“ความจน” คือแรงผลัก สู่บันไดเป็นเจ้าของกิจการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565268

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 12:45 น.

"ความจน" คือแรงผลัก สู่บันไดเป็นเจ้าของกิจการ

“เอกพันธ์ วนโกสุม” กว่าจะฝ่าฟันจนถึงฝัน ในการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ใช้ในการเกษตรและกำลังจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

*****************************

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ทุกคนมีความฝัน แต่เหตุผลล้วนต่างกัน เช่นเดียวกับ “เอกพันธ์ วนโกสุม” ก่อนที่เขาจะเป็น ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค. ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค (KWM) ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ใช้ในการเกษตรและกำลังจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นอีกคนที่ฝ่าฟันและมุ่งมั่นกับสิ่งที่เขาตั้งเป้าไว้

จากครอบครัวที่คุณพ่อเป็นช่างซ่อมสารพัดอย่าง คุณแม่เป็นช่างเสริมสวย บ้านพักอยู่ในสลัม ทำให้วัยเด็กเมื่อวันวานต้องทำหลายอย่างเพื่อหาเงิน ตั้งแต่ขายไอศกรีม ขายดอกรัก ขายลูกชิ้นปิ้ง ขายพวงมาลัย วิ่งไปรอหน้าโรงพิมพ์เพื่อเอาเรียงเบอร์ไปขายในวันที่สลากกินแบ่งรัฐบาลออก เปิดร้านหนังสือให้เช่า

จุดที่ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นคนวิเคราะห์เก่ง คือ ตอนปิดเทอมเมื่อชั้น มศ.3 ไปขายจักรยานตามหมู่บ้าน หวังได้ค่าคอมมิชชั่นคันละ 50 บาท แต่ไม่มีใครซื้อสักคน เขาคิดว่า จริงๆ คนตัดสินใจซื้อจักรยาน คือ เจ้าของบ้านไม่ใช่แม่บ้าน จึงขอเปลี่ยนที่ไปเสนอขายใหม่ คือ ย่านออฟฟิศที่สีลม 7 วัน ขายใบจองซื้อจักรยานได้ 50 คัน แต่หัวหน้าเซลส์ไม่ยอมจ่ายเงินให้ตามจำนวน ย้ายไปขายเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ค่าคอมมิชชั่นเครื่องละ 500 บาท และมียอดขายเป็นอันดับ 1 อีกครั้ง แต่พอต้องโกนผมบวชให้คุณชวด ปรากฏไม่มีคนซื้อเหมือนก่อน แต่ก็ทำให้รู้ว่า “เรื่องบุคลิกและการแต่งตัวในการขายของเป็นสิ่งสำคัญ”

คุณเอกพันธ์ วนโกสุม

แม้วันใกล้เอนทรานซ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยยังมาช่วยพ่อซ่อมของ แต่ญาติมาบอกให้ไปอ่านหนังสือ และงงถึงวันนี้ว่าตัวเองสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล ได้

“เราโตมาแบบข้างถนน พ่อกับแม่มัวทำงานหาเงิน พ่อจะเป็นคนสบายๆ หน่อย แต่โชคดีที่แม่เป็นคนขยัน ทำให้เราขยันอดทนหาเงิน จนนำไปสู่การตั้งเป้าหมายว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการให้ได้และเรื่องราวในอดีตของผม มักเล่าให้ลูกทั้ง 3 คนฟังตลอดว่า ที่ผ่านมาพ่อเติบโตมาอย่างไร ไม่ได้มีตังค์มาก่อน ทุกอย่างคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต

เงินเดือนแรก 4,000 บาท หลังจบปริญญาตรี คือ ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัยบริษัทญี่ปุ่น และมีเพื่อนลากไปสมัครทำงานที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย แต่ขอไม่ทำเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ออก เพราะที่นั่นให้รายได้และสวัสดิการดี แล้วจะทำให้ไม่กล้าลาออกไปทำตามความฝันที่อยากเป็นเจ้าของกิจการ

จนไปเป็นผู้จัดการโครงการที่ประเทศลิเบีย เงินเดือน 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ และไม่ได้รับการตอบรับจากคนงานคนไทยที่นั่น เพราะช่วงแรกช่วยเขาแก้ไขปัญหาเวลาเครื่องจักรมีปัญหาไม่ได้ เนื่องจากไม่มีความรู้ รู้แต่เรื่องเครื่องยนต์ จนใช้เวลา 1 เดือนอ่านหนังสือและดูแบบเครื่องจักรอย่างจริงจัง ในที่สุดกำแพงทั้งหมดก็หายไป

“ตัดสินใจไปลิเบีย เพราะต้องการเก็บเงินมาซื้อรถยนต์เพื่อไปเป็นเซลส์ สุดท้ายก็ได้บ้านทาวน์เฮาส์เล็กๆ มาด้วย 1 หลัง และกลับมาขายเครื่องจักรด้านก่อสร้างแท่นคอนกรีต ทั้งนำจากเมืองนอกมาขาย จนไปสู่การแกะแบบที่ไปดูจากต่างประเทศ แล้วมาแยกส่วนให้แต่ละโรงงานผลิต สุดท้ายประกอบเข้าไม่ได้ทั้งที่ไปขายลูกค้าล่วงหน้าแล้ว ตอนนั้นถือว่าได้ลองผิดลองถูกหลายอย่าง จนเรียนรู้ว่า การสร้างเครื่องจักรต้องมีแบบ และเริ่มศึกษาจนสามารถประยุกต์เอาความรู้เก่ามาประกอบของใหม่ได้

เมื่อรู้จักลูกค้ามากขึ้น มีโอกาสได้งานรับเหมาสร้างบ้านมา จึงชวนเพื่อนๆ มาทำ สุดท้ายเจ๊ง หมุนเงินกันระวิง และทำให้เรียนรู้ว่า อะไรที่ไม่มีความรู้เลยเราจะไม่ทำ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ก้าวสู่การมีธุรกิจของตัวเอง เกิดจากเป็นหุ้นส่วนกับเจ้านายเก่ามาขายเครื่องจักรแท่นปูน แต่วันหนึ่งเขาจะเลิก เขาจึงตัดสินใจแยกออกมาทำเอง เริ่มแรกมีลูกค้าเพียง 2 เจ้า จนปัจจุบันมีรายได้สูงสุด 400 ล้านบาท และแตกไลน์ธุรกิจเทรดดิ้งอะไหล่

จนไปเจอลูกค้าสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ให้ลองแกะแบบเครื่องจักรเพื่อผลิตชิ้นส่วนการเกษตร เพราะต้องการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่ไทย จนปัจจุบันผลิตใบผาลและใบดันดินให้กับคูโบต้าทั้งหมด ส่วนโครงผาลและใบเกลียวผลิตให้บางรุ่นเท่านั้

ปัจจุบันเขามีหน้าที่บริหาร เพราะส่งต่อให้ลูกสาวคนโตที่เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ด้านเครื่องกลทั้งปริญญาตรีแลปริญญาโท เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนลูกชายคนที่ 2 ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เขาดูแลเรื่องเครื่องจักรตั้งแต่เด็ก จนจบปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศเยอรมนี เพราะมองแล้วว่าต้องให้ได้ดีกว่าพ่อ จนสามารถทำงานวิจัยและพัฒนาสินค้ามาช่วยต่อยอดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับบริษัท

“ลูกและลูกน้องที่ทำงานกันมา จะผลักดันให้เขาจบปริญญาโทให้หมด เพราะมองว่าถ้าลูกหรือลูกน้องมีความรู้เท่าเรา จะให้เขามาบริหารทำไม เราต้องให้คนที่ฉลาดกว่าเรามาเป็นผู้บริหาร บริษัทถึงจะได้อยู่รอดและเติบโตได้ ขณะที่ 2 บริษัทแรกที่ตั้งมาก่อน ก็ให้ลูกน้องบริหารไป วันหนึ่งเขาบริหารมาจู่ๆ ให้ลูกมาบริหาร จะมีลูกน้องที่ไหนอยู่กับเรา เขาก็ทิ้งเราไปหมด ส่วนลูกก็ต้องมาช่วยสร้างสรรค์งานในบริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง 9 ปี แล้วเขาก็ต้องมีหน้าที่ทำให้เติบใหญ่ต่อไป เราต้องแฟร์กับทุกคนทั้งลูกน้องและคู่ค้า”

เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนเป็นทุกวันนี้ เพราะความจนและความไม่มี ส่งผลให้เขารู้จักการต่อสู้ชีวิต วาดฝัน ตั้งมั่น พร้อมสร้างแรงผลักดันให้ตัวเอง จนปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการและสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

พระจันทร์ คางคก กระต่าย และเทพธิดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565262

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 11:49 น.

พระจันทร์ คางคก กระต่าย และเทพธิดา

เรื่อง มองตะเกียบเห็นป่าไผ่

คืนหนึ่ง เด็กน้อยเอ่ยถามแทรกเสียงถ่านไม้ปะทุในกองไฟ “แม่จ๋า ทำไมดวงจันทร์ถึงอ้วนกลมอีกแล้วล่ะ”

“เพราะดวงจันทร์กำลังตั้งท้องไงล่ะจ๊ะ”

“แล้วดวงจันทร์ออกลูกเป็นอะไรฮะ”

“รอพระจันทร์ท้องยุบ ลูกๆ ทั้งหลายก็ออกมาเป็นดาวเต็มฟ้า” แม่จ๋าตอบ…

ค่ำหนึ่งริมผนังดินใต้ชายคาฟาง กบร้องระงม “แม่ แม่ เทพคางคกบนดวงจันทร์อยู่ตรงไหน”

“นู่นแหนะ เห็นรอยตรงนั้นไหม นั่นไง ขาเทพคางคก”

“อ๋อ เหมือนกบท้องกลมที่พ่อเขียนไว้บนไหบ้านเรา ลายดวงจันทร์ก็มีจุดเหมือนเจ้าคางคกเลย”

ริมหน้าต่างข้างแสงจันทร์ จิ้งหรีดร้อง ย่าหลานสองคนกระซิบอยู่บนเตียง “ย่าจ๋า ทำไมดวงจันทร์ถึงเป็นผู้หญิง”

“พอโตเป็นสาว เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”…

คืนที่โคมไฟที่สว่างไสวด้วยเปลวเทียนยามค่ำ ในเสียงพูดจากันระหว่างครอบครัว “แม่ๆ เทพธิดาฉางเอ๋อกับคางคกไม่เห็นน่ารัก หนูชอบแบบที่ได้อยู่กับกระต่ายมากกว่า”

“กระต่ายก็กระต่าย แล้วเห็นรึยัง กระต่ายกำลังตำยาอยู่บนดวงจันทร์นู่น”…

ทำไมจึงมีวัฒนธรรมหลายหลาก ที่ให้พระจันทร์เกี่ยวข้องกับเพศหญิงโดยมิต้องนัดหมาย

ทั้งนี้ คนโบราณคงเห็นร่องรอยปุปะเปื้อนอยู่บนดวงจันทร์มากมายเช่นเดียวกับยุคเรา จุดเริ่มต้นจึงไม่น่าใช่เพราะพระจันทร์งามผ่องเหมือนสตรีงามนางไหน แต่น่าจะเป็นเพราะมีรหัสลับมากมายที่เชื่อมโยงระหว่างพระจันทร์และผู้หญิงเข้าด้วยกัน

เช่นในคติธรรมชาติของวัฒนธรรมจีนที่แบ่งโลกออกเป็นสองขั้วหยิน-หยาง น้ำ-ไฟ มืด-สว่าง และหญิง-ชาย พระจันทร์โดดเด่นสุกสว่างที่สุดเวลาค่ำคืน แล้วยังเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง

หยิน น้ำ ความมืด และเพศหญิง ย่อมถูกจัดกลุ่มเป็นพวกเดียวกัน

ไม่ใช่แค่นั้น ดูเหมือนพระจันทร์จะยังเกี่ยวข้องกับเพศแม่ซึ่งเป็นเพศแห่งการให้กำเนิดอีกอย่าง เด็กผู้หญิงจะถึงวัยตั้งท้องได้เมื่อเริ่มมีรอบเดือน และความสามารถในการตั้งท้องให้กำเนิดจะคงอยู่ตลอดจนรอบเดือนหมดไปจากชีวิต

การหลั่งเลือดของหญิงวัยเจริญพันธุ์ในเวลาประมาณทุกหนึ่งคาบเดือน จึงเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับระยะเวลาครบรอบเสี้ยว-เต็มดวงของพระจันทร์

ย้อนไปในยุคที่ชุมชนมนุษย์ยังไม่ก้าวหน้า ท่ามกลางภัยรอบด้านที่แวดล้อมชีวิตอันเปราะบาง อัตราการรอดชีวิตของทารกต่ำ และกำลังคนคือกำลังที่สำคัญที่สุดของชุมชน ทางรอดที่ตรงไปตรงมาของชุมชนและครอบครัวคือการเกิดให้มากเข้าไว้ ผู้คนจึงบูชาเพศแห่งการให้กำเนิด… บูชาผู้หญิง บูชาพระจันทร์

หนึ่งในหลักฐานการบูชาผู้หญิง คือตุ๊กตารูปสลักยุคหินที่สลักเป็นรูปหญิงอ้วนท้วนสมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรมตั้งแต่ฝรั่ง (Venus Of Willendorf) ยันจีน(辽宁喀左东山嘴女神像)

รูปสลักที่ขุดพบไม่เน้นใบหน้า แต่เน้นเนื้อหนังมังสาและไขมันพอกพูน เป็นหญิงที่ถูกขุนจนสมบูรณ์ เป็นแม่พันธุ์แห่งการให้กำเนิดลูกชั้นยอด

ยิ่งเกิดมากยิ่งดี

นี่ยังเป็นที่มาที่วัฒนธรรมจีนและอีกหลายวัฒนธรรมบูชาสรรพสัตว์ประเภท ปลา กบ และคางคก

เพราะปลาและสัตว์ประเภทกบ มีลูกได้ครั้งละมากมาย ทั้งหมดยังมากับน้ำฝนและน้ำหลาก ที่นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์งอกเงย กบร้องระงมเริงร่าในสายฝนยังพองตัวเข้าออกได้ ดูคล้ายตอนคนตั้งท้องที่พร้อมจะให้กำเนิดชีวิต

ในการสำรวจวัฒนธรรมเอ้อหลี่โถว (ช่วงยุคราชวงศ์เซี่ย) ค้นพบภาพ ปลา กบ วาดอยู่บนไหดินเผา หลายครั้งจะพบลายประดับเป็นจุดมากมายภายในกบตัวกลม จุดภายในตัวกบแทนลูกอ๊อด ซึ่งก็แทนการให้กำเนิดลูกหลาน

คนโบราณโฟกัสไปที่ความอัศจรรย์ในการให้กำเนิดของปลาและกบ และปรารถนาจะมีลูกมีหลานได้มากมายอย่างพวกมัน จึงนำภาพในจินตนาการมาจารึกไว้ตามเครื่องใช้ต่างๆ

ในอียิปต์มีเทพธิดา Heqet (เฮเคต) เทพธิดาองค์นี้มีตัวเป็นคนหัวเป็นกบ เป็นเทพแห่งการให้กำเนิดและการกลับชาติมาเกิด ส่วนในกลุ่มชนตระกูลไท-ไต ก็มีกลองกบ ฆ้องเขียด และพิธีกรรมบูชากบ ล้วนเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์

กบและคางคกที่พองลมส่งเสียงในหน้าฝน ยังทำให้นึกถึงดวงจันทร์ที่เว้าแหว่งแล้วกลับมากลม พร้อมกับการให้กำเนิดดวงดาวเสียนี่กระไร

ในยุคจ้านกว๋อ ซึ่งการบันทึกประวัติศาสตร์เริ่มงอกเงย ก็ปรากฏบันทึกที่มีเรื่องราวต้นเค้าเกี่ยวกับตำนานพระจันทร์กับเทพคางคก รวมถึงตำนานเทพธิดาฉางเอ๋อที่หนีจากโลกมนุษย์ไปอยู่บนดวงจันทร์

(เรื่องเทพธิดาฉางเอ๋อนั้น เป็นหนึ่งในต้นตำนานพิธีไหว้พระจันทร์ในทุกวันนี้)

แต่หากสันนิษฐานจากศิลปะบนวัตถุโบราณทั้งหลาย คาดว่าตำนานพระจันทร์กับเทพคางคกน่าจะเกิดขึ้นก่อนตำนานเทพธิดาฉางเอ๋อ

หลักฐานในบันทึกชิ้นแรกๆ ของจินตนาการว่ามีสัตว์บนดวงจันทร์อยู่ในบทกวี “天问 (เทียนเวิ่น)” ของชวีหยวน (กวียุคจ้านกว๋อที่เป็นต้นกำเนิดตำนานบ๊ะจ่าง)

ในบทกวีกล่าวถึงสัตว์ชนิดหนึ่งบนดวงจันทร์ (…顾菟在腹) แต่ยุคต่อมาตัวอักษรที่หมายถึงสัตว์ชนิดนั้น (菟) กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าหมายถึงสัตว์ประเภทใด ตัวอักษรนั้นคล้ายอักษรกระต่าย (兔) นักวิชาการจีนบางท่านคิดว่าตัวอักษรนั้นแปลว่าคางคก

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็น่าจะเป็นที่มาแรกๆ ที่คางคกบนดวงจันทร์กลายร่างเป็นกระต่ายแทน

ตำนานพระจันทร์ คางคก กระต่าย จึงบูรณการกันหลากหลาย กลายเป็นตำนานนับสิบเวอร์ชั่น

เทพธิดาฉางเอ๋อที่เราไหว้กันในวันไหว้พระจันทร์จึงมีเพื่อนขึ้นไปอยู่แก้เหงาเป็นกระต่ายหยก หรือบางตำนานว่าคางคกสามขา หรือบางตำนานก็ว่า ฉางเอ๋อถูกสาปเป็นคางคกซะเองเลยก็มี

เสื้อคลุมที่ขุดพบในสุสานหม่าหวางตุย ซึ่งเป็นของของสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีรูปคางคกท้องกลมลอยอยู่บนฟ้าพร้อมพระจันทร์เสี้ยวและกระต่าย เห็นได้ว่าความเชื่อเรื่องพระจันทร์และเทพคางคกยังคงเกี่ยวพันและสานต่อกันเรื่อยมา

และเป็นไปได้ที่เพราะว่ากระต่ายน่ารักคิกขุกว่า นานวันเข้าตำนานพระจันทร์กับคางคกจึงได้รับความนิยมลดลง จนตำนานเทพธิดาและกระต่ายน้อยครองตลาดส่วนใหญ่แทน

อย่างน้อยก็ไม่ถือว่าผิดคอนเซ็ปต์เท่าไร เพราะกระต่ายก็ออกลูกเยอะและบ่อยใช่ย่อย แถมยังน่ารักน่าชัง เป็นโลโก้นิตยสารปลุกใจเสือป่าก็น่ารัก อยู่บนกล่องขนมไหว้พระจันทร์ก็น่าทานมากกว่าคางคกตัวตะปุ่มตะป่ำตั้งเยอะแยะ

ชีวประวัติของ นีล อาร์มสตรอง บอกเราว่า บนพระจันทร์ไม่มีคางคก ไม่มีกระต่าย ไม่มีเทพธิดาฉางเอ๋อ แต่หลายคนเมื่อมองขึ้นดูดวงจันทร์ทีไร ก็ยังคงไม่วายพยายามหาร่องรอยของลายกระต่าย ลายคางคกบนดวงจันทร์

ภาพจินตนาการที่บรรพบุรุษเราจินตนาการเชื่อมโยงขึ้นทั้งหมดไม่มีอยู่จริง จะเคยมีก็แต่จิตใจของบรรพบุรุษ ที่ได้เห็น ได้คิด ได้คาดหวัง ซึ่งแสดงว่าพวกเขาเหล่านั้นได้ผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต พร้อมกับความพยายามอธิบายเชื่อมโยงสรรพสิ่ง ระหว่างตัวตนกับธรรมชาติ ระหว่างชีวิตอันบอบบางกับปรากฏการณ์อันน่าฉงน

ความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ ทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวของเราในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่เพียงแหงนขึ้นมองพระจันทร์ในค่ำคืนนี้ ก็จะเห็นภาพเดียวกันกับที่บรรพบุรุษของพวกเราเห็น หวังว่าทุกท่านคงจะสัมผัสได้ถึงจิตใจที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ความหวังและการดิ้นรนเพื่อให้ครอบครัวและชุมชนอยู่รอดต่อไป ผ่านจินตนาการจากรุ่นสู่รุ่นนับพันปี

