แอล แฟชั่นวีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018 วันที่ 4 ยังคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563229

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

แอล แฟชั่นวีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018 วันที่ 4 ยังคึกคัก

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เดินทางมาถึงวันที่ 4 แล้วสำหรับ “ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018” ครั้งที่ 20 แฟชั่นวีกแห่งปีที่ทุกคนรอคอย ความพิเศษของโชว์ในวันนี้เป็นการรวมพลของดีไซเนอร์ชื่อดังและคลื่นลูกใหม่ รวมถึงหนึ่งโชว์ของน้องใหม่ Fresh Faces จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแต่ละโชว์ล้วนสร้างความประทับใจให้แฟชั่นนิสต้าที่ตบเท้ามาร่วมงานอย่างคึกคัก แน่นลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Nicha

เปิดโชว์วันนี้ด้วยแบรนด์ณิชชา (Nicha) หนึ่งในแบรนด์น้องใหม่ที่ร่วมโชว์เป็นครั้งแรก นำเสนอคอลเล็กชั่น Dark Wonder นำเสนอแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ความงดงามของเหล่าสรรพสัตว์ในป่ายามค่ำคืน ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าดีไซน์โมเดิร์นซึ่งมีซิลเอตและเส้นสายลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเผยเสน่ห์ให้กับหญิงสาวผู้ที่มีความมั่นใจและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีความโดดเด่น ไฮไลต์ของโชว์คือฟินาเล่จากอัญชลี จงคดีกิจ ที่มาสร้างสีสันเรียกเสียงฮือฮาให้กับเหล่าแฟนคลับแบรนด์ ท่ามกลางบรรยากาศของรันเวย์ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ

Fresh Faces

ต่อด้วยโชว์ที่หลายคนตั้งตารอ กับผลงานของดีไซเนอร์เลือดใหม่ของวงการแฟชั่นไทย โดยในปี นี้ 4 แบรนด์ที่เป็น Fresh Faces เริ่มจาก ทาการะ วอง (Takara Wong) ซึ่งประเดิมคอลเลกชั่นผู้หญิงเป็นครั้งแรกด้วยการนำแรงบันดาลใจจากการก่อจลาจลกลางเมืองที่เวเนซุเอลาถ่ายทอดสู่คอลเลกชั่นที่มีกลิ่นอายความเป็นพังก์ที่เป็นเอกลักษณ์ ถัดมาที่ อดิ ซี (ADI C) คอลเลกชั่นผู้ชายหนึ่งเดียวใน Fresh Faces กับผลงาน “Unsub” ที่นำคาแรกเตอร์ของผู้ร้าย ส่งผ่านลายพิมพ์บนเสื้อผ้า รวมไปถึงลายขีด ขูด วาดลายบนผนังของคุก

ส่วนอาร์ไคฟ์โอ ทู ซิกซ์ (Archive026) แบรนด์น้องใหม่สุดในบรรดา 4 แบรนด์ นำเสนออีกด้านหนึ่งของคาแรกเตอร์ อลิซ จากนวนิยาย Alice’s Adventures in Wonderland ผ่านซิลูเอตชวนน่าสนใจเพิ่มลูกเล่นด้วยดีเทลวัสดุต่างๆ อาทิ การอัดพลีต งานปักเลื่อมและหนัง ปิดท้ายด้วย วิณ ภทรฤน (Vinn Patararin) กับคอลเลกชั่น “Illusionist” ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากจุดและลายเส้นที่มาผสมผสานกันอย่างลงตัวผ่านเทคนิคสุดละเอียดอ่อนหลากหลายเทคนิค

Vatanika

ตื่นตากันต่อกับแบรนด์วทานิกา (Vatanika) เนรมิตโชว์ให้อลังการสมการรอคอย ในคอลเลกชั่นนี้ดีไซเนอร์สุดแซ่บ แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ยังคงรักษาเอกลักษณ์และดีเอ็นเอของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน แม้จะไม่เซ็กซี่แบบวาบหวิวแต่นางแบบทุกคนบนรันเวย์ก็ส่งแอตติจูดความเย้ายวนออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ การผสมผสานคาแรกเตอร์ที่ต่างกันสุดขั้วระหว่าง ความไร้เดียงสากับความเย้ายวน ไฮไลต์ของโชว์ไม่ได้มีเพียงการเดินแบบ แต่ยังได้ซูเปอร์โมเดลสาว ซินดี้-สิรินยา บิชอพ มาร่วมเล่นละครเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะสร้างความฮือฮาส่งท้ายด้วยชายหนุ่มที่วิ่งเปลื้องผ้าออกมา

Mesh Museum

ปิดท้ายค่ำคืนที่ 4 กับโชว์ที่ชวนตราตรึงจาก เมช มิวเซียม (Mesh Museum) ในคอลเลกชั่นชุดแต่งงานสตรี “Hitchcock Heroine” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock ผู้กำกับหนังชื่อดังชาวอังกฤษที่ดีไซเนอร์คนเก่งหยิบคาแรกเตอร์ของนางเอกในภาพยนตร์แต่ละเรื่องมาถ่ายทอดให้เห็นถึงความเป็นเจ้าสาวของแต่ละคน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถึงความยูนีกและไม่ธรรมดาของชุดเจ้าสาวในแต่ละแบบ โดยเฉพาะลุคฟินาเล่ที่ได้นักแสดงสาว ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ มาถ่ายทอด เรียกได้ว่าทุกรายละเอียดในแต่ละชุดถูกคิดและรังสรรค์ออกมาอย่างประณีต เป็นโชว์ส่งท้ายที่งดงามและประทับใจไม่รู้ลืม

จากเชฟสู่นักปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563213

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

จากเชฟสู่นักปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริง

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ indycat

จากเชฟที่รักการทำอาหาร หันมาสนใจปักผ้า ก่อนจะลองรับปัก “เล่นๆ” จนเดี๋ยวนี้เป็นจ๊อบที่รายได้ “ไม่ใช่เล่นๆ” ใครจะไปนึกว่าการปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริงได้เติมใจแบบเต็มๆ ให้กับคนรักสัตว์มากแค่ไหน เอาเป็นว่า คิวปักของนักปักผ้าอิสระรายนี้ ยาวเหยียดไปถึงปลายปีหน้าแล้วก็แล้วกัน

ชื่นนิจ พนมวัน ณ อยุธยา วัย 46 ปี จบคณะบริหารธุรกิจทัวร์และภัตตาคาร วิทยาลัยดุสิตธานี เครือโรงแรมดุสิตธานี ก่อนเป็นเชฟที่โรงแรมปริ๊นเซสและโรงแรมในเครือดุสิตธานีอีกหลายแห่ง รวมทั้งออกมาเป็นเชฟอาหารฝรั่งเศสที่ห้องอาหารย่านเพลินจิต สุดท้ายเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ที่โรงแรมในเครือแคนทารี ระยอง

เป็นเชฟฝีมือดี ระหว่างนี้ได้ศึกษาเรียนรู้ไปด้วย เกี่ยวกับศิลปะการปักผ้าควิลท์ (Quilt) จากครูชาวญี่ปุ่น เธอสนุกกับการต่อผ้าควิลท์ และคิดว่านี่แหละ “เกือบใช่” ตัวเราแล้ว ทว่าวันหนึ่งพี่สาวซึ่งปักผ้าเป็นงานอดิเรกเช่นกัน ได้ชักชวนกันไปปักแมว 7 ตัว!

“ได้ไปช่วยพี่สาวปักงานผ้าอยู่บ้าง จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อวันหนึ่ง มีเพื่อนพี่สาวขอให้ช่วยปักแมวจำนวน 7 ตัวของเธอลงบนเสื้อ”

จะเป็นโชคหรือแรงบันดาลอย่างไร ในระหว่างนั้นชื่นนิจได้มีโอกาสเห็นงานของนักปักผ้ารูปสัตว์แบบเสมือนจริงชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงมาก Emillie Ferris จาก Emillie Ferris Embroidery@emillieferrisembroidery

“เอมิลี เฟอริส สตรีชาวอังกฤษผู้นี้ เป็นแรงบันดาลใจ เธอปักสุนัขเป็นสุนัข ปักแมวเป็นแมว ลายปักมีชีวิตในแบบที่เรียกว่า เรียลลิสติก เพ็ต พอตเทรต ก็เลยลองทำตาม”

ชื่นนิจชอบแมว เก็บแมวมาเลี้ยงเสมอ แมว 7 ตัวแรกของชื่นนิจปักออกมาแล้ว สร้างความฮือฮาแก่ผู้คน แม้กระทั่งกับพี่สาวที่ยอมรับว่า นึกว่าจะปักออกมาลายการ์ตูน ไม่ใช่ลายเสมือนจริงแบบนี้

“ทำครบ 7 ตัว 7 หน้า ไม่ใช่ลายการ์ตูน แต่ปักเหมือน จากนั้นก็สั่งปักตามกันปากต่อปาก ลูกค้าที่อยู่ไกลที่สุดเป็นชาวสิงคโปร์ ส่งมาให้ปักคราวละ 5-6 ตัว”

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 2-3 ปีแล้ว งานปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริงสร้างชื่อและกลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ของชื่นนิจ งานส่วนใหญ่ปักแมว สุนัข เสือ นก สัตว์ มากที่สุดคือสุนัข โดยเฉพาะสุนัขที่เสียชีวิต หากเจ้าของยังห่วงหาอาลัย ปักรูปจากภาพถ่ายเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ มีทั้งแบบปักบนเสื้อผ้าหรือปักสะดึงไว้สำหรับแขวนโชว์ (Wall Hanging)

ชื่นนิจกล่าวว่า อินดี้แคต (Indycat) คือตัวเธอเอง ซึ่งนิสัยเหมือนแมว ชอบอิสระ ไม่ชอบกรอบ ไม่ชอบทฤษฎี ตัดสินใจที่จะไปจุดไหนก็จะไปจุดนั้นโดยไม่นับหนึ่งสองสามตามขั้นตอน แต่ไปถึงก็แล้วกัน (ฮา) เอาเป็นว่าชื่อแบรนด์บอกเล่าตัวเองและฝีปักไหมที่มีอารมณ์ มีความเป็นตัวของตัวเอง ดื้อ

สนนราคาค่าปัก ขนสั้น 2,000 บาท ขนยาว 3,000 บาทต่อขนาดผ้า 8 X 8 เซนติเมตร ราคานี้รวมอุปกรณ์ทั้งหมด ได้แก่ ผ้า ไหม และอื่นๆ ลูกค้าส่งเพียงรูปสัตว์ที่ต้องการมาทางไลน์ ขอแบบแสงธรรมชาติ ไม่เบลอ เลือกรูปที่ชอบมากที่สุดมาด้วย

“ขอแบบเห็นแววตาชัด ๆ เน้นที่แววตา อารมณ์ หมาและแมวแต่ละตัวไม่เหมือนกันนะ คนปักต้องดูให้ขาด ตาตก ตาเหวี่ยง ต้องทำให้เหมือน ขณะที่การเทียบสีขนจริงของสัตว์กับสีของไหม ก็ต้องทำอย่างพินิจพิเคราะห์”

งานแต่ละชิ้นใช้เวลา 3-4 วันเสร็จ คิวปักล่าสุด คิวสุดท้ายอยู่ที่เดือน ต.ค. 2562 ใครสนใจปักลายสัตว์เสมือนจริง หรือใครอยากเรียน เข้าไปดูที่ไอจี/เพจชื่อเดียวกัน Indy_Cat Embroidery Art ไลน์ไอดี Indy8787 โทร. 08-2212-8787

‘รันเวย์’ สะพานเชื่อมบาติกสู่ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563219

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 17:05 น.

‘รันเวย์’ สะพานเชื่อมบาติกสู่ชายแดนใต้

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ลวดลายและสีสันสะดุดตาของผ้าบาติก สะกดทุกสายตาไว้บนรันเวย์ แอล แฟชั่น วีก 2018 ซึ่งเบื้องหลังการออกแบบไม่ได้มีเพียงไอเดียและเทคนิค แต่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ผลิตผ้า 4 จังหวัดชายแดนใต้และดีไซเนอร์ชื่อดังของไทย สร้างสรรค์เป็นผลงานที่มีความร่วมสมัยแต่ยังคงอัตลักษณ์ไว้อย่างงดงาม

แฟชั่นโชว์ชุด Contemporary Southern Batik by OCAC เป็นการแสดงผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายจากโครงการ “ผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้” ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ผลิตผ้า 24 กลุ่ม จาก 4 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา กับนักออกแบบเครื่องแต่งกาย 3 คน คือ ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ แบรนด์ Sarunrat Panchiracharoen by Everyday Karmakarmet ธีระ ฉันทสวัสดิ์ แบรนด์ T-RA และวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข แบรนด์ Wisharawish จนเกิดเป็นผลงานลวดลายผ้าและการจับคู่สีใหม่รวม 24 ลาย ซึ่งเผยโฉมครั้งแรกในงาน แอล แฟชั่น วีก เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข (คนที่ 3 จากซ้าย)

นอกจากแฟชั่นโชว์ โครงการดังกล่าวยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์ 3 คน คือ ศรัณย์ เย็นปัญญา แบรนด์ 56 Studio ธันย์ชนก ยาวิลาศ และปัญจพล กุลปภังกร แบรนด์ This Means That และหิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับผ้าบาติกในรูปแบบของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในนักออกแบบที่ลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ที่มีความหลงใหลในงานฝีมือและงานหัตถกรรม โดยเขาสามารถนำความประณีตของความเป็นท้องถิ่นมาตีความในมิติใหม่ให้มีความเป็นสากล จนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่ทำให้แบรนด์ Wisharawish ประสบความสำเร็จ

เขากล่าวถึงการทำงานครั้งนี้ว่า นักออกแบบได้ลงพื้นที่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อไปพบปะพูดคุยและแชร์ไอเดียกับกลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติก จากนั้นครั้งที่สองได้ลงพื้นที่เพื่อผลิตลวดลายใหม่ในชุมชน ซึ่งการเข้าถึงถิ่นทำให้นักออกแบบเห็นรายละเอียดที่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบลวดลาย และได้รับแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่าซึ่งสามารถใส่เข้าไปในผลงาน

“ลวดลายทั้ง 24 เป็นลายใหม่ที่ดึงคาแรกเตอร์ของลายดั้งเดิมมาปรับประยุกต์ เปลี่ยนวัสดุ ปรับสี หรือปรับองค์ประกอบของลวดลายต่างๆ เพราะหากเราสร้างลวดลายใหม่ขึ้นมาเลย จะทำให้เอกลักษณ์เดิมและความถนัดในท้องถิ่นถูกโยนทิ้งไป เราจึงพยายามนำของเดิมมาผสมกับของใหม่เพื่อคงความเป็นท้องถิ่นนั้นๆ ไว้ และยังเป็นการรักษากลุ่มลูกค้าเดิมของชุมชนนั้นไว้ด้วย”

เมื่อนักออกแบบเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ผลิตผ้าบาติกท้องถิ่น เป้าหมายสูงสุดคือไม่ได้ทำเพื่อสร้างผลงานสำหรับแฟชั่นโชว์ แต่เพื่อพัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้มีความร่วมสมัยและขายได้ เพื่อผู้ผลิตสามารถนำไปผลิตซ้ำและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง

“การทำให้ผ้าบาติกซึ่งมีความท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าไฮแฟชั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับนักออกแบบ เพราะผ้าบาติกมีความเรียบง่าย ใช้วัสดุที่ราคาไม่แพงมาก และเป็นผ้าที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน นักออกแบบจึงต้องพยายามเพิ่มมูลค่าให้โดยใช้การออกแบบเข้าช่วย เช่น นำเทคนิคซิลค์สกรีนเพิ่มเข้าไปให้มีความพิเศษมากขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใครๆ ก็ทำได้ และไม่แพงจนเกินไป ผู้ประกอบการจึงสามารถนำไปผลิตได้เอง

นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันยังทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเห็นตลาดที่มีความสากล ซึ่งทำให้เขาเห็นโอกาสทางธุรกิจเพื่อกลับไปพัฒนาและต่อยอดสินค้าของตัวเอง ในขณะเดียวกันสำหรับนักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นความสวยงามของผ้าบาติก และอาจเป็นการจุดประกายให้อยากมาเที่ยวชายแดนใต้ และเปลี่ยนภาพจำใหม่ให้มีแต่ความสวยงาม”

เจ้าของแบรนด์ Wisharawish ยังกล่าวด้วยว่า ผ้าบาติกมีความโดดเด่นตรงที่เหมาะกับการสวมใส่ในประเทศไทย และยังเป็นผ้าที่มีความสนุกสนานสะท้อนถึงสีสันของธรรมชาติ ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นผ่านผืนผ้า

ด้าน รอวียะ หะยียามา ผู้ก่อตั้งร้านบาติก เดอ นารา และหนึ่งในผู้ประกอบการ จ.ปัตตานี ที่ทำงานร่วมกับนักออกแบบในโครงการ กล่าวว่า ผ้าบาติกในยุคแรกคนส่วนใหญ่จะนึกถึงผ้านุ่งและโสร่ง แต่พอมายุคหลังๆ เริ่มมีการออกแบบลวดลายให้ร่วมสมัย แต่ยังคงใช้วิธีการวาดลวดลายเทียนด้วยจันติ้ง หรือประทับลายที่มีความซับซ้อน และลงสีด้วยมืออยู่เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานทำแทนไม่ได้

“เรื่องราวของแฟชั่นมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่แทบจะไม่มีการคิดลายใหม่ จะเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอย่างแบรนด์บาติก เดอ นารา เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่มีการปรับสีผ้าบาติกให้อ่อนลง จากสีสันฉูดฉาดให้เป็นโทนพาสเทลและเอิร์ทโทน และออกแบบให้เป็นผ้าพันคอกับผ้าคลุมไหล่เพื่อขายให้ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ หลังจากนั้นเราได้มีการออกแบบเพื่อตอบโจทย์คนปัตตานีเอง โดยได้เปลี่ยนจากผ้าไหมมาใช้ผ้าเรยอน (ไหมสังเคราะห์) เพื่อลดต้นทุน และขายเป็นผ้าชิ้นตัดเสื้อ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดี คนปัตตานีรวมไปถึงนักท่องเที่ยวก็ซื้อผ้าบาติกไปตัดเสื้อมากขึ้น”

รอวียะ เคยเข้าร่วมโครงการผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ของ สศร. เมื่อปี 2558 ซึ่งครั้งนั้นเธอได้ทำงานกับนักออกแบบคิดลวดลายผ้าดอกดาหลาที่ประยุกต์จากลายดั้งเดิม จนกลายเป็นลายยอดนิยมซึ่งเธอผลิตขายมาถึงปัจจุบัน

สานต่อมาถึงปีนี้ เธอและนักออกแบบได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 2 ลายใหม่ คือ ลายใบไม้ผสมลายนก เป็นโทนสีเขียวมินต์ ฟ้า และครีม และลายคลื่นทะเล โทนเนวีบลู ซึ่งเป็นเทรนด์สีที่กำลังมาแรงของปี โดยทั้งสองลายนี้เธอจะนำไปใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์คอลเลกชั่นใหม่ปลายปีนี้ด้วย

“การทำงานกับดีไซเนอร์ทำให้เราได้เห็นว่า บางสิ่งที่เรามีอยู่และอาจมองข้ามไปกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และยังเข้ามาช่วยในเรื่องของการออกแบบลวดลาย สีสัน และการเลือกใช้วัตถุดิบ โดยนำสิ่งที่เราถนัดมาปรับให้ตรงกับความนิยม เช่น เราถนัดในเรื่องของงานเส้นสาย ดีไซเนอร์ก็จะนำเทรนด์มาจับให้มันมีความโมเดิร์นและตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เขาจึงไม่ได้เข้ามาเปลี่ยน แต่มาปรับให้ร่วมสมัย ที่สำคัญคือผู้ประกอบการแต่ละคนสามารถนำลายผ้าบาติกที่คิดร่วมกันไปต่อยอดในสินค้าของตัวเองได้”

แบรนด์บาติก เดอ นารา ก่อตั้งมานานกว่า 20 ปี เธอเผยว่า ในช่วง 10 ปีแรกเธอทำเพื่อเป็นอาชีพและมีรายได้ โดยนำสินค้าหัตถกรรมในปัตตานีออกไปจำหน่ายในร้านขายของที่ระลึกตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ แต่เมื่อได้ทำงานกับนักออกแบบทำให้เธอมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป คือเริ่มสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ และเริ่มคิดถึงเทรนด์แฟชั่น ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นจากกลุ่มลูกค้า และเมื่อสินค้ามีเรื่องเล่าทำให้ผ้ามีคุณค่านำไปสู่การเพิ่มมูลค่ามากขึ้น

“เมื่อมีกระบวนการคิดเข้ามาในการออกแบบผ้า ทำให้ผ้าผืนนั้นมีเรื่องราว ไม่ใช่แค่วาดแล้วป้ายสีลงไปได้เลย แต่กว่าจะได้ผ้าผืนหนึ่งต้องผ่านการคิดวิเคราะห์และทดลองมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เรียนดีไซน์มาเริ่มคิดตามและทำตาม และกลายเป็นเรื่องสนุกมากกว่าแค่ทำธุรกิจ”

เมื่อถามว่าผ้าบาติกมีโอกาสสูญหายไปจากภาคใต้หรือไม่ รอวียะ กล่าวว่า ปัจจุบันในภาคใต้มีคนทำผ้าบาติกมากขึ้นก็ไม่ใช่ มีน้อยลงก็ไม่เชิง แต่เป็นงานที่โตช้า เนื่องจากเป็นงานหัตถกรรมที่คนขายต้องอดทนเพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น แรงงานมีฝีมือที่หายากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงสภาพดินฟ้าอากาศทางภาคใต้ที่มีฝนมาก เป็นอุปสรรคต่อการผลิตผ้าบาติก ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการหลายกลุ่มที่ทำผ้าบาติก แต่การยืนระยะให้นานไม่ใช่เรื่องง่าย

นอกจากนี้ เธอยังมีแนวคิดที่จะต่อยอดผ้าบาติกให้เข้าถึงทุกคน โดยจะผลิตแพ็กเกจทำบาติกแบบดีไอวายส่งขายไปทั่วประเทศ เพื่อเป็นการต่อยอดสินค้าและสืบสานภูมิปัญญาของชาวแดนใต้ให้อยู่ต่อไป

ด้าน ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากการพัฒนาลายผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้นี้ สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 25 ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มมากกว่า 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังขยายตลาดผ้าไทยออกสู่กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวันมากขึ้น ส่วน สศร.ยังกำหนดเป้าหมายปี 2562 จะเชิญนักออกแบบต่างชาติมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลวดลายผ้าและเครื่องแต่งกาย รวมถึงจะร่วมงานกับกลุ่มอาเซียนมากขึ้น

โครงการผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ จึงถือเป็นโมเดลในการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบกับกลุ่มผู้ผลิตท้องถิ่น โดยใช้แก่นของวัฒนธรรมมาพัฒนาลายผ้าไทยให้ร่วมสมัย แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะประสบผลสำเร็จได้ยังต้องการการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น รวมถึงการส่งเสริมในตลาดระดับนานาชาติ ซึ่ง สศร.จะทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อนำเสนอผลงานในระดับสากล และสร้างการรับรู้ถึงความร่วมสมัยในผ้าไทยให้มากยิ่งขึ้น

สูตรลับความสุขสไตล์ ตั๊ก มยุรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563106

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 21:00 น.

สูตรลับความสุขสไตล์ ตั๊ก มยุรา

เรื่อง พุสดี

ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างวัยเกษียณที่ดูแลสุขภาพกายและใจได้ดีจนวัยรุ่นยังต้องยอมยกนิ้วให้ สำหรับ ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา นักแสดง-พิธีกรชื่อดัง เพราะฉะนั้นในโอกาสที่มาร่วมงานเปิดตัว “สถาบันจิณณ์ เวลเนส และ โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา” โดย จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เธอจึงไม่พลาดใช้โอกาสนี้แบ่งปันเคล็ดลับการเตรียมตัว และดูแลตัวเองที่ทำให้วัยเกษียณไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

“เราอยู่ในวัยที่สังคมอาจจะบอกว่าเป็นวัยเกษียณแล้วก็ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าเราไม่เคยคิดว่าตัวเองเกษียณเลย เพราะเราไม่เคยนำเรื่องของอายุที่เพิ่มขึ้นมาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต สมัยก่อนเวลานึกถึงคนอายุ 40-50 ปี เราจะคิดว่าเขาแก่มาก แต่พอมาถึงวันนี้ เราลืมอายุไปเลย รู้แต่ว่าตัวเองมีความสุข ยังคงสนุกกับการทำงานในวงการ ทั้งบทบาทพิธีกรและนักแสดง ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจส่วนตัวอย่างจริงจัง สนุกกับการทำหน้าที่ภรรยา ทำหน้าที่แม่ในทุกๆ วันอย่างไม่มีเบื่อ”

หนึ่งในภาพที่หลายคนคุ้นตา คือ ทุกวันนี้พิธีกรคนเก่ง ยังเดินทางไปเที่ยว ทำบุญ ออกกำลังกายด้วยการเข้ายิม จ๊อกกิ้ง โยคะและเล่นกอล์ฟเป็นประจำ ไปกินข้าวร่วมกับเพื่อนๆ ของลูกได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการมีทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิตล้วนๆ เพราะตั๊กเชื่อว่าทัศนคติคือจุดเริ่มต้นของทิศทางในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง พอเรามีทัศนคติที่ดี เราก็จะดูแลตัวเองดีเป็นอัตโนมัติ เพราะเรารู้ว่าอะไรมีความสำคัญในชีวิตเรา เมื่อดูแลร่างกายดีแล้ว สุขภาพใจก็ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เราเป็นคนตัดอารมณ์เร็ว ทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบใจเรา และไม่ปล่อยให้ค้างคาในใจข้ามวัน ทั้งหมดนี้จึงทำให้เรายังสนุกกับชีวิตในทุกๆ วัน โดยไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่ในวัยที่สังคมมองว่าเกษียณแล้วก็ตาม

“อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่อยากบอกทุกคนคือการใช้ชีวิตด้วยการเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรออายุเยอะ เราเตรียมตัวมาตั้งแต่อายุ 20 ปี พอเริ่มเข้าวงการก็ออกกำลังกาย ดูแลความงาม รวมถึงอาหารที่แม้จะกินทุกอย่าง แต่จะกินไม่มากและคุมปริมาณ เราคิดเสมอว่าเราต้อง ‘กตัญญูสังขาร’ ของตัวเอง เพราะเราต้องใช้งานเขาตลอดชีวิต พอเราดูแลตัวเองดี ทำให้สามารถยืนถ่ายรายการบนส้นสูงนานหลายชั่วโมงได้นานเป็นสิบๆ ปี หรือแม้แต่ตอนที่ไม่สบายหนัก เราก็ผ่านมาได้ด้วยส่วนหนึ่งจากการที่เราเตรียมตัวออกกำลังกายมาอย่างดี ร่างกายจึงฟื้นฟูเร็วและไม่บอบช้ำอย่างที่ควรเป็น การใช้ชีวิตด้วยการเตรียมตัวจึงเป็นสิ่งที่อยากแนะนำทุกคน”

รวยได้! ถ้าหัดทำบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563109

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 20:30 น.

รวยได้! ถ้าหัดทำบัญชี

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

การจะใช้เงินทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องมีเงินไว้ใช้ทำงานจริงๆ แต่หากคุณยังเก็บเงินไม่เป็น มีเงินไม่พอใช้ หรือบริหารเงินให้เหลือคงไว้ในบัญชีไม่ได้ละก็ เรื่องการใช้เงินทำงานก็แทบไม่ต้องพูดถึง

หลักการเบื้องต้นก็คือ รู้จักหา รู้จักใช้ให้พอดี และรู้จักเก็บ แต่หลายคนมาพบว่าตัวเองเก็บเงินไม่อยู่สักที แต่ละเดือนเงินหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เป็นอย่างนี้แทบทุกเดือน จากเดือนก็กลายเป็นทั้งปี ไปๆ มาๆ เราทำงานมาครึ่งชีวิตก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าเงินมันโดนลักเอาไปตอนไหน ทำไมเราถึงไม่มีเงินสำรองไว้เลย

ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้เห็นภาพได้ก็คือ เราต้องมี “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” แต่หลายคนอาจมองว่าจะมีทำไม เราแค่หาเงินมาแล้วก็แบ่งเก็บไปเรื่อยๆ ไม่ได้เหรอ ไม่เห็นต้องมาทำบัญชีให้เสียเวลาเลย

แต่คุณอาจยังไม่ทราบว่า การทำบัญชีนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับการสร้างวินัยทางการเงินให้กับเราทุกคน ซึ่งประโยชน์ที่ว่านี้สามารถอธิบายได้เป็นข้อๆ คือ

1.การบันทึกรายรับรายจ่าย จะทำให้เราเห็นชัดเจนว่าเรามีรายรับมาจากไหนบ้าง และต้องหมดเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง ได้เห็นกระแสและพฤติกรรมทางการเงินของเราในทุกๆ ด้าน

2.เมื่อมีบันทึกรายจ่าย เราจะสามารถแยกแยะได้ว่ารายจ่ายส่วนไหนที่ฟุ่มเฟือย และรายจ่ายส่วนไหนที่จำเป็น เราจะได้ลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง และถนอมเงินไว้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นตัวกำจัดสภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังได้อย่างดีที่สุด

3.การบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำ จะทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของเงินมากขึ้น เราจะคิดก่อนใช้เงิน และเราจะเกิดความภูมิใจหากเราเก็บเงินได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นตัวเพิ่มกำลังใจได้เป็นอย่างดี

4.เมื่อเราทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง ความอยากที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความมั่นคงทางการเงินก็จะเพิ่มขึ้น เพราะเราจะเห็นภาพและผลจากการใช้และเก็บเงินอย่างเหมาะสมชัดเจนจากบันทึกการเงินนี้

การมีบัญชีรายรับรายจ่ายจึงเปรียบได้กับการเก็บข้อมูลเบื้องต้นว่าเรามีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร ก่อนจะลงมือปรับแก้ ลดจุดฟุ่มเฟือย และเพิ่มจุดสะสมเงิน ซึ่งคนจำนวนมากพอได้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ถึงได้เข้าใจว่าตัวเองใช้เงินแบบไม่คิดได้ขนาดนี้เชียวหรือ บางคนต้องหมดเงินไปกับสิ่งไร้สาระกว่า 40% ของรายได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เงินของคนคนนั้นจะไม่เหลือเก็บใดๆ เลย

ฉะนั้น การทำบัญชีจึงเป็นขั้นแรกแห่งการกำหนดทิศทางอนาคตของเรา ซึ่งรูปแบบของบัญชีนั้นก็ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด แค่จดทุกวัน บันทึกลงไปว่าเราจ่ายค่าอะไรทุกรายการเลย ไม่เว้นแม้แต่ค่าขนมถุงละ 20 บาท หรือค่ารถเมล์ 9 บาท เพราะจะมากหรือน้อยก็คือรายจ่ายทั้งสิ้น จากนั้นเมื่อครบ 1 เดือน ค่อยมาแยกแยะและวิเคราะห์ผลที่ได้อีกที

ว่าที่ผ่านมาเราจ่ายเงินให้กับอะไรบ้าง โดยอาจจะแยกหมวดหมู่เป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่ารองเท้า ค่าตั๋วหนัง ค่าหนังสือ และค่าขนม รวมทั้งค่าอื่นๆ อีกตามกรณี เช่น กระเป๋าใบใหม่ มือถือ หรือภาระรับผิดชอบในบ้านอย่างค่าเทอมลูก หรือค่าขนมของลูก เป็นต้น

เมื่อเราได้รายละเอียดแล้ว เราก็จะสามารถดำเนินการปรับพฤติกรรม ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ และสามารถแปลงมันให้เป็นเงินเก็บได้ตามที่เราต้องการ ทำให้รายได้เพียงพอกับรายจ่าย นี่คือเป้าหมายแรกที่หากเราทำสำเร็จได้ ต่อไปมันก็จะกลายเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับอนาคตทางการเงินของคุณไงล่ะ

แต่จุดสำคัญคือ เมื่อวางแนวทางการปรับพฤติกรรมแล้ว คุณต้องปรับจริง เปลี่ยนจริง ห้ามใช้มุข “พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ได้” เป็นอันขาด เพราะพรุ่งนี้ไม่เคยมีมาถึงสำหรับผู้ที่ไม่เริ่มทำในนาทีนี้ บางคนใช้มุข “พรุ่งนี้” อยู่ 10 ปี กว่าจะรู้ตัวว่าผัดผ่อนมานานขนาดไหนก็อาจสายเกินไปเสียแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้าเริ่มทำวันนี้ เท่ากับคุณสร้างอนาคตได้เร็ว และเมื่อเริ่มต้นเร็ว คุณย่อมมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้นแน่นอน

เส้นทางเกินฝัน ของ เจมส์ ตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563104

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

เส้นทางเกินฝัน ของ เจมส์ ตง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เห็นลุคนิ่งๆ ดูขรึมๆ แบบนี้ ถ้าไม่เฉลยอาจเดาไม่ออกว่า เจมส์ ตง ซีอีโอคนใหม่แห่งลาซาด้า ไทยแลนด์ (Lazada Thailand) แท้จริงแล้วไม่ใช่คนไทย แต่เป็นหนุ่มจีนที่มีโอกาสข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนคว้าปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เคยร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่างแมคคินซีย์ (McKinsey) ก่อนจะมาร่วมทีมกับอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) ผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซและเทคโนโลยีด้านไอทีสุดล้ำของจีนที่เชื่อว่านาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก และได้รับโอกาสสำคัญให้มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคนใหม่ของลาซาด้า ประเทศไทย ซึ่งอาลีบาบาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

“ผมเพิ่งมารับหน้าที่นี้ได้ 2-3 เดือนครับ” เจมส์ เปิดฉากบทสนทนาอย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะเผยถึงประสบการณ์ในการทำงานที่เขาใช้คำว่า “เรื่องยาวมาก” กว่าจะมาถึงวันนี้ “ผมเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์จากประเทศจีน เพราะฝันว่าอยากเป็นวิศวกร แต่พอเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงๆ ผมกลับพบว่าตัวเองมีความสนใจด้านธุรกิจมากกว่าเลยไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่อังกฤษ และทำงานในบริษัทที่ปรึกษาอย่างแมคคินซีย์ ซึ่งเป็นงานที่ผมชอบมาก นอกจากจะได้เปิดโลกกว้าง ยังได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากมายจากหลากหลายธุรกิจ ได้เดินทางไปทั่วโลก”

การพาตัวเองออกจากกรอบไปเปิดโลกที่กว้างใหญ่นี้เอง ทำให้เจมส์กล้านิยามตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นที่ต้องการขององค์กรยุคดิจิทัล เพราะเขาสามารถผสมผสานวัฒนธรรมของโลกตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว แถมยังเข้าใจกลไกของโลกธุรกิจในบริบทที่หลากหลาย ทำให้วันหนึ่งเมื่อเขาตัดสินใจยื่นใบสมัครมาที่อาลีบาบา บริษัทที่เขาหมายตาว่าอยากร่วมงานด้วยไม่ต่างจากคนทั้งโลก หนทางที่หลายคนอาจมองว่ายากจึงโรยด้วยกลีบกุหลาบ

“เหตุผลที่ทำให้อาลีบาบาเลือกผม เพราะผมมีประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร อย่างที่บอกว่างานหลักของผมคือ การเป็นที่ปรึกษา งานอดิเรกคือการเดินทาง ผมสามารถผสมผสานทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมมีมุมมองที่แตกต่างทั้งในด้านการบริหารธุรกิจ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอาลีบาบาเป็นบริษัทที่มีสำนักงานอยู่มากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ต้องทำงานกับผู้คนที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น ผมจึงเป็นคนที่ตอบโจทย์” เจมส์ ฉายภาพให้เห็นเส้นทางการทำงานอย่างออกรส ก่อนเผยถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่

“ตำแหน่งแรกที่ผมเข้าไปทำ คือ ดูแลด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ผมยังจำได้เลยว่า ประเทศแรกที่ผมเดินทางไปคือ อินเดีย ผมนำแพลตฟอร์มของอาลีบาบาเข้าไปช่วยพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นให้สามารถขายสินค้าได้แบบไร้พรมแดน ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานนี้ ถึงแม้การทำงานที่อาลีบาบาจะแตกต่างจากการทำงานเป็นที่ปรึกษาอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในแง่ความรวดเร็วในการทำงาน เพราะด้วยความที่เราเป็นบริษัทน้องใหม่เพิ่งเกิดเมื่อปี 1999 เราทำงานกับตลาดโลก ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก เพราะฉะนั้นความเร็วเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน”

หลังจากสนุกกับการทำงานที่อาลีบาบาอยู่ 4 ปี เจมส์ก็ได้รับโอกาสสำคัญให้เดินทางมาเป็นซีอีโอคนใหม่ของลาซาด้า ประเทศไทย ถามว่าทำไมถึงเป็นเจมส์ คำถามนี้ทำให้เอาผู้บริหารหนุ่มอมยิ้ม หยุดคิดสักครู่

“ตลาดเมืองไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญมากๆ เนื่องจากผู้บริโภคที่มีความพร้อมสูง วัดจากจำนวนประชากรที่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่น โซเชียลมีเดีย ประกอบกับลาซาด้า ประเทศไทย ค่อนข้างมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้น ภารกิจของซีอีโอที่จะมาคือ ทำอย่างไรเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งนี้ให้ก้าวขึ้นอีกขั้น

เราไม่ได้มองว่าลาซาด้าเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ แต่เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีและข้อมูล เป้าหมายของเราคือ นำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อทำงานกับพาร์ตเนอร์ คู่ค้า เพื่อให้ทำธุรกิจให้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขณะที่ลูกค้าก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นย้อนกลับมาที่ว่าทำไมต้องเป็นผม มีเหตุผลอยู่ไม่กี่ข้อ คือ ผมมีประสบการณ์ด้านการค้าและการทำธุรกิจระหว่างประเทศ เข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม

ที่สำคัญแต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า คือ มีหลายคนบอกว่าหน้าตาผมเหมือนคนไทย ผมบอกกับทีมงานลาซาด้า ประเทศไทยเสมอว่า การที่ได้มาทำงานที่นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนือกว่าความฝันใดๆ ที่มี ผมชอบเมืองไทยมาก ทั้งผู้คน วัฒนธรรม อาหาร ไลฟ์สไตล์ ผมมีโอกาสเดินทางมาที่ประเทศไทยหลายครั้ง ร่วมทำโปรเจกต์กับลาซาด้า ประเทศไทยหลายหน พอรู้ว่าผมจะได้มาทำงานที่นี่ ผมตัดสินใจได้แบบไม่ยากเลย”

ถึงใจจะมาเต็มร้อย แต่หากถามว่า หลังจากมาชิมลางได้ร่วมเดือน เจมส์มองเห็นความท้าทายอะไรในตลาดเมืองไทยบ้าง คำถามนี้ ทำเอาแววตาขี้เล่นของผู้บริหารหนุ่มกลับไปจริงจังอีกครั้ง ก่อนจะเผยว่า สิ่งที่ท้าทายสำหรับประเทศไทย คือ โครงสร้างพื้นฐาน หลายประเทศอาจจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว แต่ในประเทศไทยอาจยังไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ การพัฒนาเทคโนโลยีในการจ่ายเงินให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

ถัดมาคือ เรื่องโลจิสติกส์ ประเทศไทยถือว่ามีระบบนิเวศที่ดีมาก จากการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคฝ่ายต่อไป สุดท้ายคือ ทำอย่างไรเพื่อให้ลูกค้ามีไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาขายในราคาถูก แต่เรากำลังยกระดับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ที่ผ่านมาเรามีการทำ Super Brand นำบิวตี้ลักซ์ชัวรี่แบรนด์มาจำหน่ายออนไลน์ ร่วมมือกับแบรนด์ออนไลน์ดังๆ มาเปิดร้านออนไลน์ในแพลตฟอร์มของเรา เป็นต้น

“ผมเชื่อว่าในอนาคตคำว่าอี-คอมเมิร์ซจะน้อยลง อย่างในจีนตอนนี้เรามองว่าแพลตฟอร์มออนไลน์กับการซื้อขายแบบออฟไลน์เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกัน เรากำลังบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสามส่วนคือ แบรนด์สินค้า ผู้ขาย และผู้ให้บริการให้เข้ามาสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น เพื่อดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมแทนที่จะรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเหมือนในอดีต โลกอนาคตกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “New Retail Ecosystem” ที่เส้นแบ่งระหว่าง “โลกออฟไลน์” และ “โลกออนไลน์” เริ่มบางลง แต่ถ้าถามว่าห้างสรรพสินค้ายังอยู่มั้ย คำตอบคือ อยู่แน่นอน เพียงแต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป ออนไลน์กับออฟไลน์จะกลายเป็นส่วนผสมที่ส่งเสริมกันทำให้ 1+1 มากกว่า 2”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต เจมส์หวังว่าจะผลักดันพันธกิจขององค์กรที่จะทำให้ชีวิตผู้บริโภคง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีให้สำเร็จ ส่วนตัวเขาเองมีความตั้งใจว่าจะประจำการอยู่เมืองไทยให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนจะจบการสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของเจมส์กับสื่อไทยเป็นครั้งแรก เจมส์ยังทิ้งท้ายถึงหลักการทำงานที่น่าสนใจว่า เริ่มจากยอมรับ ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง แล้วอาศัยความเข้าใจเพื่อรับมือกับความแตกต่างนั้น

“จากนั้นพยายามจัดลำดับความสำคัญ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหาหรืออุปสรรค ผมจะคิดหาทางเพื่อแก้ปัญหาที่สามารถทำได้อย่างเร็วที่สุดก่อน สุดท้ายคือ ปล่อยวาง บางครั้งเราไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ วิธีการคือ เอามันออกไป วิธีสลัดความเครียดของผมคือ ไปเล่นกีฬา”

คนแฟชั่นรวมตัววันที่สาม ‘แอล แฟชั่นวีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563112

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

คนแฟชั่นรวมตัววันที่สาม ‘แอล แฟชั่นวีก  ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’

เรื่อง ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์ิ

เต็นท์สีขาวเอกลักษณ์งาน ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018 จุดรวมตัวเหล่าคนแฟชั่นที่ต้องมาเจอกันทุกปี ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เอเอสวี (ASV)

เปิดโชว์ต่อเนื่องวันที่ 3 เริ่มต้นที่แบรนด์เอเอสวี (ASV) พาเข้าสู่บรรยากาศของบาร์สไตล์อเมริกัน เสื้อผ้าฤดูกาลนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์ยอดฮิตจากยุค 90s เรื่อง Sex and The City เสนอคอลเลกชั่น “2 Little Words 1 Big Concept” พร้อมคีย์เวิร์ดคำว่า “Soulmate” ที่ไม่ได้หมายความแค่ในเชิงโรแมนติก แต่ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือสิ่งของ ตรงกับคอนเซ็ปต์ของซีรี่ส์เรื่องดัง ดึงคาแรกเตอร์ตัวละครที่หลายๆ คนรัก แคร์รีย์ แบรดชอว์ แฟชั่นไอคอนของสาวๆ หลายคน นำเสนอผ่านเสื้อผ้าซิลลูเอทที่มีความทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว อย่างเช่น เสื้อไหล่เดียว แทร็กสูท ไปจนการใช้เทคนิคที่มีความเฟมินีนในแบบ Ruffle หรือผ้าอัดพลีต การตกแต่งผ้าลูกไม้ครีเอทสไตล์หลากหลาย ในสไตล์ของนางเอกสุดมั่น แคร์รี่ผสมผสานความมัสคิวลีนกับเฟมินีนอย่างลงตัว

คลอเส็ท (Kloset)

แบรนด์ที่สองของวันที่สาม สุดยอดนางแบบต้องโชว์ยกให้ เขมนิจ จามิกร อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ร่วมเดินในโชว์ที่ทุกๆ คนเฝ้ารอ คลอเส็ท (Kloset) พาสาวๆ ออกเดินทางเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจอีกครั้ง จุดหมายปลายทาง คือ ประเทศตุรกี สองวัฒนธรรมสองฝั่งเอเชียและยุโรป ถูกถ่ายทอดสู่ลวดลายพิมพ์ ลายปัก และเทคนิคต่างๆ ในคอลเลกชั่น “Life is a Journey” ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิปสีแดง กระเบื้องกระจก และเซรามิกหลากสีสัน รวมไปถึงผ้าฮิญาบที่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมตุรกี ความโดดเด่นของแบรนด์ในดวงใจหญิงสาวหลายๆ คน คงเป็นรายละเอียดการปักลวดลายต่างๆ ที่มีสีสันสดใส การจับคู่สีตรงข้ามอย่างสีส้มกับสีน้ำเงิน สีม่วงแดงกับสีส้ม หรือสีเขียวกับสีชมพู จากสไตล์ผู้หญิงสวยหวาน แต่ในซีซั่นนี้เห็นกลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตแวร์เข้ามา จับคู่เสื้อผ้ากับรองเท้าสนีกเกอร์ นำเสนอการมิกซ์แอนด์แมตช์ ให้เห็นว่าเสื้อผ้าสุดสวีทก็จับคู่กับไอเท็มสปอร์ตได้เกิดเป็นลุคใหม่ๆ ได้

เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมท (Everyday Karmakamet)

ทิ้งท้ายวันนี้ด้วยเซอร์ไพรส์นางแบบนายแบบรับเชิญสุดเก๋า พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ สินจัย เปล่งพานิช พ.อ.วันชนะ สวัสดี สร้างสีสันบนรันเวย์ในแฟชั่นโชว์แบรนด์เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมท (Everyday Karmakamet) อีกหนึ่งโชว์ที่เหล่าแฟชั่นนิสต้ารอคอย ให้กลับมาโชว์อีกครั้ง หลังจากที่โชว์เปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์ ในแอลแฟชั่นวีกเมื่อปีที่ผ่านมา คอลเลกชั่น “Oh Darling! I Love You” หยิบยกเรื่องราวประเด็นความหลากหลาย หรือ Diversity ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ ฐานะ หรือแม้แต่อาชีพ ซึ่งผู้คนเริ่มใส่ใจในความเท่าเทียมทางสังคมในด้านต่างๆ โชว์เสนอสอดคล้องสโลแกนแบรนด์ที่ว่า “I Love My Life” สานต่อการทำเสื้อผ้า Daywear ดีเอ็นเอของแบรนด์ได้ต่อเนื่อง

คอลเลกชั่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าใคร เชื้อชาติไหน สีผิวไหน สีผมแบบไหน ก็ดูดี มีสไตล์ได้เหมือนๆ กัน ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ตั้งแต่ตื่นเช้ามาสวมชุดนอน ไปจนเสื้อผ้าช่วงเวลาทำงานนำมาผสมผสานสปอร์ตแวร์สวมใส่ไปเวิร์กเอาต์ต่อกันได้ ในชุดเดียวใส่ได้เช้าจรดเย็น

ชุมชนสู้หนี้ครัวเรือน ปลดหนี้สู่ความมั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563100

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

ชุมชนสู้หนี้ครัวเรือน ปลดหนี้สู่ความมั่งคั่ง

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

ปัจจุบันคงมีน้อยคนนักที่จะไม่มีหนี้สินเพราะเวลานี้ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนที่คิดเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของประเทศอยู่ที่ 77% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกเราทุกคนที่อยู่ในสภาวะหนี้สินพัวพัน แต่จะทำอย่างไรให้พวกเราปลดหนี้สินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนต้นแบบ ปลอดหนี้ครัวเรือน โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิซิตี้ และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย

เป็นหนี้เพราะไม่ระวัง

“ข้อมูลที่เราได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าตอนนี้คนไทยมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดเกิดจากพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง ใช้จ่ายเกินตัว โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 25-35 ปี มีการก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะมีรายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย มีปัญหาชำระหนี้สินล่าช้า และเลือกแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินนอกระบบ จนทำให้ปัญหาหนี้สินที่มีอยู่พอกพูนเพิ่มขึ้น เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการเงินที่ถูกต้อง” วันวิสาข์ โคมินทร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพื่อมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเกิดขึ้น ซึ่งในช่วง 2 ปีหลังจากเริ่มโครงการกว่า 40 ชุมชน ล้วนมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีชุมชนตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ชุมชนคลองลัดภาชี เขตภาษีเจริญ ซึ่งในเวลานี้คนในชุมชนแทบไม่มีหนี้สินนอกระบบอีกเลย อีกทั้งยังมีเงินเก็บและรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

วันวิสาข์ เล่าต่อว่า เริ่มโครงการนี้เมื่อ 2 ปีนี้ ก็ติดต่อกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ก็พบว่ามีหลายชุมชนที่มีภาวะหนี้ครัวเรือนสูงมาก เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ เพราะการที่คนมีหนี้สินจำนวนมากจะส่งผลต่อปัญหาอื่นๆ ของสังคมในอนาคต

“เราจะทำอย่างไรเราถึงจะช่วยสังคม ช่วยเหลือชุมชนต่างๆ จึงร่วมมือกับสถาบันคีนันฯ ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านนี้โดยตรงมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เข้ามาช่วยเหลือชุมชนให้มีความรู้ และเข้าถึงเรื่องของการบริหารการเงินในครอบครัวและชุมชน เราก็จะเน้นในเรื่องของการทำเวิร์กช็อป ในการออมการวางแผนเป้าหมายทางด้านการเงิน รวมทั้งหลักสูตรการดำเนินธุรกิจให้กับพวกเขา”

วันวิสาข์ โคมินทร์ ผอ.อาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

หนี้นอกระบบเพิ่มความยากจน

ธรรมศักดิ์ มากนคร ประธานสหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชีร่วมพัฒนา เล่าถึงเส้นทางของชุมชนที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาไม่น้อยกว่าจะประสบความสำเร็จทุกวันนี้ว่า ปัญหาแรกของการตั้งชุมชน คือปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน

“เราไปอยู่อาศัยในพื้นที่รกร้างของบุคคลอื่นมานานจนกระทั่งถูกไล่ที่มาเรื่อยๆ จนเห็นว่ามีพื้นที่บริเวณนี้ถึงเป็นป่ารกร้างเราก็เลยทำการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นที่อยู่อาศัย แล้วติดต่อกับเจ้าของที่ดินว่าจะพวกเราจะขอซื้อเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัยให้กับคนในชุมชน ซึ่งทางเจ้าของที่ดินเองก็อนุญาตให้มีการเข้าอยู่อาศัยแล้วก็มีการผ่อนจ่ายค่าที่ดินของชุมชนให้กับเจ้าของที่ดิน แล้วตัวของเจ้าของที่เองก็บริจาคที่ดินอีกแปลงหนึ่งสำหรับตั้งเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้กับชุมชนเป็นสาธารณประโยชน์

บอกตามตรงเลยว่าสมัยก่อนพวกเราไม่ได้มีความรู้เรื่องของการออมทรัพย์เลย ฉะนั้นปัญหาที่เราประสบมากที่สุดก็คือปัญหาหนี้สินครัวเรือน เรามีหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท/หลังคาเรือน และส่วนมากจะเป็นหนี้สินนอกระบบ ภาพอาบังขี่มอเตอร์ไซค์มาทวงหนี้เป็นภาพที่เราคุ้นตากันดี ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีวันใช้คืนได้หมดสิ้น

คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน ต้องจ่ายทบต้นทบดอกหรือบางครั้งก็จ่ายได้แค่ดอกเบี้ย ด้วยความที่เราไม่ได้มีความรู้ทางด้านการเงิน ไม่ได้มีการศึกษา ไม่ได้มีบ้านที่เป็นสินทรัพย์เป็นหลักค้ำประกัน ก็ทำให้ธนาคารไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับเราได้ ก็ยิ่งทำให้พวกเราเข้าไปพัวพันกับหนี้สินนอกระบบมากขึ้น แล้วก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด

จนกระทั่งทางมูลนิธิซิตี้กับทางสถาบันคีนันฯ เข้ามาให้ความรู้เรื่องของการออมทรัพย์ การวางแผนทางการเงินในครัวเรือน ก็ทำให้เราเริ่มคิดแผนการบริหารเงินในครอบครัวอย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พอเรามีความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินก็ทำให้ปัญหาหนี้สินค่อยๆ ลดน้อยลงไป”

จ่ายไม่น้อยกว่าหนี้คือหวย

ธรรมศักดิ์ เล่าต่อว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการก็ทำให้เห็นปัญหาด้านการเงินต่างๆ ได้ชัดขึ้น หลังจากที่ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินใช้หนี้สิน โดยเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นภาพชัดที่สุดก็คือการทำสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นช่องรายรับ รายจ่ายที่จำเป็น และรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

“ช่องรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่เยอะที่สุดของพวกเราก็คือ หวย เล่นกันทุกวัน หนักกว่าค่าเหล้าค่าบุหรี่เสียอีก เป็นแบบนี้กันทุกบ้านซื้อหวยกันหนักมาก อย่างตัวผมเองสมัยก่อนซื้อหวยเดือนนึงจะตกอยู่ประมาณ  4,000 บาท/เดือน บางหลังก็เล่นหวยเดือนละ 8,000 บาท หรือมากกว่านั้นเป็นหลักหมื่นบาทต่อเดือนก็มี ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ถามว่าซื้อขนาดนี้แล้วถูกเยอะไหม ได้รางวัลตอบแทนกลับมาคุ้มค่ากับการลงทุนไปหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่เลย เมื่อเอามาคำนวณดูแล้วเล่นหวยปีสองปีจะถูกเลข 2 ตัว 3 ตัวสักครั้งหนึ่ง เทียบสิ่งที่ลงทุนกับผลตอบแทนที่กลับมา ทำให้ผมเกิดความคิดที่จะเลิกเล่นหวยไปเลย

ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวคนอื่นในหมู่บ้านก็พบปัญหาเดียวกัน บางคนเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างค่าหวย ค่าเหล้า ค่าสูบบุหรี่ รวมกันเสียเงินร่วมประมาณแสนกว่าบาท 5 หมื่นบาทบ้าง แสนบาทบ้างก็เกิดความคิดที่จะเลิกเล่นหวยแล้วก็เลิกกินเหล้าสูบบุหรี่ไปเลย สู้เอาเงินที่เสียกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปซื้ออุปกรณ์การเรียนให้ลูก ซื้อของเล่นให้ลูก หรือจ่ายเป็นค่าเทอมโรงเรียนดีๆ ให้ลูกดีกว่า ยอมรับว่าการทำบัญชีทำให้เราเห็นภาพตัวเลขรายรับรายจ่ายในครอบครัวที่ชัดเจนมากขึ้น”

ธรรมศักดิ์ มากนคร และลูกบ้านสู้หนี้ครัวเรือน

กองทุนปลดหนี้นอกระบบ

หลังจากให้ความรู้เรื่องการเงินกับผู้นำในชุมชนเพื่อนำไปสอนและบอกต่อให้กับคนในชุมชน จนตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและแนวทางในการบริหารเงินของตัวเองแล้ว ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขและทำให้กลายเป็นชุมชนปลอดหนี้ครัวเรือนโดยสมบูรณ์ก็คือ ปัญหาหนี้นอกระบบ

วันวิสาข์ ให้ความเห็นว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากการขาดความรู้เรื่องการบริหารเงินแล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่รายรับไม่สัมพันธ์กับช่วงที่ต้องจ่าย

“ช่วงที่คนเงินเดือนออกกับช่วงที่ต้องจ่ายหนี้สินไม่ตรงกัน เช่น จะต้องจ่ายหนี้ทุกวันที่ 28 ของเดือน แต่เงินเดือนไปออกวันที่ 2 ซึ่งมันจะทำให้เกิดช่องว่าง 4-5 วัน ซึ่งความจำเป็นของการใช้เงินในช่วงที่ต้องจ่าย แล้วไม่มีเงินกู้ในระบบต้องไปหาเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของสถาบันการเงินได้ง่ายนัก ทำให้หนี้สินนอกระบบไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้รู้จักจบจักสิ้น

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบถูกแก้ไขได้มากที่สุด ก็คือการตั้งองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่งในชุมชนในการปล่อยกู้ช่วยเหลือในระยะสั้นให้กับคนในชุมชน ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินนอกระบบจนเกิดดอกเบี้ยรายวันแบบนั้นอีก ก็จะทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบนั้นลดลงไปอย่างรวดเร็ว”

ธรรมศักดิ์ เล่าเสริมด้วยท่าทียิ้มแย้มต่อว่า หลังจากได้รับการอบรมจนรู้แนวทางแล้ว สหกรณ์ชุมชนเราก็เริ่มมีการตั้งกองทุนขึ้นมาอีกกองทุนหนึ่งเป็นกองทุนฉุกเฉิน

กองทุนนี้จะเป็นกองทุนให้ทุกคนในหมู่บ้านที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ มีสิทธิที่จะกู้เงินโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในเดือนแรก เพราะบางคนมีความจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉินในระยะสั้นๆ แต่ไม่มีจะใช้ก็ต้องกู้เงิน ถ้าปล่อยไปกู้นอกระบบก็จะเป็นหนี้สินรุงรัง แต่ถ้ามากู้กับสหกรณ์ยืมแล้วคืนในเดือนแรกไม่คิดดอกเบี้ย หากเกินกว่านั้นคิด ดอกเบี้ย 3% หรือสมาชิกมีหนี้นอกระบบมาคุยกับสหกรณ์มากู้เงินไปปิดหนี้นอกระบบแล้วมาผ่อนชำระกับสหกรณ์แทน พอเราคิดทำระบบนี้ขึ้นมาปัญหาหนี้นอกระบบก็ลดลงจนแทบไม่มีเหลืออีกเลย นอกจากเปิดแหล่งเงินกู้แล้วก็มีการสร้างอาชีพ ทำเห็ด ทำน้ำพริกขาย สร้างรายได้ให้คนในชุมชนเพิ่มเติมอีก

ความรู้ช่วยได้ทุกสิ่ง

วันวิสาข์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือคนในชุมชนไม่ใช่เรื่องของการให้เงินทุน แต่เป็นเรื่องของการให้ความรู้ โดยเน้นให้คนชุมชนเข้ามาทำเวิร์กช็อป อบรมเรื่องของการออม

“ในการสอนเราไม่สามารถบอกเขาได้ว่า จะต้องออมแบบนั้นแบบนี้ เพราะแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน การสอนต้องให้เขามีเป้าหมายในชีวิตแล้วมาดูว่าเป้าหมายของเขานั้น จะต้องทำอะไรบ้างโดยแบ่งเป็น เป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และเกษียณ มีภาระจะต้องส่งลูกเรียนหรือว่าจะผ่อนรถ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ก็ต้องให้เขาวางเป้าหมายว่าเขาจะต้องเก็บเงินและใช้เงินเท่าไร

พอวางเป้าหมายกันเสร็จแล้ว เราก็มาดูกันว่าแล้วตอนนี้มีค่าใช้จ่าย รายวัน รายเดือนของเขามีลักษณะอย่างไร ซึ่งทางซิตี้แบงก์เองก็เป็นสถาบันทางการเงิน เราพนักงานที่มีความรู้ทางด้านการเงินเข้ามาร่วมเป็นวิทยากรในการทำเวิร์กช็อปร่วมกัน ที่ผ่านมาในการทำเวิร์กช็อปให้แต่ละชุมชน เราก็จะรู้ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายหลายๆ อย่างที่บางทีเราก็คิดไม่ถึง แล้วพบว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงต่อเดือนสำหรับพวกเขาอย่างเช่นค่าหวย

แต่เราก็เข้าใจว่าวิถีชีวิตของเขาเป็นแบบนั้น เราไม่สามารถเข้าไปกำหนดเข้าไปเปลี่ยนแปลงแนวคิด แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราให้แนวทางในการคิดในการบริหารเงินให้กับพวกเขา แล้วทำให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้พวกเขามีสถานะการเงินที่ดีขึ้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีหนี้สินครัวเรือนที่ลดลง

จากโครงการที่ทำมา 2 ปี 40 ชุมชน กับคนที่จะไปเป็นผู้นำชุมชน 960 คน พบว่าสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 78% สามารถวางแผนชำระหนี้สินของตัวเองได้ตรงเวลาถึง 84% สูงกว่าตอนเริ่มต้นทำโครงการถึง 25% ถือว่าประสบความสำเร็จดีมาก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่ดีที่สุดก็คือการให้ความรู้และแนวทางกับชาวบ้านให้พวกเขาได้ตระหนัก และเห็นภาพของปัญหาที่ชัดเจนด้วยตัวเอง และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืนมากที่สุด”

ไลฟ์สไตล์ผิดๆ เสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563110

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

ไลฟ์สไตล์ผิดๆ เสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

โรคหัวใจและหลอดเลือด นับเป็น 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย นอกจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ เนื่องจากโรคหัวใจเรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็น และไม่เคยเข้ารับการตรวจหรือการรักษามาก่อน ยังไม่นับรวมการที่โรคหัวใจมักเป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง โดยโรคหัวใจที่คนไทยเป็นมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง

ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด จนเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย และมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยในอดีตมักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ในปัจจุบันจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม อาหารไขมันสูง ไปจนถึงการทานบุฟเฟ่ต์หรือปิ้งย่างเป็นประจำ ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ มีความเครียดสูง รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้มีกลุ่มผู้อายุต่ำกว่า 40 ปี มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น

พบคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉลี่ยวันละ 150 คน นพ.ไพศาล กอบเกื้อชัยพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์หัวใจและหลอดเลือดเซฟฮาร์ท-วัฒนา กล่าวระหว่างการเสวนา รู้เท่าทัน โรคหัวใจ อันตรายใกล้ตัว ในพิธีเปิดศูนย์หัวใจและหลอดเลือดเซฟฮาร์ท-วัฒนา ว่าอุบัติการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นทุกปี โดยส่วนมากเป็นประชากรในช่วงอายุระหว่าง 40-60 ปี นับเป็นอันดับต้นๆ และหากมองถึงสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของคนทั้งประเทศ อาจกล่าวได้ว่าสูงถึงเฉลี่ย 150 คน/วัน โดยส่วนใหญ่เป็นอาการแบบเฉียบพลัน ซึ่งคาดว่าเกิดจากการที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงและไม่เคยเข้ารับการตรวจรักษา หรือการตรวจคัดกรองใดๆ และยังคงใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ได้ระมัดระวังหรือป้องกันแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที และการรักษาแบบต่อเนื่อง

การปรับพฤติกรรมการกิน งดละอาหารเค็ม มัน ปิ้งย่าง ลดเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ จะเป็นตัวช่วย “พฤติกรรมการกินเป็นสิ่งแรกที่ควรปรับให้เหมาะสม เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการกินมาก แต่เป็นการให้ความสำคัญกับการกินที่อร่อย ไม่ใช่การกินที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นของปิ้งย่าง อาหารรสเค็มจัด หวานจัด ขนม หรือเครื่องดื่มหวานมัน ไปจนถึงการทานบุฟเฟ่ต์ในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย”

ดังนั้น ควรหันกลับมาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทานให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ทานมากไปหรือน้อยไป และลดอาหารที่มีความเสี่ยง เช่น ประเภทปิ้งย่าง หรือประเภทที่มีไขมันสูงๆ ต่อมาควรหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายที่หนัก เน้นที่การออกกำลังกายเบาๆ แต่ต่อเนื่องอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง อย่างการเดิน วิ่ง แกว่งแขน เต้นแอโรบิก หรือไทเก๊กก็ได้ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของการทำงานของหัวใจ

คุณหมอ กล่าวว่า คนไทยเข้าใจผิดคิดว่ากินเข้าไปมากๆ เดี๋ยวไปออกกำลังกายหนักๆ เบิร์นเอาเดี๋ยวก็หมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะอาหารที่มีไขมันสูงหรือปริมาณมากเหล่านี้ เมื่อกินเป็นประจำจะไปสะสมเป็นไขมันบนผนังหลอดเลือด ซึ่งการออกกำลังกายไม่สามารถไปสลายไขมันบนผนังหลอดเลือดได้ หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือแม้แต่นักกีฬาที่ออกกำลังกายมากๆ ก็จะคิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรง แต่บางครั้งร่างกายแข็งแรงแต่หัวใจอ่อนแอก็ได้ หากเรายังมีพฤติกรรมการกินที่ผิดๆ และไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จึงเห็นได้ว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันระหว่างการวิ่ง หรือการออกกำลังเป็นจำนวนมากเช่นกัน

สัญญาณของโรคหัวใจคือ อาการแน่นหน้าอกตรงกลางในลักษณะของการเจ็บจุก บางครั้งอาจมีการเจ็บร้าวไปถึงกราม หรือร้าวไปที่หลังและแขนทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับการเหนื่อยหอบ เหงื่อแตกและใจสั่น ซึ่งหากมีอาการครบทั้ง 3 ประการ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและตรวจสุขภาพหัวใจโดยด่วน นอกจากนั้นหากมีอาการวูบหรือเป็นลมไปโดยไม่มีสาเหตุ และฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจเช่นกัน

“ข้อแนะนำสำหรับทั้งผู้ที่ยังไม่ป่วย และผู้ป่วยที่ได้ทำการรักษาไปแล้ว คือการดูแลตัวเองในด้านหลักๆ 3 ด้าน ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายที่ถูกต้อง และการลดปัจจัยลบต่อร่างกายต่างๆ อาทิ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสภาวะความเครียดต่างๆ และสำหรับผู้สูงอายุที่มักมีโรคเรื้อรังอื่นๆ ร่วมด้วย ยิ่งต้องดูแลตัวเองอย่างดี และรับประทานยาที่แพทย์ทุกคนสั่งให้ครบตามเวลาที่กำหนด เพราะสุดท้ายแล้วหมอสามารถรักษาได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือตัวผู้ป่วยเองต้องช่วยรักษาด้วย กันไว้ดีกว่าแก้คือการตรวจหัวใจประจำปี”

นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ เฉดสีใหม่จากไลเคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563044

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 18:08 น.

นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ เฉดสีใหม่จากไลเคน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อวิทยาศาสตร์เดินทางมาพบศิลปะและการออกแบบ จุดประกายเป็นผ้าย้อมสีไลเคนแสนหวาน จากการทดลองจนเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ นักศึกษาภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้ทำโครงการ “ออกแบบลวดลายผ้าด้วยสีย้อมจากไลเคน” ร่วมกับหน่วยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เธอเล่าว่า หน่วยวิจัยไลเคนได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไลเคนมานานกว่า 25 ปี แต่ยังไม่มีใครเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการย้อมผ้าด้วยสีไลเคน เธอจึงหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาศึกษาและต่อยอด

ไลเคน คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันของราและสาหร่าย เติบโตอยู่บนเปลือกไม้ พบได้ตั้งแต่พื้นที่หนาวจัดอย่างเขตขั้วโลกไปถึงพื้นที่ร้อนจัดอย่างทะเลทราย โดยนักไลเคนวิทยาประเมินว่าระบบนิเวศบนบกประมาณร้อยละ 8-10 ของโลกถูกป้องคลุมด้วยไลเคนและทั่วโลกมีไลเคนกว่า 1.9 หมื่นชนิด

ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากไลเคนยังมีน้อยเมื่อเทียบกับพืช สัตว์ สาหร่าย รา และแบคทีเรีย เนื่องจากปริมาณของไลเคนที่มีอยู่อย่างจำกัดในธรรมชาติซึ่งไม่เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นการปลูกไลเคนขึ้นมาใช้เองยังมีความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานหรือบางครั้งไลเคนที่นำมาปลูกก็ไม่ประสบผลสำเร็จ มนุษย์จึงหันไปใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอื่นแทน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไลเคนจะไร้ประโยชน์

ประโยชน์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดและกำลังเป็นที่นิยมตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คือ การใช้ไลเคนเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ มีค่าใช้จ่ายน้อย ใช้ง่าย และสามารถบ่งชี้ถึงระดับความเป็นพิษในชั้นบรรยากาศได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่พบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เพราะฉะนั้นหลายพื้นที่ทั่วโลกจึงนิยมใช้ไลเคนเป็นตัวตรวจวัดคุณภาพอากาศควบคู่กับการใช้เครื่องมือตรวจวัด

นอกจากนี้ ไลเคนยังมีประโยชน์ในด้านอื่น เช่น ทำเครื่องสำอาง น้ำหอม ยาสมุนไพร กระดาษลิตมัส แชมพู และใช้เป็นสีย้อม เคยพบว่าไลเคนถูกนำไปใช้ย้อมสีคัมภีร์ไบเบิลเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว ส่วนโครงการของเธอได้นำสีจากไลเคนมาย้อมผ้าไหมสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าโพกศีรษะ และส่าหรี

“ไลเคนที่นำมาใช้เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและแถบเอเชีย (ชื่อชนิด Parmotrema Tinctorum) ตัวของมันจะมีสีเทาๆ เขียวๆ ซึ่งสาเหตุที่เลือกใช้สายพันธุ์นี้เพราะพบมากที่สุดจึงสามารถต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้” นลัท กล่าวต่อ

“เทคนิคที่นำมาใช้คือการย้อมสีธรรมชาติและสกรีนลาย โดยเลือกวิธีย้อมเย็น (ไม่ต้องต้ม) เพราะสามารถควบคุมระดับความเข้มอ่อนของสีได้ด้วยระยะเวลาการย้อม แตกต่างจากการย้อมร้อนที่ถึงแม้ว่าสีจะติดดีกว่าแต่ไม่สามารถควบคุมสีได้ ส่วนวิธีสกรีนลายจะใช้การปาดสีลงบนเนื้อผ้า ทำให้ใช้สีน้อยกว่าจึงช่วยประหยัดต้นทุน”

การย้อมแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การย้อมเย็นและการย้อมร้อน การย้อมเย็นนิยมย้อมในหม้อดิน โดยการเตรียมน้ำสีใส่ไว้ในหม้อ จากนั้นนำผ้าไปจุ่ม ใช้มือคน บีบ จนกระทั่งได้สีตามต้องการ หรือจะหมักไว้เพื่อให้สีที่เข้มขึ้น ส่วนการย้อมร้อนเป็นการนำผ้าไปต้มในหม้อที่ใส่น้ำสีผสมเกลือ จากนั้นใช้ไม้คนให้ทั่วถึง นำไปซัก และตากแห้ง

สำหรับสีธรรมชาติอื่นๆ ที่คนนิยมใช้คือสีแดงจากตัวครั่ง (ครั่งเป็นสีที่ได้จากสัตว์เช่นเดียวกับไลเคน) ฝาง และเปลือกก่อ สีส้มจากผลสะตี สีเขียวจากเปลือกมะม่วง ใบหูกวาง เปลือกสมอ และสัก สีเหลืองจากขมิ้นชัน สีดำจากผลมะเกลือ สีน้ำตาลจากเปลือกประดู่ และผลหมาก สีเทาจากเหง้ากล้วย สีม่วงเทาจากเปลือกหว้า สีม่วงอ่อนจากผลหว้า และสีน้ำเงินจากต้นคราม

นอกจากนี้ สีย้อมจากไลเคนยังมีข้อดีตรงที่สามารถย้อมซ้ำกี่ครั้งก็ได้ แตกต่างจากสีธรรมชาติชนิดอื่นที่เมื่อย้อมไปแล้วหนึ่งครั้งคุณภาพสีจะลดลง ทำให้ต้องเปลี่ยนน้ำใหม่และสูญเสียทรัพยากร ซึ่งจากการทดลอง พบว่า สีจากไลเคน 1 ลิตร สามารถย้อมผ้าได้มากถึง 20 เมตร

“ความพิเศษของสีไลเคนที่นำมาใช้คือได้มีการปรับเปลี่ยนค่าพีเอช (pH) เพราะค่าพีเอชแต่ละระดับจะให้สีไม่เหมือนกัน” เธอยกตัวอย่าง ไลเคนที่มีค่าพีเอช 2 จะให้สีชมพู พีเอช 4 ให้สีแดง พีเอช 6 ให้สีม่วง พีเอช 8 ให้สีม่วงแดง พีเอช 9 ให้สีม่วงเข้ม พีเอช 10 ให้สีม่วงน้ำเงิน และพีเอช 11 ให้สีน้ำเงิน ซึ่งสีน้ำเงินเป็นสีใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ไลเคนแต่ละสายพันธุ์ที่เติบโตในแต่ละพื้นที่จะให้สีไม่เหมือนกัน โดยเธอเลือกใช้ไลเคนที่พบมากในประเทศไทย เพื่อบ่งบอกสีอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

“สีที่นำมาใช้สกรีนจะอยู่ใช้สีที่มีค่าพีเอชอยู่ที่ 8-11 คือ สีม่วงและสีน้ำเงิน โดยใช้สีม่วงเป็นสีพื้น ส่วนสีน้ำเงินใช้เป็นลวดลาย ซึ่งสีย้อมจากไลเคนจะให้สีที่เข้มคล้ายสีเคมี ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือให้สีติดเนื้อผ้าเพราะแค่จุ่มลงไปแล้วยกขึ้นมาสีก็ติด และผ้าที่ย้อมจากสีไลเคนจะมีความไวต่อความเป็นกรดเป็นด่างสูง ดังนั้นหากแช่ด้วยผงซักฟอกที่มีความเป็นด่าง หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีความเป็นกรดในระยะเวลานานพอ สีของมันก็จะเปลี่ยนไป เช่น ผ้าสีม่วงนำไปแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ถ้าเบื่ออยากเปลี่ยนกลับเป็นสีเดิมก็แค่นำไปแช่ในผงซักฟอก เราก็จะได้สนุกไปกับสีบนผืนผ้าด้วยตัวเอง”

นักศึกษาวัย 23 ปียังกล่าวด้วยว่าสีย้อมไลเคนจะติดได้ดีในผ้าใยธรรมชาติที่เป็นเซลล์สัตว์ เช่น ผ้าไหม และขนเฟอร์ เนื่องจากไลเคนเป็นสัตว์จึงเกาะกับเซลล์สัตว์ได้ดีกว่าเส้นใยจากพืช อย่างผ้าลินินหรือผ้าฝ้ายจะย้อมได้สีไม่สวยเท่าและจะสกรีนสีไม่ติด

สำหรับชนิดผ้าที่เธอเลือก คือ ผ้าไหมและผ้าไหมจีน และการออกแบบลวดลายก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปร่างภายนอกของไลเคน ซึ่งบางส่วนเธอได้มองลึกผ่านกล้องจุลทรรศน์และถอดรูปเซลล์ของไลเคนออกมา

เธอเล่าว่า ไลเคนทุกสายพันธุ์จะมีรูปร่างเพียง 4 แบบ คือ ลักษณะคล้ายใบไม้ เป็นดอกคล้ายช่อเข็ม เป็นดอกขนาดเล็ก และเป็นช่อคล้ายเห็ด โดยเธอได้จัดเรียงลวดลายเลียนแบบการเติบโตของไลเคนคือ กระจุกกันเป็นพุ่มและกระจายออกไปทั้งผืนผ้า

“ถามว่าทำไมการย้อมสีด้วยไลเคนถึงไม่ได้รับความนิยมทั้งที่เป็นภูมิปัญญาที่มีมานานแล้ว อาจเป็นเพราะตอนนี้ยังไม่มีการผลิตไลเคนเพื่อย้อมสีผ้าวางจำหน่ายในท้องตลาด เพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย แต่ในอนาคตถ้าหน่วยวิจัยไลเคนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง สามารถผลิตสีย้อมจากไลเคนออกสู่ตลาดได้ และคนทั่วไปสามารถใช้ได้อย่างแพร่หลายจริงๆ ก็เชื่อว่าจะได้รับความนิยมไม่แพ้สีธรรมชาติอื่นแน่นอน”

เช่นเดียวกับโครงการออกแบบลวดลายผ้าด้วยสีย้อมจากไลเคนชิ้นนี้ที่จะกลายเป็นประโยชน์ในมิติของการย้อม เพราะเธอได้คิดค้นเฉดสีน้ำเงินจากการเปลี่ยนค่าพีเอชของไลเคนได้สำเร็จ เธอได้สร้างความสนุกให้กับวงการแฟชั่นด้วยการย้อมผ้าด้วยสีที่มีชีวิต ซึ่งผู้บริโภคสามารถเล่นกับสีได้เองเหมือนได้ทดลองวิทยาศาสตร์ และเธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าออกแบบสิ่งทอด้วยสีธรรมชาติชนิดอื่นๆ ต่อไป เพื่อสร้างสีสันใหม่ให้กับผืนผ้าและโลกใบนี้