ฟิต & เฟิร์ม ด้วยคลาส ‘บาร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559991

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 14:29 น.

ฟิต & เฟิร์ม ด้วยคลาส ‘บาร์’

เรื่อง ภาดนุ

สุขภาพของเราจะฟิต แอนด์ เฟิร์มได้ ต้องมาจากการเริ่มต้นที่ดี ครั้งนี้เราจึงนำเทรนด์ออกกำลังกายสุดฮิต ที่ช่วยให้ร่างกายฟิตกระชับได้อย่างเต็มที่อย่าง “บาร์” (Barre) ซึ่งเป็นคลาสออกกำลังกายยอดนิยมล่าสุดที่ Yoga & Me สาขา Zpell ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หยิบมาฝากสาวๆ ที่รักการออกกำลังกายโดยเฉพาะ

ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง โยคะ แอนด์ มี เผยว่า คลาสบาร์ถือว่าเป็นเทรนด์การออกกำลังกายที่ได้รับกระแสตอบรับดีมากๆ และฮอตสุดๆ ในขณะนี้ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

“สำหรับบาร์ในสไตล์ โยคะ แอนด์ มี ได้นำศาสตร์ของ Pilates, Body Weight Training และ Ballet Barre มาประยุกต์ใช้ โดยเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเพลง และมีอุปกรณ์อย่าง บาร์ ลูกบอล และดัมบ์เบล เป็นตัวช่วยในการเวิร์กเอาต์กล้ามเนื้อให้ถูกจุด แม้แต่กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ถูกใช้งาน รวมถึงเซลลูไลต์และไขมันสะสมจะถูกกระตุ้น และถูกใช้งานจนถึงขีดสุด หลังการฝึกจึงทำให้ร่างกายได้เรียกพลังทุกส่วนให้กลับมากระปรี้กระเปร่า มวลกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง กระชับได้ทั่วร่าง สามารถสัมผัสความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝึก

จากการที่บาร์ได้นำเทคนิคการใช้กล้ามเนื้อของนักบัลเลต์มาประยุกต์ใช้ คลาสนี้จึงถือเป็นการออกกำลังที่ไม่มีการกระแทกมากนัก ทำให้สามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย แม้กับคนที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านโยคะหรือบัลเลต์มาก่อนก็ตาม แต่ถ้าใจพร้อมก็สามารถฝึกได้

เริ่มจากการวอร์มอัพร่างกายในแบบ Ballet Barre ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยจัดระเบียบแนวร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม ก่อนจะเคลื่อนไหวตามท่วงท่า ที่ดึงจุดเด่นของ Pilates มาผสมผสาน โดยเน้นย้ำถึงการคอนโทรลกล้ามเนื้อเฉพาะจุดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดการฝึก การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เกร็งค้าง ดูเหมือนจะซอฟต์ๆ เบาๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้วจะใช้พลังตั้งแต่แขน แกนกลางลำตัว และขา เยอะมากจนถึงขีดสุด ขณะที่ Body Weight Training ทำหน้าที่เพิ่มพลัง กระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้เร็วยิ่งขึ้น”

ครูบีเสริมว่า การฝึกบาร์ต้องมีขาสั่นแน่นอน ช่วงแรกของการฝึกแม้จะจบคลาสไปแล้ว แขน ขา ยังอาจจะมีอาการสั่นๆ อยู่ ซึ่งจุดนั้นคือคำตอบที่ทุกคนจะได้รับ ได้สัมผัสถึงความแตกต่าง ร่างกายได้เบิร์น ได้เผาผลาญอย่างเต็มพิกัด ท้องแขนย้อยๆ ต้นขาที่มีเซลลูไลต์ หน้าท้องที่สะสมไปด้วยไขมันจะค่อยๆ หายไป

“การฝึกคลาสบาร์จะชัดเจนและตรงจุดที่สุด พูดได้ว่าเตรียมบอกลาไขมันส่วนเกินได้เลย นอกจากครั้งแรกที่ฝึกจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างแล้ว ถ้าฝึกต่อเนื่องแค่ 7 ครั้ง ผู้ที่ฝึกจะรู้สึกว้าว! ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะนอกจากได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดีแล้ว ยังส่งผลดีต่อหัวใจ ปอดทำงานได้ดี หายใจได้ลึกขึ้น หัวใจสูบฉีดออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้มากขึ้น รวมไปถึงช่วยในเรื่องการทำงานของระบบไต ทำให้ไตขับของเสียออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี และนอนหลับได้ดีขึ้นด้วย”

สอบถามได้ที่ Yoga & Me สาขา Zpell โทร. 09-4994-0201 หรือ FB : yoga and me, IG : yogaandme และ http://www.yogaandme.net

การพัฒนาบุคลากร ในศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559988

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 14:14 น.

การพัฒนาบุคลากร ในศตวรรษที่ 21

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

“องค์กรมีความเป็นเลิศได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนั้นและบุคลากรก็จะดีเลิศได้เพียงใดขึ้นอยู่ที่องค์กรสนับสนุนส่งเสริมทำให้พวกเขาเป็น” คำกล่าวนี้เป็นจริงในยุคปัจจุบัน ที่แทบทุกองค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างชัดเจน มีการตื่นตัวและเตรียมความพร้อมต่อการสร้างความสามารถทางการแข่งขันของบุคลากรตนเองให้เกิดเห็นอย่างเต็มรูปแบบ หลายองค์กรยังไม่พบว่า ทำอย่างไรให้คนในองค์กรสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างดีที่สุด โดยหลายองค์กรมองว่า การลงทุนทางการพัฒนากลายเป็นความท้าทายของแต่ละองค์กร ควรทำแบบไหนจึงจะคุ้ม เกิดคำถามว่า ลงทุนพัฒนาแล้วได้อะไรที่จับต้องได้ หรือแม้กระทั่ง ลงทุนไปแล้ว แรกๆ ก็ดีแต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ลงทุนเสียเปล่า

กัลยา กุลประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ M.I.S.S.CONSULT ที่ปรึกษาผู้บริหารและองค์กร บอกว่า จากประสบการณ์ที่พบกับผู้บริหารระดับสูง และผู้ทำงานที่หลากหลาย พบว่าการพัฒนาบุคลากรปัจจุบันกำลังเป็นความท้าทายภายใต้เงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ คือ

1.การลาออกหรือการหมดอายุทำงาน ของผู้ทำงานรุ่นเบบี้บูมเมอร์ หรือ Gen-B (เกิด พ.ศ. 2489-2507 อายุ 54-72 ปี) ผลสำรวจทั่วโลกพบว่า กลุ่มผู้ทำงานรุ่นนี้จะออกจากการทำงานในอีก 5-7 ปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมขององค์กร

2.บุคลิกภาพและทัศนคติทางการทำงานของผู้ทำงานรุ่นใหม่ ผู้ทำงานในช่วงวัยที่แตกต่าง มีความคิดและมุมมองต่อการทำงานที่แตกต่างกัน แสดงออกทางบุคลิกภาพหรือพฤติกรรมการทำงาน และทัศนคติด้านการคาดหวังผลงานทางการทำงานที่แตกต่างกัน การหาบุคลากรมาทดแทนในตำแหน่งงานที่อาจต้องการลักษณะเฉพาะของบุคลิกภาพและทัศนคติ ย่อมมีผลกระทบสูง และเกิดผลต่อเนื่องต่อการได้บุคลากรที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ ส่งผลกระทบต่อระบบการบริหารจัดการคนเก่ง เข้ามามีความสำคัญอย่างมากเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า บุคลากรรุ่นแรกสามารถถ่ายทอดคุณค่าทางความคิด ทัศนคติ และแนวทางการทำงานไว้กับรุ่นหลังได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและทำให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรมและคุณค่าขององค์กรได้อย่างยั่งยืน

การพัฒนาบุคลากรให้ตอบสนองต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร กลายเป็นความท้าทายขององค์กร เพราะในศตวรรษที่ 21 ทุกองค์กรต่างก็ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา และการเข้าถึงการพัฒนาที่หลากหลาย หากแต่ว่าโปรแกรมใดหรือรูปแบบใดที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการหรือคาดหวัง ทำอย่างไรให้เกิดการสนับสนุนบุคลากรของตนเองให้เกิดความสามารถที่ดีที่สุด การพัฒนาบุคลากรกลายเป็นการลงทุนที่ควรต้องหวังผลได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลือง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

จากสายงานด้านการพัฒนาบุคคล พบว่าถ้าระดับปฏิบัติการ แสดงออกถึงพฤติกรรมที่ดี มีประสิทธิภาพ ต่อผู้ที่เขาติดต่อ ส่วนใหญ่ผู้บริหารก็จะดี เก่ง และมีประสิทธิภาพ หากหลายๆ ครั้งผู้บริหารเองกลับไม่สามารถบริหารประสิทธิภาพพื้นฐานได้ เช่น เวลานัด การรักษาคำพูด ก็แทบเรียกได้ว่าคนภายใต้การดูแลของเขาก็มีผลคาดหวังได้น้อยเช่นกัน

การพัฒนาควรเน้นไปยังผู้นำ หรือผู้บริหาร ที่ควรเป็นต้นแบบที่แข็งแรง และเป็นตัวอย่างที่มีพลังต่อการส่งต่อรูปแบบการทำงานที่ดีไปยังระดับทีมที่ตนเองดูแลได้ เพราะการเป็นผู้บริหาร ในยุคศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้บริหารและผู้นำในยุคนี้จำเป็นต้องกล้าต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างการท้าทายตนเอง ภายใต้เหตุผลง่ายๆ 4 ข้อดังนี้

1.การแข่งขันที่มากขึ้น โลกเปิดกว้าง การทำธุรกิจ การสร้างผลงานของผู้บริหารไม่ได้แข่งขันภายในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องสามารถแข่งขันและตอบสนองกับคู่ค้าต่างประเทศด้วยเช่นกัน จากเดิมการทำงานที่อาจทำแค่ 8-10 ชั่วโมง ณ ปัจจุบัน กลายเป็น 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้เพียงพอ ทำให้ผู้บริหารถูกคาดหวังมากขึ้น ปริมาณงานและความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ความกดดันที่มากขึ้น

2.ความหลากหลายทางวัยและเชื้อชาติ หลายๆ องค์กรสมัยใหม่ จะมีบุคลากรในองค์กรมากกว่าสองเชื้อชาติ และแน่นอนว่า บุคลากรในองค์กรจะมีช่วงอายุที่ห่างกันเยอะด้วยเช่นกัน ส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ ที่กระทบต่อ ระดับความไว้ใจ ความเชื่อใจ จากความต่างดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความยากต่อการบริหาร ความเชื่อมั่น เชื่อใจในทีมและองค์กร ถ้าผู้บริหารจะพูดแล้วไม่แสดงออกเป็นตัวอย่างด้วยคงไม่ได้รับความเชื่อถือและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อภาพรวมที่คาดหวังได้

3.แข่งกับเวลา การทำงานในยุคของดิจิทัล ผู้บริหารที่เก่งแต่เฉื่อยชา แทบจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างให้เกิดขึ้นแก่บริษัทได้ ผู้บริหารถูกคาดหวัง นอกจากความเก่ง ต้องเร็วด้วยเช่นกัน คือ รวดเร็ว ถูกต้อง ตรงประเด็น ทำให้เกิดผลลัพธ์ให้เร็วที่สุด เวลากลายเป็นโอกาสทางการสร้างความแตกต่าง ความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นความท้าทายขององค์กรและบุคลากรในองค์กรของไทย ที่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องคุณค่าของเวลาและการบริหารเวลา ที่ชัดเจนจนส่งผลออกเป็นพฤติกรรมและวัฒนธรรมในการทำงาน

4.ความสามารถทางการบริหารคน ผู้บริหารหลายๆ คนขาดการเตรียมพร้อมในด้านการบริหารที่เกี่ยวกับคนอย่างจริงจัง แต่ก้าวขึ้นตำแหน่งการบริหารเพราะผลงานของตนเอง ทำให้ทักษะการบริหารบุคคลเกิดจากประสบการณ์ที่เข้ามา และกลายเป็นความยากมากกว่าจะสนับสนุน ส่งผลต่อการหลีกเลี่ยงการบริหารที่ถูกต้องกลายเป็นทำงานด้วยตนเองเป็นหลัก

การบริหารเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อผู้ทำงานเสมอ การบริหารจำเป็นต้องทำให้เกิดการแข่งขันได้ ส่งผลให้เรื่องการบริหารบุคลากรกลายเป็นเรื่องท้าทายในฐานะโจทย์ของผู้บริหารระดับสูง ในการตอบโจทย์ต่อองค์กรในด้านความสามารถทางการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืน ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถบริหารจัดการการหลั่งไหลของข้อมูล หลักสูตร ที่หลากหลายเพื่อคัดเลือกได้อย่างเหมาะสมต่อความต้องการขององค์กรมากกว่าลงทุนตามกระแสนิยม เพราะหากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนจึงสามารถตอบโจทย์ต่อองค์กรแท้จริง

การพัฒนาบุคลากรในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องเน้นการพัฒนาที่วัดประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาถูกนำมาใช้ได้จริงในการทำงาน ทั้งในส่วนของบุคลากรภายในองค์กรและการสร้างภาพลักษณ์ การรับรู้ของบุคคลภายนอก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจ วันนี้การพัฒนาบุคลากรขององค์กรจะกลายเป็นส่วนสำคัญของประสิทธิภาพผู้บริหาร ในการเลือกเครื่องมือ โปรแกรม ที่กำลังตอบต่อการพัฒนาที่ทันสมัยและสร้างการแข่งขันอย่างเป็นผู้นำเชิงก้าวหน้าอย่างแท้จริง หรือ ยังคงเลือกแบบไม่รู้ความต้องการของตนเองและปล่อยโอกาสทางการแข่งขัน ที่สามารถสร้างได้ให้หลุดลอยไป

เหตุเกิดจากความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559987

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 14:11 น.

เหตุเกิดจากความรัก

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี (ใส่ตรงรูปผู้ชาย 2 คน นภ พรชำนิ+ไลฟ์) /ภาพ01 จาก pixabay.com

เหมือนคนกำลังมีรัก เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ ชีวิตฉันจึงได้เจอ

แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร…

(เพลง “รัก” ประพันธ์โดย “บอย โกษิยพงษ์”)

“ความรัก” เป็นแรงขับให้มนุษย์มีพลังสามารถทำทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะรักร้ายรักดีแล้วแต่ใครจะปล่อยให้ความรักนำทาง การฆาตกรรมหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีมูลเหตุมาจากความรัก แต่ไม่ได้หมายความว่ารักไม่ดี หากแต่ยังขาดความเข้าใจในความรัก

บางคนเดินหาทางออกไม่เจอติดอยู่ในวังวนแห่งรักจึงต้องพึ่งศิราณี ซึ่งยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก พี่อ้อย-พี่ฉอด (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) แห่ง คลับฟรายเดย์ คลื่นกรีนเวฟ 106.5 ที่คอยรับฟังสารพันปัญหาความรักจากผู้ฟังปลายสายที่โทรเข้ามาปรึกษามากกว่า 10 ปี จนต่อยอดสู่ซีรี่ส์ รายการ และกิจกรรมต่างๆ

ขณะที่ “นภ พรชำนิ” ก็ได้จับมือกับ “บอย โกษิยพงษ์” ก่อตั้งบริษัท “ไลฟ์อีส” (LIFEiS) ธุรกิจเพื่อสังคม (SE-Social Enterprise) เปิดตัวโปรดักต์แรกก็ว่าด้วยเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ จัดโชว์ “Staying in Love ติวเรื่องเลิฟ เสิร์ฟพร้อมเพลงรัก”

โลกยังสวย…

“นภ พรชำนิ” ประธานบริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ไลฟ์อีส เล่าถึงการก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม คือการสร้างโมเดลแห่งการปลูกความดี หวังสร้างสังคมไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “…ปลูกอะไรก็ได้อย่างนั้น” ผ่าน 3 คอนเซ็ปต์หลัก คือ 1.Life Stage ออกแบบให้สอดรับกับทุกช่วงวัยในชีวิต 2.Life Supplement การเติมวิตามินบำรุงจิตใจให้ตรงตามแต่ละช่วงวัย 3.Lifestyle การให้กิจกรรมนั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำรงชีวิต

“ไลฟ์อีส มีจุดประสงค์ในการสร้างอีเวนต์ กิจกรรมต่างๆ ทำสื่อ หรือจัดแคมปิ้ง โชว์ต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาพรวมสังคม สังคมที่ว่าด้วยมนุษย์ มนุษย์ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงเสียชีวิต ทุกคนต้องการเติมวิตามิน เราจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามต้องเติมวิตามินเสริมให้เขา ให้เขารับพลังงานได้เต็มและเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้

คนเต็มแล้วควรเติมให้คนไม่เต็ม ให้เกิดสังคมเกื้อกูลกัน สังคมเกื้อกูลกันมีอยู่จริงมีมานาน แต่ตอนนี้ทุกคนมีแต่ต้องการเทกๆๆๆ ทำตัวอยู่บนหอคอย แต่ความเชื่อของไลฟ์อีสทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ขายขนมครกก็มีความสุขไม่ต้องเปิดแฟรนไชส์ ความสำเร็จของคนหนึ่งทำให้ตัวเองเต็มแล้วแบ่งปันให้คนอื่นได้ นั้นคือสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่ามีคนคิดแบบเราจริงๆ เราพยายามสร้างตรงนี้ ความสุขมีความเรียบง่ายใกล้ๆ ตัว ไลฟ์อีสจะดึงเอาพลังของคนเหล่านี้มารวมกัน”

โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ในเฟสแรก แบ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปสื่อสาร สร้างแรงบันดาลใจ ปลดล็อกปัญหาของแต่ละช่วงชีวิต

“พี่บอยพูดว่า จริงๆ โลกมันสวยเพียงแต่หลายคนอาจจะเจอกับด้านมืดเลยคิดว่าโลกมันเป็นแบบนั้น เราจึงไม่ลังเลที่จะสร้างและลงมือทำ ผมเชื่อสิ่งที่พี่บอยพูด คือ เราปลูกสิ่งดีๆ วันนี้ อนาคตเราจะได้เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ

ไลฟ์อีสเกิดจากการคิดวิเคราะห์หลายด้าน ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำ แต่ได้ผ่านไอเดียต่างๆ จากพวกเราและทีมงานทุกคน ความฝันพี่บอยมีอยู่มากแต่ผมขออาสาทำตรงนี้ ไลฟ์อีสจะเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนมุมมองของคนเราผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เรานำเสนอ และเร็วๆ นี้ที่ไลฟ์อีสจะทำ คือ Staying In Love ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้

เรามองเห็นว่าประเทศไทยมีคนแต่งงานปีหนึ่ง 2 แสนกว่าคู่ เราก็จะเอากิจกรรมขยายไปตามเมืองต่างๆ เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ของคู่รักให้แข็งแรงขึ้น

ในช่วงเด็กอายุ 0-5 ขวบก็มีคุณเพลิน ประทุมมาศ (พรชำนิ) เป็นผู้มาออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็ก โดยนำเสนอผ่านรายการทีวีสำหรับเด็กที่มีเพลินและเดอะแก๊งของเขาร่วมทำรายการ ซึ่งพ่อแม่ที่ดูรายการก็จะนำกิจกรรมเหล่านั้นไปพัฒนาลูก แล้วเราก็จะมีการจัดกิจกรรมให้พ่อแม่และเด็กได้มาทำร่วมกัน

สำหรับเด็กช่วงประถม 1-6 จะมีคุณโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร มาฝึกฝนสมาธิผ่านดนตรี ช่วงมัธยมหรืออาชีวะก็มีคุณอุ๋ย บุดด้าเบลส มาพูดถึงชีวิตวัยรุ่นที่เขาก็เคยผ่านมาก่อน

ช่วงมหาวิทยาลัย มีคุณหนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ มาชวนน้องๆ ค้นหาตัวเอง ช่วงวัยทำงาน หลังเรียนจบแต่งงาน (Staying In Love) เริ่มต้นทำงานสร้างครอบครัว จึงปลูกความรักและความเข้าใจในชีวิตคู่ มีพี่บอย และอาจารย์ไลฟ์-วาระ มีชูธน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดำเนินชีวิตและการใช้ชีวิตคู่

ช่วงวัยกลางคน เป็นช่วงเริ่มประสบความสำเร็จในชีวิต จึงต้องปลูกค่านิยมการแบ่งปัน และช่วงผู้สูงวัย มีคุณอาต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา และพี่ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ มาสอนการวางแผนชีวิตวัยเกษียณ”

เติมวิตามินบำรุงความรัก

“Staying In Love ติวเรื่องเลิฟ เสิร์ฟพร้อมเพลงรัก” วาไรตี้โชว์ สำหรับคู่รัก เพื่อนรัก เพื่อนสนิท สามีภรรยา หรือใครที่กำลังดูใจกันอยู่ โชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกของเมืองไทย แบบ Love Mentor-Trainmen ที่จะช่วยให้คู่รักทุกคู่ทุกรูปแบบความสัมพันธ์ ตกหลุมรักครั้งแล้วครั้งเล่ากับคู่รักของคุณไปตลอดชีวิต

วิทยากร คือ กูรูด้านความรัก “ไลฟ์-วาระ มีชูธน” และเจ้าพ่อเพลงรัก “บอย โกสิยพงษ์” 3 ชั่วโมงเต็ม พบกับคอนเสิร์ต ไลฟ์ทอล์ก เวิร์กช็อป ที่จะพาคุณเดินทางไปพบกับ สูตร+เคล็ดลับ+คำตอบ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของกันและกันให้มากขึ้น จนเกิดเป็นความรัก ความเข้าใจ อันเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งต่อการใช้ชีวิตคู่ต่อไป โชว์จะเกิดขึ้นวันที่ 25-26 ส.ค. ณ โรงละครเอ็ม เธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ

นภ พรชำนิ ยกตัวอย่างคำพูดของบอย โกสิยพงษ์ ก่อนที่จะขับรถเป็นเรายังต้องไปเรียนหัดขับรถก่อน แต่ก่อนแต่งงานไม่เคยมีใครมาสอนการใช้ชีวิตคู่ ความรักก็เหมือนกับการเติมน้ำมันรถ ถ้าเติมน้ำมันผิด รถก็พัง ดังนั้นหากเรารู้ภาษาของคู่รักเรา เราจะเข้าใจกันได้ดีขึ้น

“ความคาดหวังแต่ละคนมาคนละแบบ เราเพราะถูกสอนมาไม่เหมือนกัน บางคนพ่อแม่สอนให้ทำมาหากิน บางคนเอาแต่เล่นเกม แต่นั้นคืออดีต ปัจจุบันคือภาษารักการเติมใจให้เต็ม อนาคตคือการวางเป้าหมายของชีวิต สมมติว่า เรารู้ว่าแฟนเรามองเป้าหมายคนละอย่าง เราไม่เลิกกันแต่จะมีคอนฟิกซ์ มาดูโชว์เราจะทำให้รู้ว่าสามารถเดินไปด้วยกันได้ ทำไงให้วินๆ ทั้งคู่”

“ไลฟ์-วาระ มีชูธน” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตคู่ “ส่วนตัวผมคบแฟน 12 ปีก่อนแต่งงาน แต่งมาแล้ว 14 ปี เราคิดว่าทำไมคู่อื่นหลายคู่ความสัมพันธ์ไปไม่รอด ทำไมสถาบันครอบครัวที่เป็นสังคมที่เล็กที่สุด เป็นสังคมที่สำคัญที่สุดแต่เละเทะที่สุด

เรามาหาอะไรที่เป็นแรงหนุน เป็นความรู้ความเข้าใจที่ทำให้คู่แต่งงานอยู่กันได้ ใช้เหมือน Premarital Counseling ที่หลายประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรป ให้รู้ความแตกต่างของกันและกัน แม้กระทั่งเรื่องเพศศัมพันธ์ก็คุยกัน

เมืองไทยทำแบบนี้ทำในวงกลมเล็กๆ ของคริสเตียน องค์ความรู้ตรงนี้ของเราไม่เยอะ ประเทศมาเลเซียทุกคนที่จะแต่งงานต้องเข้าตรงนี้ ควรทำตั้งแต่วันแรกที่คบกัน หรือยังไม่มีแฟน ถ้าวันหนึ่งเรามีแฟนเราจะทรีตความรักแบบนี้

ถ้าคนสองคนเข้าเรียนรู้เรื่องนี้ Staying In Love ความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอต้องรู้วิธีปฏิบัติต่อกันด้วยถึงจะอยู่ได้ยาว

มีประโยคหนึ่งผมมักบอกเสมอว่า ถ้าจะตกหลุมรักต้องมีความต้องใจ ถ้าจะอยู่ในความรักต่อไปเรื่อยๆ ต้องมีความตั้งใจ คือต้องมีแพลนบางอย่าง

คนไทยให้ความสำคัญกับงานแต่งงาน วางแผนทุกอย่างเกี่ยวกับงาน พรีเวดดิ้ง โรงแรม อาหาร ของชำร่วย แต่ไม่ได้วางแผนเรียนรู้วิธีการจะอยู่ด้วยกัน

สังเกตได้ว่าบางคู่ที่อยู่กันไปเหมือนรูมเมท สิ่งที่เคยวางแผนตั้งแต่ยังเป็นแฟนหายไปไหนไม่รู้ การมานั่งคุยกัน คนที่อยู่ในความสัมพันธ์แล้ว เราจะเริ่มแก้ไข เราจะต่อเติมไฟให้คุอีกครั้ง

ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มคบกันใหม่ๆ ความรู้นี้จะประเสริฐมาก เราจะเติมคนนี้ให้เต็ม คนที่จะจ่ายเงินมาชม Staying In Love เขาต้องเป็นคนที่ลงทุนในเรื่องของความรัก”

ในส่วนของโชว์นั้น นภ พรชำนิ บอกว่า “เราทำเป็นโชว์ ไม่เหมือนโค้ชชิ่ง เรามีความกลมกล่อมของโชว์ ได้ดรีม  บ็อกซ์ทำโปรดักชั่น มีแขกรับเชิญที่เป็นคู่รักดารา มีวิดีโอคลิป มีแบบสอบถาม ในโชว์จะเป็นทูเวย์ ฟังเสร็จถามได้ด้วย แล้วคุยกับคนที่นั่งข้างๆ ได้ด้วย

พยายามดีไซน์โชว์ เป็น เลิฟ เมนเตอร์เทนเมนต์ เอาความเป็นเมนเตอร์มาบวกกับเอนเตอร์เทน นี่คือข้อที่เด็ดของพวกเรา เป็นศาสตร์และศิลป์ คนจะจำได้ คนจะนำไปปฏิบัติ เพราะเป็นประโยชน์ต่อเขาจริงๆ เราไม่ได้มาขายของ แต่ของเราคือรีเลชั่นชิป ที่คุณจะได้คือความเข้าใจ

เราคิดโชว์นี้มา 1 ปี โชว์นี้สำคัญเพราะสถาบันครอบครัวสำคัญที่สุด ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ดี เด็กที่เกิดมาก็จะพร้อม พ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน ปู่ย่าตายายไม่ถูกทอดทิ้ง เราเลยเลือกทำโชว์นี้เป็นอันแรก ตรงกับแนวคิดของไลฟ์อีสด้วย เพราะมันเชื่อมกับทุกมิติครอบคลุม”

ทุก(ข์)ความรัก ยินดีรับฟัง

“ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง และซีอีโอ บริษัท Change 2561

กับตำแหน่งและบทบาทการทำงานใหม่ แต่ยังไม่ทิ้งดีเอ็นเอในการทำงานมาตลอดชีวิต นั่นคือ คลับฟรายเดย์

“ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายดีเอ็นเอของเราคือคลับฟรายเดย์ และที่เราแฮปปี้อยากทำที่สุด คืองานของเราสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อสังคม”

แนวคิดของ Change 2561 คือ “เปลี่ยนโลกไม่ได้…แต่เปลี่ยนวิธีคิดได้”

วางสถานะเป็นบริษัท คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ มุมมองใหม่ ด้วยความตั้งใจอยากเปลี่ยนเพื่อสิ่งใหม่ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนเพื่อสังคมที่ดีขึ้น เปลี่ยนเพื่อโลกใบเดิมที่ดีกว่า

ตอนนี้โปรดักต์ที่เห็นเป็นรูปธรรมอยู่บนแฟนเพจของเฟซบุ๊ก เป็นการนำเสนอคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

“พอมีเวลาได้ทบทวนตัวเอง เราไม่ได้ดัดจริตเป็นคนดี แต่เราทำงานสุดท้ายต้องให้อะไรกับคนดู คนฟัง งานที่มีความสุขคือกรีนเวฟ คลับฟรายเดย์ พอเรามาขึ้นรูปงานใหม่หลายๆ อย่างก็มีอิทธิผลมาจากตรงนี้ เราคงมีความสุขกับการทำงานแบบนี้

ภาระหน้าที่ที่ผ่านมา เราทำยังไงให้ช่อง (จีเอ็มเอ็ม25) รอดยังไง มันเป็นภาระใหญ่หลวงมาก จนลืมความสุขของการทำงานคืออะไร

เรานั่งนิ่งๆ จะทำอะไรต่อ ทุกวันนี้คนรู้จักพี่อ้อยพี่ฉอด เราตอบปัญหาเรื่องความรัก ทุกวันนี้เราเดินไปไหนก็มีแต่คนอยากคุยกับเรา ไปกินข้าวข้างทางก็ยกเก้าอี้มาเล่าให้ฟัง เราก็ฟัง เรายอมไม่เป็นส่วนตัวเพราะคนเราคงถึงโหมดทุกข์ใจ ต้องการความช่วยเหลือ เราเลยใจร้ายไม่ลง

บางคนเล่าเสร็จก็ไป เรายังไม่ได้ตอบอะไรเลย คือเขาคงแค่อยากระบายแล้วก็สบายใจ เราเป็นผู้รับฟังให้เขาได้ เราก็ถามตัวเองทำไมไม่หงุดหงิด และเราก็ฟังทุกที จัดรายการก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะฟัง”

รับฟังปัญหาความรักมานับสิบๆ ปี สรุปปัญหาหลักๆ ได้ว่า นอกใจ เรื่องเพศที่สาม ไม่ได้รับการยอมรับ มีเพียงรายละเอียดที่แตกต่าง

“มีบางเคสที่เรารู้สึกไม่สบายใจ เราก็ตามต่อ ความรักแก้ยังไงล่ะ เขาไม่รักคือไม่รัก เราแก้ให้ไม่ได้ แต่ก็มีมุมอื่นๆ ให้เขาบ้าง”

ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของ Change 2561 ที่ทำออนไลน์มี “หนึ่งคำถามหนึ่งคำตอบ” เป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ประมาณ 2 นาที เกี่ยวกับความรัก โพสต์ลงในแฟนเพจ

รายการ “พี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว” ต่อยอดจากคลับฟรายเดย์ทางคลื่นวิทยุที่ได้ยินแต่เสียง มานั่งคุยกันแบบเห็นหน้าค่าตา เน้นประชาชนทั่วๆ ไป

“มีเคสหลั่งไหลมามหาศาล สิ่งแรกที่เขาได้คือเจอเรา เขาต้องการกอดเรา เติมเต็มกำลังใจ อย่างเคสแต่งงานมา 14 ปี แต่มารู้ว่าเขามีคนอื่นมาตลอด 15 ปี หรือเคสผู้หญิงคนหนึ่งตาเสีย อนาคตเขาคิดว่าตาจะบอดสนิท เขาอยากมีใครสักคนมาเป็นตาให้เขา ทุกคนที่มาตรงนี้สุดท้ายเขาได้เห็นคุณค่าของตัวเอง”

“พี่อ้อยพี่ฉอดออนทัวร์” ไปตามโรงเรียนต่างๆ “เมื่อก่อนมีคนเชิญให้ไปเป็นวิทยากรเยอะแต่ไม่ค่อยได้ไป พี่อ้อยไปเยอะกว่า พอได้มาทำจะเจออีกประเภทหนึ่งของปัญหา ความรักในวัยเรียน ปัญหาท้องก่อนวัย เมื่อก่อนจะเป็นแบบอย่ามีความรักในวัยไม่เหมาะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมามีความรักแล้วทำยังไงให้รอด”

แม้จะเป็นผู้รับฟังปัญหาความรักมานาน แต่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นโค้ชชิ่งด้านความรัก “ความตั้งใจต่างกัน เราไม่ได้ตั้งใจสอน เรารู้สึกแบบพี่น้องกัน เราลืมไปด้วยซ้ำว่าเราจัดรายการอยู่ เราไม่กล้าคิด ตัดสินชีวิตใคร

ปัญหาความรักมันพูดง่ายไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะเราไม่รักคนนั้นเท่ากับเขารัก ไม่เคยคิดว่าจะชี้นำใคร อย่างน้อยเป็นอารมณ์พี่น้องรับฟัง แล้วเราเห็นมุมอะไรที่เธอไม่เห็น มันเป็นแบบนี้ไหม

จะมีบางเคสที่รู้สึกว่า น้องควรต้องตัดสินใจซะทีหนึ่ง ความอดทนไม่ได้ช่วยอะไร วันนี้ทำไม่ได้ แต่วันหนึ่งก็ต้องรู้ควรทำอย่างไร เจ็บที่สุดหยุดได้เอง มันจะเสียเวลาชีวิตนะ เราแค่พยายามให้เขาเห็นอีกมุม สุดท้ายความรักจะเป็นยังไงเขาต้องเป็นคนตัดสินใจเอง”

ปัญหาความรักมีหลากหลายรูปแบบ จริงอยู่ที่ความรักเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน แต่ถ้าหากมีคนที่สาม ที่สี่ สามารถช่วยคลี่คลายปัญหาหนักอก มาช่วยแบ่งเบากลัดหนองที่อยู่ในจิตใจได้ มาช่วยชี้ทางเดินแห่งรักที่จะครองคู่กันอย่างมีความสุขไปยาวนาน เรื่องรักๆ ก็จะไม่รกรบกวนชีวิตอีกต่อไป และความรักที่บังเกิดความสุขนั้นมีจริง…

โชติกา ปริณายก ตีตั๋วไปปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559849

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

โชติกา ปริณายก ตีตั๋วไปปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เหมือนเวลารถติดแล้วคิดสนุกอยากแต่งเรื่องให้คนบนถนน มันเป็นอารมณ์เดียวกับตอนอ่านหนังสือ เรื่อง Paris in Pairs ปารีสบนดาวดวงอื่น เรื่องสั้นที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับจินตนาการของนักเขียนสายครีเอทีฟ โชติกา ปริณายก โดยเธอได้หยิบคนในภาพฟิล์มมาผูกเป็นเรื่องราว 13 บท และมีฉากหลังเป็นกรุงปารีสที่อาจไม่ใช่เมืองแห่งความโรแมนติกที่เคยรู้จักอีกต่อไป

“เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ การมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มมันเป็นความฝันอย่างหนึ่งของเรา” โชติกาเคยทำงานเป็นนักครีเอทีฟอยู่ที่สำนักข่าวออนไลน์ เดอะ แมทเทอร์ แต่เพราะการลาพักร้อนไปฝรั่งเศสในคราวนั้น ได้จับพลัดจับผลูให้เธอเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต

“ไม่อยากเขียนไกด์บุ๊กเพราะเราไม่ได้เชี่ยวชาญถึงขนาดที่จะไปแนะนำใคร แต่อยากเขียนอะไรที่แปลกใหม่และใส่ความเพ้อฝันแบบนักครีเอทีฟลงไป เราเลยหยิบจับภาพฟิล์มที่ถ่ายมา หยิบจับสิ่งที่เราประสบมา มาผสมกับเรื่องที่เราแต่งขึ้น”

ตัวละครที่เธอสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวนักโจรกรรม ชายหนุ่มเจ้าของร้านเคบับ คู่รักแปลกหน้า สาวปริศนาผู้ยืนอยู่หน้าตึกแลนด์มาร์ค หรือชายผู้ออกเดินทางจากดาวดวงนี้เพื่อไปพบปารีสบนดาวดวงอื่น ตัวละครทั้งหลายถูกผูกเข้ากันด้วยจินตนาการสุดพิลึก จนยากที่จะคาดเดาได้ว่าแต่ละบทมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างไร

“ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบอะไรง่ายๆ เลยอยากเขียนให้ผู้อ่านสามารถอ่านจบได้ในตอนเดียว หรือจะอ่านครบทุกบทแล้วได้อีกความรู้สึกใหม่หรือเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย” เธอกล่าวต่อ

“ถ้าถามว่าแก่นของหนังสือเรื่องนี้คืออะไร คิดว่าไม่มี เพราะเราไม่ได้ตัดสินว่าตัวละครตัวไหนดีหรือเลว หรืออ่านจบแล้วจะได้ข้อคิดสอนใจอะไร แต่เราอยากให้ผู้อ่านอ่านแล้วสนุกไปฟิกชั่นที่แต่งขึ้น ผสมกับได้รับความรู้หรือรู้ความเป็นจริงของสถานที่นั้น โดยจุดจบของเรื่องนี้ไม่มีขีดจำกัด เพราะมันน่าจะดีกว่าถ้าคนอ่านจะได้ตีความและมีบทสรุปเป็นของตัวเอง”

นักครีเอทีฟสาวกล่าวด้วยว่า สิ่งที่เธอเก่งกว่าการเขียน คือ การคิด อย่างหนังสือเล่มนี้เธอไม่คิดว่ามันโดดเด่นที่สำนวนภาษา แต่เด่นในเรื่องของไอเดียและการเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านกระตุกคิ้วตลอดเวลา กระนั้นขณะที่เธอผูกเรื่องราว เรื่องราวก็กลับมาผูกรัดตัวเธอจนทำให้เป็น “นักคิดมาก” และเกือบไม่มีปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

“ตอนแรกวางไว้ว่าจะเขียน 14 บท แต่เพราะเวลาและความกดดันตัวเองที่เกินพิกัดเลยหยุดอยู่ที่ 13” บทที่หายไป คือ “ปารีสบนดาวดวงนี้” โดยเธอคิดจะรวบรวมเรื่องจริงทั้งหมดให้ผู้อ่านหายสงสัยว่า อะไรคือความจริง อะไรคือจินตนาการ

อย่างไรก็ตาม บทที่หายไปก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้แหว่งหาย และจากที่เธอกล่าวไว้ว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่มีแก่น อาจไม่จริง เพราะในบทสุดท้าย เธอทิ้งให้ผู้อ่านเคว้งคว้างกลางอากาศ ท่ามกลางเมฆสีขาว แต่ตรงปลายขอบฟ้านั้นเหมือนเห็นยอดหอไอเฟลอยู่ไกลๆ ซึ่งไม่อาจแน่ใจว่า เธอได้พาไปพบปารีสบนดาวดวงไหน หรือแท้จริงแล้วไม่ได้ไปไหนเลย 

‘สัญลักษณ์ชนบท’ 26 ปี ชีวิตและผลงานของ ทินกร กาษรสุวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559845

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

‘สัญลักษณ์ชนบท’ 26 ปี ชีวิตและผลงานของ ทินกร กาษรสุวรรณ

โดย พริบพันดาว

คราวนี้พาไปดื่มด่ำงานศิลป์กันไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยู่ในโซนปริมณฑลนั่นคือ จ.นครปฐม พาไปเยือนหอศิลป์บรมราชกุมารี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์

นิทรรศการศิลปะชุด “สัญลักษณ์ชนบท” โดย รศ.ทินกร กาษรสุวรรณ ภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ภาพรวมของการจัดแสดงงานศิลปะครั้งนี้ของ รศ.ทินกร เขาบอกว่า เป็นการรวบรวมตัวอย่างผลงานชิ้นเด่นๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา และได้รับรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา

“ด้วยระยะเวลาการทำงานที่ค่อนข้างนาน จึงต้องการนำผลงานเหล่านี้มาร่วมแสดงกับผลงานยุคกลางและยุคใหม่ๆ เพื่อให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่สนใจได้เห็นพัฒนาการการทำงานของคนทำงานศิลปะทางด้านภาพพิมพ์ ซึ่งแต่ละช่วงของการทำงานนั้นจะมีความละเอียดและความประณีตที่แตกต่างกัน”

ทั้งนี้ รศ.ทินกร ขยายความถึงภาพว่าสัญลักษณ์และรูปแบบในการแสดงออกของแต่ละยุคก็จะแตกต่างกันไปด้วย อันเกิดจากประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึก และช่วงวัยของแต่ละยุคที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน

“แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ แนวความคิดและเนื้อหาในการสร้างสรรค์ผลงาน ความเป็นชนบท วิถีชีวิตต่างๆ ยังคงอยู่ ซึ่งการแสดงออกทางศิลปะของศิลปินแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน ผลงานของผมจะบ่งบอกความเป็นตัวตนที่เป็นตัวแทนความเป็นไทยพื้นบ้านแบบชนบทในวิถีที่เรียบง่ายอย่างชัดเจน

สิ่งที่ท้าทายในการทำงาน คือ การจะทำอย่างไรให้เนื้อหาเหล่านี้ออกมาเป็นงานศิลปะที่ร่วมสมัยได้ หลักๆ ก็คือการนำสัญลักษณ์จากผลผลิตทางการเกษตรและวิถีชนบทมานำเสนอ โดยสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นสำคัญ ความพิเศษคือการทำให้มันร่วมสมัย เป็นสากล เป็นที่รับรู้ และยอมรับในวงกว้าง ซึ่งจะเห็นได้จากหลายผลงานที่ได้รับรางวัลหรือเผยแพร่ในต่างประเทศด้วย”

อย่างที่กล่าวนิทรรศการศิลปะชุด “สัญลักษณ์ชนบท” มีผลงานศิลปะภาพพิมพ์ผลงานประติมากรรม ตั้งแต่ปี 2535-2561 โดยคัดผลงานชิ้นที่ได้รับรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ และได้ร่วมแสดงในระดับนานาชาติ เป็นผลงานหลายๆ ช่วงในการทำงานที่ผ่านมา จัดแสดงพร้อมผลงานภาพพิมพ์ชุดใหม่อีก 23 ภาพ ทั้งหมด 91 ผลงานรวมเป็นเวลาถึง 26 ปี ซึ่งจะเห็นพัฒนาการของตัวงานจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างเด่นชัด รศ.ทินกร ชี้ถึงอนาคตการทำงานของศิลปะตัวเองว่า

“ในแง่ของการทำงานศิลปะก็ยังต้องทำงานต่อไปในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดความรู้ สอนหนังสือต่อไปในฐานะอาจารย์สอนศิลปะด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง

นอกจากนี้ สิ่งที่ฝันหรือวางแผนมานานแล้ว แต่อาจยังไม่สามารถทำได้จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพราะติดภารกิจด้านการสอนและงานต่างๆ มากมาย ก็คือการวางแผนจะทำพื้นที่กิจกรรมทางศิลปะที่บ้านเกิด จ.เลย เป็นพื้นที่สำหรับสะสมผลงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และประติมากรรมของตัวเอง รวมถึงมีพื้นที่แสดงงานหมุนเวียนและพื้นที่เวิร์กช็อปสำหรับทำงานศิลปะของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งนักศึกษาศิลปะด้วย ไม่ใหญ่ไม่เล็กตามกำลังที่พอจะทำได้ ให้เป็นพื้นที่ศิลปะเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนสำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ”

อัตลักษณ์ภาพพิมพ์ของอาจารย์โดดเด่นเป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและนานาชาติ โดยเฉพาะความเป็นพื้นถิ่นรวมถึงความฟุ้งฝัน รศ.ทินกร อยากให้คนมาเสพงานศิลป์ของเขากันเยอะๆ

“ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานแบบไทยร่วมสมัย ต้องการให้ผู้มาชมนิทรรศการเห็นว่าการแสดงผลงานศิลปะแต่ละครั้งของศิลปินแต่ละคนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องมีการวางแผน มีการเตรียมการอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน จึงอยากให้นักศึกษา เยาวชน หรือบุคคลที่สนใจ มาชมนิทรรศการกันมากๆ ให้เห็นผลงานที่เป็นการแสดงออกทางด้านศิลปะภาพพิมพ์แบบร่วมสมัยที่เทียบเท่าสากล หรือเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ

แม้จะมีเนื้อหาเฉพาะถิ่นแบบชนบทไทยๆ แต่ก็สามารถใช้เทคนิควิธีในการสื่อความหมายให้คนทั่วโลกรับรู้ได้ หากเป็นนักศึกษามาชมก็จะได้แรงบันดาลใจไปต่อยอดผลงานของตนเอง ทั้งด้านเทคนิค รูปแบบ และเนื้อหา โดยสามารถศึกษาจากตัวอย่างผลงานที่มีเนื้อหาเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ค่อยๆ พิเศษและยิ่งใหญ่ได้ ซึ่งการทำงานศิลปะก็เหมือนการระเบิดจากข้างใน

หลายคนอาจมองว่างานเกี่ยวกับชนบทเชย ล้าสมัย ซ้ำซาก แต่ถ้าใครมาชมนิทรรศการก็จะได้เห็นผลงานที่หลากหลายรับกลิ่นอายชนบทผสมผสานกับจินตนาการจากสัญลักษณ์ที่ปรากฏในผลงาน ตั้งแต่งานที่ละเอียดประณีตในยุคเริ่มต้น จนค่อยๆ คลี่คลายปลดปล่อยความเป็นตัวตนที่มีความสุขอย่างเรียบง่ายพอเพียงเช่นผลงานในยุคปัจจุบัน”

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 2-31 ส.ค. 2561 เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-16.30 น. ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เฟซบุ๊กเพจ : Psg Art Gallery

รศ.ทินกร ทิ้งท้ายว่า ถ้ามีนักศึกษาหรือบุคคลที่สนใจศิลปะมาดูเป็นกลุ่มๆ เขายินดีที่จะนำชมและอธิบายทุกชิ้นผลงาน โดยกรุณาแจ้งก่อนล่วงหน้า

สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน ‘ระดับอาชีพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559844

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน ‘ระดับอาชีพ’

โดย ปอย

“…จัดเป็นนักธุรกิจที่รู้เรื่องฟุตบอล ทั้งไทยและเทศแบบอินไซต์เลยทีเดียว เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ และใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมโยงคนในสังคม ที่มาจากคนละที่ละทางได้…” คือคำนิยมของ ธชตวัน ศรีปาน อดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย กล่าวถึงนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของไทยไว้ในหนังสือ เศรษฐากับกีฬา” และล่าสุด การสานต่อโครงการเกี่ยวกับฟุตบอลก็เริ่มขึ้นอย่างมุ่งมั่นอีกครั้ง

กับโครงการ แสนสิริอะคาเดมี่ (Sansiri Academy) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือความมุ่งมั่นส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านฟุตบอลอย่างถูกต้อง และไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด “Sansiri Social Change” มุ่งมั่นสร้างรากฐานเพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาเด็กในแต่ละด้านอย่างยั่งยืน

ตอกย้ำส่งเสริมประโยชน์การเล่นกีฬา มีความสำคัญต่อสุขภาพ และมอบประโยชน์อีกหลายๆ ด้านให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับสังคม และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนกว่า 7,000 คน ที่ผ่านการบ่มเพาะทักษะจากโครงการแสนสิริ อะคาเดมี่ และสามารถสานฝันนักฟุตบอลเยาวชน สู่เป้าหมายที่วางไว้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีของเยาวชนอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Sansiri Social Change ที่มุ่งมั่นให้การสนับสนุนการดูแลเด็กใน 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา และกีฬา ซึ่งการจัดตั้งโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน เพราะนอกจากจะมีสุขภาพดีจากการพัฒนาทักษะการเล่นกีฬาแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่ด้านการศึกษาได้อีกด้วย เช่น การได้รับโควตาเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพหรือต่อยอดสู่ระดับสโมสรและระดับชาติ

นอกจากนี้ แสนสิริ เพิ่มโปรแกรมAcademy Pro มีโปรแกรมฝึกซ้อมที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรายการต่างๆ และมีกิจกรรมพิเศษให้เด็กได้ใกล้ชิด กับนักฟุตบอลทีมชาติไทยอีกด้วย ปีที่ผ่านมาแสนสิริสานฝันนักฟุตบอลเยาวชนสู่เป้าหมายได้กว่า 100 คน แบ่งเป็นการต่อยอดด้านการศึกษากว่า 80 คน หรือการเป็นนักฟุตบอลเยาวชนระดับอาชีพอีกกว่า 20 คน แน่นอนว่า “ทุกคนคือความภูมิใจของเรา” และคาดหวังว่าโครงการแสนสิริอะคาเดมี่จะสามารถผลิตนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่มีคุณภาพจนสามารถต่อยอดอนาคตในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดกับสนามฟุตบอลหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต แสนสิริอะคาเดมี่ ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อรองรับและขยายความต้องการของเด็กๆ ที่มีความสนใจทางด้านกีฬาให้มาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆ แบบนี้ครับ”

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากครอบครัวเซเลบริตี้ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ พาลูกชายแฝดสาม น้องปราณ-น้องปราชญ์-น้องปริญญ์ รุ่นประพันธ์ พร้อมด้วย พิตต้า ณ พัทลุงกวิตา จินดาวัฒน์ ในฐานะ Social Change Ambassador เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

คุณแม่สายลุย “มุก เพลินจันทร์” ในฐานะลูกบ้านของแสนสิริ พาลูกชายแฝดสาม ลงสนามเตรียมเสริมทักษะกีฬาฟุตบอลกับโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ กล่าวถึงโครงการนี้มีประโยชน์ ทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งมุกเชื่อว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างรากฐาน หรือสนับสนุนเด็กและเยาวชนอีกแล้ว โดยเฉพาะด้านกีฬาฟุตบอลเหมาะกับเด็กชาย นอกจากเราจะสนับสนุนด้านการเรียนแล้ว ด้านกีฬามุกก็ให้ความสาคัญไม่แพ้กัน

“ตอนนี้มุกส่งลูกๆ เรียนว่ายน้ำ เทนนิส และบาสเกตบอลค่ะ สำหรับการลงสนามเล่นฟุตบอลครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเล่น แต่สังเกตได้ว่าเด็กผู้ชายทุกคนชอบ และมีความสุขมาก และส่วนตัวแล้วมุกว่าการเล่นกีฬาไม่ว่าจะประเภทไหน ล้วนมีประโยชน์เหมือนกัน เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังสอนให้เค้ารู้จัก การแพ้ชนะ ความพยายาม กติกามารยาท และความเคารพผู้อื่นด้วยค่ะ”

ปัจจุบันโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ได้ขยายโอกาสในการเรียนการสอนถึง 7 สนาม โดยเปิดให้ฝึกซ้อมทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-10.00 น. ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูเก็ต ได้แก่ สนามฟุตบอล The Pac พุทธมณฑลสาย 4 สนามฟุตบอล บอย ท่าพระจันทร์ อักษะ สนามฟุตบอลอินเตอร์พรีเมียร์ ประชาชื่น สนามฟุตบอล Star Kick อ่อนนุช สนามฟุตบอลปัญญาซอคเกอร์ปาร์ค สนามฟุตบอลโรงเรียนสาธิตพัฒนารามอินทรา และสนามหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต โดยเปิดรับเด็กและเยาวชนทุกคนที่สนใจตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป

นอกจากนี้ แสนสิริจึงจัดทำคอนเทนต์วิดีโอที่ร้อยเรียงเรื่องราวและบอกเล่าความประทับใจในวัยเด็กของนักเตะหนุ่มฝีเท้าดี เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมในโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ เพื่อมุ่งหวังให้คอนเทนต์วิดีโอนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คือ น้องๆ เยาวชนและผู้ปกครองที่สนใจในกีฬาฟุตบอล เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญผลักดันให้น้องๆ ก้าวตามฝันได้ต่อไป ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/sansirifamily/videos/10155615006805334/?source=feed_text หรือ https://www.youtube.com/watch?v=fJWHMylIeGU

เนื้อหาที่นับเป็นแรงบันดาลใจ “พี่เมสซี่เจ ชนาธิป” ฝากถึงน้องๆ ที่อยากก้าวไปเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ในวัย 12-13 ปี มากันได้เลย ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้เด็กๆ ที่มีใจรักฟุตบอลเข้ามาเรียนที่นี่ได้ ฟรี ในกรุงเทพฯ มี 6 สนาม และภูเก็ต อีก 1 สนาม ถ้าย้อนให้เล่าถึงจุดเริ่มต้นทีมชาติไทย เจ ชนาธิป ก็เริ่มต้นที่สนาม “WIT Soccer มีโค้ชสอนเด็กเป็นฐาน ฝึกซ้อมแบ่งข้าง 1-1, 2-2, 3-3 ให้เด็กสนุกสนาน ทุกอย่างมีฟรีหมด เด็กแค่เตรียมถุงเท้าร องเท้าสตั๊ด กางเกงของเราไป เสื้อบอลไม่ต้องสนามมีให้ด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยเข้ามาเล่นได้ แต่ไม่ว่าน้องจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็มาเรียนกันฟรี ได้ที่นี่

ชนาธิป บอกทิ้งท้ายไว้ในคลิปนี้ว่า คุณพ่อของเขาพามาเรียนฟุตบอลสนามนี้ถึง 3 ปี สนามนี้เปิดโอกาสให้เด็กทุกๆ คนที่รักฟุตบอล ถ้าปีนี้เรามีเด็กเก่งกว่ารุ่นของเขา ก็นับเป็นการสร้างนักกีฬาทีมชาติได้มั่นคงที่สุด 

ธมนภัทร เจริญสุข เตรียมแผนชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559839

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

ธมนภัทร เจริญสุข เตรียมแผนชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติหลังเกษียณ

โดย อณุสรา ทองอุไร

หลายคนนั้นโชคดี ชีวิตถือว่าออกแบบได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะถูกวางแผนและเตรียมการมาไว้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าคิดวางแผนและลงมือทำ ฝันก็จะกลายเป็นจริง เช่นเธอคนนี้ ปักเป้า-ธมนภัทร เจริญสุข เธอทำงานประจำที่บริษัททำออร์แกไนเซอร์ย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง แต่หากเป็นช่วงวันหยุด เธอก็มีงานอดิเรกในการไปทำสวนที่ จ.ระยอง เพราะชื่นชอบการปลูกต้นไม้ ชอบวิถีสีเขียว เธอเล่าว่าก่อนแต่งงานก็ไม่ได้สนใจเรื่องต้นไม้ใบหญ้าสักเท่าไหร่นัก ปลูกต้นไม้อะไรก็ไม่ค่อยจะขึ้น จนกระทั่งแต่งงานสามีก็กลับไปทำสวนที่บ้านเกิดของเขาที่ จ.ระยอง แต่เธอยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยจะกลับบ้านทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่พอแต่งงาน มีลูกเราก็เริ่มมาสนใจ ชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ วิถีสีเขียว ใช้ชีวิตแบบเนิบช้า พอมีลูกเราก็อยากอยู่กับธรรมชาติ อยากกินอยู่อย่างปลอดภัย ปลูกต้นไม้ ผักผลไม้กินเองแบบปลอดสารพิษมากยิ่งขึ้น เราอยากมีสุขภาพที่ดีไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้อยู่กับลูกไปนานๆ”

เธอบอกว่าจะว่าไปแล้วแรกๆ เธอก็ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้เท่าไหร่ ทำอะไรไม่เป็นเลย แต่ระยะหลังๆ มานี้เริ่มดีขึ้น เพราะเริ่มสนใจ ก็พอเป็นผู้ช่วยสามีในการเป็นลูกมือเขาได้พอสมควร มือเริ่มเย็นปลูกต้นไม้ได้รอดมากขึ้นโดยที่สวนแปลงใหญ่สามีจะปลูกยางพารา แต่แปลงเล็กนั้นเธอก็ขอไว้ปลูกผลไม้ เช่น มะพร้าว มะม่วงหลายๆ พันธุ์ มะละกอ เงาะ สับปะรด มะพร้าวกะทิ กล้วย พริกไทย หมาก อย่างหมากนั้นปลูกเพื่อส่งออกไปประเทศใกล้เคียงย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่ล่ะ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นผลไม้ที่เราชอบกิน และบางครั้งก็เอาผลผลิตในสวนมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมไทยๆ บ้าง เบเกอรี่บ้าง เพราะเธอมีงานอดิเรกในการทำขนมขายยามว่าง ทั้งขนมไทยและเบเกอรี่ เช่น ขนมชั้น เค้กต่างๆ ตอนนี้เธอเริ่มสนใจเรื่องการแปรรูปผลไม้ต่างๆ เช่น มะม่วงแปรรูป แยมมะละกอ

โดยอนาคตในวัย 40 กว่าๆ มีโครงการที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่สวนต่างจังหวัด และเปิดร้านกาแฟในสวนของเธอ ช่วงสุดสัปดาห์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยขนมทุกอย่างในร้านเธอจะทำเอง และจะใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่เป็นผลไม้จากสวนของเธอเอง เช่น เค้กทุเรียน มูสมะม่วง และเบเกอรี่อีกหลายชนิด หรือขนมชั้น ขนมไทยอื่นๆ

รวมทั้งการปลูกผักกินเองเพื่อความปลอดภัย เวลาที่ดูข่าวที่เขาไปสำรวจผักต่างๆ ที่ตลาดแล้วพบว่ามีสารเคมีปนเปื้อนในปริมาณที่สูงมากเกือบทุกชนิดเลย ไม่ว่าจะพริก ผักชี ต้นหอม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ทั้งๆ ที่เป็นผักพื้นบ้าน พืชริมรั้วหลายชนิดก็ยังปนเปื้อนสารเคมีในปริมาณที่สูงมากอย่างคาดไม่ถึง

“มันทำให้เรารู้สึกกังวลใจว่าที่เรากินๆ อาหารสำเร็จรูป หรือร้านย่านออฟฟิศอะไรต่างๆ นั้น มันเต็มไปด้วยสารเคมี คนถึงได้เจ็บป่วย เป็นโรคร้ายแรง มะเร็งต่างๆ เราไม่อยากกินสะสมโรคต่างๆ ไปจนแก่เฒ่า แต่ชีวิตคนเมืองก็ยากที่จะปลูกผัก ผลไม้กินเอง ยากที่จะมีเวลาทำกับข้าวกินเองได้ทุกวัน มันจึงยากที่จะเลือก สุดท้ายก็คือต้องพยายามปลูกกินเองตอนนี้พยายามปลูกเองให้มากที่สุด พริก มะนาว มะกรูด โหระพา ก็ปลูกไว้ที่ระยองนี่ล่ะ พอเช้าวันจันทร์กลับกรุงเทพฯ ก็เก็บใส่รถมา” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

นอกจากนี้ เธอยังวาดโครงการไว้ว่า อีกสักปีหน้า จะไปอยู่ที่ จ.ระยอง มากขึ้น อาจจะเปิดเวิร์กช็อป ทำขนม หรือทำกิจกรรมอื่นที่เราสนใจ เช่น มัดย้อม หรือกิจกรรม DIY ต่างๆ ที่น่าสนใจ ทำพิซซ่า ทำขนม สักเดือนละครั้งที่ร้านกาแฟในสวนของเธอ

อนาคตถ้าไปอยู่สวนแล้วไม่ได้ทำงานอย่างอื่น แม้มีรายได้ไม่มากนักก็พออยู่ได้ มีผัก ผลไม้ ที่ปลูกกินเอง ไม่ต้องซื้อทุกอย่างเหมือนในกรุงเทพฯ มีน้อยใช้น้อยก็อยู่ได้สบาย มีผักอะไรในสวนก็เก็บมาทำกับข้าว มีผลไม้อะไรในสวนก็เอามาทำขนม กินที่ปลูก ปลูกที่กิน เหลือก็ขาย ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไม่ต้องกินเนื้อวัว กินเนื้อหมูมากไปก็ดีกับสุขภาพร่างกายของตนเองด้วย

“เวลาที่ได้ไปอยู่ที่สวนนั้น เรามีความสุขมาก ได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวพ่อ แม่ ลูก สามีก็สนใจไปในทิศทางเดียวกัน เขาก็ไปเรียนทำน้ำหมักชีวภาพ ไปเรียนเรื่องดินเรื่องน้ำเพื่อนำมาดูแลในสวน ทุกอย่างจะไม่มีสารเคมีเลย ตัวเราเองก็เริ่มไปอบรมเกี่ยวกับการเกษตรแบบพอเพียงเอาไว้ เพื่อนำมาใช้งานจริงเมื่อต้องมาทำงานที่สวน ความรู้หาได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หลักการคล้ายกันที่เหลือคือฝึกฝนลงมือทำ ประสบการณ์จะทำให้เราเก่งขึ้นเอง ลองผิดลองถูกไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น”

เธอบอกว่าหลังเกษียณแล้วอยากมีชีวิตที่ออกแบบได้ มีชีวิตอยู่ในสวนท่ามกลางธรรมชาติ ใช้ชีวิตเนิบช้าแต่สุขใจ ไม่ร่ำรวยเงินทองก็ไม่เป็นไร แต่ขอรวยความสุข รวยสุขภาพที่ดี ไม่รีบร้อนเร่งรีบจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจยาวๆ อยากดื่มด่ำกับต้นไม้ ดอกไม้ อากาศดี ธรรมชาติที่สวยงาม

แม้จะไม่ใช่ชาวสวนแท้ๆ แต่ของแบบนี้ถ้ามีใจรัก มีความตั้งใจก็ฝึกฝนหาความรู้กันได้ ในอินเทอร์เน็ตก็มีความรู้แจกฟรีมากมายให้เลือกเรียนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ขอเพียงเปิดใจเรียนรู้ไม่มีอะไรยากเกินไป

“เราโชคดีที่สามีมีที่ทางเก็บเอาไว้ ทำให้ต้นทุนของเราต่ำลง ถ้าต้องไปซื้อหาเองก็คงลำบาก สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มก็คือการลงมือฝึกฝนเพียรพยายามอย่างตั้งใจจริง สำหรับใครที่ชอบชีวิตติดดินอยู่กับต้นไม้ใบหญ้าอยู่กับธรรมชาติ ถ้าที่บ้านพอมีบริเวณมีที่ทางลองปลูกผักสวนครัว ปลูกผักแปลงเล็กๆ ไว้กินเองก็ได้ ลองๆ ซ้อมมือดูก่อน จนแน่ใจว่าชอบจริงจังมีเวลาลงมือทำเองจริงๆ แล้วค่อยหาที่หาทางสักครึ่งไร่เพื่อทำเกษตรแบบพอเพียงดู” เธอให้ข้อแนะนำอย่างจริงใจ

นภพา ตรึกชลธิศ ใช้ธรรมะเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559838

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

นภพา ตรึกชลธิศ ใช้ธรรมะเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิต

โดย อนุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ นภพา ตรึกชลธิศ นี้อาจจะทำหน้างงๆ นึกไม่ออกว่าเธอคือใครกันน้า แต่ถ้าเห็นหน้าก็เริ่มจำได้ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งว่า เธอคือ พา-นภาดา สุขกฤต หรือสายสุนีย์ สุขกฤต อดีตนักร้องชื่อดังเจ้าของบทเพลง กลับมารักกัน เพลงประกอบละครเรื่อง สายรุ้ง ออกอากาศทางช่อง 3 ในปี 2540 ที่โด่งดังสุดๆ ในอดีต หลายคนคงจะร้องอ๋อกันเลยทีเดียว เพราะในอดีตเธอเป็นที่รู้จักอยู่ช่วงหนึ่งจากการร้องเพลงและแสดงละคร และยังมีเพลงโด่งดังอีกเพลงอย่าง I Will Survive เวอร์ชั่นอีสาน ที่เธอโชว์เสียงแหล่ได้แสนแซ่บและทรงพลังยิ่งนัก และปี 2543 ออกอัลบั้ม Season of Love สีสันแห่งรักให้จดจำ

ปัจจุบันนี้ในวัย 48 ปี เธอเปลี่ยนชื่อและนามสกุลอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 เป็น นภพา ตรึกชลธิศ เป็นเพราะอะไรเธอจึงเปลี่ยนชื่อหลายครั้งหลายครา แล้วตอนนี้เธอทำอะไรอยู่หลังจากเงียบหายไประยะ 3-4 ปีมานี้ เธอเล่าว่า “คือตอนที่เปลี่ยนจากสายสุนีย์ มาเป็น นภาดา มีคนทักว่ารวมตัวเลข รวมความหมายต่างๆ แล้ว มันไม่เข้ากับนามสกุล เราก็นะเปลี่ยนมาแล้วทั้งที่ก็อยากให้มันดีที่สุด อยากให้ชีวิตมันดีขึ้นคือที่ผ่านมาเกือบจะดี แต่ไม่ดีจริงๆ สักที ตอนนั้นมีแฟน แฟนก็ขี้หึงมาก ทะเลาะกันบ่อย ชีวิตก็มีแต่เรื่องยุ่งๆ ไม่ลงตัวอะไรสักอย่างก็เลยต้องเปลี่ยนนามสกุลอีกครั้งเพื่อให้เข้ากับชื่อ ก็เป็นการเปลี่ยนครั้งสุดท้ายแล้วมั้งนะ คงไม่เปลี่ยนอีกแล้ว มาเป็น นภพา ตรึกชลธิศ ซึ่งมันก็ดีต่อใจ เราใจเย็นขึ้นสงบราบรื่นขึ้น เข้าใกล้ธรรมะมากยิ่งขึ้น ไม่ร้อนรนวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน” เธออธิบายถึงอารมณ์ความรู้สึกในตอนนี้

หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการเพลงมา 30 ปี นับตั้งแต่เรียนจบจากคณะโบราณคดี เอกภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอก็เข้าสู่วงการเพลงทันที ชีวิตนักร้องของ พา-นภพา นั้น เริ่มตั้งแต่การเข้าประกวดแข่งขันร้องเพลงในหลากหลายเวทีตั้งแต่ยังเด็ก

แต่การประกวดที่ทำให้เธอได้ก้าวเข้ามาในวงการบันเทิง คือ เคพีเอ็นอวอร์ด ที่เธอคว้ารางวัลนักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2536 หลังจากนั้น บริษัท วอลท์ ดิสนีย์ ก็ได้ชักชวนให้เธอไปร้องเพลง The Circle of Life เป็นเพลงนำของภาพยนตร์การ์ตูน The Lion King จากนั้นเธอก็ได้พากย์เสียงตัวการ์ตูนอีกหลายเรื่องต่อมา เช่น หนูน้อยทัมเบลลีน่า เพลงทรามวัยกับไอ้ตูบ เรื่อง Oliver & Companyเฮอร์คิวลิส เพลง Truth in My Heart เพลงประกอบภาพยนตร์ “ข้างหลังภาพ” ทั้งร้องและแสดง เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Brother Bear และมีผลงานละครเวที เรื่องสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ และเรื่อง หงส์เหนือมังกร เดอะ มิวสิคัล

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา เธอได้โชว์พลังเสียงบนเวที The Winner Is Thailand ในเพลง แสงสุดท้าย และเพลง Proud Mary จนได้รับการโหวตให้ชนะแบบเอกฉันท์ ส่งผลให้เธอคว้ารางวัลชนะเลิศประจำสัปดาห์ เพื่อเข้าไปชิงรางวัลอีก 10 ล้านบาทได้สำเร็จ

แล้วอยู่ๆ เธอก็เงียบหายไป ไม่มีผลงานเพลงผ่านตามาให้เราได้เห็นเธออีกเลยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีงานร้องเพลงในผับ บาร์ ในกรุงเทพฯ เลย เธอหายไปไหน ทำอะไรอยู่ วันนี้ได้เจอเธอตอบคำถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ตอนนี้กำลังเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เรียนมา 3 ปีแล้วปีนี้ต้องจบแล้วกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การพัฒนาคุณธรรมและจริยะในเยาวชน ด้วยกิจกรรมธรรมะนันทนาการกลุ่ม” เวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการเรียน

เธอบอกว่าช่วง 5-6 ปีหลังมานี้สนใจเรื่องพุทธศาสนามาก เริ่มสวดมนต์ไหว้พระมากขึ้น ไปปฏิบัติธรรมมากขึ้น ไปบวชชีพราหมณ์แล้วหลายครั้ง เมื่อ 3 ปีที่แล้วเธอตั้งใจจะบวชชี 1 พรรษา เพื่อศึกษาธรรมะที่ จ.กาญจนบุรี ถึงขั้นโกนผมแล้ว แต่หลานชายไปด้วยบวชได้ 2 อาทิตย์ หลานไม่ยอมอยู่ร้องจะกลับ เลยอยู่ไม่ครบความตั้งใจ

เธอบอกว่าช่วงที่ผ่านมามีอยู่หลายครั้งที่เธอรู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิตทางโลกแล้ว เลยอยากจะออกจากทางโลกเพื่อไปศึกษาธรรมะอย่างเต็มตัว แต่ก็ยังทำไม่ได้จริงๆ สักทีก็เลยเลือกเรียนปริญญาเอกทางด้านพุทธศาสนาแทนไปก่อน อนาคตก็คงเข้าหาธรรมะแบบจริงจังมากยิ่งขึ้น

“แม้ว่าเธอจะทำงาน ใช้ชีวิตแบบคนกลางคืนมาโดยตลอด แต่ สำหรับเธอมันก็คืองานที่ต้องทำ แต่เธอไม่ได้ชื่นชอบชีวิตกลางคืนสักเท่าไร ไม่ได้อยากไปเที่ยวกลางคืน หรือสนุกกับสถานที่แบบนั้น ถ้าไม่ได้ทำงานตรงนี้ก็คงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนมากนัก ตอนนี้ถ้ามีงานก็ไปทำ แต่ถ้าไม่มีงานเธอก็ไม่เคยย่างกรายไปเที่ยวกลางคืนที่ไหนเลยตอนนี้เป็นช่วงที่อยากทำงานในเวลางานปกติมากขึ้น

แล้วก็ไปวัดมากขึ้นในช่วงระยะ 4-5 ปีนี้ ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่เข้าใกล้ธรรมะมากที่สุด ชีวิตสงบร่มเย็นดีมาก ปล่อยวางเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงได้ มีเวลาว่างก็ไปวัดสวดมนต์ วัดที่ไปบ่อยก็วัดบวร แล้วก็วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้บ่อยที่สุด แล้วก็ไปเป็นจิตอาสาช่วยงานที่วัดท่าซุงเวลามีงานอยู่หลายครั้งแล้ว

“พอมีชีวิตใกล้ชิดพระพุทธศาสนามากขึ้น จิตใจเราก็เยือกเย็นมากขึ้น เหมือนได้ดื่มกินน้ำเย็นแล้วทำใจหัวใจเบิกบาน การมีธรรมะเอาไว้ก็เหมือนมีไม้ค้ำชีวิตไม่ให้เราซวนเซเมื่อเจออุปสรรคปัญหา นำไปปรับใช้ได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ทำให้มีขันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เวลาทำงานก็มีสติมากขึ้น” เธอกล่าวอย่างใจเย็น

สำหรับเรื่องงานนั้น เธอบอกว่างานผ่านสื่อตอนนี้ไม่มีเลย ตอนนี้เธอมีงานร้องเพลงทุกวันเสาร์ที่ Leela Bar ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน อาทิตย์ละวันเท่านั้น แล้วก็มีสอนร้องเพลงให้กับเด็กๆ วัย 4-12 ขวบ เนื่องจากเพื่อนของเธอเปิดโรงเรียนเล็กๆ สอนแอ็กติ้ง ก็เลยชวนเธอไปสอนร้องเพลงคู่กัน ซึ่งสอนมาได้ปีกว่าแล้วและสนุกกับงานนี้มาก

เธอบอกว่าตอนแรกๆ ก็ไม่คิดว่าจะไปสอนใครได้ แต่พอสอนได้เพียง 2 ครั้ง ก็พบว่าชอบมาก ก่อนหน้านี้มีคนมาชวนไปช่วยสอนเยอะ เธอก็ปฏิเสธตลอดเพราะไม่ชอบสอนหนังสือ แต่ตอนนี้พอมาลองกลับพบว่า มีความสุขมาก เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เธอได้ค้นพบตัวเอง จนถึงขั้นคิดว่าในอนาคตหลังจากเรียนจบปริญญาเอกแล้ว เธอจะเปิดโรงเรียนเล็กๆ สอนร้องเพลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทำจริงจังเป็นอีกอาชีพหลักของเธอ

“ไม่เคยคิดว่าจะสอนได้เลย นี่เป็นการค้นพบพรสวรรค์ใหม่ในตัวเองอย่างคาดไม่ถึง โชคดีที่ว่าเราจบปริญญาโทด้านจิตวิทยามา แล้วอ่านหนังสือมาเยอะ ก็เลยนำมาใช้ได้ว่าเวลาเราจะสื่อสารกับเด็กควรจะพูดคุย หรือแสดงออกกับเด็กอย่างไรให้เขาสนุก ผ่อนคลาย ไม่น่าเบื่อ เราเข้าได้ถูกทาง การสอนเด็กก็ได้ฝึกวินัยในตัวเราเองด้วย เราต้องตื่นเช้าขึ้น ตรงเวลา เตรียมการมาสอนอย่างดี ได้ฟื้นฟูวิชาที่เราเคยเรียนมา ก็มีความสุขทั้งผู้สอนและผู้เรียน”

นอกจากนั้น เธอยังมีความคิดว่าหากเธอเรียนจบปริญญาเอกแล้ว เธออยากจะไปสอนวิชาพุทธศาสนา ให้กับโรงเรียนของวัดท่าซุง เพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เด็กนักเรียนต้องมีวิชาธรรมะเยอะกว่าโรงเรียนทั่วไป มีนั่งสมาธิ สวดมนต์ แล้วเป็นโรงเรียนที่เด็กสอบภาษาอังกฤษเกือบเต็มทั้งโรงเรียน เธอเคยไปเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะให้เด็กๆ ครั้งหนึ่งแล้วรู้สึกประทับใจมากๆ อยากกลับไปสอนอีก ระยะนี้มีความสุขกับการสอนหนังสือมากๆ

สำหรับตอนนี้เป้าหมายระยะสั้นในชีวิตก็คือ ต้องการจะเรียนปริญญาเอกให้จบสักที ตอนนี้เข้าปีสุดท้ายแล้ว เมื่อจบแล้วก็อยากจะไปสอนหนังสือมากขึ้น ทั้งสอนร้องเพลงหรือไม่ก็สอนวิชาศาสนาซึ่งสนใจงานด้านการสอนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เวลาที่เธอสอนร้องเพลงนั้น เธอไม่ได้สอนแค่การร้องเพลง แต่เธอจะสอนจริยธรรมสอดแทรกไปด้วย

“เวลาที่เราได้ไปสอนหนังสือแม้กระทั่งสอนร้องเพลง เราก็ได้นำหลักธรรมะ นำเรื่องศาสนาเข้าไปสอดแทรกด้วยเสมอ มีความรู้สึกว่าธรรมะถ้าเริ่มสอนกันตั้งแต่วัยเด็กมันดีกว่าอยากติดอาวุธ อยากให้เด็กๆ มีวัคซีนใจเอาไว้ป้องกันจิตใจไม่ให้หวั่นไหวอะไรง่ายๆ กับเรื่องรอบตัว เคยไปเจอเด็กต่างจังหวัดอย่างอำเภอไกลๆ อายุ 15-16 ปี ก็ตั้งท้องกันแล้ว เพราะเด็กขาดความรู้ในหลายเรื่องๆ ทำให้เขาไม่เท่าทันโลก อยากให้เขามีวิชาใจไว้ดูแลตัวเองกันได้สักระดับหนึ่งก็ยังดี และถ้ามีโอกาสก็อยากจะได้ไปเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะให้กับผู้สูงวัยด้วย การได้น้อมนำเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตมันทำให้เรามีความสุข อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ยึดติดอะไรมากนัก อยากให้ทุกคนมีความสุขใจทั้งทางโลกและทางธรรม” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในส่วนของงานร้องเพลงนั้น ถ้ามีคนจ้างก็ยังอยากทำอยู่ เธอมีความถนัดด้านเพลงแจ๊ซ หรือเพลงละครบรอดเวย์ เพลงที่ใช้พลังเสียงเยอะๆ เป็นเพลงแบบผู้ใหญ่ๆ หน่อย ไม่ถนัดเพลงวัยรุ่นยุคนี้เท่าใดนัก 

พาลูกเที่ยวแดนปลาดิบกับ ‘ปาป้านาโน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559750

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:22 น.

พาลูกเที่ยวแดนปลาดิบกับ ‘ปาป้านาโน’

โดย ฤดูกาล ภาพ : ปาป้านาโน

ประเทศยอดฮิตของครอบครัวคงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น” ประเทศที่เดินทางสะดวก ท่องเที่ยวสบาย และมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ “เป้” พงศธร โปสินธุ์ คือครอบครัวหนึ่งที่หลงรักประเทศนี้เข้าอย่างจัง ถึงขนาดที่ลูกสาววัย 8 ขวบของเขาไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วมากกว่า 25 ครั้งภายใน 7 ปีญี่ปุ่นครั้งแรกเริ่มต้นตอนน้องนาโนอายุ 1 ขวบครึ่ง ซึ่งเป็นทริปที่ทุลักทุเลที่สุดเนื่องจากลูกสาวไปป่วยที่นั่น

“ผมและภรรยาไม่เคยพาลูกออกนอกประเทศ เคยแต่พานั่งเครื่องบินไปเที่ยวในประเทศ ทำให้จากที่คิดว่าเตรียมตัวมาดีแล้วกลายเป็นว่ายังไม่ดีพอ” พ่อเป้เล่า

“ทริปนั้นน้องนาโนไข้ขึ้นสูง 39 องศา อาจเป็นเพราะนอนไม่เพียงพอผสมกับต้องหลับๆ ตื่นๆ ตลอดทาง เพราะเราซื้อทัวร์เที่ยวทำให้ต้องตื่นตามเวลา กินตามเวลา เที่ยวและพักตามเวลา นอกจากนั้น การไปโรงพยาบาลหาหมอในญี่ปุ่นจะเดินดุ่มๆ เข้าไปไม่ได้ แต่ต้องเรียกรถพยาบาลแล้วผ่านขั้นตอนของเขา และก็โชคดีที่มีคนไทยในญี่ปุ่นช่วยประสานงานให้สุดท้ายก็จบลงด้วยดี”

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาและภรรยาเรียนรู้เรื่องการเตรียมตัว แต่ที่มากกว่าคือ มันเกิดเป็นความรู้สึกค้างคา “เหมือนเป็นข้อผิดพลาดที่เราต้องกลับไปแก้ไข” จึงทำให้เกิดทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ขึ้นในเวลาไม่นาน ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาและภรรยาก็วางแผนและเดินทางเอง

“น้องนาโนไปญี่ปุ่นมาแล้วประมาณ 25 ครั้ง” ทำไมต้องเป็นญี่ปุ่น ถามเขาต่อ

“เพราะเป็นประเทศที่ใช้เวลาเดินทางไม่นานเกินไป และทั้ง 4 ฤดูของเขาก็มีทิวทัศน์และกิจกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้มีที่ใหม่ๆ ที่อยากไปอยู่เสมอ ดังนั้น 20 กว่าครั้งที่เราไปด้วยกันแทบไม่ได้ไปที่ซ้ำๆ เลย หรือถ้าไปเมืองเดิมก็จะเลือกทำกิจกรรมใหม่ และแต่ละเมืองก็ไม่ได้มีแค่กิจกรรมสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์พ่อและแม่ด้วย”

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของครอบครัว เขามักเลือกไปพิพิธภัณฑ์ที่มีแทบทุกเมืองในญี่ปุ่น ทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่จัดแสดงได้น่าสนใจ ทำให้เด็กเที่ยวได้สนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

“หลังจากพาลูกไปเที่ยวบ่อยๆ ทำให้ผมเห็นพัฒนาการของน้องนาโนในด้านการเข้าสังคม การปฏิบัติตัวในที่สาธารณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกความอดทน เพราะคนญี่ปุ่นต่อคิวทุกอย่างไม่ว่าจะเด็กแค่ไหนก็ต้องต่อคิว ดังนั้นถ้าลูกต้องการอะไรก็ต้องอดทนรอและต้องต่อคิว ซึ่งสุดท้ายลูกจะได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่รอด้วย”

เขากล่าวด้วยว่า การท่องเที่ยวยังทำให้พ่อแม่ได้เรียนรู้ลูกในทุกด้าน และทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น

“เวลาเราทำกิจกรรมด้วยกัน มันคือช่วงเวลาที่ดีเสมอ ไม่ว่าระหว่างทางจะเจออุปสรรคหรือทะเลาะกัน สุดท้ายเราก็จะรักกันมากกว่าเดิม”

นอกจากนี้ พ่อเป้ยังต่อยอดการท่องเที่ยวไปสู่การเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์จำหน่ายสินค้าสำหรับแม่และเด็กนำเข้าจากญี่ปุ่น (nuccishop.com) และยังได้สร้างพื้นที่เล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ “papa nano ปาป้านาโน พาลูกเที่ยวญี่ปุ่นกัน” ไว้บันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวของครอบครัว และเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่มือใหม่ที่ต้องการพาลูกไปญี่ปุ่นด้วย 

Pay attention to our feet (1) ว่าด้วยการลงน้ำหนักของฝ่าเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559748

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:17 น.

Pay attention to our feet (1) ว่าด้วยการลงน้ำหนักของฝ่าเท้า

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เพราะว่าเท้ามีหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกาย รวมทั้งการเคลื่อนไหว การจัดวางขาส่งผลถึงสะโพก การจัดการนิ้วเท้าส่งผลถึงเข่า บางทีเรื่องนี้อาจต้องเขียนกันยาวๆ มีหลายภาคต่อเลยทีเดียว เอาแบบค่อยเป็นค่อยไปละกันค่ะ มีหลายเรื่องให้เขียนเกี่ยวกับเท้านะ จะวางยังไง กว้างดี หรือแคบดี น้ำหนักอยู่ตรงไหน ข้อเท้าจัดวางยังไง นิ้วเท้าตั้งตรงหรือเหยียด น้ำหนักฝ่าเท้าลงที่ไหนดี และแต่ละแบบแตกต่างกันยังไงไม่เพียงแค่เฉพาะเวลาที่เราฝึกโยคะอาสนะ บางทีในชีวิตประจำวันของเราเอง คนส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ใส่ใจฝ่าเท้ากันเลยจนกระทั่งเกิดปัญหาของฝ่าเท้ามารบกวนการใช้ชีวิต หรือบางทีการที่เราละเลยการใส่ใจเท้าอาจสร้างปัญหาโดยอ้อมให้ร่างกายส่วนอื่นๆ ก็เป็นได้ สำหรับการฝึกท่าโยคะการจัดการเท้าที่ถูกต้องจะส่งผลกับท่าที่เราฝึกอย่างมหาศาล ซึ่งวันนี้ครูจะคุยเกี่ยวกับเรื่องการลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้า นั่นหมายความว่า อาสนะที่ส่งผลโดยตรงคือ กลุ่มอาสนะท่ายืน ทั้งยืน 2 ขาและยืนทรงตัวขาเดียว (Standing, Balancing Asanas) เพราะกลุ่มอาสนะท่ายืนมีฝ่าเท้าเป็นฐานนั่นเอง ความมั่นคงและการจัดระเบียบร่างกายเริ่มต้นมาจากฐาน ซึ่งก็คือฝ่าเท้าของเรา

เริ่มต้นเมื่อวางฝ่าเท้าลงสู่พื้นโลก การติดต่อสัมผัสพื้นด้วยความรู้สึกของพลังงานที่ถ่ายเทลงสู่พื้นเราจะสามารถรับรู้ด้วยความรู้สึกว่ามีส่วนใดของฝ่าเท้าบ้างที่ตอนนี้สัมผัสกับพื้นดินอยู่ ลองหลับตาสักครู่แล้วเริ่มสำรวจดูด้วยตัวเองว่า อะไรสัมผัสบ้าง มีน้ำหนักลงมากแค่ไหน นิ้วเท้า โคนนิ้วเท้า จมูกเท้าฝั่งด้านใน จมูกเท้าฝั่งด้านนอก อุ้งฝ่าเท้า ใจกลางฝ่าเท้า กระดูกส้นเท้า ลองรู้สึกถึงการติดต่อแบบโดยรวมทั่วทั้งฝ่าเท้า จากนั้นลองติดต่อแบบแยกส่วนแบบเฉพาะเจาะจงดู แล้วน้ำหนักมันลงตรงไหนมากสุด น้อยสุดของฝ่าเท้าโดยไม่ต้องวิเคราะห์ใดๆ แล้วลองจดโน้ตไว้ในใจดู นั่นคือการเริ่มต้นจากราก (Root)

อ้างจากสารานุกรมฝ่าเท้าของมนุษย์แข็งแรงและมีโครงสร้างที่ซับซ้อนประกอบไปด้วยกระดูก 26 ชิ้น 33 ข้อต่อ และมีกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นอีกมากกว่าร้อย ทีนี้ครูจะพูดถึงเฉพาะในมุมมองของการฝึกโยคะอาสนะตามโครงสร้างของกระดูกฝ่าเท้าส่วนที่คอยสนับสนุนการยืน คือส่วนที่มั่นคงที่สุดและแข็งแรงขณะยืนจะมีทั้งหมด 3 จุดด้วยกันโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะเหมือน 3 ขา Tripod ไม่ว่าพื้นผิวที่เราสัมผัสจะเป็นยังไง อ่อนนุ่มเหมือนทราย แข็งกระด้างเหมือนก้อนหิน ผิวขรุขระ ยังไงก็ตาม น้ำหนักที่เราปล่อยลง 3 จุดนี้ จะทำให้เรายืนได้โดยไม่ล้ม ยืนได้นานๆ ลดอาการเมื่อยล้าลง นั่นคือ 3 จุดหลักที่ควบคุมการยืนของเราให้มั่นคง แข็งแกร่ง

เมื่อลากเส้นทั้งสามเข้าหากันจะมีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลองนึกถึงขาตั้งกล้องที่กางออกมาแล้วมี 3 ขา วางกล้องและเสนส์ที่บางครั้งหนักหลายกิโลกรัมได้อย่างมั่นคง ดังนั้นให้เราเน้นกระจายน้ำหนักของฝ่าเท้าออก แต่น้ำหนักจะลงมากสุดที่ 3 จุดดังรูปภาพที่ 1 เพื่อสร้างความมั่นคงคือ บริเวณจมูกเท้าฝั่งโป้ง (ฝั่งด้านใน) จมูกเท้าฝั่งก้อย (ฝั่งด้านนอก) และกระดูกส้นเท้า ส่วนบริเวณอื่นๆ ของฝ่าเท้าให้ลงน้ำหนักเช่นกัน แต่ในปริมาณที่น้อย ลองดูตัวอย่างการฝึกอาสนะ

ตัวอย่างการลงน้ำหนักฝ่าเท้าจากท่าต้นไม้

ในท่าต้นไม้ ให้นักเรียนลองจับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าข้างที่เรายืนดูเมื่อลงน้ำหนักมากสุดตรง 3 จุดตามที่ครูบอกแล้วให้ลองยกนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วลอยขึ้นมาเล็กน้อยจากพื้นดูก็จะยังไม่ล้ม ยังอยู่ในท่าได้อย่างมั่นคง จากนั้นก็วางนิ้วเท้าลงเบาๆ สัมผัสพื้นเฉยๆ ไม่ต้องจิกนิ้วเท้าจะรู้สึกสบายและมั่นคง ขณะฝึกสามารถค้างท่าได้นานขึ้น

ตัวอย่างการลงน้ำหนักในท่าสุนัข

เช่นกันในท่านี้ ลองยกนิ้วเท้าทั้ง 10 นิ้วขึ้นมาเบาๆ แล้วค้างไว้สัก 5 วินาทีเพื่อสำรวจดู จะเห็นว่าเราก็ยังอยู่ในอาสนะได้โดยไม่ล้มเช่นกัน เมื่อเราได้ลงน้ำหนักตามจุด Tripod แล้วจะรู้สึกได้ว่าฝ่าเท้ามั่นคง นิ้วเท้าผ่อนคลาย จากนั้นก็ลองวางนิ้วเท้าลงเบาๆ ในฉบับหน้ามาคุยเรื่องฝ่าเท้ากันต่อค่ะ (ภาพมีลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog