ศรัณย์+ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจแบบสายกลางพอดีๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558248

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 10:17 น.

ศรัณย์+ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจแบบสายกลางพอดีๆ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มักได้ยินคำกล่าวตามแนวความคิดแบบศาสนาพุทธว่า คนที่จะอยู่กันได้นั้นมักจะมีธรรมะเสมอกัน คนที่มาเจอกันเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องเคยทำบุญหนุนนำร่วมกันมา

เช่นเดียวกับบุคคลคู่นี้ โดยหน้าที่การงานแล้วทั้งคู่เติบโตกันมาคนละทางไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ แต่เขาก็ได้มาเจอกันได้ ศรัณย์ กับ ณัฐชญา ไมตรีเวช

ฝ่ายชายนั้นเป็นนักเขียนดังในแนวธรรมะ ใช้นามปากกาว่า “ดังตฤณ” ส่วนฝ่ายภรรยานั้น เป็นแพทย์ทางด้านผิวพรรณและความงาม เจ้าของคลินิก ณัฐชญา คลินิก ผู้ให้บริการความงามแบบครบวงจรทั้งการใช้เครื่องไม้เครื่องมือจากเทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาช่วยในการรักษา ขณะเดียวกันก็ยังให้การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดแบบองค์ร่วมกันไปด้วย ซึ่งมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ต้องควบคู่กับจรรยาบรรณทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

ทั้งสองได้พบกัน เพราะมีสายธรรมะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ เนื่องจากพี่สาวของศรัณย์ ได้ไปปฏิบัติธรรมและทำบุญที่วัดแห่งเดียวกับที่คุณหมอสาวไปปฏิบัติธรรมเช่นกัน จึงแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน และทั้งคู่มีแนวคิดมุมมองความคิดในทางธรรมและการใช้ชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน แม้วัยจะต่างกันถึง 10 กว่าปี ก็ไม่ใช่อุปสรรค การได้พูดคุยดูใจกันหลายปีจึงแต่งงานกันมานานกว่า 10 ปี จนมีลูกชายวัย 7 ขวบ เป็นโซ่ทองคล้องใจทั้งคู่วัยด้วยกัน

“เราสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีผมเขียนหนังสือทำงานที่บ้าน ภรรยาไปทำงานที่คลินิกต่างคนต่างมีทางของตัวเอง มีความเหมือนกันเพื่อให้เข้าใจกัน มีความต่างกันเพื่อให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน” ศรัณย์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ภรรยาสนับสนุนเส้นทางธรรมเป็นอย่างดี

ศรัณย์ บอกว่าแต่เดิมนั้นเขาไม่คิดจะแต่งงานเลย คิดว่าบั้นปลายจะบวชเป็นพระ จึงอยู่เป็นโสดมานานถึง 40 ปี จึงมาเจอเธอและเห็นในแนวทางการใช้ชีวิตของภรรยาว่ามีความสนใจในหลักทางธรรมเช่นเดียวกัน ตอนที่เริ่มคบหาดูใจกันก็บอกว่า เขาเป็นผู้สนใจธรรมะทำงานเกี่ยวกับธรรมะ ไม่มีความหวือหวา ไม่มีสีสันในชีวิต ไม่โรแมนติก ไม่เที่ยวสรวลเสเฮฮา ใช้ชีวิตอยู่ในความสงบและเรียบง่าย และถ้าหากแต่งงานแล้วไม่มีลูกก็ขอไปบวชในช่วงบั้นปลายชีวิต

“การทำงานการต่างๆ ของผมก็จะไม่สะสมเงินทองมากมาย เพื่อกินเพื่อใช้ไปพอสมควรแก่เหตุ อีกครึ่งหนึ่งก็เพื่อทำบุญแบ่งปันสะสมบุญมากกว่าสะสมเงิน ถ้าใครจะมาร่วมชีวิตต้องเข้าใจตรงกัน ซึ่งโชคดีมากที่เธอเข้าใจความตั้งใจของผม เราจึงไปกันได้ด้วยดี ไม่ต้องมาทุกข์ร้อนใจ เพราะเห็นไม่ตรงกันก็จะทำให้ชีวิตคู่มีแต่เรื่องร้อนใจ” ศรัณย์ เล่าอย่างจริงจัง

ในขณะที่เรื่องงานของเธอเขาก็สนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งการให้แนวคิดหรือส่งเสริมเงินทุนอย่างสมเหตุสมผล เพราะเข้าใจว่าพวกเรายังเป็นคนที่ต้องทำงานเลี้ยงชีพ มีลูกน้องต้องดูแล การทำบุญก็ต้องทำบ้าง เรียกว่าทางโลกไม่ให้ช้ำ ทางธรรมไม่ให้เสื่อม ทั้งสองอย่างนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้

“คืองานก็ต้องทำ แต่เราก็ไม่อยากให้ภรรยาอยู่กับตัวเลขบัญชีขาดทุนไปทั้งชีวิต ผูกกับตัวเลขตลอดเวลาชีวิตก็ไม่เหลืออะไรสุดท้ายตัวเลขนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้านำตัวเลขนั้นไปทำประโยชน์ให้คนอื่นด้วยมันก็มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ”

สามีเป็นที่พึ่งทางใจได้เป็นอย่างดี

ฝ่ายคุณหมอภรรยา กล่าวว่า เธอเป็นผู้หญิงทำงานที่สามารถดูแลตัวเองได้ ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ แต่สามีนั้นถือเป็นที่พึ่งทางใจเวลามีเรื่องไม่สบายใจต่างๆ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

“เมื่อได้คุยได้ปรึกษากับสามี เขาจะมีคำแนะนำที่ทำให้เธอสบายใจ ทุเลาความเครียดออกไปได้มาก เขาจะมีเมตตาธรรมอยู่มาก วิธีคิดมุมมองไม่เอาเปรียบใคร เขาจะสอนให้ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ อย่าเห็นแก่ตัว แต่แนะนำให้เราทำงานโดยไม่ผิดศีลห้า ทำงานให้พอดี เดินสายกลาง จะส่งผลดีในระยะยาวได้ทำงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง เอาความสุขความถูกต้องเป็นตัวตั้ง ซึ่งจะยั่งยืนในระยะยาว”

คุณหมอ กล่าวว่า มองภาพตัวเองในอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ จะทำงานให้ดีมีคุณภาพและสามารถใช้หนี้ที่เอามาทำธุรกิจหมด และคลินิกดำเนินการด้วยตัวเองได้และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแล จนธุรกิจดำเนินไปได้เอง เธอก็จะค่อยๆ วางมือและจะไปช่วยสามีทำงานเพื่อมูลนิธิ “บูรณะพุทธ” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส ทำสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กชาวเขาต่างๆ

“บ้านรถ เงินทอง ได้แค่ชาตินี้ แต่ความดีบุญกรรมต่างๆ จะตามไปถึงชาติหน้า เราจึงสะสมเงินตามสมควร แล้วก็สะสมความดีสะสมบุญไปควบคู่กัน”

นอกจากทำคลินิกด้านผิวพรรณแล้ว เธอกับสามียังลงทุนร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ชื่อ How far เพื่อพิมพ์หนังสือธรรมะและการ์ตูนธรรมะเพื่อเผยแพร่ธรรมะให้กับเด็กๆ และเยาวชน ในรูปแบบที่ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ เพราะชื่อว่าธรรมะเป็นของดีใช้เป็นวัคซีนใจให้เด็กๆ เอาไว้ใช้ดำเนินชีวิต

ทั้งเธอและสามีเชื่อว่าการสอนธรรมะควรสอนกันแต่เด็กๆ เพราะไม้อ่อนดัดง่าย อย่ารอให้โตแล้วค่อยสอนซึ่งอาจจะสายเกินไป 

My Collection สไตล์ ‘จิรายุ ห่วงทรัพย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558244

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 09:57 น.

My Collection สไตล์ ‘จิรายุ ห่วงทรัพย์’

โดย ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการไล่ตามความฝันครั้งวันวาน จนกลายเป็นของสะสมอันทรงคุณค่าตามแบบฉบับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง และอดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย ก่อนจะเปิดห้องทำงานซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่บ่งบอกสะท้อนความเป็นตัวตน

จิรายุ บอกว่า ห้องทำงานนี้เกิดจากความชื่นชอบรถตั้งแต่เด็กๆ เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีชีวิต ความหมายคือ มันพูดสื่อสารได้ ยกตัวอย่างรถหนึ่งคันไม่ใช่มีแค่ล้อรถหรือตัวถัง แต่เป็นการออกแบบของคนนับร้อยเข้าไปดีไซน์ จนออกมาเป็นรถหนึ่งคันให้ได้ขับ

จิรายุ เล่าต่อว่า เมื่อได้เข้าวงการสื่อสารมวลชน โดยประจำอยู่สายเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จึงมีโอกาสถูกเชิญให้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทดสอบรถยนต์ และได้มาเขียนคอลัมน์ทดสอบรถ ประมาณปี 2534-2535 กระทั่งได้ขึ้นเป็นบรรณาธิการหน้าการตลาด

“จากนั้นผมเริ่มเก็บทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะของเกี่ยวกับรถเท่านั้น ผมเก็บตั้งแต่ อาทิ บัตรนักข่าว นามบัตร เครื่องอัดเสียงเป็นแบบตลับเทป กล้อง ของที่ไปทำข่าวทุกชิ้น ซึ่งสมัยก่อนบริษัทจะให้ของชำร่วยเล็กๆ และของแต่ละชิ้นมีการคิดมาก่อน จะทำให้เราผูกใจรักกับผลิตภัณฑ์เขาได้อย่างไร และสมัยนั้นเป็นการออกแบบให้ใช้งานได้ เช่น ปากกาดีไซน์รถ ก็เก็บมาตลอด” จิรายุ เล่าพลางอมยิ้ม

กระทั่งเขาได้มาเริ่มแข่งรถและทำธุรกิจเกี่ยวกับรถมาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้สื่อข่าว โดยรับจัดแข่งแรลลี่ ทำรายการวิทยุ จนมีรายได้เสริมเติบโตขึ้นมา

