ฐากร จันทรานุพัฒนา คอนโดโมเดิร์นกลางเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564933

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

ฐากร จันทรานุพัฒนา คอนโดโมเดิร์นกลางเมือง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ฐากร จันทรานุพัฒนา หรือ แจ็ค รั้งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลล์ไอเดียส์ ซึ่งเป็น มาร์เก็ตติ้ง เอเยนซี ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าและบริการแบรนด์ไทยในตลาดประเทศจีน คือหนุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ทางด้านการทำธุรกิจที่แตกต่าง แม้แต่เรื่องของการอยู่อาศัย เขาก็มีมุมมองในการเลือกที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน

“คอนโดโนเบิล โซโล ในย่านทองหล่อ ที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้ซื้อมาได้ 7 ปีแล้วครับผมขอเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นผมเรียนจบปริญญาตรีจากออสเตรเลีย และทำงานทางด้านโปรแกรมเมอร์อยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นผมก็เรียนต่อปริญญาโทไปด้วย เมื่อเรียนจบผมก็ได้งานใหม่ที่เซี่ยงไฮ้ แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นบริษัทกำลังหาคนมาทำโปรเจกต์ที่เมืองไทยพอดี ผมก็เลยขอย้ายกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ

ที่จริงบ้านของครอบครัวผมก็อยู่แถวลาดพร้าว แต่ด้วยความที่ออฟฟิศตอนนั้นอยู่แถวสุขุมวิท ครั้นจะขับรถมาทำงานก็เบื่อรถติด ผมก็เลยอยากจะซื้อคอนโดที่สร้างเสร็จแล้วพร้อมอยู่ได้เลย จนมาเจอคอนโดแห่งนี้ ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าผมจะอยู่เมืองไทยนานแค่ไหนด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่ทำไปทำมา ผมก็เปิดบริษัททำธุรกิจของตัวเองและอยู่เมืองไทยยาวเลยครับ”

แจ็คบอกว่า สไตล์การตกแต่คอนโดของเขาจะเน้นความเป็นโมเดิร์น โดยใช้โทนสีที่เรียบง่าย ดูทันสมัย อย่าง เทา ขาว ดำ และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่ดูแมนๆ หน่อย

“คอนเซ็ปต์ในการตกแต่งห้องของผมก็คือ อยากให้ห้องนี้มีกรอบรูปเยอะๆ โดยเน้นรูปโทนขาว-ดำ ที่สำคัญรูปที่นำมาประดับห้องนี้ ยังเป็นรูปที่ผมถ่ายเองทั้งหมดด้วยครับ เป็นภาพจากเมืองในประเทศแถบยุโรป เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ คือช่วงนั้นผมได้เดินทางไปท่องเที่ยวพอดี ก็เลยตั้งใจนำภาพถ่ายเหล่านี้มาอัดเป็นภาพขาว-ดำแล้วใส่กรอบติดผนังไว้เพื่อเป็นความทรงจำของตัวเอง ซึ่งรูปถ่ายทั้งหมดนี้บังเอิญเข้ากันได้ดีกับมู้ดแอนด์โทนของห้อง ที่เน้นสีเทา ขาว ดำ ด้วย เลยออกมาลงตัวพอดีครับ

เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่เลือกมาใช้ผมก็จะเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปแบบเรียบง่ายโทนสีล้อกันไปกับคอนเซ็ปต์ในการตกแต่ง ผ้าปูที่นอน หมอนอิง โต๊ะ เก้าอี้ ก็พยายามเลือกให้แมตช์กับอารมณ์ของห้องให้มากที่สุด”

แจ็คบอกว่า ถ้าพูดถึงมุมโปรดในคอนโดนี้ เขาชอบมุมอเนกประสงค์ตรงห้องครัวมากที่สุด เพราะจะมีโต๊ะและเก้าอี้เล็กๆ สำหรับให้นั่งพัก นั่งกินข้าว หรือนั่งทำงานก็ได้เช่นกัน

“การตกแต่งมุมอเนกประสงค์นี้ ผมจะใช้โคมไฟสไตล์โมเดิร์นห้อยลงมาเพื่อช่วยในการพักสายตา บนผนังประดับด้วยดอกไม้ที่ทำจากทองเหลืองให้มันดูไม่เรียบและเป็นมุมที่โดดเด่นแตกต่างขึ้นมา เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องสตูดิโอมาตั้งแต่แรก ถ้าไม่กั้นกระจก หรือทำมุมนั่งเล่น หรือมุมอเนกประสงค์ให้ดูแตกต่าง มันก็จะดูไม่มีสัดส่วนและดูเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยมีมิติสักเท่าไร

ส่วนมุมโปรดอีกมุมหนึ่งที่ผมชอบก็คือ มุมห้องนั่งเล่นบริเวณโซฟา เพราะเวลามานั่งแล้วจะรู้สึกว่าตรงนี้เป็นมุมที่สวยอีกมุมหนึ่งทีเดียว แล้วการได้มองดูรูปถ่ายที่เราถ่ายเองบนผนัง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึงเรื่องราวย้อนไปตามภาพเหล่านี้”

แจ็คทิ้งท้ายว่า ที่เขาตัดสินใจเลือกที่พักอาศัยสไตล์คอนโดนี้ เพราะมันช่วยตอบโจทย์ในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันของเขาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่เขาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเลยล่ะ ซึ่งข้อดีของคอนโดนี้ก็คือ อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ที่ทำงาน และเดินทางสะดวกนั่นเอง

“ผมว่าอารมณ์ของการอยู่อาศัยในคอนโดไม่จำเป็นต้องเหมือนบ้าน แต่การอยู่คอนโดจะต้องสะดวกสบาย และทำให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเดินทาง ดังนั้นการเลือกคอนโดกลางเมืองจึงสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผมได้ดีและลงตัวที่สุดแล้วละครับ”

เคล็ดลับสุขภาพดีวัยเก๋าเมืองหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564931

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

เคล็ดลับสุขภาพดีวัยเก๋าเมืองหนาว

เรื่อง กาญจนา ภาพ อีพีเอ, เอเอฟพี

คนเมืองร้อนอาจสงสัยว่าการว่ายน้ำแข็งคืออะไร แต่สำหรับคนรัสเซียและคนฟินแลนด์ที่อาศัยอยู่กับน้ำแข็งมาตลอดนั้น ต่างเคยชินกับการว่ายน้ำกลางแผ่นน้ำแข็งและอุณหภูมิติดลบ

บ่อแช่ตัวน้ำแข็งที่เปิดเป็นบ่อสาธารณะกลายเป็นแหล่งพบปะสนทนาระหว่างกัน นอกจากนั้นการแช่น้ำแข็งยังดีต่อสุขภาพดังคำบอกเล่าจาก Jitka Tauferova คุณยายชาวเช็กวัย 76 ปี ที่อยู่ในชมรมว่ายน้ำแข็ง กล่าวว่า เธอว่ายน้ำกลางน้ำแข็งมานาน 25 ปี หลังจากนั้นก็ไม่เคยป่วย อาการปวดหลังหายไป และเลือดลมเดินดีขึ้น

โดยทั่วไปแล้วการว่ายน้ำในอุณหภูมิปกติเป็นวิธีการออกกำลังกายทุกส่วน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงวัยและผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ แต่สำหรับการว่ายในน้ำที่เย็นยะเยือกจะให้ผลลัพธ์ที่มากกว่า อย่างชายรายหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ประเทศอังกฤษ (BMJ) ระบุว่า ชายผู้นั้นเคยหมดหวังกับอาการปวดของเส้นประสาทเรื้อรัง แต่เมื่อเขาได้ลงไปว่ายน้ำในอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เพียงไม่กี่นาทีก็ปรากฏว่าความเจ็บปวดนั้นหายไปเป็นปลิดทิ้งและไม่กลับมาเป็นอีกเลย

“เมื่อผมขึ้นมาจากน้ำ ผมรู้เลยว่าอาการปวดที่เรื้อรังมานานจะไม่กลับมาอีก” เขากล่าว

นอกจากนี้ การศึกษาในปี 2008 ยังพบว่าการอาบน้ำเย็นจะช่วยขจัดอาการซึมเศร้า เพราะมีความเป็นไปได้ว่าน้ำเย็นจะเพิ่มระดับการควบคุมอารมณ์และกระตุ้นให้สารเคมีลดความเจ็บปวดปล่อยออกมา จึงช่วยลดความเจ็บปวดในร่างกาย รวมถึงการศึกษาในปี 2011 พบว่า นักฟุตบอลที่แช่ตัวในน้ำเย็นเป็นเวลา 5 นาทีหลังจบเกม ทำให้นักฟุตบอลรู้สึกเหนื่อยล้าน้อยลง และทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นในวันถัดมา เมื่อเทียบกับนักฟุตบอลที่ไม่ได้แช่ตัวในน้ำเย็น

อย่างไรก็ตาม การว่ายในน้ำเย็นก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เนื่องจากน้ำเย็นจัดจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกเครียด ดร.ฟิลลิป กรีน แพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลนิวยอร์กเพล็ปส์ไบทีเรียน กล่าวว่า สำหรับคนสุขภาพดี การแช่ในน้ำเย็นไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพมากนัก แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ การแช่ในน้ำเย็นอาจเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจได้

ด้าน โรเบิร์ต โคกเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและนักสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยอลาสกาแฟร์แบงก์ กล่าวว่า แม้ว่าจะสุขภาพดี การแช่ในน้ำเย็นสุดขีดก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยแช่มาก่อน เมื่อตกลงไปในน้ำที่เย็นจัดสิ่งแรกที่คนจะทำให้คือหายใจเข้าและออกทางปากลึก ยาว และเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดการวิงเวียนศีรษะและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น

นอกจากนี้ น้ำเย็นจัดยังทำให้เกิดภาวะตัวเย็นหรือภาวะร่างกายมีอุณหภูมิต่ำลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดขึ้นได้หลังจากแช่น้ำเย็น 15-30 นาที ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้นักว่ายน้ำแข็งต้องจำกัดเวลาในน้ำเพื่อความปลอดภัย

แม้ว่าจะมีความเสี่ยงแต่ก็ยังมีคนสูงวัยหลงใหลอย่าง Ram Barkai นักกีฬาว่ายน้ำชาวแอฟริกาใต้และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมการว่ายน้ำแข็งนานาชาติ วัย 60 ปี กล่าวว่า เมื่อคุณว่ายอยู่ในน้ำแข็งแต่มันทำให้รู้สึกเหมือนกระโดดเข้ากองไฟมันสวยงามแต่น่ากลัว และมันก็ทำให้อ่อนแรงได้ทุกเมื่อ แต่ก็ทำให้กระปรี้กระเปร่าได้เช่นเดียวกัน

