ธัญญมัย วัชรเสถียร เพราะความเร็ว ไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563747

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

ธัญญมัย วัชรเสถียร เพราะความเร็ว ไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้หญิง

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร  ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

ไม่มีอะไรที่เป็นข้อจำกัดสำหรับผู้หญิงทุกคนที่มีใจรักในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราหลงใหลมันมากพอที่จะผลักดันให้ทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี เช่นในเรื่องของความเร็วนั้นที่แต่เดิมนั้นถือว่าเป็นวิถีของผู้ชาย เป็นกีฬาของลูกผู้ชาย แต่ระยะ 4-5 ปีมานี้จะเริ่มเห็นมีผู้หญิงเข้ามาท้าประลองความเร็วในสนามแข่งกันมากขึ้น และสาวรุ่นคนนี้ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวงการที่เพิ่งเข้ามาประลองความเร็วมาได้เพียงปีเดียว แต่ก็มีฝีไม้ลายมือน่าจับตามองจนติดโผขึ้นโพเดียมรับรางวัล ถือว่าฝีมือดีน่าจับตาและคาดว่าอนาคตจะไกลอีกด้วย

จ๋า-ธัญญมัย วัชรเสถียร เธอเป็นนักแข่งรถในรายการโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 รุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ ด้วยวัยเพียง 22 ปีถือว่าฝีเท้าดีเป็นน้องใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามอง โดยผลงานปี 2018 นั้นสนามแรกเธอแข่งที่ จ.เชียงใหม่ ได้อันดับที่ 7 ในรุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ ส่วนสนามที่ 2 แข่งที่ จ.บุรีรัมย์ ได้อันดับที่ 5 ในรุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ และสนามที่ 3 ที่ จ.ชลบุรี เธอได้อันดับที่ 5 ในรุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ

เธอจบการศึกษาทางด้าน Superior Cuisine หลักสูตรอาหารฝรั่งเศส ที่เลอ กอร์ดอง เบลอ สาวน้อยวัย 22 ปีคนนี้ ชื่นชอบการทำอาหารมาก มีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นเชฟ และหวังไว้ว่าจะได้เปิดร้านอาหารฝรั่งเศสของตัวเองในอนาคต ปัจจุบันนี้นอกจากแข่งรถแล้ว เธอก็กำลังศึกษาธุรกิจของที่บ้านที่ทำเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบอาหารและเคมีอาหาร (Food Science) เพื่อจำหน่ายให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย และยังช่วยธุรกิจที่บ้านคือร้านคาเฟ่ชาโฮ (Chaho) ที่เปิดบริการอยู่ 2 สาขา คือที่สีลม คอมเพล็กซ์ และซอยพิพัฒน์ 2

เห็นหน้าสวยเฉี่ยวคมเข้มแบบนี้ เธอก็เป็นสาวขาลุยไม่ใช่สาวหวาน ดูจากกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เธอโปรดปรานนั้น เรียกว่าแต่ละชนิดกีฬาที่เธอชื่นชอบมักจะเป็นการเล่นกีฬา Extreme เช่น การโดดหอ ขี่เจ็ตสกี ยิงปืน ตอนเด็กๆ อยู่ ป.5 เธอก็เป็นกัปตันทีมฟุตบอลของโรงเรียน และชื่นชอบการขับรถมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเธอแอบฝึกขับรถเองตั้งแต่อายุ 12 โดยใช้วิธีจำจากคนขับรถที่บ้าน สังเกตว่าเหยียบคันเร่งตรงไหน เข้าเกียร์ตรงไหน และจังหวะของรถ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นนักแข่งรถเลย แต่เมื่อมีโอกาสจึงเข้ามาร่วมลงแข่งขันในรายการโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 ซึ่งพอได้แข่งแบบจริงจังก็รู้ว่าเราชื่นชอบการแข่งรถมาก และจะแข่งต่อไป ตอนนี้เลยมีความใฝ่ฝันใหม่อยากเป็นนักแข่งรถมืออาชีพอีกด้วย

เธอเล่าว่า พอคุณแม่ทราบว่าเธอไปแอบหัดขับรถมาจนเป็น และดูท่าทางแล้วว่าเธอจะชอบความเร็ว คุณแม่จึงเป็นห่วงเลยส่งไปเรียนขับรถอย่างเป็นทางการเพื่อเรียนรู้ให้ถูกวิธี และเมื่อเห็นว่าชอบความเร็วก็สนับสนุนให้ไปเป็นนักแข่งเลย

“เพราะคุณแม่เป็นห่วงไม่อยากให้มาซิ่งบนถนนสาธารณะ อยากขับเร็วก็ไปแข่งในสนามเป็นเรื่องเป็นราวดีกว่าจะได้ไม่เก็บกด (หัวเราะ) ให้ปล่อยของไปให้หมด อย่างน้อยแข่งในสนามมีกฎกติกา นักแข่งคนอื่นก็รักษากฎกติกาไว้ด้วยกันเป็นที่เป็นทางจะได้ไม่เป็นอันตรายตอนนั้นอายุ 18 ปีพอดี แต่ตอนนั้นไม่รู้เป็นอะไรแบบหนูยังไม่มั่นใจตัวเองกลัวๆ กล้าๆ ไปไม่สุดก็เลยหยุดไปเกือบ 2 ปีเพื่อถามตัวเองให้แน่ใจว่า เราชอบจริงๆ หรือเปล่า จนแน่ใจว่าชอบจริงก็กลับมาตอนอายุ 21 อีกครั้งตอนนี้ก็ใส่เต็มที่เพราะเรารู้แล้วว่าเราชอบจริงๆ ไปเรียนเพิ่มเติมกับพี่นัทจัง (ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ) ที่เป็นนักแข่งรถรุ่นใหญ่” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

การได้กลับมาเรียนอีกครั้ง คราวนี้เน้นการสอนเรื่องทักษะทุกอย่างที่เกี่ยวกับการแข่งรถ เทคนิคต่างๆ ที่นักแข่งควรมีและมีเรื่องการเซฟตี้ต่างๆ ต่างกับการเรียนครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นเรียนเพื่อให้ขับรถเป็นอย่างถูกวิธีแบบคนทั่วไป เรียนได้ไม่กี่เดือนก็สนุกมากประทับใจในตัวพี่ผู้สอน เขาสอนได้สนุกและทำให้เธอมั่นใจ เรียนได้ไม่กี่เดือนเธอก็มาสมัครเป็นนักแข่งเลย โดยเธอใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถเข้าชิงติดอันดับ 1 ใน 5 ได้ถึง 2 สนาม ซึ่งสถิติที่ผ่านๆ มานั้น แข่งปีแรกจะอยู่อันดับ 10 กัน เธอบอกว่าโชคดีที่ได้อาจารย์ดีทำให้เธอไปได้เร็วกว่าที่คิดไว้

“หนูก็อยากให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจบ้าง เวลาเราได้รางวัลไปอวดท่านก็ภูมิใจ บางครั้งท่านก็มาเชียร์ให้กำลังใจถึงสนาม ตอนนี้หนูยังเป็นนักแข่งสมัครเล่นอยู่ ใช้วีออสแข่งอยู่ ถ้าได้อันดับ 1 ของวีออส ก็จะขยับไปรุ่นใหญ่เป็นรุ่นอัลติส วันเมคเรซ ถ้าได้แชมป์ของอัลติส ก็จะไปเข้าทีมโตโยต้าไทยแลนด์ ทีมผู้หญิงมีทั้งหมด 13 คน หนูอยู่อันดับที่ 5” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอบอกว่าการแข่งแต่ละครั้งจะต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรง เธอต้องวิ่ง ยกน้ำหนัก เล่นเวต และต้องควบคุมไม่ให้น้ำหนักเกิน และพยายามพัฒนาฝีมือให้ไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพราะชอบความเร็วก็จะเอาดีทางนี้และจะแข่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง แม้จะเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้มีข้อจำกัดแต่อย่างใด เพียงตั้งใจมุ่งมั่นหมั่นฝึกซ้อมและเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรงเอาไว้เท่านั้น มีสมาธิที่ดี ใครที่ชอบความเร็วอย่าไปขับบนถนน ให้มาปล่อยของกันในสนามแข่งเพื่อความปลอดภัยและได้มาแข่งกับตัวเองท้าทายตัวเองอย่างมีสติ เธอว่าปกติไม่ชอบแข่งขันอะไรกับใคร ไม่ชอบความกดดัน แต่เรื่องแข่งรถสำหรับเธอตอนนี้มันมีความสุขที่สุด

สุดท้าย เธออยากเชิญชวนทุกคนมาเป็นกำลังใจให้กับเธอและเพื่อนๆ นักแข่งทุกคน ที่ลงแข่งขันในรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018” มาดูกันว่าเมื่อผู้หญิงเป็นนักแข่งรถเราก็ทำได้ดีไม่แพ้ใครๆ โดยสนามต่อไปจะเป็นสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่จะไปแข่งขันที่ จ.ภูเก็ต ในช่วงวันที่ 22-23 ก.ย. 2561 ณ บริเวณสวนสาธารณะสะพานหิน “มาให้กำลังใจพวกเราด้วยนะคะ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

เดินเร็ว เพิ่มความฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563746

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

เดินเร็ว เพิ่มความฟิต

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

การเดิน เป็นการออกกำลังกายที่สามารถแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไม่ยาก แต่หลายคนก็แย้งว่าฉันก็เดินมาตั้งเยอะไม่เห็นจะผอมลง ซึ่งวันนี้มีเคล็ดลับการเดินเพื่อสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง เดินอย่างไรให้ผอมให้ดีต่อสุขภาพมาฝากกัน

มีงานวิจัยจาก​มหาวิทยาลัย​เซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ระบุว่า การ​เดิน 15 นาที จะช่วย​ลด​ความ​กังวล​และ​ความ​เครียด​ได้​ดี​ การ​เดิน​ทำ​ให้​มี​การ​หลั่งสาร​เคมี​ใน​สมอง​ที่​ช่วย​บรรเทา​อาการ​เจ็บ​ปวด​และ​ทำ​ให้​รู้สึก​ผ่อน​คลาย ทั้ง​ยัง​ทำ​ให้​ใจ​สงบ​และ​อารมณ์​ดี ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเวลาที่เดินเที่ยวไปเรื่อยๆ จิตใจจะสงบ บางคนก็ชอบเดินคิด บางคนก็ชอบเดินเล่นแถวบ้านเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง

ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเดินอีกอย่างหนึ่งว่า การเดินที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การเดินเร็ว แค่​เดิน​เร็ว​วันละครึ่งชั่วโมง ร่างกายจะแข็งแรงกว่าคนที่เดินน้อยหรือเดินช้าถึง 28 เปอร์เซ็นต์ ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจลงได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น ลดไขมันสะสมในร่างกาย และสร้างความแข็งแรงให้แก่มวลกระดูก

