กรรณพร อาทรธุระสุข วิถีสีเขียวเนิบช้าสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564427

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:41 น.

กรรณพร อาทรธุระสุข วิถีสีเขียวเนิบช้าสุขใจ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตในฝัน ไม่ว่าจะเป็นฝันตอนเด็กๆ ฝันตอนสาวๆหรือฝันในชีวิตช่วงบั้นปลายชีวิตที่คุณวาดภาพไว้แบบไหน ฝันของเราในแต่ละช่วงวัยก็เปลี่ยนไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเธอคนนี้ แม่กบ-กรรณพร อาทรธุระสุข เบื้องหน้าเธอเป็นพนักงานต้อนรับในชั้นธุรกิจ สายการบินไทย เธอทำงานเป็นแอร์โฮสเตส มานานกว่า 20 ปี จนเธอเริ่มจะวางแผนการเกษียณว่าเมื่อถึงตอนนั้นอยากมีชีวิตเป็นแบบไหน และเธอก็พบคำตอบเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา และเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง ด้วยการหาซื้อที่ที่ จ.นครราชสีมา ช่วงใกล้ๆ กับปากช่อง โดยเธอและสามีช่วยกันเก็บเงินจนได้ที่ดินมา 1 แปลง จำนวน 5 ไร่ และใช้ชื่อลูกชายมาเป็นชื่อสวนว่า สวนปรานต์อาทร

เธอเล่าว่า เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ไม่เคยทำสวนทำไร่อะไรมาก่อน แถมมือก็ยังร้อน ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ไม่ได้รักการทำสวนปลูกต้นไม้สักเท่าไหร่ แล้วก็ยังไม่ชอบกิ้งกือ ไส้เดือน เวลาเจอนี่เธอจะถอยหนีทันที แต่เมื่อมีลูกก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้นและอยากจะลองปลูกผักกินเอง แต่เวลาผ่านไปหลายปีเธอก็ยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง จนกระทั่งเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีข่าวว่าผักเกือบทุกชนิดในประเทศไทยมีสารพิษเจือปนอยู่ในปริมาณสูงมาก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นอย่างจริงจังว่าถึงเวลาที่ต้องลงมือทำอย่างจริงจังเสียที จะโยกโย้ไปมาอีกไม่ได้แล้ว เพราะเธอฝันอยากเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบคนแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย มีชีวิตบั้นปลายในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อากาศดีปลอดมลพิษให้มากที่สุด เพราะเรื่องสุขภาพที่ดีต้องทำเองจะให้ใครทำแทนก็ไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าละเลยก็เท่ากับว่าเราขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากและฟันของเรานั่นเอง

ในที่สุดเธอก็ได้ที่มาแปลงแรก 5 ไร่ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และอีก 2 ไร่ครึ่งในเวลาถัดมาในพื้นที่ไม่ห่างกันมากนัก แล้วเธอกับสามีก็ลงมือปลูกผักผลไม้ด้วยตัวเอง โดยลงมือช่วยกันกับสามี ซึ่งที่ดินที่ซื้อมานั้น เจ้าของเดิมเขาปลูกน้อยหน่าเอาไว้มากพอสมควร เธอก็ไปปลูกผลไม้อื่นๆ แซมเข้าไป เช่น กล้วย สะตอ ทุเรียน มะละกอ แน่นอนว่าเธอทำเป็นสวนออร์แกนิกปลอดสารพิษ สามีของเธอก็ไปเรียนรู้เรื่องการใช้ดินให้ถูกประเภท ผสมดินให้เหมาะกับการใช้งาน ทำน้ำหมักชีวภาพใช้เองเพื่อไล่แมลงและใช้แทนปุ๋ย โดยจะไม่ยอมใช้สารเคมีใดๆ เลย ผลไม้จะไม่งาม ลูกไม่โตก็ไม่เป็นไร เพราะเธอเน้นปลูกเพื่อกินเองในครอบครัวและวงศ์ญาติเป็นหลัก เหลือก็ค่อยขาย

“เมื่อก่อนเราอาจจะเลือกไม่ได้ เพราะต้องซื้อเขากิน แต่ตอนนี้เราเลือกได้ เรามีสวนปลูกผลไม้ไว้กินเองเป็นหลัก เราเลือกกินมากขึ้นเพื่อที่สุขภาพจะดีขึ้น ปลูกผลไม้หลายชนิดทำให้เรามีผลไม้สลับกันออกลูกให้กินได้ตลอดทั้งปี ส่วนผักก็เช่นกัน นอกจากพืชผักสวนครัวแล้วก็ยังมีผักอื่นๆ ที่ปลูกไว้กินเอง เวลาไปสวนแล้วกลับเข้าบ้านที่กรุงเทพฯ เราก็จะได้ของจากสวนมากินได้เป็นอาทิตย์ เป็นความอิ่มอกอิ่มใจอย่างมาก มีของกินมีของแจกญาติๆ แจกเพื่อนฝูง นานๆ จะเหลือขายสักที แต่เราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำมากๆ เพราะเป็นชีวิตที่เราเลือกแล้วต่อจากนี้ไป” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

และเธอก็พยายามเปิดยูทูบหาข้อมูลในการปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆ “แถวนั้นเคยได้ยินได้ฟังมาว่า การปลูกน้อยหน่าของคนในพื้นที่จะใช้สารเคมีกันพอสมควร เพราะหนอนมันจะเจาะลูกง่ายถ้าไม่ฉีดยา เพราะเขาปลูกเพื่อขายจำนวนมากจึงต้องให้ผลไม้ออกมาสวยงาม บางทียังไม่แก่จัดก็เก็บมาบ่ม“แต่สวนของเราไม่ได้ปลูกเพื่อเน้นขาย เราเน้นปลูกเพื่อกินเอง ดังนั้นจึงไม่ใช้สารเคมีเลย เราใช้น้ำหมักชีวภาพในการไล่แมลง เวลามีเพี้ยนี่เราก็พยายามเอาแปรงไปปัดลูกมันจนหมด คือใส่ใจในรายละเอียด ช่วงวันหยุดนี่ก็ไปสวนตลอด พักร้อนก็ไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะเราบินตลอด เดี๋ยวนี้ก็จะขอบินไฟลต์ใกล้ๆ ในเอเชียที่ใช้เวลาแค่ 2-3 วันเท่านั้น มีหลายครั้งในห้วงความคิดที่เราอยากจะเออร์ลี่รีไทร์มาทำสวน แต่สามีบอกคิดดีๆ ก่อน (หัวเราะ) ก็รอดูว่าจะเออร์ลี่ตอน 55 ปี เพื่อมาทำสวนถ้ารอ 60 เลยเดี๋ยวจะไม่มีแรงทำสวน” เธอกล่าวอย่างอารมณ์ดี

นอกจากนี้ เธอยังเล่าต่อไปว่า จากการตั้งข้อสังเกตของเธอนั้น ผักที่ปลูกไว้กินเอง ไม่ว่าจะเป็นโหระพา กะเพรา หรือพริกขี้หนูนั้น เวลาเด็ดจากต้นสดๆ มาปรุงอาหารทันที ผักจะมีกลิ่นหอมฉุนกว่า พริกก็เผ็ดกว่าที่ซื้อตามร้านทั่วไป เพราะความสดใหม่ที่แตกต่างกัน รวมถึงการปลูกแบบธรรมชาติปลอดสารพิษทำให้ผักสดสะอาด

“ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดแบบเราไหม แต่เวลาที่เราปลูกอะไรเองแล้วมันออกดอกออกผลจากฝีมือของเรา เราจะรู้สึกว่ามันอร่อยมาก ดอกสวยกว่าปกติ รสหวานกว่าปกติ แม้หน้าตาอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าที่เขาขาย (หัวเราะ) แต่มันเป็นความอิ่มจากใจเนาะ มีความปลื้ม ทำให้รู้สึกรสชาติดี การได้มีชีวิตแบบนี้บ้างทำให้รู้สึกมั่นคงในจิตใจ ว่าอย่างน้อยถ้าเกษียณจากงานเราก็มีเป้าหมายใหม่ในการทำสวน ได้ไปอยู่บ้านต่างจังหวัด ไม่เหงา มีสวนให้ทำ ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น ได้ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง ลดสารเคมีมลพิษให้น้อยลงไป เวลาหมดไปอย่างมีคุณค่า เพราะเมื่อเข้าวัยเกษียณแล้วเราจะรู้ว่า เงินไม่สำคัญเท่าสุขภาพ ไม่ต้องรวยเงินก็ได้ แต่ขอสุขภาพดีเป็นหลักในวัย 60 กว่าๆ นี้นะคะ” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น 

ชลธิชา ตาสมัยเอี่ยม ‘วันนี้เราอาจวิ่งไม่ได้ แต่เราเดินในทางของเราได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564426

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

ชลธิชา ตาสมัยเอี่ยม ‘วันนี้เราอาจวิ่งไม่ได้ แต่เราเดินในทางของเราได้’

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

ความฝันของเด็กสาวคนหนึ่งที่วาดฝันไว้ว่าวันหนึ่งจะมีอนาคตที่สดใส ได้ทำงานที่รัก ต้องดับวูบลงทันที เพราะอุบัติเหตุตกรถไฟครั้งนั้น ทำให้เธอจำต้องรักษาชีวิตรอด ด้วยการตัดขาขวาทิ้งไป

ฝันร้ายในครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของ ปูเป้-ชลธิชา ตาสมัยเอี่ยม พนักงานต้อนรับของบริษัท ฟู้ดแพชชั่น เจ้าของตำนานความอร่อย “บาร์บีคิวพลาซ่า” ไปตลอดกาล เพราะความไม่พร้อมทางร่างกายทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนทั้งที่ยังไม่จบมัธยมต้น ตัดใจจากทุกความฝันที่เคยมี พร้อมใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งความจริงที่ไม่มีวันเหมือนเดิมด้วยความหวังและพลังบวกที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ ว่า “อย่างน้อยเธอก็ยังโชคดีที่แค่เสียขา แต่ยังมีดวงตาและสมองที่สมบูรณ์พร้อมจะดำรงชีวิตต่อไป”

เมื่อความจำเป็นของชีวิตบังคับ

แม้เหตุการณ์ที่ไม่ต่างจากฝันร้ายจะล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ภาพเหตุการณ์ที่ไม่ลืมนั้นยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของปูเป้ไม่มีวันจาง

เธอค่อยๆ กลั่นกรองเหตุการณ์ในวันนั้นที่เจ้าตัวเอ่ยปากว่า ถ้ามีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้จริง มีเพียงแค่ช่วงชีวิตเดียวที่เธออยากกลับไปแก้ไข ก็คือเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งเกิดขึ้นตอนเธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เทอม 1

ด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวที่ฐานะทางบ้านไม่เอื้ออำนวย พ่อแม่แยกทางกัน ปูเป้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน ซึ่งเธอบอกว่า จะใช้คำว่า “สลัม” ก็ไม่ผิด เธออาศัยอยู่กับยายและแม่ เพื่อจุนเจือครอบครัว เมื่อมีเวลาว่างเธอต้องแบกถังพลาสติกบรรจุน้ำแข็ง สำหรับแช่น้ำดื่ม 12 ขวดให้เย็นฉ่ำเพื่อนำไปขายบนรถไฟ

“วันหยุดทุกครั้งเราก็จะแบกน้ำไปขายบนรถไฟกับเพื่อนๆ แถวบ้าน จนวันที่เกิดเหตุ จำได้ว่าวันนั้นเราแอบขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อ ซึ่งเป็นโบกี้เปล่า กะว่าไปถึงสถานีสามเสนก็จะกระโดดลง เพราะสถานีนี้รถไฟจะไม่จอด”

สำหรับคนนอกฟังแล้วอาจมองว่านี่คือพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ แต่สำหรับเด็กที่เติบโตมากับอาชีพเสริมนี้ นี่คือภาพคุ้นตา

“เราก็เคยทำแบบนี้มาหลายครั้ง เพราะเด็กที่มาขายของส่วนใหญ่ที่บ้านไม่ได้ให้เงินติดตัวมามาก เราเองก็พกติดตัวแค่ 10 บาท เพื่อเป็นเงินทอน เพราะฉะนั้นถ้าอยากประหยัดค่ารถก็ต้องอาศัยขึ้นรถไฟโบกี้เปล่าจากสถานีหนึ่งมาลงอีกสถานีหนึ่ง เพียงแต่ตอนลงต้องอาศัยจังหวะกระโดดลง แต่ที่ไม่คิดคือวันนั้นเราจะพลาด”

เล่ามาถึงตรงนี้ ปูเป้ค่อยๆ คลี่ยิ้ม แล้วเผยต่อว่า “วินาทีที่กระโดดพลาด มันเหมือนดูหนังแล้วภาพตัดไปเลย เราจำเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีก็นอนสลบอยู่ห้องไอซียูมา 9 วันแล้ว”

หลังจากได้ลืมตาขึ้นมาพบกับโลกความจริงอีกครั้ง ในตอนแรกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเผชิญกับความจริงโหดร้ายแค่ไหน

“พอฟื้นขึ้นมาตอนแรกยังสะลึมสะลือ คิดแต่ว่าต้องไปโรงเรียน จนได้คุยกับญาติถึงได้รู้ว่าตอนเกิดเหตุ เราเสียเลือดมาก จนใครเห็นก็คิดว่าไม่รอดแน่ เพราะภาพที่ทุกคนเห็นคือ มือข้างหนึ่งเราจับราวรถไฟไว้ แล้วก็โดนรถไฟลากไปจนหมดแรงเลยยอมปล่อยมือ ส่วนสภาพร่างกายตอนนั้นอาการสาหัสพอควร คุณหมอก็บอกว่าต้องตัดขาขวาทิ้ง เพราะจากเดิมที่คิดว่าจะรักษาได้ ปรากฏว่าเลือดไม่ไปเลี้ยง ถ้าปล่อยไว้จะทำให้เลือดเสียไหลเข้าสู่หัวใจ ทำให้เสียชีวิตในที่สุด ตอนนั้นเพื่อรักษาชีวิตไว้ ครอบครัวเลยตัดสินใจให้คุณหมอตัดขาขวามาจนถึงบริเวณเหนือเข่าทิ้ง ส่วนขาซ้ายซึ่งสาหัสไม่แพ้กัน เพราะกระดูกแตกหมดเลย คุณหมอรักษาด้วยการให้ดามขาเหล็กไว้ข้างใน”

ถามว่า ตอนนั้นทำใจยากแค่ไหนที่ต้องเสียขาไป ปูเป้ตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า ตอนนั้นไม่ได้คิด จะเริ่มรู้สึกก็เมื่อต้องมาผจญภัยในโลกกว้างอีกครั้ง

ชีวิตติดลบได้เริ่มต้นอีกครั้ง

 

หลังจากรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 1 ปีเต็ม ในที่สุดปูเป้ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล กลับมาใช้ชีวิตวัยรุ่นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของชีวิต

“อย่างที่บอกว่าตอนอยู่โรงพยาบาลรักษาตัวเรายังไม่ค่อยรู้สึก แต่พอกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ถึงจะใส่ขาเทียมแต่เวลาอยากใส่ขาสั้นก็ใส่ไม่ได้แล้ว หรือถึงแม้ตอนนั้นกลับไปเรียนแล้วอาจารย์จะช่วยให้เรียนชั้นล่าง ไม่ต้องขึ้น-ลง บันได แต่เราเองตัดสินใจลาออก เพราะเพื่อนรุ่นเดียวกันก็จบไปหมดแล้ว”

ช่วงที่ชีวิตยังเคว้งแต่ไม่สิ้นหวัง ปูเป้ไปร่วมกลุ่มศูนย์คนพิการพระมหาไถ่ พอรู้ว่าที่ศูนย์คนพิการที่พัทยา จะเปิดสอนการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานก็ไปเรียน ไปฝึกอาชีพที่นั่น จนสุดท้ายได้เข้าไปทำงานที่ฝ่ายผลิตของโรงงานแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว เพื่อหารายได้ช่วยจุนเจือครอบครัว

11 ปีเต็มที่เธอตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เลิกงานก็ไปหารายได้เสริมที่ร้านขายโทรศัพท์มือถือ ช่วยขายเคสโทรศัพท์ ติดฟิล์มสมาร์ทโฟน ถึง 4 ทุ่ม

“ตอนนั้นเราแค่คิดว่าด้วยสภาพร่างกายของเราทำให้หางานยาก เลยก้มหน้าก้มตาทำงานไป ถึงตอนนั้นเงินเดือนจะไม่สูงแต่ก็อยู่ได้ อาศัยหารายได้เสริม จนพอเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนได้เปิดโลกเลย เราได้ลองหางานใหม่ดูว่ามีที่ไหนรับสมัครคนพิการบ้าง ปรากฏว่าไปเจองานแม่บ้านโรงแรม เลยไปลองทำ ปรากฏว่าทำได้ 9 เดือนก็ลาออก มาได้งานที่ฟู้ดแพชชั่น เพราะเรารู้ตัวว่าชอบทำงานที่ได้พบปะผู้คนมากกว่า พอมาได้งานเป็นพนักงานต้อนรับที่นี่ รู้สึกว่าใช่เลย” ปูเป้ บอกเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“เราเริ่มต้นจากใช้คอมพิวเตอร์พอเป็น ฝึกมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด ไมโครซอฟท์เอ็กเซลได้แล้ว ค่อยๆ เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ จนตอนนี้จองตั๋วเครื่องบินให้กับผู้บริหารเป็นแล้ว” เธอบอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกายที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

ทุกวันนี้การได้ประจำการอยู่เบื้องหลังเคาน์เตอร์พนักงาน ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่ของฟู้ดแพชชั่น เป็นด่านหน้าเพื่อต้อนรับแขกผู้มาติดต่อที่สำนักงานใหญ่ คือ ความสุขจากการทำงานที่รัก เธอไม่เพียงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ แต่ยังพร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่องอย่างเต็มที่ที่มาทำงาน

ไหนๆ ก็ชวนคุยมาถึงเรื่องงาน ปูเป้ถือโอกาสบอกเล่าถึงหนึ่งในความภาคภูมิใจในการทำงานที่อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ทำให้หัวใจคนทำงานที่รักในงานบริการอย่างเธอหัวใจพองโตและจดจำไม่ลืม

“มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีแขกมาติดต่อ เราก็ทำหน้าที่ของเราตามปกติ คือพยายามให้ข้อมูลกับเขาอย่างสุดความสามารถ ปรากฏว่าพอเขาจะกลับมาแลกบัตรคืน เขาให้บัตรดูหนังฟรีมาเป็นการตอบแทน มันทำให้เรารู้สึกว่านี่คือผลลัพธ์จากการทำงานอย่างตั้งใจ ไม่เคยมองว่าหน้าที่ของตัวเองไม่สำคัญ การทำงานที่นี่นอกจากจะเปิดโอกาสให้ได้ทำงานที่ชอบ เพื่อนร่วมงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ไม่เคยทำให้รู้สึกแย่ หรือคิดว่ามีปมด้อยแล้ว ยังปลุกพลังบวกให้เราบอกกับตัวเองเสมอว่า ในเมื่อเราเป็นแบบนี้แล้วก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เรายังมีลูกชายที่ต้องดูแล เขาเป็นพลังที่ทำให้เรารู้สึกยอมแพ้ไม่ได้สักนาที”

ยิ้มให้กับชีวิตใหม่ (อีกครั้ง)

ตลอดเวลาที่ฟังเรื่องราวของปูเป้ สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน คือ เธอไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเศร้า หรือรู้สึกตำหนิในโชคชะตาแม้แต่น้อย หากแต่มองว่านี่คือโชคชะตาที่ต้องยอมรับ

“เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ อยู่กับมันให้ได้”

ด้วยเข็มทิศชีวิตนี้นี่เองทำให้ไม่ว่าจะทำอะไร สาวหัวใจแกร่งไม่เคยปล่อยให้ร่างกายที่ไม่ครบ 32 มาเป็นอุปสรรค

“เวลาทำอะไร เราจะไม่คิดไปก่อนว่าเราทำไม่ได้ ถึงเราจะเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร ขอแค่กายพร้อม ใจพร้อมก็พอ วันนี้เราอาจจะวิ่งไม่ได้ แต่เราเดินในแบบของเราได้ เราแค่ทำเต็มที่ที่สุด ออกมาจากกรอบที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ มั่นใจในตัวเอง อาจจะมีหลายอย่างที่เราทำไม่ได้เหมือนคนอื่น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา อย่าปล่อยให้สายตาหรือคำดูถูกของคนอื่นมาเป็นอุปสรรคของเรา”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต ปูเป้บอกว่า ขุมพลังบวกที่ทรงอานุภาพของเธอคือ “ลูก”

“เราย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่า เราทำเพื่อใคร ชีวิตนี้เราทำเพื่อลูก ตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเรียนหนังสือสูงๆ ไม่ให้เขาต้องลำบาก วางแผนอนาคตให้เขาด้วยการทำประกันเผื่อไว้ ด้วยสภาพที่เราเป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้นะว่าเขาจะ

อายมั้ย แต่เราพยายามใช้ความรักของเราเติมเต็มให้เขา ถึงวันนี้เราจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ตาม เขาคือกำลังใจ เป็นลมหายใจที่ทำให้เรายอมแพ้ไม่ได้สักนาที ทุกวันนี้เราพยายามถ่ายรูป บันทึกเรื่องราวของเขาไว้เพื่อให้เขาดูตอนโต”

เมื่อมองย้อนกลับไป ถามว่าวันนี้เธอมองว่าตัวเองขาดอะไรหรือไม่ นอกจากร่างกายที่ไม่ครบ 32 เหมือนใครๆ สาวหัวใจแกร่ง แถมพลังบวกล้น ตอบอย่างฉะฉานว่า “ไม่เลย เราอาจจะดีกว่าหลายๆ คนด้วยซ้ำที่เกิดมาตาบอด หรือลำบากกว่าเรา เราเองเป็นแค่นี้ แค่ต้องเสียขาไป เพราะฉะนั้นเราต้องสู้ต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับเราไม่ใช่ฝันร้าย ฟ้าอาจจะสร้างให้เราเป็นแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม ณ สถานีรถไฟ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ปูเป้เข็ดขยาดจากรถไฟ

“ไม่ได้กลัวการขึ้นรถไฟค่ะ ยังขึ้นได้ปกติ เราคิดเสมอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของเราเอง จริงๆ ยายก็เคยเตือนนะว่า อย่ากระโดดขึ้น-ลงรถไฟแบบนั้น มันอันตราย เพราะมีเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงหลายคนที่เคยเผชิญกับอุบัติเหตุเลวร้ายแบบนี้ แต่ด้วยความเป็นเด็ก เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้ จำได้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยบอกยายด้วยซ้ำว่า ถ้าวันหนึ่งคนที่โชคร้ายเป็นเรา เราขอยอมตาย แต่ไม่ยอมพิการ แต่พอวันหนึ่งมาเจอกับตัวเองจริงๆ เราก็ต้องผ่านมาให้ได้” ปูเป้ทิ้งท้าย

Classical Pigeon Pose Ardha Kapotasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564346

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 12:56 น.

Classical Pigeon Pose Ardha Kapotasana

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกท่าตระกูลนกพิราบสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าตึง กล้ามเนื้อต้นขาด้านในตึงหากต้องฝึกท่านี้โดยไม่มีการปรับท่าอาจส่งผลให้มีแรงกดดันบนหัวเข่าได้ ดังนั้นการตั้งนิ้วเท้าหลังยันพื้นไว้ดังภาพที่ 1 จะช่วยลดแรงกดที่หัวเข่าได้ หรือสำหรับบางคนการวางผ้ารองใต้ขาหน้า เพื่อช่วยยกตำแหน่งของสะโพกไม่ให้ต่ำเกินไป เพื่อลดแรงดึงที่ต้นขาด้านหน้ากับหัวเข่า สามารถช่วยลดแรงกดที่หัวเข่าได้เช่นกัน

สำหรับในเวอร์ชั่นนี้ ครูไม่ได้ให้ก้มพับตัวไปด้านหน้า แต่เป็นการฝึกเพื่อการโค้งหลังเพื่อช่วยเปิดหน้าอก เปิดหัวไหล่ ยืดหน้าท้อง คลายปวดเมื่อยกระดูกสะบักและแน่นอนช่วยเปิดสะโพก ข้อควรระวังสำหรับคนที่มีอาการปวดหลังล่างรุนแรง หรืออาการปวดสะโพกร้าวลงขา ควรงดฝึกท่านี้

1.วางตำแหน่งขาขวาให้อยู่ระหว่างมือทั้งสองข้างโดยให้หัวเข่าขวาอยู่หลังข้อมือขวาส่วนหน้าแข้งขวาวางราบไปกับพื้นในขณะที่ขาซ้ายยืดยาวออกไปด้านหลังหน้าขาซ้ายวางราบลงกับพื้นตั้วนิ้วเท้าซ้ายยันพื้นไว้ หากสะโพกติดหรือเจ็บเข่าอาจใช้ผ้าลองใต้กันฝั่งขวาหรือจะพับผ้าวางใต้ขาขวาและใต้กระดูกรองนั่งฝั่งขวาทั้งหมดได้ตามความเหมาะสมจากนั้นหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ ค้างท่าสักครู่หนึ่ง

2.หากทรงตัวได้สูดลมหายใจเข้าแล้วเลื่อนมือทั้งสองข้างที่วางพื้นขึ้นมาวางที่ขาขวา

3.หายใจออกส่งมือขวาไปวางที่ขาซ้ายด้านหลังส่วนมือซ้ายวางกดเท้าขวาด้านหน้าไว้

4.หายใจเข้าส่งมือซ้ายไปวางซ้อนทับมือขวาอีกทีจากนั้นหายใจออกไต่มือไปที่ต้นขาหลังให้ไกลขึ้นเท่าที่ไปได้

5.หายใจเข้าดันหัวใจขึ้นหาเพดานยืดอก คอยืดยาวสบายไม่หักคอ

ค้าทาประมาณ 5 ลมหายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ พัลภา มาโนช แตกต่างอย่างเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564342

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 12:25 น.

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ พัลภา มาโนช แตกต่างอย่างเข้าใจ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในยุคไทยแลนด์ 4.0 นี้มีประชากรไม่น้อยกว่า 80% ของประเทศไทยที่ใช้ชีวิตโดยมีเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงานออฟฟิศ หรือกระทั่งคนหาเช้ากินค่ำ แม่ค้าร้านตลาดต่างๆ ก็ใช้บริการในโลกออนไลน์แทบทั้งสิ้น เพราะมันช่วยให้ชีวิตสะดวกรวดเร็วขึ้นทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น โดยเฉพาะการใช้ LINE ในประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 45 ล้านคน และมีผู้ใช้LINE มากถึง 42 ล้านคน เพราะ LINE ใช้งานง่ายสุดแถมมีบริการที่ให้ใช้ได้ฟรีมากมายทั้งส่งข้อความ สติ๊กเกอร์ โทร และวิดีโอคอล

นอกจากนี้ ยังมี LINE MAN LINE TAXI หรือดูหนังฟังเพลงซื้อของผ่าน LINE ต่างๆ มากมาย ถือว่าเป็นธุรกิจที่ยังมีคู่แข่งน้อย ใครๆ ก็เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงวัย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว้างทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

LINE TV มีการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น 20 ล้านดาวน์โหลด สามารถใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และยังทำซีรี่ส์ของตัวเองปีละหลายเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มผู้ชมของ LINE TV เป็นเพศชายร้อยละ 54 และเพศหญิงร้อยละ 46 อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 15-40 ปี เวลาในการรับชม LINE TV เฉลี่ยอยู่ที่ 176 นาที/วัน

2 ผู้บริหารหนุ่มสาวผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ LINE ประเทศไทย กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ ผู้บริหารหนุ่มมาดเท่สุขุมลุ่มลึก และพัลภา มาโนช หัวหน้าธุรกิจ LINE TVหญิงสาวอารมณ์ดีมีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา แม้คิวประชุมของทั้งคู่จะแน่นเอี้ยด แต่ทั้งสองก็ใจดีปลีกเวลามาให้สัมภาษณ์อย่างยิ้มแย้มและเป็นกันเอง

เริ่มจาก กวิน ผู้บริหารหนุ่มที่มาร่วมงานกับ LINE มาได้ 3 ปี ก่อนหน้านี้เขาทำงานทางด้านการเงินและที่ปรึกษาธุรกิจมาก่อน เพราะเขาจบปริญญาตรีจากอเมริกา ทางด้านวิศวะและเศรษฐศาสตร์ และจบปริญญาโท ทางด้านบริหารจากประเทศอังกฤษ

ทั้งที่ความชอบส่วนตัวนั้น เขาอยากเรียนสถาปัตย์มากกว่า แต่ที่บ้านทำธุรกิจครอบครัวจึงอยากให้เขาเรียนด้านบริหารธุรกิจมากกว่า แต่ที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้ทำธุรกิจกับที่บ้านเท่าไหร่นัก

จากการเป็นนักการเงินและเป็นที่ปรึกษาธุรกิจมาก่อน แล้วมาอยู่ที่นี่ เขาก็ต้องปรับตัวพอสมควร เพราะธุรกิจการเงินเป็นเรื่องซีเรียสจริงจัง กฎกติกาเยอะ สายงานยาว คิดอะไรขึ้นมากว่าจะสรุปผลนำมาใช้งานใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่มาอยู่ LINE เป็นธุรกิจที่คิดเร็วทำเร็วเห็นผลเร็ว มีความเป็นอาร์ตสูง

“ซึ่งก็ดี เพราะบางครั้งเราก็อยากเห็นอะไรที่คิดมาแล้วปรากฏเป็นรูปธรรมเร็วๆ เห็นผลชัดเจนประเมินผลได้ไว ว่ามันใช่หรือไม่ อย่างที่บอกว่าลึกๆ ผมก็ชอบทางอาร์ตถึงอยากเรียนสถาปัตย์ พอมาทำงานที่ LINE มันดึงความเป็นอาร์ต ความเป็นศิลปะในตัวผมออกมาใช้เยอะขึ้น เหมือนได้ปล่อยของ

ผมรู้สึกว่าได้ทำงานแบบรีแลกซ์ขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ตอนที่ทำการเงินนี่แทบไม่ค่อยดึงความเป็นศิลป์ในตัวออกมาใช้สักเท่าไหร่ คนเราต้องมีทั้งความเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์อยู่ในตัว มันจะได้บาลานซ์ ซึ่งงานที่นี่ลงตัวเป๊ะ ได้ใช้ทั้งสองอย่างทำงานได้สนุกขึ้น เวลามีนโยบายอะไรใหม่ๆ มา ทำแล้วเห็นผลเร็วไม่ต้องรอนาน (ยิ้ม) ตรงนี้จึงโอเคสำหรับผมมาก”

กวิน ถือเป็นทีมผู้บริหารที่ดูแลงานทั้งสองส่วนคือ LINE TODAY และ LINE TV-VDO นำเสนอบริการให้ครบวงจร ทั้งโทร แชต VDO เกม เป็น LINE บริการที่หลากหลายรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งสาระบันเทิง ชีวิตประจำวันต่างๆ เรื่องกิน เรื่องเดินทาง ข่าวสารต่างๆ รวมทั้งผลิตคอนเทนต์เองบางส่วน

การทำงานของเขามี พัลภา มาโนช เป็นผู้ช่วยในการทำงาน ถือว่าเธอเป็นมือขวาที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่เขามานานตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เอกชัยบอกว่าเธอทำงานตรงส่วนนี้ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะพัลภามีประสบการณ์ทางด้านเพลงทั้งไทยและต่างประเทศมาก่อน จึงทำให้งานตรงนี้ครบถ้วนเป็นก้อนเดียวกันแบบกลมกลืนไม่มีการแยกส่วน

“ถือว่าเป็นทีมเวิร์กที่ลงตัวมากๆ สามารถเดินหน้าไปด้วยกันอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เขาเป็นทีมซัพพอร์ตที่ดีมาก เวลามีนโยบายอะไรใหม่ๆ เขารับไปแล้วต่อยอดได้เลย ไม่ต้องกังวล แล้วก็สื่อสารกันได้ทุกเรื่อง วัยเราไล่เลี่ยกันคุยภาษาเดียวกัน ก็เลยทำงานกันได้อย่างสบายใจ ในเรื่องงานเขาเต็มที่ไว้ใจได้”

ทางด้าน พัลภา นั้น เธอรับผิดชอบงานด้าน LINE TV รวบรวมคอนเทนต์วิดีโอความบันเทิงทุกรูปแบบจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว โดยคอนเทนต์บน LINE TV มีทั้งออริจินัลคอนเทนต์ที่สามารถรับชมได้บน LINE TV ที่เดียวเท่านั้น

และมีรายการทีวีย้อนหลัง ครอบคลุมในรูปแบบของละคร รายการบันเทิง รายการวาไรตี้ และเพลง โดยคอนเทนต์หลักบน LINE TV แบ่งออกเป็นกลุ่ม 7 ประเภท ทั้งละคร บันเทิง เพลง ไลฟ์สไตล์ กีฬาแอนิเมชั่น ถ่ายทอดสด ซึ่งช่องทางการรับชม LINE TV สามารถดูคอนเทนต์ LINE TV ฟรี ผ่านช่องทางได้ทั้งระบบ iOS และระบบแอนดรอยด์ หรือจะดูในคอมพิวเตอร์ http://tv.line.me

เธอบอกว่า ปี 2017 LINE TV คือผู้นำอันดับ 1 ของทีวีรีรัน (ชมทีวีย้อนหลัง) ในประเทศไทย โดยได้ขยายความร่วมมือไปยังพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านละครอย่างช่อง 3 เวิร์คพอยท์ ช่อง 8 รวมถึงการดูละครย้อนหลังบน LINE TV ก่อนแพลตฟอร์มอื่น อย่างช่อง one31 และ GMM 25

นอกจากนี้ LINE TV ยังจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นผู้ผลิตรายการและละครอย่าง TV Thunder JSL Global Media Bear Cave Nomadik GMM TV และกันตนา กรุ๊ป เพื่อผลิตคอนเทนต์คุณภาพให้แก่ผู้ชม LINE TV อีกด้วย เพราะทุกคอนเทนต์บน LINE TV ได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี

พัลภา ถือเป็นหัวหน้างานที่ทำงานอย่างมีความสุข เธอยิ้มแย้มอารมณ์ดี เติบโตมาจากงานด้านเพลงจากบริษัทต่างประเทศ มีความเป็นอาร์ตและบันเทิงในตัวสูง มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทผู้ผลิตเพลงและรายการบันเทิงอยู่พอตัว งานตรงนี้จึงถือว่าเป็นทางของเธอ จึงส่งพลังในเรื่องงานอย่างเต็มที่

แม้ว่าบางครั้งเธอจะมีความคิดที่เป็นอาร์ตมากเกินไปสักหน่อย แต่พอมาเจอกับผู้บริหารที่คิดแบบเป็นกระบวนการที่มีระบบ ก็เลยเสริมจุดเด่นลบจุดด้อยให้กันและกันได้อย่างพอดิบพอดี

“เพราะการที่เหมือนกันมากเกินไปอาจจะไม่ใช่ข้อดีเสมอไป ทำให้คิดอะไรได้ไม่แตกต่าง ถ้ามีมุมที่ต่างกันบ้างจะมีข้อแลกเปลี่ยนในมุมมองความคิดที่หลากหลายขึ้นกลมกล่อมขึ้น”

พัลภา บอกว่า ถือว่าเป็นความโชคดีของเธอที่ได้ร่วมงานกับ กวิน

“เขาถือเป็นผู้บริหารหนุ่มที่มีวิชั่น สุขุม รอบคอบ พูดไม่เยอะ แต่พูดจริงทำจริง สื่อสารง่ายตรงประเด็น สั้นง่ายได้ใจความ แล้วพูดภาษาเดียวกันทำให้ทำงานด้วยแล้วสบายใจ เขาไม่ขี้เล่นแต่ก็ไม่ดุ มีเหตุมีผลรับฟัง ตรงไปตรงมา เรามาสายอาร์ตตลอดชีวิตการทำงาน บางทีคิดอะไรมันก็เหมือนจะอาร์ตเกิ๊น สุดขั้วเกินไป เขาจะคอยแตะเบรกเรา แบบว่าอย่าคิดเกินจริง

เขามีกระบวนการคิดที่เป็นระบบไม่ฟุ้งไม่ฝัน จะดึงเรากลับถ้าอาร์ตเกินไป แต่ก็ไม่ได้กดดันมากจนเราหยุดฝันนะ เขาชัดเจนตรงประเด็น เงียบๆ ไม่พูดเยอะ บางทีเราก็อยากให้เขาเฮฮากว่านี้ (หัวเราะ) เกรงว่าจะซีเรียสเกินไป เป็นห่วง อยากให้เขารักษาสุขภาพ เพราะเขาทำงานจนดึก ก็ถือว่าเติมเต็มในเรื่องงานซึ่งกันและกัน เขามีศาสตร์เรามีศิลป์ เลยลงตัว แล้วที่นี่วัฒนธรรมแบบคิดเร็วทำเร็วเห็นผลชัด ถ้าได้หัวหน้าที่ส่งเสริมดี งานก็เดินเร็ว แฮปปี้ด้วยกันทุกฝ่าย” พัลภา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

เดินทางผ่านมุมมองของคู่รัก ‘ไปกันนะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564335

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

เดินทางผ่านมุมมองของคู่รัก ‘ไปกันนะ’

โดย รอนแรม ภาพ : ไปกันนะ

เธอและเขาได้เปลี่ยนการท่องเที่ยวให้สนุกขึ้นผ่านภาพคู่ที่ไม่ธรรมดา ทั้งการโพสท่าที่ต้องร้อง ว้าว! และการหามุมถ่ายภาพในสถานที่ที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยมองเห็น ซึ่งเป็นการมองในมุมช่างภาพอย่าง “ออม” ปาณิตา ปานพรหม และแฟนหนุ่ม “นัท” ปิยณัฐ ชโลปกรณ์ คู่รักเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ไปกันนะ : Pai Gun Na ที่ไม่ใช่แค่ออกเดินทาง แต่ยังอยากเก็บภาพสวยๆ ไว้เป็นความทรงจำ

“เพจนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 5 นาทีในรถ เพราะออมเป็นช่างภาพทำให้ได้ไปถ่ายงานตามต่างจังหวัดบ่อย ซึ่งพอทำงานเสร็จออมกับนัทก็ชอบไปเที่ยวกันต่อ วันนั้นจำได้เราคุยกันในรถว่าอยากมีไดอารี่เก็บเรื่องราวตอนที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เลยกดทำเพจในเฟซบุ๊กเพื่อบันทึกความทรงจำของเราสองคน” ออมเล่าถึงที่มาที่ไปของเพจยอดไลค์ 5.5 แสนในเวลา 1 ปีครึ่ง

เธอกล่าวต่อถึงคอนเซ็ปต์ของเพจนี้ว่า เธอและนัทตั้งใจสร้างเพจเพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ทุกภาพต้องมีทั้งคู่เป็นองค์ประกอบ

“เราพยายามสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างและไม่เหมือนคนอื่น โดยโพสต์แรกเป็นโพสต์ที่รวบรวมชุดธีมคู่เวลาออมกับนัทไปเที่ยว เพราะเวลาไปเที่ยวไหนเราจะชอบใส่เสื้อผ้าเป็นธีมเดียวกันหรือคล้ายกัน เพื่อว่าถ่ายรูปออกมาจะทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น และเราเลือกปล่อยโพสต์แรกออกไปในช่วงวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว (2560) ทำให้เพจเป็นที่รู้จักและมีคนกดไลค์เพจ 3 หมื่นไลค์ในคืนเดียว”

รูปคู่ที่เธอกล่าวถึงไม่ใช่รูปธรรมดาที่มีคู่รักอยู่ในภาพ แต่เป็นรูปคู่ที่ผ่านกระบวนการคิดในมุมมองของช่างภาพ โดยคำนึงถึงแสง เงา องค์ประกอบในภาพ และท่าทางของทั้งสองคน

ทำให้รูปนั้นสะท้อนถึงความงดงามของสถานที่ และบรรยากาศของความรักจากออมและนัท กลายเป็นภาพคู่รักที่อยากไปเที่ยวตามและทำให้ตาร้อนผ่าวในเวลาเดียวกัน

ด้วยความโดดเด่นในเรื่องของภาพ ทำให้ออมและนัทผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์แนวไลฟ์สไตล์เต็มตัว หลังจากเปิดเพจได้เพียง 3 เดือน เปิดโอกาสให้เธอได้เดินทางและสนุกไปกับการใส่ไอเดียลงไปในภาพมากขึ้น

“พอการท่องเที่ยวกลายเป็นงาน ทำให้เราสองคนต้องขยันและรู้สึกว่าท้าทายตัวเองกว่าเดิม”

ออมมีหน้าที่ถ่ายภาพนิ่ง เตรียมเสื้อผ้า และเขียนเนื้อหา ส่วนนัทมีหน้าที่ถ่ายวิดีโอและตัดต่อออกมาเป็นคลิป

“แต่สุดท้ายแล้วงานที่ออกมาก็ยังเป็นตัวเราอยู่ดี เรายังคงรักษาคอนเซ็ปต์ของตัวเองไว้ โดยทุกรูปเรายังตั้งกล้องถ่ายกันเอง เพราะเรายังทำเพจด้วยกันเองแค่สองคน”

ออมกล่าวด้วยว่า การเดินทางกับคนรักจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับความสัมพันธ์ เพราะการอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงทำให้เห็นตัวตนของอีกฝ่าย ทำให้เห็นความเอาใจใส่ การแก้ไขปัญหา และได้แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่ดีที่สุด

เพจไปกันนะ ทำให้เธอและเขาไปเยือนมาแล้ว 12 ประเทศ และก้าวต่อไปของทั้งคู่คือการต่อยอดจากเพจไปสู่เว็บไซต์ http://www.couplemustgo.com โดยจะให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อขยายกลุ่มผู้ติดตามไปทั่วโลก ซึ่งคาดว่าบ้านหลังนี้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ต.ค. 2561

ระหว่างนี้สามารถติดตามได้ที่บ้านหลังเดิมทางเพจเฟซบุ๊ก ไปกันนะ : Pai Gun Na และอินสตาแกรม paigunna จะได้เห็นไอเดียในการถ่ายภาพ และดื่มด่ำกับฉากหลังที่สวยงามไม่แพ้ความน่ารักของทั้งสองคน

ศรันย์ ไมตรีเวช มูลนิธิบูรณพุทธ ให้ธรรมะส่งเสริมศาสนาในใจคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564329

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 10:38 น.

ศรันย์ ไมตรีเวช มูลนิธิบูรณพุทธ ให้ธรรมะส่งเสริมศาสนาในใจคน

โดย อณุสรา ทองอุไร

สังคมที่ดีและน่าอยู่ก็คือต้องเป็นสังคมที่มีผู้ให้และผู้รับ ยิ่งมีผู้ให้มากสังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้นไปอีก และการให้นั้นไม่ได้หมายถึงการให้เงินแต่เพียงอย่างเดียว ให้ในแบบที่คุณถนัดคุ้นเคยก็ได้

เช่นเดียวกับเขาคนนี้ ศรันย์ ไมตรีเวช หรือที่ในแวดวงนักเขียนคนอ่านหนังสือแนวธรรมะรู้จักเขาดี เจ้าของนามปากกา “ดังตฤณ” เบื้องหน้าเขาคือนักเขียนหนังสือแนวธรรมจิตใจ มีหนังสือเบสต์เซลเลอร์หลายเล่ม เช่น “7 เดือนบรรลุธรรม” “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” “ดูใจชั่วนิรันดร์”และอื่นๆ อีกมากมายกว่า 30 เล่ม

เมื่อศึกษาเรื่องธรรมะและเขียนเรื่องธรรมะมากๆ จนเข้าใจดีว่าธรรมะนั้นเป็นของดี เป็นวัคซีนคุ้มกันจิตใจไม่ให้แกว่งและหวั่นไหวไปง่ายๆ เมื่อทำงานมามากกว่า 20 ปี ก็อยากจะทำมูลนิธิที่ส่งเสริมธรรมะขึ้นมา

ในปลายปี 2558 เขาคิดว่าชีวิตมันยังไม่เติมเต็ม ยังไม่ชุ่มชื่นหัวใจเพียงพอ รู้สึกอยากสร้างพระประธานให้วัดที่ยังขาดสัก 2-3 วัดที่ต่างจังหวัด เพราะอยากทำบุญจริงจัง

เมื่อแฟนเพจของดังตฤณทราบ ก็อยากช่วยทำบุญด้วย มีบริจาคเข้ามากว่า 1.4 ล้านบาท เงินเยอะมากกว่าที่คิดก็เลยตั้งเป็นมูลนิธิเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการบำรุงพระพุทธศาสนา ชื่อมูลนิธิบูรณพุทธ

“เพราะเราคิดว่าศาสนาพุทธที่แท้นั้นเป็นเครื่องบำรุงจิตใจเป็นวัคซีนป้องกันใจได้เป็นอย่างดี ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้”

ศรันย์ได้สร้างพระประธานให้กับวัดที่ขอมา โดยตลอดปี 2559 สร้างไปทั้งหมด 140 วัด แต่ก็ยังมีเงินเหลือ จึงนำเงินบริจาคที่เหลือเพื่อไปซ่อมแซมพระพุทธศาสนา เพราะรู้สึกว่าตกต่ำลงไปมาก

“ด้วยการซ่อมจิตใจ ซ่อมสติ โดยเริ่มจากเด็กๆ ชาวเขาที่เขาอยากบวชเณรอยากบวชพระเพราะเขาสนใจในพุทธศาสนา เพราะอยากปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กมีความรู้เอาตัวรอด เขาจะได้ไม่นับถือผีสาง เพื่อให้เด็กมีความรู้ฉลาดเอาตัวรอด ให้เด็กมีจิตใจที่ดี

เด็กชาวเขาส่วนใหญ่ฉลาดแต่ขาดโอกาส เมื่อได้รับการสนับสนุนที่ดีหลายคนเรียนสูงเป็นถึงดอกเตอร์ แล้วเด็กพวกนี้จะรักถิ่นเกิดไม่ทิ้งพื้นที่อยู่ทำประโยชน์ให้กับชุมชนของเขา เราจึงอยากสนับสนุนให้โอกาสให้เขามีความรู้ รักษาศีลธรรมที่ดี เป็นคนดีของชุมชนช่วยพัฒนาท้องถิ่นเขาได้ในอนาคต และจะทำไปเรื่อยๆ เท่าที่เด็กต้องการจะบวช” ศรันย์ กล่าวอย่างตั้งใจ

จุดประสงค์ก็คือ ส่งเสริมให้ศาสนาได้เข้าถึงจิตใจคน ศรันย์ จะไม่เน้นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นถาวรวัตถุมากนัก ถ้าเป็นวัดเก่าที่ให้ช่วยซ่อมแซมจะทำ

“แต่สร้างใหม่มากมายเกินจำเป็นนั้นไม่เน้น แต่เน้นสร้างจิตใจที่ดีมีคุณธรรม ที่เคยไปสร้างคือซ่อมวัดที่เริ่มทรุดโทรม โดยไม่จ้างใครทำ แต่ไปลงมือลงแรงกันเองช่วยกันสร้างจนสำเร็จ”

รวมทั้งให้อุปกรณ์การเรียนธรรมะ ด้วยการให้หนังสือ อุปกรณ์การสอนต่างๆ โดยจะทำนิทานเด็กเป็นการ์ตูนธรรมะ ไม่ใช่เรื่องเจ้าหญิงเจ้าชาย แต่เป็นเรื่องของความดีความชั่วมีตัวแทนฝ่ายดีฝ่ายร้าย ให้เด็กรู้สึกสนุกไม่น่าเบื่อ ทำเป็นตัวการ์ตูนที่สีสันสดใสมีเรื่องเป็นตอนๆยาว 20 ตอน ชื่อเรื่อง “จอมเทพ” โดยเขาได้ทดลองอ่านให้ลูกชายวัย 7 ขวบฟัง ลูกก็สนุกรอให้เขามาเล่าเรื่องทุกคืน ซึ่งก็น่าจะได้ผลดีกับเด็กคนอื่นๆ ด้วย

เอกชัย ธาราพรทิพย์ คีย์ฟื้นธุรกิจของเมย์แบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564319

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 09:51 น.

เอกชัย ธาราพรทิพย์ คีย์ฟื้นธุรกิจของเมย์แบงก์

เอกชัย ธาราพรทิพย์ วัยย่าง 41 ปี รองกรรมการผู้จัดการและรองหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ผู้เป็นคีย์สำคัญที่ทำให้เมย์แบงก์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ภายหลังสูญเสียประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ดูแลด้านค้าหลักทรัพย์และทีมงานและลูกค้าบางส่วนไป

ด้วยงานวิจัยที่ใส่ใจลูกค้า ทำให้กลับมาตั้งหลักได้ แม้ว่าปัจจุบันครองอันดับ 2 ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์แต่ก็ไม่ทิ้งห่างจากแชมป์มากนัก

เอกชัย เข้ามาเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่เมย์แบงก์ ช่วงที่บริษัทกำลังเคว้ง เกิดการเปลี่ยนแปลง สุกิจ อุดมศิริกุล อดีตกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ช่วงนั้น (ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการด้านงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์) กำลังหาทีมงานเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างพอร์ต จึงทาบทาม เอกชัย ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ให้เข้ามาช่วยพัฒนาเนื้อหาบทวิจัยให้ตรงใจลูกค้า

ผลการเข้ามาในเมย์แบงก์ของเอกชัย และการสร้างพอร์ตให้ตรงใจลูกค้า ทำให้มูลค่าการซื้อขายพอร์ตนักลงทุนสถาบันในประเทศมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17% นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2560 จนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัย บลจ.ไทยพาณิชย์ เป็นลูกค้าที่ใช้บริการเมย์แบงก์มาก่อน และเป็นลูกค้ามาตั้งแต่อยู่ บลจ.กสิกรไทย เป็นความท้าทาย เพราะได้ใช้ประสบการณ์จริง ได้ทำงานที่กว้างกว่า จากเดิมที่เป็นงานวิจัยเพื่อการลงทุนของ บลจ.เท่านั้น แต่งานวิจัยเมย์แบงก์นั้นให้บริการทั้ง บลจ.และรายย่อย และคิดถูกที่ตัดสินใจมาเพราะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าได้ ดึงลูกค้ากลับมาเทรดกับเรา จากเดิมที่เคยตีจากไป”

พอร์ตแนะนำการลงทุน ที่ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์คิดค้นขึ้น เพื่อแนะนำการลงทุนให้แก่ลูกค้า เอกชัย บอกว่าแบ่งเป็น 3 สไตล์ โดยสไตล์แรก “ไร้ใจ” เป็นการลงทุนที่ประมวลและคัดเลือกหุ้นจากสถิติและข้อมูลจากในอดีตจนถึงปัจจุบัน สไตล์ที่สอง “ใส่ใจ” การลงทุนกระจายความเสี่ยงและมีวินัย และสไตล์ที่สาม “อุ่นใจ” การลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

“ทั้งนี้จะนำเสนอให้กับลูกค้าของบริษัทเท่านั้น ผ่านผู้แนะนำการลงทุน และผู้แนะนำการลงทุนจะส่งต่อลูกค้าผ่านช่องทางการส่งอีเมลและไลน์ อีกทั้งลูกค้ายังสามารถล็อกอินเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของบริษัท โดยจะมีการโพสต์อัพเดททุกครั้งเมื่อปรับพอร์ต ซึ่งพอร์ตแต่ละประเภทจะเลือกหุ้นเด่นไม่เกิน 10 ตัว เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนตัดสินใจลงทุน”

นอกจากนั้น นักลงทุนทั่วไป (ไม่ต้องเป็นลูกค้า) ยังรับข้อมูล บทวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ได้หลากหลายช่องทางฟรี ได้แก่ LINE @MAYBANKFRIENDS ซึ่งมีสมาชิก 3.3 หมื่นคน เปิดให้บริการเมื่อเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเทียบได้เป็นที่ 3 ของการใช้งานไลน์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ส่วนทาง Facebook : Maybank Kim Eng Thailand มียอดผู้ติดตามจำนวน 8.8 หมื่นคน และจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการนำเสนอ ข้อมูลบทวิเคราะห์ แบบไลฟ์สดเป็นประจำทุกวัน รับชมผ่านทางเฟซบุ๊กของบริษัทได้ 3 ช่วงเวลาของ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ก็ได้ผลการตอบรับที่ดีทั้ง 3 ช่วงเวลา

ทั้งนี้ ทีมนักวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ทั้งหมด 14 คน รวมถึง สุรชัย ประมวลเจริญกิจ รักษาการหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์หัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ นักวิเคราะห์พื้นฐาน 8 คน/นักวิเคราะห์ด้านเทคนิค 2 คน/นักกลยุทธ์การลงทุน 2 คน คือ วิจิตร อารยะพิศิษฐ์ และสรพล วีระเมธีกุล มีบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้น 130 ตัว ได้แก่ หุ้นจาก SET100 + หุ้นที่มีสภาพคล่อง + หุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

สำหรับ เอกชัย จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์เคมีเทคนิค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยวอร์ริก อังกฤษ จากนั้นเข้าทำงานอยู่บริษัทขนาดใหญ่ อาทิ เป็นวิศวกรระบบที่บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) ที่บริษัท Kao Industrial (Thailand) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์บริษัท ฮอลลีวู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล และฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาและการวางแผนบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี

ก่อนที่จะมาเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนที่ บลจ.กสิกรไทย และผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บลจ.ไทยพาณิชย์ ในที่สุด เอกชัย เล่าว่า งานที่เมย์แบงก์คล้ายที่ บลจ. คือ การเลือกหุ้นที่ใช่ในเวลาที่ใช่ให้ บลจ. แต่งานที่เมย์แบงก์ต้องเลือกให้รายย่อยด้วย

หน้าที่ของเอกชัยคือ ทำงานด้านการตลาด เข้าพบลูกค้า พาลูกค้ามาห้องค้าเพื่อให้นักลงทุนพบบริษัท พานักลงทุนไปรู้จักรัฐบาล ให้ความรู้นักลงทุน

“ก่อนหน้านี้ผมไปต่างประเทศบ่อย แต่ทำงานให้ บลจ.ซับซ้อนมากกว่า แต่งานที่ บล.ครอบคลุมมากกว่า ตอบโจทย์คนละแบบ ผมนำข้อมูลจากทีมวิจัยไปใช้ในการนำเสนอลูกค้า โดยทีมวิจัยมีหลากหลายอายุตั้งแต่ 30-50 ปี”

วันเสาร์-อาทิตย์ เอกชัยใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านติดตามข่าวสาร ถ้ามีข่าวสารการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญก็ส่งต่อข้อมูลให้ลูกค้า การเข้ามาในเมย์แบงก์ในช่วงที่ไม่ธรรมดา เส้นทางภายหลังการฟื้นตัวของ บล.แห่งนี้ คงมีหนุ่มคนนี้อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

สิทธิการเงินวัยเกษียณ ได้มากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564073

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สิทธิการเงินวัยเกษียณ ได้มากกว่าที่คิด

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

ในวันที่เรามีความสามารถในการหารายได้ลดลง เรี่ยวแรงถดถอย แม้จะมีเงินเก็บมากมายแต่คงไม่อาจสู้ได้กับค่าเงินเฟ้อที่อาจทำให้เงินเก็บของเรานั้นมีค่ามากพอที่จะเอาตัวรอดได้ในยุคสมัยใหม่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันเกษียณจะเป็นช่วงเวลาแห่งความลำบากและต้องพึ่งพาตัวเองเพียงลำพังเสมอไป แต่แท้จริงแล้วเป็นวัยที่ได้รับสิทธิประโยชน์การดูแลจากรัฐบาลอยู่ไม่น้อยแม้จะไม่เท่าต่างประเทศที่ประชาชนต้องเสียภาษีในราคาแพงแต่สามารถแลกด้วยสวัสดิการวัยชราให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มิหนำซ้ำเราอาจพลาดการใช้บางสิทธิไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย

ส่วนลดครึ่งราคา

สิทธิประโยชน์แรกที่ให้กับผู้สูงอายุและเยาวชนก็คือ ตั๋วเดินทางครึ่งราคา เช่น ราคาตั๋วรถโดยสาร ขสมก., บขส., รถไฟฟ้าใต้ดิน, เรือด่วนเจ้าพระยา (จะต้องทำบัตรที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม ท่าน้ำสาทรทั้งหมดจะได้รับสิทธิจ่ายเพียงแค่ครึ่งราคา)

สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟจะได้ลด 50 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะเดือน มิ.ย.-ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ที่มีผู้โดยสารเดินทางไม่มากนัก หากเดินทางในช่วงเวลาอื่นผู้สูงอายุจะได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 100 บาท

เข้าชมฟรีและมีครึ่งราคา

เที่ยวที่ไหนก็มีแต่คนคอยให้การต้อนรับขับสู้ราวกับเป็นบ้านของเราเอง สถานที่ท่องเที่ยวของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวนสัตว์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีทั้งให้เข้าชมฟรีเพียงแค่แสดงบัตรประชาชน หรือบัตรผู้สูงอายุเพื่อเข้าชมฟรี

สำหรับโครงการหลวงหรือสถานที่เอกชน ที่เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สถานที่เหล่านี้พร้อมมอบกำไรคืนสู่สังคมด้วยการลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุ เช่น พระตำหนักดอยตุง พร้อมมอบสิทธิลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุ สวนสัตว์เชียงใหม่และสวนสยาม ก็ให้สิทธิผู้สูงอายุจ่ายเพียงครึ่งราคาเช่นกัน

ถือว่าเหมาะแล้ว เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่แค่อยากเข้าไปเดินเที่ยวเล่น ระลึกความหลัง เข้าไปนั่งพักผ่อน อัพเดทความรู้ ไปเดินดูแลเด็กๆ ไม่ได้เข้าเล่นเครื่องเล่น หรือร่วมทำกิจกรรมภายในมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเต็มราคา

ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐ

หากคุณกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ายังชีพอื่นๆ รัฐมีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มิได้รับเงินรายได้ประจำจากภาครัฐ ซึ่งมีผลตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 โดยผู้สูงอายุตั้งแต่ 60-69 ปี ให้จ่าย 600 บาท/เดือน อายุ 70-79 ปี ให้จ่าย 700 บาท/เดือน อายุ 80-89 ปี ให้จ่าย 800 บาท/เดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อเดือน ยิ่งอายุมากก็ยิ่งจ่ายมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนผู้สูงอายุที่จะมอบเงินทุนในการตั้งต้นหารายได้เสริมประกอบอาชีพ โดยแบ่งเป็นเงินทุนดำเนินการโครงการขนาดเล็ก ให้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท โครงการขนาดกลาง วงเงินไม่เกิน 5 หมื่น-3 แสนบาท และโครงการขนาดใหญ่วงเงินเกิน 3 แสนบาท

ส่วนมากแล้วโครงการที่ขอจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใหญ่ เช่น เป็นโครงการจัดตั้งกลุ่มประกอบอาชีพของผู้สูงอายุในชุมชน เป็นต้น หากมีเพื่อนบ้านในวัยเดียวกันอยากรวมกลุ่มกันทำธุรกิจก็น่าสนใจไม่น้อย

นอกจากกองทุนกู้ยืมแล้วยังมีแหล่งเงินกู้สำหรับผู้สูงอายุโดยตรง โดยให้คนละไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่ต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 คน ซึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท/เดือน หากเป็นการกู้ยืมรายกลุ่มไม่ต่ำกว่า 5 คน จะได้กู้ยืมในวงเงิน 1 แสนบาท และต้องใช้ผู้ค้ำประกันในจำนวนเท่ากับผู้ยืม

การชำระคืนคิดเป็นรายเดือน ไม่เกิน 3 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย สามารถหาข้อมูลสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของกองทุนผู้สูงอายุได้ที่เว็บไซต์ http://www.olderfund.dop.go.th

แหล่งช่วยเหลือฉุกเฉิน

หากคุณไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษายังมีสิทธิประกันสังคมและสิทธิบัตรทองให้เลือกใช้ นอกจากนี้หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ยังมีเงินกองทุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยถึงสถานที่เกิดเหตุโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ 1330

สำหรับเหตุฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลทีใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 72 ชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยทำการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีสิทธิบัตรทองหรือบัตรประกันสังคมดูแลอยู่ได้

ช่วยให้คุณปลอดภัยและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง หลายท่านอาจจะบอกว่าซื้อประกันสุขภาพไว้แล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าประกันสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งกรมธรรม์ที่มีคนร้องเรียนเรื่องการไม่ดูแลและข้อยกเว้นที่ปกปิดในเอกสารมากที่สุด อีกทั้งเมื่ออายุเกิน 80 ปี ก็ไม่มีบริษัทประกันที่ไหนกล้าให้เราทำประกันกับเขาอีกแล้ว

ดังนั้น ศึกษาเรื่องประกันสังคมและสิทธิบัตรทองไว้ก่อนก็ดี เพื่อที่คุณจะไม่ต้องเสียเงินหลายหมื่นบาทกับสินค้าที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง

กินและออกกำลังกาย ตามช่วงวัยให้อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564076

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

กินและออกกำลังกาย ตามช่วงวัยให้อายุยืน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

ใครบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข มันไม่จริงเลยสักหน่อย เพราะเมื่อวัยวุฒิของคุณเพิ่มขึ้น คุณวุฒิของคุณก็เพิ่มขึ้นตาม แต่สภาพของวัยวุฒิของคุณกลับลดลง และลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากคุณไม่เคยดูแลตัวเองเลย

เคยลองสังเกตมั้ยว่า ทำไมตัวเองเหนื่อยง่ายขึ้น ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวมากขึ้น และบ่นมากขึ้น (หรือเปล่า?) เมื่อสภาพร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ คุณก็ควรจะต้องเลือกใช้งานร่างกายให้เหมาะสมตามวัย ตามสภาพร่างกาย อย่าฝืนสังขารหรือหักโหมมากจนเกินไป เพราะมันอาจจะส่งผลเสียต่อตัวคุณเองได้

ลองมาดูเคล็ดลับในการปรับการกิน และการออกกำลังกายตามช่วงวัย เพื่อให้อายุยืนกันดีกว่า

วัยเลข 2

คนในวัยนี้จะมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง มีพลังและความตื่นตัวสูง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

อาหารการกิน : คนในวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับอาหารที่ให้พลังงาน จำพวกโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว แป้ง และน้ำตาล

กีฬาและการออกกำลังกาย : คนวัยนี้สามารถเล่นกีฬาที่เน้นความคล่องแคล่วว่องไว หรือกีฬาที่ใช้ทักษะเฉพาะอย่างได้เป็นอย่างดี เช่น วอลเลย์บอล ปิงปอง แบดมินตัน ฟุตบอล และบาสเกตบอล เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดียิ่งขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย

วัยเลข 3

คนวัยนี้จะให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานและครอบครัวเป็นหลัก ฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตจะเริ่มลดน้อยลงไป ที่สำคัญคือร่างกายจะเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทั้งในเรื่องของฮอร์โมนและระบบเผาผลาญในร่างกาย ผิวพรรณก็เริ่มจะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏให้เห็น และมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ มากขึ้น

อาหารการกิน : วัยนี้ควรงดอาหารประเภทไขมัน แป้ง และน้ำตาลลงให้มาก และให้ความสำคัญกับอาหารในกลุ่มวิตามิน โดยเฉพาะวิตามิน A C และ E ที่มีในผักผลไม้ เน้นโปรตีนจากปลา ถั่ว และอาหารที่มีเส้นใยสูง

กีฬาและการออกกำลังกาย : คนวัยเลขสามควรเล่นกีฬาที่ใช้กำลังอย่างคงที่ ไม่หนักมากเกินไป เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง และการทำท่ากายบริหารต่างๆ เพราะถ้าเล่นกีฬาที่หักโหมหรือกีฬาที่มีแรงปะทะมากๆ ก็อาจทำให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหรือกระดูก จนอาจลุกลามและกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

วัยเลข 4

เลขสี่เป็นจุดเริ่มต้นของวัยทอง คนในวัยนี้จะมีอารมณ์ที่แปรปรวนได้ง่าย ขาดสมาธิ และมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างชัดเจนทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผู้หญิงอาจจะมีอาการมากกว่า นอกจากนี้โรคภัยต่างๆ ที่แฝงตัวอยู่ โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหัวใจจะเริ่มปรากฏอาการให้เห็น

อาหารการกิน : คนในวัยนี้จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มแคลเซียม วิตามิน หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน

กีฬาและการออกกำลังกาย : การออกกำลังกายของคนวัยนี้ จะต้องระมัดระวังในเรื่องข้อต่อ และกล้ามเนื้อให้มากขึ้น กีฬาที่ควรเล่น เช่น ว่ายน้ำ โยคะ หรือเต้นแอโรบิกแบบที่มีแรงกระแทกต่ำๆ จะเหมาะสมที่สุด

วัยเลข 5 เป็นต้นไป

คนวัยนี้ออกจะมีอาการขี้เหงามาแทรกแซง นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ทั้งในส่วนของข้อต่อและกระดูก ระบบย่อยอาหาร ระบบการขับถ่าย และการทำงานของหัวใจ

อาหารการกิน : คนในวัยนี้ควรเลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย เช่น พวกปลา หรืออาหารที่มีแคลเซียม อาหารที่มีเส้นใยและวิตามิน รวมทั้งควรดื่มน้ำให้บ่อยขึ้น ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

กีฬาและการออกกำลังกาย : วัยนี้ควรเน้นการออกกำลังกายที่เป็นกิจกรรมเบาๆ เคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ ไม่รุนแรง เช่น รำไทเก๊ก พิลาติส การออกกำลังกายโดยใช้ลูกบอลยืดกล้ามเนื้อ และโยคะ เป็นต้น เพราะหากฝืนออกกำลังกายด้วยกีฬาที่หนักหน่วงเกินไป อาจส่งผลให้กระดูกหักหรือกระดูกเปราะได้ ควรระมัดระวังและป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด จะได้สุขภาพแข็งแรงและอยู่กับคนที่คุณรักไปนานๆ

สุดา ประกฤติพงศ์ บ้านอบอุ่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564077

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สุดา ประกฤติพงศ์ บ้านอบอุ่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน Logo

พาไปชมบ้าน 3 ชั้นหลังใหญ่สไตล์คอนเทมโพรารี ของ สุดา ประกฤติพงศ์ หรือโค้ชเกล นักธุรกิจหญิงที่เก่งครบเครื่องเรื่องธุรกิจ โค้ชที่มากด้วยความสามารถระดับแถวหน้าของเมืองไทย ทั้งเป็นนักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์กับผลงานหนังสือ Biz Branding เป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสที คอนโทรล และบริษัท เอสที แอดวานซ์ เทคโนโลยี ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Pra Mass ประธานบริหารสถาบัน Professional Resources Academy และ Image Maker Academy ฯลฯ ที่แม้การตกแต่งภายในยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสวย ความอบอุ่น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

ก่อนเข้าในตัวบ้าน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือธรรมชาติและความสดชื่นสบายตา เนื่องจากมีสวนสวยซึ่งตกแต่งด้วยด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยหลากสีสัน พร้อมบ่อปลาคาร์ปสวยงามอยู่ด้านหน้าตัวบ้าน ถัดมาตรงด้านหน้าประตูที่จะเข้าไปตัวบ้าน มีน้ำพุตั้งเรียงรายหลายอัน ซึ่งแค่เสียงของน้ำพุก็ทำให้รู้สึกดีมากๆ

บริเวณด้านข้างเป็นพื้นที่โล่งปูด้วยไม้กระดานสีดำ มีม้านั่งยาว 1 ตัว มีต้นไม้ใหญ่ 4-5 ต้นให้ร่มเงา ลำต้นพันด้วยเชือกเส้นใหญ่จากโคนขึ้นมาประมาณ 1 เมตรครึ่ง จากต้นไม้ธรรมดาก็ทำให้มีดูดีสไตล์มากขึ้น พื้นที่ตรงนี้เจ้าของใช้เป็นที่นั่งผ่อนคลาย สูดอากาศบริสุทธิ์ อ่านหนังสือ จิบเบียร์เบาๆ จัดกิจกรรมครอบครัว บางครั้งเป็นที่จัดปาร์ตี้สำหรับแขกที่มาบ้าน ครั้นพอเดินอ้อมไปหลังบ้านเห็นผนังน้ำล้นที่มีน้ำไหลอยู่ตลอด ได้สัมผัสธรรมชาติ ความเย็นสบาย และความร่มรื่นที่กระจายอยู่รอบตัวบ้าน

“สวนมุมนั่งเล่นข้างนอก บ่อปลา น้ำพุ บ่อบัว ผนังน้ำล้น สามีออกแบบและกำหนดเอง โดยให้ซินแสมาช่วยดูฮวงจุ้ยด้วย ส่วนโค้ชชอบแต่งตัวและสอนเกี่ยวกับบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ จึงชอบอะไรที่ดูฟรุ้งฟริ้ง (หัวเราะ) ก็จะเป็นคนเลือกของตกแต่งหรือของใช้เฟอร์นิเจอร์ในบ้านชิ้นที่ไม่ใหญ่ เช่น แจกัน จาน ชาม ช้อนส้อม ถ้วยชา กาแฟ ผ้าปูโต๊ะ เป็นต้น รวมทั้งออกแบบครัว ตกแต่งห้องนอนตัวเอง ห้องนอนลูกๆ ส่วนสามีเป็นคนที่คุมโทนบ้านทั้งหมด ซึ่งบ้านเราก็จะเป็นโทนครีมขาวเพราะเราทั้งคู่ไม่ชอบบ้านที่ดูทึบๆ”

ชั้นแรกของบ้านเป็นกระจก เมื่อเข้าไปก็เป็นมุมรับแขก ประดับด้วยผ้าม่านผืนใหญ่กันแสงแดด มีโต๊ะรับแขกโซฟาสีครีมขาวตามโทนบ้าน มีโทรทัศน์ และของตกแต่งไม่มากเกินไปดูแล้วสบายตา ถัดจากมุมรับแขกไปเป็นโต๊ะอาหารสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี โค้ชเกลบอกว่าเป็นการเลือกซื้อด้วยกันกับสามี ส่วนพวกพร็อพต่างๆ เช่น จาน ชาม ช้อน ถ้วยชา กาแฟ แก้วน้ำ เธอเป็นคนจัดการ รวมทั้งออกแบบครัวเองด้วย

“ชั้น 2 ขึ้นมาก็เจอโต๊ะทำงานของสามี งานสัพเพเหระนอกกระดานงานมากกว่าเพราะส่วนใหญ่จะทำงานที่ออฟฟิศบริษัทซึ่งอยู่ไม่ไกล ติดห้องทำงานเป็นห้องพระมุมสงบสำหรับทุกคน แต่โค้ชไม่ได้เข้าทุกวัน ถ้าวันไหนไม่รีบก็จะเข้าไปกราบพระแล้วไปทำงาน ส่วนการนั่งสมาธิบอกตามตรงว่าไม่ค่อยได้นั่งเลย อีกห้องเป็นห้องดูทีวี พื้นที่กว้าง มีโซฟา ถือเป็นห้องที่ทุกคนในบ้านมักจะมานั่งดูทีวีด้วยกันเสมอ

นอกจากนี้ ก็มีห้องนอนของตัวเอง มีเตียงนอน โซฟา ห้องน้ำในตัว และมีมุมแต่งตัวอยู่อีกมุมหนึ่ง เข้าในห้องห้องนอนก็จะอยู่ขวามือ ประกอบด้วยตู้เสื้อผ้า ตู้กระเป๋า (ส่วนตู้รองเท้า 4 ตู้อยู่ชั้น 1) ห้องแต่งตัวเป็นมุมโปรดและเป็นมุมที่ใช้เวลานานมากกับการแต่งตัว ซึ่งโค้ชจะมีช่างแต่งตัวประจำตัวด้วย เพราะเราในฐานะนักธุรกิจและสอนเกี่ยวกับบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้” โค้ชเกล กล่าว

พอขึ้นไปชั้นที่ 3 นอกจากเป็นห้องนอนของลูกๆ ทั้งสามคนแล้ว ยังมีห้องโฮมเธียเตอร์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเก้าอี้นั่งดูหนังนุ่มๆ พร้อมไฟเปิดปิดในตัว จอโฮมเธียเตอร์ขนาดใหญ่ เสียงแน่นอย่างกับในโรงหนัง และไม่ต้องกังวลว่าเสียงจะดังออกไปข้างนอกเพราะผนังห้องใช้วัสดุดูดซับเสียงอย่างดี

“ห้องนี้เป็นมุมโปรดของทุกคนในบ้านค่ะ วันหยุดไม่ได้ไปไหนเราพ่อแม่ลูกก็จะมาดูหนังที่ห้องนี้ จะร้องคาราโอเกะ ฟังเพลงได้หมด ถือเป็นห้องกิจกรรมในครอบครัว บางทีลูกๆ ก็ชวนเพื่อนๆ มาดูหนังฟังเพลงสบายๆ หรือเวลาแขกเหรื่อหรือเพื่อนเรามาบ้านแล้วมีเด็กๆ มาด้วย เวลาที่ผู้ใหญ่คุยกันเด็กๆ ก็จะมานั่งดูหนังที่ห้องนี้ตลอด”