สุชาติ สุรกิจบวร +ธีระธัช รัตนกมลพร ‘ทำเลทอง’สร้างจากความเหมือนที่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562760

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 11:51 น.

สุชาติ สุรกิจบวร +ธีระธัช รัตนกมลพร ‘ทำเลทอง’สร้างจากความเหมือนที่แตกต่าง

โดย ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สัญชาตญาณนักธุรกิจมือทอง แฝงอยู่เต็มเนื้อเต็มตัวของสองนักธุรกิจลูกน้ำเค็ม จ.ชลบุรี “เล็ก” สุชาติ สุรกิจบวร ประธานกรรมการ กับ “โจ้” ธีระธัช รัตนกมลพร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท แพน พลัส พร็อพเพอร์ตี้คู่หูผู้บริหารโครงการคอนโดมิเนียม“อินฟินิตี้ วัน” ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

วันนี้พร้อมแล้วกับการประกาศความสำเร็จของการเนรมิตโครงการคอนโดแห่งอนาคตของภาคตะวันออก สร้างอาคารสวยหรูหราในแบบฉบับโรงแรม 5 ดาว ตระหง่านเป็นตึกสูงที่สุดใน จ.ชลบุรี ติดห้างเซ็นทรัล ริมถนนพระยาสัจจา ซึ่งเป็นสายหลักของถนนสุขุมวิท

ประธานใหญ่ สุชาติ กล่าวว่า ความโดดเด่นคือคุณภาพ ต้องมาก่อนแน่นอน จึงคว้ารางวัลชนะเลิศคุณภาพระดับ 5 ดาว Best Mixed-Use Architecture Asia Pacific Property Award 2016-2017 ส่วนในด้านทำเลทองของชลบุรี ก็เป็นการเปิดประตูโอกาสในการลงทุนสู่ EEC-Eastern Economic Corridor หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

บอสการตลาด ธีระธัช กล่าวเสริมว่าการลงทุนและให้รางวัลชีวิต โครงการคอนโดมิเนียม “อินฟินิตี้ วัน” ตอบโจทย์ให้ได้ทั้งสองเรื่องอย่างสมบูรณ์แบบ ก้าวไปพร้อมกับอนาคตของผู้เป็นเจ้าของ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและการต่อยอดลงทุน

สองนักธุรกิจเมืองชลบุรี การันตีจากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเส้นทางการคบหาร่วมธุรกิจ เริ่มต้นมาจากความเป็นเพื่อนคู่หูธุรกิจยาวนานกว่า 30 ปีเลยทีเดียว

คติพจน์ประจำใจเหมือนกัน

“ความมุ่งมั่น” คือกุญแจดอกแรกในการบุกเบิกสร้างอาณาจักร แพน พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป สุชาติ บอกว่าความฝันเริ่มต้นตั้งแต่วัยหนุ่มแน่น 22 ปี ร่ำเรียนมาทางด้านการก่อสร้าง กรุยทางให้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คอนโดหรูหราสูงที่สุดในเมืองชลบุรี

คอนโดมิเนียม “อินฟินิตี้ วัน” รับวิวสวยชมวิวขอบฟ้าและวิวทะเลตะวันออกในมุม 360 องศา สร้างสรรค์ความสุข พร้อมความสะดวกสบาย มีพื้นที่ส่วนกลาง “Smart Co-working Space” สไตล์การใช้ชีวิตในสังคมยุคดิจิทัล จัดให้ลูกบ้านนำร่องก่อนใครที่นี่

สุชาติ บอกพลางหัวเราะว่า กว่าจะก้าวมาถึงยุคของการสร้างคอนโดหรูระดับพันล้านบาท ถ้าให้ย้อนกลับไปวันแรกของการก้าวสู่วงการอสังหาฯ จำได้ดีกับความมุ่งมั่น ขับมอเตอร์ไซค์หางานด้วยตัวเองตระเวนอยู่หลายๆ เดือน กว่าจะคว้างานชิ้นแรกซึ่งเปลี่ยนชีวิตมาถึงในวันนี้ได้

“ผมทำมากว่า 200 โครงการในธุรกิจอสังหาฯ ทำอะไรทำจริง สู้จริง อย่าท้อถอย สักวันเราก็ต้องมีโอกาส แล้วเป้าหมายก็ได้อย่างที่ผมต้องการครับ

คติพจน์ประจำใจมี 3 ข้อ ขยัน ซื่อสัตย์ พัฒนาตนเอง นี่คือสิ่งที่ผมมีเหมือนคุณโจ้ หุ้นส่วนเรามีด้วยกัน 5 คนครับ แล้วนี่คือ 3 ปัจจัยที่เราทำความตกลงร่วมกัน ข้อแรก-ความขยัน เพราะผมไม่เชื่อว่าความร่ำรวยเกิดจากการประหยัด ผมใช้เงินเก่งมาก (บอกพลางยิ้ม) ผมจึงกระเสือกกระสนทำธุรกิจหาพาร์ตเนอร์หลายๆ ทาง เพื่อให้มีทุนก้อนใหญ่ในการทำธุรกิจ ใช้เงินเก่งก็ต้องหาให้ได้มากด้วย

ส่วนข้อสอง-ความซื่อสัตย์ ผมเคยเป็นทาสการพนันมาก่อนครับ วัยรุ่นอายุ 19 ปี ใช้คำว่าเกเรเกตุงได้เลย เล่นการพนันจนล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องหนีเจ้าหนี้ย้ายบ้านภายใน 30 นาที ครั้งที่สองที่สิ้นเนื้อประดาตัวอีกครั้งคืออายุ 22 ปี ตอนนั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วนะครับ แต่มันก็ทำให้เราเลิกโดยเด็ดขาดจริงๆ ไม่มีใครอยากมีชีวิตที่มีคนตามทวงหนี้ตลอดเวลาแน่นอน ชีวิตมันโหดเกินไป

ประสบการณ์เรื่องนี้ทำให้ผมยึดเรื่องความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา อะไรไม่โปร่งใสเราไม่ทำ ตลอดเวลา 30 ปีที่ทำธุรกิจ ผมไม่เคยมีปัญหาทั้งกับพาร์ตเนอร์และคู่ค้าเลยสักราย”

คนเราทำงานด้วยกัน สุชาติ ชี้ว่า มันจะไม่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ต้องมีแนวคิดหลักไม่ต่างกัน

“ข้อสาม-การพัฒนาตนเอง ผมกับคุณโจ้เน้นแนวคิดสู่การอยู่อาศัยที่ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างบ้าน เรามีความสุขที่ได้ทำธุรกิจแนวทางเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้ทั้งหลักสถาปัตยกรรม งานดีไซน์ งานวิศวะ รวมถึงปรัชญาและจิตวิทยามาผสมผสานเพื่อสิ่งดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทิศทางลม ความปลอดภัย ระบบมาตรฐาน อารมณ์และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา และความล้ำของอุปกรณ์การก่อสร้างในยุคดิจิทัล 4.0 โครงการคอนโดมิเนียม ‘อินฟินิตี้ วัน’ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์แห่งนวัตกรรมของ ‘บ้านฉลาดคิด’ เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องเพื่อเป็นแนวคิดให้เกิดจุดประกายสำหรับอุตสาหกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ EEC ย่านภาคตะวันออกต่อไปได้เลยครับ”

โชคชะตานำพาให้ร่วมธุรกิจ

ความเป็นบัดดี้ธุรกิจ ร่วมแรงร่วมใจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นมาจากความเหมือนที่แตกต่างกัน คิดเร็วทำเร็วเหมือนกัน ธีระธัช บอกนิสัยของการทำธุรกิจระดับพันล้านบาท

อีกข้อตรงใจกันที่สุด คือรักหลงใหลในสายธุรกิจนี้เหมือนๆ กัน ธีระธัช บอกพลางแย้มยิ้มว่านี่คือโชคชะตานำพาให้ร่วมธุรกิจ

“ผมคุยกับคุณเล็ก บอกเขาเริ่มอายุ 22 ปี แต่ผมนี่เริ่มเร็วกว่าเขาอีกครับ 19 ปี ตอนเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาอุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผมก็สร้างตึกแถวขายแล้ว คุณเล็กเริ่มแบบลำบาก ผมเริ่มแบบสนุก แบบคนวัยหนุ่มไฟแรง ชอบหาเงิน

ในตอนนั้นเราชอบทำการค้า พ่อแม่สอนลูกๆ ปลูกฝังให้เริ่มทำมาค้าขายตั้งแต่เด็ก พี่น้องผมเติบโตกันมาแบบนี้ทุกๆ คน เห็นอะไรก็มองภาพธุรกิจได้ชัดเจน แล้วพ่อแม่ผมเป็นสายบุญทั้งสองท่าน กินเจ ไม่ว่าจะทำอะไรเน้นความซื่อตรง”

ใครจะค้าขายกับใคร ธีระธัช ย้ำว่าต้องซื่อสัตย์ชัดเจน แม้พื้นฐานการเติบโตแตกต่างกัน แต่แนวคิดเรื่องทำธุรกิจตรงไปตรงมา ไม่แตกต่างกันเลย

“ถ้าถามหาความลำบากของผม ก็เป็นความเหมือนที่ต่างจากคุณเล็กอีก 1 ข้อเลย ชัดเจนเลยครับ เหมือนในความมุ่งมั่น ผมค่อยๆ เก็บหอมรอมริบจนได้ทุนก้อนใหญ่ แต่คุณเล็กมีนิสัยคิดเร็วทำเร็ว แล้วต่างกันก็ตรงที่เขาไม่เชื่อความรวยเกิดจากการเก็บหอมรอมริบ แต่คือการบริหารต้นทุน สร้างธุรกิจใหม่ ที่จะทำให้ได้เงินก้อนใหญ่

คุณเล็กจึงเป็นนายทุนใหญ่ที่หาเงินเก่งมากครับ แต่แนวทางคือความสุจริตนะครับ ทุกวันนี้เวลาไปพักผ่อนต่างจังหวัดกัน ชวนคุณเล็กเล่นไพ่ป๊อกกันสนุกๆ เขายังไม่สน เสียงแข็งไม่เล่น (หัวเราะ) คุณเล็กบอกผมเสมอครับว่าการพนันเป็นช่องทางทำให้เขาเคยล้มละลาย แล้วมีช่องทางได้เงินก้อนใหญ่อีกมากมาย มีให้เขาทำแล้วจะไปสนมันอีกทำไม

ความเชื่อใจไม่ต้องพูดถึงครับ ทำให้ธุรกิจวิ่งไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการซื้อที่ดินผืนนี้ คอนโดมิเนียม ‘อินฟินิตี้ วัน’ ติดห้างเซ็นทรัลชลบุรี ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่แปลงสุดท้ายของถนนสุขุมวิท ผมมองหน้ากันกับคุณเล็ก 10 นาที เซ็นเช็คซื้อที่ดินเลย (หัวเราะ) นี่คือความเร็วที่เหมือนๆ กัน ผมว่าเร็วแล้วนะครับ คุณเล็กเร็วกว่าผมอีก เรียกว่าเร็วแบบจรวดเลย

เหตุผลคือมันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากครับ ความชำนาญทำให้เราประเมินที่ดินผืนนี้ทำเลทองแน่นอน ย่านนี้ถนนพระยาสัจจาคือใจกลางเมืองชล เชื่อมโยงถนนตัดใหม่ ถนนบายพาส เลียบทะเลออกถนนสุขุมวิทถือเป็นไข่แดงของจังหวัด มองอนาคตได้ไปไกลถึงภาพรวมของโซนการเป็นพัทยาเมืองใหม่ ที่จะขยายไปสู่ศรีราชา สัตหีบ ฟันธงครับ เราคือคนชลบุรีโดยกำเนิด คร่ำหวอดอยู่กับตรงนี้มาทั้งชีวิตนะครับ”

สุชาติ กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า แพน พลัสฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจกับเป้าหมายการทำงานเพื่อสร้างความเป็นเลิศของ “คอนโดหนึ่งเดียวที่โดดเด่นและแตกต่าง” ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนเมืองชลบุรี

เป้าหมายต่อไปคือการเดินหน้าพัฒนาสิ่งใหม่ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกของไทย ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการลงทุนบนทำเลทองเมือง “อัจฉริยะน่าอยู่” (Smart City) ในพื้นที่โครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังก้าวมากับอนาคตอันใกล้นี้

ณทรรศชัย จรัสมาสสุภาพบุรุษเพชรบงกช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562749

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

ณทรรศชัย จรัสมาสสุภาพบุรุษเพชรบงกช

โดย แมงโก้หวาน

เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะสูงคนหนึ่ง “บิ๊ก” ณทรรศชัย จรัสมาส นักแสดงหนุ่มจากช่อง 7 สี แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคืออะไร เพราะบิ๊กก็ไม่ได้ไปป่าวประกาศบอกใคร แต่กล้าพูดได้เลยว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่เยาวชนควรเอาเป็นตัวอย่างในเรื่องของความกตัญญูกตเวที

บิ๊ก ณทรรศชัย หลังเรียนจบ ม.6 จากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม แล้วมีโอกาสไปเป็นนักแสดงของช่อง 7 สี ตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน เขาก็ไม่เคยลืมสถานที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้และหล่อหลอมเขาให้เป็นคนดีแม้แต่น้อย

ทุกครั้งที่โรงเรียนมีกิจกรรมสำคัญ ถ้าไม่สุดวิสัยก็จะมาช่วยและร่วมทำกิจกรรมตลอด จนต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาชุมนุมลูกเสือกองร้อยพิเศษ “เพชรบงกช” ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม

สิ่งที่บิ๊กทำ คือการเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เหล่าลูกเสือเวลาที่โรงเรียนจัดออกค่าย การช่วยฝึกสอนการเดินสวนสนามให้กับรุ่นน้อง ก่อนที่จะไปประกวดแข่งขันการเดินสวนสนาม

การร่วมกับรุ่นพี่จัดค่ายลูกเสือให้กับรุ่นน้องในช่วงปิดเทอม การร่วมกับลูกเสือกองร้อยพิเศษฯ ไปทำงานจิตอาสาในที่ต่างๆ ตามที่โรงเรียนมอบหมาย

“กิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ที่ลูกเสือกองร้อยพิเศษเพชรบงกชได้รับมอบหมายให้ไปทำจากทางโรงเรียน ถ้าผมไม่ติดธุระจริงๆ ไม่ติดถ่ายละครก็จะไปร่วมด้วยตลอด แล้วเวลาไปก็แต่งชุดลูกเสือไปเหมือนคนอื่น แต่ถ้างานนั้นสำคัญมากผมจะไม่พลาด เช่น ครั้งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำเสมอ คือ การสวมชุดลูกเสือทำความดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในวันที่ 26 ต.ค. 2560 แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเกือบ 1 ปีผมก็จำได้ไม่ลืม”

นักแสดงหนุ่มช่อง 7 สี พูดถึงโรงเรียนวัดสุทธิวรารามว่า เป็นโรงเรียนที่สนับสนุนและส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมเพื่อสังคมมานานแล้ว เพื่อต้องการปลูกฝังจิตใจนักเรียนให้มีจิตสาธารณะ มีความเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้นำในการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม โดยจะกำหนดเลยว่าตลอดปีการศึกษาทุกคนต้องทำกิจกรรมจิตอาสากี่ชั่วโมง

“ผมเรียนที่นี่ตั้งแต่ ม.1-6 ปีแรกก็ได้เข้าลูกเสือกองร้อยพิเศษเพชรบงกชเลย ช่วงเรียนก็ทำกิจกรรมเพื่อสังคมบ่อยมาก หลังจากเรียนจบทางโรงเรียนก็ตั้งให้เป็นที่ปรึกษาลูกเสือกองร้อยพิเศษเพชรบงกชซึ่งผมยินดีมาก และหวังเสมอว่าการเป็นนักแสดงจะเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องเกิดความรักสถาบัน (โรงเรียน) และมีจิตสาธารณะสูง

ตลอด 6 ปี โรงเรียนแห่งนี้ได้หล่อหลอมให้ผมเป็นคนดีและมีจิตสาธารณะอย่างมาก ถึงผมจะเรียนจบจากที่นี่และมีโอกาสไปทำงานวงการบันเทิง สิ่งที่ครูสอนและสิ่งที่โรงเรียนได้บ่มเพาะหล่อหลอม ผมไม่เคยลืม มีความสุขกับการเป็นจิตอาสาในทุกกิจกรรมที่ได้ทำ เช่น ทุกครั้งที่ช่อง 7 จัดกิจกรรมเพื่อสังคมผมไปร่วมตลอด

มีโอกาสก็ทำเองอย่างที่บอก เช่น จัดค่ายลูกเสือให้กับน้องๆ ในช่วงปิดเทอม ที่ค่ายหัตถวุฒิ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทางโรงเรียนวัดสุทธิฯ มักจะไปจัดทุกปี ล่าสุดที่น้องๆ ไปแข่งสวนสนามที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ผมกับรุ่นพี่ก็สลับไปช่วยฝึกสอนให้น้องๆ เพื่อเตรียมแข่งขัน”

กิจกรรมหนึ่งที่นักแสดงหนุ่มทำอยู่คือ ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ ศิลปิน นักร้องและคนในวงการบันเทิงไปเตะฟุตบอลแข่งกับทีมโรงเรียนที่ประกอบด้วยครูอาจารย์ในโรงเรียนต่างๆ เพื่อหารายได้ซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬาและมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ

“โครงการนี้พี่ยศรินทร์ ตลับนาค ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 ริเริ่มจัดขึ้นพี่เขามีคอนเนกชั่นกับผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว เขาก็จะเชิญดารา นักแสดงนักร้อง ศิลปินตลกไปเตะฟุตบอลกับทีมโรงเรียน สร้างสีสันและมอบความสุขให้น้องๆ นักเรียน เรามีการตั้งโต๊ะบริจาคทำบุญตามอัธยาศัย

กิจกรรมจัดทุกปีในช่วงเปิดเทอม หมุนเวียนไปตามโรงเรียนต่างๆ เดือนหนึ่งแข่งประมาณ 2-3 ครั้ง รายได้แต่ละครั้งก็จะรวบรวมไว้ พอสิ้นปีก็ไปซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬาไปมอบให้โรงเรียนเป้าหมาย แต่ส่วนใหญ่อุปกรณ์พวกนี้เราหาสปอนเซอร์ช่วย ส่วนเงินที่ได้จากการแข่งขันก็ไปมอบเป็นทุนการศึกษา”

รู้จัก ณทรรศชัย แล้ว อย่าลืมติดตามผลงานละครของเขา “รักปรุงรส” ละครโรแมนติก คอมเมดี้ กำลังออกอากาศทางช่อง 7 วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9 โมง ส่วนอีกเรื่อง “สะใภ้นางรำ” กำลังรอออนแอร์

การดี เลียวไพโรจน์ ซีอีโอซูเปอร์มัม เต็มร้อยกับชีวิต…เต็มที่ทุกบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562746

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

การดี เลียวไพโรจน์ ซีอีโอซูเปอร์มัม เต็มร้อยกับชีวิต...เต็มที่ทุกบทบาท

โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

การดี เลียวไพโรจน์ หรือ “ดร.อ้อ” เป็นผู้หญิงเก่งที่ผ่านบทบาทการทำงานมาแล้วทั้งอาจารย์ นักวิชาการ ที่ปรึกษาธุรกิจเอสเอ็มอี และล่าสุดกับการเบนเข็มก้าวสู่บทบาทใหม่ในตำแหน่งซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไอโครา บริษัทที่ปรึกษาในการระดมทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัล หรือไอซีโอ (ICO : Initial Coin Offering) ให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี

นอกเหนือจากบทบาท “นอกบ้าน” ดร.อ้อ ยังเต็มที่กับบทบาท “ในบ้าน” ที่รั้งตำแหน่งคุณแม่ของลูกสาวที่น่ารักทั้ง 2 คน ตอนนี้คนโตน้อง “พอดี” เป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปีแล้ว ส่วนคนเล็ก น้อง “มีดี” อยู่ในวัย 7 ขวบ

“อ้อไปรับลูกที่โรงเรียนเกือบทุกวันทานข้าวกับลูกเกือบทุกวัน และทำกิจกรรมกับลูกๆ ทุกเสาร์-อาทิตย์”

ดร.อ้อ เล่าถึงบทบาทความเป็นคุณแม่ที่ให้เวลาเลี้ยงดูลูกสาว 2 คนอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนกับทำงานนอกบ้านมากมาย ตารางชีวิตแน่นเอี้ยดแทบจะนับทุกอย่างเป็นรายนาที

“อ้อจะแบ่งชัดเจนว่างานคืองาน เวลาทำงานเรา 100% เวลาอยู่กับลูกเราก็เต็มที่ 100% ให้เขาเหมือนกัน”

สไตล์การเลี้ยงลูกของเธอ จะใช้วิธีการพูดคุยกับลูก คุยกันทุกเรื่อง โดยเฉพาะลูกสาวคนโตเป็นสาวแล้วอายุ 16 ปี

“เราคุยกับเขาแบบเพื่อน ลูกอยากจะเรียนเต้นฮิปฮอป เต้นเคป๊อป อ้อก็จะไปเรียนกับลูกด้วยสนุกสนานกัน มันเป็นกิจกรรมที่เราไม่ได้ทำตอนเป็นเด็กๆ เพราะต้องเรียนและทำอะไรอย่างอื่น วันนี้ชีวิตที่เลือกได้จึงขอใช้เวลาอยู่กับลูกมากที่สุด”

