ก๊วน ‘คุณย่าดอทคอม’ วัยเริงร่า สวยไม่สร่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560477

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:36 น.

ก๊วน ‘คุณย่าดอทคอม’ วัยเริงร่า สวยไม่สร่าง

โดย มัลลิกา นามสง่า

ให้จินตนาการถึงผู้หญิงหลายคนอยู่ด้วยกัน คำว่านกกระจอกแตกรังมักถูกนำมาใช้เปรียบเปรย ซึ่งไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก และพวกเธอก็ยอมรับว่าเวลาเจอกันได้บรรยากาศเช่นนี้แล

“แหม่ม” เทพยุดา ศรียาภัย “แหม่ม” เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์ “ตุ๋ย” นวลปรางค์ ตรีชิต และ “ตุ้ม” รสริน จันทรา 4 นักแสดงที่กำลังมีผลงานเรื่อง “คุณย่าดอทคอม” ออกอากาศทางช่องทรู 24 วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 น.

ย้อนไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว พวกเธอคือนางแบบสุดฮอตเป็นนักแสดงที่มีผลงานเลื่องชื่อ ในวัยนั้นรู้จักมักจี่กันตามประสาคนในแวดวงบันเทิง แม้กาลเวลา หน้าที่การงาน ครอบครัว ทำให้แต่ละคนมีที่มีทางของตัวเองต้องรับผิดชอบ หากเมื่อเวลาหมุนมาให้ได้เจอกันและร่วมงานกันอีกครั้งในวันวัยเฉียดเลข 60 ความสนิทชิดเชื้อดั่งวันวานก็หวนกลับมากระชับสัมพันธ์แน่นขึ้นอีกครั้ง

บรรยากาศในกองถ่ายสนุกสนานเพียงใด ย้ายจากช่วงพักเบรกการถ่ายทำไปอยู่ในหน้าฉากก็เมาท์มอยใส่ตัวตนของตัวเองลงในนั้น เพราะคาแรกเตอร์ของตัวละครในเรื่องคุณย่าดอทคอมได้ถูกวางไว้แล้วว่า ต้องเธอๆๆๆ เท่านั้น (ในเรื่องยังมีอีก 2 นางเอกระดับตำนาน คือ สุพรรษา เนื่องภิรมย์ และเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์)

คุณย่าดอทคอม เรื่องราวแก๊งคุณย่า ยุค 4จี ที่ไม่ยอมแก่ จับมือกับแก๊งเยาวชนรุ่นใหม่ ใช้ความรู้ความสามารถมาทำเรื่องดีๆ เพื่อสร้างสรรค์ โดยมีอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง

มิตรภาพที่ยั่งยืน

การมาเจอกันของ 4 คุณย่าที่ยังดูสวยสะพรั่ง เจ้าโปรเจกต์มาจาก แหม่ม เทพยุดา เป็นผู้เสนอบทละครและรับจ้างผลิตละคร (ผู้จัดละครคือ พัชรา เจียรวนนท์) ได้ชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมแสดง แถมยังหยิบคาแรกเตอร์เด่นของเพื่อนๆ มาใส่ในตัวละครด้วย

“แหม่ม เนาวรัตน์ เป็นนักวางแผน ก็ให้เขาเป็นครู ชอบสอน ตุ้ม ชีวิตจริงรับราชการก็ตรงกับเขา เราชอบทำกับข้าว พี่ตุ๋ยเขาก็แบบดูแลตัวเอง ก็เลือกตามนี้ เคยทำงานกับคนหมู่มาก รุ่นใหญ่ตีกันในกองถ่ายไม่สนุก เรื่องนี้นักแสดงหลายรุ่นคนเยอะด้วย เราก็เลือกคนที่คิดว่าเราคุยได้ น่ารัก

พอมาอยู่ด้วยกันอย่างกับนกกระจอกแตกรัง ทุกคนเล่นเหมือนไม่ได้เล่นละคร ทุกคนหลุดหมด หัวเราะกันหมด สนุกสนานทั้งหน้าฉากและหลังฉาก ย้ายจากตรงนี้ไปคุยกันต่อในฉาก”

ในความสัมพันธ์นอกจอ ทั้ง 4 รู้จักกันมานานหลายทศวรรษ

“เราอยู่กับเพื่อนๆ ทั้งชีวิตเหมือนครอบครัว เราอายุเยอะผูกพันกับลูกไม่ได้ ต้องหาสังคมของเรา คนเข้ามาหาเราเยอะแยะ แต่เราเลือกคนเข้ามาปุ๊บรู้แล้วว่าไม่ใช่ สังคมเราผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ ไม่งี่เง่าให้ลูกหลานรำคาญ

อยู่กับเพื่อนๆ คุยกันเรื่องเดียวกันหมด เรื่องสุขภาพ เที่ยว กิน แต่งตัวใส่ชุดนี้ไม่สวยนะ แบบนี้ไม่เหมาะก็ดูแลกัน ชุดนี้ไม่ให้ใส่แล้วนะ รักเพื่อน มีวิธีพูด หวานเกินไปบางทีน่ากลัว แรงเกินไปก็ทำร้ายใจ แต่เราไม่คุยเรื่องชาวบ้าน พวกเรากลางคืนไม่ออกจากบ้าน เดือนสองเดือนเจอกันครั้งหนึ่งนัดกินข้าว มีปัญหาก็โทรคุยกันก็ได้พลัง เรามีแต่พลังดีๆ ให้กัน”

กลุ่มเราน่าจะชื่อ ผู้หญิงเริงร่า

นานๆ ที แหม่ม เนาวรัตน์ จะรับเล่นละครสักเรื่อง แต่บทในเรื่องคุณย่าดอทคอมตรงกับตัวตน ไม่ว่าจะความเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น ชอบวางแผนจัดการ ยิ่งได้ร่วมงานกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ทำให้การทำงานมีความสุข

“กับแหม่มเทพรู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 16 ปี จนตอนนี้ 50 ปลายๆ กันแล้ว เจอกันนกกระจอกแตกรัง จะกินอะไร สบายดีไหม ผมขาวไหม ทาลิปเป็นไง ห่วงใยผูกพันกัน แหม่มจะมาแนวห่วงใยเพื่อน แล้วจะออกแนวสั่งการแต่เขาไม่ได้ออกคำสั่งนะ เหมือนแนะแนว มั่นใจในตัวเองสูง

พี่ตุ๋ยคึกมาเลย เสียงมาก่อน คึกคักเวลากินเสร็จก็นอน เป็นคนตรงต่อเวลา ไม่ยุ่งกับใคร มาถึงเขาพร้อมทำงานแล้วนะ เขาเรียบร้อยของเขาแล้วนะ แต่ท้องนางต้องอิ่มนะ ไม่งั้นจะเป็นเรื่อง

ตุ้มเรียบร้อย เสียงเพราะ พูดจานิ่มๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เพื่อนหัวเราะไปเถอะ เขาจะมองแล้วฟัง ค่อยๆ ยิ้ม แล้วคิดตาม นิสัยเขาฟังแล้วค่อยมาขัดเกลาคุยกับเรา

บรรยากาศที่เจอกันวันแรก ตื่นเต้นดีใจมาก เพราะเราไม่เจอกันเลย 30 กว่าปี ต่างคนต่างไปมีชีวิต เจอกันในกอง กองแตก ดีใจมาก เหมือนกับว่าสิ่งที่หายไปได้กลับมา ต้องขอบคุณเทพยุดา เพราะเขาอยากทำละครให้เพื่อนเขามารวมกันแล้วเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ สนุกกันมาก

กลุ่มเราไม่มีใครยอมแก่นะคะ แต่ละคนมีเคล็ดลับ พี่ตุ๋ยนางเล่นโยคะทุกวัน เทพยุดามีวินัยในการกินมาก มีความโก๊ะ กลุ่มนี้ไม่มีความริษยาเลย ไม่มีแบบเธอสวยกว่าฉันไม่ยอม นี่ทุกคนกระโดดเข้าหากัน ผมอย่าแบบนี้ กระโปรงตัวนี้ใส่ดูอ้วน ทุกคนจะปกป้องกัน มันเกิดเป็นความน่ารัก

หลังปิดกล้องก็คุยกันอยู่ มีนัดกินข้าว เราชอบดูข่าว ชอบอ่าน ก็จะคุยเรื่องการบ้านการเมือง ถามได้ดูรายการนี้ไหม เป็นคนสาระเยอะ จะเล่ายาวเพื่อนก็เริ่มไม่สนใจแล้ว คือเขาอยากรู้นิดเดียว

เราอยู่ด้วยกันไม่ค่อยมีความคิดแตกต่างกัน หรือถ้าต่างก็แบบเอาความคิดมาแลกกัน แต่เราไม่เคยนินทาคนอื่น และทุกคนมีแต่พลังงานดีๆ มามอบให้กัน คนมักคิดว่าผู้หญิงต้องเยอะ แต่เราไม่เป็นแบบนั้น นี่คิดอยากตั้งชื่อกลุ่มใหม่ว่า ผู้หญิงเริงร่า เพราะเราอยู่ด้วยกันมีแต่เรื่องสนุก ช่วยกันดูแลเรื่องสุขภาพ ความสวยความงาม ใครศอกด้านเข่าดำไม่ได้เลยเอาครีมไปใช้ๆ (หัวเราะ)”

เรียกว่ากลุ่มคนสวย

ถูกยกให้เป็นคนใจเย็น ใจดี เรียบร้อยสุดๆ ของกลุ่ม สำหรับ ตุ้ม รสริน และยังอายุน้อยสุดในกลุ่มด้วย

“รู้จักคุณแหม่มเทพมา 30 กว่าปีแล้ว เขาเป็นเพื่อนที่น่ารัก มีน้ำใจ ไม่อิจฉาใครเลย ความรักระหว่างเราเหมือนเดิมเป็นเพื่อนรักกัน พอมาเจอกันเรื่องนี้สนุก ถามไถ่คุยเรื่องความสวยความงาม

แหม่มเนาว์ก็รู้จักกันมา 30 กว่าปี เข้าวงการรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เจอกันนานเลย แต่ความเป็นเพื่อนยังคงเหมือนเดิม เขาพูดเพราะคุณอย่างนั้นอย่างนี่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อน รักสวยรักงาม พวกวิตามินมีมาให้เพื่อนเสมอ

พี่ตุ๋ย ทำไมสวยจัง หุ่นดี เขาก็แนะนำความสวยความงาม พี่เขาเล่นโยคะ จำกัดการรับประทาน ซึ่งตุ้มกินเก่งใครห้ามเรื่องกินไม่ค่อยได้ พี่ตุ๋ยพี่ใหญ่ น่ารักสบายๆ เขาชอบแหย่ตุ้มเรื่องกิน เวลาตุ้มมองของกินจะตาวาว เขาดูว่าเราจะมีปฏิกิริยาต่อของกินยังไง เราจะกินอะไร พี่ตุ๋ยโชคดีที่กินเก่งแต่ไม่อ้วน เขามีวินัยในการออกกำลังกาย นอนเร็วด้วย กลางคืนนี่กลับบ้านนอนตรงเวลา

เราเรียกกันว่ากลุ่มคนสวย จะมีไลน์กลุ่มส่งข่าวคุยกัน วันนี้ว่างไหม ส่วนมากจะกินถ่ายรูป ตุ้มชอบถ่ายรูปอัพลงโซเชียล พี่ตุ๋ยไม่ค่อยถ่ายไม่อัพเราก็อัพแล้วแท็กไป

