Nune noppaluck สาวบิวตี้ค้นพบสีธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559738

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:51 น.

Nune noppaluck สาวบิวตี้ค้นพบสีธรรมชาติ

โดย รอนแรม

เมื่อบล็อกเกอร์สายบิวตี้ชอบเดินทาง จึงเกิดเป็นการผสมเรื่องราวของ 2 ขั้วระหว่างสายสวยและสายลุย ในแบบของ “นุ่น” นพลักษณ์ กุลธวัชชัย เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Nune noppaluck สาวสวยที่คนคุ้นกับเมกอัพจัดเต็ม แต่อีกด้านเธอก็มีมุมสบายๆ เมื่อออกเดินทาง

“นุ่นเป็นคนชอบเดินทางมาก เพราะทุกครั้งที่ได้เดินทางจะได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ตลอด โดยสไตล์ของนุ่นเป็นคนลุยๆ อาจจะไม่เหมือนลุคที่เห็นในเพจเท่าไร และทุกครั้งไม่ว่าจะไปไหน นุ่นจะเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนว่าที่ที่จะไปเป็นยังไง ต้องเตรียมเสื้อผ้าแบบไหน และต้องเตรียมเครื่องสำอางสีโทนไหนถึงจะเข้ากับสถานที่”

ล่าสุดเธอได้เดินทางไปเยือนเมืองสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เส้นทางสีชมพูอมม่วงเช่นเดียวกับสีเครื่องสำอางบนใบหน้าของเธอ นุ่นได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนของแคมเปญ พาเลท ออฟ ไทยแลนด์ (Palette of Thailand) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกับโอเรียนทอล พริ้นเซส จัดทำแคมเปญพิเศษภายใต้แนวคิด “ตลับสีเมืองไทย เฉดสีบันดาลใจให้คุณออกไปเดินทาง”

นับเป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับกลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ ด้วยการนำเฉดสีของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมาออกแบบและผลิตเครื่องสำอางชุด Palette of Thailand วางจำหน่ายจำนวนจำกัดในร้านโอเรียนทอล พริ้นเซส โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้หญิงที่มีกำลังซื้อสูง และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว

“การท่องเที่ยวกับการแต่งหน้าดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เชื่อว่าสำหรับสาวๆ ที่รักการท่องเที่ยว จะทราบดีว่าสองอย่างนี้เกี่ยวโยงกันมาก เพราะเวลาเราไปเที่ยว เราก็อยากถ่ายรูปให้ออกมาสวย สาวๆ ก็ต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ที่ไป

อย่างนุ่นเองก็ชอบแต่งตัวเหมือนคนในท้องถิ่น อย่างมาสังขละบุรีก็จะหาชุดของสาวมอญมาใส่ และเลือกที่จะแต่งหน้าอ่อนๆ ให้ดูเป็นวันสบายๆ ไม่แต่งหน้าเต็มจนกลายเป็นแปลกหรือโดดเด่นเกินไป เพื่อให้การท่องเที่ยวครั้งนั้นสนุกมากขึ้น” บล็อกเกอร์สายบิวตี้กล่าวเพิ่มเติม

“นุ่นคิดไม่ถึงมาก่อนว่า สีของเครื่องสำอางจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงดงามจากธรรมชาติ อย่างสีมอญมิ้งจะเป็นสีของแสงพระอาทิตย์ตกที่ตกกระทบกับผิวน้ำออกมาเป็นโทนสีชมพูอมม่วง และสาวๆ ที่สนใจก็จะได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้นผ่านเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละเฉดสีของเครื่องสำอาง”

พาเลท ออฟ ไทยแลนด์ แบ่งออกเป็น 5 สีสันจาก 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย เลอพันโบก (โทนสีน้ำตาล ส้ม ทอง) ได้แรงบันดาลใจมาจากแสงพระอาทิตย์สีทอง ณ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี

ครามดาว (โทนสีเทา ฟ้า) ได้แรงบันดาลใจจากทะเลหมอกจรดท้องฟ้าบนดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่

ลาลา มรกต (โทนสีเขียวน้ำทะเล ทอง) ได้แรงบันดาลใจจากสีท้องทะเลของสระมรกต จ.กระบี่

ตะลอนตราด (โทนสีชมพู พื้นทราย) ได้แรงบันดาลใจมาจากสีลอนของหาดทรายบนเกาะช้าง จ.ตราด

และมอญมิ้ง (โทนสีชมพู ม่วง) ความมุ้งมิ้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีท้องฟ้าเหนือสะพานมอญตอนเย็นที่สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ติดตามความหวานละมุนของเธอ และแหล่งท่องเที่ยวอันทรงเสน่ห์ของสังขละบุรีในรูปแบบวิดีโอผ่านเพจ Nune noppaluck หรือติดตามเส้นทางทั้ง 5 สีได้ทางเว็บไซต์ http://www.paletteofthailand.com

ฉัตรชัย+เรืองยศ มหาวรมากร ต่างขั้วแต่รู้ใจกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559731

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

ฉัตรชัย+เรืองยศ มหาวรมากร ต่างขั้วแต่รู้ใจกัน

โดย โยธิน อยู่จงดี ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“เวลาที่ผมออกไปเปิดธุรกิจใหม่ให้กับครอบครัวมันมีความท้าทายมีความเสี่ยงสูง แต่ผมไม่เคยรู้สึกกลัวเลย เพราะผมรู้ว่าพี่ชายผมที่อยู่ข้างหลังจะเป็นปราการชั้นดีจะทำให้ธุรกิจของครอบครัวดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง” เรืองยศ มหาวรมากร พูดถึงพี่ชาย ฉัตรชัย มหาวรมากร ในมุมมองที่เต็มไปด้วยความรักและเคารพ

ทั้งสองคนคือผู้บริหารบริษัท เอสซีพีวัน โลจิสติกส์ รีแบรนด์มาจากชื่อบริษัทเดิมคือ สมชัยปักษ์ใต้ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้ว่าปัจจุบันบริษัทนี้ไม่ได้รับงานเฉพาะภาคใต้อีกต่อไป แต่พร้อมที่จะขนส่งสินค้าไปทั่วประเทศด้วยมาตรฐานระดับสากล ฉัตรชัย เล่าถึงงานในบริษัทของเขาว่า

“แต่เดิมทีเป็นธุรกิจของคุณพ่อที่เริ่มมาจากการร่วมทุนกับบริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพื้นเพในการบริการขนส่ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งพื้นที่เป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เราทำมาเรื่อยๆ จนคุณพ่อเริ่มซื้อหุ้นบริษัทมาทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นธุรกิจของครอบครัวในชื่อ สมชัยปักษ์ใต้ เรามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างมากในเรื่องการขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ลงภาคใต้ และภาคใต้ขึ้นกรุงเทพฯ

ฉัตรชัย เล่าต่อว่า คุณพ่อบริหารกิจการจนประสบความสำเร็จด้วยเวลาที่รวดเร็วอย่างมาก จนท่านเกษียณตัวเองตอนอายุ 50 ปีแล้วปล่อยให้เขาเข้ามาบริหารดูแลเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน โดยมีคุณพ่อคอยดูอยู่เบื้องหลังให้คำแนะนำ

“ผมจึงเรียนรู้การทำงานในแบบเจเนอเรชั่นเก่า แต่ก็รู้จักการทำงานแบบเจเนอเรชั่นใหม่เหมือนกัน เรียนรู้ตั้งแต่งานระดับล่างไปจนถึงงานบริหาร รู้ว่าคนรุ่นก่อนคิดอย่างไรและคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร และแน่นอนว่าความสำเร็จของคุณพ่อก็เหมือนกับการตั้งธงเส้นทางและรูปแบบความสำเร็จในแนวทางของท่านเอาไว้

เวลาที่เราคิดอะไรออกนอกกรอบนอกรูปแบบที่ท่านเคยรู้ ท่านก็จะคิดว่ายังไม่ใช่ ควรทำแบบนั้นแบบนี้มากกว่า ซึ่งเราก็เข้าใจ และพยายามค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปให้มากที่สุด โดยที่ยังสามารถทำงานกับคนรุ่นเก่าได้

เราเองก็ลองผิดลองถูกจนมีประสบการณ์ความรู้ความชำนาญ จนท่านมั่นใจว่าสามารถดูแลกิจการต่อได้ จึงเริ่มวางมือให้เข้ามาดูแลกิจการเต็มตัวกับน้องชาย”

จนกระทั่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ฉัตรชัยได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างชัดเจน รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไป คู่แข่งมากขึ้น แข่งขันกันเร็วขึ้น จากยุคที่ใช้การยื่นซองประมูลงาน เปลี่ยนมาเป็นการแข่งขันเสนอราคา มีเจ้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดคนที่ไม่คิดว่าจะเป็นคู่แข่งก็กลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญ จึงทำให้ 2 พี่น้องเห็นตรงกันว่าธุรกิจของตระกูลที่สืบทอดกันมา 40 ปีควรได้รับการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เรืองยศ เสริมพี่ชายต่อว่า

“เราคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานในบริษัทบางอย่างให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป สมัยก่อนเมื่อ 40 ปีที่แล้วโลกหมุนช้า คนทำธุรกิจโลจิสติกส์สมัยก่อน คืออยู่กับที่แล้วจะมีลูกค้าวิ่งเข้าหากันเอง แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้ว คนทำธุรกิจโลจิสติกส์เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาลูกค้า สมัยก่อนการติดต่อธุรกิจใช้วิธียื่นซองเสนอราคา แต่ปัจจุบันแข่งขันด้วยการบิดเสนอราคา การแข่งขันสูงขึ้น โลกหมุนเร็วขึ้นเราจึงทำธุรกิจแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

ธุรกิจของเราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเรารับงานในเส้นทางภาคใต้ แต่ปัจจุบันเราขยายเส้นทางการให้บริการไปสู่ภาคอื่นๆ เรามีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญในการทำธุรกิจนี้มากกว่า 40 ปี แต่เวลาที่เราไปเสนองานให้ลูกค้าเห็นชื่อ สมชัยปักษ์ใต้ ก็มักจะคิดไปก่อนว่าเราเก่งเฉพาะภาคใต้

ทั้งที่จริงแล้วเราส่งได้ทั่วประเทศ จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เอสซีพี วัน โลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าเราสามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ เป็นการทำพาบริษัทก้าวไปอีกระดับที่มีความท้าทายมากขึ้น”

ฉัตรชัย เล่าถึงการทำงานของทั้งคู่ว่า ในการทำงานของทั้งสองคน ตัวเขาจะเป็นคนอยู่หลังบ้านทั้งหมด พูดคุยกับลูกน้อง จัดการเรื่องภายใน แบบสไตล์เถ้าแก่

“ผมจะเป็นคนดูและจัดการทั้งหมด ส่วนเรื่องการบริหารติดต่อกับลูกค้าข้างนอก มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผมจะให้น้องชายเป็นคนดูแล บอกตามตรงว่าผมเองค่อนข้างจะทำงานอยู่ในกรอบอะไรที่ดีอยู่แล้วก็ทำไปตามนั้น เปลี่ยนแปลงเท่าที่จำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ได้แสวงหาความรู้ใหม่ๆ นะ

แม้จะอยู่ในกรอบ แต่ผมก็ยังติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเสมอ มีสิ่งใหม่ให้ลองใช้ผมก็ใช้ มีแนวทางเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงานก็ลองศึกษาลองใช้ดู แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เหมาะกับเรา ก็ต้องเลือกเหมือนกันใช้เฉพาะที่คิดว่าดีที่สุด ที่จะสามารถดำเนินธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแรงต่อไปได้

ในขณะที่น้องชายผมมีศักยภาพที่สูงมาก สามารถคิดไอเดียใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา และเป็นไอเดียที่มีความเป็นไปได้จริง กล้าคิด กล้าทำ กล้าลุย จะติดก็เรื่องเดียวก็คือเรื่องใจร้อน และทำงานไม่ค่อยละเอียด ชอบดูในภาพรวมของธุรกิจมากกว่าลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ที่สำคัญเขามีคอนเนกชั่นสูงในการติดต่อธุรกิจ ในขณะที่ผมเองปีหนึ่งแทบจะไม่เคยได้เจอเพื่อนๆ เลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ดังนั้นผมจึงมั่นใจที่จะให้เขาได้ดำเนินธุรกิจไปตามที่เขาคิดว่าดีต่อธุรกิจของครอบครัว ส่วนผมจะเป็นหลังบ้าน เวลาเจ็บก็ยังกลับมาได้ ดังนั้นภาพใหญ่ผมจะให้น้องชายเป็นคนดูแล ผมเชื่อว่าเขาทำได้ดีในจุดนี้”

เรืองยศ เปิดใจถึงพี่ชายที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังว่า

“พี่ชายสำหรับผม เขาเป็นพี่ชายที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจมาก ทุกครั้งที่ผมจะออกไปทำธุรกิจใหม่ๆ เปิดทางใหม่ๆ ผมจะคุยกับพี่ชายตลอดว่าดีไหม พี่ผมก็เปิดโอกาสให้ผมตลอด ส่วนตัวเขาดูหลังบ้านการเงิน การบริหารจัดการคนที่ดีมากๆ ผมมั่นใจในตัวพี่ชายผมมากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพี่เอาอยู่ได้แน่นอน

มันเป็นการทำงานที่มีเคมีตรงกัน แม้ไลฟ์สไตล์จะต่างขั้วกันมากก็ตาม แต่ผมคิดว่าการที่เราเหมือนกันคิดเหมือนกันไม่มันไม่สนุก ต้องมีสองขั้วมาถ่วงสมดุลกันไม่สุดโต่งแบบผม และไม่อยู่ในกรอบ

สิ่งหนึ่งที่เราคิดเห็นตรงกันมากที่สุด ก็คือเรามองเรื่องความสุขในองค์กรเป็นหลัก เน้นความโปร่งใสไม่กลัวปัญหา มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนคนในครอบครัว เหมือนกับชื่อ เอสซีพี วัน ที่หมายถึงความเป็นหนึ่งที่อยากจะสื่อออกไปให้ทุกคนได้รู้จัก” 

ธวัชชัย สมคง ความสุขของผู้อยู่เบื้องหลัง งานศิลปะระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559726

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

ธวัชชัย สมคง ความสุขของผู้อยู่เบื้องหลัง งานศิลปะระดับประเทศ

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“หน่อง” ธวัชชัย สมคง วัย 53 ปี เขาเป็นศิลปินที่มีผลงานยอดเยี่ยมและเป็นผู้ปิดทองหลังพระและอยู่เบื้องหลังนิทรรศการสำคัญมากมาย อาทิ พระราชาในดวงใจ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรภาครัฐ รวมถึงรับหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินในงานศิลปกรรมต่างๆ มากมาย เขามีผลงานจิตรกรรมที่โดดเด่นคือแนว “นามธรรม” โดยเฉพาะในเทคนิคสีน้ำที่ให้รายละเอียดคมชัด และผลงานในช่วงหลังของเขาเป็นการกลับมาให้ความสำคัญกับจิตรกรรมแบบ Photorealism ที่เคยแพร่หลายในอเมริกันยุค’60

พี่หน่องของน้องๆ ในแวดวงศิลปะ เป็นคน จ.แม่ฮ่องสอน การศึกษาสูงสุด Post-Diphoma จิตรกรรม มหาวิทยาลัยวิศวะบารติศานตินิเกตัน อินเดีย ปี 2549 เขาได้เริ่มก่อตั้ง Fine Art นิตยสารศิลปะร่วมสมัยที่เผยแพร่มากกว่า 13 ปี ภายใต้แนวคิดที่ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนิตยสารศิลปะเพื่อจรรโลงสังคม

ในฐานะจิตรกร ธวัชชัยเริ่มจัดแสดงผลงานเดี่ยวเป็นครั้งแรกในปี 2541 ภายใต้นิทรรศการ Ectasy Land ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ฯลฯ ที่สำคัญเขายังเป็นคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และยังได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง

ความฝันที่อยากสานต่อ

ในฐานะที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะมาหลายสิบปี สิ่งที่ธวัชชัยอยากผลักดันเผยแพร่ความคิด คืออยากผลักดันศิลปะให้สังคมในวงการได้รู้จัก ทำความเข้าใจกับผลงานศิลปะต่างๆ ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว

“คนกลุ่มหนึ่งอาจมองว่า เราอยากพัฒนาประเทศด้วยการค้าขาย ส่งออก แต่ผมคิดว่าจริงๆ แล้วศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น เมื่อศิลปะเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ก็สามารถสร้างสรรค์หีบห่อขนมได้สวยงาม ผมคิดว่าศิลปะในชีวิตประจำวันสำคัญมากๆ หากเราสามารถนำงานดีไซน์มาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยได้ จะดีมาก

ผมอยากให้รัฐบาลรู้ว่า หากเขาพัฒนาศิลปะจะช่วยพัฒนามูลค่าได้เยอะ เพราะประเทศไทยมีทุกอย่างดีแล้ว แต่เรามองศิลปะในมุมแค่การเสพงานศิลป์ เสพภาพวาด แต่หากรัฐนำศิลปะไปจัดการ เอาศิลปะไปอยู่ในสินค้าโอท็อปจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มาก ตอนนี้คนให้ศิลปะอยู่ในหมวดท้ายๆ ในการใช้ชีวิต แต่จริงๆ แล้วศิลปะสามารถให้เกิดมิติของความสุขโดยที่เราไม่ต้องใช้เงินมาก”

รวมทั้งถ้าประเทศให้ความสำคัญเราจะเปลี่ยนไปเหมือนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จแล้ว อานุภาพของศิลปะ คือ สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้น่าอยู่ได้ ศิลปะไม่ใช่แค่มิติทางวัฒนธรรม แต่ศิลปะสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรม ธวัชชัยยกตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ที่มีศิลปะทางภาพยนตร์สร้างสรรค์จนเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลได้

“ดังนั้น เมืองไทยต้องตีความของศิลปะให้ดี หากทุกคนในประเทศเข้าใจและเห็นมิติของศิลปะตรงกัน ประเทศจะพัฒนาได้เร็วขึ้น หีบห่อสินค้าเราดีแล้ว แต่ยังไม่ดีมากพอ หลายเคสของคนไทยมีหลายกลุ่มที่เอางานศิลป์มาใช้ แต่อยู่ในกลุ่มเล็กๆ ยังไม่เห็นเด่นชัด ยังตีความแค่ ทัศนศิลป์ คือ จิตรกรรม ประติมากรรม

เราน่าจะส่งเสริมไปในด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ ด้วย เราควรดูแลไปทุกๆ สาขา ตอนนี้กระทรวงวัฒนธรรมดูแลศิลปะทั้ง 9 สาขาแล้ว แต่เราจะทำแค่นั้นไม่ได้ ดังนั้นเราต้องช่วยกัน ยุคปัจจุบันเด็กเรียนวิชาวาดเขียนไปทำไม เขาไม่ได้เรียนเพื่อเป็นศิลปิน วิชาศิลปะควรให้อะไรกับเขา เช่น เมื่อเรียนรู้ทฤษฎีแล้ว ก็นำความรู้ไปแต่งตัว จัดห้องให้ชีวิตเป็นสุข ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาต้องวาดรูปเก่ง ไม่ต้องเน้นให้วาดภาพควรเน้นเรื่องการเรียนอะไรในงานศิลปะ ตัวแรกที่เขาควรเรียนสุนทรียภาพ ศิลปะทำให้เราเข้าใจว่าอะไรคือศิลปะ และจะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ แล้วตีความอย่างไร”

ความรู้ศิลปะของคนไทยอย่าเป็นแค่ที่ “เปลือก”

ในมุมมองของ ธวัชชัย เขารู้สึกว่า ทุกคนเสมือนมีความรู้เรื่องศิลปะเป็นอย่างดี แต่เอาเข้าจริงๆ มีความรู้แค่เพียงเปลือก หรือเราเคยเกิดคำถามว่า เรารู้จักศิลปินระดับโลกสัก 10 คนหรือไม่ แต่หากเราไม่รู้ก็ไม่เป็นไร หรือคุณรู้จักเพลงคลาสสิกระดับโลกไหม คุณไม่รู้ แม้คุณไม่รู้ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นเรื่องที่ไกลตัว

ในทางกลับกัน เรารู้จักกูรูด้านดนตรีไทยสัก 10 คน หรือคุณเคยอ่านวรรณกรรมของไทยสัก 10 เรื่องหรือไม่ ร้อยทั้งร้อยอาจให้คำตอบว่า ไม่เคย ซึ่งเป็นเรื่องของไทยเราแท้ๆ เรายังไม่รู้ หรือแม้เราคิดว่าเรารู้แล้ว แต่เราศึกษาอย่างถ่องแท้หรือยัง ในฐานะคนเรียนศิลปะเราควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ๆ ดังเช่น ชนชาวเกาหลีใต้ยุคทหารปกครองประเทศราวๆ ปี 1960 เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยากจนเป็นอับดับ 2 ของโลก คำถามคือ แล้วเกาหลีใต้กลับมาร่ำรวยได้อย่างไร คำตอบคือ ผู้นำเกาหลีใต้ในสมัยนั้นมองว่าการศึกษาแตกต่างจากประเทศไทย

“เกาหลีใต้บอกว่าเด็กควรอ่านเล่มวรรณกรรมคลาสสิกอะไรบ้าง เด็กได้เข้าไปดูหอศิลป์ ได้อ่านหนังสือเล่มสำคัญของโลก ฟังเพลงแจ๊ซ เวลาผ่านไปเกิดศิลปินยอดเยี่ยมเป็นคนเกาหลี สิ่งเหล่านี้ต้องบ่มเพาะ เพราะตอนเขาเด็กๆ เขาได้อ่านวรรณกรรมชิ้นสำคัญของโลก เขาจึงมีนักอ่านที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพมาก ดังนั้นนักเขียนของเกาหลีจะเขียนอะไรส่งเดชไม่ได้ เพราะนักอ่านเกาหลีอ่านงานระดับโลกมาเยอะ ส่งผลให้บทละครของเกาหลีเขียนอย่างมีมาตรฐาน

เราจะเป็นแบบเกาหลีได้ รัฐบาลของเราอยากให้เยาวชนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความเข้าใจในมิติไหน เพราะความรู้ของผู้นำโลกมีหลากมิติ ดังนั้นจะให้เด็กไทยเก่งแต่ฟิสิกส์ หรือเลขเท่านั้นไม่ได้ อีกทั้งเด็กๆ ต้องเข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง เราจะพัฒนาประเทศแบบไหน ตอนนี้เราพยายามเผยแพร่ความคิดนี้ไปสู่บุคคลสำคัญ ถ้าเรายึดแนวทางว่าเด็กควรศึกษาอะไร เราอยากให้อะไรกับเด็ก อย่าให้เด็กท่องจำเยอะ เราควรให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับการฟังเพลง เด็กๆ ควรมีทางออกชีวิตที่มากกว่า ไม่ต้องไปเดินแต่ห้างสรรพสินค้า ส่งเสริมให้เขาเป็นนักอ่านตัวยง แล้วเขาจะกลายเป็นนักเขียนที่ดี ดังนั้นเราต้องหว่านเมล็ดพืชในวงการศึกษาของเรา”

รัฐบาลต้องสร้างแกลเลอรี่ที่มีราคาย่อมเยา

เขามองวงการศิลปะร่วมสมัยไทยมีภาพรวมจากอดีตถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร ธวัชชัย กล่าวว่า วงการศิลปะไทยมีผลงานศิลปะดีๆ มากระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ทันใจใครหลายๆ คน ดีในแง่ผู้สร้างสรรค์ ศิลปินสร้างงานได้ดีมาก และไปได้ไกล

ในทางกลับกัน นักสะสมเองยังมีแนวคิดตามศิลปินรุ่นใหม่ไม่ทัน ทำให้ศิลปินที่อยู่ในยุคปัจจุบันไม่สามารถขายผลงานได้มาก ประกอบกับระบบแกลเลอรี่ทำให้วงการศิลปะเข้มแข็งไม่ได้ หลายประเทศประสบปัญหาเดียวกับเรา

“ในหลายๆ ประเทศ คนทำและคนเช่าแกลเลอรี่ไม่ได้รวยมาก เมื่อจัดนิทรรศการก็ต้องการขายงานให้ได้เป็นล้านเพื่อให้เสมอทุน อย่างประเทศจีนให้เช่าแกลเลอรี่ถูก เพราะมีรัฐบาลช่วยเหลือ ศิลปินจึงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้สบายขึ้น ในไทยคนเปิดแกลเลอรี่ใหม่ๆ เยอะ แต่เปิดแป๊บเดียวก็ปิด เพราะขาดทุน

รัฐบาลไทยจึงควรทำให้แกลเลอรี่มีความแข็งแกร่ง ธวัชชัย ชี้ว่า วงการศิลปะไทยจะได้ไปได้สวยในแง่เศรษฐกิจ เพราะแกลเลอรี่ต้องจ่ายภาษีให้ภาครัฐอยู่แล้ว ถือเป็นช่องทางที่ให้ศิลปินมีเวทีเผยแพร่แนวความคิดตัวเองสู่สังคม

“แม้เรามีเฟซบุ๊กแต่ไม่เป็นทางการเพื่อเผยแพร่ศิลปะ เพราะงานศิลปะต้องเข้ามาดูของจริงๆ งานศิลปะจึงต้องการพื้นที่ ต้องทำให้แกลเลอรี่มีค่าเช่าที่ถูกลง แม้เราส่งเสริมแต่ยังไม่พอ ต้องเป็นแกลเลอรี่เชิงค้าขายเลย

รัฐบาลเองควรให้อาคารเก่าๆ หรือไม่ได้ใช้ แล้วให้แกลเลอรี่เอกชนไปอยู่ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ด้วย หรือจะให้แกลเลอรี่ไปเช่าพื้นที่ในห้างก็จ่ายเงินไม่ไหว ปัญหาเรื่องพื้นที่สำคัญ ตัวศิลปินเอง เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลาดกระบังผลิตผลงานศิลปะเยอะมาก แต่มีเวทีให้เขาเผยแพร่งานน้อยมาก เพราะค่าเช่าแพง คนมีความฝันจึงอยู่ไม่ได้

รัฐบาลต้องผลิตศิลปินแล้วต้องสร้างทั้งพื้นที่และสร้างชิ้นงานด้วย แกลเลอรี่เป็นเวทีมีนักบริหารพื้นที่เป็นสิ่งที่ศิลปินต้องการมากๆ หลายประเทศต้องทำแล้ว อย่างสิงคโปร์ทำแล้ว เขานำค่ายทหารเก่ามาทำเป็นแกลเลอรี่แล้ว กรุงปักกิ่งของจีนก็ทำแล้ว สำหรับกระทรวงวัฒนธรรมของเราก็เพิ่งเกิด ทุกคนต่างทำงานหนัก ต้องให้เวลาเขา ผมเชื่อว่าทุกคนกำลังช่วยวงการศิลปะให้ดีที่สุด ต้องให้เวลากัน ผมเชื่อว่ามีต้นแบบในอีกหลายประเทศ เราก็ได้ศึกษา ช่วยกันผลักดัน สื่อคนทุกกลุ่มต้องช่วยกัน เพื่อทำให้ศิลปินมีพื้นที่โชว์ผลงานศิลปะ เพื่อก้าวขึ้นสู่มาตรฐานสากล”

สื่อสิ่งพิมพ์ต้องปรับตัว

ในฐานะที่อีกภาคหนึ่งของ ธวัชชัย นอกจากเป็นผู้ลงทุนและทำสื่อศิลปะ เขามองสภาพการณ์สื่อศิลปะน่าชื่นใจ เพราะโลกเรามีเฟซบุ๊ก ทำให้ศิลปินได้เผยแพร่งานโดยไม่ต้องพึ่งพาใครมาก ในฐานะสื่อมวลชนเองต้องเรียนรู้ เพราะคนต้องการอะไรที่ง่ายๆ และรวดเร็ว ไม่มีเรื่องเงื่อนไขของเวลา เขาจะไม่รอว่า อยากรู้อยากเห็นต้องรู้ทันที

“ยุคนี้ทีวีจึงไม่ตอบโจทย์ หนังสือพิมพ์ก็ต้องหาซื้อ ในวันหน้ารูปแบบสื่อต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปอีก เช่น ฮาร์ดก๊อบปี้สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เนื้อหาทั้งหมดต้องเปลี่ยนให้แตกต่างไปจากโซเชียล ไม่งั้นสื่อเหล่านี้ก็จะขายไม่ได้ หนังสือทั้งหลายไม่สามารถแข่งขันเรื่องความเร็วได้เลย ดังนั้นฮาร์ดก๊อบปี้จึงควรสังเคราะห์ว่า ออนไลน์ให้อะไรไม่ได้ แล้วไปตรงจุดนั้น

ผมเคยคุยกับสำนักพิมพ์ระดับโลก ยอดพิมพ์เขาเพิ่มขึ้นในหนังสือบางประเภท หนังสือที่เป็นองค์ความรู้ยังถูกผลิตอย่างต่อเนื่อง งานศิลปะดูงานจริงๆ กับดูในฮาร์ดก๊อบปี้ก็ต่างกัน ผมคิดว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนจะโหยหาบรรณาธิการ เพราะข้อมูลออนไลน์มันไม่กลั่นกรองเลย แล้วคนจะเบื่อ คนจะโหยหาฮาร์ดก๊อบปี้ที่มีกองบรรณาธิการ เพราะเขากลั่นกรองได้

ตอนนี้หนังสือปิดตัวหลายสื่อ สายส่งก็ไม่มีอะไรส่ง สายส่งอาจต้องขึ้นเปอร์เซ็นต์ อีกหน่อยสำนักพิมพ์จะเป็นคนขายเอง และอีกหน่อยอี-บุ๊กจะไม่ทำเงิน แม้ราคาถูกจริงแต่คนรุ่นเก่ายังตามไม่ทัน ปัญหาก็คือแมกกาซีนเมื่อก่อนเสิร์ชจากอินเทอร์เน็ต หนังสือบางเล่มนำเนื้อหามาแปลจากออนไลน์พวกนี้จะไปไม่รอด เพราะคนไปเสพในอินเทอร์เน็ตแล้ว

อีกหน่อยหนังสือจะผลิตเพื่อคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และงานต้องมีคุณภาพมากขึ้น เช่น นักธุรกิจต้องมีคอนเทนต์อย่างไรให้ซัพพอร์ตให้เพียงพอ ยุคก่อนทำไม่ดีแค่มีแอดโฆษณาก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ออนไลน์แอดถูกกว่า หนังสือพิมพ์จึงอยู่ไม่ได้ ต่อไปนี้บริษัทเล็กๆ ค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก จึงพอเป็นไปได้อยู่ได้”

ในวันข้างหน้า เราจะทำอย่างไรให้ศิลปินที่เก่งๆ ของเรายังสามารถทำงานศิลปะได้อย่างต่อเนื่อง ธวัชชัย ฝากว่า

“ถ้าเขาขายผลงานศิลปะของเขาไม่ได้เลย รัฐควรสนับสนุนอย่างไร ตอนนี้ศิลปินเสียสละทำงานยากลำบาก เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีสิ่งแวดล้อม ศิลปินรุ่นใหม่ๆ รัฐเองก็ต้องสนับสนุน เพื่อให้ศิลปินมีความสามารถเลี้ยงชีพได้เพราะความสามารถของเขาเอง”

งานอดิเรก คือ เสพผลงานศิลปะ

ไลฟ์สไตล์ของธวัชชัย นอกจากชื่นชอบผลงานศิลปะแล้ว เขายังชื่นชอบการเสพของแอนทีค เสาร์-อาทิตย์เขาชอบไปดูของเก่าที่สวนจตุจักร เนื่องจากของแอนทีคดูมีเรื่องราว มีรูปทรงที่น่าสนใจ

“ของแอนทีคที่ผมซื้อมาส่วนใหญ่ ผมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ต้องใช้งานได้ เมื่อก่อนผมสะสมกบเหลาดินสอ ซึ่งตอนนี้ไม่มีที่เก็บ ปัจจุบันจึงต้องซื้อแล้วใช้ได้ด้วย เช่น ผมเก็บกบเหลาดินสอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากได้มากๆ เช่น กบเหลาดินสอสเตทเลอร์ ของเยอรมนี ผมเก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมากไว้ที่ทำงาน จนตอนนี้จะเป็นร้านขายไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีกบเหลาดินสอของญี่ปุ่น ถือเป็นของเก็บสะสมที่เป็นความทรงจำในวัยเด็ก ตอนเด็กๆ ผมอยากเล่นดนตรี แต่แม่อยากให้เรียนมากกว่า เพราะผมชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็กๆ เพลงร็อก เพลงสากล ตอนหลังฟังแจ๊ซในยุค 1950 ผมก็ชอบมากๆ เพราะนักดนตรียุคนั้นฝีมือดีๆ และมีจำนวนเยอะ ผมเริ่มจากฟังเพลงในซีดีก่อน ถ้าชอบค่อยไปหาซื้อแผ่นเสียงมาฟัง เพื่อให้ได้มิติเสียงสมจริงมากกว่า ประกอบกับน้องชายของผมชอบสะสมแผ่นเสียง สำหรับผมเริ่มสะสมย้อนกลับไปไม่ถึง 10 ปี ซึ่งอรรถรสในการฟังแผ่นเสียงกับฟังเพลงในแผ่นซีดีให้ความไพเราะคนละเรื่อง”

ธวัชชัย ขยายความว่า อรรถรสการฟังแผ่นเสียงดีมากๆ แม้เก็บผ่านไป 60 ปี แล้วย้อนนำกลับมาฟังคุณภาพเสียงยังฟังได้ดี เพราะใช้ระบบบันทึก คือ โมโน ซึ่งให้เสียงที่ดี

“ระบบโมโนซึ่งแผ่นพวกนี้ราคาจะสูงเพราะอัดเสียงได้สมจริง ผมเริ่มซื้อนำมาฟังเริ่มเยอะ ศิลปินที่ผมชอบเป็นพิเศษ เช่น Jackie Mclean Lee Morgan ผมมีอัลบั้ม Cliff Craft Cliff Jordan Blue Note 1582 เป็นต้น”

นอกจากแผ่นเสียงซึ่งธวัชชัยมีเก็บสะสมไว้มากถึง 1,000 แผ่น เขายังสนับสนุนผลงานของศิลปินรุ่นใหม่

“ผมอยากให้งานของศิลปินรุ่นใหม่ๆ ดูมีพลัง 2 ปีที่แล้วผมเริ่มเก็บรูปรุ่นใหม่ที่ปั้นงาน ผลงานของศิลปินผมเก็บสะสมไว้มากกว่า 50 ชิ้น ซึ่งแผ่นเสียงเป็นสิ่งที่ผมโฟกัสในช่วง 10 ปีหลัง ผมมีแผ่นเสียงประมาณ 1,000 แผ่น แบ่งเป็นบันทึกด้วยระบบโมโน 200 แผ่น มูลค่าบางแผ่นน่าจะไปสูงถึงแสนกว่าบาท เพราะแผ่นเสียงดีๆ แผ่นหลักหมื่น เช่น แผ่นของศิลปินยุคแรกๆ เช่น ลี มอร์แกน ไมล์สเดวิส และอีกมาก ล้วนเป็นศิลปินยุค’50 ถึงยุค’60”

จับเข่าคุย พัชร สมะลาภา เปลี่ยนแบงก์ให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559723

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 09:39 น.

จับเข่าคุย พัชร สมะลาภา เปลี่ยนแบงก์ให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เราได้พบปะกับ “ปั๋ม” พัชร สมะลาภา มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดกับเขา ในฐานะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา

พัชร ในวันนั้นไม่แตกต่างจากวันนี้ แม้บทบาทจะเปลี่ยนไปสู่บันไดที่สูงเกือบจะที่สุดของธนาคารเก่าแก่อายุ 72 ปี เขายังคงความตรงไปตรงมา จริงใจ และแนวคิดในการทำงานที่ดุดัน เหมือนเดิมกับเมื่อตอนที่เป็นรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส

แน่นอนว่าภารกิจในการบริหารงานสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้ ท้าทายกว่าในอดีต ในภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคเทคโนโลยีก้าวหน้า ความเป็นดิจิทัลเป็นสิ่งที่เข้ามาดิสรัปชั่นสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม กดดันให้ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เริ่มที่ยอมรับว่าละเลยใคร

“ประเทศไทยเราแบ่งเป็น 2 เทียร์ เราเข้าถึงคนรวยที่มีไม่เกิน 20 จังหวัด แต่อีก 40 จังหวัด เราจะทำให้ยังไงให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ถ้าเฉลี่ยประชาชนจังหวัดละ 1 ล้านคน เมื่อก่อนธนาคารเข้าไปรุกคน 20 ล้านคน จนสามารถสร้างรายได้เป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เมื่อรายได้ค่าธรรมเนียมหลายอย่างหายไป โจทย์คือจะต้องทำอย่างไรจึงจะขยายฐานรายได้ไปสู่คนอีก 40 ล้านคน

ลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน แยกง่ายๆ ลูกค้า กทม.จะเป็นกองทุนและประกัน ส่วนลูกค้าต่างจังหวัดเป็นสินเชื่อ ทำมา 10 ปี กระเป๋าคน กทม.เต็มแล้ว ซื้อจนไม่รู้จะซื้ออะไร แต่ตลาดต่างจังหวัดไม่ค่อยมาใช้บริการ เพราะพูดกันคนละภาษา”

พัชร ลงพื้นที่สาขาต่างจังหวัดบ่อยมาก จนรู้จุดอ่อนของธนาคารที่เข้าไม่ถึงชาวบ้านทั่วไป หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ชาวบ้านไม่อยากที่จะเข้าหาธนาคาร

“เงื่อนไขจุกจิก ขอเอกสารมากมาย ภาพลักษณ์ฐานันดรสูงศักดิ์ พูดคุยกันด้วยภาษาธรรมดาลำบาก สิ่งเหล่านี้ คือ อุปสรรคทั้งสิ้น

คู่แข่งธนาคาร ไม่ใช่ธนาคารด้วยกันแล้ว แต่ต้องไปแข่งขันกับไฟแนนซ์ในท้องถิ่น อย่างบริษัทลีสซิ่งเล็กๆ โตดีมาก เพราะเข้าถึงง่ายกว่า ถึงแม้ดอกเบี้ยจะแพงกว่า ประชากรก็ไม่แคร์ เพราะพูดคุยกันง่ายๆ ใส่รองเท้าแตะกางเกงขาสั้นไปก็ได้เงินเหมือนกัน

โจทย์ของเราคือจะปรับบริการ ให้พูดภาษาเดียวกับลูกค้า การปรับหมายรวมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ความคิด เราต้องทำให้ตัวเองเป็นธนาคารเพื่อคนทุกคนในประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นธนาคารสำหรับคนใช้มือถือ”

พัชร เห็นด้วยว่า สิ่งที่ธนาคารต้องเปลี่ยนตัวเองในวันนี้ สะท้อนมาจากอุตสาหกรรมธนาคารในอดีตที่เลือกเข้าหาลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และละเลยคนกลุ่มล่าง โดยอ้างว่าเป็นกลุ่มที่ธนาคารรัฐให้การสนับสนุนอยู่แล้ว จนกระทั่งความท้าทายหลายสิ่งเข้ามากดดัน จึงเห็นความจริงว่า ต้องเสียโอกาสไปมากเท่าใดจากการที่เข้าไม่ถึงคนทุกกลุ่ม และทำให้คนกลุ่มล่างเสียโอกาสไปเท่าใดในการเข้าถึงเงินทุนที่ถูกกฎหมายและถูกราคา

“คิดดูว่าลูกค้าที่กู้เงินดอกเบี้ยแพง อาจจะมีความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สินที่มี ซึ่งเรามีศักยภาพที่ทำให้ลูกค้าซึ่งมีบ้าน 1 หลัง รถ 1 คัน แปลงสภาพเป็นเงินทุนให้เขาได้ ธนาคารพาณิชย์ได้เปรียบกว่ามีทั้งองค์ความรู้ มีการบริหารความเสี่ยง มีเทคโนโลยี ซึ่งเราให้เขาได้มากกว่า ขณะเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มนี้ก็สร้างรายได้ให้เราได้มากกว่าเช่นกัน”

ให้พนักงานสาขา ตจว. รู้ว่า‘คุณมีคุณค่า’

ก่อนหน้าที่จะได้แต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการนั้น พัชร ถูกมอบหมายให้ดูแลสายงานลูกค้ารายย่อย ซึ่งรวมการดูแลเครือข่ายสาขาด้วย

การลงพื้นที่สาขาต่างจังหวัดของพัชร ไม่ได้แค่ต้องการตรวจตราการทำหน้าที่สาขา แต่ไปให้กำลังใจพนักงานทุกคน ไปให้พนักงานรู้ว่า “เราเห็นคุณ” “เราให้ความสำคัญกับคุณ” “คุณคือคนสำคัญของแบงก์”

“ครั้งแรกที่ไป เขาก็เกร็งๆ กัน ตั้งแถวพนักงานต้อนรับเลย แต่ตอนนี้เขาเห็นเราก็ดีใจ เข้ามาพูดคุยทักทาย บางคนก็มาปรึกษาปัญหาต่างๆ ทั้งการทำงาน และเรื่องส่วนตัวก็มี หลังเสร็จงานที่สาขา ก็ไปกินข้าวกันแบบมิตร ไม่ได้แบ่งแยก”

ในอดีตที่ใช้ “เป้า” เป็นเคพีไอหรือตัวชี้วัดผลงาน ซึ่งเป็นตัวกดดันการทำงานของพนักงานมาตลอด โดยเฉพาะ เซลส์ ที่มีความคิดเพียงว่าทำอย่างไรให้ยอดขายถึงเป้า จนเป็นที่มาว่า พนักงานต้องไปขอร้องลูกค้าให้ช่วยซื้อหน่อย เพื่อทำยอดให้ได้เคพีไอ

เคพีไอ ที่ธนาคารกำหนดขึ้นในอดีตนั้น ถูกกลืนเป็นวัฒนธรรมองค์กรเสียแล้ว การจะมาให้เปลี่ยนการทำงานใหม่ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ กลายเป็นเรื่อง “ยาก” แสนสาหัส สำหรับ พัชร ในตอนนี้

สิ่งแรกที่ พัชร ทำคือเปลี่ยนแนวคิดพนักงานให้รู้ว่า ไม่ใช่ Banking Centric แต่ต้องเป็น Customer Centric รื้อระบบเคพีไอจากยอดขายผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท เช่น จากที่เคยตั้งเป้าว่าต้องขายประกันให้ได้เท่าไหร่ เปลี่ยนใหม่เป็น ให้พูดคุยกับลูกค้าก่อนเพื่อช่วยลูกค้าดูว่าแต่ละคนเหมาะกับผลิตภัณฑ์อะไร

One Team One Target

One Team คือโปรเจกต์เริ่มต้นที่ พัชร ทดลองทำใน 8 จังหวัดที่เล็กๆ เปลี่ยนแนวทางการทำงานแบบใหม่ เลิกเคพีไอแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเกณฑ์ Market Conduct ที่ต้องปฏิบัติตาม ต้องเลิกขายในสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ

One Team มีเคพีไอใหม่ 3 อย่าง คือ อย่าให้ลูกค้าด่า อย่าทำผิด และทำรายได้ของสาขาให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งมาจากอะไรก็ได้ เมื่อก่อนแบ่งแยกทีมเอสเอ็มอีขายสินเชื่อให้ได้ตามเป้า ทีมสาขาก็ขายประกันให้ได้ตามเป้า จากนี้ให้ทุกคนทำงานร่วมกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน

ผ่านมา 1-2 ปีของโปรเจกต์ ก็เห็นอุปสรรคต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีการเปรียบเทียบกันว่าฉันทำเยอะกว่า คุณทำน้อยกว่า รวมทั้งความขัดแย้งส่วนตัวที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ เป็นปัญหาหลายสิ่งที่ย้อนกลับมาให้ พัชร สยบความขัดแย้ง

“บางทีต้องจับมานั่งคุยกันว่าปัญหาอยู่ตรงไหน บางทีสาขาก็บอกว่าเป็นคนแนะนำลูกค้าให้ต้องได้เครดิตด้วย คนที่ขายก็มองว่าตัวเองเป็นผู้ปิดการขายมันยากกว่ากันมาก ซึ่งพอได้มาคุยกันทำให้ต่างคนต่างรู้ถึงงานของอีกฝ่ายว่ายากไม่แพ้กัน งานโอเปอเรชั่นมากมายที่ฝ่ายเซลส์ไม่เคยทำหรือพบเจอ และการกดดันจากลูกค้าหลายรูปแบบ”

แต่ในความเป็นจริง จะให้ พัชร ลงมาแก้ทุกเรื่องก็คงไม่ใช่เรื่อง คนกลางที่ต้องทำหน้าที่หลัก ทั้งการชี้แจงให้นโยบายจากส่วนกลาง คนที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและให้คำแนะนำแก่พนักงานในทีมทุกคน ต้องเป็น “หัวหน้า” หรือผู้การในสาขานั้น

ปั๋มคนเดียวสะเทือนทั้งแบงก์!

พัชร ยอมรับความจริง เมื่อเขาได้ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการ มีทั้งคนรักและคนชังกับแนวทางที่เขากำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของธนาคารใหม่ ซึ่งสิ่งที่เขาได้ทั้งก้อนหินและดอกไม้นั้น คือ การเปลี่ยนวิธีวัดผล! จาก Ranking Indicator มาเป็น Leading Indicator

คำถามวัดผลที่ทำให้สั่นสะท้านไปทั่วทั้งกายและใจ คือ “วันนี้คุณทำอะไรบ้าง” กลายเป็นความกดดันที่เพิ่มขึ้นทันที ความรู้สึกน้อยใจที่หัวหน้าไม่ไว้ใจ เมื่อก่อนไม่เห็นถามแบบนี้ แค่ทำงานได้ตามเป้าที่ให้ไว้ก็น่าจะพอใจแล้ว

“Productivity ของผม คือพนักงานทำงานเต็มวัน เพราะมีเหมือนกัน ถ้าวัดเคพีไอเป็นเป้ายอดขาย ก็จะมีคนเก๋าๆ มี Safe Zone ลูกค้าในมือเยอะ เขาจะมีของในมืออยู่แล้ว พอถึงเวลาก็เอามาโชว์แค่ตามเป้า ที่เหลือเก็บเป็นสต๊อกไว้ แล้วก็นั่งว่างๆ ผมบอกเลยนั่นไม่ใช่ Productivity”

พัชร เล่าเรื่องเครียดให้ฟังแบบไม่เครียดว่า หลายครั้งที่ธนาคารสิ้นเปลือง (Waste) กับสิ่งที่ไม่เป็นเรื่อง โดยเฉพาะเอกสารลูกค้า

“อย่างลูกค้ารายเดียวกัน ไปสมัครสินเชื่อเอสเอ็มอีก็ต้องยื่นชุดหนึ่ง สมัครบัตรเครดิตก็ยื่นอีกชุด เปิดบัญชีก็ยื่นอีกชุด ซึ่งธนาคารมีข้อมูลลูกค้ารายนี้อยู่แล้ว ทำไมไม่ใช้ด้วยกัน

หรือแม้กระทั่งพนักงาน พอถามไปว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง ซึ่งจริงๆ ใน 1 วัน ไม่ได้ทำอะไรมากมาย ทำเอกสาร พอพักเที่ยงก็กินข้าว บ่ายกินกาแฟ เมาท์มอยพอเป็นกระษัย แล้วนั่งลงทำงานต่อ ก็หมดเวลาไปแล้ว 1 วัน ที่ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน”

พัชร บอกว่า ไม่ได้ฟอร์ซให้ทำงานตลอดเวลา เพียงแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มกำลัง ทำงานเต็มวันตามกำหนดก็พอแล้ว พอเลิกงานก็ใช้ชีวิตส่วนตัวให้เต็มที่ไม่ได้บังคับ และไม่ใช่ว่าจะต้องเอาเป็นเอาตายมีปัญหา เช่น ไปหาหมอ ลูกไม่สบาย ก็ลาได้

“เราเอาความรู้สึกพนักงานเป็นหลัก ขณะเดียวกัน พนักงานก็ต้องทำหน้าที่ตัวเอง อาร์เอ็มไปหาลูกค้าใหม่ๆ บ้าง ไม่ใช่ไปหาไปมอบกระเช้าแต่ลูกค้าเก่าๆ ไปหาคนใหม่สัก 10 คน อาจจะได้เพิ่มสักคนหรืออาจไม่ได้เลย พอถึงตรงนี้ หัวหน้าก็ไม่ใช่ดุด่า ต้องเข้าไปช่วยแก้ช่วยแนะนำ ส่วนนี้เอง คือ Productivity”

เจ้าพ่อแห่งการจัดระเบียบใหม่

การเป็นกรรมการผู้จัดการ ทำให้ พัชร ทำอะไรได้ง่ายขึ้น จากเดิมอาจจะมีเจ้าของพื้นที่อยู่ การเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด ก็เมื่อครั้งที่เป็นรองกรรมการผู้จัดการ ที่ดูแลลูกค้าผู้ประกอบการหรือเอสเอ็มอี ซึ่งตอนนั้นดูสายงานนี้ถึง 5-6 ปี มีเวลามากที่จะปรับปรุงสิ่งต่างๆ

ตัวอย่างที่เปลี่ยนแปลงชัดที่สุด คือการอนุมัติสินเชื่อรูปแบบเดิมๆ ที่ทำกันมาใช้เวลานานเพราะเอกสารมักจะไปค้างที่แผนกโน้นแผนกนี้ กว่าลูกค้าจะได้รับการอนุมัติก็เป็นสัปดาห์ พัชร ก็เปลี่ยนเป้าให้พนักงานว่า SLA (Service Level Agreement) ต้องไม่เกิน 5 วัน

“พอประกาศระยะเวลาการให้บริการทางการเงิน (SLA) โดยนับตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาขอสินเชื่อจนถึงวันที่ได้เงิน ต้องไม่เกิน 5 วัน คือไม่รู้ว่าคุณจะไปทำยังไง ไปตบตีกันมาให้ได้ แต่เวลาต้องไม่เกินนี้ ก็ใช้เวลาพอสมควรจนอยู่ตัวแล้ว”

ส่วนการเปลี่ยนแปลงในสายงานลูกค้าบรรษัท พัชร ชี้ว่าเน้นกระตุ้นอาร์เอ็มเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น รวมทั้งใช้กลยุทธ์เชิงรุกเข้าไปแข่งขัน

“งานรายใหญ่ทำได้ไม่มากนักเพราะอยู่ได้แป๊บเดียว แต่การสื่อสารนโยบายกับพนักงานสายงานนี้ไม่ยากเพราะคนกระจุกตัว เทียบกับสายงานรายย่อยที่ยากกว่ามาก เพราะสาขากระจายทั่วประเทศ กว่าจะสื่อสารไปทั่วถึงก็ใช้เวลา”

เปิดหัวใจครูปาน-สมนึก คลังนอก ผู้เปลี่ยนความถนัดเป็นการ‘ให้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559719

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

เปิดหัวใจครูปาน-สมนึก คลังนอก ผู้เปลี่ยนความถนัดเป็นการ‘ให้’

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

นอกจาก “ครูปาน” สมนึก คลังนอก จะเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินนักวาดภาพประกอบที่มีชื่อเสียงผ่านผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันลุ่มลึกของศิลปินมาดเซอร์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์แล้ว

หลายคนยังรู้จักลายเส้นของครูปานผ่านผลงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่บนผืนผ้าใบ แต่กระจายไปสร้างความสวยงามบนสินค้าแฟชั่น รวมทั้งสินค้าสำหรับงานการกุศลที่ทำร่วมกับองค์กรต่างๆ

“แทบจะทุกเดือนที่ครูได้มีโอกาสใช้ศิลปะ ซึ่งเป็นความถนัดของครูในการทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคม นอกจากมูลนิธิรามาธิบดี ที่ร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง ยังมีโรงพยาบาลเด็ก และอีกหลายๆ องค์กร แล้วก็ยังมีโปรเจกต์ส่วนตัวที่หารายได้จากการทำงานศิลปะแล้วนำเงินไปสร้างโรงอาหารที่เชียงใหม่ ไปสร้างโรงเรียนบนดอย

จริงๆ ถ้ามีโปรเจกต์ดีๆ เข้ามา ครูปานยินดีช่วยตลอด ครูถือว่าเราแค่ใช้ความถนัดที่มี ถามว่ากิจกรรมพวกนี้ กินเวลาเราเยอะไหม ก็ไม่ใช่ เราแค่เป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยสังคม ด้วยการเริ่มต้นจากตัวเรา แล้วให้ทีมงานหรือองค์กรนั้นนำไปขับเคลื่อนอีกที” ครูปานสะท้อนความในใจที่มีต่อการให้ด้วยแววตาเป็นประกายด้วยความสุข

ถามว่า “การให้” สำคัญกับโลกใบนี้อย่างไรในมุมมองของครูปาน คำถามนี้ ทำเอาคนที่ถูกถามคลี่ยิ้ม ก่อนสะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจว่า

“เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ครูเองก็เป็นเด็กต่างจังหวัด ทำให้รู้ดีว่า ปัญหาของคนที่ไม่มีเป็นอย่างไร เพราะคำว่าไม่มีสำหรับบางคน คือ เขาไม่มีจริงๆ ไม่รู้จะพึ่งใคร บางคนไม่สบาย จะไปโรงพยาบาลก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนไปรักษาตัว

ครูคิดว่าถ้าคนในสังคมยื่นมือลงมาช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ แค่คนละเล็กคนละน้อย นอกจากคนให้จะได้บุญ ยังได้ช่วยสังคมให้น่าอยู่ ฟังดูอาจจะเหมือนคำตอบสไตล์นางงาม (หัวเราะ) แต่นี่คือความจริง ถ้าจะอยู่ร่วมกันได้ คนมีต้องแบ่งปันให้คนที่ไม่มี ส่วนคนที่มีน้อย เขาก็สามารถใช้ความถนัดที่มีช่วยทำงานตอบแทนสังคมในแบบของเขา”

ด้วยความที่เป็นครูของเด็กๆ อยู่แล้ว ครูปานมักใช้บทบาทนี้ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการให้ให้หยั่งรากลึกในเมล็ดพันธุ์ของสังคมทุกครั้งที่มีโอกาส

“สมัยบวชพระ ครูเคยไปสอนหนังสือเด็กดอยที่ลำพูน และได้มีโอกาสช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กด้อยโอกาส ให้ข้อคิดเขาว่า อุปสรรคในชีวิตคนเราคือตัวเรา ถ้าเราเอาแต่คิดว่าตัวเราทำไม่ได้ เราก็ไม่มีวันทำได้ เชื่อไหมว่า เด็กคนนั้นก็คือ ลี อายุ จือปา เจ้าของแบรนด์กาแฟอาข่า อ่ามา เขาเป็นคนที่นำความรู้กลับไปให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเริ่มปลูกกาแฟ ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งครูเองก็ดีใจที่แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์”

สำหรับเป้าหมายในถนนแห่งการให้จากนี้ ครูปาน บอกว่า ไม่ได้วางแผนว่าต้องเดินไปทางไหน เพียงแต่บอกตัวเองเสมอว่า ชีวิตนี้ต้องทำบุญให้เยอะที่สุด เพราะการทำบุญในความคิดของครูปานก็คือการทำความดีอย่างหนึ่ง แค่เพียงเราให้เวลา หรือให้ความเมตตากับคนอื่นก็ถือว่าเป็นการทำบุญแล้ว

“การให้ คือ การทำบุญอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นการให้เพียงเล็กน้อย ก็อย่าได้เพิกเฉย ค่อยๆ ทำค่อยๆ สะสมก็เป็นกองใหญ่ได้ การให้ไม่จำเป็นต้องเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่เป็นการให้ง่ายๆ ด้วยการยิ้มให้กัน หรือการให้ความช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยพาคนแก่ข้ามถนน ก็ถือเป็นการให้ที่ทุกคนทำได้ ใครก็ทำได้โดยไม่ต้องรอเวลา” 

“ณิชารีย์ โกมลกิติ”กราฟิกดีไซเนอร์สาวไทยผู้โชว์ฝีมือในนิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559565

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 13:47 น.

"ณิชารีย์ โกมลกิติ"กราฟิกดีไซเนอร์สาวไทยผู้โชว์ฝีมือในนิวยอร์ก

ประสบการณ์น่าสนใจจาก “ณิชารีย์ โกมลกิติ” กราฟฟิกดีไซเนอร์สาวที่ได้โชว์ฝีมือของคนไทยให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยผลงานระดับโลก

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา New York Times หนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของนิวยอร์ก ได้เขียนถึงงาน Marketing Campaign รูปแบบใหม่ของ Stuyvesent Town หรือ StuyTown อสังหาริมทรัพย์ใหญ่ยักษ์ที่กินอาณาเขตถึงหนึ่งเขตที่อยู่อาศัยของแมนแฮตตัน โดยมี Lead Designer คนไทย ฟ้า โกมลกิติ หรือ ณิชารีย์ โกมลกิติ เป็นผู้ออกแบบ ผ่านทางครีเอทีฟเอเจนซี่ Dark Roast Media ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานปัจจุบันของเธอในนิวยอร์ก

แคมเปญรูปแบบใหม่ที่ลงในหนังสือพิมพ์ New York Times นี้มาในรูปแบบโฆษณาเคลื่อนที่ โดยตัวรถบรรทุกที่ยาวถึง 6.6 เมตร ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องนั่งเล่นล้อมด้วยกระจกใส ตัวรถถูกรังสรรค์ด้วยภาพกราฟิกของณิชารีย์ ซึ่งมีโทนสีสดใส บอกเล่าตัวแบรนด์และข้อมูลเกี่ยวกับ StuyTown ทำให้ตัวรถดูแปลกใหม่ เป็นที่เตะตา และน่าเข้าถึงในทุก ๆ ที่ที่ขับผ่าน จนทาง New York Times ถึงกับเขียนว่า “It’s original and smart and memorable…”

ภาพจาก the new york times ถ่ายโดย Katherine Marks

ภาพจาก the new york times ถ่ายโดย Katherine Marks

 

“โปรเจคนี้ใช้เวลาในการทำประมาณสามเดือนควบคู่ไปกับโปรเจคอื่น ๆ โดยใช้หลักใส่ให้เยอะ ซึ่งในยุคที่ทุกอย่างมินิมอล ทำให้ไปที่ไหนก็เด่น อย่างคำว่า Hi ตัวใหญ่ที่แปะไว้ที่ด้านหน้ารถ คือเป็นอะไรที่เห็นแล้วต้องหันกลับมามองอีกรอบด้วยความสงสัย จุดยากอยู่ที่ต้องออกแบบให้กราฟิกสามารถใช้ได้จริงกับรถบรรทุก และก็ดูแปลกจนคนหยุดมอง”

ณิชารีย์เริ่มทำงานกับ Dark Roast Media ครีเอทีฟเอเจนซี่ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 โดยเธอได้รับบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์หลังจบปริญญาตรีจาก Maryland Institute College of Art หรือ MICA (ไมก้า) ที่เมือง Baltimore รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

ที่ Dark Roast Media ณิชารีย์ยังทำโปรเจคให้กับลูกค้าในเครืออสังหาฯ อีกสองเจ้าใหญ่ ๆ เจ้าแรกคือ LeFrak ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแห่งทั่วประเทศ

ณิชารีย์สร้างแบรนด์และแคมเปญให้กับ Ellipse ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงใน New York Times และ NBC New York ว่าเป็นอพาร์ตเม้นที่แพงที่สุดในรัฐนิวเจอร์ซี่ และอีกสองแคมเปญที่เธอเป็นผู้นำในการออกแบบอย่าง Newport ชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ติดแม่น้ำ และ Revetment House ซึ่งจะเปิดให้เช่าในเดือนหน้า

Ellipse

ผลงานการสร้างสรรค์โลโก้ Ellipse

ผลงานออกแบบเว็บไซต์ Ellipse

 

ผลงานการออกแบบแคมเปญให้กับ newport

ญิชารีย์ยังได้ทำ Motion Graphic Video ให้กับอพาร์ตเมนท์ Caesura  ในบรุ้คลินเป็นการเปิดตัวห้องพักและเฟอร์นิเจอร์แบบประหยัดพื้นที่ และทำแบรนดิ้งให้กับอพาร์ตเมนท์ที่กำลังรีโนเวตในบอสตัน ซึ่งทั้งคู่เป็นอสังหาฯ ในเครือ Bozzuto Group โดยมีกำหนดจะนำเข้าแข่งขันทางด้านโมชั่นกราฟิกในปีหน้า

 

นอกจากลูกค้าทางด้านอสังหาฯ ณิชารีย์ยังพูดถึงผลงานทางด้านวีดีโอกับผู้นำด้านเครื่องสำอางอย่าง Estee Lauder อีกด้วย โดยเธออธิบายว่าเป็นวิดีโอสัมภาษณ์ผู้หญิงจากหลายเชื้อชาติและ Generation เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองต่อการพรีเซนท์เครื่องสำอางตามสื่อต่าง ๆ วีดีโอได้ถูกเปิดในงาน Innovation Day และถูกนำไปพัฒนาด้านมาร์เก็ตติ้งของ Estee Lauder ในปีต่อ ๆ ไป

เส้นทางของณิชารีย์ในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์เริ่มต้นจากการวาดภาพศิลปะ ก่อนมาศึกษาปริญญาตรีที่นี่ ณิชารีย์เรียนที่โรงเรียนมาแตร์เดอี วิทยาลัย และต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอลงเรียนวิชาการเขียนเว็บเบื้องต้น และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการนำศิลปะและเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้าด้วยกัน โดยผลงานทางด้าน Graphic & Interactive Design ผลงานแรกเป็นโปรเจคกลุ่มสี่คน เป็นการดีไซน์และเขียนระบบหุ่นยนต์ให้เต้นตามจังหวะเพลงและเส้นทึบที่ขีดบนพื้น ชนะเลิศระดับภาคของ Robocup Junior ที่เมืองโอ๊คแลนด์

“ที่จริงแล้วกว่าฟ้าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็เหนื่อยมาก ๆ ทุก ๆ งานทุก ๆ การกระทำมีความท้าทายในตัวของมันเอง ตั้งแต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่อายุ 14 ในประเทศที่แตกต่างทั้งทางวัฒนธรรมและภาษา จนกระทั่งถึงตอนนี้ที่ทำงานอยู่ในนิวยอร์กที่มีการแข่งขันสูง และมีเวลาชีวิตที่เดินไปอย่างรวดเร็วจนต้องวิ่งตามเพื่อคว้าโอกาส ซึ่งฟ้าต้องขอบคุณครอบครัวและอีกหลาย ๆ คนที่ช่วยสนับสนุนให้ฟ้าเดินมาถึงตรงนี้ ซึ่งฟ้าเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็น กราฟิกดีไซเนอร์ ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น”

ณิชารีย์เล่าว่าเธอทำงานและฝึกงานมาตลอด ทั้งระหว่างเรียนและหลังเรียนจบ เพราะเธอเชื่อว่างานกราฟิกดีไซน์เป็นงานฝีมือที่ต้องฝึกฝนอยู่เสมอ แม้แต่การโต้รุ่งติดต่อกันถึง 55 ชั่วโมงก็เคยมาแล้ว

“ในปี 2013 และ 2014 ฟ้าได้รับโอกาสให้ทำงานแรกในฐานะดีไซเนอร์กับทาง rkd retail/iQ บริษัทออกแบบด้านอินทีเรียร์และกราฟิก ซึ่งฟ้าต้องขอบคุณที่ให้โอกาสฟ้าในทั้งสองครั้งนี้มาก ๆ ค่ะ”

ตัวอย่างงานที่ณิชารีย์ได้ทำ ได้แก่งานออกแบบป้ายบอกทางและไอคอนให้กับ T Galleria ห้างสรรพสินค้าของ DFS Duty Free ซึ่งเพิ่งรีแบรนด์และเปิดตัวในฮ่องกงในปี 2013 และ กราฟิกของซูเปอร์มาร์เก็ต Hyper-mart ของ Bubugao ในประเทศจีน ซึ่งได้รับรางวัลอันดับหนึ่งในการประกวดของ Chain Store Age สาขา Discount Store ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2014

ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ MICA ณิชารีย์ได้กลับมาฝึกงานที่ G49 ในปี 2015 ซึ่ง G49 เป็นบริษัททางด้านกราฟิกในเครือ 49 Group ซึ่งเป็นผู้นำในด้านดีไซน์แบบครบวงจรในประเทศไทย

“ที่ G49 ฟ้าได้มีโอกาสดีไซน์ผลงานที่มีกลิ่นอายไทยเป็นครั้งแรก สนุกกับการดัดตัวอักษรภาษาไทยให้มีลักษณะผสมผสานแบบไทยร่วมสมัยมาก ๆ ซึ่งทำให้งานส่วนตัวของฟ้าหลังจากนั้นมีกลิ่นอายไทย ๆ ผสมลงไปด้วยอยู่ช่วงหนึ่ง”

ที่ G49 ณิชารีย์ได้เป็นผู้ออกแบบโปสเตอร์เกี่ยวกับสปีกเกอร์ที่มาเข้าร่วมงาน Design Forum ในการประชุมของ ARCASIA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสมาคมสถาปนิกประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย และวนมาจัดที่อยุธยา ประเทศไทยในเดือนพฤษจิกายน ปี 2015

“ถ้าพูดถึงงานที่เคี่ยวที่สุดคงเป็นที่ The Charles ที่นิวยอร์ก ฟ้าทำงานให้ The Charles ในปี 2016 เป็นเอเจนซี่ทางด้าน Digital Experience ซึ่งเป็นด้านที่ฟ้าชอบมากที่สุด ตอนนั้นโชคดีมากคือครีเอทิฟไดเรกเตอร์ชอบพอร์ตของฟ้า ฟ้าเลยได้รับงานเว็บไซต์ ซึ่งเป็น Interactive Ad Campaign ออกกับทาง Wall Street Journal ฟ้าทำให้กับลูกค้าอย่าง Netflix และ Microsoft Cloud  โดยหลัก ๆ ฟ้าต้องทำให้มันเป็น Responsive Design ก็คือทำให้ตัวเว็บสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกับทุกรูปแบบของสื่อดิจิตัล โดยคงความว้าวไว้ในทุกขนาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและต้องทำให้ดีในยุคที่คนส่วนมากใช้มือถือในการเสพสื่อออนไลน์เป็นหลัก”

ผลงานที่ทำให้ Netflix

 

ผลงานที่ทำให้ Microsoft Cloud

 

นอกจากนี้ณิชารีย์ยังได้ทำ Social Media Video Campaign ของ Cartier เพื่อเป็นการโปรโมทการเปิดตัวของแมนชั่นในแมนแฮตตัน ที่เก็บสะสมและโชว์เครื่องประดับดัง ๆ ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกอีกด้วย

หากพูดถึง Inspiration ณิชารีย์บอกว่าเธอมักได้ไอเดียดี ๆ จากการศึกษาเว็บไซต์ใหม่ ๆ และการพูดคุยกับคนอื่น เพราะเป็นช่วงที่ Articulate Idea ได้ดีที่สุดสำหรับเธอ แนวศิลปะที่เธอชอบมากที่สุดคือแนวมินิมอล ส่วนศิลปินที่ชื่นชอบคือประติมากร Richard Serra ซึ่งเป็นสายแอ็บสแตรคและมินิมอลแบบสุดโต่ง เธอบอกว่าเธอสนใจการใช้พื้นที่และความว่างเปล่าในการไกด์คนให้เดินตาม อย่างประติมากรรมที่ทำจากเหล็กคดงอสูงเทียบเพดานจนบางทีแทบลอดตัวผ่านไม่ได้หรืออาจทำให้รู้สึกเหมือนเดินวนอยู่ที่เดิม ซึ่งเธอบอกว่าการใช้ space ให้เป็นประโยชน์และมีความหมายโดยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป หรือเพิ่มเพื่อประสบการณ์ที่แตกต่าง เป็นการดีไซน์ที่เธอชื่นชอบและนำมาประยุกต์ใช้กับงานกราฟิกเสมอ

“เวลาฟ้าดีไซน์งานที่ไม่ใช่ Artistic แบบสุด ๆ ฟ้าจะถือคติไว้อยู่อย่างหนึ่ง คือการ Design with Purpose หรือถ้าแปลตรง ๆ ก็คือการออกแบบโดยมีวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟ้าใช้อยู่ตลอดโดยเฉพาะกับพวกอสังหาฯ ที่ทำงานอยู่ด้วยในปัจจุบัน เพราะทุกการออกแบบที่แปลกใหม่สำหรับเขา เราต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร และจะส่งผลอย่างไร ถือเป็นหลักการที่ต้องตั้งไว้ตั้งแต่แรกในทุก ๆ การดีไซน์ โดยเฉพาะหากต้องการดีไซน์ที่แตกต่างไปจากเดิม”

*******************

ภาพรถบรรทุกจาก the new york times ถ่ายโดย Katherine Marks

ยิ่งสูงวัย ยิ่งต้องดูแลกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559550

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 11:37 น.

ยิ่งสูงวัย ยิ่งต้องดูแลกระดูก

เรื่อง กันย์  ภาพ Pixabay

ยิ่งสูงวัยกระดูกจะยิ่งทรุด จะสังเกตว่าพอวัย 50 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะในเพศหญิงจะเตี้ยลง ครึ่งจนถึงหนึ่งเซนติเมตร พอวัย 60 กว่าๆ บางคนอาจจะเริ่มมีอาการหลังงอหรือขาโก่งไปบ้างเล็กน้อยจนถึงมาก จากการบรรยายของ ศ.กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย เรื่องการดูแลสุขภาพการห่างไกลโรคข้อ-ปวดคอ ปวดหลัง และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน

ในสภาวะปกติ กระดูกคนเราจะมีทั้งการสร้างและการทำลายเนื้อกระดูกไปพร้อมๆ กันตลอดเวลา โดยที่อัตราการสร้างและการทำลายนี้จะมีพอๆ กัน จึงอยู่ในสมดุล และในสภาวะบางอย่างจะมีการกระตุ้นให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้น โดยที่การสร้างจะน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยให้กระดูกบาง โดยเฉพาะในคนสูงอายุ จนท้ายสุดกระดูกนั้นจะหักและทรุดง่าย จุดที่พบได้บ่อยคือ ที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังประกอบด้วย กระดูกคอ ทรวงอก เอว และก้นกบ เรียงต่อกันจากคอลงมาถึงก้นมีลักษณะแอ่น (คอ) โค้ง (ทรวงอก) แอ่น (เอว) โค้ง (ก้นกบ) ตามลำดับ หักลบกันแล้วจะเป็นเส้นตรง

1.กระดูกคอ เคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คือ ก้ม เงย ตะแคงซ้าย ขวา หมุนซ้าย ขวา จึงทำให้สึกหรอและปวดได้ง่ายกว่าที่อื่น สาเหตุที่ทำให้คอสึก คือ การนั่ง นอน ทำงาน ในท่าที่ไม่ถูกต้อง

2.กระดูกทรวงอก เคลื่อนไหวก้มไม่ได้ ได้แต่เอนกับหมุนบิดซ้ายขวา จึงไม่ค่อยเสื่อม

3.กระดูกเอว เคลื่อนไหวได้มาก คือ ก้ม และเงย

หมอนรองกระดูก มีลักษณะประกบกันเฉยๆ โดยมีตัวยึด 4 จุด ตัวที่ยึดนี้เรียกว่า ข้อ ตรงกลางหมอนรองกระดูกเป็นศูนย์รวมประสาท เส้นประสาทจะโผล่ออกมาตามข้อ เพื่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หมอนรองกระดูกจะสึกไปเรื่อยๆ ตามอายุ ตลอดชีวิตจะสึก 4 ซม. ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าเตี้ยลงปีละ 1 ซม. ถือว่าเป็นโรคกระดูกผุ หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป กระดูกจะทรุดลงตามธรรมชาติ ตัวก็จะเตี้ยลง และมีพุงยื่น

การปรับปรุงท่าทางในกิจวัตรประจำวันให้ถูกต้องจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการยืดอายุการใช้งานให้สุขภาพดียืนยาว เช่น ท่านอน ต้องเหมือนกับคนยืนตรง เวลานอนให้ใช้หมอนหนุนคอ จงจำไว้หมอนมีไว้หนุนคอ ไม่ใช่หนุนหัว หมอนที่ดีมีลักษณะตรงกลางบางกว่าซ้ายและขวา หากไม่มีหมอนจะใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นแท่ง แล้วรองหนุนคอให้พอดีก็ได้

การนอนหงาย การนอนหงายจะทำให้หลังแอ่น วิธีแก้ต้องงอสะโพกและเข่า โดยมีหมอนรองใต้โคนขา หลังจะแบนเรียบติดที่นอน ส่วนท่านอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดีที่สุด หลังจะตรง นอนตะแคงข้างใดก็ได้ โดยกอดหมอนข้างใบใหญ่ ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอก่ายบนหมอนข้าง และการนอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ไม่ดี ห้ามนอนท่านี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ทำให้ปวดหลังระดับเอวมากขึ้น กระดูกเอวและคอเสื่อม

การลุกจากที่นอนและการลงนอน ห้ามสปริงตัวลุกขึ้นมาตรงๆ เพราะหลังจะสึกมาก ควรปฏิบัติดังนี้ ถ้านอนหงายอยู่ให้งอเข่าขึ้นมาก่อน ตะแคงตัวในขณะเข่ายังงออยู่ ใช้ข้อศอกและมือยันตัวขึ้นในขณะที่ห้อยเท้าทั้งสองข้าง ลงจากเตียง ดันตัวขึ้นมาในท่านั่งตรงได้ โดยให้เท้าวางราบบนพื้น ในท่าลงนอนให้ทำสวนกับข้างบนนี้

การดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ ห้ามนอนดู TV หรือนอนอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกคอสึกควรนั่งจะดีกว่า การนั่งควรนั่งเข้าให้สุดที่รองก้น หลังพิงสนิทกับพนักพิงหลังจะตรง เท้าวางบนพื้นเต็มเท้า

การเลือกเก้าอี้ก็มีส่วนสำคัญ ควรเลือกเก้าอี้ที่สูงพอดีเท้าวางราบบนพื้นได้ ให้ที่นั่งรองรับจากก้นถึงใต้เข่า ส่วนพนักพิง เริ่มจากที่นั่งสูงถึงระดับสะบัก โดยทำมุม 110 องศากับที่นั่งรองก้น โต๊ะทำงาน ควรจะลาดเอียงเทเข้าหาตัว แบบโต๊ะสถาปนิก คอจะได้ไม่ต้องก้มอ่านหนังสือ จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ตรงระดับหน้าเหมือนที่ตั้งโน้ตดนตรีและอยู่สูงพอดีระดับตา จะได้มองตรงๆ ได้ ระยะห่างประมาณ 2-3 ฟุต มีแผ่นกรองแสง คีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเอว หรืออยู่เหนือตักเล็กน้อย ไม่ควรวางคีย์บอร์ดบนโต๊ะเพราะต้องยกไหล่ ทำให้ปวดไหล่

นั่งขับรถยนต์ ควรเลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่ เข่าควรสูงกว่าสะโพก หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไปและพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศา ถ้าที่นั่งนุ่มและนั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย

การเข้านั่งรถยนต์ ให้เปิดประตู หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรงๆ แล้วจึงค่อยๆ หมุนตัวไปข้างหน้าพร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง การลงจากรถยนต์ ให้ทำย้อนทาง ส่วนการดันหรือผลักรถ ให้หันหลังใช้ก้นดัน การฉุดลาก ให้หันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก

เวลาไอจาม ห้ามก้มหลังขณะไอจามเด็ดขาด เพราะเวลาไอจามจะมีแรงกระแทกมาก ให้ยืดหลังให้ตรง ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้ อีกมือหนึ่งปิดปาก แล้วค่อยไอ หรือจาม

การแปรงฟัน ให้ยืนหรือนั่งแปรงฟัน ห้ามก้มหลังแปรงฟัน เวลาอาบน้ำ ให้นั่งหรือยืนอาบน้ำ โดยเวลาถูสบู่ที่ขาให้ยกขาขึ้นมาถูสบู่ ไม่ให้ก้มหลัง

การยืนนานๆ ควรมีตั่งรองเท้าสูงประมาณครึ่งน่อง เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างกัน ทั้งนี้เพราะเวลางอสะโพกและเข่า กระดูกสันหลังจะตั้งตรงไม่แอ่นหรืองอ ทำให้ยืนได้นานโดยไม่ปวดหลัง และช่วยพักขาเวลาเมื่อย และสามารถเปลี่ยนสลับขาบนตั่งได้

การเสื่อมของกระดูก จะเกิดขึ้นมากในขณะที่เราอยู่เฉยๆ เช่น นอน นั่ง เพราะกินเวลานาน แต่ถ้าเคลื่อนไหวการเสื่อมจะน้อยกว่าเพราะกินเวลาน้อย

ไทเก๊ก เป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พออายุ 80-90 ปี แค่ยืนแกว่งแขน หรือรำมวยจีนก็พอ ขอให้คำนึงถึงสายกลางเพื่อสุขภาพ ท่าออกกำลังกายโดยการก้มเอามือแตะเท้า เป็นท่าที่อันตราย ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม การหยิบของที่พื้น ห้ามก้มเด็ดขาด ให้ย่อเข่าลงแล้วหยิบ

ลดเนื้อเพื่อโลก…ที่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559548

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 11:27 น.

ลดเนื้อเพื่อโลก...ที่ดีกว่า

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง และอาหารก็เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนั้น นั่นเพราะระบบอาหาร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพื่อทำปศุสัตว์และการเกษตรผลิตอาหารสัตว์ เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งหมด นั่นทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผลกระทบจากสิ่งที่เรากินคุกคามการอยู่รอดของมนุษย์และการอยู่รอดของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

กรีนพีซ องค์กรรณรงค์เกี่ยวกับการปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลก ล่าสุดแสดงวิสัยทัศน์เรื่องระบบเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมถึงปี 2593 อ้างอิงจากรายงานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสุขภาพจากการผลิตและบริโภคเนื้อสัตว์รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมจากการปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม เขียนโดย Tirado,R., Thompson, K.F., Miller, K.A.&Johnston,P.(2561) “ลดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรม เพิ่มสุขภาวะที่ดีของมนุษย์และโลก”

ศ.พีท สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านดินและการเปลี่ยนแปลงของโลก สถาบันวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและชีววิทยา มหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน ระบุในรายงานว่า ในระบบอาหารการทำปศุสัตว์เพื่อการบริโภคของมนุษย์สร้างผลกระทบมากที่สุด นอกเหนือจากการทำปศุสัตว์ที่ใช้พื้นที่มหาศาลแล้ว มากกว่า 30% ของพืชผลทางการเกษตรทั่วโลกยังถูกผลิตเพื่อเป็นอาหารปศุสัตว์ ซึ่งก็เพียง 10-15%ของผลผลิตเท่านั้น ที่นำมาใช้บริโภคได้

“ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เราต้องลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ลงอย่างมหาศาล การลดการบริโภคเนื้อและนมลงอย่างมากเท่านั้น จึงจะทำให้เราสามารถส่งต่อระบบอาหารที่เหมาะสมต่อโลกอนาคตข้อสรุปนี้ไม่ได้มาจากอุดมการณ์ด้านมังสวิรัติหรือวีแกน แต่มาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ”

ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกของเราคือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 60% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากอาหารทั้งหมด เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนประกอบในอาหารที่ส่งผลกระทบเลวร้ายต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และ 80% ของการทำลายป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก เกิดจากระบบผลิตอาหาร

กรีนพีซเรียกร้องให้ทั่วโลกลดการผลิตและบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลง 50% จากปัจจุบัน ภายในปี 2593 หรือภายใน 32 ปีข้างหน้า มนุษย์จะต้องเริ่มกินอาหารที่ทำจากพืชให้มากขึ้น และกินเนื้อให้น้อยลง งานวิจัยเสนอว่า การกินผลไม้ ผัก ถั่วฝักอ่อน ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็งนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพ หากต้องการกินเนื้อสัตว์ในบางมื้อ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือเลือกซื้อจากเกษตรกรท้องถิ่นที่ทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศขนาดเล็ก

ในที่นี้จะกล่าวถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมที่เกิดจากปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม อันดับแรกคือการเปลี่ยนแปลงระบบที่ดิน การทำปศุสัตว์เป็นตัวผลักดันที่อันตรายที่สุดที่ทำให้เกิดการขยายทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ นั่นทำให้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกถึง 65% การถางทำลายป่าธรรมชาติ ทุ่งหญ้าสะวันนาและทุ่งหญ้าอื่นๆ เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทั้งหมดอย่างชนิดที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้

“ปัจจุบันมีที่ดินทั้งหมดที่ถูกใช้เพื่อทำปศุสัตว์ 26% ของพื้นผิวดินบนโลก”

อันดับต่อมาคือความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ที่ดินเกษตรกรรมอย่างเข้มข้นสัมพันธ์กับการสูญเสียชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างมาก ในบรรดาชนิดพันธุ์ของนกบกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนบก ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์นั้น 80% เกิดจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่กับภาคเกษตรกรรม

การเลี้ยงปศุสัตว์ในทุ่งยังทำให้ประชากรของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์หนาแน่นน้อยลง เนื่องจากการเลี้ยงปศุสัตว์ขัดขวางการหมุนเวียนธาตุอาหาร เปลี่ยนแปลงระบบน้ำจืดและเปลี่ยนการจัดการชุมชนเชิงนิเวศ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีส่วนทำให้โลกสูญเสียสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ เช่น หมาป่า หมี เสือ ฮิปโปโปเตมัส สมเสร็จ และช้าง ซึ่งทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลไปทั่ว

รายงานยังระบุถึงมลพิษในแหล่งน้ำจากไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ใช้ในการเกษตรที่ไร้ประสิทธิภาพ เมื่อถูกใช้อย่างไม่จำกัด ระดับของธาตุทั้งสองจะสูงมาก สาหร่ายจำนวนมากเติบโตไม่ได้และตายลง เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าเขตมรณะ (Dead Zone) ในมหาสมุทร ส่วนการใช้น้ำจืดก็มีปัญหา ระหว่างปี 2539-2548 มีการใช้น้ำเพื่อการปศุสัตว์ถึง 2,442 ล้านคิวบิกเมตร/ปี

ในระดับโลก การผลิตสัตว์สร้างรอยเท้าน้ำหรือ Water Footprint กว่า 29% ของรอยเท้าน้ำจากการผลิตทางการเกษตร ไม่นับรวมถึงความเสี่ยงภัยของการคงอยู่ของโรคบางชนิดที่ติดต่อกันระหว่างปศุสัตว์ สัตว์ป่าและมนุษย์ การดื้อยาปฏิชีวนะในคนและการสะสมของยีนบางชนิด ภัยในประชากรจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรครักษายาก

การลดการบริโภคเนื้อลง 50% จากปัจจุบัน กรีนพีซคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2593 การบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกจะอยู่ที่ 16 กิโลกรัม/คน/ปี หรือประมาณ 300 กรัม/คน/สัปดาห์ นับรวมผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกประเภท (คิดจากน้ำหนักซาก หรือวัดน้ำหนักจากเนื้อดิบที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ณ จุดขายปลีก)

สำหรับผลิตภัณฑ์นมก็เช่นเดียวกัน การลดลง 50% ทำให้การบริโภคผลิตภัณฑ์นมทั่วโลกในปี 2593 จะอยู่ที่ 33 กิโลกรัม/คน/ปีหรือเท่ากับ 630 กรัม/คน/สัปดาห์ โดยนับหนึ่งแก้วเท่ากับ 200 กรัม ในรายงานยังระบุว่า การลดเนื้อปศุสัตว์ควรค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ โดยในปี 2573 การบริโภคเนื้อควรจะอยู่ที่ 24 กิโลกรัม/คน/ปี สำหรับผลิตภัณฑ์นม เป้าหมายปี 2573 คือ 57 กิโลกรัม/คน/ปี

รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าว่า สำหรับประเทศไทยและภาพรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลดบริโภคเนื้อสัตว์มีโอกาสที่ดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากค่าเฉลี่ยรายปีในปัจจุบันของการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมต่อคนของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

“ไทยไม่ได้กินเนื้อเยอะ เพราะโดยลักษณะทางวัฒนธรรมของเราไม่ได้บริโภคเนื้อมากอยู่แล้ว เรากินไก่ ปลาและหมู ขณะที่สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา บราซิล และยุโรปตะวันตก กินเนื้อและผลิตภัณฑ์นมในปริมาณสูง รวมทั้งจีนที่จี้ตามมาติดๆ” รัตนศิริ กล่าว

ทางออกคือการทำเกษตรเชิงนิเวศ การสนับสนุนการเกษตรพื้นบ้านที่ไม่ได้ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม การเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี การเกษตรที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อถางที่ราบเพื่อการปศุสัตว์หรือการเกษตรเชิงเดี่ยว โอกาสและความเป็นไปได้คือ การช่วยกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

การเปลี่ยนแปลงระบบอาหารเพื่อความยั่งยืน ต้องเป็นไปแบบบูรณาการ ตั้งแต่ที่ฟาร์มจนถึงที่บ้าน รัตนศิริให้ความเห็นว่าผู้บริโภคคือกลยุทธ์สำคัญ ถ้าเลือกที่จะลดเลือกที่จะไม่กินเนื้อปศุสัตว์ ผู้ผลิตก็ต้องปรับตัว ที่สุดก็ต้องลดการผลิต ขณะเดียวกันในฐานะปัจเจกเราจะทำอะไรได้บ้าง ก็ต้องถามและตอบตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วทำได้เยอะเลย บางคนลดเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 1 มื้อ บางคนตั้งปณิธานลดกินเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 1 วัน แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

ไม่ใช่แค่โลกสวยหรือแค่คำที่สวยหรู สุดท้ายรัตนศิริตั้งคำถามว่า ใช่หรือไม่ที่เราทุกคนต่างก็ตั้งคำถามกับตัวเองวันละ 3 ครั้งว่า “จะกินอะไรดี” จากนี้ไปในทุกๆ วันและทุกๆ มื้อ ที่เราอาจจะต้องคิดให้ดีก่อนให้คำตอบกับตัวเอง ถ้าเราเริ่มเลือกในสิ่งที่แตกต่าง ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความหมายมากกว่าอะไรทั้งสิ้น

“คำตอบของเราทำนายอนาคตโลก จะกินอะไร ทุกคำตอบบอกถึงทิศทางของโลก โลกของเราในวันหน้าจะเป็นอย่างไร เราให้คำตอบได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่มื้อนี้”

สนใจรายงาน“ลด” เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรม “เพิ่ม” สุขภาวะที่ดีของมนุษย์และโลก ดูข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/press/reports/Less-Is-More/

ขอบคุณข้อมูล : กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผ้าขาวม้าที่หายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559412

  • วันที่ 01 ส.ค. 2561 เวลา 11:52 น.

ผ้าขาวม้าที่หายไป

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

ผ้าผืนบางลายตารางอันแสนคุ้นตาที่เรียกว่า “ผ้าขาวม้า” นั้น บางครั้งก็ถูกคนไทยหลงลืมไป ด้วยลวดลายการถักทอที่มีเอกลักษณ์ สวยงาม และใช้สอยได้สารพัดประโยชน์ ผ้าขาวม้ามีคุณค่ามากพอที่เราจะกลับมาระลึกถึงกันอีกครั้ง

ผ้าขาวม้ามาจากไหน

ความเป็นมาของผ้าขาวม้านั้นเก่าแก่ช้านานจนยากที่จะสืบค้น แต่พอจะมีหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏชัดเจนว่าผ้าขาวม้านั้นมีการใช้สมัยเชียงแสนหรือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ผู้ชายในยุคสมัยนั้นใช้ผ้าขาวม้าสำหรับคาดเอวหรือนำมาพาดไหล่

หากจะกล่าวกันจริงๆ แล้วผ้าขาวม้าอาจมีความเก่าแก่ยาวนานกว่านั้นมากนัก เพราะมนุษย์รู้จักการทอผ้ามาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ ทั้งที่ทำจากเส้นใยพืช เส้นใยไหม และหนังสัตว์ มีการเดินทางแลกเปลี่ยนสินค้าและเทคโนโลยีกันมาอย่างช้านาน

อีกทั้งผืนผ้าลายตารางแบบนี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้านของเรา และต่างประเทศก็มีผืนผ้าลายสกอตนี้เช่นเดียวกัน และเดิมทีเราอาจจะไม่ได้ใช้ชื่อว่าผ้าขาวม้า แต่นิยมเรียกผ้าเคียนเอวมากกว่า

ส่วนคำว่าผ้าขาวม้าที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จากงานวิจัยเรื่อง “ผ้าขาวม้า” ของ อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง ระบุว่า “ผ้าขาวม้าไม่ใช่คำไทยแท้ แต่เป็นภาษาเปอร์เซีย ที่มีคำเต็มว่า “กามาร์ บันด์” (Kamar Band)” แล้วแผลงเป็นคำว่าผ้าขาวม้าจนถึงปัจจุบัน คำนี้นิยมเรียกใช้สิ่งที่ใช้คล้องรัดเอว อาจจะเป็นผ้าหรือเครื่องประดับสำหรับคาดเอวก็ได้ ผ้าเคียนเอวก็จัดอยู่ในกลุ่มของ กามาร์ บันด์ ตามภาษาของชาวเปอร์เซียด้วยเช่นกัน

อีกสายหนึ่งก็เอ่ยถึงที่มาของคำว่าผ้าขาวม้า มาจากคำว่าผ้าขมา หมายถึงผ้าที่ใช้ในการขอขมา แล้วเพี้ยนมาเป็นคำว่าผ้าขาวม้าในที่สุด

ฟื้นฟูผ้าขาวม้าไทย

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT กล่าวว่า “ปัจจุบันคนไทยเรารู้จักผ้าขาวม้ากันน้อยมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่แทบจะไม่เคยเห็นผ้าขาวม้าเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่สมัยก่อนผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทย ทั้งใช้ใส่นุ่งอาบน้ำ เช็ดตัว ห่อของ คาดเอว ใช้เป็นผ้าปัดไล่แมลงและอีกสารพัดประโยชน์

แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่มีผ้าจากต่างประเทศเข้ามา บทบาทของผ้าขาวม้าของไทยเราก็ลดน้อยถอยลงไป แต่ในต่างจังหวัดผ้าขาวม้ายังเป็นที่นิยมของคนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน บ้างก็ใช้เป็นผ้ามอบให้เป็นของขวัญที่มีค่าแก่กัน

เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ในครอบครัว ในวัฒนธรรมของแต่ละภาคจะมีความแตกต่างกัน อีสานจะมีวัฒนธรรมการทอผ้าขาวม้าด้วยผ้าไหม มีผ้าขาวม้าประจำตระกูล ทางภาคกลางก็จะทำจากผ้าฝ้ายเป็นส่วนใหญ่

บทบาทของผ้าขาวม้าก็เปลี่ยนไปมากหลังจากประเทศไทยเริ่มมีการใช้ห้องน้ำกันมากขึ้น จากเมื่อก่อนเวลาเราอาบน้ำเราจะอาบกันกลางทุ่ง อาบกันริมคลอง แต่พอมีห้องน้ำบทบาทของผ้าขาวม้าก็ลดลงไป ไม่จำเป็นต้องนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำกันอย่างแต่ก่อน

จนเมื่อปี 2507 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริพระราชทานอาชีพการทอผ้าขาวม้าให้กับชุมชนบ้านเขาเต่า เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ผ้าขาวม้าเอาไว้ ทำให้ผ้าขาวม้าบ้านเขาเต่ากลายเป็นผ้าขาวม้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ

นอกจากนี้ ก็ยังมีความพยายามจากหลายๆ หน่วยงาน ด้วยการนำผ้าขาวม้ามาใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น นำผ้าขาวม้ามาทำเป็นกระเป๋า เอามาตัดเป็นเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ก็ทำให้ผ้าขาวม้ายังคงคุณค่าร่วมสมัยมากขึ้น

หรือในวันนี้ก็มีนโยบายจากรัฐบาลในการส่งเสริมจำหน่ายผ้าขาวม้า เพื่อเป็นของขวัญของฝากในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะแขกต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยเหมือนกับเป็นสินค้ามีค่า อันมีเอกลักษณ์ประจำชาติ

ทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศเอง ก็ต้องการส่งเสริมผ้าขาวม้าในแต่ละท้องถิ่น เช่นผ้าขาวม้าร้อยสี ผ้าขาวม้าห้าสี ผ้าขาวม้าเขาเต่า และผ้าขาวม้าอีกหลายท้องถิ่น ให้กลับมาเป็นที่นิยมใช้กันมากขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ เช่น จากเดิมที่เราเอามาขาวม้ามาห่อเป็นของขวัญ ก็เปลี่ยนมาใช้ผ้าขาวม้าพับเป็นรูปทรงอื่นเพื่อให้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ แทน

มีการคิดประยุกต์นำผ้าขาวม้ามาใช้ในการออกกำลังกายแอโรบิก หรือเล่นโยคะที่มีการใช้ผ้าเป็นเครื่องมือช่วยออกกำลังกาย รวมทั้งส่งเสริมการใช้ผ้าขาวม้าใน 2 รูปแบบก็คือ แบบแรกนำผ้าขาวม้ามาใช้บางส่วน เช่น เอามาตัดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือส่วนหนึ่งของเครื่องใช้

แบบที่สองคือนำมาใช้ทั้งผืนเหมือนกับที่เราคนไทยใช้กันเหมือนสมัยก่อน อาจจะใช้เป็นผ้าพันคอกันหนาวในสำนักงาน ใช้เป็นผ้าปูโต๊ะ หรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ตามต้องการ เพราะผ้าขาวม้าผืนหนึ่งราคาไม่ได้สูงมากนัก น้ำหนักเบา แห้งง่าย ใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ดี”

คิดใหม่ให้ผ้าขาวม้า

ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์ชื่อดังและเจ้าของแบรนด์ Hook’s ได้ออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ที่มีส่วนผสมของผ้าขาวม้าได้อย่างน่าสนใจ เขาแสดงทัศนะเกี่ยวกับผ้าขาวม้าก่อนที่จะออกแบบไว้ว่า

“เมื่อได้โจทย์จากทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศให้ออกแบบผ้าขาวม้าและผ้าฝ้ายออกมาใหม่ เราก็สนใจ เพราะผ้าขาวม้าเป็นเหมือนกับสิ่งที่ใกล้ตัวคนไทยมานานแล้ว เหมือนทุกคนก็คงรู้สึกว่าเป็นของใกล้ตัว เลยไม่คิดว่าจริงๆ แล้วผ้าขาวม้าจะเอาไปทำอย่างอื่นที่มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมได้

เลยคิดว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย สำหรับดีไซเนอร์ที่จะนำผ้าขาวม้าของดีของไทยมาทำเป็นเสื้อผ้าให้คนรู้สึกอยากสวมใส่ และเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าผ้าขาวม้านั้นทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

ภาพแรกในการออกแบบของผมเมื่อนึกถึงผ้าขาวม้า เราจะนึกถึงคนต่างจังหวัด ดูซื่อ มีความน่ารัก สดใส เราไม่อยากเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรตรงจุดนั้น แต่เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับผ้าขาวม้าใหม่

ตีความก่อนว่า ผ้าขาวม้า ผ้าฝ้าย หรือทุกอย่างที่เป็นผ้าไทย นั่นก็คือผ้าชนิดหนึ่ง เราจะต้องตีความว่าเขาเป็นผ้าปกติเหมือนกับผ้าชนิดอื่นๆ ที่เราใช้โดยทั่วไป หาซื้อได้ง่าย ถ้าเกิดเราบอกว่าเป็นผ้าขาวม้า เป็นผ้าไหม ถ้าเรารู้สึกว่ามันแปลกหรือพิเศษกว่าผ้าอื่นๆ เรารู้สึกว่าจะใช่เหรอ จะดีไหม เราต้องบรรจงตัดหรือว่าเราต้องทำอะไรก็ได้ที่ต้องทะนุถนอมเพราะว่ามันคือผ้าไหม มันคือผ้าขาวม้า จะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นได้ยาก ถ้าคิดแบบนี้เราก็จะทำงานตรงนี้ออกมาให้สวยงามได้ยาก

เพราะฉะนั้นเราจึงคิดแค่ว่าผ้าขาวม้าก็เป็นแค่ผ้าผืนหนึ่ง เราจะตัดจะปรับอย่างไรก็ได้ หลุดพ้นจากความคิดผ้าที่ใช้ทั้งผืนออกไปให้หมด เราอยากจะตัดตรงไหนเราก็ตัด อยากให้เป็นรูปทรงอะไรเราก็ทำ แต่สิ่งหนึ่งที่คิดไว้แต่แรกก็คือเราไม่อยากไปเปลี่ยนแปลง ความใสซื่อ ความไร้จริตของผ้าขาวม้าให้เป็นอย่างอื่น เราจึงดึงตัวตนผ้าขาวม้าออกมาตรงๆ

โดยการนำมาเป็นวัสดุหนึ่งที่นำมาใช้ประกอบในงานดีไซน์ที่ผสมทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ายีนส์ และผ้าขาวม้าออกมาเป็นงานร่วมสมัย แล้วก็ให้ดูสวมใส่ง่าย”

นอกจากแบรนด์ Hook’s ที่นำผ้าขาวม้ามาดีไซน์ใหม่แล้ว อีกแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าขาวม้าในระดับสากลก็คือแบรนด์ Pakamian ที่มีเจ้าของคือ กฤติน ทวีผลจรูญ และ ณัฐวรรณ โกมลกิตติพงศ์ เจ้าของร้าน ที่มองผ้าขาวม้าในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม คนมักจะคิดว่าผ้าขาวม้านั้นดูเชย ทั้งผ้า สี และลาย

ทั้งที่ความจริงแล้วหากเราตัดคำว่าผ้าขาวม้าออกไป ก็เป็นเพียงแค่ผืนผ้าลายสกอตที่นิยมใช้กันทั่วโลก สิ่งที่พวกเขาทำก็คือดีไซน์ผ้าขาวม้าแบบใหม่ให้เป็นลายที่ออกแบบโดย Pakamian ดูมีสีสันสวยงาม น่าใช้น่าซื้อหา ขายทั้งที่เป็นผ้าผืนและผ้าขาวม้าที่ถูกนำไปทำเป็นหมอนอิง เบาะรองนั่งหลากสี สมุดโน้ต กระเป๋าโน้ตบุ๊ก ย่าม เสื้อยืด และของตกแต่งอื่นๆ ทำทั้งลายคลาสสิกและลายที่ดูนุ่มนวลน่ารัก สามารถตีตลาดลูกค้าต่างประเทศในยุโรปและเอเชียได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การที่เราจะทำให้ผ้าขาวม้า ผ้าสารพัดนึกของไทยให้กลับมาเป็นที่นิยมนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งเสริมการผลิต แต่ต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับผ้าขาวม้าเสียใหม่ ไม่ใช่ผ้าที่ใส่แล้วดูเชย แต่เป็นผ้ามหัศจรรย์ที่ถักทอเรื่องราว ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชนไทยผ่านผ้าขาวม้าผืนนี้

อย่าได้มองข้าม โรคกระดูกพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559309

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

อย่าได้มองข้าม โรคกระดูกพรุน

เรื่อง วรธาร ภาพ เอเอฟพี

โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่มีการสลายของเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ถือเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะในผู้สูงวัย เนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่าปี 2562 ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก (ผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9%) ปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (มีประชากรสูงวัยมากกว่า 20%) และปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

ศ.พ.อ. (พิเศษ) ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยถือเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีผู้หญิงสูงวัยมากกว่า 7 แสนคน ประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก อัตราการตาย 20-25% ในปีแรก ขณะคนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป คาดการณ์ว่าปี 2593 ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะมีประมาณ 6.25 ล้านคน เฉพาะเอเชียประมาณ 3.25 ล้านคน

สำหรับในประเทศไทยมีข้อมูลสถิติอัตราการตายภายหลังกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุน จ.เชียงใหม่ ปี 2541 จำนวน 289 คน/แสนคน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 367 คน/แสนคน/ปี ในปี 2546 ส่วนใหญ่กระดูกสะโพกหักเกิดจากล้มจากการยืนระดับปกติเท่านั้น และในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 2-3 แสนคน

นพ.ทวี กล่าวว่า กระดูกในร่างกายคนเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น กระดูกสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนแข็งปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสอันเป็นแร่ธาตุสำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญหลายอย่างในร่างกาย และแคลเซียมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็ง ทำให้กระดูกจำเป็นที่ต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานตามหน้าที่ที่ดี

“มีกรณีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 65 ปี คนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบร่วมกับมีอาการปวดหลังอันเป็นสัญญาณบอกเหตุโรคกระดูกพรุน แพทย์ให้แค่ยาระงับปวดมากิน ไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องโรคกระดูกพรุน หลังจากผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้กลับมาหาหมอด้วยกระดูกสะโพกหักเนื่องจากล้ม ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ซึ่งผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องแต่แรก อย่าลืมว่าการผ่าตัดดามกระดูกที่หักหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้”

ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่ากระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชราไม่มีทางรักษาได้ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ถึงแม้จะทำให้หายขาดไปเลยไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน การให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและให้ได้รับวิตามินดีที่เพียงพอ รวมทั้งการออกกำลังกายที่เหมาะสม ถ้าจำเป็นสามารถใช้ยาบางอย่างในการช่วยเพิ่มมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้

ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุน คืออายุที่มากขึ้นและผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย บางคนมีประวัติกระดูกหักมาก่อน มีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่ การขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน มีการใช้ยาสเตียรอยด์ บริโภคแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม และขาดการออกกำลังกาย สำหรับแนวทางการรักษาปัจจุบันมียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้แพทย์จะมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดโรคมากกว่า คือ ให้ผู้สูงวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่เพียงพอ แต่ไม่ใช่ไปหาซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

“อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และรับประทานโปรตีนมากเกินพอดี เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป” รศ.พญ.วิไล กล่าว