“พอไปเจออะไรก็แล้วแต่ ที่คิดว่ามันใช่ก็ซื้อหมด แม้มีครอบครัวมีลูก พอลูกอายุ 1 ขวบ แล้วเล่นรถสักคันก็เก็บ กระทั่งรองเท้าใส่ปั่นจักรยานของลูก จักรยานลูก เก็บหมด จนภรรยาบ่นว่าเก็บทำไมให้รกบ้าน (หัวเราะ) แต่ที่เก็บเพราะรู้สึกว่ามีคุณค่า จึงเป็นที่มาของห้องนี้”

นอกจากนี้ ยังมีเบาะรถแข่ง เวลาทำรถแข่งซึ่งที่ผ่านมือมาจริงๆ 7 คัน ทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นตัวรถ เขาเอากลับมาไว้บ้านหมด เช่น ตัวจับระยะ เบาะ พวงมาลัย ถุงมือแข่งรถ ล้อแม็ก แป้นเบรก หน้าปัด รองเท้า ชุดแข่ง เป็นความทรงจำที่เห็นได้ตลอด มันอาจเป็นเรื่องทั่วๆ ไปของผู้ชายที่ชอบรถ หรือผู้หญิงอาจชอบตุ๊กตา ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อชอบแล้วลงไปให้ลึก จะเห็นว่างานแต่ละชิ้นที่ถูกออกแบบ ทำให้ได้ปัญญามาก ไอเดีย ความคิด ความสนุก สีสันของมัน

“ห้องนี้มันทำให้เรามองเห็นความทรงจำทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาคิดอะไรไม่ออก ผมก็จะเดินไปดูงานสักชิ้นหนึ่ง คิดได้ยังไงกว่าจะออกแบบมาให้เราชอบได้ เช่น ที่วางโทรศัพท์ดีไซน์รูปรถ เราอยากได้ก็ซื้อ หรือไปงานเขาแจกมา ก็จะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

และหากถามว่าชอบที่สุดในห้องนี้ พูดตรงไปตรงมายังหาคำตอบไม่ได้ เพราะมันเป็นที่สุดทุกอย่าง และของที่เพิ่งได้มาเร็วๆ นี้ก็เป็นโมเดลรถมินิคูเปอร์เก่า จึงตอบยากว่าอันไหนคือที่สุดของความชอบ แต่ถ้ามองรอบๆ ที่สุดในห้อง คงจะเป็นถ้วยรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันรถ เพราะมันมาจากการต่อสู้ ไม่ใช่มาแบบฟลุกๆ หรือจับสลากมา”

อดีตผู้ประกาศข่าวรายนี้ ยังเล่าถึงอีกหนึ่งของสะสมสุดเจ๋ง คือ ป้ายทะเบียนรถยนต์ โดยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพื่อนซึ่งอยู่สหรัฐอเมริกาขายให้ โดยป้ายทะเบียนรถที่สหรัฐ เวลาใช้เสร็จแล้วจะทิ้ง แต่เพื่อนก็เก็บๆ มา พอเขามาดูเป็นปี 1939 อยู่รัฐเคนทักกี ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

จากนั้นเขาเลยลองมาค้นประวัติดู พบว่าปี 1930-1935 สหรัฐเริ่มมีป้ายทะเบียนใช้แล้ว แต่มันก็หายหมดไปตามสภาพ เพราะตั้ง 80 ปี

“เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เก่าที่สุดและมีค่า และกำลังคิดไปใส่กรอบ แต่ที่สะสมมันหลากหลาย หากเอาไปใส่กรอบจะกลายเป็นมาสเตอร์พีซเพียงชิ้นเดียว แทนที่จะสนใจทุกสิ่งทุกอย่าง ผมยอมรับว่าเป็นป้ายทะเบียนแผ่นแรกในชีวิต และยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มสะสมเรื่อยมา จนทุกวันนี้เก็บจนครบ 50 รัฐ ซึ่งเดี๋ยวนี้คนอเมริกาจะเอามาขายเยอะ เพียงแต่เป็นปี 2000 ขึ้นมา แต่ปีต่ำกว่า 1960 ลงมา จะไม่ค่อยมี บางคนเก็บหมด ไม่มีใครปล่อยออกมาขาย และทำปลอมออกมาขายก็เยอะที่เห็นอยู่”

นอกเหนือจากนี้ จิรายุ ยังบอกว่า ของสะสมชิ้นใหญ่ๆ เลย มอเตอร์ไซค์โบราณ Honda R80 ของพ่อตา และรักมากสุดคือ Morris Mini Pick-up เพราะเป็นรถยุคแรกๆ ค่อนข้างหายากและเป็นรถแท้ ซึ่งสมัยก่อนที่ผลิตจะมี Austin / Morris Mini Cooper ทว่า Morris Mini Pick-up ถูกผลิตออกมาให้เป็นกระบะ ซึ่งเจ้าตัวนี้มีไม่กี่คันในประเทศไทย

สำหรับอีกหนึ่งของสะสมที่ประทับใจคือ Lotus Elan ซึ่งรถคันนี้เพิ่งได้มาไม่ถึง 7 ปีก่อน สาเหตุฝังใจกับรถคันนี้เพราะสมัยตอนเคยถูกเชิญให้ไปทดสอบรถรุ่นนี้ และมันพิเศษตรงที่เป็นรถเปิดประทุน โดยรถใช้ทดสอบเป็นของภรรยา เจ้าของบริษัท โลตัส ในปัจจุบัน โดยให้มาขับ 7 วัน

ทว่าวันแรกน้ำมันหมด ไปปั๊มแต่เขาดันหาที่เปิดถังน้ำมันไม่เจอ จนกระทั่งเด็กปั๊มมาถามแล้วเปิดให้ เพราะที่เปิดมันดันซ่อนอยู่ตรงประตู เด็กรู้ว่าไม่ใช่รถตัวเองแน่ ทำให้ผูกใจเจ็บและชอบเจ้าคันนี้

“พอเห็นรถรุ่นนี้ที่เคยทดสอบขับ ประกาศขายในเว็บประมาณ 4 แสนบาท ก็ไปซื้อ พอได้มาก็เอาไปแต่งให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมทุกอย่าง และที่พิเศษคือตัวถังรถรุ่นนี้ไม่ใช่เหล็ก หากชนเรื่องใหญ่ เพราะต้องเอามาขึ้นรูปใหม่

ทั้งหมดมันทำให้ชีวิตขับเคลื่อนได้และทำให้เราหนุ่มเสมอ มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเราชอบรถต้องปรับตัวเข้าหามัน หากเชยๆ แล้วไปขับรถซิ่งๆ มันไม่ได้ มันทำให้รู้จักเลือกใช้ชีวิต เลือกซื้อของ เลือกผจญภัย รู้จักเลือกทุกอย่าง มันทำให้มีพลังทางความคิด และที่เติบโตมาได้ทางธุรกิจต้องบอกว่าได้รถยนต์ จึงคิดอยากทำหิ้งแล้วเอารถไปไว้ จุดธูปไหว้ขอบคุณ ทำให้รู้ว่ารถมันต้องอยู่กับตัวเราทุกอย่าง”

ธนวรรธน์ พลวิชัย นักเศรษฐศาสตร์สายประยุกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558242

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

ธนวรรธน์ พลวิชัย นักเศรษฐศาสตร์สายประยุกต์

โดยชลธิชา ภัทรสิริวรกุล ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ในวงการนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ชื่อของ ธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการและวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย น่าจะถูกคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะเป็นคนที่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจแบบรอบด้าน และด้วยลักษณะการนำเสนอที่ตรงประเด็น เข้าใจง่าย จึงไม่แปลกใจที่ธนวรรธน์จะถูกเรียกใช้บริการ และครองพื้นที่สื่ออยู่บ่อยๆ

ชะตาลิขิต ฟ้ากำหนดให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์

ธนวรรธน์ หรืออาจารย์กอล์ฟของลูกศิษย์ เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วไม่เคยคิดที่จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย อยากเป็นวิศวกรมากกว่า ทำให้ได้เรียนฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ และเริ่มตั้งใจเรียนเพื่อสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ปรากฏว่าสอบไม่ติด จึงต้องมองว่าที่ไหนเปิด และมีสาขาไหนบ้างที่พอจะสอบเทียบโอนกันได้ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา พบว่าตอนนั้นมีเพียงคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เปิด จึงไปเรียน และเรียนแบบงงๆ แต่กลับจบภายใน 3 ปีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

“พอจบก็เลยไปเรียนต่อที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพราะด้วยความที่เรียนจบเร็ว ทำให้ต้องหาที่เรียนต่อที่เปิดรับช่วงกลางเทอม ซึ่งก็มีเพียงคณะเศรษฐศาสตร์ (เชิงปริมาณ) ของนิด้าที่เปิดสอน ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้ว อยากเรียนต่อหลักสูตรด้านการบริหารธุรกิจ (เอ็มบีเอ) มันจึงเหมือนไฟลต์บังคับ พอจบปริญญาโทแล้วก็มีโอกาสไปทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 5 ปี ก่อนจะได้รับทุนให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา”

และตอนนั้นเขาก็เลือกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในรัฐที่มีญาติอยู่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ แล้วก็บังเอิญอีกที่มหาวิทยาลัยในรัฐนั้นมีคณะเศรษฐศาสตร์ด้านสถิติที่เปิดสอนอยู่ และได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับแบบจำลองทางเศรษฐกิจ

“ตอนที่ทำงานอยู่ กฟผ.ก็มีโอกาสได้ใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในการทำงาน และยิ่งเมื่อจบเอกมาทำให้รู้และเข้าใจทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ สถิติและเศรษฐศาสตร์ จึงทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้มาผสมผสานกัน และมองอะไรเป็นระบบมากขึ้น ทำให้รู้ว่าตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกเรียนทางนี้”

เส้นทางการทำงานที่หล่อหลอมสู่แวดวงวิชาการ

เมื่อเรียนจบปริญญาเอกกลับมา แรกๆ ธนวรรธน์ก็ยังไม่รู้จะทำอะไรดี รู้แค่ว่าตัวเองอยากทำงานกับเอกชนและภาคธุรกิจ และก็ไม่รู้อะไรดลใจให้โทรหาเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เจอกันมานานมาก