การที่เรามีเพื่อนคบกันมาตั้งแต่สาวๆ จนเดินทางมาถึงทุกวันนี้ เรายังรักปรารถนาดีต่อกัน บางครั้งเราเจอเพื่อนขัดแข้งขัดขา แต่กลุ่มนี้รักกันสามัคคีกัน ไม่กลัวว่าจะแทงข้างหลังกันไม่ต้องห่วง กลุ่มเราน่ารัก จิตใจดี”

เจอเพื่อนเหมือนการเยียวยาจิตใจ

ตุ๋ย นวลปรางค์ พี่ใหญ่วัย 60 เล่าถึงความสนิทสนมกับเพื่อนๆ ว่า

“สนิทกันตั้งแต่ตอนสาวๆ พอทุกคนแต่งงานแยกย้ายไปช่วงหนึ่ง เราไปอยู่เมืองนอกมา 14 ปี กลับมารีมายด์ตอนเป็นเด็ก เราขี้ลืมไง แหม่มเทพก็บอกว่าเราเคยนั่งรถไฟจำไม่ได้หรอก เราสนิทกันจากเล่นเรื่องนี้ กับแหม่มเทพนัดกินข้าวกันมา 20 ปีแล้ว เพราะเราอยู่กลุ่มพี่ต๋อย (ไตรภพ ลิมปพัทธ์) นัดกันทุกเดือน

แหม่มเนาว์มาสนิทมากๆ 3 ปีหลัง ส่วนตุ้มเมื่อก่อนเขาเป็นนางเอกดังมาก เราก็อยู่สายนางแบบ พอมาเจอกันเล่นละครด้วยกันก็ต่อกันติด เป็นความสนุกสนานในกองถ่าย มีนัดเจอกันนอกรอบ

ส่วนมากไปหาที่กินข้าวกัน ตุ้มชอบถ่ายรูปมาก เขามีที่สวยๆ มาให้ดูว่าอยากไปที่นี้ เราชอบกินก็ไปกับเขา ไปนั่งกิน ตุ้มเจอดอกไม้ไม่ได้ต้องถ่ายด้วยตลอด

แหม่มเนาว์เรื่องกินก็ได้ เรื่องสวยงามน้อยหน่อย เขาจะมาแบบเลือกให้หน่อยสิ เลือกไม่เก่ง เรื่องเที่ยวไปไหนไปกัน คุยกันทุกเรื่อง ความน่ารักที่เห็นในตัวเขา เขาอะไรก็ได้แล้วแต่เพื่อน เขาอยู่กับใครคนนั้นก็มีความสบายใจ นางไม่เคยเอาใครมาเมาท์ ไม่มองใครในแง่ร้าย เรายังมีแบบไม่สวยนะ แต่เขาไม่มี

ตุ้มเหมือนกันไม่เคยว่าใคร อย่างเรานี่ดีหมดในสายตาเขา พี่ตุ๋ยหุ่นดีจัง แต่งตัวสวยจัง ทุกคนดีหมดในสายตาเขา แหม่มเทพด้วย ทุกคนมองโลกในแง่ดีหมด

แต่ละคนคบได้หมด เพราะถ้าคบไม่ได้เราถอยนานแล้ว เป็นคนขี้รำคาญ ปากไม่ค่อยดี แต่พวกนี้จะรับเราได้ พูดตรงๆ คือบางทีไม่พูด เขาเห็นอาการก็จะรู้กัน คบกันได้แสดงว่าเคมีตรงกัน ชีวิตเราคบเพื่อนไม่ได้หวือหวาคบมาแบบนิ่งๆ แต่มันนาน การเจอเพื่อนเป็นกิจกรรมที่ทุกคนทำ เหมือนการออกกำลังกายเยียวยาจิตใจ”

ในวัยที่เรียกได้ว่าเดินทางมาเกินครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว การมีช่วงเวลา มีกิจกรรมที่ดี มีเสียงหัวเราะ กินอาหารอร่อย เที่ยวไหนก็มีความสุข และมีเพื่อนที่คบหากันได้อย่างวางใจ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เกิดขึ้นง่ายๆ เช่นนี้เอง 

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ เส้นทางสตาร์ทอัพไทยสู่‘ยูนิคอร์น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560473

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:04 น.

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ เส้นทางสตาร์ทอัพไทยสู่‘ยูนิคอร์น’

โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

แม้สตาร์ทอัพในไทยที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อราวปี 2555 ผ่านพ้นไป 6 ปีแล้ว สตาร์ทอัพจำนวนไม่น้อยต้องล้มหายตายจากไป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้

แต่จากมุมมองของ อรนุช เลิศสุวรรณกิจประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เทคซอส มีเดีย เชื่อว่า แนวโน้มใน 3-5 ปีจากนี้ แวดวงสตาร์ทอัพไทยยังเติบโตต่อเนื่อง

อรนุช กล่าวว่า สตาร์ทอัพประเทศไทยเริ่มตื่นตัวและมีสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่แค่ทำโมบายแอพพลิเคชั่นแล้วเข้าไปแก้ปัญหาได้ ซึ่งในช่วง 2-3 ปี มีสตาร์ทอัพดังกล่าวเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือในธุรกิจต่างๆ จึงมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทย

เมื่อถามว่าสตาร์ทอัพในไทยอยู่ในระดับไหน เพราะตลาดไทยยังเล็กนักลงทุนจึงไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เมื่อเทียบกับตลาดสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ซึ่งมีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์น หรือธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อรนุช ขยายภาพกว้างให้เห็นว่า

“สตาร์ทอัพไทยก็สามารถเป็นยูนิคอร์นได้ มองว่ากุญแจของความสำเร็จของการเป็นสตาร์ทอัพได้อย่างยั่งยืนคือ การดำเนินธุรกิจที่นำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาของการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งนี้หลายรายที่เป็นสตาร์ทอัพดาวรุ่ง ยกตัวอย่าง เช่น บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป เป็นสตาร์ทอัพไทยที่ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2552 เริ่มเปิดให้บริการ BUILK.COM ซอฟต์แวร์สำหรับบริหารธุรกิจก่อสร้างฟรีรายแรกในเอเชีย ภายใต้แนวคิดที่ต้องการพลิกโฉมวงการก่อสร้างให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบันมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอสเอ็มอีที่บริหารงานอยู่บนระบบของ BUILK.COM กว่า 2.5 หมื่นบริษัท 5 ประเทศในอาเซียน อาทิ ไทย อินโดนีเซีย ลาว”

อรนุช กล่าวอีกว่า สตาร์ทอัพที่มีโอกาสจะก้าวเป็นยูนิคอร์นและมองว่ามีโมเดลทางธุรกิจที่ดี อย่างบริษัท เอ-คอมเมิร์ซ เป็นผู้ประกอบการที่ทำโซลูชั่นที่ตอบโจทย์อี-คอมเมิร์ซในอาเซียน ขณะนี้มีบริการในไทยและกำลังขยายไปสู่ตลาดอินโดนีเซียมองว่าเป็นธุรกิจมีแวลูเอชั่น การสร้างอีโคซิสเต็มให้กับ

ผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

“คีย์หลักของการเป็นสตาร์ทอัพ คือ 1.ต้องเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา แม้ว่าจะมีคนเก่งแค่ไหนแต่ถ้าไม่เข้าใจ 2.ทีมงานเคมีเข้ากันไหม แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญอย่างไร 3.การจัดการบริหารการเงินต้องรู้จักการใช้งานอย่างชาญฉลาด สำหรับปัจจัยที่ทำให้

ก้าวช้ากว่าอินโดนีเซีย เพราะไทยตลาดเล็กกว่า นักลงทุนวิ่งไปที่อินโดนีเซียหมด”

นอกจากนี้ อรนุช ชี้ว่าสตาร์ทอัพไทยต้องเรียนรู้การนำ เอไอ แมชีนเลิร์นนิ่งมาใช้มากขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัญเข้าไปแก้ปัญหาสังคม

“เครื่องมือพวกนี้ใช้เอไอเพื่อวิเคราะห์และต่อยอด ดังนั้น คนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะเพื่อต่อยอดไปสู่การเทกสตาร์ทอัพหรือไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมี ขณะนี้ตลาดในไทยนักลงทุนเริ่มหันมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น เพราะเหตุผลที่ตลาดสตาร์ทอัพเริ่มเนื้อหอม เพราะพฤติกรรมคนไทยที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต การใช้โมบายโฟนเยอะ

สำหรับ เทคซอร์ส มีเดีย เราไม่ได้เป็นธุรกิจสื่อแต่เราเป็นคอมมูนิตี้ บิวเดอร์หรือตัวกลาง หรือฟันเฟืองในการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน และสตาร์ทอัพเพื่อสร้างให้โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจร่วมกัน สำหรับแผนการขยายธุรกิจการปักธงสู่ตลาดต่างประเทศ เบื้องต้นได้ขยายไปในเชิงของการสร้างการรับรู้และจัดโรดโชว์ 20 เมือง เพื่อสร้างคอนเนกชั่นเชื่อมโยงกัน”

อรนุช กล่าวว่า การจัดงาน “TechsauceGlobal Summit 2018” ซึ่งพบว่างานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จาก 5,000 ราย เป็น 1 หมื่นราย โดยมี 40 ประเทศที่เข้าร่วม

“เริ่มเห็นถึงสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดสตาร์ทอัพไทย เพราะยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย บินมาดูงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้สตาร์ทอัพที่มาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเซอร์วิสและโซลูชั่นอสังหาริมทร้พย์ และหวังว่าเทคซอร์ส เป็นหนึ่งในผู้จุดประกายการสร้างระบบนิเวศด้านสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem) ในไทย”

การก้าวสู่ยูนิคอร์นของสตาร์ทอัพไม่ใช่เรื่องยาก อรนุช บอกเหตุผลว่าเพราะนักลงทุนก็มีความพร้อม เหลือแต่ว่าการพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจ

“หากนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริงได้อย่างไร นั่นคือโจทย์ของสตาร์ทอัพไทยที่ต้องขบคิด” 

‘วิถีไทย’ แบรนด์สินค้าช่วยสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560471

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

‘วิถีไทย’ แบรนด์สินค้าช่วยสังคม

โดย ภาดนุ

แม้จะเป็นนักธุรกิจแต่ถ้ามีใจอยากจะช่วยเหลือสังคมจริงๆ แล้วละก็ คุณก็สามารถใช้ส่วนหนึ่งของธุรกิจนั้นกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนได้เช่นกัน

เหมือนอย่าง “วัธ” จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์หนุ่มหล่อเจ้าของแบรนด์วิถีไทย (VT Thai) ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำธุรกิจและสร้างแบรนด์ของตัวเอง พร้อมกับคำนึงถึงการสร้างรายได้จากงานฝีมือให้กับชุมชนในท้องถิ่นด้วย

“จุดเริ่มต้นของแบรนด์วิถีไทยมาจากการที่ผมต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง และในหลายพื้นที่เกือบทั่วทั้งประเทศ ผมก็มักจะเห็นสินค้าประเภทงานจักสานวางขายเรียงรายข้างทาง โดยงานแต่ละชิ้นถือเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ทักษะในการทำทั้งสิ้น แต่คนขายที่เป็นกลุ่มชาวบ้านในท้องถิ่น ส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะขายแบบตัดราคากัน

ขณะที่ในต่างประเทศสินค้ากลุ่มนี้จะสามารถขายได้ในราคาที่ดีกว่านี้มาก เพราะคนต่างชาติส่วนใหญ่ชื่นชอบในความสวยงามคลาสสิกของงานจักสานที่เกิดจากฝีมือหรือแฮนด์เมด เลยทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูง โดยลูกค้าแทบจะไม่ต่อราคาเลยด้วยซ้ำ”

ความตั้งใจเดิมนอกจากการสร้าง Thai Handicraft Marketplace ให้ทั่วโลกรู้จักและยอมรับแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่วัธและวิถีไทยมองว่าเป็นภารกิจสำคัญก็คือ การเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยรักษาและสืบสานวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบไทยๆ เอาไว้ไม่ให้สูญหาย

“ก่อนที่ทุกคนจะมองข้ามและหันหลังให้กับสิ่งที่คนทั่วโลกมองเห็นคุณค่าและความสวยงาม แต่ในสายตาคนไทยด้วยกันกลับมองว่าเป็นสิ่งธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป จนบางครั้งหลายคนก็ลืมที่จะให้ความสำคัญ”

วัธ บอกว่า จุดประสงค์หลักของเขาไม่ได้อยู่ที่การทำสินค้าที่ขายดีที่สุด หรือต้องการทำให้แบรนด์โด่งดังที่สุด แต่เขาอยากสร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้าน โดยการใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีเพื่อให้ชาวบ้านสามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยการใช้ความรู้และความสามารถที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา

“หน้าที่ของเรา คือการเป็นตัวกลางที่ช่วยพัฒนารูปแบบของสินค้า และช่วยให้ชาวบ้านมีช่องทางในการขายสินค้ามากขึ้น แต่คงไว้ซึ่งกรรมวิธีการผลิตและวัตถุดิบแบบดั้งเดิม เราเชื่อในฝีมือของชาวบ้านและเห็นเขาเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนงาน ความสวยงามของสินค้าที่ถูกถักทอขึ้นจากฝีมืออันประณีต มีมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีเครื่องจักรใดสามารถลอกเลียนแบบได้

อีกสิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจในความเป็นไทยก็คือ การได้เกิดมาบนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันจากธรรมชาติรอบตัว ซึ่งเป็นเสมือนคลังวัตถุดิบที่ช่างฝีมือท้องถิ่นจับมาถักทอและร้อยเรียงออกเป็นเครื่องจักสานหลากชนิด วัตถุดิบเหล่านี้มีสีสันที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับภูมิลำเนาที่มันเติบโตขึ้น เช่น กระจูด ซึ่งขึ้นอยู่ในภาคกลางและภาคใต้จะมีสีที่ต่างกัน

เนื่องจากกระจูดในภาคกลางจะถูกพอกด้วยโคลนขาวจากภูเขา ทำให้มีสีนวลกว่ากระจูดในภาคใต้ ซึ่งมักมีสีเข้มกว่าเพราะถูกพอกด้วยโคลนสีดำ มันคงน่าเสียดายหากเราพยายามที่จะควบคุมสีสันที่เกิดจากธรรมชาติเหล่านี้ให้กลายเป็นเฉดสีเดียวกันทั้งหมด เพราะมันช่วยบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน รวมถึงเล่าเรื่องราวของภูมิประเทศที่มันเติบโตขึ้นด้วย”

วัธ เสริมว่า งานจักสานเหล่านี้คนในต่างประเทศชื่นชมและมองเห็นว่ามีความคลาสสิก ขณะที่คนไทยหลายหมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศสามารถทำกันเองเพื่อเก็บไว้ใช้ในครัวเรือน ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดได้ เมื่อเพิ่มดีไซน์ เพิ่มการตลาด สร้างเป็นรายได้ให้กับครอบครัว และสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

“ในสังคมไทยถ้าพูดถึงงานจักสาน คนในยุคสมัยนี้อาจจะมองว่าเป็นสิ่งของไกลตัว ไม่ทันสมัย หรือเป็นแค่ของใช้ในครัวเรือนเท่านั้น เราจะเห็นงานจักสานมากมายตามร้านค้าต่างๆ ยิ่งในต่างจังหวัดด้วยแล้ว งานจักสานแบบไทยๆ นั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระติบข้าวเหนียว ตะกร้า กระบุง ซึ่งก็เป็นงานจักสานในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีจนชินตาและดูไม่น่าสนใจ นั่นด้วยเพราะวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไป สินค้าประเภทนี้ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรกับสังคมสมัยใหม่มากนักงานจักสานจึงค่อยๆ เลือนหายไป”

วัธ บอกว่า จริงๆ แล้วงานจักสานมีความสวยงามประณีต บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ ได้อย่างดี เพียงแค่สิ่งที่ยังขาดหายไปก็คือการออกแบบ

“เราจะออกแบบอย่างไรให้งานจักสานธรรมดาๆ ดูน่าสนใจ และมีประโยชน์มากกว่าแค่การใช้สอยในครัวเรือน วิถีไทยจึงนำเอาการออกแบบเข้ามาช่วยเติมเต็มในจุดที่ขาดหายไปให้กับงานจักสานไทย โดยเข้าไปช่วยออกแบบร่วมกับนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ และพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์และทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงคุณค่าของงานจักสานเอาไว้ได้อย่างดี จนสินค้าที่ออกแบบใหม่ภายใต้แบรนด์วิถีไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับจากตลาดทั้งในและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ”

นอกจากการออกแบบแล้ว การทำการตลาดก็เป็นอีกสิ่งที่มีความสำคัญ เมื่อสินค้าได้รับการออกแบบมาอย่างดีแล้ว แต่ขาดการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า วัธชี้ว่าก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นวิถีไทยจึงเข้ามาดูแลเพิ่มเติมในเรื่องของการตลาด เพื่อทำให้สินค้าทั้งในแบบดั้งเดิมและสินค้าที่ออกแบบใหม่สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้อย่างถูกกลุ่มเป้าหมาย

“ลูกค้าเองก็ได้สินค้าตรงตามความต้องการชาวบ้าน และคนในชุมชนต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังช่วยสานต่องานจักสานต่อไปได้อีกด้วย”

สืบสานตำนานผ้าไหมเมืองอุบลฯ ศูนย์ศิลปาชีพ‘บ้านสมพรรัตน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560469

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

สืบสานตำนานผ้าไหมเมืองอุบลฯ ศูนย์ศิลปาชีพ‘บ้านสมพรรัตน์’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในปัจจุบันนั้น ประกอบไปด้วยโครงการน้อยใหญ่ที่แตกต่างกันไปตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้พระราชประสงค์ดุจเดียวกันคือ การสร้างงานสร้างอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจน ให้กับประชาชนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

แม้เมื่อเปรียบเทียบสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยในอดีต ก่อนที่จะเกิดโครงการในพระราชดำริโดยเฉพาะโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กับปัจจุบันแล้ว นับว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ ปัจจุบันในพื้นที่ห่างไกลเมืองหลวงคนไทยจำนวนมากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่แร้นแค้นเหมือนในอดีต

ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากการพัฒนาภายใต้แผนงานต่างๆ ของภาครัฐเองแล้ว โครงการในพระราชดำริคือโครงการนำองค์ความรู้รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เข้าไปพัฒนาพื้นที่ห่างไกล จนประชาชนลืมตาอ้าปากได้ มีช่องทางทำมาหากินพร้อมกับได้รักษาภูมิปัญหาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมดังพระราชปณิธานคือให้ประชาชนยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง และขณะนี้หลายพื้นที่กำลังสืบสานพระราชดำริในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

โครงการส่งเสริมศูนย์ศิลปาชีพบ้านสมพรรัตน์ ต.หนองสะโน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งได้รับการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้แนวพระราชดำริจนชุมชนมีความเข้มแข็ง ผลิตภัณฑ์ของชุมชนคือ “ผ้าไหมบ้านสมพรรัตน์” ได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะรางวัล “ตรานกยูงพระราชทาน” ซึ่งเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมมีชื่อเสียงระดับประเทศ และขณะนี้ชาวบ้านสมพรรัตน์กำลังมีโครงการต่อยอดจากความเข้มแข็งใต้แนวคิด “สานต่องานแม่ให้พอเพียง”

มลชัย จันทโรธรณ์ นายอำเภอ อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ชาวบ้านสมพรรัตน์กำลังพัฒนาหมู่บ้านไปสู่การเป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว โดยอาศัยพื้นฐานที่ที่ผ่านมาสามารถเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องผ้าไหมให้ประชาชนทั้งใน อ.บุณฑริก อำเภออื่นๆ รวมถึงประชาชนจากนอกพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยชาวบ้านมีการฝึกฝนอบรมเพิ่มเติมเพียงส่วนของการพูดให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงเยาวชนก็ฝึกฝนเรื่องภาษาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และโครงการนี้ก็ได้รับการเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมานี้

พรทิพย์ สุมโสภา พัฒนาการอำเภอ อ.บุณฑริก กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการต่อยอดโครงการส่งเสริมศิลปาชีพไปสู่การท่องเที่ยวว่า สินค้าที่ชาวบ้านสมพรรัตน์จะนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวคือองค์ความรู้เรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตั้งแต่ต้นกระบวนการ ทั้งการเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อม การมัดหมี่ นำเส้นไหมที่ผ่านการฟอกย้อมมากรอ กระทั่งนำเส้นไหมมาต่อใส่ฟืม ขึ้นกี่ เตรียมการทอ ทอผ้าไหมจนได้ผ้าที่สวยงามออกมา

องค์ความรู้ทั้งหมดคือภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้รับสืบต่อมาจากบรรพบุรุษแต่โบราณ ส่วนภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในส่วนการจัดรูปแบบการถ่ายทอดให้เป็นระบบ และช่วยเหลือด้านการโปรโมทให้โครงการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“ประโยชน์ที่จะเกิดจากการพัฒนาให้หมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาชาวบ้าน คือเดิมแม้สินค้าของเขาจะมีชื่อเสียง แต่ก็ต้องเดินทางออกไปขายข้างนอก มีค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก การเดินทาง แต่ถ้าเขาอยู่กับที่มีคนเข้ามาหา เขาก็มีเวลาทำไรทำนาด้วยและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ผลที่ได้คือชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น”

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเรียนรู้กระบวนการทำผ้าไหมอย่างครบวงจร สิ่งที่ชาวบ้านสมพรรัตน์เตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวยังมีการละเล่น การแสดงฟ้อนรำของชาวอีสาน มีโฮมสเตย์ให้พัก พร้อมอาหารอีสานแบบต้นตำรับ รวมถึงการบอกเล่าเรื่องราวพื้นถิ่นของชาวบ้านสมพรรัตน์ และเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับผ้าไหมที่อยู่คู่กับคนอีสานมาช้านาน

ดัด บุญเติม อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านสมพรรัตน์ ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากว่า พ่อดัด บอกว่า ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านและการได้รับการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้แนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จนเกิดความเข้มแข็ง จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีการถ่ายทอดให้นักท่องเที่ยวฟัง

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านโดยย่อ ชาวบ้านสมพรรัตน์ส่วนใหญ่อพยพมาจาก อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากประสบปัญหาแหล่งที่อยู่เดิมนั้นมีน้ำท่วม

“วิถีชีวิตเดิมผูกพันกับการทำนาและการทอผ้า เมื่อย้ายมา จ.อุบลราชธานี จึงดำรงชีวิตและประกอบอาชีพดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงการทอผ้าไหม แรกเริ่มของการอพยพมาที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบันมีชื่อเดิมว่า บ้านโคกเอ่น แต่พอปี 2511 มีพระธุดงค์ที่เดินทางผ่านหมู่บ้านมาเห็นว่าชื่อเดิมนั้นไม่ไพเราะ จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านให้ใหม่ว่า “บ้านสมพรรัตน์” จึงได้ใช้ชื่อนี้แต่นั้นมา”

ส่วนภูมิปัญญาการทอผ้าไหมนั้น เขาบอกว่าชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษแล้ว หากแต่เดิมนั้นทอไว้ใช้ในครัวเรือน แต่การทอผ้าไหมได้เป็นช่องทางทำรายได้และเป็นชื่อเสียงของหมู่บ้าน

“หลังจากสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กระทั่งปัจจุบันบางครัวเรือนยึดการทอผ้าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ครัวเรือน โดยการได้รับสนับสนุนจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2537 พระองค์ท่านได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ณ โรงเรียนบ้านขอนแป้น ต.คอแลน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านสมพรรัตน์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จักสานที่เป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่น ซึ่งครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่พระองค์ท่านได้รับชาวบ้านสมพรรัตน์เข้าเป็นสมาชิกของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ เริ่มต้นที่ 52 ราย พร้อมพระราชทานเงินส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนแก่กลุ่มราษฎรเพื่อดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ

จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรใน จ.อุบลราชธานีหลายครั้งและแต่ละครั้ง ราษฎรทั้งใน อ.บุณฑริก และอำเภออื่นๆ เช่น อ.น้ำยืน อ.นาจะหลวย อ.เดชอุดม อ.สำโรง ได้รับพระราชทานอนุญาตเพิ่มจำนวนสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ จนปัจจุบันเป็นสมาชิกทั้งสิ้น 522 ราย และมีหน่วยงานรับผิดชอบโครงการคือ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 6 (ร.6 พัน 1)”

อดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลได้มีงบประมาณพัฒนาหมู่บ้านลงมาล่าสุดปี 2561 คือ โครงการหมู่บ้านละ 2 แสนบาท บ้านสมพรรัตน์นำมาตั้งเป็นธนาคารผ้าไหม คือใช้เงินกองทุนรับซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมจากคนในหมู่บ้านและเครือข่ายเพื่อให้เครือข่ายมีเงินไปหมุนทันที และกองทุนเป็นตัวกลางในการนำผ้าในช่องทางต่างๆ ทั้งการออกร้านและคนกลางมารับผ้าไหมไปขายต่อผ่านช่องทางต่างๆ

ทางด้าน ดาวเรือง ยอดสิมมา ประธานกลุ่มศิลปาชีพสมพรรัตน์และเครือข่าย ซึ่งชาวบ้านยกย่องเรียก แม่ดาวเรือง เล่าให้เห็นว่า ชีวิตของชาวบ้านสมพรรัตน์ รวมถึงชาวไทยอีสานอีกจำนวนมากมีความผูกพันกับการทอผ้าไหมมาแต่อดีต สำหรับบ้านสมพรรัตน์และเครือข่ายยังคงรักษาการทอผ้าแบบภูมิปัญญาดั้งเดิม ผสมกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ รับองค์ความรู้ใหม่ๆ จากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุน

ส่วนของงานสร้างสรรค์ลายบนผืนผ้าไหมนั้นก็เป็นไปตามจินตนาการของผู้ทอ แต่ที่เป็นลายพื้นฐาน ประธานกลุ่มศิลปาชีพสมพรรัตน์และเครือข่าย บอกว่าอย่างเช่น ลายดอกมะขาม ดอกข่า ลายน้ำไหล

“แต่ที่ถือว่าเป็นลายที่ในประวัติพบเฉพาะที่อุบลราชธานีเท่านั้นคือลาย ‘ทิวมุกจกดาว’ ซึ่งเป็นลายพระภูษา (ผ้าที่เป็นเครื่องแต่งกายของเจ้านายชั้นสูง) ของ “อัญญานาง” หรือเจ้านายสตรีชั้นสูงเมืองอุบลราชธานีในสมัยก่อน เป็นลายที่ซับซ้อนผู้ทอต้องใช้สมาธิสูง ในหมู่บ้านสมพรรัตน์เองก็มีคนที่สามารถทอผ้าลายนี้ได้เพียง 2-3 คนเท่านั้น ทำให้ต่อเผือนแล้วผ้าไหมลายนี้จะมีราคาแพงต่อผืนอยู่ที่ 1.5-2 หมื่นบาท

ผ้าไหมลายทิวมุกจกดาวถือเป็นลายชั้นสูง สมัยก่อนมีแต่เจ้านายเมืองอุบลฯ ที่ใช้ผ้าลายนี้ ซึ่งก่อนที่เราจะนำลายผ้ามาทอจะต้องไปบูชาขอจากต้นฉบับที่ปัจจุบันเหลือเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี”

สำหรับผู้สนใจจะเดินทางไปเยือนบ้านสมพรรัตน์ หากเดินทางออกจากตัวเมืองอุบลราชธานีให้มุ่งหน้าไป อ.เดชอุดม ระยะทางประมาณ 50 กม. จากนั้นใช้เส้นทางใช้เส้นทางเดชอุดม-บุณฑริก ประมาณ 28 กม. ถึงบ้านจงเจริญ เลี้ยวขวา มาตามเส้นทางลาดยาง ถึงบ้านสมพรรัตน์ประมาณ 18 กม. 

เก็บแต้มก่อนสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560291

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 12:02 น.

เก็บแต้มก่อนสูงวัย

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ไม่ว่าใครก็ใครอยากอยู่ให้ชีวิตยืนยาวด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าตั้งเงื่อนไขว่าอายุเท่านั้นที่ยาว ส่วนคุณภาพชีวิตเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ปากเบี้ยวไปไหนไม่ได้ พิกลพิการแขนขาลีบเป็นโรคจิตโรคซึมเศร้า ต้องให้ลูกหลานดูแล รับรองว่าไม่มีใครอยาก

ก็ไม่มีใครอยากที่มีชีวิตแบบนั้น ชีวิตสูงวัยแต่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี เรื่องแบบนี้ต้องดูแลตัวเองเสียตั้งแต่ก่อนวัยยังไม่สูง

1.อาหารดีมีประโยชน์

นักวิจัยพบว่าเมื่อคนเราอายุเกิน 50 ปี ร่างกายจะต้องการสารอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ นอกเหนือจากอาหารที่กินเข้าไปเป็นปกติ สารอาหารเหล่านั้นได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี กรดโฟลิก แคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสีและอื่นๆ หากไม่ใส่ใจสุขภาพเพียงพอ อาจพบปัญหาหรือโรคที่เกิดจากความเสื่อมในวัยสูงอายุได้

สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนเมื่อเริ่มสูงวัยอีกอย่างหนึ่ง คือ รูปแบบการกิน ควรเคี้ยวให้นานขึ้น เคี้ยวให้ละเอียดขึ้น เพื่อให้โมเลกุลอาหารเล็กที่สุด ช่วยการย่อยไม่ให้มีอาหารเหลือตกค้างในกระเพาะ รวมทั้งควรกินอาหารให้ช้าลง วิธีนี้จะช่วยให้ไม่ต้องกินอาหารเกินจำเป็น เนื่องจากเมื่อกระเพาะอาหารอิ่มแล้วจะส่งสัญญาณไปที่สมอง เพื่อบอกว่าอิ่ม ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 20 นาที

2.การออกกำลังกายให้พอเหมาะ

ควรออกกำลังกายให้เหมาะสม ถือว่าสะสมแต้มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสมรรถนะสูงสุดตามวัย การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ (หรือไม่สูงอายุบางคน) ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรูปแบบหรือระยะเวลาในการออกกำลังที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคน ในช่วงกลางวันการออกกำลังกายที่แนะนำคือการเดินเร็ว ส่วนในเวลากลางคืน ถ้าอยากออกกำลังกายตอนกลางคืนด้วย ก็ควรเลือกแบบเบาๆ ประเภทยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ หรือพิลาทิส ซึ่งจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วย

3.ปรับไลฟ์สไตล์

ไม่ใช่แก่แล้วแก่เลยหรืออะไรแบบนั้น ควรอัพเดทตัวเองในเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ดีงามพอเหมาะพอสม ได้ยินเรื่องหลายคนที่เปลี่ยนตัวเองจากนั่งดูโทรทัศน์ (เฉยๆ) ลุกขึ้นมาแกว่งแขนหรือออกกำลังกายเบาๆ ขณะเพลิดเพลินกับหน้าจอโทรทัศน์ วิธีนี้ทำให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ ไม่ใช่กินแล้วนั่งจุมปุ๊ก จนกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารรวมทั้งลำไส้ถูกกดทับ อาหารค้างในลำไส้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้

อิริยาบถนั่ง ไม่ได้จำกัดแค่การนั่ง หลายคนหมายถึงการเกร็งกล้ามเนื้อขณะอยู่บนเก้าอี้ นวดหรือกดจุดบริเวณใบหน้า ศีรษะ ดวงตา เพื่อผ่อนคลายระบบประสาท ฯลฯ ยังมีอีกหลายอิริยาบถสร้างสรรค์ที่จะทำให้ร่างกายและจิตใจของเรายั่งยืนอย่างมีคุณภาพ

4.ไฟในการทำงาน

ถึงจะอายุมาก แต่ก็ไม่ผิดกติกาที่จะลุกขึ้นมาทำงานบ้างอะไรบ้างสมัยนี้คือยุคทำงานไม่ว่าจะวัยไหน แต่ไม่ว่าจะวัยไหนหรือสูงอายุแค่ไหนก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของสุขภาพการทำงาน เช่น หลายคนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์  ก็ต้องถนอมเป็นพิเศษในเรื่องของสุขภาพดวงตา อย่าตะบี้ตะบันจ้องหน้าจอจนกลายเป็นต้อหินต้อกระจก แต่ให้ยึดหลักการทำงานควบคู่การพักผ่อน จ้องหน้าจอสลับทอดสายตาไปไกลๆ เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อและประสาทตา เป็นต้น

ส่วนการทำงานประเภทอื่น ก็ยึดหลักเดียวกันคือการพักผ่อนที่สำคัญสลับไปกับการทำงาน ถ้าทำงานเครียดมากใช้สมองมากก็หาเวลาพักผ่อนหรือท่องเที่ยว เพื่อพักสมองบ้าง กรณีเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะแรงงานด้านใดด้านหนึ่ง ก็พึงใช้หลักการเดียวกัน นั่นคืออย่าตะบี้ตะบันทำงาน พักผ่อนด้วย

5.การผ่อนคลายตัวเอง

คนทำงานที่ดีคือคนที่รู้จักผ่อนคลายตัวเองได้ดีเท่าๆ กับทำงานได้ดี หลักการนี้ใช้ได้ชั่วชีวิต สำหรับการสร้างบรรยากาศผ่อนคลายนั้น ก็พึงให้เป็นไปตามจริตและความชอบส่วนบุคคลซึ่งไม่เหมือนกัน บางคนใช้กลิ่นเพื่อผ่อนคลาย ก็สร้างสรรค์ที่พักหรือที่ทำงานให้กลิ่นช่วยสร้างความผ่อนคลายได้ (Olfactory Nerve) แนะนำกลิ่นดอกไม้ต่างๆ เช่น ลาเวนเดอร์ มินต์ กุหลาบ ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีหลายคนที่ใช้สีสันช่วยให้สดชื่น หรือผ่อนคลายตัวเองจากเรื่องเครียดๆ หนักๆ ได้เช่นกัน

6.สำรวจกิจวัตรประจำวัน

ก่อนจะสู่วัยสูงอายุ อย่าลืมสำรวจกิจวัตรประจำวันตัวเอง ที่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยก็อาจไม่เหมาะหรือกลายเป็นอันตรายได้ หลายคนละเลยในเรื่องนี้ คิด (หรือไม่คิด) ว่าเคยทำได้ก็จะทำต่อไป แต่กลายเป็นว่ากิจวัตรประจำวันที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดเรื่องที่น่าเศร้าหรือควบคุมไม่ได้ขึ้น

เลือกการออมเงินให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560290

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

เลือกการออมเงินให้มีประสิทธิภาพ

เรื่อง  กันย์ ภาพ  Pixabay

ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร การออมเงินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ทุกคนต่างก็รู้ขั้นตอนในการออมเงินกันดีอยู่แล้ว ขาดเพียงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จในการออมเท่านั้น เราจึงรวมแนวคิดเพื่อการออมอย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน  ถ้าทำได้รับรองว่าจะทำให้มีเงินออมอย่างรวดเร็วมากขึ้นอย่างแน่นอน มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

1.ออมในแบบที่เหมาะกับตัวเอง  

อาจได้แรงบันดาลใจจากบรรดามหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน และเก็บมาเป็นแบบอย่างเพื่อเดินตามรอยเขาเหล่านั้น แต่อย่าลืมว่ากว่าพวกเขาทุกคนจะมีวันนี้ พวกเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้างและมีความเสี่ยงอีกมากมายที่เราไม่มีโอกาสได้ทราบ ดังนั้นนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับตนเองดีกว่าทำแบบนั้นเป๊ะๆ จะกดดันตนเองเกินไป

2.อย่าเสี่ยงลงทุน ถ้าไม่พร้อมเรื่องเงินออม

หากมีความคิดที่อยากจะลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการกู้เงินกับสถาบันการเงินต่างๆ โดยที่เงินในบัญชีเรามีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนในครั้งนี้ เพราะโอกาสในการสร้างธุรกิจล้วนมีความเสี่ยงและอาจประสบปัญหาต่างๆ ได้สารพัด อย่างน้อยๆ ควรจะมีเงินออมสักก้อนหนึ่งเพื่อเก็บไว้ประคับประคองตนเองในยามฉุกเฉิน และต่อให้ได้รับผลกำไรจากธุรกิจนั้นๆ แล้ว ก็ควรออมต่อไป เพื่ออนาคตทางการเงินที่ดีของเราเอง

3.วางแผนให้ดีและทำให้ได้

การออมจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดซึ่งการวางแผน นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในด้านการเงินส่วนใหญ่นั้นมักมีเป้าหมายที่ชัดเจนและการออมที่มีวินัยอย่างสม่ำเสมอ หากเราอยากมีความสำเร็จเช่นพวกเขาก็ต้องไม่ขาดวินัยและวางแผนการใช้เงินให้ดี ตั้งเป้าหมายไว้แล้วทำให้ได้ เพียงเท่านี้การออมเงินก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามในอนาคต

4.ต้องมีวินัยเคร่งครัด

ต้องมีความอดทนและการยับยั้งชั่งใจนั่นเองเราจะประสบความสำเร็จในการออมไม่ได้เลย ถ้าขาดการควบคุมตนเองอย่างเข้มงวดนี้ เพราะนักธุรกิจหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนมีวิธีการควบคุมตนเองอย่างเข้มงวด และหักห้ามใจไม่ให้ใช้จ่ายอย่างพร่ำเพรื่อนั่นเอง

5.ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

คนเราจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆ ไม่ได้ หากขาดซึ่งเป้าหมาย การออมก็เช่นกัน คุณควรตั้งเป้าหมายตัวเองให้ชัดเจนก่อน เช่น จะเก็บเงินให้ได้ 1 แสนบาท ภายในเวลา 1 ปี เป็นต้น เพราะการตั้งเป้าหมายจะนำมาซึ่งการวางแผนสร้างวินัยที่ดีต่อไปนั่นเอง

6.ใช้ความฝันเป็นแรงบันดาลใจ

ความฝันถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จ เพราะหนทางในการบรรลุเป้าหมายนั้น ค่อนข้างมีอุปสรรคและการทดสอบที่มากมาย อาจทำให้เราท้อถอยได้ทุกเวลา แต่ถ้าหากมีความฝันที่ตั้งไว้สูงๆ แล้วละก็ ความฝันนั้นแหละที่จะคอยเป็นกำลังใจ และแรงผลักดันที่ดี หนุนส่งให้เราก้าวสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

7.อย่าประมาทในการใช้จ่าย

เมื่อพร้อมในทุกด้านแล้ว อีกข้อหนึ่งที่ควรระวังเป็นอย่างยิ่งก็คือการไม่ประมาทในการใช้จ่ายนั่นเอง เพราะทันทีที่เราเก็บเงินก้อนแรกได้สำเร็จแล้ว สิ่งแรกที่อาจเผลอทำก็คือ ใช้จ่ายเงินก้อนนั้นโดยลืมนึกถึงช่วงเวลาฉุกเฉิน อย่าลืมว่าการออมนั้นคือนิสัยที่ควรมีติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ออมเพื่อเป้าหมายแล้วหยุดไป หรือใช้เงินออมให้หมดในพริบตา เพราะหากเราประมาทอาจไม่มีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิตก็เป็นได้

8.อย่าลืมหาวิธีเพิ่มค่าให้เงินออม

เมื่อเราออมเงินไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน อัตราดอกเบี้ยที่ได้ก็คงตัวอยู่ในระดับเดิม แทนที่จะได้ดอกผลที่งอกเงยไปกว่านี้ อย่าลืมแบ่งเงินออมสักส่วนหนึ่งไปลงทุนตามตราสารต่างๆ เช่น หุ้นปันผล กองทุนรวม เพราะการลงทุนต่างๆ เหล่านี้ ถึงจะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ช่วยสร้างผลกำไรได้มากกว่าเป็นเท่าตัว  และอย่าเลียนแบบวิธีการออมของคนอื่น หากมันไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับเรา เพราะนั่นจะทำให้ไม่สนุกกับการออมเงินและไปสู่เป้าหมายได้ยากขึ้น ควรกำหนดรูปแบบการออมที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อที่จะได้รู้สึกสนุก และผ่อนคลายกับการออมในครั้งนี้

9.การออมจะต้องมีความเสี่ยง

ที่ต่ำกว่าการลงทุน

หากคิดจะลงทุนกับตลาดหลักทรัพย์โดยการเล่นหุ้น ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง ทบทวนหาอัตราความเสี่ยง โดยคำนวณให้ต่ำกว่าจำนวนเงินที่ลงทุนลงไป เพื่อที่เราจะได้ไม่เจ็บตัวมาก เมื่อประสบกับสภาวะล้มเลวในบางช่วงจังหวะของชีวิต

อยากให้ชีวิตวัยเกษียณเป็นวัยที่มีความสุขสบาย มาเริ่มออมเงินกันตั้งแต่วันนี้ ซึ่ง 9 แนวคิดนี้จะช่วยให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน แถมยังมีเงินเก็บออมอย่างรวดเร็วและมากขึ้นภายในเวลาสั้นๆ อีกด้วย

‘เพลงกล่อมลูก’ ถ่ายทอดสายสัมพันธ์จากแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560288

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 11:57 น.

‘เพลงกล่อมลูก’ ถ่ายทอดสายสัมพันธ์จากแม่

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

นอนสาหล่า หลับตาแม่ซิก่อมบทเพลงพื้นบ้านของภาคอีสานที่หลายคนอาจคิดว่าเป็นท่อนหนึ่งของเพลงลูกทุ่ง แท้จริงแล้วมันคือ “เพลงกล่อมลูก” ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ขับกล่อมลูกหลานมาหลายชั่วอายุ แต่เพราะด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาทำให้เพลงกล่อมลูกเหลือเป็นเพียงเสียงจางๆ ในแถบชนบท และสูญสิ้นแล้วในสังคมเมือง

สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึงวัฒนธรรมพื้นบ้านที่กำลังหายไป จึงได้จัดการประกวดเพลงกล่อมลูก 4 ภาคขึ้นเป็นประจำทุกปีเนื่องในวันแม่แห่งชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และเพื่อเป็นการอนุรักษ์เพลงกล่อมลูกผ่านการประกวดของคนรุ่นใหม่

การประกวดเพลงกล่อมลูกแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ เหนือ กลาง อีสาน และใต้โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท คือประเภทนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และประเภทนักศึกษาระดับอุดมศึกษา การแข่งขันจะหาผู้ชนะเลิศ ประเภทและภาคละ 1 รางวัล และรองชนะเลิศ ประเภทและภาคละ1 รางวัล ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 31 มีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและนักศึกษาระดับอุดมศึกษาส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน 72 คน และผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจำนวน 29 คน

วาทิตต์ ดุริยอังกูร นักวิชาการวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยไม่พบหลักฐานว่าเพลงกล่อมลูกเกิดขึ้นเมื่อไร เนื่องจากเป็นเพลงที่อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน และมีอยู่ในทุกชุมชนซึ่งทุกพื้นที่มีเพลงกล่อมลูกแตกต่างกัน

“ในสมัยก่อนเมื่อมีบุตร แม่ก็ต้องร้องเพลงกล่อมให้ลูกนอนหลับ โดยวิธีการกล่อมจะไม่มีแบบแผนตายตัว ไม่มีการกำหนดจังหวะหรือทำนอง ดังนั้นเพลงกล่อมลูกจึงหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ แต่สามารถกล่าวได้ว่าทุกพื้นที่เกิดขึ้นจากเหตุผลเดียวกัน คือ เพื่อกล่อมให้ลูกหลับ เพราะเสียงของแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย รู้สึกว่ามีแม่อยู่ใกล้ๆ จึงทำให้นอนหลับง่ายขึ้น”

ความที่เพลงกล่อมลูกมีความหลากหลาย ด้านสถาบันวิจัยภาษาฯ จึงต้องเลือกทำนองของแต่ละภาคขึ้นมาเป็นเกณฑ์การแข่งขัน ได้แก่ ภาคเหนือใช้ทำนอง “อื่อ” ภาคอีสานใช้ทำนอง “นอนสาหล่า” ภาคกลางใช้ทำนอง “กล่อมลูกภาษากลาง” และภาคใต้ใช้ทำนอง “ชาน้อง” โดยทำนองเหล่านี้ได้มีการศึกษาวิจัยแล้วว่ามีอยู่จริงในแต่ละภาค

สำหรับเนื้อร้องต้องใช้ที่มีการบันทึกไว้ว่าเป็นเพลงกล่อมลูกพื้นบ้าน ซึ่งเป็นภาษาถิ่นและทำนองถิ่น โดยเนื้อร้องจะพูดถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว ธรรมชาติ คำสั่งสอนรวมถึงการขู่ให้กลัว และคำตัดพ้อต่อความทุกข์ยากของแม่

“เรื่องของวัฒนธรรมจะไปตัดสินผิดหรือถูกก็คงไม่ได้ เพราะทุกพื้นที่ก็มีความถูกต้องของตัวเอง แต่เนื่องจากเป็นเวทีการแข่งขันจึงต้องมีการเลือกทำนองเพื่อเป็นเกณฑ์ โดยเราได้เลือกทำนองที่ผ่านการทำวิจัยมาแล้วว่า เป็นทำนองที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่คุ้นเคย เช่น พอพูดถึงทำนองอื่อแล้วคนภาคเหนือส่วนใหญ่รู้จัก เพราะไม่เช่นนั้นเราคงตัดสินบนความหลากหลายไม่ได้”