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (80)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565240

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (80)

เรื่อง วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย : สายสกุลรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอภิเษกสมรสกับคุณประไพ สุจริตกุล เมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 2464 ต่อมาในวันที่ 4 เมษายน ปีเดียวกันนั้นเอง พระองค์ก็ได้สถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ วรวรรณ พระขนิษฐาของอดีตพระวรกัญญาปทาน ขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ พร้อมกับทรงหมั้นและมีพระราชวินิจฉัยว่าจะได้ทรงทำการราชาภิเษกสมรสในภายหน้า และในปลายปีเดียวกันนั้นก็ได้สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ แต่ทั้งสองพระองค์มิได้อภิเษกสมรส หรือมีพระราชโอรส-ธิดาด้วยกัน ในที่สุดจึงต้องตัดสินพระทัยแยกกันอยู่

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเธอลักษมีลาวัณ

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ประสูติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 2442 ณ วังวรวรรณ ตำบลแพร่งนรา จังหวัดพระนคร พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมหลวงตาด มนตรีกุล มีพระนามเรียกกันในหมู่พระญาติว่า ท่านหญิงติ๋ว ทั้งนี้พระองค์ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมจากเจ้าจอมมารดาเขียน ผู้เป็นย่ามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ต่อมาได้เสด็จไปประทับอยู่กับสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

พระองค์ได้รับการศึกษาและมีวิถีชีวิตเยี่ยงสตรีสมัยใหม่ ทรงมีความคิดอ่านอิสรเสรี ซึ่งพระบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถ มีความรู้และความคิดที่กว้างไกลทันสมัย แม้กระทั่งการอบรมเลี้ยงดูพระโอรส-ธิดา ก็ทรงให้ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ ไม่เข้มงวดดังการประพฤติปฏิบัติอย่างกุลสตรีโบราณ ทำให้เหล่าพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์มีความคิดเห็นกว้างขวาง และกล้าที่จะแสดงออกในวัตรปฏิบัติผิดแผกแตกต่างไป สตรีส่วนใหญ่ในสมัยนั้นที่อยู่ในกรอบของม่านประเพณีโบราณ

หม่อมเจ้าวรรณพิมล ทรงเปิดพระองค์อยู่ในสังคมชั้นสูงที่มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมและความบันเทิง ทำให้หลายคนต่างมองเห็นภาพความสนุกสดใสของบรรดาพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ไม่ยากนัก ซึ่งในเรื่องนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงเล่าไว้ใน เกิดวังปารุสก์ ตอนหนึ่งว่า “… ไม่มีผู้หญิงคนไทยครอบครัวใดที่จะช่างคุยสนุกสนานเท่าองค์หญิงตระกูลวรวรรณ เท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักพบมา…”

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ฉลองพระองค์เสือป่าหญิง

หม่อมเจ้าหญิงวรรณพิมล ทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งแรกที่ห้องทรงไพ่บริดจ์ในงานประกวดภาพเขียน ณ โรงละครวังพญาไท ซึ่งนับเป็นงานชุมนุมของพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งผู้ใหญ่และหนุ่มสาว ในงานนี้บรรดาท่านหญิงทั้งหลายของราชสกุลวรวรรณจึงเสด็จมาในงานนี้ด้วยหลายองค์ซึ่งรวมไปถึงพระภคินีคือ หม่อมเจ้าวรรณวิมล ซึ่งต่อมาได้ต้องพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอันมาก

ในกาลต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนา หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี ขึ้นเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ในฐานะพระคู่หมั้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน แต่กระนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงคบหากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ พระขนิษฐาของพระวรกัญญาปทานอย่างเปิดเผย ทั้งๆ ที่อยู่ระหว่างที่ทรงหมั้นอยู่ และพบว่าทรงติดต่อกันทางจดหมายเพื่อระบายความทุกข์ส่วนพระองค์ และหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถอนหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์ถึงหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณอยู่เสมอ เช่น

รักสมรย้อนคนึงแสนซึ้งจิต ที่คิดผิดมาแต่ก่อนถอนใจใหญ่

แม้มิมัวหลงเลยเชยอื่นไป ก็คงได้ชื่นอุรามานานวัน

และ

นึกถึงเมื่อให้กล่องน้องยังห่าง ยังแรมร้างมิได้รักสมัครสม

ชอบกันฐานพี่น้องต้องอารมณ์ ตามนิยมเยี่ยงแยบแบบวงศ์วาร

โอ้งวยงงหลงงมชมที่ผิด จึงมิได้ใกล้ชิดยอดสงสาร

จนต้องแสนซึ้งค้อนร้อนรำคาญ ไร้สราญเหลือล้นจนวิญญา

และหลังจากการถอดถอนหมั้นเพียงไม่กี่เดือน ก็ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ 4 เมษายน ปี 2464 ขณะพระชันษาได้ 22 ปี และในวันที่ 8 กันยายน ปี 2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ พร้อมกับทรงหมั้น และมีพระราชวินิจฉัยว่า จะได้ทรงทำการราชาภิเษกสมรส กระนั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ประทานกลอนเตือนพระสติ ความว่า

แม้ลูกรักพ่อขอให้นึก

แต่รู้สึกเสงี่ยมองค์อย่าหลงเหิม

ถึงแม่ติ๋วลอยละลิ่วก็ติ๋วเดิม

เดชเฉลิมบุญเราเพราะเจ้าเอย

หลังจากการเฉลิมพระยศได้เพียงหนึ่งเดือนสิบเก้าวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงอภิเษกสมรสกับพระสุจริตสุดา ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ปี 2464 และทรงตัดสินพระราชหฤทัย “แยกกันอยู่” กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ซึ่งยังมิได้อภิเษกสมรสกัน ต่อมาพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณก็ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ปี 2465 เสมือนรางวัลปลอบพระทัย

พระนางเธอลักษมีลาวัณ

การนี้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดา ได้ประทานบทกลอนปลอบพระทัยพระนางเธอลักษมีลาวัณ ความว่า

ลาภยศเหมือนบทละครเล่น สัตย์ธรรม์นั้นเป็นแก่นสาร

เมื่อเบียฬเพียรผดุงปรุงญาณ บิกบานกรุณาอารีย์

พ่อชราไม่ช้าจะลาสูญ สุดนุกูลสมรักลักษมี

ฉลาดคนึงพึ่งองค์จงดี สมศักดิ์จักรีเกษมพร

หลังจากนั้นพระนางเธอลักษมีลาวัณ ก็ทรงพอพระทัยที่จะแยกพระตำหนักไปประทับอยู่ห่างจากเจ้าพี่เจ้าน้อง ทรงประทับอยู่อย่างสันโดษ และเพื่อเลี่ยงความเงียบเหงาพระนางจึงทุ่มเทไปกับงานพระนิพนธ์ และการเขียนบทละครร้องและการรื้อฟื้นคณะละครปรีดาลัยของพระบิดา ทั้งนี้หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับส่วนแบ่งจากพระราชมรดก อาทิ เพชร, ทอง, สังวาล, กระโถนทอง และพานทอง

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพรรณนาไว้ว่า

รูปน้องประกอบเบญจาง คะลักษณะอย่าง

พิเศษพิสุทธิ์สตรี

ประภัสสรพรรณฉวี เกศางามมี

ละเลื่อมสลับแดงปน

เนตรแม้นดาราน่ายล ระยับอยู่บน

นภางคะเวหา

ส่วนพระกิริยาอัธยาศัย ก็งดงามนัก ดังพระราชนิพนธ์ ความว่า

งามพร้อมจริตกริยา ไพเราะวาจา

จะตรัสก็หวานจับใจ

เย็นฉ่ำน้ำพระหฤทัย สุจริตผ่องใส

สอาดประเสริฐเลิศดี

รู้จักโอบอ้อมอารี เอาใจน้องพี่

แลญาติมิตรทั่วกัน

ปราศจากฤษยาอาธรรพ์ โทโสโมหัน

ก็รู้จักข่มเหือดหาย

แต่ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงปลีกพระองค์ประทับอยู่เพียงผู้เดียว แม้เจ้าพี่เจ้าน้องจะคอยมาสนใจความเป็นอยู่แต่พระองค์ก็มิได้นำพา โดยรับสั่งด้วยสำนวนติดพระโอษฐ์ว่า “I don’t care” พระองค์มักมีปัญหากับเหล่าคนใช้และจบด้วยการไล่คนใช้ออก ท่ามกลางความเงียบเหงา พระองค์จึงทุ่มเทกับงานพระนิพนธ์มากขึ้น และเมื่อยิ่งมีพระชนมายุที่สูงขึ้นก็ทรงพอพระทัยในความวิเวกสันโดษ ทรงเก็บพระองค์ในพระตำหนักลักษมีวิลาศไม่มีพระประสงค์จะพบปะสังสรรค์กับผู้ใด

พระนางเธอลักษมีลาวัณ

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงแยกจากเจ้าพี่เจ้าน้องอยู่ตามลำพัง ณ พระตำหนักในซอยพร้อมพงศ์ริมคลองแสนแสบ ทรงใช้ชีวิตอย่างสงบ และทรงใช้เวลาว่างในการทรงพระนิพนธ์ร้อยกรอง บทละคร และนวนิยายไว้เป็นจำนวนมาก โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า “ปัทมะ” “วรรณพิมล” และ “พระนางเธอลักษมีลาวัณ” ทรงดำเนินกิจการคณะละครปรีดาลัยที่พระบิดาได้ทรงริเริ่มไว้ และรับคณะละครปรีดาลัยในพระอุปถัมภ์ ได้สร้างศิลปินนักแสดงที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก เช่น มารุต, ทัต เอกทัต และจอก ดอกจันทน์

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนักลักษมีวิลาศ ถนนศรีอยุธยา และทรงพระนิพนธ์บทกวี และนวนิยาย เช่น ชีวิตหวาม เรือนใจที่ไร้ค่า ยั่วรัก โชคเชื่อมชีวิต ภัยรักของจันจลา และเสื่อมเสียงสาป

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงใช้ชีวิตเพียงลำพัง ต่อมาโดยใช้เวลาว่างให้หมดไปกับการทรงพระอักษรและนิพนธ์ไว้หลายเรื่อง โดยใช้นามปากกาว่า ปัทมะ และ วรรณพิมล โดยมีผลงานพระนิพนธ์ดังนี้

1.ยั่วรัก 2.ชีวิตหวาม 3.เสื่อมเสียงสาป

4.รักรังแก 5.สนเท่ห์เสน่หา 6.โชคเชื่อมชีวิต

7.เรือนใจที่ไร้ค่า 8.ภัยรักของจันจลา 9.หาเหตุหึง (บทละคร)

10.ปรีดาลัยออนพาเหรด (บทละคร) 11.เบอร์หก (บทละคร)

พระนางเธอลักษมีลาวัณ (ขวา) ทรงร่วมแสดงละครเรื่อง โพงพาง

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565166

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 12:49 น.