สำหรับคนเขตเส้นศูนย์สูตรการได้แช่น้ำร้อนอย่างออนเซ็นอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้ามีโอกาสไปประเทศเยือกแข็งเมื่อไรอาจค้นพบความผ่อนคลายใหม่ในแบบฉบับของคนเมืองหนาว

อยากฟิตตอนแก่ แค่เริ่มเล่นกีฬา

ผลการศึกษาในสหรัฐเผย คนที่เล่นกีฬามีความเป็นไปได้ที่จะมีสุขภาพแข็งแรงและฟิตแม้ว่าจะอายุแค่ไหนก็ตาม แดเนียล อัจจิโอ นักเรียนแพทย์ระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ชายจำนวนกว่า 3,500 คน ซึ่งเก็บรวบรวมมานานกว่า 20 ปี พบว่าผู้ชายที่มีชีวิตแอ็กทีฟในวัย 40 และ 50 ปีมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตอย่างแอ็กทีฟต่อไปอีก 10 ปี

มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า กว่าร้อยละ 50 ของชายวัยกลางคนเลือกเล่นกีฬา และเมื่อพวกเขาเกษียณไปแล้วจะใช้เวลาเล่นกีฬาน้อยลง แต่กิจกรรมหนึ่งที่มากขึ้นคือการเดิน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 เป็นร้อยละ 62 ในช่วงระหว่างการเก็บข้อมูล

สำหรับเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังเล่นกีฬาแม้ว่าจะอายุมากขึ้น คำตอบนั้นง่ายมากคือ กีฬาทำให้พวกเขามีความสุข ส่วนเรื่องสุขภาพกลายเป็นผลพลอยได้ไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากีฬาที่คุณชื่นชอบแล้วเริ่มเล่นตั้งแต่วันนี้ มันจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ฟิตและเฟิร์มแม้จะเกษียณแล้วก็ตาม

ตกสะเก็ดเคล็ดลับลงทุน โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564928

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 17:30 น.

ตกสะเก็ดเคล็ดลับลงทุน โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

และแล้ววันนี้ก็มาถึง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คือวันที่ 30 ก.ย.ของทุกปี เมื่อข้าราชการทุกคนทั่วประเทศที่อายุครบ 60 ปีจะครบวาระเกษียณอายุ ขณะเดียวกันก็เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเข้าลงทุนในแอลทีเอฟ (LTF) และอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ประจำปี เพื่อสิทธิโอกาสทางภาษีของผู้มีเงินได้

คำถามที่หลายคนถามก็คือ เราควรซื้อ LTF หรือ RMF ในเวลาไหนและจำนวนเท่าไรถึงจะพอดีและพอเหมาะเพราะจังหวะการลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโค้งสุดท้ายประจำปีหากยังเป็นโค้งสุดท้ายที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้เกษียณอายุทุกๆ คน แถมปีนี้ก็เป็นปีที่การลงทุนผันผวนอย่างมากด้วย

1.การลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF หากไม่วางแผนให้ดี ก็มีสิทธิเสียโอกาสทางภาษี แถมยังอาจขาดทุนจากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะเวลาได้ด้วยเช่นกัน

2.การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แม้จะติดตามสถิติการลงทุนว่า ควรนำเงินไปลงทุนในช่วงไหนถึงจะลงทุนได้ในราคาหน่วยลงทุนที่ถูกที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วหากไปย้อนดูสถิติย้อนหลังของราคาหุ้นและกองทุนรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

3.ไม่มีใครคาดเดาอนาคต หรือไม่มีใครที่กะเก็งราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนได้ถูกต้องเสมอไป บางปีซื้อต้นปีถูกกว่า บางปีซื้อปลายปีถูกกว่า หรือบางปีราคาต่ำที่สุดก็อยู่ตรงกลางปีได้เหมือนกัน

4.สำหรับปีนี้ถ้ายังมีเงินลงทุนเหลืออยู่ ก็อาจรอจังหวะตลาด ทยอยแบ่งการลงทุนออกเป็นช่วงๆ สำหรับสามเดือนที่เหลือ โดยแบ่งเงินลงทุนเท่าๆ กันในแต่ละเดือนก็ได้หรือบางคนใช้วิธีแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 40% อาจใช้ซื้อลงทุนในช่วงตลาดปรับตัวขึ้นลงผันผวน และส่วนที่เหลือ 60% อาจรอไว้เพื่อจับจังหวะลงทุนในปลายปีอีกทีก็ได้

5.ก่อนลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF ต้องคำนวณรายได้ในเบื้องต้นก่อน เพื่อจะได้ทราบว่า เมื่อมีการหักค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนภาษีพื้นฐานแล้ว จะเหลือเงินได้สุทธิที่ใช้ในการคำนวณภาษีเท่าไร จากนั้นจึงคำนวณดูว่าจะจัดสรรเงินจำนวนเท่าไรไปใช้ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการยังมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ต้องนำมาร่วมคำนวณด้วย

6.ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมใดๆ อย่าลืมคำนวณรายได้ทั้งปีและสิทธิในการลงทุนของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ตามปกติแล้วเราสามารถซื้อกองทุนรวม LTF และ RMF ได้อย่างละไม่เกิน 15% ของรายได้แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท ที่สำคัญอย่าซื้อเกินสิทธิ เพราะจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แถมยังต้องจ่ายภาษีในส่วนกำไรของจำนวนที่เกินอีกด้วย

7.รู้จักตัวเองก่อนลงทุนในกองทุนรวม เมื่อเราวางแผนจะสะสมหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF ในระยะยาวเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมทำให้ความมั่งคั่งของเราเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ขอแค่เลือกกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนดีอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ นั่นหมายถึงการรู้จักตัวเองให้ดีพอ ก่อนที่จะโยนเงินลงทุนที่ได้สะสมมาอย่างเหนื่อยยากเข้ากองทุนรวมใดๆ

สรุปว่า ซื้อกองทุนรวม LTF และ RMF ที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดนั่นเอง อย่าให้ถึงขนาดว่าลงทุนซื้อกองทุนรวมไปแล้ว ไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกเลย ตื่นสะดุ้งนอนสะดุ้ง เนื่องจากไม่ได้ทำความเข้าใจนโยบายหรือกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ ไว้ก่อนแต่ต้น

เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนกว่าๆ สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อสะสมความมั่งคั่งสำหรับชีวิตหลังเกษียณ รวมทั้งรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีนี้ ใครที่ปีนี้ยังไม่ได้ลงทุนเลย หรือยังไม่ค่อยได้เข้าเพราะภาวะการลงทุนที่ผันผวนตลอดทั้งปี ก็ต้องบอกว่ายังพอมีเวลาสำหรับโค้งสุดท้ายนี้…ลุยเลย

‘ไตรกีฬา’ สนามท้าทายผู้บริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564927

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

‘ไตรกีฬา’ สนามท้าทายผู้บริหาร

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

การรวมตัวของนักไตรกีฬา ท้าทายความสามารถ กับการควบสองบทบาทหนักๆ เพื่อดึงศักยภาพดีที่สุดได้ทั้งสองหน้าที่ สร้างที่สุดความท้าทายในชีวิตธีรธิดา คุวันทรารัย ผู้บริหารกลยุทธ์บุคคลธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย นำทีมผู้เข้าแข่งขันลงสนาม Exclusive Triathlon Training by CIMB Preferred สนามนี้มีนักธุรกิจระดับซีอีโอเข้าร่วมคึกคัก

นักกีฬาสมัครเล่นระดับโหดบ้าพลังก็ต้องมีชื่อ สุทัศน์ วงศ์สุขศิริ Director of Sales and Business Development บริษัท Sports Engineering and Recreation Asia วันนี้ควบงานหลายตำแหน่งที่ทำควบคู่กันไป การคร่ำหวอดในวงการฟิตเนสคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งทีมวิ่ง Beyond

อีกหนึ่งซีอีโอผู้บุกเบิกวงการไตรกีฬา คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา Co-Founder&Director บริษัท Bike Zone ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ ลงรายการสนามโหดๆ และผ่านมาได้สบายๆ กวาดเก็บสถิติมาแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผู้บริหารนักไตรกีฬาหญิง

เริ่มที่เลดี้เฟิสต์นักไตรกีฬาหญิง ฝึกความพร้อมทั้งการว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน และการวิ่ง “น้อยหน่า” ธีรธิดา ผู้บริหารธนาคารซีไอเอ็มบี รีบออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่นักกีฬาเก่งกาจ โดยยกตัวอย่างสนามนี้ลงในระยะสแตนดาร์ด หรือระยะโอลิมปิก ว่าย 1.5 กม. ปั่น 40 กม. และวิ่ง10 กม. ลงสนามเก็บความแกร่งได้ 2 ปีแล้วพยายามฝึกฝนร่างกายให้ได้ทรหดในทุกๆ สนาม

“กีฬาทั้ง 3 ประเภทบอกเลยค่ะฝีมือธรรมดา ไตรกีฬาคือการแข่งขันกีฬา 3 ประเภทต่อเนื่องกัน คือ ว่ายน้ำ จักรยาน วิ่ง ดิฉันชอบวิ่งอยู่แล้ว พอน้องที่ทำงานมาชวน ก็ลองฝึกฝน เราไม่ใช่คนแข็งแรงมากนะคะ ด้วยอายุ 44 ปี เป็นเวิร์กกิ้งมัมคุณแม่ลูกสองแล้วด้วยหน้าที่การงาน ก็ไม่มีเวลาลงสนามที่ต้องตระเวนเดินทางไปแข่งขัน ความแกร่งของร่างกายเน้นการฝึกฝนล้วนๆ ค่ะ

นักไตรกีฬาต้องฝึกซ้อม 4 อย่างค่ะ คือ ว่ายน้ำ ปั่น วิ่ง และสร้างพื้นฐานฝึกกล้ามเนื้อ หรือ Core Body โดยฝึกทั้งหมด 4 วัน/อาทิตย์ ฝึกอย่างหนักค่ะ เพื่อลงสนามที่ท้าทายขีดจำกัดของร่างกาย

หน้าที่การงานของเราก็หนักด้วยค่ะ เรียกว่าแทบต้องกินข้าวที่โต๊ะทำงานทุกวัน ความท้าทายของการลงไตรกีฬา จึงไม่แค่พิสูจน์ความแกร่งของร่างกาย แต่วินัยคืออีกเรื่องท้าทายไม่แพ้กันเลยค่ะ ว่าเราจะสามารถทำได้สม่ำเสมอทุกๆ วันหรือไม่ ตื่นตี 5 ทุกวันให้ได้ ฝึกซ้อมวิ่งไปก่อน 1 รอบกลับมาทำงาน ตกเย็นไปรับลูกสองคนที่โรงเรียน ถ้าเวลายังเหลือก็อาจได้ออกไปวิ่งว่ายน้ำ เข้าฟิตเนส พยายามทำให้ครบได้อีก 1 รอบ ก็ถือว่าวันนั้นเราทำสำเร็จทุกเป้าหมายค่ะ”

ผู้บริหารหญิงแกร่งบอกพร้อมรอยยิ้ม บุคลิกใจเย็นๆ ธีรธิดา กล่าวว่า เวลาถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง ที่ต้องบริหารให้ได้ครบทุกหน้าที่ ทั้งงาน ทั้งครอบครัว และกีฬาที่หลงใหล

“ผู้หญิงลงสนามน้อยค่ะ แต่จริงๆ ร่างกายไปได้ไกลกว่าที่เราคิดนะคะ พอดูระยะทาง มีคำว่าทรหด หลายๆ คนก็อาจกลัวว่าเล่นต่อเนื่องระยะร่วม 100 กม. ใครจะทำได้ ไม่ว่าว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน ทุกอย่างไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ (ยืนยันพร้อมรอยยิ้มสบายๆ) เราอาจแข็งแรงน้อยกว่านักกีฬาผู้ชาย แต่เรื่องวินัยใครๆ ก็ทำได้ไม่แพ้กัน ช่วงการซ้อมที่ยากที่สุดคือช่วงแรกสุด เป็นช่วงปรับพื้นฐานร่างกาย

เป้าหมายการลงไตรกีฬา เรื่องหลักเพื่อสร้างบาลานซ์ให้ชีวิต ส่วนเส้นชัยเป็นความท้าทายเป็นเรื่องรองค่ะ จุดเริ่มต้นดิฉันเริ่มฝึกซ้อมหนักๆ ไว้ก่อนตามที่โค้ชสอน ทำให้ได้เป้าก่อนเพราะถ้าทำไม่ได้ ลงสนามแข่งจะเละมาก เสียความมั่นใจอาจไปไม่ถึงเส้นชัย ซึ่งการเก็บรายการต่างๆ ไปได้เรื่อยเราจะเกิดความสุขที่ทำได้ ลดความเครียดจากการทำงานได้ด้วยนะคะ

ดิฉันทำงานด้านการเงิน การออกกำลังกายได้เล่นกีฬา คือ การลงทุนเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่งได้อย่างคุ้มค่าที่สุดนะคะ สรีระร่างกายดิฉันอาจนับว่าเป็นพรสวรรค์ คือ ขายาว วิ่งมาตั้งแต่เด็กๆ ปอดใหญ่ ก็ทำได้ดี และยิ่งฝึกก็ยิ่งรู้สึกถึงความแข็งแรง

เป้าหมายก็ต้องก้าวหน้าเรื่อยๆ สนามต่อไป ไตรกีฬาชาเลนจ์ กาญจนบุรี (Challenge Kanchanaburi Thailand) คือ การพิสูจน์ความแข็งแกร่งบนเส้นทางการแข่งขันสุดท้าทายขึ้นค่ะ ว่ายน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การปั่นจักรยานบนเส้นทางสุดโหด ทางโค้งและทางขึ้นลงเขาแต่ไม่กลัวค่ะ ผู้หญิงเรามีความอึด อดทน ไม่แพ้ผู้ชายเลยค่ะ”

การฝึกฝนอย่างหนักต่อไป ธีรธิดา บอกทิ้งท้าย คนเล่นกีฬาสายนี้ คือเตรียมก้าวไปสู่ระดับคนเหล็กระดับอัลตร้า ว่ายน้ำ 3.8 กม. ปั่น 180 กม. และวิ่ง 42.2 กม. คือที่สุดของสนามสำหรับผู้บริหารหญิงที่ตั้งไว้เช่นกัน

ผู้บริหารไลฟ์สไตล์ “เก็ทฟิต”

สนาม Ironman 70.3 Asia-Pacific Championship ประเทศเวียดนาม ระยะฮาล์ฟโดยรายการไอร์เอินแมน กำหนดระยะทางว่ายน้ำที่ 1.9 กม. ปั่นจักรยาน 90 กม. และ วิ่ง 21 กม. “ไตร” คงพันธุ์ คนที่มีชื่อเสียงเรียงนามโด่งดังในหมู่นักวิ่งบอกว่าเพิ่งไปลงสนามนี้ โดยไปกับ สุทัศน์ ผู้บริหารสายโหด บ้าพลัง ซึ่งบอกพลางหัวเราะ “ประสบความสำเร็จในการทำเวลาได้นาน” เพราะก่อนนั้นบาดเจ็บจากเอ็นข้อเท้าฉีก จากการเล่นกีฬาปีนกำแพง รายการล่าสุด จึงเป็นการท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกายอีกครั้ง

วางแผนก้าวสู่รายการต่อไป สนามแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ถือเป็นสนามไตรกีฬาในฝันของนักแข่งขันกีฬานี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านจักรยาน และเจ้าของบริษัท ไบค์โซน คงพันธุ์ ผู้บริหารหนุ่มแกร่งในวัย 46 ปี บอกว่าความท้าทายตัวเองในการแข่งแต่ละครั้ง คือต้องขยับเป้าหมายตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไตรกีฬาคือการแข่งขันกับตัวเอง Individual Sport ของแท้ ได้สร้างสมาธิอยู่กับตัวเอง เสน่ห์ของไตรกีฬาคือท้าทายความทรหดของร่างกาย

“ไอร์เอินแมน คือการบริหารพลัง ทำเรื่องซ้ำๆ เหมือนที่เราซ้อมมาร้อยครั้งพันครั้ง เราซ้อมมาอย่างไรก็ได้อย่างนั้นเลยครับ ไอร์เอินแมนเป็นการแข่งขันที่ถือว่ายากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกกีฬา ทุกประเภททุกอย่างต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยมีเวลาให้เพียง 17 ชั่วโมง สำหรับระยะสูงสุดการแข่งขันประกอบด้วย ว่ายน้ำ 3.86 กม. ปั่นจักรยาน 180.25 กม. และวิ่ง 42.2 กม.

สนามที่ดานังเป็นอีกสนามที่โหดมากครับ อากาศร้อนจนร่างกายผมเกือบฮีตสโตรก เข้าเส้นชัยปุ๊บ ต้องฉีดเกลือแร่ฉีดน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด แต่สิ่งที่เราได้กลับมานอกจากการได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว คือสมาธิ ก้าวแต่ละก้าวต้องไม่ว่อกแว่ก ถ้าว่อกแว่กเมื่อใด ร่างกายจะสั่นตัวโอนเอนไหวไปทั้งตัว สมาธิให้ความอดทนและไปถึงเส้นชัยได้

กีฬาทั้ง 3 ประเภท ผมฝึกทำได้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ สมัยผมเรียนประจำในโรงเรียนที่ประเทศอังกฤษ ผมเป็นพวกสายกีฬาบ้าการแข่งขัน ตั้งแต่รักบี้ ฟุตบอล ว่ายน้ำเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มชอบปั่นจักรยาน แล้วพอเริ่มงานในเมืองไทย ผมทำงานฝ่ายอาร์ตไดเรกเตอร์ในบริษัทโฆษณา วิธีเอาตัวเองออกจากความเคร่งเครียดเรื่องการงาน คือออกไปปั่นจักรยานในต่างจังหวัดทุกๆ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จึงเป็นเรื่องที่เราสามารถลงเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ไม่ยาก

คนมองว่าเป็นกีฬาคนเหล็ก เป็นสนามการแข่งขันยากที่สุดในโลก แต่ไม่ยากถ้าเราฝึกซ้อมให้ร่างกายแข็งแกร่ง ใครๆ ก็ทำได้ ทุกอย่างมีเทคนิคที่ฝึกกันได้

อายุไม่ใช่อุปสรรคสำหรับกีฬาชนิดนี้ คุณปู่อายุ 80 กว่าปี เริ่มเล่นกีฬาตอนอายุ 60 กว่าปี เข้าเส้นชัยตามผมมาติดๆ สนามไตรกีฬาระดับเวิลด์แชมป์เปี้ยนชิป ที่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐ จะต้องมีเวลาฝึกซ้อมอาทิตย์ละ 10-15 ชั่วโมงเลยครับ จึงจะเพียงพอ แต่ด้วยการงาน และครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบก็มีมาก ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาแค่สนุกดีกว่าครับ”

คงพันธุ์ บอกคอนเฟิร์ม ซึ่งเป็นเรื่องที่สุทัศน์ เพื่อนร่วมสนามคนเหล็กสำทับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ความอดทนเป็นสิ่งที่ทุกคนมี เพียงแต่อาจยังไม่ได้นำออกมาใช้

“ตอนเริ่มฝึกวิ่งใหม่ๆ วัย 30 กว่าปีก็กลายเป็นว่าเพื่อนสมัยเด็กๆ ขี้โรคมาก วิ่ง 10 กม.ได้ 40 นาทีกว่า แล้วช่วงซ้อมในสวนสาธารณะก็มีอาม่าวิ่งผ่านหน้าแซงเราไป ตอนนี้ผมอายุ 40 ปี ก็ยังมีอาม่าวิ่งแซงนะครับ (หัวเราะ)

ผมใช้ Mindset ความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ไอร์เอินแมนสนามแรก ผมใช้วิธีในการลงสนามคือฝึกซ้อม 30% ออกแนวลูกบ้า (หัวเราะ) ให้เหลืออีก 70% ซึ่งผมเชื่อว่าต้องไปได้จบถึงเส้นชัย นักกีฬาสายไตรต้องบริหารเวลาให้ได้ครับ การจัดฝึกซ้อมให้ได้ตามเป้าหมาย สำหรับผมคือ 5 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ นับว่ายากแล้วทั้งงานทั้งครอบครัวที่ต้องดูแล ควรทำให้ได้

สไตล์การเลือกลงรายการของผม คือชอบสรรหาอะไรแปลกๆ สนามที่ไม่เคยลงแข่งมาก่อน สนามต่อไปคือการแข่งขันโอเชียนแมน การแข่งว่ายน้ำในทะเลเปิด จ.กระบี่ ระยะทาง 10 กม. ว่ายออกไป 5 กม. ว่ายกลับมาอีก 5 กม. ทะเลเวิ้งว้างไม่รู้จุดหมาย คือ ความท้าท้ายของกีฬาสนามนี้

ผมกับพี่ไตร ร่วมกับตั้งกลุ่มบางกอกเก็ทฟิต ให้คำปรึกษาเรื่องการทำแคมป์ไตรกีฬามีจุดมุ่งหมายสร้างแรงบันดาลใจ และสุขภาพแข็งแรงด้วยกีฬาหลายๆ ประเภท

คนยุคนี้นิยมเล่นกีฬาเพื่อเป็นสัญลักษณ์สร้างความมั่นใจ สร้างความสำเร็จ การลงสนามว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง โดยใช้ร่างกายฝ่าฝันความทรหด สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ร่างกายแข็งแกร่งนะครับ สิ่งที่ได้กลับมาคือความรู้สึกที่สื่อว่า ถ้าคุณผ่านสนามโหดๆ แบบนี้ได้ ก็จะทำอะไรยากๆ ในชีวิตมากกว่านี้ก็ย่อมได้นะครับ

การสร้างสรรค์แคมป์กีฬาโหดๆ จึงไม่ใช่ผลลัพธ์เพียงความสนุก ความมัน แต่ได้ผลไปถึงวิธีคิด ผมกับพี่ไตรร่วมธุรกิจนี้ คิดว่าเป็นการสร้างสังคมคนรักกีฬาได้กลุ่มใหญ่แล้ว ก็จะได้ผลิตคนที่ร่างกายแกร่ง และสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตได้อีกด้วยครับ”

สุทัศน์ กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายที่เป็นไปได้ กีฬาที่นำมาซึ่งศักยภาพที่มากขึ้นและยิ่งกว่านั้นคือความสุขในการใช้ชีวิตที่ได้จากกีฬาโหดหินชนิดนี้

ทัวร์สีเขียวที่ “สโลวีเนีย” จากไอเดียสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564885

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 21:46 น.

ทัวร์สีเขียวที่ "สโลวีเนีย" จากไอเดียสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ที่สร้างการท่องเที่ยวประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สโลวีเนียเป็นประเทศเล็กๆ ที่สวยงามอยู่ระหว่างเทือกเขาแอลป์ที่มียอดหิมะปกคลุม กับทะเลเอเดรียติกสีครามและอบอุ่น จึงมีภูมิประเทศที่หลากหลาย ยังไม่นับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม สโลวีเนียจึงสวยงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย เป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนอยากจะมาเยือนสักครั้งในชีวิต

ในบรรดาอดีตรัฐยูโกสลาเวีย ประเทศสโลวีเนียถือว่าโชคดีกว่าเพื่อน เพราะหลังจากยูโกสลาเวียแตกสลายกลายเป็นประเทศต่างๆ สโลวีเนียไม่ต้องเผชิญกับช่วงสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน มีเพียง “สงคราม 10 วัน” เพื่อแยกตัวออกมา จากนั้นก็สามารถตั้งประเทศได้อย่างเรียบร้อย คงเพราะสภาพบ้านเมืองที่สงบสุข ทำให้คนในประเทศนี้คิดอะไรที่ก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้าน

หลายคนคงไม่ทราบว่า สโลวีเนียได้รับฉายาว่าประเทศที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด โดยการท่องเที่ยวสโลวีเนียได้วางแนวทางเพื่อการท่องเที่ยวสีเขียวมาตั้งแต่ปี 2009 เพื่อทำให้ประเทศมีความยั่งยืน ซึ่งค่อนข้างตรงกันข้ามกับหลายๆ ประเทศที่ขูดรีดทรัพยากรตัวเอง เพื่อเก็บเกี่ยวเงินจากนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด และแยแสกับคำว่า “ความยั่งยืน” น้อยที่สุด

ทางการสโลวีเนียผุดไอเดียสุดเจ๋งออกมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า แนวทางการท่องเที่ยวสีเขียวในสโลวีเนีย หรือ GSST ภายใต้แบรนด์ Slovenia Green เพื่อกำหนดมาตรฐานการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะมอบป้ายประกาศระดับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับภาคท้องถิ่นและภาคธุรกิจ

เช่น กรุงลูบลิยานา เมืองหลวง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้รับป้ายประกาศระดับโกลด์ (ที่ 1) เช่นเดียวกับเมืองโปเชอร์เตรเตก และเมืองเบล็ด ส่วนเมืองที่ได้ป้ายรับรองระดับซิลเวอร์ (ที่ 2) เช่น เมืองคัมนิก เมืองอิดรียา เมืองโนวาโกริกา เป็นต้น ส่วนเมืองที่ได้ป้ายรับรองระดับบรอนซ์ (ที่ 3) เช่น เมืองเชเลีย เมืองลิทียา เมืองลาสโก เป็นต้น

ระดับโกลด์ ซิลเวอร์ และบรอนซ์ เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่า หากจัดการดีก็ย่อมมีคนไปเยี่ยมเยือนมาก เพราะนี่คือจุดขายหลักอย่างหนึ่งของประเทศไปแล้ว

นอกจากหน่วยงานบริหารระดับเมืองแล้ว แม้แต่หน่วยงานบริหารอุทยานแห่งชาติ ยังต้องผ่านการประเมินด้วยว่า “เขียว” พอหรือไม่ เพราะอุทยานแห่งชาติคือระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของชาติ แต่ขณะเดียวกันยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย โจทย์ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการอนุรักษ์อย่างกลมกลืน

ไม่เฉพาะแค่ภาครัฐเท่านั้นที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และเข้าร่วมกับโครงการ Slovenia Green อย่างแข็งขัน เช่น มีการระบุชื่อโรงแรมที่่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง เช่น Hotel Thermana Park Laško โรงแรมกึ่งสปาเพื่อสุขภาพ หรือจะเป็น Camp Koren Kobarid ซึ่งเป็นบริการที่ตั้งแคมป์ที่เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม และยังพยายามให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากท้องถิ่นภายใต้มาตรฐานสีเขียว และ Farm Stay Urška ให้บริการที่พักในฟาร์มและอาหารที่ผลิตจากฟาร์มออร์แกนิค รวมถึงบริการด้านสุขภาพที่ครบครัน

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจสีเขียวของที่นี่ไม่ได้เน้นแค่รักษาสิ่งรอบๆ ตัวเท่านั้น แต่ยังเอาใจใส่ต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย เพราะมนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และภาวะรอบตัวที่สดชื่นอาจช่วยปรับทัศนะของมนุษย์ให้ตระหนักว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

ในส่วนของบริการนำเที่ยว หรือเอเยนต์ทัวร์ ก็ใช้หลักการเดียวกัน เช่น Visit Good Place บริการพาเที่ยวด้วยจักรยานด้วยเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่ทางหลวง หรือถนนที่ลาดยางอย่างดี แต่เป็นเส้นทางที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ระหว่างทางนักท่องเที่ยวยังสามารถอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือ Responsible Trade ซึ่งเน้นความพอเพียง ไม่ล้างผลาญแต่สร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่

ยานา อาปิห์ กรรมการผู้จัดการของเอเยนต์ทัวร์รายนี้ ให้สัมภาษณ์กับ Sustainability Leaders Project ว่า ก่อนที่จะตั้งบริษัทขึ้นมาเธอได้ลองสำรวจดูธุรกิจทัวร์ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงคิดว่าควรที่จะผลักดันความเปลี่ยนแปลง และยังตระหนักว่าการท่องเที่ยวของสโลวีเนียในเวลานั้นไม่มีจุดเด่นที่แน่ชัด เธอจึงตัดสินใจที่จะตั้งบริษัทขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากกระทรวงการท่องเที่ยวและคณะกรรมการการท่องเที่ยว เพราะหน่วยงานภาครัฐทั้งสองแห่งตระหนักว่า การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนคือแนวทางการพัฒนาของสโลวีเนีย

นี่เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งสำหรับการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ การสร้างแนวทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การปล่อยให้เกิดการทำลายมรดกทางธรรมชาติอย่างหนัก จนต้องปิดซ่อมให้ธรรมชาติฟื้นตัวเหมือนบางประเทศ

ที่มา www.m2fnews.com

ชัญญา ภากรพัฒน์ ความสุขจากเรือนเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564833

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

ชัญญา ภากรพัฒน์ ความสุขจากเรือนเวลา

เรื่อง ภาดนุ  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ได้เจอกับ ชัญญา ภากรพัฒน์ หรือ ชัญญ่า ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถของสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ก็ทำให้ทราบว่าเธอเป็นตัวแม่ของการเก็บสะสมนาฬิกาหรูแบรนด์ดังๆ อีกหนึ่งคน การเริ่มต้นสะสมเรือนเวลาที่แต่ละรุ่นแสนจะมีราคานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ไปฟังจากปากสาวเก่งคนนี้กันเลย

“ตอนนี้งานของดิฉันคือ เป็นผู้ประกาศข่าวทางช่อง 8 โดยอ่านข่าวในรายการ ‘คุยข่าวเย็นช่อง 8’ ซึ่งออกอากาศ ทุกจันทร์-ศุกร์ 15.40-18.45 น. และเสาร์-อาทิตย์ 15.40-17.50 น. ปัจจุบันดิฉันทำงานที่ช่อง 8

มาได้ 5 ปีแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นผู้ประกาศข่าวทางช่องอื่นๆ มาก่อนด้วย นอกจากนี้ดิฉันยังทำธุรกิจของตัวเอง โดยขายผลิตภัณฑ์เซรั่มลาเฟลอเดลีสและสบู่บลูอีกด้วย คือขายทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้าให้พูดถึงการเก็บสะสมนาฬิกา ก็มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ดิฉันเป็นเด็กๆ เลยละจำได้ว่าตอนเด็กเราชอบใส่นาฬิกามาก ซึ่งถ้าเป็นเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ เขาก็จะไม่ค่อยสนใจนาฬิกากันสักเท่าไร พอเรียนมัธยมดิฉันก็เริ่มเก็บเงินซื้อนาฬิกาแล้ว ตอนนั้นซื้อได้แค่สวอตช์กับเบเนตอง ก็ค่อยๆ ซื้อมาใส่และสะสมมาเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ว่านาฬิกานี่เป็นเครื่องประดับชิ้นที่ชอบที่สุดเลยก็ว่าได้

แรกๆ ดิฉันก็ไม่ได้คิดจะสะสมนาฬิกาหรูแบบจริงจังเหมือนในปัจจุบันนี้หรอก แต่เป็นเพราะเราชอบ เห็นแล้วอยากได้ (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มซื้อจากราคาที่สามารถจ่ายได้ก่อน พอซื้อมาเก็บไว้แล้วเราได้ใช้ แถมโชคดีว่าบางเรือนราคามันขึ้นหรือราคาไม่ได้ตกลงกว่าเดิม เราก็เลยรู้สึกว่าการเก็บนาฬิกาเหล่านี้มันสามารถผันเป็นเงินได้ทุกเมื่อ บางเรือนทำมาน้อย แต่คนต้องการมาก ก็ขายได้ราคาอีกแหละที่สำคัญนาฬิกาเป็นทรัพย์สินที่มีค่าซึ่งสามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ด้วย”

ชัญญ่าเล่าว่า นาฬิกาหรูเรือนแรกที่เธอเริ่มสะสมก็คือ โรเล็กซ์ (Rolex) เนื่องจากแบรนด์นี้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ยังเป็นนาฬิกาที่คนยังนิยมอยู่เสมอ “ตอนนั้นจำได้ว่าดิฉันเรียนอยู่ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ แล้วรู้สึกว่าอยากได้โรเล็กซ์รุ่นนี้มาก ดิฉันก็เก็บเงินโดยสอนพิเศษเด็กนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ นานเป็นปีๆ เลย พอเก็บเงินได้ครบก็รีบไปซื้อโรเล็กซ์เลย รุ่นนี้เป็นสายจูบิลี่ธรรมดา หน้าปัดมีเพชรเป็นนาฬิกาเรือนเล็กของผู้หญิงค่ะ ผ่านมา 20 ปีตอนนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่เลย ถ้าขายตอนนี้ก็ได้กำไรนะ แต่คิดว่าเก็บไว้ดีกว่า เชื่อมั้ยว่ารูปลักษณ์และหน้าตาของโรเล็กซ์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แต่ยังไงคนก็ยังนิยมเสมอ

ต่อมาดิฉันก็เริ่มสะสมนาฬิกาแบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์ (เอพี), บริเกต์, ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ และโชพาร์ เรียกว่าช่วงนั้นสะสมตามแฟนค่ะ แต่กว่าจะมาสะสมนาฬิกาที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างทุกวันนี้ได้ ตอนแรกๆ ก็จะเก็บตามความชอบก่อน มีหลากหลายแบรนด์เชียวละ แต่ปัจจุบันก็เหลือแค่ไม่กี่แบรนด์ซึ่งเก็บสะสมเพราะชอบจริงๆ สำหรับเรือนที่แพงที่สุดก็คือ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ เพิ่งซื้อมาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ตอนนั้นไปเที่ยวกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ พอเห็น Patek Boutique เท่านั้นก็เดินเข้าไปเลยค่ะ รุ่นที่ซื้อมานี้คือ Patek Philippe 5146P ตัวเรือนทำจากแพลตินัมพร้อมสายหนังสีเทา เป็นนาฬิกาที่พอเราใส่ปุ๊บ เข็มนาฬิกามันก็จะเดินเองโดยอัตโนมัติ และปรับวันเดือนปีเองได้ บอกข้างขึ้น-ข้างแรมได้ รุ่นนี้จะมีฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนหน่อย หน้าปัดไม่เป็นรอยง่าย จึงเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมาก ถือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ดิฉันชอบ เก็บไว้แล้วไม่ผิดหวัง เพราะราคามันจะขึ้นเรื่อยๆ แต่เวลาใส่ก็ต้องระมัดระวังนิดนึงค่ะ”

ชัญญ่า บอกว่า อีกเรือนที่เก็บไว้ก็คือ บริเกต์ (Breguet) แบรนด์นี้จะเป็นนาฬิกาที่ดูหรูกว่าปาเต๊ะฯ ขึ้นมาหน่อย ซึ่งรุ่นที่เธอเก็บไว้นี้ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาที่เป็นที่สุดของความเป็นผู้หญิงแล้ว นั่นก็คือ Breguet The Queen of Naples

“รุ่นนี้มีรูปทรงเป็นรูปไข่ ตัวเรือนทำจากทองคำขาวประดับเพชรโดยรอบ สายทำจากผ้าซาติน หน้าปัดเป็นมุก ถือเป็นรุ่นที่ดังที่สุดแล้วของบริเกต์ บริเกต์จะมีรุ่นอื่นๆ ที่หรูหรากว่านี้ด้วย เช่น รุ่นที่สายทำจากมุกก็มีค่ะ แต่ราคาก็จะสูงไปตามความหรูหราของมันด้วย

อีกเรือนที่มีก็คือ โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet หรือ AP) แบรนด์นี้มักจะทำนาฬิกาของผู้ชายซะเป็นส่วนใหญ่ แบรนด์นี้มีสัญลักษณ์ที่คนจำได้ก็คือ รอแยล โอ๊ค (Royal Oak) เอกลักษณ์อีกอย่างของเอพีจะเป็นขอบหมุดที่ตัวหน้าปัดนาฬิกา เห็นแล้วจะรู้เลยว่าเป็นแบรนด์นี้ ที่ดิฉันชอบรุ่นนี้เป็นเพราะว่าตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ หน้าปัดดำ (หน้าปัด 39 มม.เป็นนาฬิกาผู้ชายที่ขนาดเล็กหน่อย) มีฟังก์ชั่นบอกวันเวลา และหน้าปัดจะเห็นเป็นลายตารางนูนๆ ออกมา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเอพีด้วยเช่นกัน”

ชัญญ่าเสริมว่า อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอชอบก็คือ โชพาร์ (Chopard) แบรนด์นี้มีเอกลักษณ์ก็คือ จะมีสองหน้าปัดคือ หน้าปัดบน และหน้าปัดล่าง ซึ่งกระจกกั้นหน้าปัดล่างจะมีลูกเล่นคือเพชรกลิ้งอยู่ในหน้าปัดล่างนั้น เรียกว่าเป็นกิมมิกที่ถูกใจหญิงสาวเป็นที่สุด แล้วกระจกยังสามารถกันน้ำลึกได้ดีเหมือนแบรนด์อื่นๆ ด้วย

“ที่ผ่านมาโชพาร์มักทำนาฬิการะบบควอตซ์ แต่เรือนนี้ถือเป็นรุ่นแรกๆ เลยที่แบรนด์ทำนาฬิการะบบออโตเมติก ออกมา

ส่วนนาฬิกาอื่นๆ ที่สะสมไว้อีก ก็จะเป็นรุ่นที่คนนิยมใส่กันในบ้านเรา เช่น รุ่น Aquanaut ของ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ ที่ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลสายทำจากยาง ตอนที่ซื้อมาช่วงนั้นรุ่นนี้ยังไม่เป็นที่นิยม ดิฉันยังแอบคิดเลยว่า ทำไมเราต้องซื้อนาฬิกาสายยางราคาแพงขนาดนี้ด้วย แต่ปัจจุบันปรากฏว่ามูลค่ามันค่อยๆ เพิ่มขึ้นแถมยังสวมใส่สบาย ไม่ต้องระวังเรื่องเหงื่อหรือเรื่องเปียกน้ำเลยด้วย พูดง่ายๆ ว่า ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ เป็นนาฬิกาแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้สเตนเลสสตีลมีราคาแพงกว่าทองคำนะคะ (ยิ้ม) หรือแม้แต่แบรนด์ Nautilus รุ่น 3800 ที่ดิฉันมีอยู่ ก็จะเป็นนาฬิกาผู้ชายด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นแบบหน้าปัดเล็กหน่อย ซึ่งถือว่าเป็นนาฬิการุ่นยอดนิยมที่ผู้หญิงหลายคนชอบซื้อมาใส่ อีกรุ่นนึงของ Patek คือ Aquanaut Luce

อีกรุ่นที่มีก็คือ Patek Philippe 24 รูปทรงเป็นเหมือนเลสหรือกำไลข้อมือ เรือนนี้เป็นนาฬิกาควอตซ์อีกเรือนหนึ่งที่ดิฉันมี ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีล ดูมันไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไรมากนัก แต่ดิฉันก็รู้สึกชอบอยู่ดีและนาฬิกาอีกเรือนที่อยู่บนข้อมือดิฉันก็คือ Patek Philippe 4936 รุ่นนี้มีเพชรอยู่รอบๆ ตัวเรือน สายทำจากหนัง ปัจจุบันได้เลิกผลิตไปแล้ว เดี๋ยวนี้นักสะสมก็มองหากันอยู่ เรือนนี้น่าจะเก็บไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะถือว่าเป็นนาฬิกาเรือนโปรดอีกเรือนหนึ่งเลยละ”

ชัญญ่าทิ้งท้ายว่า นาฬิกาหรูๆ ทั้งหมดที่เธอสะสมไว้ มีทั้งหมด 30-40 เรือนได้ แต่ทั้งนี้เธอยังไม่เคยคิดมูลค่าโดยรวมทั้งหมดเลยสักที ที่เก็บไว้เพราะมันเป็นความชอบและความหลงใหล แล้วปัจจุบันมันยังได้กลายเป็นการลงทุนไปโดยปริยายอีกด้วย

“คนบางคนเก็บเงิน 10 ล้าน 20 ล้าน แล้วนำไปฝากธนาคารหรือลงทุนอย่างอื่น แต่สำหรับดิฉันแล้วการสะสมนาฬิกาคือ การลงทุนอย่างหนึ่ง เนื่องจากเราชอบนาฬิกา ได้ใส่ ได้ใช้ ได้หยิบจับมาดูก็มีความสุขแล้วค่ะ เรือนไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือไม่ค่อยโปรดก็อาจจะมีการขายต่อไปบ้าง บางทีอยากได้เรือนใหม่ที่ราคาแพงกว่าแต่เงินไม่พอ ก็จะขายเรือนที่ไม่ค่อยได้ใช้เพื่อนำเงินไปสมทบซื้อเรือนใหม่บ้าง ตอนนี้จะซื้อนาฬิการุ่นไหนก็ต้องคิดก่อนว่าแบรนด์ไหนซื้อแล้วราคาจะขึ้นบ้าง (หัวเราะ) ซึ่งส่วนมากจะเป็นปาเต๊ะ ฟิลิปป์ ที่ราคาขึ้นทุกปี

วิธีเก็บรักษานาฬิกาของดิฉันก็คือ นำไปฝากไว้ในเซฟธนาคาร ถ้าวันไหนต้องการใช้เรือนไหนก็จะไปเบิกออกมาจากเซฟ ดิฉันว่าการเก็บสะสมนาฬิกาหรู นอกจากจะได้ในเรื่องมูลค่าที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ดิฉันมีสมาธิมากขึ้นในการดูแลทำความสะอาดมันด้วย พร้อมทั้งยังหาข้อมูลอัพเดทความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา จึงช่วยให้ตัวเองมีความละเอียดลออและใส่ใจในสิ่งเล็กๆ มากขึ้น นี่แหละคือข้อดีของการสะสมนาฬิกาหรูในแบบฉบับของดิฉัน”

สินค้าไอเดียเท่จากเศษไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564830

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 15:05 น.

สินค้าไอเดียเท่จากเศษไม้

เรื่อง ภาดนุ

หลังจากเรียนจบด้านการท่องเที่ยว จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจนนทบุรี หรือ SBAC เอนกนารถ ทรัพย์อัมพร หรือ นารถ ก็ไปเรียนต่อหลักสูตรภัตตาคารและบาร์ที่โรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยว รีเจ้นท์ ชะอำ หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานโรงแรมอยู่ 2 ปี

ด้วยความที่คุณพ่อเป็นช่างไม้และช่างตกแต่งภายใน เขาจึงซึมซับความชอบและใช้ทักษะทางด้านช่างไม้อนกนารถ ทรัพย์อัมพร หรือ นารถมาต่อยอดจนเกิดเป็นสินค้าไอเดียเท่ๆ ที่ทำจากเศษไม้หลากหลายรูปแบบจนเรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้ให้อย่างดี

“หลังจากทำงานโรงแรมอยู่ 2 ปี ผมก็ค้นพบว่า แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทำงานประจำสักเท่าไร วันหนึ่งผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานและกลับมาช่วยคุณพ่อทำงานไม้ เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบมาตั้งแต่เด็กๆ งานไม้ที่คุณพ่อทำก็จะมีถังไม้สำหรับบ่มไวน์และใส่ข้าวสาร รวมทั้งงานตกแต่งภายในด้วย แต่จากการทำงานมันก็จะมีเศษไม้สักที่เหลือทิ้งอยู่เห็นแล้วก็รู้สึกเสียดาย ผมจึงปิ๊งไอเดียในการนำเศษไม้สักที่เหลือเหล่านี้มาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มด้วยการทำงาน DIY ในยามว่างงานชิ้นแรกที่ผมทำก็คือ กรอบรูป ตามด้วยโคมไฟสไตล์เรียบง่าย โคมไฟขนาดตั้งโต๊ะที่มีช่องเก็บสมาร์ทโฟนและเสียบปากกาได้ ไปจนถึงโคมไฟสูงๆ เลยล่ะ ต่อมาผมก็เริ่มทำเคสสมาร์ทโฟน หมวกไม้ผสมผ้า พวงกุญแจและต่างหูรูปทรงต่างๆ โดยใช้ชื่อสินค้างานไม้นี้ว่า Wood working Crazy ซึ่งเป็นชื่อชั่วคราวที่ผมตั้งขึ้น และแฝงความหมายว่าผมเริ่มต้นทำงานไม้เหล่านี้จากความหลงใหลของผมนั่นเอง”

นารถบอกว่า จากงานอดิเรกที่รัก ทำไปทำมาก็ต่อยอดไอเดียกลายเป็นสินค้าหลากหลายชนิดที่ขายผ่านช่องทาง FB : official.wwc, IG : woodworking.crazy โดยติดต่อผ่าน Line Id : @wwcshop นับจากจุด เริ่มต้นที่ทำมาจนถึงวันนี้ก็ 2 ปีกว่าได้ นอกจากนี้ยังมีการออกบูธทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ที่โซนไอเดีย มาร์เก็ต ของห้างเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกตอีกด้วย

“จุดเด่นของงานวู้ดเวิร์กกิ้ง เครซี่ อยู่ที่ความเรียบง่าย ใช้งานได้จริง แถมบางชิ้นยังมีฟังก์ชั่นในการใช้งานได้หลายอย่างในชิ้นเดียว นี่จึงถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าชอบสินค้างานไม้สักเหลือใช้ที่ใส่ไอเดียลงไปนี้มากๆ ที่สำคัญคืองานทุกชิ้นผมลงมือทำเองทั้งหมด เพราะเป็นงานที่มีความละเอียดค่อนข้างสูง จึงต้องใช้ความชำนาญพอสมควร และแต่ละชิ้นก็จะมีความแตกต่างกันด้วยครับ

การนำวัสดุประเภทไม้สักที่เหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นสินค้า นอกจากช่วยลดเศษไม้สักที่เหลือใช้แล้ว ยังสามารถต่อยอดทำรายได้ให้อย่างดีพอสมควร เพราะค่าวัสดุก็ไม่ต้องเสีย เพียงแค่เราใช้ไอเดียและใส่ฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานลงไป เท่านี้ก็ช่วยสร้างรายได้ให้กับเราได้ ไม่แพ้การทำงานประจำเลยครับ ราคาสินค้างานไม้ที่ผมทำจะเริ่มต้นที่ 220-17,800 บาท”

นารถทิ้งท้ายว่า กลุ่มลูกค้าหลักของเขาจะมีตั้งแต่คนอายุ 20 ปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ที่อยากจะสั่งทำของขวัญซึ่งทำจากไม้ชิ้นเดียวโดยการแกะสลักตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ หรือตัวการ์ตูน หรือรูปเสมือนจริงให้คนพิเศษก็สามารถสั่งทำได้หมด

“ปัจจุบันนี้ผมได้ต่อยอดไปสู่สินค้าที่เป็นของแต่งบ้านด้วย เช่น นาฬิกา หรือกรอบรูป ที่ชิ้นงานมีการผสมผสานระหว่าง ไม้ ปูน และหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งผมเรียกโปรเจกต์นี้ว่า ‘คิดถึงพ่อ’ เนื่องจากในช่วง ต.ค. เป็นเดือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ผมจึงอยากน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงเกิดไอเดียคิดโปรเจกต์นี้ขึ้นมา ซึ่งสินค้าจะวางจำหน่ายในช่วงเดือน ต.ค.นี้ครับ”

ติดเหล้า ไม่มีอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564826

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ติดเหล้า ไม่มีอะไรดี

เรื่อง วรธาร

ต้องยอมรับชีวิตที่ติดแอลกอฮอล์ไม่มีอะไรดี ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในสังคมไทย ครอบครัวต้องแตกแยก หย่าร้าง เป็นการสร้างภาระให้คนอื่นในครอบครัว ไร้ความอบอุ่น ร่างกายเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บไร้สมรรถภาพ ทำให้มีปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ฯลฯ กระนั้นคนติดแอลกอฮอล์ก็ยังมีอยู่จำนวนไม่น้อยในสังคมไทยเมื่อหันไปดูสถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2560 มีคนไทยดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 15.9 ล้านคน ลดลงจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 17.2 ล้านคน แต่ถ้าเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ดื่มยังมีแนวโน้มคงที่อยู่ที่ประมาณ 32% ขณะที่ผู้ไม่ดื่ม 68% และนักดื่มหน้าใหม่อายุระหว่าง 15-19 ปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สวนทางกับนักดื่มหน้าเก่าที่มีแนวโน้มลดลง

นักดื่มหน้าใหม่เพิ่ม หน้าเก่าลด

ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงต้องดูที่ปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการที่ให้คนลดละเลิกเหล้าของภาครัฐ โดยปัจจัยที่ทำให้นักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากตัวของแต่ละคนเองและปัจจัยแวดล้อมด้วย เช่น บางคนเห็นผู้ใหญ่ดื่ม โตขึ้นก็อยากลองเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่บ้าง หรือการมีค่านิยมผิดๆ ทางสังคม เช่น เห็นรุ่นพี่ที่เรียนในสถานศึกษาเดียวกันดื่มหรือชักชวนให้ดื่มก็ดื่มโดยไม่ปฏิเสธ หรือในชุมชนที่มีกิจกรรมหรืองานประเพณีต่างๆ ซึ่งมีการดื่มเหล้าเยาวชนก็อยากดื่มบ้าง นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม การทำตลาดของเจ้าของธุรกิจแอลกอฮอล์ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้เยาวชนมองการดื่มมากขึ้นและมองว่าการดื่มเหล้าเป็นเรื่องธรรมดา

“สำหรับนักดื่มหน้าเก่าที่มีแนวโน้มลดลงมาจากการที่ผู้ดื่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญ นักดื่มหน้าเก่าส่วนใหญ่เป็นคนมีครอบครัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะคำนึงถึงครอบครัวมากขึ้น ไม่เอาเงินไปซื้อเหล้ากิน บางคนเกิดสำนึกตัวที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อครอบครัว บางคนครอบครัวได้สามีภรรยาและลูกๆ คอยสนับสนุนให้กำลังใจในการเลิกเหล้า นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจก็มีส่วนช่วยทำให้นักดื่มหน้าเก่าลดลงด้วยเพราะเมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการปรับราคาสูงขึ้น แต่รายได้น้อยก็ไม่อยากซื้อกินเพราะคิดถึงครอบครัว ไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อนมีความเป็นอยู่ลำบาก”

การบังคับใช้กฎหมายต้องจริงจัง

ธีระ กล่าวว่า การที่จะทำให้คนลด ละเลิกเหล้าได้ ต้องทำหลายนโยบายและหลายมาตรการประกอบกัน เพราะถ้าทำด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผล อย่างนโยบายการรณรงค์ให้คนเลิกเหล้า เช่น การรณรงค์ลดเหล้าเข้าพรรษา การรณรงค์งดเหล้าตลอดชีวิต ลดละเลิกเหล้าคนหัวใจเพชร ฯลฯ ก็จะมีการตั้งชมรมเครือข่ายต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้นักดื่มมีโอกาสลดละเลิก รวมถึงการสร้างชุมชนเข้มแข็งควบคู่ไปด้วยกัน เช่น ชุมชนคนสู้เหล้า เป็นต้น

อย่างที่สอง นโยบายป้องกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ก็จะมีมาตรการเรื่องภาษีและราคาเพื่อให้คนเข้าถึงแอลกอฮอล์ยากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการของกรมสรรพสามิตที่จะปรับเพิ่มราคาแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับราคาสินค้าตัวอื่นๆ เพื่อลดแรงจูงใจในการที่จะซื้อหรือตัดสินใจซื้อแอลกอฮอล์

“อีกมาตรการคือการควบคุมการโฆษณาการส่งเสริมการขายและการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ ซึ่งมีการสำรวจชัดเจนว่าเวลาที่เจ้าของธุรกิจใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นลดราคาหรือกลยุทธ์อื่นๆ ที่ดึงดูดใจผู้คนก็จะหันไปซื้อมากขึ้น เช่น จากเดิมตั้งใจซื้อ 1 ขวด ก็เพิ่มเป็น 2-3 ขวด เป็นต้น ซึ่งในส่วนที่เป็นโปรโมชั่น การส่งเสริมการขายและการตลาดมี พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ที่ควบคุมอยู่ แต่ภาคธุรกิจก็มีการละเมิดอยู่โดยการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย

อีกนโยบายคือการจำกัดสถานที่ต่างๆ เช่น สถานที่ดื่ม สถานที่จำหน่าย รวมถึงการจำกัดอายุในการซื้อ ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง รวมถึงในทุกนโยบายและทุกมาตรการที่กล่าวมา ก็เชื่อว่าผู้ดื่มจะลดลง ซึ่งการควบคุมแอลกอฮอล์ให้ได้ผลนั้น ผมมองว่าควรต้องทำเหมือนบุหรี่ที่มีประสบการณ์มาก่อน ตอนนี้บุหรี่มีแนวโน้มลดลงมาก จากนักสูบประมาณ 20% ปัจจุบันเหลือ 11% แต่ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ยังอยู่ที่ 32% เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาในเชิงนโยบายและมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจำนวนผู้ดื่มจะน้อยลง”

ธีระ ยอมรับว่า บางมาตรการยังต้องปรับแก้ไขให้เข้าที่ เช่น มาตรการภาษีที่สินค้าบางชนิดไม่สมดุลกัน อย่าง เหล้าขาวราคาต่ำกว่าเบียร์ ทำให้คนหันไปกินเหล้าขาว ซึ่งเหล้าขาวก็มีแอลกอฮอล์สูงกว่า เพราะฉะนั้นการขึ้นภาษีต้องให้สอดคล้องกับสินค้าแต่ละตัว ส่วนการควบคุมการโฆษณาก็ยังมีจุดอ่อนให้เจ้าของธุรกิจใช้ช่องว่างโฆษณาสินค้าอยู่ บางเจ้าก็ไปโฆษณาน้ำดื่มแต่ก็ยังเป็นยี่ห้อของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ติดเหล้าทำไมเลิกยาก

ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า เนื่องจากแอลกอฮอล์ถือเป็นสารเสพติดชนิด พอกินเข้าไปก็จะไปกดเส้นประสาทแล้วหลั่งสารความสุขออกมา คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มาจากหลายปัจจัย เช่น ค่านิยมทางสังคม อยากลอง บางคนเครียด ชีวิตมีปัญหาก็อยากหาทางออกด้วยการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายเครียด

“พอดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมันก็จะออกฤทธิ์ไปกดเส้นประสาทแล้วหลั่งสารความสุขออกมา สารนี้ทำให้คนดื่มมีความสุขลืมปัญหาต่างๆ ไปชั่วคราว พอกินเรื่อยๆ สมองก็จะได้รับการกระตุ้นเกิดอยากดื่มมากขึ้น พอดื่มหนักขึ้น เมื่อไรก็ตามที่สมองไม่ได้รับแอลกอฮอล์สมองก็จะออกอาการภาวะถอนพิษ เกิดอาการกระสับกระส่าย ใจหวิว มือไม้สั่น บางรายแอลกอฮอล์ไปทำลายสมองบางส่วนอาจมีอาการประสาทหลอนได้หากติดแอลกอฮอล์อย่างหนักการจะเลิกได้ต้องใช้เวลา คนที่จะเลิกต้องทำใจสู้กับภาวะอยากสุราให้ได้ และต้องเข้าคอร์สบำบัดและอยู่ในความดูแลของแพทย์ นอกจากนี้ควรต้องมีคนอื่นช่วยโดยเฉพาะคนในครอบครัวคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ อยากจะบอกว่าคนที่ไม่อยากเลิกสุรานั้น เพราะมีแต่ผู้คนตำหนิซ้ำเติมอย่างนั้นอย่างนี้ทำให้ไม่มีแรงจูงใจลุกขึ้นมาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นกำลังใจสำคัญที่สุดที่คนรอบข้างควรต้องมีให้อยู่เสมอ” ธีระ กล่าว

เลิกเหล้าอยู่ที่ใจ

ชาญ ยิ้มจันทร์ กำนันตำบลพักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นคนหนึ่งที่เคยติดเหล้ามานานกว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันได้เลิกเหล้าเด็ดขาดมานานหลายปี และเป็นกำนันที่ทำงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ด้วย เล่าว่า เริ่มกินเหล้าตั้งแต่เริ่มรับราชการในกรมชลประทาน โดยไปประจำการในต่างจังหวัดจนถึงอายุ 33 ปี จึงได้ลาออกเพราะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

“ตอนที่ทำงานพอเงินเดือนออกก็เอาไปซื้อเหล้ากินกับเพื่อน แทบไม่ได้หยิบยื่นให้ทางบ้าน ตอนหลังแต่งงานมีครอบครัว ก็ไม่ค่อยได้ส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆ และครอบครัว มีแต่เพื่อน สังคมอย่างเดียว เงินเดือนออกมาติดลบ เรียกว่าลืมครอบครัวไปเลย ภาระครอบครัวตกเป็นของภรรยาที่ต้องดูแลลูก ยังดีที่ภรรยาเป็นครู ก็พออ้อมแอ้มไปบ้าง

ผมรับราชการอยู่จนอายุ 33 ปีก็ลาออกมาเปิดอู่ซ่อม แต่ยังทำตัวเหมือนเดิม พอดีมีเลือกตั้ง อบต. เลยสมัคร ได้เป็น อบต. ผู้ใหญ่บ้านเกษียณก็สมัครผู้ใหญ่ฯ กำนันเกษียณก็สมัครกำนันได้เป็นทุกอย่างแต่ผมยังทำตัวเหมือนเดิม จนในที่สุดภรรยาต้องไปอยู่โรงพักครูที่โรงเรียน แต่ผมยังไม่สำนึก ทำตัวเหลวแหลก จนกระทั่งปี 2557 ได้เข้าโครงการพักทันพักตับของ สคล. ในที่สุด ผมตัดสินใจหักดิบไม่กินเหล้าเลย โชคดีที่ร่างกายผมยังไม่เป็นโรคอะไรการหักดิบจึงไม่ได้ส่งผลลบต่อร่างกายเหมือนที่คนอื่นๆ บางคนเป็น”

กำนันชาญ เล่าว่า หลังจากที่เลิกเหล้าแล้วครอบครัวกลับมาอบอุ่นและมีความสุขมาก ภรรยากลับอยู่ด้วยกัน ลูกๆ ต่างก็ดีใจ เขาเองก็สุขใจที่สามารถเลิกเหล้าได้เด็ดขาด ทุกวันนี้อายุ 59 ปี นอกจากทำหน้าที่กำนันแล้วยังทำงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าใน จ.สิงห์บุรี อีกด้วย นอกจากนี้กำนันยังทำเกษตร มีเหลือก็แบ่งปันลูกบ้าน

กำนันชาญฝากบอกทุกคนว่า เหล้าไม่มีอะไรดี ยิ่งกินยิ่งเสื่อม มีแต่โทษ ถ้าไม่โดนกับตัวคงจะไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะกินอย่าลืมท่อง “สติ” ไว้ก่อนแล้วชีวิตจะปลอดภัย โชคดี และมีความสุข

องค์กรแบบไหน ‘ใช่เลย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564654

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 20:30 น.

องค์กรแบบไหน ‘ใช่เลย’

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

เมื่อเร็วนี้ๆ เอออน ฮิววิท ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคลผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานประกาศรางวัลโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่น ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นรางวัลที่มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องครอบคลุมในหลายประเทศมายาวนานถึง 15 ปีขึ้น โดยในปีนี้มี 12 องค์กรชั้นนำที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ซึ่งหลักเกณฑ์การประเมินในครั้งนี้ยังคงเข้มข้น เพื่อให้สมกับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนรางวัลออสการ์แห่งวงการเอชอาร์ (ฝ่ายบุคคล)

ภายในงานนอกจากจะมีมอบรางวัลให้ 12 องค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนายจ้างดีเด่นแล้ว ยังมีการเปิดเวทีเสวนาเรื่อง “ที่ทำงานในฝันของแรงงานยุค 2025” ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นยุคที่ (ชาว) มิลเลนเนียล หรือบุคคลที่เกิดตั้งแต่ปี 1980-2000 จะครองสัดส่วนในตลาดงานมากถึง 70% ซึ่งถือเป็นความท้าทายขององค์กรยุคใหม่ที่นอกจากจะต้องปรับทัพรับมือกับโลกยุคดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนผ่านโลกใบเก่าไปสู่โลกแห่งอนาคต ยังต้องเตรียมปรับองค์กรให้พร้อมรับมือกับแรงงานพันธุ์ใหม่ที่มีมุมมองความคิดที่แตกต่างจากคนยุคก่อนอย่างเห็นได้ชัด

จากนี้ คือ กลยุทธ์การบริหาร “พนักงาน” ที่สะท้อนผ่าน 2 มุมมองของแม่ทัพใหญ่จากทั้งตัวแทนองค์กรชั้นนำของไทยและองค์กรระดับโลกที่สามารถผ่านด่านหินพิชิตตำแหน่งสุดยอดนายจ้างแห่งปี 2018 ได้สำเร็จอย่างน่าชื่นชม

“ความเชื่อใจ”สายใยร้อยใจคนทั้งองค์กร

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น กลุ่มธุรกิจร้านอาหารของคนไทยเจ้าของตำนานร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างในนาม บาร์บีคิวพลาซ่า ที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี เผยถึงความภาคภูมิใจที่สามารถคว้ารางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี 2561 สาขา Best Employer Thailand 2018 เป็นปีที่สอง และเป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลที่สุดแห่งสุดยอดนายจ้างดีเด่น (Best of the Best) มาครองได้สำเร็จ ว่า “รางวัลนี้ไม่ใช่ ‘รางวัลนายจ้างดีเด่น’ แต่เป็น ‘รางวัลพนักงานดีเด่น’ เพราะหากไม่มีความร่วมมือร่วมใจจากพนักงานทุกคน คงไม่มีรางวัลนี้

สิ่งที่ทำให้ฟู้ดแพชชั่นซึ่งเป็นองค์กรร้านอาหารคนไทยสามารถขึ้นมาเทียบชั้นแบรนด์ต่างชาติได้ เกิดจากพลังของการเชื่อใจ (Trust) ที่องค์กรมอบให้แก่พนักงานทุกคน และเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นซีอีโอในแบบฉบับของตัวเอง เราเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นผ่านกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร บางไอเดียที่เสนอมาอาจจะล้มเหลวก็ได้ ไม่เป็นไร”

ชาตยา เชื่อว่าโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ทำให้ทุกองค์กรต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ในฐานะผู้นำองค์กรเธอได้ตระหนักแล้วว่า บางครั้งการแพ้หรือชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคู่แข่ง แต่อยู่ที่ตัวองค์กรเอง องค์กรที่แพ้มักเกิดจากโครงสร้างภายในองค์กรที่ไม่แข็งแรง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญที่จะพาให้องค์กรแข็งแรงต้องเริ่มจากการบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรให้แข็งแกร่งด้วยการสร้างความเชื่อใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงสายใยบางๆ ที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่มีอานุภาพหลอมรวมพนักงานทุกระดับในองค์กรของเราไว้เป็นหนึ่งเดียวพร้อมที่ก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคต ข้ามผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกัน”

“สิ่งที่เราคิดมาตลอดทั้งปี คือ พนักงานของเรามีความสุขหรือยัง และเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อให้พนักงานมีความสุข สุดท้ายรางวัลนี้เหมือนเป็นคำตอบของคำถามทั้งหมดจริงๆ เราย้ำเสมอว่า ถ้าจะวัดความผูกพันของพนักงานกับองค์กร อย่าไปวัดตอนที่บริษัทเพิ่งจ่ายโบนัส หรือพาพนักงานไปเที่ยว แต่ให้วัดตอนที่องค์กรอยู่ในจุดวิกฤตหรืออุปสรรค ถึงจะรู้ว่าความสัมพันธ์ในองค์กรนั้นแข็งแรงแค่ไหน”

อย่างไรก็ตาม ชาตยาทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในวันนี้คือสิ่งที่ย้ำเตือนให้เรายิ่งต้องพยายามต่อไปในทุกวันที่จะรักษาความผูกพันที่พนักงานมีให้กับองค์กร (Engagement) ไว้ให้ยืนยาว”

เราดูแลพนักงานตลอดชีวิต

ด้าน ประพันธ์ จันทร์วัฒนพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหาร สายงานย่อยทรัพยากรบุคคลและบริหารงานกลาง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งได้รับรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เผยถึงพลังที่ขับเคลื่อนความสุขให้พนักงานในองค์กรว่าเริ่มต้นตั้งแต่การดูแลพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนกระทั่งเกษียณตามแนวคิดโตโยต้า เวย์ (Toyota Way) ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนความคิดของซีอีโอทั่วโลกว่า แก่นของชาวโตโยต้าคืออะไร จนได้คำตอบว่า ดีเอ็นเอของชาวโตโยต้า คือ ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนา และเคารพในเพื่อนร่วมงานทุกคน

“เราดูแลพนักงานทุกคนอย่างอบอุ่นตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ด้วยการให้พนักงานทุกคนมีพี่รหัส คอยเป็นเมนเทอร์ให้คำปรึกษาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในปีแรกของการทำงาน เพราะเราพบแล้วว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ในอดีตพนักงานมีอัตราการลาออกสูง เพราะพนักงานที่เพิ่งพ้นสภาพจากชีวิตนักศึกษามาสู่วัยทำงานมักรู้สึกเคว้งคว้างเพราะขาดผู้ชี้แนะ เราจึงพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา โดยคัดเลือกพี่รหัสที่วัยใกล้เคียงกัน มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ที่สำคัญเป็นคนเก่งมีฝีมือ

นอกจากนี้ เรายังมีระบบพัฒนาบุคลากรโดยใช้หลัก 70 20 10 70% คือ การเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง 20% มาจากการแบ่งปันไอเดียความรู้ เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากคนอื่นๆ อีก 10% คือ การเรียนรู้ในห้องเรียน ซึ่งมีทั้งความรู้ที่เป็นโกลบอลคอนเทนต์ ชาวโตโยต้าทั่วโลกต้องเรียน หลักสูตรที่เป็นโลคัลคอนเทนต์ซึ่งแต่ประเทศพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากรที่บริษัทต้องการ และหลักสูตรที่แต่ละแผนกพัฒนาขึ้นเอง นอกจากนี้เรายังมีสวัสดิการที่พร้อมดูแลไม่ใช่แค่พนักงานแต่รวมถึงครอบครัวพนักงานด้วย”

ถามว่าทำไมโตโยต้า ถึงให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเข้มข้น ประพันธ์ ตอบชัดว่า “เพราะพนักงานคือ ทรัพย์สินที่สำคัญขององค์กรที่ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด เขาไม่ใช่แค่ลูกจ้างที่มาทำงานให้ เราเชื่อว่าถ้าเขามาทำงานอย่างสบายใจ ก็จะทุ่มเททำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่”

ท่ามกลางตลาดงานที่แสนท้าทาย ประพันธ์ ยอมรับว่า นอกจากช่วงว่างแห่งวัยในองค์กรเป็นสิ่งที่ต้องรับมือ การยกระดับทักษะ (Upskill) และ ปรับทักษะ (Reskill) ของพนักงานเป็นอีกโจทย์ที่เอชอาร์ต้องไม่มองผ่าน

“อายุเฉลี่ยพนักงานเราอยู่ที่ 38 ปี กลุ่มเจนวายและมิลเลนเนียลเริ่มเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ในองค์กร ขณะที่ผู้บริหารระดับท็อปของเราส่วนใหญ่เป็นวัยเจนเอ็กซ์ และเบบี้บูม เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า เรื่องช่องว่างแห่งวัยย่อมก่อให้ความแตกต่างทางความคิดบ้างเป็นธรรมดา วิธีการรับมือของเราคือ เน้นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างคนสองวัย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมมองว่าท้าทายกว่า คือ โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในอนาคตตำแหน่งงานบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องใช้คนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเอชอาร์ตอนนี้ ต้องทำสองส่วนคือ จะเพิ่มทักษะให้พนักงานกลุ่มเดิมมีทักษะที่มากขึ้นอย่างไร และจะโยกย้ายพนักงานกลุ่มที่งานของเขากำลังจะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมที่ก้าวล้ำอย่างไรต่างหาก” ประพันธ์ทิ้งท้าย

บริหารเวลา จ่ายหนี้ให้ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564655

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 20:15 น.

บริหารเวลา จ่ายหนี้ให้ลงตัว

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

เราทุกคนล้วนเป็นหนี้สินไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าห้อง ก็คือหนี้สินพื้นฐานที่ทุกคนต้องเสีย เติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มมีหนี้ผ่อนโทรศัพท์มือถือ รถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าประกัน หนี้สินเหล่านี้เรามีเป็นธรรมดาของโลกไปเสียแล้ว หากไม่มีหนี้ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบ

หากมีหนี้สินที่กระจุกตัวอยู่ที่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งมากเกินไป ย่อมทำให้การเงินติดขัดจนถึงขั้นต้องกู้หนี้สินเพิ่มเติม เรามาดูกันว่า นอกจากหนี้ที่เราต้องบริหารแล้ว เวลาก็เป็นอีกหนึ่งทรัพยากรชีวิตที่เราต้องบริหารด้วยเช่นกัน

1.ก่อนเป็นหนี้ต้องมีเงินพอ

ก่อนที่เราคิดจะรูดบัตรเครดิตหรือกู้ยืมเงินมาเราต้องมั่นใจก่อนว่าเรามีศักยภาพพอในการใช้คืน โดยคิดคำนวณจากความสามารถในการเก็บเงินหรือจำนวนเงินเหลือต่อเดือน แล้วหารด้วย 25-50% เช่น คุณมีเงินเก็บต่อเดือนที่ 4,000 บาท ความสามารถในการผ่อนคืนของคุณจะอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการให้หนี้สินก้อนนี้หมดลงเร็วแค่ไหน

บางท่านแม้จะมีเงินเก็บพอที่จะจ่ายในก้อนเดียวแต่เราแนะนำให้จ่ายด้วยบัตรเครดิตเพราะคุณสามารถยืดเวลาการชำระเงินไปได้อีก 1-2 เดือนอีกทั้งยังได้แต้มจากบัตรเครดิตสำหรับแลกของขวัญก็ได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลาชำระหนี้สินแล้วเราจะสามารถจ่ายได้ด้วยเงินก้อนไม่มีหนี้สินสะสม

2.เลือกช่วงเวลาเป็นหนี้

หากคุณเป็นหนี้ผ่อนรถ ก็ไม่ควรเป็นหนี้สินอื่นในเวลาเดียวกัน ช่วยป้องกันการพอกพูนของหนี้สินจนเกินกำลังจ่ายไหว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะคิดว่า หนี้สินรถ บ้าน นั้นเป็นหนี้สินที่เป็นรายจ่ายประจำเช่นเดียวกับค่าน้ำค่าไฟ ทำให้เราสร้างหนี้สินใหม่อย่างไม่ทันคิด แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ จะสร้างหนี้ผ่อนชำระสินค้า ก็ควรดูเวลาให้เหมาะสม

ในรอบปีของแต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่มีรายจ่ายรุมเร้าและช่วงเวลาที่สามารถเก็บเงินได้ ให้เลือกซื้อของและผ่อนชำระในช่วงที่ไม่ได้มีรายจ่ายมากนัก และไม่ควรผ่อนชำระเกิน 4 งวดเพื่อไม่ให้ช่วงเวลาการจ่ายหนี้ทับซ้อนจนเกินไป

หากคุณใช้บัตรเครดิตให้ตรวจสอบรอบการชำระเงินให้แน่นอนว่าต้องชำระก่อนหรือหลังวันเงินเดือนออกมากน้อยแค่ไหนหากชำระก่อนวันเงินเดือนออกก็ไม่ควรเกิน 3 วันเพราะยังอยู่ในช่วงเวลาที่ธนาคารสามารถผ่อนผันได้ แต่หากเกินกว่านั้นแนะนำให้โทรติดต่อศูนย์บัตรเครดิตเพื่อขอคำปรึกษาปรับเปลี่ยนเรื่องรอบและวันของการชำระหนี้ให้ออกหลังวันเงินเดือนออก

3.เจรจาขอต่อเวลาชำระหนี้

หนี้นอกระบบเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้คนไทยยากจนมากที่สุด ส่วนหนึ่งเกิดจากต้องการเงินเร่งด่วนที่ต้องใช้ในระยะเวลาไม่กี่วัน แต่กู้มาแล้วหนี้สินยาวนานกว่าที่คิด บางครั้งแค่ดอกเบี้ยก็แทบจะเท่าเงินที่กู้มา หากคุณคิดจะกู้เงินนอกระบบหรือไปยืมเงินเพื่อน เพื่อไปปิดหนี้สินอีกก้อนหนึ่ง

เราแนะนำให้เลือกทางที่ปลอดภัยกว่าก็คือการเจรจาขอประนอมหนี้ เช่นคุณมีหนี้สินรถแต่ไม่มีกำลังจ่ายได้ในเดือนนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที คุณสามารถเลือกการเจรจาเพื่อขอยืดเวลาการผ่อนชำระออกไป

ทุกธนาคารจะมีแผนกให้คำปรึกษากับลูกค้าที่มีปัญหาด้านการเงิน อย่าคิดว่าธนาคารจ้องแต่จะยึดบ้านและรถของเราทุกครั้งไป เรามีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแล คุณสามารถทำรีไฟแนนซ์เพื่อยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ

ทุกธนาคารไม่ต้องการให้เกิดหนี้เสียในระบบ เพราะยุ่งยากในการติดตามหนี้ รถที่ยึดได้มาขายทอดตลาดแล้วเงินที่ได้กลับมาก็ไม่เท่ากับเงินที่เสียไป ส่วนบ้านแม้จะขายได้ราคาดีแต่ก็ไม่ได้ขายง่ายๆ ทุกหลังไป

พวกเขาพร้อมจะเจรจากับลูกค้าเสมอขอเพียงแค่เราบอกถึงปัญหาและหาทางออกร่วมกัน แต่ถ้าคุณกู้หนี้นอกระบบนอกจากจะเสียดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร 10 เท่าแล้วยังเจรจาผ่อนผันได้ยาก

สรุปสุดท้ายสำหรับการบริหารเวลาชำระหนี้ ที่สำคัญคืออย่าใจร้อนสร้างหนี้ที่ไม่มีกำลังจ่าย ควรยืดเวลาในการซื้อสินค้าชิ้นนั้นออกไปก่อน จนกว่าจะพร้อมที่จะจ่ายได้จริง

หากมีความสำคัญที่จะต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน และไม่มีเงินเก็บเหลือมากพอ ควรเลือกใช้บัตรเครดิตเพื่อยืดระยะเวลาในการผ่อนจ่ายออกไป ทำให้หนี้สินของคุณนั้นถูกแบ่งเฉลี่ยจนมีความสามารถมากพอในการผ่อนจ่ายในแต่ละเดือนได้เป็นอย่างดี