“เลยเปิดสมุดหน้าเรียนเพื่อหาเบอร์โทรมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เพื่อนสอนอยู่ และจำได้ว่า ตอนนั้นปลายสายเป็นผู้หญิงรับ และเผอิญเพื่อนเราอยู่ตรงนั้นพอดี ก็เลยได้คุยถามสารทุกข์สุกดิบกัน ก็ตอบไปว่า นี่เพิ่งเรียนจบเอกกลับมา เพื่อนเลยชวนว่าสนใจมาสมัครเป็นอาจารย์ที่หอการค้าไทยมั้ย จึงตอบตกลงไป”

เขาเริ่มชีวิตการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 2538 ทำได้ปีกว่าๆ ก็มีคนชวนไปทำงานฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจบริษัทหลักทรัพย์ แต่โชคร้ายที่ปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

“สถาบันการเงินหลายแห่งปิดตัวลง รวมทั้งบริษัทที่ทำอยู่ด้วย จึงทำให้ตอนนั้นตกอยู่ในภาวะคนว่างงาน และทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทราบข่าวก็เลยชวนให้กลับมาทำงานด้วยอีกรอบ และอยู่ยาวมาถึงปัจจุบัน จากประสบการณ์ตอนนั้น ทำให้เข้าใจในมุมมองของทั้งภาครัฐ เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ ได้เข้าใจเรื่องการวิเคราะห์หุ้น รวมทั้งได้เรียนรู้ภาวะการหนีตายและภาวะการรอดตาย และเข้าใจสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ มันจึงกลายเป็นทักษะในการทำงานที่ติดตัว”

เศรษฐศาสตร์ในฉบับ“ธนวรรธน์”

การดึง 5 เสือ ตั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ถือว่าเป็นการเปิดประตูใหม่ของชีวิตธนวรรธน์ หลังจากที่มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของหอการค้าไทย จึงทำให้มีแนวคิดที่จะเปิดศูนย์ที่ใช้ในการติดตามและพยากรณ์ทางด้านเศรษฐกิจในเวลานั้น จึงได้ดึงอาจารย์ที่จบ ป.เอก 5 คนมาตั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจเมื่อเดือน มิ.ย. 2541 และโพลดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจึงเปิดตัวออกมาครั้งแรกเมื่อ พ.ย. 2541 พอแถลงข่าวเปิดตัวปุ๊บก็ได้รับความสนใจจากสื่อ และเป็นที่ยอมรับ เพราะออกมาได้ถูกที่ ถูกเวลา และครองพื้นที่สื่อมาถึงทุกวันนี้

หากจะให้นิยามตัวเองนั้น ธนวรรธน์ บอกว่า คงตอบไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นคำถามง่ายๆ เพราะสไตล์ของแต่ละคนก็ต่างกัน

“ผมโชคดีที่มีประสบการณ์ทางด้านสื่อสารมวลชนจากการจัดรายการวิทยุและทีวี ทำให้มีทักษะในการอ่านสรุปข่าว และจับประเด็นได้ดีและเร็ว และจากประสบการณ์เรารู้เลยว่า ถ้าคุยกับนักธุรกิจ มีเวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง นักธุรกิจจะเอาประเด็นอะไร ต้องพูดให้ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม และให้เขารู้ว่า เขาจะได้คำตอบที่กำลังมองหา มันฝึกให้เราทำงานรวดเร็วใช้คำพูดสั้นๆ มุ่งตอบคำถาม ทำให้สไตล์ของเราหลุดจากโลกวิชาการ

กับฉายาที่ว่าเป็น ‘อับดุล’ นั้น ความจริงผมเป็นคนไม่มีสคริปต์ แต่โชคดีที่การทำงานมีโอกาสได้คุยกับคนในทุกระดับ ตั้งแต่นักธุรกิจพันล้าน ภาครัฐ ไปจนถึงชาวนา ทำให้มีข้อมูลอยู่รอบตัว แล้วนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลแล้ววิเคราะห์ออกมา มันจึงทำให้เรารู้และสามารถตอบได้ทุกเรื่อง”

บทบาทในหมวกของบอร์ดและโฆษกสำนักงานสลากฯ

ธนวรรธน์ ยอมรับว่า เขามีภารกิจเยอะมาก ต้องทำงาน 7 วันมาหลายเดือนแล้ว ทั้งตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย บอร์ดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และงานวิจัยที่ทำร่วมกับหลายๆ หน่วยงาน แต่ก็มองว่า นั่นเป็นการที่เขาให้โอกาสเราได้แสดงความสามารถ และทุกครั้งที่มีโอกาสก็จะใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์เข้าไปเปลี่ยน

“เพราะหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์คือ การจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเลือกทางที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับการเข้ามาเป็นบอร์ดและโฆษกกองสลากฯ ที่ต้องแก้ปัญหาราคาสลากแพง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะเรื่องนี้มีคนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย สังคม และรัฐบาล ซึ่งเราต้องตอบโจทย์คนทั้ง 4 กลุ่มให้ได้พอดี เพราะถ้าขายปล่อยให้ขายแพงก็ไม่ตอบโจทย์คนซื้อ ถ้าพิมพ์เพิ่มก็ไม่ตอบโจทย์สังคม เพราะถือเป็นการมัวเมาสังคม

ถ้าสำนักงานจะทำขายเองก็ไม่ตอบผู้ขาย ทางแก้คือ การออกลอตโต้ แต่คำถามคือ พร้อมไหม ตอบเลยว่ายัง ทำให้ระหว่างนี้ต้องใช้ค่อยๆ ทยอยแก้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการช็อกจากการเปลี่ยนแปลงทันที รวมทั้งมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ จึงทำให้ภาพของบอร์ดกองสลากฯ ชุดนี้ต่างจากที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นมิติใหม่ของกองสลากฯ”

เมื่อผลงานเยอะขนาดนี้ ธนวรรธน์ยอมรับว่า ก็มีคนชวนให้เข้าสู่วงการการเมืองอยู่เหมือนกัน และมีการชักชวนมานานแล้ว แต่ต้องตอบว่า เขายังไม่ได้คิดเรื่องนั้น

“เพราะสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมแล้ว (ยิ้มหล่อเลย) แต่เอาจริงๆ ถ้าถึงเวลาที่มันจำเป็นก็คงไป แต่ไม่ได้ไปเพราะอยากไป ซึ่งมันอยู่ที่จังหวะเวลา สุดท้ายผมอาจจะเกษียณอายุที่อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ หรืออาจจะมีตำแหน่งทางการเมืองก็ได้ ใครจะรู้ (หัวเราะ)”

เส้นทางสร้างบำนาญให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558048

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:15 น.

เส้นทางสร้างบำนาญให้ชีวิต

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

เราต่างทำงานเก็บเงินเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างรากฐานให้ชีวิตยามเกษียณ แต่เส้นทางความสำเร็จของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าแนวทางในการออมเงินเพื่อการเกษียณนั้นมีเส้นทางไหนบ้างที่ช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

1.ออมเงินเก็บในระยะเริ่มต้น

แม้หลายคนจะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะดอกเบี้ยต่ำไม่สู้ค่าเงินเฟ้อ แต่ก็เป็นการเก็บเงินที่ง่าย มีความปลอดภัยในแง่ความเสี่ยงน้อย (หากไม่คิดเรื่องเงินเฟ้อ) และมีความคุ้นเคยมากที่สุด แต่คนที่เหมาะกับการเก็บเงินด้วยวิธีนี้ คือคนที่อยู่ในช่วงแรกของการทำงานหาเงิน

เงินเดือนเริ่มต้น 1.5 หมื่นบาท ใช้จ่ายอย่างประหยัดก็อาจจะเหลือเก็บเพียง 2,000-3,000 บาทเท่านั้น จะให้เอาเงินไปซื้อประกันสุขภาพ ลงกองทุนต่างๆ ก็เห็นทีจะยาก จึงเหมาะกับคนที่ยังมีเงินเดือนไม่มาก และต้องใช้เวลาในการเก็บเงินให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ก่อน ค่อยเปลี่ยนไปใช้วิธีเพิ่มมูลค่าเงินแบบอื่นที่ดีกว่า

เช่น คุณตั้งเป้าหมายจะต้องมีเงิน 20 ล้านบาท ก่อนอายุ 60 ปี ในช่วง 5 ปีแรกคุณเก็บเงินก้อนให้มากพอจะรับความเสี่ยงจากการตกงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก 6 เดือน ประมาณ 2-3 แสนบาท เงินเก็บส่วนเกินจากนี้ค่อยนำไปลงทุนด้านอื่น

ขณะที่บางสูตรก็ใช้วิธีทำควบคู่กันไป เช่น เก็บออมและลงทุนไปพร้อมๆ กัน แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อยู่ที่นิสัยการใช้เงินและรูปแบบความชอบในการออมเงิน

2.ลงกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ

กองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟนี้ เป็นรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูง แต่ส่วนมากแล้วค่อนข้างเชื่อใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี แม้บางปีจะไม่ได้ผลกำไร แต่เมื่อเฉลี่ยในระยะ 10 ปีแล้วก็ยังได้มากกว่าการเอาเงินไปฝากไว้ในธนาคารอย่างเดียว

ด้วยเพราะเริ่มแรกกองทุนแอลทีเอฟตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดหุ้น โดยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจ ส่วนกองทุนอาร์เอ็มเอฟจัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์คือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือเตรียมความพร้อมด้านการออมหลังเกษียณสำหรับคนไทย โดยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจเช่นกัน

การจะเข้ามาใช้กองทุนนี้ต้องดูฐานภาษีของเราเป็นหลักว่าเราอยู่ในระดับไหน ถ้าอยู่ในระดับล่างการคืนภาษีนั้นจะได้ไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินลงทุน (แต่ก็ยังได้คืน) ถ้าฐานภาษีของเราอยู่ในระดับสูง คุณมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งสองกองทุนนี้เพื่อช่วยลดหย่อนภาษี

หมายความว่าเงินเดือนน้อยใช้กองทุนนี้ได้ แต่อย่าคาดหวังการคืนภาษีมากนัก คิดเสียว่าทำเพื่อออมเงินเพื่อการเกษียณและยังดีกว่าฝากเงินกับธนาคาร แต่ถ้าคุณมีฐานเงินเดือนสูงระดับแสนบาทจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่า และยังได้เก็บเงินเพื่อการเกษียณอีกด้วย

