ออมเงิน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559308

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:12 น.

ออมเงิน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

แนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับประชาชนคนไทยนั้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับคนทุกระดับชั้น ทั้งระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องทางสายกลาง ไม่ตึง หรือหย่อนจนเกินไป ปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งเรื่องการออมก็เช่นกัน  ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การออมเงินที่ดี  หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 นั้น นอกจากจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต หรือการจัดสรรที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมแล้ว ยังสามารถนำมาปรับใช้ในการออมเงินสู่การออมเงินอย่างยั่งยืนได้อีก ด้วยการออมเงินมีดังนี้

1.การจัดทำบัญชีครัวเรือน

การจัดทำบัญชีครัวเรือนเป็นวิธีที่ในหลวง รัชกาล 9  ทรงริเริ่มเพื่อแก้ไขปัญหาเมื่อครั้งที่ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจ โดยเป็นการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน การจัดทำบัญชีครัวเรือนในที่นี้ คือ การจัดทำบัญชีหรือรายรับรายจ่าย รวมถึงการบันทึกข้อมูลด้านอื่นๆ ในชีวิตและครอบครัวที่สามารถจดบันทึกได้ เพื่อนำมาปรับใช้และวางแผนในการดำรงชีวิตในอนาคต เช่น บัญชีทรัพย์สิน บัญชีพันธุ์พืช บัญชีความรู้ ความคิด บัญชีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้รู้ในชุมชน บัญชีเด็กและเยาวชน บัญชีภูมิปัญญาด้านต่างๆ การจัดทำบัญชีหรือรายรับรายจ่าย ทั้งประจำวัน และประจำเดือน เป็นวิธีการบริหารเงินอย่างหนึ่งที่จะช่วยประเมินการใช้จ่ายของเราว่ามีประโยชน์และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อของที่ไม่จำเป็นและฟุ่มเฟือยได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปเก็บไว้เป็นเงินออม เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินได้

2.การออมเงินด้วยความพอเพียง

การออมเงินเป็นวิธีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มใช้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทำให้พระองค์ท่านมีเงินสะสมส่วนพระองค์จนสามารถซื้อรถจักรยานและกล้องถ่ายรูปได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งการออมเงินให้เกิดผลสำเร็จนั้น นักออมเงินต้องมีวินัยและความตั้งใจอย่างแท้จริงในการออมเงิน  นอกจากนี้นักออมเงินควรยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในขณะออมเงินด้วย คือ การออมเงินแบบพอดีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น หากคุณมีรายรับน้อยก็ควรเริ่มการอดออมด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก และไม่กระทบต่อการใช้จ่ายของคุณ รวมถึงการนำเงินที่ได้จากการอดออมไปใช้จ่ายอย่างมีประโยชน์ ใช้จ่ายในสิ่งของที่จำเป็น และใช้จ่ายให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้มากที่สุด

3.ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการใช้จ่ายโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไม่ถูกต้องและไม่ถูกวิธี โดยถือคติเพียงว่าต้องใช้จ่ายให้ประหยัดมากที่สุด ซึ่งความเป็นจริงแล้วการใช้จ่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้จ่ายบนทางสายกลาง การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า โดยเลือกจากความจำเป็นและคุณภาพของสิ่งของ เช่น การเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แม้สินค้าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าราคาประหยัด นับเป็นการใช้จ่ายบนเส้นทางสายกลางอย่างชาญฉลาด เพราะคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าราคาประหยัดที่ไม่มีคุณภาพ และไม่ทนทานต่อการใช้งาน ซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องเสียทั้งเงิน และเวลาในการกลับไปซื้อสินค้าเดิมอยู่เป็นประจำ

4.การเลือกใช้งานอย่างคุ้มค่า

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของการเลือกใช้งาน สิ่งของ ด้วยความพอเพียงให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การไม่โปรดการใช้ปากการาคาแพง หรือการใช้ดินสอของพระองค์ ที่ทรงใช้จนกว่าดินสอจะสั้นกุดและทรงเบิกดินสอใช้เพียงปีละ 12 แท่งเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่ยึดติดกับค่านิยมและวัตถุของพระองค์อีกด้วย ซึ่งเราสามารถนำหลักการและแนวคิดของพระองค์ท่านไปปรับใช้ให้เหมาะสมในการดำรงชีวิตของได้

5.พอเพียงอย่างพอดี

การยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการดำรงชีวิตนั้นไม่มีหลักการและกฎเกณฑ์ที่ตายตัว เพราะการยึดหลักความพอเพียงที่ต้องเลือกปรับใช้ให้เหมาะสมแก่การดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งมักมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้อย่างถูกต้องนั้น จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเรา เช่น การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยการขึ้นรถเมล์ แต่ทำให้ต้องไปทำงานสาย การกระทำนี้แม้จะถือเป็นความพอเพียง แต่ก็ไม่ใช่ความพอเพียงที่พอดีและไม่ถูกต้องตามจุดประสงค์ของพระองค์ท่าน การออมเงินโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 นั้น เป็นสิ่งที่นักออมเงินมือใหม่ รวมถึงประชาชนชาวไทยควรนำไปปรับใช้ในการออมเงินเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้การออมเงินของเราประสบความสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยให้การใช้จ่ายด้วยเงินออมเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์มากที่สุด

อ่อนมารยาทสังคม ปัญหาของคนเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559306

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:07 น.

อ่อนมารยาทสังคม ปัญหาของคนเมืองใหญ่

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร ภาพ  Pixabay

ปรากฏการณ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดมากขึ้นในสังคมเมืองใหญ่ๆ คาดว่าจะเป็นอาการที่รักษายาก อยู่ที่ไหนก็ลำบากเพราะถ้าเป็นแล้วไปอยู่ที่ไหนใครๆ ก็ไม่รักเพราะจะทำให้คนอยู่ด้วยเอือมระอาทำตัวน่าเบื่อ เป็นคนมารยาททางสังคมบกพร่อง เคยไหมที่สละที่นั่งบนรถไฟฟ้าให้แต่ไม่มีคำขอบคุณ มีคนเดินเฉี่ยวคุณแต่ไม่มีคำขอโทษ หรือมีคนเดินก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือเดินมาชนแล้วทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แซงคิวแบบหน้าตาเฉย บอกให้กดชั้นในลิฟต์ให้แล้วก็ไม่ขอบคุณ

มาทำความรู้จักอาการมารยาททางสังคมบกพร่องที่กำลังระบาดหนักในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่กลุ่มประชากรวัยรุ่น และวัยทำงานในเขตเมืองใหญ่ ที่ต่างประเทศพบมากในเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ เช่น นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก โตเกียว และปารีส

ผศ.พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า อาการนี้ขั้นแรกๆ ผู้ป่วยจะมีอาการนิ่งเฉย ไม่ตอบสนองต่อการมีปฏิสัมพันธ์ปกติจากคนรอบข้าง เช่น การทักทาย การขอบคุณ หรือความช่วยเหลือจากภายนอก แต่ระบบประสาทของผู้ป่วยจะมีความไวเป็นพิเศษหากเจอสิ่งเร้าในทางลบ หรือสิ่งกระตุ้นที่ตนเองไม่พอใจ โดยจะมีอาการตอบสนองอย่างรุนแรงทันทีที่ไม่ถูกใจบางสิ่งเรียกสั้นๆ ว่า “เหวี่ยง” นั่นเอง

ในขั้นกลางของโรค ผู้ป่วยจะไม่สามารถแสดงออกถึงมารยาทพื้นฐานเช่น การขอบคุณ การขอโทษ การรับการทักทาย การยิ้ม การตอบคำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือการให้ความร่วมมือกับงานของส่วนรวมได้ และไม่สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจ  มีน้ำใจต่อผู้อื่นได้หากปราศจากผลประโยชน์ตอบแทน แต่ในทางตรงข้ามจะพบความสามารถในการแสดงออกอย่างก้าวร้าว ด่าทอ นินทาว่าร้าย เรียกร้องความสนใจ แย่งซีนชาวบ้านมากขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าของคนปกติ

สุดท้ายจะมีอาการต่อต้านสังคมอย่างเห็นได้ชัด เหตุและผลจะหายไป โดยสัญชาตญานของความเห็นแก่ตัวจะเข้ามาแทนที่ อาการภายนอกเห็นได้จากหน้าตาที่บูดบึ้งโกรธเคืองตลอดเวลาในทุกสถานการณ์ บางรายมีท่าเดินที่ดูแปลกผิดปกติ อันเกิดจากบุคลิกภาพที่เสื่อมไปจากการไม่แคร์ภาพลักษณ์ของตัวเอง จะมีแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงที่จะต่อต้านกติกามารยาทของสังคม หรือต้องการแสดงวาจาก้าวร้าวต่อผู้อื่นโดยไม่มีสาเหตุอันควร รวมถึงการแสดงความดูถูก เหยียดหยาม พูดจาตอกหน้าต่อผู้อื่นด้วยความตั้งใจ โดยเฉพาะกับคนที่ทำดีต่อตนเองก่อน เช่น เปิดประตูให้ ลุกให้ที่นั่งบนรถประจำทาง กล่าวคำทักทาย นำของขวัญมาให้ หรือแสดงความเป็นมิตรความใส่ใจห่วงใยต่อผู้ที่มีอาการนี้ และบางรายมักเกิดความพึงพอใจเมื่อได้ค่อนขอดคนที่ทำดีในสังคมว่า สร้างภาพบ้าง โลกสวยบ้าง

ผู้เข้าข่ายของอาการนี้ คือคนที่มีอาการคิดว่าตัวเองสำคัญที่สุดในโลก คือมองว่าตนเองสำคัญเกินกว่าจะต้องลดตัวเองไปทำดีกับใคร ตัวเองสำคัญจนไม่จำเป็นต้องเคารพกติกามารยาทกาลเทศะใดๆ ในสังคม เพราะเป็นหน้าที่ของคนรอบข้างที่ต้องคอยมาเอาอกเอาใจตัวเองมากกว่า  ส่วนกลุ่มที่สองมักมีปมด้อยดูถูกตัวเองอย่างสุดขีด จึงเกิดแรงผลักดันที่จะผลักไสความรู้สึกแย่ของตนไปให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ทรมานด้วยเพื่อความสะใจลึกๆ หรือชอบอวดตัวเองอย่างบ้าๆ บ๊องๆ ขายความเป๋อสร้างความรำคาญ แบบอนาถใจแก่ผู้พบเห็น

ความร้ายแรงของอาการนั้น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดผลร้ายแรงจนใครๆ อาจไม่รัก หรือไม่มีใครคบตลอดชีวิตได้ สังคมรังเกียจ ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย ในรายที่เป็นหนักหนามากอาจถูกมองด้วยสายตาอันขยะแขยงรังเกียจได้

การรักษาในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นและปานกลาง แก้ไขอาการของโรคให้ทุเลาลงได้ด้วยการ ฝึกยิ้มบ่อยๆ หัดพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษครับหรือไม่เป็นไร อย่างจริงใจให้เป็นนิสัย พยายามนึกถึงใจเขาใจเราให้มากขึ้นว่าถ้าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไร้มารยาทบ้างจะรู้สึกแย่อย่างไร เพื่อจะได้ไม่ทำกับคนอื่น แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเดียวกัน ให้ลองใช้เทคนิคขั้นสูงที่เรียกว่าการช่างมันเถอะ เพื่อป้องกันการดราม่าอันอาจนำไปสู่การติดต่อของโรค สุดท้ายลองฝึกนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาที่เรานับถือสามารถลดความรุนแรงของอาการได้

