สมุนไพรแห่งชาติ (ไทย) มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557823

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

สมุนไพรแห่งชาติ (ไทย) มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า!

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงศ์

“อย่าตีตัวไปก่อนไข้” อ่านบทความนี้จบแล้ว ต้องไม่ป่วยก่อนป่วย หมายถึง ต้องไม่ตีตัวตีตนว่าป่วยเสียก่อนเจ็บก่อนป่วยแบบจริงๆ จังๆ แต่ให้ดูแลตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองเป็น เพราะจะชวนไปเที่ยวด้วยกันที่งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15

นับเป็นมหกรรมใหญ่ที่สายแข็งสมุนไพรเฝ้ารอคอยมาทุกปี สำหรับปีนี้เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 แล้ว งานกำหนดจัดอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากประจวบเหมาะกับวาระ 100 ปี การสาธารณสุขไทย (พ.ศ. 2461-2561) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 ก.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับภาคีเครือข่ายแถลงการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 15 ที่จะร่วมจัดในงาน 100 ปีการสาธารณสุขไทย กระทรวงสาธารณสุขว่า ปีนี้เตรียมจัดยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ ภายใต้แนวคิดหลัก โลกมั่นใจ สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย

“มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติเข้าร่วมเฉลิมฉลองวาระ 100 ปีการสาธารณสุขไทย ตั้งเป้าต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพร ให้ประชาชนรู้จัก รักและใช้สมุนไพรไทยมากขึ้น พร้อมๆ กับบุกเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางสมุนไพรในอาเซียน ก่อนจะยกเป็นฮับหรือศูนย์กลางสมุนไพรโลกภายใต้กรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”

นพ.เกียรติภูมิ เล่าว่า ในปี 2560 มูลค่าตลาดรวมสมุนไพรไทยสูงถึง 2.53 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 2.3 แสนล้านบาท ก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า 1.8 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นอัตราการขยายตัวของตลาดสมุนไพรที่สดใส อย่างไรก็ตาม อุปสรรคคือภาพลักษณ์ที่คนยังไม่เชื่อมั่น

“ประชาชนหันมาสนใจสมุนไพรมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หน้าที่ของกรมการแพทย์แผนไทยฯ คือการสื่อสาร ขณะเดียวกันก็อุดช่องโหว่ด้วยการพัฒนาคุณภาพงานวิจัย ยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งการปรับภาพลักษณ์ให้นำสมัยน่าใช้ ขยายฐานกลุ่มผู้บริโภค”

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า อภัยภูเบศรฯ ยืนหยัดในการนำองค์ความรู้ภูมิปัญญารุ่นปู่ย่าตาทวดกลับมารับใช้สังคม โดยเป็นเวลากว่า 35 ปีมาแล้วที่ได้มุ่งมั่นพัฒนางานด้านสมุนไพรจนเป็นที่ยอมรับ ความคาดหวังคือประชาชนที่พึ่งตนเองด้านสุขภาพในเบื้องต้นได้

สำหรับการเข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติปีนี้ อภัยภูเบศรได้จัดกิจกรรมพิเศษ หยิบยกการดูแลสุขภาพของคน 3 วัย “สมดุลแห่งตรีโทษ กุญแจสู่สุขภาพ” ทั้งนี้ เป็นไปตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยที่แบ่งคนในแต่ละวัยตามโอกาสของการเกิดโรคในระบบที่แตกต่างกัน ทำให้การดูแลสุขภาพในแต่ละวัยแตกต่างกันไปด้วย

วัยเด็ก มีเสมหะเป็นเจ้าเรือน มักป่วยด้วยอาการหวัด ไอ ท้องอืด ปอดบวม หอบหืด เสมหะในลำคอมาก ระบบปิตตะ (ธาตุไฟ) ในร่างกายหย่อน ควรใช้สมุนไพรที่มีรสอุ่น เช่น กะเพรา ขิง หัวหอมแดง หรือดีปลี ตำรับยาที่เข้าการบูร และมะขามป้อมที่มีรสเปรี้ยวฝาด ช่วยบรรเทาอาการไอ บำรุงปอด

สำหรับวัยทำงาน มีปิตตะเป็นเจ้าเรือน เป็นธาตุที่ทำหน้าที่ในการเผาผลาญ การย่อย ให้ความอบอุ่น เป็นช่วงวัยที่มีความร้อนสูง มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และมีความเครียด มักป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับความร้อน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นช่วยผ่อนคลาย เช่น เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรกระดูกไก่ดำ เปราะหอม เทียนกิ่ง บานเย็น มะขามป้อม

ด้านวัยสูงอายุ มีวาตะเป็นเจ้าเรือน ธาตุมีลักษณะเบา มีการเคลื่อนไหว แห้ง เย็น เป็นวัยของการถดถอยการทำงานของธาตุต่างๆ ในร่างกาย มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้ง่าย เนื่องจากมีธาตุลมเป็นส่วนประกอบ มักพบปัญหานอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน มีความเสื่อมของมวลกระดูก ปัญหาโรคปริทันต์ และอาการหลังหมดประจำเดือนในผู้หญิง สมุนไพรที่เหมาะ เช่น น้ำมันรำข้าว บัวหลวงมะลิ ช่วยปรับสมดุลการนอน เพชรสังฆาตเพิ่มมวลกระดูก กระชายช่วยรักษาปริทันต์ ดับกลิ่นปาก และช่วยลดปัญหาอาการสตรีวัยทอง

“ปีนี้อภัยภูเบศรจะนำเสนอการพัฒนายาจากสมุนไพร เพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน วิจัยและพัฒนาสร้างนวัตกรรมด้านสมุนไพร เช่น การวิจัยทางคลินิกมะระขี้นก ที่พบว่าสามารถชะลอการเพิ่มน้ำตาลสะสมในผู้ป่วยเบาหวานได้” นพ.นำพล กล่าว

ด้าน ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงความคาดหวังของอภัยภูเบศรกับงานด้านสมุนไพรว่า กลยุทธ์ที่จะทำให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองด้านสุขภาพได้ คือการเสริมสร้างพลังอำนาจทางสุขภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถและพัฒนาศักยภาพของบุคคล ครอบครัวชุมชน ในการควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

“ประชาชนสามารถเลือกใช้ทรัพยากรที่มีและดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ นั่นคือความสำคัญ” ดร.ภญ.สุภาภรณ์ เล่า

การเสริมสร้างพลังอำนาจทางสุขภาพ คือ การกระตุ้นให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น มีส่วนร่วมมีความรับผิดชอบในการดูแลตนเอง มีความตระหนักในการดูแลตนเอง รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า สามารถดูสุขภาพตนเองและจัดการกับอาการไม่สบายต่างๆ ได้ เพื่อให้มีภาวะสุขภาพที่ดีขึ้น สมุนไพรคือเครื่องมือในการดูแลสุขภาพที่ประชาชนสามารถเข้าใจเข้าถึง ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและครัวเรือนในระยะยาว

 “ถือโอกาส 100 ปีการสาธารณสุขไทย เราเองก็ต้องกลับมาทบทวนในสิ่งที่เราทำ ทบทวนถึงบทบาทหน้าที่ในงานด้านสมุนไพร เรายังขาดอะไร เรายังไม่ได้ทำอะไร หรือถึงแม้ประชาชนเองก็ต้องทำหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตัวเองนะ ทุกวันนี้มองไปส่วนใหญ่ยังคงพึ่งกันแต่ยาแผนปัจจุบัน แม้กระทั่งโรคเล็กๆ น้อยๆ จนคนไข้โอพีดีล้นทุกวัน”

มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า ดร.ภญ.สุภาภรณ์ มองว่า ประชาชนจะสามารถพึ่งตัวเองด้านสมุนไพรได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพื้นฐาน โดยส่วนตัวมองว่าสมุนไพรคือเครื่องมือหนึ่งของประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง ขณะเดียวกันก็ประชาชนนั้นเอง ที่คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการสมุนไพรให้เดินต่อไปข้างหน้า

100 ปีแห่งการพัฒนา เชิญชวนประชาชนไปเที่ยวงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ งานแบ่งเป็น 3 โซนหลัก คือ 1.โซนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (Wisdom Zone) จัดแสดงภูมิปัญญาพื้นบ้าน 4 ภาค 2.โซนบริการ (Service Zone) ให้บริการตรวจรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ยาไทย และศาสตร์การแพทย์แผนจีน 3.โซนผลิตภัณฑ์ (Product Zone)

ในงานมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมมากมาย เช่น องค์การเภสัชกรรมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนอภัยภูเบศรจัดสวนสมุนไพรเพื่อคน 3 วัย  สาธิตการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งเปิดตัวครั้งแรกกับตำรับยาหมอพรจากสมัย รศ.131 ห้ามพลาดคือไฮไลต์แจกหนังสือคุณภาพ ปีนี้อภัยภูเบศรแจก “ดอกสร้อยร้อยบุปผา ร้อยคุณค่าสมุนไพรไทย” ดอกไม้ 100 ชนิดที่สามารถนำมาใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น รับแจกฟรีวันละ 200 เล่ม

นอกจากนี้ยังมีการให้บริการตรวจปรึกษาสุขภาพฟรี โดยเฉพาะการตรวจผิวหน้าแบบ 3 มิติด้วยเครื่อง Antera 3D ชวนชิมชาสมุนไพร การประชุมวิชาการและกิจกรรมเวิร์กช็อปที่น่าสนใจมากมาย เช่น กิจกรรมเด่นของกลุ่มนักเรียนแข่งขันประกวดวาดภาพ “ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรจากสีสมุนไพร (Herb of Art)  มิติใหม่ของการนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์