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง ตอน 1

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ยิ่งเรารู้จักร่างกายตัวเองได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งดูแลตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าครูผู้สอนโยคะอาสนะทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะรู้จักร่างกายของคุณดีกว่าตัวคุณเอง (ในปัจจุบันที่เน้นเรียนกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ) หากคุณเข้าใจตัวคุณเอง คุณจะหนักแน่น ยืนหยัดในแบบที่คุณเป็นและไม่มีใครมีสิทธิที่จะบังคับให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่ต้องการได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณแก่ขึ้น อายุมากขึ้น หรือเป็นมือใหม่ในการฝึกอาสนะ

ถ้าพูดถึงร่างกายสิ่งแรกที่ควรเข้าใจคือ โครงสร้างกระดูกที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด และอาจมีบางส่วนเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากเราไม่สามารถเข้าใจถึงโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง การค้นหาคำตอบด้วยการถามผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าเรา จะช่วยให้เราพัฒนาการฝึกได้

ในส่วนของการฝึกโยคะอาสนะ เป็นเรื่องปกติที่ส่วนใหญ่ผู้ฝึกและผู้ถ่ายทอดจะให้ความสำคัญในเรื่องของการทำท่าให้ถูกต้องตามหลักการของท่านั้นๆ มาเป็นอันดับแรกๆ เสมอ แม้ว่าการจัดระเบียบร่างกายให้ถูกต้องเป็นไปตามหลักการของท่าอาสนะจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ธรรมชาติของโครงสร้างของร่างกายแต่ละคน

ในปี 1934 ท่านกฤษณมาจารยาได้เขียนหนังสือ Yoga Makaranda เนื้อหาในหนังสือครอบคลุมหลายเรื่องเกี่ยวกับโยคะ เช่น จักรา กริยา มุทรา พันธะในส่วนของอาสนะมีการอธิบายพร้อมภาพประกอบทั้งหมด 42 ท่า เท่าที่ครูจำได้ กูรูจีที่อินเดียเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านกฤษณมาจารยาเป็นคนที่เข้มงวดใน

กฎระเบียบต่างๆ ในการฝึกโยคะค่อนข้างมาก แต่กระนั้นในหนังสือเล่มนี้มีประโยคหนึ่งที่ท่านได้เขียนว่า “The very essence of yoga is that it must be adapted to the individual, not the other way around.” แปลเป็นไทยได้ว่า “สิ่งที่จำเป็นที่สุดของโยคะ คือการที่เราต้องเข้าใจการประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในทางตรงกันข้าม”

การจัดวางท่าอาสนะนั้นมีอยู่ ตั้งอยู่แล้ว โครงสร้างธรรมชาติของคนแต่ละคนนั้นก็มีอยู่เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องตระหนักคือการทำความเข้าใจรายละเอียดส่วนบุคคล แล้วปรับให้เหมาะสมกับอาสนะนั้นๆ ดังคำพูดยอดฮิตของเลสลี่ คามินอฟ ว่า “อาสนะไม่มีการวางแนว คนต่างหากที่มีการวางแนว” การวางแนว หมายถึง การจัดร่างกายให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง Leslie Kaminoff  “Asanas don’t have alignment – people have alignment.”

ในความเห็นของครู “อาสนะ” เป็นสิ่งตายตัว “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อเรานับร่างกายของส่วนบุคคล (The individual) มาก่อน ทำให้นึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง สมัยก่อนตอนที่จิตคิดอะไรแบบหยาบๆ ครูเคยโทษอาสนะบางอาสนะ สมมติว่าชื่ออาสนะ A ว่าไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ทำทีไรก็เจ็บแล้วขัดที่ข้อต่อ (ร่างกายในท่านั้นไม่พร้อม) แล้วยังคิดว่า ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกท่านั้นก็มีท่าอื่นทดแทนตั้งเยอะ วันหนึ่งเห็นเพื่อนทำอาสนะ A ได้แบบง่ายดายโดยไม่ส่งผลเสียอะไรกับร่างกายเขาเลย ครูจึงคิดได้ว่า อาสนะนั้นไม่ได้สร้างปัญหาให้เขาสักหน่อย แต่อาสนะนั้นอาจสร้างปัญหาให้ร่างกายครูได้ เพราะคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ครูจึงเลิกโทษอาสนะตั้งแต่นั้นมา

อาสนะนั้นมีอยู่ อาสนะไม่ใช่ปัญหา คนต่างหากที่มีปัญหา ดังนั้นเมื่ออาสนะไหนไม่เหมาะกับตัวเราในการฝึก ก็ไม่ต้องโทษอาสนะเพราะอาสนะนั้นมีอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็เลือกแล้วจัดการกับตัวเราเอง ยอมรับข้อจำกัดและเคารพร่างกายของเราด้วยความรัก เราจึงสามารถเลือกฝึกท่าที่เหมาะสมกับตัวเราเอง รวมทั้งท่าที่สร้างความสมดุล (ซึ่งก็มีบางครั้งท่าที่สร้างความสมดุลอาจเป็นท่าที่เราไม่ชอบ) นั่นหมายความว่าเราต้องเรียนรู้ข้อจำกัดของตัวเองด้วย เพื่อที่จะไม่ทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บจากการฝึก แล้วกลไกการป้องกันตนเองจะทำงานได้โดยอัตโนมัติ เพราะความเป็นส่วนบุคคลทำให้แต่ละคนมีเป้าหมายในการฝึกที่แตกต่างกันไป และการลงมือทำนั้นสำคัญที่สุด ในระหว่างทางบางทีเราอาจค้นหาบางอย่างเจอ

เพราะว่าการฝึกโยคะอาสนะและปราณายามะเป็นเรื่องของกาย-ใจ Mind-Body ดังนั้นเมื่อพูดถึงร่างกายย่อมต้องเชื่อมโยงไปในจิตใจด้วยเสมอ ดังนั้นในฉบับหน้าเราจะคุยถึงเรื่องนี้กันต่อ โดยมองให้ลึกลงไปในส่วนของจิตใจ ส่วนจะเป็นประเด็นไหนรอติดตามกันดูค่ะ 

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

‘ต้นไม้เรืองแสง’ ภาพฝันที่กลายเป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565163

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 12:26 น.

‘ต้นไม้เรืองแสง’ ภาพฝันที่กลายเป็นจริง

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

มีรายงาน International Energy Outlook 2017 ที่จัดทำโดยสำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐ (US Energy Information Administration หรือ EIA) ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในอีก 22 ปีข้างหน้า (2583) นับจากปี 2561 เราจะใช้พลังน้ำที่ถือเป็นพลังงานหมุนเวียน ผลิตไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 53 ในส่วนของพลังลม แสงอาทิตย์ และก๊าซธรรมชาติ จะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของโลกร้อยละ 31 (เป็นสัดส่วนที่เท่ากันกับถ่านหิน)

จากการคาดการณ์นี้ ทำให้มองเห็นได้ว่ามนุษย์ต่างไม่ได้นิ่งนอนใจไปกับปัญหาโลกร้อน แต่มีความพยายามที่จะนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และในความเชื่อส่วนตัวของผู้เขียน เชื่อมั่นว่าเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ ก็คือเราจะเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า เป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนได้อย่างสิ้นเชิง

แต่กว่าจะถึงวันนั้น ก็ได้มีงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านนาโนไบโอนิคพืช จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ศาสตราจารย์ไมเคิล สตาร์โน มาทำให้เราชื่นใจเล่น

นั่นก็คือการทำให้ต้นวอเตอร์เครส (ผักสลัดน้ำ) สามารถเรืองแสงเองได้ที่ใบ ผ่านการใช้เอนไซม์ลูซิเฟอเรส ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลลูซิเฟอร์ริน ซึ่งเป็นเอนไซม์และโมเลกุลที่หิ่งห้อยใช้ในการเปล่งแสง และสามารถใช้แทนโคมไฟตั้งโต๊ะ ที่แสงของมันสามารถทำให้เราอ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดี และมันก็เรืองแสงเองได้ยาวนานกว่า 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว (แถมยังไม่ต้องเสียบปลั๊ก)

จากความสำเร็จอันน่าชื่นชมนี้ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกับศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ของเราชาวไทย พัฒนาและยกระดับงานวิจัยนี้ขึ้นไปอีกขั้น คือการทำให้ต้นไม้เรืองแสงเองได้ในเวลากลางคืน และดับแสงเองได้ด้วยตัวมันเองในเวลากลางวัน และปลายทางแห่งการยกระดับอีกขั้นของการวิจัยนั้น เป็นการนำต้นไม้เรืองแสงมาทดแทนเสาไฟฟ้าที่ส่องแสงอยู่ตามท้องถนนนั่นเอง

นับว่าเป็นโอกาสดี ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังการบรรยายของศาสตราจารย์ไมเคิล ที่ได้เดินทางมาบรรยาย ณ ศูนย์ RISC เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยศาสตราจารย์ไมเคิล ได้เล่าว่า เขาและทีมงานได้พัฒนางานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นไปอีกขั้น โดยใช้อนุภาคระดับนาโนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถใหม่ให้กับต้นไม้

นอกเหนือจากการเรืองแสงในที่มืด นั่นก็คือการตรวจวัดมลพิษ และตรวจวัตถุระเบิดจากการวัดระดับสารเคมีที่อันตรายจากต้นไม้นั่นเอง โดยการใช้เทคโนโลยีนี้กับต้นไม้ใหญ่ จะถูกใช้ด้วยวิธีการพ่น ฉีด หรือทาน้ำยาที่ใบไม้แทนการฝังตัว ซึ่งศาสตราจารย์ไมเคิล ตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้เป็นวิธีการทำงานแบบครั้งเดียว แต่มีผลกับต้นไม้ไปตลอดชีวิต โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีก

คงดีไม่น้อย ถ้าเมื่อถึงเวลากลางคืน บรรยากาศรอบตัวเราจะเป็นเหมือนฉากสวยงามเฉกเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Avatar (ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศาสตราจารย์ไมเคิล จนกลายมาเป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นนี้) มันจะเป็นภาพที่สวยงาม ที่ทำให้ชีวิตของเราทุกคนมีความรื่นรมย์ แถมยังได้รับประโยชน์ในด้านการได้รับแสงสว่างในเวลากลางคืน

 ในขณะเดียวกันโลกของเราก็จะมีชั้นบรรยากาศที่ดีขึ้น เพราะไม่ต้องมีการทำถ่านหินเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งในอีก 22 ปีข้างหน้า อาจไม่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าไปเลยก็ได้

ในวันที่ผมไปฟังศาสตราจารย์ไมเคิล บรรยายเรื่องต้นไม้เรืองแสงนั้น ก่อนกลับบ้าน ผมได้เจอ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์ RISC ดร.สิงห์ บอกเล่าให้ฟังว่า การมีต้นไม้เรืองแสง ถือเป็นสิ่งที่ให้คุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแก่โลกของเราใบนี้เป็นอย่างมาก เพราะแสงสว่างคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของการใช้พลังงานทั่วโลก!

คงดีไม่น้อย ถ้าแสงที่ส่องสว่างอยู่ทั่วทั้งโลก จะเกิดจากต้นไม้ที่เรืองแสงได้ด้วยตัวเอง และเป็นผลลัพธ์อันน่าชื่นชมที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือทำงานวิจัยระหว่างศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ของเราชาวไทย กับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) แห่งสหรัฐ ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ไมเคิล สตาร์โน ผู้ที่ทำให้ภาพสวยงามที่เกิดขึ้นบนจอภาพยนตร์ กลายมาเป็นความจริงได้อย่างสวยสดงดงาม

สร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงาม ใจกลางเมือง @สุขุมวิท 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565162

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 12:15 น.

สร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงาม ใจกลางเมือง @สุขุมวิท 21

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ดิวาน่า

เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย ยิ่งนานวันยิ่งสูงวัยต้องยิ่งดูดี อย่ายอมแพ้ยอมจำนนกับความร่วงโรย ในเมื่อมีเทคโนโลยีที่หลากหลายมาเป็นตัวช่วยให้หนุ่มๆ สาวๆ สมัยนี้สวยขึ้นๆ ย้อนวันเวลาให้ดูอ่อนกว่าวัยไปได้อีกหลายสิบปี

คำว่า 30 ยังแจ๋วนั้น ใช้ไม่ได้ในยุคนี้ มันต้องเป็นคำว่า 50 ยังแจ๋วถึงจะถูก

สำหรับคุณสาวๆ สมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยสาวใหญ่ หรือสาวเหลือน้อยก็ตาม หลายคนปรารถนาจะให้ตัวเองสวยดูดีอ่อนกว่าวัยได้สัก 10 ปี จะดีแค่ไหนหากมีสถานที่ที่จะช่วยให้สาวๆ สวยขึ้น ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลา

ปวดหัวกับริ้วรอยและความเหี่ยวย่น เอาเวลาไปคิดหาเงินดีกว่าว่าไหม

เรื่องหางบประมาณมาช่วยดูแลทำสวยให้ตัวเองดีขึ้นก็เรื่องหนึ่ง แต่เวลาหรือความสะดวกสบายในการเดินทางนี่ก็สำคัญ หากมีสถานที่ดูแลความงามอยู่กลางเมือง เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือรถใต้ดิน ใช้เวลาเดินทางแค่ 10-15 นาที มันก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เพียงแค่พักเที่ยงใช้เวลาแค่ 35-45 นาที ก็เข้าไปทำสวยได้ทันแล้ว ยังมีเวลาเหลือกินข้าวกลางวันสวยครบจบใน 1 ชม. เรียกว่าใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าโดยไม่ต้องเสียเวลางาน

มีสถานที่แนะนำอยู่ที่ตึก Exchange Tower สุขุมวิท 21 เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าอโศก หรือจะมารถไฟใต้ดินก็ได้ขึ้นมาหน้าตึกได้เลย นั่นก็คือสถาบันดีไอไอ เอสเธติก เป็นสถาบันความงามแห่งใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงามที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อความงามทั้งภายในและภายนอก

ด้วยจุดเด่นของการนำองค์ความรู้อิงหลักธรรมชาติและนวัตกรรมความงามล้ำสมัยที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าและวิจัยอย่างดี มาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพผ่านรูปแบบคลินิกที่ไม่เหมือนใคร

ดังนั้น โปรแกรมทรีตเมนต์ของสถาบันดีไอไอ เอสเธติก จึงมีให้เลือกสรรอย่างหลากหลายมากกว่า 50 โปรแกรม ในการตอบโจทย์ความงามที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละท่านแบบเฉพาะบุคคล

นพ.อมรศิษฐ์ พานศิลป์ ผู้อำนวยการดีไอไอ บอกว่าก่อนรับบริการแพทย์จะให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมพนักงานดูแลปรนนิบัติด้วยความใส่ใจ ปลอดภัย และมีความเป็นมืออาชีพ ท่ามกลางบรรยากาศอันผ่อนคลายด้วยศาสตร์สปา ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ความงามจากนวัตกรรมบูรณาการที่คลินิกอื่นแทบไม่มี

จากโปรแกรมทรีตเมนต์อันหลากหลาย เพื่อสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงามนี้ ได้รับการจัดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย โปรแกรม Beauty เป็นโปรแกรมทรีตเมนต์สำหรับสร้างสรรค์ความงามบนใบหน้า โดยเฉพาะโปรแกรม Slimming เป็นโปรแกรมทรีตเมนต์สำหรับการดูแลรูปร่างและผิวพรรณทั่วทั้งเรือนร่าง และโปรแกรม Anti-Aging เป็นโปรแกรมทรีตเมนต์

สำหรับการบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยผสานหลักการธรรมชาติบำบัดและการดูแลปรนนิบัติตนเองแบบองค์รวม มีโปรแกรมทรีตเมนต์ไฮไลต์ ดังนี้

1.Ultra Lift โปรแกรมทรีตเมนต์จากนวัตกรรม Fotona อันล้ำสมัย ที่จะช่วยแก้ปัญหาผิวในทุกมิติและครบทุกส่วนทั้งบนใบหน้าและเรือนร่าง ผ่านการส่งพลังงานแบบใหม่หลายช่วงคลื่น ที่มีพลังมากแต่อ่อนโยน ทั้งจากผิวด้านนอกและด้านในกระพุ้งแก้ม เข้าสู่ชั้นผิวลึกถึงโครงสร้างเนื้อเยื่อด้านใน และชั้นคอลลาเจน

อย่างทั่วถึง ทำให้เกิดการฟื้นฟู เติมเต็ม และยกกระชับผิวได้แม้ในจุดที่ยากและบอบบางที่สุด

2.Q Switch Laser นวัตกรรมล้ำสมัยที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผิวสีไม่เรียบไม่สม่ำเสมอ ผิวมีฝ้า กระ รอยดำรอยแดง จุดด่างดำ รอยแผลเป็น ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่เรียกว่า Q Switch Laser โดยเฉพาะฝ้ากระจากความผิดปกติของการทำงานของเม็ดสีเมลานินในชั้นผิว ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันแสงแดด ถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนขึ้นจากรังสียูวี รอยดำรอยแดงจากสิว

3.Venus Viva สุดยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน RF เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาร่องลึก ผิวขาดความกระชับ มีความหย่อนคล้อย ริ้วรอยต่างๆ แผลเป็นจากสิว รูขุมขนกว้าง ผิวขรุขระไม่สม่ำเสมอ ผิวเหี่ยวย่นบริเวณคอ รวมถึงจุดด่างดำและผิวแตกลายด้วยการส่งผ่านพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ

ถือเป็นอีกระดับของการสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงามที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อความงามทั้งภายในและภายนอก และยังมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เลือกซื้อไปใช้ที่บ้านอีกหลายชนิดด้วย

ออกจากบ้านไปเที่ยวกับเขา นัด-ตะ-พัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565156

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 11:30 น.

ออกจากบ้านไปเที่ยวกับเขา นัด-ตะ-พัด

โดย รอนแรม ภาพ : นัด-ตะ-พัด

ชายหนุ่มที่หลงรักป่าจนต้องพาตัวเองไปอยู่บนยอดเขา “บอส” ณัฐภัทร ชินะจิตพันธุ์ ฟรีแลนเซอร์ วัย 21 ปี ที่ทำหลายอย่าง ทั้งทำทัวร์พาคนไทยไปเที่ยวอินเดีย เป็นผู้นำเที่ยว ช่างภาพ และบทบาทล่าสุด บล็อกเกอร์

เขาเปิดเพจเฟซบุ๊ก นัด-ตะ-พัด เพราะอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนที่อยากออกเดินทางแต่ยังไม่กล้าก้าวออกไป

เขาวางคอนเซ็ปต์ของเพจว่า “ลุยไปเรียนรู้ไป” นั่นเพราะไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของเขา ชอบไปสัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น

“ผมชอบไปนั่งคุย ชอบไปทำความรู้จักกับคนในแต่ละที่ เพราะคนเหล่านั้นจะทำให้เราเห็นเหตุผลของความแตกต่าง และผมชอบเที่ยวแบบลุยๆ อย่างเดินป่า เดินเขา ซึ่งผมเองเพิ่งเริ่มเดินป่าเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีรุ่นพี่คนหนึ่งชวนไป ผมก็ลองไปโดยไม่คิดว่าจะชอบ แต่ไปๆ มาๆ ติดใจ

เพราะเวลาเดินเข้าป่ามันทำให้ผมรู้สึกสงบและได้อยู่กับตัวเองมากๆ ประหนึ่งว่ากำลังเข้ากรรมฐาน” บอส ยิ้มเสมอเมื่อเล่าถึงการเดินทาง

