พลัง ของความเครียด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560691

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 09:24 น.

พลัง ของความเครียด!

โดย บีเซลบับ ภาพ เอพี

ขึ้นชื่อว่าความเครียดหรือความวิตกกังวล หลายคนแค่ได้ยินก็อาจจะเบ้หน้าแล้ว แต่อย่าเพิ่งมองข้ามหรือหลีกเลี่ยงไปเสียทีเดียว เพราะรู้ไหมว่าความเครียดอีกความวิตกกังวล ในบางครั้งก็สร้างพลังได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงความเครียดและความวิตกกังวลในระดับที่มีประสิทธิผลต่อการทำงาน รับรองว่าเมื่ออ่านจบแล้วจะไม่ยอม “พลาด” ความเครียดกันล่ะทีนี้!

มีงานวิจัยที่ระบุว่า ความเครียดและความวิตกกังวลในระดับที่เหมาะสม มีความสามารถส่งต่อพลังในการทำงาน และส่งผลดีต่อชีวิต จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ คงต้องเจาะลึกให้ถึงแก่นของความเครียด อันว่าธรรมชาติของความเครียดนั้น จะพุ่งสูงในยามที่เราต้องรับมือกับอันตราย ความวิตกกังวลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเอาตัวรอดของมนุษย์

ความเครียดในที่ทำงาน

1.ในระยะเริ่มต้น เมื่อความกระวนกระวายหรือความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น สมรรถภาพในการทำงานของร่างกายก็จะสูงขึ้นด้วย แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง ความกระวนกระวายจะพอกพูนจนเกินพิกัด และเริ่มทำให้ประสิทธิภาพการทำงานชะงักงัน เป้าหมายของคนทำงานทุกคน จึงอยู่ที่การค้นหาระดับของความกระวนกระวายที่จะสร้างประสิทธิผลโดยตรงของคุณ

2.เมื่อความวิตกกังวลเปลี่ยนความหวาดกลัวในใจเป็นการคาดการณ์อันแม่นยำ พลังของความวิตกกังวลนั้น จะช่วยให้คุณปฎิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและสร้างสรรค์ รวมทั้งในหลายตัวอย่างของงานวิจัยยังพบว่า หลายคนได้ค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในการรับมือกับปัญหาหรือความท้าทายที่เผชิญอยู่ด้วย

3.ความวิตกกังวล “บางอย่าง” ที่มีระดับรุนแรง สำหรับบางคนจะช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นและหลั่งอะดรีนาลินที่จำเป็นต่อการรวบรวมสมาธิ เกิดเป็นความมุ่งมั่นในการทำงานปฏิบัติงานในระดับที่สูงขึ้นไป หลายคนทำงานเสร็จทันเส้นตายในช่วงวิกฤต รับมือกับสถานการณ์ร้ายแรงได้อย่างดีมาก บางคนนำเสนองานด้วยความตื่นเต้นเร้าใจและสร้างความประทับใจสูงสุด

4.ความวิตกกังวลและความเครียดอย่างเหมาะสม ได้มาด้วยการสังเกตและประเมินตนเองว่า มีปริมาณความเครียดในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ กลุ่มคนวิตกจริตจะหวาดกลัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ใช้เวลากับความกังวลและความคิดที่ไม่สร้างสรรค์นานเกินไป ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยตัวเอง ปฏิบัติงานได้ผลล่าช้า

5.ประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา ข้อวินิจฉัยเรื่องความเครียดและระดับที่เหมาะสม อาจประเมินจากการรับมือกับปัญหา โดยสังเกตจากการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เราอาจประเมินด้วยตัวเองหรือให้ทีมงาน หรือแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาร่วมประเมินก็ได้

6.ปัจจัยหลักที่กระตุ้นความเครียดในที่ทำงาน อันดับแรกคือการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ในหลายคนมันกลายเป็นบ่อเกิดของวงจรความเครียดในแง่ลบ อันดับสองคือสภาพแวดล้อมในการทำงาน อันดับสามคือการตอบสนองของแต่ละบุคคล ขอให้สังเกตปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ที่สร้างความเครียด

งานวิจัยระบุถึงความเครียดในแง่ลบ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความวิตกกังวลที่เป็นพิษ (ต่อการทำงานโดยรวม) เช่น สภาวะสูญสิ้นเรี่ยวแรงในการทำงาน ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน การยอมรับนับถือตนเองในระดับต่ำ ความหวาดกลัวต่อความล้มเหลว การขาดสัมพันธ์กับทีมหรือหมู่คณะ การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่สามารถยอมรับนับถือผู้อื่นได้

7.อย่าลืมเช็กลิสต์สุขภาพของตัวเองในภาวะเครียดด้วย โดยความเครียดและความกดดันนั้น ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ หลายคนมีอาการหลงลืม จิตใจว้าวุ่น (ในรายงานยังหมายเหตุไว้ด้วยคำว่า “ว่างเปล่าไร้สีสัน”) การกัดฟันกัดเล็บหรือพฤติกรรมร้อนรนอื่นๆ ในบางคนมีอาการฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย เหงื่อออกตามร่างกาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หวาดกลัว ซึมเศร้า ใจสั่นและกระสับกระส่าย เป็นต้น

8.ระดับของความเครียดมีตั้งแต่การตอบสนองต่อสถานการณ์คับขันอย่างถูกต้อง ไปจนถึงความวิตกกังวลกับทุกเรื่องในชีวิตแบบเกินขนาด ลองพิจารณาตัวเองว่า ระดับความเครียดในที่ทำงานได้ช่วยกระตุ้นให้คุณเกิดความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นที่ดีหรือไม่ หรือกระตุ้นให้คุณเกิดความเครียดที่บั่นทอนสมรรถภาพการทำงาน (กันแน่)

จากนั้นจึงสร้างดุลยภาพในการปฏิบัติงาน(อันเคร่งเครียด) ที่เหมาะสม ถ้าทำไม่ได้หรือยอมรับกับความรุนแรงของปัญหาไม่ได้ ทางแก้มีตั้งแต่การพูดคุย การปรับทัศนคติ หรือการแสวงหาความช่วยเหลือจากมืออาชีพ

สุดรักสุดหวง ของแม่ทั้งสวยและเก่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560690

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 09:14 น.

สุดรักสุดหวง ของแม่ทั้งสวยและเก่ง

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ชีวิตคนเราไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจน ฉลาดมาก ฉลาดน้อย ย่อมมีสิ่งที่ตัวเองรักและหวงแหนกันทุกคน และเมื่อมีแล้วก็จะพยายามดูแลรักษาสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถและสติปัญญาของตัวเอง

วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. แม้จะผ่านไปแล้ว แต่กลิ่นอายวันแม่ก็ยังอยู่ในใจลูกทั้งหลาย วันนี้จะพาไปรู้จักของรักของหวงของคุณแม่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยและเก่ง

ลูกคือทุกสิ่งของชีวิต

เอิร์น-จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง อดีตนักร้องค่ายอาร์เอส คุณแม่ลูกสองที่ยังสวยและเก่งเสมอ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี โดยนั่งตำแหน่งรองผู้จัดการโรงเรียน เปิดเผยว่า ของรักของหวงที่สุดในชีวิตคือรูปของลูกทั้งสองคนที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ไอแพด อินสตาแกรม ทัมบ์ไดรฟ์ และในอัลบั้มรูป

“ในอุปกรณ์ไอทีก็จะมีทั้งรูปและคลิปในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ทั้งหน้าตา  พัฒนาการ และสถานที่ ซึ่งรูปมีจำนวนมากและคงนับไม่ไหว เพราะถ่ายตั้งแต่ตั้งครรภ์ ไปหาหมอเรื่อยมา จนกระทั่งคลอด ปัจจุบันก็ยังไม่หยุดที่จะเก็บภาพลูกไว้ ไม่ว่าจะพาลูกที่ไปไหนก็ตาม เช่น ไปงานอีเวนต์ ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมครอบครัว เช่น วันเกิดของเขา วันเกิดคุณพ่อคุณแม่ วันเกิดคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า เป็นต้น ก็จะถ่ายไว้ตลอด

เอิร์นอยากให้ลูกได้มีความทรงจำที่ดีผ่านรูปและคลิป เวลาโตขึ้นจะได้ดูและรู้ว่าครั้งหนึ่งพ่อแม่ได้ทำอะไรให้เขาบ้าง เช่น ได้พาเขาไปสถานที่ต่างๆ หรือภาพบุคคลในภาพ เช่น ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง เพื่อนของเขาที่เราถ่ายก็จะเก็บเป็นเรื่องราวไว้ให้เขา เพื่อวันหนึ่งเขาอยากดูก็จะมาเปิดดู

ตอนแรกๆ เอิร์นจะถ่ายลงไอจี ทุกครั้งที่ลงจะแฮชแท็กชื่อลูกตลอด เพื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นและมีไอจีของตัวเองก็สามารถเข้าไปดูรูปที่แฮชแท็กชื่อเขา ซึ่งก็จะมีรูปตั้งแต่ตอนแรกเกิดจนกระทั่งปัจจุบัน”

คุณแม่ลูกสองเล่าต่อว่า แม้จะเก็บรูปในไอจีส่วนตัวแล้ว ในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ไอแพด ทัมบ์ไดรฟ์ ก็เก็บไว้เช่นกัน เพื่อความหลากหลายและสะดวกในการหยิบมาดู เช่น ถ้ากำลังใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดอยากดูก็เปิดรูปหรือคลิปได้เลย หรือในระหว่างเดินทาง ท่องเที่ยวก็เปิดดูในโทรศัพท์และอินสตาแกรม เรียกว่าไม่ว่าจะหยิบอุปกรณ์ไอทีอะไรก็สามารถดูได้เลย ทุกครั้งที่เปิดก็มีแต่ความสุขและทำให้มีพลังในการทำงาน

“อย่างไรก็ตามเวลาดูรูปผ่านดิจิทัลก็จะให้ความอารมณ์รู้สึกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นกระดาษก็จะให้อารมณ์ความรู้สึกอีกแบบ เอิร์นมีความรู้สึกว่ารูปถ่ายถ้าอัดออกมา พอนานไปก็จะกลายเป็นภาพเก่า พอเป็นภาพเก่าเวลาหยิบขึ้นมาดูมันดูมีคุณค่า สังเกตได้เลยถ้าใครมีภาพเก่าในอดีต อาจจะเป็นภาพตอนเด็กจะปลื้มมาก ดูทีไรก็แอบอมยิ้มไปด้วย

เอิร์นจึงเอารูปไปอัดออกมาทำเป็นอัลบั้มเดี่ยวของ น้องดี-ดวงดิช ชัยรุ่งเรือง ลูกชายคนโต และอัลบั้มรวมของทั้งสองคน (คนเล็กชื่อ น้องดวิณ-ดวงเดช ชัยรุ่งเรือง) หลังรูปทุกใบจะเขียนระบุสถานที่ จังหวัด ประเทศ วัน เดือน ปีที่ถ่าย ถึงไม่ได้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็เขียนข้อความไว้ที่หน้าแรกของอัลบั้ม เป็นข้อความบ่งบอกถึงความรักลูกอะไรประมาณนั้นค่ะ”

เมื่อลูกคือสุดที่รักของดวงใจ อดีตนักร้องสาวจึงเลี้ยงลูกด้วยความรักตามฉบับของแม่ยุคใหม่ คือ ดุแต่ไม่ตีและไม่สปอย แต่สอนลูกให้รู้จักสัมมาคารวะ มีเมตตา และรู้จักการแบ่งปัน

“เอิร์นจะกอดลูกทุกวันค่ะ ตอนนี้ลูกคนโตไปโรงเรียนแล้ว ตอนไปโรงเรียนเขาก็จะมาสวัสดีครับแม่ ตอนที่ไปรับกลับเขาก็จะสวัสดีครับแม่เช่นกัน เอิร์นจะให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกมากที่สุด ใน 1 สัปดาห์จะรับงานแค่ 1-2 งานเท่านั้น เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดเขา

การเลี้ยงลูกเอิร์นจะไม่สปอย มีการดุ แต่ไม่ตี เช่น เล่นของเล่น แย่งของเล่นชิ้นเดียวกัน ก็จะบอกเขาว่าถ้าแย่งของชิ้นเดียวกัน แม่จะเอาของเล่นอื่นไปบริจาคและบอกเขาว่าที่แม่ซื้อมาหลายชิ้น เพราะอยากให้แบ่งกันเล่น

ทุกครั้งที่ดุเขาจะหยุด นอกจากนี้ก็จะสอนให้เขารู้จักการแบ่งปัน เช่น พาไปบริจาคของเล่นที่มูลนิธิกระจกเงาและที่อื่นๆ เมื่อมีโอกาส พยายามสอนให้รู้จักใช้เหตุผล เช่น เห็นกิ้งกือตัวเล็กเลื้อยมา เขาพูดขึ้นเหยียบเลยไหม เราก็บอกเหยียบไม่ได้นะ เขาก็จะถามทำไมเหยียบไม่ได้ เราก็บอกว่า อ้าว! ถ้าเหยียบเขาก็ตาย พ่อแม่เขาไม่เห็นลูกก็ต้องออกตามหา เหมือนกันถ้าลูกของแม่หายแม่ก็ต้องออกตามหาลูกเช่นกัน

เอิร์นจะสอนแบบนี้ ให้รู้จักคิดและใช้เหตุผลค่ะ โตขึ้นเวลาทำอะไรเขาจะได้คิดรอบคอบ” เอิร์นกล่าวทิ้งท้าย

ลูกคือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต

ขณะคุณแม่ลูกสองอีกคนหนึ่ง บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถของช่อง 7 สี บอกว่า ของรักและหวงที่สุด ในเวลานี้จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากลูกสองคนเท่านั้น

ลูกคือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตนี้ เพราะตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกลืมตามาดูโลก และเวลาที่เขาเรียกแม่ได้ทำให้หัวใจของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุขและความตื้นตันใจ น้ำตาแม้จะไม่ไหลแต่ก็รื้นออกมา หรือบางครั้งท้อแท้ไม่มีกำลังใจ แต่พอมีลูกก็ทำให้ชีวิตต้องเข้มแข็งและสู้เพื่อเขา

“คนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อฟ้าใส อายุ 2 ขวบกว่า ส่วนคนโตเป็นผู้ชายชื่อภูผา อายุ 4 ขวบกว่าค่ะ กำลังเรียนเตรียมอนุบาล 1 และเตรียมอนุบาล 2 ที่ต่างจังหวัด ปลายปีจะพามาเรียนที่กรุงเทพฯ บีจะบินไปเยี่ยมลูกช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ บางทีพ่อเขาก็จะพาขึ้นมาหาที่กรุงเทพฯ

ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ได้ลงไปเยี่ยมก็จะดูรูปพวกเขาในโทรศัพท์และในเฟซบุ๊กซึ่งมีการเก็บเป็นอัลบั้ม มีตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์จนถึงปัจจุบันเพื่อคลายความคิดถึง นอกจากนี้ก็ยังเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์และอัดใส่กรอบไว้ด้วย”

ผู้ประกาศข่าวสาวเล่าว่า นอกจากดูรูปแล้ว เวลาไปทำงานหรือเดินทางไปต่างจังหวัด ก็จะเอาผ้าอ้อมของลูกใส่กระเป๋าไปด้วย เป็นของหวงชิ้นหนึ่งที่แม้ลูกจะไม่ใช้แล้วก็ยังเก็บเอาไว้เสมอ บางทีก็เอาออกมาพันคอ บางครั้งก็เอามาห่ม ก็จะได้กลิ่นอายของลูก ทำให้รู้สึกว่าเหมือนลูกอยู่กับตัวเองตลอดเวลาและทำให้หายคิดถึงลูกได้บ้าง

“ของของลูกอีกอย่างหนึ่ง คือ สายสะดือของลูกทั้งสองคน ทุกวันนี้บีก็ยังเก็บไว้อยู่ พ่อแม่บางคนอาจจะเอาไปทิ้ง แต่สำหรับบีแล้วเป็นของสำคัญต่อบีและจะเก็บไว้ตลอดไปค่ะ” ผู้ประกาศสาวพูดถึงของรักของหวงในชีวิต

ลูกเท่านั้นที่รักและหวงที่สุดเสมอ

แพท-ณปภา ตันตระกูล นักแสดงและพิธีกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจจะมีสิ่งที่รักและหวงหลายอย่าง แต่ ณ ปัจจุบันลูกเท่านั้นที่รักมากที่สุดในชีวิต ทุกครั้งที่ทำงานจะต้องพาไปด้วยเสมอ

“อยากให้เขาได้แต่สิ่งดีๆ โตมาเป็นคนดี ดูแลตัวเองและช่วยเหลือตัวเองได้ อยากให้เติบโตและอยู่ในสังคมที่ดี ไม่ได้คาดหวังว่าเขาต้องฉลาดมาก ไม่ต้องรวยล้นฟ้าแบบ บิล เกตส์ แค่อยากให้เลี้ยงดูตัวเองได้และเป็นคนดีของแม่และสังคมก็พอแล้ว ทุกวันของเขาเป็นความทรงจำและความประทับใจของแพทเสมอ เพราะแต่ละวันของเขาไม่เหมือนกันเลย

ความน่ารักน่าชังที่เขาแสดงออกทุกวันเป็นภาพจำของเราอยู่แล้ว และแพทก็เก็บความทรงจำและความประทับใจนั้นไว้ในอินสตาแกรม แพทถ่ายรูปเขาทุกวันและถ่ายเกือบทุก 5 นาทีก็ว่าได้ ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ตลอดเวลาค่ะ”  นักแสดงสาวกล่าวอย่างภูมิใจ

วิชญะ พิทักษ์ภาวศุทธิ บาสเกตบอลเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560596

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

วิชญะ พิทักษ์ภาวศุทธิ บาสเกตบอลเปลี่ยนชีวิต

โดย  ภาดนุ

แมน-วิชญะ พิทักษ์ภาวศุทธิ หนุ่มน้อยหน้าใสวัย 18 ปี จาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้ชีวิตเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งมีช่วงที่กำลังก้าวข้ามจากชีวิตนักเรียนมัธยมสู่การเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล

แต่อีกบทบาทหนึ่งที่โดดเด่นในชีวิตของเขา ก็คือ การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี จากรายการ FIBA U18 Asia Championship 2018 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ โดยมีบริษัท โมโน สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในเครือ โมโน กรุ๊ป ให้การสนับสนุน แมนได้เผยถึงกีฬาบาสเกตบอลซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาให้เราฟัง

“ที่จริงแล้ว ผมเริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นชอบมากๆ แต่ก็เล่นไม่เก่งเลยครับ เล่นแบบเตะไปเตะมา แต่ที่บ้านของผมก็ส่งเสริมอยากให้ผมได้เล่นกีฬา เพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี จะได้ตัวสูงๆ เพราะผมเป็นเด็กค่อนข้างป่วยบ่อยๆ และเป็นเด็กที่ตัวเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดเลยครับเวลาเข้าแถว พออายุ 6 ขวบ ผมก็ได้เจอโค้ชกีฬาบาสฯ ซึ่งเขาก็ชวนให้มาลองเล่นดู ผมจึงฝึกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเล่นบาสเกตบอลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ช่วงนั้นผมก็เรียนหนังสือตามปกติ และนอกเวลาก็จะมาฝึกบาสเกตบอลเสมอ รู้แค่ว่ามันสนุกดี ได้วิ่งตามและจับลูกกลมๆ เด้งไปเด้งมา คือ ตอนนั้นผมอายุ 6 ขวบเอง เรียกว่าอายุน้อยที่สุดในทีมเลยล่ะ แต่ต้องไปแข่งในรุ่น 12 ปี ตอนนั้นก็เลยแพ้ เพราะเรายังไม่โตและไม่เก่งเท่าคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าการที่เด็กอายุ 6 ขวบ มาเริ่มฝึกเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย”

แมนบอกว่า แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยท้อ และไม่มีความกดดันอะไร เพราะจุดประสงค์ที่พ่อบอกเสมอ คือ อยากให้เขาได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่แข็งแรง รวมทั้งเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ซะมากกว่า

“ผมฝึกฝนจนตามรุ่นพี่คนอื่นในทีมทันและเล่นได้ แถมตอนนี้ผมก็ตัวสูงกว่าเพื่อนๆ ตอนเด็กๆหลายคนเลยนะครับ ปัจจุบันสูง 180 ซม. แล้วโค้ชยังบอกว่า ผมจะมีโอกาสสูงได้อีก ซึ่งผมก็กินอาหารครบ 5 หมู่ ตามปกติเลยผมจะชอบกินนม ไข่ และขนมปังเป็นพิเศษเพื่อช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงยังมีวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ในแต่ละวัน ช่วงเช้า 2 ชั่วโมง ผมจะเล่นฟิตเนส ยกดัมบ์เบล เน้นเล่นแขน อก ไหล่ เพราะตำแหน่งพอยต์การ์ดที่ผมเล่น เป็นเหมือนโค้ชที่ต้องถือลูกบาสฯ และตัดสิน ต้องวิ่งไปทั่วในสนาม จึงต้องทำร่างกายให้พร้อม ต้องฟิต แข็งแรง และมีความอึดอยู่เสมอ

ส่วนช่วงเย็น 2-3 ชั่วโมง ผมจะเล่นกีฬาบาสเกตบอล โดยฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ จะมีการเลี้ยงบอล ชูตลงห่วง ซึ่งก็ได้ฝึกฝนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ มือ เท้า สายตา เคลื่อนไหวได้อย่างสอดคล้องกัน ผมว่าบาสฯ เป็นกีฬาที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลากับลูกบาสฯ กับเพื่อนร่วมทีม และคู่แข่ง ทำให้ผมได้ฝึกไหวพริบในตัวเองไปในตัวด้วย นอกเหนือจากการเล่นฟิตเนสและบาสเกตบอลแล้ว ผมก็ยังชอบกีฬาฟุตบอล ปิงปอง และแบดมินตันด้วย ถ้ามีโอกาสก็จะไปเล่นกับเพื่อนๆ บ้างครับ”

แมนเสริมว่า นักกีฬาไม่จำเป็นต้องหุ่นดีเสมอไป แต่ร่างกายของนักกีฬาทุกคนจะต้องแข็งแรงและปราดเปรียว เพราะจะต้องเจอการชน การปะทะ ถ้าร่างกายเราแข็งแรง ก็สามารถชนได้อย่างไม่ค่อยรู้สึกเจ็บสักเท่าไร

“ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพในเรื่องของการออกกำลังกาย อาหารการกิน การพักผ่อน ก็จะทำให้เราไม่แข็งแรง เจ็บทีหนึ่งก็จะเจ็บหนัก และเจ็บนานเลย ส่วนเรื่องหุ่นที่ดีก็คือผลพลอยได้ สำหรับนักกีฬาแล้วการมีร่างกายที่สมส่วน ไม่อ้วน ไม่ผอมเกินไป คือ ความเหมาะสมที่สุดแล้วครับ

ข้อดีของการเล่นกีฬา นอกจากได้เรียนรู้กฎกติกาในการเล่น ได้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยแล้ว กีฬาบาสเกตบอลยังทำให้ผมมีเพื่อนมากมาย ได้รู้จักเพื่อนในทีม เพื่อนต่างทีม ได้รู้จักน้ำใจของเพื่อนๆ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะการเล่นกีฬาต่างๆ ผมว่าแพ้-ชนะมันไม่สำคัญเลย เพราะผมได้อะไรมากกว่านั้นเยอะเลยครับ ถึงทุกวันนี้บอกได้เลยว่าผมมีความสุขและรักกีฬาบาสเกตบอลมากๆ เพราะมันอยู่กับผมมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงทุกวันนี้

อีกอย่างผมยังมีโอกาสได้แบ่งปันความรู้ ให้คำแนะนำการเล่นกีฬาบาสเกตบอลกับน้องๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กีฬาบาสเกตบอลเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมเหมือนกับกีฬาฟุตบอลที่เป็นอยู่ในประเทศไทยให้ได้ครับ”…ติดตามได้ที่ IG : man_witchaya_man 

ภารกิจของเฮอร์คิวลิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560595

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

ภารกิจของเฮอร์คิวลิส

โดย นกขุนทอง

เบื้องหลังผลงานนิทรรศการศิลปะชื่อ “เฮอร์คิวลิสกับภารกิจ 12 ประการ” รายละเอียดน้อยใหญ่ที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าใบนี้ มีบาดแผล ร่องรอย ความรู้สึกที่จิตรกรคนหนึ่งต้องสู้ฟันฝ่ากับสายตา เสียงวิจารณ์ ความคิด ราวกับว่า “ศิลปินไส้แห้ง” เป็นวลีที่ตีตราประทับคนทำงานศิลปะ

“ณัฐิวุฒิ ชูมะโนวัฒน์” ศิลปินผู้สร้างงาน รู้สึกราวกับว่าความยากลำบากทั้งหมดถูกคนคนหนึ่งแบกรับไว้ราวกับมีพลังมหาศาลเหนือมนุษย์ เสมือนการแบกรับภารกิจที่ยากเย็นแสนเข็ญราวกับเฮอร์คิวลิสที่ต้องฝ่าฟันภารกิจ 12 ประการ เหตุใดการจะเป็นศิลปินมันยากเย็นนัก หากมีพลังเหนือมนุษย์อย่างเฮอร์คิวลิสได้คงจะดี ความยากลำบากของภารกิจ 12 ประการของเฮอร์คิวลิสจึงถูกนำมาซ้อนทับเพื่ออุปมาอุปไมยถึงความยากลำบากของการจะไปเป็นศิลปิน

“แสดงการทำงานของเหล่าจิตรกรที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ยังเรียนอยู่ รวมไปถึงศิลปินหลายๆ คนที่ไม่ได้มีรายได้จากการขายผลงานตัวเอง แต่หาต้นทุนมาจากทางอื่นแล้วมาทำงานส่วนตัวเพราะอยากเรียนจบ อยากเป็นศิลปิน ที่มากกว่าการวาดภาพอย่างที่หลายคนรู้กัน แต่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการทำงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง เช่น ศิลปินต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง แรงกดดันจากทางบ้านและสังคม จบไปทำงานอะไร ถ้าตอบว่าเป็นศิลปินครับ ก็ถูกมองด้วยสายตาประหลาดพิกลพร้อมกับขมวดหัวคิ้วขึ้นเล็กน้อย ศิลปินกินอะไร ศิลปินเอาต้นทุนการทำงานมาจากไหน ก่อนงานจะเสร็จสักหนึ่งชิ้นศิลปินอดนอนมาแล้วกี่วัน เป็นต้น”

การเลือกใช้กล้วยสวมหมวกเบเร่ต์เป็นสัญลักษณ์ของศิลปิน ณัฐิวุฒิ นึกถึงคำพูดของท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่กล่าวว่า “Ars Longa Vita Brevis – ศิลปะยืนยาวชีวิตสั้น” และนำมาเชื่อมโยงนิสัยศิลปินที่มีอารมณ์อ่อนไหวเหมือนผิวของเปลือกกล้วยที่เหลืองสดใสอ่อนไหวง่ายเมื่อถูกขีดข่วนเพียงเล็กน้อยก็ช้ำเป็นรอยและแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็ว ดั่งชีวิตที่สั้นนักของคนทำงานศิลปะ และการวาดภาพสักภาพของจิตรกรก็มักถูกมองว่าเป็นเรื่องง่ายๆ “ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก”

ในการสร้างงาน ณัฐิวุฒิ เลือกใช้เทคนิควาดเส้น (Drawing) ในส่วนของเฟรมผ้าใบที่ศิลปินหัวกล้วยยังทำงานไม่เสร็จ แต่ได้วาดภาพสิ่งที่ต้องทำไว้ในอนาคต เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในชิ้นงาน

“เทคนิคการวาดเส้นเป็นเทคนิคที่ใช้ในการเริ่มต้นของการทำงานจิตรกรรมสีน้ำมัน แสดงความหมายถึงการเริ่มต้น การตั้งเป้าหมาย ยังกระทำสิ่งนั้นๆ ไม่สำเร็จและยังไม่สิ้นสุดลง”

การใช้เทคนิคสีน้ำมันเป็นกระบวนการทำงานต่อจากขั้นตอนการวาดเส้น ศิลปินบรรจงใช้การเขียนแบบเกลี่ยสีเรียบ (Linear Painting) ในส่วนของการเขียนภาพคนรวมทั้งพื้นหลัง หรือวัตถุต่างๆ และการใช้ฝีแปรงที่ใหญ่ (Expression Paining) ปาดป้ายในลักษณะที่รวดเร็วและรุนแรง แสดงถึงการปลดปล่อยสภาวะอารมณ์ตึงเครียด สภาวะความกดดัน การปลดปล่อยความรู้สึกออกมาจากความรู้สึกภายในใจ

“ในการเกลี่ยสีเพื่อคัดน้ำหนักรวมถึงการผลักระยะอย่างพิถีพิถัน ซึ่งพิจารณาความหมายได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกบรรจงสร้างขึ้น เอาจริงเอาจัง และการให้ความสำคัญ ส่วนการปาดป้ายได้นำมาใช้ในส่วนของภาพหลังเฟรมผ้าใบ เพื่อแสดงออกซึ่งความหมายว่า พื้นที่หลังเฟรมผ้าใบนั้นเป็นพื้นที่ปลดปล่อยอารมณ์ของศิลปิน รวมถึงการใช้ในส่วนของอุปกรณ์ทำงานศิลปะเพื่อแสดงความรวดเร็วในการทำงานอย่างตั้งใจของศิลปินหัวกล้วย”

บรรยากาศขณะสร้างสรรค์ผลงานชุดเฮอร์คิวลิสเกิดขึ้นในสตูดิโอรวมของมหาวิทยาลัย และในผลงานก็เป็นบรรยากาศในห้องสตูดิโอเช่นกัน จึงเหมือนเป็นการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปด้วยพร้อมๆ กัน

“เวลาที่ทำงานส่วนมากเป็นเวลากลางคืน เนื่องจากใช้ห้องรวมกับเพื่อนและอยู่ดึกจึงมีการเปิดเพลงเพื่อความสนุก มีความวุ่นวาย ครื้นเครง ไม่ได้เงียบสงบอย่างที่หลายคนเข้าใจ ลักษณะงานที่ออกมามีความรู้สึกสนุกรวดเร็ว และเลือกใช้บรรยากาศไปในทางทึมๆ มืดๆ พอให้รู้ว่าทำงานตอนกลางคืน”

อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าทางกายและใจเป็นหลักฐานยืนยันว่า การทำงานศิลปะนั้นต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและสติปัญญาอย่างมากเพื่อสร้างสิ่งสะท้อนออกมาจากส่วนลึกของแรงปรารถนาภายในจิตใจ ให้ก่อเกิดเป็นผลงานซึ่งเผยให้เห็นถึงความสะเทือนอารมณ์จากทัศนคติของศิลปิน

“ศิลปินจริงๆ แล้วไม่ต้องการเงินทองมากมายหรือชื่อเสียงใดๆ หากแต่เพียงต้องการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อปลดปล่อยแรงปรารถนาภายในจิตใจ สำหรับจิตรกรแล้วนั้นถึงแม้จะเหนื่อยแต่คุ้มค่ากับสุขที่แลกมาเสมอ”

เฮอร์คิวลิสกับภารกิจ 12 ประการ จัดแสดงถึงวันที่ 25 ส.ค. ณ นัมเบอร์ วันแกลเลอรี่19 ถนนสีลม 21 

กัลย์ชฎารัตน์ ปัญญาวงค์ ชีวิตสุขใจที่‘น่านตะวันฟาร์ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560594

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:35 น.

