“ซัมซุง”เล็งหยุดผลิตสมาร์ทโฟนในโรงงานจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560792

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 08:12 น.

"ซัมซุง"เล็งหยุดผลิตสมาร์ทโฟนในโรงงานจีน

ซัมซุงเตรียมพิจารณาหยุดผลิตสมาร์ทโฟนในโรงงานจีน หลังยอดขายตก-ค่าแรงพุ่ง

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ยักษ์เทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาระงับการผลิตโทรศัพท์มือถือของโรงงานเทียนจิน ซัมซุง เทเลคอม เทคโนโลยี ทางตอนเหนือของจีน หลังประสบภาวะยอดขายลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านค่าแรงที่สูงขึ้น

รายงานระบุว่า ตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมของซัมซุงกำลังชะลอตัว ดังนั้นธุรกิจเทียนจิน เทเลคอมของซัมซุงจะหันไปเน้นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และประสิทธิภาพการดำเนินงานให้บริษัทแทน

ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ ซัมซุงมีส่วนแบ่งยอดขายสมาร์ทโฟนในตลาดจีนราว 20% แต่ในปัจจุบัน ส่วนแบ่งทางการตลาดของซัมซุงลดลงเหลือเพียงน้อยกว่า 1% เท่านั้น เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างดุเดือดจากสมาร์ทโฟนแบรนด์จีน อาทิ หัวเว่ยและเสี่ยวหมี่

ด้านรอยเตอร์สรายงานว่า ซัมซุงได้หันไปเน้นลงทุนด้านการผลิตสมาร์ทโฟนในเวียดนามและอินเดียแทน ด้วยการเปิดโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนแห่งใหญ่ที่สุดในโลก ในกรุงนิวเดลี เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตสมาร์ทโฟนของซัมซุง 2 แห่งในเวียดนามมีกำลังการผลิตสมาร์ทโฟนราว 240 ล้านเครื่อง/ปี ขณะที่โรงงานในเทียนจินสามารถผลิตได้ 36 ล้านเครื่อง/ปีเท่านั้น

ภาพ เอเอฟพี

บีโอไออนุมัติ “หัวเว่ย”ลงทุนในไทยเพิ่ม700ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560789

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 07:51 น.

บีโอไออนุมัติ "หัวเว่ย"ลงทุนในไทยเพิ่ม700ล้าน

บีโอไอเผยหัวเว่ยเตรียมลงทุนในไทยอีก 700 ล้าน เดินหน้ากิจการคลาวด์ เซอร์วิส รับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการได้พิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เพื่อดำเนินกิจการ คลาวด์ เซอร์วิส ในประเทศไทย เงินลงทุน 700 ล้านบาท ตั้งกิจการในดาต้าเซ็นเตอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี และอีกแห่งที่กรุงเทพมหานคร โดยจะให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐของไทย ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ ตลอดจนบุคคลทั่วไป

ทั้งนี้ โครงการคลาวด์เซอร์วิสของหัวเว่ย จะเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีคลาวด์ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถลดต้นทุนด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วย

ผุดบีบีไอเอ็กซ์ไทย สร้างฮับเชื่อมข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560699

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

ผุดบีบีไอเอ็กซ์ไทย สร้างฮับเชื่อมข้อมูล

โดย ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ กับความร่วมมือครั้งสำคัญในการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือทรู ไอดีซี ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ครบวงจรของไทย กับบริษัท บีบีไอเอ็กซ์ ประเทศญี่ปุ่น ในการจัดตั้งบริษัท บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) เพื่อเป็นผู้ให้บริการศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange Point : IXP)

ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไปและประธานคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ทรู ไอดีซี เปิดเผยว่า การร่วมลงทุนก่อตั้งบริษัทครั้งนี้ ทรูไอดีซีจะถือหุ้นในสัดส่วน 51% และบีบีไอเอ็กซ์ ประเทศญี่ปุ่น จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% เพื่อให้บริการ IXP ระดับเวิลด์คลาสตามมาตรฐานสากลในไทย เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนธุรกิจเพื่อวิเคราะห์งบลงทุนและแผนการดำเนินงาน เบื้องต้นจะยึดหลักในการพัฒนาการให้บริการอินเทอร์เน็ตภายใต้แนวคิดการลดความยุ่งยากและซ้ำซ้อน การเพิ่มความรวดเร็ว และลดค่าใช้จ่าย ด้วยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แบบ Perring มาเชื่อมต่อกับ IXP

พร้อมกันนี้ จะนำเทคโนโลยีการให้บริการระดับเลเยอร์ 2 ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลปริมาณสูงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่อรองรับการทำงานสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเทเลคอม ผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์ รวมถึงบริษัทอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งในอนาคตจะช่วยให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น และจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง IXP ของอาเซียน โดยคาดว่าแผนธุรกิจจะมีความชัดเจนช่วง 2-3 เดือนนี้ และจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้

“การเปิดให้บริการบีบีไอเอ็กซ์ ประเทศไทย จะสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยการให้บริการระดับเลเยอร์ 2 จะสามารถส่งข้อมูลโดยตรงถึงผู้ใช้งาน ช่วยให้การรับส่งข้อมูลออนไลน์มีความรวดเร็วขึ้น 5-6 เท่าตัว และจะช่วยลดต้นทุนของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ 10% หรือมากกว่าตามแต่ประเภทธุรกิจและจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค” ศุภรัฒศ์ กล่าว

เคอิชิ มากิโซโน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบีบีไอเอ็กซ์ และบริษัท บีบีไอเอ็กซ์อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยการให้บริการระดับเลเยอร์ 2 เข้ามายกระดับให้กับประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันไทยมีบริษัทที่ต้องการบริหารข้อมูลอินเทอร์เน็ตมากกว่า 560 ราย แม้จะเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของตลาดญี่ปุ่น แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโต โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มการใช้บริการระดับเลเยอร์ 2 เพิ่มขึ้น เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต สถาบันการเงิน ธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดการด้านข้อมูลสื่อมีเดีย

มากิโซโน กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในไทยครั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยจำนวนเม็ดเงินลงทุนได้ แต่ด้วยศักยภาพของประเทศไทยที่มีแนวโน้มเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตมาก จึงตัดสินใจร่วมมือกับทรูไอดีซี เพื่อพัฒนาการให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตให้เต็มประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ระบบของบีบีไอเอ็กซ์สามารถรองรับการขยายตัวได้มากกว่า 50 เท่า

เบื้องต้นการพัฒนาบริษัทจะขยายการบริการเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะขยายสู่นอกพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และระยะที่ 3 ขยายสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เริ่มต้นจากลาว เมียนมา และกัมพูชา

แม่เหล็กดูดสาหร่าย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560490

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 11:36 น.

แม่เหล็กดูดสาหร่าย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงาน

โดย แมงโก้หวาน

สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพน้ำ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและโดยเฉพาะในบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1,040 โรง ที่มาพร้อมกับศักยภาพสำคัญในการผลิตพลังงานเชื้อเพลิงไบโอดีเซลเนื่องจากภายในเซลล์สาหร่ายบางสายพันธุ์จะมีการสะสมน้ำมันไว้สูงถึง 80%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระบวนการเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็ก เพื่อสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซลในภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การตกตะกอน หรือการปั่นเหวี่ยง เพื่อแยกเซลล์สาหร่ายออกจากอาหารเพาะเลี้ยง จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนการสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิงเป็นลำดับต่อไป ซึ่งมีต้นทุนสูงในการก่อสร้างรวมถึงต้องสูญเสียค่าไฟ และทรัพยากรคนในการดูแล

ด้วยเหตุนี้ กานต์ธิดา แจ้งยุบล นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงได้วิจัยคิดค้นและพัฒนา “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” นวัตกรรมช่วยเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็กได้ไว้ใน 10 วินาที โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยโดยเป็นผลงานการศึกษาวิจัยและพัฒนาของกานต์ธิดา แจ้งยุบล

รศ.ดร.สุเปญญา จิตตพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของสาหร่ายและแพลงก์ตอน กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วนสำคัญ คือ แป้งมันสำปะหลังประจุบวก หรือแป้งประจุบวก ที่ผ่าน

การสังเคราะห์และดัดแปลงโครงสร้าง ให้มีความสามารถในการยึดเกาะสาหร่ายขนาดเล็กที่เป็นประจุลบ ประกอบกับอนุภาคแม่เหล็ก

“จากการทดลองพบว่าสามารถทำหน้าที่เหนี่ยวนำสาหร่ายออกจากแหล่งน้ำได้ใน 10 วินาที สำหรับสาหร่ายที่มีปริมาณบรรจุขวด 100 มิลลิลิตร และมีต้นทุนประมาณ 60-70 บาทต่อการสังเคราะห์แป้งมันสำปะหลังประจุบวก 20 กรัม โดยมีศักยภาพในการเก็บเกี่ยวเซลล์สาหร่ายถึง 100 ลิตร อีกทั้งยังไม่เสียค่าไฟและเจ้าหน้าที่ในการดูแล ซึ่งถูกกว่าการพึ่งพาเครื่องมือจากต่างประเทศหลายเท่าตัว”

ด้าน รศ.ดร.เทพปัญญา เจริญรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการชีวภาพ กล่าวว่า นวัตกรรมนี้ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สาหร่ายขนาดเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวที่รวดเร็ว ง่ายขึ้น และต้นทุนที่ต่ำลง ดังนั้น การผลิตน้ำมันจากสาหร่ายขนาดเล็กที่มีส่วนผสมของแป้งประจุบวก จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย ในการขยายฐานวัตถุดิบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ภายในประเทศและสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจากการส่งออก

“ขณะเดียวกันสำหรับแหล่งน้ำที่ผ่านการแยกเซลล์สาหร่ายออกแล้วยังสามารถนำกลับมาใช้เพาะเลี้ยงสาหร่ายต่อได้อีกครั้ง หรือสามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้สาหร่ายที่ได้จากการเก็บเกี่ยวยังสามารถนำมาสกัดให้เหลือเพียงสาหร่ายบริสุทธิ์ เพื่อขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เวชสำอาง อาหารคนหรืออาหารสัตว์ได้หลากรูปแบบ เช่น ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวกาย แป้งรองพื้น โดยที่ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างหรือทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง” รศ.ดร.เทพปัญญา กล่าว 

‘โซเชียล คอมเมิร์ซ’ พลิกโฉมค้าปลีกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560480

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:54 น.

'โซเชียล คอมเมิร์ซ' พลิกโฉมค้าปลีกออนไลน์

โดย…กุลจิรา นารอง

ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาบนโลกสังคมออนไลน์ (โซเชียล มีเดีย) มากขึ้น เพื่อแบ่งปันเรื่องราวหรือประสบการณ์ต่างๆ จึงไม่แปลกใจที่บางโพสต์ หรือบางคอมเมนต์ ทั้งบนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า

การขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย หรือ “โซเชียล คอมเมิร์ซ” จึงกำลังจะเข้ามาพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่าเพราะผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยการโฆษณาหรือขายสินค้าผ่านตัวกลางอย่างเว็บอี-คอมเมิร์ซต่างๆ เช่น อเมซอน ลาซาด้า หรืออีเบย์ นอกจากนี้ ผู้ขายยังไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้เว็บดังกล่าวด้วย

กระแสโซเชียล คอมเมิร์ซที่มาแรงยิ่งขึ้นนั้น สะท้อนออกมาจากรายงานของบริษัทวิจัย การ์ทเนอร์ ชื่อ “แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ 2018” ที่ระบุว่ามีแบรนด์ต่างๆ ประมาณ 66% จาก 424 แบรนด์ ได้นำรูปแบบการซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียมาใช้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการขาย และจัดหาบริการให้แก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

“ผู้ซื้อสนใจว่าใครเป็นผู้ขาย และสนใจว่ากำลังติดต่อกับใครผ่านสังคมออนไลน์มากกว่า เพราะจะช่วยขจัดปัญหาในการคืนเงินหรือสินค้าต่างๆ” อู่เฉวียงเฉวียง ผู้ก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ Haoyiku ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อ-ขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น กล่าว

จากรายงานยังระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวกับการซื้อขายของออนไลน์ โดยแบรนด์ 41% เลือกใช้ระบบการซื้อขายผ่านอินสตาแกรม ขณะที่อีก 17% เลือกขายสินค้าผ่านแฟนเพจบนเฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ ไนกี้ บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย โดยสามารถขายรองเท้าหมดได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ด้วยการทดลองขายผ่านช่องทางการสนทนาที่ใช้ AR ในการประมวลผล

แนวโน้มในอาเซียนมาแรง

รายงานของ ฮุต-สูท (Hoot-Suite) และวีอาร์โซเชียล (We Are Social) ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ในปี 2017 ระบุว่าประชากรประมาณ 47% ในอาเซียน (ราว 306 ล้านคน) มีบัญชีโซเชียลมีเดียที่ใช้งานอยู่ และ 42% ของประชากร (ราว 273 ล้านคน) สามารถเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยการที่ประชากรรุ่นใหม่ในอาเซียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการซื้อขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย

รายงานยังระบุว่า 7 ประเทศในอาเซียน ประกอบไปด้วย บรูไน  สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีอัตราการเข้าถึงสังคมออนไลน์สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้สังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 20% ระหว่างเดือน ม.ค. 2016-ม.ค. 2018

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ ไพ้รซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC) หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชี 4 แห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบว่า ไทยเป็นตลาดซื้อขายของผ่านโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย 51% ของผู้ซื้อของออนไลน์ ซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย ผู้ซื้อของออนไลน์ทุกๆ 3 คนจะซื้อของผ่านโซเชียลมีเดีย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ทั้งนี้ รายงานของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ปี 2016 การทำธุรกิจผ่านโซเชียลมีเดียคิดเป็น 30% ของการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไป แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการดำเนินธุรกิจผ่านสังคมออนไลน์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตลาดอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้

เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เอดีบีระบุว่า ในการพัฒนาโซเชียล คอมเมิร์ซต่อในอนาคตนั้น หลายประเทศอาเซียนจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบการจ่ายเงินออนไลน์และระบบโลจิสติกส์ รวมถึงต้องวางกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นรับ-ส่งข้อความก็มีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อกันได้โดยตรง และติดต่อกันแบบส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้

อย่างไรก็ดี อาเซียนยังต้องแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เช่น การเจาะระบบขโมยข้อมูลบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดีย

ถึงแม้ในปัจจุบันรูปแบบการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดียจะจำกัดอยู่แต่ภายในประเทศ แต่โซเชียล คอมเมิร์ซคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการค้าขายข้ามพรมแดนได้ในอนาคต

กสทช. ลั่น ปี 62 ไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560446

  • วันที่ 10 ส.ค. 2561 เวลา 21:05 น.

กสทช. ลั่น ปี 62 ไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 100%

กสทช. ลั่น ปี 62 ประเทศไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 100% ทุกพื้นที่ จากการลงทุนโครงข่ายอินเตอร์เน็ตของรัฐบาล คาดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชนขั้นต่ำ40ล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 74,987 หมู่บ้าน โดยมีบริการทางอินเตอร์เน็ตที่เอกชนเข้าไปลงทุนแล้ว41%ของพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน30,635 หมู่บ้าน ทั้งนี้อีก59%ของประเทศ จำนวน44,352 หมู่บ้าน ที่ยังไม่มีการลงทุนด้านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และสำนักงาน กสทช เร่งดำเนินการสร้างโครงข่ายพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ต ในหมู่บ้านที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้

สำหรับพื้นที่44,352 หมู่บ้าน ที่ยังไม่มีการเข้าถึงทางอินเตอร์เน็ต แบ่งเป็นเขตพื้นที่ห่างไกลมาก 3,920หมู่บ้าน โดยสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ดำเนินการ ภายใต้โครงการ “จัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920หมู่บ้าน” และอีกจำนวน 40,432หมู่บ้าน แบ่งเป็นการดำเนินงานของกระทรวงดีอี จำนวน24,700 หมู่บ้าน ภายใต้โครงการ “โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (เน็ตประชารัฐ)”จำนวน 24,700หมู่บ้าน  และแบ่งเป็นการดำเนินการของสำนักงาน กสทช.อีก15,732 หมู่บ้าน แต่ทั้งนี้เมื่อมีการลงสำรวจพื้นที่พบว่า มี9หมู่บ้านที่เข้าถึงโครงข่ายทางอินเตอร์เน็ตแล้ว สำนักงานกสทช. จึงต้องดำเนินการทั้งสิ้น 15,723 หมู่บ้าน ภายใต้โครงการ “จัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล(โซน ซี)” หรือโครงการเน็ตห่างไกลโซนซี 15,723 หมู่บ้าน

ทั้งนี้พบว่า โครงการเน็ตประชารัฐ24,700หมู่บ้าน ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ100%แล้วในปลายปี2560 ด้านโครงการเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้านจะดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ100%ในเดือน ก.ย.2561 และโครงการเน็ตห่างไกลโซนซี 15,723หมู่บ้าน จะดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จในเดือนพ.ค.2562นี้ ส่งผลให้ทุกพื้นที่ประเทศไทยมีอินเตอร์เน็ตครอบคลุม100%ทั่วประเทศ โดยคาดการว่าการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ต จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นประมาณครัวเรือนละ1,000บาท

“ในพื้นที่มากกว่า 40,000 หมู่บ้านที่รัฐเข้าไปลงทุนสร้างโครงข่ายทางอินเตอร์เน็ต เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และสร้างรายได้เพิ่มเติมครัวเรือนละ1,000บาท จะส่งผลให้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 40ล้านบาท ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ตเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ต 44,352 หมู่บ้านของรัฐบาล จะมีจุดให้บริการไวไฟฟรี ทั้งในหมู่บ้าน ในโรงเรียน และโรงพยาบาบส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)อยู่แล้ว แต่หากผู้ให้บริการโทรคมนาคม(โอเปอเรเตอร์)จะเชื่อมโยงโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไปถึงหน้าบ้านแต่ละครัวเรือน สามารถคิดค่าบริการได้ไม่เกิน 349บาทต่อเดือน ด้วยความเร็วอินเตอร์เน็ต 30/10เมกะบิตต่อวินาที(Mbps) แต่ในส่วนพื้นที่เน็ตชายขอบ 3,920หมู่บ้าน คิดค่าบริการได้ไม่เดิน200บาทต่อเดือน เนื่องจากประชาชนมีรายได้ต่ำ

ภาพ เอเอฟพี

กสทช.เผยคนไทยดูทีวีดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินกว่า89% ช่อง7เรตติ้งนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560129

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 19:23 น.

กสทช.เผยคนไทยดูทีวีดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินกว่า89% ช่อง7เรตติ้งนำ

กสทช. รายงานสภาพตลาดดิจิตอลทีวี พบเดือน ก.ค. 61 คนไทยรับชมทีวีดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 89.42 ขณะที่รับชมผ่านดาวเทียม-เคเบิลลดลง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. รายงานสภาพตลาดกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล เดือน ก.ค. 2561 พบว่า การรับชมช่องรายการผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมีสัดส่วนสูงกว่าการรับชมผ่านทางดาวเทียมและเคเบิล โดยการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 89.42 เมื่อเทียบกับการรับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลที่ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 10.58 และเมื่อพิจารณาการรับชมช่องรายการโทรทัศน์แยกตามเขตพื้นที่อยู่อาศัย พบว่า ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินคิดเป็นร้อยละ 93.37 ส่วนประชาชนในต่างจังหวัดมีมีการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินร้อยละ 88.67

ด้านมูลค่าการโฆษณาในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน พบว่า มูลค่าการโฆษณาในเดือน ก.ค. 2561 มียอดรวมประมาณ 5,979 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 360 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.6 แต่เมื่อเปรียบกับมูลค่าการโฆษณาในเดือน ก.ค. 2560 ที่มียอดรวมประมาณ 5,287 ล้านบาท พบว่าเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ค. ปี 2560 อยู่ประมาณ 692 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับค่าความนิยม (เรตติ้ง) เฉลี่ยของช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในเดือน ก.ค. 2561 พบว่า ช่องรายการที่มีผู้ชมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ช่อง 7HD เรตติ้ง 1.723 อันดับ 2 ช่อง 3HD เรตติ้ง 1.324 อันดับ 3 ช่องโมโน 29 เรตติ้ง 0.872 อันดับ 4 ช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 0.777 อันดับ 5 ช่องไทยรัฐ ทีวี เรตติ้ง 0.720 อันดับ 6 ช่อง ONE HD เรตติ้ง 0.522 อันดับ 7 ช่อง 8 เรตติ้ง 0.473 อันดับ 8 ช่องอมรินทร์ ทีวี เรตติ้ง 0.399 อันดับ 9 ช่อง 3SD เรตติ้ง 0.338 และอันดับ 10 ช่อง MCOT HD เรตติ้ง 0.247

ทั้งนี้ช่องรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุด 10 อันดับแรกในเดือน ก.ค. 2561 ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มช่องรายการเหมือนเดือนก่อนหน้า มีเพียงบางช่องรายการที่มีค่าความนิยมสูงขึ้น จนส่งผลให้การจัดลำดับของช่องรายการเปลี่ยนแปลง อาทิ กลุ่มรายการข่าวของช่องรายการไทยรัฐ ทีวี และช่อง MCOT HD ที่มีการถ่ายทอดสดภารกิจช่วย 13 ชีวิต ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง ซึ่งได้รับความสนใจรับชมจากประชาชนจำนวนมาก จนส่งผลให้ช่องไทยรัฐ ทีวีมีเรตติ้งพุ่งสูงขึ้นจนก้าวติดอันดับ 5 ของช่องรายการที่ได้รับความสูงสุด 10 อันดับแรกประจำเดือน ส่วนช่อง MCOT HD ก็มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเดือนสูงขึ้น จนสามารถขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 10 ได้

ส่วนกลุ่มรายการภาพยนตร์ ละคร และวาไรตี้ ช่องโมโน 29 ช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี และช่อง ONE HD ยังได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการภาพยนตร์ต่างประเทศของช่องโมโน 29 และรายการประกวดแข่งขันความสามารถด้านการร้องเพลง (Talent Contest) ของช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี นอกจากนี้รายการละครหลังข่าวของช่อง ONE HD เรื่อง เมีย 2018 ประสบความสำเร็จในการเรียกระแสเรตติ้งจากผู้ชมทั่วประเทศ จนส่งผลให้เรตติ้งเฉลี่ยประจำเดือน ก.ค. 2561 พุ่งสูงขึ้นจนชนะคู่แข่งที่ขับเขี้ยวกันมายาวนานอย่างช่อง 8 ได้

“เสี่ยวหมี่”รุกหนักส่งรุ่นเรือธงลุยร่วมมือเอไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560028

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 23:49 น.

"เสี่ยวหมี่"รุกหนักส่งรุ่นเรือธงลุยร่วมมือเอไอเอส

เสี่ยวหมี่ เปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ 3 รุ่น ชูนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ผนึกกูเกิล เอไอเอส ปักธงลุยไทย

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยวหมี่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเสี่ยวหมี่ทำตลาดครบ 8 ปี และประสบความสำเร็จโดยก้าวเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งล่าสุดได้วางตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด 3 รุ่น ในประเทศไทย ได้แก่ Mi A2 และ Mi A2 Lite สองสมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ วัน ที่เป็นความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเสี่ยวหมี่และกูเกิล

สำหรับอีกรุ่นคือ Mi 8 ซึ่งถือเป็นรุ่นเรือธงสำคัญของเสี่ยวหมี่ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัยในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมทั้งร่วมมือกับดิจิทัลพาร์ตเนอร์อย่างเอไอเอส ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ

นายพงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์เอไอเอส กล่าวว่า การเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เสี่ยวหมี่ Mi A2 Lite และ Mi 8 เฉพาะรุ่น 6+64GB สมาร์ทโฟนสองรุ่น มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มคนมิลเลนเนียม ที่มองหามือถือสเปกสูงในราคาดีคุ้มค่า และสามารถใช้งานได้ครบทุกไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับรุ่น A2 Lite ลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือน รับส่วนลดเหลือ 2,290 บาท จากปกติ 6,290 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจเอไอเอส ฮอต ดีล 599 บาทขึ้นไป และรุ่น Mi 8 ลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือน ลดเหลือ 9,990 บาท จากปกติ 15,990 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจ เอไอเอสฮอต ดีล 899 บาท ขึ้นไป

แอปเปิ้ลผงาดแรง มูลค่าพุ่ง1ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559743

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:08 น.

แอปเปิ้ลผงาดแรง มูลค่าพุ่ง1ล้านล้าน

มูลค่าแอปเปิ้ลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านหัวเว่ยจ่อครองตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 1

แอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ กลายเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) จากการที่ราคาหุ้นแอปเปิ้ลปิดตลาดในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 2.9% แตะระดับ 208.38 ดอลลาร์/หุ้น (ราว 6,953 บาท) หลังบริษัทเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ว่าดีเหนือความคาดหมาย ซึ่งได้แรงหนุนจากยอดขายไอโฟน

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลเข้าสู่ตลาดหุ้นเมื่อปี 1980 ด้วยราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์/หุ้น (ราว 32 บาท) และมูลค่าบริษัทขณะนั้นน้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 หมื่นล้านบาท) อีกทั้งยังต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงล้มละลาย แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกออกจำหน่ายเมื่อปี 2007 ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของแอปเปิ้ลพุ่งทะยานมากกว่า 50,000% นับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก

หลังมูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลพุ่งแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ไม่นาน หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากจีน ที่เพิ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาด สมาร์ทโฟนโลกแซงหน้าแอปเปิ้ลเมื่อไม่นานมานี้ ประกาศว่า บริษัทตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นอันดับ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนของโลกให้ได้ภายในสิ้นปี 2019 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 20%

แอพเรียกรถแข่งดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559642

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

แอพเรียกรถแข่งดุ

ศึกไรด์เฮลลิ่งอาเซียนเดือด แกร็บระดมเพิ่ม 3.3 หมื่นล้าน ด้านโกเจ็กตีตลาดเวียดนามสู้

แกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่ง (ไรด์เฮลลิ่ง) จากสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทสามารถระดมทุนรอบใหม่ได้เพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) รวมเป็นทั้งหมด 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายบริการใหม่ๆ ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยิ่งขึ้น เช่น การชำระเงินออนไลน์ การส่งอาหารและพัสดุ ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจไรด์เฮลลิ่งกำลังดุเดือดยิ่งขึ้น หลังโกเจ็ก บริษัทคู่แข่งจากอินโดนีเซียประกาศลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อรุกตลาด 4 ประเทศอาเซียน

“เราจะนำเงินระดมทุนส่วนหนึ่งไปใช้ยกระดับตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของแกร็บ” หมิง หม่า ประธานแกร็บ กล่าว

ด้าน นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า โกเจ็ก เปิดตัว โก-เวียดเพื่อให้บริการใน 3 เมืองใหญ่ของเวียดนาม ได้แก่  นครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย และดานังภายในเดือน ก.ย.นี้ และวางแผนเปิด โก-ไบค์ บริการรถจักรยานยนต์รับส่ง และ โก-เซนด์ บริการส่งเอกสารด้วยเช่นกัน