ชนะด้วยเป้าระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561539

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 14:03 น.

ชนะด้วยเป้าระยะยาว

โลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน หากยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ ดูจะยั่งยืนกว่าการฝากขายสินค้าผ่านตัวกลางเพียงอย่างเดียว

************************************

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com นายกสมาคมผู้ประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Thai e-Commerce Association)

ข่าวคราวอี-คอมเมิร์ซเมื่อไม่นานมานี้ ว่าด้วยเรื่องลาซาด้า (Lazada) ที่ตัดสินใจไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้ขายในทุกประเภทสินค้า จากเดิมที่ต้องถูกหักค่าคอมมิชชั่น 4-12% ซึ่งเป็นการดีสำหรับผู้ขายที่สามารถมีช่องทางขายฟรี และช่วยลดต้นทุนในการขายอีกต่างหาก

แรกเริ่มลาซาด้ามี Rocket Internet เป็นผู้ร่วมลงทุนก่อตั้ง (Venture Builder) ลาซาด้าเปิดในไทยและในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในปี 2555 ผมเคยอ่าน Investment Deck แผนคือต้องการจะทำให้ลาซาด้ามีกำไร หรือถึงจุดคุ้มทุน ภายใน 5 ปี คือภายในปี 2560

ช่วงแรกที่เปิดตัวลงทุนสูงมากทั้งลดแลกแจกแถม ผลปรากฏว่าพอดำเนินธุรกิจไปธุรกิจก็เติบโตได้ดี แต่โอกาสทำกำไรยังริบหรี่ และดูท่าทียังไม่สามารถทำกำไรได้ตามแผน นักลงทุนเริ่มกังวลและชะลอการปั๊มเงินเข้าไปในลาซาด้าเพิ่มในช่วงนั้น และธุรกิจเริ่มมีความเสี่ยง จนในที่สุด Rocket Internet จึงขายลาซาด้าให้กับอาลีบาบาในปี 2016 ถ้าไม่ขายตอนนั้น เงินสดมีโอกาสหมดได้

ตัดภาพมาปี 2561 ในวันที่อาลีบาบาเป็นเจ้าของลาซาด้าเต็มตัวและแจ็ค หม่า ประกาศว่า อาลีบาบาจะเป็นธุรกิจที่มีอายุมากถึง 102 ปี หมายถึง เขาลงทุนกับลาซาด้าโดยมองเป้าระยะยาว และเขามีเงินอัดเข้ามาได้เรื่อยๆ จากธุรกิจที่ทำผลกำไรให้ในประเทศจีน

ปรับค่าคอมมิชชั่นร้านค้าเป็น 0% เพื่ออะไร หมากนี้คือ อยากชนะในสงคราม ด้วยการสร้างฐานร้านค้าให้มากๆ ก่อน หลังจากนั้นค่อยหาทางทำเงิน ซึ่งรอได้ยาวๆ เป็น 10 ปี

สำหรับร้านค้าได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะไม่ว่าจะไปลงขายกับช้อปปี้ หรือลาซาด้า ก็ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ลาซาด้าจะสามารถขยายร้านค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น เดิมมีร้านค้าบางกลุ่มไม่ขายที่ลาซาด้า เพราะหักค่าคอมฯ สูงเกินกว่าที่เค้ามีกำไร สุดท้ายร้านค้ารายย่อยจะทยอยมาเปิดที่ลาซาด้ามากขึ้น

การแข่งขันอี-มาร์เก็ตเพลส ในไทย แทบจะแบ่งแยกไปเลยว่ารายใหญ่เท่านั้นถึงจะกล้ามาแข่งกับลาซาด้าช้อปปี้ และเจดี การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ใครอ่อนแออาจพ่ายแพ้ได้ ใครเงินหมดก่อนก็อาจต้องยกธงขาว ซึ่งการแข่งขันดีกับผู้บริโภคในการมีตัวเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้น

แม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซประเทศไทยจะไม่มีผู้เล่นที่เป็นมัลติ แคธิกอรี่ อี-มาร์เก็ตเพลส สัญชาติไทยมาสักพักแล้ว และจะเป็นแบบนี้ต่อไป ใครอยากเข้ามาแข่งในตลาดนี้จะต้องเตรียมเงินไว้อย่างต่ำ 1 หมื่นล้านบาท

ผู้ประกอบการเองก็อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าจะได้ค่าคอมฯ 0% ในระยะยาว ควรมองช่องทางการขายให้หลากหลายช่อง ทั้งโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ที่เราสามารถบริหารจัดการพูดคุยโดยตรงกับลูกค้าได้ และเน้นเรื่องการสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเอง เพื่อต่อยอดการขาย และกระตุ้นการซื้อซ้ำได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาอี-มาร์เก็ตเพลสหรือช่องทางอื่นๆ มากนัก

เพราะในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน หากยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเข้าถึงหัวใจลูกค้า ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ ตรงนี้ดูจะยั่งยืนกว่าการฝากขายสินค้าผ่านตัวกลางเพียงอย่างเดียวครับ

โนเกียลุย5จีบรอดแบนด์700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561500

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 08:45 น.

โนเกียลุย5จีบรอดแบนด์700

โนเกียเปิดโผเทคโนโลยี 5จี ชูระบบเอ็นอาร์รองรับเครือข่ายบรอดแบนด์ มั่นใจตลาดไทยเริ่มใช้เชิงพาณิชย์ 2563

นายเซบาสเตียน โลฮอง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท โนเกีย เปิดเผยว่า แผนของบริษัทรุกเทคโนโลยี 5จี เพื่อรองรับไทยเข้าสู่ 5จี ปี 2563 ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเริ่มเป็นขั้นตอนหรือเป็น สเต็ปไป โดยขณะนี้ไทยถือว่ามีความพร้อมของคลื่นที่จะรองรับ 5จี แต่ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดสรรคลื่นย่านความถี่รองรับ โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ใช้คลื่นย่านความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ แนวโน้มของธุรกิจไทยใช้คลาวด์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2558 ไปสู่ปี 2562 ราว 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูล หรือดาต้าจะไม่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ การก้าวสู่ 5จี ทำให้เกิดธุรกิจเซ็กเมนต์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมโรงงานสู่ยุคไอโอที สมาร์ทซิตี้ ธุรกิจเฮลท์แคร์ โลจิสติกส์ และคมนาคม สำหรับเทคโนโลยีของบริษัท โนเกีย 5จี New Radio (NR) จะช่วยให้โครงข่ายโทรคมนาคมเป็นระบบรับส่งข้อมูลทางอากาศแบบใหม่ รับเครือข่ายบรอดแบนด์ของอุปกรณ์เคลื่อนที่

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีการ กระจายสัญญาณไว-ไฟของโนเกียแบบ Mesh และ Home Insight โนเกีย ไว-ไฟ เป็นโซลูชั่นที่ช่วยกระจายสัญญาณไว-ไฟความเร็วสูง และโนเกีย อัลตรา คอมแพกต์ เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายแอลทีอี สามารถเชื่อมต่อได้ครอบคลุมพื้นที่และทันที พร้อมกับมีบริการโซลูชั่นคลาวด์ ออโตเมชั่น ซึ่งมุ่งเน้นเจาะกลุ่มโรงงานเฮลท์แคร์ ส่วนภาพรวมปีนี้ชิปเมนต์ถือว่ารองรับ 5จี แล้ว ส่วนกลุ่มมือถือในปีหน้าจะเริ่มมีดีไวซ์ออกมาสู่ตลาด

สำหรับพฤติกรรมของคนไทยพบว่า 86% ต้องการทำกิจกรรมบนสมาร์ทโฟน อาทิ การใช้งานสมาร์ทโฟน 75% เพื่อการดูรับชมวิดีโอและแนวโน้มต้องการความคมชัดมากขึ้น เช่น การรับชมคอนเทนต์หรือการถ่ายทอดสด 4K และแนวโน้มต่อไปจะเป็นระบบ 8K รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเออาร์หรือวีอาร์

ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีไว-ไฟของโนเกีย เช่น โรงแรมในสมุยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นำเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกเพื่อให้บริการลูกค้าในห้อง หรือภาคการเกษตรสู่สมาร์ทฟาร์ม โดยการติดตั้งชิปเมนต์ เป็นต้น

“หัวเว่ย”เซ็นเอ็มโอยูนำร่องทดลองระบบ5จีรายแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561476

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 21:42 น.

"หัวเว่ย"เซ็นเอ็มโอยูนำร่องทดลองระบบ5จีรายแรกในไทย

หัวเว่ยพร้อมทดลองระบบ 5จี โครงการ 5จี Test Bed ในดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ จ่อเอ็มโอยูดีอีรายแรกวันที่ 24 ส.ค.นี้

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ส.ค. 2561 นี้ ตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย จะร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงดีอี เรื่องการทดลองระบบ 5จี ภายใต้โครงการ 5จี Test Bed ในพื้นที่ดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ โดยหัวเว่ยจะเป็นเอกชนรายแรกที่เข้าร่วมทดลองระบบ 5จี ซึ่งในอนาคตกระทรวงดีอีจะร่วมมือกับเอกชนอีกหลายแห่งในการทดลองระบบ 5จี ด้วย

ทั้งนี้ การพัฒนาพื้นที่ทดลองระบบ 5จี ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดหาคลื่นความถี่ ซึ่งเบื้องต้นสำนักงานกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอให้ใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 3.3-4.2 กิกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 24-29 กิกะเฮิรตซ์ ในการทดลองระบบ 2.การจัดหาอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคเอกชน เช่น หัวเว่ย

3.การเปิดให้ผู้ให้บริการเข้ามาทดลองระบบในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมระบบ 5จี ในอนาคต และ 4.การพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการทดลองระบบ โดย

ด้านพื้นที่ทดสอบระบบ 5จี ในระยะยาวจะใช้พื้นที่ของดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ แต่ระหว่างการพัฒนาอาจใช้พื้นที่ใกล้เคียงไปก่อน

ภาพ เอเอฟพี

“แอปเปิล”ถอนแอพฯผิดกฎหมาย2.5หมื่นแอพฯในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561409

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

"แอปเปิล"ถอนแอพฯผิดกฎหมาย2.5หมื่นแอพฯในจีน

“แอปเปิล”ประกาศถอนแอพพลิเคชั่นผิดกฎหมาย 25,000 แอพฯจากแอพฯสโตร์ในประเทศจีน

แอปเปิล อิงค์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ได้ตัดสินใจถอนแอพพลิเคชันที่ผิดกฎหมายจาก “แอปเปิล แอพ สโตร์” ในประเทศจีน หลังจากสื่อของรัฐบาลจีนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทางบริษัทไม่พยายามควบคุมข้อมูลหรือเนื้อหาที่เป็นเรื่องต้องห้ามของรัฐบาลจีน

แอปเปิลระบุว่า บริษัทได้ถอนแอพพลิเคชันจำนวนมากในประเทศจีน ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชันการพนัน ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยบริษัทจะจับตาสถานการณ์แอพฯที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า แอปเปิลได้ทำการถอนแอพพลิเคชันไปแล้วประมาณ 25,000 แอพฯ

ด้าน กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนระบุว่า แอปเปิลให้บริการแอพพลิเคชันกว่า 1.8 ล้านแอพฯ บนแอปเปิลสโตร์ในจีน โดยการถอนแอพพลิเคชันจำนวน 25,000 แอพฯนั้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.4 % จากทั้งหมด

ภาพ เอเอฟพี

รับมือ แฮ็กไอจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561406

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 12:05 น.

รับมือ แฮ็กไอจี

อินโฟอินเทรนด์

ร็วๆ นี้เกิดเหตุการณ์สะเทือนโลกโซเชียลอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้อินสตาแกรมหลายรายถูกล็อกออกจากบัญชีของตัวเองและเข้าใช้งานอีกไม่ได้เนื่องจากถูกโจรไซเบอร์แฮ็กและเปลี่ยนข้อมูลทุกอย่าง ทั้งชื่อบัญชี รูปโปรไฟล์ อีเมล และเบอร์โทรศัพท์ ทำให้การกู้คืนบัญชีนั้นยากมาก

นาเดซดา เดมิโดวา นักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่พบว่าโจรไซเบอร์ใช้วิธีการใดในการเข้าถึงโปรไฟล์ของผู้ใช้อินสตาแกรม แต่วิธีการที่โจรมักใช้โจมตีคือผ่านฟิชชิ่ง จากข้อมูลของแคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ว่าในปี 2561นี้ ผลิตภัณฑ์ของแคสเปอร์สกี้ แลป สามารถป้องกันการพยายามโจมตีที่เกิดจากการเข้าเพจฟิชชิ่งในอินสตาแกรมถึง 6.8 หมื่นครั้ง

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจคือในช่วงปลายเดือน ก.ค. ก่อนเกิดเหตุแฮ็กครั้งนี้ นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป ตรวจพบจำนวนการโจมตีฟิชชิ่งพุ่งกระฉูดขึ้นมากจาก 150 ครั้ง เป็นเกือบ 600 ครั้ง/วัน และผู้ใช้อินสตาแกรมนั่นเองคือช่องโหว่ที่แฮ็กเกอร์จ้องใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การกรอกข้อมูลส่วนบุคคลในเว็บฟิชชิ่ง แอพที่ไม่ผ่านการตรวจรับรองและการใช้งานเพจที่ทำลอกเลียนแบบ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากความนิยมใช้งานอินสตาแกรมของคนจำนวนมาก ที่มีผู้ใช้มากกว่าพันล้านรายนี่เอง ที่ทำให้อินสตาแกรมเป็นเป้าดึงดูดใจโจรไซเบอร์ เมื่อโจรไซเบอร์แฮ็กเข้าบัญชีผู้ใช้แล้วก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการโต้ตอบสื่อสารต่างๆ ได้ โปรไฟล์ของผู้ใช้ยังจะถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลสแปมและฟิชชิ่งต่อไปด้วย นั่นคือมหันตภัยของไซเบอร์ที่นับว่าจะยิ่งใกล้ตัวยิ่งขึ้นและผู้ใช้งานต้องเตรียมตัวรับมือ

ผลประมูลคลื่น1800 “เอไอเอส-ดีแทค”คว้าบริษัทละ1ใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561305

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 13:03 น.

ผลประมูลคลื่น1800 "เอไอเอส-ดีแทค"คว้าบริษัทละ1ใบอนุญาต

การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เอไอเอส และดีแทค ประมูลได้บริษัทละ 1 ใบอนุญาต รวมเงินประมูล 25,022 ล้านบาท

พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในวันนี้ (19 ส.ค. 2561) ได้เริ่มต้นเมื่อเวลา 10.00 น. และสิ้นสุดลงในเวลา 11.15 น. โดยมีผู้ประกอบการ 2 ราย เข้าร่วม ได้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด(DTN) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN)

พล.อ. สุกิจ กล่าวว่า ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 1740 – 1785/1835 – 1880 MHz ในวันนี้ได้สิ้นสุดลง โดยมีรอบการประมูลจำนวน 4 รอบ ใช้เวลาในการประมูลรวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 15 นาที