วาทิตต์ ดุริยอังกูร

นักวิชาการวัฒนธรรมยังกล่าวถึงลักษณะของเพลงกล่อมลูกว่า มีลักษณะไม่เหมือนเพลงลูกทุ่งที่ต้องร้องมีลูกคอ เพราะเป็นเพลงธรรมชาติที่แม่ร้องให้ลูกฟัง บางครั้งสามารถถอดเรื่องราวทางวัฒนธรรมออกมาได้ทั้งประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชุมชน และการใช้ชีวิตในอดีต โดยในปีแรกๆ ที่มีการประกวด ผู้สมัครจะเป็นประชาชนทั่วไปอย่างคุณย่าคุณยาย (เวทีประกวดยกเลิกประเภทประชาชนทั่วไป และเปลี่ยนเป็นประเภทนักเรียนและนักศึกษาในปี 2556) สถาบันจึงได้มีการบันทึกเสียง อัดวิดีโอ และจดเนื้อร้องไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อรวบรวมเป็นข้อมูล โดยผู้ที่สนใจหรือนักเรียนนักศึกษาที่อยากสมัครเข้าประกวดในปีต่อไป สามารถเข้าไปฝึกฝนเพลงกล่อมลูกแบบดั้งเดิมของทั้ง 4 ภาคได้ทางเว็บไซต์ http://www.lullaby.lc.mahidol.ac.th

“ทุกวันนี้ เราพบว่าในชนบทยังมีคุณย่าคุณยายที่ใช้เพลงกล่อมลูก หรือเพลงกล่อมเด็กเลี้ยงหลานอยู่บ้าง แตกต่างจากการเลี้ยงลูกในเมืองยุคใหม่ที่ไม่พบว่ามีการใช้เพลงกล่อมลูกแล้ว มีบ้างที่ใช้เสียงกล่อมแต่จะไม่มีเนื้อร้องเหมือนคนสมัยก่อน ดังนั้นเพลงกล่อมลูกจึงหายไปกับกาลเวลาและสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป”

การประกวดดังกล่าวจึงมีบทบาทในการอนุรักษ์เพลงกล่อมลูก 4 ภาคให้คงอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่โตขึ้นมาโดยปราศจากเสียงเพลงกล่อมลูกให้ได้รู้จักและสืบทอด เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งนี้ยังมีความหมายและมีคุณค่าทางวัฒนธรรม

แม้ว่าเพลงกล่อมลูกแทบจะสูญหายแต่ทุกปีกลับยังมีนักเรียนนักศึกษาสมัครเข้าประกวด ทำให้เพลงกล่อมลูกยังคงมีชีวิตต่อ แต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของการอนุรักษ์ โดยในทัศนะของอาจารย์วาทิตต์ มองว่า การประกวดเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นให้สถานศึกษาส่งนักเรียนนักศึกษาเข้ามาแข่งขัน โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาที่มีจำนวนผู้สมัครเพิ่มขึ้นทุกปี

“จนถึงตอนนี้การศึกษาวิจัยเรื่องเพลงกล่อมลูกก็ยังเก็บไม่ครบทุกชุมชน แต่ปัจจุบันนักศึกษาปริญญาโทของสถาบันกำลังสนใจและดำเนินการเรื่อง การขับร้องเพลงกล่อมลูกในการประกวด ว่ามีตัวแปรอะไรที่ทำให้เพลงกล่อมลูกยังได้รับความสนใจ เพื่อที่จะได้เป็นคำตอบในการสนับสนุนทำให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงยังจะรวบรวมการขับร้องเพลงกล่อมลูกในรอบชิงชนะเลิศทำเป็นฐานข้อมูล ตอนนี้เราทำย้อนหลังไปถึงปี 2554 และจะทำเป็นซีดีและเอ็มพี 3 เพื่อเผยแพร่ต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่เป้าหมายใหญ่ในการรื้อฟื้นเพลงกล่อมลูกให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยในอนาคต”

วันดี พลทองสถิต

คนรุ่นใหม่ที่เข้าประกวดส่วนใหญ่จะฝึกขับร้องจากผู้ใหญ่ในครอบครัวและจากอาจารย์ในสถานศึกษา แม้ว่าเพลงกล่อมลูกจะไม่ใช่วิชาหรือถูกบรรจุไว้ในหลักสูตร แต่ก็มีการสอนในวิชาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของบางมหาวิทยาลัย

วันดี พลทองสถิต ปราชญ์ชาวบ้านแห่งต.ศิลา และอาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศิลป์ แขนงดนตรีพื้นเมือง เอกขับร้องเพลงพื้นบ้าน มหาวิทยาลัยขอนแก่นผู้สอนการร้องเพลงกล่อมลูก เล่าว่า เธอเคยแข่งเวทีนี้เมื่อปี 2547 และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในประเภทประชาชนทั่วไปของภาคอีสาน หลังจากนั้นจึงถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเพลงกล่อมลูกในมหาวิทยาลัยและผลักดันให้นักศึกษาที่สนใจเข้าประกวดทุกปี

“เพลงกล่อมลูกมีทั้งคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในนั้น การหาอยู่หากิน และทำให้รู้จักว่าอีสานมีอะไร อย่างฉันเองตอนลูกยังเล็กก็จะร้องกล่อมให้ลูกฟัง โดยจำมาจากแม่อีกทีว่าร้องยังไง มันซึมซับมาเรื่อยๆ ไม่ต้องมีใครสอน จนถึงวันที่กลายเป็นแม่ก็นำมาร้องต่อให้ลูกฟัง แต่ก็มีการแต่งเองบ้างบางคำบางช่วงผสมกับของดั้งเดิมไป”

เธอยังเชื่อว่า เพลงกล่อมลูกจะทำให้ลูกรู้บุญคุณพ่อแม่ และรู้ว่าวิถีชีวิตของชาวอีสานเป็นอย่างไร เช่น การทำไร่ทำนา เลี้ยงควาย หรือกระบวนการทอผ้าที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลง

“ทุกวันนี้ไม่มีบ้านไหนแล้วร้องเพลงกล่อมลูก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่ต้องเชิดชูและดึงชง พัฒนาให้เป็นวิชาสอนนักศึกษาเลยก็ยิ่งดี เพราะในเมื่อชีวิตจริงไม่มีการร้องแล้ว ถ้าในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่มีการเรียนการสอนอีกก็คงไม่หลงเหลือเพลงกล่อมลูกอีกต่อไป” ปราชญ์ชาวขอนแก่นกล่าวเพิ่มเติม

ญาดา นาคะดำรงวรรณ

ด้านคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจเพลงกล่อมลูกอย่าง ญาดา นาคะดำรงวรรณ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผู้ชนะเลิศประเภทอุดมศึกษาของภาคเหนือ กล่าวว่า เธอมีความสนใจเพลงพื้นบ้านเป็นทุนเดิม ชอบร้องเพลงลูกทุ่ง และหลงใหลในเพลงกล่อมลูก เมื่อทราบว่ามีการประกวดจึงไม่ลังเลที่จะฝึกฝนและลองลงสนามแข่งขัน

“เพลงกล่อมลูกของภาคเหนือจะมีลูกเอื้อนหรือที่เรียกว่า อื่อ ซึ่งมันไม่เหมือนกับการร้องเพลงลูกทุ่งที่มีลูกคอทั่วไป จึงต้องเรียนรู้จากรุ่นพี่ จากอาจารย์ และอ้างอิงจากคลิปวิดีโอของปีเก่าๆ แต่สไตล์การร้องไม่จำเป็นต้องเหมือนกับต้นฉบับทุกอย่าง เพราะการร้องเพลงกล่อมลูกต้องจินตนาการว่าเรากำลังกล่อมเด็กอยู่จริงๆ แล้วถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของพี่กล่อมน้องหรือแม่กล่อมลูกออกมาให้ได้ ซึ่งจะทำให้น้ำเสียงเป็นไปตามที่เรารู้สึกและจะฟังซาบซึ้งกว่าการร้องให้เหมือนคนอื่น”

เธอกล่าวด้วยว่า เนื้อหาของเพลงยังทำให้เธอเรียนรู้วิถีชีวิตของบรรพบุรุษซึ่งแทบไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน รวมถึงยังสัมผัสได้ถึงความรัก ความหวังดี และสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างแม่กับลูก

เพลงกล่อมลูกมีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน มีเนื้อหาและโบราณอุบายในการสอนเด็ก และยังสะท้อนให้เห็นรากเหง้าของความเป็นไทย ถึงแม้ว่าการเลี้ยงลูกในปัจจุบันจะไม่ใช้เพลงกล่อมลูกขับกล่อมอีกแล้ว แต่การส่งเสริมให้มีเวทีสำหรับเยาวชนประกวดการขับร้องเพลงกล่อมลูกก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะส่งต่อมรดกภูมิปัญญาสู่สังคมไทย

ที่สำคัญ ยังเป็นการอนุรักษ์และทำนุบำรุงวัฒนธรรมของชาติไว้ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา

ต้นไม้ใช้กู้เงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560162

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

ต้นไม้ใช้กู้เงินได้

โดย…สลาตัน

เห็นข่าวว่าต้นไม้สามารถนำมาใช้กู้เงิน อีกทั้งยังเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้อีก ผนวกกับเพื่อนฝูงถามไถ่มาเยอะว่าสามารถทำได้จริงหรือ แล้วคุณสมบัติหลักเกณฑ์ใดจะสามารถทำได้ เนื่องจากบางทียังมีต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกในพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่เช่าอาศัย พื้นที่ของรัฐ

ยกข้อมูลจากที่ประชุม ครม.สัปดาห์ก่อนอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เสนอแผนขับเคลื่อนระบบการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ในส่วนของระบบการจัดการทรัพยากรและชุมชน ที่จะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์

กระทรวงพาณิชย์ในฐานะกำกับดูแล พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจปี 2558 ได้เสนอออกกฎกระทรวงให้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยออกกฎกระทรวงตามมาตรา 8(6) พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่บัญญัติให้หลักประกัน ได้แก่ ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงได้กำหนดไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 58 ชนิด ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าให้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้

ส่วนต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า 58 ชนิด เช่น ต้นสัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควาย สาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม พะยอม ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียน สะเดา สัตบรรณ ตีนเป็ดทะเล ปีบต้นตะแบกนา แคนา กัลปพฤกษ์ มะขามป้อม จามจุรี หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน

ใครมีพันธุ์ไม้ที่เอ่ยมาข้างต้น รีบกลับเข้าสวนไปดูแล เพราะต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้จะไม่ใช่ไม้ไร้ค่า ที่เราปลูกทิ้งไว้เฉยๆ เท่านั้น ต่อไปทุกต้นจะเป็นเงินเป็นทองใช้ทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล กฎหมายแบบนี้ถือว่าดีมากยกนิ้วกดไลค์ให้เลย เพราะนอกจากจะช่วยพยุงทางเศรษฐกิจ ทำนองใครมีต้นไม้ก็สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้บ้าน รถ อสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป แถมยังส่งเสริมให้คนทั่วประเทศหันมาสนใจปลูกต้นไม้ในพื้นที่ว่างเปล่า ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติให้สมบูรณ์เพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังช่วยให้ต้นไม้ในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย

เท่าที่ทราบตอนนี้ ได้ยินมาว่าตัวกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างยกร่างกฎกระทรวงตามที่กฤษฎีกาพิจารณา โดยมีการคาดคะเนกันไว้ว่าน่าจะบังคับใช้ได้ในช่วงเดือน ก.ย. แบบนี้เตรียมปัดกวาดถางหญ้าให้สวยงาม ขณะที่การประเมินต้นไม้จะทำอย่างไร เบื้องต้นทราบว่า สถาบันการเงินจะเป็นผู้ประเมิน อย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่เข้ามาดำเนินการโครงการ “ธนาคารต้นไม้”

สำหรับสมาชิกในโครงการนี้สามารถนำต้นไม้เป็นหลักประกันมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งทางธนาคาร ธ.ก.ส.เขาจะเป็นผู้ประเมินราคาตามความจริง ถือว่าเป็นธนาคารนำร่องสร้างความเชื่อมั่นต่อเกษตรกร หรือคนทั่วไปที่ปลูกต้นไม้ 58 ชนิดไว้ โดยมีสถาบันการเงินรับต้นไม้เป็นหลักประกันหรือกู้เงินได้ในอนาคต

ส่วนอนาคตจะมีการขยายชนิดต้นไม้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ คงต้องดูกระแสตอบรับและความคุ้มค่าที่สะท้อนความจริงกลับมาว่าเป็นอย่างไร อดใจรอกันอีกไม่นานเกษตรกรที่มีต้นไม้เหล่านั้น สามารถนำมาแปรให้เกิดมูลค่าได้อย่างมหาศาล อนาคตประเทศไทยอาจเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และใช้เป็นหลักทรัพย์ทางธุรกิจได้

ใช้รถให้คุ้มต้นทุนที่ต้องจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560064

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 10:55 น.

ใช้รถให้คุ้มต้นทุนที่ต้องจ่าย

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

เวลาคนซื้อแต่รถก็เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่าหากเทียบการลงทุนระหว่างอสังหาริมทรัพย์กับรถยนต์ในราคาที่เท่ากันรถนั้นมีมูลค่าหายไปมากกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่เราจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่เราลงทุนไปกับรถนั้นเกิดผลประโยชน์สูงที่สุด หรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรให้มากที่สุดด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.ยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคุ้ม

รถมีไว้ใช้ไม่ได้มีไว้ถนอมแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและความสุขในการมีรถของแต่ละคน แต่หากคิดเรื่องเงินเป็นหลักแล้ว รถยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคุ้มค่าเงินลงทุน ยกตัวอย่างซื้อรถมาในราคา 8 แสนบาท ใช้มา 15 ปีวิ่งเพียง 1 แสนกิโลเมตร

ในระยะเวลาดังกล่าวแม้จะวิ่งน้อยแต่อุปกรณ์บางอย่างภายในรถจะเสื่อมสภาพไปตามเวลาจนซ่อมไม่ไหว ต้องขายในราคาตลาดเพียง 5 หมื่นบาท เท่ากับว่าต้นทุนของรถอยู่ที่ 7.5 แสนบาท หารกับระยะทางที่ใช้ไป 1 แสนกิโลเมตร ต้นทุนการใช้งานรถคันนี้คิดอย่างง่ายๆ  (ไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมัน) จะตกกิโลเมตรละ 7.50 บาท แต่ถ้าในระยะเวลา 15 ปี คุณใช้รถไป 4 แสนกิโลเมตร ขายต่อในราคา 5 หมื่นบาท ต้นทุนต่อกิโลเมตรจะเหลือประมาณ 1.87 บาทเท่านั้น

2.ขายเมื่อถึงเวลาอันควร

อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณใช้รถอย่างคุ้มค่าก็คือ การขายเมื่อใช้งานไปได้ไม่กี่ปี โดยปกติแล้วมูลค่ารถจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4 ปี แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อรถรุ่นไหน

หากเป็นรถตลาดผ่านไป 4 ปี ก็ยังขายต่อได้ราคาดี สมมติว่าคุณซื้อรถมาในราคา 7 แสนบาท เมื่อใช้งานไปได้ 2 แสนกิโลเมตร แล้วขายต่อได้ในราคา 4 แสนบาท เมื่อนำต้นทุนที่จ่ายจริงในการใช้งานรถคันนี้ที่ 3 แสนบาท มาหารกับระยะทาง 2 แสนกิโลเมตร ค่าใช้งานรถของคุณจะอยู่ที่ 1.5 บาท/กิโลเมตรเท่านั้น (คำนวณโดยไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมันต่อกิโลเมตร)

เมื่อเทียบกับวิธีการใช้งานระหว่างวิ่งให้เยอะ เพื่อให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรลดลง กับขายต่อเมื่อถึงเวลาอันควร อย่างหลังดูมีภาษีตรงที่ถึงจุดคุ้มทุนเร็วกว่า โดยไม่เสี่ยงกับการใช้งานรถเก่าที่อาจเสียได้กลางทาง แต่ก็ต้องแลกกับการลงทุนซื้อรถคันใหม่เพื่อให้มีรถใช้ต่อไป แต่ถ้าใช้รถเยอะและซื้อมาขายไปทุก 4-6 ปี เท่ากับว่าคุณจะได้ใช้รถคันใหม่ โดยลงทุนเพิ่มเพียงไม่กี่แสนบาท และขายวนไปอย่างนี่อยู่ตลอด

3.ไม่ลงทุนในสิ่งไม่จำเป็น

การซื้อรถหนึ่งคันก็นับเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วแต่การที่คุณจะลงทุน ด้านอื่นที่เกี่ยวกับรถเพิ่มเติมก็ต้องคิดให้ดี หลายคนทุ่มเงินไปกับการตกแต่งรถ เป็นความชอบส่วนบุคคล แต่ต้องดูด้วยว่าลงแล้วมีประโยชน์ด้านอื่นนอกจากความสวยงามหรือไม่

เช่น แต่งช่วงล่างลงทุนไป 2-3 หมื่นบาท ต้องได้ความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้น ลงทุนแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นก็ต้องดูว่าซื้อรถเครื่อง 1,500 ซีซี แล้วลงทุนแต่งเครื่องให้มีกำลังเท่าเครื่อง 1,800-2,000 ซีซี ใช้เงินประมาณ 5 หมื่น-1 แสนบาท ถ้าเพิ่มเงินจำนวนนี้ไปตั้งแต่ซื้อรถใหม่จะได้รถรุ่นใหญ่ที่มีกำลังเครื่องสูงกว่าจากโรงงานหรือไม่ แล้วมีผลดีต่อการใช้งานระยะยาวและราคาขายต่อหรือไม่

ลงทุนไปกับน้ำยาขัดเงา เคลือบแก้ว เคลือบฟิล์ม เคลือบแวกซ์ ราคารวมกว่าหมื่นบาท รถจะดูสวยใหม่แบบนี้ได้ถึงปีพอคุ้มค่าเงินลงทุนหรือไม่ เฉี่ยวชนมาต้องเสียเงินไปเคลือบใหม่อีกรอบหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนการใช้รถที่เราต้องคิดให้รอบคอบ แต่ถ้าทำแล้วมีความสุขคิดว่าไม่ใช่ปัญหาด้านการเงินก็สามารถทำได้เท่าที่ต้องการ

4.เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

บางครั้งอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก็นำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ยางรองฝาวาล์วเครื่องรั่ว หม้อพักน้ำรั่ว ค่าซ่อมราคาไม่ถึง 2,000 บาท แต่ถ้าปล่อยไว้จนเครื่องพังต้องเสียค่าซ่อมอย่างน้อย 4 หมื่นบาท จึงเห็นได้ว่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของรถเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามและหาทางซ่อม เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า หากดูแลรถไม่เป็นก็ควรเข้าศูนย์เช็กตามระยะหรือหาอู่ซ่อมรถที่ไว้ใจได้เป็นคนดูแลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กับคุณได้

แฟชั่นเด็ก กิ๊บเก๋ มีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560061

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

แฟชั่นเด็ก กิ๊บเก๋ มีสไตล์ 

เรื่อง ภาดนุ

ในโลกของแฟชั่นใช่ว่าจะมีแต่ธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่งหน้า และทำผมเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะปัจจุบันนี้แฟชั่นที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ก็เริ่มมาแรงและมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้ผู้ใหญ่ และด้วยความกิ๊บเก๋ เท่ มีสไตล์ บวกกับความน่ารักสดใสของเด็กๆ ด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าธุรกิจแฟชั่นเด็กต้องไปได้อีกไกลเลยล่ะ

ฮูก-มารยาท ศักดิ์ศิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ “มารยาท” (Marayat) เผยว่า คนทั่วไปมักมองข้ามแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กและไม่ค่อยรู้ว่ายังมีฐานลูกค้ากลุ่มพ่อแม่ที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของลูกๆ อยู่อีกมากมาย

“จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการที่ดิฉันเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นการเรียนสายอาชีพโดยตรง จนได้ประกาศนียบัตรมาตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็ไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าวัยรุ่นที่ออกแบบตัดเย็บเองที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยตั้งชื่อร้านว่า 13 O’clock แต่พอเปิดได้ไม่นานก็ถูกก๊อบปี้ ดิฉันจึงหันไปทำเสื้อผ้าไหมและผ้าลูกไม้แทน ตามด้วยทำเสื้อผ้าเด็ก เพราะต้องการฉีกแนวออกไปให้ก๊อบปี้ได้ยาก แต่กลายเป็นว่าคนกลับให้ความสนใจและจับตาเสื้อผ้าเด็กเป็นพิเศษ

ช่วงแรกดิฉันก็ทำเสื้อผ้าเด็กขายควบคู่กับเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ร้านไปด้วย ช่วงนั้นก็เคยได้ถ่ายแฟชั่นลงในนิตยสารหลายเล่ม วันหนึ่งฝ่ายจัดซื้อของห้างได้มาเห็นเสื้อผ้าเด็กที่ทำจากผ้าไหม เขาก็มาติดต่อให้ไปขายในห้างโรบินสัน ดิฉันจึงตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘มารยาท’ ซึ่งมาจากชื่อตัวเอง ต่อมาก็ได้ไปขายในแผนกเสื้อผ้าเด็กที่สยามพารากอนด้วย โดยเน้นกลุ่มลูกค้าตลาดบนซึ่งจะชอบซื้อเสื้อผ้าให้ลูกๆ ใส่ในโอกาสพิเศษต่างๆ”

ฮูก-มารยาท ศักดิ์ศิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ “มารยาท” (Marayat)

ฮูก บอกว่า ปัจจุบันนี้แบรนด์มารยาทอยู่มา 20 กว่าปีแล้ว จุดเด่นของแบรนด์ก็คือความมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เสื้อผ้าเด็กบางแบบคุณอาจจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย เรียกว่ามีดีไซน์และแพตเทิร์นที่ใส่แล้วผู้ใส่จะรู้สึกว่ามีความพิเศษกว่าเสื้อผ้าอื่นๆ

“ชุดที่เด็กใส่ส่วนใหญ่ เมื่อคนเห็นก็จะถามทุกครั้งว่าซื้อจากที่ไหน สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการเย็บเก็บตะเข็บ จึงช่วยให้เด็กๆ ใส่สบาย ไม่เกิดการระคายเคือง โดยแบรนด์เราจะเน้นชุดเด็กผู้หญิงเป็นหลัก ที่ผ่านมาก็มีเสื้อผ้าคอลเลกชั่นคลาสสิกที่ยังคงขายได้ตลอด มีทั้งเสื้อ กระโปรง ชุดเดรส ซึ่งจะมีรูปหัวใจประดับอยู่ตามชุด หรืออย่างคอลเลกชั่นโรสการ์เด้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสวนกุหลาบ ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

เสื้อผ้าเด็กแต่ละคอลเลกชั่นจะออกตามซีซั่นของผู้ใหญ่ แต่ก็อาจจะมีคอลเลกชั่นพิเศษสอดแทรกลงไประหว่างซีซั่นด้วย ปัจจุบันนี้แบรนด์เรายังคงได้รับความนิยมสูง เพราะมีฐานลูกค้าเดิมที่เป็นแฟนเหนียวแน่น แม้ว่าเด็กรุ่นเดิมจะเติบโตขึ้น แต่ก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เสริมเข้ามาเป็นลูกค้าเรื่อยๆ ช่วงอายุของเด็กที่พ่อแม่ซื้อเสื้อผ้าให้มากที่สุดก็คือเด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบ ซึ่งกลุ่มนี้พ่อแม่ชอบที่จะแต่งตัวให้ลูกๆ ด้วยความที่เสื้อผ้าแบรนด์เรามีตั้งแต่อายุ 2-14 ปี จึงถือว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้ครบทีเดียว โดยเราจะเน้นตลาดบนเป็นหลัก ราคาเสื้อผ้าจะเริ่มตั้งแต่ 900-42,000 บาท”

ฮูก ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันแบรนด์มารยาทยังคงทำรายได้ให้อย่างดี แม้ยุคนี้อัตราการเกิดของเด็กที่น้อยลงจะมีผลบ้างก็ตาม แต่นอกจากเด็กไทยแล้ว ยังมีฐานลูกค้าต่างชาติจากยุโรปและอาหรับอยู่ด้วย ฉะนั้นในมุมมองของเธอแล้ว แฟชั่นเสื้อผ้าเด็กยังไปต่อได้อีกไกลเลยทีเดียว… Fanpage FB : Marayat Fashion Kids

ด้าน น้ำผึ้ง-สาวิตรี ตาปสนันทน์ เจ้าของ Bambinista Salon ร้านทำผมสไตล์ลักซ์ชัวรี่ครบวงจรสำหรับเด็กๆ และครอบครัว ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย เล่าถึงธุรกิจใหม่แกะกล่องของเธอให้ฟังอย่างน่าสนใจ

น้ำผึ้ง-สาวิตรี ตาปสนันทน์ เจ้าของ Bambinista Salon

“ความตั้งใจเดิมของผึ้งก็คือจะทำเสื้อผ้าเด็กชื่อแบรนด์ Bambinista แต่ก็พบว่ายุคนี้คนทำเสื้อผ้าเด็กกันเยอะผึ้งก็เลยมานั่งคิดว่าควรจะทำธุรกิจที่ไม่เหมือนใครจะดีกว่า จึงไปคิดถึงธุรกิจลักซ์ชัวรี่ซาลอนของเด็กที่เคยเห็นที่อิตาลี อีกอย่างสมัยนี้แต่ละครอบครัวจะมีลูกแค่ 1-2 คนเท่านั้น พ่อแม่จึงค่อนข้างมีเงินมากพอที่จะซัพพอร์ตลูกๆ ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี แล้วเด็กสมัยนี้ก็อยากจะแต่งตัว อยากจะทำผมเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่ในเมือง ไทยยังขาดร้านซาลอนสำหรับเด็กโดยเฉพาะอยู่ ผึ้งจึงตัดสินใจเปิดธุรกิจนี้ขึ้นมา

ผึ้งเริ่มจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนี้และเริ่มศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ที่ร้านทำผมในเมืองไทยประสบอยู่ โดยพาตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับช่างทำผม มีอบรมตรงไหนจะเข้าไปฟังหมด แต่เมื่อรู้ถึงปัญหาแล้ว เราก็ยังมีไฟอยากจะทำต่ออยู่ดี ผึ้งก็เลยมองหาผลิตภัณฑ์สีทาเล็บออร์แกนิกสำหรับเด็กโดยเฉพาะเพื่อนำมาใช้ในร้าน ซึ่งก็มีทั้งที่ผลิตในไต้หวันและแคนาดา ผึ้งจึงเลือกแบรนด์ซันโค้ทจากแคนาดา รวมทั้งน้ำยาล้างเล็บที่ปลอดภัย ซึ่งเมืองไทยยังไม่มีมาด้วย ส่วนแชมพูและครีมนวดผมก็จะเลือกผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่มาใช้ในร้านทั้งหมดเลย ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากเมืองนอก สำหรับน้ำยาเปลี่ยนสีผมก็จะเลือกแบรนด์ที่ผสมครีมน้ำนม ไม่มีกลิ่นฉุน และไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายค่ะ”

น้ำผึ้งเสริมว่า แบมบินิสต้า ซาลอน มีขนาด 80 ตารางเมตร อยู่ในย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา สามารถรองรับลูกค้าได้ครั้งละหลายครอบครัว หลังจากเปิดร้านมาได้ 2 เดือนก็เริ่มได้รับฟีดแบ็กที่ดีมาก มีดาราเซเลบและคนทั่วไปโทรมาสอบถามและจองคิวกันเยอะมาก เพราะเห็นโฆษณาจากสื่อออนไลน์

“อย่าง มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ก็จะพาลูกสาวสองคน คือ น้องโสน-น้องสวรรค์ มาทำผมและทำเล็บ หรือกีตาร์-ศิริพิชญ์ วิมลโนช ก็เคยพาลูกสาวมาทำสปามือและเท้าด้วยเช่นกัน แล้วยังมีคนดังอื่นๆ ที่พาลูกมาที่

ซาลอนอีกหลายคน โดยที่ร้านจะมีทั้งช่างตัดผม ช่างทำเล็บ และช่างแต่งหน้า ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษซึ่งเราคัดสรรมาอย่างดี สามารถทำงานกับเด็กๆ ได้มาร่วมงานด้วย แล้วเรายังมีแพ็กเกจการทำแฟชั่นเซต ที่เริ่มตั้งแต่การทำผม แต่งหน้า หาชุด จนถึงการถ่ายแฟชั่นภาพนิ่งและวิดีโอเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีการจัดเวิร์กช็อปดูแลผิวพรรณสำหรับเด็ก รวมทั้งรับจัดงานเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ในธีมเก๋ๆ น่ารักๆ ให้เด็กๆ อีกด้วย

เด็กที่เข้ามาในซาลอนของเรา ถ้ามาทำเล็บ ทาสีเล็บ ราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท++ ถ้าทำเล็บแบบครบคอร์สจะคิดราคา 3,000 บาท/คอร์ส สระ-ซอยผม 700 บาท แต่งหน้า 2,000 บาท++ ถ้าทำผม-เกล้าผม จะคิดราคา 2,000 บาท++ เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มตลาดบนที่มีกำลังจ่ายค่อนข้างสูง จึงเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้สวยเลยค่ะ”…IG : Bambinistasalon และ FB : Bambinista Salon

ป๊อป-ฐิติพงษ์ บำรุง

สำหรับ ป๊อป-ฐิติพงษ์ บำรุง แฟชั่นบล็อกเกอร์ เจ้าของฉายา Poppory ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงแฟชั่น และมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายคลิปวิดีโอแฟชั่นรันเวย์เสื้อผ้าเด็ก ที่มีความกิ๊บเก๋และมีเอกลักษณ์จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ

“จุดเริ่มต้นในการผันตัวมาเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์มาจากการที่ป๊อปได้ไปดูแฟชั่นโชว์ในงานแอล แฟชั่น วีก ซึ่งเป็นงานระดับประเทศ ทำให้เกิดความชอบและอยากจะดูแฟชั่นโชว์นั้นซ้ำอีกสักรอบ แต่ปรากฏว่าในยูทูบกลับไม่มีคลิปแฟชั่นจากงานให้เราดูเลย นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ป๊อปเริ่มถ่ายคลิปวิดีโอแฟชั่นเล่นๆ โดยใช้สมาร์ทโฟนก่อน เมื่อทำไปหลายๆ คลิปและอัพลงยูทูบก็เริ่มมีคนแชร์ต่อ และเริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ป๊อปก็เลยลงทุนซื้อกล้องโปรมาใช้ในการถ่ายคลิปวิดีโอซะเลย

ที่จริงป๊อปก็ไม่เคยเรียนตัดต่อวิดีโอมาก่อนนะ แต่อาศัยการเรียนรู้และค่อยๆ เริ่มพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อมาตัดต่อวิดีโออีกที เรียกว่าทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง โดยอัพคลิปวิดีโอลงบนยูทูบให้คนอื่นได้ดูด้วย โชคดีว่าป๊อปทำงานเป็นสื่อมวลชนมาก่อน เมื่อมีการจัดงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ต่างๆ ก็ทำให้เราได้รับเชิญไปงานอยู่เรื่อยๆ”

ป๊อป บอกว่า จุดเด่นของคลิปวิดีโอแฟชั่นของเขาก็คือความรวดเร็ว ทันเวลา มุมกล้องเรียลเหมือนไปนั่งดูที่งาน อย่างเช่น ถ้าดูแฟชั่นจริงๆ ในวันนี้ ในวันพรุ่งนี้ผู้ชมก็จะได้เห็นคลิปวิดีโอแฟชั่นเก๋ๆ จากฝีมือป๊อปโปรี่อยู่บนยูทูบเรียบร้อยแล้ว

“สำหรับการทำคลิปวิดีโอแฟชั่นเด็ก ก็เริ่มมาจากการที่สยามพารากอนจะมีการจัดแฟชั่นโชว์ของเด็กๆ เป็นประจำทุกปี ป๊อปจึงถูกทาบทามให้ไปถ่ายคลิปวิดีโอในงานนี้ บางครั้งก็ไปถ่ายแฟชั่นโชว์แบรนด์เสื้อผ้าเด็กๆ ตามห้างที่อาจจะรวมตัวกันจัดแฟชั่นโชว์ที่มีเสื้อผ้าเด็กมากกว่า 1 แบรนด์ โดยงานที่เราไปจะมีทั้งงานที่ไปในฐานะสื่อฯ และไปในฐานะงานจ้าง เนื่องจากแบรนด์เหล่านั้นมีโอกาสได้เห็นผลงานของเราก็เลยรู้สึกชอบ โดยบางงาน ป๊อปอาจได้ถ่ายวิดีโอให้กับลูกค้า 2-3 แบรนด์เลยก็มี แบรนด์เหล่านี้ก็เช่น  Marayat, Barbie, Paul Frank, Arpanet และ Primmeegirl เป็นต้น ซึ่งป๊อปมองว่าแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กน่าจะยังไปต่อได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์นั้นๆ เป็นสำคัญ

การถ่ายวิดีโอแฟชั่นเด็กจะเป็นงานที่ยากกว่าการถ่ายวิดีโอแฟชั่นผู้ใหญ่ เพราะเด็กก็คือเด็ก แม้จะมีการมาร์คจุดที่จะเดินหรือหยุดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่บางทีเด็กๆ ก็อาจจะมีการหลงลืมไป ถ้าเด็กที่เป็นโมเดลอยู่แล้วก็จะทำงานง่ายหน่อย แต่สำหรับเด็กทั่วไปที่สมัครมาจากทางบ้านหรือทางแบรนด์คัดเลือกมา เราก็ต้องคอยดูว่าเขาจะก้าวเท้าไหนเดินออกมาก่อน เพราะการแพนกล้องนั้นก็สำคัญ ว่าเราจะเก็บภาพวิดีโอยังไงให้สมบูรณ์ที่สุด คือเราต้องเรียนรู้และดูลักษณะของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก ถ้าเด็กคนไหนเดินจังหวะไม่สมูท เราก็ต้องใช้มุมกล้องช่วย หรือจับภาพตอนที่เขาหยุดยืนบนรันเวย์ แล้วนำมาตัดต่อช่วยให้ดูสมูทอีกที

ป๊อปทำงานนี้มา 5 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาพีกสุดๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงการรับงานถ่ายวิดีโอแฟชั่นเด็กอย่างเดียว เดือนหนึ่งก็มีลูกค้าติดต่อเข้ามา 5-10 งานได้ เพราะแฟชั่นเด็กส่วนใหญ่จะเป็นงานกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกเดือน ซึ่งงานแฟชั่นเด็กจะมีสองลักษณะคือ การเก็บภาพวิดีโอเบื้องหลัง และงานแฟชั่นโชว์เบื้องหน้าซึ่งจะรวบรวมหลายแบรนด์มาเดินโชว์ในวันเดียวกัน เรียกว่าอาชีพนี้ถือว่าทำรายได้ดีและอยู่ได้สบายเลยครับ”…IG : popporyfashionblog