แพ้…บ้างก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562320

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 14:15 น.

แพ้...บ้างก็ได้

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร  ภาพ: Pixabay

โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบดีทั้ง 100% มีดีมีเลว มีสุขมีทุกข์ มีแพ้มีชนะ ปะปนกันไปเป็นสัจธรรมที่ทุกคนต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ายอมรับในความจริงนี้ได้ ชีวิตก็จะเบาสบายมีความสุขได้โดยง่าย แต่บางคนก็มีด้านมืด บอกใครไม่ได้ จึงพยายามสร้างจุดเด่นเพื่อกลบปมด้อย และเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นใครมีในสิ่งที่ตัวเองขาด เพราะคนขี้อิจฉาชอบเปรียบเทียบและเสพติดการแข่งขัน รู้สึกดีถ้าได้อยู่เหนือใคร แต่บางคนใช้ความมั่นใจปิดบังความอ่อนแอเพราะกลัวความพ่ายแพ้ จึงกล้าแลกทุกอย่าง อยากจะชนะก็จะยิ่งแพ้

นิสัยของคนเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจากการปลูกฝัง เหตุการณ์ที่เคยเจอ หรือแม้แต่สภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้คนเรามีนิสัยที่แตกต่างกัน แต่ตัวเราเองจะเป็นคนกำหนดว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดและการกระทำของเราด้วย หากเล่นเกมแล้วแพ้สามารถย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ แต่ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างในเกม ไม่สามารถกลับไปแก้ตัวได้อีก

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทุกคนเคยมีประสบการณ์สังคมร่วมกัน ที่เคยพบเจอคนที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับความผิด แพ้ไม่เป็น ตัวเองถูกต้องเสมอในทุกเรื่อง ใครๆ ก็แตะต้องไม่ได้ ตอนนี้มาสำรวจกันว่าเราเข้าข่ายแพ้ไม่เป็นหรือไม่ เวลามีคนว่ากล่าวตักเตือนแล้วเราโกรธเขาหรือไม่ ถ้าเป็นเพียงความไม่สบายใจ รู้สึกผิดบ้างเป็นครั้งคราวนั้นถือว่าปกติ แต่ถ้ารู้สึกโกรธทุกครั้ง หงุดหงิดทุกครั้งเมื่อมีคนท้วงติง

“ต้องสังเกตตัวเองว่าเราโมโหทุกครั้งหรือเปล่า กับทุกคนไหม แต่ถ้าเป็นกับคนคนเดียวนั้นถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่ชอบหน้ากันเป็นพิเศษกับคนคนนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นกับทุกๆ คน ใครเตือนอะไรไม่ได้ โกรธ โมโห ขัดเคืองใจ มีความคิดในแง่ลบเสมอ ถ้าคุณเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าเข้าข่ายที่เป็นคนแพ้ไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่เป็น”

คุณหมอยังกล่าวต่อไปว่า การยอมแพ้บ้างนั้นมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะทำได้เราได้ทบทวนปรับปรุงตัวเอง ได้เห็นข้อผิดพลาดและแก้ไขให้ดีขึ้น ชีวิตมีการพัฒนาในทางที่ดี เป็นการเปิดใจรับฟัง ไม่เป็นคนปิดกั้น และก็จะเป็นคนน่ารักน่าคบหาในสายตาคนอื่นอีกด้วย การรู้จักความพ่ายแพ้คือการอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตว่าไม่มีใครได้เป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ถ้าใช้ชีวิตอยู่กับความจริงก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

นิสัยของคนขี้อิจฉา

เป็นคนที่อิจฉาคนอื่น คนขี้แพ้มักมีนิสัยขี้อิจฉา เพื่อนรวยกว่า สวยกว่า หล่อกว่า จะรู้สึกไม่สบายใจ เกิดการเปรียบเทียบ นักจิตวิทยา กล่าวว่า ความรู้สึกของการอิจฉา คือการไม่สามารถรู้สึกถึงเนื้อหาในชีวิตของตัวเอง เป็นเพราะคนที่อิจฉามักต้องการมีสิ่งที่พวกเขาอิจฉา พวกเขาโกรธมากที่คนอื่นสามารถบรรลุสิ่งต่างๆ ในชีวิตและได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการ สรุปว่าคนขี้อิจฉา บางทีก็น่าสงสาร การปฏิเสธความคิดเห็นของคนอื่น ผู้แพ้มักจะคิดว่าตัวเองรู้หมดทุกเรื่อง แต่เขาจะตอบคำถามได้แบบเผินๆ โดยไม่รู้รายละเอียดจริงๆ ผลทางด้านจิตวิทยาบอกไว้ว่า มีคนที่ไม่สามารถประเมินความรู้ความเข้าใจของตนเองได้ เขาจึงแสดงออกมาในลักษณะของการรู้รอบด้าน เพียงเพราะกลัวด้อยกว่าคนอื่น

ไม่รู้วิธีการสื่อสารกับคนอื่น มักจะไม่รู้วิธีสร้างสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว บางคนอาจจะมีพฤติกรรมที่หยิ่งกับบุคคลในระดับสังคมที่ต่ำกว่า สิ่งที่ควรทำคือเรียนรู้ที่จะเข้ากับผู้อื่นให้มากขึ้น เพื่อขยายสังคมของเราให้กว้างขึ้น ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นหนึ่งในลักษณะนิสัยของคนขี้อิจฉาอย่างจริง เมื่อยังดูถูกตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองจะพัฒนาหรือไปได้ไกลกว่าเดิม ชีวิตของเราก็จะไม่มีวันไปถึงไหน สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าใครจะดูถูกเรา ยังไม่เท่าดูถูกตัวเอง

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ได้ทำให้ตัวเราดีขึ้น หากได้เปรียบเทียบกับคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะรู้สึกสงสารตัวเอง นี่คืออารมณ์ที่อันตรายที่สุดของมนุษย์ที่จะชะลอการเจริญเติบโตลง ตำหนิคนอื่นเมื่อตัวเองทำผิดพลาด การที่ไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่มีเส้นสายหรือไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะตัวเองที่ไม่มีความพยายามมากพอในการสอบ คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่มองหาใครสักคนเพื่อตำหนิ แต่จะพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

แพ้ให้เป็น

นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ประจำศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การเลี้ยงดูของครอบครัวนั้นมีส่วนให้คนเติบโตเป็นแบบนั้นจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวด กดดัน คาดหวังในตัวลูกมากเกินไป ลูกเรียนดี ลูกได้ที่ 1 พ่อแม่จะรักและภูมิใจมาก ทำให้เด็กรู้สึกตึงไม่ยืดหยุ่น ต้องการเป็นที่ 1 ให้พ่อแม่ภูมิใจ พ่อแม่จึงควรชื่นชมลูกด้วยความดีจากภายใน การชื่นชมลูกที่ทำดี กับการยกยอลูกแตกต่างกัน การชื่นชมลูกเมื่อลูกทำดี จะเป็นการส่งเสริมกำลังใจในทางบวก ผลักดันให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับลูกด้วย เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง เช่น ลูกเป็นเด็กดี สุภาพ มีน้ำใจ อดทน พยายาม มากกว่าไปมองเปลือกข้างนอกว่าต้องได้ที่ 1 ถึงจะดี เช่น ลูกอ่านหนังสือนานเพื่อสอบ พ่อแม่ชื่นชมที่ลูกอดทน ตั้งใจและพยายามผลจะออกมาเป็นอย่างไร แม่ก็ภูมิใจเสมอที่ลูกตั้งใจมากขนาดนี้

“ในวัยเด็กยังสอนง่าย ถ้าปล่อยให้โตแล้วติดนิสัยต้องเป็นที่ 1 ตลอดเวลาก็ยากที่จะแก้ไข ถ้าต้องเจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ อย่าไปเอาชนะหรือปะทะชน เหมือนเราเจอคนหยาบคายก้าวร้าวเราไม่จำเป็นต้องไปก้าวร้าวตอบเขา แต่เอาเขามาเป็นบทเรียนสอนตัวเราเองว่าเราจะสุภาพอ่อนโยน ฝึกตัวเองไม่ให้ต้องไปเอาชนะแข่งกับเขา แต่ทำเพื่อแข่งกับตัวเอง มาดูตัวเองถึงคราวแพ้ก็แพ้บ้าง รู้จักอดทนอดกลั้น ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือเอาชนะกันแบบเอาเป็นเอาตาย”

สอนให้ลูกหัดชื่นชมคนอื่น ลักษณะอย่างหนึ่งของคนที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา คือการรู้จักชื่นชมคนอื่น ซึ่งหมายถึงยอมรับความสามารถของผู้อื่น ที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นจากการมองเห็นความดีของคนอื่นนั่นเอง เช่น เพื่อนของลูกวาดภาพได้ที่ 1 ก็ควรสอนให้ลูกรู้จักชื่นชม พร้อมกับให้กำลังใจว่า ถึงลูกจะไม่ได้ที่ 1 แต่ลูกก็เป็นคนเก่งของพ่อแม่ วันนี้ลูกทำได้ดีที่สุดแล้วนะ

ไม่จำเป็นต้องให้ลูกชนะทุกครั้ง เวลาที่พ่อแม่เล่นกับลูก ไม่จำเป็นต้องให้ลูกชนะทุกครั้ง ลองให้ลูกแพ้ดูบ้าง ให้ลูกยอมรับความเป็นจริงว่าการแข่งขันกันนั้นก็มีแพ้มีชนะ ครั้งแรกลูกอาจเสียใจไม่ยอมแพ้ ไม่อยากแพ้ก็ไม่เป็นไร พอลูกอารมณ์ดีก็ชวนมาเล่นกันใหม่ให้แพ้บ้างชนะบ้าง หรือหาโอกาสให้ลูกได้เล่นกับกลุ่มเพื่อนอย่างอิสระ เขาจะได้เรียนรู้กฎกติกา ผลแพ้ชนะ และไม่หวั่นต่อความผิดหวังพ่ายแพ้

หานิทานมาเล่าเปรียบเทียบให้ลูกฟัง การยกตัวอย่างจากนิทานเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่ลองหานิทานมาเล่าเปรียบเทียบให้ลูกฟังเป็นเรื่องง่ายๆ ที่สอนให้เข้าใจถึงเรื่องน้ำใจนักกีฬา จะช่วยให้ลูกทำความเข้าใจกับการแพ้ชนะได้ง่ายขึ้น ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละครในนิทานที่เด็กๆ คุ้นเคย

จริงอยู่ ความพ่ายแพ้ย่อมนำมาซึ่งความเสียใจ ผิดหวัง เป็นเรื่องธรรมดา แต่ลูกจะแสดงออกอย่างไรหลังจากเกิดความรู้สึกเหล่านั้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้วัคซีนป้องกันโรคแพ้ไม่เป็น เพื่อให้ลูกสนุกกับการแข่งขัน ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ตาม

แพ้อย่างฉลาด

เด็กๆ ยังไม่เข้าใจว่าเมื่อพายุร้ายพัดใส่ จะมีฟ้าหลังฝนที่สดใสตามมา แถมคิดไปว่าเมื่อเป็นผู้แพ้จะต้องแพ้กันไปชั่วนิรันดร์ ดร.ทามาร์ ชานสกี้ นักจิตวิทยาเด็ก ผู้เขียนหนังสือ Freeing Your Child from Negative Thinking อธิบาย ถึงอย่างนั้นเราก็ยังสามารถช่วยอธิบายให้ลูกรู้และช่วยลูกเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเป็นผู้แพ้ได้ รู้จักความจริงของชีวิต เมื่อลูกเริ่มสงบลง ลองชี้ให้เขารับรู้ความจริงข้อหนึ่งว่าคนเรามีวันพ่ายแพ้ ไม่สมหวังกันทุกคน แม้แต่นักกีฬามืออาชีพก็เคยแพ้มาแล้ว

เสริมภูมิคุ้มกันความผิดหวัง เรื่องนี้ควรสอนให้ลูกได้รู้แต่เนิ่นๆ เด็กๆ จำเป็นต้องฝึกรับมือกับเหตุการณ์ผิดหวังทั้งหลาย วิธีหนึ่งที่จะช่วยฝึกได้คือไม่ตามใจลูกทุกครั้ง เช่น ไม่ซื้อของให้ทุกครั้ง ถ้าครั้งที่แล้วได้ไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นคราวของน้องบ้าง ลูกจะค่อยๆ สะสมภูมิคุ้มกันต่อความรู้สึกไม่สมหวังมากขึ้น

สอนลูกโตไปไม่ดูถูกคนอื่น รู้แพ้ ชนะ ให้อภัย เมื่อพบว่าลูกชอบเปรียบเทียบว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยชมหรือให้ท้าย เพราะไม่อยากให้ลูกกลายเป็นคนหลงตัวเอง การดูถูกคนอื่นไม่ใช่นิสัยของคนดี ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียน พูดจาถากถาง ดูแคลนคนที่ด้อยกว่า เพียงเพราะความสนุกสนาน เมื่อบ่อยเข้าอาจกลายเป็นนิสัยและติดตัวไปจนโต ต้องสอนลูกว่าการแสดงอาการแบบนี้จะทำให้คนอื่นไม่ชอบ มองเราไม่ดี ไม่น่าคบ และอาจไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม พื้นฐานทางจิตใจ การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมและการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะขัดเกลาจิตใจให้ใสสะอาด

ถ้าได้ยินลูกแสดงอาการดูถูกคนอื่น ทั้งความคิด คำพูด หรือการกระทำ ให้ค่อยๆ แนะนำ และสอนเขาว่าคนแต่ละคนมีความสามารถหรือความเก่งแตกต่างกัน บางอย่างที่เราไม่ถนัด คนอื่นเขาอาจจะทำได้ดีกว่า เพราะคนเราไม่สามารถที่จะเก่งได้ทุกด้าน สอนให้เขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น หรือขอความช่วยเหลือจากคนที่เก่งกว่า เขาจะรู้จักยอมรับความสามารถคนอื่นได้ เพราะโรคแพ้ไม่เป็นเป็นโรคที่จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากในสังคม

โรคแพ้ไม่เป็นนี้จะเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นกับผู้ที่มีความรู้ การศึกษาที่สูงกว่า มีตำแหน่งที่สูงกว่า ตอนเป็นเด็กเราวิ่งเข้าเส้นชัยช้ากว่าเพื่อน เราแพ้ เสียใจแค่นั้น พอเป็นผู้ใหญ่เราแพ้เหมือนกัน แต่นอกจากเสียใจยังมีเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ยิ่งถ้าเคยเป็นผู้ชนะหรือมีตำแหน่งเป็นแชมป์อยู่ละก็ ศักดิ์ศรีที่เสียก็จะมากขึ้นทวีคูณ ผู้ที่เป็นโรคแพ้ไม่เป็น พอแพ้ขึ้นมาก็จะไม่ยอมแพ้ จะสู้ หาทางเอาชนะให้ได้ ยิ่งหากมีการศึกษาสูง ศักดินาใหญ่โตขึ้น ย่อมทะเยอทะยานสูงทวีคูณ ยิ่งหาทางเอาชนะ เอาชนะ และทนไม่ได้ สุดท้ายหาทางออกที่รุนแรง

ชีวิตมันมีสองด้านเสมอ สุขกับทุกข์ แพ้กับชนะ หัดรู้จักอีกด้านหนึ่ง เพราะบางครั้งก็ต้องเจอกับมันเข้าสักที เมื่อทุกข์ก็ต้องอยู่กับทุกข์ให้ได้ เมื่อแพ้ก็รู้จักยอมแพ้ซะบ้าง มิใช่ดันทุรังแต่จะเอาชนะอย่างเดียว เพราะการยอมแพ้ไม่ใช่จะเสียไปซะทุกอย่าง บางครั้งสิ่งที่ได้รับกลับมาอาจมีคุณค่ามากกว่าที่จะชนะซะอีก การยอมแพ้บางครั้งทำให้เราได้เพื่อนกลับมา ทำให้เราไม่เสียคนรัก ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน เห็นไหมว่าการยอมแพ้ซะบ้างไม่เห็นจะแย่ตรงไหนเลย จะดีตรงไหนถ้าชนะแล้วต้องเสียเพื่อน เสียงาน เสียเจ้านาย หรือเสียคนรักไป

จงแพ้เถอะ ถ้าการแพ้นั้นเพื่อให้คนอื่นๆ หรือส่วนรวมได้ชนะบ้าง หัดรู้จักแพ้กันไว้บ้าง อย่าให้ตัวเองได้ชื่อว่าเป็นโรคแพ้ไม่เป็น เพราะคนที่ยอมแพ้คือผู้ชนะ อย่างน้อยเรายอมแพ้เพื่อรักษามิตรภาพ รักษาความสัมพันธ์ การที่แข็งขืน ยืนหยัดในจุดที่ต้องการอยู่เพียงคนเดียว ก็จะได้อยู่เพียงคนเดียว ทุกอย่างต้องบังคับที่ใจเรา ถ้าปล่อยให้แพ้ไม่เป็นไปเรื่อยๆ วันหนึ่งต้องแพ้ขึ้นมาจริงๆ อาจรับไม่ไหว

แก้อาการ ‘ปวดคอ’ ด้วยการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562233

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 18:45 น.

แก้อาการ ‘ปวดคอ’ ด้วยการออกกำลังกาย

เรื่อง: มีนา  ภาพ: คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ

ปัจจุบัน สื่อสังคมโซเชียลได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมก้มหน้า พฤติกรรมของคนวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องทั้งวัน ประกอบกับการอยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งคอยื่นไปด้านหน้า ก้มหน้า ฯลฯ ล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่

พบว่าคนที่รักษาอาการปวดของร่างกาย ส่วนใหญ่เกือบ 80% มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ บางคนลามไปปวดที่ศีรษะและกระบอกตา ยิ่งปล่อยเรื้อรังจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่า จากสถิติที่พบนั้น คนที่เคยปวดแม้จะรักษาหาย อาการก็มักวนกลับมาเป็นอีก

“เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขหรือรักษานั้นมักจัดการให้หายปวดเฉพาะบริเวณที่มีอาการ แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของอาการปวดที่เป็น ยกตัวอย่าง คนที่มีอาการปวดคอ เมื่อตรวจประเมินแล้วส่วนใหญ่สาเหตุมาจากแกนกลางกระดูกสันหลังคด สะโพกบิด ไหล่งุ้ม กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงหลัง สะโพก และขา หากแก้ไขเพียงกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาจทำให้สบายขึ้นเพียงชั่วคราว การแก้ที่ต้นตอที่จะให้หาย โดยไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นได้อีก

จึงควรแก้ที่ต้นตอของอาการ โดยอาจต้องรักษากระดูกค่อม และคด คลายกล้ามเนื้อด้านหน้าอก ที่มีจุดเกาะมาจากคอหดเกร็งจากที่เรานั่งก้ม สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่อง สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อมัดลึก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อในการดึงให้กระดูกสันหลังตั้งต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและเส้นประสาท สร้างกำลังกล้ามเนื้อสะโพก เพื่อแก้ไขอาการบิดของเอวให้สมดุล (เพราะสะโพกที่ฐานของกระดูกสันหลัง)”

สำหรับใครที่มีอาการปวดคอ เพ็ญพิชชากร มีท่าพื้นฐานในการบริหารเบื้องต้นเพื่อแก้ไขอาการปวดคอด้วยตัวเองง่ายๆ มาแนะนำ เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตทำงานและออกกำลังกายได้ตามปกติ ซึ่งรายละเอียดของท่าออกกำลังกายมีดังนี้

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1

ประสานมือด้านหน้า หายใจเข้า กระดกข้อมือ เหยียดแขนไปด้านหลังให้สุด แขม่วท้องเล็กน้อย หายใจออก ค่อยๆ วาดแขนไปด้านหลัง ทำซ้ำ วนมาด้านหน้า ท่านี้จะเป็นท่าที่ยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าอก หน้าหัวไหล่ เนื่องจากการนั่งก้มคอและหลังงุ้ม กล้ามเนื้อส่วนนี้จะตึงรั้ง และกระตุ้นอาการปวดคอ และอาจเป็นสาเหตุให้มือชา เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนและมือ

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2

หงายมือ เหยียดแขนไปด้านหลัง พร้อมลู่ไหล่ลง ค่อยๆ เอียงคอไปด้านซ้าย เอียงคอไปทางขวา ทำสลับข้างไปมา ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อด้านข้างของคอและตลอดแนวแขนกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านช่วงคอไปศีรษะไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดคอ ปวดศีรษะได้ดี

อาชญากรรมยุคดิจิทัล ร้ายลึกแค่ไหน (ก็) เลี่ยงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562231

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 18:15 น.

อาชญากรรมยุคดิจิทัล ร้ายลึกแค่ไหน (ก็) เลี่ยงได้

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ความเจริญรุดหน้ายุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ส่งผลให้มีความสะดวกสบายต่อการดำเนินชีวิตนั้น มักจะมีปัญหาด้านการก่อและเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมและสาธารณภัยต่างๆ ควบคู่กันไป ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตามไปด้วย พัฒนาการของรูปแบบการเกิดอาชญากรรมมีความซับซ้อน หลากหลาย ที่เราต้องตามให้ทัน

วิธีรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดคือ “การป้องกัน ก่อนการเข้าระงับเหตุ” ยูบีเอ็ม เอเชีย ประเทศไทย ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เตรียมจัดงาน อิฟเซค เซาท์อีสต์ เอเชีย 2018 และงานโพล์เซค 2018 (IFSEC Southeast Asia 2018 & POLSEC 2018) นิทรรศการแสดงสินค้าด้านความปลอดภัย และระบบอัคคีภัยครั้งแรกในประเทศไทย จึงได้จัดงานเสวนานำร่องเรื่อง “รู้ทัน…ป้องกันมหันตภัย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” เพื่อจุดประกายการตระหนักและรับรู้ให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านการรักษาความปลอดภัยหลากหลายสาขามาให้ความรู้และแนะนำวิธีการดูแลรักษาความปลอดภัย เรียกน้ำย่อย เตรียมส่งงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยครบวงจร 25-27 ต.ค.นี้ ที่ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ความรู้มาเพียบ จากเวทีเสวนา “รู้ทัน…ป้องกันมหันตภัย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยระดับแนวหน้าของเมืองไทย ชี้ประเด็นเด็ดๆ เช่น “ท่องโลกไซเบอร์ ต้องฉลาดและรู้เท่าทัน”

ควรรู้เรื่องความ(ไม่)ปลอดภัยในโลกไซเบอร์

วิทยากรผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยด้านต่างๆ มาร่วมพูดคุย ได้แก่ วัลลภ กิ่งชาญศิลป์ ประธานสากลสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และนายกสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ประเทศไทย) พล.อ.บรรเจิด เทียนทองดี คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สุรเชษฐ์ สีงาม อุปนายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ต.อ.อัครินทร์ สุขเกษม รองผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ ผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดำเนินรายการ

“การรักษาความปลอดภัยต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน ที่จะต้องรู้จักการป้องกันรักษาความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง” วัลลภ กล่าวในฐานะผู้คร่ำหวอดเรื่องงานรักษาความปลอดภัยมากว่า 40 ปีแล้ว

สถานการณ์ความพร้อมของระบบการรักษาความปลอดภัยในไทย มุมมองของประธานสากลสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก วัลลภ กล่าวว่า พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือที่เราเรียกว่า รปภ. มีบทบาทหน้าที่ที่ไม่ตรงกับชื่อ กลายเป็นว่า รปภ. คือคนโบกรถ รับแลกบัตรบ้าง มีจำนวนน้อยมากที่สามารถรักษาความปลอดภัยได้จริง

“คนไทยยังติดการบริการโดยใช้คนอยู่มาก แต่อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าผู้ที่อยู่ในสายอาชีพนี้จะมีจำนวนลดลง คาดว่าอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยกำลังจะเข้ามาแทนที่แรงงานคน เจ้าของธุรกิจให้บริการพนักงานรักษาความปลอดภัยจึงต้องมีการปรับตัว เทคโนโลยีจะนำเข้ามาใช้มากถึง 60% และแรงคน 40% ก็จะทำให้ รปภ.เหลือราว 1 แสนคนเท่านั้น งานรักษาความปลอดภัยดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เกิดภัยขึ้น ซึ่งยุคนี้มีอุปกรณ์เทคโนโลยีหลายๆ อย่างสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคน”

การเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล พล.อ.บรรเจิด กล่าวถึงโลกไซเบอร์ ทำให้เราได้รับความสะดวกสบายก็จริง แต่ก็มีความไม่ปลอดภัยมากเช่นกัน จึงอย่าให้โลกดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป

การทำงานด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พล.อ.บรรเจิด แสดงความคิดเห็นในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวว่า ในโลกดิจิทัล หรือโลกไซเบอร์ โลกโซเชียลต่างๆ ไม่ได้มีความปลอดภัยเต็มร้อย หลายคนคิดว่าการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ฟรีนั้น แท้จริงแล้วเราต้องแลกมันมาด้วยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเราอาจคิดว่ามันไม่มีมูลค่า แต่ข้อมูลส่วนตัวของเรานั่นแหละคือมูลค่ามหาศาล

“ข้อมูลส่วนตัวสามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภค หรือไลฟ์สไตล์ของเราได้ หากเป็นบุคคลอันตรายนำข้อมูลเราไปใช้ก็ทำให้เกิดความเสียหายได้อย่างมากมาย ดังที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การนำชื่อบัญชีทางสังคมออนไลน์ไปหลอกผู้อื่น เพื่อการฉ้อโกงเหล่านี้เป็นต้น สิ่งที่เราต้องตระหนักให้มากคือ การจะเข้าใช้งานเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นใดๆ ก็ควรศึกษาให้ดีก่อน และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

ควรเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ ต้องรู้จักการใช้งานโลกไซเบอร์อย่างชาญฉลาดและรู้เท่าทันครับ โลกไซเบอร์ทำให้เราได้รับความสะดวกสบายก็จริง แต่ก็มีความไม่ปลอดภัยมากเช่นกัน ถ้าจะให้ดีเราอย่าให้โลกดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป เอาเพียง 70% ก็พอ อีก 30% เราควรอยู่บนโลกความเป็นจริง คนที่เสี่ยงคือคนที่โพสต์เรื่องราวในชีวิตทุกสเตตัส เด็กๆ สมัยนี้แสดงตัวตนทุกๆ ด้านบนโลกออนไลน์ พ่อแม่ลูกกินข้าวโต๊ะเดียวกัน แต่คุยกันผ่านข้อความไลน์ วิจารณญาณความเป็นมนุษย์ลดลงทุกที เรื่องนี้แก้ไขโดยภาครัฐไม่ได้ครับ เราต้องช่วยกันแก้

การก่ออาชญากรรมไซเบอร์นั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายมาก เพราะผู้กระทำผิดสามารถหลบเลี่ยง หลบซ่อนได้ง่าย ในขณะที่การติดตามจับกุมผู้กระทำผิดนั้นยังทำได้ยากและซับซ้อน นอกจากมีสติ ก็ต้องมีความรอบรู้ในการใช้งานโลกไซเบอร์ให้มากด้วยครับ” พล.อ.บรรเจิด กล่าว

ความปลอดภัยบนอาคารสูง ชาวคอนโดควรรู้

“สิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรต้องจดจำ คือหมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุอัคคีภัย 199 จะมีกี่คนที่จำได้ หากเทียบกับเบอร์โทรศัพท์สั่งอาหารเดลิเวอรี่” สุรเชษฐ์ อุปนายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร บอกย้ำสิ่งที่คนอยู่ตึกสูงสมัยนี้ ควรจดจำให้ได้

ในแต่ละปีประเทศไทยสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และมูลค่าทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากอัคคีภัยจำนวนไม่น้อย สุรเชษฐ์ ร่วมวงเสวนาได้เรื่องการป้องกันอัคคีภัยในอาคาร เผยว่า อัคคีภัยเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ เพียงแค่เราทุกคนใส่ใจ ในอาคารสูงมีพระราชบัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการตรวจสอบอาคาร การซ้อมหนีไฟ การติดตั้งและความพร้อมใช้งานของอุปกรณ์ดับเพลิงและทางหนีไฟ แต่มีเจ้าของอาคารกี่แห่งที่ทำ?!!

“คนอยู่คอนโดเคยซ้อมหนีไฟกันไหมครับ? ลูกบ้านหลายๆ คนตอบว่าไม่เคย เพราะการซ้อมหนีไฟของคอนโด เป็นเรื่องของ รปภ. แม่บ้าน และนิติบุคคล ทั้งที่ในต่างประเทศทุกคนต้องรู้เส้นทางหนีไฟที่พักอาศัยตัวเอง ต้องรู้ว่าต้องลงบันไดหนีไฟทางไหน และบันไดในอาคารต้องทนความร้อนได้ถึง 2 ชั่วโมงครึ่งนะครับ แต่หลายๆ อาคารไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรุงเทพมหานคร การหนีไฟคือสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ และรู้เป็นเรื่องแรกต้องพาตัวเองอพยพให้ได้ ต้องรู้ก่อนจะเรียนรู้วิธีใช้ถึงดับเพลิงซึ่งเป็นการบรรเทาภัยขั้นที่สองนะครับ” สุรเชษฐ์ กล่าวย้ำ

สำหรับที่พักอาศัยส่วนบุคคล เช่น บ้านเดี่ยว สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้าน สายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า ถังแก๊ส ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับควัน ซึ่งสามารถป้องกันเหตุอัคคีภัยได้ แต่เชื่อว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่ทราบกฎหมายในข้อนี้เช่นกันครับ”

ขณะที่วลีเด็ด พ.ต.อ.อัครินทร์ กล่าว่า “ยุคนี้ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะกระบวนการสืบสวนสอบสวน”

การทำงานที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าจำนวนของเจ้าพนักงาน หรือตำรวจทั่วประเทศในสังกัดสำนักงานตำรวจ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนั้น มีกำลังพลน้อยมาก จำนวนตำรวจทั้งสัญญาบัตรและประทวนรวมกันกว่า 1 แสนคน (เท่านั้น) เมื่อแยกเป็นหน่วยงานตำรวจสืบสวนสอบสวน มีตำแหน่งกว่า 1.2 หมื่นนายทั่วประเทศ

“จึงเป็นคำตอบว่าในคดีต่างๆ จึงดำเนินไปได้ช้า ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็เข้าใจครับ และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ การร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการแชร์ข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลอาชญากรรม ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วประเทศก็จะทำให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น”

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 4 คน มีให้ข้อคิดเห็นที่ตรงกันว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการป้องกันและรักษาความปลอดภัยมากเพียงใด แต่ระบบแมนวลที่กระทำโดยมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น ในฐานะเป็นผู้สั่งการ หรือเป็นระบบสำรองที่ต้องพร้อมปฏิบัติงานหากว่าเทคโนโลยีเกิดการขัดข้อง ซึ่งองค์กรส่วนการปกครอง ภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องพัฒนาปรับปรุงระบบการป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชน ประการสำคัญการป้องกันและรักษาความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ในการเรียนรู้วิธีการป้องกัน ดูแลรักษาชีวิต และทรัพย์สินของตัวเองในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ละเลยต่อสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของตัวเองและสังคม จะช่วยป้องกันการสูญเสีย และทำให้สังคมประเทศชาติเกิดความปลอดภัยในที่สุด

งานอิฟเซค เซาท์อีสต์ เอเชีย 2018 และงานโพล์เซค 2018 เป็นงานนำต้นแบบความสำเร็จของงาน IFSEC International ประเทศอังกฤษ มาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดย ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) พร้อมด้วยภาครัฐและเอกชนหน่วยงานต่างๆ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดขึ้น รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับระบบการป้องกันความปลอดภัยที่ทันสมัยและครบครันครอบคลุมในทุกส่วน เช่น ความปลอดภัยด้านอาคาร สถานที่ ส่วนบุคคล อาชีวอนามัย พื้นที่สาธารณะและสิ่งแวดล้อม ระบบการป้องกันภัยทางไซเบอร์ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ifsecsea.com

ล้วงลึกถึงสัญชาตญาณวิตถาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562083

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 10:14 น.

ล้วงลึกถึงสัญชาตญาณวิตถาร

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาเกิดที่สงขลาแต่ใช้ชีวิตหลังเกษียณในสุราษฎร์ธานี ย้อนกลับไปช่วงวัยหนุ่มเต็มที่ของ กร ศิริวัฒโณ เขาใคร่สนใจการเมืองจึงเริ่มอ่านและเขียนจนกลายเป็น “นักอยากเขียน” ตั้งแต่ปี 2527 เริ่มต้นจากบทกวี เรื่องสั้น และนวนิยาย มีผลงานรวมเล่มบทกวี 4 เล่ม รวมเรื่องสั้น 7 เล่ม วรรณกรรมเยาวชน 7 เรื่อง บทละคร 1 เรื่อง และนวนิยาย 5 เรื่อง โดยหนึ่งในนวนิยายที่โดดเด่นคือเรื่อง คนในนิทาน สำนักพิมพ์บ้านกาลก่อง (ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิมพ์ครั้งที่ 3 และจะวางจำหน่ายอีกครั้ง) ซึ่งได้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกเป็น 8 เล่มสุดท้าย (Short-List) รางวัลซีไรต์ ปี 2561

คนในนิทานเป็นนวนิยายเรื่องเดียวที่เขายกเรื่อง “เพศ” มาเป็นแก่น กล่าวถึงเพศวิตถาร ซึ่งเป็นสัญชาตญาณมืดที่อยู่ในใจคน โดยใช้วิธีการเล่าแบบนิทานถึงสังคมการเกษตรที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นกรอบบังคับทำให้ไม่มีอิสระทางเพศ ผ่านตัวละครที่มีชีวิตจิตใจอย่าง กริช ผู้เป็นลูกเขยที่ล่วงรู้ความลับของ เทิ้มทด ผู้เป็นพ่อตาที่ได้เสพสังวาสกับสุนัข และความลับอันน่าอัปยศนี้ได้ทำให้เทิ้มทดสูญสิ้นการต่อรอง

“การมีชู้ถือว่าผิดประเพณี ซึ่งเป็นความไม่เหมาะสมธรรมดา แต่ในเรื่องคนในนิทานมันเป็นความไม่เหมาะสมที่เกิดจากแรงขับดันภายในที่แสดงออกในรูปแบบของเพศวิตถาร คนที่แสดงออกมาไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่คนในสังคมจะรับไม่ได้ และคนที่แสดงพฤติกรรมนั้นจะต้องถูกเหยียดหยาม จะต้องถูกย่ำยีทุกอย่างแม้แต่อำนาจการต่อรอง ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็จะหมดไป และขาดความนับถือจากสังคม อย่างเทิ้มทดที่เพลี่ยงพล้ำต่อกริช และเหตุที่เพลี่ยงพล้ำก็เพราะแรงขับทางเพศของตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้จึงทำให้พลั้งเผลอ ซึ่งแสดงออกมานอกกรอบประเพณี มันเป็นการสื่อว่า ในจิตใจของคนทุกคนมีแรงขับเคลื่อนทางเพศ เมื่อไรที่คุณเผลอคุณก็แสดงออกมา และถ้าคนอื่นจับได้คุณก็จะเป็นผู้ถูกกระทำอย่างเจ็บปวดที่สุดจนหาทางออกแทบไม่ได้ ทำให้บางครั้งต้องเสี่ยงบาดเจ็บถึงตายก็มี”

ขณะเดียวกันเขายังได้เล่านิทานเรื่องนางมณโฑซ้อนทับเป็นภาพเปรียบกับตัวละครได้อย่างแยบยล เพื่อให้เห็นว่าพฤติกรรมเพศวิตถารเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย และมันเป็นตัวปัญหาต่อทั้งตัวเอง ครอบครัว และสังคม

“ภาพจำลองของเทิ้มทดในเรื่องได้สะท้อนถึงปัญหาของประเทศชาติและโยงไปถึงสถาบันศาสนาที่มีความปั่นป่วน เพราะความต้องการทางเพศที่ผิดขนบ ผิดประเพณี และไม่สามารถบังคับจิตตัวเองได้ เพศวิตถารจะเป็นแรงขับให้สังคมเราวิตถารได้ในหลายๆ รูปแบบ ผมกำลังบอกว่าอำนาจทางเพศมันไม่ได้ด้อยไปกว่าอำนาจทางการปกครอง เมืองทั้งเมืองอาจจะล่มได้เพราะความต้องการทางเพศ”

นักอยากเขียน กล่าวด้วยว่า ความต้องการทางเพศเป็นเหมือนรหัสลับของมนุษย์ที่เราแสดงออกผ่านความรัก ผ่านความสวยงาม เราพยายามทำให้มันเป็นเรื่องของสุนทรียะ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เป็นกฎกติกาของสังคม เพื่อที่จะบังคับคนให้อยู่ในกรอบ และเพื่อให้มนุษย์อยู่เหนือกว่าสัตว์

อย่างไรก็ตาม แม้ความคิดสำคัญของเรื่องจะมุ่งเสนอให้เห็นถึงความต้องการทางเพศ แต่เขาไม่เรียกมันว่า อีโรติก เพราะเมื่อคิดให้ดีมันคือ คติชนวิทยา เช่นเดียวกับความคิดเห็นของ ธเนศ เวศร์ภาดา ประธานคณะกรรมการคัดเลือกรางวัลซีไรต์ ที่ระบุว่า ความปรารถนาทางเพศไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ ไม่ใช่สัญชาตญาณที่ใครใคร่สำแดงโดยตัดขาดจากกรอบค่านิยม ศีลธรรม จรรยาของสังคมได้

คนในนิทานจึงไม่ใช่หนังสือที่ขึ้นต้นด้วยกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่เป็นนวนิยายที่สะท้อนสัญชาตญาณมืด และสะท้อนถึงจิตใจของคนนอกนิทาน ผู้ซึ่งถูกตีกรอบจากสังคมอย่างแน่นหนาเพื่อขังอำนาจการต่อรอง

ศิลปะเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562076

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

ศิลปะเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ

โดย พริบพันดาว

การเดินชม 60 ผลงานจิตรกรรมที่สะท้อนแนวคิดและความเชื่อมโยงระหว่างนวัตกรรม ศิลปะ และความสุข ในนิทรรศการจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 20 ถือได้ว่าเป็นความสุขของการเสพงานศิลป์ผ่านฝีมือของศิลปินรุ่นใหม ที่อิ่มใจและเอิบอาบในความหวังของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย

ศ.กิตติคุณ กำจร สุนพงษ์ศรี ประธานคณะกรรมการตัดสินผลงานในการประกวดจิตรกรรมครั้งนี้ ให้ความเห็นว่าภาพจัดแสดงในนิทรรศการนี้ มีแนวคิดและการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่ดูร่วมสมัยยิ่งขึ้น และยังมีผลงานอีกไม่น้อยที่สร้างสรรค์ได้มีคุณภาพ สามารถดึงอารมณ์ร่วมผู้ชมได้

แนวความคิดหลักของผลงานศิลปะที่จัดประกวดและแสดง คือ นวัตกรรมเสริมสร้างความสมบูรณ์แห่งชีวิต นำมาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอความดี ความจริง และความงามที่ครบทุกมิติ ทำให้เห็นว่าเรื่องราวถูกนำเสนอออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต

สำหรับนิทรรศครั้งนี้ มีการแสดงผลงานแยกเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลจำนวน 16 ผลงาน และผลงานที่ร่วมจัดแสดงอีก 44 ผลงาน โดยคัดสรรจากผลงานที่ส่งเข้าประกวด 216 ชิ้น จากศิลปิน 132 คนทั่วประเทศ เพื่อจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดงานจิตรกรรมไทยสู่ระดับสากล

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ได้แก่ “ลิงที่รอดชีวิต” โดย ศิริพร เพ็ชรเนตร จากกรุงเทพฯ ใช้เทคนิคสีอะครีลิกถ่ายทอดแนวความคิดที่มีมานาน คือ การรณรงค์การอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์แต่ผ่านการสื่อสารด้วยมุมมองใหม่ที่ทันสมัย มีอารมณ์ขันมากขึ้น

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 2 มี 2 รางวัล ผลงาน “ตัวฉันกับความสุขที่หายไป” โดย ชมรวี สุขโสม จาก จ.ชุมพร ใช้เทคนิคสีฝุ่นและอะครีลิกสื่อถึงการแบกความรับผิดชอบมากมายไว้บนหลัง โดยมีตัวละครตัวใหญ่ที่เปรียบเสมือนตัวเองและตัวละครเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนความรับผิดชอบในด้านต่างๆ กับผลงาน “ไทยงม” โดย อนันต์ยศ จันทร์นวล จาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้เทคนิคสีน้ำมันและอะครีลิก สื่อให้เห็นความคิดของคนไทยที่ยังยึดติดกับความเชื่อและการกระทำบางอย่างมากเกินไป

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 มี 3 รางวัล ผลงาน “เหยื่อของความรุนแรง” โดย วฤทธิ ไพศาลธิรศักดิ์ จาก จ.สมุทรปราการ ใช้สีน้ำมันแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในสตรีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม ที่อาจจะกลายเป็นความคุ้นชินในสังคมซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายมาก ซึ่งเหยื่อไม่มีโอกาสออกมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้ จนบางครั้งถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ต่างๆ

ผลงาน “ซ้ายสังหาร” โดย อานนท์ เลิศพูลผล จาก จ.สุราษฎร์ธานี ที่สร้างสรรค์ภาพวาดเส้นร่วมกับสีน้ำมัน ถ่ายทอดแนวคิดว่าตั้งแต่อดีตมนุษย์มีความเข้าใจในความเหมาะสมและความถูกต้อง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามการเจริญเติบโตและประสบการณ์ใหม่ๆ การปรับตัวจะช่วยให้เข้าใจในเหตุผลของความถูกผิด ภาพนี้นำเสนอบริบทหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการตีความถึงความถูกผิดทั้งในแง่ของกฎหมายและกฎศีลธรรม และผลงาน “จริงหรือหลอก” โดย ผดุงพงษ์สารุโณ จาก จ.สตูล ซึ่งใช้สีน้ำมันถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ เกี่ยวกับเพศที่สาม สู่ภาพ Portrait เป็นเสมือนการสร้างโลกอีกใบ

ศิริพร เพ็ชรเนตร ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 แสดงว่าจิตรกรรมและศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ยุคไหนจะสามารถปรับตัวและประยุกต์ให้ร่วมสมัยได้ ยิ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเรื่องการเพนต์ การสเกตช์ภาพ ทำให้งานวาดภาพง่ายและสะดวกขึ้น ทั้งนี้อยู่ที่เทคนิคของศิลปินแต่ละคนว่าจะนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ในด้านใด

สำหรับแนวคิด “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” เป็นแนวความคิดที่ถูกใช้มาตั้งแต่การประกวดครั้งแรกเมื่อปี 2538 แต่ความหมายก็ยังคงทันสมัยเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน สอดคล้องกับแนวคิดเชิงอรรถประโยชน์ของงานศิลปะ ที่มุ่งสะท้อนสภาวะของความจริง ความดี และความงาม ผ่านทักษะและฝีมือของศิลปินผู้เป็นปัจเจกบุคคล

ในเบื้องต้นการชมงานศิลปะจึงก่อให้เกิดสุนทรียภาพขึ้นในจิตใจของผู้ชม และยิ่งไปกว่านั้นสารที่ศิลปินสื่อสารออกมาก็ยังแฝงไปด้วยแง่คิดในการใช้ชีวิตและการมองโลกต่างๆ นานา ช่วยจรรโลงจิตใจ อันเป็นรากฐานที่สำคัญของ “ความสุข”

นิทรรศการนี้จัดแสดงถึงวันที่ 29 ส.ค. 2561 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 5-8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กทม. เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามโทร. 02-281-2224

ศิริศิลป์ โชติวิจิตร ลงสนามประชันความเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562075

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

ศิริศิลป์ โชติวิจิตร ลงสนามประชันความเร็ว

โดย ปอย

ชื่อติดทีมนักแข่ง ในรายการโตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018 ศิริศิลป์ โชติวิจิตร หรือ กวาง AB Normal ลงสนามพิสูจน์ความแรง “บุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีที 2018” สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ปีนี้มีแฟนๆ เข้าชมการแข่งขันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สนามเต็มทุกที่นั่ง กีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นสิ่งที่คนทุกเพศ ทุกวัย ให้ความสนใจมากขึ้น

สวมบทบาทนักแข่งรถ กวาง คงความเท่ไม่น้อยกว่านักร้องสุดเซอร์ บอกว่า การแข่งขันโตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต แข่งกัน 5 สนาม เพื่อเก็บคะแนนสะสมหาแชมป์ประจำปีในแต่ละรุ่น โดยมีทั้งหมด 4 รุ่น คือ วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ, วีออส วันเมคเรซ,โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ และการแข่งขันของกระบะสายพันธุ์แกร่ง รุ่นไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

“ผมแข่งมา 6 ปีแล้วครับ นาตาลี เดวิส เพื่อนดาราชวนลงแข่ง ก็เริ่มขับวีออส ขยับเลเวลมาเรื่อยๆ ปีนี้ขับอัลติส ถ้าเทียบก็ได้อยู่คลาสบี สโลแกนของทีม คือ Smooth isFast Racing สมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ผมเป็นสายสปีดขับซูเปอร์คาร์อยู่แล้วครับ เมื่อได้ลงสนามแข่ง ก็ได้เห็นตัวเลข เห็นกราฟแสดงผลเปรียบเทียบกัน จึงรู้ว่าการขับสมูธเข้าโค้งนิ่มๆ เบรกนิ่มๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก ทำให้รถไม่เสียอาการก็ยิ่งได้ความเร็วกว่ามาก

สนามนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมทำเวลาได้ดีที่สุด คือ 2 นาที 13 วินาที ระยะทาง 4.5 กม. เกาะขอบโพเดี้ยม (บอกพลางยิ้ม) สนามช้างเซอร์กิต บุรีรัมย์ เป็นสนามที่ผมประทับใจในความปลอดภัย รีดสมรรถนะรถได้ดีมาก

ย้อนสนามแรก จ.ภูเก็ต ปิดถนนสตรีท เซอร์กิต ก็ต้องเรียกว่าไม่เป็นเกม ผมขับวีออส คลาสซี ไปเจอการบังไลน์ งงครับ (หัวเราะ) ตัวเองทำได้ดีแล้ว ก็ต้องดูจังหวะคนอื่นด้วยนะครับ เขาอาจดีกว่าเรา หรืออาจผิดพลาดแล้วกระทบไลน์เรา การแข่งขันวันเมคเรซ สมรรถนะรถไม่แตกต่างกันมากครับ ความเร็วไล่ๆ กันเพียงเสี้ยววินาที

ขณะที่กีฬาชนิดอื่นๆ ก็ยังพอมีเวลาให้เราคิด วางแผนทำอะไรได้บ้าง หรือฟุตบอลก็เป็นทีม 11 คน ช่วยกันคิดช่วยกันเล่น แต่แข่งรถโซโลคนเดียวเลย แล้วใช้ทุนเป็นล้านบาท กับการทำเวลาให้เร็วขึ้นเพียง 1 วินาที การวางแผนกับอินสตรัคเตอร์ คุยกันนับเสี้ยววินาที ความท้าทายมันอยู่ตรงนี้ครับ” กวาง บอกพร้อมพลางยิ้มเท่ๆ

“อยู่ในรถแคบๆ อุณหภูมิ 40 กว่าองศาเซลเซียสเลยนะครับ ร่างกายต้องแกร่ง เหมือนกับนักกีฬาทั่วไป ถ้าร่างกายอ่อนล้า ไปไม่ถึงเส้นชัยแน่นอน ผมฟิตเวตเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เต้นบนเวทีคอนเสิร์ตก็เหมือนกับคาร์ดิโออาชีพนักร้องก็โชคดีไปครับ”

ทิปส์ดูแข่งรถยังไงให้ฟิน อินกันให้สุด ดารานักแข่งบอกวิธีง่ายๆ ถ้าใครชอบความเร็ว ลองเลือกนักแข่งในดวงใจ แล้วติดตามการแข่งขันโดยฟังคนพากย์ไว้ แค่นี้ก็จะเข้าใจกฎกติกาต่างๆ ได้ไม่ยาก รับประกันความมันไม่แพ้กีฬาชนิดใดเลย

เปิดโลกซ่า ล่าแสงเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562074

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

เปิดโลกซ่า ล่าแสงเหนือ

ได้ร่วมทริป 100พลัส พาผู้โชคดีจากแคมเปญ “เปิดโลกซ่า ล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์” บินลัดฟ้าเปิดประสบการณ์ชาร์จความสดชื่นเต็ม 100 ทั้งวัน ร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดแอ็กทีฟพร้อมพี่ตูน บอดี้สแลม ที่ประเทศไอซ์แลนด์ เราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศจากขี่จักรยาน มาขี่สโนว์โมบิลแทนสักวันนะครับ

ประเทศไอซ์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นThe Land of Fire and Ice เนื่องจากเป็นเกาะที่มีทั้งภูเขาไฟและธารน้ำแข็งอยู่ด้วยกัน ภูมิประเทศของที่นี่จึงมีความแปลกแตกต่างจากที่ใดๆ ในโลก ว่ากันว่าเป็นสถานที่ถ่ายทำยอดนิยมของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เมื่อต้องการสถานที่ที่เหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้ ประเภทมีแต่ความเวิ้งว้าง บรรยากาศดวงจันทร์ ดาวอังคาร อะไรประมาณนั้น แต่ภูมิประเทศที่แปลกตานี่เองก็ทำให้เกิดธรรมชาติที่สวยงามมากขึ้นมาด้วย

การเดินทางไปยังประเทศไอซ์แลนด์ไม่มีเที่ยวบินตรง เราจึงมาต่อเครื่องที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ทำให้เราได้เข้าไปเที่ยวชมเมืองในเวลาสั้นๆ ถือว่าดีกว่านั่งแกร่วรอในสนามบิน เราเดินทางถึงไอซ์แลนด์ราว 4 โมงเย็น แต่ด้วยความที่เป็นฤดูร้อนพระอาทิตย์จะตกประมาณ 4 ทุ่ม ทำให้เรายังมีเวลาเที่ยวอีกเยอะ ที่แรกที่เราดิ่งตรงไปคือ Blue Lagoon บ่อน้ำร้อนธรรมชาติสุดฮิตของที่นี่

บรรยากาศพื้นที่โดยรอบนั้นเป็นทุ่งหินสีดำตะปุ่มตะป่ำกว้างสุดตาเกิดจากลาวาที่เย็นตัวลงและแข็งกลายเป็นหิน หลังจากแช่น้ำร้อน พอกหน้าด้วยโคลนสูตรพิเศษให้หน้าเด้งกันแล้วก็กลับเข้าโรงแรมที่พัก แต่ภารกิจของเรายังไม่จบ หลังเที่ยงคืนเราขึ้นรถบัสออกจากโรงแรมไปอีกครั้งไปยังจุดที่แอพพลิเคชั่นตามล่าแสงเหนือระบุเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่สภาพอากาศไม่เป็นใจมีเมฆเต็มท้องฟ้า เมื่อฝนเริ่มปรอยปรายลงเรา พวกเราจึงตัดสินใจกลับโรงแรมพักผ่อนให้พร้อมรับมือภารกิจในวันรุ่งขึ้นดีกว่า

ภารกิจกู้โลก

วันนี้เราเดินทางร่วม 3 ชั่วโมงไปยังภูเขาน้ำแข็งลังโจกุล ธารน้ำแข็งกว้างใหญ่บริเวณนี้ได้ถูกใช้เป็นเส้นทางของการขี่สโนว์โมบิล แต่ในฤดูร้อนแบบนี้ข่วงเชิงเขาซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวหิมะได้ละลายไปเกือบหมดแล้ว กลายเป็นน้ำแข็งใสๆ บนทุ่งหินสีดำกว้างสุดตาราวกับพวกเรากำลังอยู่บนดาวอังคาร พวกเราต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดลุยหิมะแล้วสวมชุดกันฝนสีส้มทับอีกชั้น มีถุงคลุมรองเท้าสำหรับคนที่สวมรองเท้าผ้าใบ ต่อด้วยผ้าคลุมหัว ถุงมือ และปิดท้ายด้วยหมวกกันน็อกแบบมีบังลมปิดหน้า เมื่อแต่ละคนแต่งองค์เสร็จลงมารับบรีฟวิธีการขี่สโนว์โมบิลบนทุ่งหินสีดำกว้างใหญ่นั้น ช่างเหมือนฉากในภาพยนตร์เรื่อง Armageddon ยังไงยังงั้น

ช่วงแรกๆ เราต้องขี่สโนว์โมบิลลุยไปบนทุ่งหินปนน้ำแข็งอย่างทุลักทุเลพอสมควร แต่เมื่อเริ่มขึ้นเขาสูงขึ้นไปหิมะเริ่มหนาขึ้นทำให้ขี่ง่ายขึ้น แต่ยังคงให้ความรู้สึกถึงการขี่แบบออฟโรดคล้ายการขี่เมาน์เทนไบค์มาก คือต้องเลือกไลน์ให้เหมาะสม การเลี้ยวเข้าโค้งต้องเอียงตัวถ่ายน้ำหนักช่วยไม่เช่นนั้นจะเลี้ยวไม่ไป ซึ่งแตกต่างจากการขี่บนทะเลสาบน้ำแข็งเรียบๆ ในฮอกไกโดอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราขี่ขึ้นมาจนถึงจุดพักครึ่งทาง ตอนนี้บรรยากาศโดยรอบเป็นทุ่งหิมะขาวโพลนสมบูรณ์แบบขากลับจะเป็นดาวน์ฮิลล์นิดๆ แถมมีร่องธารน้ำแข็งที่ละลายไหลอยู่ข้างๆ จึงต้องเลือกไลน์และคุมความเร็วให้ดี

ดินแดนแห่งน้ำตก

จาก The Land of Fire and Ice เมื่อเข้าฤดูร้อนหิมะเริ่มละลายจะแปรสภาพกลายเป็นดินแดนแห่งน้ำตกไปโดยปริยาย มีน้ำตกเรียงรายตามถนนเส้นหลักมากมาย น้ำตกแต่ละแห่งจะมีจุดเด่นที่ต่างกัน อย่างน้ำตกกุลล์ฟอสส์ มีขนาดที่กว้างใหญ่อลังการมากๆ น้ำตกเซลจาแลนฟอสส์ เป็นสายน้ำไหลเดี่ยวๆที่แคบแต่สูงถึง 60 เมตรและมีทางเดินเข้าไปด้านหลังน้ำตกได้ด้วยทำให้ได้วิวที่แปลกตาออกไป ส่วนสโกลาฟอสนั้นแม้จะเป็นน้ำตกหน้าตัดเดี่ยวเหมือนกันแต่มีความกว้างกว่าและมีทางเดินขึ้นไปชมด้านบนน้ำตกซึ่งสามารถมองเห็นวิวด้านล่างไกลไปถึงชายหาดเลย การท่องเที่ยวบนถนนสายน้ำตกของเราไปสุดทางที่ เรนิสฟาจารา หาดทรายสีดำและแนวหินบะซอลล์ที่ก่อตัวขึ้นเป็นแท่งบนชายหาด ราวกับเป็นปฏิมากรรมที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้

ก้าว.. ไปกับพี่ตูน

เห็นหน้าพี่ตูน บอดี้สแลมเราต้องนึกถึงการวิ่งมาราธอนขึ้นมาทันที ทริปนี้ 100พลัส ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจัดกิจกรรมให้ผู้โชคดีได้ร่วมวิ่งออกกำลังกายยามเช้ากับพี่ตูน ซึ่งระยะทางแล้วแต่กำลังและศรัทธาของแต่ละท่านเลย เพราะพี่ตูนวิ่งทีก็ต้องมีระยะฮาล์ฟหรือ 21 กม.เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว คณะใหญ่จึงร่วมวิ่งแจมช่วงเลียบแม่น้ำในเมืองเซลฟอสส์ แต่มีผู้โชคดีท่านหนึ่งที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะทำฮาล์ฟมาราธอนแรกของตนเองให้สำเร็จ ซึ่งเขาก็สามารถทำได้ในการวิ่งไปพร้อมกับพี่ตูนในครั้งนี้

ทริปนี้ลุยกันอย่างไม่กลัวเหนื่อยเพราะความสนุก ความประทับใจ ที่ 100พลัสจัดให้ช่วยชาร์จความสดชื่นกลับมาเต็ม 100 ได้ทั้งวัน ต้องขอขอบคุณ 100พลัส ที่จัดกิจกรรมดีๆอย่างนี้และหวังว่าจะมีกิจกรรมที่ สวย สนุก สุดแอ็กทีฟ แบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ นะครับ

สุภารัตน์ คำมุงคุณ โจทย์ชีวิตและความสุขที่ต้องเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562073

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

สุภารัตน์ คำมุงคุณ โจทย์ชีวิตและความสุขที่ต้องเลือก

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ข้าราชการเป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น บางครอบครัวเป็นข้าราชการทั้งบ้าน หลายครอบครัวพ่อแม่อยากให้ลูกหลานรับราชการเพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคตและเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แต่หลายคนไม่อยากเป็นก็เลือกทำงานในบริษัทเอกชน บางคนทำธุรกิจเป็นเจ้าของกิจการ บางคนรับราชการไประยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่ารูปแบบการทำงานไม่ใช่ หรือไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์หรือความต้องการของชีวิตในช่วงนั้นทำให้ต้องลาออก

ตุ๊กตา-สุภารัตน์ คำมุงคุณ พยาบาลสาววัย 29 ปี ชาวบ้านอุ่มเหม้า ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นคนหนึ่งที่ลาออกจากข้าราชการทั้งที่เพิ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการได้เพียง 11 เดือน เพื่อหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผัก ผลไม้ และเพาะเห็ดขาย โดยเฉพาะการเพาะเห็ดถือเป็นรายได้หลัก

สุภารัตน์เรียนจบพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท จ.สระบุรี ในปี 2555 จากนั้นทำงานเป็นลูกจ้างที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นเวลา 4 ปีกว่า ต่อมาได้บรรจุข้าราชการและย้ายไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่บ้านเกิดเป็นเวลา 11 เดือน ก่อนลาออกมาทำเกษตรที่ใฝ่ฝันอยากทำมาก แต่บทบาทในฐานะพยาบาลก็ยังทำหน้าที่อยู่ในสถานพยาบาลเล็กๆ ของพี่สาว

พยาบาลสาว เผยว่า อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่มีคุณค่าและเธอเองก็ชอบจึงเลือกเรียน ขณะเดียวกันพี่สาวอีกสองคนก็เป็นพยาบาลเหมือนกัน ทุกครั้งที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือดูแลรักษาคนไข้หายป่วยจนเขากลับบ้านได้ก็จะมีความสุขและความอิ่มใจ แต่ที่ต้องตัดสินใจลาออกเพราะตอนนั้นความต้องการที่จะทำเกษตรมีพลังมากกว่าเป็นพยาบาล ถ้าเปรียบกับกล้วยก็สุกงอมเต็มที่ได้เวลากิน ถ้าไม่กินต่อไปกล้วยก็จะเน่าเสียกินไม่ได้

“ตอนเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม พอรู้ว่าจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ในใจก็อยากสละสิทธิ ตุ๊กตามองว่ารูปแบบงานที่ทำยังไม่ตอบโจทย์หรือความต้องการลึกๆ ของตัวเองที่อยากทำเกษตรมากกว่า ประกอบกับงานพยาบาลก็ค่อนข้างหนักจะหาเวลาพักผ่อนก็ยาก แต่พ่อแม่อยากให้ทำงานไปก่อนไม่ให้สละสิทธิ ตุ๊กตาจึงทำราชการต่ออีก 11 เดือน โดยย้ายมาประจำอยู่ที่สถานีอนามัยที่บ้าน”

สุภารัตน์ย้อนอดีตช่วงเวลาทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนมให้ฟังว่า เธอได้ทำการเพาะเห็ดฟางไว้ที่บ้านแล้วประสบผลสำเร็จ จากนั้นเวลาไปทำงานก็จะนำผลผลิตที่ได้ติดไม้ติดมือมาขายให้กับเพื่อนพยาบาล แม้รายได้จะเล็กน้อยแต่ถ้าพูดถึงความสุขและความภูมิใจต้องบอกว่ามีมาก

“วันศุกร์พอเลิกงานตุ๊กตาก็จะนั่งรถกลับบ้าน วันเสาร์เพาะเห็ดฟาง วันอาทิตย์กลับไปทำงาน นี่คือกิจกรรมที่ทำ การเพาะเห็ดฟางตุ๊กตาไม่ได้ทำเยอะ แค่อยากลองดูว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า ศึกษาข้อมูลการทำจากกูเกิลยูทูบ พอทำได้ดีใจมาก เวลากลับไปทำงานก็เลยติดไม้ติดมือไปขายที่โรงพยาบาล ขายหมดทุกครั้ง (หัวเราะ) รู้สึกเลยว่านี่แหละความสุขของชีวิตที่อยากทำมานาน

ครั้นพอย้ายมาอยู่สถานีอนามัย เวลามีมากขึ้น หลังจากเลิกงานและในวันหยุดก็จะเพาะเห็ดเป็นงานอดิเรกและให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เพื่อที่เขาเหล่านั้นสามารถนำความรู้ไปทำอาชีพเสริมหรือทำไว้กินในครอบครัว ส่วนผลผลิตที่ได้ก็แบ่งปัน อสม.นิดๆ หน่อยๆ เพราะเราไม่ได้ทำเยอะแค่อยากสาธิตให้พวกเขาได้ดู

“ต่อมาพี่ชายเห็นว่าเพาะเห็ดได้ ก็ถามว่าทำไมไม่เพาะเห็ดขายรายได้น่าจะดี ตุ๊กตาได้โอกาสจึงปรึกษาพ่อแม่พี่ชาย ทุกคนเห็นตรงกันเพาะเห็ดขาย ตอนนั้นมุ่งมั่นมากเหมือนรอวันนี้มานาน จึงขอพ่อแม่ลาออกจากราชการเพื่อที่จะมาเพาะเห็ดและทำเกษตรจริงจัง พ่อไม่ว่าอะไร ส่วนแม่ในใจยังไม่อยากให้ลาออก แต่เราตัดสินใจแล้ว วันต่อมาก็เริ่มทำเลย ลงทุนไปหลายหมื่น

พ่อกับพี่ชายช่วยกันทำโรงเรือนและโรงบ่ม ตุ๊กตารับหน้าที่ซื้อเชื้อเห็ดและหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำทั้งหมดและเป็นคนผสมสูตรเอง ส่วนเวลาทำก็ช่วยกันทั้งครอบครัว ตอนนั้นเพาะเห็ดนางฟ้าซึ่งเราไม่เคยทำมาก่อน เคยแต่เห็ดฟางได้ผล ก็คิดเองเออเองว่าถ้าเพาะเห็ดฟางได้เห็ดนางฟ้าก็น่าจะได้ผล จึงลงทุนทำมากถึง 4,000 ก้อน สูตรและส่วนประกอบต่างๆ พร้อมอุปกรณ์ในการทำหาจากอินเทอร์เน็ต ส่วนวิธีการขั้นตอนดูจากตัวอย่างในยูทูบ”

พยาบาลสาว กล่าวต่อว่า พอทำเสร็จแล้วก็คิดว่าน่าจะได้ผลเหมือนตอนที่เพาะเห็ดฟาง แต่ผลตรงกันข้าม 4,000 ก้อนที่ลงทุนไปต้องสูญเปล่า เห็ดส่วนใหญ่ไม่ออก บางก้อนออกก็ออกนิดๆ หน่อยๆ ถือว่าพลาดอย่างแรงที่ลงทุนไปจำนวนมากทั้งที่ตัวเองยังไม่เคยทำและไม่เคยไปอบรมการเพาะเห็ดจากผู้รู้ที่ไหน แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เธอจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องรอบคอบเสมอ

“ตอนนั้นถ้าตุ๊กตาเริ่มทำจากน้อยเหมือนตอนเพาะเห็ดฟางก็คงจะไม่สูญเงินไปมาก แต่พอทำมากความเสียหายก็ต้องมากตามเมื่อเกิดความเสียหาย ความผิดพลาดครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา แม้ว่าตอนหลังจะได้คนที่ขายเชื้อเห็ดให้มาช่วยแนะนำแต่ก็เป็นความรู้พื้นฐาน ส่วนเทคนิคต่างๆ รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหารู้เชิงลึก เช่น การควบคุมอุณหภูมิโรงบ่มเชื้อ ความชื้นของโรงเพาะ การหมั่นตรวจดูโรค แมลง มด มอด แมลงสาบ ปลวก เป็นต้น ตุ๊กตาศึกษาและค่อยๆ แก้ไขด้วยตัวเองในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ปลื้มมากที่ตัวเองทำได้ค่ะ”

ทุกวันนี้เห็ดนางฟ้าที่ผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าและร้านอาหาร ยังไม่รวมชาวบ้าน (บ้านที่อยู่เป็นหมู่บ้านตำบล มี 9 หมู่บ้าน) ที่ต้องการซื้อไปปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน หรือเวลาจัดงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน และงานบุญต่างๆ เจ้าของงานก็จะมาซื้อไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร นอกจากเพาะเห็ดนางฟ้ายังเพาะเห็ดกระด้าง (เห็ดบด) และปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ต่างๆ ไว้กินเอง ถ้าเหลือก็นำไปขาย

“ถ้าถามรายได้ต่อเดือนไม่แน่นอนค่ะ แต่รายได้นั้นก็ทำให้ครอบครัวเราอยู่ได้ไม่เดือดร้อนและมีเงินเก็บทุกเดือนค่ะ จริงๆ แล้วที่บ้านตุ๊กตาก่อนจะเพาะเห็ดขายพ่อรับซื้อน้ำยางพาราซึ่งบ้านเราก็มีสวนยางด้วย ทุกวันนี้พ่อก็ยังทำอยู่ พี่ชายก็รับซื้อน้ำยางเหมือนกัน ตอนนี้ชีวิตตุ๊กตามีความสุขมาก ครอบครัวพ่อแม่ก็มีความสุข ต่างจากตอนลาออกจากราชการใหม่ๆ มีความกดดันมากมายถาโถมเข้าใส่ เช่น บางคนพูดกับแม่ว่าพาลูกไปหาหมอบ้างหรือยัง (กรณีลาออกจากราชการ) ทำให้รู้สึกท้อบ้างในบางครั้ง แต่เราไม่เคยหมดกำลังใจเพราะเลือกแล้ว ทุกวันนี้ถึงไม่ได้เป็นข้าราชการก็มีความสุข ถึงไม่ได้เป็นข้าราชการก็มีรายได้แถมได้อยู่กับครอบครัวตลอด”

ขณะเป้าหมายในอนาคต สุภารัตน์อยากมีร้านของฝากของตัวเอง โดยของฝากนั้นจะแปรรูปจากวัตถุดิบที่เธอปลูกเอง เช่น ผักผลไม้ เห็ด ถ้าเป็นเห็ดก็จะแปรรูปเป็นแหนมเห็ด เป็นต้น ส่วนใครอยากสั่งซื้อเห็ดหรือติดตามการทำเกษตรของเธอสามารถเข้าไปกดไลค์ได้ที่เฟซบุ๊ก “NongTookta Nakhonpanom”

เฉลิมภพ มีนอก ตกตึก 6 ชั้น แต่ยังรอด?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562072

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

เฉลิมภพ มีนอก ตกตึก 6 ชั้น แต่ยังรอด?!

โดย ภาดนุ

เฉลิมภพ มีนอก หรือ โปร (วัย 35 ปี) ช่างภาพฟรีแลนซ์แนวไลฟ์สไตล์-ท่องเที่ยวสำหรับเว็บไซต์ และขายสินค้าออนไลน์ ผ่านประสบการณ์อันตรายที่ความเป็นความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นก็คือการตกจากคอนโด 6 ชั้นแต่ยังรอด!!!

โอ้ว! แค่คิดก็เสียวสันหลังวาบแล้ว ลองไปฟังโปรเล่าย้อนถึงความโชคดี (ที่รอดชีวิตมาได้) ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับเขาดีกว่า

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ต้องบอกว่าผมอาศัยอยู่กับแฟนในคอนโดซึ่งเป็นตึกสูง แต่ห้องที่เราอยู่นั้นคือชั้น 6 ด้วยความที่ห้องของคอนโดที่เราอยู่นั้นพื้นที่ไม่ได้กว้างมากนัก ดังนั้นเตียงที่วางในห้องนอนจึงต้องตั้งชิดกับผนัง แล้วผนังห้องนอนก็จะมีกระจกที่เปิดได้อยู่ใกล้ๆ

จำได้ว่าวันนั้นผมเพิ่งกลับจากซื้อของที่ตลาด แล้วแฟนออกไปทำงาน บังเอิญผมเห็นว่าฝุ่นมันติดอยู่ที่ขอบกระจกเยอะมาก ก็เลยอยากจะเช็ดทำความสะอาดกระจกบานนั้นซะหน่อย ทีนี้ตอนเช็ดกระจกผมก็จำเป็นต้องยืนบนเตียงเพราะพื้นที่มันแคบ จึงทำให้ความสูงของผมอยู่เหนือกระจกบานนั้น แล้วผมก็เปิดหน้าต่างเช็ดขอบกระจกไปตามปกติ ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็เกิดอาการวูบไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองลงมานอนหงายอยู่บนพื้นชั้นลอยซึ่งเป็นหลังคาของห้องคอนโดชั้น 1 แล้ว คือเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก แค่ 1-2 วินาทีเท่านั้น โชคดีว่าพื้นที่ผมตกลงไปนอนหงายอยู่นั้นมันไม่ใช่ปูน แต่เป็นพื้นดินที่ปลูกหญ้าซึ่งเป็นสวนหย่อมเล็กๆ ที่คอนโดทำไว้เป็นวิวสำหรับพักผ่อนสายตา แถมก่อนหน้านั้นฝนมันตกด้วย ก็เลยทำให้ดินยังอ่อนตัวอยู่ ตอนนั้นแม้รู้ตัวว่าตัวเองนอนหงายอยู่บนพื้นหญ้า แต่ร่างกายก็รู้สึกชาไปหมด ไม่รู้สึกเจ็บนะ แต่ขยับไม่ได้ พูดไม่ออกเลย เมื่อกรอกตามองไปรอบๆ ผมก็เห็น รปภ.วิ่งเข้ามาถามว่าเป็นยังไงบ้าง จากนั้นเขาก็วิ่งไปโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล เมื่อรถพยาบาลมาถึงก็มีคนนำเปลมาหาม พร้อมทั้งบล็อกคอผมไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน”

โปรเล่าว่า ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ชวนเขาคุย แล้วถามว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ตกลงมาได้ยังไง คือตอนอยู่ในรถพยาบาลนั้นเขายังมีสติครบถ้วน เพียงแต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้เท่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ชวนคุยเพื่อเช็กดูว่า เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีมั้ย เขาจึงตอบไปว่าน่าจะเกิดจากอาการวูบแล้วพลัดตกลงมาจากชั้น 6 ของคอนโดซะมากกว่า

“เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวถนนนวมินทร์ แพทย์ก็รีบพาผมเข้าห้องไอซียู จากนั้นก็นำตัวไปเข้าเครื่องสแกนทั้งตัวแบบลอดอุโมงค์ เพื่อดูว่ามีกระดูกภายในร่างกายตรงไหนที่หักบ้าง ปรากฏว่าส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีกระดูกหัก แต่ขาข้างขวาที่ตกลงมากระแทกนั้นมีอาการบวมอยู่มาก แต่เมื่อมาสแกนตรงกระดูกสันหลังแบบละเอียด ก็พบว่ากระดูกสันหลังข้อที่สองซึ่งอยู่ถัดขึ้นมาจากสะโพกนั้นมีกระดูกแตกอยู่ หมอจึงให้ผมเข้าไปอยู่ในห้องไอซียูเพื่อพักฟื้นและดูอาการก่อน

หมอได้อธิบายกับผมว่า ถ้าอยากจะหายเร็วๆ ก็อาจจะต้องทำการผ่าตัดแล้วเสริมเหล็กเข้าไปตรงข้อต่อ แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี ก็อาจจะต้องยอมเจ็บตัวเพื่อผ่าเอาเหล็กที่ด้ามไว้ออกมาเปลี่ยนอีก หรืออีกกรณีก็คือไม่ต้องผ่า แต่อาจจะต้องค่อยๆ ให้กระดูกเชื่อมและฟื้นฟูตัวมันเองโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจจะต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาดูแลตัวเองนานอยู่สักหน่อย ตอนนั้นผมอยู่โรงพยาบาลแค่ 4 วัน ระหว่างนั้นหมอก็ให้ยาบ้างตามปกติ

แต่ที่เซอร์ไพรส์ ก็คือ หมอได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ผมมีอาการของคนเป็นโรคความดันสูงและเป็นเบาหวานร่วมด้วย เพราะจากผลการตรวจร่างกายและการตรวจเลือดแล้ว หมอสันนิษฐานว่า ตอนที่ผมเช็ดกระจกอยู่ผมอาจจะเกิดอาการวูบหรือหน้ามืดจากโรคความดันสูงและพลัดตกลงมาจากชั้น 6 นั่นเอง เมื่อย้อนคิดกลับไป ก่อนหน้านั้นผมใช้ชีวิตแบบไม่ระวัง กินน้ำอัดลมเยอะมากทุกวัน ส่วนโรคเบาหวานก็มีส่วนมาจากกรรมพันธุ์ เนื่องจากก่อนหน้านั้นร่างกายผมก็แข็งแรงเป็นปกติดี ไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆ และไม่เคยเป็นลมหรือหน้ามืดมาก่อนเลย”

โปรบอกว่า ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลหมอต้องฉีดยาคุมเบาหวานและให้ยารักษาความดันสูง เมื่ออาการดีขึ้น เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับมารักษาตัวที่บ้านได้ แต่ด้วยความที่ยังไม่สามารถเดินได้ปกติ เขาจึงต้องพึ่งไม้เท้าค้ำยันเป็นเพื่อนคู่ซี้ประจำกาย

“ช่วงนั้นแม้จะใช้ไม้เท้าพยุงกายลุกขึ้นก็รู้สึกเจ็บที่หลังและเท้าซึ่งปวดระบม และลามไปปวดทั้งตัวเลย โชคดีว่ากระดูกที่ขาไม่ได้หัก แรกๆ ผมแทบลุกจากเตียงด้วยตัวเองเพื่อทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำยังทำไม่ได้เลย ก็ได้แฟนที่คอยช่วยเหลือดูแล แต่ถ้าปวดฉี่ก็จะใช้คอมฟอร์ต 100 โดยไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำได้ พูดง่ายๆ ว่าผมนอนติดเตียงอยู่เป็นเดือนๆ เลยล่ะ ลุกนั่งแบบคนปกติยังไม่ได้ ทำได้แค่พลิกตัว แต่ผมก็อดทนให้ร่างกายค่อยๆ เยียวยารักษาตัวเองไปเรื่อยๆ

จนเวลาผ่านไป 6 เดือน ผมก็เริ่มลุกเดินไปเข้าห้องน้ำได้ อาบน้ำเองได้ แต่ยังไงก็ยังต้องใช้ไม้เท้าอยู่ตลอด พอตกกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเวลานอนน้ำหนักจะกดทับไปที่กระดูกสันหลังเลยทำให้รู้สึกปวด จึงต้องพลิกตัวอยู่ตลอดเวลา อีกอย่างพอเปิดแอร์เย็นๆ นะ นอนไม่ได้เลย เพราะจะรู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังและขาทั้งสองข้างมาก ต้องใช้การเปิดพัดลมแทน กระทั่งผ่านไป 1 ปี ผมก็เริ่มเลิกใช้ไม้เท้าล่ะ โดยจะพยายามพยุงตัวเดินเองแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ เดินช้าๆ ก้าวสั้นๆ ตอนนั้นในใจนึกไว้อย่างเดียวว่า ต้องกลับไปเดินได้เหมือนปกติ

บอกตรงๆ ว่าช่วงนั้นผมก็คิดมากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เพราะรู้ว่าอาการของตัวเองค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จากวันแรกที่เกิดอุบัติเหตุ ในระหว่างที่ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวนั้นผมก็ยังไปพบหมอตามนัดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหมอก็อธิบายว่า ถ้าอาการค่อยๆ ดีขึ้นแบบนี้ ก็ไม่แนะนำให้ผ่าดามเหล็กที่กระดูกสันหลัง เพราะถ้าผ่าแล้วเมื่อครบ 10 ปี ก็ต้องมาเอาเหล็กออก แล้วอาจจะต้องผ่าดามเหล็กใหม่อีกรอบก็ได้ หมอจึงแนะนำว่า ถ้ายังทนไหวก็ให้ร่างกายค่อยๆ เยียวยาตัวเองจนหายดีโดยธรรมชาติจะดีกว่า”

โปรบอกอีกว่า หลังจากนั้นเขาก็ต้องใส่เข็มขัดแบบสายรัดเพื่อช่วยพยุงหลังอยู่อีกพักใหญ่ๆ เลยล่ะ จึงทำให้สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ร่างกายค่อยๆ แข็งแรงขึ้น เขาจึงไม่คิดถึงการผ่าตัดดามกระดูกอีกต่อไป

“ที่ผ่านมา นอกจากได้กำลังใจจากแฟนและญาติพี่น้องแล้ว ผมยังสร้างกำลังใจให้ตัวเองด้วยว่า เราป่วยหรือเจ็บได้ เราก็ต้องหายได้ ช่วงที่ขยับไม่ได้ผมเคยเปิดยูทูบเพื่อจะหาคลิปของคนที่อาการเป็นแบบผม แล้วบังเอิญได้เห็นคลิปของคนหลายคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วมีอาการใกล้เคียงกับผม บางคนขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไปคว่ำจนขาบิดผิดรูป ต้องตัดขาทิ้ง กระดูกสะโพกแตกหมดเลย เมื่อเขารักษาตัวเองหาย เขาก็มาใส่ขาเทียมแล้วยังกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เมื่อเห็นตัวอย่างคนที่อาการหนักกว่าเรายังหายได้ เลยทำให้ผมฮึดสู้และมีกำลังใจมากขึ้น

ผมใช้เวลาค่อยๆ เยียวยาตัวเอง และพยายามดำเนินชีวิตให้เป็นปกติ โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปีเต็ม กระนั้นก็ยังเดินได้ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี เพราะร่างกายยังไม่ค่อยมีแรง เนื่องจากน้ำหนักตัวลดลงไปถึง 10 กก. กล้ามเนื้อที่เคยมีก็ลีบลงไปด้วย ทำให้ยังเดินเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรงอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงต้องรีบหันมาฟื้นฟูร่างกายโดยกินอาหารให้มากขึ้น แต่อาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทก็ยังคงอยู่กับผมจนถึงทุกวันนี้”

โปรทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้แม้อาการจะดีขึ้นมาก แต่ถ้าเดินมากๆ หรือยกของหนักๆ ก็อาจจะรู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังทุกครั้ง ฉะนั้นทุกวันนี้เขาจึงไม่สามารถทำงานที่ต้องยกของหนักๆ ได้เลย

“ผมคิดว่าคนที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ถ้าได้กำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างก็จะทำให้เขาสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ผมเองก็ได้กำลังใจที่ดีจากครอบครัวมาตลอด โดยเฉพาะแฟนที่ทดลองพาผมไปเที่ยวมาเก๊า เพราะอยากให้ผมได้เดินให้ไกลๆ มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเพราะเธอไม่อยากให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย เธอจึงพาผมไปเดินเที่ยวให้รู้สึกเพลินๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก เรียกว่าพาไปเปิดหูเปิดตาและหัดเดินไกลๆ นั่นเอง เป็นผลให้พอกลับจากมาเก๊าผมก็เริ่มเดินได้ไกลมากขึ้น แถมยังสามารถกลับมาทำงานเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ตามปกติได้ แล้วต่อมาผมยังหันมาเล่นโยคะเพิ่มช่วยในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลัง และเน้นการว่ายน้ำเพื่อช่วยให้ร่างกายได้บริหารกล้ามเนื้อโดยไม่บาดเจ็บอีกด้วย

สำหรับคนที่ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถเดินได้ในระยะแรก ผมอยากให้แง่คิดว่า บางเหตุการณ์ในชีวิตนั้น เราไม่สามารถที่จะห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ แต่หากมันเกิดขึ้นแล้วก็อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่าเพิ่งท้อแท้และหมดกำลังใจไปซะก่อน ต้องสู้ครับ ให้คิดไว้เสมอว่ายังมีคนอื่นที่เจอเหตุการณ์หนักๆ กว่าเราอีกมากมายหลายคน ซึ่งพวกเขายังสามารถสร้างกำลังใจและกลับมาใช้ชีวิตต่อได้เลย ให้คิดแค่ว่าทุกวันเราจะต้องดีขึ้น เพราะถ้าเชื่อแบบนั้นแล้ว เราก็จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่แย่ๆ ในชีวิตไปได้”

Pay attention to our feet (4) : Pada Bandha ตำแหน่งองศาของเท้าหลังขณะฝึกชุดท่านักรบมีกี่แบบ? และให้ผลที่ต่างกันยังไง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561992

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 13:33 น.

Pay attention to our feet (4) : Pada Bandha ตำแหน่งองศาของเท้าหลังขณะฝึกชุดท่านักรบมีกี่แบบ? และให้ผลที่ต่างกันยังไง?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ชุดท่านักรบ มักจะเป็นท่าที่ยอดฮิตของการฝึกโยคะในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นท่าที่ต้องใช้ฝึกเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นนักรบ 1 นักรบ 2 และนักรบ 3 การฝึกให้ถูกต้องจะทำให้เราปลอดภัยจากการฝึก แต่จากที่ครูสังเกตในการสอนโยคะอาสนะในคลาส ก็ยังมีผู้ฝึกทั้งเก่าและใหม่ยังทำท่าได้ไม่ถูกต้องทั้งหมด (บางคนก็สักแต่ทำ) บางคนทำไม่ถูกต้องเพราะขาดความเข้าใจการจัดระเบียบของท่า แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้ฝึกทำไม่ถูก เพราะครูผู้สอนไม่ทำการแนะนำให้ถูกต้อง

เนื่องจากท่านักรบเป็นท่าที่ทำซ้ำๆ หลายรอบ หลายครั้ง และในเมื่อเป็นท่าที่มักต้องทำประจำ หากเรายังคงทำแบบผิดๆ อยู่ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม การสะสมการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำๆ ของกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อมากเกินไป อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเพราะการไม่เฝ้าระวังของผู้ฝึกเอง

นอกจากนี้ การฝึกที่จัดระเบียบร่างกายไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้เมื่อเข้าท่าอาสนะแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไร หรือรู้สึกไม่ถูกจุด ทำให้ไม่รู้สึกปวดเมื่อย เพราะเข้าไม่ถึงกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ต้องการให้ใช้งานในท่านี้อีกด้วย

ชุดท่าตระกูลนักรบนั้น มีรายละเอียดมาก ในการเก็บรายละเอียดถ้าต้องเขียนจริงๆ เขียน 5 หน้าก็ยังไม่จบ แต่วันนี้ครูจะพูดเฉพาะในส่วนขององศาเท้า โดยเฉพาะของเท้าหลังเท่านั้น

โปรดทราบว่าหากฝึกท่านักรบผิด มีโอกาสให้ฝึกท่าอื่นๆ ผิดได้ตามมาอีกหลายท่า เพราะตำแหน่งเท้าของท่านักรบสามารถใช้เชื่อมท่าเพื่อไปฝึกท่าอื่นๆ ต่อในการฝึกที่เคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง ในส่วนที่มักจะผิดกันหลักๆ มักจะเป็นความกว้างหรือระยะทางจากขาหน้าไปขาหลัง ที่บางครั้งยาวไป บางครั้งก็สั้นไป

ต่อมาคือตำแหน่งของความกว้างระหว่างขาขวาและขาซ้ายที่อาจจะแคบจนเกินไป หรือกว้างจนเกินไป และตำแหน่งการหมุนองศาของเท้าหลัง

ระยะทางจากขาหน้าไปขาหลังของนักรบ 1 และนักรบ 2 นั้นต่างกันรวมทั้งตำแหน่งองศา การหมุนเท้าของเท้าหลังก็ต่างกันด้วย สำหรับนักรบ 1 นั้นช่วงความกว้างของขาหน้ากับขาหลังจะสั้นกว่านักรบ 2 ประมาณครึ่งถึงหนึ่งฝ่าเท้า (แตกต่างกันในแต่ละคนตามสัดส่วนของร่างกาย)

ในภาพที่ 1 จะเห็นว่าภาพฝั่งซ้ายและฝั่งขวา มีช่วงความกว้างระหว่างขาทั้งสองข้างที่ต่างกัน หากเราจัดให้พอดีไม่แคบไปและไม่กว้างไป จะมีที่ว่างให้กระดูกเชิงกรานในการหมุนฝ่าเท้าเข้าด้านใน ทำให้ไม่รู้สึกขัดที่ข้อต่อสะโพก และไม่สร้างปัญหาให้กระดูกสันหลังส่วนล่างในอนาคต

ในส่วนของการหมุนเท้าหลังสำหรับนักรบ 1 ครูจะให้หมุนเข้ามาประมาณ 30 องศา เพื่อให้เกิดงานเข้าขาหลังมากขึ้น แล้วไม่รู้สึกขัดข้อต่อไม่ว่าจะเป็นข้อเท้า ข้อสะโพก (สำหรับครูแล้วองศานี้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ) มากกว่าแบบดั้งเดิม คือตามตำราจะให้หมุนประมาณ 45-60 องศา อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในมุมกว้างว่า จริงๆ แล้วควรจะเท่าไรดี

บางคนจะเชื่อมท่าต่อให้ง่ายให้สะดวกก็มักจะหมุนที่ 45 องศา เพื่อต่อไปยังท่าอาสนะอื่นๆ แต่สำหรับครู เมื่อสมัยก่อนก็เคยฝึกและสอนตามตำราและโรงเรียนมาตลอดคือ 45 องศา แต่ต่อมาสังเกตจากความรู้สึกของตัวเอง รวมทั้งตามหลักธรรมชาติของข้อต่อ จึงเปลี่ยนมาใช้ที่ 30 องศา มานานหลายปี ซึ่งเป็นไปตามหลักของจะปายาตรีโยคะ (Japayatriyoga Method) ดังนั้นผู้ฝึกก็เลือกเอาว่าแบบไหนเหมาะกับการฝึกของตัวเอง สังเกตจากธรรมชาติของร่างกาย (ต้องอาศัยประสบการณ์และความละเอียดอ่อนอย่างมาก)

ที่สำคัญ ขณะฝึกอย่าแอ่นหลังในท่านี้เพราะจะทำให้ปวดหลัง ซึ่งในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ครูจะไม่กล่าวถึงในครั้งนี้

และเนื่องจากในเวอร์ชั่นของครู ที่เท้าหลังหมุนที่ 30 องศา จึงสามารถเชื่อมท่าต่อได้ จากนักรบ 1 ไม่ว่าจะเป็น ท่าพีระมิด หรือท่าสามเหลี่ยมมุมกลับ

ต่อมาตำแหน่งเท้าและองศาของนักรบ 2

ตำแหน่งเท้าหลังของนักรบ 2 นั้นจะหมุนออกที่ 90 องศา ที่มักจะทำผิดกันคือความกว้างของขาหน้ากับขาหลัง เพราะตำแหน่งของหัวเข่าของขาหน้า ต้องอยู่ตรงกับข้อเท้า ไม่ล้ำไปด้านหน้า เพราะจะทำให้บาดเจ็บหัวเข่า ดังนั้นหากหัวเข่าล้ำมากไปแปลว่า ขาแคบไป ต้องแยกขาให้กว้างขึ้นและหากหัวเข่าอยู่หลังข้อเท้าแปลว่าขากว้างไปต้องหุบขาเข้ามา

ในรายละเอียดของท่านักรบ 2 นั้น ก็มีรายละเอียดที่เยอะเช่นกัน ทั้งในเรื่องของสะโพกเรื่องของเข่า ซึ่งในครั้งนี้ครูจะขอพูดถึงแค่เรื่องของเท้าเท่านั้น ทั้งนักรบ 1 และนักรบ 2 พลังต้องเริ่มจากฝ่าเท้าเพราะเป็นฐานของการฝึกอาสนะท่ายืน ฐานต้องแน่นพลังจากเท้าต้องมา Pada Bandha สมดุลระหว่างเท้าทั้งสองต้องมา ทั้งการถ่ายเทน้ำหนัก การยืนโดยไม่ล้ม ซึ่งการแยกขาที่กว้างขึ้น ต้องใช้การทรงตัวและพลังของขามากขึ้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงขณะฝึก โดยเฉพาะเมื่อต้องค้างท่า

ดังนั้น หากผู้ฝึกทำท่าตระกูลนักรบได้ดี โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการฝึกท่ายืนท่าอื่นๆ ก็จะตามมาได้อย่างไม่ยากค่ะ

CR. ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog (ภาพมีลิขสิทธิ์ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)