‘เฟซบุ๊ก’ลุยเข้าสิงคโปร์ตั้งศูนย์ข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563414

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 06:28 น.

'เฟซบุ๊ก'ลุยเข้าสิงคโปร์ตั้งศูนย์ข้อมูล

เฟซบุ๊กเตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ นักวิเคราะห์หวั่นเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูล

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเอเชียที่สิงคโปร์ ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.28 หมื่นล้านบาท) ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลสิงคโปร์อาจใช้โอกาสนี้ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศ

รายงานระบุว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกที่เสนอให้ เฟซบุ๊กเข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศ ด้วยการนำเสนอถึงความปลอดภัย การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และความกระตือรือร้นของรัฐบาลที่ต้องการให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศศูนย์กลางด้านข้อมูลของภูมิภาค แต่ในขณะเดียวกัน การตั้งศูนย์ข้อมูลของ เฟซบุ๊กในครั้งนี้อาจทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้ง่ายยิ่งขึ้น

“การตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศอาจช่วยให้ประเทศนั้นๆ มีอำนาจเหนือกฎหมายและพนักงานของบริษัท รวมถึงทำให้เข้าใกล้ขอบเขตการใช้อำนาจได้มากขึ้น โดยในกรณีของสิงคโปร์นั้นชัดเจนว่า เราสามารถที่จะถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างอิสระ” ไบรอัน ตัน นักกฎหมายด้านเทคโนโลยีของพินเซนต์ มาร์สันส์ บริษัทด้านกฎหมายในสิงคโปร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ได้เพิ่มการสอดส่องดูแลสื่อโซเชียลอย่างเข้มงวดขึ้น โดยเพิ่มอำนาจให้แก่ตำรวจและตรวจสอบการใช้สื่อโซเชียลอย่างไม่ถูกต้องของประชาชน ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ของเฟซบุ๊กจะรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ไว้ทั้งหมด เช่น รูปภาพ วิดีโอ บทความ รวมถึงขั้นตอนการเข้าถึงเครือข่าย โซเชียลของผู้ใช้

“ไลน์”ระดมทุน4.36หมื่นล้าน รุก”อีเพย์เมนต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563396

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 20:54 น.

"ไลน์"ระดมทุน4.36หมื่นล้าน รุก"อีเพย์เมนต์"

ไลน์รุกหนักบริการด้านการเงิน เตรียมระดมทุนผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพ 1,330 ล้านดอลล์

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เตรียมระดมทุนเพิ่ม 1,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.36 หมื่นล้านบาท) ผ่านการขายหุ้นกู้แปลงสภาพ เพื่อเพิ่มการลงทุนในบริการทางการเงินของบริษัท อาทิ ไลน์ เพย์

รายงานระบุว่า หุ้นกู้แปลงสภาพของไลน์จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2023 และปี 2025 โดยส่วนหนึ่งจะออกให้แก่เนเวอร์ คอร์ป บริษัทแม่ของไลน์ในเกาหลีใต้ นอกจากนี้ไลน์วางแผนที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการทำการตลาดเพื่อโปรโมทไลน์ เพย์ และบริการทางการเงินใหม่ๆ ภายในสิ้นปี 2021

ทั้งนี้ ไลน์มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นแชตเป็นประจำทุกเดือนกว่า 164 ล้านราย ในญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งการโปรโมทคาดว่าจะช่วยดึงผู้ใช้แอพพลิเคชั่นแชตของไลน์ให้มาใช้บริการทางการเงินของไลน์ได้มากขึ้น โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยอดการทำธุรกรรมการเงินผ่านไลน์ เพย์ เพิ่มขึ้นถึง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 1,748 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.73 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากไลน์ เพย์แล้ว ไลน์ยังเตรียมรุกบริการทางการเงินอื่นๆ อาทิ การร่วมมือกับธนาคารโนมูระ เปิดบริการโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นออนไลน์ และเปิดแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินคริปโทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ในชื่อบิตบ็อกซ์ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากทางญี่ปุ่นก็ตาม

ภาพ เอเอฟพี

แนะเปิดเสรีส่งข้อมูลข้ามแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563323

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 13:20 น.

