อัศร์ อติรักษ์ บริหารธุรกิจ ด้วยแนวคิดครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564660

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

อัศร์ อติรักษ์ บริหารธุรกิจ ด้วยแนวคิดครอบครัว

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ตกผลึกความคิดและการใช้ชีวิตของทายาทรีสอร์ทสัญชาติไทย อัศร์ อติรักษ์ ผู้จัดการทั่วไป เทวาศรมหัวหิน รีสอร์ท ลูกชายคนสุดท้องของบ้าน ที่เข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ช่วงที่เป็นวัยรุ่น จนถึงวันนี้ในวัย 35 ปี เขาได้เรียนรู้ “การใช้ชีวิต” จากการบริหารงานและบริหารคน

อัศร์เคยเป็นหนุ่มบัญชี หลังจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้าทำงานที่ บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส หนึ่งในสี่บริษัทตรวจสอบบัญชียักษ์ใหญ่ของโลก ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกเพื่อมาร่วมก่อตั้งรีสอร์ทกับครอบครัว

เขาได้เล่าถึงความท้าทายในการเปลี่ยนบทบาทจากนักบัญชีมาสู่ผู้บริหารว่า การบริหารรีสอร์ทเป็นเรื่องของการบริหารคน และการจัดการองค์ประกอบหลายอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าจะมีกรอบของกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติแต่ก็ยังต้องมีความยืดหยุ่นในการปกครอง ซึ่งแตกต่างจากงานบัญชีโดยสิ้นเชิง

“ช่วงปีแรกๆ เราโชคดีที่มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจากทีมบริหารและผู้จัดการทั่วไป ที่เราให้เขาเข้ามาบริหารในช่วงแรก ส่วนการบริหารคนผมได้เรียนรู้จากคุณแม่เป็นหลัก ผมเห็นคุณแม่เป็นอาจารย์ อาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มามาก ทำให้ท่านมีประสบการณ์ในการบริหารคนที่หลากหลาย คุณแม่จึงมีความละเอียดและมีความเข้าใจคน ดังนั้นพนักงานทุกคนจึงไม่ใช่แค่พนักงานแต่ท่านดูแลเสมือนลูกหลาน และได้แนะนำแนวทางทั้งหน้าที่การงานไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน”

เขากล่าวถึงคุณแม่ ราศรี อติรักษ์ กรรมการผู้จัดการ เทวาศรม หัวหิน รีสอร์ท หญิงเก่งในวัย 64 ปี ที่หันหลังให้กับความสำเร็จในหน้าที่การงานและตำแหน่งที่ปรึกษาในหลายองค์กรใหญ่ เพื่อมาตั้งต้นธุรกิจรีสอร์ทกับครอบครัว ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว พื้นที่ริมชายหาดชะอำในเวลานั้นยังมีแต่ความว่างเปล่า แต่ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างที่พักสำหรับครอบครัว และสามารถทำเป็นธุรกิจได้ในเวลาเดียวกัน ครอบครัวอติรักษ์จึงลงทุนสร้างรีสอร์ทขนาด 24 ห้อง

“หลังจากเรียนจบบัญชี เด็กจบใหม่ทุกคนอยากทำงานในบริษัทตรวจสอบบัญชีขนาดใหญ่ แต่เมื่อทำไปได้ประมาณ 4 ปี ผมเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ได้ตอบสนองความสุขของตัวเอง เพราะตัวงานคือการตรวจสอบ ทำให้ผมเห็นความทุกข์ของคนอื่นจนต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไร หลังจากนั้นจึงได้ปรึกษากับคุณแม่ในเรื่องธุรกิจโรงแรมและก็เริ่มหาโอกาสหาที่ดินจนมาเจอที่ผืนนี้”

อัศร์ กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญที่ใช้ในการพัฒนารีสอร์ท คือ “การคิดอย่างแขก” เพราะในช่วงเริ่มต้นไม่มีใครมีความชำนาญในการบริหารรีสอร์ท แต่ทุกคนคุ้นเคยกับการเป็นผู้เข้าพักมาก่อน ดังนั้นการคิดในมุมมองของผู้เข้าพักจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี

“ข้อดีของแนวคิดนี้คือ ทำให้เราไม่อยู่ในกรอบของคนทำโรงแรม พออยู่นอกกรอบทำให้เราเปิดกว้างในเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงได้ยินบ่อยว่าบางอย่างที่เราทำอยู่ คนทำโรงแรมทั่วไปเขาไม่ทำกันเพราะมันไม่คุ้ม แต่พอเราคิดในมุมของแขก เราก็คงอยากได้ เราเลยเพิ่มเติมในจุดที่โรงแรมอื่นอาจไม่มีขึ้นมาเพื่อเติมเต็มให้แขกรู้สึกอิ่มเอมและรู้สึกดี”

นอกจากนี้ การทำธุรกิจแบบครอบครัวก็มีความท้าทายเช่นกัน เนื่องจากในช่วงแรกต้องปรับตัวจากความใกล้ชิดมาเป็นการทำงานร่วมกัน แต่เมื่อถึงจุดที่ทุกคนปรับตัวได้ การทำธุรกิจแบบครอบครัวก็กลายเป็นจุดแข็งที่สามารถทำให้ธุรกิจทะยานขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

“จุดแข็งคือ เราคุยกันได้ง่ายและทำให้ทุกอย่างไปได้เร็ว โดยในช่วงขวบปีแรกอาจจะยากในการพูดกันตรงๆ แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกัน ทำให้ต้องปรับวิธีการกันใหม่หมดว่าเราต้องคุยกันได้ตรงๆ สามารถปรึกษากันได้ และเคารพบทบาทของกันและกัน” นอกจากคุณแม่ที่ดูแลภาพรวมของรีสอร์ท เขายังทำงานร่วมกันพี่ชายที่ปัจจุบันรับหน้าที่ดูแล เทวาศรม เขาหลัก ซึ่งเป็นเทวาศรมแห่งที่ 2 โดยคาดว่าจะเปิดตัวในเดือน ธ.ค. 2561

“โชคดีที่แต่ละคน เก่งคนละอย่าง อย่างคุณแม่ที่มีประสบการณ์การทำงานสูงมาก ทำให้ท่านสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ลุ่มลึก อย่างเวลาเจอปัญหา เราอาจคิดมากไปหลายชั้น แต่คุณแม่จะถอยกลับมาที่สเต็ปแรกแล้วใช้วิธีการแก้ไขที่เรียบง่ายที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต้องกังวลมากเกินไป ปรากฏว่ามันจบได้เร็วและง่ายกว่า ส่วนพี่ชายจะแม่นในเรื่องของการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล และการคิดอย่างเป็นระเบียบแบบแผน ทำให้ไม่มีจุดไหนตกหล่นไประหว่างทาง เขาสามารถเห็นจุดอ่อนในหลายๆ ปัญหา และเห็นปัญหาก่อนที่มันจะเกิด นอกจากนี้ พี่ชายยังเป็นวิศวกรที่ชอบงานสถาปัตย์ จึงเข้ามาดูแลในเรื่องของการดีไซน์ สถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายในต่างๆ ของรีสอร์ททั้งสองแห่ง

ส่วนผมเองมองว่าน่าจะเป็นการดูแลและบริหารความสุขให้ผู้อื่น เพราะด้วยความที่เป็นคนใส่ใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น และจับความรู้สึกของคนอื่นได้เร็ว ซึ่งคนอื่นอาจมองเป็นจุดอ่อนเพราะมองเป็นความเซ็นซิทีฟ แต่ผมคิดว่ามันคือของขวัญมากกว่าคำสาป เพราะเมื่อเรารู้สึกได้เร็วกว่าก็สามารถคิดกระบวนการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของแขกได้รวดเร็ว และช่วยให้พนักงานทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้น”

แม้ว่าวันนี้แบรนด์เทวาศรมจะอยู่มานานถึง 8 ปี จนกลายเป็นที่รู้จักและติดตลาด แต่มุมมองของผู้บริหารยังมองเห็นความท้าทายใหม่ที่เปลี่ยนไปทุกปี จากช่วงแรกๆ ที่มีคำถามว่าจะทำได้ไหม หรือเทวาศรมจะไปอยู่จุดไหนของหัวหิน ซึ่งเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากความคิดเห็นของผู้เข้าพักที่เลือกให้เทวาศรมเป็นที่ 1 ในหัวหินจากทริปแอดไวเซอร์ จนถึงวันที่เทวาศรมก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการโรงแรมบูติก ความท้าทายใหม่จึงเป็นเรื่องของ “ทิศทาง” สำหรับก้าวต่อไป

“เราพยายามจะหาว่ายังมีอะไรอีกบ้างที่เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ ซึ่งความยากของมันก็คือ ถ้าคุณอยู่ที่หลังๆ มันยังพอมีอะไรให้เทียบเคียงว่าเราต้องไปข้างหน้ายังไง แต่เมื่อคุณอยู่หัวแถวกับคนอื่น มันกลายเป็นว่า เราเองที่ต้องมองหาทิศทาง เหมือนเราเป็นกลุ่มเรือที่อยู่กลางมหาสมุทร เราต้องหาทิศทางเพื่อเดินทางต่อไป และเราไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ ไม่เช่นนั้นลำอื่นก็จะแล่นนำเราไป และเราก็จะสูญเสียตำแหน่งโรงแรมแถวหน้า ซึ่งผมคิดว่าการไม่หยุดพัฒนาของโรงแรมรีสอร์ทเหล่านี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพราะที่พักคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเดินทางเข้ามากลายเป็นรายได้ให้ผู้ประกอบการและเป็นรายได้ของประเทศ”