ดังนั้น อย่าดูแคลนเรื่องการเดินเร็ว ชาวญี่ปุ่นที่มีสุขภาพที่แข็งแรงอายุยืน เหตุผลอาจไม่ใช่แค่สภาพอากาศและอาหารกิน แต่ยังมีเรื่องของการเดินเร็ว จากชีวิตประจำวันที่ต้องการความเร่งรีบก็เป็นไปได้

แต่การเดินก็ต้องการท่วงท่าที่ถูกต้องถึงจะส่งผลดีอย่างเต็มที่ การเดินที่ดีต้องเดิน​ตัว​ตรง ​เชิด​คาง​ขึ้นให้ขนาน​กับ​พื้น อาจจะดูหยิ่งๆ ไปสักหน่อยแต่ดีต่อร่างกาย เดินเร็วด้วยความเร็วคงที่ ในระดับที่สามารถพูดกับคนข้างๆ ที่เดินเร็วด้วยกันได้แบบไม่หอบเหนื่อยหายใจไม่ทัน

ไม่ต้องก้าว​เท้า​ยาว​เกิน​ไป แต่ก้าวตามปกติหรือยาวกว่านิดหน่อยตามธรรมชาติของการเดินเร็ว เพียงแค่เพิ่มความเร็วในการก้าวเท้าขึ้นเท่านั้น ไม่​จำเป็นอย่างถือ​ของ​หนัก ถ้าต้องถือของหนักควรเลี่ยงการเดินเร็ว เพราะจะทำให้ร่างกายไม่สมดุลและพลาดจนเกิดการบาดเจ็บได้

การเดินออกกำลังกายสามารถฝึกตามโปรแกรมประจำสัปดาห์ ดังนี้ วันจันทร์เดินช้าๆ ตามสบาย 30 นาที ให้ได้ 2 กม. วันพุธเดินเร็วปานกลาง 30 นาที ให้ได้ 3 กม. และวันศุกร์เดินเร็วเต็มที่ 30 นาที ให้ได้ 3.5 กม.

สำหรับคนที่ต้องการออกกำลังด้วยการเดินอย่างเต็มที่ สามารถเริ่มต้นจากการเดินเร็วประมาณ 10 นาที สลับด้วยการวิ่งเหยาะๆ 1 นาที สลับกันไปมา ให้ได้ระยะทางมากน้อยตามสภาพของร่างกาย อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์

ในแต่ละวันที่ออกกำลังกายให้เพิ่มระยะเวลาในการวิ่งให้มากขึ้น จนวิ่งได้นานกว่าเดิม เช่น จาก 30 วินาที เป็น 60 วินาที แบบนี้สลับกัน เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ จะพบว่าสามารถวิ่งออกกำลังกายได้ 30 นาที โดยไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป การเดินแค่ 30 นาทีแบบนี้สามารถเผาผลาญแคลอรีได้สูงถึง 220 แคลอรี เลยทีเดียว

หากต้องทำงานออฟฟิศ แล้วไม่อยากให้มีเหงื่อซึมก่อนเข้าทำงาน ก็เปลี่ยนการเดินเร็วออกกำลังกายเป็นช่วงเย็น ในระหว่างวันให้เดินขึ้นลงบันไดรวม 15 นาที ฟังดูเหมือนจะนานและเหนื่อย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วแค่เปลี่ยนการเดินเข้าห้องน้ำจากชั้นที่ทำงานอยู่เป็นชั้นที่สูงขึ้นตลอดทั้งวัน เดินไปกลับก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 นาทีแล้ว

การขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิกช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา และสะโพกให้กระชับยิ่งขึ้น หรือวันหยุด การเดินเร็วเที่ยวในศูนย์การค้าก็เป็นการออกกำลังที่เพลิดเพลินอย่างยิ่ง แต่ให้ระวังเรื่องอาหาร

เพราะยิ่งเดินไกลอาจหิวได้ง่าย และพลาดไปรับประทานของหวาน อาหารประเภทผัด ทอด โดยขาดความยับยั้งชั่งใจ แคลอรีทั้งหมดที่เผาผลาญไปจะได้กลับคืนมาด้วยไอศกรีม 1 ถ้วยเท่านั้น

เนื่อง​จาก​การ​เดินเร็ว​ไม่​ได้​ทำ​ให้​ร่าง​กาย​ต้อง​รับ​แรง​กระแทก​มาก ​เมื่อ​เทียบ​กับ​กิจกรรม​อย่างอื่นเช่น การ​วิ่ง​และ​แอโรบิก ไม่เหนื่อยมากนักแต่เผาแคลอรีได้ดี จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

วันนี้คุณลองเดินเร็วดูบ้างหรือยัง?

เราจะเอาชนะ AI ได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563744

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 13:05 น.

เราจะเอาชนะ AI ได้อย่างไร

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

คุณเป็นคนทันสมัยไหม คุณใช้โทรศัพท์กี่เครื่อง ถ้าให้คุณนึกถึงเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนที่สนิท สามคนของคุณตอนนี้ คุณจำได้ไหม? คุณคิดว่าถ้าบริษัทคุณมีหุ่นยนต์มาทำงานด้วย บรรยากาศทำงานจะเป็นอย่างไร?

คำถามนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตปัจจุบัน ที่หนีไม่พ้นความทันสมัยของเทคโนโลยี คนทำงานหลายๆ คนมักจะมีโทรศัพท์มากกว่าหนึ่งเครื่อง ถ้ามือถือหาย เราจำเบอร์โทรศัพท์แทบไม่ได้ หลายๆ คนรู้จักหุ่นยนต์ผู้หญิงที่ชื่อ โซเฟีย ถูกพัฒนาเหมือนคนมากๆ ในการคิด การตอบ การวิเคราะห์ ความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงาน มีการประเมินว่า มากกว่า 40% ของแรงงานคนจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์

แน่นอนว่าในอนาคตเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้ ดังนั้นเรามาเรียนรู้กันดีกว่าว่าต้องทำอย่างไรที่คนจะสามารถชนะหุ่นยนต์และเทคโนโลยีได้

กัลยา แก้วประเสริฐ ผู้บริหาร บริษัท M.I.S.S.Consult กล่าวว่า ศักยภาพของเทคโนโลยี คือ ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ใช้ง่าย คล่องตัว ต้นทุนต่ำ ขณะที่ศักยภาพของคน คือ ระดับทักษะ

ll ทักษะ คือ ความสามารถที่ต้องมีสำหรับการทำงานในแต่ละตำแหน่งงานต่างๆ หากจะเอาชนะหุ่นยนต์ แน่นอนว่ากลุ่มทักษะและความรู้ (Skills & Knowledge) เป็นเรื่องที่แข่งได้ยาก เพราะเทคโนโลยีสามารถทำได้ดีและมีประสิทธิภาพ ความถูกต้องมากกว่าคน เช่น ไม่มีคนใดในโลกนี้ ที่สามารถบรรจุข้อมูลที่แข่งขันได้เท่ากับ Google ทุกวันนี้เราแทบจะตกเป็นทาสของการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Google หรือแม้กระทั่งการจำเบอร์โทรศัพท์ ที่ระบบโทรศัพท์ของเราเก็บให้หมด จนเราแทบไม่เคยต้องพึ่งหน่วยความจำตัวเลขของสมองเราเลย หรือการคำนวณตัวเลขก็เช่นกัน ตัวเลขบวกง่ายๆ เราก็แทบบวกไม่ได้ ถ้าไม่มีเครื่องคิดเลข นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้เห็นว่าหุ่นยนต์สามารถแทนคนได้ง่ายมาก

ll ความรู้ แตกต่างจากทักษะ คือ ความรู้เป็นข้อมูล ในเนื้อหา ทฤษฎี ต่อเรื่องต่างๆ อาจจะรู้ แต่ทำไม่เป็นหรือไม่เก่ง เราก็เรียกว่า มีความรู้แต่ไม่มีทักษะ

ll ทัศนคติ เป็นความคิด ความเชื่อ ในแต่ละสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น หุ่นยนต์ยังไม่สามารถคำนวณอารมณ์ สร้างสรรค์อารมณ์และจินตนาการได้ดีเท่ากับคน และนี่คือจุดที่คนสามารถเอาชนะหุ่นยนต์ได้ ทัศนคติ คือ ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงของสมองเรา ที่เลือกป้อนและเลือกคิด เลือกวางแผน ประยุกต์ สร้างสรรค์ ได้เสมอ

สิ่งสำคัญในการชนะหุ่นยนต์ คือ การทำให้คนมีทัศนคติที่สร้างสรรค์ เพราะพรสวรรค์นี้เปรียบเหมือนดาบสองคม คือ เป็นได้ทั้งทางต่อสู้ และทางพ่ายแพ้ เช่น มีทัศนคติที่ไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ ต่อให้เก่งเพียงใด เราก็ทดแทนได้ด้วยหุ่นยนต์ที่เก่งมากกว่า แต่หากเรามีทัศนคติที่ดีย่อมสร้างความแตกต่างให้แก่ตนเองได้ด้วยการปรับ สร้างสรรค์ ผ่านความสามารถ Skill และความรู้ knowledge ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

การใช้ทักษะมนุษย์ เช่น ทักษะการฟัง ทักษะความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นใจ และทักษะการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับคน โดยที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทดแทนได้ นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจของ CISRO ว่า ในโลกอนาคตของการทำงาน กลุ่มทักษะจะเป็นที่ต้องการอย่างแน่นอน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.STEM Skills คือ กลุ่มทักษะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ โดยจะเป็นกลุ่มทักษะระดับสูง หรือกลุ่มทักษะที่เกี่ยวกับการคิด วิเคราะห์ ขณะที่ทักษะที่เป็นการกระทำซ้ำ เดิมๆ จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ได้ง่าย เช่น ทักษะการเขียนโปรแกรมจะมีความสำคัญน้อยลง ขณะที่ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะมีความสำคัญมากขึ้น

2.กลุ่มทักษะทางการสื่อสารและสร้างสัมพันธ์ ผ่านความสามารถทางการติดต่อ การสื่อสาร การเข้าใจ และการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

หากอยากเอาชนะหุ่นยนต์ เราจำเป็นต้องมีทักษะและความรู้ที่ดีในเรื่องดังกล่าว และเสริมด้วยทัศนคติที่ดี ที่สร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา แน่นอนว่าเราย่อมสามารถเอาชนะหุ่นยนต์ได้ ดังนั้นเทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์ จะไม่ได้เข้ามาทดแทนคน หากบริหารเป็น เราสามารถนำเทคโนโลยี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ทำให้ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น คนสามารถเอางานที่เป็นงานธุรการ หรืองานซ้ำๆ ให้หุ่นยนต์หรือระบบทำทดแทน ซึ่งจะทำให้คนมีเวลาว่างมากขึ้นในการไปทำงานด้านกลยุทธ์ การคิดวิเคราะห์ ที่เหมาะต่อความเป็นเอกลักษณ์ที่แท้จริงของเรา นั่นคือการใช้สมองที่ดีด้วยทัศนคติที่พร้อมต่อการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลง

รู้จัก 3 หนุ่มโสดคลีโอ 2018 แบบแนบชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563743

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

รู้จัก 3 หนุ่มโสดคลีโอ 2018 แบบแนบชิด

เรื่อง ภาดนุ ภาพ คลีโอ

เวียนมาให้สาวๆ ตื่นตาตื่นใจ ออกอาการกิ๊วก๊าวกันอีกครั้ง สำหรับ The 50 Most Eligible Bachelors 2018 หรือเวทีเฟ้นหา 50 หนุ่มโสดในฝันประจำปี แหม ดูๆ แล้วแต่ละคน หล่อ โสด รอยยิ้มมีเสน่ห์ ซิกซ์แพ็กแน่นกันทุกคนเลยล่ะ แต่ก่อนจะถึงวันประกาศผลในเดือน พ.ย.นี้ ว่าใครจะคว้ารางวัลหนุ่มโสดทั้ง 11 รางวัลไปครองได้ เราขอเปิดตัว 3 หนุ่มโสด หล่อ เสน่ห์แรง และคุณสมบัติเพียบพร้อม เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยเอาใจสาวๆ  ก่อนละกัน

ฉายา หาญทวีวงศา (หมายเลข 17) หนุ่มหล่อบุคลิกดีวัย 29 ปี ที่มีชื่อเล่นเท่ๆ ว่า “เงิน” จบปริญญาโทด้านดีไซน์ แมเนจเมนต์ มีอาชีพเป็นอาจารย์สอนออกแบบ ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเป็นดีไซเนอร์เจ้าของเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Chaya ดูจากรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมีเสน่ห์แล้ว เห็นทีจะต้องไปทำความรู้จักสักหน่อย

“ตอนนี้นอกจากเป็นอาจารย์สอนออกแบบเฟอร์นิเจอร์แล้ว ผมยังมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองที่ทำมาได้ 1 ปี ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์คอนเทมโพรารีด้วยครับ ผมว่าบทบาทการเป็นอาจารย์กับการเป็นดีไซเนอร์ของผมเป็นสิ่งที่สามารถทำควบคู่กันไปได้

ข้อดีของการเป็นอาจารย์ก็คือ เราเป็นเสมือนผู้ที่คอยกระตุ้นเตือนให้นักศึกษาในชั้นเรียนทุกคนมีไฟในด้านการออกแบบและดึงไอเดียใหม่ๆ ที่มีอยู่ในตัวพวกเขาออกมาด้วย ในทางกลับกันความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาทุกคนก็เป็นสิ่งที่จุดไฟในตัวให้ผมด้วยเช่นกันครับ เพราะเมื่อเราเป็นอาจารย์ของพวกเขา เราก็ต้องอัพเดทสิ่งใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองให้นำหน้าพวกเขาอย่างน้อย 1 ก้าวอยู่เสมอ

ล่าสุด ผมก็กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกด้วยครับ แต่ก็น่าจะเรียนที่เมืองไทยนี่แหละ เพราะผมยังมีภาระหน้าที่ประจำในการสอนนักศึกษาในชั้นเรียน และยังต้องทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไปพร้อมกันด้วย”

เงิน บอกว่า การได้เข้ามาติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดในฝันคลีโอเป็นประสบการณ์ใหม่อีกอย่างหนึ่งในชีวิต ทั้งที่เขาก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้วจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้รางวัลหรือได้ตำแหน่งอะไร แต่ในเมื่อติดรอบ 50 คนแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการโหวตจากคนทางบ้านและคณะกรรมการเป็นสำคัญ

“ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้ผมเป็นที่ประทับใจหรือมีเสน่ห์ในสายตาคนอื่นๆ  น่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติในการใช้ชีวิตของผมมากกว่าหน้าตานะครับ (ยิ้ม) อย่างที่บอกว่าผมชอบอัพเดทสิ่งใหม่ๆ หรือหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเรามีหน้าที่สอนนักศึกษา เราก็ต้องมีความรู้ที่ทันโลกและก้าวหน้าไปไกลกว่า เราถึงจะสามารถสอนและได้รับความเคารพจากพวกเขาได้

สำหรับสาวในสเปกที่ผมชอบ จะไม่ใช่ผู้หญิงเซ็กซี่หรือผู้หญิงที่หน้าตาสวยเป็นอันดับแรกๆ แต่ผมจะชอบสไตล์การใช้ชีวิตของผู้หญิงคนนั้นมากกว่า ขอให้หน้าตาพอใช้ได้ ผมสั้น ออกแนวลุยๆ หน่อย สามารถดูแลตัวเองได้ และมีความเป็นอาร์ติสต์อยู่ในตัว ซึ่งตรงกับนิสัยของผมก็พอแล้วครับ”

เงิน ทิ้งท้ายว่า งานอดิเรกยามว่างที่เขาชอบทำก็คือ การเล่นดนตรีซึ่งเขาสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด แต่ที่ถนัดที่สุดก็คือกีตาร์ โดยสามารถเล่นได้ทั้งเพลงไทยและเพลงสากล ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างจริงๆ เขาก็จะจับกีตาร์ขึ้นมาเล่นบ้าง

แหม ทั้งหล่อ ทั้งเป็นอาร์ติสต์ แถมยังเป็นนักดนตรีอีกต่างหาก แบบนี้เขาเรียกว่าหล่อครบสูตร!…ติดตามได้ที่ IG : ngern

ด้าน วรกฤต สกุลเลี่ยว หรือ แป๊ะ วัย 35 ปี (หมายเลข 7) หนุ่มหล่อหน้าเด็กที่ทั้งทำธุรกิจส่วนตัวและเป็นบาริสต้าด้วย ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มโสดที่น่าจับตาในปีนี้ แต่เจ้าตัวรีบออกปากไว้ก่อนเลยว่า ที่เข้ามาเป็นหนุ่มโสดคลีโอครั้งนี้ก็ด้วยแรงยุจากเพื่อนๆ และอยากลองสัมผัสกับประสบการณ์เวทีนี้ดูสักครั้งเพื่อเป็นเกียรติกับชีวิต

“ผมทำธุรกิจส่วนตัว นั่นก็คือการส่งอาหารกล่องพร้อมรับประทานให้กับ Jiffy ซึ่งเป็นมินิมาร์ทที่อยู่ในปั๊ม ปตท. และยังส่งขนมถ้วยให้กับร้านก๋วยเตี๋ยวเรือใจดีในปั๊ม ปตท. รอบๆ กรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน งานอีกด้านหนึ่งของผมก็คือการเป็นบาริสต้าด้วย เนื่องจากผมเปิดร้านกาแฟของตัวเองที่ชื่อว่า ‘Crack’ ในย่านทองหล่อ แต่เร็วๆ นี้กำลังจะย้ายร้านไปอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ครับ

เสน่ห์ของการทำธุรกิจอาหารกล่องและการเป็นบาริสต้า ผมว่ามันเป็นความลงตัวในรูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับของกินทั้งคู่เลย อันที่จริงผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นนะ แต่ก็ค้นพบว่าตัวเองชอบทางด้านการทำธุรกิจอาหารและชอบขายของมากกว่า ทำแล้วมีความสุข ผมจึงเริ่มต้นทำธุรกิจส่งอาหารกล่องอย่างจริงจัง

ด้วยความที่เคยเป็นลูกจ้างในบริษัทอื่นมาก่อน พอออกมาทำธุรกิจเองผมจึงเรียนรู้งานทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง เพราะต้นทุนเราไม่ได้มีเยอะ ฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องลงมือทำเองทั้งหมด จึงทำให้ผมค้นพบศักยภาพของตัวเองที่ซ่อนอยู่ ว่าตัวเองสามารถทำได้ แต่ก็ต้องใช้ความพยายาม และต้องตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำให้สำเร็จ คิดได้แบบนั้นผมก็ลุยเต็มที่เลยครับ”

แป๊ะเสริมว่า การทำธุรกิจอาหารคือสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต แต่การเปิดร้านกาแฟคือสิ่งที่เขารัก เพราะโดยส่วนตัวแล้วเขาชอบตระเวนไปลองดื่มกาแฟตามร้านต่างๆ อยู่แล้ว วันหนึ่งเมื่ออยากมีบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์กาแฟให้คนอื่นดื่มบ้าง เขาจึงไปศึกษาและเรียนรู้ด้านการชงกาแฟด้วยตัวเองอย่างจริงจัง จนเป็นที่มาของการเปิดร้านกาแฟในที่สุด

“ถ้าให้ผมพูดถึงเสน่ห์ของตัวเอง ผมคิดว่าอยู่ที่ความคิดและความจริงใจเวลาที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนรอบข้างมากกว่า ผมมาจากบ้านที่ครอบครัวล้มละลาย แต่ผมใช้ความตั้งใจและความพยายามฝ่าฟันมาถึงจุดที่มีธุรกิจของตัวเองได้ ผมก็อยากจะถ่ายทอดแนวคิด หรือมีส่วนในการให้กำลังใจคนรอบข้างตัวเราที่มีปัญหา ให้พร้อมที่จะต่อสู้และก้าวต่อไปข้างหน้าให้ได้

สเปกสาวที่ผมชอบน่ะเหรอ!! ขอเป็นผู้หญิงน่ารักๆ ทำตัวสบายๆ อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ยิ้มสวยๆ ถ้าเป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ด้วย จะยิ่งถือว่าเป็นโบนัสพิเศษเลยละครับ (หัวเราะ)

งานอดิเรกยามว่างของผมก็คือ การเลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว และนั่งสมาธิ อาจจะดูเป็นชีวิตที่สโลว์ไลฟ์สักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นประจำ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยคลายความเครียดให้กับผมได้ เวลาที่เจอเรื่องหนักๆ ในชีวิต อย่างการทำสมาธิก็ทำให้จิตใจเรานิ่งขึ้น มีสติมากขึ้น ผมว่ามนุษย์ทุกคนล้วนแต่เจอปัญหาต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าทำให้เกิดความเครียดอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนคนนั้น ว่าจะใช้วิธีไหนมาแก้ปัญหาให้กับชีวิตตัวเองมากกว่าครับ”…ติดตามที่ IG : worakrit65

สำหรับ เคน ยาชิโร (หมายเลข 10) หนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นวัย 33 ปี ที่มาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย เขาเป็นผู้จัดการประจำแผนกของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง แถมยังเป็นนักเล่นเซิร์ฟที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นระดับมืออาชีพด้วย เสน่ห์ของเคนอยู่ตรงไหน ลองไปค้นหากันเลย

“ผมทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ซึ่งให้บริการทางด้านงานครีเอทีฟ งานออกแบบ งานโฆษณาทีวี อีเวนต์ การประชาสัมพันธ์ การตลาดออนไลน์ และอื่นๆ หน้าที่หลักๆ ของผมก็คือ ดูแลลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่น และคอยดูแลโปรเจกต์ต่างๆ รวมทั้งประสานงานกับผู้ร่วมงานที่เป็นคนไทยด้วย