3.ลงทุนธุรกิจส่วนตัว

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ตรงที่สุดหากคุณคิดจะมีบำนาญหลังเกษียณ แต่อันที่จริงจะเรียกว่าบำนาญก็คงไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะคุณยังต้องทำงานอยู่แม้อายุจะมากกว่า 60-65 ปีไปแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีรายได้ที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องเครียดเรื่องการเก็บเงิน เพราะคุณจะหารายได้มากพอเลี้ยงครอบครัว และยังส่งต่อธุรกิจให้กับลูกหลานได้อีกด้วย

หากจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของเรานั้นต่างกัน บางคนเริ่มต้นได้ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เพราะทางบ้านมีฐานะสนับสนุนที่ดี บางคนมีภาระรับผิดชอบครอบครัวดูแลพ่อแม่ก็ไม่อยากเสี่ยงลงทุนทำธุรกิจตั้งแต่เริ่มแรก

กว่าจะตั้งตัวได้ก็อายุ 40 กว่าปี หรือมาเริ่มหลังเกษียณแล้ว ก็มีให้เห็นมากมาย อย่าได้รู้สึกผิดที่ยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง พร้อมเมื่อไหร่ค่อยเริ่มเมื่อนั้น

สิ่งที่คนเริ่มธุรกิจมักจะพลาดมากที่สุดอย่างแรกก็คือล้มแล้วไม่ลุกเดินต่อปิดฉากความฝันของตัวเองคิดว่าทำไม่ได้ และอีกเหตุผลก็คือเริ่มสเกลใหญ่เกินไปโดยขาดประสบการณ์ บริษัทที่มั่นคงใหญ่โตทุกวันนี้ก็เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ด้วยกันทั้งสิ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างบำนาญของทุกคนก็คือความมีวินัยด้านการเงิน และรู้ว่าควรใช้จ่ายอย่างไรตรงจุดไหนเพื่อความมั่นคงด้านการเงินในอนาคตของคุณเอง

เคล็ดลับกินอยู่ให้อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558046

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:13 น.

เคล็ดลับกินอยู่ให้อายุยืน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี

การมีอายุที่ยืนยาว ได้มีความสุขกับครอบครัวหรือคนที่เรารักไปนานๆ คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ปัจจัยด้านสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญซึ่งจะช่วยให้คุณมีอายุที่ยืนยาวได้ ลองมาดูเคล็ดลับการกินอยู่ให้มีอายุยืนยาวที่เรานำมาฝากนี่สิ เพราะเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำตามได้

1.ไม่ลืมรับประทานอาหารเช้า

การรับประทานอาหารมื้อเช้าที่มีประโยชน์ทุกวัน โดยเลือกอาหารที่มีเส้นใยสูงอย่างผักผลไม้หรือธัญพืชไม่ขัดสีประเภทข้าวกล้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้ ที่สำคัญยังมีงานวิจัยที่บอกว่าการกินอาหารเช้านั้นจะไม่ทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย แต่ในช่วงมื้อเช้าหากคุณอยากจะกินเนื้อสัตว์ แนะนำว่าควรกินเนื้อสัตว์ประเภทที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลาหรือเนื้อไก่ที่ปรุงด้วยกรรมวิธีนึ่งหรือต้มแทนการทอด ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

2.นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง/วัน จะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแรงใหม่ได้ และหากคุณเข้านอนก่อน 4 ทุ่มทุกคืน ร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย แถมยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

3.หมั่นบริหารความคิด

การบริหารความคิดเป็นประจำจะช่วยให้เซลล์ในสมองได้ใช้งานอยู่เสมอ วิธีนี้สามารถช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ในทางอ้อม ถ้าอยู่ว่างๆ แนะนำให้ลองหาหนังสือปริศนาอักษรไขว้มาท้าทายตัวเอง เล่นหมากรุก อ่านหนังสือที่น่าสนใจ หรือไปเรียนภาษาใหม่ๆ เช่น ภาษาเมียนมา ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซียเพิ่มเติม เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยบริหารความคิดและช่วยบริหารสมองของคุณให้ไม่หลงลืมได้ดีเลยล่ะ

4.ทำอาหารรับประทานเอง

การทำอาหารรับประทานเองมีส่วนช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ นั่นก็เพราะก่อนทำคุณต้องคิดเมนูและไล่เรียงลำดับรายชื่อของอาหารและวัตถุดิบนั่นเอง แถมยังต้องพึ่งการดมกลิ่น สังเกตสีของอาหาร และยังต้องชิมรสชาติของอาหารด้วย เรียกว่าได้ฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 แบบครบถ้วนในครั้งเดียวไปพร้อมกันเลย ทีนี้เห็นประโยชน์ของการทำอาหารรับประทานเองหรือยัง

5.บริจาคเลือด

การบริจาคเลือดเป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นการช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กที่อาจจะมีมากเกินไปในตัวคุณลงได้ เพราะหากร่างกายมีธาตุเหล็กในเลือดมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเกิดภาวะเลือดเป็นพิษได้

6.หายใจให้ถูกวิธี

การหายใจที่ถูกวิธี หรือการหายใจที่ถูกต้องก็คือ การหายใจด้วยท้อง ซึ่งจะช่วยให้กระบังลมได้มีการขยับขึ้น-ลง ส่งผลทำให้สมองและร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดของเราทำงานได้ด้วยดี ส่งผลให้คุณมีหน้าตาและผิวพรรณที่สดใส ดูสุขภาพดียิ่งขึ้น

7.อย่าอยู่ว่างๆ

การอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ นอกจากจะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวแล้ว ยังอาจส่งผลทำให้เกิดอาการป่วยตามมาได้ ลองมองหางานอดิเรกที่คุณชื่นชอบสักอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็ลองมองหางานจิตอาสาที่คุณถนัด เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราได้บริหารร่างกายและความคิดไปพร้อมกัน

หากคุณลองนำวิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติตามละก็ รับรองว่าสุขภาพของคุณจะแข็งแรงและปราศจากโรคภัยมารบกวนให้ไม่สบายกายไม่สบายใจแน่นอน

ภัยธรรมชาติอันตราย ถึงเวลาฝึกหัดเอาตัวรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558043

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:02 น.

ภัยธรรมชาติอันตราย ถึงเวลาฝึกหัดเอาตัวรอด

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชั

ครึ่งปีหลังมีแต่ข่าวภัยพิบัติ โดยเฉพาะความเกรี้ยวกราดของกระแสน้ำที่โถมซัดสร้างรอยน้ำตา ทั้งเหตุการณ์ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง เรือล่มกลางอันดามัน และญี่ปุ่นเจอน้ำท่วมหนักคร่ากว่า 200 ชีวิต กลายเป็นวิกฤตทางความคิดระหว่างคนกับน้ำ อุบัติเป็นความกลัวและหวาดหวั่นต่อความรุนแรงและเฉียบพลัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือ และเอาตัวรอดกับสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะอย่างธรรมชาติ เพราะไม่มีใครรู้ว่า วันหนึ่งอาจเป็นคิวของเราต้องตกในสถานการณ์ลำบาก

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ภัยธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้เรียกว่า ความผิดปกติ แต่คือ “ความแปรปรวน” ของสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ได้ยาก

“ตั้งแต่ต้นปีเราอยู่ในสถานการณ์เปียกหรือภาวะลานินญา คือ มีฝนดี แต่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วเรากลับเข้าไปสู่ปรากฏการณ์แล้ง ซึ่งทำให้สภาพภูมิอากาศเกิดการแปรปรวน ประกอบกับความแปรปรวนของสภาพลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงสลับปกติเพราะได้รับอิทธิพลมาจากพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งความแปรปรวนเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต”

ภาพ : ทัพเรือภาคที่ 3

สำหรับบทเรียนของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ดร.เสรี มองว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางของพื้นที่ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุมีฝนตกต่อเนื่อง 2 วัน และเมื่อมีฝนตกมากกว่า 80 มิลลิเมตรจะเกิดน้ำหลาก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติงานก่อนเกิดภัยมี 2 อย่าง คือ การเตรียมการป้องกัน และการเตรียมพร้อมรับภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขียนอยู่ในพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 2550 ที่ให้แต่จังหวัดประเมินพื้นที่เสี่ยงและเขียนแผนในการป้องกันและรับภัยให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ แต่ประเด็นคือ “เราทำกันหรือเปล่า”

เหตุการณ์เรือล่มกลางทะเลภูเก็ต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติได้เปิดข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-4 ก.ค. สภาพภูมิอากาศยังปกติคือ ลมมรสุมมีความแรงประมาณ 10 ไมล์ทะเล แต่ปรากฏว่าวันที่ 5 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุเรือล่ม ลมมรสุมมีความแรงขึ้นเป็น 30 ไมล์ทะเล

“กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแล้วว่าจะมีคลื่นสูง แต่เป็นการประกาศปกติ ไม่ได้ประกาศแยกออกไปว่าจะมีลมมรสุมรุนแรงมากขึ้น 3 เท่า จึงไม่เกิดการตระหนักหรือแวดระวัง ในขณะเดียวกันคนเรือที่ออกเรือทุกวันก็ไม่คาดคิดว่า วันที่ 5 ก.ค. จะเจอกับความแปรปรวน ซึ่งผมคิดว่า ความตระหนักเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการอบรม”

ภาพ : เอพี

ดร.เสรี ให้ข้อมูลด้วยว่า โดยทั่วไปคนเรือจะมีแนวปฏิบัติ คือ การออกเรือทุกครั้งความสูงของคลื่นต้องไม่มากกว่าร้อยละ 30 ของความยาวเรือ เช่น เรือยาว 20 เมตร จะรับคลื่นได้ไม่เกิน 6 เมตร แต่ความสูงของคลื่นที่กรมอุตุวิทยาประกาศเรียกว่า ค่าเฉลี่ย ซึ่งในความเป็นจริงคลื่นจะมีความสูงสูงสุดมากกว่าค่าเฉลี่ย 1.5-2 เท่า ทำให้คนเรือไม่ทราบหรือไม่ตระหนักพอ ส่งผลให้ประเมินประสิทธิภาพของเรือผิดพลาดและก่อให้เกิดความสูญเสียในที่สุด

เหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นก็เป็นอีกเรื่องที่กำลังติดตาม เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุหลัก คือ จากภัยธรรมชาติซึ่งเป็นผลมาจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากมีไต้ฝุ่นพระพิรุณขึ้นฝั่งญี่ปุ่นในวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งพายุลูกนี้ได้ทำให้เกิดความชื้นสูง ในขณะเดียวกันช่วงวันที่ 5-7 ก.ค. ได้เกิดแนวปะทะอากาศระหว่างอากาศเย็นและอากาศร้อนพาดผ่านตอนใต้ของญี่ปุ่นพอดี เมื่อไปรวมกับความชื้นที่มีอยู่จึงทำให้เกิดฝนตกหนักและทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ตามมา

สาเหตุที่ 2 ดร.เสรี ได้อ้างอิงตามข้อมูลว่า ในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยมีการสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นมากในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และผู้ที่มาอาศัยนั้นไม่ใช่คนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ได้เรียนรู้และตระหนักถึงเรื่องระบบเตือนภัยหรือการอพยพหนีภัยดีนัก

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ

“ผมคิดว่าตอนนี้เป็นเรื่องจำเป็นแล้ว ที่นักท่องเที่ยวต้องใส่ใจประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะเป็นประกาศแบบวงกว้าง แต่ถ้าเราต้องการทราบข้อมูลที่แคบลงสามารถเสิร์ชข้อมูลสภาพอากาศในอินเทอร์เน็ตได้เลย ในตอนนี้ข้อมูลด้านสภาพอากาศมีมากเหลือเกิน เราจึงไม่ต้องรอฟังจากประกาศเพียงอย่างเดียวแต่ยังสามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ บทเรียนที่เกิดขึ้นหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐ คือ รัฐต้องประเมินพื้นที่และต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” ดร.เสรี กล่าว

ด้านหน่วยงานด้านความปลอดภัยอย่าง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. เป็นอีกหน่วยงานที่ได้ถอดบทเรียนการให้ความช่วยเหลือทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง จนนำไปสู่การร่างหลักสูตรสอนในโรงเรียน เพื่อสอนให้เด็กได้เรียนรู้การรับมือกับภัยพิบัติ การเอาตัวรอด และการรับมือกับการเจ็บป่วยฉุกเฉิน

ล่าสุด หลังจากระดมความคิดเห็นกับหลายภาคส่วนได้คลอดร่างคู่มือต้นแบบ 7 หลักสูตร ประกอบด้วย หนึ่ง หลักสูตรเรียนรู้การเอาตัวรอดจากการเดินเท้าทั้งบนฟุตปาท ทางเดิน หรือแม้กระทั่งการข้ามถนน สอง หลักสูตรเรียนรู้และรับมือกับโรคจิตเวชทั้งภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดที่พบบ่อยขึ้นในเด็ก สาม หลักสูตรการเตรียมพร้อมในการรับมือกับภาวะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

สี่ หลักสูตรเรียนรู้ภาวะหัวใจขาดเลือด ห้า หลักสูตรการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินจากเหตุอัคคีภัยและเหตุอุทกภัยในทุกกรณี หก หลักสูตรการทำซีพีอาร์ (CPR) หรือการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นต้น และเจ็ด หลักสูตรการใช้งานเครื่อง AED เบื้องต้น ซึ่งขณะนี้เนื้อหาทั้งหมดได้ทำเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการออกแบบสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กๆ ในแต่ละวัยและแต่ละชั้นเรียน

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. ยังได้ถอดบทเรียนเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตที่มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 47 ราย ระบุว่า หากกล่าวถึงการป้องกันเบื้องต้น ประชาชนทุกคนควรเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดจากการจมน้ำ รู้จักวิธีการร้องขอความช่วยเหลือ เช่น การโบกมือขึ้นลงเหนือศีรษะ ร้องตะโกน และรู้วิธีลอยตัวในน้ำ เช่น การฝึกลอยตัวแบบนอนหงาย ขาแขนเหยียดตรงเหมือนนอนอยู่บนที่นอน เงยหน้ายกคางเพื่อใช้ปากหายใจ และที่สำคัญคือต้องมีสติไม่ตกใจ

ในด้านของผู้ที่พบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินจากการจมน้ำและต้องการเข้าให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นสำคัญก่อน โดยวิธีที่ถูกต้องคือ “ตะโกน โยน ยื่น” กล่าวคือ ตะโกนบอกให้คนตกน้ำอย่าตกใจ จากนั้นหาวัสดุลอยน้ำโยนให้เกาะพยุงตัว และยื่นอุปกรณ์หรือหาสิ่งของให้ผู้ตกน้ำจับเพื่อลากเข้าฝั่ง ไม่ควรกระโดดลงไปช่วย ทั้งนี้ ต้องประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของน้ำโดยเฉพาะในทะเลที่มีคลื่นลมแรง

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวด้วยว่า ส่วนใหญ่เสื้อชูชีพที่ใช้ตามเรือท่องเที่ยวจะเป็นเสื้อพยุงตัว ไม่ใช่เสื้อชูชีพแท้ที่ออกแบบไว้ให้นอนหงายตลอดเวลา โดยเสื้อชูชีพจะพยุงตัวผู้ตกน้ำได้นาน 3-6 ชั่วโมง หรือหากมีคุณภาพดีจะลอยตัวได้นานเป็นวัน ขณะเดียวกันผู้ตกน้ำต้องพยายามลอยตามน้ำให้ได้ ตะโกนให้คนช่วย หรือเป่านกหวีดที่ติดมากับชูชีพ และอย่าพยายามว่ายเข้าฝั่งเพราะจะทำให้หมดแรง

“ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หากช่วยเหลือผู้ประสบเหตุขึ้นมาได้แล้วให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 หากผู้ป่วยหยุดหายใจให้กดนวดหัวใจช่วยฟื้นคืนชีพ ส่วนผู้ป่วยที่ยังหายใจได้เองหรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง ศีรษะหงายไปข้างหลัง เพื่อเปิดทางเดินหายใจ และใช้ผ้าห่มคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ด้าน ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้กล่าวถึงการดูแลมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวว่า อพท.ได้ยึดถือและปฏิบัติตาม “เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก” (GSTC-Global Sustainable Tourism Criteria) แบ่งเป็น 4 หมวด หนึ่งในนั้นคือ หมวดการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ซึ่งในหมวดนี้มีประเด็นเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว และเรื่องการจัดการสภาวะวิกฤตและเหตุฉุกเฉินร่วมอยู่

“หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวต้องไปประสานงานและทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยจะดูแลทั้งด้านการป้องกัน การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ และการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่พิเศษสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันสถานการณ์ ทำให้ลดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต”

เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อพท.ได้ร่วมมือกับ สพฉ. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่พิเศษและเริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่าง กิจกรรมการกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่พิเศษเลย และการฝึกอบรมกู้ภัยอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยในพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาภายใต้ชื่อ “EMS ชาวเกาะ” ในวันที่ 25-26 ก.ค. 2561 ณ เกาะช้าง จ.ตราด โดยจะเชิญหน่วยงานด้านความปลอดภัยตามเกาะต่างๆ ทั่วประเทศไทยมาประชุมและทำเวิร์กช็อปร่วมกัน ว่าด้วยเรื่องการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

“ถ้าทุกคนมีความรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นบริษัทนำเที่ยวมีความรับผิดชอบ ไกด์มีความรับผิดชอบ และตัวนักท่องเที่ยวเองมีความรับผิดชอบ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและหลีกเลี่ยงความสูญเสียหรือความเสียหายได้” รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวทิ้งท้าย

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลาไล่เลี่ยกัน อาจกล่าวได้มนุษย์กำลังอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังเล่นงานอย่างแสนสาหัส และคงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องฝึกหัดการเอาตัวรอด ทั้งขึ้นเขา ลงน้ำ หรือเข้าถ้ำ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองมีชีวิตรอด และอาจช่วยให้อีกหลายคนรอดชีวิต

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557937

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 10:47 น.

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร

หลังจากกระแสละครบุพเพสันนิวาส ได้ปลุกให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยอย่างล้นหลามแล้ว นับเป็นเรื่องราวที่ดีงามที่คนไทยรุ่นหลังๆ ชื่นชมรากเหง้าของชาติไทย ที่ยังมีแง่มุมดีๆ อีกมากมายหลายเรื่องราวให้ได้ศึกษาเรียนรู้ ยิ่งค้นหาก็ได้แง่มุมอันทรงคุณค่าและน่าภาคภูมิใจไม่น้อยเลยทีเดียว

บริษัท บัตรกรุงไทย ได้จัดกิจกรรมย้อนเล่าเรื่องรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านแว่นวรรณกรรมที่สะท้อนว่าอารยธรรมตะวันตกนั้นส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของไทยหลายด้าน จากการยอมเปิดประเทศเพื่อทำสนธิสัญญาทางการทูตและการค้า ที่แม้จะถูกเอาเปรียบเพราะโดนผูกมัดและจำกัดอำนาจอธิปไตยหลายอย่าง

แต่ไทยก็นำเอาวิชาการความรู้ที่ได้รับจากชาติตะวันตกมาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทั้งด้านการศึกษา ด้านการทหาร การยกเลิกประเพณีและความเชื่อเก่าๆ ที่ล้าสมัย ให้หันมายอมรับความคิดแบบใหม่ ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนยกระดับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อาจารย์นัท-จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมที่จะมาเบิกบทเข้าสู่เรื่องราวของรัตนโกสินทร์ในช่วงรัชกาลที่ 4 ว่า ตัวละครที่สำคัญในรัชกาลนี้ก็คือตระกูลบุนนาค เพราะเป็นดั่งกลไกที่สำคัญในการช่วยเติมเต็มยุคประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะเป็นสกุลที่มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนบริหารประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและศาสนา โดยคนในสกุลบุนนาคนี่ถือว่าเป็นมือขวาในการช่วยบริหารประเทศในหลายกระทรวง กรมกองที่สำคัญต่างๆ