กัลย์ชฎารัตน์ ปัญญาวงค์ ชีวิตสุขใจที่‘น่านตะวันฟาร์ม’

โดย ภาดนุ

น้ำใจ-กัลย์ชฎารัตน์ ปัญญาวงค์ สาวเก่งวัย 25 ปี คือคนรุ่นใหม่ที่สร้างธุรกิจสีเขียวอย่าง “น่านตะวันฟาร์ม” ขึ้นมา จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนต้องแวะเวียนไป

“จุดเริ่มต้นของน่านตะวันฟาร์ม มาจากการที่หนูเรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และช่วงที่เรียนใกล้จบนั้นหนูก็มีโอกาสได้กลับมาฝึกงานที่ จ.น่าน ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพื่อทำโปรเจกต์ขอจบ เพราะจุฬาฯ มีสาขาอยู่ที่น่านด้วย

การที่เราเรียนสายวิทยาศาสตร์ ทำให้มีโอกาสลงพื้นที่ไปดูสิ่งต่างๆ ก็เลยได้ไปทำงานร่วมกับชาวบ้านในชุมชน โดยไปทำงานวิจัยเกี่ยวกับป่าชุมชนเป็นหลัก ตอนที่ทำวิจัยอยู่นั้น หนูก็ได้พูดคุยกับชาวบ้าน แล้วก็ได้ทราบว่า ลูกๆ ของพวกเขา ไม่มีใครกลับมาช่วยปลูกข้าวโพดหรือทำเกษตรบ้างเลย ซึ่งปีนั้นกระแสการปลูกข้าวโพดมาแรงมาก (ปี 2558) แต่เด็กหลายคนพอเรียนจบแล้วก็มักจะไปทำอาชีพอื่นกันหมด กว่าจะกลับมาช่วยพ่อแม่ได้ เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว”

น้ำใจ บอกว่า เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอจึงนึกย้อนถึงตัวเอง ว่าควรกลับมาประกอบสัมมาอาชีพอยู่ที่ จ.น่าน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

“หนูก็คุยกับแม่ว่า อยากจะทำฟาร์มปลูกผักขึ้นมาสักหนึ่งแห่งบนที่ดินของเรา ซึ่งเผอิญว่าคุณแม่ก็คิดอยากทำอยู่เหมือนกัน หนูก็เลยไปเสิร์ชหาข้อมูลการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ รวมทั้งการปลูกผักที่ใช้ระบบสมาร์ทฟาร์ม ซึ่งน่าจะเปลี่ยนมุมมองของคนในพื้นที่ได้ หนูจึงเริ่มใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูงสักนิดนึง แต่คิดว่ายังไงซะตัวเองก็น่าจะสามารถทำได้

อีกอย่างหนูมีนิสัยที่ชอบสอนหรือให้ความรู้กับคนอื่นด้วย ดังนั้นหากเปิดสมาร์ทฟาร์มขึ้นมา ก็จะมีเด็กนักเรียนเข้ามาขอเยี่ยมชมฟาร์ม ซึ่งก็เป็นโอกาสดีที่หนูจะได้สอนหรือให้ความรู้กับเด็กนักเรียน รวมทั้งคนทั่วไปที่สนใจด้วย”

น้ำใจ อธิบายว่า สมาร์ทฟาร์มที่เธอทำ จะเป็นพื้นที่โรงเรือนซึ่งเตรียมไว้สำหรับปลูกผักโดยเฉพาะ โดยจะมี Timer หรือเครื่องตั้งเวลาที่เซตอัพระบบไว้ให้ปล่อยน้ำรดผักที่ปลูกไว้อีกที โดยจะเป็นระบบแบบน้ำหยดที่ตั้งเวลาไว้ให้รดน้ำผัก 5 ครั้ง/วัน อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่มีน้ำอยู่ตามราง พอถึงเวลาที่ตั้งไว้ก็จะมีการพ่นละอองน้ำนานหลายนาทีเพื่อให้ผักได้รับความชุ่มชื้น โดยใต้ดินจะมีท่อฝังอยู่ สามารถวัดอุณหภูมิ หรือวัดค่าน้ำได้ จึงถือว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว

“การที่เราอยากทำให้ฟาร์มเป็นศูนย์เรียนรู้ เราก็ต้องหาวิธีให้ฟาร์มมีรายได้จากทางอื่นเข้ามาด้วย ไม่งั้นหนูก็ต้องขอเงินแม่มาลงทุนอยู่ตลอด ฉะนั้นก่อนปลูกผักหนูต้องสำรวจตลาดก่อนว่า ผักชนิดใดกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด จากนั้นก็ต้องไปหาตลาดสำหรับนำผักไปขายหรือนำไปส่งขายต่อ แต่ปัญหาก็คือบางครั้งผลผลิตที่ได้อาจจะไม่ต่อเนื่อง

หนูจึงแก้ปัญหาด้วยการเปิดร้านอาหาร ‘น่านตะวันฟาร์ม’ ขึ้นมาควบคู่กันด้วย เพื่อที่จะนำผักต่างๆ ที่เราปลูกมาใช้เป็นวัตถุดิบในร้านได้ เพราะผักที่หนูปลูกนั้นจะปลูกไม่เยอะมากนัก ปลูกแค่ 18 โต๊ะปลูก โต๊ะหนึ่งจะมีประมาณ 200 ต้นเท่านั้น จึงสามารถใช้กับร้านอาหารได้พอดี ไม่ค่อยเหลือไปขายข้างนอกเท่าไร แต่คนที่มาดูงานที่ฟาร์มก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ค่ะ

นอกจากผักไฮโดรโปนิกส์แล้ว ผักที่หนูปลูกยังมีส่วนที่เป็นผักออร์แกนิกซึ่งเป็นพืชผักสวนครัว เช่น พริก ตะไคร้ ถั่วพู อัญชัน และอื่นๆ ดังนั้นจุดเด่นของร้านอาหารเราก็คือ ผักส่วนใหญ่จะเป็นผักสดๆ ที่เราเก็บเองกับมือ มันจึงถือเป็นการตลาดที่ดีด้วยตัวมันเอง เพราะลูกค้าที่มารับประทานอาหารจะรู้ว่าผักที่เราปลูกนั้นกินแล้วปลอดภัย จึงเป็นการโฆษณาอย่างหนึ่งที่ควบคู่ไปกับการทำร้านอาหาร เมนูที่ร้าน เช่น สลัดน่านตะวัน ยำคะน้ากุ้งสด สลัดกุ้งย่างอโวคาโด ซี่โครงหมูบาร์บีคิว และอื่นๆ”

น้ำใจ เสริมว่า ปัจจุบันเธอเริ่มทำฟาร์มมาได้ 2 ปี และเริ่มเปิดร้านอาหารมาได้ปีกว่าๆ เรียกว่าช่วงแรกที่เริ่มต้นทำก็ใช้เงินลงทุนเยอะพอสมควร เพราะเธอตั้งใจทำให้ฟาร์มสวยงามและสามารถถ่ายรูปได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อุปกรณ์ที่ใช้จึงมีราคาสูงตามไปด้วย

“ที่หนูไม่ใช้ท่อพีวีซีในการปลูกผักหรือใช้ในระบบการปล่อยน้ำ เพราะได้ศึกษาแล้วว่าท่อพีวีซีนั้นมีข้อเสียคืออาจจะมีสารพิษตกค้าง หนูจึงเลือกใช้วัสดุปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากบริษัทที่ผลิตวัสดุเพื่อการปลูกผักแบบนี้โดยเฉพาะ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารพิษตกค้างแน่นอน ในส่วนของไฮโดรโปนิกส์แม้จะลงทุนเป็นหลักแสนบาท แต่ก็จะสามารถไปลดต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในร้านอาหารได้ เพราะใช้ผักที่ปลูกเองนี่แหละ ทำให้การคืนทุนทำได้รวดเร็วกว่า เพราะผักไฮโดรโปนิกส์และผักออร์แกนิกที่เราปลูกนั้นมีมูลค่าสูงกว่าผักที่ปลูกด้วยวิธีทั่วไป

อีกส่วนหนึ่งที่หนูตั้งใจก็คือ การเปิดเป็นสถานที่ให้น้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ มาดูงานที่ฟาร์ม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทางโรงเรียนจะติดต่อมาเอง โดยมีทั้งเด็กจากโรงเรียนใน จ.น่าน และเด็กจากโรงเรียนในจังหวัดใกล้เคียงด้วย ที่ผ่านมาหนูก็เคยได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรสอนเรื่องการทำฟาร์มผักแนวคิดใหม่ให้กับเด็กนักเรียน 1,200 คนมาแล้ว ในฐานะที่หนูเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งริเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพและสามารถทำให้ธุรกิจเล็กๆ นี้ประสบความสำเร็จได้”

น้ำใจ เสริมว่า สำหรับการได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรงานที่ใหญ่ที่สุดของเธอก็คือ การบรรยายให้นักศึกษาจาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตภาคเหนือได้ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดบรรยายที่ จ.น่าน จึงทำให้ง่ายต่อการมาเยี่ยมชมฟาร์มของเธอด้วย

“การที่มีนักเรียน นักศึกษา หรือองค์กรใดๆ มาดูงานที่ฟาร์ม ไม่ใช่สิ่งที่ทำเงินให้หนูโดยตรง เพราะเราเปิดให้ชมฟรีเพื่อเป็นการให้ความรู้ซะมากกว่า แต่สิ่งที่ทำเงินให้หนูได้ก็คือร้านอาหารน่านตะวันฟาร์ม ซึ่งกลุ่มคนที่มาดูงานส่วนใหญ่มักจะพักกินมื้อเที่ยงที่นี่ เราจึงได้เงินจากการขายอาหารซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเปิดฟาร์มไปโดยปริยาย บางคนก็อาจจะแวะมาซื้อผักที่ฟาร์มเราด้วย ตรงนี้แหละที่สามารถหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เราสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินจากคุณแม่มากนัก