นอกจากเรื่องเวลา สิ่งที่ ดร.อ้อ เลือกทุ่มเทที่สุดให้ลูกคือการลงทุนให้โอกาสด้านการศึกษา

“อ้อไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ แต่เลือกจะให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก คือการศึกษา ลูกอยากจะเรียนอะไร เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่”

เรื่องที่ทำให้ภูมิใจในตัวลูกสาวคนโต ชั้น ม.5 ที่เดินมาบอกกับแม่ว่า อยากใช้เวลา 2-3 เดือน ก่อนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ หาประสบการณ์ชีวิตด้วยการ “ฝึกงานจริง” มากกว่าอยู่ในห้องเรียน

“เขาเดินมาบอกกับแม่ว่า ช่วยไปบอกกับอาจารย์หน่อยว่า ไม่อยากจะเรียนที่โรงเรียน แต่อยากจะไปฝึกงาน เพราะเรียนที่โรงเรียนก็ได้แค่สนุกกับเพื่อนเท่านั้น อ้อบอกกับลูกว่า เยี่ยมมาก และอ้อก็ภูมิใจมากที่ลูกในวัยเพียงเท่านี้ มีความคิดอยากไปฝึกงานในอาชีพที่เขาอยากทำในอนาคต ซึ่งอ้อสนับสนุนเต็มที่

เลยทำจดหมายและไปพบอาจารย์ที่โรงเรียนของลูก เพื่อขออนุญาตไม่เรียน แต่ใช้เวลาที่เหลือไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศเพื่อฝึกงาน ซึ่งสามารถเอาประสบการณ์ไปเป็นสเตทเมนต์ในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้” เธอเล่าถึงลูกสาวด้วยความภูมิใจ

หลังจากได้ฟังถึงการใช้ชีวิตที่เต็มที่ทั้งบทบาทในบ้านและนอกบ้านของ ดร.อ้อ ทำให้รู้สึกทึ่งไม่น้อยว่า ซีอีโอซูเปอร์มัมคนนี้มีวิธีบริหารจัดการความเครียดอย่างไร?

“อ้อเป็นคนไม่เครียด จริงจังกับการทำงาน แต่เมื่อถึงเวลาจบแล้วจบเลย ต่อให้จะฟาดฟันแค่ไหน พอจบแล้วก็จบเลย จะไม่เอาความเครียดกลับบ้าน เวลาทำงานเลยใช้สมาธิสูงมาก ตื่นแต่เช้าตี 4 เพื่อที่จะทำงานให้เสร็จ”

ดร.อ้อ บอกว่า เธอไม่ใช่คนที่ทำงานแล้ววีนเหวี่ยงหรือปรี๊ดแตก แต่ด้วยบุคลิกที่มั่นใจ คิดเร็ว พูดตรง ทำให้ดูเหมือนเป็นคนโผงผาง พูดจาไม่อ่อนหวาน ไม่ได้ทำตัวเรียบร้อยน่ารักแบบผู้หญิงทั่วไป เพราะพื้นฐานการศึกษาที่จบมาทางด้านวิศวะ ทำให้เรียนกับเพื่อนที่เป็นผู้ชายมาโดยตลอด

ในฐานะผู้หญิงเก่งและแกร่งที่ผ่านการทำงานมาแล้วมากมาย กับคำถามที่ว่า ดร.อ้อ ในวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 มีความคิดจะวางเกษียณเมื่อไหร่นั้น เจ้าตัวสะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตแทนคำตอบว่า อยากขอทำงานที่มีความสุขไปเรื่อยๆ

“ตอนนี้มันเลยจุดที่ไม่อยากจะทำงานแล้ว มีแต่อยากจะทำงานอย่างที่เราสบายใจ การทำงานของอ้อเป็นการทำงานแล้วมีความสุข ซึ่งเราเองเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ ทุกวันนี้งานที่ทำก็เป็นงานที่เลือกแล้วว่าอยากจะทำจริงๆ เป็นงานที่เราเลือกว่าเต็มใจที่จะทำ”

ท้ายที่สุดกับคำถามที่ว่า ตอนนี้ยังมีความท้าทายอะไรในชีวิตที่อยากทำอีกไหม? ผู้หญิงมากพลังและความสามารถอย่าง ดร.อ้อ เล่าว่า ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากจะทำเยอะแยะไปหมด

ล่าสุดในบทบาทใหม่ของชีวิตกับการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทไอซีโอ เธอเปิดใจถึงความท้าทายที่ทำให้ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่แวดวงการเงินดิจิทัลว่า มาจากความสนใจเทรนด์ใหม่อย่าง Token (โทเคน) ที่มีระบบบล็อกเชนมาทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทำธุรกรรมต่างๆ ระหว่างกันได้ โดยไม่ต้องมีเงินสดมาเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

ในอนาคตสามารถพัฒนามาสู่การทำโซเชียลโทเคน อย่างเช่นที่รัฐบาลจีนเตรียมวางแผนทำระบบเครดิตทางสังคม หรือโซเชียลเครดิต ที่มีการให้คะแนนจากพฤติกรรมและการทำดีในสังคมเพื่อใช้ในการเข้าถึงสิทธิพิเศษ เช่น การได้รับทุนการศึกษา การได้รับบริการที่ดีกว่า

“พูดตรงๆ ว่าที่อ้อสนใจไอซีโอ เพราะอยากทำโซเชียลบล็อกเชน โซเชียลโทเคน เพื่อให้เกิดการทำความดีของคน ถ้าย้อนกลับไปสมัยที่เรียนในโรงเรียนจะมีเรื่อง ‘จิตพิสัย’ ใครทำความดีจะได้คะแนนจิตพิสัย ทำดีได้คะแนนเพิ่ม ทำไม่ดีโดนหักคะแนนจิตพิสัย

อ้อมีความฝันที่จะเห็นการทำโทเคนความดี อย่างเช่นเราขับรถฝ่าไฟแดง คะแนนโทเคนความดีเราก็จะถูกหัก ถ้าเราทำดีโทเคนความดีเราก็เพิ่มขึ้น สามารถที่จะนำมาขึ้นรถไฟรถเมล์ฟรี หรือนำมาใช้แลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ ที่สำคัญคือไม่ใช่คุณมีเงินแล้วจะมาซื้อ ‘จิตพิสัย’ หรือโทเคนความดีได้ ถ้าอยากได้จะต้องทำความดีเอง”

ซีอีโอซูเปอร์มัมคนเก่ง เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้มีพลังชีวิตทุกๆ วันในการทำงานที่เลือกแล้วว่ามีความสุข และเต็มที่กับทุกบทบาทในชีวิตแบบที่ต้องการ

‘สูตรสำเร็จ’ ทำบ้านให้อบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562698

  • วันที่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 16:40 น.

‘สูตรสำเร็จ’ ทำบ้านให้อบอุ่น

เรื่อง ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บ้านนี้มีสมาชิก 2 คน น้องหมาตัวโปรดอีก 2 ตัว แล้วสมาชิกบีเกิ้ลสองหมานี่เองที่เป็นตัวแปรให้ต้องย้ายนิวาสสถานจากตึกสูงคอนโดมิเนียมลงมาอยู่บ้านทาวน์โฮมขนาดที่ดิน 18.80 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 180 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ หมู่บ้านอารียา ทูบี ถนนเกษตร-นวมินทร์ โครงการดีน่าอยู่หรือย่านลาดปลาเค้า แบ่งซอยออกเป็นหลายโครงการเล็กๆ รวมอยู่ด้านใน หน้าตาของบ้านลอฟต์ทาวน์โฮมสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์พื้นที่ฟังก์ชั่นเอื้อต่อการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเต็มที่

เจ้าของบ้านทำงานใจกลางเมืองทั้งคู่ อ้อน-ชุธีภรณ์ รัตนรัตน์ ในฐานะที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ นุ่น-นารญา โสภะกะลิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย ตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อสองบีเกิ้ลจอมป่วน ด้วยความรักและผูกพัน จึงเลือกย้ายบ้าน เดินทางไกลเพิ่มเวลามากขึ้นมาอยู่ชานเมือง มีพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงแสนรักได้วิ่งเล่นยืดเส้นยืดสาย ได้เห่าทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาหน้าบ้านได้มีความสุข

“แปลนบ้านดีเลยค่ะ แม้ว่าบ้านทาวน์โฮมมีผนังติดกันกับบ้านข้างๆ แต่ชอบการใช้วัสดุหลักไม้ระแนงสีอ่อน ทำให้มีรายละเอียดดูโทนสีนุ่มลง ทั้งก็ไม่รู้สึกอึดอัด 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ทุกห้องนอนมีห้องน้ำในตัว และห้องน้ำชั้น 2 และ 3 สามารถระบายอากาศธรรมชาติได้ทั้งหมด มีสวนสีเขียวๆ ที่เรียกว่า Pocket Park สดชื่นรอบโครงการให้สดชื่นหัวใจดีค่ะ”

ชุธีภรณ์ บอกเหตุผลของความต้องใจเลือกปักหลักที่นี่ ซึ่งไม่จำกัดอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแบบบ้านทาวน์โฮมรุ่นเก่า การออกแบบบ้านยุคใหม่ในวิถีลอฟต์ จึงปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ได้ตามรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละเจ้าของ ด้านหน้าบ้านซึ่งเป็นที่จอดรถกลายเป็นที่อยู่กรงของสองหมาหนุ่มจอมพลังสุดไฮเปอร์ไชโยและโอโบ๊ะ ที่เห่าทักทายต้อนรับแขกที่มาเยือนคนบ้านนี้

เปิดประตูก้าวเข้าพื้นที่ส่วนรับแขก ตัวบ้านลึก 9 เมตร นับจากประตูหน้าถึงประตูหลัง ดีไซน์สารพัดประโยชน์ให้เป็นส่วนนั่งเล่นดูทีวีใช้ชีวิตประจำวัน ด้านในสุดเป็นครัว ต่อเนื่องกับส่วนซักล้างตั้งเครื่องซักผ้า ราวตากผ้า ถังเก็บน้ำใช้อันใหญ่ สร้างพื้นที่มุมมองกว้าง ลื่นไหลต่อเนื่องไปกับพื้นที่แบบโถงสูง

“อ้อนมีของเยอะค่ะ เป็นพวกข้าวของเล่นโมเดล ซีดี แผ่นเสียง สะสมไว้มากมายตั้งแต่วัยรุ่น ตอนอยู่คอนโดพื้นที่ขนาดสตูดิโอ 35 ตร.ม. ชีวิตคนบนตึกพื้นที่จำกัด เราจะฟังเพลงแต่ละทีก็ยกซีดีที่วางๆ กองๆ กับพื้น ก็ใฝ่ฝันค่ะ อยากมีโต๊ะยาวๆ ตู้หนังสือเต็มผนัง อยากได้ชั้นวางซีดีหยิบง่ายๆ สวยๆ

สองหมาเข้ามาในชีวิตทำให้เปลี่ยนแปลง ได้เขามาตั้งแต่อยู่คอนโดแล้วค่ะ แต่ต้องฝากเพื่อนเลี้ยง เขาก็โตขึ้นๆ จนไม่ได้แล้ว เราต้องขยับขยาย สะสมข้าวของแต่งบ้านไว้เยอะ โคมไฟในห้องนั่งเล่น ก็ซื้อเก็บไว้ตั้งแต่สมัยอยู่คอนโด พอย้ายบ้านใหม่ พร้อมเลย แต่งได้ตูมทีเดียวเลยค่ะ”

ชุธีภรณ์ บอกสาธารณูปโภคส่วนกลางหมู่บ้าน ทั้งสวนสไตล์โมเดิร์นรอบโครงการกว่า 1,500 ตร.ม. คลับเฮาส์ มีสระว่ายน้ำขนาด 13×23 เมตร ฟิตเนส เรื่องความปลอดภัย รปภ.ตลอด 24 ชั่วโมง CCTV ส่วนขนส่งสาธารณะก็ใกล้ทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา จะไปไหนมาไหนช็อปปิ้งสบาย เดอะ คริสตัล CDC เซ็นทรัล ลาดพร้าว ถนนลาดปลาเค้า ก็เป็นถนนที่เชื่อมจากเกษตร-นวมินทร์ไปยังถนนรามอินทรา จัดว่าเป็นทำเลที่ค่อนข้างดี

“สิ่งที่ชอบที่สุดก็ต้องเป็นเรื่องการจัดการเรื่องสัตว์เลี้ยงนี่ล่ะค่ะ อารียาตรงย่านนี้มีบ้าน 200 กว่าหลัง สัตว์เลี้ยงทุกตัวต้องลงทะเบียน มีหมายเลขกำกับ หมาบ้านอ้อนไปถ่ายในสวนเลอะเทอะ อ้อนก็ต้องโดนปรับ สังคมคนอาศัยบ้านทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่กำลังสร้างครอบครัวใหม่ ก็จัดเป็นคนรุ่นใหม่วัยทำงานนะคะ สมาชิกแต่ละบ้านไม่กี่คน ไม่เอะอะ ไม่อึกทึก แล้วที่ชอบมากๆ อีกอย่างเลยนะคะ ถ้าบ้านไหนมีปาร์ตี้ก็มีป้ายแขวนไว้หน้าบ้านจัดปาร์ตี้ฉลอง ขอโทษที่เสียงอาจดัง เป็นการสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยร่วมกันที่น่ารักดีค่ะ”

ทุกอย่างอบอุ่นในบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอย ทาวน์โฮม 3 ชั้น ชั้นล่างมุมพักผ้อนห้องนั่งเล่นขนาด 4 เมตร โชว์ตู้เก็บโมเดลและของเล่นสะสม ทั้งปาร์แมน เด็กชายชาวโลกจอมซุ่มซ่าม ตุ๊กตาสนูปี้ ตัวแทนสุนัขพันธุ์บีเกิ้ลสัตว์เลี้ยงของบ้านนี้ เดินเข้าไปอีกมีพื้นที่วางตู้ครัว อาจดูเล็กเกินไปนิด แต่ก็เหมาะกับสมาชิกอีกหนึ่งคน “นุ่น” นารญา ชื่นชอบอบขนมเบเกอรี่ ไม่ได้ใช้งานครัวหนักก็กลายเป็นความลงตัวที่สุดอีกเรื่อง

ด้านบนสุด เป็นห้องนอนใหญ่เต็มฟลอร์ มีทั้งของเล่นสะสมและเฟอร์นิเจอร์ ที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ตกแต่งห้องนอนใหญ่อีก 1ห้อง สร้างบ้านหลังนี้ที่พร้อมกับการเติบโตของสองหมาน้อยบีเกิ้ล ตัวการเติมเต็มความรักความอบอุ่น

ยืดอายุ 10 อวัยวะให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562603

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 19:15 น.

ยืดอายุ 10 อวัยวะให้แข็งแรง

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

เมื่อชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนผ่านวัย 40 อัพมาแล้วหลายปี มันนานพอจะทำให้เราเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้นจนพอจะรู้ว่าการมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่แข็งแรงนั้นถือว่าเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงมากกว่าการมีเงินทองมากมายนัก แต่การที่จะให้อายุยืนและสุขภาพที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องดูแล เพราะร่างกายเมื่อใช้ไปนานๆ ก็มีการเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา

รศ.ดร.ภญ.อรพรรณ มาตังคสมบัติ อดีตคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ต้องหาทางบำรุงรักษาเอาไว้ให้เสื่อมถอยไปช้าที่สุดดึงเวลาของความหนุ่มสาวความมีสุขภาพดีไว้ให้นานที่สุด แม้อวัยวะจะเสื่อมไปตามเวลา แต่เราก็ต้องหาวิธีการยืดอายุอวัยวะ ที่มีร้อยแปดพันประการได้ผลน้อยมากแตกต่างกันไป แต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอสุดยอดวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ให้ได้ลองไปปฏิบัติกันดูดังนี้

1.สมอง หลังอายุ 70 ปี จะเริ่มพบความผิดปกติที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคราวเดียว วิธียืดอายุการใช้งานก็คือ ทำการนิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว จะช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน ควรกินปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช แหล่งสุดยอดสารอาหารบำรุงเป็นประจำ พยายามฝึกเจริญสติก่อนนอน ใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่งในวันรุ่งขึ้น

2.ดวงตา หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ดวงตา จอประสาทตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ควรสวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที และงดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3.หู หลังอายุ 60 ปี การได้ยินจะค่อยๆ ลดลงทุกปี และทุกๆ 1 ใน 3 คนมีปัญหาเรื่องการได้ยินเมื่อเข้าสู่วัยนี้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือกลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา และงดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4.ปอด หลังอายุ 30 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1 เราควรว่ายน้ำ หรือวิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที-1 ชั่วโมง ควรใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ จิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว มีสรรพคุณช่วยปรับธาตุ บำรุงปอด แก้ไอ ลดเสมหะได้ และหลีกเลี่ยงควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

5.หัวใจ หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี อัตราการสูบฉีดโลหิตสูงสุดจะลดลงราวร้อยละ 10 ดังนั้นงดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิตและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ รวมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง ผู้ที่มีงานอดิเรกเหล่านี้ มีความเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไป

6.ไต หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ จนคุณแทบไม่รู้สึก ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ สถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำถึง 13 แก้ว/วัน ขณะที่ผู้หญิงวัยเดียวกันต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ ควรควบคุมน้ำหนักตัวและความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน

7.สำไส้ หลังอายุ 60 ปี ปุ่มเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็กจะบางลง ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ควรกินอาหารที่ย่อยง่าย กินปลา ถั่ว เห็ด รวมถึงผักผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอด ควรกินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้ ลองฝึกโยคะ 4 ท่า ช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน ดังนี้ ท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และปิดท้ายด้วยท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ แต่ละท่าทำ 5 ครั้ง นับเป็น 1 เซต

8.ผิวหนัง หลังอายุ 18 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังจะลดลงประมาณร้อยละ 1 เราต้องทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของไทเทเนียมหรือสังกะสีเป็นประจำ เลือกกินถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่เป็นประจำ ลองมาสก์หน้าด้วยโยเกิร์ตผสมข้าวโอ๊ต หรือใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้เพื่อฟื้นฟูผิวหลังออกแดดเสมอ

9.กระดูก หลังอายุ 35 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปีความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (ในเพศหญิง) ควรยกน้ำหนัก หรือกระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซต ลองเพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อ/สัปดาห์ ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

10.กล้ามเนื้อ หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ลองวิดพื้น สควอต และยกน้ำหนักแต่ละท่าทำ 15 -20 ครั้ง นับเป็น1 เซต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซต

สุดท้าย การกินอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม ช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ อย่าลืมเสริมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด เพราะเป็นตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่างๆ ได้เช่นกัน

บ้านพิงพัก Open House

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562600

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 17:39 น.

บ้านพิงพัก Open House

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มีผู้แจ้งข่าวว่า บ้านพิงพัก (Pink Park Village) โครงการเยียวยาเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ จะเปิดให้บริการในเดือน ต.ค.นี้แล้ว ผู้รับแจ้งข่าวได้รับแจ้งด้วยความยินดี ด้วยโครงการบ้านพิงพักนี้ มีโอกาสได้รู้ได้ยินมาตั้งแต่การแถลงข่าวครั้งแรก เมื่อโครงการระยะที่ 1 ก่อสร้างสำเร็จเสร็จสิ้น จึงอนุโมทนาสาธุการ หากแต่…

“ผมหวังว่าทุกคนที่ได้เห็นบ้านพิงพัก จะเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วย” นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เปิดประเด็น

บ้านพิงพักกำลังจะรับคนไข้คนแรกในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการเปิดศูนย์บำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยและแห่งแรกของโลกครั้งนี้ นพ.กฤษณ์ กล่าวว่า บ้านพิงพักเกิดขึ้นจากความปรารถนาให้ผู้ป่วยยากไร้ในระยะสุดท้าย ได้มีโอกาส “อยู่” อย่างสุขสบายอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้รับการรักษาเยียวยาในฐานะ “มนุษย์” สักครั้งหนึ่งในชีวิต

นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

“เรานำมาตรฐานที่สูงมากมาใช้กับคนที่จนมาก นั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยส่วนหนึ่ง”

บ้านพิงพัก เป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมครบวงจร ที่ทันสมัยเทียบเท่ามาตรฐานสากลและดีที่สุดในภูมิภาค โดยวางพื้นฐานหลักการตามข้อมูลปัจจุบันและแนวโน้มของมะเร็งเต้านมในอนาคตอันใกล้ การวินิจฉัยและการจัดการโรคไม่เพียงขึ้นอยู่กับเทคนิคการแพทย์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับผลวิจัยทางห้องปฏิบัติการและผลวิเคราะห์โมเลกุล

“วิธีการที่ล้ำสมัยเหล่านี้ มีราคาสูงและซับซ้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งเกินกว่าที่สถาบันใดสถาบันหนึ่งจะสามารถทำได้ ศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านการวินิจฉัยที่ล้ำสมัย ซึ่งจะเป็นมาตรฐานสำหรับทั้งภูมิภาค”

นพ.กฤษณ์ เล่าว่า บ้านพิงพักดำเนินงานโดยทีมชั้นเยี่ยม ประกอบด้วย แพทย์พยาบาล จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักโภชนาการและอาสาสมัคร ตั้งอยู่ที่มีนบุรีบนพื้นที่ 121 ไร่ เน้นสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม บรรยากาศเป็นดั่งรีสอร์ทที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้และสระน้ำใหญ่ ความรู้สึกเหมือนได้พักพิงอยู่ที่บ้านไม่ใช่สถานพยาบาล

โครงการระยะแรก 80 ไร่ ประกอบด้วย หอดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) 2 อาคาร แต่ละอาคารมีห้องเดี่ยว 8 ยูนิต รวม 16 ยูนิต ญาติมาเยี่ยมดูแลได้ (ถ้ามี) และหอพักฟื้นผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษา (Convalescence) อีก 1 อาคาร 8 ยูนิต พักได้ 16 คน เท่ากับรองรับผู้ป่วยได้คราวละ 32 คน ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขอให้อยู่อย่างมีความสุขตราบจนลมหายใจสุดท้าย

“จะมาอยู่ที่นี่ได้ มี 2 เงื่อนไข คือ เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ที่แพทย์ลงความเห็นว่าอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน และยากจน ไร้คนดูแล”

นั่นหมายความว่าหอผู้ป่วยและหอพักฟื้นที่ดูราวรีสอร์ทหรูแห่งนี้ สิทธิแห่งการเยี่ยมอยู่ได้สงวนไว้เฉพาะผู้ป่วยใกล้ความตายอีกมีความยากจนข้นแค้นเป็นทุน ซึ่งจะมีคณะกรรมการร่วมที่จัดตั้งขึ้นจากตัวแทนของสภากาชาดไทย ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ทำหน้าที่ในการคัดกรองสิทธิ

“ผมกำลังทำโครงการที่ดีที่สุดในโลก คือ การนำคนไข้ยากจนมารักษา โดยเดอะเบสต์เท่านั้นที่เราจะให้ ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การทำเคมีบำบัดหรือการฉายแสง ถ้าเห็นว่าเหมาะสมกับคนไข้ก็เต็มที่ จะช่วยทั้งทีขอทำให้ดีที่สุด”

การใช้มาตรฐานการรักษาสูงสุดกับผู้มีเศรษฐานะยากไร้ที่สุด ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงกลไกที่ผกผันกันนี้ว่า ทำไปทำไม เพราะการรักษาพยาบาลหากเป็นไปในลักษณะของการอนุเคราะห์แล้ว ควรมุ่งให้ถึงจำนวน ทำนองว่ายิ่งมากยิ่งดี ยิ่งสงเคราะห์มากก็ยิ่งกระจายความช่วยเหลือมาก ห้องรวมเตียงรวมก็ทำเนา ทำไมจึงต้องทำให้ดีให้เยี่ยมให้กับคนที่พูดตามจริงคือไม่มีจ่าย ได้แค่ไหนก็น่าจะพอใจ

นพ.กฤษณ์ให้คำตอบว่า โครงการมิได้มุ่งแสวงหากำไร หากมุ่งสร้างมาตรฐานการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ยากจน มุ่งคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ผู้ป่วย คนจนไม่ใช่ต้องนอนรอความตาย หากเป็นคนจนที่ควรได้รับโอกาสอันเป็นสุดท้ายนี้มากที่สุด นั่นคือโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตก่อนความตาย มีความสุข มีศักดิ์ศรี หรือได้คืนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ก่อนที่ความตายจะมาถึง

“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คำนี้สำคัญ มีคุณยายคนหนึ่งมารักษาที่ศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณยายหยุดที่หน้าห้องรักษาแล้วร้องไห้ไม่ยอมเดินเข้าไป ถามคุณยายว่าร้องไห้ทำไม แกตะกุกตะกักตอบว่ามันโก้เกินไป คุณยายท่านนั้นสอนผมมาก แกพูดว่ายายไม่คิด ไม่คิดว่าคนอื่นจะคิดถึงคนอย่างยาย”

จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดีที่สุด” และตอบคำถามว่าทำไมที่นี่ไม่ทำเตียงรวมที่ทุ่นค่าใช้จ่าย ก็เพราะเตียงรวมนั้นใครตายคนหนึ่งก็เห็นกันหมด สั่นสะเทือนและทำลายขวัญไปทั้งหมด ที่นี่ “ห้องเดี่ยว” ของผู้ป่วยเชื่อมกับทางออกที่ทุกคนจะได้ใช้ มีศัพท์เรียกกันภายในว่า “ทางสำหรับผู้โดยสารขาออก” นั่นคือทางเดินสุดท้ายเมื่อเสียชีวิต การเข็นลำเลียงศพทำได้โดยเอกเทศ ไม่มีผู้รู้เห็นได้ เพราะออกแบบทางเดินให้มีต้นไม้บดบัง

ประสบการณ์จากผู้ป่วยรอดชีวิต ประกอบด้วย ปราณี ดอกพิกุล, ณภาดา พู่ไหมทอง และวิมล ดวงแก้ว ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวว่า ได้ชีวิตใหม่ จากการเข้ารับการรักษาในโครงการ “84 พรรษาพระผู้ให้” สภากาชาดไทย และศูนย์สิริกิติ์ บรมราชินีนาถฯในโครงการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

ปราณี ดอกพิกุล, ณภาดา พู่ไหมทอง และวิมล ดวงแก้ว

“ตอนแรกทำใจว่าคงต้องเสียชีวิต เนื่องจากไม่มีเงินรักษาตัว แต่เมื่อได้รับโอกาสเข้าโครงการฯ ก็ได้รับคำแนะนำและการรักษาอย่างดี ปัจจุบันหายขาดแล้ว มีความหวัง มีความสุข กับการเฝ้ามองอนาคตการศึกษาของลูกๆ” ปราณี กล่าว

“มะเร็งเต้านม” เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย ในผู้หญิงไทยทุก 10 คน จะมี 1 คนที่ต้องเผชิญกับมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งขาดการรักษาที่ถูกต้อง เฉลี่ยต่อปีมีผู้หญิงไทยกว่า 3,000 คน ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม!

ท่านผู้อ่านที่รักเล่า อ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบลงแล้ว รู้หรือยังล่ะว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นของ นพ.กฤษณ์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการบ้านพิงพัก

เดินหน้าบ้านพิงพักระยะที่ 2

บ้านพิงพักระยะที่ 2 ใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท เดินหน้าก่อสร้างอาคารผู้ป่วยระยะสุดท้ายและอาคารพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาอีก 3 อาคาร รวม 32 ยูนิต โครงการฯ ยังมีอาคารสนับสนุน เช่น อาคารกิจกรรมเพื่อการสันทนาการ รวมทั้งอาคารศาสนาสำหรับการดูแลทางจิตวิญญาณสำหรับผู้ป่วยในแต่ละศาสนาความเชื่อ (www.qscbcfoundation.org และ http://www.pinkpark.org)

ศุภนารี สุมลมาตร์ ผู้จัดการ มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าวเชิญร่วมสนับสนุนโครงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายจากกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในช่วงนี้ 1 ต.ค. มี Eat Drink Pink จัดโดยโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ นำเสนออาหารหลากหลายจาก 35 ร้านดัง สัมผัสความอร่อยและความสามารถอันโดดเด่นของเชฟ บัตรราคา 3,000 บาท รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายเพื่อก่อสร้างบ้านพิงพัก โทร. 02-020-2888 หรือ diningpbk@peninsula.com

16 ก.ย. ยังมีกิจกรรม “บ้านพิงพัก ให้รักช่วยรัน” ซึ่ง ปตท. เป็นผู้สนับสนุนหลักมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “บ้านพิงพัก ให้รักช่วยรัน” ที่สปอร์ต คอมมูนิตี้ สเตเดียม วัน (Stadium One) รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้บ้านพิงพักทั้งหมด ใครอยากจะกิน ใครอยากจะวิ่ง เชิญเลือก (ช่วย) ตามอัธยาศัย!

พรทิพย์ รัตนศิริวิไล ปัจจัยทำความสวย ‘ให้หรูหรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562490

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 18:20 น.

พรทิพย์ รัตนศิริวิไล ปัจจัยทำความสวย ‘ให้หรูหรา’

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ลุคสมาร์ทกระฉับกระเฉง ผิวใส รูปร่างดีอย่างมั่นใจในชุดแฟชั่นแอ็กทีฟแวร์ คอลเลกชั่นซัมเมอร์ 2018 แบรนด์เคท สเปด พรทิพย์ รัตนศิริวิไล จับแต่งให้ลุคเปรี้ยว และหรูหราขึ้น ด้วยการแมตชิ่งกระเป๋าหนังงู Lady Dior LargePython Bag Gold ลักซ์ชัวรี่ แบ็กส์ แบรนด์คริสเตียน ดิออร์ และรองเท้าสไตล์ออกซฟอร์ดสีทอง แบรนด์กุชชี่ จับแต่งรวม 3 แบรนด์หรู ได้โททัลลุคลงตัวสไตล์ผู้หญิงสุดมั่น วัย 40 อัพ ที่รักและใส่ใจดูแลตัวเองทั้งความงามรูปลักษณ์ภายนอก คงความแข็งแกร่งของร่างกาย เน้นวินัย ทั้งการกิน และการออกกำลังกาย

วัยแตะเลขห้า พรทิพย์เผยความลับนี้พร้อมเสียงหัวเราะเสียงใสบอกว่า คนในวัยเดียวกันเพื่อนๆ ก็ยอมรับในความอ่อนกว่าวัย สวยครบสูตร ต้องสวยจากข้างในก่อนเป็นปัจจัยนำร่อง สร้างสุขภาพดี ผิวใสๆ ก็ตามมาได้ไม่ยาก หุ่นไม่เผละหย่อนคล้อยไปตามวัย ส่วนแอกเซสซอรี่ ศาสดาแห่งกระเป๋า ไม่ว่าจะเลดี้ ดิออร์ หรือแอร์เมส กระเป๋ารุ่นเบอร์กิ้นในตำนาน หรูหราที่สุด ราคาแพงที่สุด ผู้หญิงแทบทั้งโลกล้วนใฝ่ฝันเป็นที่ต้องการครอบครอง ก็เป็นเพียงปัจจัยแห่งความหรูหรา ทำหน้าที่แค่ตัวประกอบเท่านั้นเอง

สวยครบสูตร สวยจากข้างใน (ก่อน)

ผู้หญิงรักการแต่งตัวล้วนหลงใหลกระเป๋า รักรองเท้า ยิ่งถ้าเป็นของระดับไฮแบรนด์ที่กว่าจะได้มาแต่ละใบ แต่ละคู่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย บอกได้เลยว่าแต่ละใบกว่าจะได้มาล้วนยากลำบาก

“ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบกระเป๋ากันทั้งนั้นนะคะ เพราะมันเป็นของใช้จำเป็น ที่ติดตัวเราออกจากบ้านไปไหนมาไหนด้วยกัน กระเป๋าแอร์เมสมาอยู่ในมือของเรา ก็เป็นเหมือนเครื่องประดับอีกชิ้นหนึ่ง ที่ให้เรามีบุคลิกดูสวยคลาสสิก แต่งตัวได้เรียบโก้โดยไม่ยากเย็น ไม่ต้องมีอะไรอีกมากมายเลยค่ะ กระเป๋าใบเดียวก็ทำให้เราดูพร้อม และอีกเหตุผลสำคัญแบรนด์นี้เป็นการลงทุน ส่งต่อกระเป๋าที่เราดูแลได้เนี้ยบตลอดกาล ให้ลูกสาวหลานสาวถือได้อีกนะคะ ความคลาสสิก เรียบหรูของแอร์เมส ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นได้เป็นสมบัติอีกชิ้น

ดิฉันชอบแต่งตัวแนวเรียบโก้ แอบมีหวานๆ เซ็กซี่ๆ บ้างเล็กน้อย เน้นกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ ใช้เป็นส่วนประกอบ และเพิ่มจุดเด่นให้กับการแต่งตัวค่ะ ใช้สมองในการแต่งตัว ต้องคิดก่อนออกจากบ้านนะคะ (หัวเราะ) แอร์เมส เบอร์กิ้น สีช็อกโกแลต ไซส์ 35 นิ้ว ก็เลือกแล้วเลือกอีกว่า โทนสีขรึมคือคำตอบของการแต่งตัวเรียบๆ ของเราเลยค่ะ

ใบนี้ตัดสินใจซื้อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ได้มาในราคา 4.87 แสนบาท ราคาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ แต่สมัยนั้นแอร์เมสไม่ได้ฮิตอะไรมากมาย ดิฉันไปเที่ยวเมืองสตราซบูร์ (Strasbourg) เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ห่างจากปารีสกว่า 300 กิโลเมตร มีร้านแอร์เมสตกแต่งดิสเพลย์ร้านได้น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจผู้หญิงเรามาก คือได้เห็นกระเป๋าแอร์เมสหลายสี หลายไซส์ วางเรียงรายอยู่แน่นช็อปเลยค่ะ ซึ่งถ้าเป็นวันนี้ไม่มีทาง ที่เราจะได้เห็นกระเป๋าวางโชว์จำนวนมากมายแบบนั้นอีกแล้ว เพราะกระเป๋ามีเท่าไรก็ขายหมดไม่มีของวางโชว์หน้าร้านให้เลือกเลยค่ะ

อีกใบคือรุ่นเคลลี่ สี Rouge ไซส์ 32 ราคา 4.6 แสนบาท ตัดสินใจซื้อมาทีเดียว 2 ใบไปเลย ถือว่าโชคดี”

พรทิพย์เป็นนักธุรกิจหญิงทางด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจที่กำลังมุ่งมั่นอยู่เวลานี้ คือสร้าง Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ เป็นอีกธุรกิจใจกลางเมืองย่านสีลม และสำหรับเรื่องความสวยความงาม ก็คุยได้สนุก ไม่มีเบื่อ พรทิพย์ เป็นผู้เขียนหนังสือ “Forever Young สร้างสวยตลอดกาล” และเจ้าของเพจ Tiptippy diary ถ่ายทอดวิธีคิดเรื่องความงาม ที่อายุไม่จะเป็นแค่ตัวเลขอีกต่อไป

“ดิฉันเขียนด้วยประสบการณ์ วัยที่เราผ่านมาแล้ว ผู้หญิงวัย 20+ 30+ 40+ ซึ่งพอมาถึงวัยนี้ ก็เรียกว่าวัยประสบความสำเร็จ มีครอบครัวมีลูก มีหน้าที่การงานมั่นคงแล้ว รู้จักตัวเองดีที่สุดค่ะ ไม่ดิ้นรนอยากได้อะไรมากมาย อย่างเช่น กระเป๋าแบรนด์เนมเหล่านี้ ดิฉันเลือกซื้อในสไตล์เบสิกเท่านั้น เช่น สีโทนน้ำตาล หรือลายงู ซึ่งจัดเป็นลวดลายในหมวดคลาสสิก หยิบมาใช้ได้ตลอดกาลไม่มีวันเอาต์ค่ะ

ดิฉันไม่ซื้อกระเป๋าวางขายในช็อป ที่ไม่ใช่ร้านเจ้าของแบรนด์ ร้านขายของที่เป็นของมือสอง ไปต่างประเทศในเอเชียเยอะมากนะคะ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น เราดูของไม่เก่ง ซื้อไปอาจได้ของไม่แท้ให้เสียใจได้

กระเป๋าแต่ละใบ จำได้ว่ามีแต่เรื่องน่าขันของผู้หญิงเรา หิ้วแอร์เมสกับกล่องสีส้มออกมาจากร้าน ก็ไม่กล้าถือต้องขอถุงขยะสีดำมาใส่อีกที ถุงสีส้มสดสะดุดตาเกินไป ดิฉันไปกับน้องสาวสองคน ก็กลัวโจรกรรรม วิบากชีวิตของผู้หญิงเรานะคะ (หัวเราะ) แล้วก็มีเรื่องขำๆ ฮาๆ อีกด้วย คือน้องสาวดิฉันซื้อกุชชี่รุ่นล่าสุด ด้วยความเห่อก็ถือเลย แล้วระหว่างนั่งรถไฟกลับปารีส เราก็นั่งฝั่งตรงข้ามกับเด็กผู้ชายตัวเล็กหน้าตาน่ารัก แล้วปรากฏว่าเด็กน้อยเมารถ อาเจียนพุ่งมาทางกระเป๋าเรา โอ๊ย…สติแตกกันกระจายค่ะ (หัวเราะ) ประพรมกระเป๋าประเดิมกันเลย เช็ดกันใหญ่

กระเป๋าลักซ์ชัวรี่ก็คือภาระนะคะ และความระแวดระวังในการดูแล ฝนตกห่วงกระเป๋ายิ่งกว่าสิ่งใด ก็ไม่รู้ว่าเป็นความสุข หรือความทุกข์ของผู้หญิงเรานะคะ (หัวเราะ) ยิ่งกระเป๋าสีอ่อน ยิ่งดูแลยากมากค่ะ ดิฉันจึงเลือกกระเป๋าสีเข้มไว้ก่อน ลูกสาวเราก็ยังได้ใช้ต่อสวยๆ อีกรุ่นค่ะ ต้องดูแลอย่างทะนุถนอมที่สุด เรื่องฟังก์ชั่นเน้นการใช้สอยลืมไปได้เลยค่ะ”

เคล็ด(ไม่)ลับ สวยตลอดกาล

แอกเซสซอรี่คืออีกหนึ่งชิ้น เพิ่มความหรูหรา คือคอสตูมจิวเวลรี่ทั้งหลาย ต่างหูยี่ห้อกะรัต (Carat) สร้อยยี่ห้อ มิว มิว (Miu Miu) ซื้อจากห้างเซลฟรีดเจส (Selfridges) ห้างดูดทรัพย์บนถนนออกซฟอร์ด กรุงลอนดอน พรทิพย์ เลือกใช้ต่างหูชิ้นนี้บ่อยๆ ใส่ได้ทั้งงานกลางคืนหรูหรา หรือในวันทำงาน อีกชิ้นใส่เป็นเครื่องประดับที่บอกเวลาได้ นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลลิป รุ่น Ladies Gondolo Quarts White gold & Diamond ราคา 2.8 ล้านบาท รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นไม่ผลิตอีกแล้ว ยี่ห้อที่มีศาสตร์แห่งการประดิษฐ์ ถูกยกย่องเป็นสุดยอดในอาณาจักรเครื่องบอกเวลา

“เรือนนี้ได้มาจากสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ ชิ้นเดียวใส่แล้วจบ ใส่ได้ทั้งงานกลางวัน และกลางคืนไม่ต้องประโคมอะไรเพิ่มอีกให้มากมาย ปาเต๊ะ ฟิลลิป ใช้เทคนิคขั้นสูงรังสรรค์นาฬิกาไกจักรกลขนาดเล็ก แล้วได้ฝังมันลงไปเหมือนเราได้ใส่กำไลข้อมือเพชรอีกชิ้นเลยนะคะ นิยามความหรูหราไม่ใช่แค่เพชรระยิบระยับ หรือการใส่มากชิ้นค่ะ ดิฉันชื่นชอบการแต่งกายเท่ๆ คล่องๆ ทะมัดทะแมงไว้ก่อน หนึ่งชุดใส่ได้หลากหลายโอกาส แอ็กทีฟแวร์ชุดที่ใส่วันนี้ เคท สเปด ราคาเกือบ 2 หมื่นบาท เพิ่มเครื่องประดับอีกไม่กี่ชิ้น เราใส่ไปประชุมก็ได้ ไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าก็ได้นะคะ

ความลับความอ่อนเยาว์อีกหนึ่งข้อ คือการไม่ประโคมเครื่องประดับมากชิ้น เพราะยิ่งใส่มาก ก็ยิ่งเพิ่มอายุตามไปด้วยนะคะ”

พรทิพย์ ทิ้งท้ายสิ่งที่ผู้หญิงวัยสี่สิบอัพ ต้องลงทุนใช้ไฮแบรนด์อีก 1 อย่าง คือ สกินแคร์ และวิตามิน รวมถึงเรื่องการใช้นวัตกรรมความงามต่างๆ ด้วย

“เรื่องผิวพรรณ เส้นผม คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดนะคะ ดิฉันค้นพบการต้านทานการถดถอยของร่างกาย เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการต่อต้านความชราเขียนโดย ซูซาน ซอมเมอร์ส เขียนถึงรูปลักษณ์ผู้หญิงที่เปลี่ยนไปในวัยทอง การเข้าสู่วัย Golden Age ก็เท่ากับวัยสูงอายุ ในเพศหญิง คือ เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเพศจะลดลงฮวบฮาบ ทำให้นอกจากการหมดรอบเดือนแล้ว ยังเกิดอาการทางร่างกายและจิตใจได้หลายอย่าง ทั้งวิตามินและอาหารเสริมต้องบอกเลยค่ะ วัยนี้ต้องกระหน่ำกิน ลงทุนประโคมครีมบำรุงผิว หลายๆ เครื่องมือที่ชะลอวัย ในบางเดือนใช้เงินร่วม 6 หลักได้เลยค่ะ” พรทิพย์บอกเคล็ดลับสวยหรู สมวัย ได้อย่างมีความสุข

ยิ่งใหญ่สมการรอคอย ‘ELLE Fashion Week’ ครบรอบ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562489

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 17:40 น.

ยิ่งใหญ่สมการรอคอย ‘ELLE Fashion Week’ ครบรอบ 20 ปี

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เปิดฉากวันนี้แล้ว สำหรับ “แอล แฟชั่น วีก ฟอล/วินเทอร์ 2018” (ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018) แฟชั่นอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่ทุกคนตั้งตาคอย ที่จะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในฐานะมหานครแห่งแฟชั่น

ตระการตากับแฟชั่นโชว์คอลเลกชั่นล่าสุดจากเหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทยและดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานมาประชันกันถึง 14 โชว์ 19 ดีไซเนอร์ พร้อมโชว์พิเศษจากดีไซเนอร์ระดับตำนาน “ไข่บูติก” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครั้งที่ 20 ของแฟชั่นวีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยบนรันเวย์สุดอลังการในเต็นท์ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอด 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้-2 ก.ย.นี้ ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

20 ปีแห่งความภาคภูมิ

ก่อนที่ ภูมิจิต พลางกูร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โพสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีเดีย (นิตยสารแอล ประเทศไทย) จะบอกเล่าถึงความพิเศษที่จะเกิดขึ้นในงานแฟชั่นอีเวนต์แห่งปี เธอพาย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นของแอล แฟชั่น วีก ในปี 1999 โดยนิตยสารแอล ประเทศไทย นิตยสารหัวนอกสำหรับผู้หญิงที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาเทรนด์แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท โพสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีเดีย ร่วมด้วยผู้สนับสนุน ซึ่งตั้งใจจัดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานแฟชั่นไทยให้เทียบเท่าเวทีแฟชั่นโลก

“แอล ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่มีการจัดงานแอล แฟชั่น วีก หลังจากนั้นถึงมีอีก 2-3 ประเทศนำโมเดลเราไปใช้ ทุกปีจะมีบรรณาธิการจากแอลแฟชั่น หรือทีมงานจากแอลทั่วโลก เดินทางมาร่วมในงานของเรา เพราะฉะนั้นสเกลงานของเราวันนี้จึงไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่เป็นระดับโกลบอล ยิ่งยุคนี้ดิจิทัลเข้ามาตอบโจทย์ เราสามารถไลฟ์ผ่านช่องทางต่างๆ (Facebook.com/ELLETHAILAND) รวมทั้งเครือข่ายของแอลในบางประเทศที่สนใจ นอกจากนี้เรายังมีการทาบทามบล็อกเกอร์แฟชั่นจากประเทศต่างๆ มาร่วมงาน เพื่อเป็นอีกช่องทางให้ผลงานดีไซเนอร์ไทยได้อวดโฉมในเวทีโลกมากขึ้น”

จากวันแรกถึงวันนี้ แอล แฟชั่น วีก กลายเป็นอีเวนต์ที่สร้างความคึกคักให้กับแวดวงแฟชั่นเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และปีนี้ได้เดินทางมาถึงปีที่ 20 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักในการจัดงานที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ไทยได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานและศักยภาพต่อสาธารณชนในเวทีระดับสากลยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หากที่เพิ่มเติมมาคือความพิเศษของโชว์

“ไฮไลต์ของโชว์ในปีนี้ที่ยิ่งใหญ่และหาดูที่ไหนไม่ได้แน่นอน คือการกลับมาสู่เวทีแอล แฟชั่น วีก อีกครั้งของดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “ไข่บูติก” (Kai Boutique) ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ไข่-สมชาย แก้วทอง ดีไซเนอร์ชั้นครูของเมืองไทย เพิ่งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ในสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) เป็นคนแรกของไทย เราเลยถือโอกาสนี้เชิญแบรนด์ไข่บูติกมาเป็นโชว์เปิด

ตามด้วยโชว์ของเหล่าดีไซเนอร์จากแบรนด์ต่างๆ จาก 19 ดีไซเนอร์ชื่อดังและคลื่นลูกใหม่ รวมถึง 1 โชว์ของน้องใหม่ Fresh Faces จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมเป็น 14 โชว์

มาถึงวันนี้ เราก็อยากขอบคุณดีไซเนอร์ทุกคน ที่ตั้งใจทำงานเต็มที่เพื่อทำโชว์ดีๆ ให้เวทีมีเรื่องราวสืบเนื่องต่อไป”

ไข่บูติก โชว์ส่งท้ายวงการไฮแฟชั่น

สมชาย แก้วทอง ดีไซเนอร์ระดับตำนาน ให้สัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในขณะที่กำลังเตรียมงานโค้งสุดท้ายก่อนแฟชั่นโชว์ใหญ่จะมาถึงว่า ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ห่างหายจากเวทีแอล แฟชั่น วีก ซึ่งเป็นเวทีที่ร่วมบุกเบิกมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นไปพักใหญ่

“หยุดไปนาน จนจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้โชว์บนเวทีนี้นานแค่ไหนแล้ว ตอนแรกที่น้องๆ มาชวนก็ปฏิเสธนะ เพราะเราแก่แล้ว แต่น้องๆ ก็รบเร้า เห็นว่าเราเพิ่งได้รางวัลศิลปินแห่งชาติมา น่าจะมีผลงานเลยกลับมาอีกครั้ง” ไข่ บอกเล่าก่อนจะแย้มถึงความพิเศษที่จะได้เห็นในโชว์ที่หลายคนตั้งตารอชม

สมชาย แก้วทอง ดีไซเนอร์

“เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเดือน ส.ค. เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เราตั้งใจทำโชว์เป็น 3 เซต เพื่อนำเสนอความเป็นไทยผ่าน 31 ลุค

สำหรับเซตแรก เป็นการนำเสนอผ่านผ้าชาวเขา ซึ่งบางชิ้นอายุหลายร้อยปี หาไม่ได้แล้วในแบบไฮแฟชั่น เซตที่ 2 เป็นผ้ามัดหมี่จากอีสานทั้งหมด เพราะเราต้องการนำเสนอความงามของผ้านุ่งไทยว่าสามารถทำให้เป็นแฟชั่นๆ ได้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่หันมาเห็นคุณค่าความเป็นไทย และผ้าไทย ส่วนเซตสุดท้าย เรานำแรงบันดาลใจมาจากความงาม สง่างาม และเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นของพระองค์ท่านมาสะท้อนผ่านแฟชั่นโชว์”

สำหรับความตระการตาที่จะเกิดขึ้นนั้น ดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยชวนให้รอชมในวันนี้ เพราะเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกปลุกให้มีชีวิตผ่านการสวมใส่ของกองทัพนางแบบ 31 คนบนรันเวย์

“ปีนี้เราก็อายุ 71 แล้ว จากนี้ก็คงเบาๆ ลง ค่อยๆ หายไป หายจากวงการไฮแฟชั่น โชว์อันนี้น่าจะเป็นโชว์ส่งท้าย คงไม่มีโอกาสทำโชว์ให้ใคร แก่แล้ว ส่วนโชว์ที่อยากดูในเวทีแอล แฟชั่น วีก ครั้งนี้ ก็อยากดูของทุกคน แต่ที่อยากดูเป็นพิเศษคือ โชว์ของเมช มิวเซียม (Mesh Museum) เพราะใหม่ (พลัฏฐ์ ศรีลลิตสร้อย) เป็นหลานชาย เริ่มนับหนึ่งในวงการแฟชั่นมากับเรา และคิดว่าน่าจะเป็นทายาทในวงการแฟชั่นของเราต่อไป ซึ่งโชว์ในครั้งนี้ของไข่บูติก เขาก็มาช่วยเยอะ” ไข่ทิ้งท้าย

มองแฟชั่นในมุมใหม่ เมช มิวเซียม

อีกหนึ่งแบรนด์ที่หลายคนจับตา และอยากชมมากที่สุดในเวทีแอล แฟชั่น วีกปีนี้ ต้องหลีกทางให้แบรนด์ชุดแต่งงาน เมช มิวเซียมโดย ใหม่-พลัฏฐ์ ศรีลลิตสร้อย ดีไซเนอร์มากประสบการณ์ ซึ่งเคยสร้างชื่อเมื่อครั้งออกแบบชุดแต่งงานให้ มาร์กี้-ราศรี จิราธิวัฒน์ มาแล้ว

ใหม่-พลัฏฐ์ ศรีลลิตสร้อย ดีไซเนอร์

ครั้งนี้เขาจะสะกดทุกสายตาด้วยคอลเลกชั่นชุดเจ้าสาวในยุค 2018 ที่เปิดกว้างและไม่มีข้อจำกัด เพื่อสะท้อนถึงความยูนีกและไม่ธรรมดาของชุดเจ้าสาวในแต่ละแบบ

“ในชีวิตจริง เจ้าสาวไม่ได้หุ่นนางแบบทุกคน เพราะฉะนั้นรูปแบบของเสื้อผ้าบนเวทีจะมีหลายมู้ด ไม่ใช่ชุดสีขาว ระบายใหญ่โตอย่างเดียว แต่มีรูปแบบของเสื้อผ้าที่บียอนด์มากกว่าชุดแต่งงาน แต่จะน่าชมขนาดไหนต้องไปติดตามในโชว์”

ความยากของการทำแฟชั่นชุดแต่งงานบนรันเวย์ ใหม่ มองว่าเป็นเรื่องรายละเอียดในชุดแต่งงานซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาก อีกเรื่องคือการฟิตติ้ง เนื่องจากชุดแต่งงานบางชุดมีวอลุ่มเยอะ บางชุดค่อนข้างใหญ่ พอต้องมาเดินบนรันเวย์ที่ยาว นางแบบต้องมีมูฟเมนต์ เราจะทำอย่างไรให้นางแบบพรีเซนต์ชุดเราได้ โดยไม่รู้สึกว่าชุดเป็นภาระ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับนางแบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากและท้าทาย

“สิ่งที่อยากจะสื่อผ่านโชว์นี้คือจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ สิ่งต่างๆ ที่เกิดในโลกบนโลกใบนี้ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่รวมถึงการออกแบบทุกแขนง รวมถึงนวัตกรรมใหม่ล้วนมาจากจินตนาการทั้งสิ้น ในฐานะนักออกแบบ เราต้องก้าวข้ามขนบที่วางไว้ แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมด้วย”

สำหรับโชว์ที่ดีไซเนอร์คนเก่งออกปากว่าอยากชมในครั้งนี้ นอกจากโชว์จากไข่บูติก เขายังอยากเห็นผลงานของดีไซเนอร์หน้าใหม่ในวงการอีกด้วย

หนาวนี้! ต้องแนวย้อนยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562329

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 15:10 น.

หนาวนี้! ต้องแนวย้อนยุค

เรื่อง ภาดนุ

เผลอแป๊บเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว แน่นอนว่าแฟชั่นที่เรานึกถึงก็ต้องเป็นเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นออทัมน์-วินเทอร์ ซึ่งเทรนด์ของฤดูกาลนี้เสื้อผ้าผู้หญิงที่มาแรงต้องเป็นสไตล์ที่มีกลิ่นอายย้อนยุคเข้ามาผสมผสานด้วย ดูอย่าง 3 แบรนด์ดังของไทยที่เรารวบรวมมาฝากนี้สิ

เริ่มจาก เอเอสวี (ASV) คอลเลกชั่นออทัมน์-วินเทอร์ 2018 ที่ชื่อว่า “2 Little Words 1 Big Concept” ที่หยิบยกคอนเซ็ปต์มาจากเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง แคร์รี่ แบรดชอว์ หญิงสาวผู้หลงใหลในแฟชั่นจากซีรี่ส์อเมริกันอันโด่งดังของยุค’90 อย่าง Sex and the City ซึ่งโดดเด่นและมั่นใจในเรื่องสไตล์ที่ไม่เหมือนใครตามแบบฉบับสาวนิวยอร์ก เอเอสวีจึงนำมาถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าที่มีความทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว อาทิ เสื้อไหล่เดียว แทร็กสูท เทรนช์โค้ต กระโปรงยาวครึ่งแข้ง เคปเบลาซ์ และเชิ้ตเดรส จนออกมาเป็นแพตเทิร์นที่น่าดึงดูดใจตามแบบฉบับสาวเอเอสวี พร้อมกับใช้เนื้อผ้าที่มีความหลากหลาย เช่น ผ้าสไตล์มาสคิวลีน ผ้าทอลายตาราง ผ้าลายทาง ควบคู่ไปกับซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่าง ผ้าโปร่ง ผ้าลูกไม้ ผ้าเลื่อม ผ้ากำมะหยี่ โดยเน้นโทนสีขาว ดำ กรมท่า เขียว ชมพู แดง และเหลือง

เอเอสวี (ASV) คอลเลกชั่นที่ชื่อว่า “2 Little Words 1 Big Concept”

ด้าน วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) คอลเลกชั่นออทัมน์-วินเทอร์ 2018 ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก “พันหนึ่งราตรี” นิทานชุดอันโด่งดังที่ได้รวบรวมเรื่องเล่าของชาวอาหรับในตะวันออกกลางและเอเชียใต้เอาไว้ คอลเลกชั่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความหรูหราสง่างามสไตล์อาหรับ และรายละเอียดที่ได้รับอิทธิพลมาจากเสื้อผ้ากีฬา เช่น เสื้อแขนยาวมีฮู้ดผ้าเจอร์ซีย์ใส่กับกระโปรงทรงทิวลิปสีเหลืองสด เสื้อไนลอนแขนพองเข้าชุดกับกางเกงผ้าไนลอนทรงฮาเร็ม เสื้อแขนกุดที่ดูเหมือนเสื้อกั๊กสวมใส่กับกางเกงทรงฮาเร็มผ้าอัดพลีทสีดำ รวมทั้งชุดเดรสหลากความยาว เช่น เดรสทรงฮาเร็มสายสปาเกตตีสีชมพูฟูเชีย และเดรสสีขาวแขนยาวทรงฮาเร็มตกแต่งฮู้ด เป็นต้น

วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) คอลเลกชั่นได้แรงบันดาลใจมาจาก “พันหนึ่งราตรี”

สำหรับ แลนด์มี่ (Landmee) คอลเลกชั่นฟอลล์-วินเทอร์ 2018 ก็มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Love Is Almost Everything” โดยพาเราย้อนอดีตไปสู่ยุควิกตอเรียน ด้วยเสื้อผ้าที่เน้นโครงเสื้อและการตัดเย็บให้ออกมาในแนวโบราณ แต่ก็แฝงความทันสมัยด้วยดีเทลต่างๆ และการเลือกใช้ผ้าลูกไม้ทั้งใหม่และเก่าผสมผสานกันได้อย่างลงตัว โดยมีกลิ่นอายวินเทจของตัวละครเอกจากเรื่อง Great Expectations นิยายของนักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษอย่าง ชาร์ลส์ ดิกคินส์ มาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้จึงเน้นโทนสีขาว แดง และดำ รวมทั้งเน้นความกรุยกราย และความอ่อนหวานของลูกไม้ ที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงได้อย่างดี

แลนด์มี่ (Landmee) คอลเลกชั่นมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Love Is Almost Everything”

8 แนวทางพิชิตมะเร็ง ได้ด้วยพลังแรงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562324

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 14:45 น.

8 แนวทางพิชิตมะเร็ง ได้ด้วยพลังแรงใจ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ไม่ว่าใครเมื่อรู้ว่าป่วยด้วยโรคมะเร็งก็มักมีความกังวลใจ หดหู่ หรืออาจเกิดภาวะซึมเศร้า ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2560 ชี้ว่าสถานการณ์โรคมะเร็งประเทศไทยปัจจุบันผู้ป่วยมีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM กลุ่มผู้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งและปัญหาสุขภาพจากโรคต่างๆ กล่าววิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากมีคนใกล้ชิดป่วย หรือสร้างกำลังใจอย่างไรเมื่อเราเป็นผู้ป่วยเอง เพราะกำลังใจเป็นสิ่งแรกที่สำคัญในการร่วมเผชิญปัญหาและช่วยลดความวิตกกังวลทั้งตัวผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วย

1.ยอมรับแล้วก้าวต่อไป

ผู้ป่วย-มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์ท้อใจ กังวล เหนื่อยล้า มารุมเร้าเป็นธรรมดาในที่สุดคุณจำเป็นต้องยอมรับให้ได้ ยิ่งยอมรับเร็วเท่าไหร่ ก็จะจัดการปัญหาอย่างไรได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น

เพื่อนหรือญาติ-คุณจำเป็นต้องเข้มแข็ง ยอมรับ และเข้าใจสถานการณ์ก่อน จึงจะไปสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยยอมรับได้อย่างมีพลัง สารพัดคำปลอบโยนจากคนที่เข้าใจใกล้ชิด คือยาบรรเทาขนานแรกที่จะใช้ได้ในยามนี้

2.ลดความกังวล-เติมกำลังใจ

ผู้ป่วย-กล้าพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด เพื่อระบายความกังวลใจ และหาทางออกร่วมกันหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

เพื่อนหรือญาติ-ให้ผู้ป่วยได้ระบายความทุกข์ หลีกเลี่ยงการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติด้านร่างกาย รูปลักษณ์ และเรื่องแง่ลบของโรคมะเร็ง แล้วเติมความสุข ให้กำลังใจ เพื่อผู้ป่วยจะก้าวผ่านความทุกข์ท้อ กังวลใจไปได้

3.เข้าถึงรายละเอียดในการจัดการ

ผู้ป่วย-ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมหาทางรักษาจนตัวเองเข้าใจและพอใจ รวมถึงการปฏิบัติตนที่ถูกต้องระหว่างการรับการรักษา เพื่อลดความผิดพลาด หรือทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง

เพื่อนหรือญาติ-หลังพบความเสี่ยงและได้ข้อสรุป ญาติต้องร่วมคิด ตัดสินใจ ตลอดจนการปฏิบัติตัวและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง

4.ศึกษาเพิ่มเติมเสริมการรักษา

ผู้ป่วย-ควรรู้จักธรรมชาติของโรค เพื่อที่จะเข้าใจและตั้งรับถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอาการ ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงพัฒนาสภาพจิตใจ คิดแต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เพื่อนหรือญาติ-ศึกษาหาข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างดีต่อเนื่อง

5.ออกกำลังกายและมีกิจกรรมไม่ขาด

ผู้ป่วย-ออกกำลังกายไม่หักโหม ช่วยให้ร่างกายสดชื่น นอนหลับสนิท กระตุ้นการอยากอาหาร การไหลเวียนเลือด และลดโอกาสท้องผูก หากไม่ไหวขอให้พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่นอนติดเตียงหรือนั่งติดเก้าอี้

เพื่อนหรือญาติ-กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรุด คือ พาเขาออกกำลังกาย ขยับตัวสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินสั้นๆ ในสวน การหยิบจับสิ่งของด้วยตัวเอง การทำงานบ้านอย่างง่ายๆ นอกจากนั้นกิจกรรมนั่งเมาท์เป็นเพื่อนคุยงานศิลปะและดนตรีอย่างง่ายๆ ที่ทำร่วมกันได้ ไม่ลืมใส่ความสนุกจัดหนักลงไปด้วย เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสได้มาก

6.ลาขาดจากสิ่งบั่นทอนสุขภาพ

ผู้ป่วย-งดหรือเลิกสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดเพราะจะติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงดูแลรักษาและควบคุมโรคอื่นๆ ควบคู่ร่วมไปกับการรักษาโรคมะเร็งไม่ให้โรคต่างๆ หรืออาการแทรกซ้อนขยายผลซ้ำเติมความป่วยไข้ที่มีอยู่

เพื่อนหรือญาติ-คอยผลักดันให้ผู้ป่วยลด ละ เลิก ให้กำลังใจ และคอยควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างถนอมน้ำใจ ให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจเพื่อประสิทธิผลที่ดีในการรักษา

7.ปรับพฤติกรรมการกิน เติมความสดชื่น

ผู้ป่วย-เมื่อกินอาหารได้น้อยให้พยายามกินในจำนวนมื้อที่บ่อยขึ้น และต้องงดอาหารหวานเพราะทำให้มะเร็งขยายตัวเร็ว และงดอาหารเค็มเพราะมีผลต่อการทำงานของไต หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารทอด ผัด หรือมีกลิ่นรุนแรงเพราะมักกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และควรงดอาหารที่จะกระตุ้นเซลล์มะเร็ง เช่น น้ำตาล หรือเนื้อแดง

เพื่อนหรือญาติ-ปรับเปลี่ยนสถานที่กินอาหารของผู้ป่วย ลดความจำเจ เปลี่ยนไปนั่งกินข้าวริมระเบียง หรือส่วนอื่นๆ ของบ้านที่บรรยากาศดี อากาศถ่ายเท มีแสงแดด หรือต้นไม้ดอกไม้

8.ตั้งเป้าหมายตบรางวัลให้ชีวิต

ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเอง ต้องมีหัวใจเดียวกันว่าการมีชีวิตอยู่ต่อนั้นมีความหมายมาก ทั้งต่อตัวเรา คนรอบข้าง ยังมีสิ่งที่เราชอบ กิจกรรมที่เราอยากทำ สถานที่ที่ยังไม่ได้ไป หรืออะไรที่เรารัก ตั้งธงเป็นกำลังใจเลยว่า เราจะตายไม่ได้ เราจะหายดี แล้วเราจะได้ทำ จะได้ลอง จะได้ไปคว้าเอารางวัลที่เรารอคอย

“นวัตกรรมที่คณะนักวิจัยร่วมพัฒนาได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้เพิ่มขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับโรค แต่ใจผู้ป่วยก็ต้องมีกำลังใจในการต่อสู้กับความกังวล ทุกข์ ท้อใจไปพร้อมๆ กันด้วย อย่าลืมกินอาหารให้ครบหมู่ และเพิ่มอาหารพืชผักผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เน้นสุขอนามัยในการกินอยู่และใช้ชีวิต รวมทั้งออกกำลังกายเพื่อเสริมประสิทธิภาพการบำบัด ฟื้นฟูตามแต่ละกรณีของผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าวปิดท้าย