เวลาว่างนอกเหนือจากการทำงาน ผมจะอุทิศให้กับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดอย่างจริงจังมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วละครับ จนถึงตอนนี้ผมก็เล่นเซิร์ฟมาประมาณ 10 ปีได้ ผมเคยเข้าร่วมการแข่งขันมากมาย จนได้รับใบอนุญาตของนักเซิร์ฟระดับมืออาชีพในประเทศญี่ปุ่นมาด้วย”

เคนเสริมว่า ปัจจุบันการเล่นเซิร์ฟสำหรับเขาก็ไม่ถือว่าเป็นอาชีพที่ชัดเจนนัก แต่จะเป็นเหมือนงานอดิเรกซะมากกว่า แต่ล่าสุดเขาได้เปิด Fanpage Facebook : Surfaholic Thailand ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเล่นเซิร์ฟของเขาด้วย เพราะเขาชอบที่จะแบ่งปันประสบการณ์การเล่นเซิร์ฟของตัวเอง และรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นคนไทยสนุกกับการเล่นเซิร์ฟ

“ถ้าให้พูดถึงเสน่ห์ของตัวเอง ผมก็รู้สึกเขินอยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่าผมเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเรียบง่ายคนหนึ่ง ที่รักธรรมชาติและรักสัตว์ เมื่อผมมีโอกาสได้ไปทะเลเมื่อไร ผมจะเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และจะรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมตรงนั้นมากๆ เลยครับ สำหรับสเปกสาวที่ชอบ ผมชอบผู้หญิงที่มีรอยยิ้มที่อบอุ่นและแสนจะใจดีครับ” (ยิ้ม)

เคนทิ้งท้ายว่า เหตุผลที่ทำให้เขาชอบเมืองไทยและตัดสินใจมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เป็นเพราะที่นี่อากาศอบอุ่น แถมทะเลยังสวยอีกต่างหาก

“ผมชอบอากาศแนวทรอปิคอลแบบร้อนชื้น อีกอย่างไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ก็รีแลกซ์และชิลๆ ดี ผมก็เลยรู้สึกสนุกสนานกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ภาษาไทยของผมค่อยๆ พัฒนาขึ้นแล้ว ผมจึงมีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตผมที่เมืองไทยง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ ที่สำคัญเมืองไทยเดินทางท่องเที่ยวได้ง่ายด้วย แล้วผมยังสามารถไปเที่ยวยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้อีกด้วย

การติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอ สำหรับผมก็แน่นอนว่าต้องคาดหวังว่าจะได้รางวัลสิครับ ตอนนี้อายุผมก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ฉะนั้นถ้าผมได้รับรางวัลหรือได้ตำแหน่งสักตำแหน่งหนึ่ง ผมคงจะมีความสุขมากๆ เลยละครับ” (หัวเราะ)…ติดตามที่ IG : kenyashiro

สาวๆ สามารถร่วมโหวตหนุ่มโสดในฝันได้ที่ http://www.cleothailand.com/bachelors2018 หรือส่ง SMS ร่วมโหวตได้ โดยพิมพ์ “EB” เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขหนุ่มโสดที่โดนใจคุณตั้งแต่ 1-50 แล้วส่งไปที่ 4712666 หรืออัพเดทได้ที่ IG : cleothailand

กิตติศักดิ์ คเชนทร์ บ้านในโคลน…ในความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563637

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 11:13 น.

กิตติศักดิ์ คเชนทร์ บ้านในโคลน...ในความทรงจำ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ผมเกิดและโตที่นั่น” กิตติศักดิ์ คเชนทร์ หนึ่งในนักเขียนผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2561 เจ้าของหนังสือ “บ้านในโคลน” แมวบ้านสำนักพิมพ์ เล่าถึงที่มาก่อนจะเป็นหนังสือเล่มนี้ บ้านในโคลน…บ้านในความทรงจำ

บ้านในความทรงจำของกิตติศักดิ์ ย้อนกลับไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เขาคือเด็กชายวัย 4-5 ขวบ ที่ประสบเหตุการณ์น้ำท่วมซุงถล่ม บ้านของพ่อพังลง และเรือนของปู่ก็พังลงด้วย ไม่เฉพาะบ้านของพวกเขา แต่บ้านทุกหลังในหมู่บ้าน จมหายไปในทะเลโคลนท่ามกลางกระแสซุงนับหมื่นต้น

“ปู่เกิดที่นี่ พ่อเกิดที่นี่ ผมและน้องชายก็เกิดที่นี่ พ่อกำลังสร้างบ้านหลังใหม่ ภาพที่ผมจำได้คือภาพของคนที่กำลังตอกค้อนอยู่บนโครงหลังคา บ้านของพ่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอเพียงฤกษ์เข้าบ้าน แต่ก็มาพังลงในวันนั้น”

อีกภาพหนึ่งที่จำได้และผุดขึ้นมาในความทรงจำเสมอ คือภาพที่พ่อแบกเขาข้ามทะเลซุงที่สูงท่วมหลังคา หลังเหตุการณ์น้ำท่วมซุงถล่ม ทุกสิ่งทุกอย่างทลายเป็นราบกลอง พ่อแบกลูกชายคนโตเดินบนท่อนซุง เดินผ่านเจ้าหน้าที่ที่กำลังลงพื้นที่ เดินผ่านศพคนตาย และเดินผ่านผู้คนที่กำลังมองหาศพญาติมิตร

เรื่องราวผสมผสานเค้าโครงจากภัยพิบัติ ทว่าจุดเริ่มเรื่องคือเมื่อต้นปีที่พ่อได้ลงเสาเอกของบ้าน ความหวังความฝันของพ่อ และเหตุการณ์ที่เป็นไป ในที่สุดพวกเขาต้องมาอยู่บ้านสงเคราะห์ที่ทางการสร้างให้ บ้านกับที่ดิน 1 งาน เหมือนกับเพื่อนบ้านในหมู่บ้านใหม่อีก 200 หลังคาเรือน

บ้านในโคลนถูกเล่าในมุมผู้ประสบภัย อยู่และดำรงอยู่ในฐานะผู้ประสบภัย ช่วง 3 ปีแรกที่บ้านสงเคราะห์สร้างไม่เสร็จ ลำบากกันมาก ปู่ต้องออกจากบ้านที่น้ำท่วม มาสร้างเพิงพักด้วยการเอาไม้ไผ่มาสร้างเป็นบ้านชั่วคราว ความช่วยเหลือส่วนใหญ่มาจากโลกภายนอก

“สิ่งที่เราเหลือมีเสื้อผ้ากันคนละชุด ผมโตขึ้นมาบนขนำชั่วคราว ได้รับแจกยาแจกผ้าห่ม ได้รับแจกมาม่าปลากระป๋อง ต้องขอบคุณทุกคนที่ทำให้เรามีชีวิตรอด ทุกวันนี้ผมก็ยังขอบคุณพวกเขาอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้างด้วยซ้ำ”

กิตติศักดิ์เรียนคณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง เกิดคำถามผุดขึ้นในใจว่าชีวิตต้องการอะไร มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายในที่ไม่เข้าใจ ใช่หรือไม่ที่กำลังเดินทางไป มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เขียนออกมา เขาบอกให้เขียนสิ เขียนเป็นบันทึก แต่มันก็ไม่ได้เรื่อง ต่อมาได้มีโอกาสทำความรู้จักนักเขียนรุ่นพี่ จำลอง ฝั่งชลจิตร, ศิริวร แก้วกาญจน์ และ จเด็จ กำจรเดช กลุ่มนักเขียนที่มีคุณูปการต่อเขา โดยเฉพาะจำลอง ที่แนะให้สั่งสมต้นทุน อ่าน เขียน และคิดให้มาก

“ช่วงนั้นได้อ่านงานความสุขแห่งชีวิตของวิลเลียม ซาโรยัน ประทับใจ แต่ก็ยังคิดไม่ได้ หลับตามองตัวเองมีช่วงไหนบ้างนะที่เรามีความสุข ก็ค่อยๆ เห็นตัวเองในวัยเด็ก ที่แม้ประสบภัย แต่ก็สุขตามประสาเด็ก ผมมีความสุขนะ”

“พ่อกำลังสร้างบ้านใหม่ แม่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าในวันที่เสาต้นแรกยืนขึ้น” …นี่คือ บรรทัดแรกของหนังสือบ้านในโคลนจุดเริ่มต้นความสุขที่กิตติศักดิ์ได้ย้อนมองกลับไป นี่คือนวนิยายที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของวรรณกรรมเล่าเรื่อง คนอ่านจะได้พบทั้งความสุขความทุกข์ อีกสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาทรายและภูเขาซุง

ให้ภัยพิบัติจากธรรมชาติได้บอกเล่าถึงตัวเอง ขณะเดียวกันเขาก็อยากเล่าถึง ความเป็นมนุษย์ในภัยพิบัติที่สะท้อน ทั้งความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเมตตา ความเป็นห่วงเป็นใย และความหวัง ทุกวันนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นไม่เฉพาะเมืองไทย ลาวเขื่อนแตก เมียนมาเขื่อนแตก ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว ภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก กิตติศักดิ์อยากให้คนฉุกคิดเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ชั่งน้ำหนักในสิ่งที่กำลังทำให้มากขึ้น

“ผมอยากให้คนมองเห็นความเป็นมนุษย์ในภัยพิบัติ เมื่อเกิดภัยพิบัติ เราไม่มีเวลามาโทษหรือโกรธเกลียดกันอีกต่อไปหรอกเราต้องมาช่วยกัน เพื่อที่เราจะเอาชีวิตรอด และเราต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”

ปิกัสโซ่ มาสเตอร์พีซ! @พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่-ปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563634

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 10:40 น.