ตั้งแต่เรียนจบมาหนูยังไม่เคยได้ทำงานประจำเลย ก็มาเริ่มต้นทำธุรกิจสมาร์ทฟาร์มซะก่อน อีกส่วนหนึ่งก็คือหนูอยากจะช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมของครอบครัวเราด้วย ถ้าอธิบายให้เห็นภาพก็คือ น่านตะวันฟาร์มของเราตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่ โดยจะแบ่งเป็นส่วนของฟาร์ม ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และมีบ้านในฟาร์มอีก 1 หลังซึ่งเปิดไว้เป็นที่พักแค่หลังเดียว เพื่อให้คนที่มาพักตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นเจ้าของฟาร์มจริงๆ เลย สำหรับคนที่สนใจจะมาพักก็อาจจะต้องจองล่วงหน้าสักหน่อย ถ้ามาเป็นกรุ๊ปก็จะยิ่งสนุกกว่าเพราะบ้านนี้สามารถรองรับคนได้เยอะ ทั้งชมฟาร์ม กินข้าว หรือร้องคาราโอเกะ ที่นี่ก็ทำได้ ที่สำคัญบรรยากาศดีมาก เพราะด้านหน้าฟาร์มจะเป็นหนองน้ำ ยิ่งในฤดูหนาวนี่จะเห็นเป็นทะเลหมอกสวยงามเลยล่ะ

การใช้ชีวิตอยู่ที่น่านและได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และได้ช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว ทำให้หนูไม่อยากไปทำงานในกรุงเทพฯ เลยล่ะ หนูคิดว่าตัวเองทำสำเร็จตามข้อแรกที่ตั้งใจไว้ นั่นก็คือการเปิดฟาร์มให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของน้องๆ นักเรียน นักศึกษา เพราะแต่ละช่วงจะมีเด็กๆ เข้ามาดูงานที่ฟาร์มตลอด มาทีก็ 60-70 คนก็มีค่ะ บางกลุ่มแม้จะนั่งรถข้ามภูเขามาจากต่างอำเภอ พวกเขาก็มากัน แม้แต่องค์การบริหารส่วนตำบลก็จะมากันอยู่เสมอ”

น้ำใจ ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เธอรู้สึกมีความสุขและพอใจกับสิ่งที่ทำ แม้ตัวเองจะไม่มีโอกาสหรือมีประสบการณ์ในการทำงานที่กรุงเทพฯ เลยก็ตาม แต่อย่างน้อยเธอก็รู้สึกภาคภูมิใจกับการกลับมาทำฟาร์มของเธอ ซึ่งสามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจหรือต่อยอดไอเดียให้กับเด็กๆ รุ่นต่อไปในการเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ด้วยตัวเองได้

“นอกจากทำงานของตัวเองแล้ว ตอนนี้หนูยังเข้ามาช่วย ‘สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวน่าน’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เมืองน่านด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนมาเที่ยวหรือมาทำกิจกรรม เช่น ปลูกข้าว และอื่นๆ ด้วย เนื่องจากหนูค่อนข้างถนัดทางด้านโซเชียลมีเดีย ผู้ใหญ่ในสมาคมก็เลยให้หนูช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวน่านตามที่หนูสามารถทำได้ เพื่อให้น่านเป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดอื่นๆ นักท่องเที่ยวจะได้มาท่องเที่ยวกันเยอะๆ แล้วตอนนี้หนูยังเป็นรองประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดน่านอีกด้วย พูดง่ายๆ ว่าสิ่งใดที่หนูสามารถช่วยให้น่านเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างได้ หนูก็จะช่วยอย่างเต็มที่เลยค่ะ”…อัพเดทได้ที่ Fanpage FB : น่านตะวันฟาร์ม NanTawan Farm

นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560592

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

คนบางคนก็เกิดมาเพื่อเป้าหมายเดียว คือการพาชีวิตไปตามฝันที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอาจจะต้องแลกกับอะไรบางอย่างในชีวิต บางคนเลือกมุ่งหน้าสู่โหมดทำงานสุดโต่ง ยิ่งถ้าได้ทำงานที่ตรงกับแพสชั่นของตัวเองด้วยแล้ว ทุกอย่างก็คือยอมพร้อมแลก บางคนเลือกเงินและผลตอบแทนที่คุ้มค่าสู้จนต้องละทิ้งบางอย่างที่มีคุณค่า

แม้ทุกคนมีเป้าหมายที่ต่างกัน และใช้วิธีเดินทางไปสู่จุดนั้นต่างกันเช่นกัน บางทีเราก็เลือกวิธีการที่โหดสาหัสกับตัวเอง ทำงานหนัก บากบั่น หรือบีบบังคับตัวเอง บีบคั้นตัวเองมากเกินไป จนลืมเมตตากับตัวเอง ร่างกายอันเป็นบ้านหลังใหญ่ของชีวิตก็เลยประท้วงในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางโรคบ้าง ทางอารมณ์บ้าง

เมื่ออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งพาเราไปสู่จุดที่แย่ที่สุด ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ เศร้าใจ ชื่นใจ ก็อย่าเพิ่งไปคลุกคลีกับมันเยอะ วางใจไว้ให้อยู่ในสภาวะกลางๆ ยินดีก็รู้ว่ายินดี เสียใจก็รู้ว่าเสียใจ ร้องไห้ก็รู้ว่าร้องไห้ ไม่ไปคลุกเคล้าเอามายึดติดจนมากเกินไป

แม้กระทั่งการป่วยไข้ของใครคนหนึ่ง อาจจะเป็นเทียนส่องสว่างให้ชีวิตอีกหลายๆ คนได้พบทางออกที่สั้น ง่าย และไวขึ้น เช่นชายหนุ่มคนนี้ นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว เจ้าของ บริษัท นาวินคอนซัลแตนท์ จากครีเอทีฟนักโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ เคยไปทำงานให้กับเอเยนซีดังๆ ระดับโลกทั้งเอเชียและยุโรป  มีรางวัลการันตีมากมาย จนออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง ที่เรียกตัวเองว่าเป็นครีเอทีฟบัดดี้ หน้าที่การงานของเขากำลังไปได้สวย ชีวิตพุ่งไปข้างหน้า ตลอดเวลาเขามีความสุขในการทำงาน แอ็กทีฟอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว เขาเริ่มรับรู้ในความผิดปกติของตนเอง  เขาไม่อยากตื่นไปทำงาน เบื่อสังคม หลบเลี่ยงไม่อยากพบเจอใคร อยากจะเก็บตัวเงียบๆ อยู่ในบ้าน ที่เคยชอบดูหนัง ฟังเพลง ก็ดูหนังไม่จบเรื่อง เบื่อ เครียด กับทุกสิ่งอย่าง จนไปทำงานไม่ได้ บางคนอาจจะรีๆ รอๆ ยังไม่ไปพบแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นความเบื่อ ความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินไป ได้พักสักระยะอาจจะหายไปเอง

แต่เขาไม่รอ เพราะเขาทำงานไม่ได้ เขาไม่มั่นใจตัวเอง ไปพบลูกค้าไม่ได้ เขารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับตนเอง จึงตัดสินใจไปหาหมอ และพบว่าเป็นโรคซึมเศร้า เขารับการรักษาอย่างต่อเนื่องอยู่ 6 เดือน จนอาการดีขึ้น ไปทำงานได้ตามปกติ แล้วก็ชะล่าใจ หยุดยาเอง ทั้งๆ ที่หมอบอกให้กินยาต่อไปอีกสักระยะ แต่ก็ดื้อหยุดยาเอง ประมาท ไม่ฟังหมอ

“นี่เป็นเพราะเราเป็นคนกดดันตัวเอง ใจร้อน ชีวิตที่ผ่านมาของผมนั้นประสบความสำเร็จเร็ว ทำให้ชีวิตพุ่งไปข้างหน้าเร็วเกินไป ไม่มีติดเบรกเลย ความเครียดจึงสะสมไว้เยอะโดยไม่รู้ตัว แล้วชีวิตก็โฟกัสแต่เรื่องงาน ไม่มีมุมอื่นเลย ชีวิตมีแต่เรื่องงานๆ เพราะอยากสร้างแลนมาร์คในเรื่องงานเพียงอย่างเดียว รู้ดิ่งแต่โง่กว้าง ไม่มีเบรกเลย”

เขาเล่าว่า พอหยุดยาเองได้สัก 7-8 เดือน อาการกำเริบอีก พอเป็นรอบสองนี่หนักกว่ารอบแรก มีบางช่วงที่รู้สึกว่าอยากจะกระโดดตึกตาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาการเงินหรืองานด้วย แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ของเคมีในสมองล้วนๆ เป็นเสียงของอัตตาด้วย

คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสารเคมี 3 อย่างในสมองไม่สมดุล คือ โคปามีน เป็นสารแห่งความภูมิใจ เซโรโทนีน สารที่ทำให้ใจสงบ รู้สึกปลอดภัย และเอนดอร์ฟิน สารแห่งความสุข การกินยาเพื่อปรับสาร 3 ตัวนี้ให้สมดุลกัน ถ้าสาร 3 ตัวไม่ครบ ความรู้สึกก็จะติดลบ ขาดๆ ไป

ในความโชคร้ายก็มีความโชคดี คือคุณหมอ นอกจากจะรักษาด้วยยาแล้วยังรักษาใจด้วยการนำหลักธรรมะมาช่วยในการรักษา ด้วยการปรับทัศนคติ มุมมองในชีวิตให้มองโลกแบบใหม่ด้วย คือให้ใช้ชีวิตแบบสายกลาง ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ที่สำคัญต้องมีเมตตากับตนเองบ้าง หมอให้ลองนั่งสมาธิแบบลืมตาแบบของหลวงพ่อเทียน วัดสนามใน ถ้าหลับตาแล้วจะฟุ้งซ่าน ถ้าลืมตาจะช่วยได้ดีกว่า เขาเริ่มปล่อยวาง ไม่สุดโต่งเกินไปคือ ตถาตา มันเป็นเช่นนั้น อยู่กับกาย อยู่กับปัจจุบัน

“เมื่อก่อนจะเป็นคนคิดตลอดเวลา ขับรถก็คิด นั่งกินข้าวก็คิดๆ เรื่องงาน ตอนนี้ปรับใหม่ เวลาส่วนตัวอยู่บ้าน อยู่กับลูก กินข้าว นั่งเล่น เราจะไม่คิดแล้ว ให้คิดเฉพาะตอนไปทำงานเท่านั้น พอมารักษารอบสองนี่เราให้ความร่วมมือกับคุณหมออย่างเต็มที่ ไม่ดื้อ ไม่ประมาท ซึ่งผลการรักษาก็ดีขึ้น โดยคุณหมอนัดห่างออกไปเรื่อยๆ ยังคงกินยาอยู่ในปริมาณที่ลดลงทุกครั้งที่ไปพบหมอ”

สำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้านี่เป็นแพตเทิร์นแทบจะทุกคน คือ โลภ หลง โลภคือ (ภวตัณหา) : อาการลุ้น ความอยาก คาดคั้น คืออาการอยากหาย คำถามซ้ำๆ ในหัวว่าเมื่อไรจะหาย อยากหายเร็วๆ อยากกลับไปเป็นคนเก่า อยากกลับไปสดใส ร่าเริง หมอบบอกว่าโรคซึมเศร้ายิ่งอยากหาย ยิ่งไม่หาย แถมหมอบอกว่า ต่อให้เราหายแล้ว ถ้ามีกิเลสเข้มข้น ลุ้นอยากได้อะไรมากๆ จนเกินพอดี มันก็คือความเครียดที่มองไม่เห็น ก็จะมีสิทธิกลับมาเป็นได้อีก แปลว่าต่อให้หายจากโรคซึมเศร้าแล้ว ก็ต้องทันทุกความคิดโลภ เมื่อไรที่อยากได้ อยากเอา อยากเป็น ก็ต้องรู้เท่าทัน เพื่อจะไม่ต้องกลับมาเป็นซึมเศร้าอีก อยากประสบความสำเร็จได้ อยากรวยได้ อยากมีความมั่นคงได้ อยากให้ลูกได้ดีได้ อยากเป็นหัวหน้าได้ อยากมีบ้านได้ อยากมีรถได้ อยากกินของอร่อยได้ อยากให้งานออกมาดีได้ ไม่ว่าจะอยากอะไรต่อมิอะไร ถ้ามันอยู่ในเลเวลที่พอดี คำสอนสุดคลาสสิกของพระพุทธเจ้า คือ เดินทางสายกลาง เอามาประยุกต์ใช้ได้เลยกับความอยาก

หลังจากที่เขารักษาซึมเศร้าผ่านมาเกือบปีและอาการดีขึ้นจนเป็นปกติ เขาก็เลยเปิดเพจให้ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า โดยนำประสบการณ์ตรงมาเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ใช้ชื่อเพจว่า เมื่อครีเอทีฟพบจิตแพทย์ ซึ่งเขาได้สร้างเพจนี้มาได้ 3 เดือนกว่า โดยเขียนเรื่องของเขาเป็นตอนๆ จำนวน 20 ตอน หลังจากที่เปิดเพจนี้มาก็มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก และมีผู้อ่านถามไถ่ขอข้อมูลเข้ามาเป็นจำนวนมาก นั่นแสดงว่ามีคนเครียดสะสมจนอาจจะกลายเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะในสังคมเมืองที่มีการแข่งขันและรีบเร่งเช่นนี้ และมีคนมาปรึกษาหลายสิบคนที่อยากจะฆ่าตัวตาย บางคนจะขับรถพุ่งชนกำแพงก็มี เขาก็พยายามปลอบใจจนยอมจอดรถมาคุยกัน

นอกจากเขียนเพจแล้ว เขายังอัดคลิปรักษาโรคซึมเศร้าฉบับภาคพิสดารมาให้ความรู้แบบขำๆ ไม่ซีเรียส แต่นำไปใช้ได้จริง อธิบายถึงการเอาตัวรอดในภาวะที่มีอารมณ์ชั่ววูบอยากจะฆ่าตัวตาย เช่น ดึงสติลมหายใจ เอาเท้าสัมผัสพื้นให้รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ ทุบต้นขาตัวเองเบาๆ ให้รู้สึกตัว บอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เพราะการคิดฆ่าตัวตายเป็นอารมณ์ชั่ววูบจากการที่เคมีในสมองที่ผิดปกติมันไม่สมดุล จึงต้องคอยเตือนตัวเองให้มีสติรู้ตัวหลุดจากอารมณ์ชั่ววูบนั้นให้ได้

การกินยาคือการรักษาเคมีในสมองให้สมดุล นอกจากยาที่จะช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ควรรักษาใจด้วยการนำหลักธรรมะมาช่วยเรื่องทางสายกลาง การอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

บทเรียนที่ได้จากการป่วยครั้งนี้ก็คือ การที่ทำให้เขาได้กลับมาทบทวนตนเอง มีเมตตากับตนเอง ทำให้ชีวิตรู้จักติดเบรกบ้าง ไม่เช่นนั้นเขาจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวจนเครื่องพังเข้าสักวัน การป่วยครั้งนี้ทำให้เขาได้ปล่อยวางมากขึ้น กดดันตัวเองน้อยลง รู้จักพอมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนไม่เคยพอใจกับงานได้เท่าไรก็อยากเพิ่มอีก มีแต่อีโก้ ยังดีไม่พอ เพิ่มเลเวลไปเรื่อยๆ จนเครื่องมันคงจะระเบิด

การเปิดเพจก็เพื่อแบ่งปันว่าโรคซึมเศร้านั้นรักษาให้ดีขึ้นได้ “คือเราหายแล้วก็ไม่อยากหายคนเดียว อยากให้คนอื่นหายเหมือนเรา และผมอยากจะเอาเรื่องราวที่ผมเขียนไว้ทั้ง 20 ตอนมาพิมพ์เป็นหนังสือขายราคาถูกๆ เล่มละ 30-40 บาท เพื่อให้ใครก็ซื้อหาอ่านได้ หรือเอาไปแจกตามโรงพยาบาล กำลังหาทุน แล้วก็มีพี่ๆ น้องๆ ที่ตามเพจของผมหลายคนเป็นอาสาสมัครจะช่วยวาดรูปประกอบในแต่ละตอนให้ ซึ่งงานของหลายๆ คนนี่ฝีมือดีเยี่ยมเลย ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

ทุกวันนี้เขายังอัพเดทเพจของเขาเสมอ ใครมีปัญหาด้านนี้ถามมาได้เลย ยินดีตอบตลอดเวลา จะโทรคุยก็ได้ถ้าว่างไม่ติดประชุม เขาบอกว่ารับสายตลอด ถ้าอินบ็อกซ์ไว้เขาก็จะตามไปตอบให้เร็วที่สุด

การป่วยไข้ครั้งนี้ เหมือนครูที่มาสอนว่าอย่าทำกล่องชีวิตของตัวเองให้ใหญ่เกินไป เพราะมันจะใส่อะไรไปเท่าไรก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ ถ้ากล่องชีวิตคุณเล็กลง จะเติมจะใส่อะไรเข้าไปมันก็เต็มง่าย สุขได้กับเรื่องง่ายๆ เช่นกัน ทางสายกลางนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ตึงไปหย่อนไปสักวันก็ขาดผึงแบบเขานี่ล่ะ และการเป็นโรคซึมเศร้าก็รักษาให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร เมื่อเป็นก็รักษา ยอมรับกับโครที่เป็น แต่จะไม่ยอมแพ้ เพราะมันหายได้ อย่ากังวลใจเกินไปเลย 

โรคหลงตัวเอง ในโซเชียลมีเดีย (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560500

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 12:06 น.

โรคหลงตัวเอง ในโซเชียลมีเดีย (จบ)

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

โรคหลงตัวเอง หรือ Narcissistic Personality Disorder (NPD) ที่ไม่ใช่แค่คิดว่าตัวเองสวยหล่อ ดูดี มีคนรักคนหลง แต่เป็นอาการผิดปกติที่อาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ทำให้เข้าใจว่าตัวเองนั้นถูกทุกอย่างหรือเก่งทุกทาง

ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะแฝงตัวอยู่ในสังคม เพราะมักจะมีลักษณะที่ชอบเข้าสังคมเป็นอย่างมาก ออกจะเป็นคนเจ้าชู้ ยิ้มหวาน ช่างพูด ช่างนินทา และชอบที่จะพูดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ยอมให้คนอื่นเด่นกว่า ซึ่งจะมีผลเสียทางสังคมที่เป็นที่น่ารำคาญของเพื่อนฝูง และอาจจะถึงขั้นเป็นที่รังเกียจไปโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้

ปัจจุบันได้แพร่หลายและแสดงตัวตนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งผู้เป็นโรคหลงตัวเองได้แสดงออกผ่านสื่อสังคมออนไลน์นี้อย่างรุนแรง

โรคหลงตัวเองนับเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้ไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่แล้วเด็กเล็กและวัยรุ่นอาจแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโรคนี้ แต่ไม่ได้พัฒนากลายเป็นโรคหลงตัวเองเสมอไป เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงออกตามวัย ทั้งนี้ ผู้ชายมักป่วยเป็นโรคหลงตัวเองมากกว่าผู้หญิง และจะเริ่มเป็นเมื่อเข้าช่วงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้น

ผู้ที่ป่วยจึงไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคหลงตัวเอง จึงทำให้ยากต่อการรักษา และโรคนี้ก็ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ดังนั้นถ้าพอที่จะรู้สึกว่ามีอาการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วก็ให้รีบไปพบจิตแพทย์ทันทีก่อนที่จะลุกลามไปเป็นโรคซึมเศร้า และอาจจะฆ่าตัวตายได้ในที่สุด ซึ่งโรคนี้พบเพียงแค่ 1% ของประชากรโดยรวม และ 16% ของผู้ป่วยโรคจิตเภท

เว็บไซต์ honestdocs.co ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ นำเสนอถึงสัญญาณของโรคหลงตัวเองในโซเชียลมีเดีย มีอาการหลักๆ ดังนี้ คิดว่าตัวเองเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลก โดยมักจะคิดเสมอว่าไม่มีใครเก่งเกินตัวเอง ไม่สามารถที่จะยอมรับในความสามารถของคนอื่นได้เลย เพราะคิดแต่ว่าตัวเองเก่งที่สุดแล้ว มักจะคิดอะไรเข้าข้างตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมีคนแสดงอาการหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ป่วยเป็นก็มักจะคิดว่าคนรอบข้างอิจฉา หรือไม่ก็ด้อยกว่าตัวเอง เวลามีใครมองก็จะทึกทักเอาเองว่าตัวเองเด่นจนคนต้องมองเหลียวหลัง ทำอะไรแบบไร้จิตสำนึก ไม่เคยกลัวใคร และไม่สามารถแยกแยะความดีความชั่วได้ คิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ ใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ

เช่นกันในเว็บไซต์ความรู้และข้อมูลทางด้านการแพทย์และสุขภาพ pobpad.com ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคหลงตัวเองจะปรากฏสัญญาณหรือพฤติกรรมของโรค 5 ลักษณะ หรือมากกว่านั้น ดังนี้ มักยึดตัวเองเป็นคนสำคัญมากเกินไป เช่น หวังว่าผู้อื่นจะเห็นว่าตัวเองพิเศษหรือเหนือกว่าในด้านต่างๆ มักหมกมุ่นกับการคิดถึงความสำเร็จ อำนาจ ความร่ำรวย ความงาม หรือความรักในอุดมคติของตัวเอง เชื่อว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ และบุคคลที่มีความพิเศษหรือสถานะทางสังคมที่สูงเทียบเท่ากันเท่านั้นถึงจะเข้าใจตน

ต้องการความสนใจ การยอมรับ และความชื่นชมจากผู้อื่น คิดว่าสมควรได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ อย่างไม่มีเหตุผล แสวงหาประโยชน์จากผู้อื่น เพื่อให้ตนเองบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ขาดความเห็นใจและนึกถึงผู้อื่น มักริษยาผู้อื่น หรือเชื่อว่าคนรอบข้างอิจฉาตนเอง มีความคิดหรือพฤติกรรมที่เย่อหยิ่ง จองหอง

 

โรคหลงตัวเอง เป็นหนึ่งในความผิดปกติของบุคลิกภาพ (Personality Disorders) มีลักษณะชอบจองหอง โอ้อวด หรือเสแสร้ง ชอบที่จะได้รับสิ่งดีที่สุด และหากไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีที่พิเศษก็จะโกรธ โมโห ในขณะเดียวกันจะรับไม่ค่อยได้กับคำวิจารณ์ และอาจมีความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย ละอาย (Humiliation) และอ่อนแอ (Vulnerability)

ดังนั้น เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีจึงพยายามเหยียดผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี หรืออาจจะรู้สึกหงุดหงิดซึมเศร้าเพราะไม่ได้เลอเลิศสมบูรณ์แบบ (Short of perfection) นอกจากนี้ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ดังนั้นจึงไม่ค่อยยอมรับการรักษา

เว็บไซต์ haamor.com ได้ให้ข้อมูลของการป้องกันโรคหลงตัวเองว่ายังไม่ปรากฏแน่ชัด เนื่องจากไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคนี้ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีบุคคลรอบข้างป่วยเป็นโรคหลงตัวเองสามารถบำบัดให้หายได้ โดยพาผู้ป่วยไปพบแพทย์และรับการบำบัดในกรณีที่ผู้ป่วยอายุยังน้อย ส่วนพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ดูแลผู้ป่วยควรเข้ารับการบำบัดเพื่อเรียนรู้วิธีสื่อสารและรับมือกับอารมณ์ของผู้ป่วย รวมทั้งรับคำปรึกษาจากนักบำบัด

เพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคหลงตัวเองที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา อาจลองเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมที่มีต่อการรักษา โดยปฏิบัติดังนี้

เปิดใจและมุ่งมั่นไปที่รางวัลอันเป็นเป้าหมายของการรักษา

ควรเข้ารับการบำบัดตามกำหนดและรับประทานยาตามแพทย์สั่งจ่ายอย่างเคร่งครัด

หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลงตัวเอง เพื่อจะได้เข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีรักษาโรคดังกล่าวมากขึ้น

ควรเข้ารับการรักษาปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพซึ่งเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น การใช้สารเสพติด โรคซึมเศร้า อาการวิตกกังวล และความเครียด เนื่องจากอาจนำไปสู่สภาวะอารมณ์และสุขภาพที่ไม่ดีได้

พยายามผ่อนคลายเพื่อรับมือกับความเครียด เช่น นั่งสมาธิ หรือเล่นโยคะ เป็นต้น

ควรตั้งเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังเข้ารับการรักษา เนื่องจากช่วงพักฟื้นต้องใช้เวลานานจนกว่าจะหายเป็นปกติ การตั้งเป้าหมายจะช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงกระตุ้น เพื่อตั้งใจทำตามเป้าหมายดังกล่าว 

Pay attention to our feet ว่าด้วยการจัดการข้อเท้าและนิ้วเท้า (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560499

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 12:02 น.

Pay attention to our feet ว่าด้วยการจัดการข้อเท้าและนิ้วเท้า (2)

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

หากเมื่อผู้ฝึกโยคะอาสนะ อาจไม่เคยใส่ใจรายละเอียดการจัดระเบียบในส่วนของฝ่าเท้าเลย หรือใส่ใจน้อยแบบผ่านๆ ลองมาเริ่มสำรวจแล้วใส่ใจการเคลื่อนไหวที่สร้างความแตกต่างในการฝึกท่าโยคะกัน ให้ลองทดลองได้ด้วยตัวเองดู ในครั้งนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจากคราวที่แล้ววันนี้ครูจะคุยเกี่ยวกับ

ข้อเท้าและนิ้วเท้าค่ะ

เมื่อพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของข้อต่อในส่วนของข้อเท้า สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยการงอและการเหยียด หรือก็คือการกระดกขึ้นและการกระดกลงนั่นเอง ในส่วนของนิ้วเท้าก็มีการกรีดนิ้วเท้าออก เหยียดออก จะเรียกว่าเป็นการกำนิ้วเท้าก็ได้ (Point) และฝั่งตรงข้าม ก็คือการพับนิ้วเท้าหรือควบคุมให้นิ้วเท้างอเข้ามานั่นเอง (Flex) ซึ่งในการจัดการข้อเท้าและนิ้วเท้านี้จะจัดระเบียบไปในทิศทางเดียวกัน จัดไปด้วยกันเพื่อให้เกิดผลที่ลึกขึ้นในการฝึกท่าโยคะอาสนะนั้นๆ

เริ่มต้นให้นักเรียนลองเริ่มสำรวจการเคลื่อนไหวของข้อเท้าของตัวเราเองดูก่อน นั่งหลังตรง วางกระดูกรองนั่งลงที่พื้น หากนั่งหลังตรงไม่ได้ให้พับผ้าวางที่กระดูกรองนั่ง แล้วเหยียดขาทั้ง 2 ข้างออกมา แยกความกว้างของขาให้เท่ากับความกว้างของสะโพก จากนั้นให้ถือว่าตำแหน่งที่เท้าได้ฉากกับขาเป็น 0 องศา แล้วลองกระดกเท้าขึ้นดู โดยปกติแล้วข้อเท้าจะกระดกขึ้นได้ 30 องศา และกระดกลงได้ 45 องศา ข้อกลางเท้าจะไม่มีการเคลื่อนไหวส่วนข้อนิ้วเท้าจะงอและเหยียดได้พอสมควร

ต่อมาจะลองเริ่มสำรวจนิ้วเท้ากัน ให้นักเรียนยืนขึ้นในท่าภูเขาโดยแยกขากว้างเท่าสะโพกแล้วเราจะเริ่มขยับเฉพาะนิ้วเท้าข้างขวาก่อนด้วยการยกนิ้วเท้าขวาขึ้นลอยจากพื้นส่วนนิ้วอื่นๆ ไม่ต้องยกค้างไว้ ประมาณ 5 วินาที แล้ววางลงเบาๆ จากนั้นลองยกนิ้วเท้านิ้วอื่นๆ ดู ซึ่งบางคนพอวางนิ้วโป้งเท้าแล้วให้ยกนิ้วเท้านิ้วอื่นๆ อาจควบคุมไม่ได้ทีละนิ้วแต่ยกทั้งแผงขึ้นมาเลย ลองฝึกแล้วสำรวจดูถึงการควบคุมและรับรู้ความรู้สึกของนิ้วเท้าของเรา จากนั้นลองสลับทำข้างซ้ายดูเป็นการฝึกควบคุมนิ้วเท้า

ทีนี้ครูจะให้เชื่อมการเคลื่อนไหวของข้อเท้าควบคู่ไปกับนิ้วเท้าพร้อมๆ กัน

อย่างที่ครูเกริ่นไปตอนต้นว่าให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน คือพับขึ้นและเหยียดออก (Flex and Point)

ต่อมาลองฝึกให้เห็นความแตกต่างในอาสนะท่านั่ง หากเราเหยียดข้อเท้าและนิ้วเท้าออก Point

เมื่อเราทำท่านั่งพับตัวลงมาความตึงใต้ขาจะลดลง คือเข้าเส้นน้อยกว่าการที่เราจัดระเบียบข้อเท้าและนิ้วเท้าให้กระดกขึ้นหรือพับขึ้น Flex

ลองจัดระเบียบข้อเท้ากับนิ้วเท้าดู ขณะเข้าท่าอาสนะจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ ถึงกับซี้ดซ้าดกันเลยทีเดียว (ตัวอย่างจากในภาพแสดงให้เห็นการจัดการข้อเท้าและนิ้วเท้า แต่ไม่ได้พับลำตัวลงมาให้ดู ดังนั้นลองพับลำตัวลงมาด้านหน้าดูจะเห็นถึงความแตกต่าง) และอาสนะท่านอน

ให้นักเรียนลองฝึกดูว่าหากเราต้องการเน้นยืดเส้นใต้ขาแล้ว การจัดการข้อเท้าและนิ้วเท้าจะให้ความรู้สึกที่เข้ามัดกล้ามเนื้อมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราพับข้อเท้าขึ้น Flex มากกว่าเหยียดออก Point ให้ลองทำดูแล้วสังเกตตัวเองดูค่ะ 

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

กรีนโปรดักต์ เพื่อน้องหมาสุดที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560491

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

กรีนโปรดักต์ เพื่อน้องหมาสุดที่รัก

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ยุคนี้ โดยเฉพาะสังคมคนเมือง สังคมคนโสด ใครๆ ก็อยากมีน้องหมาเป็นเพื่อนสักตัว เธอคนนี้ก็เช่นกัน พิมพ์ชิน ภัคพัฒน์ชนม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรีดีเพ็ทไทยแลนด์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แชมพู ครีมนวด เครื่องหอมเพื่อสุนัข ภายใต้ชื่อแบรนด์ 3D Pets

ที่จริงแล้วเธอมีธุรกิจหลักเป็นงานทางด้านพีอาร์ อีเวนต์ สตูดิโอและมีเดียต่างๆ ที่ทำมานานกว่า 10 ปี ส่วนผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงนั้น เป็นงานที่เพิ่งเริ่มต้นได้เพียงปีกว่า ซึ่งเป็นงานที่เกิดขึ้นเพราะใจรัก อยากให้น้องหมามีผลิตภัณฑ์ที่ดีๆ ใช้ ไม่ได้หวังจะสร้างธุรกิจเพราะหวังร่ำรวยใหญ่โตเพราะแบรนด์นี้

เธอบอกว่าเรื่องของเรื่องก็คือ เราเป็นคนรักน้องหมากันทั้งครอบครัว ทั้งลูกและสามี ต่างก็มีน้องหมาตัวโปรดของตัวเองกันคนละตัวสองตัว ทำให้ที่บ้านเลี้ยงไว้ 6-7 ตัว แล้วเลี้ยงน้องหมาเหมือนเลี้ยงลูก ทุ่มเทใส่ใจใกล้ชิด ส่วนใหญ่ก็เอามานอนด้วย อาบน้ำให้เอง จึงอยากให้น้องหมาได้ใช้ของดีๆ

“เริ่มจากเพื่อนอีกคนเขาก็รักน้องหมา เขาเลยไปคิดทำแชมพู ครีมนวด สเปรย์น้ำหอมให้น้องหมาเขาใช้เอง โดยทำจากสมุนไพรที่เป็นออร์แกนิกไม่ใช้สารเคมีเลย เขามีความรู้ทางด้านนี้อยู่พอสมควร ก็ให้เขาทำมาให้เรามาใช้กับน้องหมาของเราด้วย

ปรากฏว่ามันดีงามน้องหมาขนฟูฟ่อง ไม่แพ้ กลิ่นก็หอมสะอาดดีมาก เลยชวนเขาว่าทำเป็นแบรนด์แล้วขายเลยดีกว่า เพราะมีคนรักน้องหมาอย่างเราเยอะ อยากให้คนอื่นได้ใช้ของดีแบบเราด้วย ก็เลยหุ้นกับเพื่อน 2 คนทำแบรนด์นี้ขึ้นมา” เธอเล่าอย่างมีความสุข

พิมพ์ชิน บอกว่าชื่อ 3D นั้น เพราะเหตุว่า 1.เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะใช้สมุนไพรทั้งหมด 100% จากสะเดา กะเม็ง หนอนตายหยาก ทุกอย่างคือสมุนไพรไทยทั้งสิ้น ปลอดสารเคมีไม่เป็นมลพิษ

2.ดีต่อคน เพราะน้องหมาคลุกคลี กอดหอมเล่นกัน ผลิตภัณฑ์ที่เขาใช้คนเลี้ยงต้องไม่แพ้ 3.ดีต่อสัตว์ น้องหมาไม่แพ้ ขนไม่ร่วง ไม่มีสารตกค้างในตัวเขา สรุปคือดีครบวงจรทั้งสามด้าน

“ตอนนี้สินค้ามี 3 ชนิดหลักๆ คือ แชมพู ครีมนวด สเปรย์น้ำหอม เร็วๆ นี้จะมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาอีก 2-3 ชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์ถูพื้นจากสมุนไพร เพราะน้องหมาเขาต้องเกลือกกลิ้งนอนเล่นจะได้ไม่เป็นอันตราย ยาสีฟันของน้องหมา”

นอกจากนี้ เธอยังส่งเสริมให้มีการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ด้วยการมีสินค้าชนิดเติมแบบถุงและแบบแกลลอน ซึ่งราคาจะถูกลง หรือเอาขวดเก่ามาเติมก็จะได้ลดราคาลงไปอีก

“รวมทั้งสินค้าแบบแกลลอน ถ้าหมดแล้วจะนำผลิตภัณฑ์ไปใช้แทนอิฐบล็อกเพื่อสร้างเป็นคอกสุนัขหรือกั้นแนวรั้วไม่ให้น้องหมาเล็ดลอดออกนอกบ้าน การนำมาใช้ซ้ำนั้นเพื่อเป็นการลดโลกร้อน ลดจำนวนขยะ ใช้ผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

เธอบอกว่ายังไม่หยุดแค่นี้ พยายามคิดหาประโยชน์ด้านอื่นๆ ในการนำบรรจุภัณฑ์ไปใช้ซ้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ เธอยังนำรายได้จากการขาย 10% เพื่อไปสนับสนุนเกี่ยวกับกิจกรรมของสุนัขด้านต่างๆ เช่น ทุกๆ 3 เดือน จะนำรายได้ไปช่วยโครงการสุนัขจรจัดต่างๆ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุนัข เช่น หาบ้านให้น้องหมา หาวัคซีนให้น้องหมา ในบางครั้งก็ทำกิจกรรมพิเศษ เช่น ผลิตเสื้อขายเฉพาะกิจนำเงินไปให้กับกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์เลี้ยงที่มีคนขอความช่วยเหลือมา

“สินค้าเพื่อสุนัขที่เป็นออร์แกนิกของต่างประเทศจะมีราคาแพง สมุนไพรไทยของเราดีๆ มีมากมาย เราทำเพื่อให้ราคาย่อมเยาลงมา คนที่รักน้องหมาอย่างเราจะได้พอซื้อหาได้ไม่แพงเกินไป อย่างที่บอกว่านี่เป็นงานอดิเรก เราทำเพราะรักน้องหมาเป็นจุดหลัก รายได้คือของแถม ตอนนี้ขายออนไลน์เป็นหลัก กับออกงานเพ็ทต่างๆ อนาคตอาจจะมีฝากร้านจำหน่าย เร็วๆ นี้ที่ PET LOVEr ที่เซ็นทรัล” พิมพ์ชินกล่าวทิ้งท้าย 

ศุภศักดิ์ ดุละลัมพะ ‘ส่งต่อความสุขในครอบครัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560481

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:55 น.

ศุภศักดิ์ ดุละลัมพะ ‘ส่งต่อความสุขในครอบครัว’

โดย ฤดูกาล ภาพ : ศุภศักดิ์ ดุละลัมพะ

สลัดภาพผู้บริหารแล้วแทนที่ด้วยภาพคุณพ่อสุดอบอุ่น “โอ๊ค” ศุภศักดิ์ ดุละลัมพะ ในวันทำงานเขาดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็น.ซี.ซี. อิมเมจ แต่เมื่อก้าวขาเข้าบ้านเขาจะกลายเป็นฮีโร่ของลูกชายวัยซนทั้ง 2 คน

น้องต้นสน วัย 6 ขวบ และน้องต้นข้าว วัย 3 ขวบ ได้ไปเที่ยวทะเลหัวหินตั้งแต่อายุ 6 เดือน มันเป็นสถานที่แรกที่เขาเลือก เพราะในวัยเด็กของพ่อโอ๊คก็เติบโตมากับการเล่นน้ำเล่นทรายบนชายหาดหัวหินเช่นกัน

“ผมรู้สึกว่าทะเลมันเกี่ยวข้องกับผมมาตลอด ตั้งแต่ในวัยเด็กที่จำความได้ผมก็วิ่งเล่นอยู่ทะเลหัวหิน จนผมเป็นวัยรุ่นก็ชอบไปเที่ยวเกาะ จนถึงวันนี้ที่ผมมีลูก ผมก็อยากพาเขาไปในที่ที่เราเคยไป ได้ไปรู้สึกสนุกเหมือนที่เราจำได้ และอยากให้เขาไปสัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับมัน ได้เจอคนที่ลูกไม่รู้จัก ได้กินอาหารท้องถิ่นที่เขาไม่เคยลอง เพื่อเรียนรู้ความหลากหลายบนโลกใบนี้ว่า มันมีสิ่งอื่นนอกเหนือจากบ้านและโรงเรียน”

นอกจากหัวหิน ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนประจำ ครอบครัวของเขายังชอบไปนครสวรรค์ (บ้านเกิดของภรรยา) และเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา (บ้านตากอากาศของครอบครัว) ซึ่งทำให้ลูกทั้งสองคนชอบทั้งภูเขาและทะเล

“ด้วยความที่เรามีบ้านอยู่หลายที่ เลยทำให้ได้เดินทางบ่อย จากทริปแรกที่ต้องเตรียมตัวเยอะ เตรียมสัมภาระเยอะ พอได้เที่ยวบ่อยขึ้นก็ทำให้ชำนาญ จนตอนนี้ทั้งพ่อแม่และลูกๆ เองก็ชินกับการเดินทาง และลูกก็สามารถทำกิจกรรมลุยๆ ได้เยอะขึ้นอย่างเช่นการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นกีฬาที่ผมเองก็ชอบทำและทำเป็นประจำอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าลูกทั้ง 2 คนจะอยู่ในวัยเรียน แต่พ่อโอ๊คก็ยังไม่ทิ้งกิจกรรมท่องเที่ยวของครอบครัว

“ในหนึ่งเดือน ลูกๆ ต้องได้ไปนครสวรรค์กับเขาใหญ่ ส่วนวันหยุดที่เหลือก็จะพาไปปั่นจักรยานที่สวนรถไฟบ้าง หรือไปใกล้ๆ กรุงเทพฯ บ้าง เพราะผมคิดว่าการไปเที่ยวด้วยกันมันสำคัญ เราทั้ง 4 คนจะได้ใช้เวลาด้วยกัน มีความสุขไปพร้อมกัน ลูกๆ ได้ไปปล่อยพลัง และได้ไปเปิดโลกเปิดประสบการณ์ ส่วนพ่อแม่ก็ได้ไปพักผ่อนจากหน้าที่การงานด้วย”

เขากล่าวด้วยว่า ความสุขในครอบครัวคือ พลังใจ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งพ่อแม่ และสำคัญที่สุดคือ ตัวลูกๆ ที่จะได้รับความรักและความอบอุ่นโดยตรงจากครอบครัว

“ผมเชื่อในหลักการสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) ไม่ว่าพ่อแม่จะทำงานยุ่งขนาดไหนก็ต้องมีวันหยุด และต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสมระหว่างเวลาทำงานกับเวลาครอบครัว ซึ่งผมคิดว่าทุกคนสามารถทำได้” เขากล่าวทิ้งท้าย

จากวันที่เป็นลูกชาย วันนี้เขากลายเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พาลูกๆ ไปท่องเที่ยว เป็นการส่งต่อความสุขที่เขาเคยได้รับในวัยเด็ก และสร้างความทรงจำใหม่ให้สมบูรณ์