รายละเอียดของงาน http://www.moph.go.th

การรักษาเฉพาะบุคคล ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557816

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

การรักษาเฉพาะบุคคล ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็ง

เรื่อง พุสดี

มะเร็งยังคงเป็นโรคร้ายที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในคนไทยเป็นอันดับ 1 ทั้งยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา กล่าวว่า การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีพัฒนาการรุดหน้าไปมาก ทั้งยาเคมีบำบัด รังสีรักษา การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) รวมถึงการรักษาด้วยแอนติบอดี้ และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) จนมะเร็งหลายชนิดมีโอกาสรักษาหายขาด

มีมะเร็งระยะแพร่กระจายจำนวนมากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ก็สามารถยับยั้งการเติบโตและการแพร่กระจายของโรคมะเร็งได้ระดับหนึ่ง ด้วยการรักษาแบบมาตรฐาน อีกหนึ่งความท้าทายของการรักษาโรคมะเร็งคือ โรคมะเร็งชนิดเดียวกันในผู้ป่วยแต่ละรายอาจตอบสนองต่อการรักษาแบบมาตรฐานต่างกัน ผู้ป่วยบางรายได้ผลดี ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้ผล ซึ่งอาจเป็นผลจากพันธุกรรมของมะเร็งในตัวผู้ป่วยที่แตกต่างกัน

ด้วยความก้าวหน้าของการแพทย์ ล่าสุดได้มีการนำเทคโนโลยีในการวินิจฉัยมาช่วยในการรักษาโรคมะเร็งที่เรียกว่า “การรักษาเฉพาะบุคคล” (Personalized Medicine หรือ Precision Medicine) วิธีการคือ นักวิจัยและแพทย์จะทำการตรวจสอบระดับโมเลกุล (Molecular Profiling) ของก้อนมะเร็งของผู้ป่วย โดยการตรวจพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง และโปรตีนที่สร้างจากเซลล์มะเร็งโดยละเอียด ทำให้สามารถเข้าใจในรายละเอียดของพันธุกรรมและสารอื่นๆ ของมะเร็งในผู้ป่วยคนนั้นๆ ที่เป็นตัวทำให้มะเร็งในตัวผู้ป่วยแต่ละรายเติบโตและแพร่กระจาย

จากการค้นพบความผิดปกติในระดับพันธุกรรม รวมทั้งโปรตีนที่สร้างจากเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยเฉพาะราย จะช่วยให้แพทย์สามารถคัดเลือกยารักษาโรคมะเร็งได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยามุ่งเป้า หรือแม้แต่ยาเคมีบำบัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย และยังสามารถลดการใช้ยารักษาโรคมะเร็งที่อาจไม่ได้ผลดี และนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

สำหรับ “เทคนิคการตรวจสอบระดับโมเลกุลของก้อนมะเร็ง” ใช้วิธีการนำชิ้นเนื้อมะเร็งของผู้ป่วยไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานด้วยวิธีการทดสอบหลากหลายวิธี โดยในต่างประเทศแพทย์อาจแนะนำการตรวจระดับโมเลกุลของก้อนมะเร็งในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งปอด ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานแล้ว จากการตรวจวิธีนี้ มีแนวโน้มที่จะค้นพบความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือโปรตีนที่สร้างจากมะเร็ง และนำไปสู่การคัดเลือกยารักษามะเร็งที่เหมาะสมขึ้นในผู้ป่วยรายนั้นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบระดับโมเลกุลยังมีข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากการวินิจฉัยยังมีข้อมูลจำกัดอยู่เพียงมะเร็งระยะแพร่กระจายเท่านั้น และราคาค่าตรวจค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีการใช้ในต่างประเทศเพียงบางประเทศ สำหรับประเทศไทยการตรวจสอบระดับโมเลกุลของก้อนมะเร็ง ยังมีการใช้อย่างจำกัดในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง แต่หากในอนาคตอันใกล้การตรวจวิธีนี้มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นในมะเร็งชนิดต่างๆ และราคาถูกลง ก็จะเป็นการนำไปสู่การใช้ที่แพร่หลายมากขึ้น และสามารถเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยได้เข้าถึงต่อไป

โรโบติกส์ผสานเอไอ แรงงานใหม่ของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557811

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

โรโบติกส์ผสานเอไอ แรงงานใหม่ของมนุษย์

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ รอยเตอร์ส

ปัจจุบันนี้การพัฒนาด้านหุ่นยนต์หรือโรโบติกส์ พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากแขนกลที่เราคุ้นตาในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมรถยนต์ กลายเป็นของตกยุคในทันทีเมื่อแขนกลรุ่นใหม่ไม่ได้มีความสามารถแค่ทำงานหยิบจับตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ แต่เป็นแขนกลฝังระบบเอไอ (AI – Artificial Intelligence) ที่สามารถคิดหาช่องทางในการทำงานและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต่างกับการทำงานของมนุษย์ เมื่อหุ่นยนต์สามารถทำได้ขนาดนี้แล้วอนาคตแรงงานของมนุษย์จะเป็นอย่างไร

อนาคตเกินครึ่งคือ แรงงานโรโบติกส์

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เล่าถึงข้อมูลตลาดแรงงานในประเทศไทยและต่างประเทศ ถึงการเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ด้วยโรโบติกส์ ว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคโรโบติกส์และระบบอัตโนมัติที่จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานแทนมนุษย์

โดยเฉพาะในส่วนของภาคอุตสาหกรรมทางโรงงานก็มีการนำเอาเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นแขนกลหนัก เข้ามาทำงานแทนที่ตำแหน่งงานต่างๆ ในโรงงานที่ต้องใช้ความแม่นยำ รวดเร็ว และเพิ่มกำลังการผลิต ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เพราะสภาวการณ์เศรษฐกิจ การพัฒนาของเทคโนโลยี สภาพสังคมและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องแข่งขันกันมากขึ้น เจ้าของธุรกิจจึงต้องหาวิธีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการนำเอานวัตกรรมโรโบติกส์และระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น ไม่เพียงแค่การทำงานในโรงงานผลิต แต่ภายในองค์กรบริษัทก็มีการนำมาใช้ด้วยเช่นกัน

หากถามในเรื่องของการลดจำนวนการจ้างงานต้องบอกว่ายังไม่เห็นเด่นชัด เพราะประเทศไทยของเรากำลังปรับตัวไปสู่ทิศทางของการเป็นประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีโรโบติกส์กันมากขึ้น แต่จะให้บอกว่าเป็นไทยแลนด์ 4.0 แล้วนั้นอาจจะยังพูดได้ไม่เต็มปาก เรายังอยู่ในระหว่างทางไปสู่จุดนั้น

ปัจจุบันธุรกิจของเราส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ แบบอุตสาหกรรมดั้งเดิม ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการนำโรโบติกส์มาใช้จะมีอยู่ประมาณ 15% ของระบบอุตสาหกรรมทั้งหมด และใน 15% กลุ่มที่มีการใช้มากที่สุดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังคงใช้แรงงานเป็นหลัก อาจมีการปรับใช้เทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้นแต่ยังไม่ถึงระดับของการแทนที่แรงงานมนุษย์

มีความเป็นไปได้ว่าในระยะเวลาอีก 3-5 ปี จะมีการใช้โรโบติกส์มากขึ้น แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปหลังจากผ่านช่วง 5 ปีนี้ไป การเปลี่ยนแปลงจะเป็นแบบก้าวกระโดด ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มปรับตัวเห็นความสำคัญกันมากขึ้น มีการสนับสนุนจากทางภาครัฐ และมีเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาช่วยหนุน

ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กก็จะเริ่มมีการใช้โรโบติกส์กันมากขึ้น ตัวเลขที่คาดการณ์กันไว้น่าอยู่ที่ 50% ของแรงงานทั้งหมด”

สุธิดา เสริมต่อว่า “ในฐานะที่เราเป็นคนกลางระหว่างภาคอุตสาหกรรมและระบบใหม่ ไม่ได้อยากให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องการแทนที่ของโรโบติกส์ เพราะในปัจจุบันโรโบติกส์ก็มีหลากหลาย ตามลักษณะความสามารถและรูปแบบการใช้งาน

ภาพในอดีตหุ่นยนต์ทำงานภายใต้ความควบคุมของมนุษย์ มีทั้งที่เป็นแบบการตั้งโปรแกรมไว้ให้ทำไปตามแผน แม้ทุกวันนี้โรโบติกส์สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลด้วยตัวเองได้หมดแล้ว แต่การที่จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์จะยังค่อยเป็นค่อยไป และลงท้ายที่การทำงานร่วมกันมากกว่าที่จะทำงานแทนที่ไปเสียทุกอย่าง”

โรโบติกส์อยู่รอบตัวเรา

ดร.อนันตพัฒน์ อนันตชัย รองคณบดีและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายว่า “โรโบติกส์ หรือโรบอต นั้นในความหมายของผมมีความคล้ายคลึงกัน แต่โรโบติกส์จะมีการทำงานที่เป็นระบบอัตโนมัติมากกว่ามีความสามารถในการคิดและตัดสินใจได้มากกว่า

เราอย่าเพิ่งไปจินตนาการว่าโรโบติกส์จะต้องมีรูปร่างเป็นแขนกล เป็นหุ่นยนต์มีรูปร่างหน้าตาเหมือนในภาพยนตร์ เพราะบางครั้งก็มาในรูปแบบของกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ เป็นเซ็นเซอร์ฝังตัวตามจุดต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลเอาไปประมวลผลที่ศูนย์กลางเพื่อตัดสินใจต่อไป

เครื่องดูดฝุ่นทุกวันนี้ก็จัดเป็นโรโบติกส์ได้เช่นกัน เพราะมีการเคลื่อนไหวทำงานไปตามการออกแบบที่วางไว้ และยังสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง เพราะมีการใส่ปัญญาประดิษฐ์ที่จะสามารถจำลองความคิดแนวทางการแก้ปัญหาของมนุษย์มาช่วยในการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ไม่เฉพาะแต่การตัดสินใจตามกลไกของสมองมนุษย์ เอไอยังสามารถจำลองการทำงานและการตัดสินใจของสัตว์ชนิดอื่นได้ด้วย เช่น การตัดสินใจหาเส้นทางหาอาหารของมด ว่ามดสามารถหาเส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อให้ถึงอาหารได้อย่างไร เราก็สามารถเอาตัวแปรเหล่านี้มาทำเป็นอัลกอริทึม เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานหาเส้นทางตามที่ต้องการได้

ดังนั้น แนวทางการปรับตัวของนักศึกษารุ่นใหม่ที่จะเข้าไปสู่ตลาดแรงงานในอนาคต จะต้องมีองค์ความรู้เรื่องโรโบติกส์ การเขียนโปรแกรมเอไอเหล่านี้ให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการแรงงานในตลาด

ส่วนตัวผมได้มีโอกาสเข้าไปดูตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ก็พบว่ามีความต้องการแรงงานที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมเหล่านี้สูงเพิ่มมากขึ้น อย่างไรผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาว่าโรโบติกส์จะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ เพียงแต่เราต้องปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงไปทำงานเพื่อรองรับตลาดตรงนี้จะดีกว่า

ซึ่งคนที่เรียนจบทางด้านซอฟต์แวร์จะได้เปรียบกว่าในเรื่องของระบบเอไอ สถาบันการศึกษาเองก็ต้องปรับการสอนเพื่อให้ตอบโจทย์ในด้านโรโบติกส์ปรับเนื้อหาวิชาให้เกี่ยวข้องกับเอไอและฮาร์ดแวร์

การพัฒนาและประยุกต์ด้าน IoT (Internet of Things) ให้มากขึ้น ซึ่งอนาคตอุปกรณ์ใช้งานแทบทุกชนิดจะมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและมีระบบเอไอเข้ามาช่วยดูแล

หากเราจะผลิตบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมารองรับกับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีได้เทียบเท่ากับต่างประเทศนั้น เราจะต้องมีความร่วมมือและพัฒนาทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยภาครัฐเป็นส่วนสนับสนุนแล้วส่งต่อให้ภาคการศึกษาคิดต่อยอดและให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปปรับใช้ นับเป็นความร่วมมือแบบบูรณาการที่นำไปสู่ความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต”

ปรับตัวอย่างไรในยุคโรโบติกส์ผสานเอไอ

สุธิดา ให้คำแนะนำว่า “สำหรับแรงงานในสายไอทีนั้นได้ควรมีการปรับตัวให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ สามารถสร้างและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราพบว่ามีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายได้ในการเปลี่ยนงานแต่ละครั้งของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรงตามคุณสมบัติในสายงานด้านนี้ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25%

อีกส่วนคือ แรงงานที่มีแนวโน้มจะถูกแทนที่หรือต้องทำงานร่วมกับโรโบติกส์ ได้แก่งานที่ต้องทำซ้ำๆเหมือนเดิม งานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต เช่น งานสำรวจ งานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย แรงงานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะให้โรโบติกส์เข้ามาแทนที่เพื่อความปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

ด้วยตัวแปรอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มีการใช้โรโบติกส์เพิ่มสูงขึ้นคือต้นทุนค่าแรง และการขาดแคลนแรงงานในตำแหน่งต่างๆ แรงงานต่างด้าวอยากกลับไปทำงานที่ประเทศตัวเอง คนรุ่นใหม่เลือกงานมากขึ้น สังคมไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ตำแหน่งงานบางตำแหน่งขาดแคลน จึงจำเป็นต้องใช้โรโบติกส์เข้ามาทำงานแทน

ส่วนงานที่โรโบติกส์ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ก็คือ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานด้านการบริการให้คำปรึกษา งานที่ต้องใช้วิจารณญาณ งานที่ต้องใช้ทักษะความสัมพันธ์ของมนุษย์ และงานที่ต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ดังนั้น แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความต้องการด้านโรโบติกส์และมีความเสี่ยง ในช่วง 5 ปีนี้อาจจะต้องปรับตัว ไปทำงานภาคการบริการกันมากขึ้น หรือหางานในสายอื่นที่ต้องทำงานร่วมกับโรโบติกส์ หรือโรโบติกส์ เข้ามาแทนที่ได้ยาก

ในขณะเดียวกัน แรงงานที่ได้ทำงานทางด้านโรโบติกส์เองแม้จะมีความมั่นคงในอนาคตจะยังต้องมีเรียนรู้อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะอนาคตจะมีระบบใหม่ เครื่องจักรอันทันสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลา

จึงต้องเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ บูรณาการองค์ความรู้เพื่อให้เป็นที่ต้องการของบริษัท ที่ต้องการบุคลากรซึ่งมีความสามารถในการสร้างและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และทักษะที่จำเป็นมากที่สุดในยุคโรโบติกส์ นอกจากความรู้และประสบการณ์ก็คือทักษะทางอารมณ์

สุดท้าย จากการสำรวจความต้องการแรงงานของนายจ้าง เราพบว่าทักษะทางอารมณ์ติดหนึ่งในทักษะที่นายจ้างต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะงานในสายบริการ แต่มีความต้องการในทุกสายอาชีพ เพราะอนาคตบริษัทต้องการบุคลากรที่รู้จักการควบคุมอารมณ์ในการทำงาน ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ รู้จักการติดต่อสื่อสารการทำงานที่ดี ซึ่งเป็นอีกหนทางที่จะทำให้ตัวเราเป็นบุคคลที่ทุกบริษัทต้องการตัวในอนาคต”

‘Tempus & Vita : เวลาและชีวิต’ สนามชัย พวงระย้า + สุดรัก คงพ่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557628

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

‘Tempus & Vita : เวลาและชีวิต’ สนามชัย พวงระย้า + สุดรัก คงพ่วง

โดย พริบพันดาว

ยู่หยวน อาร์ต แอนด์ แอนทีค (YuYuanArt & Antique) เป็นแกลเลอรี่ที่ตั้งอยู่ภายในล้ง1919 ความพิเศษของที่นี่เป็นสถานที่จัดงานศิลปะที่ดูสบายๆเล็กๆ และเป็นกันเอง มีกลิ่นอายบรรยากาศของความเป็นจีนโบราณที่ถูกนำมาแผลงประยุกต์จนมีลักษณะร่วมสมัย

เมื่อมีงานศิลปะเข้าไปร่วมจัดแสดง จึงมีเสน่ห์อย่างเอ็กโซติกกรุ่นกำจายออกมาอย่างประหลาดๆ ไม่เหมือนใคร ยิ่งในวันเปิดนิทรรศการศิลปะ “Tempus & Vita : เวลาและชีวิต” ของสองศิลปินต่างเพศ คือ สนามชัย พวงระย้า กับ สุดรัก คงพ่วง ซึ่งมีรูปแบบการทำงานศิลปะในสายสกุลเซอร์เรียลิสม์ (Surrealism) มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้การชมงานศิลปะยิ่งสนุกมากขึ้นเพราะบรรยากาศเป็นใจพาไปสู่อีกมิติหนึ่งในตัวงาน

รูปภาพแบบเซอร์เรียลิสม์ของทั้งสองยิ่งทำให้กรุ่นอายของแกลเลอรี่แห่งนี้ดูอวลอายสอดคล้องลงตัวเป็นอย่างยิ่ง ดังแนวความคิดหรือธีมของนิทรรศการครั้งนี้ที่วางไว้คือ “เวลาและชีวิต”

เวลาและชีวิตเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เวลาทำให้เกิดชีวิต และชีวิตดำเนินไปตามกาลเวลา อดีตทำให้เกิดปัจจุบัน และเชื่อมโยงต่อไปถึงอนาคต ทุกช่วงเวลามีคุณค่า ความทรงจำสร้างประสบการณ์ให้เราในการใช้ชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขหรือความทุกข์ ความสำเร็จ รุ่งโรจน์ หรือความล้มเหลว ทุกสิ่งล้วนไม่สามารถอยู่คงที่ได้ตลอดกาล ย่อมต้องเคลื่อนผ่านไปตามกาลเวลา

ชีวิตของงานศิลปะก็เช่นเดียวกัน มีเรื่องราวมากมายที่ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะจากประสบการณ์ของศิลปิน ที่พานพบในวันแล้ววันเล่า สิ่งที่ประทับใจเหล่านี้มีทั้งความสวยงามหรือความอัปลักษณ์ ทั้งความปลื้มปีติหรือสะเทือนใจ ถูกนำมาเรียงร้อยในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินแต่ละคน