ในผู้ที่มีอาการรุนแรง แนะนำให้งดหรือลดการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กลงสักช่วงหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้นิสัยชิงดีชิงเด่น เรียกร้องความสนใจและพฤติกรรมก่อกวนสังคมเกิดกำเริบลุกลาม และออกไปมีเพื่อนจริงๆ ที่ไม่ประสาทบ้าง แต่หากในครึ่งปีอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยควรไปพบจิตแพทย์ วิธีป้องกันและการรักษา ก็คือหัดยิ้มให้คนรอบข้างด้วยความเป็นมิตร หัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา หัดพูดคำว่าขอบคุณ ขอโทษ ไม่เป็นไร อย่างจริงใจ หัดเป็นผู้ให้และรู้จักให้อภัย และเปลี่ยนจากคำว่ายอม เป็นคำว่าเข้าใจ

เห็นอาการแบบนี้แล้วน่ากังวลใช่ไหม คนเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจกลายเป็นคนที่สังคมรังเกียจ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม และใช้ชีวิตในสังคมอยู่ยาก แต่หากพบว่ามีความผิดปกติขั้นจริงจัง ควรจะรีบพบและปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรึกษาหาทางออก การเริ่มต้นสอนให้เด็กๆ รู้จักกับมารยาทพื้นฐาน อันได้แก่ การมีสัมมาคารวะ มีความสุภาพ อ่อนน้อม ความมีวินัยและพฤติกรรมต่างๆ ที่ปรากฏแก่สายตาต่อผู้อื่น เพื่อให้เติบโตมาเป็นที่รักและคนที่ดีได้ในสังคมอนาคต

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาส จิตแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเรียน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอยู่ในคนหมู่มาก ต้องอาศัยทักษะทางสังคม หรือความฉลาดทางสังคม เป็นความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสังคมรอบข้างได้เป็นอย่างดี

สถาบันเทคโนโลยีคาร์เนกี ได้ติดตามสถิติของคนที่มีไอคิวดี ที่มีการฝึกอบรมทางด้านสมอง รวมทั้งมีทักษะความสามารถในการทำงานดี พบว่าคุณสมบัติดังกล่าวทำให้คนประสบความสำเร็จเพียง 15% แต่อีก 85% มาจากปัจจัยด้านบุคลิกภาพ และการปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือที่เรียกว่า การพัฒนาทักษะความฉลาดทางสังคม หากมองให้ดีการที่คนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ที่คอยอบรมเลี้ยงดูลูกมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งการใกล้ชิดของพ่อแม่ลูก จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักการคิด ตอบสนองกับทุกเรื่อง และกับทุกคนที่นอกเหนือจากพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว

ทางกลับกันในปัจจุบันพ่อแม่มักไม่มีเวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับลูกมากเท่าที่ควร การที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกๆ มากเท่าที่ควรจะเกิดความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะยิ้มทักทาย พูดคุยกัน ต่างคนต่างอยู่ และมีน้ำใจให้กันน้อย ผลพวงของปัจจัยเหล่านี้เป็นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ เกิดอาการมารยาทสังคมบกพร่องกันมาก

คนที่มีลักษณะแบบนี้ โดยเฉพาะกับเด็ก หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก อาจส่งผลให้คนในสังคมรังเกียจ ไม่มีใครอยากคบ อยากพูดคุยด้วย ไม่มีเพื่อน และอาจถูกมองว่าเป็นขยะทางสังคมได้ในอนาคต  มารยาททางสังคมบกพร่อง สามารถแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิดได้ ด้วยการได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ การได้รับการอบรมสั่งสอนให้แสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง สอนให้เข้าใจกฎกติกามารยาททางสังคม สอนให้รู้จักมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่มองแต่ตัวเองเป็นสำคัญ การที่พ่อแม่ได้ใกล้ชิดกับลูก เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น และได้ซึมซับแต่สิ่งที่ดีจากพ่อแม่ ก็จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคมารยาททางสังคมบกพร่องลงได้

“ถือเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่แพร่ระบาดไปมากในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งต้องช่วยกันรณรงค์แก้ไข คนไทยเป็นประเทศที่มีน้ำใจ ร่ำรวยวัฒนธรรม มีความเอื้ออาทร อย่าให้ข้อดีนี้สูญหายไป ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หัดทำอยู่เสมอคือ การไหว้ ไม่ใช่ไหว้แค่คนที่รวยกว่าหรือแก่กว่าเท่านั้น เราไหว้แม้ป้าแม่บ้านที่เอาผ้ามาเช็ดน้ำที่เราทำหก ก็ควรไหว้หรือขอบคุณเพราะมาช่วยทำดีเพื่อเรา อย่าคิดว่าต้องเสียเกียรติที่ต้องไปไหว้แม่บ้าน ยิ่งทำตัวให้อ่อนโยนน่ารักด้วยการยิ้มแย้ม ทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ อยู่เสมอจะทำให้มีจิตใจอ่อนโยนน่ารักมีน้ำใจเป็นที่รัก ตัวเราเองก็จะมีความสุขมากขึ้น

หากทำตัวแข็งกระด้างแห้งแล้งไหว้ใครไม่เป็น ขอโทษ ขอบคุณใครก่อนไม่ได้ คุณจะกลายเป็นคนเย็นชาไม่น่ารัก แล้วก็จะมีความสุขในชีวิตได้ยากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสียเงิน ลองเริ่มจากหัดขอบคุณตัวเอง ขอบคุณคนในบ้าน คนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน ฝึกบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย หัวใจคุณจะอ่อนโยนนุ่มนวลยิ่งขึ้น คนไทยมีความโดดเด่นเรื่องความมีน้ำใจ ควรรักษาสิ่งนี้เอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ”

เคลื่อนไหวบริหารร่างกายไปกับ ‘พิลาทิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559185

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

เคลื่อนไหวบริหารร่างกายไปกับ ‘พิลาทิส’

โดย  มีนา ภาพ ฟิลิป เวน

ฟิลิป เวน คลับ ดูแลเรื่องรูปร่างและความงาม มีคำแนะนำการออกกำลังกายสไตล์ “พิลาทิส” (Pilates) อีกหนึ่งตัวช่วยดีๆ ที่นอกจากจะช่วยจัดระเบียบร่างกาย พร้อมกับปรับบุคลิกภาพให้สง่างามขึ้นแล้ว ยังช่วยยืดคลายกระชับกล้ามเนื้อ ปรับยืดกระดูกสันหลัง ลดอาการปวดตึง และเผาผลาญไขมันได้อย่างดีอีกด้วย

ผู้หลงใหลในการออกกำลังกายด้วยพิลาทิส นกฮูก-ณกมล บวรวิญญานันท์ หนึ่งในสมาชิก “ฟิลิป เวน” รักการเล่นพิลาทิส เพราะสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือน พิลาทิสช่วยแก้ปัญหาของเธอในเรื่องอาการไหล่ห่อได้ดีอีกด้วย

“ก่อนหน้านี้ นกฮูกเป็นคนไหล่ห่อ หลังงอ ยิ่งเราเป็นผู้หญิงดูแล้วเสียบุคลิกมากๆ จนได้มีโอกาสตามคุณแม่มาออกกำลังกาย ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ ฟิลิป เวน ว่าการเล่นพิลาทิสสามารถช่วยแก้ปัญหาของเราได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นกฮูกเริ่มหันมาสนใจคลาสพิลาทิส โดยแต่ละสัปดาห์นกฮูกจะออกกำลังกาย อย่างน้อย 5 วัน ในแต่ละวันจะวิ่งและคาร์ดิโอ 2 ชั่วโมง จากนั้นจะเข้าคลาสพิลาทิสต่ออีก 1 ชั่วโมง”

นกฮูกเล่าต่อว่า ปกตินกฮูกจะเป็นคนค่อนข้างแอ็กทีฟ เลยชอบพิลาทิสตรงที่ร่างกายของเธอได้เคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งครูก็จะเน้นท่าที่ทำแล้วช่วยเปิดหน้าอก สะบัก และไหล่ พร้อมยืดกระดูกสันหลัง ปรับสรีระโครงสร้างของเธอให้ดูสง่า

ฟิลิป เวน มีท่าพิลาทิสยืดเหยียดข้อต่อร่างกายได้ง่ายๆ แม้อยู่ที่บ้านมาฝาก เพราะถึงแม้การเล่นพิลาทิสเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์ และมีครูผู้เชี่ยวชาญในการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ท่าพิลาทิสเบื้องต้นที่ช่วยในการยืดเหยียดข้อต่อร่างกาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น และยังเป็นท่าที่สาวๆ สามารถปรับเปลี่ยนมาเล่นกับอุปกรณ์เครื่องใช้ที่บ้าน อย่างโซฟา หรือเบาะเตี้ยๆ ได้

ท่า Push Thru With Feet

อุปกรณ์ : โซฟาหรือปลายเตียง

1.นอนราบกับพื้น ปลายเท้าทั้งสองหันเข้าหาโซฟา (ต้องมีระยะเพียงพอให้นอนแล้วเหยียดปลายเท้าได้)

2.ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นแล้วเอาปลายเท้าพาดโซฟาไว้

3.เกร็งหน้าท้อง ใช้กำลังทั้งหมดยกก้นขึ้น ให้ทำมุม 45 องศากับโซฟา โดยที่มือทั้งสองข้างวางระนาบกดแนบไปกับพื้น

4.ค่อยๆ ถอนปลายเท้าข้างหนึ่งออก ยกเข่าเข้าหาลำตัวช้าๆ ทำค้างไว้สัก 5-10 วินาที จากนั้นค่อยๆ วางกลับที่เดิม จากนั้นทำแบบเดิมซ้ำ แต่เปลี่ยนข้าง

ท่า Mermaid-Short box with ring

อุปกรณ์ : เก้าอี้นวมหรือเบาะเตี้ยๆ/ขวดน้ำเล็กๆ

1.นั่งลงบนเก้าอี้ มือสองข้างถือขวดน้ำเล็กๆ ให้มั่นคง

2.ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นยืดเอวโค้งไปด้านซ้าย ปลายศีรษะเอนตามจนสุด พักขาซ้ายไว้กับพื้นเก้าอี้ โดยเกร็งที่ก้นทั้งสองฝั่งให้ติดเก้าอี้ไว้ตลอด

3.เหยียดขาขวาออกไปให้สุด แล้วออกแรงดันพื้นไว้ (อาจตั้งเก้าอี้ไว้ใกล้ๆ ผนังแล้วออกแรงดันปลายเท้าไปติดผนังก็ได้)

4.ทำซ้ำ Step เดิมแต่สลับข้าง

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559184

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

โดย  กั๊ตจัง ภาพ : Pixabay

การฟังเป็นทักษะการสื่อสารแรกและสำคัญที่สุดของมนุษย์ ไม่มีใครพูดได้คล่องจากการอ่านและไม่มีใครอ่านหนังสือได้คล่องหากไม่รู้จักการฟัง ดังนั้นทักษะการฟังเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกและพัฒนา เพราะจะสามารถทำความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้อง ลดความผิดพลาดในการทำงานจากการจับประเด็นที่ผิดพลาด วันนี้เรามาดูกันว่าทักษะการฟังนั้นจะฝึกฝนพัฒนาได้อย่างไรบ้าง

1.ฝึกสมาธิกับสิ่งที่ฟัง

การมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังฟังอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนและการทำงาน วิธีการฝึกเริ่มต้นจากการนั่งสมาธิให้ได้นานที่สุด โดยค่อยๆ เพิ่มเวลาจาก 5 นาที เป็น 10 นาทีและค่อยๆ เพิ่มจนถึงระดับชั่วโมงในที่สุด แต่เพียงแค่ 30 นาที ก็จัดว่าเพียงพอกับการเรียนและการทำงานทั่วไปแล้ว

ปกติคนเราจะมีสมาธิในการทำงานอยู่เพียงแค่ 15 นาที ก่อนที่จะหยุดคิดเรื่องอื่นเวลาใช้เวลาอีกประมาณ 2 – 5 นาที ในการรวบรวมสมาธิกลับมา ดังนั้นการฝึกสมาธิจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราตั้งใจฟังสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน โดยไม่คิดหยิบสมาร์ทโฟนออกมาดูข้อความหรือใจลอยออกไปนอกหน้าต่าง

2.ฝึกจับใจความ

หลายครั้งที่การประชุมหรือการเข้าฟังในงานสัมมนามักจะมีเนื้อหาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลือคือโฆษณาและพรรณนา ดังนั้นการฝึกแยกแยะเนื้อและน้ำในหัวข้อการฟังคือสิ่งสำคัญ ปัญหาก็คือเมื่อผู้พูดหรือผู้บรรยายพูดออกมานั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญไปเสียทุกอย่าง

เคล็ดลับก็คือจำเฉพาะหัวข้อเรื่องที่เขากำลังพูด ขั้นตอน ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา จดจำเป็นประโยคสั้นที่สามารถขยายความเข้าใจออกมาโดยง่ายเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

3.รู้จักการตัดบทสนทนา

ไม่มีใครที่สามารถทนฟังเรื่องเดิมๆ วนซ้ำเป็นชั่วโมง สัปดาห์ละหลายครั้ง การตั้งใจฟังเป็นสิ่งที่ดีแต่การบอกให้ผู้พูดรู้จักการกระชับเนื้อหานั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราประหยัดเวลาในการฟังโดยได้เนื้อหาครบถ้วน แต่ยังช่วยให้ผู้พูดรู้ตัวว่าไม่ควรพูดเยิ่นเย้อ ต้องรู้จักกระชับเนื้อหาก่อนพูด

เทคนิคในการตัดบทที่มักจะได้ผลเสมอก็คือการเริ่มต้นด้วยคำว่าขอโทษครับ (นะคะ) แล้วตัดเข้าคำถามสำคัญในเนื้องาน หรืออ้างว่ากำลังมีธุระช่วยกระชับเนื้อหาให้ได้หรือไม่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะตัดบทสนทนาก็ต้องดูเนื้อหาที่กำลังคุยก่อนว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไร หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับความคืบหน้าเราสามารถตัดบทได้โดยไม่เสียงาน

หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต้องฟังถึงปัญหาตั้งแต่ต้นให้จบ ตัดบทเท่าที่จำเป็นและถามหาแนวทางการแก้ไข ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นความทุกข์ใจของเพื่อน คนรัก และคนในครอบครัวการตัดบทเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

4.รู้จักมารยาทในการฟัง

มารยาทในการฟังเป็นอีกสิ่งที่เราควรรู้ ผู้ฟังที่ดีต้องทำให้ผู้พูดรู้สึกว่ากำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดต้องการบอก ไม่เหม่อมองไปทางอื่นในขณะที่เขากำลังพูด ไม่รับโทรศัพท์ในทันทีหากมีสายเข้ามา หากเป็นสายไม่จำเป็นควรตัดสายทิ้งแล้วสนทนาต่อ หากเป็นสายสำคัญจากเจ้านายควรกล่าวขออภัยผู้พูดว่าเป็นสายสำคัญ แล้วจำเนื้อหาสุดท้ายก่อนรับสาย อย่ารับสายในทันทีที่มีสายเรียกเข้า

เมื่อรับสายเสร็จแล้วให้กลับมาเข้าเนื้อหาสนทนาต่อด้วยการเอ่ยถึงข้อความล่าสุดที่เพิ่งพูดกันไป บางครั้งเรารับสายนานไปก็ทำให้ผู้พูดและผู้ฟังลืมเนื้อหาสนทนาไปได้เหมือนกัน

ไม่ควรล้วงแคะแกะเกาต่อหน้าผู้พูด นิดหน่อยพอได้แต่ถ้ามากไปเราเองจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นให้ขอตัวไปทำธุระในห้องน้ำให้เสร็จแล้วกลับมา อย่าเผลอหลับในห้องประชุม หรือนั่งเอนหลังจนเกือบนอนบนเก้าอี้

รู้จักเก็บอารมณ์ระหว่างฟัง อย่าเผลอแสดงอาการโกรธ สงสัย เครียด หรือสีหน้าที่แลคล้ายดูหมิ่นความคิดผู้พูด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเอาไว้ ในโลกการทำงานแม้เราจะไม่ชอบใจในความคิดของใคร แต่วันข้างหน้าเราอาจจะมีโอกาสได้กลับมาทำงานด้วยกันอีก

ที่สำคัญในการฟังก็คือรู้จักเลือกฟังแต่เรื่องที่ดี ในโลกการทำงานมีทั้งคนที่มักพูดแต่เรื่องดีๆ และคนที่พูดแต่เรื่องร้ายๆ การให้ความสำคัญกับการฟังเรื่องดีๆ เข้าหาคนที่พูดแต่เรื่องดีๆ จะช่วยให้เรามีพลังในการทำงานมากขึ้น

KMUTT Chorus ประสานเสียงสู่ความเป็นหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559183

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

KMUTT Chorus ประสานเสียงสู่ความเป็นหนึ่ง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน, มจธ.

ดําดิ่งสู่บรรยากาศ และดื่มด่ำกับสัมผัสแห่งความผ่อนคลาย ที่ได้จากการรับฟังเสียงประสานจากวงคอรัสไทยที่เพิ่งคว้ารางวัล เหรียญเงิน Silver Grade Iจากการแข่งขันระดับนานาชาติ 11th Orientale Concentus International Choral Festival Singapore 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์ นั่นคือคณะประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี-มจธ. (KMUTT Chorus)

โต๊ด-นนท์วริศ รุ่งอริยธนาพงษ์ จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วัย 25 ปี คอนดัคเตอร์หรือวาทยกร วันนี้นำทีมน้องๆ อีก 2 คนซึ่งเป็นตัวแทนของวงประสานเสียงนักศึกษา ได้แก่ อ้ำ-คณิน สังวร วัย 18 ปี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม กับตอง-จิตราภรณ์ อยู่สุข วัย 19 ปี จากคณะคุรุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา น้องๆ ยิ้มสดใสขณะเล่าถึงสิ่งที่ทำ

โต๊ดเล่าว่า มจธ.เด่นด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากการเป็นวาทยกรนำทีมวงประสานเสียงของที่นี่ ก็พิสูจน์ให้เขาได้เห็นว่า สมองซีกซ้ายและซีกขวาสามารถทำงานร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกันได้ เป็นเรื่องดีและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง

ความสามารถในการใช้ทักษะหลายอย่างพร้อมกัน สำหรับโต๊ดแล้วเป็นทักษะที่จำเป็นของคนรุ่นใหม่ เพราะขณะที่สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในการใช้ตรรกะเหตุผล สมองซีกขวาทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี และการมีจินตนาการในการดำเนินชีวิต

“สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ยุคใหม่ ก็คือ เราทำในสิ่งที่เราสนใจ และสิ่งนั้นสนับสนุนในความเป็นตัวเรา สนับสนุนในมิติอื่นๆ ของตัวเรา” โต๊ดเล่า

ด้าน อ้ำ เล่าว่า มีความชอบดนตรีมาก่อน เมื่อได้โอกาสศึกษาต่อที่ มจธ.จึงเข้าร่วมในชมรมวงประสานเสียงของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 6 สนุกกับการฝึกซ้อม ได้ฝึกทักษะใหม่ๆ และได้พบเพื่อนๆ ต่างคณะ เพื่อนหลายคนมาค้นพบตัวเองที่ชมรมฯ ได้เรียนดนตรีควบคู่ไปด้วย

“สมาชิกวงประสานเสียงฯ มีจำนวนทั้งหมดประมาณ 30-40 คน ที่ชมรมฯ พวกเราจะร้องเพลงประสานเสียงกัน ถึงเวลานั้นพวกเราจะลืมหมดทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือตัวโน้ต รุ่นพี่ทุกคนในวงประสานเสียงมหาวิทยาลัยฯ เป็นไอดอลหรือต้นแบบที่ผมมองอยู่ อยากร้องเก่งให้ได้อย่างรุ่นพี่ แต่ไม่ใช่เทียบชั้นรุ่นพี่นะคร้าบบบ”

สำหรับตอง มองถึงความต้องการทำในสิ่งที่รัก ความมีสีสัน ความแปลกใหม่ และความมีชีวิตชีวา การร้องประสานเสียงให้ทุกสิ่งที่เธอต้องการ ปัจจุบันตองใช้เวลากับชมรมประสานเสียงมหาวิทยาลัยสัปดาห์ละ 3 วันช่วงเย็น เธอซ้อมและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เด็กสาวมีวินัยมาก โดยเฉพาะในช่วงท้ายก่อนการเข้าประกวดแข่งขันบนเวทีระดับชาติที่สิงคโปร์

“มจธ.คว้ารางวัล 1 เหรียญเงิน Silver Grade I ในการแข่งขันประเภทแชมเบอร์ ด้วยระดับคะแนน 78.7” ตองเล่า

สำหรับการแข่งขัน Orientale Concentus International Choral มีการแข่งขันทั้งหมด 14 ประเภท โดยมีคณะนักร้องประสานเสียงเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 55 คณะ จาก 16 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย เมียนมา นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สหรัฐ เวเนซุเอลา และไทย

สุทธิพงษ์ เรืองจันทร์ อาจารย์ที่ปรึกษาคณะประสานเสียง แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า ได้มีการพัฒนานักศึกษาให้มีศักยภาพด้านการขับร้องประสานเสียงกระทั่งเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศได้สำเร็จ ซึ่งการเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ KMUTT Chorus เป็นคณะนักร้องประสานเสียงคณะเดียวของไทยที่เข้าร่วมในรายการนี้

ก่อนหน้านี้ KMUTT Chorus ได้รับชัยชนะมาแล้วถึง 3 เหรียญทองจากเวทีอินเตอร์แนชันแนลหลายเวที แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่แตกต่างออกไป สำหรับ 3 เพลงที่ใช้ในการประกวดครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.Jadlied / Felix Mendelssohn (1843) 2.Sai Fon/Atichai Tragoondet (2017) และ 3.Fajar dan senja / Ken steven(2014) การแข่งขันกดดันไม่น้อย ด้วยเกณฑ์การให้คะแนนที่ต้องบอกว่าหินมาก

“เป็นเหรียญที่พวกเราทั้งหมดภูมิใจมาก ทั้ง 3 เพลงถือว่าเราทำได้เต็มที่กับวงประสานเสียง 24 คนและนักเปียโน 1 คน”

โต๊ดเล่าต่อไปว่า จุดอ่อนของคณะประสานเสียง มจธ.คือ การทำความรู้จักกับดนตรีที่ช้ากว่านักประสานเสียงวงอื่นๆ นักศึกษาหลายคนไม่มีพื้นฐานทางดนตรีมาก่อนเลย นั่นหมายถึงการมีระยะเวลาที่จำกัดมากในการพัฒนาน้องๆ ในวง ขณะเดียวกันก็คือความท้าทายที่จุดประกายให้สู้

สำหรับการทำหน้าที่คอนดัคเตอร์ประจำวงประสานเสียง โต๊ดบอกว่า เขาจริงจังกับการทำหน้าที่ของตัวเอง รู้ดีถึงพันธกิจในการนำวงและการสอดร้อยเสียงประสานที่เป็นหนึ่ง นั่นหมายถึงการฝึกซ้อมอย่างหนักและการสร้างความไว้วางใจในตัววาทยากร

