ค้าปลีก-ขนส่งปรับรับยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564003

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 14:35 น.

ค้าปลีก-ขนส่งปรับรับยุคดิจิทัล

โพสต์ทูเดย์ – ซีบราฯ เผยธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิตและโลจิสติกส์ ต้องปรับตัวสนองตอบต่อความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัล ชี้อี-คอมเมิร์ซตัวแปรสำคัญ

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ เปิดเผยว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) รายงานว่าในปี 2563 ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ผู้ผลิตและขนส่งโลจิสติกส์

ทั้งนี้ จะเริ่มเห็นเทรนด์การปรับตัวมีการลงทุนเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมกันมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยังเป็นการลดคอร์สต้นทุน จากผลสำรวจของซีบราพบว่า ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องขยายศูนย์ฟูลฟิลล์เมนต์เซ็นเตอร์ให้มากขึ้น

“บริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ สิบปีต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของหลายภาคธุรกิจ โดยมองว่าธุรกิจที่จำเป็นต้องลงทุนอันดับแรกและมีมูลค่าสูง คือ ธุรกิจค้าปลีก” นายศิวัจน์ กล่าว

ด้านนายทาน อิ๊ก จิน ผู้จัดการธุรกิจ Vertical Solutions ซีบรา เทคโนโลยีส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคจะเป็นแรงกดดันผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และบริษัทโลจิสติกส์ต้องร่วมมือและเปลี่ยนรูปแบบการจัดส่งสินค้าผ่าน Omni-Channel โดย 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกเห็นว่า อี-คอมเมิร์ซเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการส่งมอบที่เร็วขึ้น

นอกจากนี้ สัดส่วน 67% ของบริษัทโลจิสติกส์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2566 สามารถจัดส่งพัสดุถึงที่หมายภายในวันเดียว และ 55% คาดว่าในปี 2571 จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายใน 2 ชั่วโมง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกคือ จะมีจำนวนผู้ค้าปลีกมากขึ้นและสามารถรองรับการคืนสินค้า โดยในปี 2266 สัดส่วน 99% ของร้านค้าปลีก มีแผนจะให้บริการแบบสั่งซื้อออนไลน์และรับของที่ร้านเพื่อให้การบริการฟูลฟิลล์เมนต์ที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การรับและจัดการการคืนสินค้ายังคงเป็นเรื่องท้าทาย ซึ่งกระบวนการการรับคืนสินค้าในหลายธุรกิจยังมีข้อบกพร่อง ปัจจุบัน 58% ของธุรกิจค้าปลีกคิดค่าบริการเพิ่มกรณีคืนสินค้า และ 71% ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยน

ขณะที่ 92% เห็นว่า เงินทุนคือความท้าทายหลักสำหรับการให้บริการแบบ Omni-Channel มีเพียง 42% ของซัพพลายเชนที่พร้อม ซึ่งขัดแย้งกับจำนวนผู้บริโภคกว่า 73% ใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ และพบว่า 55% ขององค์กรยังคงทำงานแบบด้อยประสิทธิภาพ ขณะที่บริการโลจิสติกส์มีแผนจะใช้คอมพิวเตอร์พกพาถึง 99% ในปี 2564 ในอนาคตซัพพลายเชนต้องมีโซลูชั่นที่เชื่อมโยง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจ

มติกสทช.ไม่เยียวยา”ดีแทค”ชี้ยอดผู้ใช้บริการไม่เข้าเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563993

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

มติกสทช.ไม่เยียวยา"ดีแทค"ชี้ยอดผู้ใช้บริการไม่เข้าเกณฑ์

กสทช.มีมติไม่เยียวยา “ดีแทค” กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 850 ชี้จำนวนผู้ใช้บริการไม่ถึงเกณฑ์

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช.นัดพิเศษเพื่อทบทวนมติที่ประชุมกสทช.เรื่องการเข้าสู่มาตรการเยียวยาเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ว่า ที่ประชุมมีความเห็นว่า จากจำนวนผู้ใช้บริการคลื่นความถี่ 850 MHz ถือว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่ DTAC สมควรเข้าสู่มาตรการเยียวยา เพราะเป็นจำนวนผู้ใช้บริการที่มีไม่ได้มากจริง ประกอบกับ กสทช.ได้แจ้งให้ทาง DTAC ทำการโอนย้ายลูกค้าไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ จากจำนวนผู้ใช้บริการคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ DTAC แจ้งล่าสุด พบว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการเหลืออยู่ 94,625 ราย เป็นผู้ใช้บุคคล 60,000 ราย ผู้ใช้ที่ใช้ซิมในอุปกรณ์ 20,000 ราย

“เหตุผลของดีแทคที่เสนอเข้ามาต่อบอร์ด กสทช. ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเข้าองค์ประกอบของการเยียวยาผู้บริโภคที่ยังไม่อาจโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้หลังสิ้นสุด คือ 1 ต้องมีผู้ใช้งานคงเหลือเป็นจำนวนมาก 2. กสทช. จัดประมูลไม่ทัน”

“วันนี้บอร์ด กสทช. จึงมีมติด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 เสียง ที่เห็นว่า ดีแทคไม่เข้าองค์ประกอบในการเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าหลังสิ้นสุดสัมปทาน โดยจากนี้แจ้งให้ดีแทครีบแจ้งต่อประชาชน และให้โอนย้ายลูกค้าให้เสร็จภายในเที่ยงคืนวันที่ 15 ก.ย. 2561″นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า หลังจากนี้ กสทช.จะทำหนังสือถึง DTAC เพื่อให้แจ้งให้ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่โอนย้ายภายในกรอบเวลาสิ้นสุดสัมปทาน แม้การโอนย้ายมีจำนวนการโอนย้ายลูกค้าจำกัดในแต่ละวัน และมีขั้นตอนทางเอกสาร กสทช.ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวขอเพียงให้ผู้ที่ต้องการโอนย้ายมาทำเรื่องเป็นเอกสารไว้แล้ว กสทช.จะช่วยดำเนินการเอง

ส่วนเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่กรณีที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องระบบป้องกันการรบกวน และตำแหน่งของคลื่นความถี่ที่ย้ายจากคลื่น 850 MHz ไปใช้คลื่น 900 MHz คณะกรรมการ กสทช.พิจารณาเห็นว่า แม้จะเป็นการผลักภาระให้ผู้ชนะประมูล แต่ กสทช.ได้เข้าไปกำกับดูแลเอง โดยให้หักเงินค่าทำระบบกับ กสทช.ได้ จึงไม่มีเหตุผลที่ DTAC จะไม่เข้าประมูล

ลูกค้าดีแทคระทึก บอร์ดกสทช.ส่อยืนมติเดิมไม่เยียวยาผู้ใช้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563971

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 10:27 น.

ลูกค้าดีแทคระทึก บอร์ดกสทช.ส่อยืนมติเดิมไม่เยียวยาผู้ใช้บริการ

ศาลปกครองรอมติบอร์ด กสทช. วันนี้ว่าพิจารณาเยียวยาหรือไม่ ก่อนออกคำสั่งอีกครั้ง

ศาลปกครองกลางได้ใช้เวลาร่วม 5 ชั่วโมง ไต่สวนคดีที่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ยื่นฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีมีมติให้ดีแทคต้องเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยอ้างว่าหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ ดีแทคเห็นว่ามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ลูกค้าได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานจนกว่า กสทช.จะจัดประมูล

อย่างไรก็ตาม ศาลจะรอมติที่ประชุม กสทช.มีมติในวันที่ 12 ก.ย.นี้ ว่าจะเยียวยาหรือไม่ และแจ้งให้ศาลทราบ

นายรวีพันธ์ พิทักษ์ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานกฎหมาย ดีแทค ระบุว่า ได้ชี้แจงศาล 4 ประเด็น คือ 1.ดีแทคและผู้ใช้บริการมีสิทธิตามกฎหมายในการได้รับความคุ้มครองให้เข้าสู่มาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัญญาเพื่อให้ผู้ใช้บริการยังคงใช้มือถือได้ ต่อเนื่อง จนกว่า กสทช.จะจัดสรรคลื่นความถี่ให้ผู้รับใบอนุญาตรายใหม่