สำหรับเพจ นัด-ตะ-พัด เขาตั้งใจเล่าประสบการณ์การเดินทางด้วยภาษาง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง ซึ่งนิสัยชอบเขียนอาจเริ่มมาจากนิสัยชอบอ่านพ็อกเกตบุ๊ก ทำให้ภาษาที่ถ่ายทอดออกมาอ่านง่ายและน่าติดตาม รวมไปถึงรูปภาพและวิดีโอที่นอกจากจะสวยงาม วิดีโอของเขายังสนุกเหมือนได้ดูรายการท่องเที่ยว

“ผมเพิ่งหันมาเริ่มทำวิดีโอเมื่อไม่นานมานี้ เพราะผมอยากเป็นพิธีกรหรืออะไรก็ได้ที่ได้ออกกล้อง แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้ผมไม่ถูกเลือกไปทำหน้าที่ตรงนั้น เลยตัดสินใจทำเอง คิดเอง ถ่ายเอง เป็นพิธีกรเอง ตัดต่อเอง โดยตอนนี้ผมเน้นทำวิดีโอสั้นๆ ประมาณ 5-10 นาที พยายามทำคอนเทนต์ให้ดูน่าสนใจ และใส่บรรยากาศของความบ้า ความตลกขบขันอยู่ในคลิป เพื่อทำให้เรื่องราวที่มีสาระเสพง่ายขึ้น”

บอส สารภาพด้วยว่า ในตอนแรกเขาอยากทำเพจเพื่อบอกเล่าไลฟ์สไตล์การเดินทางของตัวเอง แต่เมื่อทำจริงแล้ว เขาค้นพบว่าเรื่องราวและรูปภาพที่ถ่ายทอดออกไปกำลังบอกเล่าสิ่งที่เรียกว่าแรงบันดาลใจ ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงอยากให้ผู้อ่านได้รับแรงบันดาลใจในการเดินทางไม่มากก็น้อย และกล้าที่จะออกเดินทางไปด้วยกัน

นอกจากนี้ การเดินทางยังได้เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของเขาหลายอย่าง ยกตัวอย่างประเทศอินเดีย ที่เขาเคยมองในแง่ลบเพราะความไม่รู้ แต่เมื่อได้ไปใช้ชีวิตอยู่อินเดีย 2 เดือน เขากลับมองอินเดียเป็นเมืองที่สวยงาม

“การเดินทางสามารถเปลี่ยนหลายอย่างในตัวเรา ทำให้เรากินง่าย อยู่ง่าย กล้าเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ และพร้อมที่จะทำความเข้าใจกับความแตกต่าง แล้วเราก็จะได้คำตอบว่าในความแตกต่างก็มีเหตุผลของมัน ซึ่งสุดท้ายเราจะไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลางของทุกๆ อย่าง จึงทำให้เราเป็นคนเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งนั่นย่อมส่งผลดีต่อตัวเอง”

ติดตามการเดินทางของบล็อกเกอร์รุ่นใหม่ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก นัด-ตะ-พัด พื้นที่ที่อบอวลไปด้วยความสนุกและรอยยิ้มระหว่างทาง ซึ่งผู้อ่านสามารถเก็บเกี่ยวความรู้และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตกลับไปได้ในเวลาเดียวกัน

นพดล+ศศินา เรืองศรี สินค้าไทยไม่มีคำว่าแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565150

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 11:04 น.

นพดล+ศศินา เรืองศรี สินค้าไทยไม่มีคำว่าแพ้

โดย โยธิน อยู่จงดี

“เราไม่รู้หรอกว่าสินค้าของเราจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รู้แต่ว่าเห็นโอกาสและทำให้ดีที่สุดตั้งใจและพยายามอย่างเต็มที่”

นพดล เรืองศรี เล่าถึงธุรกิจของพวกเขาด้วยแววตามุ่งมั่น ที่เขากับน้องสาว ศศินา เรืองศรี เป็นสองพี่น้องผู้ก่อตั้ง บริษัท เรย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

นพดล ผู้เป็นพี่ชายเล่าถึงธุรกิจที่เริ่มต้นการทำงานจากการทำสื่อ เป็นนักข่าวมาก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ แล้วก็ผันตัวไปทำอสังหาริมทรัพย์ จากนั้นมาทำสถานีโทรทัศน์

“จนเรารู้สึกว่าชีวิตการทำงานสื่อของเราถูกตีกรอบไว้หมดแล้ว เหมือนกับอนาคตเราโดนซื้อไปแล้ว เราก็เดินไปตามเส้นทางนั้น สมัยก่อนการทำงานสื่อไม่เหมือนสมัยนี้ ทำให้เราต้องเริ่มผันตัวหาธุรกิจอื่นๆ ทำต่อไป

ก็เริ่มทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่ธุรกิจน้ำแร่ จนผมกับน้องสาวมาเจอกับธุรกิจเครื่องสำอาง เมื่อพูดถึงเครื่องสำอางเราจะนึกถึงสินค้าเครื่องสำอางจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส แต่พอมาเป็นเครื่องสำอางไทย คนไทยไม่นิยม แต่ผมมองว่าของไทยเราก็มีดีในแบบที่ต่างประเทศเลียนแบบของเราไม่ได้ ไม่มีวัตถุดิบที่ดีเหมือนของเรา”

นพดล ยกตัวอย่างเช่นเครื่องสำอางที่ทำจากสมุนไพรไทยและอื่นๆ อีกมากมาย ที่ใช้เป็นเครื่องสำอางของผู้หญิงไทยสมัยก่อน บอกว่าทำไมไม่เอามาใช้

“ผมก็ศึกษากับผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจนี้มาสักระยะหนึ่ง ประกอบกับผมโชคดีที่มีธุรกิจขายน้ำแร่อยู่แล้ว ในชื่อแบรนด์ สปริงกรีน ก็เลยมีแนวคิดที่จะเอาน้ำแร่เย็นนี่แหละ มาทำผลิตภัณฑ์เสริมความงาม จึงได้เลี้ยงสาหร่ายจากน้ำแร่เย็น เราก็เลยลองเอาน้ำแร่เย็นที่เรามีเอามาผสมผสาน

สูตรสมุนไพร สาหร่าย และน้ำแร่บริสุทธิ์ออกมาเป็นมาสก์หน้าน้ำแร่บริสุทธิ์ แบรนด์ เรย์ (Ray)

ด้วยความที่เรามีคอนเนกชั่นเยอะ รู้จักคนในวงการต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจพวกทัวร์ต่างๆ ก็ฝากเกี่ยวกับสินค้าของเราให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองใช้ ทำให้สินค้าของเรากระจายไปได้ทั่วๆ ให้สินค้าของเราได้เป็นที่รู้จักจนมียอดขายชนิดที่เรียกว่าผลิตขายกันแทบไม่ทัน”

นพดล บอกว่าเริ่มทำธุรกิจตัวนี้ ก็ไม่ได้คิดไว้ว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ จากที่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แล้วเขาเอากลับไปใช้แล้วดี จนมียอดสั่งซื้อจำนวนมากเข้า ตอนนี้สินค้าก็ไปถึงตลาดจีน ฮ่องกง เวียดนาม ไปตีตลาดที่นั่นได้หมดแล้ว

“งานเอ็กซ์โปที่ฮ่องกงเราก็ไป คนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยผมเชื่อว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีสินค้าของเราติดมือกลับบ้านไป ผมไปงานที่เซี่ยงไฮ้ มีดิวตี้ฟรีของจีนมาเจรจาให้ผมเซ็นสัญญา เพื่อนำสินค้าไปวางจำหน่าย เรียกว่าเรามาไกลเกินกว่าที่คิดไว้มาก ที่จริงเราทำสินค้าทำธุรกิจตรงนี้มาเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราจะเจอกับอะไรข้างหน้า แต่พอลงมือทำแล้วเราทั้งคู่ก็ต้องทำให้เต็มที่”

ศศินา เสริมพี่ชายว่า ในการทำงานของสองคน งานหลักๆ ส่วนใหญ่พี่ชายจะเป็นคนเดินทางดูงานประชุมกับต่างประเทศ ตัวเธอก็จะทำงานประสานภายในประเทศดูแลเรื่องการออกงานอีเวนต์

“และก็มีน้องมาร์เก็ตติ้งคอยช่วยงานเราอย่างดี ในเรื่องการทำงานร่วมกันต้องบอกเลยว่าถึงจะเป็นพี่น้อง แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะกัน หลักๆ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะพี่เขาฟังเราตลอดเวลาที่มีปัญหาเรื่องการทำงาน เวลาแบ่งงานแบ่งหน้าที่ก็แค่คุยกันว่า ใครจะต้องไปไหนทำอะไรบ้าง ติดขัดอะไรเราก็คุยกัน ไม่ทะเลาะแต่หาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน มีอะไรคุยกันตรงๆ พี่เขารับฟังและช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ได้

อีกอย่างหนึ่งพี่เขามีนิสัยใจกว้าง เราอยู่กับเขามาทั้งชีวิตเรารู้ พี่เขาใจกว้างมากใครมีปัญหาอะไรต้องการให้ช่วยเหลือพี่เขาช่วยได้จะช่วยเต็มที่ และที่สำคัญพี่เขาเป็นคนใจสู้ไม่ยอมแพ้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่เขาป่วยหนักมาก จนเรากลัวว่าพี่เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นในเวลานั้นก็คือ ใจพี่เขาสู้เขาไม่ยอมแพ้ แล้วพี่เขาก็ผ่านจุดนั้นมาได้ หมอยังบอกเลยว่าเป็นเคสหนึ่งในร้อยจริงๆ ที่จะรอดจากเหตุการณ์แบบนี้

หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าพี่มีพลังและทำให้คิดได้ว่าจะต้องมีพลังที่จะสู้ชีวิตต่อได้เหมือนพี่ และพี่ก็สุขภาพแข็งแรงขึ้นมาตลอด แม้จะทำงานหนักมากวันหนึ่งนอนแค่ 3-6 ชั่วโมงแค่นั้นเอง ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนเท่าไร”

นพดล เล่าต่อจากน้องสาวว่า เขาเองมีภาระเยอะ ดังนั้นผมยังไปไหนไม่ได้ (หัวเราะ)

“ผมมีแม่อายุ 90 ปีต้องดูแล มีธุรกิจที่ต้องวางรากฐานให้มั่นคง และถ้าไม่ได้น้องสาวคอยช่วยเหลือ ผมก็แย่เหมือนกันครับ เขาเป็นคนที่ช่วยเหลือมาตลอด ยอมออกจากงานครูที่เขารัก มาทำงานดูแลธุรกิจสื่อสารมวลชน มาช่วยเราทำธุรกิจอื่นๆ ไปด้วยกันตลอด เราจึงเป็นห่วงเขามาก ผมจึงยอมทำงานหนักเพื่อวางรากฐานให้กับครอบครัวประสบความสำเร็จ ให้คนที่อยู่ข้างหลังเราเขาไปต่อได้ด้วยตัวเอง”