สามารถดูดัชนีชี้วัดได้จากวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งถูกสร้างโดยคนในสกุลบุนนาค เช่น วัดพิชยญาติการามวรวิหาร วัดร้างที่สมเด็จพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ได้บูรณปฏิสังขรณ์จากพระอารามโบราณที่ทรุดโทรมขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น เมื่อแล้วเสร็จได้น้อมเกล้าถวายรัชกาลที่ 4 และพระราชทานนามจากวัดพระยาญาติการาม เป็นวัดพิชยญาติการาม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดพิชัยญาติ ทัต บุนนาค ถือเป็นขุนนางคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง นอกจากนี้ยังมีที่เริ่มสร้างจากคนสกุลบุคนาคอีก 3 วัด คือ วัดอนงคาราม วัดบุปผาราม และวัดประยุรวงศาวาส (ดิศ บุนนาค)

“ตอนที่รัชกาลที่ 4 สวรรคตหลังจากไปดูสุริยุปราคาที่ ต.หว้ากอ จ.ลพบุรี กลับมาและติดไข้ป่า ขณะนั้นรัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์ พระชนมพรรษาเพียง 15 ชันษาเท่านั้น รัชกาลที่ 4 จึงได้ฝากฝังให้คนในตระกูลบุนนาค (ช่วง บุนนาค) ช่วยรัชกาลที่ 5 บริหารประเทศ เพราะพระองค์ยังเยาว์วัยยิ่งนัก ซึ่งตระกูลบุนนาคก็ได้ช่วยบริหารประเทศต่อจนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงเจริญพระชนมพรรษาถึง 20 ชันษา”

อาจารย์นัท เล่าต่อไปว่า วัดของคนตระกูลบุนนาคนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ย่านฝั่งธนบุรี ฝั่งบางกอกน้อย โดยสยามประเทศยุคแรกๆ ของรัตนโกสินทร์จะไม่ค่อยติดต่อกับฝรั่งมากนักเนื่องจากฝรั่งเริ่มล่าอาณานิคมเข้ามาใกล้และล้อมประเทศไทยเอาไว้ เหมือนประเทศไทยเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง และล่าอาณานิคมทั้งพม่า ลาว เขมร เวียดนาม โดยฝรั่งได้ทำสนธิสัญญาบางอย่างจนสิงคโปร์ต้องเสียเอกราชบางส่วนไป ทำให้รัชกาลที่ 4 มีความระมัดระวังในการคบหากับต่างประเทศ พระองค์เคยกล่าวว่า ญวน ลาว พม่า ไม่น่ากลัวเท่ากับฝรั่งหัวแดง เพราะพวกนี้เก่งเรื่องเทคโนโลยีกว่า มีความทันสมัยกว่า และยังนำฝิ่นเข้ามาเป็นโซ่ตรวนคล้องไว้ จนทำให้หลายประเทศรอบบ้านเราต้องเสียเมือง เพราะยอมให้ฝรั่งหัวแดงเข้ามาค้าฝิ่นโดยเสรี

ดังนั้น รัชกาลที่ 4 จึงทรงตั้งรับเรื่องนี้อย่างเข้มงวด โดยพระองค์ท่านทรงศึกษาภาษาต่างประเทศทั้งภาษาละติน ฝรั่งเศส จนสามารถ พูด อ่าน ฟัง ได้พอสมควร “สมัยที่พระองค์ท่านผนวชอยู่ที่วัดสมอราย หรือวัดราชาธิวาส ซึ่งอยู่ใกล้กับโบสถ์คอนเซ็ปชัญย่านสามเสนในปัจจุบัน พระองค์ได้ฝึกภาษากับบาทหลวงปารากัว และพระองค์ทรงสอนภาษาไทย บาลี และมคธ ให้กับบาทหลวงเป็นการตอบแทน จนพระองค์ขึ้นครองราชย์ก็มีความพร้อมเรื่องภาษาเป็นอย่างดี และพระองค์ยังอ่านหนังสือเป็นจำนวนมาก ในสมัยของพระองค์มีการสั่งหนังสือดีๆ เข้ามาในสยามเป็นจำนวนมาก

“ดังนั้น พระองค์ทรงตั้งคณะทำงานที่รู้ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นคณะทำงานเพื่อให้เท่าทันฝรั่งต่างชาติ และทรงจ้างครูมาสอนภาษาอังกฤษ (แหม่มแอนนา) ให้กับพระโอรสธิดาเชื้อพระวงศ์ตั้งแต่อายุ 3-4 ชันษา และให้สอนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกด้วย รวมทั้งพระองค์โปรดให้พระโอรสธิดาร่วมรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติอยู่เสมอ เพื่อให้พระโอรสธิดาทรงคุ้นเคยและไม่กลัวฝรั่งต่างชาติ ถือเป็นกลยุทธ์ที่เยี่ยมยอด พระองค์เชื่อว่าการจะสู้กับฝรั่งหัวแดงได้ก็คือการติดอาวุธทางปัญญามากกว่าใช้กำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว”

เนื่องจากในรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 นั้น เป็นช่วงที่ฝรั่งชาติโปรตุเกสเข้ามานานแล้ว แต่พอสมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มมีฝรั่งชาติอังกฤษเข้ามา แต่คนไทยยุคนั้นพอพูดฟังภาษาโปรตุเกสได้บ้าง แต่ฟังภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ดังนั้นรัชกาลที่ 4 จึงให้มีการสอนภาษาอังกฤษในรัชสมัยของพระองค์

สาเหตุที่พระองค์ทรงให้ตระกูลบุนนาคมีส่วนร่วมในการทำงานบริหารประเทศอย่างใกล้ชิดเนื่องจากต้นตระกูลบุนนาคเป็นแขกมาจากเปอร์เซีย มีความรู้เรื่องภาษา มีความสามารถในการค้าขาย ถือว่าเป็นฝ่ายบุ๋น ต่อมาภายหลังสกุลบุนนาคก็เริ่มเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในที่สุด

รัชกาลที่ 4 ถือเป็นจอมปราชญ์ในหลายๆ แขนง ทั้งเรื่องดาราศาสตร์ที่พระองค์ทรงคิดสร้างหอดูดาว คำนวณเวลาสุริยุปราคาอย่างละเอียดได้เป็นเสี้ยววินาที หรือกำหนดเวลาที่เป็นมาตรฐานสากลได้เร็วกว่าที่ฝรั่งต่างชาติใช้เร็วกว่าถึง 6 เดือน รวมทั้งพระองค์ยังเก่งเรื่องโหราศาสตร์จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของโหราศาสตร์ไทยอีกด้วย

พระองค์ทรงชอบเรียนรู้และผสมผสาน พระองค์จะไม่ลอกเลียนแบบ แต่ใช้วิธีการนำของต่างบ้านต่างเมืองมาผสมผสานของไทย และได้ของใหม่ๆ ที่มีกลิ่นอายของความเป็นไทยอยู่ไม่น้อย

อาจารย์นัท เล่าว่า อย่างที่ที่เป็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีนั้น เดิมที่ดินในอุทยานนั้นเป็นนิวาสสถานเดิมของเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) เป็นอธิบดีกรมพระคลังสินค้าในรัชกาลที่ 5 ต่อมารัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้อนุรักษ์และพัฒนาเป็นอุทยานเฉลิมพระกียรติ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับสถานที่ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์

ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ทรงเริ่มสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นครั้งแรกถือว่าเป็นรอยัลมิวเซียม มีเรือกลไฟลำแรกชื่อสยามอรสุมพล เพื่อใช้ค้าขายข้าว มีถนนหนทางที่ตัดขึ้นใกล้กับพระราชวังก็คือถนนเสาชิงช้า เริ่มใช้ช้อนส้อมรับประทานข้าว ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่กินข้าวด้วยช้อนส้อม เริ่มใส่โจงกระเบนคู่กับเสื้อราชปะแตน เพราะพระองค์ทรงเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเอามาผสมผสานกับความเป็นไทยดั้งเดิม

ถือว่ารัชสมัยของรัชกาลที่ 4 นั้น ทรงมีบทบาทและได้ริเริ่มสิ่งใหม่ที่สร้างประโยชน์และคุณูปการให้กับชาวไทยอย่างเหลือคณานับ

พิวัฒน์ ศุภวิทยา กรวยอัจฉริยะแก้ระบบรับส่งนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557827

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:44 น.

พิวัฒน์ ศุภวิทยา กรวยอัจฉริยะแก้ระบบรับส่งนักเรียน

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

การจราจรในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาที่คนกรุงเดินทางไปทำงาน เด็กๆ เดินทางไปโรงเรียนในตอนเช้า (เวลา 07.00-09.00 น.) และช่วงเลิกเรียนไปจนถึงเวลาเลิกงาน รถยนต์บนท้องถนนหนาแน่น ทำให้การจราจรติดขัดในหลายๆ จุด

จุดหนึ่งที่มักเจอปัญหา ถ้าไม่มีการบริหารจัดการหรือจัดระบบการจราจรที่ดี คือบริเวณถนนด้านหน้าโรงเรียนและรอบโรงเรียน ที่เกิดจากการจอดรถแช่นานหรือขับรถแทรกเลน โดยเฉพาะโรงเรียนใหญ่นักเรียนมาก และอยู่ในละแวกที่การจราจรคับคั่งในเวลาเร่งด่วน

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่และมีนักเรียนประมาณ 6,000 คน มักประสบปัญหาเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองขับรถมารับมาส่งลูกหลานที่หน้าประตูโรงเรียน ในซอยประมวญ ถนนสาทร

จากสภาพปัญหานี้ทำให้ ปุ๊น-พิวัฒน์ ศุภวิทยา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พร้อมกับเพื่อนอีกหนึ่งคือ ปัง-ศุภสิทธิ์ สิทธิพันธ์ คิดหาวิธีแก้ไขปัญหาการรับส่งนักเรียนให้เป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กๆ และแก้ปัญหาจราจรติดขัดและลดการเกิดอุบัติเหตุด้วย

“ปัญหาพวกนี้ผมเจอมาตั้งแต่เด็กแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองโดยมากอยากให้ลูกมาขึ้นรถ หรือส่งลูกลงตรงด้านหน้าประตูโรงเรียน ไม่อยากจอดรถไกลๆ แล้วให้ลูกเดินไปโรงเรียนหรือเดินมาขึ้นรถ เพราะห่วงความปลอดภัยลูก ถ้าจอดหน้าประตูโรงเรียนพ่อแม่ก็สบายใจ แต่ปัญหาคือบางคนลูกยังไม่มาก็จอดแช่ พอการจราจรติดขัดบางคันก็แทรกเลนเข้ามาทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก บางทีเกิดอุบัติเหตุ

ผมกับเพื่อนจึงประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาแก้ปัญหา ชื่อว่า BCC E-TM (Bangkok Christian College Electronic Traffic Management) รถถูกคัน รับถูกคน เพื่อความปลอดภัยของรถกับรถ และรถกับเด็ก”  พิวัฒน์ เล่าถึงที่มาของการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อความปลอดภัยในการรับส่งนักเรียน

BCC E-TM ระบบกรวยอัจฉริยะ

พิวัฒน์ เล่าว่า สิ่งประดิษฐ์ BCC E-TM ดังกล่าว มีแนวคิดมาจากการปรับปรุงกรวยจราจรที่เราพบเห็นตามท้องถนนทั่วไป โดยเขากับเพื่อนได้นำมาปรับให้กลายเป็นระบบกรวยที่มีความอัจฉริยะ โดยเพิ่มองค์ประกอบของระบบ 4 อย่างต่อไปนี้เข้าไป

ประกอบด้วย 1.แอพพลิเคชั่นของผู้ปกครองซึ่งจะสามารถส่งข้อมูลเพื่อเรียกนักเรียนอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เน็ต 2.เครื่องสแกนบัตรนักเรียน เพื่อตรวจสอบว่านักเรียนได้เข้ามารอที่จุดรับนักเรียน และเมื่อได้เข้ายังรถผู้ปกครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

3.กรวยกล้องแอลพีอาร์ (LPR) ซึ่งประกอบด้วย (1) กล้องแอลพีอาร์ซึ่งจะสามารถตรวจจับป้ายทะเบียนรถและส่งข้อมูลไปให้เซิร์ฟเวอร์การประมวลผล (2) ทาวเวอร์แลมป์ (Tower lamp) และไซเรน (Siren) ซึ่งจะแสดงไฟสีต่างๆ ในกรณีการรับส่งนักเรียน (3) อัลตราโซนิกเซ็นเซอร์ (Ultrasonic Sensor) ซึ่งจะตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่เข้ามาในช่องทาง (4) โหนด เอ็มซียู (NodeMCU) ซึ่งจะรับข้อมูลจากการประมวลผลและส่งสัญญาณเพื่อเปิดสัญญาณไฟ ทำให้เราสามารถตรวจสอบรถที่เข้ามารับนักเรียนและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการรับส่งนักเรียน

อันสุดท้ายคือ 4.กรวยกำหนดเวลา (เท่ากับมี 2 กรวย) ประกอบด้วย กรวยกล้องแอลพีอาร์ระบบเซ็นเซอร์อัลตราโซนิก โหนดเอ็มซียู และเพิ่มเติมในส่วนของไฟและเสียงแจ้งเตือน ซึ่งจะทำงานเมื่อรถผู้ปกครองใช้เวลาในการรับนักเรียนมากเกินเวลาที่กำหนดไว้และเร่งให้รถออกจากช่องทางการรับนักเรียน

สำหรับกลไกการทำงานของระบบ BCC E-TM พิวัฒน์อธิบายว่า ผู้ปกครองจะทำการเปิดแอพพลิเคชั่นและกดปุ่มเริ่มทำการรับนักเรียน ข้อมูลจะถูกส่งไปยังแท็บเลตและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนที่จะมีเครื่องสแกนบัตรนักเรียน

แล้วนักเรียนจะนำบัตรของตนมาสแกน และลงทะเบียนเพื่อแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองทางแอพพลิเคชั่นว่า บุตรหลานของตนพร้อมที่จะให้มารับ เมื่อเข้าช่องทางการรับนักเรียน กล้องแอลพีอาร์จะตรวจจับป้ายทะเบียนรถและส่งข้อมูลทางเน็ตเวิร์กไปให้เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล

“กรณีที่รถของผู้ปกครองเป็นรถที่อยู่ในฐานข้อมูลและนักเรียน ได้มารอที่จุดรอเรียบร้อยแล้ว ระบบจะเกิดไฟสีเขียวให้รถเข้าช่องทางได้ ในกรณีที่รถของผู้ปกครองเป็นรถที่อยู่ในฐานข้อมูล โดยนักเรียนคนแรกได้มารอที่จุดรอแล้วแต่นักเรียนอีกคนยังไม่มารอ กรณีนี้จะเกิดไฟสีแดงและไซเรนเพื่อให้รถออกไปวนเข้าช่องทางใหม่

และในกรณีที่รถคันดังกล่าวไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล (ไม่ใช่รถผู้ปกครองนักเรียน) จะเกิดไฟสีแดงและไซเรนเพื่อให้รถออกจากช่องทาง จากนั้นระบบเซ็นเซอร์อัลตราโซนิกและโหนดเอ็มซียูจะทำงานร่วมกัน เพื่อส่งสัญญาณถึงเซิร์ฟเวอร์และรับข้อมูลจากการประมวลผล”

เมกเกอร์วัยทีนเจ้าของผลงานอธิบายต่อว่า เมื่อโหมดเอ็มซียู ((Node MCU) ได้รับข้อมูลจากการประมวลผลแล้ว จะส่งสัญญาณให้ไฟในทาวเวอร์แลมป์ (Tower Lamp) ทำงาน อีกทั้งเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลจะส่งข้อมูลของรถที่อยู่ในระบบไปให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนเพื่อประกาศชื่อนักเรียนล่วงหน้า

“เมื่อรถผ่านเข้าช่องทางการรับนักเรียนแล้ว จะมีช่องสำหรับรถแต่ละคันให้จอดรับนักเรียน อัลตราโซนิกเซ็นเซอร์จะตรวจจับรถส่งให้โหนดเริ่มจับเวลาในกรณีที่รถออกก่อนเวลาหมด ระบบจะกลับไปที่ค่าตั้งต้นอัตโนมัติ แต่ในกรณีที่เวลาหมดและรถยังไม่ออกจะมีไฟและเสียงแจ้งเตือน”

ผลงานดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงและมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและลดปัญหาการจราจรได้จริง แต่ ตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับทางผู้ปกครองนักเรียน ตำรวจ และโรงเรียนเพื่อนำมาใช้จริง นอกจากนี้ พิวัฒน์กับเพื่อนยังมีแผนพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นให้ผู้ปกครองส่งข้อมูลทะเบียนรถยนต์ของตนง่ายยิ่งขึ้นด้วย

ชนะเลิศผลงานเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน

ผลงานชิ้นนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับนักเรียนสายสามัญ การประกวดโครงการ Enjoy Science : Young Makers Contest ปี 2 ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการจัดขึ้นในหัวข้อ ”สิ่งประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน” โดยได้รับทุนการศึกษา 5 แสนบาท พร้อมกับได้เดินทางไปร่วมงาน Maker Faire Bay Area ที่สหรัฐอเมริกา ต้นตำรับของงานเมกเกอร์แฟร์ทั่วโลกเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาด้วย

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งประดิษฐ์ BCC E-TM รถถูกคัน รับถูกคน ลดอุบัติเหตุ รถกับรถและรถกับเด็กนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความปลอดภัย ลดปัญหาจราจรและปัญหาอุบัติเหตุในชุมชนเล็กๆ รอบตัวผมแล้ว ยังจะสามารถต่อยอดไปสู่ความปลอดภัยในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเรียกรถบริเวณจุดจอดรถสาธารณะ และอีกมากมายครับ” พิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ชีวิตงานดี มีสวัสดิการเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557825

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ชีวิตงานดี มีสวัสดิการเยี่ยม

เรื่อง ราตรีแต่ง

คําว่า “สวัสดิการ” ถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้เรื่องผลตอบแทนเงินเดือนประจำ คนทำงานส่วนใหญ่ ล้วนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแล้ว และเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งในการช่วยบริหารพนักงานให้อยากทำงานกับองค์กรนานขึ้น ในส่วนมนุษย์เงินเดือนก็เป็นข้อดึงดูดใจให้อยากมาทำงานกับองค์กรที่มีสวัสดิการเจ๋งๆ มากขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

หลายองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญและคิดค้นสวัสดิการที่มีความแปลกใหม่ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์หางาน สมัครงาน มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.4 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำกว่า 9 หมื่นอัตรา สำรวจความคิดเห็นของคนทำงานทั่วประเทศจำนวน 3,184 คน ในเรื่องสวัสดิการนอกเหนือจากกฎหมายกำหนด ที่พนักงานต้องการจากองค์กร พบว่ามีสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่พนักงานในยุคปัจจุบันอยากได้ ประกอบไปด้วย 7 กลุ่มสวัสดิการ ดังนี้

การพักผ่อนและความบันเทิง

คนทำงานที่ต้องพบเจอสถานการณ์ตึงเครียดอยู่เป็นประจำ หากองค์กรสามารถจัดสรรสวัสดิการช่วยเรื่องการผ่อนคลายและความบันเทิงแก่พนักงาน นอกเหนือจากการมีพื้นที่นันทนาการได้ เช่น การนำคะแนนสะสมแต้มตาม KPI หรือเกณฑ์ต่างๆ ตามที่องค์กรกำหนด ไปแลกเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวกับครอบครัวในช่วงปลายปีก็จะทำให้สวัสดิการดูน่าสนใจ และเป็นแรงจูงใจให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรมากขึ้น

การส่งเสริม และพัฒนาความรู้ ความสามารถพนักงาน

นอกจากเรื่องงานแล้ว องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ความสามารถในด้านอื่นๆ ตามความสนใจของพนักงาน เช่น คอร์สเรียนถ่ายภาพ ทำอาหาร จัดสวน ฯลฯ หรือการให้พนักงานสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ไอทีได้ตามความถนัด เช่น Macbook, Notebook, PC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ด้านสุขภาพ