นอกจากนี้ ผู้บริหารหนุ่มยังมีความสนใจในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีหลายแง่มุม โดยเขามุ่งหวังที่จะดูแลพนักงานทุกคนให้มีความสุขและทำงานร่วมกันได้ โดยเขาเผยว่า บางอย่างต้องตั้งเป็นกฎเกณฑ์ แต่ในรายละเอียดของแต่ละบุคคลต้องใช้ความใกล้ชิดเป็นสื่อกลาง

“พอเราพูดถึงการบริหารทรัพยากรบุคคลจะว่าง่ายมันก็ง่าย แต่ความยากก็มีเยอะ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถบริหารคนได้ แต่จะบริหารได้ดีมากน้อยแค่ไหนมันต้องเข้าถึงรายละเอียดเพื่อเซตกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้คนอยู่ร่วมกัน ดังนั้นผู้บริหารต้องเข้าถึงพนักงานเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และให้ทำงานร่วมกันได้อย่างดี เพราะงานโรงแรมคืองานบริการ ดังนั้นถ้าเราบริหารงานดีแค่ไหน แต่ถ้าพนักงานของเราทำไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถให้บริการที่ดีแก่แขกได้”

ถามต่อว่าในฐานะที่เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวและต้องบริหารโรงแรมแรกของครอบครัว เขามีความกดดันหรือต้องพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวเห็นหรือไม่ อัศร์ตอบว่า ช่วงแรกเขามีความคิดเช่นนั้น แต่เมื่อเทวาศรม คือ ธุรกิจของครอบครัว และครอบครัวคือทีมเดียวกัน จึงไม่มีใครต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร เพียงแค่ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และสนุกไปกับงานก็พอ

อีกประเด็นที่เคยถกกันในครอบครัว คือ การขยับขึ้นไปเป็นเจ้าของโรงแรมเต็มตัวแล้วจ้างคนอื่นมาบริหารงานแทน โดยประเด็นนี้เขาและคุณแม่เห็นตรงกันว่า การบริหารงานเองทำให้คล่องตัวกว่า ตัดสินใจได้เร็วกว่า แต่เทวาศรมคงไม่หยุดอยู่แค่ 2 โรงแรม ซึ่งในอนาคตอาจต้องขยายทีมงาน และคงต้องมาพิจารณาอีกทีว่า จากธุรกิจครอบครัวจะปรับสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ ผู้บริหารวัย 35 ปี ยังกล่าวถึงหลักการทำงานของตัวเองว่า เขายึดหลักในความตรงไปตรงมา เน้นความเรียบง่าย แต่ไม่ง่าย และเลือกที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข โดยที่ยังสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและคนรอบข้าง

“ในแต่ละช่วงชีวิตของคนมีเป้าหมายต่างกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ไปจบตอนสุดท้าย คือ ความหมายในการใช้ชีวิต ในวันสุดท้ายของเราเราคงกลับมาคิดแค่ว่า ที่ผ่านมาทั้งหมดมันมีความหมายแค่ไหน และเมื่อถึงวันนั้นเราอย่าเสียดายว่ายังไม่ได้ทำอะไรหรือไม่น่าทำอะไร ดังนั้นวันนี้ก็ทำหรือไม่ทำมันซะ และมีความสุขกับทุกการกระทำที่เหมาะสมและสร้างประโยชน์ ซึ่งเวลาพูดมันง่ายแต่ทำนั้นยาก เพราะเราต่างก็มีแกนในชีวิตหลายอย่างทั้งเรื่องงาน ครอบครัว ชีวิตส่วนตัว แต่ถ้าเราจัดการได้ จัดการกับความทุกข์ได้ เราก็จะมีความสุขในทุกวัน” เขากล่าวทิ้งท้าย

ดังนั้นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดในสังคมอย่าง “ครอบครัว” จึงสำคัญที่สุดสำหรับคำว่า ธุรกิจครอบครัว และแนวคิดในการทำงานแบบครอบครัวยังเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่ครอบครัวอติรักษ์ทำให้เทวาศรมก้าวขึ้นมาเป็นรีสอร์ทแถวหน้าอย่างในปัจจุบัน

วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564656

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย

15 ก.ย.ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก โดยปีนี้ ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย ประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย ประธานคณะทำงานการวิจัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย (Thai Lymphoma Study Group) กล่าวว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อย

สำหรับสถานการณ์โรคในประเทศไทย โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย โดยพบว่ามีผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 3,000 ราย หรือ 8 ราย/วัน ทั้งนี้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดนัน-ฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma หรือ NHL) จะสูงขึ้นตามอายุ และปัจจุบันสามารถพบในเด็ก หรือกลุ่มคนอายุน้อยได้มากขึ้นอีกด้วย โดยเพศชายพบบ่อยมากกว่าเพศหญิง

ด้านมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin lymphoma หรือ HD) ศ.นพ.ธานินทร์ เล่าว่า จะพบบ่อยในช่วงอายุ 20-30 ปี ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทุกรายได้อย่างชัดเจน แต่พบมีความสัมพันธ์กับหลายภาวะ ได้แก่

1.อายุ : อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ที่ช่วงอายุ 60-70 ปี

2.เพศ : เพศชายพบเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากกว่าเพศหญิง

3.การติดเชื้อ : พบความสัมพันธ์ระหว่างโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดกับการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร (H.Pylori) การติดเชื้อไวรัส EBV (Epstein-Barr Virus)

4.ภาวะพร่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย : ผู้ป่วยติดเชื้อ เอชไอวี (HIV) พบอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น

5.โรคภูมิแพ้ตนเอง : ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE) พบอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น

6.การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

“สภาวะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจึงถือเป็นอุบัติการณ์ของโรคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ซึ่งตรวจพบผู้ป่วยใหม่ถึงปีละ 8 หมื่นราย”

แม้โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะพบมาก แต่ก็เป็นโรคมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่มีโอกาสรักษาให้หายขาด แต่ปัญหาของผู้ป่วยในระยะแรกจะไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื่องจากอาการของโรคเหมือนอาการอื่นๆ ที่พบในภาวะต่างๆ เช่น การติดเชื้อ ภูมิแพ้ เหงื่อออกตอนกลางคืน เป็นไข้ และน้ำหนักลด ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจ การดูแลสุขภาพตนเองอย่างดี รวมถึงการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้การวินิจฉัยรักษามีประสิทธิภาพ มีโอกาสหายจากโรคมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วนั้น ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนสำคัญในการผลักดัน และให้กำลังใจผู้ป่วยระหว่างการรักษา ร่วมกับแพทย์ที่จะให้การรักษาที่ดีที่สุด และมีโอกาสหายมากที่สุด โดยทั่วไปอาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักจะกินเวลานาน และไม่สามารถอธิบายได้จากสาเหตุอื่น แต่อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งชนิดนี้สามารถตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด และยาแอนติบอดีได้เป็นอย่างดีเมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น

ด้านวิธีการรักษาด้วยนวัตกรรม ได้แก่ การใช้เคมีบำบัด การใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ การฉายแสง และการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) โดยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แบ่งเป็น 4 ระยะ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะที่ 1 มีโอกาสหายขาดถึงร้อยละ 70-90% ส่วนผู้ป่วยที่รับการรักษาในระยะที่ 2-4 มีโอกาสหายขาด 60% เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ

“ล่าสุดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการอนุมัติการใช้ยา Monoclonal Antibody แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนัน-ฮอดจ์กิน แบบ Aiffused Large B-cell Lymphoma ที่มีเป้า CD 20 เป็นบวก ซึ่งให้คู่กับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่จะมีโอกาสหายจากโรคมากขึ้น”

วิ่งไปเที่ยวไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564662

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 19:15 น.

วิ่งไปเที่ยวไป

เรื่อง : กาญจนา ภาพ : ดร.พงศ์ธร ธาราไชย

เมื่อการวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดร.พงศ์ธร ธาราไชย หรือ ดร.หนึ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จึงผนวกการวิ่งเข้าไปอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ทั้งชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยว

ดร.หนึ่งเล่าว่า เริ่มเข้าสู่สนามแข่งมาราธอนประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว จนตอนนี้การวิ่งเป็นมากกว่ากิจกรรม เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยทุกเช้าเขาจะตื่นนอนเวลา 04.45 น. เวลาเดิมทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เพื่อวิ่งจากบ้านไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยวันธรรมดาจะวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร (กม.) และวันหยุดจะเพิ่มเป็น 20 กม.

“เราไม่ต้องหาเวลาฝึกซ้อมวิ่ง เราแค่เพิ่มเวลาให้ตัวเอง โดยตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย และผมวิ่งทุกวันแบบนี้มา 5 ปีแล้ว”

ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น เขายังกล่าวด้วยว่า “ผมเที่ยวไปวิ่งไป” คือจะหาโปรแกรมแข่งขันและพาครอบครัวไปเที่ยวพร้อมๆ กัน รวมถึงบางการแข่งขันที่มีระยะสำหรับเด็ก ลูกทั้งสองคนก็จะร่วมวิ่งด้วย

“ผมไปภูเก็ตมาราธอนมาแล้ว 5 ครั้ง ผมพาลูกไปวิ่งด้วย 4 ครั้ง” ดร.หนึ่งมีลูก 2 คน ลูกชายคนโตอายุ 14 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 12 ปี “หรือก่อนหน้านี้ลูกชายคนโตก็เคยได้ถ้วยรางวัลในรุ่นเด็กตอนไปแข่งที่เชียงใหม่ หรือถ้าลูกไม่ลงแข่งด้วย เราก็ยังไปด้วยกัน อย่างตอนที่ผมลงแข่งมาราธอนที่เจนีวา ลูกๆ ก็คอยผมอยู่ที่เส้นชัย คอยถ่ายรูปให้ผม ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีกับผมด้วยที่มีคนมารับที่เส้นชัย ซึ่งผมคิดว่านอกจากจะได้ไปวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว ทริปเหล่านี้ยังเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่เราทุกคนสามารถทำร่วมกันได้ด้วย”