ความสำเร็จของบริษัทนั้น นพดล คิดว่าเกิดจากความตั้งใจจริงในการทำงานที่จะทำสินค้าออกมาให้ดีที่สุดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

“ถึงแม้จะมีคนก๊อบปี้แบรนด์ของเราไปขาย ก็แสดงว่าสินค้าของเราดีและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยสติไม่ใช่ความโกรธ ที่สำคัญเรามีวันนี้ได้เพราะมีเพื่อนมีมิตรให้ความช่วยเหลือ ต้องขอบคุณพวกเขาโดยเฉพาะคนที่เป็นสื่อที่เรารู้จักหลายๆ คน เขาให้ความช่วยเหลือ เราจึงเติบโตได้ค่อนข้างรวดเร็ว พนักงานขายของผมเองก็เช่นกันทุกครั้งที่เขาประชุม ผมบอกเสมอว่าถ้าผมไม่มีคุณ ผมก็คงไม่มีวันนี้”

นพดล บอกว่า ในบริษัทจึงรักกัน ดูแลกันอย่างพี่อย่างน้อง ที่ขาดไม่ได้ก็เห็นจะเป็นผู้จัดงานเอ็กซ์โป ที่ให้โอกาสได้นำสินค้าซึ่งเป็นแบรนด์เล็กๆ ได้ออกงานอย่างล่าสุดเราก็กำลังจะได้ออกงาน บียอนด์บิวตี้ อาเซียน แบงค็อก 2018 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจเพื่อสุขภาพความงามอาเซียน

“เป็นงานใหญ่มาก ระดับกับแบรนด์เล็กๆ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความภูมิใจสำหรับผม การทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ต้องมีความซื่อสัตย์ จริงใจ และทำเพื่อสังคม ผมขายสินค้าไม่ได้ราคาแพงอะไรมากมายแต่ก็อยากตอบแทน รายได้กำไรส่วนหนึ่งเราก็ไปมอบเป็นทุนให้กับเด็ก ใครจัดงานการกุศลทำบุญอะไรที่ไหนเราก็ไป สมาคมผู้สื่อข่าวฯ  เราก็ให้ทุนช่วยเหลือ ในการช่วยเหลือผู้สื่อข่าวทุพพลภาพ นักข่าวเก่าๆ ที่อยู่ในสมาคมรู้จักเราหมด ไม่คาดว่าจะมาถึงจุดนี้”

สุดท้าย นพดล ชี้ว่าภาพแรกของสินค้าที่เขากับน้องสาวร่วมกันทำขึ้นมา ก็เพื่อภาพลักษณ์ความเป็นไทยที่ดี

“เราอยากจะส่งออกภาพลักษณ์ประเทศไทย สินค้าไทยที่ดีออกไปสู่สายตาชาวโลก เราภูมิใจในความเป็นไทย และวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าสินค้าของไทยนั้นมีดีพอที่ต่างประเทศให้ความยอมรับ” 

เซอร์วิส มายด์ สไตล์‘ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565148

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 10:53 น.

เซอร์วิส มายด์ สไตล์‘ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล’

โดย ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ธุรกิจโรงแรมจะเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากพนักงาน ผู้บริหาร คนโรงแรมจะมีส่วนสำคัญแล้ว ยังขึ้นอยู่กับหัวใจสำคัญของงานบริการ คนโรงแรมจะต้องให้บริการแก่ลูกค้าด้วยจิตใจที่รักงานบริการ (Service Mind) หากบริการดีก็ทำให้ลูกค้าประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการโรงแรมของเราอีก หากให้บริการไม่ดี ก็อาจทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจและบอกต่อไปยังผู้อื่น โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่อาจทำให้คนอื่นๆ ไม่อยากมาใช้บริการเรา”

“ต้น”ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า โฮเทลแอนด์ รีสอร์ท ผู้บริหารโรงแรมหนุ่มวัย 34 ปี ที่คลุกคลีกับวงการอุตสาหกรรมโรงแรมในภูเก็ตและกระบี่มากว่า 13 ปี เล่าว่า ตั้งแต่เรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กลับภูเก็ตเพื่อช่วยดูแลธุรกิจครอบครัว

“อาจด้วยเพราะการที่อยู่ธุรกิจท่องเที่ยวมานาน ตั้งแต่สมัยที่เริ่มต้นจากโรงแรมเล็กๆ ก็พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวมีการเติบโต และเป็นภาพที่ดีและมีความสุข หากเราเป็นผู้บริหารโรงแรมดำเนินธุรกิจที่ให้ความสุขกับผู้ที่มาพัก ด้วยความคิดที่ว่างานโรงแรมเป็นงานที่มอบความสุขให้ผู้อื่น”

เริ่มแรกในวัย 21 ปีของหนุ่มไฟแรง ศึกษิต ได้เข้ามาดูแลในหลายๆ หน้าที่ ทั้งโรงแรม ดีวาน่า ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ สปา การเจรจาธุรกิจกับเชนโรงแรมอินเตอร์ ที่เริ่มจากการพัฒนาพื้นที่เปล่าของครอบครัว เนื่องด้วยสมัยนั้น เชนโรงแรมในภูเก็ตมีน้อยมาก เพียงแค่ 2-3 เชน จึงมองว่า ในเวลานั้นโรงแรมของเราควรจะมีเชนอินเตอร์เข้ามาการันตี เขาหัวเราะแล้วเล่าว่า

“สิ่งที่ยากที่สุดในขณะนั้น คือการดีลงานกับคุณพ่อ ด้วยรูปแบบที่เป็นธุรกิจครอบครัว การดีลงานต่างๆ จึงต้องปรับลักษณะการทำงานให้มีระเบียบ กฎเกณฑ์ มีมาตรฐานเป็นสากลมากขึ้น ด้วยความที่เรามีเพียงทฤษฎี แต่ยังไม่มีประสบการณ์ ทำให้ในช่วง 3 ปีแรกการบริหารธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากในการปรับระบบ โดยคุณพ่อได้เข้ามาแนะนำให้ได้ปรับตัวกับผู้บริหารอีกยุคหนึ่งที่เน้นประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ก่อนที่จะเกษียณและวางมือให้เรารับช่วงต่อไป”

ธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต ศึกษิต ย้อนความหลังว่าเริ่มบูมตอนช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีแคมเปญ “Amazing Thailand” แต่หลังจากนั้นก็ค่อนข้างจะเหวี่ยง จากปัจจัยหลายๆ ด้าน รวมถึงเหตุการณ์สึนามิ วิกฤตการเมืองภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ตลอดจนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิมวันละ 160 บาท มาเป็น 300 บาท ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลายแห่งก็ต้องปรับตัว รวมถึงเครือดีวาน่า แต่ธุรกิจโรงแรมยังมีศักยภาพในการเติบโต

“ในช่วงวิกฤตปี 40 ผมกำลังเข้ามหาวิทยาลัยปีการศึกษาที่ 1 แต่เห็นว่าธุรกิจอื่นๆ ค่อนข้างได้รับผลกระทบเยอะ แต่เห็นศักยภาพของโรงแรมเติบโต จากชูแคมเปญช่วยให้เมืองไทยเป็นที่รู้จักของต่างชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและทำให้ตลาดสามารถฟื้นตัวได้เร็วไม่ว่าจะเจอปัญหาใดๆ ก็ตาม”

นอกจากนั้น ความท้าทายในการทำงาน ศึกษิต ขยายภาพโจทย์ว่าคือการทำอย่างไรให้พนักงานหลุดออกจากกรอบเดิมๆ ที่ทำอยู่

“เนื่องจากพวกเขาทำงานมา 20-30 ปี และทำซ้ำๆ ทำให้เราต้องหาวิธีให้พนักงานคิดนอกกรอบ เปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ในการทำงาน ให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจต้องใช้เวลาและใช้เงินในการฝึกอบรม บริษัทจึงได้เน้นการฝึกอบรมด้านการทำการตลาดออนไลน์ ให้พนักงานทุกคนในองค์กร ได้รู้จักฟินเทค การเชื่อมต่อระบบใหม่ๆ  การชำระเงินออนไลน์ โดยจะมีหลักสูตรสำหรับองค์กร ฝึกอบรมตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงพนักงานทุกตำแหน่ง ซึ่งแต่ละเซ็กเมนต์ก็จะแบ่งย่อยออกไป เพื่อเปิดให้ทันโลกทัศน์ใหม่ ทันโลกออนไลน์และดิจิทัล”

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจโรงแรม ศึกษิต ย้ำว่าจะมีความสุขต่อเมื่อลูกค้ามีความสุข ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้ามีความสุข

“สมัยก่อนในรูปแบบเก่า การทำงานโรงแรม ลูกค้าแทบไม่มีโอกาสให้คำติชมเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ เพราะเรายังไม่มีช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นที่จะรีวิว ดังนั้นสมัยก่อนหลายๆ โรงแรมจะทำอย่างไรกับลูกค้าก็ได้ เช่น การชาร์จค่าบริการ ค่าเสียหาย และบอกให้ลูกค้าต้องจ่าย

แต่สมัยนี้ไม่ใช่ เราพยายามจะสื่อสารให้พนักงานทั้งองค์กรเข้าใจเสมอ ถึงโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ต้องปรับมุมมอง โดยนึกถึงใจลูกค้ามาก่อน แล้วดูว่าด้วยเหตุอะไร เราไม่ได้บอกว่า ห้ามชาร์จในความเสียหายที่ลูกค้าทำ แต่ในบางเรื่องต้องดูความเหมาะสมในหลายๆ อย่าง เช่น ลูกค้าประจำที่มาพักนานมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาท แต่กลับมาชาร์จค่าเสียหาย 300-500 บาท เราต้องคิดใหม่ว่า ได้คุ้มเสียหรือไม่”

ศึกษิต มองว่าโลกสมัยนี้ต่างจากสมัยก่อน ที่ไม่สามารถจะปิดหูปิดตาคนอื่นได้ สิ่งเหล่านี้จึงจำเป็นต้องเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับพนักงานและองค์กร ปรับให้อยู่นอกกรอบเดิมๆ

“เพราะสมัยก่อน คนทำโรงแรมจะคุมเรื่องค่าใช้จ่ายและเรื่องของต้นทุนมาเป็นอันดับ 1 โดยไม่คำนึงถึงใจของลูกค้า เน้นทำโรงแรมให้เจ้าของได้ผลประโยชน์เพื่อเป็นกำไร แต่ ณ สมัยนี้ คุณทำแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเน้นใจลูกค้าและบริการ หากเราดูแลลูกค้าดี ได้ใจลูกค้า จะพูดปากต่อปาก รีวิวและจะได้ใจลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลดีระยะยาว”

ศึกษิต ยิ้มแล้วเล่าต่อว่า แม้ตัวพนักงานจะต้องทำงานให้กับบริษัทก็จริง แต่สิ่งที่ต้องดูแลไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็นลูกค้า ต้องทำงานให้ลูกค้าประทับใจ ไม่ใช่ทำเพื่อให้เจ้าของประทับใจ

“หัวใจสำคัญของโรงแรมไม่เคยเปลี่ยน คือ Service Mind เพียงแต่ในอดีต เราอาจได้คำติชม กลับมาไม่เยอะ เพราะไม่มีโลกออนไลน์ แต่ปัจจุบันมีช่องทางให้รับรู้ และคนได้รับรู้ถึงความสำคัญของคำว่า บริการเยอะขึ้น เพราะทุกวันนี้ มีบทลงโทษเกิดขึ้น คุณบริการไม่ดี ก็อาจได้รับผลต่อเนื่อง

สิ่งๆ นี้ได้เปลี่ยนทำให้ทุกคนกลับมาเห็นความสำคัญของ Service Mind มากขึ้น จากเดิมที่ทุกๆ โรงแรมพื้นฐานจะมีแต่งบการเงินเพื่อทำกำไรให้มากที่สุด แต่ทุกวันนี้หากต้องปรับตัวให้ทันโลก คุณทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว แต่จะต้องเน้น Service Mind เพราะนี้คือหัวใจของธุรกิจโรงแรม แม้คุณจะภาษาที่ 3 ไม่คล่อง แต่หากคุณเก่งภาษาที่ 3 แต่ไม่มีจิตใจที่รักบริการ ผลสุดท้าย ลูกค้าก็ไม่รักคุณ”

ลูกค้าของเครือ ดีวาน่า โฮเทล แอนด์รีสอร์ท กลับมาพักซ้ำเป็นส่วนใหญ่ ศึกษิต บอกถึงเหตุผลที่เขาเชื่อเสมอ นั่นคือเพราะด้วยความผูกพันกับโรงแรม

“ความประทับใจ และอยากกลับมาหาเรา มาพักที่โรงแรมเพราะพวกเขามีความสุข ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเรา แต่เป็นเพราะพนักงานในองค์กรทุกคนทุกระดับที่ทำงานเป็นทีม ทำให้บริษัทเติบโตและได้ใจลูกค้าและนักท่องเที่ยว

สุดท้ายนี้มองว่า ธุรกิจโรงแรมจากนี้ไปใน 5 ปี 10 ปี ก็ยังเป็นภาพเดิมที่มีการแข่งขันที่สูง โรงแรมแห่งใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างไม่เปลี่ยน มีเพียงเทรนด์ใหม่ของโลก ที่ธุรกิจโรงแรมจะต้องปรับตัว เช่น การเข้าสู่สังคมการแบ่งปัน ดังนั้นเราจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา”

ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากใจรัก ศึกษิต ยังเชื่อมั่นว่าสิ่งหนึ่งของคนทำโรงแรม ต้องรักในธุรกิจ เพื่อให้คุณอยู่ได้

“ซึ่งแตกต่างจากพนักงานออฟฟิศ เพราะธุรกิจโรงแรมคือการทำงานตลอด 24 ชม. ต้องบริการลูกค้า ดูแลหลายๆ เรื่อง ความต้องการ ความหลากหลาย ความปลอดภัย

ใครที่อยากเข้ามาในธุรกิจนี้ ไม่ใช่แค่มองว่า ธุรกิจนี้ดีมีกำไร เติบโตเร็ว แต่ต้องมองถึงว่า คุณเป็นคนโรงแรมจริงหรือเปล่า? มีใจรักบริการจริงหรือไม่? หากสำรวจและตอบตัวเองได้ด้วยใจที่รักการบริการ ก็สามารถผงาดและเติบโตในธุรกิจโรงแรม เพราะโรงแรมในไทย เรื่องของการบริการที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานไม่เป็นที่สองรองจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”

ชัยอนันต์ ปันชู กล้าลองกล้าลุย… กล้าอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565144

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:55 น.

ชัยอนันต์ ปันชู กล้าลองกล้าลุย... กล้าอาสา

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

“ต้นกล้า” ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าวและนักข่าวสายลุยจากช่อง 7HD แฟนๆ จะเห็นต้นกล้าได้จากคอลัมน์ข่าว “กล้าลอง กล้าลุย” ในรายการสนามข่าว 7 สี ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี สกู๊ปข่าวที่พาไปพิสูจน์ความท้าทายแบบเจาะลึกในทุกอาชีพ ซึ่งมัก Unseen เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น คนหาปลาใต้พิภพ หรือบุกสำรวจถ้ำหลวงขุนน้ำ-นางนอนก็ไปมาแล้ว

นักข่าวคนเก่งคุยให้ฟังถึงเรื่องจิตอาสาที่ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 นั่นคือโครงการ “เก่าของเราแต่ใหม่ของน้อง” การลงพื้นที่ทำสกู๊ปข่าวในสายงาน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “กล้าลอง กล้าลุย” นั่นทำให้ได้พบเจอกับพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ สกู๊ปวิถีชาวบ้านที่ทำให้ได้เจอกับชาวบ้าน ได้พูดได้คุยถึงสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน โดยเฉพาะเด็กๆ

“เสื้อผ้า อาหาร ของเล่น น้อยมากที่พวกเด็กๆ จะได้รับจากคนข้างนอก เพราะถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจริงๆ แล้ว ความหมายคือห่างไกลจนไม่อาจได้พบกับโอกาสใดๆ”

ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปาทุกอย่างเข้าไม่ถึงหมด ซึ่งต้นกล้า บอกว่าทำให้ทุกอย่างยากไปหมดสำหรับการเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือนั้น ทั้งหมดนี้เองคือที่มาของโครงการเก่าของเราแต่ใหม่ของน้อง ยังมีหมู่บ้านห่างไกลความเจริญแบบนี้อยู่อีกเป็นจำนวนมากในท้องถิ่นกันดาร เด็กนักเรียนบางคนเมื่อได้รับสมุดครั้งแรก ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไรและใช้ทำประโยชน์อะไร

จากเริ่มต้นทำโครงการจิตอาสาในปีแรก ก็ทำต่อเนื่องมาเรื่องทุกปี เน้นโรงเรียนที่ห่างไกล เดินทางไปยาก ทุกที่ต้องใช้โฟร์วีล หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อบุกไป (พังไปแล้วหนึ่งคัน) บางปีเน้นเรื่องเสื้อผ้า บางปีเน้นเรื่องอาหารหรือเมล็ดพันธุ์พืช แต่โดยรวมก็คือแจกจ่ายให้ครอบคลุม

“เราทำกับข้าวแจกจ่ายให้น้องๆ ได้กินกัน เด็กบางคนเห็นกุ้งเป็นครั้งแรกในชีวิต เด็กส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นทะเล อย่าว่าแต่เห็นทะเล พวกเขาหลายคนไม่เคยเห็นอะไรนอกจากภูเขาที่พวกเขาอยู่”

ต้นกล้า เล่าต่อไปว่า มีอยู่ปีหนึ่งที่ไปตั้งกองทำกับข้าวบนดอยสูง เด็กได้รับแจกกุ้งย่างคนละตัว แต่เด็กบางคนไม่กิน เมื่อถามจึงได้รู้ว่าเด็กต้องการนำกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้านกิน ยังมีผัดซีอิ๊วหมึกหรือปลาหมึกที่ได้กินกันหนุบหนับๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตของทุกคน

ส่วนที่ต้องนำเมล็ดพันธุ์ไปแจกก็เพราะเด็กขาดแคลนอาหาร หลายคนเดินเท้าวันละ 2 กิโลเมตร ไปโรงเรียน ไม่ใช่ 2 กิโลเมตรทางราบ แต่เป็น 2 กิโลเมตรทางขึ้นเขาลงเขา ซึ่งเหนื่อยสาหัส ยิ่งไปกว่านั้นในทุกวันอาทิตย์พวกเด็กๆ ทุกคนในหมู่บ้าน จะพากันเดินเท้าไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อไปรับแจกไข่สดและผัก

“จะมีการแจกไข่และผัก อาหารสดที่โรงเรียนส่วนกลางที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งเด็กก็พากันไป เหนื่อยมากทั้งวันเพื่อแลกกับไข่แตกๆ และผักเหี่ยวๆ เมื่อเดินเท้ากลับมาถึงหมู่บ้าน ในช่วงปีหลังๆ มา เราจึงแจกเมล็ดพันธุ์ผักและพืชให้แก่ชาวบ้านด้วย เพื่อจะได้มีปลูกกินในหมู่บ้าน”

สำหรับเก่าของเราแต่ใหม่ของน้องปี 6 ต้นกล้า เล่าว่า จะพิเศษและแตกต่างเมื่อช่อง 7 HD ร่วมด้วย โดยมีความตั้งใจจะเชิญชวนผู้สนใจร่วมเดินทางไปบริจาคของแก่น้องๆ บนดอยหนาว รับไม่เกิน 30 คน กติกาคือความยากลำบาก ใครมีจิตอนุเคราะห์และเห็นประโยชน์ ติดตามข่าวสารให้ดีที่ไอจี : klahan_chaianan fp : ชัยอนันต์ ปันชู fb: chaianan Panchu

“ได้มากกว่าคือการให้ คือการได้เรียนรู้จากผู้ที่ให้โอกาสให้เราเป็นผู้ให้ ที่สำคัญคือความประทับใจที่ได้สัมผัสกับผู้ให้ท่านอื่นๆ มีคนอีกมากมายเหลือเกิน ที่เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะคุณครูบนดอยที่เสียสละอย่างมาก”