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในครั้งนี้ แบ่งชุดคลื่นความถี่จำนวน 9 ชุด ขนาดชุดละ 2 x 5 MHz ซึ่งมีผู้ชนะการประมูล และได้เสนอราคาชุดคลื่นความถี่รวม 2 ชุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,022 ล้านบาท และมีการเลือกย่านความถี่ที่ชนะการประมูล ดังนี้

1. บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) เสนอราคารวม 12,511 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลจำนวน 1 ชุด คลื่นความถี่ชุดที่ 1 รวม 2 x 5 MHz ในช่วงความถี่วิทยุ 1740 – 1745 MHz คู่กับ 1835 – 1840 MHz

2. บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด(DTN) เสนอราคารวม 12,511 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลจำนวน 1 ชุด คลื่นความถี่ชุดที่ 2 รวม 2 x 5 MHz ในช่วงความถี่วิทยุ 1745 – 1750 MHz คู่กับ 1840 – 1845 MHz

ทั้งนี้ตามขั้นตอนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้ประกาศผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และประกาศให้การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว และจะมีการประชุมเพื่อรับรองผลการประมูลภายใน 7 วันนับจากวันที่สิ้นสุดการประมูล

สำหรับผู้ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินประมูลงวดที่ 1 เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของราคาการประมูลสูงสุดของตนเอง พร้อมจัดส่งหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลในส่วนที่เหลือภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งจะจัดส่งภายหลังการรับรองผลการประมูล

อาลีบาบารุกหนัก ดันคลาวด์อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561113

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 08:16 น.

อาลีบาบารุกหนัก ดันคลาวด์อาเซียน

อาลีบาบาเตรียมขยายบริการคลาวด์สู่อาเซียน หวังยกเครื่องธุรกิจค้าปลีกสู่รูปแบบดิจิทัล

อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีนเตรียมขยายการให้บริการระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้าสู่ตลาดอาเซียน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกของภูมิภาคให้เปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายขยายฐานลูกค้าทั่วโลกให้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านคนภายในปี 2036

ทั้งนี้ ระบบคลาวด์ดังกล่าวประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ 9 รายการ รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูล อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) และบริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยบริการคลาวด์ล่าสุดจะช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนเปลี่ยนสู่ นิว รีเทล ที่เป็นการผสมผสานค้าปลีกแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน

เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า อาเซียนเป็นตลาดสำคัญสำหรับธุรกิจคลาวด์ของบริษัท ขณะที่อาลีบาบากำลังเร่งขยายบริการดังกล่าวแข่งขันกับอเมซอนและไมโครซอฟท์ โดยบริษัทประกาศเปิดรับพันธมิตรในอาเซียนเพิ่มอีก 150 ราย และฝึกอบรมบุคลากรฝ่ายขายและเทคโนโลยีอีก 600 รายในปีหน้า เพื่อเร่งการขยายธุรกิจคลาวด์ในอาเซียน

อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) ตอบโจทย์คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561069

  • วันที่ 16 ส.ค. 2561 เวลา 16:20 น.

อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) ตอบโจทย์คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

โดย..ปากกาด้ามเดียว

การทำตลาดคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งผ่านผู้ใช้จริง หรือรีวิวเวอร์ส (Reviewers) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ไมโครอินฟลูเอนเซอร์สามารถตอบโจทย์การทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งแบบระยะยาว เพราะปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ให้อินฟลูเอนเซอร์มาถือผลิตภัณฑ์และโพสต์ลงโซเชียล แต่ต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบอกเล่าประสบการณ์ผ่านบทความรีวิว รวมถึงต้องวัดผลได้ผ่านการเอ็นเกจเมนต์

อนุพงศ์ จันทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลเทอเนท 65 ผู้บริหาร “เรวู” แพลตฟอร์มรีวิวอันดับ 1 ของเมืองไทย ภายใต้บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า การทำคอนเทนต์ที่ดีควรทำแบบระยะยาวและจะต้องรองรับการเสิร์ชของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมีการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ

สำหรับปีที่ 2 ของเรวูผ่านเว็บไซต์ th.revu.net ที่สร้างเนื้อหาการรีวิวสินค้าและบริการ ล่าสุด พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 50% และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากแบรนด์สินค้ามีจำนวนรีวิวในแพลตฟอร์มเรวูมากกว่า 1.2 หมื่นรีวิว และรีวิวเวอร์สกว่า 8,500 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีแคมเปญสินค้าบริการที่ใช้นักรีวิวผ่าน REVU กว่า 2,000 แคมเปญ

ปัจจุบันการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งในเมืองไทยได้แบ่งอินฟลูเอนเซอร์เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ คือ เซเลบริตี้ เพาเวอร์ อินฟลูเอนเซอร์ เพียร์ อินฟลูเอนเซอร์ และไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (ผู้ใช้จริง) ทั้ง 4 กลุ่มนี้จะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป

ดังนั้น หากนักการตลาดต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ควรเลือกใช้เซเลบริตี้หรือคนดัง เพราะจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างที่สุด แต่หากต้องการสร้างคอนเทนต์มีความน่าเชื่อถือควรทำผ่านไมโครอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งการทำการตลาดคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งควรทำควบคู่กันไปทุกกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มมีหน้าที่แตกต่างกัน

ขณะที่หมวดสินค้าบริการ 5 อันดับ ที่เลือกใช้แพลตฟอร์มรีวิวเรวูมาใช้เป็นกลยุทธ์ทำการตลาดให้แบรนด์ ได้แก่ หมวดสินค้า ความงาม ไลฟ์สไตล์ ไอทีและอุปกรณ์ สุขภาพ และอาหาร โดยในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าเติบโต 30% รวมทั้งเพิ่มรีวิวเวอร์สเป็น 1.5 หมื่นคน และในปีนี้มีแผนจะบุกตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในเวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน

ผู้ประกอบการควรทำอย่างไร เมื่่อสินค้าจีนทะลักเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560813

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 13:20 น.

ผู้ประกอบการควรทำอย่างไร เมื่่อสินค้าจีนทะลักเข้าไทย

โดย..ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา : ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com , นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

  • โอกาสในวิกฤต

ถ้าย้อนมาดูเฉพาะตลาดในประเทศ หากเราเป็นผู้ประกอบการคงมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยที่สินค้าของเรา อาจจะอยู่ในข่ายที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางด้านภาษีของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สินค้าจากจีนอาจจะหลั่งไหลเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น

อย่างที่ทราบกันว่า จุดแข็งของสินค้าจีน คือราคาที่ถูก ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ทั้งข้อตกลงเอฟทีเอ (Free Trade Agreement) ระหว่างไทย-จีน ที่ทำให้การนำเข้าสินค้าบางประเภทจากจีน เสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก หรือบางรายการเป็น 0% การแข่งขันกันกับจีนด้วยราคาสำหรับสินค้าทั่วๆ ไปที่ไม่ต้องการจุดเด่นหรือคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ผู้ผลิตจึงควรเพิ่มปัจจัยอื่นๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง อย่าลืมว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเท่านั้น

  • ความมีเอกลักษณ์ของสินค้า

จุดเด่นของสินค้าไทยที่ผลิตภายในประเทศก็คือ ความมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านรสชาติ (ในกรณีที่สินค้าอยู่ในรูปแบบอาหาร) หรือเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบ รวมถึงการประยุกต์ความเป็นไทยเข้าไปในผลิตภัณฑ์ ซึ่งของเหล่านี้ลอกเลียนแบบได้ยาก โดยเฉพาะการลอกเลียนแบบจากประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ยิ่งสินค้าเรามีเอกลักษณ์โดดเด่นและลอกเลียนแบบได้ยากแค่ไหน ก็ย่อมสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับสินค้าที่มีรูปแบบคล้ายกันจากต่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้การมีเอกลักษณ์ของสินค้าและบริการ ยังช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำและติดตลาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

  • การบริการและความน่าเชื่อถือ

สินค้าและบริการภายในประเทศ มักจะมีข้อได้เปรียบในด้านการบริการและความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ประกอบการสามารถให้ความรู้ ความเข้าใจกับลูกค้าได้ง่าย เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษาในการสื่อสาร รวมถึงการบริการหลังการขายที่ช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ด้านความน่าเชื่อถือ การที่เรามีโรงงานหรือสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งอยู่ในประเทศ ได้รับการรับรองมาตรฐานและสามารถสืบค้นได้ ก็จะช่วยให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้นด้วย

  • ความรวดเร็ว

ข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรวดเร็ว เนื่องจากแหล่งผลิต (อาจจะรวมถึงวัตถุดิบ) และตลาดอยู่ภายในประเทศเดียวกัน ย่อมมีความคล่องตัวในการจัดการผลิตสินค้า และการจัดส่งที่ดีกว่าการจัดส่งจากต่างประเทศอยู่มาก การที่สินค้าสองชิ้นที่มีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านคุณสมบัติและราคา การที่ผู้ประกอบการภายในประเทศสามารถผลิตและจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่า ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หรือแม้กระทั่งการเคลมสินค้าในกรณีที่สินค้ามีปัญหาหรือมีตำหนิก็ตาม

  • เน้นคุณภาพเหนือราคา

เนื่องจากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนขึ้นชื่อเรื่องข้อได้เปรียบทางด้านราคา หากเรามุ่งที่จะแข่งขันกับสินค้ากลุ่มนี้ด้วยราคาแล้ว เราควรที่จะเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้า ในราคาที่เหมาะสมมากกว่าที่จะเน้นแข่งขันในด้านราคา การที่สินค้ามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีการบริการที่ดี ย่อมมัดใจลูกค้าได้ง่ายกว่าสินค้าราคาถูกที่คุณภาพไม่ดีแน่นอนครับ

จะเห็นได้ว่า แม้นโยบายภาษีของสองยักษ์ใหญ่จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถที่จะพัฒนาจุดเด่นของเรา เพื่อลดผลกระทบ หรือเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับสินค้าและบริการของเราได้ครับ

เมื่อถึงยุคการใช้ เครื่องมือการตลาดให้ครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560811

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 12:10 น.

เมื่อถึงยุคการใช้ เครื่องมือการตลาดให้ครบ

โดย..กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ : ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไอท้อปพลัส

วันนี้เครื่องมือหรือแพลตฟอร์ม (Platform) ทางการตลาดมีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เว็บไซต์, กูเกิล เสิร์ช, แอดส์ เน็ตเวิร์ก (Ads Network), เฟซบุ๊ก, ไลน์แอด (Line@) รวมถึงยูทูบ (ไม่นับรวมอินสตาแกรมและทวิตเตอร์) คำถามที่มักจะถูกถามคือ ควรใช้อะไรดีถ้าเป็นยุค 2-3 ปีที่แล้วจะตอบง่ายมากคือใช้เว็บไซต์ แล้วขึ้นโฆษณากูเกิล แล้วก็เปิดเพจเฟซบุ๊กไว้ แค่นี้ก็ทำได้แล้ว

แต่ตอนนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ ครับ คนซื้อของยากขึ้น ค้นหาข้อมูลมากขึ้นในทุกๆ ช่องทาง และเราจะเริ่มสังเกตได้ว่า เดี๋ยวนี้ทุกสินค้าใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่หลากหลายขึ้น และเห็นครบเกือบทุกช่องทาง

วันนี้ถ้ามีคนมาถามผมว่า ทำการตลาดควรจะใช้อะไร ผมก็จะบอกว่า ใช้ทุกตัวครับ แต่แยกให้ออกว่าแต่ละตัวควรใช้อย่างไรบ้าง

เริ่มจากเบสิกสุด

  • เว็บไซต์ อันนี้ถือเป็นสื่อพื้นฐานที่ต้องมี มีไว้สำหรับให้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการ (Official Information) ทั้งข้อมูลธุรกิจและข้อมูลสินค้า รวมถึงใช้เป็นที่สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลลัพธ์ทางการตลาด ผ่านการติดโค้ด (Code) ที่จะเก็บข้อมูลลูกค้าจริง เพื่อนำไปใช้ต่อในเครื่องมือการตลาดอื่นๆ ได้
  • เฟซบุ๊ก เพจ (Facebook Page) อันนี้ถือว่าเป็นสื่อที่บังคับในบ้านเรา อันนี้ต้องใช้เพื่อสื่อสารคุณค่าของสินค้าหรือแบรนด์ สร้างคอนเทนต์ดีๆ ให้คนเชื่อถือ ให้คนสนใจ เข้าใจในจุดดีของเรา ขายของได้บ้าง (แต่อย่าเยอะ)

ที่สำคัญคือสื่อนี้ “ไม่ฟรี” นะครับ ฟรีแค่เปิดเพจ อยากให้เติบโตยังไงต้องทำโฆษณาครับ

  • กูเกิล เสิร์ช (Google Search) มีบทบาทสำคัญมากในการทำการตลาดที่เน้นผลลัพธ์หรือยอดขาย เพราะคนไทยยังไงก็มาเสิร์ชหาครับ เวลาอยากได้อะไร ยอมจ่ายเถอะครับ
  • แอดส์ เน็ตเวิร์ก (Ads Network) หรือโฆษณาแบบแบนเนอร์ อันนี้ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ครับ แต่เริ่มมีคนทำมากขึ้นเรื่อยๆ เน้นการสร้างความรู้จักในกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ย้ำนะครับว่ากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ เวลาตั้งกลุ่มเป้าหมาย อย่าเลือกกลุ่มขนาดใหญ่มาก เลือกเฉพาะกลุ่มที่น่าจะเป็นที่สนใจเราจริงๆ อันนี้วัดผลยากมากครับ เน้นให้คนเป็นจำนวนมากๆ มีคลิกประมาณ 0.5% ก็โอเคครับ
  • ไลน์ แอด (Line@) สื่อใหม่ มาแรง อันนี้แนะนำให้มีครับ ไว้เก็บคนที่สนใจหรือลูกค้าเก่าเราครับ เน้นให้เป็นช่องทางสำหรับการทำซีอาร์เอ็ม หรือสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายครับ ให้ลูกค้าเราติดต่อเราได้ง่าย แจ้งข่าวสารหรือโปรฯ ดีๆ เน้นส่งไปที่ไทม์ไลน์ (Timeline) นะครับ อย่าส่งไปยังไลน์แอด เพราะคนจะบล็อกครับ อันนี้ช่วยได้ ค่าใช้จ่ายไม่แพง
  • ยูทูบ (YouTube) สื่อนี้เริ่มมีคนเข้ามาดูเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีหลายสำนักทำวิจัยมาว่า คนที่จะซื้อของจะเข้ามาดูที่ ยูทูบ เพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย แต่อันนี้ยังไม่ชัดนักนะครับ แนะนำให้ทำคลิปไว้บ้างก็ดีครับ

อันนี้เป็นภาพรวมครับ จะเห็นว่า ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง (Online Marketing) มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป และความทันสมัยของสมาร์ทโฟน ยิ่งสมาร์ทโฟนฉลาดและเร็วขึ้นเท่าไหร่ ความง่ายของคนใช้จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งหาข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ มีผลทำให้การตัดสินใจของลูกค้าช้าลง เพราะตัวเลือกเยอะขึ้นเช่นกันครับ