แนะเปิดเสรีส่งข้อมูลข้ามแดน

โพสต์ทูเดย์ – สมาคมจีเอสเอ็ม ชี้หนุนอาเซียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หลังดันจีดีพีโลกโต 10% มูลค่ากว่า 91.62 ล้านล้าน ในทศวรรษที่ผ่านมา

นายบอริส วอยแทน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข้อมูลส่วนบุคคล สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) เปิดเผยว่า รายงานของสมาคมล่าสุดพบว่าการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีของโลกเติบโตขึ้นราว 10% และคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 91.62 ล้านล้านบาทของโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าตัวเลขของการค้าผลิตภัณฑ์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต มาจากธุรกิจความสามารถในการโอน จัดเก็บและประมวลผล เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการทำการค้า ธุรกิจด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มและบริการใหม่ๆ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกแม้ว่าจะมีพัฒนาที่ดีในเรื่องของการกำหนดกรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถปกป้องผู้บริโภคได้ดี แต่การส่งผ่านข้อมูลข้ามพรมแดน ยังมีกฎหมายแต่ละประเทศกีดขวางการขยายตัวทางการค้า

ขณะที่รายงานระบุว่า ประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการปล่อยข้อมูลส่งข้ามพรมแดนร่วมกัน เพื่อช่วยให้เกิดการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดน เพราะมองว่าการใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดขึ้นเองแต่ละประเทศ จะควบคุมการใช้ข้อมูลของประชากรในประเทศนั้นๆ จะตีกรอบจำกัดขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ในเอเชีย

“ปีหน้าไทยจะเป็นประธานอาเซียนต่อจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่าไทยควรนำวาระดังกล่าวหารือในระดับภูมิภาค เพราะการเปิดเสรีข้อมูลส่งข้ามพรมแดน ในอาเซียนยังไม่มีการกำหนดกรอบของแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน มีเพียงแต่กรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมองว่าการปล่อยข้อมูลข้ามแดนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลให้ขยายตัว อาทิ ไอโอที การใช้คลาวด์ การก้าวสู่ 5จี องค์กรธุรกิจมีต้นทุนการดำเนินงานที่น้อยกว่า” นายวอยแทน กล่าว

สำหรับงานวิจัยได้ประเมินกรอบและหลักการสำคัญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรการสำคัญของทุกประเทศ ได้แก่ 1.รัฐบาลประเทศสมาชิกเอเปกและอาเซียนควรร่วมกันปิดช่องว่างความแตกต่างข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และเชื่อมโยงกรอบข้อกำหนดระดับภูมิภาค 2.ประเทศต่างๆ ควรพัฒนากฎหมายข้อบังคับส่วนบุคคลให้เป็นไปทางทิศทางเดียวกัน

มาตรการที่ 3 ควรมีการกำหนดนโยบายในภาครัฐและผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลร่วมมือระดับภูมิภาค และ 4.รัฐบาลควรชี้แจงแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลทั้งภาคเอกชนและภาควิชาการถึงแนวทางปฏิบัติต่างๆ

ซัมซุงรุกสมาร์ทโฟนราคาปานกลางเจาะอาเซียน-อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563288

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 22:21 น.

ซัมซุงรุกสมาร์ทโฟนราคาปานกลางเจาะอาเซียน-อินเดีย

ซัมซุงบุกตลาดสมาร์ทโฟนราคาปานกลาง หวังดึงผู้ใช้รุ่นใหม่ในอาเซียนและอินเดีย

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทสมาร์ทโฟนเบอร์ 1 ของโลก เตรียมปรับกลยุทธ์ธุรกิจสมาร์ทโฟนด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่ในสมาร์ทโฟนราคาระดับปานกลางให้มากขึ้น หวังดึงดูดผู้ใช้กลุ่มมิลเลนเนียลหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ที่มีความต้องการใช้สมาร์ทโฟนคุณภาพสูงแต่กำลังซื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ

“ก่อนหน้านี้ ซัมซุงมักจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใส่ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงที่มีราคาสูง เช่น กาแล็คซี่ เอส และกาแล็คซี่ โน้ต แต่ในกลยุทธ์ใหม่นี้ ซัมซุงจะหันไปนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใส่ในสมาร์ทโฟนที่มีราคาถูกลงก่อนอย่างรุ่น กาแล็คซี่ เอ ซีรี่ส์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในปลายปีนี้” ดีเจ โกห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กล่าว

นอกจากนี้ ซัมซุงยังเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ที่เสนอสมาร์ทโฟนเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะหัวเว่ยที่กำลังตามมาติดๆ ด้วยยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลกในไตรมาสที่แล้ว สวนทางกับยอดขายของซัมซุงในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ลดลงกว่า 20%

อย่างไรก็ดี เส้นทางของซัมซุงในการเจาะตลาดสมาร์ทโฟนอินเดีย ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ให้มากขึ้นอาจเป็นเรื่องยาก เพราะตลาดอินเดียมีสมาร์ทโฟนจากจีนครองตลาดอยู่แล้วมากถึง 67% ขณะที่ซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาดที่ 24%

ภาพ เอเอฟพี

ข้อผิดพลาดที่พบเสมอ ในดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563262

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

ข้อผิดพลาดที่พบเสมอ ในดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (1)

โดย..ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์

ผมอยากจะมาสรุปสิ่งผิดพลาด ในการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่พบเห็นบ่อยที่สุด เพื่อจะได้เก็บมาคิดกันว่าควรจะพัฒนาวางแผนอะไรกันต่อไป?

1) มองเสิร์ชมาร์เก็ตติ้งเป็นอะแวร์เนส

อันนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดใหญ่หลวง เพราะสิ้นเปลืองพลังงานและงบประมาณ คือ มองการทำเสิร์ชมาร์เก็ตติ้งเป็นการสร้างอะแวร์เนส พยายามซื้อคีย์เวิร์ดจากกูเกิลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรียกได้ว่าคีย์เวิร์ดอะไรที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นิดเดียว ก็ซื้อแหลก ท่องไว้เป็นสูตรครับ เสิร์ชมาร์เก็ตติ้ง มีไว้เพื่อ “Capture Demand” ที่มีอยู่แล้วในโลกออนไลน์

2) มีเว็บ เหมือนกับมีนามบัตร

จำให้ขึ้นใจเสมอ เวลามีเว็บไซต์ คือ อย่าปล่อยให้คนเข้าเว็บมาแล้วจากไป โดยที่เราไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยที่สุด ควรจะมีช่องให้กรอกข้อมูลอีเมล มีกล่องฟีดแบ็กให้คลิกไลค์ มีเบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ มันน่าเสียดายขนาดไหน ถ้าเราลงทุน ซื้อเสิร์ช ซื้อแบนเนอร์ ลงโฆษณาเฟซบุ๊ก คนเข้ามาอ่านอยู่ 1-2 นาที แล้วก็จากเราไป อย่างน้อยถ้าเราสามารถเก็บคอนแท็กต์ของคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ไว้ได้ หรือให้กลายเป็นแฟนเราในเฟซบุ๊กก่อน เราก็มีโอกาสติดตามเพื่อให้เขากลับมาเป็นลูกค้าของเราได้

3) เอาโฆษณาออฟไลน์มาลงออนไลน์แบบดื้อๆ

อันนี้แบรนด์ใหญ่ๆ จะมีปัญหากันมาก ตัวอย่างเช่น นำดีไซน์บิลบอร์ด มาใส่แบนเนอร์ตามเว็บต่างๆ นำโฆษณาทีวีซีมาใส่ในยูทูบ เสร็จแล้วก็มานั่งบ่นว่าทำออนไลน์ไม่เวิร์ก จริงๆ เราต้องยอมรับครับ คนออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบโฆษณา! แถมสามารถมองข้ามโฆษณาได้อย่างไม่แยแส ดังนั้นการทำงานโฆษณาออนไลน์ ต้องมีการสร้างคอนเทนต์ใหม่ หรือปรับวิธีการสื่อสารใหม่ โดยมีแนวคิดสร้างคอนเทนต์ที่เน้นความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นหลักไว้ก่อน เสร็จแล้วค่อยหาทางแทรกโฆษณาลงไปแบบเนียนๆ

เขียนไปเขียนมา ชักจะเริ่มยาว ติดตามในตอนต่อไปครับ

เรียนรู้อี-คอมเมิร์ซยักษ์ ฝั่งสหรัฐและเอเชีย (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563218

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 13:45 น.

เรียนรู้อี-คอมเมิร์ซยักษ์ ฝั่งสหรัฐและเอเชีย (1)

โดย..ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในฝั่งประเทศตะวันตก จนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่อี-คอมเมิร์ซเริ่มขยับเข้ามาได้รับความนิยมในฝั่งเอเชียมากขึ้น เราได้เห็นถึงวิวัฒนาการของตลาดอี-คอมเมิร์ซในสองซีกโลก ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับตัว และข้อผิดพลาดซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้ และนำมาปรับใช้ต่อไป ผมขอยกตัวอย่างด้วยอี-คอมเมิร์ซอันดับ 1 จากฝั่งสหรัฐอเมริกาอย่างแอมะซอนและอาลีบาบาอันดับ 1 จากฝั่งเอเชียมาเป็นกรณีศึกษาดังนี้ครับ

ตลาดที่ไร้ขอบเขต

แม้ว่ารายได้ของแอมะซอนและอาลีบาบา ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเห็นว่าการเติบโตของอาลีบาบานั้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่า ส่วนรายได้นั้นแอมะซอนมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างคงที่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่งผลให้อาลีบาบาเริ่มทำรายได้สูงกว่าแอมะซอนมาตั้งแต่ปี 2015

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเติบโตได้ ไม่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดอีกด้วย ก่อนหน้านี้แอมะซอนเน้นให้บริการกับลูกค้าในกลุ่มอเมริกาเหนือ มากกว่าที่จะสนใจผู้บริโภคในซีกโลกอื่นๆ รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากฝั่งอเมริกา และแคนาดาเท่านั้น

แต่ด้วยจำนวนผู้บริโภคบนอี-คอมเมิร์ซของสหรัฐเริ่มจะคงที่ การทำตลาดไปยังภูมิภาคที่มีความพร้อมทั้งด้านการเปิดรับเทคโนโลยีของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งทางเลือก โดย แอมะซอนเลือกลงทุนกับ Flipkart ร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งคาดการณ์ว่าแอมะซอนจะสร้างรายได้ถึง 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดอินเดีย โดยในปี 2017 แอมะซอนมีรายได้จากการทำตลาดนอกประเทศอยู่ที่ 54.3 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้ทั้งหมด 177.9 พันล้านดอลลาร์ นับเป็น 30% ของรายได้รวม

ขณะที่อาลีบาบานั้น ถึงแม้ว่าตลาดหลักจะยังคงเป็นตลาดในจีน แต่ในอนาคตตลาดในจีนคงจะถึงจุดอิ่มตัว อาลีบาบาจึงให้ความสนใจลงทุนกับตลาดเกิดใหม่ อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการลงทุนในลาซาด้าในปี 2016 ในภาพรวมอาลีบาบามีรายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 20,841 ล้านหยวน จากรายได้รวม 176,559 พันล้านหยวน นับเป็น 11% ของรายได้รวมทั้งหมดในปี 2018

มาร์เก็ตติ้งออโตเมชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563208

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 11:49 น.

มาร์เก็ตติ้งออโตเมชั่น

โดย..กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ

มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น (Marketing Automation) คืออะไร ถ้าดูคำแปล คือ การทำการตลาดอัตโนมัติ บางคนอาจจะงง การตลาดสามารถทำอัตโนมัติได้ด้วยหรือ

ทำได้ครับ บนโลกออนไลน์ เพราะอย่างที่ผมพูดไว้แทบจะทุกคอลัมน์ว่า โลกออนไลน์วัดผลได้ด้วยตัวเลข เมื่อมีตัวเลขคุณก็ปรับปรุงได้ ทีนี้การตลาดบนโลกออนไลน์ เป็นโลกของโปรแกรมหรือแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล หรือเฟซบุ๊ก หรือไลน์ ทุกอย่างที่ Setup ผ่านโปรแกรมทั้งหมด แค่ปัจจุบันนี้การผ่านโปรแกรมใช้วิธีการให้คนเป็นผู้กำหนดเท่านั้นเอง

แต่เมื่อมีตัวเลข มีข้อมูลที่มากพอ และโปรแกรมหรือโลกอนาคตเป็นยุคแห่งเอไอหรือเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทำไมโปรแกรมจะไม่สามารถเรียนรู้แล้วแก้ไขเองได้ละครับ นี่คือ มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น ที่จะเกิดขึ้น

คำถามถัดไปก็คือ กูเกิล เฟซบุ๊ก หรือแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ต่างๆ จะก้าวมาสู่มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น ได้อย่างไร

สังเกตดีไหมครับว่าวันนี้เราเข้าไปดูข้อมูลหลังจากการทำโฆษณา กูเกิลและเฟซบุ๊ก เราจะสังเกตว่า การแสดงผลข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ระดับ หรือระดับเข้าใจง่ายๆ กับระดับที่มีข้อมูลเชิงลึก โดยระดับเข้าใจง่ายๆ จะสังเกตอีกเช่นกันว่า เริ่มมี Recommend แล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีหรือไม่ดี ควรจะแก้อย่างไร

สังเกตอีกไหมครับ ว่าที่เรา Setup Ads บนแพลตฟอร์มทั้ง กูเกิลและเฟซบุ๊ก หลายๆ ครั้งเรารู้สึกได้ว่าโปรแกรมของ กูเกิลและเฟซบุ๊ก พยายามส่งโฆษณาเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ลึกลงกว่าที่เรากำหนด เพื่อให้เราเห็นผลดียิ่งขึ้น แค่เรายังไม่เห็นแบบชัดเจนเท่านั้นเอง มันเป็นการแอบทำมาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่นแบบเล็กๆ อยู่ครับ

ถ้าสังเกตเพิ่ม ตอนนี้กูเกิลเริ่มเก็บข้อมูลเชิงลึกแล้วนะครับ หากเราไป Setup Google Analytics จะพบว่า กูเกิลเริ่มให้เราใส่ข้อมูลธุรกิจที่ลึกมากๆ น้องๆ ที่ออฟฟิศบอกว่า ลึกขนาดว่า น่าจะแบ่งธุรกิจออกเป็นหน่วยย่อยมากๆ รวมๆ น่าจะแบ่งได้หลายหมื่นธุรกิจ แปลว่า กูเกิล กำลังเก็บข้อมูลอยู่

ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ เชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแพลตฟอร์มทางการตลาดออนไลน์ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลนั้นๆ มาวิเคราะห์ และเริ่มทำถึงการ Setup Ads ให้อัตโนมัติได้แล้วในต่างประเทศแล้ว ซึ่ีงในอนาคตผมคิดว่าคน Setup Ads ยังต้องมีอยู่ครับแต่มีในเชิงลึกมากขึ้น ส่วนคนที่ทำโฆษณาแบบง่ายๆ ก็จะหายไป

ในอนาคตทุกธุรกิจ จะสามารถทำโฆษณา ได้ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่จะออกมาให้บริการมากมาย อาจจะไม่ต้องจ้างเอเยนซีในการทำโฆษณาอีกแล้ว แต่จะเป็นรูปแบบของการเช่าแพลตฟอร์มมาทำเอง และแพลตฟอร์มต่างๆ ในอนาคตก็จะเป็นรูปแบบของการให้เช่าโปรแกรม พร้อมบริการให้คำปรึกษาและเทรนนิ่งแทนครับ

โลกของโฆษณาบนออนไลน์ กำลังจะเปลี่ยน อีก 2-3 ปี เห็นแน่ครับ

เทรนด์ไมโครลุย เจาะโทรคมนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563203

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 11:45 น.

เทรนด์ไมโครลุย เจาะโทรคมนาคม

โดย..รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

วงการโทรคมนาคม กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเหล่าผู้ให้บริการเครือข่ายต่างแย่งชิงพื้นที่ในตลาดด้วยการขยายความครอบคลุมการรองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งประกันความเข้ากันได้กับเทคโนโลยีที่กำลังมาในอนาคตอย่างมาตรฐาน 5จี

อีวา เฉิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทรนด์ ไมโคร เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Trend Micro Virtual Network Function Suite ซึ่งอยู่ในรูปโปรแกรมแบบเวอร์ชวลเต็มรูปแบบที่ทำงานอยู่บนฝั่งผู้ให้บริการเครือข่าย มีฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น ตัวคัดกรอง URL ตัวควบคุมแอพพลิเคชั่น ระบบป้องกันการบุกรุก รวมทั้งการจัดความน่าเชื่อถือของไอโอที ทำให้ผู้ให้บริการสามารถให้การปกป้องที่ครอบคลุมกับผู้ใช้ ทั้งแบบไอโอที ระดับองค์กร และผู้ใช้ตามบ้านได้

สำหรับโซลูชั่นใหม่ของเทรนด์ไมโคร ได้เปิดโอกาสให้สามารถจัดสรรทรัพยากรด้านความปลอดภัย รวมทั้งตั้งค่าสำหรับบริการแบบต่างๆ ได้อย่างไดนามิก นอกจากนี้ยังสามารถขยายขอบเขตการให้บริการได้ตามต้องการโดยเฉพาะเวลาที่มีทราฟฟิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ประโยชน์จากชุดพัฒนาส่วนดาต้าเพลนสำหรับการประมวลผลแพ็กเก็ตด้วยความเร็วสูง ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ขณะที่องค์กรรายใหญ่หลายรายต่างไว้วางใจผลิตภัณฑ์ของเทรนด์ไมโคร ในการปกป้องเครือข่ายของตนเองต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นผลจากความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ในรูปแบบจำเพาะที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รายใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ถือว่าตรงตามความคาดหวังของลูกค้าหลายบริษัท

เคน ทามากาว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SORACOM กล่าวว่า บริษัทให้บริการแก่กลุ่มธุรกิจด้านไอโอทีผ่านแพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมต่อไอโอทีแบบครบวงจร ซึ่งมองว่าการผสานระหว่างแพลตฟอร์มแบบชำระเงินตามปริมาณการใช้งานของ Soracom ร่วมกับ Trend Micro Virtual Network Function Suite จะทำให้ได้ความสามารถใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการระบบไอโอทีที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้

โทชิฟูมิ อูเอซากะ ผู้จัดการทั่วไปด้านแพลตฟอร์มการให้บริการของ บริษัท เอ็นอีซี กล่าวว่า ธุรกิจของบริษัทจะสนับสนุนผู้ให้บริการคลาวด์ และโทรคมนาคมด้วยโซลูชั่นบนคลาวด์ที่ใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง SDN/NFV ซึ่งจะเห็นว่าการผนวกรวมเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัทเข้ากับ Trend Micro Virtual Network Function Suite จะเปิดโอกาสให้สามารถบริการแบบ Next-Gen พร้อมกับความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของ คิโยชิ อิชิดะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง บริษัท Internet Initiative Japan กล่าวว่า ทางบริษัทเปิดรับผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Trend Micro Virtual Network Function Suite เพราะเทคโนโลยี SDN/NFV พร้อมทั้งร่วมทดสอบหลายต่อหลายครั้งเพื่อนำฟีเจอร์ความปลอดภัยบนเครือข่ายแบบ Next-Gen มาให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทยังต้องการผสานความร่วมมือให้แน่นแฟ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อนำโซลูชั่นด้านความปลอดภัยใหม่ๆ มาปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของผู้ใช้ปลายทาง

โซลูชั่นใหม่ของเทรนด์ไมโครตั้งเป้าเพื่อตอบโจทย์ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปกป้องแบบครบวงจรที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาล และธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแบบไดนามิกของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

Data is the king Content is the Queen

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563032

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 16:52 น.