ปิกัสโซ่ มาสเตอร์พีซ! @พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่-ปารีส

โดย อฐิณป ลภณวุษ  ภาพ  ปาโบล ปิกัสโซ่

พิ พิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ ปิกัสโซ่-ปารีส (Musee NationalPicasso-Paris) เปิดนิทรรศการPicasso. Masterpieces! ชวนค้นหาคำตอบ “คำว่า ผลงานชิ้นเอก มีความสำคัญกับปิกัสโซ่อย่างไรบ้าง?” ด้วยการรวบรวมสุดยอดผลงานของ ปาโบล ปิกัสโซ่ จิตรกรชาวกาตาลันจากทั่วโลก มาจัดแสดงให้ชมตั้งแต่วันนี้-13 ม.ค.ปีหน้า โดยมีหลายๆ ภาพที่ไม่เคยจัดแสดงในกรุงปารีสมาก่อนเลย

Picasso. Masterpieces! ไม่เพียงมีให้ชมเฉพาะ “ผลงานชิ้นเอก” ในยุคคิวบิสม์ของเขาเท่านั้น ทว่าได้รวบรวมมาจากทุกยุคทุกสมัย ก่อนที่จะถึงยุคที่คลี่คลาย กลายเป็นมาสเตอร์ของจิตรกรแห่งรูปทรงเรขาคณิตดังกล่าว

ผลงานไฮไลต์ในนิทรรศการนี้ ก็มีตั้งแต่ Le Chef-d’oeuvre inconnu ที่หมายถึงผลงานชิ้นเอกซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก แรงบันดาลใจจากนิยายของ ออนอคเร่ เดอ บัลซัก ชื่อเดียวกันที่ออกตีพิมพ์ในปี 1831 และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ศตวรรษ ปาโบล ปิกัสโซ่ ก็ได้รับการติดต่อจาก ออมบรวส โฟลยาด์ ให้วาดภาพด้วยแรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์ของนิยายเรื่องนี้

ผลงานในส่วน Le Chef-d’oeuvreinconnu เต็มไปด้วยภาพเซลฟ์-พอร์เทรตมากมาย ทั้งแบบเดี่ยวๆ และที่วาดพร้อมนาย/นางแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นจิตรกรที่มีภาพวาดพอร์เทรตมากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20

ปาโบล ปิกัสโซ่ ไม่ต่างอะไรจากเฟรนฮอฟเฟอร์ อาจารย์ของตัวเอกในนิยายของ ออนอคเร่ เดอ บัลซัก ที่มี “ผลงานชิ้นเอก” ในแต่ละช่วงตอนของความเคลื่อนไหวในศิลปะสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานขนาดใหญ่ Guernica (1937) ที่เล่าเรื่องของสงครามกลางเมืองในแคว้นกาตาลัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศูนย์ศิลปะแห่งชาติ เรนา โซเฟีย ในกรุงมาดริด

Science and Charite (1897) ผลงานจากยุคเรียลิสม์ของจิตรกรกาตาลันที่หาชมได้ยาก โดยเป็นภาพที่เขาวาดตั้งแต่อายุ 16 และเป็นของรักของหวงที่เก็บเอาไว้ชื่นชมเอง ก่อนที่จะบริจาคให้พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่ เมืองบาร์เซโลนา ในปี 1970 ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่ทั้งสองแห่ง ในกรุงปารีสและบาร์เซโลนามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก จึงทำให้ภาพเขียนหาชมยาก ภาพนี้ได้นำมาจัดแสดง ณ กรุงปารีส

ปาโบล ปิกัสโซ่ วาดภาพ Science and Charite ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่ญอตย่า โรงเรียนศิลปะและการออกแบบในบาร์เซโลนาซึ่งเขาเลือกที่จะสร้างสรรค์ผลงานในธีมยอดฮิตของศิลปะเรียลิสม์ในขณะนั้น ก็คือ ธีมเยี่ยมไข้ เบื้องหลังมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงของเขาเอง ที่เขาวาดถึงคอนชิตา น้องสาวของเขาที่ป่วยหนักและจากไปเมื่อปี 1895 โดยหมอในภาพคือบิดาของเขาเอง

ภาพนี้ทางโรงเรียนส่งไปประกวดในงาน General Exhibition of Fine Arts ที่กรุงมาดริด และได้รับคำชื่นชมมากมาย ก่อนที่จะไปได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทองในงาน Provincial Exhibition of Malaga ที่เมืองมาลากา

มาถึงภาพที่เริ่มมีเค้ารางของความเป็นคิวบิสม์ Les Demoiselles d’Avignon (1907) ซึ่งหลังจากที่มาจัดแสดงที่ซาลงดองแต็ง ในกรุงปารีส ในปี 1916 ก็เป็นภาพที่ได้รับการโจษจันเป็นอย่างมาก บรรดานักวิจารณ์ศิลปะบอกว่า ภาพที่เริ่มมีกลิ่นอายของคิวบิสม์นี้ ปฏิวัติศิลปะของศตวรรษที่ 20 โดยสิ้นเชิง

ชักส์ ดูเซต์ ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสเป็นคนซื้อภาพนี้ด้วยคำแนะนำของกวี อองเดร เบรอตง ในปี 1924 และเมื่อเขาเสียชีวิตชิ้นงานนี้ก็ออกสู่ตลาดศิลปะ ก่อนที่จะกลายเป็นสมบัติของ โมมา หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ กรุงนิวยอร์ก ในปี 1939

ภาพวาดหนุ่มน้อยตัวตลก Les Arlequins (หรือคาแรกเตอร์ The Fool ในไพ่ทาโรต์) ก็นับว่าเป็น Topic ฮิตแห่งยุคต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีศิลปินนิยมวาดกันมากมาย เฉพาะปาโบล ปิกัสโซ่เองก็วาดเอาไว้หลายๆ ภาพ โดยนักค้างานศิลปะ โปล โรเซนเบิร์ก เอเย่นต์ของปาโบล เป็นคนที่ทำให้ภาพในชุดนี้โด่งดังไปทั่วโลก

ปาโบล ปิกัสโซ่ นำเอาบุคลิกของฆาซินโต ซัลบาโด้ จิตรกรชาวสเปน มาวาดเป็น “ตัวตลก” ในแบบของเขา จากชิ้นแรก ไปถึงชิ้นที่ 2, 3, 4… ตัวตลกของปาโบล ยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม นั่งในโพสต์เดิม และอารมณ์ภาพแบบเดิมๆ ทว่า ผู้คนยังตื่นตาตื่นใจทุกครั้งกับ Arlequin ภาพใหม่ๆ

ไฮไลต์ในนิทรรศการ Picasso. Masterpieces! นี้ ยังมี Les baigneuses (TheBathers) ที่เขาวาดในปี 1936-1937 เป็นภาพที่เริ่มมีความเซอร์เรียลิสม์เข้ามามาก เป็นมาสเตอร์พีซของจิตรกรกาตาลันที่อยู่ในความครอบครองของเอกชน ก่อนจะเผยโฉมเมื่อไม่นานมานี้ที่เปกกี้ กุกเกนไฮม์ ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี และได้นำมาจัดแสดงครั้งแรกในกรุงปารีสที่นิทรรศการนี้

ศิลปะคอลลาจ Femmes a leur toilette (1937-1938) เป็นอีกภาพที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก หลังจากผ่านการบูรณะภาพในปี 2018 ภาพขนาดใหญ่ภาพนี้ ปาโบลวาดภรรยาของเขา โอลกา ปิกัสโซ่ กับอีก 2 สาว มารี-เตแรส วอลเทอร์ และดอร่า มาร์ โดยตั้งใจทำให้ห้องแต่งตัวของสาวๆ เป็นเหมือนผ้าทอประดับผนังห้อง

ในงานนี้ยังมีประติมากรรม Le Faucheur (1943) มาจัดแสดงเอาไว้ด้วย เช่นเดียวกับศิลปะตัดกระดาษ งานภาพพิมพ์หิน จดหมายที่เขียนถึงเพื่อนสนิท และผลงานชีวประวัติของเขาที่เขียนโดยเพื่อนสนิท อย่าง โฆเซป ปาเลา อี ฟาบเบร ฯลฯ เรียกว่านิทรรศการที่แสดงมหกรรมปาโบล ปิกัสโซ่ ครั้งยิ่งใหญ่โดยแท้

พิล็อกซิ่ง ออก 1 ได้ถึง 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563633

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 10:24 น.

พิล็อกซิ่ง ออก 1 ได้ถึง 3

โดย กั๊ตจัง  ภาพ  piloxing.com

ในยุคสมัยที่ผู้คนต้องการความท้าทายใหม่ แนวทางของการออกกำลังกายในยิมจึงไม่ได้มีแค่แอโรบิก เล่นเวต และการวิ่ง แต่มีการผสมผสานกิจกรรมหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน โดยใช้จังหวะเพลงสนุกๆ เป็นตัวเชื่อมการออกกำลังกายหลายๆ แบบเข้าด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ พิล็อกซิ่ง (Piloxing)

พิล็อกซิ่ง คือการออกกำลังกายที่ผสมผสานระหว่างพิลาทิสและบ็อกซิ่งเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้บ็อกซิ่งถูกเอาไปรวมกับการออกกำลังกายอย่างอื่นๆ เพื่อผลของการออกกำลังกายแบบคู่ขนานก็คือ ได้ออกกำลังสนุกๆ และยังได้ฝึกการชกและการเตะสำหรับต่อสู้ป้องกันตัวเองเข้าไว้ด้วยกัน

แม้จะสู้ได้ไม่เก่งเท่าคนฝึกมวยจริงๆ แต่ก็ยังดีกว่าออกอาวุธไม่เป็นเลย พิล็อกซิ่งถือกำเนิดมาจาก วิวีกา เจนเซน (Viveca Jensen) เทรนเนอร์ฟิตเนสชาวออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังกาย ทั้งพิลาทิสบัลเลต์ และบ็อกซิ่ง ซึ่งโค้ชที่ถ่ายทอดวิชาให้กับเธอล้วนเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการเฉพาะด้านนั้นจริงๆ อย่างเช่นบ็อกซิ่งเธอก็ได้รับการฝึกมาจากโค้ชแชมป์บ็อกซิ่งระดับโลก

เธอบอกว่าชอบการออกกำลังกายที่เน้นด้านพละกำลังและความแข็งแกร่ง โฟกัสไปที่การเคลื่อนไหวของร่างกายในท่วงท่าที่ให้มัดกล้ามเนื้อได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ การเต้นก็มีจุดเด่นของตัวเอง พิลาทิสก็ให้ในสิ่งที่การเต้นให้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันบ็อกซิ่งก็เป็นกีฬาที่สนุก เธอจึงผสมผสานการออกกำลังกายทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน แล้วให้ชื่อว่าพิล็อกซิ่ง

ผสมผสานศาสตร์พิลาทิส เพิ่มความยืดหยุ่นตัวแก่ร่างกาย ผสมกับสเต็ปการเต้นเข้าจังหวะด้วยท่าทางที่ออกแบบมาอย่างลงตัว และยังมีท่าทางการออกอาวุธหมัดมวยสร้างความฮึกเหิม ความสนุกผสานเข้าด้วยกัน ทำให้พิล็อกซิ่งเป็นการบริหารร่างกายได้ครบทุกสัดส่วน ด้วยจังหวะและการออกแรงในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 400-900 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบันมีคลาสการออกกำลังกายพิล็อกซิ่งตามฟิตเนสชั้นนำหลายแห่งที่เราสามารถลงสมัครเรียนคอร์สการออกกำลังกายแบบพิล็อกซิ่งใกล้บ้านได้

สำหรับการเริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยพิล็อกซิ่ง จะต้องเริ่มต้นจากการวอร์มร่างกายเหมือนกับการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ โดยเริ่มจากยืดกล้ามเนื้อส่วนบน ได้แก่ หัวไหล่ คอ แขน ส่วนกลางลำตัว ได้แก่ หลัง หน้าท้อง เอว สะโพก และส่วนล่าง ได้แก่ ขาลงไปถึงข้อเท้า