“มองตาก็รู้ใจ นักร้องประสานเสียงกับผู้นำวงต้องเป็นอย่างนั้น รวมทั้งครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของผมที่พาน้องๆ ไปสู่เวทีสากล เหมือนพวกเราได้ปลดล็อกศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ หากที่สุดของที่สุดคือความภูมิใจและตื้นตันใจที่เราฝ่าฟันมาด้วยกัน นี่เป็นก้าวที่สำคัญของพวกเรา”

ก้าวที่สำคัญของคณะประสานเสียงแห่ง มจธ. กับจุดประกายที่จะไปต่อบนเส้นทางของการขับร้องประสานเสียงระดับโลก นั่นคือ การเข้าแข่งขันในรายการเวิลด์ไควร์เกมส์ การแข่งขันวงคอรัสหรือการขับร้องประสานเสียงที่นักประสานเสียงทุกคนต้องไป กำหนดระยะเวลาในอีก 2 ปีข้างหน้าที่ประเทศเบลเยียม

“2 ปีจากนี้ เราคงต้องเตรียมตัวกันอีกเยอะ และฝึกซ้อมกันอย่างหนัก” โต๊ดเล่า ปัจจุบันเขายังเป็นสมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูที่โด่งดัง

ส่งท้ายด้วยตองที่เล่าว่า การร้องเพลงประสานเสียงในวงมหาวิทยาลัย ช่วยให้พบอีกด้านหนึ่งของตัวเอง รวมทั้งช่วยให้พบด้านดีงามของเพื่อนๆ พี่น้องทุกคนในวง ทั้งหมดคือพลังที่ได้จากการเปล่งเสียงประสาน พลังจากเสียงที่กึกก้องและเป็นหนึ่งเดียวนี้ เหมือนช่วยให้หนักแน่นในจุดที่ยืน ไม่เครียดและผ่อนคลายเสมอ

ปลดปล่อยตัวของตัวด้วยเสียงประสาน พลังที่ได้รับ…ยิ่งใหญ่

หมื่นรู้…มิสู้ปล่อยวาง วีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559101

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:58 น.

หมื่นรู้...มิสู้ปล่อยวาง วีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล

“หมื่นตา” การ์ตูนธรรมะ ที่เรื่องและภาพ แต่งและวาดโดย “กะว่าก๋า” นามปากกาของวีรกิจ อัชรีวงศ์ไพศาล วัย 43 ปี ผู้ตีแตกธรรมะจาก Bloggang ยอดนิยม ที่มีผู้ติดตามอ่านและส่งต่อกันอย่างนับไม่ถ้วน “หมื่นตาธรรมะ” เป็นเล่ม 2 ในหนังสือชุดหมื่นตาทั้งหมด 4 เล่ม สำนักพิมพ์ A Thing รวบรวมและเรียบเรียงตอนที่เกี่ยวข้องกับธรรมะของการ์ตูนสุดฮิต ที่ท้าทายผู้อ่านว่า อ่านแล้วจะทุกข์น้อยลง

หมื่นตา คือ เรื่องราวของตัวการ์ตูนหัวกลมตาเดียว ที่ถือกำเนิดขึ้นในโลกของ Blog จากการที่ “คุณหมอเบส” เจ้าของ Blog : Dr.Manta ที่ถามทักมาถึงเรื่องความรัก วีรกิจซึ่งเป็นเจ้าของบล็อก kawaka นึกถึงชื่อตัวละครแล้วดัดแปลงชื่อคุณหมอแมนต้าให้กลายเป็นหมื่นตา ชื่อหมื่นตาทว่ามีตาเดียว หมายถึง ดวงตาที่มองและรู้จักตัวเอง

“หมื่นตาธรรมะ สะท้อนนัยของความรู้ ที่ให้อยู่กับรู้ แต่มิยึดหมายในรู้ เพราะหมื่นรู้มิสู้ปล่อยวาง”

ชื่อบล็อกและนามปากกากะว่าก๋า มาจากคำว่าก๋ากั่น เจ้าตัวเล่าว่า กะจะก๋ากั่น เป็นชื่อบล็อกที่กะว่าจะกวนๆ หน่อย (ฮา) วีรกิจใช้พื้นที่บล็อกแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิด บอกเล่าความรู้สึก แสดงตัวตน ผ่านงานเขียนแนวบทกวี ภาพถ่าย ภาพวาด การ์ตูน เพลง ศิลปะ และการท่องเที่ยว บล็อกก่อกำเนิดในปี 2550 เขียนมาแล้ว 5,000 บล็อก

“ส่วนบล็อกธรรมะเขียนอย่างจริงจังได้ 2-3 ปี จากการที่น้องๆ ในบล็อกเริ่มตั้งคำถามเข้ามา จึงเกิดเป็นหมื่นตาธรรมะ โดยส่วนตัวมิได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง แต่อ่านหนังสือ 200-300 เล่มต่อปี ซึ่งรวมหนังสือแนวปรัชญาและศาสนา ทั้งหมดที่เขียนมาจากมุมมองและวิธีคิดที่อยากแบ่งปัน”

วีรกิจเล่าว่า หมื่นตาไม่ได้ชี้ชัดคำตอบหรือบอกคำตอบแก่ใครตรงๆ หากจะใช้วิธีนั่งอยู่ข้างๆ เพื่อรับฟัง หรือบางครั้งก็ช่วยมองในมุมต่างๆ เป็นการเปิดตาเปิดใจมองให้เห็นปัญหาในมุมใหม่ๆ แล้ววิธีแก้มาเอง ไม่เคยตอบแบบชี้นำ เพียงให้แง่คิดกลางๆ เพื่อนำไปคิดต่อ ข้อดีของหมื่นตาคือการเป็นการ์ตูนที่ทำให้เนื้อหาหนักๆ สามารถอ่านง่าย เข้าถึงง่าย

ทุกครั้งที่เขียนบล็อกหรือเขียนหนังสือ วีรกิจถามตัวเองว่า คนอ่านจะได้ประโยชน์อะไร หลายครั้งที่ผู้อ่าน “ตัวเป็นๆ” ขับรถมาหาถึงบ้าน บอกเล่าความรู้สึกความประทับใจ บางคนกำลังจะฆ่าตัวตาย แต่ได้อ่านและได้คิด จึงหยุดความตายไว้ได้

งานประจำเป็นการสืบทอดธุรกิจครอบครัว ร้านขายเครื่องหนังนิวบุญครอง ตั้งอยู่ที่ถนนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ งานหลักเคยเป็นความทุกข์ หากในวันหนึ่งที่ได้ปลดเปลื้อง มองและเห็นตัวเองในแบบที่ไม่เคยมองและเห็นมาก่อน วีรกิจจบคณะครุศาสตร์ สถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ใฝ่ฝันอยากเป็นครูหรือสถาปนิก หากในความจริงต้องลาออกมาช่วยงานที่ร้าน

“ฝันสลาย ทุกข์มาก ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ก็ทำใจยาก ไม่รัก ไม่อยากที่จะรักใครอีกต่อไป วันหนึ่งผมเดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองจีน วินาทีที่ยืนเบื้องหน้าภูเขาใหญ่สูงตระหง่าน ผมรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงไปเรื่อยๆ กระทั่งวินาทีที่ร่างกายหายไปเลย ตาสว่างในวินาทีนั้น”

ชีวิตเหมือนพลิกกลับใหม่ เมื่อก่อนทุกข์เพราะไปขยายความทุกข์ให้มันใหญ่ ขยายตัวเองให้มันใหญ่ ทั้งที่ความจริงตัวของเราเล็กกระจิริด จากที่ทุกข์มาก ก็ไม่ทุกข์อีก ทั้งๆ ที่ก็ยังเป็นคนคน เดิม ทำงานเดิมๆ เพียงแต่ทัศนคติเปลี่ยนไป 2-3 ปีจากนี้ก็เข้าพิธีแต่งงาน มีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข

หมื่นตา การ์ตูนที่ยังโลดแล่น วีรกิจใช้เวลาว่างทุกเมื่อที่ต้องการในการเขียนงานและบล็อกต่างๆ ปัจจุบันเขียนตามความสนใจของตัวเองเป็นหลัก ล่าสุดอยู่ระหว่างการทำหนังสือทำมือ รวมบทกวีความรัก สนใจติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kawaka.nalanta หรือ http://kawaka.bloggang.com

มนุษย์กับธรรมชาติผ่านเลนส์ ลูคัส ฟอเกลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559098

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

มนุษย์กับธรรมชาติผ่านเลนส์ ลูคัส ฟอเกลีย

โดย อฐิณป ลภณวุษ  ภาพ : ลูคัส ฟอเกลีย

พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย (The Museum of Contemporary Photography) ณ โคลัมเบีย คอลเลจ ในชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Lucas Foglia : Human Nature ตั้งแต่วันนี้-30 ก.ย. แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านมุมมองของช่างภาพอเมริกัน ลูคัส ฟอเกลีย ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายชนิดที่แสดงสัญลักษณ์ให้ขบคิด ขณะที่อีกหลายภาพก็บ่งบอกถึงปัญหาการทำลายธรรมชาติของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) หรือสภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งหลายต่างพยายามรณรงค์ พร้อมทั้งหาทางแก้ปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องมา ไม่ว่าจะเป็น การพร่องของทรัพยากรโลก ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลง ประชากรล้นโลก และการสูญพันธุ์ของสัตว์หลายชนิด ส่วนใหญ่จะได้บทสรุปว่า มนุษย์เรานี่เองที่เป็นตัวการทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ที่ว่ามาทั้งหมด

หลังจากได้ทำร้ายธรรมชาติไปแล้วมากมาย กระทั่งเริ่มเห็นผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติ มนุษย์บางส่วนเริ่มตระหนักในเรื่องการฟื้นฟูสิ่งที่เสียหาย ตั้งแต่การปฏิบัติตัวใหม่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดลองหาวิถีทางในการพลิกฟื้นสิ่งที่สูญหาย

ลูคัส ฟอเกลีย ให้ความสนใจในประเด็นนี้มาก เขาให้ความเห็นบ่อยๆ ว่า มนุษย์กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยากจะลงรอยกันได้จริงๆ โดยเขาได้ริเริ่มโปรเจกต์ภาพถ่าย Human Nature มาตั้งแต่ปี 2006 เพื่อที่จะพิสูจน์ความเชื่อดังกล่าวของตัวเอง รวมทั้งต้องการจะหาวิธีที่จะตอบแทนคุณธรรมชาติอีกด้วย

ลูคัส อาศัยต้นทุนความเป็นช่างภาพ ที่ถ่ายรูปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่างๆ ผสมผสานกับอารมณ์ขันส่วนตัว ถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มภาพนิ่ง ออกมาเป็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ทำกิจกรรมต่างๆ ท่ามกลางธรรมชาติ รวมทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยส่วนใหญ่เป็นภาพแลนด์สเคปพื้นที่ธรรมชาติอันห่างไกล ยากจะไปถึง

ช่างภาพหนุ่มอเมริกัน ปักหมุดการทำงานของเขาตามผลวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์กับธรรมชาติ ที่ออกมาว่า มนุษย์เรามักจะอาศัยประโยชน์จากธรรมชาติ ทั้งด้านอารมณ์ ด้านร่างกาย และด้านที่ส่งผลกระทบถึงสติปัญญา แต่ละภาพถ่ายของลูคัส ฟอเกลีย แสดงให้เห็นว่า ธรรมชาตินั้นช่วยให้มนุษย์ลดทอนด้านลบของจิตใจและความรู้สึกลงได้มากมายขนาดไหน