ประเด็นที่ 2 ที่ผ่านมา กสทช.ไม่ได้จัดสรรคลื่นความถี่ย่านที่ดีแทคใช้อยู่ คือย่าน 850 แต่กลับไปจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 900 ทำให้ไม่มีผู้เข้าร่วมประมูล 3.เมื่อไม่มีการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 850 และการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 ก็ไม่มีผู้รับใบอนุญาตรายใหม่ที่สร้างโครงข่ายรองรับผู้ใช้บริการในระบบ 850 ผู้ใช้บริการย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

นอกจากนี้ 4.ผู้ประกอบการรายอื่นเคยได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายฉบับเดียวกันมาแล้ว ดังนั้นต้องใช้บังคับกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติหรือเอื้อประโยชน์ให้บางรายจะต้องรับผิดชอบและดีแทคจะดำเนินคดี

แหล่งข่าวจาก กสทช. เปิดเผยว่า การประชุมบอร์ดวันที่ 12 ก.ย.นี้ จะมีกรรมการเข้าร่วม 4 ราย ซึ่งทั้ง 4 รายยืนยันจะไม่ให้เยียวยา ขณะที่กรรมการที่เหลือแจ้งติดภารกิจ จึงมีแนวโน้มชัดว่ามติจะออกมาไม่เยียวยาให้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หาก กสทช.ไม่เยียวยาจะกระทบผู้ใช้ดีแทค 4.3 แสนรายซึ่งดีแทคคงเตรียมยื่นต่อสู้คดีต่อไป

‘แจ็คหม่า’ ชูแผนสืบทอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563894

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 17:30 น.

‘แจ็คหม่า’ ชูแผนสืบทอดธุรกิจ

โพสต์ทูเดย์ – เปิดแผนอาลีบาบา ดันแดเนียล จาง ขึ้นประธานกรรมการ ผู้สืบทอดพันธกิจ 102 ปี เร่งศึกษาพาร์ตเนอร์ชิป ดันองค์กรข้ามผ่านความท้าทาย

นายแจ็ค หม่า ประธานบริหาร บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป เปิดเผยว่า จากวันนี้อีก 1 ปี (10 ก.ย. 2562) แดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะขึ้นรับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทของ อาลีบาบา กรุ๊ป แทนที่ แจ็ค หม่า ขณะที่ตนเองจะดำรงตำแหน่งประธานบริหารอีก 12 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทของ แดเนียล จาง อย่างราบรื่น จากการเตรียมแผนสืบทอดตำแหน่ง 10 ปี

ทั้งนี้ แจ็ค หม่า จะดำรงตำแหน่งการเป็นสมาชิกในคณะกรรมการของอาลีบาบา กรุ๊ป ต่อไปจนครบวาระหรือการประชุมประจำปีผู้ถือหุ้นปี 2563 และเป็นพาร์ตเนอร์ตลอดชีพของอาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป รวมถึงเป็นสมาชิกของคณะกรรมการพาร์ตเนอร์ชิป ปัจจุบันอาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป มีพันธมิตร 36 ราย ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของอาลีบาบา กรุ๊ป หรือของบริษัทในเครือ ตามข้อบังคับบริษัทของอาลีบาบา กรุ๊ป อาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป มีสิทธิในการเสนอชื่อกรรมการส่วนใหญ่ต่อคณะกรรมการของบริษัท

สำหรับการเปลี่ยนผ่านของการสืบทอดตำแหน่งนี้ แสดงถึงอีกก้าวหนึ่งของการยกระดับอาลีบาบาในด้านบรรษัทภิบาล จากบริษัทที่ขึ้นอยู่กับบุคคลไปสู่องค์กรที่มีระบบ องค์กรที่เป็นเลิศมีการพัฒนาผู้มีความสามารถ โดยอาลีบาบาก่อตั้งขึ้นในปี 2542 มุ่งหวังว่าจะสร้างบริษัทที่เป็นความภาคภูมิใจของจีนและของโลก และเป็นองค์กรที่ยืนยงอยู่กว่า 102 ปี

ขณะที่ประสบการณ์การทำงานของ แดเนียล จาง ร่วมทีมกับอาลีบาบา กรุ๊ปมากว่า 11 ปี นับตั้งแต่ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผลักดันให้บริษัทเติบโตยั่งยืนตลอด 13 ไตรมาสที่ผ่านมา อีกทั้งยังให้ความสำคัญในการสืบทอดพันธกิจและวิสัยทัศน์ และรับความเชื่อมั่นจากลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น

หม่า กล่าวว่า ผมวางแผนที่จะทำหน้าที่พาร์ตเนอร์ผู้ก่อตั้งในอาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป และทำงานให้กับพาร์ตเนอร์ชิป ซึ่งระบบพาร์ตเนอร์ชิปที่พัฒนาขึ้น เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ก้าวข้ามผ่านความท้าทายที่องค์กรขนาดใหญ่ประสบ อาทิ สร้างนวัตกรรม

เอไอ แชตบอต ตอบลูกค้าดีกว่าคนจริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563903

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 17:29 น.

เอไอ แชตบอต ตอบลูกค้าดีกว่าคนจริงหรือ

โดย..กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ

กระแสเรื่องการใช้เอไอ แชตบอต ช่วยตอบปัญหาหรือขายของแทนคนเริ่มมีคนพูดถึงเยอะขึ้นเรื่อยๆ และตอบปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ หรือทุกวันนี้เอาง่ายๆ แค่เราพิมพ์ ไลน์ กูเกิล หรือเฟซบุ๊ก สื่อเหล่านี้ก็แทบจะคิดแทนเราแล้วว่าเราจะพิมพ์อะไร และที่สำคัญคือแม่นขึ้นเรื่อยๆ

ถามจริงๆ ตอนที่เราเห็นการตอบผ่านบอตต่างๆ รู้หรือเปล่าว่าไม่ใช่คนตอบ ผมว่าคนส่วนใหญ่รู้ครับ …ถามต่อว่า เรารู้สึกหรือเปล่าว่าบอตเหล่านั้นตอบได้ดีกว่าคน ผมว่าส่วนใหญ่ตอบ “ไม่” แปลว่า บอตและเอไอ ไม่ได้ตอบลูกค้าดีกว่าคน ณ วันนี้ แล้ววันหน้าหากเอไอเรียนรู้และเก่งขึ้นเรื่อยๆ จะตอบได้ดีกว่าคนไหมผมก็ยังคิดว่า น่าจะไม่ เพราะยังยากมากที่ เอไอจะรู้ว่าคนที่พิมพ์มารู้สึกอย่างไร

งั้นแปลว่า เอไอตอบสู้คนไม่ได้สิ ผมตอบแบบนี้ครับ เอไอมีจุด Error คนก็มีจุด Error เช่นกัน แต่ปัญหาของคนกับเอไอต่างกัน คนควบคุมและวัดผลยาก ส่วนเอไอควบคุมง่าย วัดผลง่าย แต่ทำให้ดีจนกลายเป็นคนยากครับ แต่สิ่งที่เอไอ จะมาแทนคนก็เพราะพัฒนาได้อย่างเป็นระบบมากกว่าคนครับ อย่างสุภาษิตบนโลกออนไลน์คำหนึ่งที่ว่า “You can improve it when you can measure it”

เอไอและบอตเราสามารถวัดผลได้ว่า ถ้าตอบแบบไหนจะได้รับผลตอบรับมาอย่างไร คิดเป็นสัดส่วนเท่าไร แล้วถ้าเปลี่ยนคำตอบ จะได้ผลตอบรับอย่างไร และเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนเท่าไร เช่น ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านขายเสื้อ มีลูกค้ามาถามว่า เสื้อตัวนี้ราคาเท่าไร บอตอาจจะตอบว่า 299 ขาดตัว คุณจะรู้ว่ามีคนถามประโยคนี้ 100 คนมีคนซื้อกี่คน เช่นจะมีคนซื้อ 10 คน ต่อไปบอตและเอไออาจจะเรียนรู้เพิ่มเติมและเปลี่ยนคำตอบเป็นว่า เสื้อตัวนี้ราคา 399 พิเศษ เฉพาะ 10 นาทีนี้เหลือ 299 บาท อาจจะมีคนซื้อเพิ่มขึ้นจาก 10 คน เป็น 20 คน ก็ได้ครับ

พอถึงตรงนี้ก็จะมีคนถามว่า แล้วให้คนตอบแบบนี้ได้ไหม ให้คนตอบได้ครับ แต่คนอาจจะไม่ตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง ทำให้อัตราการตอบรับไม่คงที่ แปลว่าธุรกิจคุณก็จะพยากรณ์อนาคตไม่ได้และเมื่อเปลี่ยนคนก็ทำให้เราต้องอบรมใหม่ สอนกันใหม่ ต่างจากบอตและเอไอที่ไม่ต้องสอนแล้ว และที่สำคัญยังเรียนรู้ทุกวันและเรียนรู้เร็ว

ต่อไปในอนาคตโลก จะเปลี่ยนจากงบลงทุนจ้างและพัฒนาบุคคลมาเป็นการลงทุนด้านบอตหรือเอไอแทน…คุ้มกว่าเยอะครับ

“เอไอเอส”เตรียมจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรกกว่า6,600ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563869

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 13:48 น.

"เอไอเอส"เตรียมจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรกกว่า6,600ล้าน

เลขาธิการ กสทช. เผยเอไอเอสแจ้งพร้อมเข้าชำระเงินค่าประมูลคลื่น1800 งวดที่ 1 จำนวน 6,693.38 ล้านบาท ในวันที่ 19 ก.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 MHz ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท ได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงาน กสทช. ว่าจะขอเข้าชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ฯ งวดที่ 1 ที่ต้องชำระร้อยละ 50 ของราคาการประมูลสูงสุด เป็นจำนวนเงิน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ในวันพุธที่ 19 ก.ย. 2561 และขอให้ กสทช. พิจารณาออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ให้มีผลในวันจันทร์ที่ 24 ก.ย. 2561

นายฐากร กล่าวว่า การดำเนินการของบริษัทฯ ดังกล่าวเป็นหนึ่งในการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตฯ และการเปิดให้บริการบนคลื่นความถี่ฯ ดังกล่าว ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785/1835-1880 MHz ที่บริษัทต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายใน 90 วัน หลังจากได้รับหนังสือจากสำนักงาน กสทช. แจ้งผลการประมูลว่าบริษัทฯ เป็นผู้ชนะการประมูล จากนั้น กสทช. จึงจะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ให้กับบริษัทต่อไป

สำหรับเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ที่จะได้รับ เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดการประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช. จะนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

กสทช.เสนอเวทีอาเซียน เดินหน้าเก็บภาษีโอทีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563843

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

กสทช.เสนอเวทีอาเซียน เดินหน้าเก็บภาษีโอทีที

“ฐากร” ชงอาเซียนจัดเก็บภาษีโอทีที เผยปี 2561 เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิทัลเพิ่ม 21% แตะ 1,400 ล้านดอลลาร์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม หน่วยงานกำกับดูแลด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีการหารือแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจรูปแบบใหม่ในทิศทางเดียวกัน โดยประเทศไทยจะเสนอให้จัดเก็บภาษีกิจการโอทีที หรือโอเวอร์เดอะท็อป ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล ซึ่งเป็นรูปแบบการกำกับ ดูแลการจัดเก็บรายได้ แต่ไม่ได้กำกับดูแลด้านการควบคุมเนื้อหา เนื่องจากความละเอียดอ่อนด้านการกำกับดูแลเนื้อหาในภูมิภาคอาเซียนมีความแตกต่างกัน

สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีกิจการโอทีทีในภูมิภาคอาเซียนอาจแตกต่างกันได้ แต่ไทยเสนอให้ต้องมีการจัดเก็บภาษีโอทีทีทุกประเทศในอาเซียน

ทั้งนี้ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่า ในปี 2561 จะมีเม็ดเงินโฆษณา ไหลเข้ามาในสื่อดิจิทัลรวม 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 21% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการ โฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก ตามด้วยยูทูบ ในทางตรงกันข้ามเม็ดเงินโฆษณาผ่านโทรทัศน์ลดลงเฉลี่ย 10% ต่อปี จากมูลค่า เม็ดเงินโฆษณาในโทรทัศน์ 2,500 ล้านบาท ในปี 2558 เหลือมูลค่า 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี

“จากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ในการหลอมรวมเทคโนโลยีกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ รูปแบบใหม่ๆ ซึ่งยังไม่ได้มีการจัดเก็บ ภาษี ดังนั้นไทยจึงไม่ได้ประโยชน์ในการนำเงินมาพัฒนาประเทศ เพราะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาจากผู้ให้บริการต่างประเทศ” นายฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนจัดการประชุมระดับอาเซียน ประเทศไทยโดยสำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงวิชาการระดับนานาชาติ International Symposium on Converging Technologies and Disruptive CommunicationsMoving Forward ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กับ ภาครัฐ เอกชน รับทราบรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งจะหารือในประเด็นว่าทำอย่างไรให้แต่ละประเทศก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดนโยบายที่ยุติธรรมสนับสนุนต่อการดำเนินธุรกิจ และคุ้มครองการรู้ เท่าทันของผู้บริโภค อีกทั้งได้เสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษีในเวทีดังกล่าวด้วย ก่อนที่จะเสนอต่อเวทีการประชุมอาเซียนในช่วงก่อนสิ้นปีนี้

ยื่นค้านกสทช.เยียวยาดีแทค12ก.ย.นี้ตัดสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563840

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 10:08 น.

ยื่นค้านกสทช.เยียวยาดีแทค12ก.ย.นี้ตัดสิน

เครือข่ายสื่อฯ ยื่นหนังสือ กสทช. คัดค้านดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยา หวั่นเอื้อเอกชน

นายณัชพล โรจน์ถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ส.ท.ช.) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คัดค้าน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เข้าสู่มาตรการเยียวยา กรณีสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย. 2561 นี้

“การอนุญาตให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยา ทำให้ประเทศชาติเสียผลประโยชน์ กสทช.จัดประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ถึง 2 ครั้ง ดีแทคไม่เข้าประมูล แต่เรียกร้องขอเข้ามาตรการเยียวยา เสมือนแสดงความจำนงต้องการใช้คลื่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นายณัชพล กล่าว

นายฐากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.ยังไม่มีมติว่าจะให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาหรือไม่ ส่วนที่ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนฉุกเฉินในวันที่ 11 ก.ย. 2561 เนื่องจากดีแทคยื่นฟ้องศาล ปกครองให้เพิกถอนมติที่ประชุม กสทช. โดย กสทช.จะไปชี้แจงว่า กสทช.ยังไม่มีมติหรือได้ออกคำสั่งทางปกครองใดๆ ในเรื่องการเข้าสู่มาตรการเยียวยา โดยที่ประชุม กสทช.ได้ขอเวลาตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนและจะพิจารณาให้ได้ข้อยุติเรื่องนี้ในการประชุมวันที่ 12 ก.ย. 2561 นอกจากนี้ ยืนยันว่า กสทช.จะพิจารณาและดำเนินการตามหลักกฎหมายและประกาศของ กสทช.ที่ให้อำนาจคณะทำงานชุดปัจจุบัน

“แม้ว่าศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยตามที่ดีแทคร้อง คือการยกเลิกมติที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2561 ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ที่จะเข้าสู่มาตรการเยียวยาต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้หมายความว่า ดีแทคจะได้เข้าสู่มาตรการเยียวยา เพราะที่ประชุม กสทช.ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งจะพิจารณาจากความสมเหตุสมผลและจำนวนผู้ใช้บริการ” นายฐากร กล่าว

ภาพประกอบข่าว

ห่วงเน็ตมือถือเสี่ยง จุดอ่อนภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563732

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 07:41 น.

ห่วงเน็ตมือถือเสี่ยง จุดอ่อนภัยไซเบอร์

แคสเปอร์สกี้ หารือรัฐ หนุนไซเบอร์ซีเคียวริตี้พัฒนาประเทศ เตรียมพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสเตฟาน นิวไมเออร์ กรรมการผู้จัดการ แคสเปอร์สกี้ แลป เอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า อาเซียนติดอันดับต้นๆ เป็นเป้าหมายการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ เพราะการป้องกันข้อมูลอยู่ในระดับต่ำและจำนวนประชากรในภูมิภาคมีจำนวนมาก

ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งคือ เทคโนโลยี 4จี และ 5จี ที่เริ่มพัฒนาส่งผลให้ประชากรหันไปใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจมีการใช้งานที่ไม่ระวังจึงมีความเสี่ยงที่อาชญากรเห็นจุดอ่อนดังกล่าว

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเป้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ล่าสุดบริษัทหารือกับหน่วยงานรัฐกระทรวงต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศไทย ทั้งในระดับเอสเอ็มอีและเอนเตอร์ไพรส์ต่างๆ

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังสนใจในด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งได้ชวนแคสเปอร์สกี้มาลงทุนในประเทศ และพร้อมสนับสนุนอำนวยความสะดวก แต่บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้” นายนิวไมเออร์ กล่าว

ยื่นศาลแก้1ล้านซิมดับ15ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563421

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 08:12 น.

ยื่นศาลแก้1ล้านซิมดับ15ก.ย.

ดีแทค จ่อร้องศาลปกครอง คุ้มครองซิมดับ หากกสทช.ไม่เยียวยา ส่วนทรูชี้แจง ตลท.เงินคุ้มครองผู้ใช้ไม่ถึง 3,300 ล้าน

นายราจีฟ บาวา รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า ดีแทค ได้ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2561 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เพื่อสิทธิประโยชน์ของลูกค้าดีแทคใช้งานคลื่น 850 MHz

ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ก.ย. 2561 ดีแทค จะสิ้นสุดสัมปทานคลื่นความถี่ 850 MHz แต่ กสทช.ยังไม่ได้มีมติมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานคลื่น 850 MHz ขณะที่ดีแทคมีลูกค้าในระบบสัมปทานกับ CAT ราว 9 หมื่นราย และลูกค้าดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ที่ใช้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศทั่วประเทศ 1 ล้านราย ที่จะได้ผลกระทบจากการใช้งานของลูกค้า

อย่างไรก็ดี กรณีไม่ได้รับการคุ้มครองจากมาตรการเยียวยาของ กสทช.และคำสั่งคุ้มครองจากศาลปกครองกลางได้ทันก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2561 คลื่น 850 MHz หยุดให้บริการ ลูกค้า 9 หมื่นรายต้องซิมดับ และลูกค้า ดีแทค ไตรเน็ตที่ส่วนใหญ่จะอยู่ต่างจังหวัดหรือนอกเมือง 1 ล้านรายที่จะได้รับผลกระทบ ทางดีแทคจะชดเชยลูกค้า อาทิ แบบรายเดือนต้องซิมดับ ทางดีแทคจะไม่เก็บค่าบริการ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มคอลเซ็นเตอร์อีก 50% เพื่อติดต่อลูกค้า ส่วนลูกค้า 9 หมื่นราย การติดต่อย้ายคลื่นก่อนสิ้นสุดสัมปทาน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ติดต่อยาก เพราะอยู่พื้นที่ห่างไกล รวมถึงลูกค้าอีก 1 ล้านรายที่ได้รับผลกระทบมีแคมเปญสายด่วนและสิทธิพิเศษต่างๆ หากบริษัทไม่ได้รับการเยี่ยวยาคลื่น 850 MHz บริษัทจะอาจจะพิจารณาไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz

นายบาวา กล่าวว่า ดีแทคได้เร่งขยายเสาสัญญาณคลื่นดีแทคเทอร์โบ 2300 MHz ของทีโอทีอย่างต่อเนื่อง และยังได้เร่งขยายโครงข่าย 2100 MHz เพื่อทดแทนประสิทธิภาพของคลื่น 850 MHz และยังได้ย้ายลูกค้าจำนวน 3.4 แสนราย ที่ยังใช้ซิมดีแทคเดิมให้เปลี่ยนมาใช้ซิม DTN ภายใต้ระบบใบอนุญาต

ในส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งเอกสารถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลัง กสทช.ให้ทรูมูฟนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่น 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ 3,381.95 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง

ส่วนกรณีข้อพิพาทกับบริษัท ทีโอที ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) จะดำเนินการอุทธรณ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการ