เต้น 2 สไตล์ สลายไขมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563043

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 17:58 น.

เต้น 2 สไตล์ สลายไขมัน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

การเต้นรำที่ถูกต้องนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับใครบางคน เพราะต้องอาศัยทั้งทักษะและความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวมประกอบกัน แต่การเต้นรำทุกประเภทนั้นล้วนมีส่วนช่วยในเรื่องสุขภาพได้มากทีเดียว เพราะมีผลการวิจัยของต่างประเทศที่พบว่า การเต้นรำนั้นช่วยบำรุงหัวใจได้ดีกว่าการออกกำลังกายโดยทั่วไป นั่นก็เพราะมีความสนุกสนานร่าเริงมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพที่หันมาฝึกซ้อมด้วยการเต้นรำด้วยนะ ก็จะทำให้มีศักยภาพสูงขึ้นเวลาลงแข่งขันจริง ที่สำคัญการเต้นรำยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้ดีอีกด้วย ครั้งนี้เราจึงอยากนำเสนอการเต้นรำ 2 สไตล์ ที่ช่วยสลายไขมันให้หนุ่มๆ สาวๆ กลับมามีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้ง

1.แซมบ้า

แซมบ้าเป็นรูปแบบการเต้นที่ค่อนข้างร้อนแรงมากๆ ในแง่ของลีลาท่าทางภายนอกที่แสดงออกมา ส่วนภายในนั้นการเต้นแซมบ้าจะช่วยในเรื่องของสุขภาพได้มากทีเดียว พูดง่ายๆ ว่ามันคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกดีๆ นั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้ปอดกับหัวใจทำงานได้อย่างเต็มที่ แถมยังช่วยให้กล้ามเนื้อฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นเป็นอย่างดี

การเต้นแซมบ้านั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเต้นรำที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ประชากรบราซิเลียน ดังจะเห็นได้จากงานขบวนแห่คาร์นิวัลที่จะมีสาวๆ แต่งตัวสวยๆ ประดับขนนกออกมาเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาดูร้อนแรง การเต้นแซมบ้านั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน ต่อมาได้มีคนคิดค้นการเต้นแบบผสมเข้าไป และเรียกชื่อซะใหม่ว่า “ซุมบ้า” (Zumba) ซึ่งจะมีจังหวะมันๆ รวมกันหลายรูปแบบ โดยเสริมด้วยระบำหน้าท้องเข้าไปด้วย ทำให้เต้นแล้วรู้สึกสนุกสนานและท้าทาย แบบนี้ถ้าใครเต้นแล้วไขมันไม่สลายก็ให้มันรู้ไป

2.ฮิปฮอป

ฮิปฮอปเป็นการเต้นสไตล์สตรีทแดนซ์แบบมันๆ ที่นิยมกันมาหลายปีแล้ว เด็กแนวจะชอบเต้นกันเป็นพิเศษ แต่ผู้ใหญ่ใจเด็กที่ร่างกายยังไหวก็สามารถเต้นได้เช่นกัน ถ้านึกไม่ออกให้ดูจากภาพยนตร์เรื่อง Step Up ซึ่งตัวละครในเรื่องจะแดนซ์กันกระจายด้วยท่าทางเท่ๆ สนุกๆ แบบนั้นเลยล่ะ

รู้มั้ยว่าการเต้นฮิปฮอปนั้นจะช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างดีสุดๆ โดยใน 1 ชั่วโมงจะช่วยเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 500 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว (เทียบเท่ากับข้าวขาหมู 1 จาน) ซึ่งถ้าเต้นบ่อยๆ จะช่วยให้การเต้นครั้งต่อไปของคุณใช้เวลาในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินน้อยลงไปด้วย

การเต้นฮิปฮอปถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อหัวใจให้ได้บีบตัวเต็มที่ ใครที่อยากให้ไขมันที่พุงสลายแล้วเปลี่ยนมาเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่สวยงามแทน ให้ลองฝึกเต้นฮิปฮอปดูสิ โดยเบื้องต้นอาจเริ่มจากใส่ท่าเต้นฮิปฮอปเพิ่มเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน ก็จะเป็นการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายและการออกกำลังกายของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

มาถึงตรงนี้จึงสรุปได้ว่า การเต้นทั้ง สองสไตล์นี้มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากๆ เพราะถ้าทำสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยลดพุงและสลายไขมันส่วนเกินได้แล้ว ยังช่วยให้สุขภาพดีตามไปด้วย ทั้งยังช่วยให้มีสมาธิ ช่วยให้สมองและความจำดีตามไปด้วย

เอ้า! รู้อย่างนี้แล้วรีบมองหาโรงเรียนสอนเต้นในสไตล์ที่คุณชอบ หรือฟิตเนสที่มีคลาสสอนเต้นทั้งสองสไตล์นี้ด่วนๆ เลย

‘แอล แฟชั่น วีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’ ฉลอง 20 ปี ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563041

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 17:45 น.

‘แอล แฟชั่น วีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’ ฉลอง 20 ปี ยิ่งใหญ่

เรื่อง วราภรณ์  ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สิ้นสุดไปแล้วสำหรับ 14 โชว์ ผลงาน 19 ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและน้องใหม่ สำหรับแฟชั่นโชว์ประจำปีของนิตยสารแอล ประเทศไทย ที่มุ่งผลักดันแฟชั่นไทยสู่เวทีแฟชั่นโลก จัดแฟชั่นอีเวนต์แห่งปี “ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018” ปีนี้ในวันเปิดงานคือ 29 ส.ค. พบกับโชว์เปิดสุดพิเศษจากดีไซเนอร์ระดับตำนานแบรนด์ “ไข่ บูติก” ของ ไข่-สมชาย แก้วทอง ผู้ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครั้งที่ 20 ของแฟชั่นวีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย บนรันเวย์สุดอลังการในเต็นท์ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอด 5 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-2 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นอกจากแบรนด์ไข่ บูติกแล้ว ยังมีแฟชั่นโชว์จากอีก 13 แบรนด์ ได้แก่ วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) Presented by Absolut Lime, แลนด์มี่, ASV, โคลเซ็ท, เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมต (Everyday Karmakamet), ณิชชา (Nicha) Presented by Iceland Spring และน้องใหม่จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ Arm Adi, Fon-Archive, Takara Wong และ Vinn Patararin, วทานิกา พรีเซนเทด บาย Citi, เมช มิวเซียม (Meshmuseum, Contemporary Southern Batik by OCAC), มิร์เรอร์ มิร์เรอร์ แบงค็อก (Mirror Mirror Bangkok), เพน คิลเลอร์ (Painkiller) และปิดท้ายงานแฟชั่นโชว์ด้วยแบรนด์ ฮูค’ส Presented by Honda HR-V

สำหรับโชว์ 2 วันแรกเป็นของโชว์ “ไข่ บูติก” ผลงานออกแบบของสมชาย นำเสนอ “ความมหัศจรรย์ของผืนผ้าไทย” คอลเลกชั่นสุดพิเศษที่สมชายรังสรรค์ขึ้นสำหรับงานครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพื้นเมืองซึ่งเป็นผ้าไทยหายากหลากหลายชนิด แบ่งเป็น 3 เซตใหญ่ๆ ได้แก่ ผ้าชาวเขา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผ้าสะสม ของจักรรัตน์ วรรณรัตน์ ล้วนเป็นผ้าหายากระดับระดับมิวเซียม นอกจากนี้มีผ้ามัดหมี่ ผ้าไหมแพรวา ผ้าย้อมคราม และผ้าปักด้วยมือจากช่างฝีมือชั้นสูง

แม้เป็นผ้าพื้นเมือง แต่สมชายนำผ้าเหล่านี้มาสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้รูปแบบที่แปลกตาออกไป เช่น มีความเอียง ความไม่เท่ากันของการตัดเย็บ รวมไปถึงการนำผ้ามาอัดพลีต และการนำผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาเย็บติดกันเป็น Patchwork เป็นต้น มีเหล่านางแบบโชว์ทั้งสิ้น 31 ชุด อาทิ นางแบบระดับตำนานอย่าง สินจัย เปล่งพานิช อาภาศิริ นิติพน คาร่า พลสิทธิ์ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล จิดาภา ณ ลำเลียง เยอราดีน ริคอร์เดล แมคอินทอช นาตาชา เปลี่ยนวิถี ฯลฯ มาสร้างความฮือฮาให้กับโชว์ เพื่อนำเสนอแบรนด์ Kai ที่โลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่นไทยเป็นระยะเวลานาน

โชว์วันที่ 2 เป็นของแบรนด์ “วิคธีร์รัฐ” โดย อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของวิคธีร์รัฐ ได้ถ่ายทอดความงามในสไตล์อาหรับ เพราะได้แรงบันดาลใจมาจาก “อาหรับราตรี” (One Thousand and One Nights) นิทานชุดอันโด่งดังที่ได้รวบรวมเอาเรื่องเล่าของชาวอาหรับในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ที่ผ่านกระบวนการตีความในรูปแบบเฉพาะมาเป็นคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ประจำปี 2018 แบรนด์วิคธีร์รัฐจึงนำเสนอ “1001” สะท้อนความหรูหราในสไตล์อาหรับ แต่สวมใส่ได้จริง เช่น เสื้อแขนยาวมีฮู้ดผ้าเจอร์ซีย์ใส่กับกระโปรงทรงทิวลิปสีเหลืองสด เสื้อผ้าไนลอนแขนพองเข้าชุดกับกางเกงผ้าไนลอนทรงฮาเร็ม เสื้อแขนกุดที่ดูเหมือนเสื้อกั๊กจากเทคนิคการตัดต่อผ้า สวมใส่กับกางเกงทรงฮาเร็มผ้าอัดพลีตสีดำ และเสื้อเปิดไหล่ตัวสั้นทรงบอลลูนตัดเย็บด้วยผ้าดัชเชสซาติน เข้าคู่กับกางเกงทรงฮาเร็มผ่าหน้าโชว์เรียวขา ชุดเดรสหลากความยาว เป็นต้น

ปิดท้ายโชว์วันที่ 2 ด้วย แบรนด์แลนด์มี่ ของ มี่-เนตรดาว วัฒนะสิมากร นำเสนอ Landmee Collection Fall/ Winter 2018 พาเราย้อนอดีตไปสู่ยุควิกตอเรียน โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายเรื่อง Great Expectations ที่มีตัวเอกแต่งชุดแต่งงานสีขาวรอคอยคนรักของเธอในปราสาท “ความรัก ความหวัง การรอคอย” จึงได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นล่าสุด Love is almost everything เนตรดาวได้ให้ความสำคัญกับดีเทลของการตัดเย็บสร้างซิลลูเอทแบบเสื้อผ้าโบราณ มีการขึ้นโครงเสื้อและดีเทลต่างๆ ถูกนำกลับมาทำให้ทันสมัยและปรับใช้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ผ้าหรือการเลือกลูกไม้ ทั้งใหม่และเก่าถูกนำมาผสมผสานและรังสรรค์ผ่านตัวชุดได้อย่างแยบยล นอกจากฝีมือการออกแบบที่อ่อนหวานแล้ว ยังได้นักแสดงและนางแบบสาว เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์ ใส่ชุดสีแดงเพลิงมาร่วมเดินแบบด้วย

ทำดีหวังผล เพื่อสังคมที่ดีขึ้น’ เราช่วยกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563036

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

ทำดีหวังผล เพื่อสังคมที่ดีขึ้น’ เราช่วยกันได้

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ อีพีเอ, มูลนิธิเพื่อคนไทย

จากผลการสำรวจจากงานวิจัยต่างๆ รวมทั้ง “คนไทยมอนิเตอร์” ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่พร้อมลงมือแก้ไขปัญหาสังคมแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร “Good Society Expo 2018 เทศกาลทำดี หวังผล” จึงเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วม ด้วยการเปิดพื้นที่แนะนำช่องทาง การลงมือทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคม โดยการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย อาสาสมัคร หรือจะสนับสนุนบริการหรือบริจาคเงินผ่านกลไกการให้ที่มีแนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน มุ่งเน้นงานพัฒนาความยั่งยืนทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผู้สนับสนุนหลักๆ ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์

ปีนี้ Good Society Expo 2018 ชวนคนไทย “ทำดีหวังผล” ตามถนัด จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ก.ย.นี้ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นความร่วมมือของ 80 องค์กรช่วยกันขับเคลื่อน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การศึกษา คนพิการ ต้านทุจริต สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ภายใต้แนวคิด “เทใจ ปันกัน ฟู้ดฟอร์กู๊ด โซเชียลกีฟเวอร์” บนพื้นที่ 11 โซนนำเสนอปัญหาและทางออกให้ทุกคนมีส่วนร่วมตามความสนใจร่วมกว่า 50 กิจกรรมน่าสนใจ

งานเสวนา“ชวนคิด ชวนทำ”

ก่อนจะจัดงานจริงในวันที่ 13-16 ก.ย.นี้ มีการเสาวนาเวทีชวนคิดชวนทำ “กู๊ด โซไซตี้ : ทุกปัญหาสังคม คนไทยทุกคนช่วยได้” เพื่อเรียกน้ำย่อยระหว่างหลายองค์กรอิสระ หนึ่งในนั้นคือ อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ได้พูดถึงวิธีที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยอภิชาตเน้นไปที่ปัญหาคนพิการว่าขณะนี้เมืองไทยมีคนพิการราว 8 แสนคน แต่ผู้พิการราว 5 แสนคนไม่มีงานทำ ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ

(ที่ 2,3 จากซ้าย) ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพลูสินธนา วิเชียร พงศธร

มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมจึงร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ขับเคลื่อนเป็นปีที่ 4 เพื่อเชื่อมโยงให้สถานประกอบการที่กฎหมายกำหนดว่าต้องจ้างคนพิการ แต่ในความเป็นจริงยังมีการจ้างงานคนพิการยังไม่ครบกับที่กฎหมายกำหนด

“ตอนนี้กรอบของเราอยากให้คนพิการได้ทำงานเชิงสังคมในชุมชน ตอนนี้มีบริษัท 400 กว่าแห่งให้ความร่วมมือช่วยสร้างงานให้คนพิการ 4,000 คนได้มีงานทำ เราอยากให้บริษัทต่างๆ เปิดรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น”

สำหรับหัวข้อ ช่วยพัฒนาการศึกษาได้อย่างไร พัดชา มหาทุมะรัตน์ รองผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ ยกตัวอย่างปัญหาคุณแม่วัยใส เชื่อหรือไม่ว่า เด็กตั้งแต่เริ่มเรียนประถมถึงมัธยมปลาย เด็กที่ได้เรียนจนจบมัธยมปลาย มีอัตราไม่ถึงครึ่งของนักเรียนที่ได้เริ่มเรียนด้วยหลากเหตุผล เช่น การไปเป็นคุณแม่วัยใส ต้องช่วยงานที่บ้าน ฯลฯ

โครงการร้อยพลังการศึกษาเป็นการร่วมพลังคนทำงานด้านการศึกษาในมุมต่างๆ มาร่วมมือกันทำจากงานวิจัย พบว่าการเข้าถึงมีประเด็นใหญ่ๆ คือ เรื่องที่ 1 การทำอย่างไรให้เด็กเรียนจนจบชั้นมัธยมหกเป็นอย่างน้อย 2.เรียนอย่างไรให้รู้เรื่องให้สนุกแล้วมีประสิทธิภาพ 3.เรียนไปแล้วรู้ไหมว่าเรียนไปเพื่ออะไร อาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝัน และไปถึงตรงนั้นได้ ทำ 3 เรื่องร่วมกัน

“ในงานนี้เป็นการร่วมและเป็นงานที่ทำงานร่วมกันในสังคมได้ เช่น บริษัทห้างร้านอยากร่วมมือแก้ปัญหาการศึกษาพวกเขาจะร่วมมือได้อย่างไร วิธีง่ายๆ คือ ใช้ของส่วนตัวมาช่วยมาร่วมได้ เช่น เกรย์ฮาวด์ คลับ 21 เลิฟอีส และอื่นๆ อีกหลายบริษัทแสดงความร่วมทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น ทำสินค้าลิมิเต็ด เอดิชั่น หารายได้เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา งานนี้เป็นการร่วมมือกันทำงานในระยะยาว”

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

คอร์รัปชั่น แก้ด้วยวิธี“อย่านิ่งเฉย”

เราจะช่วยต้านคอร์รัปชั่นได้อย่างไร ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตอบเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นได้สร้างความเดือดร้อน ยุ่งยากให้ชีวิตคนไทยมาก ปัญหาหลายๆ อย่างนำสู่ความแตกแยกทางสังคม การเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาจะไม่ลุกลามบานปลายจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีเรื่องคอร์รัปชั่น

ที่ผ่านมาปัญหาคอร์รัปชั่นยังแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก คนก็ไปพุ่งเป้าองค์กรคิดว่ายังไม่พอเพราะกฎหมายยังลงโทษไม่รุนแรง ซึ่งกฎหมายพิสูจน์แล้วว่า เราจะแก้ไขที่กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ แต่อยู่ที่จิตสำนึกของคนไทย ต้องช่วยกันออกความเห็น ช่วยเฝ้าระวัง อะไรเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องช่วยกันมีปากเสียง ถ้าเราเห็นคนทำอะไรที่ขัดกับศีลธรรม และทำแล้วขัดต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม เช่น นำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว เอาเวลาในราชการมาทำงานในเรื่องส่วนตัว นำผลประโยชน์ให้กับญาติพี่น้องหรือพวกพ้องของตัวเองให้สันนิษฐานก่อนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วต้องไปดูอีกทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นผิดกฎหมายหรือไม่

หากเราพบการคอร์รัปชั่นสิ่งที่เราควรทำคือ ตั้งคำถามให้คนรอบข้างช่วยกันสังเกต สิ่งเหล่านั้นผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่เราควรจะยอมรับหรือไม่ ถ้าเราคิดว่ารับไม่ได้ ควรพูด ไม่นิ่งเฉย หรือหากร้ายแรงควรแจ้งต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น พบเห็นเด็กอนุบาลรับประทานอาหารกลางวันอย่างมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เหมาะสมกับค่าอาหารที่ผู้ปกครองเสียไป หรือทำงานราชการแล้วต้องปลอมลายเซ็นเพื่อไปเบิกเงิน หรือการทำบุญในวัดแล้วเห็นพระสงฆ์นำเงินที่ญาติโยมบริจาคไปใช้ในเรื่องส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่ควรนิ่งเฉย เพราะจะทำให้การคอร์รัปชั่นนั้นเลวร้ายลงไปอีก แต่หากเราพูดเรามีเสียงอย่างน้อยก็ทำให้คนกระทำผิดรู้ตัวว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้อง คุณกำลังถูกจับตาดูอยู่นะ เป็นต้น

“เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องยากมาก ที่จะทำให้เสียงคนไทยพูดออกไปในทางเดียวกันอย่างมีพลัง เราต้องร่วมกันช่วยกันแก้ไขปัญหาใหญ่ของประเทศ ในงานเราจะนำส่วนหนึ่งของภาคี 14 องค์กร เพื่อนำเสนอให้สังคมได้รู้ ยังมีคนที่คิดดีทำดีตั้งหลายอย่าง เขาทำอะไรบ้าง

ผู้ร่วมงานจะได้เห็นรูปแบบการทำงานวิธีการต่างๆ แล้วเกิดแรงบันดาลใจ ว่าตัวเขาเองที่ยังไม่ได้ลงมือ เขาเองสามารถทำอะไรบางอย่างได้ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น รูปแบบของงาน 14 โครงการนำเสนอรูปแบบง่ายๆ จัดเป็นเกม มาช่วยกันค้นหาการคอร์รัปชั่น เราจัดการกับมันอย่างไร โดยจะมีเกมออกมา เป็นเกมที่สมมติบนพื้นฐานของความเป็นจริง

ทุกคนที่มาเล่นเกมจะสนุก เข้าใจได้และจะรู้ว่า รูปแบบการโกงต่างๆ ที่ไปสัมผัสและทดสอบด้วยตัวเองถ้าได้เจอจริง จะจัดการแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยเรานำมาทั้งหมด 7 คดีโกง เรามาดูกันว่า ผ่านการจัดงานครั้งนี้ไปจะเกิดพลัง ความเข้าใจที่จะลงมือช่วยกันแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นได้อย่างไร”

อภิชาติ การุณกรสกุล

“แอ็กทีฟ ซิติเซน”เริ่มได้ที่ตัวเอง

โต้โผใหญ่ในการจัดงาน วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวว่า จากจุดร่วมต้น ทำมาแล้ว 5 ปี เห็นความก้าวหน้า เห็นผลการพัฒนาสังคมของการแบ่งปัน ตลอด 5 ปี เซ็นทรัลพัฒนาช่วยให้เรื่องสถานที่มาโดยตลอด สิ่งที่คาดหวังจากการจัดกิจกรรมคือ อยากให้เกิดส่วนร่วม สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“เราอยากเชิญชวนสังคมเราให้ความร่วมลงมือช่วยกันแก้ปัญหาในสิ่งที่ตัวเองถนัด เราเห็นพัฒนาการมีความตื่นตัวทางสังคมมากขึ้น เราอยากให้คนในสังคมมีส่วนร่วม ทำดีแล้วต้องหวังผลให้สังคมดีขึ้น เรามีองค์กรร่วมที่มากขึ้นถึง 80 องค์กร จริงๆ เรามีส่วนร่วมที่หลากหลายได้ เราเริ่มที่ตัวเองก่อน คือทำโครงการเอง หรือมาช่วยสนับสนุนองค์กรต่างๆ ที่เราสนใจได้ เป็นผู้สนับสนุนหรือมีแนวคิดรูปแบบแปลกแตกต่าง

ผมอยากให้เราแข่งกันทำความดี เราอยากให้เกิดแอ็กทีฟ ซิติเซนขึ้นเยอะๆ และสิ่งที่เราทำ 17 หัวข้อจัดเป็นหมวดหมู่แล้วถือเป็นปัญหาระดับโลกทั้งหมด เราอยากมีสังคมที่ดีได้อย่างไร มันจะไม่เกิดขึ้นหากทำด้วยองค์กร ตัวเองและคนอื่น แต่ต้องเกิดขึ้นจากเจ้าของสังคมที่จะต้องช่วยกันทำ เช่น ภาคธุรกิจอย่างเซ็นทรัลพัฒนา เราต้องช่วยกันขับเคลื่อน เอื้อให้คนมามีส่วนร่วมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ”

ด้าน ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวต้องขอขอบคุณคุณวิเชียร ที่ชวนเซ็นทรัลพัฒนาทำโปรเจกต์นี้ เพราะเขาคิดว่าศูนย์การค้าไม่น่าใช่เพียงสถานที่จับจ่ายเงินทอง แต่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีบ้าง

“5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นการพัฒนาของงานคือ มีคนมาร่วมงานเยอะมาก ผมคิดว่าแค่คนมาที่พาวิลเลียนเพื่อคนพิการแล้วกลับไปช่วยเหลือคนพิการ ช่วยกันทำเรื่องอาหาร สิ่งแวดล้อม เพียงแค่นี้ผมคิดว่าเราก็วินแล้ว ไอเดียของผมคิดว่าจัดปีละครั้งยังน้อยไป เราอยากสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกัน เช่น เรื่องคอร์รัปชั่นผมก็เป็นคณะกรรมการประปาระดมเรื่องต้อต้านคอร์รัปชั่นโดยตรง เราสามารถไดรฟ์กิจกรรมได้ หน้าที่ของเซ็นทรัลพัฒนาคือเป็นแพลตฟอร์ม คนมาห้างอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการต่อยอด หรือเกิดเน็ตเวิร์ก ผมอยากให้คนรู้ว่า การคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องปกติ เราต้องทำให้คนโกงอยู่ไม่ได้ ทำให้คนพิการมีพื้นที่ในการประกอบอาชีพได้”

กู๊ด โซไซตี้ เอ็กซ์โป

งานนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่การริเริ่มงาน “คนไทยขอมือหน่อย” ครั้งแรกเมื่อ 2556 ปัจจุบันผ่านมา 5 ปีแล้ว ก่อนขยายวงสู่ความร่วมมือที่กว้างขึ้น ปีนี้เนื้อหานิทรรศการนำเสนอประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 พื้นที่นำเสนอกิจกรรมเชิงประเด็น ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก แยกเป็นพาวิลเลียนดังนี้ เช่น พาวิลเลียนการศึกษาพัฒนาเยาวชน ประกอบด้วยภาคีโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม “เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น” และภาคีเพื่อการศึกษาไทย

รูปแบบนิทรรศการคือ นำเสนอสารเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศผ่านปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของเด็กไทย โดยใช้การสะกดคำภาษาไทยแบบผิดๆ ด้วยลายมือจริงของน้องๆ ที่มีอายุเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดปัญหานี้สู่สังคม

สำหรับพาวิลเลียน Social Inclusion (คนพิการ) ปิยวรรณ องค์สุวรรณ ผู้จัดการโครงการบริษัท กล่องดินสอ กล่าวว่า กลุ่มทำงานด้านคนพิการ เพื่อการสร้างสรรค์สังคมที่ให้เราสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างเท่าเทียมที่สุด ให้คนปกติกับคนพิการออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน

“บางกิจกรรมคนพิการออกมาทำกิจกรรมไม่ได้ เราจึงออกแบบกิจกรรมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาคนพิการซึ่งมีโครงการย่อย 9 โครงการ เพื่อทำให้คนพิการสามารถทำกิจกรรมร่วมกับคนปกติได้ เท่าที่ผ่านมาเราทำกิจกรรมรูปแบบนี้มาโดยตลอด เช่น กิจกรรมร่วมกันวิ่งด้วยกัน ไกด์ รันเนอร์ คนปกติวิ่งกับคนพิการ ถือเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมถูกที่สุด ทำง่ายที่สุดเพราะใครๆ ก็สามารถวิ่งได้ เราออกแบบแอพพลิเคชั่นให้คนตาบอดออกไปดูหนังร่วมกับคนตาดีได้ เพราะวันหนึ่งเราก็อาจต้องนั่งวีลแชร์ หรือมีกิจกรรมเข้าครัวด้วยกัน

ในงานกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นคือ เราจัดเวิร์กช็อป เข้าครัวด้วยกัน เราจะให้คนปกติเข้าคลาสทำอาหารแบบคนตาบอดครั้งแรก ที่คุณจะพบว่าไม่ต้องใช้สายตาก็ปรุงอาหารอร่อยได้ และทำอาหารเพื่อคนพิการได้ปลอดภัย เอาคนพิการมาทำเวิร์กช็อป เราสามารถชิมอาหารของคนพิการได้ เพราะมีวิธีทำอาหารที่สะอาดปลอดภัย ใช้หม้อหุงข้าวทำ จึงไม่อันตราย เราลองมาทดลองทำอาหารโดยไม่ใช้ประสาทสัมผัสทางตา เป็นสูตรที่ออกแบบโดยเชฟ มีการชั่งตวงวัด ดังนั้นอาหารจึงออกมาอร่อยแน่นอน”

พาวิลเลียนเพื่อสิ่งแวดล้อม องค์กรตัวกลางคือ มูลนิธิเอ็นไลฟ จัดกิจกรรมร่วมกับมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หัวข้อช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างไร ดร.ณัฐพันธ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาโรคภัยยุคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดต่อหรือเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมคนเรา ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้คนสุขภาพดี ต้องเริ่มต้นจากการสร้างเสริมสุขภาพ

“ในปีนี้เครือข่ายด้านสุขภาพ 10 หน่วยงานช่วยกันคิดว่า คนเรากลับไปบ้านอยู่ร่วมกับพ่อแม่ลูก เราจึงออกแบบบูธของเราเป็นบูธสุขภาพดีทุกช่วงวัย เพราะทุกช่วงวัยมีปัญหาสุขภาพแตกต่างกัน แต่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ เราออกแบบบูธเป็นบ้าน เรายกปัญหาอย่างไรสำหรับพ่อแม่มือใหม่ แม่สามารถพัฒนาเด็กได้อย่างไร โดยเรามีแอพพลิเคชั่นช่วย พอเด็กโตเป็นเด็กติดจอ โดยเรามีวิทยาการกิจกรรมช่วยแก้ไขปัญหาวัยรุ่น มีปัจจัยเสี่ยงคุยกันเรื่องเพศกับลูกวัยรุ่นได้ไหม

ปีนี้เรามีการทำแอพพลิเคชั่น เข้าใจวัยรุ่น พอโตหน่อยเข้าสู่วัยทำงาน มีปัญหาชีวิตเรื่องทำมาหากิน เราก็มีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำการแก้ไขปัญหา เรียกว่าเรามีแอพพลิเคชั่นทำอย่างไรสุขภาพดี 8 เรื่อง เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา รวมทั้งเรามีนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ และการรับมือกับโรคซึมเศร้า คือทุกช่วงวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้ อยากให้ทุกคนมาดูบ้านหลังนี้ ครอบครัวที่มาด้วยกันก็สามารถมาดูแล้วแยกบ้านกันดูได้ตามความสนใจครับ”

การเข้ารอบซีไรต์ครั้งที่ 3 ของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562879

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

การเข้ารอบซีไรต์ครั้งที่ 3 ของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ฤดูกาลแห่งการประกวดซีไรต์มาถึงแล้ว ครั้งนี้ครบรอบปีที่ 40 มีเรื่องสั้นเข้าประกวดทั้งหมด 58 เรื่อง ปีนี้เข้ารอบ 8 เรื่อง ได้ผู้หญิงและผู้ชายอย่างละสี่เท่าๆ กัน เราได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ เกริกศิษฏ์ พละมาตร์ จากเรื่องเกาะล่องหน เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่สำหรับเวทีนี้ เพราะเขาเคยได้ซีไรต์เมื่อปี 2559 จากรวมบทกวีเรื่องนครคนนอก และเข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายปี 2560 จากรวมเรื่องสั้นชื่อ เรากำลังกลายพันธุ์

ในวัย 45 ปี เขาเขียนหนังสือมาแล้ว 20 ปีเต็มตั้งแต่อายุ 25 ปี มีงานเขียนออกมาทั้งหมด 7 เล่ม กวี 4 เล่ม นิยาย 2 เล่ม เรื่องสั้น 1 เล่ม สำหรับเล่มล่าสุดที่เข้ารอบของปีนี้คือเกาะล่องหน เขาใช้เวลาเขียนนาน 2 ปี เป็นนวนิยายเหนือจริงที่สะท้อนความจริงของโลกแห่งเรื่องเล่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกาะและผู้คนบนเกาะที่ดูเป็นคนธรรมดาแต่ก็มีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง เพราะพวกเขาจะไม่มีวันตายและไม่แปรเปลี่ยนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เป็นเกาะที่แยกจากแผ่นดินมันปรากฏขึ้นและอันตรธานหายไป มันเหมือนนวนิยายที่ว่าด้วยการซ้อนทับของเรื่องจริงและเรื่องแต่ง บางทีเหมือนเรื่องจริงทั้งหมด หรือคล้ายเรื่องแต่งทั้งหมดก็ได้

เขาถือว่าเป็นนักเขียนมือรางวัลเพราะได้รับรางวัลมาแล้วหลายเวที ในส่วนของซีไรต์นั้นก็เข้ารอบสุดท้ายของซีไรต์ถึง 3 ครั้ง จะกดดันหรือไม่นั้น เขาตอบเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเองว่า ไม่กดดันเลยเพราะเวลาเขียนหนังสือนั้นก็คือตั้งใจเขียนให้ดีที่สุดจนกว่าจะพอใจ เขียนให้จบให้ดี ไม่ได้คิดเขียนเพื่อเอารางวัลเป็นที่ตั้ง เรื่องรางวัลเป็นผลพลอยได้ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สิ่งที่หวังก็คืออยากให้งานได้รับการเผยแพร่ เข้าถึงผู้อ่านของคนที่เป็นแฟนประจำของเขา หรือมีนักอ่านรุ่นใหม่ๆ เข้ามาอ่านมากขึ้น ส่วนการได้รับรางวัลถือเป็นกำลังใจที่ดี ได้มาแล้วก็จบไป คิดงานเล่มใหม่ๆ ต่อไป อยากให้มีงานออกมาอย่างสม่ำเสมอมากกว่าอย่างน้อยก็สักปีละเล่มก็ยังดี

สำหรับพล็อตเรื่องในการเขียนนั้นเขาเอาจากความสนใจ จากมุมมองในสิ่งรอบตัว มาจากประสบการณ์และสัญชาตญาณ ที่เป็นความคิดวาบเข้ามา โดยเขาจะตั้งธงไว้ในใจก่อนว่าครั้งนี้อยากจะเขียนอะไร เรื่องสั้น นิยาย หรือบทกวี

“ถ้าหลักๆ ที่ผมสนใจตอนนี้ก็คือ จะเป็นเรื่องราวทางจิตวิญญาณ การหลุดพ้น เช่น คนเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เป็นเรื่องจริงของชีวิต แต่ไม่ใช่เรื่องแนวธรรมะนะครับ เป็นเรื่องแนวจิตวิญญาณ ซึ่งก็มีกลิ่นอายของความเป็นชาวพุทธเข้ามาผสมผสานบ้าง ซึ่งผมเองก็ศึกษามาบ้างด้วยตัวเอง เพราะผมก็เคยบวชเรียนมาแล้ว ก็นำมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนได้”

ตอนนี้เขามีอาชีพเป็นนักเขียนเต็มตัว โดยตอนเช้าเขาจะอ่านหนังสือต่างๆ วันละ 2 ชั่วโมง เพราะการอ่านหนังสือคืออาหารสมองคือการสะสมข้อมูลไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนช่วงสายๆ จะวาดรูป ตอนบ่ายๆ จะเขียนหนังสือทุกวัน ฝึกตัวเองให้มีระเบียบวินัยปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทุกบ่ายจะเขียนหนังสือวันละ 3-4 ชั่วโมงทุกวัน ถ้าอารมณ์รื่นไหลก็จะเขียนไปถึงตอนเย็น ถ้าความคิดจินตนาการไม่ราบรื่น ตอนเย็นก็จะออกไปวิ่งเพื่อออกกำลังกายและเพื่อเป็นการกระตุ้นสมองเขาจะวิ่งทุกเย็นวันละ 3-4 กิโลทุกวัน ซึ่งเขาวิ่งมาราธอนมา 4-5 ปีแล้ว

เขาบอกว่าการวิ่งช่วยให้สมองปลอดโปร่งราบรื่นดี ส่งผลช่วยให้งานเขียนไปได้ดีขึ้นเขาจึงวิ่งอย่างจริงจังเพื่อส่งเสริมงานเขียน และเพื่อสุขภาพที่ดี เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

สร้างดินแดนแห่งความสุข ได้ด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562871

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 10:03 น.

สร้างดินแดนแห่งความสุข ได้ด้วยตัวเอง

โดย มัลลิกา นามสง่า  ภาพ : ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

นิทรรศการ ANO’s Wonder Horror Land ต้อนรับผู้ชมด้วยสีสันที่ให้บรรยากาศของความสนุกสนานความสุขพลันบังเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากแต่งานศิลปะที่ถูกเพนต์ลงบนผนังดูน่ารัก สดใส มีความนัยซ่อนอยู่ ลูกโป่งที่เสมือนของประดับตกแต่ง แต่คือหนึ่งชิ้นงานศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อย

งานจิตรกรรม ประติมากรรม บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นฝีมือของศิลปินหญิงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นี่คือนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเธอ “เนะ-อโณทัย นิรุตติเมธี” หรือ อะโนะ (ANO)

อะโนะสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัย RMIT เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย สาขา Communication Art And Design มีผลงานการออกแบบร่วมกับแบรนด์ระดับอินเตอร์อย่าง Kiehl’s รวมทั้งการเพนต์กำแพงให้กับโรงแรม ร้านอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ และยังเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์

“ที่ผ่านมายังไม่มั่นใจว่าเราจะจัดนิทรรศการได้ แต่ครั้งนี้เนะต้องก้าวผ่านความกลัวนั้น ธีมหลักของงานคือสิ่งที่เรานึกถึงอยู่บ่อยๆ เรื่องสัจธรรมของชีวิตเพราะว่าเนะเชื่อในความคิดบวก เหมือนคิดอะไรได้แบบนั้นซีเคร็ตออฟไลฟ์ มองสิ่งร้ายให้ดี เพราะไม่มีวันไหนที่จะดีเสมอไป เราต้องเจอเรื่องแย่ๆ อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันได้ยังไง

พยายามปล่อยใจว่างๆ นึกถึงเราอยู่ใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ คนเรามีเวียนว่ายตายเกิด เหนื่อยนักก็พักซะ ไม่ใช้อาร์ตรุนแรง งานของเนะไม่บอกอะไรถูกผิด แต่ให้ยอมรับมันสิ่งที่เราเจอ”

ลายเส้นเรียบง่ายผสานสีสันสดใสเพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับเนื้อหาที่ศิลปินนำเสนอการรับมือในวันเลวร้าย ด้วยการมองเป็นเรื่องสนุก ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นคนมองโลกในมุมบวก

“เรื่องบางเรื่องเราอาจหลบพ้นหรือหลบหนีมันไม่ได้ แต่เราสามารถรับมือกับมันได้ โดยการมองเรื่องนั้นๆ ในมุมที่ต่างออกไป มันอาจเป็นเรื่องร้ายเดิมๆ ที่คอยตามหลอกหลอนตอนคุณหลับตา หรือเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่เราควบคุมไม่ได้

มันทำให้เนะกลับมาคิดว่ามันคงดี ถ้าเราสามารถบิดเบือนความเจ็บปวด ความผิดหวังหรือฝันร้าย ให้กลายเป็นเรื่องสนุก เพราะว่าอะไรก็เป็นไปได้ในโลกของ ANO’s Wonder Horror Land ดินแดนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เป็นไร แต่เราจะยิ้มไปพร้อมกัน” มีการสร้างคาแรกเตอร์ในงานศิลปะ คือ“อะโนะ” เป็นสัตว์เลี้ยงตาเดียวและมีน้องลูลูคือผู้หญิงผมแดง “น้องผมแดงเพิ่งเกิด อะโนะมีมาสักพักแล้ว แต่งานวอลล์เพนต์ไม่ค่อยแอดน้องเข้าไป แต่จากนี้ถ้านึกถึงงานเนะจะมีตัวนี้

อะโนะสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมาแบบจะวาดอะไรที่อยู่กับเรา เนะชอบเมฆมีความนุ่มนิ่ม อยากให้น่ารักเหมือนแองเจิล ให้เขาเป็นฟรีฟอร์มเพื่อที่ประยุกต์เป็นอะไรก็ได้ เชฟเขาจะกลมๆ ง่ายๆ เขาจะกลายเป็นหมู หมา หมีอะไรก็ได้ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แต่ยึดไว้อย่างเดียวคือมีตาเดียว”

ในชิ้นงานมีกิมมิกที่ศิลปินต้องการสื่อ อย่างวาดสติ๊กเกอร์ติดลงในอ่างอาบน้ำเป็นกิมมิกว่าชีวิตมันเหนื่อยหนักรีแลกซ์สิ ถ้าโลกข้างนอกวุ่นวาย โหดร้าย พื้นที่นี้ล่ะที่คุณจะได้อยู่กับตัวเอง ในอ่างอาบน้ำยังมีปลาทองว่ายวนอยู่ เพื่อย้ำให้เห็นว่านี้คือโลกแห่งความฝัน ย้ำคำว่า Wonder Land ที่ทุกคนสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ เพื่อหลีกหนีจากโลกที่โหดร้าย

ลูกโป่งที่ลอยติดเพดานเมื่อดึงลงมามีข้อความคำพูดต่างๆ บั่นทอนจิตใจ แต่ไม่ว่าใครจะว่าอะไร ถ้าเราไม่เก็บไว้ เพียงผู้ชมถ่ายรูปเก็บความสวยงามกับสีสันของลูกโป่งเสร็จ ก็ปล่อยลูกโป่งลอยไป เสมือนการไม่ยึดติดกับคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ

ในพื้นที่นิทรรศการมีผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะการจัดวาง ยังมีพื้นที่ผนังว่างเปล่ามีปากกาวางไว้ให้ผู้ชมเขียนอะไรก็ได้ เปรียบเสมือนให้คนปลดปล่อยปีศาจในตัวเอง ปลดปล่อยให้ออกมาในรูปแบบมีสีสัน

“ผลงานชุดนี้เน้นใช้สีสันสดใสที่เป็นแม่สีหนักๆ เช่น น้ำเงิน แดง เหลือง ส่วนลายเส้นหากมองผ่านๆ อาจจะดูน่ารักเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างผ่านการคิดและกรองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโซนต่างๆ หรือตัวการ์ตูนที่อยู่ในผืนผ้าใบ

ภาพ Face Fruits สะท้อนให้เห็นว่าคนเราแต่ละคนต้องพบเจอสถานการณ์ต่างๆ มากมายที่ทั้งชอบและไม่ชอบใจ ซึ่งหน้าตาของเราก็จะแปรเปลี่ยนสีไปตามอารมณ์ความรู้สึกนั้น แต่จริงๆ เราสามารถปลูกหน้าเองได้ และทุกๆ วันใหม่จะมีวันดีๆ เสมอ เพียงแต่อย่าให้ใครมาทำลายหน้าตาเราที่กำลังยิ้มอยู่”

หากพร้อมที่จะเข้าไปเผชิญกับปีศาจร้ายและพร้อมที่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นมิตร ไปผจญดินแดนน่ากลัวแต่สามารถรับมือกับมันได้อย่างสนุกสนาน เชิญพบกับนิทรรศการ ANO’s Wonder Horror Land จัดแสดงถึงวันที่ 30 ก.ย. ที่ เดอะ แกลเลอรี่ 36 โรงแรม พูลแมน กรุงเทพ จี ถนนสีลม

ฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีแบบ นาวิน ต้าร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562869

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:55 น.

ฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีแบบ นาวิน ต้าร์

โดย ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ นาวิน ต้าร์ (นาวิน เยาวพลกุล) คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือนักแสดงหนุ่มดีกรีดอกเตอร์ที่มีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มสุดๆ และกลายเป็นแบบอย่างในการออกกำลังกายของใครหลายๆ คนในขณะนี้

ล่าสุด นาวิน ต้าร์ ก็กำลังมีผลงานละครเรื่อง “นางบาป” ทุกคืนวันพุธและพฤหัสบดี ทางช่อง 3 ซึ่งกำลังเข้มข้นเชียวล่ะ

แต่การจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงจนเป็นไอดอลได้นั้น ต้าร์มีวิธีการออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างไร? เราไปฟังเจ้าตัวเปิดเผยเทคนิคในการดูแลตัวเองกันเลย

“ที่ผ่านมานอกจากการเล่นฟิตเนสแล้ว ผมยังเริ่มสนใจการปั่นจักรยานด้วย เนื่องจากพอเราเล่นฟิตเนสไปได้สักพักก็เริ่มเบื่อละ ผมเลยมองหากิจกรรมใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากการเข้าฟิตเนส จนมาเจอการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยไปชวนเพื่อนอีก 3-4 คน รวมตัวกันไปซื้อจักรยานแล้วก็มาปั่นกันเลย

จากกลุ่มเล็กๆ ก็กลายเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เราใช้ชื่อกลุ่มว่า ‘แก๊งง้อไบค์’ ไบค์นี่คือจักรยาน ส่วนง้อก็คือ ง้อให้มาขี่อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าใครไม่ขี่เราง้อให้มาขี่ ถ้าใครขี่ไม่ชวนเรางอน ระยะทางไกลๆ ที่เคยปั่นไปก็มีบางแสน และพระนครศรีอยุธยา ระยะทางประมาณ 100 กม.ได้ ยิ่งปั่นตอนกลางคืนเป็นอะไรที่สนุกมาก ผมคิดว่าการปั่นจักรยานมีเสน่ห์ตรงที่เราได้ไปสัมผัสและได้ซึมซับบรรยากาศ สถานที่อย่างเต็มอิ่ม เพราะความเร็วที่เราใช้ในการปั่นจักรยานจะไม่เท่ากับการขับรถยนต์”

ต้าร์ บอกว่า นอกจากนี้เขายังชื่นชอบการวิ่งมาราธอนด้วย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายมาก ต้องใช้ทั้งความอดทนและกำลังใจที่สูงมากๆ เพราะระยะทางในการวิ่งค่อนข้างไกลพอสมควร

“เรามีการรวมกลุ่มกันวิ่ง ในกลุ่มที่วิ่งด้วยกันมีชื่อว่า ‘แก๊งเต่าน้อย’ ซึ่งมีผม มีพี่ตูนบอดี้สแลม ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมาหลายคน เรานัดเจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตอนเช้าตี 5 ครึ่ง โดยนัดมาเจอกันที่สวนลุมพินี ตอนนี้หน้าฝนมันก็ไม่มีรายการวิ่ง แต่เราก็พยายามซ้อมกันอยู่ตลอดเพื่อให้ร่างกายคงที่ เวลาแข่งขันจริงจะได้ทำเวลาได้ดีครับ

การปั่นจักรยานกับการวิ่งเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนว่ายน้ำก็เป็นสิ่งที่ชอบ เราถนัดกีฬาทั้ง 3 ชนิดนี้อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าแข่งไตรกีฬาซะเลยดีกว่า เพราะไตรกีฬาเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้ความอดทน ร่างกายต้องแข็งแรงมากๆ แต่สิ่งที่ผมหลงใหลการแข่งไตรกีฬาเลยก็คือ ผมได้ฝึกสมาธิ เพราะเราต้องตั้งมั่นจิตใจให้มีสมาธิ มีสติ ต้องเช็กก่อนว่าร่างกายเราเป็นไง หัวใจเราเต้นเร็วมั้ย เช็กดูแขนขาว่ายังไหวมั้ย

คือเราต้องกะว่าแรงที่เรามีมันต้องไปแค่ไหน แล้วมันเหมือนเป็นการสอนเราไปในตัว ว่าถ้าทำในสิ่งที่เรารัก เราต้องพยายามที่จะมองในแง่บวกอยู่เสมอ เพราะว่าถ้าเรามองในแง่ลบ เราไม่มีทางจะทำต่อได้ เราก็จะรู้ว่าเราผ่านระยะทางมาเยอะแล้ว อีกนิดหนึ่งเราจะถึงเส้นชัยแล้ว ถึงแม้ว่าได้แค่ครึ่งทาง ถึงจะยังเหลืออีกตั้งเยอะ แต่การที่คิดว่าเราผ่านมาตั้งครึ่งแล้วมันจะวิ่งเร็วขึ้นมาทันทีเลยล่ะ คือแรงใจมันมา สภาพร่างกายกับจิตใจเรามันสัมพันธ์กัน แล้วสปีดเราก็จะเพิ่มขึ้นมาทันทีเลย”

ต้าร์ เสริมว่า รางวัลที่เขาภาคภูมิใจคือรางวัลที่เกี่ยวกับไตรกีฬา เพราะมันรวมกีฬา 3 อย่างที่เขาชอบไว้ นั่นคือ วิ่ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยาน

“ตอนที่ผมไปแข่งในงานกรุงเทพไตรกีฬา ครั้งที่ 5 ประจำปี 2556 ระยะที่ผมลงแข่งขันคือระยะสปรินท์ ประกอบด้วย ว่ายน้ำ 800 เมตรในแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อด้วยปั่นจักรยาน 27.8 กม. บนทางยกระดับบรมราชชนนี และวิ่ง 5 กม. มาจบที่สะพานพระราม 8 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ใช้มาตรฐานแบบการแข่งโอลิมปิก

ผลออกมาคือเราได้ที่ 6 ก็ตกใจว่าเราทำได้ ทุกคนก็แปลกใจ เพราะตอนแรกทุกคนเห็นผมมาร่วมแข่งขันก็คิดว่าเรามาแข่งเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร แต่ผมสู้สุดใจแล้วก็ทำสุดแรงที่มี ตามที่เราฝึกซ้อมมา ก็เหมือนเป็นบทพิสูจน์ว่าเราจริงจังกับกีฬาชนิดนี้ สิ่งที่ภูมิใจมากๆ ก็คือใน 6 อันดับมีคนไทยแค่ 2 คน นอกนั้นเป็นชาวต่างชาติหมดเลยครับ

ผมเชื่อว่าการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ถ้าเรามีแรงใจพอ ยังไงๆ มันก็สำเร็จครับ แล้วการออกกำลังกายถึงแม้ว่ามันดูเหมือนว่าจะไม่ได้อะไร แต่มันคือการฝึกความอดทน ฝึกการมองในแง่บวก ฝึกกำลังใจของตัวเอง ชนะใครไม่เท่าชนะตัวเองครับ”…ติดตามที่ IG : navintar

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ‘ชีวิตนี้พอใจกับคำว่า พอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562867

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ‘ชีวิตนี้พอใจกับคำว่า พอ’

โดย วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

คนเรามีความพอใจในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน สำหรับ สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล วัย 46 ปี ผู้สร้างแบรนด์สลัดผักไฮโซจนเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุขภาพที่ดั้งเดิมแบรนด์ชื่อสลัดผักไฮโดร สู่สลัดผักไฮโซ จากการขนานนามของแฟนคลับ ที่เริ่มต้นเกิดจากแบรนด์เล็กๆ ที่ต้องผ่านบทพิสูจน์ล้มลุกมาหลายครั้ง แต่หลักของการคิดดีทำดี ใช้ชีวิตให้ช้าลงอาศัยหลักธรรมะและการมีความสุขกับความพอเพียงและพอดี ทำให้แบรนด์สลัดผักไฮโซก้าวสู่ร้านที่มีแนวคิดคืนกำไรและให้อาชีพกับคนในสังคม

ล้มและลุกกับการสร้างแบรนด์

อาจารย์สิรีสุรีนันท์ หรือพี่หนึ่งของน้องๆ เล่าถึงบททดสอบของการสร้างแบรนด์สลัดผักของตัวเองย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว เธอเรียนสูตรน้ำสลัดแสนอร่อยจากคุณป้าท่านหนึ่งในซอยบ้านย่านรังสิต แล้วเธอก็ย้ายไปอยู่ที่เชียงรายพร้อมกับทำสลัดผักแบรนด์ไฮโดรจำหน่ายกล่องละ 20 บาท ขายได้วันละ 20 กล่อง ขยับมาที่ขายได้ 50 กล่องภายใน 1 วันหลังจากผ่านไปแค่ 6 เดือน และขยับจำนวยยอดขายวันละ 400 กล่อง/วัน โดยจำหน่ายแบบไม่มีหน้าร้านส่งตามตลาดและโรงพยาบาล

“ปี 2549 ถึงจุดอิ่มตัว ดิฉันรู้สึกอยากให้คนกรุงเทพฯ ได้กินสูตรน้ำสลัดอร่อยๆ บ้าง โดยร้านสลัดที่เชียงรายให้น้องทำต่อ จนปัจจุบันยกให้ลูกน้องไปแล้ว และดิฉันมาทำตลาดน้ำสลัดผักใหม่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2550 ประสบปัญหาคือคู่แข่งเยอะ ระยะแรกๆ ฝากวางขายตามสถานที่ต่างๆ ต้องแกะทิ้งเป็นเข่งๆ เรียกว่าติดลบอยู่ครึ่งปี แต่ดิฉันไม่เลิกยังทำต่อพอย้ายมากรุงเทพฯ ก็ย้ายไปอยู่หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ย่านรังสิต และมาเช่าร้านเล็กๆ หน้าหมู่บ้านเริ่มแรกทำเป็นร้านสลัดในรถเข็นเล็กๆ ก่อน ขายสลัดผักอยู่ทั้งปีไม่มีวันไหนเลยที่ขายได้ถึง 100 ชุด พอปี 2552 เริ่มมีรายการต่างๆ เข้ามาสัมภาษณ์ก็เริ่มขายได้วันละ 100 ชุดนิดๆ พอปี 2553 ได้ออกสื่อทีวี เส้นทางเศรษฐีของช่อง 7 สีมาถ่ายทำ ก็ขยับมาขายได้เป็น 150 ชุด/วัน”

จากปี 2546-2556 แม้จะล้มลุกไปบ้างแต่พี่หนึ่งบอกว่าเธอไม่เคยหยุดเดิน สู้ต่ออย่างมีกำลังใจ เพราะยึดคติประจำใจคือ วันหนึ่งถ้าเราทำอะไรก็แล้วแต่ในสิ่งที่เรารัก ไม่ได้คิดว่าต้องรวย แค่ทำไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุขดีกว่า ถ้าพบว่าสุข จึงพัฒนาต่อ ด้วยการทำน้ำสลัดเพิ่มอีก 3 สูตรเพื่อสุขภาพมีส่วนประกอบของผลไม้ ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้ออกรายการตลาดสดสนามเป้า ทางช่อง 5 พร้อมๆ กับชื่อ สลัดผักไฮโซ ได้กำเนิดขึ้น

“กว่าจะได้ออกรายการของช่อง 5 ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ใหญ่ในช่องมากมาย เพราะเขาต้องมาตรวจสอบเรื่องภาชนะที่เราใช้ การเตรียมของเราต้องใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคจริงๆ น้ำสลัดเราไม่พึ่งสารกันบูดเพราะใช้น้ำกรองในการต้มธัญพืช อุปกรณ์ทุกอย่างเราลงทุนอย่างดี เรื่องการกินการนอนเป็นสิ่งที่ดิฉันให้ความใส่ใจมาก เราต้องกินดีและมีสุขภาพที่ดี สลัดผักไฮโซที่เราได้ฉายามาเพราะผู้ชมเรียกจนติดปาก ไฮโซมาจากวัตถุดิบที่เราใช้ จากเดิมขายได้ 180 กล่อง/วัน ก็ขายได้ 700-1,000 กล่อง/วัน เรียกว่าคนต้องเข้าคิวรอซื้อกันเลย”

ทำพอดี แต่พอเพียง

“ตอนนี้ดิฉันเหมือนใช้ชีวิตช้าๆ คือ ไม่ได้คิดถึงกำไรมากมาย ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญและไม่กดดันลูกน้อง ตอนนี้ดิฉันใช้ชีวิตประจำวันคือ ตื่นตอนตี 5 ลุกขึ้นมาทำอาหารให้ลูกสาว 2 คนรับประทานก่อนไปโรงเรียน และทำอาหารกล่องแบบสุขภาพดีให้สามีไปกินที่ทำงาน จากนั้นดิฉันทำงานบ้าน และจะออกไปร้านช่วงบ่ายๆ ดูแลงานนิดหน่อยก็ไปรับลูกสาวคนเล็กกลับจากโรงเรียนและมาทำกับข้าวให้ลูกๆ กับสามีกิน วันเสาร์อาทิตย์หากมีเวลาก็ไปทำบุญบ้าง แต่ทุกเย็นดิฉันกับสามีต้องเข้าห้องพระเพื่อนั่งสมาธิและสวดมนต์ก่อนนอน”

อาจารย์สิรีสุรีนันท์ บอกว่า ชีวิตทุกวันนี้ค่อนข้างลงตัวกับคำว่าพอ แต่ถ้าวันหนึ่งที่พี่หนึ่งต้องเพิ่มออร์เดอร์เพื่อต่อยอดธุรกิจ ซึ่งไม่ได้หนักสำหรับตัวเองที่จะขยายต่อไป เพราะการเพิ่มวัตถุดิบไม่หนักหนา แต่เธอรู้สึกห่วงทีมงานที่จากต้องตื่นตี 3 มาตื่นตี 1 เพื่อทำออร์เดอร์ให้พอเพียงกับความต้องการของลูกค้า

“ถ้าให้ลูกน้องต้องตื่นแต่เช้าดิฉันคงไม่เอา เพราะอาชีพทำน้ำสลัดขาย ใจต้องรักจริงๆ การเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีกระบวนการมากมายในการทำสลัดผักหนึ่งกล่อง ทั้งผักดิบ ธัญพืช งา ขนมปัง ต้องผ่านการล้าง คั่ว อบ ต้ม นึ่ง การเตรียมทุกขั้นตอนมีหลายกระบวนการและต้องละเอียดอ่อน”

ก้าวพ้นทุกข์ด้วยกตัญญู

คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญที่สุดคือหน้าที่ หลายคนไม่สนใจเรื่องในบ้าน แต่ไปทำนอกบ้าน แต่สิรีสุรีนันท์มองว่า เราต้องทำบ้านให้แข็งแรง แล้วค่อยแบ่งปันออกไป ในฐานะเธอเป็นลูก เราควรดูแลแม่ให้ดีที่สุด ดูแลลูกให้ดีเป็นแม่แบบ และสอนลูกด้วยการกระทำ หากอยากให้ลูกกตัญญู เธอต้องทำตัวเป็นลูกที่ดี หลักคิดต่างๆ สิรีสุรีนันท์ กล่าวว่า เธอได้จากการชอบธรรมะ เธอเป็นคน จ.อุบลราชธานี ที่คุณแม่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ อายุ 15 ปี เธอเริ่มอาสาทำกิจกรรมล้างห้องน้ำวัด แต่เรื่องรสธรรมะเธอไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ มาเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งตอนใช้ชีวิตครอบครัวและได้ดูแลคุณแม่ของอดีตสามีนานถึง 10 ปี

“อาม่าเดินได้ 5 ปี และเดินไม่ได้อีก 5 ปี ก่อนอาม่าจะเสียชีวิต ตอนที่อาม่ายังมีชีวิตในฐานะลูกสะใภ้ดิฉันได้ดูแลอาม่าอย่างใกล้ชิด เพราะแม่ของอดีตสามีในช่วงนั้นท่านไม่เอาใคร ซึ่งดิฉันได้ธรรมะจากการดูแลอาม่าเยอะมาก แม่ดิฉันสอนว่า รักแม่แค่ไหนให้รักอาม่าแค่นั้น เป็นคำแม่ให้ดิฉันขจัดความทุกข์ ขณะที่ต้องดูแลอาม่าเช็ดอุจจาระให้ บางแวบเคยเข้ามาในหัวว่า ทำไมเราต้องมานั่งเช็ดให้ท่านด้วย ลูกๆ หายไปไหนหมด ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีใครอยากเป็นภาระใคร สักวันเราก็ต้องก้าวเดินไปจุดที่อาม่าเป็น ในทุกๆ วันดิฉันก็เลยตั้งใจดูแลอาม่าให้ดีที่สุด อาม่าเหมือนเป็นกระจกเงาให้ดิฉันส่องว่า อย่าไปตำหนิคนแก่เพราะเดี๋ยววันหนึ่งเราก็ต้องแก่ ถ้าเธอแก่ เธอก็เป็นแบบฉันนั้นแหละ” ฉะนั้นเวลามีญาติผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน ควรดูแลท่านให้ดี เพราะลูกหลานไม่มีใครอยากทิ้งหรือไม่ดูแลญาติผู้ใหญ่ของตน แต่ความจำเป็นของคนไม่เหมือนกัน ณ เวลานั้นเธอพร้อมที่จะดูแลญาติผู้ใหญ่ และเธอใช้หัวใจดูแลอย่างเต็มที่

“การดูแลผู้สูงอายุเป็นงานหนักนะคะ หลังจากที่อาม่าไม่อยู่แล้ว ดิฉันยังรู้สึกคิดถึง อาม่าทำให้ดิฉันได้ทำความดี ทำให้การเกิดเป็นมนุษย์ของเรามีคุณค่า ถือเป็นโอกาสทองที่เราได้ทำความดี เกิดความอิ่มเอมใจนี้มันกินไม่หมด”

การล้างผัก คือ การกำหนดลมหายใจ

การมีชีวิตแบบช้าๆ ไม่ได้หมายความถึงการหยุดพัฒนา แต่หมายถึงการค่อยๆ ทดลองเปิดตลาดให้ลูกค้าได้ชิม ค่อยๆ ไปในแนวทางที่กำลังของตัวเรามี ค่อยๆ เรียนรู้ผู้บริโภค ค่อยๆ ก้าวเอาเท่าที่ได้ รู้จักคืนกำไรให้สังคมบ้าง

“หลายคนถามว่าทำไมดิฉันไม่ขึ้นห้าง เพราะดิฉันมีเป้าหมายอยากให้คนไทยได้มีอาชีพมากกว่า อยากให้เราเริ่มจากความรักในอาชีพ และไม่โลภ บางคนโลภ พอโลภทำให้ไม่ไหวแล้วเลิกเลยเพราะโหมทำมากเกินไป เขาไม่ได้เริ่มต้นจากชอบ แต่จะเอาเงิน เราน่าจะค่อยๆ ทำไปก่อน ดูว่าเราชอบไหม ไม่ชอบค่อยเลิก แต่บางคนไม่สนคิดว่าอยากได้เงิน พวกนี้เลิกไปเยอะ อาชีพทำอาหารเหมาะกับคนชอบเข้าครัวจะไปไหว ค่อยๆ ทำ ดูกำลังตัวเองสำคัญ แล้วจะอยู่รอด สิ่งต่างๆ หากทำฉาบฉวยมันน่ากลัว เราจะก้าวเดินแบบรู้ตัวรู้ตน รู้กำลังตัวเอง ลองแล้วชอบก็ค่อยๆ ทำ เรื่องเงินเอาไว้ทีหลัง แต่ละวันเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในอาชีพ เงินที่ได้รับถือเป็นโบนัส อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง มันจะทำให้เราไม่เครียด”

อีกทั้งมนุษย์เราควรขัดเกลาตนเองอยู่ตลอดเวลา หมั่นทำบุญทำทาน ถือศีลภาวนาหากเรียนธรรมะแล้วก็คือยาที่สามารถส่งต่อให้คนอื่นได้มีชีวิตที่สุขจริงๆ ได้ ความรัก โลภ โกรธ หลง อยู่กับมนุษย์มาทั้งชีวิต เราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเบาบางลง เช่น ความรักของหนุ่มสาวหรือคู่แต่งงานสักวันต้องมีเสื่อมลง ถ้าเรารู้เท่าทันเราก็ไม่ให้อะไรมาทำร้ายเรา

วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

ชีวิตแบบช้าๆ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้สิรีสุรีนันท์มองว่า ชีวิตทุกวันนี้มีแต่ความเร่งรีบ วุ่นวาย เมื่อเธอมองว่า ธุรกิจของเธอพออยู่ได้ พอเลี้ยงลูกน้องแล้ว เธอจึงมีความสุขกับชีวิตพอเพียงแบบนี้

“ดิฉันรู้สึกอยู่ตัวแล้วเรามีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ได้ดูแลบ้าน ครอบครัว มีกิจกรรมร่วมกันดูแลลูกน้อง ดูแลแม่ ตอนนี้ดิฉันมีหน้าที่ เป็นลูกของแม่ เป็นแม่ของลูก เป็นเจ้านาย เป็นภรรยา เราพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ใช่ดูแลแค่ร่างกาย เราต้องดูแลจิตใจด้วย เราดูแลลูกน้องเรื่องกิน ที่อยู่หลับนอน ให้เขาอยู่สบาย อาหารการกินเต็มที่ และการใช้งานเขาพอดีๆ เราอยู่พอดีพอเพียง วันไหนออร์เดอร์เยอะขอให้ลูกค้าสั่งสลัดวันอื่นได้ไหม เพราะเราเน้นขายวันหนึ่งไม่เยอะ อยากไปทำบุญก็ได้ไป

บางคนถามดิฉันว่า ทำงานบ้างไหม จริงๆ ดิฉันทำงาน เรามองว่าเราอยู่แบบพอดีๆ ดิฉันช็อปปิ้งเดือนหนึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่ซื้ออาหารมากกว่า แม่บ่นตลอดว่า เอ๊ะเธอมีเสื้ออยู่กี่ตัว เพราะเห็นใส่ซ้ำจัง ดิฉันมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ให้คนอื่นหมด บางตัวซื้อมาแพงๆ เราพิจาณาแล้วไม่เหมาะกับตัวเอง ดิฉันก็ยกให้คนอื่นเลย ดิฉันชอบทำบุญให้กับผู้มีพระคุณ บางครั้งให้เงินสร้างบ้านคุณลุงที่ดูแลดิฉันมาเป็นล้านบาท เพราะดิฉันเห็นลุงอายุเยอะแล้วควรมีบ้านที่ดีและมีเครื่องอำนวยความสะดวก การให้ไม่ได้บั่นทอนเรา แม้ดิฉันยังมีหนี้ แต่แค่นี้ดิฉันให้ลุงได้ และคิดเสมอว่า เราโชคดีที่ลุงยังมีชีวิตอยู่ให้เราตอบแทนท่านค่ะ”

กวี สุพัง หมุนล้อไปเก็บภาพ ชีวิตต้องเดินต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562866

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:32 น.

กวี สุพัง หมุนล้อไปเก็บภาพ ชีวิตต้องเดินต่อไป

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตคนเราบางทีก็ยิ่งกว่าละคร มีหลายบทหลายตอน ทั้งสุข เศร้า สมหวัง คละเคล้ากันไป คุณพระคุณเจ้าท่านจึงสอนสั่งไว้ว่า เวลาดีใจก็อย่าให้ออกนอกหน้ามากเกินไป แล้วเวลาเสียใจก็อย่าให้ฟูมฟายจนเกินไป จนชีวิตไปต่อไม่ได้ พยายามวางใจให้เป็นกลางเข้าไว้ เวลาที่เจออะไรแรงจะได้มีกำลังใจสู้ต่อไป เพราะสุขทุกข์ในชีวิตนั้นเป็นของคู่กัน ทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าคนจะรวยหรือจน จะมียศถาบรรดาศักดิ์อย่างไรก็ไม่มีข้อยกเว้นให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น

วันนี้เรามีตัวอย่างของคนที่มีกำลังใจที่ดีแม้ชีวิตจะเจอเรื่องสาหัสหนักหนาอย่างไร เขาก็ไม่ยอมแพ้ มีแค่ไหนใช้แค่นั้น เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อไป จากเด็กหนุ่มที่รูปร่างปกติแขนขาดี รูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้มหน้าคม มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่เสมอ แต่โชคร้ายในวัยเกือบ 20 ปี เขาได้รับอุบัติเหตุไฟฟ้าชอร์ตอย่างรุนแรงจนต้องตัดแขนขาไปในวัยหนุ่ม แม้จะเศร้าเสียใจเพียงใด เขาก็ลุกขึ้นสู้ต่อ ยิ่งขาดก็ยิ่งต้องแกร่ง ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด

กวี สุพัง ในวัย 30 ปลายๆ ปัจจุบันนี้เขาทำงานที่สำนักงานแห่งหนึ่ง แต่ทุกวันหยุดเขาจะไปช่วยทำงานจิตอาสาอยู่เป็นครั้งคราว หรือไม่ก็มีกิจกรรมไปต่างจังหวัดเพื่อถ่ายรูปเรื่องราวชีวิตผู้คนต่างๆ เพื่อมาลงเพจของเขาที่ชื่อว่า ”หมุนล้อไปเก็บภาพ”

กวี เล่าย้อนอดีตของเขาให้ฟังว่า เขาเป็นหนุ่มอีสานจาก จ.ศรีสะเกษ เขาเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ หลังจากจบมัธยมต้น และมาเรียนต่อสายช่างโดยเรียนไปทำงานไป และมาประสบอุบัติเหตุที่กรุงเทพฯ นี่เอง

ตอนนั้นเขามาทำงานให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ทำงานอยู่แล้วโดนไฟฟ้าชอร์ตสลบไปเลย มีคนพาไปส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ 2 ปี เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเพื่อไปรักษาบาดแผลและกายภาพบำบัด รวมทั้งหัดใช้อุปกรณ์ฝึกเดิน เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด

“ตอนนั้นเรายังเด็กวัยรุ่นอายุ 18-19 เอง ไม่เต็ม 20 ปีดี ก็ยังไม่ได้คิดอะไรเยอะแบบว่ายังไม่ทันคิดว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เด็กต่างจังหวัดคงไม่ได้ทะเยอทะยานมากนักเลยยังไม่กังวลอะไรเท่าไรกำลังใจดี จิตไม่ตก ไม่ทุรนทุราย ไม่ฟูมฟาย มหาวิทยาลัยที่เราทำงานเขาก็ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลดี”

จนกระทั่งกลับไปอยู่บ้านที่ศรีสะเกษ มีเวลาว่างมาก มีเวลาได้อยู่คนเดียว จึงเริ่มมีเวลาคิด เพื่อนๆ มาเยี่ยมก็เอาซีดีเพลงมาฝาก เริ่มเศร้าลงเล็กน้อย ฟังเพลงไปคิดตาม หันมาอ่านหนังสือ หัดเขียนหนังสือ เพราะมือเราถูกตัดไปแล้ว ต้องใช้แขนเทียม ต้องมาหัดกันใหม่หมด เขาต้องมาหัดใหม่หมด ต้องเซ็นเองให้ได้เพื่อไปรับเงินเบิกต่างๆ ถึงตอนนั้นจึงได้คิดว่าชีวิตที่เหลือต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร

ด้วยความที่เขาเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ก็ช่วยเหลือให้กำลังใจเป็นอย่างดี ถึงตอนนั้นเขาเริ่มคิดถึงอนาคตว่าต่อไปจะทำอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน เพราะทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาแล้วได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ให้สังคมได้บ้างหรือยัง

“ที่ถามกับตัวเองแบบนั้นไม่ได้พราะคิดสั้น หรืออยากจะทำร้ายตัวเองนะครับ แต่เพราะช่วงที่อยู่บ้านว่างๆก็ได้ดูหนังเกี่ยวกับสงคราม อ่านหนังสือแนวชีวิตจิตใจ ก็เริ่มมีความคิดว่าแม้มีร่างกายไม่ครบเท่าเดิม แต่เราก็ยังพอทำอย่างอื่นได้ ทำประโยชน์เพื่อสังคมได้บ้าง ที่สำคัญผมต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ใช้ชีวิตให้อยู่คนเดียวให้ได้ เพื่อพ่อแม่จะได้ไม่เป็นห่วง พ่อแม่แก่ตัวลงทุกวัน ไม่อยากให้ท่านทุกข์ใจ ถ้าเราเข้มแข็งอยู่รอดได้ท่านก็จะสบายใจ ไม่เป็นภาระของพี่ๆ ผมจึงต้องออกจากบ้านที่ศรีสะเกษเพื่อเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อแสดงว่าผมดูแลตัวเองได้ ไปต่อได้แม้มีไม่เท่าเดิม ซึ่งพ่อแม่ท่านไม่อยากให้ผมเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อีกแล้ว เพราะตอนมาครั้งแรกอายุ 18 ก็มาเจออุบัติเหตุ กลับไปรักษาตัวตอน 20 กว่า ท่านก็เจ็บปวดเสียใจไปกับเรา ทีนี้เข้ามาอีกครั้งตอนนั้นอายุ 22 พอดี” เขาเล่าอย่างมุ่งมั่น

หลังจากเก็บตัวรักษาอยู่ที่บ้าน 2 ปี พอช่วยเหลือตัวเองได้พอสมควรแล้ว เขาก็ได้ไปเข้าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการจากอุบัติเหตุจากการทำงาน ที่ศูนย์ฝึกอาชีพ จ.ระยอง พร้อมๆ กับไปเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่ 2 ปี ก็ย้ายจาก จ.ระยอง มาอยู่ที่พัทยา มาเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มที่ศูนย์ฝึกคนพิการของวัดมหาไถ่ พัทยา ซึ่งเขาก็ได้มาเป็นพื้นฐานอาชีพกับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ เขายังร่วมเป็นอาสาสมัครโครงการใช้ทางเท้าที่พัทยา เพื่อช่วยรณรงค์การใช้ทางเท้าเพื่อผู้พิการ และมีโครงการต่อเนื่องมาที่กรุงเทพฯ ด้วย จนได้มารู้จักกับองค์การคนพิการสากล ต้องการคนทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เขาจึงได้ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ ถึงตอนนี้ก็ 6 ปีแล้วที่เขาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา

ถ้าถามกันจริงๆ ว่า จากอุบัติเหตุครั้งนั้นเขาทำใจได้จริงๆ โดยไม่กระทบกระเทือนจิตใจใดๆ เลยหรือ เขาครุ่นคิดก่อนตอบว่า มันก็มีบ้างหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วมีจิตเศร้าหมองบ้าง แต่ก็ไม่ได้ฟูมฟายอะไรมากมาย เนื่องจากไม่อยากให้ที่บ้านโดยเฉพาะพ่อแม่ท่านไม่สบายใจ ยิ่งเขามีทีท่าทุกข์ร้อนไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ คนที่จะรู้สึกแย่มากไปยิ่งกว่าเขาก็คือพ่อแม่นั่นเอง

เขาจึงต้องพยายามตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด ทำร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งให้ได้เร็วที่สุด ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ และเขาต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเอง ทำมาหาเลี้ยงตัวเองให้ได้

กวี บอกว่า สิ่งที่เขาต้องมีก็คือการมองโลกในแง่ดี และการให้กำลังใจตัวเองสำคัญที่สุด แม้จะมีคนอื่นให้กำลังใจเขามากมายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มากพอ ไม่ดีพอเท่ากับการที่เขาให้กำลังใจตัวเอง เขาต้องใส่พลังใจมองโลกในแง่บวกมากๆ เพื่อที่จะผ่านวันผ่านคืนอันเลวร้ายมาได้ ต้องแยกแยะให้ได้ ต้องมองโลกด้วยความเป็นจริง อย่ามโน อย่าฝันหวาน ความจริงก็คือเขาต้องสตรองให้มากที่สุด ถ้าไม่เข้มแข็งก็อยู่ไม่รอด ลำพังแค่เบี้ยคนพิการเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาท ไม่มีทางพอในการดำรงชีพในยุคนี้อย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ถือว่าเขาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ถึงกับลำบาก มีงานประจำทำ และพยายามทำงานเก็บเงินหารายได้พิเศษเก็บออมไว้ใช้ยามหลังเกษียณ โดยมองหางานเสริมเพื่อทำงานวันหยุด เริ่มจากการหางานที่เริ่มจากพื้นฐานความชอบเป็นสำคัญ เพื่อจะทำงานอย่างมีความสุข ไม่เครียด ไม่น่าเบื่อ เพราะเขาก็มีงานประจำทำอยู่แล้ว

“ผมสนใจเรื่องการถ่ายรูปมานานแล้ว สะสมเก็บเงินซื้อกล้องตัวเล็กไว้ถ่ายภาพที่ชอบ พอมีเงินก้อนใหญ่ขึ้นก็ซื้อกล้องที่ดีมากขึ้น ถ่ายวิวทิวทัศน์ ถ่ายชีวิตผู้คนไปเรื่อย เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดก็เอากล้องของเราไปถ่ายเอง เริ่มมีความชำนาญก็ถ่ายดีขึ้น เพื่อนฝูงคนรู้จักเห็นว่าฝีมือพอใช้ได้ เวลามีงานมีการต่างๆ เขาก็จ้างเราไปถ่ายบ้างอะไรบ้างพอได้ค่าขนม ได้เงินเก็บไปซื้ออุปกรณ์เสริมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แม้งานจะไม่ได้มากมายนัก แต่เขาก็อยากจะทำมันเรื่อยๆ” เขาเล่าอย่างมีความสุข

เขาเล่าว่าเมื่อก่อนมีม็อบประท้วงแถวสยาม แถวอโศก เขาจะเอากล้องมาทำงานทุกวัน พอเลิกงานก็ไปหัดฝึกถ่ายรูปในม็อบอยู่หลายครั้ง จนตอนหลังเขาก็สร้างเพจของเขาเองชื่อ ”หมุนล้อไปเก็บภาพ” เป็นเพจที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพของเขาเอง เหมือนเป็นไดอารี่ของเขาที่เก็บไว้คอยดูผลงานของตัวเองว่ามีพัฒนาการมากขึ้นมากน้อยเพียงใด และเป็นความสุขใจที่ได้ย้อนดูเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตแต่ละช่วงที่ผ่านมาของเขา

“เรื่องถ่ายรูปนี่ถ้าเป็นงานที่ผมสนใจ งานฟรีก็ไปถือว่าไปช่วยกัน เราเองก็ได้ฝึกปรือฝีมือไปด้วย ถ้าวันหยุดติดกันหลายๆ วันไม่มีงาน ไม่มีเรื่องจิตอาสาให้ไปทำ เขาก็จะเดินทางออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ไปอ่างทองนี่จะไปบ่อย ชอบไปถ่ายวัด ไปถ่ายทุ่งนา ชีวิตของคนในชนบทที่มีเสน่ห์ มีความสงบสุขเรียบง่าย น่าสบายใจ ผมชอบถ่ายภาพพอร์เทรตที่ดูเป็นธรรมชาติ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุมาเกือบ 20 ปี จนเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ขาดหายไปได้อย่างเป็นปกติสุข เขาบอกว่าคนเราต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ให้ได้ มีแค่ไหนก็ใช้เท่าที่มี และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านมาถึงวันนี้เขาก็มีความเข้าใจในจังหวะชีวิตมากขึ้น ตอนแรกๆ เขาจะเก็บตัวไม่อยากออกไปไหน กลัวไปเป็นภาระให้คนอื่น

แต่ตอนนี้ความคิดเขาเปลี่ยน เขาออกไปไหนมากขึ้น ไม่อยากถูกจองจำเพราะความไม่กล้า พยายามออกไปใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อให้คนเห็นว่ายังมีคนพิการอยู่ในสังคมนี้ ควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นคนทั่วไป พยายามลดข้อจำกัดต่างๆ ในตัวเอง หรือแม้แต่ความยากลำบากต่างๆ ในชีวิต เรื่องการเดินทางต่างๆ ก็พยายามมองข้ามมันไปและปรับตัวให้อยู่กับทุกอย่างให้ได้

“ทุกคนมีปัญหาชีวิตทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะทำใจได้มากน้อยเพียงใด อะไรไม่ดีก็อย่าไปจดจำ เลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆ พยายามปรานีกับชีวิตของเราให้มาก ปรารถนาดีกับตัวเองให้มากๆ เอาหนังสือ เอาเพลง เอาหนังเป็นเพื่อน อย่าไปยึดติดกับใครหรืออะไรให้มากเกินไป อยู่กับตัวเองให้ได้ อยู่กับตัวเองให้มีความสุข ไม่ต้องไปขอแรงใครมาทำให้เรามีความสุข ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เขากล่าวอย่างมีสติ

ตอนนี้ก็ทำงานประจำให้ดี ฝึกถ่ายรูปให้เก่ง มีเวลาก็ไปทำงานจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่นบ้าง สังคมควรมีการแบ่งปัน อะไรช่วยกันได้เขาก็พยายามจะช่วยเท่าที่จะทำได้ อยากมีชีวิตให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น พยายามใช้ชีวิตให้มีรอยยิ้มให้มากที่สุด สำหรับแผนการในอนาคตนั้น เขาคงจะทำงานที่กรุงเทพฯ จนถึงเกษียณ หลังจากนั้นก็กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด

Q & A with Kru Jeab สกู๊ปพิเศษกับบทสัมภาษณ์ครูเจี๊ยบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562775

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 12:35 น.

Q & A with Kru Jeab สกู๊ปพิเศษกับบทสัมภาษณ์ครูเจี๊ยบ

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เส้นทางโยคะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน การอุทิศตนให้กับการฝึกฝน ความทุ่มเทในสิ่งที่รักจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ครูเองก็ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นกันผ่านการเดินทางและเรื่องราวต่างๆ การอยู่อย่างสร้างสรรค์การมองเข้าไปใน “ชีวิต” ผ่านวิถีแห่งโยคะที่รอเราเข้าไปค้นหา จนสู่ความเข้าใจและค้นพบ ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตราสตูดิโอครบรอบปีที่ 15 แล้วกำลังก้าวไปสู่ปีที่ 16 ครูจึงทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้ก็ถึงคิวของครูเอง เพื่อที่จะแบ่งปันเรื่องราว ครูจึงเลือกคำถามเด็ดๆ ที่ลูกศิษย์เคยถามครูไว้มาตอบในครั้งนี้ค่ะ

ลูกศิษย์ : คนส่วนใหญ่ในยุคนี้รู้จักโยคะแค่ในส่วนของการเคลื่อนไหว หรือการฝึกอาสนะคลับคล้ายกับการออกกำลังกาย อยากให้ครูอธิบายว่าโยคะแตกต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปอย่างไร

ครูเจี๊ยบ : ศาสตร์ของโยคะไม่ได้ถูกพัฒนามาให้เป็นเรื่องของการออกกำลังกายหรือกีฬา แต่ถูกถ่ายทอดต่อกันมาเพื่อไปให้พ้นจากร่างกาย การมองกลับเข้าไปข้างในเพื่อความเข้าใจในชีวิตที่แท้จริง เพราะ “วิถีแห่งโยคะ” มีเนื้อหา มีความลึกซึ้งไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องผิวเผินอย่างที่บางคนเข้าใจกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่รู้จักโยคะในแง่ของโยคะอาสนะ ครูก็จะขอตอบเฉพาะในส่วนนี้ว่า ขณะฝึกโยคะอาสนะไม่ว่าจะค้างท่า อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวหรือทำท่าอะไรอยู่ก็ตาม หากการฝึกนั้นประกอบไปด้วย Breath Awareness การรับรู้ลมหายใจของตัวเอง และ Mindfulness Movement การมีสติในการเคลื่อนไหว แสดงว่าสิ่งที่ฝึกอยู่คือ “โยคะ” (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1) หรืออธิบายได้อีกแบบนึงคือ เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงร่างกายกับลมหายใจได้ เชื่อมโยงจิตใจ จิตสำนึกกับลมหายใจได้อย่างมีสติส่งผลให้เราอยู่ในปัจจุบัน มีสมาธิ อยู่กับความเป็นจริง ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านใดๆ ไม่แข่งขัน วิตก พยายาม กังวล มีตัว มีตน นั่นล่ะสิ่งที่เราฝึกอยู่ก็คือ “โยคะ”

เช่นกัน หากเมื่อใด เราอยู่ในภาวะ อิจฉา มีการแข่งขัน มีการเอาชนะ มีความโลภ ความต้องการ อยากทำได้เมื่อนั้น สิ่งที่เราฝึกอยู่ไม่อาจเรียกว่า โยคะ แต่อาจจะเป็นกิจกรรมอื่น เช่น ยิมนาสติก กีฬา หรือการออกกำลังกายทั่วๆ ไปนั่นเอง จงแยกให้ออกให้ได้ เมื่อใดที่ใส่ความละเอียดอ่อนเข้าไป ผู้ฝึกจะมองเห็นได้ด้วยตัวเอง

ลูกศิษย์ : การฝึกโยคะอาสนะให้ได้ผลดีที่สุดควรเป็นแบบไหน

ครูเจี๊ยบ : ต้องเป็นแบบสมดุล ย้อนไปสมัยครูเริ่มฝึกโยคะครั้งแรกตอนเป็นวัยรุ่น ก็เริ่มจากความ Imbalance ของตัวเอง คือ มาแบบไม่สมดุล ความยืดหยุ่นมีมากกว่าความแข็งแรง ก็เลยมีช่วงบ้าพลัง ฝึกท่าแข็งแรงให้มากหน่อย เพราะตัวเรามีความยืดหยุ่นเป็นต้นทุนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ลืมที่จะรักษาความยืดหยุ่นไว้ด้วย ซึ่งแต่ละคนก็มีตรงนี้มาแบบไม่เท่ากันทั้งนั้นแหละ เมื่อฝึกอยู่เป็นประจำถึงจุดนึงเราจะหาตรงกลางเจอได้เอง

ยกตัวอย่างเช่น การฝึกโยคะอาสนะให้สมดุลควรประกอบไปด้วยท่าที่สร้างความแข็งแรง ทนทาน อดทน Strength & Endurance เท่าๆ กันกับท่าที่สร้างความยืดหยุ่น Flexibility (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) จากภาพที่ 2 เป็นภาพตาชั่งที่ทั้งสองฝั่งมีน้ำหนักเท่ากันพอดีไม่มีฝั่งใดมากไป น้อยไปเมื่อเทียบกับอีกฝั่ง

การพัฒนาความแข็งแรง โดยพัฒนาความยืดหยุ่นไปด้วยอย่างสมดุล จะส่งผลให้ผู้ฝึกไม่สามารถไปได้สุดทางทั้งสองฝั่ง คือ จะไม่มีอะไรเด่น ความแข็งแรงก็ไม่เด่น ความยืดหยุ่นก็ไม่สุด คือดูไม่สุดสักอย่างดูเป็นคนที่ธรรมดา ทำท่าอาสนะได้ไม่หวือหวา แต่กลับดูมีพลัง มีชีวิตชีวา มีความมั่นคงเพราะบางครั้งดูอ่อนในแข็ง บางครั้งก็ดูแข็งในอ่อน เมื่อพัฒนาทั้งสองทางได้เท่ากันแล้ว เขาคนนั้นจะไม่มีปัญหาภายในระบบของร่างกายให้ต้องปวดหัวเลย เพราะข้างในมีความสมดุล

อย่าลืมว่าความยืดหยุ่นมากเกินไปอาจทำให้ข้อต่อหลวม หรือการฝึกท่าแข็งแรง เช่น พวกตระกูลใช้มือเป็นฐานมากเกินไป ข้อต่ออาจทรุด บาดเจ็บ หรือกระดูกเคลื่อน รวมทั้งปัญหาความเสื่อมโทรมของข้อต่อไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดแต่เป็นการสะสมและส่งผลในระยะยาว การฝึกโดยรักษาความพอดีเป็นเรื่องง่ายที่ยาก เพราะจิตใจของเราไม่มั่นคงพอ จากอิทธิพลภายนอกที่ครอบงำเรา เพราะในความสมดุลไม่เพียงแต่ทางกาย แต่รวมถึงทางใจด้วย

การฝึกทางกายสะท้อนกลับเข้ามาในจิตใจเสมอ เมื่อเรามีสภาพของจิตใจที่มีความแข็งแรง เข้มแข็งไม่อ่อนแอเท่าๆ กับจิตใจที่มีความยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่มีขึ้นได้ก็ลงได้ ยืดได้หดได้ เช่นเดียวกันนอกจากนี้คุณครูโยคะที่มีชื่อเสียงท่านนึงก็เคยตอบคำถามนี้ไว้เช่นกัน ครูจะขอยกตัวอย่างการสนทนาของครูเรย์ ลอง ซึ่งมีชื่อเสียงด้านกายวิภาคศาสตร์ Anatomy ได้ถามคำถามกับท่านไอเยนการ์ว่า ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจโยคะได้อย่างถ่องแท้

Ray Long : What’s The Key To Mastering Yoga?

Iyengar : “To Master Yoga, You Must Balance The Energies And Forces Throughout The Body.”

ท่านไอเยนการ์ตอบว่าเพื่อที่จะเข้าใจโยคะได้อย่างถ่องแท้ คุณต้องสร้างสมดุลของพลังงานและพลังชีวิต (ระบบเลือด ของเหลว ธาตุ) ให้ได้ทั่วทั้งร่างกาย

คำถามทิ้งทายที่ครูจะถามคุณครูโยคะเป็นประจำคือ “มีสิ่งใดที่อยากบอกกับผู้ฝึกโยคะทุกท่านบ้าง” ครูจึงยกคำถามนี้ขึ้นมาถามตัวเองเหมือนกันค่ะ

ครูเจี๊ยบ : อยากจะฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกๆ ท่านว่า ไม่ว่าท่านจะเคยรู้มาก่อนหรือไม่ก็ตามบางคนก็อาจลืมไปแล้ว บางคนก็ไม่เคยให้ความสำคัญ จงลองกลับไปทบทวนเรื่องของ ยมะ (Yama) และนิยมะ (Niyama) อีกรอบหรือหลายๆ รอบไม่เพียงแค่ฝึกโยคะอาสนะเพียงอย่างเดียว หากคุณเข้าใจ ยมะและนิยมะได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ครูมั่นใจว่าการฝึกโยคะอาสนะของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนหลังจากนั้นบันไดขั้นอื่นๆ ของโยคะจะปรากฏขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ 

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog (ภาพมีลิขสิทธิ์ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)

แบกกล้องจูงลูกเก็บเกี่ยวความสุข ‘พาลูกเมียเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562766

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 12:05 น.

แบกกล้องจูงลูกเก็บเกี่ยวความสุข ‘พาลูกเมียเที่ยว’

โดย รอนแรม ภาพ : พาลูกเมียเที่ยว

เพราะความทรงจำในภาพถ่าย ทำให้ “พ่อกร” พงศกร ตรีศิริพิศาล อยากเก็บไว้ให้อยู่ตลอดไป เขาจึงแชร์เรื่องราวท่องเที่ยวของครอบครัวไว้ในเพจเฟซบุ๊ก “พาลูกเมียเที่ยว” โดยมี “แม่อัน” ภัครินทร์ โสภาศรีพันธ์ และลูกทั้งสองเป็นสมาชิกตลอดการเดินทาง

“พ่อกรเปิดเพจเพราะอยากเก็บเป็นไดอารี่ไว้ให้ลูกอ่าน” แม่อันเริ่มเล่า

“แต่ผลปรากฏว่ามีคนกดไลค์เยอะมาก ซึ่งมันเหนือความคาดหมายและพวกเราก็ดีใจ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะรีบเที่ยวเพื่อรีบมาแชร์ เรายังทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ เราไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีตากล้อง ไม่มีทีมงาน เรายังไปเที่ยวกันแบบแฟมิลี่และเรายังสนุกทุกครั้งที่ได้ไป”

ทุกภาพถูกกดชัตเตอร์โดยพ่อกร และทุกเรื่องราวก็ถูกบันทึกโดยพ่อกรอีกเช่นกัน โดยเขาเล่าเรื่องออกมาจากใจเพื่อเก็บเป็นความทรงจำให้ลูก

“หลายคนคิดว่าพาลูกไปเที่ยวแล้วเขาจำไม่ได้จะพาไปทำไม จริงอยู่ว่าเขาคงจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่รูปถ่ายและเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นความทรงจำที่ชัดเจนให้เขาเอง”

โพสต์ที่โดนใจและน่าทึ่งที่สุดต้องยกให้ทริปพาลูกสาววัย 9 เดือนครึ่งไปดูแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ พ่อกรรับหน้าที่เล่าต่อว่า เพราะน้องเนียเกิดที่ประเทศอังกฤษ การพาไปเที่ยวไอซ์แลนด์เป็นประเทศแรกจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“ถามว่าการพาเด็กเล็กเที่ยวต้องเตรียมตัวยังไง ผมเชื่อว่าทุกครอบครัวสามารถเตรียมสิ่งของพื้นฐานของลูกได้อยู่แล้ว เช่น เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ อาหาร หรือนม แต่สิ่งที่ผมต้องเตรียมเป็นพิเศษคือเรื่องของความปลอดภัย ว่าเราจะพักที่ไหน หรือสถานที่ที่เราไปปลอดภัยหรือเปล่า

อย่างตอนเราไปไอซ์แลนด์มันเป็นพื้นที่ที่มีหิมะ เราก็ต้องระวังเรื่องพื้นลื่น ต้องใส่รองเท้าที่เกาะหิมะ เพราะเวลาอุ้มลูกจะได้ไม่เป็นอันตราย หรือตอนไปทะเลที่กรีซก็ต้องเตรียมเสื้อชูชีพสำหรับเด็กโดยเฉพาะ”

ปัจจุบันลูกสาวคนโต “น้องเนีย” อายุ 3 ขวบ เคยไปมาแล้ว 9 ประเทศ ส่วนลูกชายคนเล็ก “น้องนายล์” วัย 11 เดือนยังเน้นเที่ยวในประเทศไทย

“เวลาไปเที่ยวเราอยากให้ลูกสัมผัสธรรมชาติทั้งภูเขา ทะเล ป่าไม้ ดอกไม้ เราอยากให้เขาเรียนรู้ในสิ่งที่ห้องเรียนไม่มี และการพาลูกไปเที่ยวตั้งแต่เด็กทำให้เขาเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย” พ่อกร กล่าว

ด้านแม่อันได้กล่าวเสริมว่า เพราะการเดินทางบ่อยทำให้เด็กรู้จักปรับตัว ทั้งการเปลี่ยนที่นอนบ่อยทำให้ลูกเป็นเด็กนอนง่าย หรือการนั่งเครื่องบินและนั่งรถนานๆ ก็ทำให้ลูกสามารถอยู่นิ่ง

“เราพยายามเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ปรับตัวหาลูกไปเสียทุกอย่าง แต่พยายามให้เขาปรับเข้าหาเราด้วยบ้าง เพื่อที่ว่าเราจะไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่เหนื่อยล้าจนเกินไป

เราอยากให้การมีลูกเป็นเรื่องสนุก เป็นสีสันให้กับชีวิตครอบครัว และตอนนี้น้องเนียก็เป็นเด็กที่กินง่ายอยู่ง่ายจริงๆ เป็นเด็กที่โฟกัส มีสมาธิ และเห็นชัดเลยว่าลูกมีความเป็นผู้ใหญ่ เพราะเขาเห็นอะไรมาเยอะจากการเดินทาง”

คุณแม่ลูกสองยังกล่าวด้วยว่า การออกเดินทางทำให้ทุกคนในครอบครัวหลุดออกจากวงจร อย่างพ่อกรที่ต้องทำงานประจำ ลูกสาวคนโตที่ต้องเรียนหนังสือ รวมถึงตัวเธอเองที่แม้จะทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดให้ลูกแต่ก็ยังต้องแบ่งเวลาทำงานอยู่บ้าง แต่ช่วงเวลาของการเดินทางคือ เวลาของครอบครัวที่จะสร้างประสบการณ์ร่วมกัน และสร้างทีมเวิร์กให้กับครอบครัว

ติดตามเรื่องราวของคุณพ่อแบกกล้อง คุณแม่อุ้มลูกชายคนเล็กและจูงมือลูกสาวคนโตไปท่องโลกได้ที่เพจ พาลูกเมียเที่ยว แล้วทุกครอบครัวจะไม่มีข้ออ้างในการเดินทาง