ภาพถ่ายของลูคัส แสดงให้เห็นชัดเจนเรื่องความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์เรา นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดการขบคิดเข้าไปถึงเนื้อแท้ของความเป็นคน ที่ไม่ต่างอะไรจากสัตว์โลกหนึ่งชนิด ที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ภาพเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่า ธรรมชาตินั้นเชื่อมโยงกับทุกชีวิตบนโลกอย่างแยกจากกันไม่ได้ ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าพวกเรา ธรรมชาติช่วยเยียวยากายและใจ อีกทั้งมอบความสุขให้กับทุกชีวิต อย่างที่ ลูคัส ฟอเกลีย มักทิ้งท้ายไว้ว่า… ให้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก (ในธรรมชาติ) “เพราะมันดีสำหรับคุณ”

นิทรรศการ Lucas Foglia : Human Nature มี คาเรน เออร์วิน รองผู้อำนวยการและหัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย โคลัมเบีย คอลเลจ เป็นภัณฑารักษ์ ทำงานร่วมกับกลุ่มช่างภาพมิดเวสต์ View Finder : Landscape and Leisure in the Collection ที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายแลนด์สเคปจากศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบันของสหรัฐเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ แอนเซล อดัมส์ เดวิด เอวิสันมาริลีน บริดเจส ฯลฯ ซึ่งกำลังจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วย 

กีฬาร่มร่อนล่องนภาท้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559096

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

กีฬาร่มร่อนล่องนภาท้าใจ

โดย กั๊ตจัง  ภาพ : เอเอฟพี

บนจี้จัมพ์ กระโดดหอ เครื่องเล่นท้าใจเหล่านี้สนุกแค่ไหนก็ต้องหลบทางให้กับร่มบิน กีฬาร่มร่อนเป็นหนึ่งในกีฬาท้าความสูง แต่ก็เป็นกีฬาที่ให้ความสุขกับการท่องเที่ยวไปในตัว มีคนกล่าวว่าไม่มีกีฬาชนิดไหนในโลกที่จะให้ความรู้สึกอิสระ เหมือนนกที่โผบินได้เท่ากับร่มร่อนอีกแล้ว

หากจะย้อนประวัติศาสตร์กีฬาร่มบินก็น่าจะย้อนไปเมื่อประมาณ พ.ศ. 2523 เมื่อชาวอังกฤษได้ทดลองปรับปรุงรูปแบบร่มชูชีพแบบใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วพบว่าร่มทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้าสามารถต้านแรงลมและยกตัวเองขึ้นมาได้ ร่วมทั้งสามารถร่อนบินไปได้ไกลกว่าร่มชูชีพทรงกลมแบบเดิมที่เคยใช้เป็นแค่ร่มชะลอความเร็วในการตก จึงพัฒนารูปทรงและวัสดุที่ใช้จนมีรูปแบบที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล

ประมาณปี 2537 เริ่มมีการใช้ร่มร่อนในประเทศไทยในลักษณะกิจกรรมกีฬาครั้งแรกที่ จ.ระยอง จากนั้นกีฬาร่มร่อนจึงเริ่มแพร่หลายในกลุ่มคนเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม และพัฒนารูปแบบมาเป็นกีฬาร่มบิน (พารามอเตอร์) และแฮงไกล์ดิ้ง (เครื่องร่อนปีกสามเหลี่ยม) ที่มีลักษณะคล้ายเครื่องบินเล็ก

ธนวรรณ์ ชูศรี นักกีฬาร่มร่อนที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เล่าถึงเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ว่าหากเทียบกับกีฬาทางอากาศชนิดอื่นๆ ร่มร่อนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อันที่จริงแล้วหากจะเปรียบเหมือนการถ่ายรูป กีฬาร่มร่อนก็คือการถ่ายรูปด้วยระบบแมนวล ส่วนร่มบิน และแฮงไกล์ดิ้ง เป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ แม้จะไม่มีแรงลมช่วยก็สามารถบินได้

ในขณะที่ร่มร่อน เป็นการใช้ร่มชูชีพร่อนไปตามกระแสลม ผู้เล่นต้องรู้จักวิธีการบังคับ การแก้ไขปัญหา รู้จักการดูทิศลมการสังเกตสภาพอากาศจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เสน่ห์ของร่มร่อนก็คือการที่เราได้ใช้กระแสลมช่วยในการบินเหมือนเป็นนกที่บินได้จริง มีความเงียบสงบได้อยู่กับความสวยงามของธรรมชาติมากกว่า

แต่ยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่มีต้นทุนสูงทั้งในแง่ของอุปกรณ์ ค่าขนย้ายเดินทาง และเวลาที่จะต้องฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยในการเล่นของตัวเอง

เริ่มจากอุปกรณ์ที่ใช้ก็คือร่มร่อนที่มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน แต่อาจจะลดต้นทุนได้ด้วยการใช้ของมือสองบางอย่างที่มีอายุใช้งานยาวนาน ไม่เสียหายง่าย ส่วนตัวร่มร่อนและสายต่างๆ แนะนำให้ใช้มือหนึ่ง ต่อมาคือการหาครูฝึกสอนซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก ฝึกจนกว่าจะชำนาญแล้วจึงต้องไปขอใบอนุญาตการบิน เพราะจัดเป็นอากาศยานขนาดเบา

สมัยก่อนร่มร่อนยังไม่แพร่หลายการบินจำกัดเฉพาะคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่เมื่อมีการบินกันมากขึ้นก็จำเป็นต้องมีการคุมกำกับดูแล เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับประชาชน รวมทั้งละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเหมือนกับปัญหาการใช้งานเครื่องโดรนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ในเรื่องอุปกรณ์การบินก็มีอายุการใช้งานและต้องได้รับการตรวจสอบเหมือนกับเครื่องบิน ที่สำคัญที่สุดก็คือร่มร่อนอายุใช้งานประมาณ 300 ชั่วโมงบิน หลังจากนี้ก็จะเริ่มตั้งลำยาก ควบคุมบังคับได้ไม่ดีควรทิ้งแล้วซื้อใหม่เพื่อความปลอดภัย

ส่วนมากแล้วร่มร่อนเป็นกีฬาที่มีความปลอดภัยสูง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติทางการบิน ไม่ต่างจากเครื่องบิน ที่ต้องมีทีมช่างดูแลให้เครื่องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน นักบินต้องมีความรู้ความสามารถตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการพักผ่อนร่างกายและดูแลตัวเองให้ดีพอ เลือกร่มที่เหมาะสมกับตัวเอง

ห้ามบินในเขตห้ามบิน เช่น สนามบินเขตฐานทัพทหาร ห้ามบินเกินความสูง 500 ฟุต หรือบินในวันที่สภาพอากาศเลวร้ายเช่น มีฝนตก หมอกลง ทัศนวิสัยไม่ปกติ บินตอนกลางคืน ห้ามบินหากสภาพร่างกายและอุปกรณ์ไม่พร้อมไม่มีวิทยุติดต่อสื่อสาร หรือบินเพียงลำพัง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เล่นร่มร่อนต้องตระหนัก โดยเฉพาะสภาพลมหากแรงเกินไปก็ไม่สามารถเล่นได้ ไม่เหมือนกับร่มบินและแฮงไกล์ดิ้ง ที่สามารถบินได้แม้จะมีกระแสลมแรงเกิน 40 กม./ชม.

แต่ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเวลาเล่นมักจะเล่นกันเป็นกลุ่ม เวลามีปัญหาจะได้ช่วยเหลือกันได้ รวมทั้งมีทีมช่วยเหลืออยู่ด้านล่าง เช่น ขับรถมาส่งบนภูเขาแล้วมีทีมงานรับอยู่ด้านล่าง กำหนดจุดร่อนและจุดแลนดิ้งที่ชัดเจน

หากทำได้เช่นนี้กีฬาร่มร่อนก็พร้อมเปิดรับให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ด้านการบินด้วยตัวเอง และยังได้ความรู้เอาไปต่อยอดการเล่นกีฬาทางอากาศอื่นๆ เช่น ร่มบิน สำหรับการบินระยะไกลได้อีกด้วย

‘ความสุขคือการได้มองเข้าไปในจิตใจตนเอง’ ภาณุพงศ์ พูลทวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559090

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:33 น.

‘ความสุขคือการได้มองเข้าไปในจิตใจตนเอง’ ภาณุพงศ์ พูลทวี

โดย วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ช่างเป็นนิยามการใช้ชีวิตที่ลึกซึ้งและน่าทึ่งมากๆ สำหรับนักบริหารระดับหัวกะทิ ภาณุพงศ์ พูลทวี Assistant Business Development and Marketing Director  ดูแลในส่วนของทรูมันนี่-ดิจิทัล คอนเทนต์ โดยเขามีศัพท์บัญญัติการใช้ชีวิตคือ การจัดสมดุลระหว่างชีวิตทำงาน ครอบครัว และการพักผ่อนได้อย่างลงตัว และเกิดความสุขในใจที่จริงแท้

“สิ่งที่นอกเหนือไปจากการทำงานที่จริงจังของผม คือ ความสุขการได้ใช้ชีวิตช้าๆ และสิ่งที่สวยงามที่สุดคือ การได้อยู่นิ่งได้มองเข้าไปหาในใจตัวเอง เพราะตลอดชีวิตการทำงานของผมค่อนข้างประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งการวิ่งหาแต่สิ่งที่อยู่ภายนอก มีแต่เปลือก และมีวันสิ้นสุด เพราะมีคนที่เก่งกว่าเรามาทดแทนได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราอยู่นิ่งเราได้กลับมามองที่ตัวเอง เราจะเรียนรู้ว่า บางอย่างที่เป็นความสุขเล็กๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีพลังต่อไปได้ เช่น ได้รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร เราต้องการอะไร บั้นปลายชีวิตของเราหรือเราเกิดมาเพื่ออะไร ซึ่งตอนนี้ผมหาคำตอบได้แล้วว่า ผมเกิดมาเพื่อเป็นชีวิตผลักดัน ดูแล สั่งสอน ให้ลูกได้เติบโตเป็นคนดี นี่คือคำตอบ ว่าผมเกิดมาทำไม”

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ขอบข่ายการทำงานของภาณุพงศ์คือดูแลในส่วนของทรูมันนี่ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด ดูแลในส่วนของดิจิทัล คอนเทนต์ ประกอบไปด้วย เกม โทรศัพท์มือถือ ออนไลน์ แอพสโตร์ เพลย์สโตร์ต่างๆ โดยเขามีหน้าที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มคอนเทนต์ที่เขาเอ่ยมาได้เข้ามาใช้บริการทางการเงินของทรูมันนี่ให้ได้เยอะที่สุด 5 ปีแล้วที่เขาทำงานร่วมกันทรูมันนี่

ผลงานในช่วงตลอดหลายปีอยู่ที่ระดับเป็นที่น่าพอใจ เช่น ช่วง 2 ปีแรก เขาและทีมงานสามารถทำให้บัตรเงินสดทรูมันนี่กลายป็นบัตรเติมเงินอันดับ 1 ของประเทศ โดยมีกิมมิกมาส่งเสริมด้านการขายที่กิ๊บเก๋ดึงดูดใจลูกค้าได้ตลอดเวลา เช่น การคิดคำว่า เทพ ทรู คือหากเติมเงิน ฉันภูมิใจ จนเกิดเป็นคำเก๋ๆ คือ เทพทรูแท้ เป็นต้น ทำให้เขาประสบความสำเร็จด้านมาร์เก็ตแชร์ในตลาดได้มากถึง 80% ในช่วง 3 ปีแรกที่เข้ามาลุยในตลาดการเติมเงินแบบออนไลน์ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

นาน 18 ปีแล้วที่ภานุพงศ์คลุกคลีอยู่ในแวดวงดิจิทัล ซึ่งย้อนไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน คำว่าดิจิทัลยังใหม่มากสำหรับสังคมไทย

“เมื่อก่อนผมทำงานผมยังตอบครอบครัวไม่ได้ว่า ผมทำงานด้านดิจิทัลคืออะไร จริงๆ ผมจบด้านมนุษยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และผมโชคดีตอนฝึกงานได้ฝึกทำเว็บไซต์ของญี่ปุ่น ช่วยเขียนคอนเทนต์เป็นภาษาไทย และอยู่ในแวดวงดิจิทัลมาโดยตลอด”

แรงบันดาลใจการใช้ชีวิตแบบช้าๆ

ด้วยหน้าที่การงานการทำงานด้านการตลาดเกี่ยวกับดิจิทัลที่ต้องฉับไว บางครั้งอาจสร้างภาวะเครียดให้เขาได้ง่ายๆ สิ่งที่เขาทำอยู่เหมือนเขาอยู่หัวคลื่นย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำเว็บไซต์ก็เหมือนอยู่หัวคลื่นที่ไม่รู้ว่าเว็บไซต์จะจบ และก้าวไปทิศทางใด

“พอมาดิจิทัล ผมก็อยู่หัวคลื่น คือต้องเป็นผู้นำ แล้วเราไม่มีตำรา เราต้องบุกเบิกซึ่งจะนำสูตรการตลาดของเมืองนอกมาใช้ก็ไม่ได้ 100% ดิจิทัลเมืองไทยแตกต่างจากเมืองนอกสิ้นเชิง ดิจิทัลเมืองไทยกลัวอะไรที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ 5 ปีผมทำงานที่ยากที่สุดคืออี-ไฟแนนเชียล คือทำให้ทุกคนเปลี่ยนพฤติกรรมจากสังคมเงินสดเป็นสังคมเงินดิจิทัลทั้งหมด คือให้คนใช้เงินดิจิทัลให้มากที่สุด ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ซึ่งยากเพราะการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนเป็นเรื่องที่ยากมาก อีกทั้งคนไทยชอบถือเงินสด แต่ทีมงานเราทำได้ เพราะทีมงานทำให้เราเป็นกระเป๋าเงินอันดับหนึ่งของคนในเมืองไทย ตอนนี้เรามีแอ็กทีฟยูสเซอร์ประมาณ 5 ล้านยูสเซอร์ และมีคนลงทะเบียนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของเราอยู่ที่ 10 ล้านคน ในอนาคตเราจะขยายเข้าไปเป็นตอบโจทย์การเงินในเซาท์อีสเอเชีย เพราะเรามีสาขาเฮดควอเตอร์ในเมืองไทย และกำลังขยายไปอินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ เป็นต้น”

แม้การทำงานจะเครียด แต่ภานุพงศ์ก็มีวิธีในการจัดชีวิตให้สมดุลก็คือ เขาชื่นชอบทั้งสร้างสรรค์เขียนคำกลอนและบทประพันธ์ ร่วมทั้งชอบเขียนรูป ซึ่งถือเป็นวิธีที่ช่วยคลายเครียดของเขาไปได้มาก

“ตั้งแต่ผมเรียนหนังสือ ได้มีโอกาสคลุกคลีกับศิลปินนักเขียน เช่น อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ กวีซีไรต์เรื่องก่อกองทราย และพี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผมเองก็อยู่ในวงการนักเขียน ผมชอบเขียนหนังสือและวาดรูปมาก ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่ในสังคมแบบนั้น เดิมผมค่อนข้างต่อต้านสิ่งอะไรที่ใหม่ๆ เกินไป แล้วเราจะค้นหาคำตอบ ค่านิยม ปรัชญาชีวิต เราพยายามหาตัวตนของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่การงานของผม ณ ปัจจุบันค้านกับสิ่งที่ผมชอบมากๆ เพราะชีวิตด้านหนึ่งผมธุรกิจจ๋ามาก แต่อีกมุมหนึ่งผมชอบวาดรูปฟรีแฮนด์ที่บ้านผมมีภาพวาดฝีมือผมประดับเต็มไปหมด บางรูปสร้างสรรค์ 3 ชั่วโมงเสร็จ บางรูปใช้เวลาวาด 3 เดือน ผมเขียนหนังสือบทกวี บางบทกวีผมใช้เวลาเขียน 3 ปีเสร็จ แต่บางบทกวีเขียน 10 นาทีเสร็จ” ดังนั้นเขาจึงใช้ชีวิตสมดุลมาโดยตลอด

แต่มีช่วงหนึ่งที่เขาเลยจากจุดเป็นเพียงพนักงานธรรมดาตัวเล็กๆ แล้วก้าวขึ้นสู่นักบริหาร ช่วงนั้นทำให้เขาต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งระหว่างงาน ครอบครัวและสิ่งที่ชอบ สุดท้ายเขาเลือกหน้าที่งานที่ก้าวขึ้นสู่ผู้บริหารในวัยเพียง 26 ปี ปัจจุบันในวัย 38 ปี เขาถือเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยและมีเงินค่าตอบแทนเดือนละหลักแสนบาท

วิถีชีวิตชาวสวน

การเป็นผู้บริหารทำให้เขาค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งแห่งการใช้ชีวิตทำงานว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว เพราะความเป็นนักธุกริจจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ และในวงธุรกิจค่อนข้างเลือดเย็น และเขาพูดอย่างจริงใจว่า สิ่งที่เขาทำไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อ เราล่าเต็มที่ สมมติปีนี้เราล่าได้ 10 เท่า ปีต่อไปต้องคิดไปที่ 20 เท่า และไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีทางเติมเต็มให้กับธุรกิจ เพราะเงินทาร์เก็ตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาต้องกลับไปสิ่งที่ปลดปล่อยความเครียด ซึ่งเขาต้องมี

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในวันเสาร์อาทิตย์ผมจะมีบิ๊กไบค์ขี่ไปต่างจังหวัดเพื่อตัดขาดจากโลกการทำงาน ผมขี่ไปวาดรูป เขียนหนังสือ เที่ยวดูธรรมชาติฟังเสียงลมเสียงคลื่นไปเรื่อยๆ แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วผมได้สร้างครอบครัว ปัจจุบันเรามีลูกชาย (ด.ช.ไทยกล้า) วัย 2 ขวบ ซึ่งภรรยาของผมพื้นเพทำเกษตรกรรมทำสวนกล้วยที่ปทุมธานี พอมีลูกทำให้ชีวิตผมอยู่เป็นที่เป็นทางมากขึ้น คือ เสาร์อาทิตย์ผันตัวเองไปทำสวน โดยใช้หัวธุรกิจคำนวณพืชสวนพืชไร่ 3 ปี คำนวณราคาปลูกอะไรที่ให้ราคาดี ชีวิตก็ชิลดี สุดท้ายปลูกสลับไปเรื่อยๆ แล้วแต่ฤดูกาล เวลาปลูกต้นไม้ผมมีความสุขมาก ได้รดน้ำได้ตัดหญ้า ผมได้อยู่อากาศดีๆ ได้พักผ่อน หยุดคิดเรื่องการงาน ผมจะไปสวนในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ ทำสวนอยู่ อ.หนองเสือ อยู่ตรงรังสิต นครนายก คลอง 9 อากาศดีหายใจได้เต็มปอด ตอนนี้พื้นที่ 25 ไร่ ผมลงตะไคร้เอาไว้ ตอนนี้กำลังทำสวนต้นสักเป็นกำแพงรอบๆ 25 ไร่ ทำไว้ให้ลูกพอ 20 ปีน่าจะมีหลายล้านบาท”

วิถีชาวสวนนอกจากปลูกตะไคร้ เขายังมีความสุขกับการตัดแต่งกิ่งไม้ ดูแลดอกไม้หอม มะนาว ฯลฯ

“วิถีชาวสวนของผมคือ ตื่น 6 โมงเช้ามารดน้ำต้นไม้ แดดร้อนก็พักเล่นกับลูก ถ้าร่มๆ ก็กลับเข้าสวนอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า และเข้านอนเร็วประมาณ 2 ทุ่ม นอนเร็วร่างกายก็ดี ในสวนมีท้องร่องผมก็นำปลาช่อนมาเลี้ยง หรือไม่ก็ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานิล เราจะจับปีละครั้ง เลี้ยงแล้วให้กินพืชสวนที่เราปลูกแล้วตัด พวกนี้กำไรดีกว่าฝากแบงก์อีก ลงทุน 1 หมื่นแต่ปีหนึ่งได้กำไร 6 หมื่นบาท เลี้ยงในพื้นที่ เช่น ปลา โดยให้เขาโตช้าๆ”

การใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาตินี้ จากเป็นคนเครียดกับการทำงาน มักนอนไม่หลับ นอนๆ อยู่ฝันไอเดียการตลาดผุดในหัวก็ต้องลุกขึ้นมาจด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ กินเพื่อคลายเครียด ส่งผลให้กลายเป็นหนุ่มเจ้าเนื้อ ทุกวันนี้เขาจึงต้องหันกลับมาดูแลตัวเอง เพื่อให้ชีวิตเขายืนยาวจะได้อยู่กับบลูกนานๆ

“ผมจะพูดกับเพื่อนกับครอบครัวเสมอๆ ว่าอย่าใช้วิธีทำธุรกิจมาใช้กับครอบครัว เพราะครอบครัวไม่ต้องการผลกำไร ครอบครัวไม่ได้ต้องการเอาชนะคู่แข่งที่ไหน แต่ครอบครัวใช้คำเดียวคือ ให้ เช่น ให้เวลา ให้หัวใจ ให้ความรู้สึก ให้ความจริงใจ คือเป็นสิ่งที่ผมคิดตลอดและบอกทุกคน ผมเข้าใจว่า เป้าหมายชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน แต่ขอให้เขาจัดสมดุลชีวิตให้ได้ ใครทำงานเยอะเพื่อเงินทองก็ขอให้ทำไปสำหรับมนุษย์งาน ผมจึงต้องจัดสมดุลด้านการเงินและการงาน และสิ่งให้ผมรัก ผมอยากให้ทุกคนหาสมดุลและต้องหาให้เจอว่าตัวเองชอบจริงๆ มีความสุขของแนวทางตัวเองจริงๆ สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่สมดุลกับความรักครับ”

น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์ อดีตซีล ฮีโร่คนสุดท้ายปิดถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559089

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์ อดีตซีล ฮีโร่คนสุดท้ายปิดถ้ำหลวง

โดย….มัลลิกา นามสง่า / ภาพ…วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาคือคนสุดท้ายที่ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ในภารกิจวันสุดท้ายช่วยหมูป่าออกมา และในช่วงเกือบสิ้นสุดภารกิจก็เกิดวิกฤตเครื่องปั๊มน้ำหยุดทำงานทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จนมิดถ้ำในวินาทีสุดท้ายที่เขาออกมาพอดี และเขาคืออดีตหน่วยซีลที่อายุมากที่สุดในทีม

เขาชื่อ “น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์” วัย 60 ปี อดีตหน่วยซีล หรือหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (รุ่นที่ 11 ปี 2522)

นับเป็นปฏิบัติการเขย่าโลก เมื่อนักฟุตบอลกับโค้ชทีมหมูป่า ทีนทอล์ค อะคาเดมี่ 13 คน ติดในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2561 จัดเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ (Mission Impossible) เพราะอุปสรรคหลายทางทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปได้ยากยิ่ง หากแต่ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ สามารถสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของหลายชาติทั่วโลก จนสามารถช่วยเหลือออกมาได้ครบในวันที่ 10 ก.ค. 2561

เลือดซีลเข้มข้น

ตำแหน่งก่อนเออร์ลี่รีไทร์ปี 2559 คือ ประจําแผนกส่งกําลังและซ่อมบํารุง กอง สน.นสร.กร. หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ

ช่วงที่ออกจากราชการในช่วงแรกยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับการบริหารที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง (เขาจบการศึกษาปริญญาโท Internet & E-Commerce Technology มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปี 2547) แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมและการจราจรที่เป็นอัมพาตทุกช่วงเวลาของเมืองหลวง เขาจึงเลือกมุ่งหน้าไปยังป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทำไร่

น.ท.ไชยนันต์ ได้น้อมนำพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” นอกจากนั้นยังทดลองปลูกทุเรียน น้อยหน่า มะนาว ขุดบ่อเลี้ยงปลา พืชผักที่ไร่ไร้สารเคมี

“ทุกวันผมตื่นมาฟ้ายังมืดอยู่ ใจก็คิดเมื่อไรจะเช้า อยากให้เช้าเร็วๆ อยากลงไปดูสวน ไปพรวนดิน ตัดใบไม้ วันๆ หนึ่งทำทุกอย่าง พักกินข้าวแล้วก็ลงไปทำต่อ ได้ออกกำลังกายตลอดเวลาเพราะทำเองหมด”

23 มิ.ย. 2561 ข่าวเด็กติดถ้ำเป็นที่สนใจของผู้คน เขาติดตามข่าวตามช่องทางต่างๆ เหมือนประชาชนทั่วไป จนเมื่อภารกิจนี้มีหน่วยซีลเข้าไปร่วม อดีตซีลยังได้รับรู้ข่าวอีกทางจากเพื่อนฝูงและรุ่นน้องที่อยู่ในพื้นที่

ชีวิตยังดำเนินไปเหมือนเช่นทุกวัน ตื่นมาดูแลไร่สวน หิวอยากกินเมนูปลาก็หาปลาในบ่อที่เลี้ยงไว้ เด็ดผักมาล้างกินได้อย่างสบายใจ พร้อมติดตามสถานการณ์หมูป่าเป็นระยะ

จนเมื่อเสียงปลายสายจากถ้ำหลวง เล่าสถานการณ์และขอให้ไปช่วย ในร่างที่มีเลือดซีลสูบฉีดอยู่ ไม่รั้งรอใดๆ เก็บกระเป๋าบินด่วนลงในบ่ายของวันที่ 29 มิ.ย. ทันที และเขาไม่ได้บอกคนในครอบครัวเลยแม้แต่ผู้เดียว

“เรามีกลุ่มซีลที่คุยกัน น้องรุ่น 16 17 โทรมา ครูครับครูอยู่ไหน มาช่วยหน่อย มาเป็นกำลังใจก็ยังดี ผมก็ออกจากไร่เลย ถ้างานไม่หนักหนาเขาคงไม่ถามเรา ไม่ชวนเราด้วย เราติดตามรู้ข่าวเหมือนประชาชนว่ายังไม่เจอ แต่อุปสรรคไม่รู้ ก็คิดว่าคงไม่ธรรมดาเพราะธรรมดาจบไปนานแล้ว ไม่สาหัสเขาก็ไม่โทรหาเรา

ไม่ได้บอกลูกเมีย เขารู้ว่าเราอยู่ไร่ ไม่จำเป็นต้องรู้ ถ้าบอกก็ต้องมานั่งอธิบาย ไม่มีเวลา ช่วงที่อยู่ไม่ได้ติดต่อครอบครัว เพื่อนฝูงไม่ได้ติดต่อใครเลย ที่เคยส่งกู๊ดมอร์นิ่งกันทุกเช้าก็ไม่ได้ส่ง

ไปถึงเข้าที่พัก เช้ามาดูสถานที่ ไปถึงปุ๊บพวกมนุษย์กบก็ดีใจ ช่วงนั้นต่างชาติเริ่มมา เราก็ดูแนวทางปฏิบัติว่าเขาทำอะไรกันไปแล้ว คุยกับ ผบ.หน่วยซีล (พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว) ตอนนั้นวางไลน์เชือกไปอีก 500 เมตร ก็จะถึงเนินนมสาวที่คาดว่าเด็กอยู่

วันที่เจอเด็กเราก็วางแผน ผมตัดสินใจอยู่ในทีมช่วยค้นหา ดำน้ำด้วย จับคู่บัดดี้มีทั้งต่างชาติและซีล ผมอยู่ในทีมฝรั่งเขาต้องการคนแปล เราก็ช่วยเหลือให้ทำงานราบรื่น มันยากที่ว่า ระยะทางไกล ดำน้ำทวนกระแสน้ำ ไปค้นหาไม่ได้ง่าย เอาเชือกไปด้วย เชือกของไทยเส้นใหญ่แบกใส่กระสอบ ของต่างชาติแค่ 4 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเอาเข้าไปได้ขนาดยาวกว่า ไลน์เชือกหมดต้องผูกกับอะไรไว้แล้วย้อนกลับมา คู่ต่อไปก็ไปผูกอีก”

คู่ของ น.ท.ไชยนันต์ จะต้องดำน้ำไปวางไลน์เชือกต่อจากคู่ของชาวอังกฤษ คือ ริชาร์ด สแตนตัน และ จอห์น โวลันเธน ที่เป็นคนพบเด็ก

“หลังจากเจอเด็กแล้วท่านผู้ว่าฯ (ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย) แถลงการณ์ห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง ผมกลับมาถึงที่พักราวเที่ยงคืนก็โทรหาลูกสาว (นุ่น-ณัชชานันท์ พีระณรงค์ ดีเจคลื่น 88.5 EDS) ส่งรูปถ้ำไปให้ดู บอกพ่อเพิ่งออกมาจากในถ้ำ เขาก็ดีใจที่เจอเด็กๆ เขาก็จะถามอะไรต่อ แต่ผมบอกพ่อหนาวเหลือเกิน เพราะดำน้ำไม่กี่ชั่วโมงก็จริงแต่พอขึ้นบกเราอยู่ในชุดที่เปียกตลอด”

น.ท.ไชยนันต์ ให้เหตุผลที่ไม่บอกทางครอบครัวว่า “ในสถานการณ์นั้นเราเครียด ความรู้สึกไม่ต่างจากคนไทย ทุกสายตาความคิดจดจ้องมาที่เรา เราทำอะไรทุกวินาทีมีความหมาย มาเล่นๆ ไม่ได้ ตอนนั้นเจอเป็นเจอตายก็ได้ แต่ต้องเจอ ไม่เจอไม่กลับบ้าน ไม่อยากคุยกับใคร”

วันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ เขาร่วมประชุมกับทีมค้นหา เพื่อวางแผนช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำ จนได้ข้อสรุปวิธีให้เด็กสวมหน้ากากแบบเต็มใบ

ชีวิตซีล ทุกภารกิจมีคนรอ

หลังจากสำเร็จนักเรียนจ่าทหารเรือ ไปเป็นเจ้าหน้าที่พลาธิการ ประจำเรือหลวง ท่าจีน พอกลับจากราชการเรือก็เป็นนักประดาน้ำชั้นต้น แล้วเข้าไปฝึกหน่วยซีล เมื่อปี 2522 รุ่นที่ 11

“เมื่อก่อนทหารใหม่เห็นรุ่นพี่เป็นหน่วยรบพิเศษก็อยากเป็นอย่างเขา ตอนนั้นอายุ 21 ปี ยังไม่แต่งงาน ไม่มีภาระอะไร

คัดเลือกจากร้อยกว่าคนเหลือ 60 คน มีเสียชีวิตไป 2 คน รุ่นผมจบเหลือ 21 คน ก่อนเข้าไปเรียนก็พอรู้ว่าโหด เสี่ยงชีวิต มีคนตายด้วย แต่เขาไม่ได้บังคับ คนเข้าไปเรียนถือว่าอาสานะ ตาย บาดเจ็บ ไม่มีสิทธิเรียกร้อง เราเข้าใจตรงนี้ดี ไม่ได้กลัวอะไร เมื่อรุ่นพี่ทำได้เราก็น่าจะทำได้

ฝึก 6 เดือน เป็นเบสิกเท่านั้นเอง ด้านร่างกาย จิตใจ ให้รู้ว่าสมรรถภาพร่างกายพร้อมตามที่เขากำหนด ฝึกพื้นฐานของการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในการทำภารกิจ การใช้อาวุธ การลาดตระเวน เป็นพื้นฐานของการจะเป็นหน่วยรบพิเศษในอนาคต

การทดสอบมีหลายอย่าง วิ่ง ว่ายน้ำ มัดมือมัดเท้าโยนลงทะเล ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่คุ้นเคย ความรู้สึกผมตอนนั้นไม่ได้มีอะไรโหดสุด เพราะเราฝึกแก้ปัญหาตามโจทย์ที่มีมาตลอด 6 เดือน ไม่ว่าจะการวิ่งที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ไหวแล้วแต่หยุดไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เขาทำให้เราที่คิดว่าจะทำไม่ได้แต่ต้องทำให้ได้

ว่ายน้ำไกลออกไปเรื่อยๆ ให้ร่างกายเราพัฒนา อดอาหารก็เป็นเรื่องการดำรงชีพให้หากินเอง มีน้ำกระติกเดียวปล่อยทิ้งไว้ทั้งในป่าในทะเล พอจบแล้วได้บรรจุเป็นนักทำลายใต้น้ำจู่โจม พอหลังๆ มาเรียกว่าหน่วยซีล เพราะมาตรฐานเดียวกันกับซีลอเมริกัน”

หลังจากนั้นได้รับการฝึกอีกหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็น ส่งกําลังทางอากาศนาวิกโยธิน รุ่นที่ 3 (Airborne) การรบพิเศษนาวิกโยธิน รุ่นที่ 16 รบพิเศษสะเทินน้ำสะเทินบก (Recon) นักทําลายใต้น้ำจู่โจมชั้นสูง (Seal) หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ, Parachute wings of The United State of America, จู่โจม สม. ทบ.(Ranger), Foreign Advance Clearance Diving & EOD. At Diving School RAN. Australia และการบรรเทาสาธารณภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย เป็นต้น

ได้รับเหรียญพระราชทาน เหรียญพิทักษ์เสรีชน ตน. เจ้าหน้าที่พิเศษ กอ.รมน./จ.อ. เหรียญจักรมาลา ตน. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ 4 ชื่อ จัตุรถาภรณ์ และเหรียญตรา UN เจ้าหน้าที่ UNGCI ประเทศอิรัก

“ถามว่าเชี่ยวชาญทุกอย่างไหม ซีลทุกคนมีพื้นฐานเหมือนกัน แต่เรามีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกัน ผมเชี่ยวชาญด้านการดำน้ำ แต่ในถ้ำในชีวิตนี้เพิ่งเคยเจอ”

ยังเป็นครูฝึกซีลอีก 10 รุ่น นับตั้งแต่ปี 2524 แต่ซีลรุ่น 13 ไม่มีผู้ผ่านการฝึกสักคน ดังนั้นซีลจึงมีไล่มาตั้งแต่ 1-12, 14 ไล่ไปจนถึงปัจจุบันคือรุ่นที่ 45

“ระหว่างเป็นหน่วยซีลในการทำงานก็เป็นด้านยุทธวิธีสงครามนอกแบบ ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ต่อต้านการก่อการร้าย รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญทั้งทางลับ ลาดตระเวนไปชายแดน ที่ไปก็มีภารกิจสำคัญเยอะ เป็นภารกิจทางทหารก็ไม่ได้ออกข่าวว่าทำอะไร”

ชีวิตวัยหนุ่มทำงานรับใช้ประเทศชาติเต็มที่ จนปี 2526 แต่งงาน และปี 2533 มีลูกสาว สิ่งที่ครอบครัวรู้เสมอมาคือ สามีไปราชการ พ่อไปโดดร่ม พ่อไปดำน้ำ แต่ในรายละเอียดของงานนั้นมิอาจล่วงรู้ได้

“ที่ผ่านมามีเพื่อนฝูงเสียชีวิตบ่อยๆ เขาก็เข้าใจว่าเราทำงานเสี่ยง อยู่กันด้วยความเข้าใจ พอมีลูกเราก็ห่วงแต่เราเลือกไม่ได้ เพราะเป็นคนเดินเข้าไปหน่วยนี้เอง แต่ในความรู้สึกของเราคิดว่าจะทำยังไงสอนลูกให้ช่วยเหลือตัวเองได้ให้เร็วที่สุด

เคยคุยกับแฟน ถ้าวันหนึ่งผมเกิดโชคร้าย ลูกยังเล็กเราก็ห่วง แต่ถ้าเราสอนเขาให้เข้าใจในปัญหาต่างๆ เรียนรู้วิธีแก้ไข อยู่ในสังคมได้ ถ้าเราเป็นอะไรไปเขาก็อยู่ได้ เราก็ไปทำงานได้อย่างมีความสุข เขาก็รู้แค่ว่าพ่อไปราชการ เขาไม่มีอารมณ์เด็กติดพ่อ ที่สำคัญทางญาติคุณแม่ช่วยดูแล ทำให้เรารู้สึกมั่นใจ ครอบครัวมีพี่น้องคอยดูแล เราไปทำงานโดยไม่ต้องห่วงข้างหลัง”

ระหว่างรับราชการมีย้ายสังกัดบ้าง แต่เมื่อกลับมาที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ทุกๆ 6 เดือนจะมีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายเสมอ

หากช่วง 2 ปีที่หยุดทำงานราชการ ออกมาเป็นชาวไร่ชาวสวน เขาก็ยังมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้ภารกิจหนักๆ ได้เช่นเคย เพราะการถือจอบ ถือมีดดายหญ้า การงานในไร่นั้นก็ฝึกฝนร่างกายได้

การไปช่วยหน่วยซีลร่วมค้นหาหมูป่าที่ถ้ำหลวง เขาเป็นบุคคลที่อายุมากที่สุดในอดีตซีล แต่อย่าถามความฟิต เพราะข่มรุ่นน้อง ลูกศิษย์ได้สบายๆ

“เรื่องห่างจากการดำน้ำไม่ได้เป็นอุปสรรคกับผม เรามีความคุ้นเคยการทำงานใต้น้ำมาตลอด แต่ไม่ได้ประมาท เรื่องสุขภาพรู้สึกว่าฟิตมากกว่าตอนอยู่ที่หน่วย เพราะตอนนั้นเราแค่ฟิตตามสกอร์ แต่ปัจจุบันเราทำไร่ เราทำเองทุกอย่าง เหมือนได้ออกกำลังกายทุกวัน รู้สึกเฟรชตลอด มั่นใจในสุขภาพ”

ถูกฝึกให้รับความเสี่ยง

“ครู ผมว่าไม่ง่ายแล้ว ยากกว่าตอนค้นหาอีก” ต้นเสียงมาจากถ้ำหลวง หลังจากเขากลับมานอนบ้านได้เพียงคืนเดียว แน่นอนว่าเขาไม่หยุดคิดใดๆ แต่คราวนี้ได้บอกคนในครอบครัวก่อนเดินทาง

“ถ้ำหลวงเป็นวิกฤตที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เครื่องบินตกในทะล เรือจม กู้ชีวิต กู้ศพอะไรเราก็ทำได้หมด แต่วิกฤตถ้ำหลวง เราไม่เคยมีความรู้เรื่องการดำน้ำในถ้ำ อุปกรณ์ก็ไม่มี

จากประสบการณ์ที่เคยอยู่ชายแดน ดำน้ำในแม่น้ำโขงก็ขุ่นมาก น้ำเป็นสีชาสีกาแฟก็มี แต่ในถ้ำน้ำขุ่นและมืด คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะดำไปโผล่ตรงไหน ชนอะไร ดำน้ำต้องมือคลำตลอด บางจุดไฟฉายแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ คือเส้นทางอันตรายกับนักดำน้ำ

ผมได้คุยกับทีมฝรั่ง กับทางหน่วยซีล หลังจากพบเด็ก ผมเสนอไปให้ใช้ฟูลเฟสแมสเด็กไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะจากปากถ้ำถึงโถง 3 ก็ยากมาก โถง 2 มาโถง 3 มีจุดแคบ บางช่วงไม่มีน้ำ แต่การเดินแทบไม่ได้ ต้องปีนหินขึ้นไป เหมือนเหวประมาณ 100 เมตร ต้องทำลวดสลิงเอาอุปกรณ์ไปทางเชือก สรุปทุกคนในกลุ่มก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ การตัดสินใจไม่ใช่เรา ผบ.หน่วยซีลต้องนำไปรายงานอีกที เพราะการนำออกมาเหมือนชี้เป็นชี้ตาย”

การกลับไปช่วยนำหมูป่าออกจากถ้ำหลวง เขาเป็นหัวหน้าชุดรับผิดชอบพื้นที่ระหว่างโถง 3 กับโถง 2 ซึ่งมีพื้นที่เป็นตัวยู (U)

“เราฐานะเคยเป็นหน่วยซีลมั่นใจเอาออกมาทางน้ำ แต่ทางอื่นเราไม่เชี่ยวชาญ พอแซมเสียชีวิต (จ.อ.สมาน กุนัน-ยศขณะปฏิบัติภารกิจ) ก็ปรับมาเอาแผนนี้อย่างเร่งด่วน เพราะออกซิเจนในถ้ำลดลง พยากรณ์อากาศฝนจะมา น้ำจะขึ้น

ก็วางแผนจัดกำลังทุกคนมีหน้าที่เข้าไปทำยังไง ทดลองกันทั้งข้างนอก-ในถ้ำ ทดลองทุกส่วน 100 เมตรนี้มีอุปสรรคอะไร ผมอยู่ระหว่างโถง 3 มา 2 สูบน้ำออกเพื่อให้เพดานสูงมีช่องให้หายใจ แต่ต้องคลานออกไปไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย

วันแรกทุกคนค่อนข้างเครียด แต่มั่นใจถ้าทำตามแผนที่วางไว้ตามที่ได้รับมอบหมายในเซ็กชั่นของเรา มีความยากง่าย บางเซ็กชั่นต้องใช้แขวนเชือกร่วงลงมาก็ตายเหมือนกัน

ก่อนถึงปากถ้ำก็ลอยน้ำ 2 เมตรก่อน ทำยังไงให้ลอยอยู่ในแพ ของผมอยู่ในจุดชักรอก นักดำน้ำต้องถอดอุปกรณ์ เอานักดำขึ้นมา แล้วเอาเด็กใส่รอกขึ้นมา วันที่ 2 ทุกคนมีความมั่นใจ ทุกคนรู้หน้าที่กลับไปทำเหมือนเดิม”

วันที่ 3 หลังจากทีมหมูป่าออกจากถ้ำครบ ระหว่างที่หมอภาคย์ (พ.ท.ภาคย์ โลหารชุน) และหน่วยซีลอีก 3 นายกำลังออกมาถึงโถง 3 ได้เกิดเหตุปั๊มสูบน้ำระหว่างโถง 3 กับ 2 ขัดข้อง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูง 50 เซนติเมตร ใน 20 นาที ในพื้นที่นั้นมีเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและต่างชาติอยู่ราว 30 คน

“พอปั๊มน้ำดับเราให้คนทยอยออก ต้องคลานออกไป เพราะยังมีเวลาที่ออกไปตัวเปล่าได้ ถ้าน้ำมาเต็มก็ออกได้แต่เสียเวลาต้องใส่อุปกรณ์ดำออกไป ตอนนั้นทีมแพทย์ นักดำน้ำต่างชาติเขาก็ไม่ทิ้งเรา เขารอจนหน่วยซีลออกมาครบ

ผมเป็นหัวหน้าชุดอยู่โถง 3 กับ 2 ก็ตะโกนให้ถอนตัว เอาไฟฉายส่องดูแล้วตะโกน เพราะทางในถ้ำซับซ้อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครหลงเหลือ ทีมหมอภาคย์ออกไปแล้ว เหลือผมกับทีมชาวจีน 6 คน เขาขอเวลาเก็บอุปกรณ์รอกในถ้ำ เราเป็นเจ้าภาพก็อยู่ด้วย

ตอนผมออกมาน้ำในช่องเต็มแล้ว มีสำลักน้ำนิดหน่อย บริเวณนั้นลักษณะเหมือนตัวยู เวลาจะไปโถง 3 ต้องสไลด์ตัว คลานออกมา นักดำน้ำถอดอุปกรณ์แล้วต้องให้คนดึงขึ้น นาทีนั้นน้ำก็มิดเราแล้ว ยังปีนขึ้นไปทัน ถ้าช้าอีกหน่อยไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ภารกิจอาจเสร็จสว่าง”

หลังจากช่วยทีมหมูป่าออกมาได้ครบ หลังเที่ยงคืนถึงได้โทรกลับไปหาครอบครัว ซึ่งแน่นอนว่าทุกๆ ครั้งที่เขาเงียบไปหลายวันเวลาที่ส่งเสียงไป หรือกลับบ้านให้เห็นหน้า คือของขวัญของครอบครัว และคือความภาคภูมิใจที่มีต่อผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าสิ่งที่เขาไปทำมาจะคืออะไรก็ตาม คนข้างหลังรับรู้ได้ว่าเพื่อประเทศชาติ

บ้านเล็กในป่าใหญ่

ในวันที่หมดภารกิจเพื่อชาติ เขาได้ปักหลักชีวิตในบ้านเล็กที่โอบล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี ที่ความสุขอยู่ทั่วทุกผืนดินที่เท้าย่ำกราย

“ผมไปทำไร่ที่ป่าละอู พี่ชายทำไร่อยู่ก่อนแล้ว และมีคุณแม่อายุ 90 เราก็ได้กลับไปดูแลคุณแม่ด้วย ผมนึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อยากลองทำ ก็ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ปีกว่าที่ทำมีความสุข ได้อยู่กับธรรมชาติ

ความสุขเราหาได้ตลอดเวลา อยู่ที่เราจะเข้าใจ ทำงานในหน่วยซีลก็เป็นความสุข แบบนี้ก็เป็นความสุข เราผ่านเราเจอมาเยอะแล้ว วันนี้เราให้กับตัวเอง ความสุขแบบง่ายๆ”

นอกจากอยู่ในไร่ บางครั้งก็ไปบวช หรือไปทัวร์แสวงบุญนานหลายสัปดาห์ หากแต่เมื่อไรที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตและต้องการความช่วยเหลือที่อดีตซีลจะทำได้ เขาพร้อมเสมอ

“ความรู้สึกเราถูกสร้างมาให้ทำงานกับความเสี่ยง มีเหตุการณ์ที่คิดว่าเราทำได้เราก็ต้องทำ ถึงแม้จะต้องตายเราก็ยินดี ถ้าเราทำแล้วมันประสบความสำเร็จ สูญเสียก็ไม่ได้เสียดาย เราถูกฝึกมาแบบนี้ เราทำงานภายใต้สภาวะเสี่ยง เหตุการณ์ที่ทำให้ซีลเสียชีวิตเราเจอกันจนชิน เราไม่ได้ประมาท ยิ่งมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา เราทำดีที่สุดแล้ว ทุกคนต้องตาย ก็ไม่ได้กลัว แต่ถ้าไม่มีอะไรก็อยู่กับสวน”

ในวันวัยที่รับราชการผ่านดงระเบิดฝ่าห่ากระสุนมาก็เยอะแล้ว ถึงวันวัย 60 ปี น.ท.ไชยนันต์ พีระณรงค์ เลือกใช้ชีวิตอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า และมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ ที่จะดำเนินรอยตามพระบาท ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และอุทิศตนทำความดีเพื่อแผ่นดินตราบเท่าที่แรงกายและความสามารถมี