การแบ่งการวอร์มร่างกายออกเป็น 3 ส่วน ก็เหมือนกับการแบ่งส่วนการออกกำลังกายของพิล็อกซิ่ง โดยช่วงบนใช้การชกแบบพิล็อกซิ่ง เป็นการออกกำลังกายในช่วงแขน หน้าอก และหัวไหล่ ในส่วนของพิลาทิสก็จะมีการยืดแขนโน้มตัวเพิ่มความยืดหยุ่นโดยรวมของร่างกาย ในส่วนล่างขาและเท้าจะใช้สเต็ปฟุตเวิร์กผสมกับท่าเต้นเพื่อความสนุกมากขึ้น หลายครั้งที่เราอาจสังเกตเห็นได้ว่ากีฬาบ็อกซิ่งนั้นสามารถนำสเต็ปฟุตเวิร์กมาใช้ร่วมกับการแดนซ์ได้เป็นอย่างดี

มาถึงขั้นตอนของการเล่นจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ชุด (ขึ้นอยู่กับการจัดชุดเล่นของเทรนเนอร์ในแต่ละฟิตเนสด้วย) โดยท่าชุดที่ 4 จะเป็นชุดการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจ ไหล่ แขน อก ลำตัว และขา ระยะเวลาในการเล่นชุดนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 นาทีโดยประมาณ เน้นสเต็ปฟุตเวิร์กเหมือนนักมวยและต่อยหมัดฮุกสลับซ้ายขวาต่อเนื่องเริ่มจากช้าไปเร็ว สลับฟุตเวิร์กซอยเท้าอยู่กับที่เพื่อเร่งอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงขึ้น มีรูปแบบของการเต้นผสมผสานอยู่ในนั้น

ในชุดที่สองของพิล็อกซิ่งจะเริ่มออกกำลังกายสไตล์พิลาทิส แต่ก็ไม่ถึงกับอ่อนช้อยเสียทีเดียว ยังคงมีจังหวะและความสนุกโดยยืมท่วงท่ามาปรับใช้อยู่ ในชุดนี้จะเน้นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ไหล่ แขน อก สะโพก และหลัง และในชุดที่สามจะยังคงเป็นพิลาทิสเหมือนกัน

เน้นจังหวะการโยกก้าวเดินและการแกว่งแขนสลับไปมาอย่างช้าสลับเร็ว ฝึกระบบประสาทสัมผัสไปด้วย หากรู้สึกไม่ไหวตามไม่ทันให้ลดจังหวะให้ช้าลงเหลือแค่การเคลื่อนไหวเท่าที่สามารถเล่นตามได้ ผ่านไปสักระยะประมาณเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ เราก็จะเริ่มเล่นตามคนอื่นได้

ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที แต่การที่เราได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องช้าสลับเร็วมีการซอยเท้า ในช่วงพักมีการเล่นพิลาทิสก็ยิ่งทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องในระดับ 900 แคลอรีก็มีให้เห็น ซึ่งเผาแคลอรีได้มากกว่าการวิ่งในเวลาที่เท่ากัน แต่ด้วยรูปแบบการออกกำลังกายพิล็อกซิ่งนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องคล้าย ที25 จึงไม่ควรออกอย่างหักโหมต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฟิตเนสจะปรับเปลี่ยนรูปแบบของพิล็อกซิ่งให้เหมาะสมกับผู้เล่นแค่ไหน

สำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาออกกำลังกายมากนัก ชอบการออกกำลังกายครั้งเดียวได้ประโยชน์ 3 อย่างจากการออกกำลังกาย 3 ชนิด พิล็อกซิ่งคือคำตอบของคุณอย่างแน่นอน

วรนันต์ นิธิรัตน์วณิช อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างประณีตไม่รีบร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563631

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

วรนันต์ นิธิรัตน์วณิช อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างประณีตไม่รีบร้อน

โดย อณุสรา ทองอุไร

หลายคนนั้นพยายามจะออกแบบชีวิตของตัวเองเอาไว้ เช่นเธอคนนี้ที่วางแผนจะใช้ชีวิตหลังเกษียณท่ามกลางธรรมชาติ ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก ใช้ชีวิตแบบละเมียดละไมไม่รีบร้อน โดยวางแผนล่วงหน้าไว้เกือบ 10 ปี วรนันต์ นิธิรัตน์วณิช สาวหน้าคมผิวเข้ม มีอาชีพหลักเป็นแม่บ้านและเป็นคุณแม่ของลูกชายวัยหนุ่ม 2 คน เมื่อลูกชายเข้าวัยหนุ่มอาชีพคุณแม่ก็เริ่มว่างงานลง พี่น้องเลยสนใจวิถีสโลว์ไลฟ์และวิถีสีเขียว เนื่องจากชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่สาวๆ แต่ตอนลูกยังเล็กๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลามากนัก อีกทั้งบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีพื้นที่มากมายที่จะปลูกอะไรเยอะแยะ จนกระทั่งลูกเข้าสู่วัยรุ่นเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว เธอและสามีจึงมองหาที่ดินสักแปลงที่ต่างจังหวัดเพื่อไปปลูกบ้านและมีพื้นที่มากพอที่จะทำสวนขนาดย่อมๆ เอาไว้รองรับช่วงชีวิตหลังเกษียณของเธอและสามี

เธอบอกว่า เพราะกรุงเทพฯ เมืองมันแน่นขนัดขึ้นทุกวัน แย่งกันอยู่แย่งกันกินกันใช้ ทำให้ชีวิตรีบเร่งขึ้นทุกวันแม้เวลาจะหายใจแบบสบายๆ ก็แทบไม่มี รถติดมากมาย ในช่วงบั้นปลายหลังเกษียณก็ไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ อีกต่อไป “สามีและพี่ก็ปรึกษากันว่าถ้าวัย 60 ไปแล้วคงไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ สามีก็เริ่มไปหาที่แถวๆ เขาใหญ่ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ได้มาเกือบ 20 ไร่ พี่ก็ไปช่วยเขาปรับเปลี่ยนดูแล ปลูกบ้านมาได้หลังหนึ่งเอาไว้เป็นบ้านหลังที่สองของครอบครัว แล้วก็แบ่งเอาไว้ทำสวนปลูกต้นไม้อย่างจริงจังก็ปลูกต้นไม้ไว้สารพัดชนิดเลย มีมากกว่า 10 ชนิด ทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้ ไม้ดอก

“เราชอบอะไร อยากกินอะไรก็ปลูกตามนั้น กล้วย มะละกอ มะม่วง เสาวรส น้อยหน่า อโวคาโด มะปราง มะยงชิด เป็นการปลูกแบบผสมผสาน แล้วก็พวกพืชผักสวนครัว พริก มะกรูด มะนาว โหระพา กะเพรา ไว้กินเองเป็นหลัก แจกเพื่อนๆ ญาติๆ ที่เหลือก็ขาย อย่างน้อยพืชผัก ผลไม้ที่เราปลูกก็สบายใจได้ว่าปลอดสารพิษอย่างแน่นอนเพราะเรากินเองปลูกเอง เหลือถึงจะนำไปขาย ไม่ได้เอาไว้ขายเป็นหลัก เรากินเองเป็นหลัก ดังนั้นเราไม่ใช้อะไรที่เป็นสารเคมี เพราะเราเลือกที่จะให้ชีวิตเราปลอดภัยได้ วันนี้มีทางเลือกแล้ว เมื่อก่อนเราไม่มีทางเลือกเพราะซื้อเขากินเอง ตอนนี้ปลูกเองก็ต้องทำให้สะอาดปลอดภัยให้มากที่สุด” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

ตั้งแต่เธอและสามีมีความตั้งใจแน่วแน่ในการที่จะหาบ้านหลังที่สองที่อยู่ธรรมกลางแมกไม้ไร่สวนในธรรมชาติ เมื่อได้ที่มา ย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้วเธอก็จะกลับไปช่วยดูแลสวนอย่างใกล้ชิดทุกอาทิตย์ ตอนเด็กๆ อยู่บ้านที่อยุธยาเธอก็เคยช่วยครอบครัวทำสวนบ้างเล็กๆ น้อยๆ

แต่วันนี้เธอตั้งใจที่จะไปทำสวนอย่างจริงจัง ในอนาคตหากลูกๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เธอก็อาจจะไปทำสวนเต็มตัว และอาจจะทำรีสอร์ทเล็กๆ และดูแลเองทุกขั้นตอน ทำเพราะมีใจรัก ให้คนที่รักต้นไม้รักธรรมชาติมาใช้ชีวิตสั้นๆ 2-3 วันอย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางสีเขียวที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ และวิวรอบข้างของที่ดินแปลงนี้ก็สวยงามรายล้อมด้วยเนินเขาสวยงาม ได้กินอาหารสุขภาพที่เธอทำเองปลูกเอง ด้วยความใส่ใจทุกขั้นตอน

“ก็วาดฝันเอาไว้และพยายามจะทำให้ความฝันเป็นจริง ถึงตอนนั้นเราก็ไม่ได้หวังจะร่ำรวยอะไรมากมายอยู่แล้ว แต่เราจะเอาความสุขความสบายใจและสุขภาพที่ดีเป็นที่ตั้ง เอาสุขภาพเป็นหลัก ใครที่อยากจะมาพักเพราะมีเห็นถึงความสำคัญเรื่องสุขภาพ อยากดูแลตัวเองด้วยความใส่ใจมาใช้ชีวิตแบบประณีตช้าๆ ละเมียดละไมดูบ้าง เหมือนได้มาชาร์จแบตมาล้างพิษล้างปอด หายใจลึกๆ อยู่กับธรรมชาติท่ามกลางต้นไม้ ใช้วัตถุดิบที่เราปลูกเองเป็นหลัก” เธอเล่าอย่างมีความสุข

นอกจากรักต้นไม้ใบหญ้าธรรมชาติสีเขียวแล้ว เธอยังชื่นชอบการทำงานฝีมืองานประดิดประดอยต่างๆ เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานเดโคอาร์ต งานศิลปะทั้งหลาย การปั้นบ้านจิ๋ว เพนต์กระเป๋า ปักเสื้อผ้าปักลูกไม้สำหรับชุดที่จะไปงานด้วยตนเอง รวมทั้งการวาดรูป ซึ่งฝีมือการวาดรูปของเธอนั้นไม่ธรรมดา นอกจากมีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ เธอยังมีใจรักและไปเรียนสีน้ำเพิ่มเติม จนบัดนี้สามารถเรียกได้ว่าขั้นเทพ สวยงามดูดีมีรสนิยมจนมีคนมาขอซื้อ เรียกว่าจะนำไปแจกหรือให้ของขวัญใครก็ให้ได้อย่างภาคภูมิใจไร้กังวล

นอกจากวาดรูปเป็นงานอดิเรกไว้ผ่อนคลาย หรือไว้แก้เหงายามว่างๆ แล้ว เธอยังมีจิตอาสาไปสอนวาดรูปให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ และผู้ที่สนใจเป็นครั้งคราวอีกด้วย เธอเล่าด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีว่า “หากได้ทำรีสอร์ทเล็กๆ เป็นของตนเอง เธอจะวาดรูปดอกไม้สวยๆ เอาไว้ติดที่รีสอร์ทของเธอเองอีกด้วย เรียกว่าอยากจะทำเองทุกขั้นตอนที่เราพอทำได้ เพราะมันคือความสุขที่ได้ทำ ทุกวันนี้ที่สวนนี่ก็ทำเองเยอะ เลือกต้นไม้ไปลงเอง ไปคัดไปแยก เก็บผลไม้ พืชผักด้วยตนเอง เวลาต้นไม้ออกผล จะดีใจและชื่นใจมาก เราจะหยิบจับอย่างเบามือทะนุถนอมด้วยความใส่ใจ” เธอเล่าอย่างมีความสุข

สุดท้ายเธอบอกว่า การได้ทำสวน ปลูกต้นไม้ การได้วาดรูปหรือการทำงานฝีมือต่างๆ มันให้ความสุขอย่างแท้จริง ได้มีสมาธิขณะทำงาน ได้มีสติอยู่กับตัวเอง ได้ใช้ชีวิตช้าๆ อย่างประณีตไม่รีบร้อนลนลาน แล้วก็ไม่ต้องซื้อทุกสิ่งเหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ในสวน ช่วงไหนกล้วยน้ำว้าสุกพร้อมกันเยอะแจกแล้ว ขายแล้วยังเหลือ เธอก็ไปทำเป็นขนมกล้วย กล้วยหอมสุกเยอะก็ทำเค้กกล้วยหอม เสาวรสออกลูกดกๆ จนกินไม่ทันเธอก็ทำน้ำเสาวรสคั้นสดๆ ไว้ดื่มเอง ได้กินของจากธรรมชาติที่สดใหม่และสะอาด

“เวลาอยู่สวนนี้แทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย มีอะไรในสวนเราก็นำมาทำขนม ทำอาหาร มีอะไรออกเยอะๆ ก็เอาไปขายบ้าง เงินไม่ได้เยอะแต่ก็มีเงินหมุนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ขาดมือ เพราะเวลาอยู่สวนที่เขาใหญ่ใช้เงินน้อยมาก อยู่บ้านกรุงเทพฯ เราจะต้องซื้อทุกอย่าง แต่อยู่บ้านสวนนี่เดินเข้าสวนไม่นานเดี๋ยวก็ได้ผัก ผลไม้ติดมือมาทุกครั้ง การทำสวนเองนั้นเหนื่อยแต่มีความสุขมากๆ ถือว่าเป็นการได้ออกกำลังกายเรียกเหงื่อไปในตัว และได้สัมผัสพลังจากธรรมชาติอีกด้วย หลังเกษียณก็จะมาอยู่บ้านสวนที่เขาใหญ่มากขึ้น”เธอกล่าวทิ้งท้าย

สองเพื่อนซี้ ทำไมต้องไปเดิน…นิวยอร์ก ไพรด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563630

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 09:42 น.

สองเพื่อนซี้ ทำไมต้องไปเดิน...นิวยอร์ก ไพรด์

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“เติ้ล” กันต์ภูชิสส์ ประดิษฐ์แท่น วัย 32 ปี อาชีพฟรีแลนซ์เมกอัพ อาร์ติสต์ ในชุดนักมวยไทยสีเขียว ผู้ร่วมเดินขบวนในงาน NYC Pride March เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนเพศที่สาม เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา “เขตต์” ธศร ทักษิณาพันธ์ วัย 36 ปี อาชีพพนักงานประชาสัมพันธ์สายการบิน ในชุดสีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ สร้างสีสันสุดแซ่บข้ามโลก ได้ไปร่วมพาเหรดเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ ที่จัดขึ้นทุกๆ ปี ปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 49 ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางผู้เดินและผู้เข้าชมขบวนหลายล้านคน สองเพื่อนซี้มีคนเข้าคิวขอถ่ายรูปเซลฟี่สุดคึกคัก กลายเป็นดาวเด่นในขบวนพาเหรด

ทำไมต้องไปร่วมขบวนเดิน…พาเหรดนิวยอร์ก ไพรด์?!! ซึ่งก็แน่นอนว่า คำตอบก็คือประสบการณ์สุดพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิต การได้อยู่ท่ามกลางคนหลายๆ ล้านคน มุ่งมาที่เป้าหมายเดียวกัน ในงาน Pride ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แล้วที่ได้มากกว่านั้นคือ การสร้างพื้นที่ของเพศที่มีความหลากหลาย LGBT-Lesbian Gay Bisexual and Transgender การได้เปิดเผยตัวตน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อการสร้างพื้นที่ยอมรับในสังคม

“มวยไทย” โชว์ตัวตนความสตรอง

“เขตต์” ธศร “เติ้ล” กันต์ภูชิสส์ เป็นเพียงคนไทย 2 คนที่บินจากประเทศไทยไปร่วมเดินงานนี้โดยเฉพาะ

ขบวนโบกสะบัดธงสีรุ้ง สัญลักษณ์สำคัญของ LGBT Pride หรือที่นิยมเรียกกันว่า Pride Parade ธงนับร้อยพลิ้วไหวตามจังหวะเพลง ท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้อง ป้ายข้อความ Proud to me! แสดงความภาคภูมิใจในการแสดงออกรักเพศเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากมายร่วมเดินขบวนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

งานไพรด์พาเหรดไม่เพียงจัดขึ้นทุกๆ ปี ที่เมืองต้นกำเนิดงานในมหานครนิวยอร์ก แต่มีการจัดที่เมืองต่างๆ ทั่วโลก ทั้งลอนดอน โตเกียว มุมไบ ฮานอย โซล รวมทั้งกรุงเทพฯ ในช่วงปลายปี

ธศร กล่าวถึงความประทับใจ นอกจากได้เห็นคนกลุ่มใหญ่ผู้คอยสนับสนุนจากขบวนพาเหรดหลายๆ แห่งที่มาเป็นพันธมิตรในงานระดับโลกแล้ว ก็คือการได้เห็นกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งก็คือบรรดาผู้ปกครอง พวกเขามาร่วมเดินขบวนพร้อมป้ายข้อความ เช่น “Proud of my gay son” และ “Proud of my lesbian daughter and her wife” เป็นการแสดงออกถึงการเข้าใจ การยอมรับ และความภาคภูมิใจในตัวตนของลูก และคนในครอบครัว

ไม่ว่าลูกจะแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม แต่ก็ยังเป็นลูกคนหนึ่งของพวกเขานั่นเอง

“คนกลุ่มนี้มากันเป็นครอบครัวเลยนะครับ นี่คือประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้จริงๆ ครับ ที่มีคนร่วม 3 ล้านคนมาเชียร์เรา มันคือเวทีแห่งการยอมรับ ที่ไม่ใช่แค่เพศเดียววัยเดียวกับเราเท่านั้น แต่มีทั้งเด็ก คนชรา ผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง มาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกัน ส่งสัญญาณบอกเราว่าเขาไม่ได้รังเกียจในความแตกต่างของเราเลยครับ”

นักมวยสุดแซ่บชุดสีเขียวสด กันต์ภูชิสส์ กล่าวเสริมว่า พอกลับเมืองไทยมีแต่คนซักถาม ใครสามารถไปร่วมพาเหรดได้บ้าง? คนที่สนใจต้องทำอย่างไร?

“ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ได้ครับ ในฐานะผู้ชมที่ในปีที่แล้ว เขตต์ก็ไปชมขบวน แล้วก็มีแรงบันดาลใจอยากเป็นผู้ร่วมเดินในขบวนด้วย โดยติดต่อกับผู้จัดการขบวนนั้นๆ ในปีนี้เราได้ร่วมเดินกับกลุ่ม API (Asian-Pacific Islander) Rainbow Parents ซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัวเอเชียและกลุ่มประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ที่มีลูกเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ทรานส์เจนเดอร์ และไบเซ็กชวล แล้วผมก็ได้รู้จักกับคุณอาร์มแชร์ (ปรัชญ์ ศรีนาค) คนไทยที่อาศัยอยู่นิวยอร์ก และแต่งชุดไทยร่วมเดินในขบวนนี้มาทุกปี

ผมได้แจ้งกับคุณอาร์มแชร์ว่าเราต้องการร่วมเดินขบวนในปีนี้ด้วย พร้อมทั้งแจ้งเรื่องคอนเซ็ปต์ที่จะนำไปแสดง ทางคุณอาร์มแชร์ก็ได้นำเรื่องไปปรึกษากับผู้จัดการขบวน แพทริก ลินน์ (IG : Mahjong.Butterfly) และทางแพทริกได้ลงทะเบียนให้พวกเรา การลงทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการรักษาความปลอดภัย”

“เขตต์” ธศร กล่าวถึงการแต่งตัวธีมนี้ คือ Siamese Revellers คนทั่วโลกเห็นก็รับรู้ได้ทันที ภาพชัดเจน คือมวยไทย อีกหนึ่งในเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทย

“การตระเตรียมอุปกรณ์ก็ต้องไม่ยุ่งยากนะครับ ชุดใส่กระเป๋าเดินทางจากประเทศไทยไปได้ง่ายๆ สะดวกๆ ไปถึงนิวยอร์ก ระยะทางการเดินเกือบ 5 กม. เราต้องการสื่อ Message ชัดๆ ครับ ไม่ใช่แค่การเดินโชว์แต่งตัวสวยๆ หรือแค่ใส่เสื้อผ้าแฟนซีมาเฉลิมฉลองกัน แต่ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเรานำมาแสดงนั้นสามารถ Represent ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน

การแสดงออกของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของเพศ เราสองคนสรุปกันได้ว่า เราคือนักสู้นะ เรามาเพื่อโชว์ตัวตนของพวกเรา ซึ่งนี่คือเอกลักษณ์ชัดเจนของงาน NYC Pride March ที่ต้องการสื่อสารถึงการต่อสู้ให้ได้ชัดเจนที่สุด

วันงานเราตื่นกันตั้งแต่ 06.30 น. เติ้ลได้โชว์ฝีมือในงานอาชีพของเขา แต่งหน้า แต่งทั้งให้ตัวเองและแต่งให้ผมด้วย ใช้เวลาแต่งหน้าเกือบคนละ 2 ชั่วโมง

อย่างรอยสักเราซื้อ Tattoo Stickers มาจากตลาดพาหุรัด กรุงเทพฯ มีทั้งแผ่นใหญ่แผ่นเล็ก ร่วม 100 ลาย ไม่มีใครดูออกเลยว่าเป็นสติ๊กเกอร์ ฝรั่งเข้ามาชมและถามว่าสักที่ไหน พอเราบอกไปว่าไม่ใช่ของจริง ทุกคนก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ถามหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง”

ธศร เล่าพลางหัวเราะอย่างภูมิใจในการเดินทางไปโชว์เอกลักษณ์ไทยในแดนไกล

พาเหรดโชว์เสรีภาพแห่งการแสดงออก

สำหรับที่มาที่ไปจุดเริ่มต้นของ LGBT Pride มาจากการจลาจลสโตนวอลล์ ย้อนในปี 1969 เป็นช่วงที่คนรักเพศเดียวกัน ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งการแต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิด ถือเป็นเรื่องที่ผิดในสังคม การได้ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยในบาร์ Stonewall Inn ย่านกรีนิช วิลเลจ เป็นชนวนให้เกิดการปะทะระหว่างตำรวจกับกลุ่ม LGBT จนเป็นเหตุการณ์จลาจลที่เรียกว่า สโตนวอลล์ และส่งผลถึงการยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กล้าประกาศตัวว่าตัวเองแตกต่างบนท้องถนน แสดงให้เห็น Gay Power ผ่านสื่อทั่วโลก

เหตุการณ์นี้นำมาสู่การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ สำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride March) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 1970 ที่เมืองนิวยอร์ก และอีก 3 เมืองใหญ่อย่าง ลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก และชิคาโก เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สโตนวอลล์

ส่วน LGBT Pride ในประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องร่วมกว่าสิบปีที่ และครั้งสุดท้ายถูกจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปี 2006 แต่ส่วนมากผู้เข้าร่วมมักเป็นนักกิจกรรม ชาวเกย์ และกะเทยในแวดวงบาร์กลางคืน และธุรกิจเกี่ยวกับเกย์ที่จัดโดยภาคธุรกิจ ซึ่งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ รวมทั้งยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้สังคมยอมรับมากนัก

ธศร กล่าวย้ำอีกครั้งว่า นี่คือเหตุผลที่ต้องไปถึงนิวยอร์ก จุดกำเนิดไพรด์พาเหรดของโลก

“เราสามารถสื่อสารในสิ่งที่เราเป็นได้ชัดเจน และกลายเป็นที่สุดของความประทับใจด้วยครับ ซึ่งก็ไม่แค่มีคน 300 กว่าคนเข้าคิวมาขอถ่ายรูปกับเรา โดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเลยว่าจะถูกยอมรับได้มากมายขนาดนี้ (บอกพลางยิ้ม) คุณอาร์มก็บอกครับว่า เมื่อปีที่แล้วก็มีคนไทยมาเดินกันเยอะ แต่ปีนี้มีแต่คนติดทำงานกัน ก็เลยไม่ได้มาเดินร่วมขบวนด้วย แล้วก็มาเดินในชุดไม่ใช่แฟนซี คนไม่ตื่นเต้นมากนัก คือเป็นคู่สามีภรรยามาเดินด้วยกันเท่านั้น”

กันต์ภูชิสส์ กล่าวเสริมเพื่อนว่า การแต่งตัวคือสารที่ส่งกันชัดๆ ผลตอบรับก็น่าตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย

“ตอนอยู่ในขบวนก็มีแต่คนวิ่งเข้ามาหาเรา ชมชุดเราว่ามันดีมาก สุดเก๋อะเมซิ่ง บางคนก็เข้ามาขอชกนวมเบาๆ มันมีความสุขจริงๆ ครับ การเดินบนส้นสูง 6 นิ้ว ตลอดระยะทาง 5 กม. ทำอะไรพวกเราไม่ได้เลย ไม่มีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้สักนิดเดียว เพราะมีแต่คนเชียร์อัพเราตลอดสองเส้นทางที่เราเดินโชว์ ทำให้เราตื่นเต้น และมีกำลังใจเตรียมตัวสำหรับการไปเดิน NYC Pride March ที่จะครบ 50 ปี ในปีหน้าเราวางแผนจะไปกันอีกครั้ง”

งานไม่ได้จัดเพียงเพื่อการเฉลิมฉลอง หรือเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ของสหรัฐอเมริกา แต่ขบวนแฝงนัยความพิเศษมากกว่านั้น กลุ่มคนรักเพศเดียวกันทั้งชายและหญิงได้ปรากฏเปิดเผยตัวในสิ่งที่ตัวเองเป็นได้อย่างภาคภูมิ

“วันนี้คือยุคที่ไม่มีเพศอีกแล้วนะครับ คำว่า เพศหญิง เพศชาย หรือคำที่เรียกพวกเราว่าเพศที่สาม ก็คือคำที่ระบุเรียกสถานะบนความเท่าเทียมกัน

คนดังหลายๆ คนก็มาร่วมขบวนโชว์พาเหรดในครั้งนี้ด้วย อเล็กซานเดอร์ แวง (Alexander Wang) มาเดินร่วมขบวนที่สื่อถึงการรณรงค์ให้ใส่ถุงยางอนามัย ในสหรัฐ มีการใช้ยาเพร็พ PrEP-Pre-Exposure Prophylaaxis ซึ่งเป็นการกินยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ผลอย่างแพร่หลาย ในกลุ่มคนรักร่วมเพศ อเล็กซานเดอร์ร่วมรณรงค์เรื่องนี้ สื่อถึงการไม่ใช้ถุงยางก็อาจจะมีโรคอื่นๆ ติดต่อได้นอกจากโรคเอดส์

ไปจนถึงขบวนเฉลิมฉลองการอนุญาตให้คู่รักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้ และได้รับการสนับสนุนในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ เป็นการสื่อความสุข นั่นคือการยอมรับจากสังคมและกฎหมายของบ้านเมืองที่ทำให้ชาวเกย์ในนครนิวยอร์กมีสิทธิเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป เช่น การจดทะเบียนสมรส การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม หรือแม้กระทั่งการแสดงออกทางความรักในที่สาธารณะ ซึ่งชาวรักร่วมเพศในหลายๆ ประเทศยังไม่สามารถกระทำได้”

ธศร กล่าวทิ้งท้ายว่า ขบวนการเคลื่อนไหวคนรักเพศเดียวกันและข้ามเพศทั้งหมด ได้โชว์ความหลากหลายทางเพศ เพื่อผลิตตอกย้ำความทรงจำให้กับ LGBT ของเกือบทั่วโลก

การไปสัมผัสดินแดนเสรีในสหรัฐ ก็ยังได้เห็นการขยายตัวตามความหลากหลายของเพศ ที่ไม่ได้มีแค่ผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ เลสเบี้ยน หรือกะเทยเท่านั้น

ใน Pride Month ณ มหานครนิวยอร์กปีนี้ ได้เห็นการตื่นตัวอย่างจริงจัง จากในปี 2009-2016 อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เรียกใหม่ในชื่อ “Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Pride Month” และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภาพบรรยากาศขบวนพาเหรด และคำว่า LGBTQ

“ผู้ชายบางคนรูปลักษณ์แมนมากครับ เสรีในการแสดงออกมาก ผมสั้นกุด แต่ใส่กระโปรงเดินเล่นในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์กอย่างไม่ขัดเขิน หรือผู้หญิงสักเต็มตัวแต่มากับคู่ชีวิตที่เป็นผู้ชายแต่งหญิง สังคมเขายอมรับในสิ่งแตกต่าง แต่สำหรับในบ้านเรา เพศที่สาม ลึกๆ แล้วยังมีข้อกำหนดบางๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้การยอมรับ เราถูกปฏิเสธ ถูกโยนไปเป็นคนชายขอบก็ว่าได้ ผมเรียนจบปริญญาตรีในคะแนนเกียรตินิยม 3.90 ไปสมัครงานบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธตรงๆ ว่า เราไม่รับคนในกลุ่ม ‘ที่เป็นแบบคุณ’ เข้าร่วมงาน ทั้งที่ผมเป็นคนไม่คิดมากในเรื่องนี้ แต่เราก็ยังเคยเสียใจในเหตุการณ์นี้” ธศร กล่าว และเพื่อนก็สำทับในเรื่องนี้ทันที

กันต์ภูชิสส์ กล่าวว่า จุดยืนที่เข้มแข็งคือสิ่งสำคัญที่สุดในการจัดพาเหรดความหลากหลายทางเพศ พ่อแม่อุ้มลูกวัย 9-10 ขวบ แต่งตัวไม่ตรงเพศออกมาให้คนเห็นว่านี่คือ “อีกทางหนึ่งในสังคม” ขณะที่บ้านเราลูกชายแต่งหญิงก็อยู่ในบ้าน ไม่อยากให้ออกไปไหน แตกต่างใน Pride Month ณ มหานครนิวยอร์ก ที่ได้ไปเห็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวอย่างจริงจัง

Modify Marichyasana The Sage Marichi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563557

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 11:58 น.

Modify Marichyasana The Sage Marichi

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

กลุ่มท่านี้มีหลายเวอร์ชั่นมากมีทั้งผสมกับการบิด ผสมกับการพับลำตัวไปด้านหน้า ผสมกับท่าขาพาดคอสำหรับวันนี้ครูได้ผสมกับท่า Pistol Squat (Squat on One Leg) เข้าไปด้วยซึ่งช่วยพัฒนาความแข็งแรงให้กับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอสะโพกมาด้านหน้า Hip flexor หากมีความแข็งแรงจะสามารถยกขาด้านหน้าให้ตรงและลอยได้ รวมทั้งใช้ความยืดหยุ่นของกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง Hamstring

ดังนั้น คนที่จะฝึกท่านี้ได้ต้องสามารถฝึกท่ามาลาสนะ Malasana ได้ก่อนสามารถถ่ายเทน้ำหนักจนนั่งสควอตแบบขาเดียวได้แต่หากฝึกแล้วรู้สึกไม่สบายที่สะโพก ข้อเท้า หัวเข่า ยังควบคุมร่างกายและการกระจายน้ำหนักได้ไม่ดีแปลว่าร่างกายอาจยังไม่พร้อมให้ฝึกท่าสควอตแบบ 2 ขาให้ดีก่อนแล้วค่อยๆ ลองฝึกแบบขาเดียวเพราะในเวอร์ชั่นที่ครูจะให้ฝึกในครั้งนี้ มีการพับตัวมาด้านหน้าด้วย สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่าและหลังล่าง ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.ให้เริ่มต้นในท่านั่ง ชันเข่าขวาขึ้นแล้วยืดขาซ้าย ตั้งส้้นเท้าให้ตรงสูดลมหายใจเข้าวาดแขนทั้งสองข้างขึ้นแนบใบหู

2.หายใจออกส่งมือขวาไปจับเท้าซ้ายด้านนอกส่วนมือซ้ายวางที่พื้นนอกขาซ้าย

3.จากนั้นหายใจเข้าให้ลึกเพื่อเตรียมแล้วหายใจออกพับตัวลงมาหาต้นขาโดยส่งท้องลงมาหาต้นขาซ้ายยืดหลังยาว คอยาว ไม่หักคอแล้วค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ

4.หายใจเข้ายกก้นและขาลอยจากพื้นใช้ความแข็งแรงของขาและกำลังหน้าท้องส่วนมือซ้ายกดพื้นเพื่อช่วยในการทรงตัว

 

5.หายใจออกพับลำตัวลงมาหาขาซ้ายในขณะที่ก้นและขาลอยขึ้นจากพื้น ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เข้า-ออก จากนั่นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง