สวยและสนุกไปกับการเดินทาง Maysa Traveller

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563549

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 11:04 น.

สวยและสนุกไปกับการเดินทาง Maysa Traveller

โดย รอนแรม ภาพ : Maysa Traveller

เธอเคยเดินทางตามรอยบล็อกเกอร์ จนวันนี้ “เป้” ธรรมิกา อินมะเริง กลายเป็นเจ้าของเพจท่องเที่ยว Maysa Traveller เสียเอง เพื่อส่งต่อเรื่องราวและแรงบันดาลใจเหมือนที่เธอเคยได้รับ

เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเพจว่า ได้เริ่มจากการเป็นผู้อ่าน พออ่านแล้วก็อยากไปเที่ยว และเมื่อไปเที่ยวกลับมาก็อยากเขียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอถ่ายทอดประสบการณ์ในกระทู้พันทิปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน

จากนั้นได้เปลี่ยนมาทำเพจเฟซบุ๊กเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และภายในปีนี้เธอจะขยับไปสู่การทำเว็บไซต์ เพื่อเขียนรายละเอียดให้มากขึ้น

“บล็อกเกอร์บางคนอาจเริ่มจากการชอบถ่ายรูป แต่สำหรับเป้เริ่มจากความอยากเขียน อยากเล่าเรื่องราวในสิ่งที่เจอมาให้คนอื่นทราบ และบางคนอาจทำเป็นเพจเป็นอาชีพ แต่สำหรับเป้ยังทำเพจเป็นงานอดิเรก ยังใช้เวลาว่างจากการทำงานไปท่องเที่ยว และอยากเขียนลงเพจเพื่อเป็นบันทึกการเดินทางของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย” นักออกแบบกราฟฟิกวัย 33 ปี กล่าว

เธอกล่าวต่อว่า ชอบเดินทางทุกรูปแบบไม่ว่าขึ้นเขา ลงห้วย ดำน้ำ นอนโรงแรมหรู หรืออยู่โฮมสเตย์ โดยมักขับรถแวะเที่ยวไปเรื่อยๆ ซึ่งโรดทริปที่ไกลที่สุดในตอนนี้คือ กรุงเทพฯ-ลาว แต่เธอกำลังวางแผนทำลายสถิติด้วยการขับรถไปเวียดนามเร็วๆ นี้

“การเดินทางด้วยรถยนต์ มันทำให้เราได้เห็นสิ่งสวยงามระหว่างทางมากกว่าการนั่งเครื่องบิน มันอาจจะใช้เวลานานกว่า เหนื่อยกว่า แต่ก็เห็นอะไรมากกว่า ทำให้เรารู้เลยว่าเรื่องราวระหว่างทางมักมีความสวยงามที่เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ”

นอกจากนี้ เป้ยังเป็นนางแบบ (ในภาพ) สุดสวยที่ทำให้สาวๆ อยากไปตามรอย ซึ่งก็เป็นอีกความตั้งใจที่เธออยากให้ผู้หญิงออกเดินทางและสนุกไปกับมัน

“การเดินทางทำให้เราเจออะไรใหม่ๆ ถ้าเราไม่ออกไป บางอย่างเราจะไม่มีวันรู้เลย ยิ่งเวลาเดินทางไปต่างประเทศซึ่งทุกอย่างต่างไปจากเรา เราสามารถนำสิ่งดีๆ ที่เราเห็นนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ การเดินทางจึงไม่ใช่แค่ความสนุกเพลิดเพลิน แต่มันยังเป็นประโยชน์ต่อความคิดและต่อโลกทัศน์ของเราด้วย”

สำหรับเพจ เมษา ทราเวลเลอร์ เธอหวังว่าเรื่องราวและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดออกมาจะไปจุดประกายให้คนอื่นอยากออกเดินทาง และใช้ประสบการณ์จริงของเธอนั้นเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางครั้งต่อไป ส่วนการเดินทางครั้งใหม่ของสาวคนนี้สามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Maysa Traveller

ชิน ประสงค์ ประติมากรเอก ตำนานแห่งอนุสาวรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563544

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

ชิน ประสงค์ ประติมากรเอก ตำนานแห่งอนุสาวรีย์

โดย ธเนศน์ นุ่นมัน

หลบความแออัดของตัวเมืองกรุงเทพมหานคร ไปบนถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าไปยัง จ.นนทบุรี พิกัดซอยท่าอิฐ ต.ไทรม้า ไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยา หยุดหน้าบ้านซึ่งครึ้มเขียวไปด้วยต้นไม้ที่มีป้ายเล็กๆ เขียนว่า “ชิน ประสงค์”

ป้ายนี้บอกว่า ที่นี่เป็นแหล่งพำนักของประติมากรเอก ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านประติมากรรม อดีตผู้อำนวยการส่วนประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ ผู้รังสรรค์ผลงานประติมากรรมมากมาย

หลายชิ้นอาจจะเคยผ่านตาหลายคนมาแล้ว เพียงแต่อาจจะยังไม่ทราบว่าที่เห็นนั้น คือผลงานของประติมากรระดับตำนานท่านนี้

อาจารย์ชินเริ่มเล่าประวัติของตัวเองด้วยบุคลิกที่สุขุมคัมภีรภาพว่า เริ่มต้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานศิลปะด้วยความรักหลงใหล โดยเริ่มจากสอบเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยช่างศิลป (วังหน้า) จากนั้นก็พัฒนาฝีมือตัวเองจนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ในปีที่ชื่อว่า เป็นนักศึกษารุ่นสุดท้ายที่ ศ.ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกข้อสอบภาคปฏิบัติ

เมื่อได้เข้าไปเรียนในสถาบันที่วาดหวังไว้แล้ว ก็พบว่า การเรียนการสอนนั้นเต็มไปด้วยเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

“การเรียนการสอนยุคโน้น จะวิจารณ์งานกันแรงและตรงไปตรงมามาก และสอนโดยเน้นเรื่องฝีมืออย่างหนัก อาจารย์ศิลป์ ท่านออกแบบการเรียนการสอนไว้เพื่อให้แต่ละคนเรียนจบมาเพื่อประกอบอาชีพที่แต่ละคนถนัด เรียนจบแล้วไม่ไปเป็นศิลปิน ก็สามารถรับจ้างทำงานต่างๆ ได้

นักศึกษาแต่ละคนเรียนจบแล้วจะทำได้ทุกอย่าง เขียนแบบ ปั้น วาดรูป ต้องเป็นตามที่อาจารย์ศิลป์บอกว่า ลูกศิษย์ฉันต้องไม่อดตาย การเรียนการสอนจึงต้องอยู่กับงานทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติที่หนักมาก ไม่มีเวลาว่างเลย

…เมื่อก่อนจะจบการศึกษาหรือเรียนผ่านไปแต่ละปีไม่ใช่เรื่องง่าย ทำงานเหมือนจริงก็ใช่ว่าจะผ่านได้ ต้องมีความพิเศษ เรียนถึงปี 3 ถ้ายังไม่สามารถค้นพบแนวทางของตัวเองก็ไปต่อไม่ได้ ต้องยอมรับแค่วุฒิการศึกษา อนุปริญญา ไม่ได้เรียนต่อปี 4-5 จนจบปริญญาตรี ทำงานเรียนโดยไม่มีพัฒนาการไม่ได้ ไม่มีการสอบซ่อม ตกก็คือตกเลย ซ้ำชั้นได้ไม่เกิน 3 ปี

…มีรุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า การเรียนการสอนสมัยที่อาจารย์ศิลป์สอนเข้มข้นมาก ท่านจะชี้ชะตาเด็กแต่ละคนจากผลการเรียนเลย บางคนเข้ามาเรียนจิตรกรรมแต่เรียนไปแล้วไม่รอด อาจารย์ก็แนะนำให้ไปเรียนคณะโบราณคดี ให้ไปเรียนคณะสถาปัตยกรรม ซึ่งแต่ละคนที่เปลี่ยนคณะวิชาตามที่ท่านแนะนำ บางคนก็โกรธที่ท่านบอกอย่างนั้น แต่ก็ไปได้ดีกันทุกคน ที่สุดก็ต้องกลับมาขอบคุณท่าน” อาจารย์ชินเล่าถึงบรรยากาศการเรียนเมื่อ 50 กว่าปีก่อน

อาจารย์ยังเล่าด้วยว่า โอกาสในการจบการศึกษาในยุคนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก หากไม่มีความสามารถในศิลปะด้านใดด้านหนึ่ง ศ.ศิลป์ พีระศรี ก็อาจจะไม่ให้จบการศึกษาได้

“สมัยโน้นเรียนจบเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ละปีรับนักศึกษาแค่ 30 คน กว่าจะเรียนไปถึงปี 5 เป็นเรื่องที่ผ่านด่านไปยากมาก รุ่นที่ อาจารย์ชลูด (ศ.ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประติมากรรม ปี 2541) เรียนสมัยที่อาจารย์ศิลป์ยังสอน ก็มีท่านเรียนจบคนเดียว รุ่นที่ผมเรียน ถือว่าผ่านไปเรียนจนจบเยอะมาก มีถึง 7 คน นอกนั้นก็ได้วุฒิการศึกษาแค่อนุปริญญา พอมาถึงยุคที่อาจารย์ชลูดสอนนี่ท่านก็รับวิธีการสอนมาจากอาจารย์ศิลป์หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องต้องไปทำงานกับของจริง วาดเส้นรูปสัตว์ในสวนสัตว์นี่ก็วาดให้ได้ทะลุปรุโปร่ง ใครไปถ่ายรูปมาวาดนี่ไม่ได้เลย

นักศึกษาในยุคโน้นต้องไปอยู่ที่เขาดินกันเป็นอาทิตย์ ไปสังเกตสัตว์แต่ละตัว ดูนิสัย วาดกันจนจำรายละเอียดได้อย่างแม่นยำถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสิ่งที่วาดให้ได้ หรืออย่างสมัยอาจารย์ไพฑูรย์ (ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2529) นี่ท่านให้ขนดินไปปั้นที่เขาดินกันเลย ต้องไปจับคาแรกเตอร์สัตว์ให้ได้ อาจารย์ศิลป์ท่านก็ไม่ให้ปั้นใครจากรูปถ่าย ต้องปั้นจากแบบจริง หรือแบบที่สเกตช์มาจนจำรายละเอียดได้

และด้วยการเรียนที่ดูนักศึกษาอย่างใกล้ชิด จะทำให้ผู้สอนรู้ความสามารถของนักศึกษาแต่ละคน ชี้จุดอ่อนจุดแข็งได้ อย่างสมัยอาจารย์ศิลป์นี่ เรียนจบท่านจะรู้เลยว่านักศึกษาของท่านคนไหน เหมาะกับงานอะไร บางคนเช่นอาจารย์สนั่น (สนั่น ศิลากรณ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประติมากรเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปั้นอนุสาวรีย์สำคัญๆ หลายแห่ง) ซึ่งทำงานใหญ่ๆ ได้ ท่านแนะนำเลยว่าจบแล้วต้องไปอยู่โรงหล่อทำงานปั้นอนุสาวรีย์ เพราะเห็นความสามารถว่าทำได้ บางคนก็ต้องไปเป็นครูอาจารย์ เพราะท่านเห็นแววว่าบุคลิกแบบนี้ต้องไปสร้างคน” อาจารย์ชินเล่ารายละเอียด

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปบัณฑิต (ด้านประติมากรรม) คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2512 อาจารย์ชินก็ก้าวไปสู่โลกอีกใบหนึ่งในทันที ด้วยการเริ่มทำงาน นำสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาไปใช้ในชีวิตจริง

“เรียนจบ ผมก็ทำงานรับราชการในโรงหล่อของกรมศิลปากรทันที รุ่นผมจบมาทำงานปั้นอนุสาวรีย์แค่ 3 คน เป็นงานที่ต้องสู้กันจริงๆ เพราะเป็นงานหนัก จำได้ว่า งานแรกที่ทำผมกลัวมาก นั่นก็คือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ค่ายลูกเสือแห่งชาติ จ.ชลบุรี

ก่อนหน้านั้นสมัยเรียน มีคนเคยมาจ้างผมให้ปั้นท่าน แต่ผมก็ไม่กล้าทำ เพราะความรู้สึกผมคิดว่าเป็นงานยาก ประกอบกับที่เคยเห็นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยปั้นท่านไว้ เป็นงานที่สมบูรณ์ จนตัวเองไม่กล้าตามรอยท่าน

แต่ในที่สุด งานแรกที่ต้องทำตอนรับราชการ ที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ ก็คือ ต้องทำสิ่งที่เคยกลัว แต่ก็ทำออกมาได้ จำได้ว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาของ ร.6 เสด็จมาทรงเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์ ก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นงานที่ทำหลังจากเพิ่งเรียนจบ” อาจารย์ย้อนเล่าถึงงานแรกที่เริ่มทำให้ฟัง

อาจารย์ชิน เล่าอย่างถ่อมตนด้วยว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน มีสิ่งที่ทำให้เรียนรู้ตลอดมาและไม่มีทีท่าว่าการเรียนรู้ในการทำงานจะสิ้นสุดลงเกิดขึ้นทุกวัน

“จำได้อีกว่า ระว่างที่ปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 ผมต้องแอบไปทำงาน เพราะกลัว แต่อาจารย์สนั่นซึ่งเป็นผู้ออกแบบในตอนนั้นก็มาเห็น ตอนที่ผมกำลังใช้ค้อนตบๆ ดิน ที่ปั้นให้เป็นพื้นผิวตามจังหวะทุบ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เหมือนที่คนอื่นเขาทำ พออาจารย์มาเห็น ผมก็นึกว่าอาจารย์จะดุ แต่ท่านกลับบอกว่า วิธีการนี้จะเป็นการทำงานในแบบของคุณเอง แต่ที่สุดผมก็ไม่กล้าปล่อยให้มีพื้นผิวแบบนั้น ทำงานปีแรกๆ รับผิดชอบเต็มที่ บางครั้งก็ทำกระทั่งวันหยุดให้เสร็จ เพราะทำด้วยความกลัว ว่างานจะออกมาไม่ดี ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ไม่หยุดเรียนรู้และพยายาม

งานแต่ละชิ้นมีอุปสรรคต่างกันไป งานที่จำได้ดีอีกชิ้นก็คือ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้าเผชิญศึก ที่ทุ่งนาเชย จ.จันทบุรี ปีนั้นต้องศึกษากายวิภาคม้ากับอาจารย์สนั่นที่บ้านท่านเพราะต้องปั้นม้า เป็นอนุสาวรีย์ที่ถือว่าเป็นงานที่หนักมาก ปั้นม้าและพระยาพิชัยดาบหักด้วยปูน

อาจารย์สนั่นท้วงว่า ปั้นด้วยปูนนั้นยากกว่าดิน 10 เท่านะ ถึงรู้อย่างนั้น ผมก็บอกตัวเองต้องยอมทำงานที่ท้าทายความสามารถ แต่เพราะเป็นงานใหญ่ จึงทำได้ช้ามาก บางวันปั้นเสร็จแล้วคิดว่าน่าจะได้แล้ว แต่เมื่อลงจากนั่งร้าน ถอยไปดู ก็ต้องแก้ใหม่ ทำงานทุกวัน ทำไปเรียนรู้ไป รวมถึงเรียนจากครูบาอาจารย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ขอคำแนะนำและดูจากงานที่ท่านทำอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก เป็นงานชิ้นที่ต้องทำนานถึง 7 ปี แต่ก็ไม่เคยท้อ” ประติมากรเอก เล่าถึงงานที่ทำ

ระหว่างที่รับราชการในส่วนงานประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ อาจารย์ชินได้รังสรรค์ผลงานปั้นประติมากรรมไว้มากมายผลงานชิ้นสำคัญๆ ประกอบด้วย

– พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จ.สุราษฎร์ธานี

– พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ค่ายลูกเสือแห่งชาติ จ.ชลบุรี

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทุ่งนาเชย จ.จันทบุรี

– อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

– อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี

– อนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ จ.แพร่

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.ลำปาง

– พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ทุ่งภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ อาจารย์ยังเป็นผู้ที่ออกแบบอนุสาวรีย์หลายแห่ง อาทิ ภาพแกะสลักหินนูนต่ำ พระกรณียกิจสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่นิเวศสถาน ย่านคลองสาน ออกแบบและอำนวยการสร้างพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประดิษฐานที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 12 แห่งทั่วประเทศ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี รวมถึงประติมากรรมสุนัขทรงเลี้ยงทั้ง 12 สุนัข ตั้งแต่ปี 2553-2559 ถวายในหลวง ร.9 ก่อนเสด็จสวรรคต

ปัจจุบัน แม้จะเกษียณอายุราชการมาแล้วหลายปี อาจารย์ยังคงทำงานปั้นที่รักอย่างต่อเนื่อง ตามความตั้งใจที่ได้บันทึกความรู้สึกที่มีไว้ในงานศิลปะทุกชิ้นที่สร้างขึ้น

Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563543

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 10:11 น.

Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความปลอดภัยในบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้าม อย่าให้ต้องพูดว่า รู้อย่างนี้แล้ว… เพราะหลายคนหกล้มแล้วไม่อาจลุกกลับขึ้นมา (เหมือนเดิม) ได้อีก

คำตอบคือ Universal Design Center-UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน… “คำตอบ” ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลใจกลางเมือง ศูนย์ตั้งอยู่ติดกับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า ยูดีซีเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนานวัตกรรมสภาพแวดล้อมสังคมสูงวัย จากการร่วมมือกันของสำนักประสานงานสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (สป.สว.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมหาวิทยาลัย 5 แห่งทั่วประเทศ

“ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เป็นศูนย์ให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ ให้ความรู้ และเป็นศูนย์รวมในการรวบรวมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สำหรับผู้สูงอายุ”

ภารกิจของศูนย์ยูดีซี เป็นภารกิจด้านที่อยู่อาศัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสร้างและปรับปรุงที่พักอาศัยที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยและคนพิการ ได้แก่ การมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เน้นถึงการเข้าถึงบริการและการใช้ประโยชน์ได้จริง

“ยูดีซีส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านเดิมของตัวเองให้ได้มากที่สุดและนานที่สุด นั่นหมายถึงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้สูงอายุ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องขององค์ความรู้”

Chula UDC มีพื้นที่ 40 ตารางเมตร ตั้งอยู่ด้านล่างของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ได้จัดวางตัวอย่างเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มาตรฐานความสูงและระยะห่าง รวมทั้งออกแบบผังตัวอย่างสำหรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ที่ตัดเล็บ ราวจับ อ่างอาบน้ำ บันได เตียงนอน เป็นต้น

“จุดหกล้มสูงสุด 3 จุดในบ้าน อันดับหนึ่งคือห้องน้ำ อันดับสอง บันได และอันดับสามคือ เตียงนอน จากนอนลุกขึ้นมานั่ง ตอนนี้ที่สำคัญเป็นตอนที่จะล้มได้ เตียงเดี่ยวดีกว่าเตียงคู่ นี่พูดถึงผู้สูงวัย ถึงตอนนี้มีคนมาเยี่ยมชมเรามากมาย แต่เราก็ยังอยากให้มาอีกเยอะๆ เพราะอนาคตนี่คือองค์ความรู้ที่คนจะต้องการมากที่สุด”

ศูนย์ฯ เปิดตัวเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยกำหนดเป็นศูนย์ประสานงานกลางและศูนย์หลักประจำกรุงเทพฯ กับปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกประกอบด้วย 1.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2.มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 4.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กำหนดเปิดให้บริการทั้งหมดภายในปี 2562

รศ.ไตรรัตน์ เล่าอีกว่า Chula UDC จะได้มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดอุปกรณ์ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเรื่องวัสดุ อุปกรณ์และของใช้ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การเสวนาให้ความรู้ การสาธิตและการจัดบูธสินค้าที่น่าสนใจมากมาย

นอกจากนี้ก็ขอเชิญมาได้ทุกเมื่อ ศูนย์ฯ เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.30-17.00 น. ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์นัดล่วงหน้าได้ในกรณีที่มาเป็นหมู่คณะ หลายคนที่มาแล้วได้หลายไอเดียดีๆ กลับไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพราะเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ก็สามารถปรับให้เหมาะได้และปลอดภัยได้

ที่สำคัญการเดินทางก็สะดวกสบาย ลงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ศาลาแดงแล้วต่อรถมาใกล้ๆ หรือจะลงแบบเป๊ะๆ ที่สถานีบีเอ็มซีแอล รถไฟฟ้าใต้ดินสาขาสามย่าน อย่าปล่อยให้คนสูงวัยที่บ้านต้องใช้ชีวิตในบ้านอย่างอันตราย

เยี่ยมชมศูนย์และขอคำแนะนำการสร้างบ้าน ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงวัย เข้าไปดูที่ http://www.facebook/universaldesigncenter หรือโทร.08-4554-9301

ธีรเดช เมธาวรายุทธ ภาพเรียกจิตสำนึกธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563539

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

ธีรเดช เมธาวรายุทธ ภาพเรียกจิตสำนึกธรรมชาติ

โดย กั๊ตจัง

“ผมคิดว่าภาพหนึ่งภาพบอกเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย แม้ผมจะไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่ผมก็ดีใจที่ภาพธรรมชาติของผมเป็นที่สนใจของผู้คนจนถามว่าภาพนั้นคือที่ไหน”

“อาเล็ก” ธีรเดช เมธาวรายุทธ นักแสดงหนุ่มมากความสามารถบอกเล่าเรื่องราวภาพถ่ายของเขา และทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านภาพถ่าย

“ผมถ่ายรูปด้วยความชอบส่วนตัว เกิดจากการชอบเที่ยวเป็นหลัก ดังนั้นรูปที่อยู่ในอินสตาแกรมทั้งหมดเกิดจากการขี้อวดของผมเอง ที่ชอบถ่ายภาพที่มีวิวสวยๆ แล้วอวดว่าผมอยู่ที่นี่

ดังนั้น อย่าเรียกว่าเป็นนักถ่ายภาพเพื่อการอนุรักษ์เลยครับ เรียกผมว่าเป็นพวกขี้อวดจะดีกว่า การพกกล้องของผมนั้นเริ่มมีที่มาจากการชอบถ่ายรูป แต่ก่อนไม่ได้มีกล้องใหญ่เหมือนกับช่างภาพมืออาชีพ ก็อาศัยใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือถ่ายเวลาไปเที่ยว หรือออกกองถ่ายเห็นวิวสวยๆ ก็หยิบมาถ่าย”

อาเล็ก เล่าย้อนถึงแรงบันดาลใจว่า พอวันหนึ่งเขาได้จับกล้อง ได้เห็นภาพจากวิวไฟน์เดอร์ รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มากกว่า เรียนรู้ที่จะจัดวางกล้องจัดค่ากล้องให้ออกมาสวย

“เวลาไปเจอธรรมชาติที่สวยงาม แต่สุดท้ายแล้วรู้สึกว่าภาพที่ผมถ่ายออกมาดูสวยก็จริง แต่ว่าวิวที่เห็นจากสถานที่จริงนั้นอลังการกว่า ดังนั้นการถ่ายรูปของผมก็จะเป็นเหมือนการเชิญชวนคนให้ลองไปในที่ที่ผมไปดู แล้วผมเชื่อว่าถ้าคนอื่นได้เห็นภาพสวยๆ ก็น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกอยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง ทำให้เกิดความรู้สึกหวงอยากจะรักษาสมบัติของประเทศไทยเหล่านี้ไว้ต่อไป”

อาเล็ก บอกว่า เขาจะมีโอกาสเข้าป่าเฉพาะตอนไปเที่ยวไปทำงาน และได้เจอสัตว์เหล่านี้บ้าง แต่ไม่ใช่มืออาชีพที่เข้าไปถ่ายรูป ตั้งใจแค่เข้าไปดู

“เวลาที่ผมเข้าไปทำงาน จะเป็นประเภทเห็นอะไรสูงๆ จะถ่ายเก็บไว้ ผมเคยไปเขาใหญ่ ได้เจอสิ่งที่ไม่เคยเจอในชีวิตประจำวัน เช่น แมลงแปลกๆ ต้นไม้ ดอกไม้แปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นก็จะถ่ายเก็บไว้ เหมือนมือสมัครเล่นทั่วไปมากกว่า เป็นสิ่งที่ถ่ายได้ง่ายๆ

แล้วก็อยากเข้าป่าลึกๆ ไปถ่ายรูปสัตว์เหล่านี้เหมือนกัน ผมคิดว่าการถ่ายภาพธรรมชาติ ถ่ายภาพสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ แล้วยิ่งถ้าเกิดเราถ่ายอะไรยากๆ ที่ต้องใช้ความพยายามแล้วมันออกมาสวย ผมคิดว่าเป็นความภูมิใจอย่างมาก”

แม้ว่าอาเล็กจะไม่ได้ใช้กล้องใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ใช้กล้องออโต้ กล้องที่เขาใช้จะเป็นกล้องแมนวลทั้งหมด เวลากดชัตเตอร์ออกมา เขาชี้ว่าก็ต้องลุ้นเหมือนกันว่าจะชัดหรือไม่ชัด

“ยิ่งถ้าเป็นภาพถ่ายสัตว์ป่าวิ่งไปวิ่งมายิ่งยากมากขึ้น แต่มันก็เป็นเสน่ห์ของการถ่ายภาพ แม้ภาพจะหลุดโฟกัสไปบ้าง ถ่ายเบลอไปบ้าง แต่รักเธอนั้นชัดเจน (หัวเราะชอบใจ) ผมเลยเน้นไปที่รูปวิวและภาพสิ่งแปลกตาเท่าที่สามารถถ่ายได้สะดวกที่สุด แต่ถึงผมจะถ่ายเบลอ เพราะถึงอย่างไรการถ่ายภาพในป่า ไม่สามารถควบคุมอะไรได้อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเจอสัตว์ตอนไหน”

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพธรรมชาติสิ่งที่อาเล็กเน้นย้ำมาตลอดก็คือการที่ได้นำภาพสวยงามของธรรมชาติออกสู่สายตาสาธารณชนให้คนได้เห็นได้ชื่นชมความงาม

“ธรรมชาติของจริงจะอลังการกว่าภาพถ่ายแค่ไหนก็ตาม ในจุดที่ผมคิดว่าประสบความสำเร็จในการถ่ายรูปก็คือ เวลาถ่ายรูปมีคนมาชมว่าสวย กับคนมาถามว่าถ่ายที่ไหน ผมชอบอย่างหลังมากกว่าเพราะรู้สึกว่าภาพนั้นทำให้คนอยากรู้ว่าคือที่ไหน สิ่งที่เราถ่ายได้เผยแพร่เข้าถึงคนที่อยากท่องเที่ยวในธรรมชาตินั้นจริงๆ

คนที่ได้มาดูและตามไปในยังจุดที่เราเคยอยู่ ผมยิ่งรู้สึกภูมิใจที่ภาพถ่ายของผมทำให้คนคนหนึ่งที่รักธรรมชาติเดินทางไปชมด้วยตาตัวเอง ซึ่งเขาก็คงรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่สวยงามของธรรมชาติเหมือนที่ผมเคยรู้สึกอย่างแน่นอน”

สตรีอาชีพมั่นคง ลดสังคมรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563364

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

สตรีอาชีพมั่นคง ลดสังคมรุนแรง

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากทุกคนในประเทศมีอาชีพสุจริตและมีรายได้ที่มั่นคง ปัญหาความรุนแรงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในสังคม ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในเด็ก รวมถึงปัญหาความรุนแรงในสตรี ก็จะลดน้อยถอยลง หรือไร้ความรุนแรง (Zero Violence)

เพียงแต่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะภาครัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะคนว่างงาน ไม่มีอาชีพ ครอบครัวยากจนให้มีอาชีพที่มั่นคง เพื่อที่เขาจะมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาความรุนแรงนั้นส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความยากจน ทำให้เกิดความเครียดและนำมาซึ่งความรุนแรงนั่นเอง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมศักยภาพสตรีและเสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัวโดยตรง โดยได้เข้าไปส่งเสริมด้วยการฝึกอบรมอาชีพและทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นให้กับประชาชน โดยเฉพาะกับกลุ่มสตรีในทั่วทุกภาคของประเทศ ใช้ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นกลไกขับเคลื่อน

ปัจจุบันตั้งแต่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เข้ามากำกับดูแลศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวได้ประมาณ 2 ปี ได้ดำเนินการส่งเสริมให้กลุ่มสตรีและประชาชนที่ยากจนขาดโอกาส ได้มาฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะต่างๆ ในศูนย์ทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งได้ออกไปฝึกอาชีพให้แก่ประชาชนถึงในเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละศูนย์ ตอนนี้มีประมาณ 1.2 หมื่นกว่ารายที่กรมไปส่งเสริมทำให้คนเหล่านี้จากที่ยากจนขาดโอกาสไม่มีอาชีพก็มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ล่าสุด กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มีกำหนดจัดงาน “มหกรรมตลาดนัด สร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทย ไร้ความรุนแรง” ขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ก.ย. 2561 ณ Hall 4 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีการจัดแถลงข่าวพร้อมกับการเดินแฟชั่นโชว์ด้วยผลิตภัณฑ์ของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา

เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมตลาดนัด สร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทยไร้ความรุนแรงครั้งนี้เป็นการนำสินค้าและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพื้นถิ่นฝีมือกลุ่มสตรีและครอบครัวทั่วประเทศที่ได้รับการส่งเสริม ฝึกสอน และพัฒนาฝีมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่ง ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาจำหน่ายและสาธิตวิธีการผลิต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกในครอบครัวร่วมกันทำ ก่อให้เกิดรายได้ สร้างอาชีพให้มั่นคง และสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้

“ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวมีเป้าหมายหลักในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงและครอบครัวที่ด้อยโอกาส หรือผู้ที่มีปัญหาทางการศึกษา การว่างงาน ความยากจน และมีความรุนแรงในครอบครัว โดยทางศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ให้การสนับสนุนในการเสริมสร้างทักษะอาชีพ เช่น การออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้า การตัดและตกแต่งทรงผม การนวดแผนไทย การโรงแรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหาร เสื้อผ้า กระเป๋า และของใช้ในครัวเรือน วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตมีอยู่ในท้องถิ่นมาสรรค์สร้างเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ รวมไปถึงราคาที่คนส่วนใหญ่สามารถจับจ่ายได้ นอกจากนั้น ยังมีการส่งเสริมต่อยอดให้สตรีได้รวมกลุ่มเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอีกด้วย”

อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า งานมหกรรมตลาดนัด สร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทยไร้ความรุนแรงนี้เป็นการรวมพลังภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมไทย เพื่อจุดประกายการเริ่มต้นขับเคลื่อนการทำงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงของแต่ละภาคีเครือข่ายที่รับผิดชอบแต่ละด้าน เช่น เครือข่ายเลิกเหล้ายุติความรุนแรง พลังสุภาพบุรุษหยุดความรุนแรง พลังเครือข่ายองค์กรภาครัฐและเอกชนหยุดความรุนแรง พลังครอบครัวหยุดความรุนแรง พลังเศรษฐกิจอาชีพหยุดความรุนแรง ที่จะดำเนินการเต็มรูปแบบในปี 2562 ในงานจะมีบูธเครือข่าย การจัดนิทรรศการ และเสวนาการยุติความรุนแรงในสังคม

“อีกประการหนึ่งเป็นการรวมพลังเครือข่ายกลุ่มอาชีพ ในส่วนที่กรมเราดูแลก็คือกลุ่มสตรีที่ฝึกทักษะอาชีพกับศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวของเราทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นราย กลุ่มสตรีและครอบครัวเหล่านี้ก็จะนำสินค้าและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพื้นถิ่นของตัวเองมาจัดบูธในงานจำนวน 200 กว่าบูธ

นอกจากนี้ ยังมีเสวนาพลังสตรีกับเศรษฐกิจเพื่อลดความรุนแรงในสังคม การประกวดผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรี พบกับน้องม๊าเดี่ยว ดีไซเนอร์อีสานรุ่นเยาว์ที่จะมาเปิดเผยเทคนิคการประยุกต์ผลิตภัณฑ์ในการออกแบบแฟชั่น หรือกิจกรรมต่อยอดสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ กับ นุ่น-ศิรพันธ์วัฒนจินดา ฉะนั้น ทั้งเรื่องความรุนแรงและอาชีพก็จะมีความเกี่ยวโยงกันถ้าขาดรายได้ก็จะทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงได้ เราจึงดึงพลังทุกภาคส่วนมาช่วยกันเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในเรื่องรายได้และความมั่นคงในครอบครัว” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าว

ด้าน วิศิษฐ์ ผลดก ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ กรมกิจการสตรีและครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงบทบาทของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศว่า นอกจากจะฝึกอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและประชาชนทั้งภายในศูนย์และนอกศูนย์คือในชุมชนในพื้นที่ของแต่ละศูนย์จนเขาสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังได้ส่งเสริมในด้านการตลาด ช่องทางการขายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย

“จริงแล้วกลุ่มสตรีที่ฝึกอาชีพจากศูนย์ของเราพอผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ออกมาก็จะมีตลาดของเขาเองอยู่แล้วในชุมชนบ้างที่อื่นบ้าง ขายออนไลน์ แต่กรมฯ เห็นว่าไม่พอ ก็เลยหาเวทีเพื่อให้เขาได้มารวมพลังแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อจะได้นำไปพัฒนาสินค้าของตัวเอง ได้นำสินค้ามาจำหน่าย สาธิตโปรโมทผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเพื่อให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มมาก รวมถึงช่องทางการเข้าถึงแหล่งบริการทุน ซึ่งในงานมหกรรมตลาดนัดฯ จะเชิญแหล่งให้บริการทุนมาด้วย เช่น ธนาคารออมสิน เอสเอ็มอี รวมทั้งจะเชิญหน่วยงานที่ทำด้านธุรกิจหรืออาชีพมาให้คำปรึกษาให้ความรู้ เช่น การทำแพ็กเกจจิ้ง การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด การขาย เป็นต้น”

ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ กล่าวว่า ทุกวันนี้กลุ่มสตรีและประชาชนที่ได้มาฝึกอาชีพกับศูนย์ ไม่ว่าจะเข้ามาฝึกในศูนย์หรือทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ไปฝึกให้ถึงชุมชน ซึ่งเดิมเป็นคนยากจน ว่างงาน ขาดโอกาสทางสังคม บางคนถูกเลิกจ้าง และได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ไม่มีรายได้แน่นอน ทุกวันนี้จากเดิมรายได้ต่อเดือนไม่พอใช้จ่าย แต่ทุกวันนี้มีรายได้อย่างต่ำต่อเดือน 5,000-1 หมื่นบาท ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ครอบครัวมีความสุขขึ้น

“เรื่องรายได้และความมั่นคงในอาชีพของเขามีแน่นอน อีกอย่างช่องทางการขาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็มีร้านทอฝัน by พม. อยู่ 5 สาขา คือ วังสะพานขาว ที่อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 4 ตรงข้ามมาดามทุสโซ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 2 เลียบด่วนรามอินทรา ศูนย์บริการคนพิการ กทม. ตลาดเคหะประชารัฐ (พลาซ่า) เยส บางพลี สมุทรปราการ ซึ่งร้านเหล่านี้เป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างโอกาส สานความฝัน และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มต่างๆ ในการกำกับดูแลของกรมต่างๆ ของ พม. ซึ่งผลิตภัณฑ์จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 ศูนย์ก็จะส่งมาขายที่ร้านทอฝันด้วย” วิศิษฐ์ กล่าว

สำหรับสินค้าของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและสถาบันครอบครัวที่ขายดีในร้านทอฝัน เช่นที่ วังสะพานขาว อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ก็จะเป็นผ้าขาวม้า จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและสถาบันครอบครัวรัตนาภา จ.ขอนแก่น ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋าผ้าขาวม้าใหญ่ จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและสถาบันครอบครัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ศรีสะเกษ

เพราะฉะนั้น งานมหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทยไร้ความรุนแรง ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 12-16 ก.ย.นี้ อย่าลืมไปสนับสนุนสินค้าของกลุ่มสตรีที่มีกว่า 200 บูธในงาน

แอล แฟชั่นวีก Fall/Winter 2018 ส่งท้ายงดงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563361

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

แอล แฟชั่นวีก Fall/Winter 2018 ส่งท้ายงดงาม

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จบลงไปอย่างสวยงามสำหรับ Elle Fashion Week Fall/Winter 2018 At Central World งานแฟชั่นวีกสุดยิ่งใหญ่ ที่นิตยสารแอล (ประเทศไทย) จัดเป็นประจำทุกปี ส่งท้ายวันที่ 5 ด้วยโชว์แรกที่ชื่อว่า Contemporary Southern Batik by OCAC ที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัดแสดงผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกาย จากโครงการ “ผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้”

การร่วมงานกันระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา กับ 3 ดีไซเนอร์ไทยอย่าง Sarunrat Panchiracharoen by Everyday Karmakarmet (ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ บาย เอฟเวอรี่เดย์ คาร์มาคาร์เมท) นำเสนอเรื่องราวของการเรียนรู้ที่จะรักด้วยการเปิดกว้าง ยอมรับ และไม่ตัดสินซึ่งกันและกันผ่าน Special Collection 2018 ต่อด้วย T-Ra Chantasawasdee (ธีระ ฉันทสวัสดิ์) กับคอลเลกชั่นที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการทำความเข้าใจเอกลักษณ์ของวัสดุที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ประกอบการ โดยนำมาออกแบบลวดลายและเลือกเทคนิคการตัดเย็บให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเนื้อผ้านั้นๆ จนนำไปสู่เสื้อผ้าสำหรับผู้ชายซึ่งธีระไม่เคยทำมาก่อน อีกรายคือ Wisharawish (วิชระวิชญ์) ที่ตัวดีไซเนอร์ได้ลงพื้นที่ไปร่วมพัฒนาลวดลายผ้า จนมาสู่การออกแบบตัดเย็บซึ่งนำเสนอมุมมองในการปรับใช้ผ้าท้องถิ่นผ่านเทคนิคที่ชำนาญจนเกิดเป็นผลงานที่ท้าทาย

ต่อด้วยโชว์ที่ 2 สุดอลังการจาก Mirror Mirror Bangkok (มิร์เรอร์ มิร์เรอร์ แบงค็อก) คอลเลกชั่น The Season of Love ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ได้เข้ามาร่วมงานกับ แอล ไทยแลนด์ เพื่อยกระดับแฟชั่นในวงการชุดแต่งงานของไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญของชุดแต่งงานในคอลเลกชั่นนี้ นอกจากความสวยงามตระการตาแล้ว แต่ละชุดยังบ่งบอกถึงความเป็นตัวเองของว่าที่เจ้าสาวแต่ละคนได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยชุดฟินาเลจากดาราสาวที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวอย่าง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่มีหวานใจ มิกกี้-นนท์ อัลภาชน์ มามอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ เรียกสีสันให้กับโชว์นี้ได้เป็นอย่างดี

โชว์ที่ 3 Painkiller Atelier : Autumn/Winter 2018 (เพนคิลเลอร์ อเทลิเยร์ : ออทัมน์/วินเทอร์ 2018) มาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่ใช้ “สมัน” กวางสัญชาติไทยที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกวางที่สวยที่สุดในโลกซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วมาเป็นตัวชูโรง บ่งบอกว่าแบรนด์ขอสานต่อปณิธานในการรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของ สืบ นาคะเสถียร ผนวกกับเรื่องราวของสมัน โดยถ่ายทอดผ่านคอลเลกชั่น In The Name of the Wild (ในนามแห่งสัตว์ป่า) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบของทีมรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุปกรณ์การเดินป่า ในโทนสีเขียวทหาร สีน้ำเงิน สีเอิร์ทโทนตัดกับสีแดงก่ำ พร้อมทั้งเรื่องราวของสมันที่ได้รับการถ่ายทอดลงบนลายพิมพ์ของเชิ้ต แจ็กเกต ฮู้ดดี้ปอนโช่ และกางเกงเทเลอร์เมดที่มีดีเทลตกแต่งด้วยเชือกพาราคอดผ่านการพรีเซนต์ของเหล่านายแบบสุดเท่ และแบรนด์หวังว่าคอลเลกชั่นนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนกระแสการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของไทยและของโลกให้คงอยู่ต่อไป

ปิดท้ายโชว์ที่ 4 ด้วย Hook’s Presented by Honda HR-V (ฮุกส์ พรีเซนเทด บาย ฮอนด้า เอชอาร์-วี) ความพิเศษของฮุกส์ในปีนี้อยู่ที่สาส์น ซึ่ง ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์พยายามจะสื่อสารถึงผู้ชมทุกคนเพื่อให้เกิดความประทับใจและตราตรึงไปกับโชว์ ซึ่งดีไซเนอร์ได้ซ่อนสัญลักษณ์และความหมายของสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย รวมไปถึงเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกนำเสนอผ่านแฟชั่นโชว์ได้ เช่น วัฏสงสารหรือสัจธรรมะชีวิต โดยนำมาถ่ายทอดผ่านโชว์ในธีม Venus Under Leather Face ซึ่งเสื้อผ้าทุกชุดล้วนดูแปลกหูแปลกตาและแฝงไปด้วยความหมายในตัว จบโชว์ด้วยชุดฟินาเลแนวดาร์กจากนางแบบตัวแม่ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ที่สะกดสายตาและเรียกเสียงปรบมือได้อย่างกึกก้อง

วัยใกล้เกษียณก็ต้องมีพอร์ตการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563352

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

วัยใกล้เกษียณก็ต้องมีพอร์ตการลงทุน

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

ทั่วโลกวันนี้สังคมผู้สูงวัยใกล้เข้ามาทุกที โดยเฉพาะที่ประเทศไทยอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แถมลูกหลานก็ยังน้อย บางคนไม่ได้แต่งงาน เพราะฉะนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แม้มีลูกหลานก็อย่าไปหวังพึ่งเขาดีที่สุด จะได้ไม่ผิดหวังเสียใจถ้าเราพึ่งเขาไม่ได้ ดังนั้นจงเตรียมความพร้อมไว้ด้วยตัวคุณเอง วางแผนการเกษียณเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ เป็นดีที่สุด แม้จะช้าแค่ไหนก็ดีกว่ายังไม่ได้ลงมือทำ ที่สำคัญไม่ว่าอายุแค่ไหนก็ยังลงทุนได้ เพียงแต่เลือกการลงทุนให้เหมาะกับเงินที่มีและเหมาะกับวัยของเราในตอนนั้นๆ อย่าคิดว่าใกล้เกษียณแล้วเรื่องการลงทุนต้องหยุดนิ่ง นั้นเข้าใจผิด

ยิ่งอายุเยอะโรคภัยไข้เจ็บกำลังจะมาเยือน ดังนั้นควรยังต้องมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินยามเจ็บป่วย พยายามลงทุนให้ต่อเนื่องพอเกษียณก็อยากให้เงินทำงานออกดอกออกผลต่อ ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเงินเฟ้อ ในขณะที่บางคนก็ต้องการสร้างเงินมรดกทิ้งไว้ให้ลูกหลานด้วย ลองดู 3 ขั้นตอนการจัดพอร์ตการลงทุนวัยเกษียณดังนี้

1.สร้างภาพจำลองการเงินรายปีล่วงหน้า เริ่มจากการจดบันทึกรายได้ค่าใช้จ่ายในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เกษียณว่ามีไลฟ์สไตล์อย่างไร มีค่ากินอยู่เท่าใด ต้องการทำกิจกรรมใดที่ต้องใช้เงินเพิ่มหรือไม่ จากนั้นค่อยประมาณการค่าใช้จ่ายเป็นรายปี ก็จะเห็นยอดรวมคร่าวๆ ว่า ในแต่ละปีต้องทยอยถอนเงินออมออกมาใช้เท่าไร เพียงเท่านี้เราก็จะรู้ว่า มีเงินออมส่วนที่พร้อมนำไปวางแผนลงทุนต่อยอดเป็นจำนวนเท่าไร

2.จัดสรรเงินลงทุนสำหรับเป้าหมายต่างๆ ตามสภาพคล่อง เช่น เก็บเงิน 1 ส่วน เป็นสภาพคล่อง เพื่อใช้จ่ายดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน (ปัจจัย 4) และเป็นค่าดูแลสุขภาพ ซึ่งควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ถอนได้ทันทีที่ต้องการใช้ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น และเงินลงทุน โดยเก็บเงิน 1 ส่วน เป็นเงินลงทุนเพื่อใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์ที่ชอบ สร้างความมั่นคงให้ลูกหลาน และอุทิศเพื่อสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่หากไม่บรรลุผลก็ไม่ได้กระทบกับการดำเนินชีวิตมากนัก จึงสามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น ตราสารหนี้ หุ้นสามัญ เป็นต้น

3.ลงมือจัดพอร์ตลงทุนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ต้องการคุ้มครองเงินลงทุน ต้องการสร้างรายได้ประจำ หรือต้องการเพิ่มค่าเงินลงทุน เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือ พอร์ตนี้หลายๆ คนที่เริ่มใช้ชีวิตหลังเกษียณ คงจะเริ่มมองหาหรือทบทวนแผนการลงทุนอีกครั้ง เพราะมีเงินก้อนใหญ่ที่ได้มาจากการเก็บออม ไม่ว่าจะเป็นเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเงินบำเหน็จ ที่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ เพื่อรักษามูลค่าของเงินก้อนนี้เอาไว้ และควรจะปรับเพิ่มหรือลด การลงทุนอะไรบ้างหรือไม่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนอย่างที่ตั้งใจ เพราะบางทีคำว่า ปลอดภัยไว้ก่อนสำหรับคนที่เกษียณแล้ว อาจจะไม่ได้หมายความว่าให้ลงทุนแต่เฉพาะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แต่เป็นการลงทุนที่เผื่อว่าอายุจะยืนยาวกว่าที่ต้องการ เพราะฉะนั้นยิ่งคาดว่าจะอายุยืนยิ่งต้องกล้า ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่มากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเลือกจัดพอร์ตลงทุนแบบไหน ต้องไม่ลืมแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำของครอบครัวอยู่เสมอ ซึ่งควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

พยายามลงทุนหลายๆ แบบเพื่อกระจายความเสี่ยง และเป็นตัวช่วยต่อยอดเงินออมให้เรา เช่น ฝากเงินกับธนาคาร ซื้อสลากออมสินและสลาก ธ.ก.ส. นอกจากได้ดอกเบี้ยอาจมีลุ้นถูกรางวัลต่างๆ อีกด้วยแถมเงินต้นก็ไม่สูญหาย ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ได้ดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนแน่นอนและสม่ำเสมอ ตามอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาที่กำหนดไว้ ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก เพื่อให้เงินออมได้มีโอกาสเติบโตบ้าง ลงทุนในกองทุนรวม สามารถลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ได้หลายตัวพร้อมๆ กัน ตามนโยบายการลงทุน ของแต่ละกองทุน ทำให้โดยรวมแล้วจะได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดีเลยทีเดียว แถมในปัจจุบันก็มีกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ แถมกำไรจากการขายกองทุนรวมก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย และลงทุนในหุ้น

ตลาดหุ้นยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่วัยเกษียณยังสามารถลงทุนได้ หากมีสัดส่วนการลงทุนที่ไม่มากเกินไป เพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเลือกลงทุนในหุ้นที่มั่นคง ราคาไม่เปลี่ยนแปลงแบบหวือหวา เพราะอาจทำให้เงินก้อนสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณของเราลดน้อยลง เลือกลงทุนแบบความเสี่ยงน้อยแต่มั่นคงเพื่อรักษาเงินต้นแต่ได้ส่วนต่างที่ดีพออย่างน้อยก็มากกว่าการฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว

ปาร์ตี้ตลอดชีวิต (ก็ได้นะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563354

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

ปาร์ตี้ตลอดชีวิต (ก็ได้นะ)

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอพี

ช่วงนี้เรียกได้ว่า จองโต๊ะจีนแน่นเอี้ยด หรือคิวจองร้านอาหารก็แน่นไปเสียทั้งสิ้น นั่นเพราะเป็นช่วงเลี้ยงส่งข้าราชการที่มีกำหนดเกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ที่ก็จะเป็นอย่างนี้ในตลอดเดือน ก.ย.ของทุกปีไป

แน่นอนว่าปาร์ตี้ใหญ่ทั้งที ทั้งคนเลี้ยงคนรับเลี้ยงก็ย่อม “เต็มคราบ” แต่ในมุมสุขภาพผู้สูงวัย การกินปาร์ตี้ต้องถือว่าแสลงไม่น้อย

สำหรับผู้เกษียณอายุที่มีแผนจะใช้ชีวิตยืนยาว สูงวัยอย่างมีคุณภาพ คงต้องเตือนไว้ตั้งแต่หัวเดือนนี้เลยว่า การกินปาร์ตี้แบบไม่ยั้ง บั่นทอนสุขภาพในระยะยาวแน่ หรือบางคนที่ยังมีแผนกิน (เลี้ยง) ไล่หลังยาวต่อไปถึงสิ้นปีอีกต่างหาก อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็อด (ปาร์ตี้) น่ะสิ

คำตอบคือกินได้ และปาร์ตี้ได้ตลอดชีวิตนั่นแหละ ถ้ากินปาร์ตี้เป็น ชีวิตยืนยาวดีๆ แบบปาร์ตี้ตลอดชีวิตไปเลย

1.จัดหนักยังไงก็ฟิน

เคล็ด (ไม่) ลับ อยู่ที่จานแรกนี่แหละ กรณีเป็นโต๊ะจีน จานแรกๆ ชอบจัดมาหนักๆ แบบเนื้อและโปรตีนลุยๆคำแนะนำคือให้ขอสลัดผักมากินเป็นจานแรกก่อน (น้ำสลัดเบาๆ นะ) ผลไม้ราดเดรสซิ่ง (เบาๆ นะ) หรือสาหร่าย อย่างน้อยที่สุด ก็มี “อะไร” เข้าไปกันพื้นที่ในกระเพาะอาหารไว้บางส่วนก่อน

2.บริหารจัดการ (กระเพาะ)

ตลอดทั้งวันนั้นบริหารจัดการตัวเองอย่าให้หิวจัด หิวซ่ก กินม้ากินวัวได้ทั้งตัว อย่าให้มีคำอะไรแบบนี้อยู่ในหัวของเรา ก่อนไปปาร์ตี้หรืองานเลี้ยงใดๆ เด็ดขาด

3.สารอาหารหลักขาดไม่ได้

ปาร์ตี้ที่ดีต้องมีแหล่งพลังงาน สำคัญว่าต้องเลือกกินแหล่งพลังงานที่ไม่ทำให้อ้วน ได้แก่ อาหารทะเล ไขมันต่ำ โอเมก้า-3 สูง เนื้อสัตว์สีขาว เช่น ไก่ แต่ขอให้แน่ใจว่าเป็นไก่เลี้ยงตามธรรมชาติ ไร้ฮอร์โมนฉีดเร่งและสารปฏิชีวนะ (อย่าลืมลอกหนังออกทั้งปลาและไก่)

4.ในปาร์ตี้นั้นมีไข่

แต่ไข่ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี สมาคมโรคหัวใจอเมริกันแนะนำให้กินไข่วันละ 1 ฟอง ไข่ฟองนั้นต้องมาจากแม่ไก่อารมณ์ดี หรือจากฟาร์มออร์แกนิก

5.คาร์โบไฮเดรตจำเป็นไม่น้อย

จำเป็นสำหรับทุกวัย แต่ต้องรู้ว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (Glycemic Index) เช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์ คุกกี้ และแป้งขัดขาว ที่ถูกขัดสีวิตามิน ไฟเบอร์และเกลือแร่ออกไปเกือบหมดเกลี้ยง

6.มองหาแหล่งเกลือแร่

นม ชีส โยเกิร์ต ถือเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินชั้นดี ถั่วก็กินได้และเก๋ด้วย เพราะช่วยเพิ่มวิตามินสำคัญ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมทั้งผักผลไม้หลากสี ผักผลไม้เหล่านี้นี่เองที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ ช่วยให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน

7.ส่วนประกอบสำคัญคือน้ำ

น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ช่วยขับของเสียและพิษต่างๆ ช่วยรักษาอุณหภูมิ หล่อลื่นข้อต่อในร่างกาย และช่วยปกป้องเนื้อเยื่อที่บอบบาง น้ำจะช่วยให้คุณดำรงอยู่อย่างมีคุณภาพ ในงานปาร์ตี้ครั้งสำคัญครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ ขาดไม่ได้…น้ำ

8.ไม่เอาน่า…แอลกอฮอล์

ปฏิเสธให้เป็น ไม่คือไม่ อย่าให้ใครมาทำให้งานปาร์ตี้ของคุณต้องกร่อย เพราะแอลกอฮอล์ที่ไม่อยากดื่ม แอลกอฮอล์สำหรับวัยสูงอายุจะทำให้คุณเสียทั้งสุขภาพร่างกาย รวมทั้งอาจทำให้เสียใจในภายหลังกับภาพลักษณ์ส่งท้าย ที่อาจสำคัญมากที่สุดสำหรับคุณ

9.หลังปาร์ตี้ (ไม่) มีกำลัง

บางคนไม่รู้ตัวเลยว่า ได้กินอะไรเข้าไปบ้าง มีอาการปวดท้องในวันรุ่งขึ้น บางคนท้องเสีย บางคนไม่สบายเนื้อสบายตัว หลุดจากงานปาร์ตี้แล้วไร้พลังไปเสียเฉยๆ ขอแนะนำให้กินอาหารที่มีส่วนผสมของพืชที่มีคุณสมบัติแก้ปวดท้อง เช่น เฟนเนล (ลดอาการคลื่นไส้)

โยเกิร์ตธรรมชาติ เยียวยาความไม่สบายในกระเพาะอาหารได้ เพราะมีโพรไบโอติกเพิ่มแบคทีเรียชนิดดี กรณีท้องผูก ให้กินเชอร์รี่ ลูกเกด ลูกพรุน ซึ่งอุดมด้วยไฟเบอร์ ช่วยแก้ปัญหาชีวิตเรื่องนี้ ผู้ปั่นป่วนเพราะท้องไส้ จะท้องเสียก็ไม่ใช่จะอะไรก็ไม่เชิง ให้ดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์เข้าไปสยบกรดแก๊สและกรดไหลย้อน

ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สุขกับเฟอร์นิเจอร์โบราณในบ้านเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563318

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สุขกับเฟอร์นิเจอร์โบราณในบ้านเมดิเตอร์เรเนียน

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พาไปสัมผัสกับบ้านหลังสวยเพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ของ ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและประธานสายวิชาการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ที่ลงทุนปลูกบ้านเพื่อแทนบ้านเดิมที่มีอายุเก่าแก่ราว 40 ปีแล้ว ไม่เหมาะกับยุคสมัยและภูมิประเทศที่เปลี่ยนไป โดยใช้เวลาสร้างและตกแต่งเกือบ 3 ปี กว่าจะได้เป็นบ้านหลังสวย ดูภายนอกงดงามราวกับบ้านในเขตเมดิเตอร์เรเนียน เหมาะกับการใช้ชีวิตของนักวิชาการที่ชอบมีมุมส่วนตัวไว้พูดคุยกับเพื่อนรู้ใจ

ด้านหน้าที่การงาน ปัจจุบัน ดร.ศิริยุพาที่ดูแลทั้งเนื้อหาหลักสูตรวิชาการ ดูแลกิจการนิสิตที่มีการทำงานเป็นทีม เรียกว่า ดร.ศิริยุพา เป็นทั้งนักวิชาการที่เปิดความสัมผัสกับมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติมากขึ้น เพื่อรักษาความเป็นสากลของสถาบันศศินทร์ นอกจากนี้เธอยังสอนหนังสือ ทำงานวิจัย และยังเป็นคอลัมนิสต์

สำหรับในวันพักผ่อน ดร.ศิริยุพา เพิ่งออกไอเดียในการทำบ้านใหม่เกือบทั้งหลังเพื่อทดแทนบ้านหลังเก่าที่อยู่กับคุณแม่มานานกว่า 40 ปีแล้ว ให้ออกมามีทรงเมดิเตอร์เรเนียน ที่ปลูกบนที่ดินผืนเดิมของคุณยาย เป็นที่ผืนใหญ่เกือบ 1 ไร่ ซึ่งยกให้ลูกสาวได้อยู่กันเป็นครอบครัว

“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ดินกรุงเทพฯ เริ่มทรุดลงทุกปี เนื่องจากเขตยานนาวาเป็นที่ดินใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา บ้านดิฉันจึงน้ำท่วมทุกปีเราจึงทนความชื้นไม่ไหว 3 ปีที่แล้วเราจึงทุบบ้านหมดเลย แล้วถมดินให้สูงขึ้นมา 1 เมตรครึ่ง แล้วสร้างบ้านใหม่ ซึ่งคุณแม่วางคอนเซ็ปต์ว่า ต้นไม้ของฉันห้ามตาย ห้ามตัดต้นไม้ (หัวเราะ) จริงๆ คุณแม่ชอบบ้านที่ปลูกขึ้นใหม่เพราะแม่ชอบบ้านที่อยู่สบายๆ และดิฉันก็ไม่ชอบบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ต้องดูแลรักษามากมาย ไม่ต้องมีหลายๆ ห้อง ดิฉันมองว่าอายุก็มากแล้ว จะได้เดินมากน้อยแค่ไหน เราจึงมีความสุขที่มีบ้านเล็กๆ และมีพื้นที่ปลูกผักสวนครัว มีบ่อปลูกบัว ล้วนเป็นฝีมือคุณแม่ปลูก (หัวเราะ) แต่ดิฉันชอบดูเฉยๆ ติดจะบ่นแม่ว่า ปลูกอะไรมากมาย แต่แม่บอก เห็นลูกเก็บผักแม่กินอยู่นะ (ยิ้ม)”

บ้านหลังสวยลักษณะเป็นบ้านแฝด แบ่งเป็นฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ฝั่งซ้ายเป็นอาณาเขตของคุณแม่ ส่วนฝั่งขวาเป็นด้านของ ดร.ศิริยุพาบ้านทั้งหลังทาสีภายนอกในโทนสีน้ำเงินฟ้ารูปอาคารลักษณะภายนอกสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ปนๆ สเปน ฝรั่งเศสตอนใต้ และอิตาเลียน แฝงความวินเทจผสมอยู่นิดๆ

“เราไม่ชอบบ้านโมเดิร์นติดจะชอบเฟอร์นิเจอร์แนว Rustic ออกแนวดิบๆ เช่น ไม้ ปูน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ในบ้านดิฉันนำมาจากบ้านเก่า เช่น ในห้องทำงาน วิทยุโบราณก็เป็นของคุณพ่อ เราชอบอยู่บ้านที่อยู่สบายๆ เฟอร์นิเจอร์ไม่ต้องหรูหรา ยิ่งดิฉันชอบพบผู้คนที่เป็นเพื่อนสนิทเรา อย่างห้องกินข้าวถ้าเปิดไฟดีๆ จะเหมือนอยู่ในผับ ไอเดียตกแต่งเหมือนมุมที่เรานั่งในคลับสบายๆ ที่อังกฤษ นั่งคุยกับเพื่อนสนิทๆ ให้บรรยากาศดีมาก ด้วยภาพลักษณ์ดิฉันเป็นครูที่ต้องพบเจอกับนิสิตเยอะมาก อยู่นอกบ้านเราเป็นอีกแบบ ต้องเป็นต้นแบบที่ดี แต่นี่คือชีวิตอีกภาคหนึ่งของเรา ดิฉันมีเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เด็กคอนแวนต์ กลุ่มหมอ ดิฉันรู้สึกชอบคุยกันอย่างตรงไปตรงมากับเพื่อนสนิท”

ฟังก์ชั่นของบ้านได้รับการออกแบบตกแต่งโดยอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเก่ง กฤษณะ กิตติรัตนกาล ที่ออกแบบบ้านได้ถูกใจ เช่น เปิดประตูบ้านเข้ามาจะพบกับห้องรับแขก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก ที่ประยุกต์มาจากหีบโบราณของคุณยาย ที่ขนย้ายมาจากประเทศจีนเมื่อ 80-90 ปีก่อน ถัดไปด้านในเป็นห้องทำงาน ประตูเป็นบานสวิง ขยับมาห้องกลางเป็นห้องรับประทานอาหารและห้องครัว ด้านหลังห้องครัวมีประตูซ่อนเปิดไปถึงบ้านคุณแม่ได้ และมีห้องน้ำฝาผนังสวย ทาสีด้วยการใช้เทคนิคเฟรสโก้ ขึ้นไปด้านบนแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ ห้องแต่งตัวของเจ้าของบ้านและห้องนอนแขก ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดในการตกแต่งบ้าน

“ห้องรับแขกดิฉันชอบโทนสีของฝรั่งเศสตอนใต้-อิตาเลียน คือ สีเหลือง เขียวมะกอก น้ำเงิน ดิฉันเลือกสีเหลืองกับน้ำเงิน ส่วนตัวชอบเทคนิคสีเฟรสโก้ เช่น ที่เคาน์เตอร์ห้องครัวดิฉันไม่ชอบตู้ไม้ที่ทาสีเดี่ยวๆ จึงให้ช่างทาสีแบบสีเสี้ยน เคาน์เตอร์ก็เป็นปูนเปลือยซึ่งใครๆ มาเห็นห้องน้ำด้านหลังครัวก็ชม เพราะกระเบื้องห้องออกแนวตุรกี ฝาผนังห้องครัวและพื้นเป็นสีทาราคอตตาเหมือนสีอิฐมอญ ดิฉันชอบพื้นมากเพราะดูธรรมชาติ ไม่หรูหรา โคมไฟในห้องครัว ก็เป็นโคมสไตล์แขกนิดๆ หิ้วมาจากจตุจักร ออกลักษณะเงินๆ สีทองเหลือง หรือหัวก๊อกในห้องน้ำเป็นลายไก่ อ่างล้างมือเป็นอ่างหินครก”

ดร.ศิริยุพา ภูมิใจนำเสนอเฟอร์นิเจอร์โบราณที่มีคุณค่าทางใจ ด้วยส่วนใหญ่นำมาจากบ้านเก่า เช่น โต๊ะทำงานของคุณพ่ออายุราว 70 ปี ที่นำมาทำสีใหม่ ตู้หนังสือทั้งหมดในห้องทำงานนำมาจากบ้านเก่าและทำสีอีกนิดหน่อย ก็ดูลงตัวกับบ้านหลังใหม่

“ห้องกินข้าวเป็นโต๊ะไม้โอ๊ก ตกแต่งบนโต๊ะกินข้าวสไตล์ยุโรป ผ้าปูโต๊ะกับผ้าเช็ดปากเป็นของดอยตุง เพราะดิฉันชอบแนวผสมผสาน ซึ่งเข้ากันได้ ส่วนจานก็เป็นไทยๆ ถ้าขึ้นไปที่ชั้น 2 อินทีเรียร์ฯ แนะนำให้ทำราวเป็น Wrought Iron สไตล์อิตาเลียน คือ เป็นการดัดเหล็กสไตล์มีหนามีบาง ซึ่งสวยมาก ส่วนผ้าม่านแต่ละห้อง ดิฉันเป็นคนเลือก เช่น ผ้าที่ประดับผนังที่ห้องครัวเป็นลวดลายจีนโบราณผสมผสานกับจีนสมัยใหม่ของจิม ทอมป์สัน หรือผ้าม่านลายช้างสีเหลืองในห้องนอนแขกชั้นบนก็เลือกเอง มีความน่ารักโทนสีโดยรวม คือ สีน้ำตาล ซึ่งห้องแต่ละห้องของบ้านมีสีสันที่แตกต่างกันทั้งหมด”

ก่อนขึ้นชั้นสองที่พักช่วงกลางบันได เรารู้สึกสะดุดตากับเก้าอี้โบราณของจีน เรียกว่า กี๋ อายุนับ 100 ปี ก้าวขึ้นไปด้านบนอีกนิดพบหีบโบราณทำจากไม้กฤษณาห้องที่โดดเด่นด้านบนต้องยกให้ห้องนอน สวยงามในคอนเซ็ปต์เบาสบายเหมือนอยู่บนก้อนเมฆ ปุยนุ่น จึงใช้โทนสีฟ้าเฟรสโก้ ด้านข้างของหัวเตียง ได้ภาพมาประดับฝาผนัง เป็นภาพธรรมชาติดอกไม้เต้นระบำ ฝีมือถ่ายภาพของเพื่อนสนิท แอนเจลา ศรีสมวงศ์วัฒนา ส่วนภาพที่ติดประดับในห้องครัวด้านล่างเป็นภาพพิมพ์หินของ อ.ประหยัด พงศ์ดำ หมายเลข 1/10

ดร.ศิริยุพา เล่าถึงความสุขที่ได้อยู่ในบ้านที่เงียบสงบ การอยู่บ้านคือการได้นั่งปล่อยอารมณ์ ถ่ายภาพกับต้นไม้ภายในบ้าน เป็นบรรยากาศที่ไม่วุ่นวาย ถ้ามีแขกมาเยี่ยมเยือนที่บ้านก็มีความสุขกับการไปหาซื้อดอกไม้จากปากคลองตลาด แล้วมาจัดแจกันประดับตามมุมต่างๆ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ ดร.ศิริยุพา ชื่นชอบมากๆ

ภราไดย ธีระธาดา กับคอลเลกชั่นนาฬิกาสุดคลาสสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563215

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 19:05 น.

ภราไดย ธีระธาดา กับคอลเลกชั่นนาฬิกาสุดคลาสสิก

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ภราไดย ธีระธาดา หรือดุ๊ค ในวัย 45 ปี อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารทีเอ็มบี (TMB) ผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวคิด Make the Difference ของทีเอ็มบีในยุคหนึ่ง ปัจจุบันภราไดยเป็นไลฟ์โค้ชตัวกลั่น ขับเคี่ยวความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานให้กับทุกคนที่ต้องการ หากในยามว่างคือช่วงเวลาที่ได้ชื่นชมกับนาฬิกามากมายที่ตัวเขาได้สะสมไว้

เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบในงานศิลปะ ชื่นชอบในงานดีไซน์ โดยเฉพาะนาฬิกา เครื่องบอกเวลาที่แสนวิจิตร ผลลัพธ์อันลงตัวของงานดีไซน์ ศิลปะ และกลไกการทำงานของฟันเฟืองแสนมหัศจรรย์ วันนี้ได้รับโอกาสให้ร่วมชื่นชมคอลเลกชั่นสุดหวง

ภราไดยกล่าวว่า เป็นโชคดีที่ความชอบของเขาอยู่ถูกที่และถูกจังหวะ นั่นคือนาฬิกาหลายเรือนที่มีโอกาสได้ซื้อหาไว้ อันดับแรกที่อย่างกล่าวถึง คือ Jaeger le coulter นาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียง บริษัทจัดทำชิ้นส่วนนาฬิกาขนาดเล็กในยุคเริ่มแรกปี 1833 ปัจจุบันนี่คือผู้ผลิตนาฬิกาที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

“นี่คือผู้ผลิตที่ต้องการทำนาฬิกาที่ดีที่สุด คุณภาพยอดเยี่ยมที่สุด และได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตที่มุ่งมั่นในทุกขั้นตอนกระบวนการ ซึ่งล้วนเป็นงานฝีมือที่ใส่ใจรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางระบบฟันเฟืองกลไกต่างๆ โดยเฉพาะเอกลักษณ์การผลิต ที่ไม่เคยตีกรอบให้กับนาฬิกาแต่ละรุ่นของตัวเอง”

Jaeger le coulter ทุกรุ่นมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง และเป็นทุกรุ่นที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก และสำหรับรุ่นพิเศษหนึ่งเดียวของชาวไทย ที่ในขณะนั้นเตรียมจะผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่กำลังจะเวียนมาถึงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 หากเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน คณะผู้จัดทำจึงไม่มีโอกาสได้ประกาศความยิ่งใหญ่ของนาฬิกาเรือนดังกล่าว

ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ นาฬิกาจะถูกผลิตขึ้นจำกัดจำนวน 39 เรือน ประกาศประมูลและจัดจำหน่ายเพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หากเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้แก่ประชาชนชาวไทยพสกนิกรทั้งประเทศ แผนการประกาศและจัดจำหน่ายนาฬิการุ่นพิเศษที่จัดทำขึ้น จึงเป็นอันต้องยกเลิกในวันเดียวกันนั้นเลย

“คงไม่สามารถจะตอบได้ว่า Jaeger le coulter ที่ผมได้มีโอกาสครอบครองอยู่ ณ ขณะนี้ มีมูลค่าเท่าไร”

สำหรับนาฬิกาเรือนที่รักที่สุด ภราไดยกล่าวตอบว่า ไม่มี แต่ละเรือนมีความเป็นพิเศษในตัวเอง ที่ทำให้ไม่รักไม่ได้(ฮา) ไม่รักก็ชอบ ไม่ชอบก็รักมาก แต่พิเศษสองเรือนที่จะกล่าวถึงต่อไป นั่นคือนาฬิกาที่ Gerald genta นักสร้างนาฬิกาผู้มีชื่อเสียงชาวสวิสได้ออกแบบไว้

“Gerald genta เขาคือผู้ที่ทำให้นาฬิกาที่สร้างขึ้น มีเรื่องราวที่แตกต่างออกไป สำหรับผมแล้ว นี่คือนาฬิกาที่เป็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์”

นั่นคือที่มาของนาฬิกาสุดหรูที่ผลิตขึ้นจากสตีลหรือเหล็ก โดยได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาเหล็กเรือนแรกของโลก ภราไดยเล่าว่า เห็นเป็นนาฬิกาเหล็กอย่างนี้ ทว่าขายในราคาเดียวกันกับนาฬิกาที่ผลิตขึ้นจากทองคำ ผู้คนทราบข่าวเป็นครั้งแรกก็ฮือฮากัน นาฬิกาเหล็กจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ที่สุดก็เป็นไปได้ เพราะ Gerald genta ผู้ออกแบบนาฬิกาผู้ลือลั่นผู้นี้

“นี่คือล็อตแรกของนาฬิกาเหล็กที่ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก โดยเป็น เอ ซีรีส์ ปัจจุบันมูลค่าของพวกมัน สูงกว่านาฬิกาที่ผลิตจากทองคำ”

สำหรับคอลเลกชั่นของภราไดย นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “คู่แฝด” Audemars Piguet “Royal Oak A-Series” และ Patek Philippe “Nautilus 3700/1 A-Series” เรือนแรกแฝดพี่ มูลค่าปัจจุบัน 2 ล้านบาท ส่วนแฝดน้องมูลค่าปัจจุบันประมาณ 3 ล้านบาท

นาฬิกาเหล็กนั้น การผลิตนั้นต้องถือว่ายากกว่ายาก เนื่องจากแร่เหล็กมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัว เปรียบเทียบกับแร่ทองคำ ซึ่งอ่อนและง่ายต่อการใช้ผลิตนาฬิกามากกว่า มูลค่านาฬิกาโดยนัยนี้ จึงหมายรวมถึงความทรงคุณค่าในแง่ของการผลิตด้วย

สำหรับ Audemars Piguet นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ผลิตเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1875 โดยผลงานสร้างชื่อก็คือ Royal Oak Collection ปัจจุบัน Audemars Piguet ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังดำเนินกิจการอยู่โดยครอบครัวผู้ก่อตั้ง

ทั้งนี้ รุ่นที่ได้รับความนิยม Royal Oak Collection รุ่นแรกที่เป็นต้นกำเนิดล้วนออกแบบโดย Gerald genta รวมทั้งรุ่น Nautilus นี้ ภราไดยกล่าวว่า ผลิตขึ้นแบบจำกัดจำนวนในปี 2550 โดยมีจำนวนทั้งหมด 50 เรือน เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาส 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง

ด้าน Patek Philippe ซึ่งให้ภาพความหรูหราและที่สุดของความยอดเยี่ยม ภราไดยเล่าว่า นี่คือนาฬิกาที่ให้แรงบันดาลใจอย่างดีสำหรับคนที่ต้องการสร้างหรือผลิตในสิ่งที่ดีที่สุด อีกหนึ่งผู้ผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ ก่อตั้งในปี 1839 ที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่มุ่งเน้นในคุณภาพของนาฬิกาที่ไม่จำเป็นต้องทำเป็นนาฬิกาแฟชั่น คุณภาพที่สูงทำให้ราคาสูงตาม และแน่นอนว่าให้ความรู้สึกแก่ผู้สวมใส่ที่ยอดเยี่ยมเสมอ

“รุ่นที่ได้รับความนิยมมีมากมาย โดยเฉพาะ Nautilus ที่มีจุดเด่นที่ตัวเรือนขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุสตีลหรือเหล็ก ทั้งตัวเรือนและสาย มีความสวยงามเป็นเอก และมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในหลายด้าน รวมทั้งกันน้ำได้ลึกไม่ต่ำกว่า 120 เมตร” ภราไดยเล่า

คอลเลกชั่นสุดหวงยังมีนาฬิกาทรงคุณค่าที่สะสมไว้อีกจำนวนมาก หากเจ้าตัวไม่อยากเปิดเผยมากนัก การสะสมนาฬิกาสำหรับเขาแล้ว ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นความชอบและความนิยมส่วนตัว ทั้งมิได้มุ่งเน้นที่ราคา แต่มุ่งที่ความสวยงามทางศิลปะ ดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ถูกใจ

“นาฬิกาทั้งหมดของผม ไม่เคยคิดขาย ไม่เคยคิดที่จะซื้อเพื่อลงทุน แต่ซื้อเก็บด้วยความชอบส่วนตัวอย่างแท้จริง”

ภราไดยกล่าวว่า เขาสะสมนาฬิกามาตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงปัจจุบันอายุ 45 ปีแล้ว หรือใช้เวลากว่า 30 ปีในการสะสมนาฬิกาทั้งหมด ถึงทุกวันนี้นาฬิกาทั้งหมดมีกี่เรือนไม่เคยนับจำนวน (3 บ็อกซ์ใหญ่) โดยส่วนตัวชอบนาฬิกาเก่า ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาสวิสและญี่ปุ่น 2 แหล่งผลิตที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนาฬิกาที่ดีที่สุดในโลก