Data is the king Content is the Queen

โดย..CJ WORX

อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลง Content is the king อาจไม่ใช่เสมอไป Data is the king คือตัวจริง เพราะตอนนี้คนที่มีข้อมูลอยู่ในมือคือวัตถุดิบสำคัญในการปรุงให้เป็นคอนเทนต์ หรือต่อยอดสินค้าและบริการให้โดนใจผู้บริโภค

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตั้งแต่ในอดีตการตลาดก็เก็บข้อมูลพื้นฐาน ประวัติส่วนตัว เบอร์ติดต่อ อีเมล เพื่อทำการตลาดเสนอการขาย ฯลฯ แต่เมื่อโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดาต้าด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่นักการตลาดทุกคนต้องการมาก เพราะนั่นคือการรู้วิธีโดนใจผู้บริโภค รบ 100 ครั้งก็ ชนะ 100 ครั้ง ยิ่ง Ads 100 ครั้ง ก็ย่อมสร้างยอดขายได้ 100 ครั้ง+++

เห็นได้จากเครื่องมือมากมายบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะการรีทาร์เก็ตติ้ง แอด หรืออีเมล ไปยังผู้บริโภคที่เข้าชมสินค้าของแบรนด์แต่ยังไม่ซื้อ แต่โฆษณาและอีเมลเหล่านี้ก็ตามไปกระตุ้นด้วยโปรโมชั่น อื่นๆ ซ้ำ เพื่อให้ปิดการขายได้ นี่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในจำนวนมหาศาล ที่เป็นผลจากการเก็บดาต้า ที่เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคจากการท่องเว็บไซต์

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในงาน DAAT DAY 2018 ที่จัดโดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ตอกย้ำว่า Data is the king และทิศทางของธุรกิจที่จะมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต คือ ธุรกิจด้านการพัฒนาข้อมูลหรือได้มาซึ่งข้อมูลจากผู้บริโภคนั่นเอง

หนึ่งตัวอย่างในงานนี้คือ Nike Rise Basketball ที่เอาข้อมูลของนักบาสเกตบอลมืออาชีพ มาเล่นบาสเกตบอล โดยใช้เทคโนโลยีตรวจจับรูปแบบ การเล่น เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูล จึงทำให้ทราบข้อมูลฟอร์มการเล่นทั้งหมดขณะกำลังวิ่งอยู่บนสนามแข่ง

ดาต้าที่ได้เรียกว่าเป็นขุมทรัพย์แห่งวงการกีฬาเลยก็ว่าได้ เพราะทำให้โค้ชสามารถนำรูปแบบการเล่นนี้ไปฝึกสอนกับนักบาสคนอื่นๆ ให้พัฒนาขีดความสามารถได้แบบเห็นภาพ ยังไม่รวมการนำข้อมูลเหล่านี้มาทำเป็นค่าสถิติและนำมาต่อยอดพัฒนาทั้งวงการกีฬาบาสได้ทีเดียว ไม่ว่าจะพัฒนาสนามแข่ง อุปกรณ์การกีฬา เสื้อผ้า

ที่แน่ๆ เป็นข้อมูลอย่างเลอค่ามากสำหรับการพัฒนารองเท้า ไม่ว่าจะการรองรับแรงกระแทก รูปทรง และอีกข้อมูลมากมายที่ค้นพบ และยังสามารถนำมาเป็นอินไซต์ที่นำมาสร้างแคมเปญการตลาด เพื่อด้วยข้อมูลที่เหนือกว่าคู่แข่ง เพราะเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นอย่างดี

นี่จึงกลายมาเป็นตัวอย่างดาต้าที่เก็บข้อมูลจากโลกแห่งความเป็นจริงของผู้บริโภค ทรงคุณค่าจนสามารถนำกลับไปใช้ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่การตลาดบนโลกออนไลน์ด้วย เพราะสามารถทำการตลาด หรือผลิตโฆษณาเชิญชวน ที่มีความเฉพาะสำหรับบุคคล ลงลึกในอินไซต์ผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น และเหมาะสมกับความแตกต่างกันของแต่ละบุคคล

การมีดาต้าที่เข้าใจผู้บริโภคที่สุด ถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจเข้าไปอยู่กลางใจพวกเขา เพราะ Data = Insight นั่นเอง

สมาร์ทโฟนแข่งแตกเซ็กเมนต์ สร้างดีมานด์การใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563005

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 14:30 น.

สมาร์ทโฟนแข่งแตกเซ็กเมนต์ สร้างดีมานด์การใช้งาน

โดย..รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เข้าสู่ไตรมาส 3 เป็นช่วงที่ตลาดสมาร์ทโฟนดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะทุกค่ายจะเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ไฮไลต์ของปีนี้อยู่ที่ค่ายมือถือ ต่างเริ่มทำตลาดแบ่งแยกเซ็กเมนต์อย่างชัดเจนมากขึ้น จากเดิมที่การแข่งขันหลักๆ จะเน้นเรื่องกล้องถ่ายรูปที่คมชัด ซึ่งก็ถือว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ มากนัก

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนซัมซุง เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนการแข่งขันมีความรุนแรง โดยพบว่าทั่วโลกอัตราการใช้ครอบคลุมจำนวนประชากรหมดแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับซัมซุงปีนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ จากการที่เข้าสู่โลกโมบิลิตี้ และพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความหลากหลายตามไลฟ์สไตล์

สำหรับการทำตลาดของซัมซุงจึงต้องลงลึกถึงเซ็กเมนต์ย่อยถึง 8-9 เซ็กเมนต์ เพราะเป็นยุคที่ต้องเป็นมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์การดูหนังฟังเพลง การสร้างสรรค์คอนเทนต์ รวมถึงการเล่นเกมมิ่ง อย่างล่าสุดเปิดตัวกาแล็คซี่ เจ8 จุดเด่นคือ การเป็นมือถือสำหรับมัลติเอนเตอร์เทนเมนต์ ขณะที่การเปิดตัวสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 9 ลงในเซ็กเมนต์ระดับบน เจาะกลุ่มยังแอ็กชีฟเวอร์ส ที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต

นั่นคือภาพของผู้นำที่กลับมาทวงส่วนแบ่งที่หายไปพอสมควรหลังจากค่ายมือถือจากแดนมังกรเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดไป ไม่ว่าจะเป็น ออปโป้ หัวเว่ย เสี่ยวหมี่ หรือกระทั่งน้องใหม่อย่างออเนอร์ที่วางเป้าหมายภายใน 3 ปีข้างหน้า จะขึ้นเป็นท็อปทรี หรือ 1 ใน 3 ของตลาดสมาร์ทโฟนในช่องทางออนไลน์

อาคิน ลี ประธานออเนอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ออเนอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน ออเนอร์เพลย์ด้วยเทคโนโลยีจีพียู เทอร์โบ นวัตกรรมการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์ที่ทำให้สมาร์ทโฟนของออเนอร์แตกต่างจากคู่แข่ง เล่นเกมบนสมาร์ทโฟนแบบ 4 มิติ ระบบสั่นสะเทือนด้วยเอไอ ขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว แบตเตอรี่ความจุ 3,750 mAh และชิปเซตที่ประมวลผลได้เร็ว

ในส่วนของแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาทำตลาด จึงต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง การลุยมือถือในเซ็กเมนต์เกมมิ่ง เพราะภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในไทยเซ็กเมนต์สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ยังเป็นตลาดใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่าตลาดอี-สปอร์ตในไทยกำลังเติบโตจากกระแสคนรุ่นใหม่ที่ตอบรับกับเกมมิ่ง กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีในในยุโรป

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ กล่าวว่า ไตรมาส 4 บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในซีรี่ส์อื่นๆ เข้ามาทำตลาดอีกประมาณ 2-3 รุ่น เพื่อปูทางสู่การเป็นอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟน แม้ว่าการแข่งขันจะมีความรุนแรง แต่บริษัทไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทสามารถมียอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทนที่ไอโฟนได้สำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในด้านของจำนวนยูนิตและยอดขาย

สถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ครอบคลุมทั้ง 100% ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีมือถือมากกว่า 1 เครื่อง/คนด้วยซ้ำ ดังนั้นกลยุทธ์ที่จะทำให้คนซื้อมือถือ จึงต้องสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งดูหนัง ฟังเพลง ชำระเงิน หรือกระทั่งสำหรับใช้ทำงาน จากนี้จึงต้องจับตาการเซ็กเมนต์มือถือตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานที่หมดยุคการขายแต่กล้องถ่ายภาพแล้ว