จัดเป็นสวัสดิการพื้นฐาน เพราะเรื่องสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจล้วนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน การที่องค์กรมีประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตให้กับพนักงานถือเป็นเรื่องที่ดี หากองค์กรสามารถส่งเสริมเรื่องสุขภาพในด้านอื่นๆ ของพนักงานได้มากขึ้น เช่น สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนอาหารเสริมหรือวิตามินให้กับพนักงาน หรือจัดคอร์สการออกกำลังกายเป็นประจำทุกอาทิตย์ เช่น โยคะ เต้นออกกำลังกาย หรือมีพื้นที่ประจำสำหรับฟิตเนส สนามแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ สนามฟุตบอล บาสเกตบอล สระว่ายน้ำ ฯลฯ

บางองค์กรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์มาให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานสม่ำเสมอ สวัสดิการที่ดูน่าสนใจและน่าร่วมงานด้วยแล้ว ในส่วนพนักงานรู้สึกดีว่าตัวเองมีค่ากับองค์กรมากยิ่งขึ้น

วันหยุดและวันลาพิเศษ

โดยปกติแล้ววันหยุดและวันลาถือเป็นสวัสดิการตามกฎหมายที่พนักงานทุกคนควรได้รับจากองค์กรอยู่แล้ว พนักงานบริษัทต่างๆ ซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน และยังได้ค่าจ้างแม้จะหยุดพักผ่อนประจำปี หากองค์กรใดสามารถให้วันลาในกรณีพิเศษได้เพิ่มเติมจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถมัดใจพนักงานได้เช่นกัน หรือเปลี่ยนวันพักร้อนเป็นเงินได้ และของขวัญมีค่าประเภทต่างๆ ได้ พนักงานหลายๆ คนน่าจะสนใจข้อเสนอนี้

ค่าตอบแทนพิเศษ

นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว หากองค์กรไหนมีค่าตอบแทนพิเศษตามวาระสมควร ก็ถือเป็นอีกสวัสดิการหนึ่งที่ส่งเสริมขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจูงใจให้พนักงานมีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับคนที่พักอยู่ไกลจากบริษัท สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับคนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ค่าล่วงเวลาสำหรับคนที่มาทำงานเร็วกว่าเวลาเข้างาน หรือจะเป็นค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีความกดดันและเครียดเป็นพิเศษ

ตลอดจนเงินชดเชยในกรณีพนักงานเสียชีวิต ขณะยังเป็นพนักงานของบริษัท โดยคู่สมรสจะได้รับเงินชดเชยบางส่วนของเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น

ของขวัญพิเศษ

สวัสดิการพิเศษที่จูงใจพนักงานอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบตัวเงินเสมอไป องค์กรสามารถสร้างสรรค์สวัสดิการพิเศษ โดยการแจกรางวัลจากการจัดการแข่งขัน เพื่อพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆ ได้ เช่น การแข่งขันตกแต่งบริเวณที่ทำงานอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มบรรยากาศในการทำงานให้น่าอยู่มากขึ้น

ในโอกาสวันสำคัญ เช่น วันเกิด บางบริษัทจะรวบรวมวันคล้ายวันเกิดของพนักงานในแต่ละเดือน และมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์วันเกิดเป่าเค้กร่วมกัน สร้างบรรยากาศความรัก ความผูกพันคุ้นเคยกันในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

การปรับเปลี่ยนเวลาเข้าออกงาน

พนักงานในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาในการทำงานและการพักผ่อน จัดสรรเวลาในแบบ Work-Life Balance กันมากขึ้น ดังนั้น หากมีสวัสดิการที่ตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว เช่น สามารถขยายเวลาพักเที่ยงให้มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือมีเวลาพิเศษเพื่อให้พนักงานได้พักผ่อนระหว่างวัน เช่น ช่วงเวลาคอฟฟี่เบรก ก็ถือเป็นอีกสวัสดิการที่สามารถมัดใจพนักงานในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากสวัสดิการถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยบริหารคนได้เป็นอย่างดี สามารถจูงใจให้พนักงานอยากทำงานกับองค์กรยาวนานขึ้น รวมถึงสามารถดึงดูดให้คนสมัครงาน ที่ใครๆ ก็อยากทำงานกับองค์กรที่มีสวัสดิการดีๆ แบบนี้

คนผอมอยากมีกล้าม ต้องทำอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557824

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:36 น.

คนผอมอยากมีกล้าม ต้องทำอย่างไร

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ

ระหว่างคนผอมและคนอ้วนใครจะมีโอกาสเพิ่มกล้ามได้เร็วกว่ากัน คำตอบส่วนมากก็คือคนอ้วนมีโอกาสเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้มากกว่า เพราะว่าภายใต้ชั้นไขมันส่วนใหญ่ก็จะมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนผอม เพื่อให้มีแรงมากพอที่จะขยับร่างกายที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ

เมื่อออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ก็จะได้ผลเร็วมากกว่าเพียงแค่ต้องลดอาหารประเภทไขมัน ให้กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายในปรากฏออกมาให้เด่นชัดนั่นเอง

ในขณะที่คนผอมนั้นจะมีมวลกล้ามเนื้อค่อนข้างน้อย แต่มีดีตรงที่ระบบเผาผลาญพลังงานนั้นสูงกว่าคนอ้วนง่าย ไม่ต้องเหนื่อยกับการคาร์ดิโอมากเหมือนคนน้ำหนักเกิน แนวทางการเล่นกล้ามของคนผอมและอ้วนจึงแตกต่างกัน วันนี้เราโฟกัสเฉพาะการเล่นกล้ามของคนผอมโดยเฉพาะ

กินให้บ่อยและมากกว่าปกติ

การรับประทานอาหารของคนเล่นกล้ามนั้นเป็นสิ่งสำคัญ คนผอมหากต้องการให้ร่างกายขยายและเต็มไปด้วยมัดกล้ามมากขึ้นก็ต้องรับประทานอาหารให้มากกว่าปกติ แต่ส่วนมากแล้วที่ทำไม่สำเร็จก็เพราะร่างกายมีกระเพาะที่เล็ก รับประทานมากแล้วรู้สึกแน่นจุก

หากรับประทานมากไม่ได้ก็ควรปรับให้รับประทานบ่อยขึ้น มีช่วงมื้อว่างระหว่างวัน เน้นรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนสูงเพื่อนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ รับประทานของหวานหรืออาหารอื่นๆ ได้ตามปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนักสร้างกล้ามเนื้อไม่สามารถทำได้เลย

เมื่อร่างกายเรามีสารอาหารและพลังงานมากพอก็จะไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งไม่ดึงไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อมาใช้เมื่อพลังงานขาดแคลน ทำให้คุณสามารถออกกำลังกายแล้วกล้ามขึ้นได้เร็ว

เพิ่มน้ำหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

เป็นปกติของการเล่นกล้ามที่ต้องเพิ่มน้ำหนักดัมบ์เบลขึ้นไปเรื่อยๆ สูตรแรกเล่นแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นสัปดาห์แรก ใช้ดัมบ์เบลน้ำหนัก 5 กก. สัปดาห์ต่อมาขยับขึ้นไปเป็น 6-7 กก. และค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความแข็งแรงที่เพิ่มมากขึ้น

สูตรต่อมาเล่นแบบนักกีฬาเพาะกายที่เล่นเพิ่มขึ้นไปตามเซต เช่น เซตแรกยก 5 กก. เซตต่อมาเพิ่มเป็น 7 กก. และเพิ่มขึ้นเป็น 12-15 ในเซตต่อๆ ไป จนกว่าจะรู้สึกปวดกล้ามเนื้อจนยกไม่ขึ้นถึงจะพอใจ จากนั้นพักการเล่นกล้ามเนื้อในส่วนนั้นประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว

วิธีที่สองออกแนวโหดไปสักนิด แต่เป็นวิธีที่สร้างกล้ามเนื้อได้เร็ว แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน เช่น กินอาหารที่มีโปรตีนมากพอที่จะซ่อมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และสร้างเพิ่มเพื่อรองรับการออกกำลังกายครั้งต่อไป

ยกให้ช้า อย่ารีบ

ถ้าคุณต้องการขยายร่างให้ดูสมบูรณ์ ไม่ผอมเกร็ง ก็ไม่ควรเร่งยกดัมบ์เบลหรือยกน้ำหนักให้ครบเซตไปวันๆ ควรใส่ใจกับการหายใจเข้าออกและยกอย่างช้าๆ ให้กล้ามเนื้อทุกมัดได้ออกแรงได้คราวเดียวทั้งตอนยกขึ้นและลง

ส่วนมากแล้วเราจะใส่ใจในการยกขึ้น แต่ตอนลงนั้นยังสามารถออกแรงประคองเพื่อใช้แรงกล้ามเนื้อในส่วนอื่นได้อีกด้วย คราวต่อไปยกให้ช้า ใช้แรงทั้งขาขึ้นและขาลง ไม่เสียเวลา และยังได้กล้ามเนื้อมัดเล็กเพิ่มอีกด้วย

วัดความเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์

เริ่มต้นการเล่นกล้ามสำหรับคนผอมให้วัดขนาดรอบแขน ขา หน้าอก เอว ไหล่ สะโพก ต้นขา จดอย่างละเอียด แล้ววัดความเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยจะเป็นกำลังใจให้คุณพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ โดยปกติแล้วคนผอมที่เล่นกล้ามจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี กว่าจะได้มัดกล้ามสวยอย่างที่ต้องการ

ดังนั้น หากเล่นกล้ามมาหลายเดือนแล้วยังไม่เห็นผลก็ไม่ต้องท้อใจ เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่คุณจะรู้สึกได้แม้กล้ามจะยังไม่ขึ้นอย่างที่ต้องการก็คือ ร่างกายแข็งเรงขึ้น คล่องตัวขึ้น ยกของหนักๆ ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน เล่นต่อไปเรื่อยๆ สักวันหุ่นเท่ๆ จะเป็นของคุณเอง