โอโซนโฮล หลุมยักษ์ของโลกที่ยังปิดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564072

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

โอโซนโฮล หลุมยักษ์ของโลกที่ยังปิดไม่ได้

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เอเอฟพี, องค์การนาซ่า

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2530 เป็นวันที่คนทั้งโลกต่างรับรู้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก และหากไม่หยุดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้จะตายจากไปอย่างรวดเร็ว ปัญหานั้นก็คือ โอโซนโฮล หรือรูรั่วที่ชั้นบรรยากาศโลก ก่อให้เกิดสนธิสัญญาความร่วมมือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก็คือ อนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล

ลงนามพร้อมใจเปลี่ยนมาใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือเอชซีเอฟซี แทนสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือซีเอฟซี ที่ทำลายโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์ โดยมีผลบังคับใช้ในปี 2532 และกำหนดให้วันที่ 16 ก.ย.ของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก

โอโซนมีทั้งดีและไม่ดี

ดร.นริศรา ทองบุญชู อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี นักวิจัยนาซ่า และผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษในชั้นบรรยากาศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บอกว่า เมื่อพูดถึงวันโอโซนโลก จึงอยากจะใช้โอกาสตรงนี้ทำความเข้าใจว่า โอโซนนั้นคืออะไร เพราะยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโอโซนบางอย่างอยู่

“โอโซนแบ่งออกเป็นกู๊ดโอโซนและแบดโอโซน ในสูตรเคมีทั้งสองแบบคือสูตรเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันตรงสถานที่ที่อยู่ของโอโซน หากอยู่ในชั้นสตราโทสเฟียร์ที่สูงกว่าผิวโลกประมาณ 20-30 กม. จะเป็นโอโซนที่ดี ทำหน้าที่ห่อหุ้มชั้นบรรยากาศโลก ไม่ให้รังสีหรือแสงที่มีความยาวคลื่นที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตส่งผ่านถึงพื้นโลก

หากเป็นโอโซนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศที่เราอาศัยอยู่ ก็คือชั้นโทรโพสเฟียร์นั้นจะเป็นโอโซนที่ไม่ดี ที่เขาบอกกันว่าไปเที่ยวสูดโอโซน หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีโอโซนสูง ที่จริงแล้วมันไม่ดีอย่างที่คิด ก๊าซโอโซนมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคที่ดีมาก แต่หากสูดดมเข้าไปจะเกิดอาการแสบโพรงจมูก แสบคอ แสบตา เป็นอันตรายต่อเยื่อบุผิวหนัง

ดังนั้น ปัญหาเรื่องโอโซนของโลกจึงอยู่ที่ชั้นบรรยากาศ คือ โอโซนโฮล ที่จะส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก แต่โอโซนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคมีเครื่องอบโอโซนในรถ ในห้องนอน นั้นเป็นกิจกรรมภาคพื้นดินที่ส่งผลกระทบในแง่สุขภาพส่วนบุคคล หากมีการใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง”

 

จุดเริ่มต้นของโอโซนโฮล

ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นที่เรารู้จักกับโอโซน คือเมื่อประมาณ 61 ปีที่แล้ว เริ่มมีเครื่องมือตรวจวัดค่าต่างๆ มีดาวเทียมที่ช่วยในการตรวจวัดโอโซนแล้วเก็บเป็นข้อมูลทุกปี จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์เริ่มพบว่าบริเวณขั้วโลกใต้มีปริมาณความหนาแน่นของโอโซนลดลงอย่างน่าประหลาดใจ จึงพยายามค้นหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับโอโซนของโลก

ในที่สุดก็เจอสมมติฐานว่า เกิดจากสารเคมีบางกลุ่มหรือสารพิษต่างๆ เช่น สารประกอบซีเอฟซีในเครื่องปรับอากาศ เครื่องดับเพลิง ที่เป็นสารในกลุ่มฟลูออโรคาร์บอน ไม่ทำปฏิกิริยากับอะไรเลย แต่มีนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งสามารถพิสูจน์และอธิบายได้ว่าสารประกอบซีเอฟซีนี้ทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก พอมีหลักฐานยืนยันให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการทำพิธีสารมอนทรีออล เพื่อยับยั้งไม่ให้โอโซนโฮลขยายตัวไปมากกว่านี้

ดร.นริศรา เสริมว่า โอโซนโฮลนี้เกิดขึ้นเฉพาะฤดูร้อนของขั้วโลกใต้เท่านั้น จะไม่เกิดโอโซนโฮลในแถบเส้นศูนย์สูตรหรือขั้วโลกเหนือ เพราะปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดรูรั่วในชั้นโอโซนก็คือเรื่องความเย็น

“ในแถบซีกโลกเหนือ หากดูแผนที่โลกเราจะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเกิดความร้อนที่ทำให้สารประกอบซีเอฟซีที่ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ รวมตัวทำปฏิกิริยากับโอโซนของโลกไม่ได้ หรือเกิดแต่ก็เกิดขึ้นน้อยมากและอยู่ไม่นาน

สารเหล่านี้จะจับรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมื่อเจอสภาพอากาศหนาวเย็น จึงถูกพัดไปตามกระแสลมของโลกเมื่อพัดไปถึงบริเวณขั้วโลกใต้ เจอกับอากาศเย็นจัดจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆอยู่ในบริเวณนั้น พอเริ่มเข้าช่วงฤดูร้อน อากาศเริ่มอุ่นขึ้นสารประกอบซีเอฟซีก็จะถูกคลายตัวปล่อยออกมาทำปฏิกิริยากับโอโซน ทำให้เกิดโอโซนโฮลดังในพื้นที่ขั้วโลกใต้

ที่จริงแล้วในชั้นสตราโทสเฟียร์ เราพบว่าไม่มีเพียงแค่สารประกอบซีเอฟซีเท่านั้น ยังมีก๊าซและสารเคมีอื่นๆ ที่พบอยู่ในแผ่นดินของโลกลอยไปปะปนอยู่ในชั้นสตราโทสเฟียร์ที่สูงขนาดนั้น เพราะมีปัจจัยที่ส่งให้สารพิษ สารเคมี และฝุ่นละอองต่างๆ ลอยขึ้นไปปะปน เช่น การเกิดพายุที่สามารถพัดพาเอาก๊าซและสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศจากพื้นโลกขึ้นไปสู่ข้างบนได้ การเกิดกระแสลมพัดพาให้สารเคมีเหล่านี้ลอยสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศระดับบนได้

หากประเทศใดประเทศหนึ่งทำกิจกรรมที่ปล่อยสารพิษสารเคมีที่เป็นอันตรายออกมาในอากาศ ประเทศเพื่อนบ้านหรือกระทั่งคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลก็จะได้รับผลกระทบนี้ตามไปด้วย

สำหรับสถานการณ์โอโซนโฮลในปัจจุบันตอนนี้ดีขึ้นไหม ต้องตอบว่าปัญหาโอโซนโฮลของโลกยังมีอยู่ เพราะว่าสารเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยออกไปแล้วจะมีอายุเป็นร้อยปีกว่าจะเสื่อมสลายไป ดังนั้น 30 ปีที่ผ่านมาที่มีการลดการใช้สารซีเอฟซี รวมทั้งสารอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อโอโซนในชั้นบรรยากาศโลกยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราพยายามกันอยู่ในเวลานี้ก็เพื่อลูกหลานของเราในอีกร้อยปีข้างหน้า ไม่ให้แย่ลงไปกว่านี้”

สารใหม่ไม่ทำลายโอโซน

หากมองเรื่องโฮโซนโฮลที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยคงไม่ชัดนัก แต่ด้วยประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมลงนามพิธีสารมอนทรีออล เราจึงมีการบังคับใช้สารซีเอฟซีตามมติโลก ข้อมูลที่ได้รับจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ประเทศไทยนั้นครบกำหนดการห้ามใช้สารซีเอฟซีมาตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการใช้สารซีเอฟซีในทุกอุตสาหกรรมแล้ว

จากการประชุมพิธีสารมอนทรีออลครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ได้มีมติให้ขยายผลการลดและเลิกใช้สารเอชซีเอฟซี ที่เคยใช้ทดแทนสารซีเอฟซี เนื่องจากมีการค้นพบว่าสารเอชซีเอฟซีมีคุณสมบัติเป็นสารที่ยังทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนอยู่ แม้จะไม่มากเท่ากับสารซีเอฟซี จึงเป็นหน้าที่ในการหาสารทำความเย็นแบบใหม่ที่ทำลายชั้นบรรยากาศให้น้อยที่สุดและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ซึ่งใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะได้มติลงความเห็นว่าให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการใช้สารเอชซีเอฟซีมาเป็นการใช้สารทำความเย็นเอชเอฟซี 32 หรือชื่อย่อว่า อาร์ 32 แทน

เดิมทีสารเอชซีเอฟซีมีค่าศักยภาพการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (ODP – Ozone Depleting Potential) อยู่ที่ 0.05 และค่าศักยภาพทำให้โลกร้อน (GWP – Global Warming Potential) อยู่ที่ 1,810 แต่สารทำความเย็นเอชเอฟซี 32 มีค่าศักยภาพการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนอยู่ที่ 0 และมีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนจีดับบลิวพีอยู่ที่ 675 หมายความว่า สารตัวใหม่อย่าง เอชเอฟซี 32 จะส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศน้อยลงกว่าสารเดิม ถึง 2.68 เท่า และไม่ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศโลกอีกด้วย

หลังจากปี 2561 เป็นต้นไป กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปรับอากาศ และกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตโฟม เดิมประเทศไทยเรานำเข้าสารเอชซีเอฟซีสูงถึง 1.8 หมื่นล้านตัน เพื่อผลิตเครื่องปรับอากาศส่งออกไปต่างประเทศ จะค่อยๆ ทำการปรับเปลี่ยนมาใช้สารเอชเอฟซี 32 ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี จึงเลิกใช้สารเอชซีเอฟซีได้หมด เหมือนที่เคยยกเลิกสารซีเอฟซีมาก่อนหน้านี้

โอโซนโฮลไม่น่ากลัวเท่าภาวะโลกร้อน

ดร.นริศรา ทิ้งท้ายถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศโลกที่กระทบต่อเนื่องอีกว่า หากจะว่าไปแล้วเวลานี้โอโซนโฮลนั้นเป็นปัญหาใหญ่อยู่ก็จริง แต่ก็เกิดเฉพาะขั้วโลกใต้ในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น และยังต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปีกว่าผลกระทบนี้จะลดลง รวมทั้งกระทบกับประเทศที่อยู่ใกล้แถบขั้วโลกใต้ ในเวลาที่โอโซนโฮลกระจายตัวไปบริเวณรอบๆ

หากปัญหาที่กระทบกับคนทั้งโลกทุกเวลา ก็คือปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นวิกฤตด้านพลังงานในโลก เมื่อชั้นบรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และก๊าซอื่นๆ ที่ส่งผลต่อภาวะเรือนกระจกโลกสูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกโดยตรง

ธรรมชาติโลกของเราจะมีความพยายามในการปรับสมดุลของโลก เราจึงพบว่ามีพายุที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะพลังงานความร้อนบนโลกเพิ่มขึ้น กิจกรรมของมนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะก๊าซมีเทนที่ส่งผลมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า เรากลับมองข้ามไป

ก๊าซมีเทนเกิดได้จากการทำปศุสัตว์และการเกษตร เช่น การทำนา ในพื้นที่น้ำขังเป็นเวลานานเชื้อจุลินททรีและแบคทีเรียต่างๆ จะย่อยอาหารและปล่อยก๊าซมีเทนออกมาในปริมาณสูง แต่เราไม่สามารถควบคุมตรงนี้ได้เพราะเป็นแหล่งเพาะปลูกอาหารของมนุษย์

สิ่งที่เราจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ก็คือการปลูกต้นไม้ ลดการใช้พลังงาน เลือกการใช้รถและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน อย่างน้อยที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การปลูกต้นไม้ที่ช่วยดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรอบอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วปล่อยก๊าซออกซิเจนที่เป็นประโยชน์กับสิ่งมีชีวิตออกมา เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของเราไว้ได้

ช่างประปา หาเงินง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563960

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

ช่างประปา หาเงินง่าย

หนึ่งในอาชีพเสริมที่อาจกลายเป็นอาชีพหลักได้ง่ายๆ ก็คือช่างประปา ที่มีค่าแรงต่อครั้งไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทขึ้นไป แถมเป็นอาชีพที่มีความปลอดภัยในการทำงานสูงกว่าช่างในสายอื่นๆ เช่น ช่างไฟฟ้าช่างก่อสร้าง หรือช่างปูพื้นกระเบื้อง ที่มีความเสี่ยงในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า

เพียงแค่คุณมีรถกระบะหนึ่งคัน กับลูกมืออีก 1 คน ประแจขันและประแจล็อก เลื่อยมือ ตลับเมตร สว่านไฟฟ้า ค้อน สกรู ผ้าพันเกลียวท่อ และกาว เห็นไหมครับแค่ต้นทุนอุปกรณ์ก็ถูกกว่างานช่างสายอื่น แต่ค่าแรงนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่นัก ด้วยตัวงานที่ใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่าง

แต่สิ่งที่ช่างประปาทุกคนต้องเจอทุกครั้งที่ออกทำงานก็คือเสื้อผ้าเปียกปอนทุกครั้งหลังทำงานเสร็จ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนเป็นช่างประปา

อยากเป็นช่างประปาต้องเรียนเท่านั้น

หากคุณคิดจะทำงานช่างประปาเป็นงานอดิเรก คุณไม่สามารถหาหนังสือมาอ่านหรือเปิดคลิปการสอนซ่อม คุณต้องไปเรียนที่ศูนย์ฝึกวิชาชีพใกล้บ้านที่เปิดสอนเท่านั้น จะอาศัยครูพักลักจำซ่อมเองเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็พอได้ แต่ว่าพื้นที่ทำงานแต่ละที่นั้นจำเป็นต้องใช้เทคนิคความรู้เพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป

คุณสามารถเข้ารับการอบรมการเป็นช่างประปาที่ดีได้จากการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาคที่เปิดคอร์สสอนการเป็นช่างประปาทุกปี โดยคุณสามารถสอบถามข่าวสารการรับสมัครได้ที่ การประปาส่วนภูมิภาค โทร. 1662 และการประปานครหลวง โทร. 1125 หรือศูนย์ฝึกอาชีพใกล้บ้านที่เปิดสอน

คุณจะได้รับการอบรมการเดินท่อประปาและการติดตั้งอย่างถูกต้อง เพราะการเดินท่อประปาไม่ได้มีเพียงแค่เดินท่อต่อก๊อกน้ำให้ไหล แต่ยังมีเรื่องของการติดตั้งสุขภัณฑ์ ปั๊มน้ำ แท็งก์น้ำ อย่างไรให้น้ำไหลแรงถูกหลักการ และไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนรับงาน การรับงานของช่างประปาส่วนใหญ่นั้นจะเป็นงานซ่อม ประเภทท่อแตก ท่อตัน น้ำรั่วซึม ซึ่งคุณสามารถสต๊อกอุปกรณ์ในการอุด ซ่อมได้ทันทีโดยที่ไม่จำเป็นต้องรอลูกค้าติดต่อเข้ามา ส่วนงานที่ช่างประปามักจะรับรองลงมาก็คืองานเดินท่อน้ำและติดตั้งสุขภัณฑ์ ซึ่งคุณต้องอาศัยการเดินทางดูหน้างานก่อนรับ หรือให้เจ้าของบ้านถ่ายภาพสถานที่และกำหนดสเปกที่ต้องการ เพื่อที่คุณจะได้จัดเตรียมอุปกรณ์และหาซื้อวัสดุสำหรับทำงานให้เสร็จ ก่อนเข้าถึงหน้างาน

การคิดค่าแรงนั้นส่วนใหญ่จะคิดเหมาเป็นงานไป เช่น ค่าแรงซ่อมท่อแตก รั่วร้าว ให้คำนวณค่าเดินทางไปกลับ และค่าแรงคิดเป็นชั่วโมงทำงาน สำหรับงานใหญ่ให้คิดค่าแรงแบบเหมารวม บวกค่าแรงลูกมือ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป และแพงขึ้นตามความยากและเวลาในการทำงาน แต่โดยรวมแล้วค่าแรงต่อวันรวมลูกมือ 1 คนจะคิดไม่เกินวันละ 3,000 บาทโดยประมาณ หรือมีการคิดราคาค่าแรงอีกแบบหนึ่งก็คือคิดค่าแรงเป็นความยาวท่อทุก 1 เมตรที่ 50-100 บาท/เมตร

แหล่งประกาศรับงาน

การฝากงานช่างนั้นมีหลายแหล่งที่คุณสามารถประกาศรับงานได้ แหล่งหลักก็คือโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ดต่างๆ เป็นช่องทางที่ให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลและติดต่อกับช่าง ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะเลือกช่างที่อยู่ในพื้นที่เป็นหลักมากกว่า หากคุณต้องการโฆษณาก็อย่าลืมเลือกพื้นที่ในการแสดงผลโฆษณาด้วย

อีกแหล่งหนึ่งที่ช่างประปาหรือช่างรับเหมาอื่นๆ สามารถฝากงานได้ก็คือการฝากนามบัตรไว้กับร้านขายอะไหล่วัสดุก่อสร้าง ศูนย์จำหน่ายฮาร์ดแวร์ เช่น ไทวัสดุ โฮมเวิร์ค โฮมโปร สถานที่เหล่านี้คือแหล่งที่ลูกค้ามาซื้อหาของตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน ซึ่งมีโอกาสที่จะมองหาหรือสอบถามช่างแนะนำใกล้บ้านก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ซึ่งทุกวันนี้ช่างฝีมือดี ราคาไม่สมเหตุสมผลไม่ทิ้งงานนั้นหายากขึ้นทุกที ถ้าคุณมีความสามารถด้านช่างและไม่อยากลงแรงลงทุนไปกับเครื่องมือราคาแแพง หรือเสียค่าเช่าที่หน้าร้านขายของ การรับงานช่างประปาก็เป็นงานรายได้ดีอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

‘เนื้อไก่’ มีประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563959

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:45 น.

‘เนื้อไก่’ มีประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

เรื่อง มีนา ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น “เนื้อไก่” ก็เป็นอาหารโปรตีนยอดนิยม ที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้ข้อมูล เกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นในเนื้อไก่ว่า เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีโปรตีนสูง นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด เส้นใยกล้ามเนื้อของไก่มีความละเอียด อ่อนนุ่มคล้ายปลา ทำให้เคี้ยวกลืนง่าย จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยทารก ถึงวัยสูงอายุ

ส่วนประกอบของเนื้อไก่ มีน้ำร้อยละ 74 มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 19 โปรตีนของเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดี หรือโปรตีนชนิดสมบูรณ์ มีกรดอะมิโนชนิดจำเป็น ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ครบถ้วนทั้ง 10 ชนิดคือ Histidine Isoleucine Leucine Lysine, Methionine Phenylalanine Threonine, Tryptophan valine และ Arginine ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฟีบ ถ้ารับประทานเพียงพอตามช่วงวัย

เนื้อไก่มีไขมันน้อยเพียงร้อยละ 5 ไขมันส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือ ตูดไก่ หนังไก่ และคอไก่ ซึ่งมีทั้งไขมัน และไขมันอิ่มตัวมากกว่าส่วนอื่น ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยง รองลงมาคือส่วนของปีกไก่ และสะโพกไก่ตามลำดับ

ชิ้นส่วนของเนื้อไก่ที่มีไขมันน้อย ได้แก่ อกไก่ สันในไก่ และน่องไก่ ในส่วนดังกล่าวนี้จะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมากกว่าไขมันจากวัวและหมู นอกจากนี้เนื้อไก่ยังมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไวตามินเอ และไนอาซิน ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อไก่แต่ละส่วนนำมาปรุงอาหารได้แตกต่างกัน เช่น สันในไก่ ส่วนนี้มีความนุ่มมากที่สุด และมีไขมันน้อยที่สุด ปรุงอาหารได้ทุกชนิด เช่น ย่าง ต้ม ตุ๋น ทอด อบ นึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้องการควบคุมระดับไขมันในเลือด และควบคุมน้ำหนัก

อกไก่ เป็นส่วนที่มีความนุ่มรองจากสันในไก่ ถ้าลอกหนังออกจะมีไขมันนัอย นำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด คล้ายสันในไก่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ปัจจุบันมีผู้บริโภคนิยมนำอกไก่ไปปั่นเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มโปรตีน

ปีกไก่ เหมาะสำหรับปรุงอาหารประเภททอด จะได้ความกรอบอร่อย และกรอบนานมากกว่าชิ้นส่วนอื่น แต่ก็จะมีไขมันมากกว่าส่วนอกและสันใน ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือต้องการลดน้ำหนัก ควรจำกัดปริมาณการรับประทาน และควรรับประทานคู่กับผักด้วยเสมอ เพราะใยอาหารจากผักจะช่วยลดการดูดซึมไขมัน เช่น กินปีกไก่ทอด กับผัดผักรวม หรือแกงส้มผักรวม เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีกรดยูริกสูง ควรงดการบริโภคอาหารที่ทำปรุงด้วยปีกไก่

สะโพกไก่ มีไขมันมากรองจากปีกไก่ เมนูที่นิยมใช้สะโพกไก่ปรุงอาหารเช่น แกงเขียวหวาน แกงคั่ว ผัดเผ็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ไก่ผัดเม็ดมะม่วง คำแนะนำเพื่อลดการบริโภคไขมันจากสะโพกไก่ คือควรใส่ผักเพิ่มขึ้น เช่น แกงเขียวหวานเพิ่มมะเขือ ผัดกะเพราเพิ่มถั่วฝักยาว เป็นต้น

น่องไก่ มีไขมันน้อยกว่าส่วนปีก มีความเหนียวกว่าส่วนอื่น เหมาะสำหรับนำไปย่าง ทอด ตุ๋น ถ้าต้องการควบคุมไขมัน ควรงดรับประทานส่วนหนัง

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ยังแนะถึงวิธีเลือกซื้อเนื้อไก่เพื่อให้ได้เนื้อไก่สดไหม่ ไว้ปรุงอาหารอร่อยรับประทาน

1.เลือกไก่ที่มีผิวตึง เพราะไก่ที่มีผิวย่น เนื้อไม่แน่น ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ที่ไม่สด

2.สีของเนื้อไก่สด จะต้องมีสีขาวอมส้มหรือชมพูอ่อน ไม่ซีด ไม่มีรอยช้ำ

3.กลิ่นของเนื้อไก่ที่สดใหม่ จะมีกลิ่นคาวน้อยมาก ต้องดมกลิ่นก่อนซื้อทุกครั้ง

4.ไม่มีเมือก อย่าลืมจับเนื้อไก่ดูก่อนซื้อ ไก่สดจะไม่มีเมือกติดมือ

ประติมากรรมในหลวง ร.9 ความทรงจำอันสูงค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563958

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

ประติมากรรมในหลวง ร.9 ความทรงจำอันสูงค่า

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดในยุคสมัยของรัชกาลที่ 9 เราทุกคนล้วนมีความรักและผูกพันกับพ่อหลวงของแผ่นดิน แน่นอนว่าส่วนใหญ่คนไทยเกือบทุกบ้านจะมีรูปในหลวงอยู่ในบ้านกันแทบทุกครัวเรือน แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจ ตั้งใจที่จะเก็บงานทั้งประติมากรรม ภาพวาด ภาพถ่าย รูปหล่อ รูปปั้น ของในหลวงเอาไว้ โดยเฉพาะงานประติมากรรมของศิลปินชั้นครูที่เขาพยายามจะตามเก็บไว้ให้ครบทุกคอลเลกชั่น

สุชาย พรศิริกุล เจ้าของธุรกิจสิ่งทอ เป็นอดีตนายกสมาคมพ่อค้าผ้า อดีตนายกสมาคมนิสิตเก่า เอ็มบีเอจุฬาฯ และเป็นผู้ก่อตั้งสมบัติผลัดกันชม ที่ช่างชุ่ยและที่ล้ง 1919 นั่นถือเป็นบทบาทหลักทางด้านธุรกิจของเขา ทางด้านการศึกษานั้นเขาจบปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และยังเป็นประธานชมรมโบราณคดีนักศึกษา เพราะชื่นชอบทางด้านศิลปะและประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก และอยากทำงานทางด้านนี้ แต่ทางครอบครัวทำธุรกิจสิ่งทอมาเนิ่นนาน เขาจึงต้องรับช่วงบริหารธุรกิจต่อจากครอบครัว แต่ความชื่นชอบหลงใหลในงานศิลปะ ประวัติศาสตร์และของเก่าไม่เคยหายไปจากใจของเขา

หลังมีรายได้เป็นของตัวเอง เขาจึงเริ่มสะสมงานศิลปะต่างๆ เอาไว้นับจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว แต่เขาจะไม่สะสมงานประเภทโบราณวัตถุ เพราะนั่นเป็นสมบัติของชาติ ไม่ควรอาจเอื้อมมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว

เขามีงานอดิเรกเป็นการเดินทางไปดูงานศิลปะต่างๆ โดยเฉพาะศิลปินดังๆ ของทั่วโลก เพราะเขาสนใจงานพวกนี้ เนื่องจากเขาได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยเฉพาะงานศิลป์จากฟากยุโรปเพราะมีพื้นฐานความรู้ตรงนี้เป็นอย่างดี

“ตอนเรียนหนังสือเราก็ดูรูปจากสไลด์ ไม่มีปัญญาไปดูของจริง ผมจึงสัญญากับตัวเองไว้เลยว่า ถ้าทำงานมีเงินเดือนจะต้องพยายามหาโอกาสไปดูของจริงให้ได้สักครั้ง พอมีเงินเก็บเองผมก็เดินทางไปทั่วโลกเพื่อดูงานศิลป์เหล่านี้ให้เห็นสดๆ กับตาจากของจริงๆ เลย”

นอกจากเป็นนักสะสมงานศิลปะต่างๆ แล้ว เขายังสะสมงานรูปภาพ รูปวาด และรูปปั้นอีกด้วย โดยเฉพาะรูปปั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งเขาสะสมมานานแล้ว โดยเฉพาะงานปั้นของศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง วัชระ ประยูรคำ ที่เป็นศิลปินมีชื่อเสียงทางด้านประติมากรรม และท่านยังเป็นข้าราชการกรมศิลปากร ที่เคยเป็นผู้ช่วยของไข่มุกด์ ชูโต ในการปั้น-หล่ออนุสาวรีย์ต่างๆ หลายแห่งในประเทศไทย และถือว่าเป็นศิลปินที่ปั้นพระรูปของราชวงศ์มากที่สุด ทั้งงานของรัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 และของสมเด็จย่า ถือได้ว่าท่านเป็นศิลปินชั้นครูที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ปั้นพระรูปพระราชวงศ์หลายพระองค์ งานที่คนรู้จักท่านมากที่สุดก็คือการปั้นชุดบูรพมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ เมื่อปี 2549 หรือเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ศิลปินท่านนี้ก็ได้ปั้นงานชุด 9 ด้วยเกล้า ซึ่งเป็นผลงานประติมากรรมที่ปั้นรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ชุด 9 องค์ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนถึงครองราชย์ครบ 60 ปี ซึ่งศิลปินท่านนี้ทำมาทั้งหมด 9 ชุด ชุดละ 9 องค์

“โชคดีที่ผมได้มีโอกาสจองไว้ได้ทันครบทั้งชุด ซึ่งแต่ละซีรี่ส์ก็มีรูปแบบแตกต่างกันไป คือคอนเซ็ปต์นั้นตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงครองราชย์ครบ 60 ปี ชุดละ 9 องค์ ปั้นออกมาทั้งหมด 9 ชุด แต่อิริยาบถหรือรูปแบบการปั้นนั้นไม่เหมือนกันเลยใน 9 ซีรี่ส์นี้ ต่างๆ กันไปทุกชุด ส่วนใหญ่คนที่จองงานของอาจารย์วัชระจะเลือกไปบางองค์ ไม่มีใครจองยกชุด เพราะงานอาจจะไม่พอ จึงต้องแบ่งๆ กันจอง แต่ผมโชคดีได้มีโอกาสจองไว้ได้ครบชุด ซึ่งตอนนี้ถือเป็นของหายาก และราคาก็ขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต” เขาเล่าให้ฟัง

สุชาย บอกว่า งานของอาจารย์วัชระเริ่มหายากขึ้น เพราะงานมีน้อยชิ้น และระยะ 5-6 ปีหลังๆ นี้ อาจารย์แทบจะไม่ผลิตงานใหม่ๆ ออกมาเลย และฝีมือท่านดีมากๆ “ท่านปั้นรูปเหมือนของสมเด็จย่าออกมาหลายชุด ถึงขนาดที่ในหลวง ร.9 พระองค์ท่านยังทรงให้ข้าราชบริพารมาขอซื้องาน”

เขาบอกว่าเขาสะสมงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากที่สุด มีทั้งงานประติมากรรม พระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ นอกจากงานของวัชระแล้วเขาก็สะสมงานของ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี โดยตอนนี้เขามีงานสะสมของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่หลายร้อยชิ้น และมีงานของในหลวงรัชกาลที่ 5 อยู่พอสมควร เขาสะสมงานทั้งสองพระองค์นี้มากที่สุด

เพราะการได้ไปชมงานศิลปะถือเป็นความสุข แม้ไม่มีโอกาสได้ครอบครอง แค่ได้มองก็สุขใจ

นอกจากนี้ เขายังได้นำเอางานศิลปะประติมากรรมบางชิ้นที่เขาสะสมไว้มาแสดงไว้ที่ช่างชุ่ย เพื่อแบ่งปันให้คนอื่นได้มีโอกาสชื่นชมความงามไปด้วยกัน โดยงานชิ้นไหนที่มีซ้ำหากมีคนมาขอแลกเปลี่ยนกันก็มี “เราเข้าใจคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ คนคอเดียวกันย่อมเข้าใจกัน อะไรแบ่งปันกันได้แลกเปลี่ยนในสิ่งที่เรามีซ้ำ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของหมู่นักสะสม บางครั้งแค่เห็นแม้ไม่ได้ครอบครองก็มีความสุขใจแล้ว” เขาบอกด้วยรอยยิ้ม

สำหรับการดูแลรักษานั้น รูปปั้นและประติมากรรมต่างๆ ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงไม่ให้ตากแดด ตากฝน ไม่ให้อยู่ในที่ที่ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปเท่านั้น ไม่ต้องเข้าตู้โชว์ นานๆ ทีก็อาจจะปัดฝุ่นบ้างเท่านั้น เพียงแต่หาที่ตั้งให้ดูดีเป็นเรื่องเป็นราว รูปเจ้ารูปนายจัดวางให้สมฐานะเป็นของสูงอย่ามาวางที่ต่ำ อย่าให้หล่นหรือกระแทกจนแตกหักเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งบางครั้งหากโดนลมโดนแดดนิดๆ หน่อยๆ งานอาจจะเปลี่ยนสีไปบ้าง ก็ดูขลังมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เพราะเป็นธรรมชาติของงานบรอนซ์

ไม่เอา ไม่พูด หยุดวิจารณ์รูปลักษณ์คนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563955

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ไม่เอา ไม่พูด หยุดวิจารณ์รูปลักษณ์คนอื่น

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

อ้วนขึ้นป่ะเนี่ย

ทำไมพักนี้ดูดำๆ

เสียงทักเบาๆ แต่เจ็บจี๊ดถึงก้นบึ้งหัวใจผู้ฟัง แม้ว่าผู้ทักทายจะมีความปรารถนาดี หรือเพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีอย่างเป็นมิตร หรือเปิดบทสนทนาเพื่อนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ก็ตาม

หากการหยิบยกเรื่องรูปลักษณ์ขึ้นมาทักทายนั้น ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยังอยากสนทนาอย่างออกรสออกชาติต่อไป

ในอดีตสังคมไทย มักทักทายกัน ไปไหนมา กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม แต่เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนไป มีการให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาหรือรูปลักษณ์มากขึ้น ทำให้หลายคนที่พิจารณาสังเกตกันจากภายนอกแล้วทักทายกันออกไปทันที เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ จนกลายเป็นความเคยชิน

คนทักไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร คนฟังอย่าคิดมาก ทักเพราะไม่รู้จะคุยอะไร คำกล่าวอ้างเช่นนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรจะปรับเปลี่ยน ระมัดระวังคำทักทาย เพื่อให้อีกฝ่ายไม่บอบช้ำน้ำใจ

คำทักทายอาบยาพิษ?

ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูสอนการแสดงและนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เจ้าของโรงเรียน The Drama Academy By Kru Ngor ได้แสดงทัศนะต่อการทักทายกันของคนไทยว่า ไม่สามารถบอกได้ตรงๆ ว่าใครมีเจตนาทักเพื่อให้คนอื่นดูแย่ แล้วการทักทายเรื่องภายนอกเป็นสิ่งที่ง่าย สะดุดตา เห็นปุ๊บแล้วพูดเลย และไม่เคยถูกสอนว่ามันไม่ควร

“เราล้อเรื่องรูปร่างหน้าตากันมาตั้งแต่เด็ก การทักรูปร่างหน้าตาเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด มนุษย์เราจะมีฐานของการดูถูกหรือยกตน ขึ้นง่ายที่สุดคือเรื่องรูปร่างหน้าตา เด็กอนุบาลไม่สนใจใครดี รวย เขามองเพียงรูปร่าง มันคือมาจากดีเอ็นเอของมนุษย์ในการมองหาคนที่ลักษณะปกติเหมือนกับเรา การมองภาพภายนอกจึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องใช้สติปัญญา สูงมาหน่อยเราวัดเรื่องฐานะการเงิน สูงมาหน่อยฐานะสังคม ต่อด้วยความฉลาด และสูงสุดคือความดี

เป็นเรื่องที่สังคมต้องสอนในเรื่องของมารยาทพื้นฐาน เหมือนเราเรียนวิชา สลน.(สร้างเสริมลักษณะนิสัย) ในตอนเด็กๆ เราไม่ควรทักทายเรื่องส่วนตัว อย่างชาวต่างชาติทัก ฮาว อาร์ ยู แทนที่จะทักอ้วนขึ้นผอมลง

ครูเงาะเคยเจอรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาออกตัวเองเลย พี่ไม่ต้องตกใจหนูอ้วนขึ้น บางคนเขาเจอมาบ่อยจนต้องปกป้องตัวเอง เราต้องมีสติ เราอยู่ในสังคมที่ทักแบบนี้

ตอนไปเรียนที่อเมริกาครูเงาะยังพลาด ทักเพื่อนต่างชาติว่าผอมลงไหม ใช้คำ สกินนี่ เขาก็ขอบคุณที่พอยต์เอาต์ฉันนะ เราถึงได้สติ ไม่ได้เจตนาไม่ดี เราจะบอกว่าลุคกู๊ด

บางคนมีปมของเขา เขารู้สึก เราจะบอกว่าฉันไม่ตั้งใจไม่ได้ แต่เราต้องมีหน้าที่ที่จะไม่ตั้งใจ ที่จะไม่ทำร้ายใคร การทักต้องมีสติในการทัก คนเราไม่โดนกับตัวเองไม่รู้ เราทักเขาในภาพกลางๆ ไม่ต้องลงไปที่ภาพลักษณ์ของใคร

วันนี้เรื่องรูปลักษณ์กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมเพราะมีหลายอย่างที่บีบให้มนุษย์ในวันนี้หันมาแคร์รูปร่างหน้าตามากกว่าในอดีต

มันเป็นเรื่องของความรู้สึก บางคนไม่ได้คิดมากก็โชคดีไป แต่วันนี้เป็นหน้าที่ของเราต้องระมัดระวังคำพูดของเรา ไม่ใช่หน้าที่เขาที่จะไปบอกเขาว่าอย่าไปคิดเยอะสิ

สิ่งที่หลุดออกจากปากเราไม่ใช่เรื่องหยวนๆ อย่าเปรียบเทียบว่าไม่ใช่เรื่องเจ็บ ชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน บางคนแคร์เรื่องนี้ สิ่งที่คนเราจะพูดไม่ใช่สักแต่จะพูด”

นุ่น-รมิดา ประภาสโนบล นักแสดงสาวที่มักโดนทักเรื่องสีผิวอยู่บ่อยครั้งและเรื่องรูปร่าง ให้ความเห็นว่า โดนทักบ่อยมาก ทำไมอ้วนหรือดำ ทำให้มีคำถามในใจว่า ทำไมการทักทายกัน ไม่ทักว่าสบายดีไหม ทำไมต้องทักเป็นเชิงการทำร้ายจิตใจ

“นุ่นมองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน คนจะอ้วนเพราะตัวเขากินเอง ดำมาจากพันธุกรรม หรือเขาอาจชอบผิวดำไปอาบแดดมา การทักถึงปมด้อย อย่าพูดเลยว่าไม่ตั้งใจ เวลาเราอ้วนเราก็ไม่ชอบ จริงๆ แล้วเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราอ้วนหรือผอม

คนที่ทักไม่เคยโดนสวนอะไรแบบนี้ เลยอาจคิดไปว่านี่คือการทักทาย คนโดนทักรู้สึกโกรธนะ แต่ก็ไม่อยากเป็นเรื่องก็ยิ้มรับ หรือบางทีแสดงท่าทางอึกอักแต่ในใจโกรธ

คือมองยังไงคนที่ทักรูปลักษณ์คนอื่นเราก็ไม่รู้สึกดีในเจตนาของเขาค่ะ การจะทักคุยกับใครต้องคิดให้เยอะขึ้น ตอนนี้ อ้วน ผอม ความสวยความงามมันมีผล ลึกๆ คุณคิดอะไร ทักเพื่อกระตุ้นให้เขาผอม หรือกดดันให้เขาแย่เข้าไปอีก หรือคุณคิดแบบไหน เราหาคำตอบไม่ได้ ชมเหรอว่าอ้วนแล้วสวยเหรอ เป็นไปไม่ได้

เวลาคนทักนุ่นรับได้เพราะเรารู้ตัว แต่ก็ไม่ใช่จุดที่จะทักกัน บางทีมันกลายเป็นความเคยชิน แล้วไม่มีใครลุกขึ้นมาว่าเราควรมีมารยาทในการทักทายคนอื่น บางคนไม่รู้จะคุยอะไรยังไง ควรหาคำทักทายที่มันสร้างสรรค์ บางคนตกใจที่เจอ เลยไปไม่ถูกไม่ว่ากันหรอก แต่นุ่นไม่สนับสนุนเอาเรื่องส่วนตัวมาเล่น”

ยิ้มรับคำทักทาย ทุกคนมีความพิเศษ

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล นักแสดงกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงจากบท แนนโน๊ะ ในซีรี่ส์ เด็กใหม่ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เคยโดนทักว่าหูกางจนเสียความมั่นใจมาแล้ว

“คิทเองก็เคยโดนเรื่องหูกาง ไม่มั่นใจเหมือนกันต้องเอาเทปกาวมาติดที่หลังหู แต่ในที่สุดก็ยอมรับได้ในเมื่อเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด คนเรามีความพิเศษของตัวเอง มนุษย์ 2 คนก็มีความแตกต่าง

ต่อให้คนทักเรายังไง อย่างแรกเราต้องรักตัวเอง ควรภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของเรา เรามั่นใจสิ่งนี้ คำพูดคนอื่นจะไม่เอฟเฟกต์เรา

การทักทายเรื่องร่างกายคนอื่น คิทรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง จริงๆ แล้วเราควรมีจิตสำนึกในการเคารพร่างกายของตัวเองและคนอื่น ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องที่ผิด

คิทว่าทั่วโลกก็มีการทักทายแบบนี้ให้เห็น แต่ในบางประเทศอาจจะมีคนหมู่มากทำให้เห็นว่าการทักทายเรื่องส่วนตัวของคนอื่นไม่ดี คนกลุ่มน้อยที่วิพากษณ์วิจารณ์คนอื่นก็ลดน้อยลง อาจจะด้วยความเขินอายที่ทำในสิ่งที่คนกลุ่มมากไม่ชอบกันเขาไม่ทำกัน

ส่วนในเมืองไทยเราเผลอวิจารณ์คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักอยู่บ่อยๆ อาจจะพูดโดยไม่มีความตั้งใจประทุษร้าย แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่คนพูดกับคนฟังความรุนแรงอาจไม่เท่ากัน

คำพูดทำร้ายความมั่นใจคนได้ ถ้าพูดย้ำเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา จนคนฟังเริ่มเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง คิทอยากให้ทุกคนเลือกเคารพตัวเองและเคารพคนอื่น เราไม่รู้ว่าใครผ่านเรื่องราวอะไรมา บางครั้งคำพูดอาจจะไปทำร้ายจิตใจใครบางคนมากกว่าที่เราคิดก็ได้”

ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก เมย์เบลลีน ไอที เกิร์ล คนล่าสุดของเครื่องสำอางเมย์เบลลีน นิวยอร์ก มองว่า การทักทายเรื่องรูปลักษณ์ คือวัฒนธรรมของประเทศไทย แต่ใจจริงๆ คนทักไม่ได้คิดอะไรเลย

สมัยที่ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยแรกๆ เธอเองก็เคยโดนทัก “ก็ค่อนข้างจะงงมากเพราะมีคนมาทักว่าแบบ อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย แต่จริงๆ ปูคิดว่า เป็นการแสดงความเอ็นดูของคนไทยนะ เป็นการทักว่าแบบสบายดีไหม อ้วนขึ้นหรือเปล่า ผิวคล้ำขึ้นหรือเปล่าเนี่ย คนไทยจะทักกันประมาณนี้แบบเฟรนลี่และแสดงความห่วงใย ก็จะพยายามไม่คิดอะไร เราเป็นประเทศที่สบายๆ ไม่คิดมากค่ะ”

ไม่ว่าใครจะมองหรือทักอย่างไรก็ตาม ปูฝากความสตรองมาให้ผู้หญิงทุกคนให้มองเห็นถึงคุณค่าของตัวเอง “สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีความงามมีคุณค่า ปูพูดถึงเสมอถึง 3 ข้อหลักๆ ค่ะ คือ มีอาชีพเป็นของตัวเอง มีรายได้และเงินเก็บของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และสุดท้ายมีความรู้เท่าที่จะมีได้ 3 ข้อนี้คือความสวยในแบบฉบับผู้หญิงสวยและมีคุณค่าในแบบของปูค่ะ”

คำพูด หนึ่งในมารยาท(การเข้า)สังคม

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์โรงพยาบาลเวชธานี ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า ต้องแยกการทักทายออกจากการวิจารณ์ “คำทักทายมีการเปลี่ยนไปตามเวลา วัฒนธรรม อย่างคนญี่ปุ่นบางเมืองเขาทักว่า ขายของดีไหม กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม พอช่วงหลังคนให้ความสำคัญเรื่องอื่นมากขึ้น การทักทายก็หลากหลายขึ้น

สนใจข้าวของเงินทอง การแต่งตัว ลามไปถึงสรีระร่างกาย การทักทายเขาอาจไม่ได้คิดอะไรเป็นเพียงคำทักทายติดปาก ไม่ได้คิดว่าคนฟังไม่ชอบ

หากคำทักทายทำให้คนฟังไม่สบายใจก็ปรับเปลี่ยนกันได้ ลองคุยกันดีๆ แต่ถ้าทำจนติดเป็นนิสัยต้องเตือนว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ดีต่อคนฟังและตัวเขาเอง การทักทายล้ำเส้นเกินไปเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น

ถ้าต้องการสื่อสารปรารถนาดีควรคุยกันส่วนตัว บอกเขาว่าเราเป็นห่วงใยเราขออนุญาตแนะนำได้ไหม คนฟังจะรู้สึกดีกว่า

น้ำหนักเยอะเดินแล้วเหนื่อยง่ายก็ชวนคุยเรื่องออกกำลังกาย แทนที่จะบอกว่าเขาอ้วนหรือผอม

ถ้าเราติดปากเรื่องอ้วนผอม เป็นการสร้างค่านิยม เหมือนโรคที่เกิดกับนางแบบ อะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (Anorexia Nervosa) เป็นจุดมาจากคนทักว่าอ้วน

การที่พูดทักคนอื่นในเรื่องรูปร่างเป็นคนขาดความละเอียดอ่อน ขาดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลาติดต่อสื่อสารกับคนอื่น คนอื่นไม่โอเคได้สูง ขาดการไตร่ตรองในการสื่อสาร ถ้าเราทำซ้ำๆ เคยชินขึ้นมา ก็เป็นการพูดทำร้ายคนอื่น

บางทีอาจเป็นตัวสะท้อนว่าเรากังวลเรื่องนั้น เช่น ถ้าเรามีแนวโน้มพูดเรื่องเดิมบ่อยๆ มีอะไรที่เราไม่มั่นใจในเรื่องนั้นหรือเปล่า คนที่มั่นใจในข้อดีของตัวเองจริงๆ จะไม่สนใจพูดสิ่งนั้น เหมือนคนรวยไม่ได้มาอวดรวย คนมั่นใจสวยไม่ได้อวดกับคนอื่น เวลาที่คนต้องการแสดงออกการสื่อสารที่มากเกินไปในบางอย่างเป็นผลสะท้อนว่าขาดในสิ่งนั้น ไม่ได้มั่นใจ บางกรณีพูดเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

ถ้าบางคนมีความเคยชินในการวิจารณ์คนอื่นบ่อย ต้องทบทวน เราไม่มั่นใจตัวเอง เตือนตัวเองบ่อยๆ ระวังอย่าวิจารณ์คนอื่นเยอะ คนไม่ทบทวนตัวเองจะส่งผลให้มีนิสัยแข็งกระด้าง ละเอียดอ่อนน้อยลง เป็นโทษต่อตัวเราเอง”

บางครั้งคำทักทายโดยไม่คิดอะไร แต่อาจทำให้คนฟังนั้นคิด(มาก) การคิดสักนิดก่อนทักทายออกไปจะดีกว่าไหม ถ้ารูปลักษณ์มันสะดุดตาเป็นหัวข้อในการเปิดบทสนทนาได้ง่าย ก็ควรเลือกทักในมุมดีสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติต่อคำทักทายได้ ในหนึ่งคนจะหาเรื่องดีๆ ไม่เจอเลยเหรอ

แฟชั่น+อาร์ต เทรนด์ใหม่มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563845

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

แฟชั่น+อาร์ต เทรนด์ใหม่มาแรง

เรื่อง พุสดี

ฟ อล-วินเทอร์นี้ ใครกำลังมองหาไอเดียเก๋ๆ เพื่อฉีกกรอบการแต่งตัว สร้างคาแรกเตอร์ที่แปลกตาให้กับตัวเอง ลองนำความสนุกของสตรีทแฟชั่นที่ดึงเอาศิลปะเข้ามาสร้างสีสันเพิ่มลูกเล่นในการแต่งตัวให้ดูน่าค้นหา เพราะหนึ่งในเทรนด์ฮอตของซีซั่นนี้ที่มีหลายแบรนด์ดังเลือกนำมาใช้คือ การนำศิลปะในรูปแบบต่างๆ มาอวดโฉมผ่านเสื้อผ้า และกระเป๋าได้อย่างน่าสนใจ

เริ่มจาก เบาเบา อิซเซ่ มิยาเกะ (Bao Bao Issey Miyake) แบรนด์กระเป๋าขวัญใจของใครๆหลายคน นอกจากจะยังคงสินค้าไอเท็มโปรดที่โดนใจสาวๆ ทุกคน แถมยังปรับราคาให้เท่าญี่ปุ่นแล้ว ยังต้อนรับฤดูกาลใหม่เพิ่มความสนุกให้กับกระเป๋า ด้วยการนำเทคนิคงานวาดภาพแบบ Action Painting ที่มาพร้อมกับลายฝีแปรงที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยมีดมาเพิ่มเสน่ห์ให้กระเป๋าดูมีมิติ สร้างเอกลักษณ์ให้กระเป๋าในแต่ละใบที่ราวกับเป็นลิมิเต็ดพีซที่ใช้แล้วไม่ต้องกลัวซ้ำ

ถ้ายังอาร์ตไม่พอ แนะนำซีรี่ส์เฟซ (Face) ซึ่งทางแบรนด์นำสีสันและแสงเงาที่ไม่เหมือนใครมาพิมพ์ลงบนแผ่นวัสดุรูปทรงที่แปลกตา ทำให้กระเป๋าธรรมดาราวกับมีใบหน้าปรากฏอยู่ โดยใบหน้าจะยิ่งดูมิติมากขึ้นเมื่อใช้ใส่ของ แถมด้านหน้าด้านหลังยังมีรูปผู้ชายผู้หญิงแตกต่างกันไป ความงามของศิลปะที่ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนกระเป๋ายังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในคอลเลกชั่นนี้ยังมีการนำไอเดียของงานศิลปะ Trick Art นำเสนอโทนสีที่แตกต่างในสไตล์คัลเลอร์บล็อกล้อไปกับเทรนด์สตรีทแฟชั่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาใช้ด้วย

ขณะที่ แบรนด์แอคเนอร์ (Aigner) เลือกหยิบศิลปะในแบบตะวันออกกลางมาเป็นแรงบันดาลใจในคอลเลกชั่น Wunderkammer เนรมิตกระเป๋าหนังวัวจากอิตาลีให้วิจิตรตระการตาด้วยรูปทรงและประดับลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน เช่น อะไหล่ทอง ปักหมุด พู่หนัง ปั๊มลาย ปักลาย พิมพ์ลาย เป็นต้น

คีย์พีซที่น่าจับจองต้องยกให้รุ่น Alia กระเป๋าหนังพิมพ์ลายของกระเบื้องโมเสอิคของโมร็อกโก และลายทางจับคู่สีม่วง เทรนด์สีแห่งปีเข้ากับสีเปอร์เซียนบลู เพิ่มความโมเดิร์นลงไปผ่านการใช้เส้นสาย และกระเป๋าทรงคาเมราแบ็ก ปั๊มรูปหน้าโอเซลอท

นอกจากกระเป๋าแล้ว สตรีทอาร์ตเท่ๆ ยังถูกนำมาใช้ในด้วยคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2018 ของโพรเอนซ่า สคูลเลอร์ (Proenza Schouler) ซึ่งซีซั่นนี้นอกจากจะจัดกระเป๋า ps1 รุ่นยอดนิยม สีพิเศษลิมิเต็ดเอดิชั่น เฉพาะที่ไทย คือ ดำ เทา และน้ำเงินเข้ม มาให้แฟชั่นนิสต้าได้อินเทรนด์สุดๆ แล้ว ในส่วนของเสื้อผ้ายังนำลูกเล่นที่เกิดจากการปรับรูปทรงและการจัดวางโลโก้ผสมผสานการใช้กราฟฟิกสีสันสดใสและลายพรินต์ที่โดดเด่น ซึ่งจะช่วยสะท้อนตัวตนของแบรนด์มาชูความโดดเด่น โดยมีตารางหมากรุกและลายเส้นถูกนำมาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ปรีชา สันลี มั่นใจว่าดีจงทำต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563841

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ปรีชา สันลี มั่นใจว่าดีจงทำต่อไป

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร

ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายบางทีก็เหมือนจะยากเกินไปด้วยซ้ำ โดยเฉพาะจากมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องใช้ความกล้าสักเพียงใดที่จะออกมาจากเซฟโซนการงานที่มั่นคง เพื่อมาเริ่มธุรกิจของตัวเองปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับถึงขนาดได้รับรางวัลระดับประเทศจากมือของนายกรัฐมนตรี แต่กว่าจะถึงวันนี้ได้ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ปรีชา สันลี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง วูดู (Voodoo) จาก บริษัท บิ๊กไอเดีย คอร์ปอเรท (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลจากงานผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Award 2018) รับรองคุณภาพของผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สากลในปีนี้ ได้ใช้แนวคิด Leading The Way สะท้อนถึงเส้นทางเดินแห่งความสำเร็จของนักธุรกิจไทย ซึ่งจัดโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ปรีชา ได้รางวัลถึง 2 รางวัล คือ รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยมและรางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม กล่าวว่า การที่บริษัทได้รับรางวัล PM Award ในครั้งนี้ มีส่วนช่วยสนับสนุนในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือแก่สินค้าของเราอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อความงามที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ และด้วยรางวัล Best Halal นี้เองที่จะส่งเสริมให้สินค้าของเราได้สิทธิประโยชน์ในด้านการเข้าถึงคู่ค้า ซึ่งมีกลุ่มผู้บริโภคเป็นมุสลิม โดยจะช่วยส่งผลต่อการขยายตลาดในต่างประเทศ โดยเหตุผลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ PM Award ก็คือการที่บริษัทมีความมุ่งหมายที่จะสื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ทราบถึงคุณภาพของสินค้า ตลอดจนศักยภาพของทีมผู้ผลิตโดยชี้วัดจากรางวัล PM Award ซึ่งการันตีโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

เขาบอกว่าออกจากงานประจำมา 7 ปีแล้ว และมาเริ่มต้นทำเครื่องสำอางวูดูที่มีส่วนผสมมาจากสารสกัดที่เลียนแบบมาจากพิษงูและเกลือหิมาลายัน ซึ่งเป็นเกลือสีชมพูและดินชนิดพิเศษ และสมุนไพรอีกหลายชนิด ซึ่งผลิตขายในประเทศและเพื่อส่งออก โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีนและแถบอาหรับ

“ตอนที่ผมเริ่มทำแรกๆ คนฟังแล้วก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ คือไม่มีใครสนใจไม่มีใครเชื่อ แต่ผมก็มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ เพราะเราตั้งใจและค้นคว้ามาเป็นอย่างดี แม้จะมีคนทัดทานแต่ผมตั้งใจจะเดินหน้าต่อไปเพราะเชื่อในคุณภาพ ผมไม่ยอมแพ้ ผมไม่สนใจกระแสว่าเราต้องอิงความเป็นเกาหลี ต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตที่เขานิยม ผมทำในสิ่งที่เชื่อว่ามันดีและเดินหน้าต่อไป นอกจากสินค้าที่มีคุณภาพแล้วยังสร้างแบรนด์ให้มีความลึกลับน่าค้นหา ผมโตมาจากสายครีเอทีฟก็สร้างให้มีเรื่องราวสตอรี่ขึ้นมาให้ดูแปลกใหม่ น่าสนใจ น่าค้นหา ที่สำคัญราคาต้องไม่แพงมาก เราจึงเป็นแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์แรกที่ได้รับรางวัลนี้”

ตอนนี้สินค้าของเขาขายที่ดิวตี้ฟรีเป็นหลักและที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในแหล่งท่องเที่ยวอีกเกือบ 10 สาขา และแผนงานปีหน้าเขาจะขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นไปยังรัสเซีย แอฟริกาใต้ และจีน โดยสินค้าของเขาผ่าน อย. ของประเทศจีนและแอฟริกาใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจะขยายตลาดในประเทศไทยให้มากขึ้น แน่นอนว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลย การทำตลาดในช่วง 1-2 ปีแล้วนี้เหนื่อยมากๆ ในการทำให้ผู้ใช้เปิดใจยอมรับ มาถึงตอนนี้ถือว่ามาไกลกว่าที่คิด โดยในปีที่ผ่านมามียอดขาย 400 ล้านบาท และปีนี้เขาตั้งเป้าไว้ที่ 580 ล้านบาท พร้อมๆ กับจะขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นอีก 2-3 ชนิด

เขาบอกว่าการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โชคดีที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยอย่างดี รัฐบาลจึงได้มีนโยบายหลักที่มุ่งเน้นให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อีกทั้งนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ผลักดันให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้วยการเน้นใช้นวัตกรรมในการออกแบบและผลิต เพื่อเพิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งยังเน้นสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตสินค้าและบริการโดยคงเอกลักษณ์แบบไทยอันโดดเด่น

ให้ความรู้ในเรื่องของการทำการค้าออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ Kongdeetourthai.com (ของดีทั่วไทย) และ thaitrade.com และยังร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ อาทิ Alibaba, Tmall, Amazon, และ eBay เพื่อสร้างการรวมกลุ่มและขยายช่องทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ ให้การสนับสนุนภาคบริการให้เติบโตมากขึ้น จึงมีการสนับสนุนการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจบริการ

รางวัล PM Award ถือเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของประเทศ และเป็นการประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางถึงความสำเร็จและความทุ่มเทของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสินค้า และบริการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งการพิจารณาคัดเลือกบริษัทเข้ารับรางวัลในแต่ละปี จะมีขั้นตอนดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบเป็นระบบ และโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจส่งออกที่ได้รับรางวัลนี้มีคุณสมบัติ ที่เพียบพร้อมอย่างแท้จริง

รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่งออกไทย ทั้งสินค้าและบริการประเภทต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับรางวัล ได้มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล รวมถึงทำให้ผู้นำเข้าและผู้ซื้อจากต่างประเทศเพิ่มความเชื่อมั่นต่อผู้ส่งออกของไทยที่ได้รับรางวัลอีกด้วย ย่อมนำมาสู่การซื้อขายที่ส่งเสริมรายได้ สร้างผลกำไร พัฒนาเศรษฐกิจทุกกลุ่มให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

เขามีแนวคิดในการบริหารงานก็คือมุ่งมั่นตั้งใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียดของงาน สร้างทีมเวิร์กที่ดี ใส่จิตวิญญาณไปกับงานที่ทำ และงานที่ทำต้องมีความเป็นยูนีค ที่สำคัญมีเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจนเสมอ โดยเขามีบุคคลที่ชื่นชอบมากๆ คือ สตีฟ จ็อบส์ ที่คิดนอกกรอบและกล้าลงมือทำ อีกคนคือเจงกิสข่าน ในด้านความยิ่งใหญ่กล้าหาญ เชื่อในสิ่งที่ทำแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ

ตรวจสุขภาพริมหมอน คืนนี้คุณนอนดีหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563839

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

ตรวจสุขภาพริมหมอน คืนนี้คุณนอนดีหรือยัง?

เรื่อง พุสดี

ใครๆ ก็รู้ว่าการนอนเป็นกิจวัตรที่จำเป็นและสำคัญที่สุด ต่อให้ดูแลอาหารการกิน ออกกำลังกาย แต่ละเลยการนอนที่มีประสิทธิภาพ ความฝันที่จะได้เป็นเจ้าของสุขภาพที่ดีก็คงยาก

เมื่อพูดถึง “การพักผ่อน” ไม่ได้หมายความว่า แค่นอนให้ได้ครบ 8 ชั่วโมงก็เพียงพอ แต่ต้องมั่นใจว่าการนอนนั้นมีประสิทธิภาพ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนอนในท่าทางที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ ในงานเปิดช็อปใหม่ของเรสเทียร์ (Restier) แบรนด์เครื่องนอนระดับลักซ์ชัวรี่สัญชาติไทยได้เชิญ 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ร่วมให้ความรู้ และบอกถึงความสำคัญของการนอนที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ง่ายๆ

บรรจง โสภิน แพทย์แผนไทย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบประสาท กระดูกและข้อ กล่าวว่า การดูแลผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ต้องให้ความสำคัญในการเลือกที่นอน และหมอน ที่จะช่วยรองรับสรีระได้อย่างถูกต้อง อย่างหมอนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่นิยมใช้มาตั้งแต่โบราณ แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า บริเวณเหลี่ยมของหมอนนั้น ทำให้กดทับเส้นประสาทช่วงลำคอ และเกิดผลข้างเคียงกับระบบเส้นประสาท ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการนอนหลับไม่สนิท ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

หมอนที่ดี ควรออกแบบให้มีความโค้งรับกับศีรษะ ลำคอ และบ่า ซึ่งการหนุนหมอนที่ไม่ถูกต้องตามหลักสรีระ จะทำให้เกิดความตึงเครียดสะสมของกล้ามเนื้อ และส่งผลให้มีปัญหาเรื่องคอ บ่า ไหล่ ในที่สุด

“ท่านอนที่เหมาะสมที่สุด คือ การนอนหงาย แต่ก็ต้องนอนให้ถูกวิธี รวมทั้งต้องมีอุปกรณ์รองรับที่เหมาะสม อย่างที่นอนและหมอนที่ใช้วัสดุมีคุณภาพ และออกแบบมาให้รับแรงกดของสรีระได้เป็นอย่างดีด้วย แต่หากนอนตะแคงควรมีหมอนข้าง เพื่อช่วยรองรับช่วงสะโพก ไม่ให้เกิดการกดทับระหว่างการนอน และเป็นการรองรับกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน”

ด้าน นพ.พีรพัศฆ์ รุจิวิชชญ์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เผยว่า ปัจจุบันปัญหาสุขภาพของคนเมืองส่วนใหญ่จะพบปัญหาออฟฟิศซินโดรม มีอาการมือชา ปวดบ่า ปวดหัวไมเกรน หันคอลำบาก เอี้ยวตัวไม่ได้ ก้มตัวยาก ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากสรีระในการทำงานที่ต้องนั่งนานๆ รวมทั้งเรื่องของที่นอนและการนอนที่มีความสำคัญเช่นกัน

คนเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของวันสำหรับการนอน หากนอนบนที่นอนไม่มีคุณภาพ อาจเกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาว ยกตัวอย่าง บางคนใช้ที่นอนตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นที่น้ำหนักตัวยังไม่มาก จนกระทั่งอายุเพิ่มมากขึ้น ก็ยังใช้ที่นอนเดิมทั้งที่สรีระไม่เหมือนเดิม น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เมื่อนอนที่นอนเก่าๆ น้ำหนักกดทับลงบนที่นอนมากขึ้น ทำให้หลังของเรามีแรงไปกระทำกับกล้ามเนื้อหลังมากขึ้น ทำให้ปวดหลัง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพของที่นอนว่ายังสามารถรองรับแรงกดจากการนอนได้มากน้อยอย่างไร เมื่อลองกดหรือนอนบนที่นอนว่าสามารถคืนตัวได้ดีหรือไม่

“สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง แนะนำให้เลือกที่นอนที่ผลิตจากยางพารา 100% เพราะความยืดหยุ่นของตัวยาง สามารถดูดซับแรงเท่ากับน้ำหนักที่กดเข้ามา ไม่มีการยุบตัว นอนแล้วตัวไม่จม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม ควรต้องเลือกที่นอนที่เหมาะสมกับสรีระ และน้ำหนักตัว เพราะหากมีน้ำหนักตัวค่อนข้างใหญ่มาก ควรเลือกที่นอนค่อนข้างหนา เพราะหากที่นอนบางเกินไปจะทำให้หลังโค้งตัวตลอด ทำให้หมอนรองกระดูกต้องทำงานหนักตลอดเวลา”

เริ่มต้นดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่คืนนี้ ด้วยการเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพการนอน

เทคนิคสำคัญใช้จัดพอร์ตรับวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563836

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

เทคนิคสำคัญใช้จัดพอร์ตรับวัยเกษียณ

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

สังคมผู้สูงวัยเริ่มขึ้นแล้วในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ไทยเรามีผู้สูงอายุมากถึง 14% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในอีก 30 ปีข้างหน้า สาเหตุ 3 อย่างของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือ อัตราการเกิดน้อยลง แต่งงานกันช้า บางคู่ก็ไม่อยากมีลูก ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปกว่าแต่ก่อนมาก และอัตราการตายน้อยลงเนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เรื่องเงินปัญหาใหญ่สังคมสูงอายุ

อีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุ 15-20 ล้านคน แต่ที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นคือพบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนยากจน มีเงินใช้เดือนชนเดือน และอาจไม่สามารถหาปัจจัย 4 ได้อย่างครบถ้วน บางคนไม่มีที่อยู่ บางคนไม่มีข้าวกิน บางคนไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่ และบางคนไม่มีเงินซื้อยารักษาเมื่อไม่สบาย ต้นเหตุที่สำคัญที่สุดของปัญหาก็คือเรื่องเงิน คนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่เรียกว่ารุ่น Baby Boomer ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังเรื่องความขยันและการหาเงิน แต่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักไม่รู้ถึงวิธีเก็บเงินที่ถูกต้อง

ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีเงินดูแลตัวเอง

สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ลูกหลานมักจะเป็นผู้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ยามแก่เฒ่า ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องการวางแผนเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว จึงไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ไม่มีการวางแผนเพื่อการเกษียณอย่างถูกวิธี วันนี้คนไทยรู้จักวิธีการลงทุนที่ถูกต้องเพียง 6-7% เท่านั้นเอง หมายถึงการวางแผนและจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุนและเป้าหมาย ส่วนมากมองเรื่องลงทุนเป็นเรื่องยากและน่ากลัว อาจเป็นเพราะได้รับการปลูกฝังจากประสบการณ์ที่ไม่ดีในช่วงปีที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้คนไทยหลายคนมองว่าตลาดหุ้นเป็นบ่อนการพนันเพราะหมดเนื้อหมดตัวจากช่วงวิกฤต ความเป็นจริงแล้วคนไทยส่วนใหญ่ลงทุนอย่างไม่ถูกต้อง การลงทุนที่ถูกควรมีการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ จำไว้เลยเวลาที่ขาดทุนหุ้นตก จะมีสินทรัพย์ชนิดอื่นที่สามารถเข้ามาลดแรงกระแทกได้เสมอ

สิ่งที่ต้องทำสำหรับจัดพอร์ตเกษียณ

1.อายุมากขึ้น ความเสี่ยงต้องลดลง

คนที่อายุเยอะๆ ใกล้ๆ วันเกษียณในบ้านเราปัจจุบันมักจะมีการลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงมากกก บางคนอาจลงทั้ง 100% ของพอร์ตลงทุนเลยทีเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอายุมากขึ้น ความเสี่ยงต้องลดลงการแก้ปัญหานี้คือการสร้างพอร์ตสำหรับแต่ละช่วงอายุขึ้นมาที่เรียกว่า Glide Path หลักการคือในช่วงที่อายุน้อยๆ จะเน้นลงทุนในหุ้นเยอะๆ เพื่อสร้างผลตอบแทน และสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีก่อนการเกษียณสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป้าหมายการลงทุนสำหรับผู้ที่กำลังจะเกษียณคือมุ่งเน้นรักษาเงินต้น การทำแบบนี้เป็นหลักการลดความเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการวางแผนลงทุนเพื่อการเกษียณ

2.เลือกแผนลงทุนเพียงครั้งเดียว สัดส่วนจะเปลี่ยนตามอายุงานที่เหลือ

หลายคนเลือกแผนการลงทุนสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ตอนเข้าทำงานและไม่เคยเปลี่ยนเลย เป็นหลักการที่ผิดอย่างยิ่ง ปัญหาของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือ สมาชิกมักไม่ค่อยทำการเปลี่ยนแผนการลงทุนอาจจะเพราะขาดความรู้ความเข้าใจหรือไม่มีเวลา กองทุนสมดุลตามอายุมีการใช้เทคนิคปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติทุก 10 ปีเพื่อให้ความเสี่ยงลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อค่อยๆ รักษาเงินลงทุนให้พร้อมในวันที่เราเกษียณ และจะมีการลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 10 ปีสุดท้ายของการทำงานเพื่อความปลอดภัย นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณ

3.วางพอร์ตระยะยาว แต่ต้องปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น

การวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณเป็นการจัดพอร์ตระยะยาวสำหรับ 30 ปีข้างหน้าหรือที่เรียกว่า Strategic Asset Allocation แต่ในความเป็นจริงนั้นพอร์ตลงทุนก็ควรมีการปรับเปลี่ยนระยะสั้นเหมือนกันเรียกว่า Tactical Asset Allocation ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากมุมมองการลงทุนของผู้เชี่ยวชาญ เช่น พอร์ตการลงทุนระยะยาวควรมีหุ้นอยู่ในพอร์ต 50% แต่เริ่มมีสัญญาณว่าอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้จัดการกองทุนจะมีบทบาทในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนหุ้นให้ลดลงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง โดยอาจลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 35% เป็นต้น บางคนอาจคิดว่า ก็มันจะเกิดวิกฤตทำไมไม่เอาหุ้นออกจากพอร์ตไปให้หมดล่ะ ไม่ควร เพราะอะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอน วิกฤตที่คิดไว้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้ และถ้าเอาหุ้นออกไปหมดแล้วไม่เกิดขึ้นพอร์ตการลงทุนของเราก็เสียโอกาสการลงทุนไปมากทีเดียว

เวลาที่ลงทุนไปนานๆ สัดส่วนการลงทุนอาจไม่เท่ากับที่เลือกไว้ตอนแรก จึงต้องทำการปรับสัดส่วนของพอร์ตลงทุนคือการซื้อถูก ขายแพง ในปีที่หุ้นขึ้นมาเยอะๆ ก็ควรขายทำกำไรออกบ้างและเอากำไรที่ได้ไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นแทนเรียกว่าขายแพง ในปีที่หุ้นตกเยอะๆ จนสัดส่วนเพี้ยนไปจากตอนแรกมาก ก็ควรซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต การซื้อหุ้นในช่วงที่หุ้นตกก็คือการซื้อถูก นั่นเอง

หลายคนตั้งใจลงทุนและวางแผนการเกษียณมาอย่างดี แต่พอเกษียณปุ๊บ เอาเงินทั้งหมดออกมาจากกองทุนแล้วฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ยเพื่อความสบายใจ จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง หลังจากที่เกษียณแล้วเรายังมีเวลาอีกหลายสิบปีก่อนที่จะเสียชีวิต เงินจำนวนนั้นก็ยังคนต้องลงทุนอยู่ แต่จะเป็นการจัดพอร์ตสำหรับวัยหลังเกษียณ ที่เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งออกแบบให้มีแผนการลงทุนหลังเกษียณไว้ให้โดยเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลไม่ได้มีแค่ช่วงที่ทำงานเท่านั้น แต่หลังจากเกษียณไปแล้วก็ยังต้องลงทุนกันอยู่

การเกษียณไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่าคิดว่าอีกตั้งนานกว่าจะเกษียณยังไม่ต้องเตรียมตัวก็ได้ เป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง ออมก่อน รวยกว่า ยังคงใช้กับการลงทุนได้เสมอทุกยุคทุกสมัย

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ‘พิเภกสวามิภักดิ์’ งดงามอลังการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563842

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ‘พิเภกสวามิภักดิ์’ งดงามอลังการ

เรื่อง วราภรณ์

หลังจากหยุดการแสดงไป 2 ปี การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กำลังจะกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งกับตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดง “โขน” ซึ่งนับเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่นาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของไทย อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยให้อยู่สืบไป ในปี 2561 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ซึ่งมีความสนุกสนานมากตอนหนึ่งจากบทพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์ สมกับการเฝ้ารอชมอย่างแน่นอน

“พิเภกสวามิภักดิ์” ความจงรักภักดี และเที่ยงธรรมสุจริต

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” กล่าวถึงรายละเอียดในการจัดแสดงขึ้นว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สืบสานและอนุรักษ์โขน ซึ่งถือเป็นสมบัติและเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของชาติ ที่ผ่านมาทางมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขน รามเกียรติ์ 7 ตอนด้วยกัน ได้แก่ ชุด “ศึกพรหมาศ” ในปี 2550 และ 2552, ชุด “นางลอย” ในปี 2553, ชุด “ศึกมัยราพณ์” ในปี 2554, ชุด “จองถนน” ในปี 2555, ชุด “ศึกกุมภกรรณ ตอน โมกขศักดิ์” ในปี 2556, ชุด “ศึกอินทรชิต ตอน นาคบาศ” ในปี 2557 และชุด “ศึกอินทรชิต ตอน พรหมาศ” ในปี 2558 จนประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับให้มีการเพิ่มรอบสำหรับผู้ที่พลาดชมการแสดงในทุกปี

เมื่อทีมงานได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่ามีประชาชนเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทรงปลื้มพระทัยที่เห็นทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ มาดูโขนกันทั้งครอบครัว เป็นสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น โดยปีนี้ในส่วนของการเลือกตอนจากแบบสอบถามและได้นำความกราบบังคมทูลว่า คนดูต้องการชมตอน พิเภกสวามิภักดิ์ เพราะคนดูสอบถามมามาก ทำไมพิเภกถึงไปย้ายอยู่กับพระราม จึงเป็นที่มาของการเลือกแสดง ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ขึ้น ทั้งยังอันเป็นการสื่อความหมายของความจงรักภักดี และการรักษาความเที่ยงธรรมสุจริต นำเสนอในการแสดงครั้งนี้

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์เล่าย้อนไปถึงวัตถุประสงค์ของการจัดแสดงโขนครั้งแรกๆ เกิดเมื่อปี 2546 เริ่มจากช่วงปีนั้น โขนไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่าโขนซบเซาไป ไม่เป็นที่นิยมมากนัก จึงเป็นที่มาทรงช่วยอนุรักษ์โขนไว้ แม้มีกรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรม วิทยาลัยนาฏศิลปช่วยดูอยู่แล้ว แต่ทรงอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจการแสดงโขนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องช่วยๆ กันหลายๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพก็มีช่างฝีมือหลายแขนง

“ตอนนั้นทรงเริ่มจากการแต่งหน้าของนักแสดงก่อน การแต่งหน้าของโขนดูจะเหมือนกันทั้งหญิงชาย คือผัดหน้าขาวเขียนคิ้วทาปาก ต่อมาเรื่องการแต่งกายมีพระดำริว่าจะทำอย่างไร การแต่งกายดูงดงามเหมือนในอดีต เพราะช่างฝีมือก็ค่อยๆ หายลดลงเรื่อยๆ ทางมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพก็ได้ศึกษาค้นคว้าว่าโบราณเป็นอย่างไร โดยในช่วงนั้นช่างฝีมือไม่ค่อยมี จึงรับสั่งว่า ในเมื่อศิลปาชีพมีช่างปักอยู่แล้ว ก็ทรงอยากให้ช่างปัก ช่างทอ ช่างเขียนฉาก หลายๆ แขนงมาช่วยกัน เพราะการนำโขนมาจัดแสดง เมื่อก่อนเล่นกลางแปลง ไม่ได้ต้องมีฉากอะไรมากมาย แต่ถ้าเราเล่นในโรงละคร ในสถานที่ต้องใช้แสงสี เสียงที่ทันสมัยเหมือนการแสดงต่างประเทศ ต้องมีการทำฉาก ทำเทคนิคขึ้นมา จึงเป็นที่มาของการสร้างฉากอลังการที่ทุกคนมองเห็น โดยมีอาจารย์สุดสาคร ชายเสม เป็นผู้ออกแบบฉาก มีนักเรียนศิลปาชีพจากหลายจังหวัดที่ทรงให้ทำงานแกะสลัก เขียนภาพมาเป็นลูกมืออาจารย์สุดสาคร มีนักศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่างมาช่วยด้วย ช เด็กศิลปาชีพก็ได้เรียนรู้การทำงานที่วิจิตร ฝีมือชั้นครู และได้ฝึกฝนมาจนถึงทุกวันนี้

“อย่างช่างทอจากเนินธัมมัง จ.นครศรีธรรมราช ก็มาช่วย มีการนำผ้าทอโดยอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย มาให้ลวดลาย สอนวิธีการย้อมด้วยวิธีธรรมชาติ สอนการทอด้วยวิธีโบราณที่เคยทำมา เด็กๆ สมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือผ้าซิ่นของตัวนางก็มาจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนการปักผ้ามีหลายจังหวัดช่วยเรื่องเครื่องแต่งกาย เสื้อตัวเอกตัวประกอบมาจาก จ.สิงห์บุรี ราชบุรี อยุธยา เพชรบุรี กาญจนบุรี และสกลนครก็มี เพราะเรานำเด็กๆ มาเรียนปักแล้วเขาก็ปักได้ สอนวิธีปักด้วยดิ้นเหลี่ยม ดิ้นกลม เด็กๆ ก็ได้ความรู้ไปด้วย ส่วนช่างเขียนทำฉาก อุปกรณ์ หัวโขนก็ทำอยู่ที่อ่างทอง เราทำตั้งแต่กระดาษข่อย ขึ้นมาเป็นหัวโขน สอนโดยอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ คิดว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ เล่าต่อว่า การเตรียมการแสดงโขนครั้งแรกใช้เวลาศึกษาค้นคว้า และลงมือทำนานมากตั้งแต่ปี 2546 กว่าจะมาแสดงจริงในปี 2550 แต่หลังจากนั้นก็มีบรรทัดฐานที่ดีเรื่อยมา

“แรกๆ ทรงรับสั่งให้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ก่อน รับสั่งกับอาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ให้ศึกษาว่าโบราณทำกันอย่างไร สมัยอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ทำอย่างไร ต้องดูแบบแผนในอดีตทำไว้อย่างไร เพื่อทรงอยากอนุรักษ์ให้โขนยังอยู่คู่สังคมไทยและมีความงดงามของช่างฝีมือไทย ให้อยู่คู่แผ่นดินไทย เมื่อทรงรับทราบว่าคนไทยเป็นจำนวนมากให้การต้อนรับการแสดงโขนเป็นอย่างดี พาปู่ย่าตายายมาชมโขน สะท้อนจิตใจที่อ่อนโยนของลูกหลานที่พานั่งวีลแชร์มาชม เป็นสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น พระองค์ก็ทรงปลื้มพระทัย”

นักแสดงรุ่นใหม่ช่วยสืบสานงานโขน

ไม่เพียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์ให้การอนุรักษ์โขน ตลอดจนความงดงามของช่างฝีมือไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ยังมีพระราชดำริให้นักแสดงรุ่นใหม่มาร่วมแสดงด้วย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ เล่าว่า สำหรับการแสดงครั้งนี้ได้จัดให้มีการคัดเลือกนักแสดงตัวเอกรุ่นใหม่เมื่อปี 2559 เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม โดยคัดเลือกจากนักเรียน นักศึกษา ทั้งจากวิทยาลัยนาฏศิลป และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจัดให้มีคัดเลือกนักแสดง จำนวน 5 ตัวละคร คือ โขนพระ มีผู้สมัคร 73 คน ละครพระ มีผู้สมัคร 198 คน ละครนาง มีผู้สมัคร 204 คน โขนยักษ์ มีผู้สมัคร 137 คน และโขนลิง มีผู้สมัคร 160 คน รวมทั้งสิ้นมีผู้สมัครจำนวน 772 คน ซึ่งแต่ละประเภทตัวละครจะมีเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเพียง 5 คน รวมจำนวน 25 คน

“จึงอยากเชิญชวนให้คนรักโขนรวมถึงประชาชนคนไทยรีบจองบัตร เพราะการแสดงโขนเต็มรูปแบบมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2558 เราได้เห็นคนรุ่นใหม่ใส่ชุดไทยมาชมโขนถือเป็นการปลุกกระแสและสร้างค่านิยมในกลุ่มโซเชียลให้คนไทยใส่ชุดไทย ผ้าไทย กันมากขึ้น ในปีนี้ก็เช่นกันอยากเชิญชวนผู้ชมแต่งชุดไทยสวยๆ มาชมโขนกันเยอะๆ”

ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ช่วยผู้กำกับการแสดงฯ เล่าเสริมว่า ระยะแรกมีการใช้นักแสดงจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ก่อน หลังจากนั้นมีพระราชเสาวนีย์ให้คนรุ่นใหม่น่าจะมาร่วมแสดงด้วย ทีมงานจึงรับพระราชเสาวนีย์มา โดยทำการเริ่มออดิชั่นครั้งแรกปี 2553 คือนางลอย มีเด็กนาฏศิลป์มากมายสนใจเข้ามาร่วมออดิชั่น โดยเริ่มแรกมีเด็ก 60 คนเข้ามาออดิชั่น แต่ปี 2559 ที่เปิดออดิชั่นมีเด็กจำนวนมากถึง 800 คน ใช้เวลาออดิชั่นเกือบ 10 วัน จึงถึงรอบสุดท้าย เรียกว่าเยาวชนตื่นตัวจากโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นจำนวนมาก

เรื่องราวสนุกสนาน สมการรอคอย

ด้าน อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้กำกับการแสดง และคัดเลือกบทแสดง กล่าวว่า การทำบทการแสดงครั้งนี้จะเห็นว่าแตกต่างจากการแสดงที่ผ่านๆ มา เพราะได้ผสมผสานสร้างสรรค์มาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ฉบับต่างๆ อาทิ บทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 1, รัชกาลที่ 2, รัชกาลที่ 6 โดยทางคณะกรรมการทุกท่านตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความประณีต ทั้งการบรรจุเพลงขับร้อง มีผู้เชี่ยวชาญ ศิลปินแห่งชาตินาฏศิลป์ ดนตรี ได้ร่วมฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ถ่ายทอดการแสดงโขนให้อยู่สืบไป โดยแบ่งเป็นตอนต่างๆ ได้แก่ องก์ที่ 1 สุบินนิมิต ประกอบด้วย ตอนที่ 1 พิเภกถูกขับ, ตอนที่ 2 พิเภกลาชายาและธิดา, ตอนที่ 3 เนรเทศ และองก์ที่ 2 ประกอบด้วย ตอนที่ 1 พบนิลเอก, ตอนที่ 2 สวามิภักดิ์, ตอนที่ 3 มณโฑทูล ตัดศึก, ตอนที่ 4 สนามรบ และตอนที่ 5 แก้หอกกบิลพัท ที่ยังคงความวิจิตรงดงาม กระบวนท่ารำตามแบบฉบับโขนหลวง พร้อมที่จะสร้างความสนุก ความประทับใจให้กับผู้ชมสมการรอคอยอย่างแน่นอน

“ที่เลือกตอนนี้เพราะคนสงสัยว่าทำไมพิเภกจึงไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ในการทำบทครั้งนี้ เราจะเห็นเป็นการทำบทที่แตกต่างจากที่เคยแสดงกันมาก เป็นการทำบทจากการผสมผสานด้วยการนำบทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 1, 2 และ 6 มาผสมผสานกันซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่วนใหญ่ที่เราเคยดูกันคือ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 พิเภกไปอยู่กับพระราม โดนขับไล่ไป แต่วิธีการไปแตกต่างกัน คือหลักการเลือกของเราคือ ตอนใดที่ประชาชนยังไม่เคยเห็นและมีความสวยงาม ประณีตในเรื่องบรรจุเพลงขับร้อง เราได้ผู้เชี่ยวชาญศิลปินแห่งชาติ เช่น คุณทัศนีย์ให้คำปรึกษาว่าบทร้องใดจะสูญไปเรานำกลับมา เราได้ศิลปินแห่งชาติหลายๆ ท่านมาช่วยทำบทร้องให้ เรียกว่าร่วมกันฟื้นฟูเอาของเก่ามาปรับปรุง ทำให้เกิดความงดงาม เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นโขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ คนก็ยินดีช่วยกันถ่ายทอด”

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กำหนดจัดแสดง วันที่ 3 พ.ย.-5 ธ.ค. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา โทร. 02-262-3456 หรือ http://www.thaiticketmajor.com ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Khon Performance โขนพระราชทาน