ปัจจุบัน ดร.หนึ่งอายุ 43 ปี และยังคงวิ่งต่อไป โดยเขากล่าวว่า นอกจากการวิ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและอาจดูหนุ่มขึ้นอีกหน่อยแล้ว แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการสร้างสังคมที่ช่วยกันส่งต่อความดี ผ่านการวิ่งเพื่อระดมทุนไปมอบให้กับโรงพยาบาลเล็กๆ ในต่างจังหวัด และตอนนี้ทุกครั้งที่เขาวิ่งก็ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่วิ่งอย่างมีเป้าหมายเพื่อคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ

เครื่องนุ่งห่ม จากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้ง ศิริณา เมืองมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564571

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

เครื่องนุ่งห่ม จากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้ง ศิริณา เมืองมูล

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียกำลังเติบโตขึ้น ผลกระทบที่ตามมาพร้อมกันนั้นคือ ปัญหา “สิ่งแวดล้อม” ที่กำลังแปรผันไปสู่สภาวะที่แย่ลง หนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาดังกล่าวคือ ปัญหา “ขยะ” ที่มีปริมาณมากขึ้นทั้งขยะอุตสาหกรรม ขยะมูลฝอย ขยะทางการเกษตร ขยะจากการก่อสร้าง ไปจนถึงขยะจากทะเล ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมด้วย

ข้อมูลสถิติปริมาณขยะในทะเลล่าสุดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าประเทศไทยติดอันดับ 6 ประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุดในโลก ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีความรู้ความสามารถในการจัดการกับขยะอย่างเป็นระบบ แต่ก็ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดการขยะเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

จากสาเหตุดังกล่าววงการอุตสาหกรรมมากมายได้หันมาให้ความสำคัญในการลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น และเปลี่ยนขยะเหล่านั้นให้กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้งไม่เว้นกระทั่งวงการการออกแบบเอง เช่นเดียวกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาศิลปอุตสาหกรรม ภาควิชาการออกแบบสิ่งทอ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดให้เด็กๆ ได้ทำโปรเจกต์ส่งก่อนจบชั้นปีที่ 4 ของนักศึกษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะเศรษฐกิจหมุนเวียนกำลังเป็นเทรนด์งานออกแบบที่น่าจับตามอง

หลากหลายอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นใช้กระบวนการจัดการของเสียผ่านการออกแบบวัสดุ หรือ Material Design ที่นำวัตถุดิบซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือนำมาใช้ซ้ำเพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดจากขยะ และลดความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต

เรย์-ศิริณา เมืองมูล นักศึกษาวัย 23 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาเอกศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ได้เข้าส่งผลงานในโครงการออกแบบสิ่งทอจากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้ง ซึ่งคณะของเธอสอนให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะโปรเจกต์ก่อนที่จะจบการศึกษา อาจารย์ให้โจทย์ คือ ออกแบบสิ่งของหรือเครื่องนุ่งห่มจากของเหลือใช้ในอุตสาหกรรม เธอเลือกเส้นด้ายที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตยีนส์ เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว

“คณะของหนูสอนให้นักศึกษามีความอดทน เพราะงานแต่ละโปรเจกต์ที่ฝึกให้หนูคิด ออกแบบ และวางแผนเป็นงานที่ต้องใช้เวลา เพราะต้องผ่านกระบวนการคิด ออกแบบ ต้องละเอียดมากๆ เราจึงต้องใส่ใจ และนักศึกษาทุกคนต้องส่งงานให้ตรงเวลา ถึงแม้งานจะไม่ดีมากมายก็ต้องส่งให้ตรงเวลา ทำให้หนูต้องจัดแจงเวลาเพื่อให้ผลงานออกมาดี เพราะคำว่าตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนทำให้เราตัดสินใจ จัดสรรเวลา ต้องวางแผนก่อนว่าสิ่งใดควรทำก่อนทำหลัง ทำงานจนสำเร็จออกมาให้ได้ คณะหนูเน้นการเข้าช็อปทำงานจริง เช่น ไปเลื่อยไม้ ขึ้นรูปเอง หนูสามารถทอผ้าเอง ขึ้นเส้นยืนเองในโครงการที่หนูออกแบบ”

สำหรับแรงบันดาลใจในงานออกแบบสิ่งทอจากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้งเป็นแนวคิดที่เรย์หาไอเดียเอง เพราะมีวิชาหนึ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เธอจึงอยากทำขั้นตอนของการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ครบทั้งระบบ เพราะตามหลักการรักษาสิ่งแวดล้อมและตามหลักรีไซเคิล ซึ่งหนูไปหาสิ่งเหลือทิ้งจากโรงงาน เช่น โรงงานผลิตยีนส์โรงงานก็จะทิ้งเศษยีนส์ไปเปล่าๆ หนูคิดว่ายีนส์ก็ทำมาจากเส้นใยคอตตอนซึ่งมีกระบวนการผลิตคอตตอนคือ ปลูก พ่นยา เก็บ เข้าสู่การทอซึ่งกว่าจะได้ผ้าแต่ละผืนต้องใช้ระยะเวลามากกว่าจะได้เส้นฝ้าย หนูจึงคิดอยากนำเอาคอตตอนมาจากเส้นด้ายยีนส์ เพราะยีนส์ผลิตจากคอตตอนอยู่แล้ว หนูจึงนำคอตตอนที่เหลือทิ้งมาปั้นใหม่ให้เป็นเส้นใยฟูๆ ปั้นเป็นเส้นด้ายจนไม่เหลือเค้าของยีนส์เลย เป็นการปรับคุณสมบัติให้ฝ้ายนุ่มด้วยเอนไซม์ทำให้ย่อยสลายทำให้ฝ้ายนุ่ม ถือเป็นการลดปริมาณการใช้ฝ้าย โดยใช้ยีนส์แทนเพราะฝ้ายปลูกนาน”

เมื่อปั่นยีนส์จนกลายเป็นเส้นใยแล้ว แนวคิดต่อมาคือการออกแบบลวดลายการทอ เรย์ออกแบบลายผ้าของเธอเป็น “ภูเขาน้ำแข็ง” เพื่อสื่อถึงภาวะโลกร้อนจนเกิดน้ำแข็งหลอมละลาย

“ถ้าสังเกตลายผ้าดีๆ ลายที่อยู่บนผ้าจะเหมือนเป็นภาพสเกตช์ หรือภาพเล่าเรื่องราวของการละลายของน้ำแข็ง ในหนึ่งผืนมีหนึ่งลาย ผ้าทออีกผืนก็มีอีก 1 ลวดลาย หนูออกแบบทั้งหมด 7 ลวดลาย ล้วนเล่าเรื่องราวของน้ำแข็งละลาย การแตกแยกน้ำแข็ง ซึ่งการแตกก็มีแตกหลายระดับ”

การทำงานใช้ความคิดสร้างสรรค์มักย่อมเกิดปัญหาในการทำงาน เรย์เล่าว่า ขั้นตอนการทำงานที่ยากที่สุดคือ ของเธอเน้นการผลิตเส้นด้าย ดังนั้นขั้นตอนที่ยากที่สุด คือ การปั่นเส้นดาย ซึ่งคือขั้นตอนแรก เธอใช้วิธีทดลองใช้ที่ขูดขนสัตว์ทำให้เส้นด้ายฟูๆ เสร็จแล้วเธอนำมาทดลองให้ชาวบ้านปั่นให้เป็นเส้นด้าย เรียกว่าการเข็นเส้นด้าย ซึ่งชาวบ้านก็สามารถทำได้ ซึ่งกว่าความคิดจะตกผลึกที่เส้นด้ายจากยีนส์เหลือใช้ เธอเคยทดลองใช้วัสดุเส้นไหม โดยใช้เส้นไหมของชาวบ้าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่เลือกไปเชียงรายเพราะเป็นบ้านเกิด และเธออยากสร้างงาน เพราะชาวบ้านเคยมีโรงงานทอผ้าแต่หยุดกิจการไป แต่ยังเหลือชาวบ้านที่มีฝีมือด้านการทอผ้า ทำให้เธอคุ้นชินกับวิถีชาวบ้านคือการทอผ้า จึงเป็นที่มาของการเลือกทำเครื่องนุ่งห่ม

“อุปสรรคและการแก้ไขปัญหา มีตอนการปั่นเส้นใย หนูปั่นโดยใช้แรงงานคน ถ้าชาวบ้านปั่นเร็วเกินไป เส้นด้ายใหญ่ไป ทำให้เส้นด้ายไม่เท่ากันในแต่ละล็อต ส่งผลให้หนูเอาเส้นด้ายมาทอแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน หนูแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนการทอ ถ้าด้ายเส้นเล็กใช้วิธีรวบเป็นสองเส้นให้เป็น 1 เส้น เพื่อให้เส้นด้ายมีขนาดเท่ากัน เพราะเราปั่นใหม่ไม่ได้มันเสียเวลาค่ะ”

กว่าจะเป็นหมอนอิง ผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอมขาว เธอใช้เวลาค้นคว้าและทดลองใช้ระยะเวลาถึง 1 ปีเต็ม

“หลักการคิดกว่าจะเป็นโปรดักต์ของนักศึกษา เริ่มแรกคืออาจารย์ให้นักศึกษาคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ตอนจบ และคิดถึงความเป็นไปได้ หนูทดลองจนปั่นเป็นเส้นด้ายได้ใช้เวลา 1 เดือน เทอมแรกส่งงาน 3 รอบ ได้แก่ พัฒนาแบบรอบแรกผ่านแล้วรอบ 2 พัฒนาแบบ ต้องทอเป็นผืนผ้าให้ได้ แล้วก็รอบที่ 3 คิดเป็นโปรดักต์ทำจริง ว่าหากผลงานเสร็จแล้วใช้ได้จริงไหม”

สำหรับประโยชน์ใช้สอยของโปรเจกต์ของน้องเรย์ คือ ใช้นุ่งห่มให้คลายหนาว ใช้ปกปิดร่างกาย ซึ่งความคาดหวังกับผลงานชิ้นนี้คือเธออยากพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นอกเหนือจากผ้าคลุม ปลอกหมอน อาจะเป็นชุดชนเผ่า คลุมตัวคอวี หรือบอนโซ ให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะเป้าหมายของเรย์คือเธออยากให้ผลงานที่เธอสร้างสรรค์สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีความเรียบง่าย เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ คือ ชอบความคล่องตัว เรียบง่าย และไม่ซับซ้อน

หากใครสนใจงานของศิริณา สามารถติดต่อผ่านไอจี rayrayrai ได้เลย เธออยากพัฒนาตนเองเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นนักออกแบบด้านสิ่งทอและนักออกแบบจิวเวลรี่ หากมีโอกาสเธออยากเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งสองด้านนี้ควบคู่กัน เพราะเป็นสองสิ่งที่เธอมีความสุขที่จะทำและได้เรียนรู้

ทำงานทั้งวันก็ฟิตได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564569

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

ทำงานทั้งวันก็ฟิตได้

เรื่อง พุสดี

นิยามรูปร่างที่เป๊ะและปังของผู้หญิงยุค 4.0 นกจากหุ่นลีนไร้ไขมัน ยังต้องแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย แต่หลายครั้งอุปสรรคที่ทำให้ภารกิจฟิตแอนด์เฟิร์มต้องเหลวไม่เป็นท่าก็คือ ตารางงานอันแน่นเอี้ยด หรือชั่วโมงโอทีที่ทำให้ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมง จนไม่มีเวลาไปยิมหรือสวนสาธารณะ

เพื่อเป็นทางเลือกให้สาวดูแลรูปร่างของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา โค้ชแม้ด-พิมพ์อร โมกขะสมิต โค้ชด้านความแข็งแกร่งจาก อาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก (Adidas Runners Bangkok) จะมาแชร์วิธีออกกำลังกายที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลาในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งนอกจากจะทำให้มีหุ่นสวยไม่ใช่ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ยังช่วยบอกลาอาการออฟฟิศซินโดรมด้วย

1.ท่า Calve Raise หรือท่าเขย่งน่อง ท่านี้จะช่วยบริหารบริเวณกล้ามเนื้อน่องให้มีความแข็งแรงและกระชับ โดยเริ่มต้นจากการยืนแยกขา ปลายเท้าชี้ตรงไปด้านหน้า เขย่งขึ้นจนสุด ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จากนั้นลดส้นเท้ากลับลงมาที่ท่าเริ่มต้นแล้วจึงนับเป็น 1 ครั้ง (ควรทำอย่างน้อย 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง)

2.ท่า Back Lunge หรือท่าก้าวไปด้านหลัง ท่านี้จะช่วยบริหารบริเวณต้นขาและสะโพก รวมทั้งช่วยฝึกการทรงตัวด้วยเช่นกัน โดยท่านี้จะเริ่มจากการใช้เก้าอี้ทำงานเป็นอุปกรณ์เสริม แล้วเริ่มต้นด้วยการยืนตรง ให้ปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ไปด้านหน้า จากนั้นใช้มือแตะเก้าอี้เพื่อทรงตัว แล้วก้าวเท้าไปด้านหลังในระยะที่เรายังสามารถทรงตัวได้ เสร็จแล้วจึงก้าวเท้ากลับมาที่เดิม โดยจะต้องเกร็งที่หน้าขาด้วย (ควรทำข้างละ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง)

3.ท่า Lateral Kick หรือท่ายืนและเตะขาไปด้านข้าง ท่านี้จะช่วยบริหารและกระชับกล้ามเนื้อช่วงสะโพกด้านข้าง โดยเริ่มต้นจากการยืนหันด้านข้างให้เก้าอี้ จากนั้นก็ใช้มือของเราแตะเก้าอี้ไว้เพื่อพยุงตัว โดยจะต้องเปิดไหล่ เกร็งหน้าท้อง ลำตัวต้องตั้งตรง โฟกัสสายตาไปที่ด้านหน้า แล้วเตะขาออกด้านข้างให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อช่วงลำตัวอยู่ด้วย (ควรทำข้างละ 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง)

นอกจาก 3 ท่าดังกล่าว สาวๆ อย่ามองการเดินขึ้นลงบันไดระหว่างวัน แทนที่จะทุ่นแรงด้วยการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน ลองเปลี่ยนมาเบิร์นด้วยการเดินขึ้นบันไดนั้นทำให้ร่างกายของเราได้ขยับเขยื้อน เป็นการเคลื่อนไหวในท่าออกกำลังกาย “Step Up” ช่วยกระชับกล้ามเนื้อช่วงต้นขา สะโพก และน่อง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้หญิงอย่างเราควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น การเดินขึ้นบันไดเป็นประจำยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะว่าการขึ้นบันได 15 นาที จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 150 แคลอรีเลยทีเดียว

รับมือความขัดแย้ง ในองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564568

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 18:15 น.

รับมือความขัดแย้ง ในองค์กร

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ รอยเตอร์ส

คนทำงานมืออาชีพ นัยหนึ่งคือคนที่รับอาสาแก้ปัญหาแบบมืออาชีพ เรื่องที่จะพ้นไปจากปัญหาจึงไม่มี หนึ่งในนั้นคือปัญหาเรื่องคน ค้น คนที่มิอาจหลีกเลี่ยง งานทำให้สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียวไม่ได้ฉันใด การจะทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย จึงต้องมีกลยุทธ์ในการรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจาก “คน” ฉันนั้น

1.เริ่มต้นที่ตัวเรา

คนบางคนเริ่มต้นแก้ปมความขัดแย้งด้วยการพิจารณาว่า “ใคร” เพื่อนร่วมงานคนใดที่มีปัญหา นั่นเป็นเพราะอคติที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน โดยลืมพิจารณาถึงตัวเองว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่ เรื่องการพิจารณาตัวเองนี้ มีตั้งแต่ความกราดเกรี้ยวก้าวร้าว พูดจาไม่ดี ใช้ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ฯลฯ

พูดแล้วไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พูดแล้วไม่มีใครกล้าขยับ อย่างนี้ก็ไม่ดีนะ มองในมุมหนึ่งก็ทำลายบรรยากาศการทำงาน สร้างความลำบากใจให้ทีมงาน ขอให้พึงคิดและใช้งานเป็นที่ตั้ง โดยเมื่อเกิดปัญหาขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือการหันมาพิจารณาตัวเองก่อน ปรับที่ตัวเองก่อน จากนั้นจึงค่อยเดินหน้าหารือและปรับทัศนคติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูง

2.มองเรื่องใหญ่ ไม่มองเรื่องเล็ก

คนทำงานที่ดีคือคนทำงานที่ไม่มองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่เก็บหรือไม่คิดไปเสียหมดถึงคำพูดหรือการกระทำของเพื่อนร่วมงาน อะไรที่ปล่อยข้ามไปได้ก็ปล่อยข้ามไปเถิด เพราะงานใหญ่และเป้าหมายใหญ่คือสิ่งที่ต้องพึงระลึกมากกว่า หาวิธีของตัวเองในการที่จะช่วยให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปให้พ้น ใช้เมตตาบารมีนำพาตัวเองออกไปจากเรื่องยุ่งขิงที่ไร้ราคา จากนั้นจึงทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างสรรค์งานใหญ่ดีกว่า

3.ตอบสนองปัญหาด้วยปัญญา

การทำงานอาจไม่ทำให้คนในองค์กร “รัก” คุณหรือชอบคุณทั้ง 100% แต่นั่นเป็นปกติของการทำงาน รู้เช่นนั้นแล้วก็ไม่พึงตอบโต้ความเกลียดโกรธไม่พอใจของเพื่อนร่วมงานด้วยความเกลียดชัง เพราะไม่เพียงแต่จะไม่แก้ปัญหาใดๆ แต่ยังทำให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรง

วิธีที่ถูกคือการผูกมิตร สมานไมตรีต่อผู้ร่วมงาน ใช้ความหนักแน่นภายในของเรา ส่งผ่านพลังแห่งความดีและน้ำจิตน้ำใจออกไป อาจเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยก็ได้ เช่น การชวนไปดื่มกาแฟ กินข้าว หรือเล่นกีฬาร่วมกัน ถ้าคุณดำเนินวิถีแห่งมิตรอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดฝ่ายตรงข้ามของคุณก็จะเริ่มไม่เห็นคุณในแง่ลบเสียทีเดียว

4.ปรับที่อคติ

เรื่องอคติส่วนตัวนี้ต้องระวัง คุณต้องรักษาตัวเองให้ปลอดจากอคติ ซึ่งไม่นำพาให้เกิดประโยชน์ในเรื่องอันใด อีกขัดขวางการทำงานและความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น กรณีเป็นอคติของฝ่ายเพื่อนร่วมงานหรือคนในองค์กร ก็พึงตั้งหลักที่ตัวเราก่อน อย่ามีอคติตอบโต้หรือปล่อยให้ตัวเองเกิดความรู้สึกด้านลบ

การคิดร้ายไม่ก่อประโยชน์อันใด การไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น แต่พุ่งเป้าหมายไปที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน จะช่วยให้คุณ “โฟกัส” ได้ตรงจุด และขจัดอคติทั้งของตัวเองและของผู้อื่นไปได้โดยอัตโนมัติในที่สุด

5.เป็นมืออาชีพ

อย่าฟูมฟาย อย่าตะบึงตะบอน หรือตอบโต้แบบไม่มืออาชีพ คำว่ามืออาชีพหมายถึงการเป็นคนทำงานที่ได้มาตรฐาน มองและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่ถ้าเผลอหรือปล่อยให้ตัวเองสวิงสวายไปตามอารมณ์ เช่นนี้แล้วย่อมไม่เกิดผลดี อีกฝ่ายตรงข้ามก็ย่อมเดินหน้าทำร้ายคุณได้มากขึ้น

เมื่อเกิดปัญหา พึงบอกตัวเองให้เข้มแข็ง และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด ในหนทางอันวิบากย่อมเจอบ้างกับความไม่หวังดี คนไม่หวังดี ถ้อยคำที่บั่นทอน หรือมุ่งร้ายทำลายขวัญ แต่ก็อย่าเสียกำลังใจ ใช้ความกล้าหาญในการเผชิญหน้า หรือถ้ามีโอกาสก็ปรับทัศนคติที่มีต่อกัน

6.ขอความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดความขัดแย้งในองค์กร ที่ปมลึกสาวไม่สุด มิติความซับซ้อนของปัญหาเกินกว่าคุณจะรับมือได้ ก็ไม่ต้องยั้งหรือรั้งรอที่จะบอกกล่าวแก่ผู้บังคับบัญชาที่อยู่เหนือขึ้นไป เพราะบางครั้งการจะคลี่คลายปัญหาได้ก็อาจต้องใช้ “กำลังภายใน” ของตำแหน่งหน้าที่ที่สูงกว่า

อาจมีคำถามถึงความเหมาะสมว่า เมื่อใดจึงจะรายงานความขัดแย้งต่อผู้บังคับบัญชาได้ พึงใช้หลักว่า การเก็บงำปัญหาต่อไปนั้น มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือไม่อย่างไร ถ้าพบหรือประเมินแล้วคิดว่า ความเสียหายอาจเกิดขึ้น คุณก็ย่อมมีสิทธิเต็มที่ในการนำปัญหานั้นๆ ขึ้นมาวางบนโต๊ะ

อย่ากลัวจะถูกมองว่า เป็นคนขี้ฟ้อง เพราะเรื่องนี้อยู่เลย!

ชีวิตใหม่ไร้ขยะ… เป็นไปได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564566

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ชีวิตใหม่ไร้ขยะ... เป็นไปได้!

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตใหม่ที่ไร้ขยะจะเป็นอย่างไรหนอ นึกภาพไม่ออกเลยทีเดียว เพราะมองไปรอบตัวขณะนี้ ก็เป็นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ นี่คือโลกใบเดิมที่ใหญ่ขึ้น โลกใบเดิมที่ขยะมากขึ้น ปัญหาที่พวกเราเพิ่งได้ตระหนักและรู้ซึ้งถึงพิษภัยเมื่อไม่นานมา สำหรับคนที่กำลังมองหาความท้าทาย นี่อาจเป็นความท้าทายที่เรียกได้ว่าที่สุดของทศวรรษนี้ Go Zero Waste…ชีวิตใหม่ไร้ขยะ โปรเจกต์เปลี่ยนโลก ที่ท้าทายมนุษย์โลกทุกคน

Go Zero Waste เป็นชื่อของนิทรรศการหมุนเวียน จัดขึ้นโดยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นิทรรศการสำรวจพฤติกรรมต้นกำเนิดขยะและทางออกของปัญหา ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ขยะอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา การทำให้เหลือศูนย์คือความท้าทาย ถือโอกาสนี้ชักชวนทุกคนมาจุดประกายอีกครั้งในสังคมเรา

“โลกรณรงค์เรื่องขยะมาไม่ต่ำกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่ไทยแกะรอยตามมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเข้มข้นของผลกระทบ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพิษภัยขยะ”

ดร.สุปรีดา เล่าว่า ปัญหาขยะในบ้านเรา คือการใช้อย่างไม่คุ้มค่า คือความสูญเปล่าที่สร้างปัญหา และคือการกำจัดทิ้งที่ไม่ถูกวิธี ปัจจุบันไทยสร้างขยะสูงสุดติดอันดับ 6 ของโลก ด้วยการสร้างปริมาณขยะมูลฝอยรวม 27.4 ล้านตัน/ปี โดย 1 ใน 5 ของขยะทั้งหมดมาจากกรุงเทพมหานคร นั่นหมายถึงการต้องกลับมาทบทวนพฤติกรรมตัวเองในฐานะต้นตอขยะ ทำอย่างไรให้ประเทศไทยลดปริมาณขยะลง คำตอบมีอยู่แล้ว

“คำตอบคือการขยับตัวจากทุกระดับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในสังคมนี้ ตั้งแต่ระดับบุคคลในครัวเรือน ไปจนถึงระดับองค์กร ชุมชน และในระดับประเทศ สำคัญมากที่สุดก็คือตัวเราทุกคนว่าในฐานะผู้ผลิตขยะ ที่จะผลิตขยะให้ต่ำสุดได้อย่างไร หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ขนาดไหน เรียนรู้ที่จะกำจัดขยะให้ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพเพียงใด”

ขณะเดียวกันกรอบนโยบายในระดับประเทศ ที่ใช้กำกับและสนับสนุนต่อกระบวนการใดใดที่เกี่ยวข้อง ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดร.สุปรีดาตั้งข้อสังเกตว่า ไทยสามารถเรียนรู้จากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในเรื่องนี้ เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียน กลุ่มยุโรปตะวันออก บางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา หรือในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ถือว่ามีมิติของการกำจัดขยะที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด

“เราเรียนรู้ได้ และประยุกต์ให้เข้ากับบริบทสังคมของเราได้”

ปราณี หวาดเปีย คุณครูประจำโรงเรียนรุ่งอรุณ เล่าว่า โรงเรียนรุ่งอรุณเริ่มเห็นปัญหาขยะจากโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะอาหาร เป้าหมายของการจัดการขยะในโรงเรียนมาจากความคาดหวังที่จะดูแลขยะในชุมชนของตัวเอง และส่งต่อขยะที่เหลือน้อยที่สุดให้ กทม. ขยะที่สร้างปัญหาที่สุดคือขยะอาหาร

“ขยะอาหารนั้น ไม่เหลือ ทิ้งน้อยที่สุด ดีที่สุด”

จากจุดเริ่มต้นที่คัดแยกขยะเมื่อ 14 ปีก่อน ขณะนั้นโรงเรียนมีขยะ 206 กิโลกรัม/วัน ถึงปัจจุบันปี 2561 โรงเรียนมีขยะไม่เกิน 30 กิโลกรัม/วัน ปราณีเล่าว่า เด็กและทุกคนในโรงเรียนจัดการขยะของตัวเอง นั่นคือการจัดการที่ต้นทาง อีกแนวทางหนึ่งคือการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร มองให้เห็นประโยชน์ของทรัพยากร

“โลกนี้ไม่มีขยะ เพราะมองในมุมหนึ่งแล้วขยะก็คือทรัพยากรโลก เมื่อเรามองที่ประโยชน์ ก็จะเห็นประโยชน์ เห็นแนวทางที่จะจัดการ”

สำหรับการคัดแยกขยะสำหรับผู้เริ่มต้น ปราณีแนะนำว่า ขอให้ใช้หลักการสังเกต สังเกตว่าขยะนั้นควรแยกอย่างไร ทำมาจากอะไร หรือหาความรู้ในการคัดแยกแล้วส่งต่อแก่ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้คือใช้หลักการต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ฝึกฝืนจากความสบายหรือความคุ้นชินเก่าๆ สุดท้ายคือการลงมือปฏิบัติ

ดร.กุลธิดา จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (ศวพช.) มหาวิทยาลัยสยาม เล่าว่า ศูนย์วิจัยฯ ได้ทำงานกับชุมชนในเขตเมืองจำนวนกว่า 2,000 ชุมชน พบว่าปัญหาอันดับหนึ่งของทุกชุมชนล้วนเป็นปัญหาเดียวกัน นั่นคือปัญหาขยะ และเป็นทุกคนในทุกชุมชนที่ชี้ออกนอกตัวหมด

“ทุกคนชี้ไปที่คนอื่น คนอื่นเอาไปสิ หน่วยงานต่างๆ เอาไปทิ้งสิ แต่ลืมนึกว่าขยะเกิดจากตัวของพวกเขาเอง”

การเดินหน้าแก้ปัญหาขยะในเมือง ดร.กุลธิดาเล่าว่า ได้เริ่มทดลองจากชุมชนในเขตภาษีเจริญ ที่มีขยะท่วมทับกำแพงบ้านหลังหนึ่งในชุมชนจนกำแพงขยะแห่งนี้สูงมิดกว่า 2 เมตร รวมทั้งกินพื้นที่ติดต่อไปอีก 2 ไร่ กลายเป็นภูเขาขยะ ที่สร้างปัญหายืดเยื้อเรื้อรัง

“จุดประกายด้วยการท้าทาย สองไร่นี้เอาขยะออกไปให้หมดภายใน 15 วันทำได้มั้ย เราท้าทั้งชาวบ้าน ท้าทั้งเขต ท้าทั้งภาคี ปรากฏว่าทำได้ ขยะ 2 ไร่กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่สวยงามและทุกคนได้ใช้ประโยชน์ ช็อกไปตามๆ กัน”

ปฏิบัติการช็อกแล้วแชร์ ช็อกทั้งคนในพื้นที่ ช็อกทั้งคนนอกพื้นที่ กระบวนการเริ่มจากการสร้างศรัทธาคนในชุมชน เมื่อพวกเขาทำได้ สำนึกรักชุมชนก็เกิดไม่ยาก ทุกคนทำได้และช่วยรักษามันเอาไว้ จากนั้นจึงแชร์หรือแบ่งปันต่อไปยังชุมชนอื่นที่มีปัญหาขยะล้น

“ช็อกและแชร์ เริ่มจากศรัทธาในตัวเอง ที่สำคัญคือไม่หยุด หากเขยื้อนต่อไปเรื่อยๆ เพราะขยะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่รักษาไว้ จะกลับมาซ้ำเดิม เรื่องนี้สอนว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ไม่ว่าขยะจะล้นเมืองหรือมากขนาดไหน ก็ทำได้แน่นอน”

ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย ตัวแทนกลุ่มแทรช ฮีโร (Trash Hero) ประเทศไทย เล่าว่า 80% ของขยะทั้งหมดจมอยู่ในทะเล จากขยะบกหรือขยะบนบก ที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะทะเล เนื่องจากธรรมชาติของขยะจะเคลื่อนตัวไหลลงสู่ที่ต่ำไปกองสุมอยู่ที่ก้นทะเลลึก เกิดเป็นกองภูเขาขยะที่มองไม่เห็น ปัญหาขยะในทะเลถือเป็นปัญหาระดับโลก ที่ไม่มีทางออกใดเลยนอกจากทำให้เป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด

“ทางรอดคือซีโร่ ขยะที่มีอยู่แล้วขณะนี้กว่า 8 ล้านตันในทะเล ยังไม่รู้จะกู้เก็บขึ้นมายังไงเลย ถ้ายังเพิ่มเรื่อยๆ อีกปีละ 8 ล้านตัน อะไรจะเกิดขึ้น หรือขนาดว่าเราหยุดตัวเลขให้เป็นศูนย์ในวันนี้นะ ก็ที่ก้นทะเลตอนนี้ล่ะ ปัจจุบันไม่มีเทคโนโลยีใดที่กู้เก็บได้”

ไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ขยะเหลือศูนย์ จะทันหรือไม่กับวิกฤตการณ์ขยะโลกที่ก่อตัวขึ้น ตัวแทนกลุ่มแทรช ฮีโร บอกว่า ตอบยาก แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าไม่เริ่มหรือไม่ลงมือทำอะไรเลย ขยะเริ่มจากตัวเรา เริ่มที่ตัวเรา สุดท้ายแล้วคือการร่วมมือกัน ช่วยกัน และสนับสนุนกันในอย่างใดอย่างหนึ่ง

Trash Hero เป็นปฏิบัติการพิชิตขยะ จิตอาสาที่ระดมพลเก็บขยะในหลายภูมิภาคทั่วโลก ก่อตั้งมาแล้ว 4 ปี เก็บขยะไปแล้วมากกว่า 6 แสนกิโลกรัม หรือ 600 ตัน มีสมาชิกหรือแนวร่วมกว่า 1 แสนคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมี 25 แห่งทั่วประเทศ เข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนร่วมเก็บขยะ (ใกล้บ้านคุณ) ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Trash Hero Thailand

การจัดการขยะเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วน ต้องเริ่มจากคนทุกคนในสังคม ใช่! แม้บางครั้งที่เราคิดว่า ปัญหาของโลกมันช่างใหญ่และท่วมท้นจนไม่มีทางแก้ไขหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็มีหลายวิธีที่เราจะช่วยได้ เริ่มจากการท้าทายตัวเองว่า จากจุดที่ยืนอยู่ เราทรงพลังเพียงไหน และเราจะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางบวกเพียงไหน

Go Zero Waste

นิทรรศการหมุนเวียนและความคาด หวัง นั่นคือการสร้างความตระหนักแก่สาธารณชนต่อสถานการณ์ขยะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นิทรรศการสร้างจิตสำนึกผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ใน 4 โซนหลัก1.Check & Shock สำรวจพฤติกรรมสร้างขยะ (ของตัวเอง บ้าน ร้านค้าโรงเรียน ฯลฯ) ในชีวิตประจำวัน2.Waste Land สถานการณ์ขยะปัจจุบัน3.Waste Wow นวัตกรรมการกำจัดขยะใกล้ตัว เช่น ไซดักขยะที่บ้านนาดี จ.ศรีสะเกษ กล่องหมักปุ๋ย Eco Brick4.Zero Waste World เรียนรู้ต้นแบบ การจัดการขยะจากทั่วโลก

ขอเชิญมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถึงแนวคิด วิธีการ รวมทั้งปัจจัยความสำเร็จ ทางออกปัญหาขยะล้นเมือง หนทางที่ทุกคนต้องช่วยกัน นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันนี้-30 ม.ค. 2562 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

อุรุดา โควินท์ คุณภาพและความถี่ของงานสำคัญมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564439

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

อุรุดา โควินท์ คุณภาพและความถี่ของงานสำคัญมาก

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เธอมีชื่อเข้าชิงซีไรต์เป็นครั้งแรก หลังจากที่เขียนงานมาเป็นเวลา 17 ปี มีผลงานมาทั้งหมด 15 เล่ม โดยเธอมีงานเขียนเล่มแรกเป็นเรื่องสั้นเมื่อปี 2539 ตอนนั้น อุรุดา โควินท์ ยังเป็นพนักงานธนาคาร จนกระทั่งงานเขียนเล่มนี้ที่ได้เข้าชิงซีไรต์ คือเรื่อง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ซึ่งเป็นนวนิยายเรื่องล่าสุดของเธอในวัย 48 ปี เนื้อเรื่องว่าด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวที่อยากเป็นนักเขียนกับนักเขียนหนุ่มผู้มีชื่อเสียง เป็นนวนิยายซึ่งเป็นความจริงและจินตนาการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน เต็มไปด้วยรายละเอียด ของความคิดและอารมณ์ความรู้สึก

ตอนนี้ อุรุดา โควินท์ เป็นนักเขียนเต็มตัวลาออกจากงานประจำเพื่อมาเขียนหนังสือนานหลายปีแล้ว ปัจจุบันถือว่าเธอเป็นนักเขียนมืออาชีพ เขียนเรื่องแต่งควบคู่ไปกับนิยาย เรื่องสั้น และการเขียนคอลัมน์เรื่องครัว ก่อนหน้านี้เธอมีรวมเรื่องสั้น 4 เล่ม รวมคอลัมน์ 7 เล่ม และนวนิยายอีก 4 เรื่อง เวลาว่างก็เป็นแม่ครัวในชีวิตประจำวันและเป็นนักวิ่งประเภทเน้นความสม่ำเสมอ

เธอบอกว่าหลังจากออกจากงานประจำแล้วก็ต้องวางแผนความพร้อมต่างๆ ไว้มากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเงินเพื่อจะได้มีความพร้อมเรื่องงานเขียนโดยไม่ให้มีข้อกังวลใดๆ “เรารักงานเขียนอยากทำให้เต็มที่ ไม่มีข้อวิตกกังวล จึงวางแผนเรื่องงานเงินให้รัดกุมเพียงพอ เพื่อที่จะทุ่มเทกับงานเขียนได้อย่างเต็มที่ เรามีความสุขกับการเขียนหนังสือ ถ้าไม่มีความกดดันเรื่องการเงินก็จะเขียนหนังสือได้อย่างสบายใจ” เธอเล่าอย่างสบายใจ

สำหรับเรื่องที่ อุรุดา โควินท์ สนใจตอนนี้มักจะเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ความสำคัญในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนแรกๆ ที่เริ่มงานเขียนก็จะห่างๆ หน่อยผลงานออกมาจะไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าใดนัก แต่ระยะ 7-8 ปีหลังมานี้งานเขียนเริ่มถี่ขึ้นมีความสม่ำเสมอมากขึ้น โดยได้พล็อตเรื่องมาจากเรื่องที่เธออยากจะสื่อหรือต้องการมีประสบการณ์ร่วมจากชีวิตจริงของเธอ

ความคาดหวังในงานเขียนแต่ละเล่มนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การได้รางวัลอย่างเดียว สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือ อยากให้ผู้อ่านแฟนประจำ และคนอ่านรุ่นใหม่ๆ ได้งานของเธอให้มากที่สุด เข้าถึงคนอ่านให้มากที่สุด ดังนั้นเธอจึงต้องทำงานให้หนักขึ้น หาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อให้เข้าถึงผู้คนให้มากที่สุด มีคนอ่านหลากหลายขึ้น ไม่ใช่มีแค่แฟนประจำกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เธอว่าไม่ใช่จะแข่งกับใครแต่เป็นการแข่งกับตัวเอง

สำหรับการแบ่งเวลาในการทำงานของเธอนั้น เธอให้ความสำคัญกับงานเขียนแบบเต็มเวลา ตอนเช้าจะแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย ตอนสายๆ จะเริ่มเขียนหนังสือให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ตอนใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง/วัน เพื่อฝึกให้มีวินัย โดยจะวางแผนงานล่วงหน้าเอาไว้เสมอว่า 1 ปีจะมีงานเขียนกี่เล่ม จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ วันละกี่บท หนังสือจะเสร็จเมื่อไหร่ จะออกเมื่อไหร่ เธอจะแพลนงานล่วงหน้าไว้เป็นปี เพื่อให้งานทุกอย่างเดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ยิ่งถ้าจะต้องดำรงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียว ความสม่ำเสมอในเนื้องานที่ออกมาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าเราไม่มีแผนงานที่ชัดเจน เราจะย้วยๆ ไม่มีวินัย คุมตัวเองไม่ได้ งานก็จะไม่ออกตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ดังนั้น การมาเป็นนักเขียนเต็มเวลา เรื่องวินัยเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก อย่างที่บอกว่าการมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอนั้นสำคัญมากพอๆ กับคุณภาพของเนื้องานเลยทีเดียว ถ้างานออกบ้างไม่ออกบ้างก็จะยากลำบากคนอ่านก็จะไม่ขยายวงกว้างไปเท่าที่ควร”

เธอบอกว่าโชคดีที่แฟนประจำของเธอมักจะเป็นผู้หญิงที่ชอบงานของเธอและรออ่านงานใหม่ๆ ให้กำลังกันอยู่เสมอ ซึ่งต้องขอขอบคุณมา ณ จุดนี้

เพนต์เฮาส์ อีส อาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564432

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 10:06 น.

เพนต์เฮาส์ อีส อาร์ต

โดย พริบพันดาว  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ศิลปะอยู่ในทุกที่ทุกทาง อยู่ในชีวิตประจำวันมิอาจแปลกแยก เป็นหนึ่งเดียวกันในวิถีชีวิต เช่นเดียวกันเมื่อโครงการแม่น้ำเรสซิเดนท์ คอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จัดห้องเพนต์เฮาส์ ราคา 80 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 3 ห้อง บนชั้น 9 มาเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงงานศิลปะไปในตัว

การแสดงศิลปะบนเพนต์เฮาส์ครั้งแรกของประเทศไทย “Penthouse Is Art by Menam Residences” จึงเกิดขึ้น โดยมีศิลปินแห่งชาติ และศิลปินที่เป็นที่รู้จักกันดีทั้งภายในและต่างประเทศจำนวนถึง 12 คน เข้าร่วมแสดงผลงานศิลปะหลากหลายสาขา

ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศราวุธ ดวงจำปา อภิสิทธิ์ไล่สัตรูไกล ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี จิตต์สิงห์ สมบุญ สุธี คุณาวิชยานนท์ สุรพร เลิศวงศ์ไพฑูรย์ ผศ.กิตติชัย กันแตง วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ผศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล ปิ่นนุช ปิ่นจินดา และ ผศ.ลลินธร เพ็ญเจริญ

ชลิต นาคพะวัน คิวเรเตอร์ผู้คัดเลือกศิลปินและผลงาน รวมถึงเป็นหนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงงานด้วย บอกว่าเพราะรู้จักศิลปินเยอะ และก็เป็นอาจารย์สอนศิลปะด้วย

“ทางเจ้าของเพนต์เฮาส์คงคิดว่ามีความสามารถเลือกภาพของศิลปินได้ตรงกับคอนเซ็ปต์ของเพนต์เฮาส์ ศิลปินที่เลือกมาเป็นศิลปินแห่งชาติ 2 คน และศิลปินมีชื่อเสียงอีกหลายคน งานแต่ละคนมีคาแรกเตอร์หมด แต่จะแตกต่างกันด้วยเทคนิควิธีการ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเหมาะกับอารมณ์ของเพนต์เฮาส์ที่ต้องการงานศิลปะที่มีคุณภาพทั้งห้องและวิว”

อันดับแรกในการทำงาน ชลิตบอกว่ามาเดินดูเพนต์เฮาส์ แล้วก็จินตนาการว่าควรเป็นงานศิลปะของใครบ้าง เพื่อให้เข้ากับสถานที่และทำให้งานศิลปะที่มีคุณค่าสามารถกลืนกลายกับเพนต์เฮาส์ที่มีมูลค่าสูงและแพงมาก

“ที่นี่อยู่ใจกลางเมืองแต่รู้สึกสงบ เพราะเราไม่เห็นความวุ่นวายของเมือง อยู่สูง สถานที่ สเปซ และวิวแม่น้ำ ทำให้เกิดจินตนาการมากมาย เมื่อติดตั้งงานศิลปะแล้ว มองเห็นศิลปะของศิลปินทั้งหลายแล้วนั้นมันมีค่าจริงๆ สร้างมูลค่าและคุณค่าขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเลย ที่เราเลือกมาทุกอย่างพิเศษมาก”

ชลิต เรียกการทำงานครั้งนี้ว่า “ครีเอทีฟ ไลฟ์” ซึ่งจะทำให้ชีวิตลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตที่สวยงามเหมาะสมเหมาะเจาะพอดี

“ทำให้เรามีกำไรชีวิต เราเกิดมาจะทำชีวิตให้ขาดทุนทำไมกัน เป็นคำของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) สร้างกำไรชีวิตด้วยความงดงาม หลักการเลือกก็ดูจากโทนสีลักษณะของห้อง เลือกงานศิลปะที่มีแง่คิดที่ยาวไกล กว้างขวางลุ่มลึก การดูศิลปะถ้าเราได้ใช้สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ได้เสาะหาความรู้จากงานศิลปะก็เหมือนการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งว่าให้อะไรกับเรา หนังสือเล่มเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ ทำให้เรามีความสุขขึ้นขณะที่เราทุกข์อยู่ก็ได้

เพราะฉะนั้น การดูงานศิลปะหรืองานสร้างสรรค์ จะทำให้คนเรามีก้าวย่างของการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและเข้าใจโลกนี้มากขึ้น เหมือนเราเข้าใจธรรมะ เข้าใจการเกิดแก่เจ็บตาย เราก็จะไม่ทุกข์ร้อน มีความเข้าใจชีวิตเราก็จะมีชีวิตอย่างสร้างสรรค์”

การดูงานศิลปะอยู่ที่ประสบการณ์และการสั่งสมของชีวิตคนเรา ชลิต มองว่ายุคนี้เป็นสมัยที่งานศิลปะจะเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

“การถวิลหาศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ทำให้มนุษย์มีความสมดุล มีความอ่อนโยนละเอียดอ่อน ศิลปะเข้าไปอยู่ในทุกที่เพนต์เฮาส์สวยอยู่แล้วรวมทั้งทำเลที่ตั้ง ต้องเลือกงานศิลปะที่ดีที่สุดให้เข้ามาติดตั้ง เลือกงานที่เข้ากับสถานที่แล้วนำพาไปด้วยกัน”

เดชโรจน์ ตั้งสิน กรรมการบริหาร บริษัท แม่น้ำเรสซิเดนท์ อธิบายถึงแนวคิดว่าเพนต์เฮาส์สมัยก่อนไม่ได้แต่ง เป็นเพียงห้องเปล่า พอตั้งใจแต่งขึ้นมา ไม่ใช่ความตั้งใจทำห้องให้สวยเพียงอย่างเดียว ต้องทำห้องให้มีเรื่องราว

“ลูกค้าที่มาซื้อไลฟ์สไตล์ต่างกัน ทั้ง 3 ห้องที่ทำเพนต์เฮาส์ อีส อาร์ต ก็เป็นคนละสไตล์กัน ห้องนี้เป็นผู้หญิงอ่อนโยน ห้องนี้เป็นคนทำงาน พอแต่งเสร็จแล้วห้องก็สวยระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีอารมณ์หรือมีศิลปะมาก พอเจอชลิตก็คุยว่าถ้าเราเอาผลงานของศิลปินต่างๆ มาแต่งมาวางในห้องให้มีอารมณ์มากกว่านี้ก็น่าจะดี

เจอชลิตครั้งแรกก็รู้สึกว่า เป็นคนอารมณ์ดี พอคุยกันแล้วก็รู้สึกว่าเขามีความตั้งใจทำให้เพนต์เฮาส์เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะไปในตัวด้วยจริงๆ ก็ไม่ลังเลใจเลยที่จะเชิญชลิตมาเป็นคิวเรเตอร์คัดสรรผลงานศิลปะให้กับเรา ปล่อยอิสระให้เต็มที่ พอเห็นผลงานที่มาแขวนทำให้ห้องสวยขึ้นจริงๆ”

สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2560 กล่าวถึง ผลงานที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ว่า เป็นผลงานที่มีรูปแบบของนามธรรมที่ทำสะสมไว้ประมาณ 10 ชิ้น ตั้งแต่ปี 2553-2560 ซึ่งเป็นผลงานที่มีความสัมพันธ์กับตัวอาคารในลักษณะของการทดลองในการที่จะใช้ทีแปรง ที่เป็นลักษณะเส้นยาวๆ ในการสะบัดทีแปรง และมีลักษณะเหมือนเป็นเส้นที่พุ่งตัดกัน ดูแล้วให้ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวของสิ่งที่เป็นอาคาร บ้านเรือน รวมทั้งบางรูปมีลักษณะเหมือนตึกระฟ้า จึงนำผลงานชุดนี้มาร่วมจัดนิทรรศการครั้งนี้

“คุณค่าของงานศิลปะขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของแต่ละคน เพราะงานศิลปะไม่ได้เป็นเฟอร์นิเจอร์ เหมือนตู้ โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา แต่เป็นสิ่งที่ต้องตาต้องใจ และต้องความรู้สึกของผู้ที่จะรับมัน ดังนั้นเมื่อคนเห็นผลงานแล้วเกิดความพึงพอใจ อยากจะได้เป็นเจ้าของ ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องของการใช้จ่ายเงิน แต่เหมือนกับเวลาที่เห็นสิ่งสวยงาม เราอยากจะซื้อ เพราะมีกำลังที่จะเป็นเจ้าของมันได้ และเมื่อได้เป็นเจ้าของแล้ว ก็ย่อมเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ และรู้สึกว่าเขาสามารถสื่อสารกับสิ่งนั้นได้ ก็เป็นความสุขใจของผู้ที่ครอบครองนั่นเอง”

ร่วมสัมผัสศิลปะในมุมมองใหม่ ที่สร้างสรรค์โดยเหล่าศิลปินแถวหน้าของประเทศไทยในงาน “Penthouse Is Art by Menam Residences” เปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสัมผัสงานศิลปะและการออกแบบตกแต่ง เข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.-7 ต.ค. 2561 ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น.

นัดหมายล่วงหน้าได้ที่ โทร. 06-2796-0101 หรือสามารถลงทะเบียนเพื่อจองรอบเข้าชมงานได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf6xTk-ayYCqQfSfcBiQuN6mWBRJleGBLLyHzZxAESr9z_fgw/viewform

สุดยอดนักจักรยานจิ๋ว ขอประลองสนาม‘Balance Bike’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564431

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 10:00 น.

สุดยอดนักจักรยานจิ๋ว ขอประลองสนาม‘Balance Bike’ 

โดย  ปอย  ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความเร็วช่วงตีโค้งสนาม เร้าใจกองเชียร์ไม่แพ้การแข่งจักรยาน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่ฝรั่งเศสขนาดนั้นกันเลยทีเดียว สองสุดยอดนักกีฬาจักรยานตัวจิ๋วระดับแชมป์โลก และแชมป์เอเชีย โชว์ความพร้อมก่อนลงแข่งขัน Balance Bike เตรียมตัวประลองกันในสนาม International Bangkok Bike 2018 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 พ.ย.นี้ “ข้าวตู” ด.ช.วิปัศย์ อุดมสามทรัพย์ วัย 5 ขวบ “เดลต้า” ด.ช.อชิรวิชญ์ ไชยมงคล วัย 4 ขวบ นักกีฬาอายุน้อยที่สุดของคอลัมน์สปอร์ต มาเนีย แต่อายุน้อยนิดไม่ได้จำกัดศักยภาพสองบิ๊กบอยเลยแม้แต่น้อย

“ข้าวตู” ด.ช.วิปัศย์ นักกีฬาไทยคนเดียว สามารถแตะเส้นชัยการแข่งขันในรายการ Strider Cup Asian Championship 2018 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน คว้าแชมป์ระดับเอเชีย

“เดลต้า” ด.ช.อชิรวิชญ์ คว้าแชมป์รายการ Strider Cup World Championship 2018 ประเทศสหรัฐ คุณพ่อไพโรจน์ บอกอย่างปลื้มใจในตัวลูกชายตัวจิ๋วว่า ตอนได้แชมป์ “น้องเดลต้า” อายุแค่ 3 ขวบกว่า สำหรับจุดเริ่มต้นให้ลูกชายลงแข่งขันกีฬา เพราะสุขภาพน้องเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ

กีฬาคือการสร้างสุขภาพแข็งแรงให้หนุ่มน้อยได้ดีเยี่ยม Balance Bike คือกีฬาที่เด็กๆ สามารถเล่นได้ตั้งแต่เขาเริ่มเดินได้ไปจนถึง 6 ขวบ โดยจากสถิติที่เคยบันทึกไว้ เด็กที่เล่น Balance Bike อายุน้อยที่สุดคือ 1 ขวบ 2 เดือนเท่านั้น(เอง!!!)

โค้ชผู้สอน กรณ์ สังฆบุญ อธิบายกีฬาชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อช่วงวัยเด็ก เป็นกีฬาประเภทของรถจักรยานชนิดไม่มีบันไดปั่น ออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก โดยให้เด็กใช้เท้าทั้งสองข้างยันพื้น และก้าววิ่งไปข้างหน้าพร้อมจักรยานด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เด็กสามารถฝึกการทรงตัวได้อย่างถูกวิธี ตั้งแต่แรกเริ่มเล่นจักรยาน อีกทั้งช่วยเสริมทักษะด้านกีฬา สร้างสมาธิ สร้างการสัมพันธ์ของร่างกาย ตา มือ และเท้าทั้งซ้าย ขวา ไปจนการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า

“กีฬา Balance Bike จะเรียกว่าจักรยานฝึกการทรงตัว จักรยานขาไถ หรือจักรยานสมดุล ทั้งหมดนี้คือจักรยานแบบเดียวกันครับ รถจักรยานชนิดนี้ไม่มีบันไดถีบ จึงเป็นตัวเลือกดีที่สุด เด็กๆ ได้พัฒนากล้ามเนื้อ สร้างความพร้อมให้เด็ก ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นไปถึงการปั่นจักรยานคันใหญ่

เด็กใช้เท้าทั้งสองข้างยันพื้น เด็กก็จะปราศจากความกลัวครับ ซึ่งแน่นอนนะครับว่าเด็กที่ไม่เคยเล่น ก็ย่อมไม่คุ้นเคยกับจักรยานอย่างแน่นอน ผู้ปกครองควรเริ่มแนะนำให้เด็กๆ ได้ทดลองจับ หรือลองนั่ง แล้วค่อยๆ สอน การได้เริ่ม ได้ลอง เขาก็จะสามารถเล่นได้เองโดยธรรมชาติ เป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกๆ ได้ลองเล่นสิ่งแปลกใหม่

กีฬาชนิดนี้เพิ่งมาเป็นที่นิยมเมื่อ 2-3 ปีนี้เองครับ โดยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในมหกรรมงานแสดงสินค้าและอุปกรณ์จักรยาน เด็กๆ มากับพ่อแม่มาเที่ยวงาน ก็จะได้มีส่วนร่วม มีสนามสำหรับพวกเขา ให้ได้ลงแข่งกีฬาประลองความสามารถกันอย่างจริงจังครับ”

โค้ชกรณ์ บอกรายละเอียดกฎกติกาการแข่งขัน จะปล่อยตัวผู้เข้าแข่งขันพร้อมกันจากจุดสตาร์ท แข่งกันทั้งหมด 2-4 รอบ วิธีการเล่น ใช้ขาทั้งสองข้างไถจักรยานไปด้านหน้า วิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดให้ โดยส่วนใหญ่แข่งขันในระยะทาง 500 เมตร เข้าเส้นชัยตามลำดับ 1-5

สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องมี คือ จักรยานขาไถ รองเท้าผ้าใบ หมวกกันน็อก ถุงมือ ชุดเสื้อและกางเกง สนับแขน สนับเข่า

“ความเป็นกีฬาจึงไม่ได้ไถกันสนุกๆ เล่นๆ แล้วนะครับ ผมฝึกข้าวตูให้ร่างกายแกร่ง ฝึกให้วิ่งลากยางทุกเย็นหลังเลิกเรียน ฝึกไถวันละ 3 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-4 วัน (เสียงข้าวตูแทรกว่า “เหนื่อยไส้แตก”) ฝึกทั้งน้ำตา (หัวเราะ) เด็กก็คือเด็ก แต่เมื่อขึ้นอานจักรยานข้าวตูก็คือเสือน้อยใจนักสู้คนหนึ่งเลยครับ เขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่เวลาเข้าเส้นชัยแพ้เพื่อน ก็มีร้องไห้มีน้ำตา โค้ชก็ต้องคอยปลอบใจ

เป้าหมายคือสร้างให้เด็กเป็นนักกีฬา พ่อแม่ที่สนใจให้ลูกเล่นกีฬาชนิดนี้ ลองมาชมการแข่งขันกันได้เลยครับ วันศุกร์ที่ 23 พ.ย.นี้ มาดูอนาคตที่บางคนอาจก้าวไปไกลได้ถึงทีมชาติไทย ตอนนี้วงการกีฬาบ้านเราสร้างคนได้ไม่ทันใช้ และวงการจักรยานบ้านเราก็กำลังคึกคักมากๆ ทั้งระดับผู้ใหญ่ ไล่ลงมาจนถึงเยาวชนรุ่นจิ๋วกลุ่มนี้ครับ” โค้ชกรณ์ กล่าวเชิญชวนกลุ่มผู้ปกครองที่ชื่นชอบกีฬา อยากให้ลูกประลองสนาม ประชันความสามารถ

จักรยานขาไถ Balance Bike เริ่มเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ปกครองในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นการฝึกพัฒนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี ญี่ปุ่นคือเบอร์ 1 ของวงการกีฬาชนิดนี้ ไพโรจน์ เล่าตอนพาน้องเดลต้าไปแข่งขันสนามระดับเวิลด์คัพที่สหรัฐ ความมีวินัยพ่อแม่ชาวอาทิตย์อุทัยบ่มเพาะลูกด้วยความเข้มงวด

“สนามที่ปักกิ่ง มีเด็กไทยแค่ 3 คน ญี่ปุ่น 30 กว่าคน เด็กๆ วัยนี้อารมณ์ควบคุมยากครับ ในสนามเวิลด์คัพมีซุ้มให้เด็กเล่นเยอะมาก พ่อแม่บางคนไม่ให้เด็กเล่นเลย ให้ประจำที่จุดสตาร์ท ผมให้ลูกเล่นเต็มที่แต่มีข้อตกลงที่เขาต้องทำตามหน้าที่ด้วย เดลต้าเป็นเด็กไฮเปอร์ คิดเร็ว ทำเร็ว การเล่นกีฬาก็ทำให้เขามีสมาธิขึ้นครับ” คุณพ่อไพโรจน์ เล่าถึงวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นนักกีฬาที่คว้าถ้วยรางวัลได้มากมายฉัตรวดี มีสุข ผู้บริหาร เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ ผู้จัดงาน International Bangkok Bike 2018 กล่าวว่า การแข่งขัน Balance Bike เป็นกิจกรรมที่สร้างสีสัน ในมหกรรมงานแสดงสินค้าจักรยานและอุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดครั้งที่ 12 ที่ฮอลล์ 3-4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“เป็นการสร้างสนามให้แก่ผู้ปกครองได้นำบุตรหลานมาทดลองเล่น และร่วมการแข่งขันที่เริ่มรู้จักในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นะคะ งาน International Bangkok Bike 2018 เป็นงานแฟร์ประจำปีที่มีนวัตกรรม เทรนด์จักรยานใหม่ๆ มารวบรวมไว้ในงานเดียวแบบครบวงจรค่ะ เช่น จักรยานสำหรับเด็กเล็ก ครอบครัว นักแข่ง เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวมไปถึงยังมีอะไหล่และอุปกรณ์เสริม เสื้อผ้าแฟชั่นนักปั่น กล้องถ่ายภาพ รองเท้า อุปกรณ์สำหรับจักรยาน รวมกว่า 300 บูธ ในปีนี้การจัดกิจกรรมไฮไลต์แข่งขันจักรยาน มีการแบ่งเป็นรุ่นต่างๆ เพื่อสร้างสีสันให้กับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาได้ร่วมสนุกกันได้ครบทุกรุ่น ทุกวัยค่ะ”