารถค้นหาสาเหตุ ข้อจำกัด และเงื่อนไขของปัญหานั้นได้ในแบบทะลุปรุโปร่ง ในแบบ Understanding และนำมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งนำมาเป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหาในครั้งต่อไป ตลอดจนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นอีก

การรู้เท่าทันเทคโนโลยีและวัสดุ

การนำเทคโนโลยีมาใช้ทุ่นแรงในการทำธุรกิจ หรือ Material and Technology Literacy ไม่ใช่เพียงหนทางของการลดเวลา ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางแห่งการสร้างโอกาสและความแตกต่าง หากมีความเข้าใจในระบบสั่งการและสามารถใช้งานเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งมีความรู้ในวิทยาการด้านวัสดุ

การจัดการความเปลี่ยนแปลงและความล้มเหลว

ทุกธุรกิจย่อมมีความล้มเหลว แม้ในเริ่มต้นอาจสวยหรูแต่ย่อมมีจุดตกต่ำในวันหนึ่ง ซึ่งมีคำศัพท์นิยามไว้ว่า Change and Failure Management ความเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของการดำเนินธุรกิจนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ รวมทั้งยินดีหากต้องเริ่มต้นใหม่ เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

กิตติรัตน์ ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า 8 ทักษะนี้มีความจำเป็นต่อการเติบโตเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถคนรุ่นใหม่ ทุกคนที่สนใจสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ผ่านชาลเลนจ์ในโครงการ “ชมรมนักออกแบบรุ่นเยาว์” หรือ Young Designer Club (YDC) เช่น เรียนรู้การออกแบบโลโก้ The Story Teller การออกแบบแนวทางการกำจัดขยะให้เป็นศูนย์

หรือการสร้างสรรค์เครื่องแบบนักเรียนแนวใหม่ และการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาดราม่าในงานกีฬาสี ซึ่งชาลเลนจ์ต่าง ๆ ล้วนส่งเสริมทักษะที่แตกต่างกันออกไป นอกจากทักษะที่จะได้พัฒนาแล้วนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสได้พบปะและได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบ ผ่านกิจกรรมการลงพื้นที่และการทำเวิร์กช็อป จึงอยากเชิญชวนให้เหล่าเยาวชนที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จรวมกลุ่มกัน มาร่วมโครงการดังกล่าว โดยสามารถสมัครและดูรายละเอียดได้ที่ http://www.youngdesignerclub.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10501 โทร.02-105-7400 หรือเว็บไซต์ youngdesignerclub.com หรือเฟซบุ๊ก youngdesignerclub

ออกกำลังกาย ให้คำนึงถึงช่วงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565347

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ออกกำลังกาย ให้คำนึงถึงช่วงวัย

เรื่อง วราภรณ์

การออกกำลังกายล้วนมีคุณ แต่หากออกกำลังกายในท่าที่ผิดและไม่เหมาะสมกับอายุ ก็อาจมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกาย

ครูโด้-ภักดี อรัณยะนาค ฟิตเนส โปรเฟสชั่นแนล แห่ง เวอร์จิ้น แอคทีฟ สยามดิสคัฟเวอรี่ แนะนำวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนอายุเลยเลขหลัก 4 ขึ้นไป ซึ่งปัญหาของคนวัยนี้คือ มักมีน้ำในข้อต่อน้อยลง เมื่อน้ำในข้อลดน้อยลงจึงเกิดอาการติดขัดที่ข้อต่อเกือบทุกบริเวณ เช่น หัวไหล่ หัวเข่า สะโพก ข้อเท้า ฯลฯ ดังนั้นคนวัยนี้จึงมีข้อจำกัดในการออกกำลัง หากออกกำลังกายไม่ดีโดยไม่ได้ดูข้อจำกัดของวัยและร่างกาย อาจส่งผลฉีกขาดของถุงน้ำที่อยู่ในข้อต่อ เช่น หลายคนนั่งเก็บของมีแรงกดดันลูกสะบ้าหรือข้อหัวเข่า ท่าออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ท่าสควอต เข้ามารักษาแนวหัวเข่าให้สควอตในท่าที่นั่งแล้วเลยปลายเท้า หรือคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม หากนั่งผิดท่าจะส่งผลมีแรงกดดันที่กระดูก ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบด้วยเช่นกัน

อีกทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่ออายุยิ่งมากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงตามอายุ การจะให้ผู้สูงอายุมาเล่นเวตจึงมีความเสี่ยงมากกว่าหนุ่มสาวปกติ ยิ่งออกกำลังกายในท่าที่ไม่ถูกท่าถูกวิธียิ่งส่งผลเสีย ต้องดูว่าผู้สูงอายุมีรูปร่างลักษณะเช่นใด เช่น หลังค่อมแต่อยากมีกล้ามเนื้อหน้าอกเหมือนในวัยหนุ่มสาว แต่ยิ่งเล่นหน้าอกเพื่อให้มีกล้ามที่หน้าอก กล้ามเนื้อหลังจะยิ่งอ่อนแรงยิ่งขึ้นทำให้หลังค่อมไปเรื่อยๆ เพราะกล้ามเนื้อหน้าอกกับหลังไม่เท่ากัน เป็นต้น

ต่อไปนี้ เป็นท่าออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุคือ ท่า Back Extension หรือท่าซูเปอร์แมน ท่านี้เหมาะกับคนสูงอายุ จะได้กล้ามเนื้อหัวไหล่ กล้ามเนื้อหลังส่วนบนและล่าง รวมถึงก้นและขาด้านหลังด้วย

ลักษณะการฝึกด้วยท่า Back Extension

1.เริ่มต้นจากการนอนลงบนเบาะที่มีเบาะซัพพอร์ตบริเวณช่วงสะโพก ให้ลำตัวช่วงบนเลยออกมาจากเบาะตั้งแต่ช่วงสะโพกขึ้นมา ให้ตั้งลำตัวเป็นแนวเส้นตรง มือทั้งสองชูกางไว้ด้านบนเหมือนท่าซูเปอร์แมน

2.ยกลำตัวให้หน้าอกลอยจากพื้น เกร็งค้างไว้ 2 วินาทีแล้วลง

3.แล้ววางลำตัวลง (ช่วงวางลำตัวลงให้หายใจเข้า) นี่คือแอดวานซ์ ท่านี้เหมาะกับคนที่มีปัญหาออฟฟิศซิมโดรม คนเดินหลังค่อม ท่านี้ดีกับหลัง ใครมีปัญหาเรื่องอาการปวดหลังทำท่านี้เหมาะที่สุดเพราะเป็นท่าที่สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลัง

แพทย์ พยาบาล … ผลิตเท่าไรไม่เคยพอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565345

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

แพทย์ พยาบาล ... ผลิตเท่าไรไม่เคยพอ?

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : pixabay.com

ยิ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งมีความต้องการแพทย์และพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ข้อมูลเมื่อปี 2560 จากระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยแบ่งเป็นการผลิตบุคลากรแพทย์ ประมาณ 3,121 คน/ปี จากคณะแพทยศาสตร์ 21 แห่งทั่วประเทศ และสามารถผลิตบุคลากรด้านพยาบาล ประมาณ 1.1 หมื่นคน/ปี

ยังไม่นับรวมนักเทคนิคการแพทย์และแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆ อีกราว 2,000 คน/ปี และทุกคนในทุกตำแหน่งล้วนมีงานรองรับชนิดที่เรียกได้ว่าล้นมือ

เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเอ็มโอยูด้านการแพทย์ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กับคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นี่นับเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่า ประเทศไทยกำลังมีความต้องการบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่กำลังการผลิตนั้นมีอยู่จำนวนจำกัด ทางแก้ที่จำเป็นที่สุด คือ การขยายมหาวิทยาลัยที่พร้อมจะผลิตบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ

เปิดคณะแพทยศาสตร์ควรมีพี่เลี้ยง

ผศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เล่าถึงความจำเป็นในการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ว่า “เนื่องจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เปิดสอนทั้งในสายวิชาสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ เราจึงเปิดคณะพยาบาลศาสตร์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ เพราะเห็นว่าในสายสุขภาพนี้เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเกี่ยวในเรื่องของความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน

จึงมีแผนการเปิดคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่เกี่ยวกับสุขภาพของเราทุกคน ซึ่งเราก็ได้รับความกรุณาจากท่านอธิการบดี คณบดีทุกท่านจากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่เห็นความสำคัญในเรื่องการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอกับความต้องการของคนไทย โดยรับเป็นสถาบันพี่เลี้ยงให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้การดูแลของวชิรพยาบาล ที่มีความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย การที่มหาวิทยาลัยแพทย์เหล่านี้รับเป็นพี่เลี้ยงให้กับมหาวิทยาลัยอื่นที่จะเปิดหลักสูตรด้านการแพทย์ขึ้นมา จะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในงานวิจัย หลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรกระบวนการอบรมสัมมนา เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือ ที่เป็นประโยชน์ต่อคณาจารย์และนักศึกษา

เมื่อมีความพร้อมในทุกด้านแล้ว ไม่นานก็น่าจะส่งตัวหลักสูตรและรายละเอียดต่างๆ ให้กับทางแพทยสภาวิชาชีพ รับรองหลักสูตรให้เรียบร้อยถึงจะเปิดอย่างเป็นทางการได้

เพราะว่าการเปิดคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องมีหลักสูตรให้กับแพทยสภาส่ง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นคนตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกินปี 2563 จะเปิดคณะแพทยศาสตร์ได้ ซึ่งเรามีแผนว่าในรุ่นแรกจะรับนักศึกษาทั้งหมด 32 คน ในรุ่นแรกแล้วก็รุ่นต่อไปจะรับอยู่ที่ 60 คน โดยจะมีอาจารย์แพทย์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เข้ามาร่วมสอนด้วย

บอกได้เลยว่าการเปิดคณะแพทยศาสตร์ขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนการสอน และยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทยสภาอีกด้วย”

นักเรียนไทยไหลไปเรียนแพทย์ประเทศจีน

“อีกเหตุผลหนึ่งที่เราตัดสินใจเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่ใช่เพราะว่าเราเปิดคณะพยาบาลศาสตร์มา 10 ปี แล้วจึงมาเปิดคณะแพทยศาสตร์ แต่เป็นเพราะว่าปัญหาอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่ประสบอยู่ในเวลานี้ ก็คือ การขาดบุคลากรทางการแพทย์ ในแต่ละปีเราผลิตออกมาไม่พอ

ประกอบกับทุกวันนี้นักศึกษาของเราต้องไปเรียนที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนไทยไปเรียนแพทย์ที่ประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เพราะบ้านเราถูกจำกัดด้วยกำลังการผลิตแพทย์ไม่เพียงพอ เพราะมีไม่กี่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เปิดคณะแพทยศาสตร์

ประกอบกับตัวเด็กนักเรียนหรือผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเรียนแพทย์ เมื่อสอบในประเทศไทยไม่ได้ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน ที่ทราบตรงนี้ก็เพราะว่าเราได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมผู้ปกครองของนักศึกษาชาวจีนที่มาเรียนกับเรา ก็พบว่ามีนักศึกษาไทยให้ความสนใจไปเรียนแพทย์ที่เมืองปักกิ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งปักกิ่งเป็นเมืองหลวงก็จะมีมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียง เปิดรับนักศึกษาต่างชาติ

ในขณะที่ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เกินกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศไทย เป็นผู้สูงอายุ และในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น ซึ่งจะมีผู้สูงอายุเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการผลิตบุคลากรแพทย์จึงมีความจำเป็นมาก

แต่ว่าคนที่จะเรียนในคณะแพทย์จะต้องเป็นผู้เรียนในระดับหัวกะทิจริงๆ มีความเก่งมีความสามารถทางวิชาการทุกๆ ด้าน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการสอบแพทย์ จะมีความเข้มงวดในการสอบและการสอน เพราะเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ในชีวิตมนุษย์

จากปัญหาที่ผ่านมา ทางภาครัฐโดยกระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายมาว่าให้เพิ่มจำนวนการผลิตแพทย์เพิ่มอีกปีละ 3,000 คน ทางมหาวิทยาลัยจึงขานรับนโยบาย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าให้มีการเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์แล้วจะรับได้ง่ายขึ้น ความเข้มงวด ความละเอียดอ่อนในการคัดเลือก กระบวนการเรียนการสอน และเมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนจบออกไปแล้ว ไปสอบใบประกอบวิชาชีพจะต้องผ่านคุณภาพระดับสูงเหมือนเดิม”

เรียนแพทย์ในไทยอุ่นใจกว่าต่างประเทศ

ในงานแนะแนวการศึกษาแพทย์ในต่างประเทศของแพทยสภา ได้ให้ข้อมูลความรู้การเรียนแพทย์ในต่างประเทศไว้ว่า สำหรับคนที่สนใจจะเรียนแพทย์ในต่างประเทศแนะนำให้มาปรึกษากับแพทยสภาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมีมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งในแต่ละทวีป ที่แพทยสภาให้การรับรองหลักสูตรว่าสามารถเรียนได้มีความเหมาะสม

แต่การรับรองที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าเรียนแล้วจะกลับมาประกอบวิชาชีพแพทย์ในประเทศไทยได้เลย เรารับรองแค่หลักสูตรของเขาได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ แต่การจะกลับมาเป็นแพทย์จะต้องกลับมาสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ประเทศไทยเสียก่อน ถึงจะทำงานเป็นแพทย์ในประเทศไทยได้

ดังนั้น ในเบื้องต้นทางแพทยสภาขอแนะนำให้เรียนในประเทศไทยจะดีกว่า เพราะทุกวันการแพทย์ในประเทศไทยของเราก้าวหน้าไปมาก มีการเรียนการสอนแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขา มีองค์ความรู้ในการวินิจฉัยเรื่องโรค มีหลักสูตรการเรียนการสอนและการฝึกหัตถการที่สอดคล้องกันตลอดหลักสูตร อีกทั้งในเรื่องภาษาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาแพทย์จะได้ทำการฝึกฝนการซักประวัติคนไข้ แต่หากต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศและจะทำงานเป็นแพทย์ในประเทศนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่หลักๆ แล้วหากต้องการเป็นแพทย์ในประเทศไทยก็อยากให้สอบเรียนที่บ้านเราจะดีกว่า หากสอบเท่าไรก็สอบไม่ติดก็อาจจะต้องพิจารณาว่าเรามีความเหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ได้หรือไม่ เพราะคนที่จะเป็นแพทย์ได้จะต้องมีความรู้ความสามารถที่ดี เรียนจบไปแล้วต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้ป่วย

พยาบาลจองตัวตั้งแต่ตอนเรียน

หากเห็นตัวเลขพยาบาลที่ผลิตได้ต่อปีเป็นหลักหมื่นคน ดูแล้วก็น่าจะเพียงพอกับความต้องการของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้วพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ทำงานหนัก ต้องเข้ากะเวรหมุนเวียนกันอยู่ตลอด ทำให้พยาบาลส่วนหนึ่งลาออกจากงานไปประกอบอาชีพอื่น อีกส่วนย้ายไปทำงานให้กับคลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชน หรือรับเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยตามบ้านซึ่งให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นแม้จะมีกำลังการผลิตที่ดูเพียงพอ แต่สุดท้ายพยาบาลก็ยังเป็นแรงงานที่ขาดตลาดอยู่เสมอ

ผศ.ดร.บังอร เสริมต่อว่า “นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ก็มีลักษณะที่คล้ายกับนักศึกษาแพทย์ คือ มีการผลิตในจำนวนที่จำกัดภายใต้การดูแลของสภาการพยาบาล สำหรับนักศึกษาพยาบาลของเรามีการผลิตได้ปีละ 120 คน แต่เห็นจำนวนขนาดนี้ต้องบอกเลยว่า นักศึกษาพยาบาลทุกคนจะมีโรงพยาบาลทั้งของภาครัฐและเอกชน มาจองตัวให้ทุนการศึกษา เพื่อที่ว่าเรียนจบไปแล้วจะได้ไปทำงานกับโรงพยาบาลของเขา ตั้งแต่เรียนเทอม 2 ปี 2 เรียกได้ว่าเข้ามาเรียนพยาบาลแล้วได้งานตั้งแต่ตอนเรียน และในแต่ละปีก็มีจำนวนผู้สนใจสมัครเรียนมากกว่าจำนวนที่นั่งเรียนทุกปี

ดังนั้น ในส่วนของวิทยาลัยพยาบาลทางมหาวิทยาลัยก็มีโครงการที่จะผลิตเพิ่มด้วยเช่นกัน โดยต้องร้องขอทางสภาการพยาบาลในการผลิตบุคลากรพยาบาลเพิ่ม เพราะว่าผลิตเท่าไรก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่ต้องการพยาบาลไปทำงานในสถานพยาบาลและคลินิกต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี

แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรแพทย์ หรือพยาบาล การเพิ่มกำลังการผลิตบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญในเวลานี้ก็จริง แต่สิ่งที่ยังต้องยึดมั่นไว้ ก็คือ ผลิตออกไปแล้วต้องเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ เป็นพยาบาลที่มีคุณภาพ การเรียนต้องเข้มข้นจริงจัง เพราะเมื่อพวกเขาเรียนจบออกไปแล้วจะต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ เกี่ยวข้องกับสุขภาพของเราทุกคน ต้องเป็นแพทย์ที่เก่ง รอบคอบ จริงจัง มีจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ มีจรรยาบรรณ ขยันหาองค์ความรู้ และมีคุณธรรม”

รุกขะ เทวะ ความเชื่อ ธรรมชาติ ความงามอันเร้นลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565319

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 21:05 น.

รุกขะ เทวะ ความเชื่อ ธรรมชาติ ความงามอันเร้นลับ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

คุณดูภาพถ่ายเหล่านี้แล้วจินตนาการอย่างไร เมื่อแรกเห็นรู้สึกถึงอะไร นัยทางศิลปะขึ้นอยู่ที่คุณตีความ ทว่าศิลปินก็พยายามสอดแทรกแนวความคิดที่ต้องการสื่ออย่างเต็มที่เพื่อให้ภาพเล่าเรื่องและกระทบใจคนดู

“รุกขะ เทวะ” นิทรรศการภาพถ่ายของ “สมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์” ช่างภาพอาชีพที่คว้ารางวัลภาพถ่ายมาหลายเวที ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ภูมิหลังการศึกษานั้นจบสายวิทยาศาสตร์ (ปริญญาตรีเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทัศนมาตรศาสตร์ (Doctor of Optometry) มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

ภาพสายน้ำ กิ่งก้านรากไม้ ในมุมมองของศิลปินจึงอุปมาอุปไมยเป็นอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ ที่สัมพันธ์เกื้อกูลกันแม้มีหน้าที่แตกต่าง และแน่นอนว่ามันสำคัญ ขาดสิ่งใดไปอาจส่งผลให้ชีวิตนั้นสูญสิ้นได้

23 ผลงานเป็นการแสดงภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลและภาพสีครั้งแรกของสมศักดิ์ เพราะต้องการขับเน้นสีเขียว ซึ่งสื่อถึงธรรมชาติและให้ความเป็นต้นไม้ที่สุดแล้ว

ทุกภาพถ่ายจาก “ท่าปอมคลองสองน้ำ” จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวศึกษาเชิงนิเวศวิทยา ที่มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ มีป่าพรุ ป่าดิบชื้น กับป่าชายเลนอยู่ติดกันอย่างกลมกลืน มีความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งความพิเศษนี้เองที่จุดประกายจินตนาการของศิลปินให้โลดแล่น

จากวันแรกที่ลั่นชัตเตอร์ภาพแรก เขาใช้เวลาต่อไปอีกนับได้ 5 ปี “ปี 2556 ไปถ่ายรูปทำการท่องเที่ยว ผมเห็นรากไม้เหมือนมือจับกุมโคนต้นไม้อยู่ เป็นภาพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนั้นผมจินตนาการต่อว่าเหมือนมือดึงรากไม้เพื่อทำลาย หรือมือดึงรากไม้ยึดไว้เพื่อรักษาก็ได้ ก็เลยเกิดความคิดว่ามีอะไรที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา ภาพนั้นคือจุดประกาย

ภาพที่ 2 มีรากไม้ 2 ฝั่ง ผมก็มองเป็นปอด ตอนจัดองค์ประกอบถ่ายรากไม้คือปอด มีสายน้ำไหลผ่านตอนนั้นคิดถึงอากาศไหลผ่านปอด ซึ่งรูปทรงของต้นไม้ที่นั้นมีจุดที่เราไม่เคยคิดมาก่อน”

ในการถ่ายรูปสมศักดิ์ใช้เทคนิคการตกแต่งภาพน้อยมาก เพื่อต้องการนำเสนอความจริงของธรรมชาติให้มากที่สุด สิ่งที่ทำให้ภาพถ่ายออกมาดูมีมิติ แสงสีนุ่มสลัว ต้องอาศัยไปถ่ายในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ให้เกิดความงามโดยไม่ได้ใช้โปรแกรมเข้ามาช่วย

“เวลาถ่ายภาพจะมีกระบวนความคิด แต่ละสถานที่เราทำการบ้านมาก่อน ตรงนั้นมีอะไรน่าสนใจ จะถ่ายทอดตามที่เรารู้สึกได้ไหม อีกอันหนึ่งเราเตรียมตัวไปแต่พอถึงหน้างานเรารู้สึกอีกแบบหนึ่ง

งานชุดนี้ต่างจากงานที่ผ่านๆ มาค่อนข้างเยอะ ทั้งในเรื่องของเทคนิค และเป็นครั้งแรกที่ถ่ายในพื้นที่ไม่ใหญ่มาก มีจุดให้เลือกน้อย

ผมไปตั้งแต่เช้ามืดอยู่เกือบทั้งวัน แล้วกลับไปตอนเย็นอีกที ถ่ายในหน้ามรสุมเยอะ เพราะถ้าเราถ่ายป่าดิบชื้น ป่าโกงกางจะได้ความเขียวชอุ่ม น้ำเยอะน้ำไหล มีตะไคร่ ต้นไม้สดชื่น

สมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์

ผมไปประมาณ 4-5 ครั้งต่อปี ครั้งละประมาณ 7 วัน ใช้เวลาแต่ละจุด 1-3 ชั่วโมง ผมรอเวลา มันมีช่วงสั้นๆ ที่เหมาะสม ไปครั้งหนึ่งได้ภาพ 1-5 ใบ รอเวลาถ่ายกระแสน้ำ ตาน้ำที่ออกมาเป็นยังไง น้ำสัมพันธ์กับองค์ประกอบกับความรู้สึกที่ผมมีกับตรงนั้นด้วย

มีจินตนาการก่อนถ่ายแต่ละภาพ ไปดูรากไม้จุดนั้นมันชวนให้เรานึกถึงอะไร ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ถ่าย จุดหนึ่งนั่งเป็นชั่วโมงก็ไม่ได้ถ่าย

แสงที่ถ่ายมากที่สุดคือเช้ามืดหรือหลังพระอาทิตย์ตก เลือกช่วงนี้เพราะทำให้ภาพดูนุ่มนวลกว่าปกติโดยไม่ต้องตกแต่งเยอะ ผมต้องการสื่อธรรมชาติแต่ในแง่เทคนิคถ่ายออกมาก็สวยกว่าธรรมชาติจริงๆ ที่ตาเราเห็น ผมตั้งสปีดต่ำ ISO สูง มันช่วยทำให้ถ่ายสายน้ำในสภาวะที่มืดให้ได้แสงสื่อตามที่เรารู้สึก”

สมศักดิ์เคยลองถ่ายภาพที่อื่นแล้ว แต่ไม่มีที่ใดกระทบความรู้สึกของเขาได้และตรงคอนเซ็ปต์ ความเชื่อในอดีตกาลกับธรรมชาติ

นิทรรศการตั้งชื่อว่า รุกขะ เทวะ รุกขะ แปลว่า ต้นไม้ เทวะ แปลว่า เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสมือนเวลาที่เข้าป่ามีความเชื่อกราบไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา ไม่กล้าโค่นล้มต้นไม้เพราะเชื่อว่าทุกต้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ หากแต่กาลเวลาได้ลบเลือนความเชื่อเหล่านี้ เช่นนั้นการตั้งชื่อจึงแยกคำว่า รุกขะ เทวะ ออกจากกัน

“คำถามของงานนี้เราจะเชื่ออะไร ไม่ได้บอกให้ทุกคนกลับไปเชื่อเหมือนเดิม แล้วแต่คนจะเชื่อจะเลือกทำรักษาหรือทำลาย จริงๆ ตัวรุกขะ เทวะ พูดถึงความเชื่อ สิ่งลี้ลับ ภาพที่ออกมาแสงสีก็ดูเร้นลับ น่ากลัวสอดคล้องกับแนวความคิด เพราะขณะผมถ่ายผมยืนในที่มืด ตอนถ่ายผมก็รู้สึกขนลุก”

นิทรรศการศิลปะภาพถ่าย รุกขะ เทวะ จัดแสดงถึงวันที่ 30 ก.ย. ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดให้ชมเวลา 09.00-17.00 น. หยุดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และมีแผนจะจัดแสดงที่กรุงเทพฯ และ จ.กระบี่

ชมทะเลหมอก-ชิมไก่เบตง “เที่ยวยะลา” ไม่น่ากลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565315

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:52 น.

ชมทะเลหมอก-ชิมไก่เบตง "เที่ยวยะลา" ไม่น่ากลัว

“ยะลา”หนึ่งในเมืองน่าเที่ยวที่แสนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งชายแดนใต้สุดของไทย

*******************************

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ยะลาเมืองชายแดนใต้สุดของประเทศ โดยเฉพาะ อ.เบตง เมืองชายแดนติดกับมาเลเซียที่กำลังได้รับการพัฒนาขนานใหญ่เพื่อเป็นเมืองท่องเที่ยว จากภูมิประเทศที่สวยงาม วัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งพุทธ มลายูมุสลิม และจีน ทำให้เบตงเป็นเมืองชายแดนที่เปี่ยมเสน่ห์

เบตงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติ ศาสตร์ และวัฒนธรรมอยู่หลายแห่ง อาทิ บ่อน้ำร้อนเบตง สวนดอกไม้เมืองหนาวหรือสถานที่ในเมือง เช่น หอนาฬิกาเมืองเบตง วัดกวนอิม และยังมีตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เที่ยวเบตงต้องมาเดินชมหอนาฬิกาคู่บ้านคู่เมือง หอนาฬิกาแห่งนี้สร้างเป็นสัญลักษณ์จุดศูนย์กลางของเมือง ด้วยหินอ่อนขาวนวล

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย ระยะทางประมาณ 268 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร ผิวจราจรคู่กว้าง 7 เมตร ทางเท้าเดินกว้างข้างละ 1 เมตร เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2544

อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจุดซึ่งเป็นที่นิยม อาทิ สวนไม้ดอกเมืองหนาว เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ จัดแสดงดอกไม้นานาพรรณ และทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ทะเลหมอกสุดสวยของภาคใต้ และสวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย นักท่องเที่ยวจะได้เห็นหมอกที่จับตัวกันเป็นชั้นหนา เต็มผืนฟ้า ล่องลอยอยู่ตรงหน้าของผู้ที่เดินทางมาสัมผัส และที่สำคัญสามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งปี

จุดชมวิวไฮไลต์ของที่นี่อีกหนึ่งแห่ง คือ บริเวณยอดเขาฆูนุงซีลีปัต (ฆูนุงสาลี) ที่ต้องเดินป่าขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อชมทะเลหมอกในมุมมองกว้าง 360 องศาแบบอันซีน ปัจจุบันจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวงได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนนั้นมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะมาเลเซีย ช่วงเวลาในการเดินทางขึ้นไปชมทะเลหมอกนั้นควรเดินทางขึ้นไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น โดยช่วง 9 โมงเช้าทะเลหมอกก็จะค่อยๆ จางหายไป

จุดเด่นที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างหนึ่งของเบตง คือ อาหาร เพราะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารทั้งไทย จีน และมลายูเข้าไว้ด้วยกัน อย่าง นาซิดาแฆ อาหารมลายู ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวผัดรวมกันราดด้วยแกง ส่วนตำรับจีนก็คงไม่พ้นเมนูขึ้นชื่ออย่างไก่เบตง ไก่ต้มเนื้อนุ่ม ราดด้วยซีอิ๊วเบตงและน้ำมันงา อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญหากไปช่วงฤดูผลไม้ เบตงยังมากด้วยทุเรียนและลองกองรสชาติดีเยี่ยม รวมทั้งส้มโชกุนที่ขึ้นชื่อ

เมืองยะลาเป็นเมืองที่เปี่ยมเสน่ห์ รอคอยนักท่องเที่ยวมาเยือน โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง อ.เบตง ซึ่งได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ที่สำคัญอีกไม่นานนักเบตงจะเปิดใช้สนามบินพาณิชย์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ

หอนาฬิกาเบตง

สุรเกียรติ บุนนาค กีฬาและมายาต้องไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565310

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:55 น.

สุรเกียรติ บุนนาค กีฬาและมายาต้องไปด้วยกัน

เรื่อง ภาดนุ

หนุ่มเท่หุ่นนักกีฬา แพน-สุรเกียรติ บุนนาค มีผลงานละครเรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” ของค่ายมีเดีย สตูดิโอ ที่ผลิตร่วมกับค่ายพอดีคำ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 สี และเพิ่งลาจอไป ล่าสุดแพนก็เพิ่งปิดกล้องละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” ไปหมาดๆ และกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่อง “หัวใจลูกผู้ชาย” เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานพิธีกรรายการ “เที่ยงบันเทิงสด” ทางช่อง 7 สีอีกด้วย

แม้จะเป็นหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่งานรุมซะขนาดนี้ แต่ถ้ามีเวลาว่างเมื่อใด แพนก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ชอบเล่นกีฬามากๆ โดยเฉพาะการเตะฟุตบอล กีฬาแมนๆ ของลูกผู้ชาย ส่วนจะมีที่มาอย่างไรนั้น ไปพูดคุยกับเขากันเลย

“ผมชอบเตะฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว โดยจะเตะกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในหมู่บ้านเป็นประจำเลยครับ อีกอย่างผมเรียนโรงเรียนชายล้วนมาตลอด ฉะนั้นกีฬายอดฮิตก็ต้องเป็นฟุตบอลอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่ชื่นชอบที่สุดแล้ว”

คนเรามีสิ่งที่ตัวเองชอบไม่เหมือนกัน บางคนจึงเลือกในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป สำหรับแพน อดีตบอยแบนด์สุดเท่ เล่าว่าที่จริงแล้วเขาก็จำความไม่ค่อยได้นัก ว่าเล่นกีฬาเป็นตอนอายุเท่าไร แต่สำหรับเขาแล้ว กีฬานั้นเหมือนอยู่ในสายเลือดเลยก็ว่าได้

“ผมจำไม่ค่อยได้จริงๆ ว่าเล่นฟุตบอลเป็นตอนไหน อายุเท่าไร แต่ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกแบบนี้เช่นกัน ตั้งแต่เด็กๆ ผมเชื่อว่าทุกคนมีฝัน นั่นก็คือฝันอยากจะเป็นศูนย์หน้า หรืออยากจะเป็นผู้รักษาประตู หรือตั้งใจว่าจะหาเวลารวมก๊วนกันเตะบอลแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักเวลา แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าหลายคนเลือกเล่นกีฬาเพราะใจรัก เพื่อเป็นกิจกรรมยามว่าง หรือเพื่อสุขภาพ ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการที่ทำให้ผมหันมาเริ่มเล่นกีฬาอย่างฟุตบอล

ผมว่าการเริ่มต้นชีวิตที่ดีมาจากสุขภาพที่ดีครับ วันหนึ่งผมทำงานหนักถึงหนักมาก แต่ทำไมกีฬาถึงช่วยได้ แถมยังเล่นแบบไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักหน่ายด้วย พอมีเวลาปั๊บก็ต้องตั้งก๊วน รวมตัวกัน นัดหมายกันเพื่อมาเตะบอล จะค่ำแค่ไหน จะดึกจากงาน ถ้าใจมันสู้แล้ว ผมบอกได้เลยว่าทุกอย่างเรามีความสุขที่จะทำ แม้วันรุ่งขึ้นจะมาร้องโอดโอยว่า ขาแข้งพัง กระดูกเจ็บก็ตาม แต่เราก็ยังไหวเสมอ”

แพนเสริมว่า พอโตขึ้นฟุตบอลขยายผลในส่วนอื่นๆ ให้ดีขึ้นด้วย อาทิ ได้พบปะผู้คนมากขึ้น ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้น นอกจากการทำงานแล้ว ยังสร้างมิตรภาพใหม่ๆ จากการเตะฟุตบอลได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมา ผมเล่นละครเรื่อง ‘นักสู้สะท้านฟ้า’ ให้กับทางช่อง 7 พอเราทำงานในวงการบันเทิง เราก็จะมีก๊วนเพื่อนๆ ที่ชอบเตะฟุตบอลซึ่งเป็นดาราอยู่เยอะพอสมควร ปัจจุบันผมก็อยู่ในทีม Singha All Star ที่มีรุ่นพี่ดารานักแสดงหลายท่านร่วมทีมอยู่ด้วย เช่น พี่เต๋า สมชาย พี่มอส ปฏิภาณ พี่หนุ่ม ศรราม พี่ต๊อด ปิติ แล้วก็มีอีกทีมที่เป็นกลุ่มนักแสดงวัยเดียวกัน ชื่อทีมว่า Thunder Boy ซึ่งจะมี พี่ต๊ะ วง B-Mix อ้น กรกฎ แชป วรากร และอีกหลายคนเลยครับ

ถ้าจะเตะบอลกัน เราจะใช้เวลาในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เป็นหลัก หรือเป็นช่วงที่ไม่ต้องรับงานละคร เวลาเตะกันทีก็จะเตะตั้งแต่เย็นๆ ยันเที่ยงคืนเลย เพราะเราเล่นกันแบบเพื่อสุขภาพ ไม่เล่นกันจริงจังเพื่อเอาแพ้เอาชนะ คือเราจะเซตเป็นเกมๆ ขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อทดสอบความคล่องตัวของทีม เพื่อทักษะที่กันลืม และเพื่อสุขภาพด้วย เพราะการเล่นฟุตบอลนี่แทบจะออกกำลังทุกส่วนจริงๆ ครับ”

แพนบอกว่า การที่เขาได้รู้จักพี่ๆ และเพื่อนๆ ทุกคน ถือเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการเล่นกีฬา เพราะสมาชิกทุกคนรักสุขภาพ และก่อตั้งทีมกันขึ้นมาเพื่อรวมตัวกันสร้างพลังวิเศษอย่างการเตะบอลเพื่อการกุศล เพื่อสร้างสรรค์พลังให้กับเยาวชน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องๆ ในอนาคต

“เวลาพวกผมไปเตะที่ไหนๆ พวกน้องๆ เยาวชนผู้ชายจะได้มีพลังและมีความหวังใหม่ และในอนาคตพวกผมก็อยากจะเป็นต้นแบบให้พวกเขาด้วย ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งหนทางสู่ความสำเร็จที่มาช่วยต่อยอดได้แบบไม่ต้องมีต้นทุน เพราะในอนาคตเราก็จะมีขุมกำลังสำคัญให้กับทีมชาติหรือพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาได้

ที่สำคัญ ผมไม่ได้มองว่าพวกเรามีศักยภาพในการผลักดันอะไรให้กับวงการกีฬาบ้านเราหรอก นะครับ เพียงแค่มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยพัฒนาเยาวชนก็พอแล้ว เพื่อไม่ให้พวกเขาไปหลงติดเกม หรือหลงไปติดยาเสพติด และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หลังเลิกเรียน แค่นี้ผมก็ว่าน่าดีใจแล้วละครับ”…ติดตามได้ที่ IG : pan_surakiat

เอกชยา สุขศิริ แทรกตัวอยู่ในขุนเขา (กับเพื่อนรู้ใจ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565307

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

เอกชยา สุขศิริ แทรกตัวอยู่ในขุนเขา (กับเพื่อนรู้ใจ)

เรื่อง/ภาพ วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ธัญลักษณ์ ชาวบ้านเกาะ

หน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ ก็อาจจะไม่ถึงขนาดนั้น หลายคนที่รู้จัก “เอกชยา สุขศิริ” บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง อาจรู้จักเขาดีอยู่แล้วจากเค้าลางและความเป็นตัวตนของ บก.หนุ่ม แต่วันนี้คือเรื่องเล่าของชีวิตอีกด้านที่ไม่วิ่งเร็วจี๋ ชีวิตอีกด้านที่ไม่วุ่นวาย ชีวิตอีกด้านที่น่าพิสมัยไม่น้อย

เอกชยาเล่าให้ฟังถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิต เขาเล่าว่าคงต้องเริ่มต้นจากชีวิตตอนเด็ก ซึ่งเติบโตขึ้นมากับคุณยาย คุณยายเป็นชาวสวนเมืองนนท์ จ.นนทบุรี ด้านคุณย่าเป็นชาวไร่ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เวลาเปิดเทอมก็เรียนหนังสืออยู่ที่สวนเมืองนนท์ ช่วยคุณยายทำสวน พอถึงช่วงปิดเทอมก็ไปช่วยคุณย่าทำไร่ที่เขาใหญ่

“ไปช่วยงานที่เขาใหญ่ ปากช่อง ทุกๆ ปิดเทอม ไปช่วยย่าทำไร่ เปิดเทอมก็ช่วยยายทำสวน โตขึ้นมากับวิถีแบบเกษตรกรรมรุ่นเก่า” เอกชยาเล่า

ทุกวันนี้ทำงานสื่อสารมวลชน แวดล้อมอยู่ด้วยออฟไลน์และออนไลน์วิถี หากแท้ที่จริงแล้วเอกชยามีรากจากชีวิตดั้งเดิมและพืชผลทางการเกษตร การขุดดิน การเก็บผัก การปลูกผักปลูกผลไม้ ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนอยู่ในตัวเองมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ช่วงอุดมศึกษาขาดหายไปบ้างเพราะการเล่าเรียนที่ต้องมุ่งมั่น

“เราถวิลหาสโลว์ไลฟ์ คือคำว่าหลงลืมนะ ต้องใช้คำนั้น จากช่วงเรียนหนังสือก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก็ยิ่งห่างหาย เพราะเลือกทำงานสื่อ โดยตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 24 ปีเต็ม ก็หลงลืมไป”

กลับมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบจริงจัง ก็เมื่อถึงคราวตะวันตกดินของสื่อสิ่งพิมพ์ ก็คิดว่าควรกลับไปหารากของตัวเองได้แล้วล่ะ กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่เขาใหญ่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเปิดร้านอาหารที่เขาใหญ่ ชื่อร้าน ดี.เอ.ดี. คำย่อของ เดียร์แอนด์โด คาเฟ่ (deer and doe cafe) ตั้งอยู่ริมถนนธนะรัชต์ แล้วก็ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเองขึ้นที่นั่น

ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเก่า ตื่นเช้าขึ้นมา พาสุนัข 2 ตัวเดินเล่นในไร่ ไร่ที่ไกลสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมด้วยภูเขา บอกตัวเองว่าจะทำไร่ และได้บอกกับญาติผู้ใหญ่คือคุณอาว่าจะทำไร่ เรื่องของเรื่องคือใช้จริตของคนเมืองคิด คุณอาท้าทายว่า ขอให้ลองทำไร่ที่ผืนหน้าบ้านแปลงเล็กๆ ลองทำแค่นี้ ดูตรงนี้ก่อน

“เราทำไร่แบบจริตคนเมือง กั้นเขต ทำรั้วคาวบอย ลงทุกอย่างที่อยากกิน ทุเรียน มะม่วง มะยงชิด มะปราง เช้าขึ้นก็จับจอบจับเสียม ลงผลไม้ ยกแปลงเป็นอิฐตัวต่อ ทำให้สวย มีความสุขมาก เพียงแต่เอาเข้าจริง เราปลูกตอนหน้าแล้ง พอหน้าฝน เราต้องยอมแพ้ให้แก่หญ้า หญ้าท่วม (ฮา)”

ต่อมาเอกชยากลับมาทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับใหม่ เขาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงวันจันทร์-วันศุกร์ และวันเสาร์-อาทิตย์ก็กลับไปใช้ชีวิตที่เขาใหญ่ ถามถึงสโลว์ไลฟ์ ณ โมเมนต์นี้ เอกชยาตอบว่า ยากในชีวิตจริง แต่ก็ยังอยู่ในความพยายาม ขณะที่กำลังพูดอยู่นี้ก็ยังมองไม่เห็นต้นทุเรียนที่ปลูกไว้เลย เพราะดายหญ้าไม่ไหว เป็นสโลว์ไลฟ์ที่พ่ายแพ้ต่อหญ้า

อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยู่ในแผนระยะยาวของชีวิต มองไปยาวๆ ไกลๆ ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบบ้านไร่บ้านนา ก็เชื่อว่าจะยังรอคอยอยู่ที่นี่ และจะต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แน่ ปัจจุบันแปลงที่ดินหน้าบ้านให้หญ้าช่วยปกคลุม ส่วนร้านอาหารให้น้องสาวช่วยดูแล ทั้งในระยะยาวมีแผนจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

“แผนสโลว์ไลฟ์ ที่คงไม่ใช่ไร่เพียวๆ แต่เราจะทำฟาร์มกวาง ต้องการจะเลี้ยงกวางให้สมกับชื่อร้านเดียร์แอนด์โด แถวนั้นไม่มีใครเลี้ยง ก็คิดว่าจะดึงนักท่องเที่ยวได้ ให้อาหาร ถ่ายรูป น่ารักๆ อันนี้เป็นแผน 5-6 ปีข้างหน้า”

ปัจจุบันขณะคือ ตั้งแต่วันศุกร์ช่วงเย็น-วันจันทร์ช่วงเช้า ก็ได้เป็นช่วงเวลาแห่งการรีชาร์จตัวเอง เหนื่อยกับงานกลับไปให้ภูเขาโอบกอด ชาวบ้านและเพื่อนบ้านก็น่ารักมาก หลายคนรู้จักพ่อ รู้จักย่า ก็จะเดินมาทักทายเลยว่า เคยทำงานกับย่านะ เคยดายหญ้าให้ย่านะ

“คุณอาซึ่งอยู่ที่นี่ ช่วยแนะนำว่า เพื่อนบ้านที่นี่ไม่เหมือนกรุงเทพฯ นะ ต้องยิ้มให้เขาก่อน ต้องทักทายเขาก่อน ทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกัน มิติความผูกพันที่น่าซาบซึ้งใจ”

สำหรับชีวิตที่นี่ เอกชยาเลี้ยงสุนัข ชื่อ “เขาใหญ่” ตัวผู้ พันธุ์ผสม ไซบีเรียน-ไทย อีกตัวชื่อ “ค้ำคูณ” สุนัขพันธุ์ลาบราเดอร์ ตัวเมีย นอกจากนี้ก็มีแมวจร ชื่อ “ที่ดิน” แมวน่าสงสาร มาขอข้าวกินที่ร้านอาหาร จากนั้นหายไปร่วม 2 อาทิตย์ กลับมาแข้งขาเสีย เดิน 3 ขา ถ้าปล่อยเอาไว้ ก็จะเดินแบะๆ และจะยิ่งเน่า เลยรับรักษาและรับอุปการะเสียเลย

แมวอีก 2 ตัว คือ “กัปตัน” กับ “โอเชียน” แมว 2 ตัวพันธุ์อเมริกัน ชอร์ตแฮร์ ที่มีแฟนเพจของตัวเอง : พี่ก็แมวน้องก็เหมียว กัปตันและโอเชียนนี้ อยู่ด้วยกันกับเอกชยาตั้งแต่กรุงเทพฯ เมื่อย้ายมาอยู่เขาใหญ่ก็ย้ายมาด้วย ปรากฏว่าตอนย้ายกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้เอากลับ ซูเปอร์สตาร์ 2 ตัว ผ่ายผอมลงๆ จนล่าสุดผอมมาก กระทั่งต้องตัดสินใจวันนั้น ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว กลับมาอยู่ได้ 2 เดือนแล้ว อ้วนเหมือนเดิมแล้ว มันคิดถึงเรา รู้เลยว่ามันคิดถึงเรา ตัดสินใจเอามาเดี๋ยวนั้นเลย”

อ้อ ตอนนี้มีแมวเขาแหลมอีกตัวที่มาอยู่ด้วย มันเป็นแมวอยู่ติดที่ดิน มาขออยู่ด้วย หายไป 2 เดือน เพิ่งกลับมาได้ 2 อาทิตย์ ตอนแรกได้กลิ่นซากศพลอยมา ก็คิดว่าเขาแหลมคงเสียชีวิตไปแล้วแน่ แต่เขาแหลมก็กลับมาในสภาพสุดเยิน แต่แน่นอนที่มันยังมีชีวิตอยู่

“ดูแล” เพิ่งได้มา วันหนึ่งหมาเขาใหญ่เห่าไม่หยุด ออกไปดูก็เจอดูแลนอนตัวสั่นอยู่หน้าบ้าน ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็น “เพื่อนรู้ใจ” ของเอกชยา และทำให้ชีวิตบ้านไร่ของเขาสมบูรณ์ทั้งความรักความสุข ความห่วงหาอาทร จากเพื่อนแมวหมา 4 ขาบ้าง 3 ขาบ้าง

เอกชยาเล่าว่า ถ้าอยู่ไร่ก็จะทำอาหารกินเอง และเป็นเชฟเองสำหรับที่ร้าน โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็จะลุยทำอาหารสนุก มันมีความสุข ที่คนชมว่า เราทำอาหารได้อร่อย เจ้าตัวเป็นคนชอบกิน ก็จะรู้ว่าอะไรอร่อยและทำยังไงให้อร่อย อาหารไทยทำยังไง ที่นี่โขลกพริกแกงเอง พริกแกงเขียวหวาน แกงเหลือง ซื้อจากตลาดไม่อร่อย (อ่ะ) น้ำพริกบางอย่างต้องมีส่วนประกอบถึง 18 อย่าง แกงที่ร้าน โขลกเอง ถึงเครื่อง เคล็ดอยู่ที่ตรงนี้ ได้ชื่อว่าเป็น “ตัวพ่อพริกเผ็ด” ซิกเนเจอร์ที่โด่งดังคือ ส้มตำกะปิ แกงเหลือง แกงป่าเขาใหญ่เครื่องทะเล

จากชีวิตที่วิ่งวุ่น ต้องปรับตัวต้องยุ่งต้องกลายเป็นชีวิตที่ถูกบีบด้วยเงื่อนไขของเวลา แต่พอช่วงสุดสัปดาห์ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เออหนอ…เร็วที่สุดกับช้าที่สุดก็อยู่ด้วยกันได้ เติมเต็มด้วยเพื่อนรู้ใจที่ชักจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตที่พอใจ ชีวิตที่สามารถได้แอบไปแทรกตัวอยู่ในขุนเขาเป็นครั้งคราว ได้ทำร้านอาหารที่ชอบ ได้อยู่กับเพื่อนรู้ใจ (4 ขา) แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

สำหรับใครที่อยากกินอะไรแซ่บสุดแซ่บ พริกสุดพริก ตามไปกินได้ที่ ดี.เอ.ดี. โทร.08-6954-5656 หรือติดตามแฟนเพจ ดี.เอ.ดี. ตัวพ่อพริกเผ็ด

หลง(เสน่ห์) ไปกับทุกย่างก้าว ของ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565304

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:10 น.

หลง(เสน่ห์) ไปกับทุกย่างก้าว ของ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า  ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง” ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในฐานะ นักท่องเที่ยวที่พาไปหลง หลงใหล หลงเสน่ห์ หลงทางแต่โคตรสนุก เจ้าของแฟนเพจ “อาสา พาไปหลง”

เขาเคยมีนามสกุล เอเอฟ ต่อท้ายชื่อ เพราะเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดเรียลิตี้โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่น 5

เขาเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ นักพากย์เสียง และพิธีกร

ตอนนี้…เขานิยามตัวเองเป็น “นักท่องเที่ยวฟลูไทม์”

เขาทำงานทุกอย่างข้างต้นเพื่อที่จะได้เงินไปท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวฟลูไทม์

“ผมเชื่อว่าคนเราต้องมีโกลบางอย่าง ผมอยากไปเที่ยว หลังจากเราทำงานแต่งเพลง เหนื่อยล้า สมองพัง เราไปเที่ยว โอเคหายขี้เกียจ กลับมาทำงานจะได้มีเงิน ได้ไปเที่ยว

พาสต์แรกคือไปเที่ยว แล้วเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำงานเยอะๆ ได้เงินเยอะขึ้นก็ไปเที่ยวได้ไกลมากขึ้น”

เที่ยวจนเงินเก็บหมด เงินที่หามาได้ก็นำไปท่องเที่ยว เงินหมดแต่ไม่อยากหยุดเที่ยว…

นี่คือจุดเริ่มต้นของ…นักท่องเที่ยวฟลูไทม์ที่สามารถท่องเที่ยวได้ตามเป้าหมายและสามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้อีกด้วย

“พอเราโตขึ้นอีกระดับ ไม่สามารถเอาเงินทั้งหมดไปเที่ยว ทำแบบเมื่อก่อนไม่ได้ ก็เกิดความคิด ลองทำรายการท่องเที่ยวเล็กๆ อาจจะได้สปอนเซอร์เป็นตั๋วเครื่องบินก็ทำในแฟนเพจ อาสา พาไปหลง”

แฟนเพจ รายการท่องเที่ยวมีมาก การที่จะทำให้คนมาสนใจจึงไม่ใช่แค่ภาพสวย สถานที่เก๋ไก๋ แต่ละรายการก็มีแนวทางของตัวเอง

อาสา พาไปหลง คือ ความเป็นตัวตนของว่านไฉ รวมทุกสิ่งที่เขาชอบ เขาเป็นผู้ชายอารมณ์ดี คิดบวก เพลง ท่องเที่ยว การใช้เสียง และการสังเกต พบปะ เรียนรู้ผู้คนโลกใหม่ๆ

“ผมทำอาชีพนักแต่งเพลง วิเคราะห์สิ่งต่างๆ เยอะมาก ทุกอย่างมีจุดตันของมัน ถ้าเราทำต้องใส่ความเป็นตัวเรามากกว่าให้เกิดสิ่งใหม่ ผมเชื่อในการอินโนเวชั่น การต่อยอดสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก ผมวิเคราะห์ว่า คนชอบดูอะไร

นี่คือการทำรายการกราฟที่ควรจะเป็นเส้นเรื่องควรเป็นยังไง เราเป็นใคร คนดูอยากได้อะไรจากเรา ถ้าเราเล่าเรื่องที่ไม่ใช่เราคนไม่มีทางเชื่อ

ผมเป็นคนเลอะเทอะประมาณหนึ่ง มีความไฮเปอร์นิดหนึ่ง ชอบพากย์เสียง ก็ลองกลับมาดูสิ จะเกิดรายการท่องเที่ยวแบบเลอะเทอะของเราได้ยังไง จึงประกอบร่างขึ้นมาได้ 10 เดือนแล้ว

ผมอ่านตัวเองเหมือนอ่านศิลปินที่เราทำงานให้เขา เป็นเรื่องที่โชคดี ผมทำงานครีเอทีฟต้องอ่านคน อ่านความเป็นไปของโลก อ่านลูกค้า อ่านฐานแฟนเพลง ผมวิเคราะห์เยอะมาก

ผมวิเคราะห์ตัวเอง ถ้าผมพูดเรื่องวิชาการคนไม่เชื่อ ผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย (หัวเราะ) ถ้าเรื่องสนุกเขาจะเชื่อ เพราะเราขี้โม้

ผมอินกับอะไรได้ง่าย ผมค่อนข้างเปิดใจในอะไรใหม่ๆ และผมก็เอนจอยในบางอย่าง ผมคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอสำหรับผม ทุเรศซวยขนาดไหนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ

เราหลงทาง กินของไม่อร่อย กัดลิ้นตัวเอง แต่บางอย่างมันจะมีดี ทำให้เราไปต่อข้างหน้าได้ แล้วผมดันหลงรักมันจริงๆ ไม่ใช่จะเล่าให้บวก

ผมไปอินเดีย นิวเดลี วุ่นวาย สกปรกในมุมของหลายคน แขกขี้โกง มีแต่ลบๆๆๆ แต่คุณไม่รู้ไม่มองข้อดีของเขาว่านั้นคือเนเจอร์ของเขา คนเขาเยอะ เขาอยู่แบบนั้นเพราะว่าอากาศเขาเป็นแบบนี้ บ้านช่องเขาเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่เคยเปิดใจรับมัน

เราต้องมองข้อดีก่อนเราจะเจอข้อดีต่อๆ ไปเยอะขึ้น เราชอบ หลงรักมันแล้ว เอามาเล่าให้ฟัง คนถึงอยากไปตามเราคิดให้บวกเสมอ”

ไม่ถึงปีแฟนเพจได้รับความนิยม “ตอนนี้ผมแค่รู้สึกว่า อยากอินสไปร์ใครบางคนที่เขาพูดคำว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำในสิ่งที่ตั้งใจ

อยากให้คนไปเที่ยวมากขึ้น ให้คนออกจากกรอบ ให้คนมีอิสระ ไม่ได้แค่ดูรูป เราเกิดมาโลกเราแคบมาก เราถูกจำกัดว่า ต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องทำงาน สุดท้ายยังไงมันค่อนข้างแคบมาก แต่ถ้าเราฉีกออกไป ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย

ออกไปสูดอากาศที่แปลกจากรุงเทพฯ จากประเทศไทย ไปเจอผู้คนที่ยิ้มคนละแบบยิ้มคนละเรื่องกับเรา ออกไปเจอการหลงทางที่เรารับมือไม่ได้ แล้วร้องไห้ดูสิ มันทำให้เราหลุดจากความสุขแบบเดิม จากความเครียดแบบเดิม กับคำถามเดิมๆ ทำไมไม่รวย ผ่อนคอนโดไม่ได้ โลกมีอะไรมากกว่านั้น

อยากเที่ยวแต่ไม่มีเงินก็หาเงินสิครับ เงินหาไม่อยากนะ แค่คุณไม่หา ได้น้อยได้มากอีกเรื่องหนึ่ง มีแรงเยอะได้เยอะ ทุกอย่างมีการลงทุนเสมอ เรื่องของการท่องเที่ยว หาเงินได้เยอะก็ได้ไปไกล หาได้น้อยไปใกล้ๆ ทุกที่มีข้อดีเสมอ

ตอนนี้ผมทำได้ ผมเป็นนักเที่ยว ผมแต่งเพลงอิสระ ไม่อยากเขียนเราก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล มาเป็นนักท่องเที่ยวฟลูไทม์ก็ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่บ้าน (หัวเราะ) แต่มีความสุข สนุก ผมทำอะไรค้นหาความสนุกเสมอ มันเหนื่อยกว่าแต่งเพลงเยอะเลย

ออกเดินทาง 3-4 ทริป/เดือน แต่ละทริปประมาณ 5 วัน ตอนแรกๆ ไปคนเดียว ตอนนี้มีตากล้อง 2 คน ผมจะวางแผนไป 5 วัน ทำงาน 3 วัน ที่เหลือ 2 วัน ให้เขาได้หาความสนุก เผื่อเวลาให้เขาได้เที่ยวเสมอ”

เที่ยวจนหมดตัว แต่เติบโตขึ้น

สิ่งที่ว่านไฉมุ่งมั่นเสมอมาคือเส้นทางในสายดนตรี ศึกษาทางด้านดนตรีมาตลอด (มัธยมปลาย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล/อุดมศึกษา วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต)

“ก่อนหน้านี้ทำงานแต่งเพลง ท่องเที่ยวเป็นเรื่องใหม่ในชีวิต ตอนเด็กผมอยากเป็นนักแต่งเพลง เรียนดนตรีอย่างเดียว ฝึกฝน พอเราทำอะไรจุดหนึ่งได้ ก็มีความชอบเข้ามาใหม่

ที่จุดประกายท่องเที่ยว พอเริ่มทำงานเยอะ แฟนบอกเที่ยวสิ ผมก็บอกดูทีวี ดูภาพก็ได้ไปเหมือนกัน แต่พอไปญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเอง มันอะเมซิ่ง อิสระจังเลย หลังจากนั้นเริ่มออกไปเที่ยวคนเดียว

ไปปาย นั่งรถไฟ ตอนนั้น 19 ปี มีหมาใจดำขึ้นรถไฟไปด้วย เจอฝรั่งเราก็กล้าคุย คุยไม่รู้หรอกแต่สนุกมาก ต่อๆ มาก็เริ่มแอดวานซ์ขึ้น กล้าคุยกับผู้คน เราอยากให้เขารู้ว่าเราคิดอะไร

ขยันทำงานได้เงินหลักหมื่นก็ไปเกาหลีคนเดียว เงินหมด ไปไม่เป็นหลงทาง เมาหลับนอนข้างถนน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เป็นเรื่องใหม่ของผม ทุกคนไม่ควรลอกเลียนแบบ ตอนนั้นอายุ 20 ตื่นมาอยู่ไหนวะ มันเป็นวัยของผม แล้วผมก็เริ่มจริงจังกับการเที่ยว มีที่ไหนที่สวยตอนนั้นยังไม่มีใครรีวิวมากก็ไป รู้ตัวอีกทีใช้เงินหมดไปกับการท่องเที่ยว”

ว่านไฉไปเที่ยวมาหลายประเทศมาก ในทวีปเอเชียไปมาหมดแล้ว มูลค่าการท่องเที่ยวหลายล้านบาท จุดที่พลิกชีวิตตอนไปไอซ์แลนด์ ล่าแสงเหนือ

“แพงเหลือเกิน ตังค์ติดลบ เช็คไม่ออก ฉิบหายแล้ว ทำไงดี แต่ยังอยากมาอีก ไอซ์แลนด์มีรูปให้ดูเยอะ แต่พอไปเจอของจริง ผมไม่เคยเชื่อว่าจะสวยขนาดนี้มาก่อน มันสวยเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้

ผมขับรถทุกคนที่ไปนั่งหลังรถ ผมขับรถไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกยิ้มตลอดเวลา มองไปทางไหนรู้สึกมหัศจรรย์มาก ลืมคิดว่าเงินหมดแล้วนะ ไม่มีเงินสักบาทในบัญชี แถมยังติดลบ รูดบัตรเครดิตจ่ายค่าตั๋วมา

ก็เลยคิดทำรายการ คนน่าจะชอบในมุมมองในสิ่งที่เราชอบ ลองทำรายการ ได้ตั๋วเครื่องบินก็ยังดี พอทำการบ้านกับตัวเอง อาสา พาไปหลง เพราะผมหลงตลอด ไม่ได้เที่ยวเก่ง ภาษาอังกฤษก็ไม่เก่ง มุมเบอะบะของเราก็เยอะ”

คลิปแรกที่เป็นแรงบันดาลใจต่อๆ มา คือ มัลดีฟส์ ติดสอยห้อยตามเพื่อนไปทำรายการท่องเที่ยว ตอนนั้นยังไม่ชำนาญการถ่ายกล้องวิดีโอด้วยซ้ำ

“ถ่ายปุ๊บบรรยากาศมันดี มัลดีฟส์ เมาดิบ เพลงก็มาแล้ว มันเป็นเนเจอร์ของเราทุกอย่างเป็นเพลง ผมเจอคนมัลดีฟส์ก็ขอเขามาร้องเพลงกับผมหน่อย กลับมาลองตัดต่อตอนนั้นทำไม่เป็นด้วย แต่เราวางโครงสำเร็จในหัวแล้ว

ตอนนั้นในเพจมีคนตาม 4,000-5,000 คน ผมลงโพสต์แล้วไปนอน ตื่นมาคลิปนั้นมีคนฟอลโล 1 แสนคน จากคนฟอลโลหลักหมื่นยังยากเลย (หัวเราะ)”

เมื่อแฟนเพจได้รับความนิยมก็มีสปอนเซอร์เข้ามา แต่ว่านไฉยืนยันไปถึงแฟนเพจว่า จะไม่ขายโฆษณาจนหมดเสน่ห์การท่องเที่ยว และเขาทำงานแต่งเพลงตามโจทย์ลูกค้า ศิลปินมาก่อน เข้าใจความสุขความสำเร็จของการทำงานว่าต้องคนละครึ่งทาง แต่อาจจะโอนเอียงเข้าข้างตัวเองหน่อยๆ

“ใครอยากให้ไปไหน เวลาตรงกันก็ไป ตอนนี้ยังคนละครึ่งทาง ความสุขในการทำอะไรสักอย่างเกิดจากคนละครึ่ง ถ้าเราเอาแต่ใจ เราไม่มีวันเปิดรับสิ่งใหม่ๆ

เราไปทำงาน เราได้เอนจอยด้วย คนดูได้รอยยิ้มจากรายการท่องเที่ยวของผม ลูกค้าได้ขาย มันคือกฎสามเหลี่ยม ลูกค้า ผม คนดู ทุกคนต้องมีความสุข ไม่ใช่ขายของ ถ้าสินค้าไปด้วยกันไม่ได้ผมก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล”

ทุกอย่างสวยงามอย่างที่มันเป็น

ว่านไฉเล่าประสบการณ์ทริปเที่ยวที่ลำบาก คือโดนโกงที่อินเดีย เพียงวินาทีแรกที่ลงจากรถไฟ ก็เจอกองทัพคนถีบสามล้อกรูเข้ามาห้อมล้อม

“ผมรู้สึกถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก จะหลอกได้ขนาดไหนเพราะผมไม่ได้เอาเงินมาเยอะ ฉากแรกที่เห็นหลังจากขึ้นสามล้อ เสาไฟแดงล้มระเนระนาด ถนนไม่มีเลน มั่วไปหมด คนแบกของเทินหัว แล้วสุดท้ายคนถีบสามล้อพาไปวัดปลอม และเรียกเงินสูงกว่าที่ตกลง”

ทุกอย่างติดลบ ตอนนั้นในใจว่านไฉดังก้องไปด้วยคำว่า “กูเกลียดอินเดีย”

หลังจากนั้นไปลาดักห์ ทิวทัศน์ที่สวยงามทำให้อารมณ์ดีขึ้นมามากโข แต่ขากลับเจอลุงคนหนึ่งมาคุยกับเพื่อนร่วมทริปอาสาหาแท็กซี่ หาโรงแรมที่พักให้ ตอนนั้นสมองแล่นปรู๊ดไปถึงคำว่า มาหลอก มาโกงอีกแล้ว

“เราแบ่งขึ้นรถ 2 คัน ผมถึงโรงแรมแล้ว แต่อีกคันที่น้องสาวผมนั่งยังมาไม่ถึง ผมก็คิดว่าโดนหลอกเข้าอีกแล้ว ผมด่าพี่ที่ไปด้วยว่าเชื่อเขาทำไม ผมมีแต่ด่าๆๆ หงุดหงิดมาก ทุกอย่างติดลบไปหมด

สุดท้ายรถคันนั้นมา ความจริงเฉลยว่าลุงไม่ได้โกง เขาตั้งใจช่วย ผมนี่เข่าทรุดเลย เรานิสัยไม่ดี เราเลว เราจิตใจไม่ดี ผมน้ำตาคลอเบ้าเลย

ทุกคนจับมือขอบคุณลุง ผมยืนตัวเล็กลีบอยู่ข้างหลัง ละอายใจ ถามลุงทำไมถึงช่วย เขาบอกว่าครั้งหนึ่งมาเมืองไทย มาหลงๆ งงๆ เจอคนไทยช่วยแบบนี้แหละ แล้วเราแลกนามบัตรกัน โห เขารวยมาก เป็นซีอีโอ”

จากนั้นอักขระที่ประทับในใจกลายเป็นคำว่า “ผมตกหลงหลุมรักอินเดีย แล้วผมจะกลับมาอีก”

นี่เป็นบทเรียนทำให้ว่านไฉมองหาข้อดีเสมอแม้จะเจอข้อเสีย “ไปจีนถ้าเรานึกถึงอุจจาระก็จะเจอแต่อุจจาระ เวลาผมไปเที่ยว ไม่ใช่แค่ภาพสวยอย่างเดียว ภาพสวยนั้นอวดสกิลช่างภาพ แต่ผมเอาสิ่งที่ผมมีความสุขใส่ลงไป”

“หลง” ในความหมายของว่านไฉคือ “การที่เราหลงจะเจอเสน่ห์ ถ้าเราเที่ยวตามแบบฟอร์มที่คนอื่นไป ก็จะเห็นหอไอเฟล เห็นปราสาท มาเมืองไทยถ้าไม่หลงจะรู้จักวัดพระเแก้ว สยาม ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ถ้าหลงจะเจอวินมอไซค์ ผัดกะเพรา เช่นเดียวกัน การเดินทางไม่ได้อยู่ที่สถานที่ มันอยู่ระหว่างทาง บรรยากาศ อาหาร”

สุดท้าย ว่านไฉ บอกว่า “ผมเป็นนักท่องเที่ยวฟลูไทม์ เป็นนักแต่งเพลงพาร์ตไทม์ เพราะเราเอาความสุขใส่ตัวเสมอ ผมทำแล้วคุณก็ทำได้เช่นกัน”

เรือใบมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565296

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 16:35 น.

เรือใบมด

เรื่อง สมาน สุดโต

ที่ห้องแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ที่เนินวง จันทบุรี นั้น ทางพิพิธภัณฑ์นำเรือชนิดต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาแสดงไว้ถึง 6 ห้อง คือ 1.ห้องแสดงสินค้าและชีวิตชาวเรือ โดยจำลองเรือสำเภา ขนาดเท่าของจริงมาตั้งแสดง โดยมีการสร้างหุ่นคนเรือ ลูกเรือ ไต้ก๋งเรือเท่าคนจริง ปฏิบัติงานในอิริยาบถต่างๆ เสมือนจริง ที่ทำงานตามหน้าที่ของตน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นำชมบอกว่าเรือสำเภาเป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

2.แนะนำการปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ โดยการจำลองสภาพแหล่งโบราณคดีใต้น้ำใน จ.จันทบุรี พร้อมเสนอวิธีการทำงานใต้น้ำให้ชมโดยไม่ต้องจินตนาการ 3.ห้องคลังวัตถุโบราณ จัดเป็นห้องพิเศษที่ใช้กระจกเป็นผนัง เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นโบราณวัตถุที่จัดเก็บด้านใน 4.ห้องเรือและชีวิตชาวเรือ แสดงเรือจำลองที่คนไทยในอดีตถึงปัจจุบันคุ้นเคยอย่างดี พร้อมทั้งระบุชื่อตามลักษณะเรือแต่ละชนิดไว้ด้วย ห้องนี้คือห้องประมวลบรรดาเรือที่ใช้ของคนทั่วประเทศว่ามีลักษณะอย่างไร บางชนิดหาดูได้ยากในชีวิตจริง เพราะการสัญจรทางน้ำหมดความสำคัญ 5.ห้องของดีเมืองจันท์ แน่นอนต้องแสดงของดีที่มีชื่อเสียงจันทบุรี ประวัติศาสตร์ การตั้งเมือง และห้องที่ 6.จัดแสดงชีวิตประวัติบุคคลสำคัญของจันทบุรี รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในบรรดาเรือจำลองที่นำมาแสดงนั้น มีเรือใบมด ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ได้แสดงวิธีจัดสร้างเรือใบมดด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเรือใบมด

ขอถ่ายทอดวิธีสร้างเรือใบมด ให้อ่านดังนี้ (1) เปลือกเรือทำด้วยไม้ยมหอม หนา 4 มิลลิเมตร จัดทำข้างขวา 1 แผ่น ข้างซ้าย 1 แผ่น รูปแบบและขนาดกำหนดในแบบแปลน ก็จะได้เปลือกเรือตามต้องการ ส่วนนี้ทรงเรียกว่าปลาแห้ง (2) ประกอบเปลือกเรือ หรือปลาแห้งเข้ากับแผ่นปิดท้ายเรือ ขอบด้านล่างของปลาแห้งผูกติดกันด้วยลวดตามรูที่เจาะไว้ ปลาแห้งจะห่อตัวเป็นรูปตัวเรือแล้วทากาวหยอดทิ้งไว้ กาวจะแห้งและติดแน่นแล้วตัดลวดที่ผูกไว้ชั่วคราวออก เสริมผ้าใยแก้วทับแนวให้แข็งขึ้น ไม่ต้องสร้างกงเรือ วิธีนี้เป็นวิธีใหม่ที่พระองค์ทรงคิดค้นด้วยพระองค์เองให้เรือแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา (3) ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ไม้กระดูกงู ทวนหัวเรือ อะเส ฝักมะขาม เต้ารองรับ เสาฝากั้นภายในขอบที่นั่งแล้วทาสีภายในให้ทั่ว ทา 2 ถึง 3 เที่ยว เพื่อรักษาเนื้อไม้ ไม่ให้น้ำดูดซึมได้ ซึ่งจะทำให้เรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น  (4) ปิดแผ่นดาดฟ้าเรือแล้วขัดแต่งผิวเรือภายนอกให้เรียบ แล้วจึงพ่นสีเรือตามต้องการ เมื่อสีแห้งดีแล้วจึงเริ่มประกอบอุปกรณ์แล่นใบ เช่น พุกผูกเชือกรอกต่างๆ เชือกเสา เพลา ใบ และชุดหางเสือเรือเป็นอันเสร็จ พร้อมลงน้ำได้

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ให้ข้อมูลว่า เรือใบมด

เรือมด หรือเรือใบมด เป็นเรือใบที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงออกแบบและทรงต่อขึ้นมาด้วยพระองค์เอง และได้จดลิขสิทธิ์เป็นสากล ประเภท International Moth Class ที่ประเทศอังกฤษ และพระราชทานชื่อเรือใบมดแปลงมาจากเรือใบ “ม็อธ” ซึ่งที่มาของชื่อทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้น เพราะมันกัดเจ็บๆ คันๆ ดี” ต่อมาทรงพัฒนาเรือแบบต่อๆ มาอีกโดยได้พระราชทาน ชื่อว่าเรือใบซูเปอร์มด และเรือใบไมโครมด

เรือใบมด มีความยาว 11 ฟุต กว้าง 4 ฟุต 11 นิ้ว เนื้อที่ใบเรือ 72 ตารางฟุต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงเรือใบมด เข้าทดลองแข่งขันที่ประเทศอังกฤษและได้อันดับที่หนึ่งในบรรดาเรือขนาดเดียวกัน