เพราะศิลปะใช้เวลาในการเดินทาง เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์ที่เดินผ่านกาลเวลา วันแล้ววันเล่าผลงานศิลปะแต่ละชิ้นจึงมีชีวิตของมันเอง มีความงามและคุณค่าแตกต่างกันไป

เมื่อมองกลับไปสู่รากฐานของงานศิลปะเซอร์เรียลลิสม์ จะพบได้ว่ามีความสำคัญอยู่ที่การแสดงออกของจิตใต้สำนึกอย่างอิสระ ปราศจากการควบคุมของเหตุผล มีความฝันและอารมณ์ จินตนาการ ค่อนข้างโน้มเอียงไปในทางกามวิสัย

หลักการของเซอร์เรียลิสม์ คือ จินตนาการเป็นส่วนสำคัญของการแสดงออก จินตนาการคือจิตไร้สำนึก และจิตไร้สำนึกเป็นภาวะของความฝัน ที่มีขบวนการต่อเนื่องกันซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะได้

สิ่งที่เห็นจากโลกภายนอกขณะตื่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสายตา การแทรกแซงความงามของพวกเขาคือความมหัศจรรย์ ความมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวที่สามารถสร้างศิลปะให้สมบูรณ์ได้ และยังให้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหมายต่อความรู้สึกของมนุษย์

เอกลักษณ์ของศิลปะเซอร์เรียลลิซึมก็คือการใช้สิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญ มาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอผลงานโดยเฉพาะการหยิบเอาสิ่งของสองอย่างหรือมากกว่านั้น ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกัน เหมือนเป็นการพบกันโดยบังเอิญที่ก่อให้เกิดความหมาย

แม้แต่ละอย่างจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันเลย แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน ก็ย่อมจะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดจินตนาการและความรู้สึกถึงเอกภาพแบบใหม่ ซึ่งไม่ขึ้นกับเหตุผลหรือตรรกะใดๆ ในโลกกายภาพ

รูปแบบผลงานศิลปะจะใช้วิธีการนำเอาสิ่งที่เป็นสภาวะปกติวิสัยตั้งแต่ 2 สิ่งที่ดูเข้ากันไม่ได้มาจัดร่วมประกอบกัน และแต่งเติมผสมผสานให้ดูเป็นสิ่งเดียวกันอย่างกลมกลืน รวมถึงการเชื่อมโยงความรู้สึกสัมผัสและประสบการณ์ทางการเห็นให้สอดคล้องกับความคิด เชื่อมโยงให้เป็นเรื่องใหม่

ในการจัดแสดงครั้งนี้ผลงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามชัย ไล่เรียงมาตั้งแต่ชุดเก่าแก่สุดหายากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มาจนถึงผลงานชุดล่าสุดที่สดใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดให้ชมที่ไหนมาก่อน

ส่วนของสุดรักเห็นถึงพัฒนาการการเติบโตทางด้านทักษะและความรู้สึกนึกคิดของศิลปินที่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมากมายในทุกช่วงอารมณ์ ที่มีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งเศร้าและดีใจ ซึ่งทุกสิ่งล้วนหล่อหลอมให้แข็งแกร่งเติบโตขึ้น โดยศิลปินได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกกลั่นกรองออกมาผ่านผลงานที่มีรูปทรง สีสัน องค์ประกอบที่จัดจ้าน เข้มข้นขึ้น

นิทรรศการศิลปะชุด “Tempus & Vita :เวลาและชีวิต” จัดแสดงถึงวันที่ 31 ก.ค. 2561 ที่ ยู่หยวน อาร์ต แกลเลอรี่ ใน ล้ง1919 คลองสาน กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.09-4554-8883

ณรงค์ชัย อัศวกุล สร้างเป้าหมาย‘ไตรกีฬา’วิธีฝึกสมาธิผู้บริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557627

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

ณรงค์ชัย อัศวกุล สร้างเป้าหมาย‘ไตรกีฬา’วิธีฝึกสมาธิผู้บริหาร

โดย ปอย

ทายาทธุรกิจและดีไซเนอร์แบรนด์ร้านเพชร อนันต์ บาย คุณอนันต์ (ANANT by Khun) ณรงค์ชัย อัศวกุล ขอเลือกใช้ช่วงเวิร์คเอาต์พักผ่อนจากการงานเคร่งเครียดหลังเวลางานบริหารร้านเครื่องประดับหรู ความสุขคือการลงสนามทวิไตรกีฬา โดยเริ่มต้นที่จักรยานเสือภูเขา เลือกยี่ห้อ Trek ปั่นเข้าป่าตั้งแต่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ปั่นเข้าป่าเขาเขียว จ.ชลบุรี การประลองความเร็วบนหลังอาน มันๆ เอ็กซ์ตรีมสุดๆ ถึงที่สุดแล้ว ก็ลองเปลี่ยนมาท้าทายประลองความเร็วด้วยจักรยานเสือหมอบ ใช้สนามปั่นมอเตอร์เวย์ ออกกำลังกายสร้างความแข็งแกร่งโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าขา และน่อง

ณรงค์ชัย เล่าพลางหัวเราะ กำลังปั่นมันๆ วันหนึ่งเพื่อนสนิทที่เป็นนักกีฬาไอรอนแมน-โกมุท มณีฉาย กึ่งท้า กึ่งชวนให้เปลี่ยนรองเท้าลงสนามวิ่ง 3 กม. วันนั้นจำความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยได้ดี ใช้คำว่า “แทบตาย” ได้เลย!!!

“กล้ามเนื้อที่ใช้ในการวิ่งนั้นแตกต่างจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปั่นจักรยานหลายๆ ส่วน หลายๆ มัด ปั่นเสือหมอบ 40 กม. เพื่อนท้าให้ลงวิ่งซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ปั่นเสือหมอบใช้หน้าขาและน่อง มีจังหวะกด ดึง สลับกันไป ส่วนวิ่งสไตล์ของผมคือ วิ่งลงปลายเท้า ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหน้าแข้งส่วนล่าง คนละส่วนกัน ก็เลยทำให้เราวิ่งไม่ออกในครั้งแรกของการวิ่งต่อเนื่อง 3 กม. จากวันนั้นผมก็เริ่มหัดวิ่ง 5 กม. ทำเวลาได้ราว 31 นาที ส่งเวลาให้โกมุท เขาก็ท้าทายมาอีกว่า ‘…ระวังภรรยาของผมวิ่งแซงคุณนะครับ เธอวิ่ง 5 กม.ทำเวลา 29 นาที’ (เล่าพลางหัวเราะ) ผมก็ต้องพยายามกลับไปซ้อมวิ่ง แล้วเพิ่มระยะขึ้นเรื่อยๆ เป็นระยะ 10 กม.

คุณโกมุทกับผมเป็นเพื่อนสมัยวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนที่ทำให้พวกเราสนิทสนมกันมากๆ และการปลูกฝังให้คนรักกีฬา นักเรียนวชิราวุธทุกคนต้องเล่นกีฬา เติบโตมาจึงเป็นนิสัยติดตัว กลุ่มนักวิ่งของพวกเราก็เป็นกลุ่มวชิราวุธที่เล่นไตรกีฬา เพื่อนๆ ทำเวลาวิ่ง 10 กม.ก็มาประชันกัน ทุกคนทำเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมงทั้งนั้น ผมก็โอ้โห… หยุดวิ่งไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) ระยะนี้แต่ละคนไม่มีใครเกิน 1 ชั่วโมง กว่าจะทำเวลาต่ำกว่าเพื่อนได้ก็แทบแย่เลยครับ” ณรงค์ชัย เล่าถึงการท้าทายความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มาหัวเราะแสดงถึงความสุข กับการเริ่มต้นก่อนลงสนามไตรกีฬา

เป้าหมายคือ ชนะใจตัวเอง ไม่ใช่ชนะเพื่อนๆ ณรงค์ชัย บอกจัดตารางฝึกซ้อมวิ่งอย่างมีวินัย ตื่น ตี 4.45 น. สัปดาห์ละ 6 วัน ให้เวลาพักแค่วันอาทิตย์เท่านั้น การทำเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมงสำหรับระยะทาง 10 กม. จึงเป็นเรื่องไม่ยากเย็นอะไรเลย

“ความฟิตคือหัวใจสำคัญที่สุดของไตรกีฬา ส่วนการปั่นจักรยานเสือหมอบก็ต้องฝึกซ้อมไม่ขาดด้วยนะครับ ผมฝึกสนามมอเตอร์เวย์ สนามพระราม 5 ที่มีกลุ่มทีมชาติไปฝึกซ้อม ‘ลุงนำชัย’ ‘น้าชาติ’ ความเร็วของมือโปรช่วยเราได้ดีมาก ก็ต้องพยายามเกาะกลุ่มไปกับพวกเขาให้ได้ 1 รอบนันสต็อป 80 กม.ขาไม่ตกพื้น แล้วความเร็วของจักรยานเสือหมอบ เร็วมาก ถ้าแรงตกหลุดกลุ่มไปก็หมดสิทธิที่จะตามกลับมาทัน ผมก็อาศัยฝึกปั่นไปกับคนกลุ่มที่แกร่ง ตามให้ทันให้ได้ครับ

ผมเริ่มจากทวิกีฬา คือ เริ่มต้นวิ่ง 5 กม. ปั่นจักรยาน 40 หรือ 50 กม. และตบท้ายด้วยการวิ่งเข้าสู่เส้นชัยอีก 10 กม. สนามแรกที่พัฒนากอล์ฟคลับ แทบแย่แต่มันมาก (หัวเราะ) ความสนุกท้าทายของการลงสนามกีฬาชนิดนี้คือ การได้อยู่กับตัวเอง สร้างสมาธิโดยไม่ต้องเสียเวลาทักทายหรือคุยกับใครเลย มันสงบมาก ระหว่างนั้นผมลงแข่งวิ่งมาราธอน 42 กม.นักวิ่งบางคนเมื่อถึง 30 กม.จะมีศัพท์ว่า ‘ชนกำแพง’ คือ เริ่มแรงหมด แต่ผมยังได้อยู่ จน 10 กม.หลัง วิธีต้านกับความเหน็ดเหนื่อยคืออยู่กับการท่อง ‘พุทโธ’ แบบวิธีพุทธในแบบที่พระสอนให้ถอดความเหนื่อยกาย แล้วตั้งสติมาดูใจขณะวิ่ง แล้วท่องขวาพุทๆ ซ้ายโธๆ ซ้ำอย่างเดียวเลยครับ ใจจะว่างสบายเพราะไม่คิดอะไรเลย ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือตารางเพซ (Pace) ดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเพซต่ำลงๆ ก็แสดงว่าเราพัฒนาร่างกายดีขึ้น จากเพซ 7 สู่เพซ ระยะทางมาราธอน ผมทำเวลาได้ 5 ชั่วโมง 26-27 นาที”

ณรงค์ชัย บอกว่าการทำสมาธิแบบนี้ นำมาใช้ในเวลางานคร่งเครียดได้ด้วย งานออกแบบเครื่องเพชร บางครั้งก็ตันคิดไม่ออก ก็ตั้งสติใหม่ทำสมาธิ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นเดียวกัน

กีฬาที่ใช้สมาธิและวินัยต้องปลุกตัวเองฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ตี 4.45 น.ทุกวัน สร้างความมั่นใจกับการลงสนามทวิกีฬา ระยะวิ่ง 5 กม. ปั่นจักรยาน 50 กม. วิ่งเข้าเส้นชัย 10 กม.ในรายการ Rockman Tri Paradise จ.ราชบุรี เมื่อต้นปี 2017 ผู้บริหารหนุ่มวัย 47 ปี ก็สามารถขึ้นโพเดียมรับรางวัลเข้าเส้นชัย อันดับที่ 3 ได้สำเร็จโดยไม่ได้คาดหวังอะไรเลย

“ผมไม่หวังรางวัล 10 กม.หลังก็ทำสมาธิพุทโธไปเรื่อย ทำเวลาได้ดีน่าพอใจครับ วิ่ง 5 กม.แรกทำเวลาได้ 25.03 นาที จักรยาน 50 กม. ทำเวลา 1 ชั่วโมง 37 นาที วิ่ง 10 กม.สุดท้าย ทำเวลา 1 ชั่วโมง 01 นาที ความสนุกนอกจากการได้เจอเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องวชิราวุธ อีกสิ่งสำคัญคือเราชนะใจตัวเอง จากทวิกีฬา คุณโกมุท ก็คือแรงบันดาลใจให้ผมก้าวสู่ไตรกีฬา เขาเป็นนักกีฬาไอรอนแมนที่แข็งแกร่งมาก ตระเวนแข่งขันไปทั่วโลก ก็เคยคุยกันครับว่าไม่จำกัดอายุเหมือนกีฬาอื่นๆ วัยแตะเลข 5 อย่างพวกเราก็สามารถถึงเป้าหมายได้

ระยะต่อไปคือ ระยะ 70.3 กม. หรือระยะ Half Ironman มีระยะทางว่ายน้ำที่ 1.9 กม. ปั่นจักรยาน 90 กม. และวิ่ง 21 กม. การสร้างความฟิตให้ร่างกายแกร่ง และวินัยฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ใครๆ ก็ถึงเป้าหมายได้ทุกคนนะครับ” ณรงค์ชัย ผู้บริหารสุดสตรองบอกทิ้งท้ายมั่นใจ 

ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ เบรกชีวิตให้ช้าด้วยธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557625

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:34 น.

ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ เบรกชีวิตให้ช้าด้วยธรรม

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์

ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัย 49 ปี เล่าให้ฟังถึงชีวิตช่วงก่อนติดเบรก ชีวิตที่ผ่านมา ถ้าจะถามว่าทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง คงบอกไม่ได้ทั้งหมด ชีวิตของคนย่อมผ่านวิกฤตชีวิตในแต่ละช่วงวัย เมื่อเผชิญปัญหา ตัดสินใจผิดบ้าง ถูกบ้าง ถือว่าเป็นบทเรียน ทำให้เรียนรู้และมีเส้นทางชีวิตมาถึงจุดนี้

“มองชีวิตที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ไม่เคยตั้งเป้าหมายของชีวิต ใช้ชีวิตเลียนแบบและทำตามคนอื่น ไม่มีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต พยายามแสวงหาความต้องการตอบสนองความสุขภายนอกให้กับตัวเองตลอดเวลา แต่ก็ไม่พบความสุขที่แท้จริงให้กับตัวเอง ทำให้ตั้งคำถามให้กับตัวเองตลอดเวลาว่า ชีวิตเราต้องการอะไร ทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่ามากกว่านี้” ดร.กมลาศ เล่า

ดร.กมลาศ เล่าว่า เมื่อก่อนเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีอัตตาตัวตน อารมณ์ร้อน คิดไว ทำไว ไม่รู้จัก การรอคอย ใช้ชีวิตเร่งรีบตลอดเวลา จนกระทั่งตัดสินใจหลายเรื่องในชีวิตผิดพลาด เพราะความใจร้อนและใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหามากกว่าการใช้เหตุผล หากหลังจากได้รู้จักธรรมะ ชีวิตก็เปลี่ยนไป ได้ตั้งสติ ได้เรียนรู้ปฏิบัติ คงต้องกล่าวว่ามิติแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเหลือเชื่อ

“เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว รู้สึกเป็นทุกข์มาก จากความทุกข์ใหญ่หลวงครั้งนั้น ทำให้หันมาศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ได้มีโอกาสอ่านธรรมนิยาม สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ของ รศ.ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม และอ่านหนังสือแนวทางปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ทำให้มีจิตศรัทธา เข้าใจกฎแห่งกรรม การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้น”

จุดเริ่มต้นการปฏิบัติธรรมของ ดร.กมลาศ คือ การได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี จากที่มีความศรัทธาหลวงพ่อจรัญฐิตธมฺโม อยู่ก่อน ก็ทำให้คลายความทุกข์ พบว่าการปฏิบัติธรรมทำให้ทุกข์น้อยลง ยังทำให้ได้พบกัลยาณมิตรดีๆ ที่สนใจการปฏิบัติธรรม เหนี่ยวนำให้เข้าถึงธรรม น้อมใจให้ใกล้ธรรม

“ตอนนั้นได้มีโอกาสพบพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช ท่านเป็นครูกรรมฐาน ที่สอนกรรมฐานอย่างจริงจัง และมีโอกาสสร้างกุศลกิจที่วัดนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงหนังสือธรรมะ การเข้าร่วมงานบุญต่างๆ สร้างพระ สร้างโบสถ์ จัดค่ายพุทธบุตร จัดโครงการปฏิบัติธรรม ทำให้เราได้เรียนรู้คนและเรียนรู้ธรรมะ ฝึกฝนจิตเราไปในตัว ถือว่าชีวิตเริ่มต้นอยู่ในวิถีธรรมที่วัดป่าเจริญราช”

สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดร.กมลาศ เล่าว่า ชีวิตช้าลง ชีวิตยึดติดน้อยลง รู้จักตัวเองมากขึ้น จากคนอารมณ์ร้อน ก็รู้จักรอคอย รู้จักว่าสิ่งใดที่ควรจะ “เร่ง” เรื่องไหนที่ควรจะ “รอ” รู้จักคำว่า “พอ” รู้จักทบทวนตัวเอง ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดชัดเจนขึ้น รู้ตระหนักว่าควรปรับปรุงตัวอย่างไร จิตไม่หวั่นไหว ไม่ถูกกระทบง่ายเหมือนก่อน มีความเข้าใจตัวเอง มีความเข้าใจผู้อื่นไม่ตัดสินใจผู้อื่น หันมาพิจารณาตัวเองมากขึ้น เรียนรู้การเป็นผู้ให้และผู้รับ เรียนรู้การฝึกฝนใจ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ไม่ค่อยทุกข์กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จิตใจก็เข้มแข็งขึ้น ใคร่ครวญเรื่องราวในชีวิตได้ดีขึ้น มีความสนใจพัฒนาจิตใจตัวเองมากขึ้น

“นี่คือชีวิตหลังได้ผ่านกระบวนฝึกฝนทางธรรม การเข้าใจธรรมะคือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยน”

สิ่งที่อยากแบ่งปันในมุมของชีวิตที่เปลี่ยนไป ดร.กมลาศ เล่าว่า ธรรมะคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่งดงามของแต่ละคน มีเส้นทางและการให้ความหมายที่แตกต่างกัน ข้อสำคัญคือ เรารู้จักความต้องการของตัวเอง เราฝึกทบทวนและตั้งคำถามให้บ่อยๆ ถึงความสุขในการใช้ชีวิตของเราว่าเป็นอย่างไร เป้าหมายชีวิตของเราเป็นอย่างไร เราเกิดมาเพื่ออะไร และทำประโยชน์เพื่อตนเอง เพื่อผู้อื่น และเพื่อสังคมอย่างไร

“อยากแบ่งปันว่า ถ้าเราลดพึ่งพาวัตถุภายนอกให้น้อยลง เราจะมีความสุขมากขึ้น ถ้าชีวิตติดกับเงื่อนไขภายนอกมาก ก็จะมุ่งแสวงหาสิ่งตอบสนองความต้องการแบบไม่มีสิ้นสุด อยากได้รถ อยากได้บ้าน อยากได้ตำแหน่ง ก็มักมองเป้าหมายที่ปลายทาง แต่ลืมฝึกให้ตัวเองพอใจกับสิ่งเรียบง่าย สุขจากสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปแสวงหาข้างนอก”

ชีวิตที่ช้าลงสำหรับ ดร.กมลาศ ยังหมายถึง การแบ่งเวลา การใช้ชีวิตให้สมดุล แบ่งเวลาทำงาน แบ่งเวลาพักผ่อน แบ่งเวลาในการศึกษาธรรมะ เช่น ไปทำบุญที่วัด ไปยังสถานที่ท่องเที่ยว โดยส่วนตัวชอบทั้งภูเขาและทะเล ถือเป็นการใช้ชีวิตให้มีความสุขแบบเรียบง่ายตามสไตล์ของตัวเอง สำหรับผู้สนใจแนวคิดเรื่องหลักธรรมในชีวิตประจำวัน ก็ขอแบ่งปันง่ายๆ ว่า สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข คือ การฝึกอยู่กับตัวเอง ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ฝึกคิดแต่เรื่องดีๆ ฝึกการคิดบวก คิดดี มองดีในทุกสถานการณ์

“ขอให้มองว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นเรื่องธรรมดา ฝึกมองโลกตามความเป็นจริง ฝึกยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อฝึกคิดแบบนี้บ่อยๆ จิตใจจะสบาย ผ่องใสขึ้น พยายามไม่หมกมุ่นกับปัญหา แต่พยายามมองว่าทุกปัญหา คือ โอกาสที่ทำให้เราได้ฝึกปัญญา”

ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นมองจากภายนอกว่า เราเป็นอย่างไร แต่ชีวิตที่เรียบง่าย คือชีวิตที่เราเป็นในสิ่งที่เราตระหนักรู้ เป็นชีวิตที่เราต้องการอย่างแท้จริง จะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนจิตของตัวเอง คือ ฝึกการรู้สึกตัวขณะทำงานหรือทำกิจกรรมในแต่ละวัน การฝึกจิตให้เบิกบานมีความสุขในใจ ถ้าสามารถฝึกความรู้สึกให้จิตยิ้มตลอดเวลา จะช่วยให้จิตแจ่มใส เตรียมพร้อมที่จะเผชิญปัญหาทุกสถานการณ์ได้ดีขึ้น

ดร.กมลาศ เล่าว่า โดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าการทำงาน การใช้ชีวิต และการปฏิบัติธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกส่วนกัน พัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบันอาชีพและการทำงานเกิดจากอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม ทำให้เดินมาถึงจุดนี้ การได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ทำให้เข้าใจตัวเองว่า เป้าหมายชีวิตของตนเองคืออะไร และเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองค้นหาความหมายของชีวิตมาตลอดคืออะไร มีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น

ปัจจุบัน ดร.กมลาศ เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีบทบาทหน้าที่เป็นอาจารย์และนักวิจัย สอนวิชาเกี่ยวกับจิตวิทยาและระเบียบวิธีวิจัย การทำงานที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นี้ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต เนื่องจากที่นี่เป็นสถาบันที่สอนทั้งวิชาชีวิตทางโลกและวิชาทางธรรมสำหรับพระสงฆ์และฆราวาส มหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำให้ได้สร้างกุศลทุกวัน

“มีบทบาทเป็นทั้งอาจารย์และเป็นศิษย์ไปพร้อมๆ กัน เพราะในการทำงาน ทำให้มีโอกาสได้พบกัลยาณมิตรที่ดี คือ ครูบาอาจารย์ พระอาจารย์ ทั้งสายปฏิบัติและสายวิชาการ ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตมากยิ่งขึ้น การมีโอกาสเจอกัลยาณมิตรที่ดีทั้งทางโลกและทางธรรม ช่วยให้เรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ มาช่วยเติมเต็มชีวิตของเรา”

สุดท้ายอยากฝากว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสั่งสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น แต่ยังทรงสอนเรื่องความสุข สอนเรื่องนิพพาน ซึ่งเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง. นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เมื่อมีหลักก็ปฏิบัติตามหลักทาน ศีล ภาวนา ทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเที่ยงแท้ อยู่ที่ว่าจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้น เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และเพื่อความสุขที่แท้จริง 

กฤชวรรณ เจริญรักษ์ เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานก็จะเปิดเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557620

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

กฤชวรรณ เจริญรักษ์ เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานก็จะเปิดเสมอ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อวานยังดี วันนี้เจอเรื่องเลวร้าย พรุ่งนี้อาจจะกลับมาดี แต่ไม่เหมือนเดิมหรืออาจจะดีกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้เราได้พบเจอ เช่นเดียวกับเธอคนนี้ หมอดูที่สวยและแซ่บเว่อร์ที่กำลังโลดแล่นในแวดวงหมอดูอยู่ตอนนี้ และคาดว่าจะเป็นหมอดูรุ่นใหม่มาแรง แซงโค้งเอาได้ง่ายๆ หมอดูเชอรี่-กฤชวรรณ เจริญรักษ์ ในวัย 38 ปี เธอยังหุ่นดูเป๊ะเว่อร์เลยทีเดียว

แต่ก่อนที่เธอจะมาถึงวันนี้ชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเลย เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เธอเป็นชาวอยุธยา เกิดและโตที่นั่น จนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีน้องชายอีกคน พ่อแม่แยกทางกัน เธอโตมาจากการเลี้ยงดูของคุณย่า ซึ่งให้ความรักความอบอุ่นกับเธออย่างมากมาย ชีวิตก็มีความสุขตามแบบเด็กต่างจังหวัด เรื่อยๆ สบายๆ ซึ่งเธอไม่เคยมาอยู่กรุงเทพฯ เลย

เรียนจบก็ทำงานที่อยุธยา เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งอยู่ 3-4 ปี แล้วก็ย้ายไปทำงานที่ฝ่ายการตลาดของบริษัทรถยนต์มิตซูบิชิอยู่ 2 ปี แล้วจึงย้ายไปทำงานที่ บริษัท ฮอนด้าคาร์ และที่บริษัทนี้เองที่เธอได้พบเจอกับอดีตสามีของเธอ เธอบอกว่าที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโตชีวิตเธอถือว่าราบรื่นดีตามอัตภาพของชนชั้นกลาง คุณย่าเลี้ยงดูอย่างดี ไม่ต้องลำบากลำบนอะไรมากนัก เรียกว่าชีวิตดีมาโดยตลอดเมื่อครั้งอยู่อยุธยา ตั้งแต่เด็กจนวัย 20 กว่า

เธอบอกว่าจนออกจากอยุธยาไปชีวิตก็เริ่มมีเรื่องยากๆ เข้ามาทดสอบอยู่หลายครั้ง เริ่มจากเจ็บป่วยจนต้องออกจากงาน หย่ากับสามี เธอย้อนอดีตให้ฟังว่าเธอได้พบเจอกับแฟนของเธอและกลายมาเป็นสามี และอดีตสามี หลังจากแต่งงานกันได้ 7-8 ปี และแยกทางกันในที่สุด เธอพบกับเขาที่อยุธยา จนกระทั่งแต่งงานก็ย้ายไปอยู่ที่สระบุรี โดยเธอย้ายไปทำงานที่บริษัทรถยนต์เช่นกัน

“แฟนทำงานธนาคาร เราก็ทำงานบริษัทรถยนต์ แต่งงานใหม่ๆ ก็ดีมีความสุข สามีก็ใส่ใจดูแลดีมาก จนกระทั่งแต่งงานได้ 5-6 ปี เราเริ่มป่วยเป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท จากปวดเมื่อยหลังไหล่คอ มือชา เท้าชา ไม่มีแรง ปลายประสาทอักเสบ จนเป็นไข้ หนักขึ้นยืนเดินไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ หยุดงานเป็นเดือน จนต้องลาออกมารักษาตัว แฟนต้องอุ้มเข้าห้องน้ำ เขาก็ดี ดูแลช่วยเหลืออย่างดี ซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ 6 เดือนค่อยดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ปกติดี ยังต้องทำกายภาพ ฝังเข็มต่อเนื่องอีกเกือบปี ถึงจะเดินเหินได้เป็นปกติ ตอนนี้ก็ยังต้องฝังเข็มเป็นระยะๆ” เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง

เธอเล่าต่อไปว่า ตอนที่เป็นแฟนก่อนแต่งงานกัน เธอได้ไปดูหมอดู หมอดูก็ทักว่ากับคนนี้จะอยู่กันได้แค่ 3 ปี ก็จะเลิก ซึ่งตอนนั้นฟังแล้วก็ตกใจพอสมควร แต่คิดว่าต่างคนก็รักกัน “เราพร้อมจะสร้างครอบครัวด้วยกัน เรารักกันมาก ช่างเถอะ เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าจะอยู่กันได้แค่ 3 ปี แต่เป็น 3 ปี ที่มีความสุขมากๆ เราก็เลือกที่จะได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็อยู่ด้วยกันนานถึง 8 ปี สุดท้ายก็ไปไม่รอด แต่ตอนที่ป่วยนี่เขาก็ยังดูแลเราอยู่นะคะ ไม่ได้เลิกกันตอนป่วย หายแล้วถึงเลิกกัน เมื่อเลิกกันแล้วเธอก็ไม่ได้ย้ายกลับมาอยู่อยุธยา แต่ไปซื้อบ้านใหม่และอยู่ที่สระบุรีต่อไป”

ตอนที่ลาออกจากงานมาอยู่บ้านเกือบ 6 เดือนนั้น เธอจึงเอาวิชาไพ่ยิปซีที่เคยเรียนสมัยวัยรุ่นมาฟื้นฟู เพราะสนใจเรื่องไพ่ยิปซีมาตั้งแต่วัยรุ่น ตอนเรียนจบทำงานใหม่ๆ ก็เคยเข้าไปเรียนกับอาจารย์ด้านไพ่ยิปซีที่ท่านเขียนหนังสือมาหลายเล่ม ตอนวัยรุ่นก็เคยดูให้เพื่อนๆ ญาติๆ ตอนนั้นเกือบทุกคนก็ชมว่าเข้าเค้าแม่นอยู่ แต่เธอทำงานประจำ ไม่ได้คิดว่าจะยึดป็นอาชีพ จึงไม่ได้ดูเป็นจริงเป็นจัง และไม่ได้คิดค่าครูแต่อย่างใด แต่เวลาที่ตัวเธอเองมีเรื่องไม่สบายใจ เธอก็จะจับไพ่ยิปซีหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ

กระทั่งเมื่อป่วยหลายเดือนและเดินไม่ได้ ถึงขั้นต้องคลานเข้าห้องน้ำ ต้องนั่งอย่างเดียว เดิน ยืน ไม่ได้ เธอจึงคิดว่าถ้ายืนทำงานไม่ได้ก็ต้องหาอะไรที่นั่งทำงานได้ แล้วเธอก็ปิ๊งแวบถึงวิชาไพ่ยิปซีขึ้นมา แล้วก็นำมาทบทวนอีกครั้ง แล้วก็โทรหาเพื่อนฝูงคนรู้จักว่าเธอจะมารับดูดวงอย่างจริงจังแล้วนะ ก็เริ่มประกาศข่าวออกไป ในที่สุดเพียง 1 เดือนก็เริ่มมีเพื่อนฝูงมาดูแล้วก็บอกกันไปปากต่อปาก จนเกือบปีก็เริ่มมีคนมาดูที่บ้าน มีคนขอดูทางโทรศัพท์

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้วที่เชอรี่ยึดอาชีพนี้ และค่าครูของเชอรี่ก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายอยู่ที่ราคา 300 บาท คนมาดูส่วนใหญ่เขาทุกข์ เราไม่ได้หวังรวย พอมีอยู่มีกินก็พอแล้ว จึงไม่คิดว่าต้องเรียกค่าครูแพงๆ เอาพออยู่ได้ มีคนจองคิวทุกวันก็พอใจแล้ว ช่วยๆ กันไป” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอบอกว่าหลังจากที่ชีวิตสั่นไหวโอนเอนสั่นคลอนมานานหลายปีตั้งแต่เริ่มป่วย จนถึงขั้นหย่าขาดกับสามีชีวิตล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีจนตั้งหลักได้ใหม่กับอาชีพหมอดูไพ่ยิปซีนั้น ชีวิตเธอก็เริ่มเข้าที่เข้าทางอยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด เรียกว่าในเนื้องานอาชีพนั้น มีความสะดวกราบรื่นจนอาจจะเรียกได้ว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบกันเลยทีเดียว

นี่คงเป็นตัวอย่างชีวิตที่มันมีหลายบทหลายตอน มีขึ้น มีลง มีสุข มีทุกข์ เพียงแต่เราพยายามอดทนแล้วเราก็จะผ่านมันไปได้ รู้จักรอเวลา รู้จักให้อภัยตัวเอง รักตัวเอง หวังดีกับตัวเองให้มากๆ อย่าทำร้ายตัวเอง

“แน่นอนว่าเราเคยมีงาน เคยมีคนรัก ถ้าเขาไปเราก็แค่เสียคนที่ไม่ได้รักเราจริงไปก็แค่นั้น แต่เขาสิเสียคนที่รักเขาจริงไปหนึ่งคน ถ้าเขาทำร้ายเรา เราก็อย่าทำร้ายตัวเองซ้ำ ถ้าเราไม่รักตัวเองแล้วใครจะรักเราล่ะ เสียใจได้แต่อย่านาน ร้องไห้ให้พอ แล้วต้องสู้ ต้องเดินหน้าต่อ ทำตัวให้ดี ให้มีคุณค่า ให้สวย ให้สดใส ให้เขาเสียดายที่ทิ้งเราไป (หัวเราะ) นี่ก็บอกถึงผู้หญิงที่อกหักที่ถูกทิ้งขว้าง บางทีความรักมันก็มีวันหมดอายุ เหมือนยาที่ฝืนจะกินต่อมันจะเป็นอันตรายกับเราได้กลายเป็นยาพิษ จากประสบการณ์ชีวิตคู่ที่เราเคยผ่านมาทำให้เหมือนเราสื่อสารเรื่องความรักได้ดี เข้าใจความรักได้เข้าถึงยิ่งขึ้น เพราะเราก็ทั้งสุขทั้งทุกข์ เจอมาแล้วครบทุกรส ลูกค้าหลายคนที่มาดูหมอจะบอกว่าเราแม่นเรื่องความรัก”

เวลาเจอลูกค้าที่มาถามปัญหาหัวใจเธอจะให้กำลังใจ ให้เขาสู้ต่อเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป บางคนคิดมาก เครียดจนอยากทำร้ายตัวเอง เธอต้องรีบไปห้าม ไปช่วยให้กำลังใจ อย่าให้เขาคิดทำลายตัวเอง เคยมีลูกค้าโทรมาเล่า ร้องไห้ไปเล่าไป เตรียมจะฆ่าตัวตาย เธอก็ต้องพยายามกล่อมปลอบใจจนเขารู้สึกดีขึ้น แล้วเธอก็ขับรถไปเยี่ยมถึงบ้าน ส่งกำลังใจและกอดแน่นๆ จนลูกค้าเริ่มคลายความเครียดลง

แน่นอนว่าชีวิตคนเราทุกคนนั้น มันมีสุขมีทุกข์ปะปนกันไป ไม่มีใครดีมีความสุขตลอดเวลา หรือใครที่ตกต่ำตรอมตรมตลอดเวลา ชีวิตก็เหมือนสายน้ำ มีขึ้นมีลง มีน้ำขุ่นน้ำใส เหมือนเหรียญสองด้าน อยู่ที่เราจะเจอด้านไหนก่อน ที่เราทุกคนควรทำก็คือประคองสถานการณ์เอาไว้ไม่ให้เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่เมื่อเจอความทุกข์ รู้จักรอจังหวะเวลา ซึ่งไม่นานมันก็จะผ่านไปได้ในที่สุด

ขอแค่รอให้เป็น อดทน อดกลั้น มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานหนึ่งก็จะเปิดเสมอ ยังไงชีวิตก็ไม่มีทางตันจนหาทางออกไม่ได้ ตอนนี้เธอเป็นหมอดูประจำรายการ Horo Hiso และมีงานอีเวนต์หลายอย่าง

“เชอรี่อยากให้กำลังใจทุกคนว่าไม่ว่าใครก็ตามมักจะมีช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแต่ว่าเรารับมือมันได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเวลานั้นมาถึงพยายามตั้งสติให้ดี ตั้งรับแล้วสู้กับมัน ไม่หนีปัญหา อีกไม่นานมันก็จะคลี่คลาย ทุกปัญหามีทางออกเสมอ แต่อาจจะต้องใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป ขอเพียงมีสติตั้งรับค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละข้อ เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นเอง เชอรี่เองก็เจอมาแล้วหลายเรื่อง และผ่านมันมาได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าเก่ง เพียงแต่ลุกขึ้นสู้และอดทนรอเวลานั่นเอง ต้องสู้ค่ะ จึงจะชนะ เมื่อผ่านมาได้เราก็จะแกร่งขึ้น ยิ้มรับกับปัญหาได้ดีขึ้น” เธอกล่าวทิ้งท้ายอย่างให้กำลังใจ 

Pigeon Pose (Variation): Eka Pada Rajakapotasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557533

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 12:26 น.

Pigeon Pose (Variation): Eka Pada Rajakapotasana

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส (Piriformis) อยู่บริเวณแก้มก้นเป็นกล้ามเนื้อที่เชื่อมระหว่างขาและกระดูกสันหลังจะเกาะตัวอยู่ด้านหน้าของกระเบนเหน็บ (Sacrum) ไปจนถึงกระดูกต้นขา การฝึกท่าตระกูลนกพิราบก็เพื่อยืดกล้ามเนื้อมัดนี้รวมทั้งการหมุนสะโพกออกด้านนอก

จะเกิดอะไรขึ้นหากกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสเกิดอาการตึงมากไปหรือหลวมมากเกินไป ส่วนใหญ่มักมาจากการนั่งนานๆ นั่งงอหลัง นั่งไขว้ขาหรือแม้กระทั่งการใช้งานที่มากเกินไปเช่น การวิ่งนานๆ แล้วไม่ได้คลายยืด สิ่งเหล่านี้เป็นการสะสมไปสู่อาการปวดข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกราน บางคนก็ร้าวลงขา ปวดหลัง(Sacroiliac Dysfunction, Sl Pain) เพราะกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส คือส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกราน The Sacroiliac (SI) joints

ก็อย่างที่ครูบอกอยู่บ่อยครั้ง ว่าการสร้างความสมดุลและมั่นคงให้กล้ามเนื้อ ต้องไม่เพียงแค่ยืดอย่างเดียวต้องสร้างความแข็งแรงควบคู่กันไปด้วย แต่สำหรับการฝึกท่าตระกูลนกพิราบจะเน้นไปที่การยืดจึงต้องไม่ลืมที่จะต้องฝึกท่าที่สร้างความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ ในวันนี้เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ครูผสมผสานการยืดหน้าขาและการเปิดไหล่เข้าไปด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.ให้เริ่มต้นด้วยในท่า Lunge ขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง

2.หายใจเข้าเตรียมแล้วหายใจออกพับขาขวาเข้ามาให้เข่าอยู่หลังมือขวาเช็กให้เข่าด้านนอกอยู่ตรงกับสะโพกด้านนอกเป็นเส้นตรงแล้วไม่ให้สะโพกหรือเข่าล้ำออกไป เก็บส้นเท้าขวาเข้ามาด้านใน รักษาสมดุลของท่าอาจใช้ตัวช่วยเป็นผ้ารองใต้ก้นได้

3.หายใจเข้าใช้มือขวายันพื้นไว้ก่อนเพื่อการทรงตัวแล้วหายใจออกพับขาซ้ายเข้ามาหาก้นมือซ้ายกดฝ่าเท้าเข้ามา หากหมุนมือได้ขณะกดเท้าให้หมุนนิ้วมือมาด้านหน้า ข้อศอกชี้ไปด้านหลัง

4.ส่งมือขวาด้านหน้าไปประสานกับมือซ้ายเพื่อช่วยกันกดฝ่าเท้า

ค้างท่าไว้สักครู่หายใจเข้า-ออก 3 รอบลมหายใจ

5.หายใจเข้ามือขวาจับฝ่าเท้าหลังไว้แน่นๆ หายใจออกส่งมือซ้ายอ้อมหลังไปจับต้นขาขวา

ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เข้า-ออก จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง 

จักรยานจากผ้าไหมคันแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557526

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

จักรยานจากผ้าไหมคันแรกของโลก

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ผ้าไหมนอกจากใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์แต่งบ้าน ทำเครื่องสำอาง ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัสดุทดแทนอื่นๆ เนื่องจากไหมมีลักษณะของโครงสร้างที่มีความแข็งแรงการรับแรงเทียบเท่ากับเหล็ก

จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้สองอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผศ.ดร.พนมกร ขวาของ กับ สุธา ลอยเดือนฉาย ประดิษฐ์โครงรถจักรยานที่มีไหมเป็นส่วนประกอบคันแรกของโลก

การนำวัสดุใหม่มาทดแทนโครงรถจักรยานที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีราคาสูงประมาณโครงละ 4 หมื่น-1 แสนบาท และน้ำหนักเบา รวมไปถึงการมีค่าการยืดหยุ่นตัวสูงเมื่อเทียบกับโครงอะลูมิเนียม ในขณะที่โครงจักรยานไหมมีต้นทุนการผลิตในราคาเพียง 1.5-2 หมื่นบาท ถูกกว่าถึง 4 เท่า

การทดสอบพบว่าโครงรถจักรยานทำจากไหมผสมเรซินสามารถรับแรงกด (Load) ได้มากกว่า 1,300 นิวตัน แรงเค้น (Stress) มากกว่า 55 เมกะปาสคาล และค่าการยืดหยุ่นตัว (Flex Modulus) มากกว่า 2,700 เมกะปาสคาล ส่วนโครงรถจักรยานอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเท่ากัน พบว่าอะลูมิเนียมสามารถรบแรงกดได้มากกว่า 750 นิวตัน แรงเค้นมากกว่า 12 เมกะปาสคาล และค่าการยืดหยุ่นตัวมากกว่า 80 เมกะปาสคาล

“จักรยานที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์มีน้ำหนักเบาแต่ราคาสูงมาก แต่โครงรถจักรยานผ้าไหมผสมเรซินใช้วัสดุใหม่ที่สามารถนำมาทดแทนโครงรถจักรยานที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า จากการทดสอบพบว่าโครงจักรยานผ้าไหมสามารถรับแรงกดได้มากกว่าโครงรถจักรยานที่ทำจากอะลูมิเนียมประมาณ 5 เท่า

การทดสอบแรงสามารถรับแรงดึงได้มากกว่าโครงรถจักรยานที่ทำจากอะลูมิเนียมประมาณ 8 เท่า การทดสอบแรงยืดหยุ่นโครงจักรยานจากผ้าไหมสามารถยืดหยุ่นตัวได้มากกว่าอะลูมิเนียมประมาณ 30 เท่า จึงส่งผลดีต่อผู้ขับขี่ คือน้ำหนักจักรยานไหมเบากว่าจักรยานอะลูมิเนียม หากต้องรับแรงในน้ำหนักเดียวกันจักรยานไหมยืดหยุ่นตัวได้ดี เปรียบเสมือนจักรยานที่มีโช้คในตัว ทำให้เมื่อยล้าน้อยลง สามารถขับขี่ได้นานขึ้น” ผศ.ดร.พนมกร กล่าว

นอกจากนี้ ทีมวิจัยได้มีการพัฒนาเรซินและส่วนประกอบวัสดุที่ใช้กับจักรยานผ้าไหมที่สามารถรับแรงได้มากขึ้น โดยเป็นเรซินที่พัฒนามาใช้ทำเป็นแผ่นกันกระแทกที่สามารถรับแรงกระแทกของกระสุนปืนขนาด .357 Maxnum เทียบเท่าระดับ III ของ NIJ โดยเรซินและวัสดุเสริมสามารถทำให้น้ำหนักแผ่นกันกระแทกลดลง 25% และสามารถนำไปใช้ในการทำแผ่นกันกระแทกสำหรับปืน M16 ได้ (กรณีนี้น้ำหนักยังมากอยู่) ซึ่งเรซินและวัสดุผสมนี้จะถูกนำมาใช้ในการทำโครงจักรยานผ้าไหมเช่นเดียวกัน จะส่งผลให้น้ำหนักจักรยานลดลงได้อีกแต่ยังคงรับแรงได้เท่าเดิม

ด้าน สุธา อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี กล่าวถึงขั้นตอนการทำว่า เริ่มต้นนำโครงจักรยานต้นแบบมาตัดโครงเก่าออกเพื่อใช้ข้อต่อของจักรยานเดิมม้วนพันเป็นลักษณะเช่นเดียวกับโครงรถจักรยานแบบที่มีอยู่ จากนั้นใช้เรซินเชื่อมผ้าไหมเข้าด้วยกัน

“ได้ชิ้นส่วนครบแล้ว ประกอบโครงจักรยานที่ทำจากผ้าไหมเข้ากับโครงจักรยานต้นแบบเดิม จากนั้นนำเส้นไหมมาพันรอบโครงจักรยานที่ทำจากผ้าไหม ทิ้งไว้ให้เรซินแห้งแข็งตัว 3 วัน แล้วขัดผิวสัมผัสให้เรียบเนียนสวยงามด้วยเครื่องกลึง ประกอบโครงจักรยานและสร้างเฟรม ส่วนที่รับน้ำหนักจากเบาะถึงแกนล้อหลัง โดยน้ำหนักผ้าไหมที่ใส่เรซินเท่ากับน้ำหนักเฟรมอะลูมิเนียม เพื่อนำไปทำการทดสอบการยืดหยุ่นตัวเทียบกับเฟรมอะลูมิเนียม เมื่อแล้วเสร็จจะทดสอบด้วยการขับขี่เป็นขั้นตอนสุดท้าย”

ปัจจุบันทีมผู้วิจัยได้จดสิทธิบัตรโครงรถจักรยานที่ทำจากไหมผสมเรซินเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเรียบร้อย ถือได้ว่าจักรยานจากผ้าไหมเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำวิถีวัฒนธรรมอย่างผ้าไหมมาต่อยอดการประดิษฐ์ โดยนำคุณสมบัติความแข็งแรงของไหมมาใช้เป็นวัสดุทดแทนคาร์บอนไฟเบอร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งาน โดยมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็ก

หากหน่วยงานใดสนใจติดต่อได้ที่กองบริหารงานวิจัย สำนักงานอธิการบดี อาคาร 2 มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 043-203-176

นอนหลับสนิท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557525

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:35 น.

นอนหลับสนิท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ความบดเบลอขาดสติมึนงงในชีวิตประจำวันของคนยุคปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอดนอนหรือนอนหลับไม่สนิท มีวิถีการนอนหลับที่ไร้ซึ่งคุณภาพที่ดี ทำให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน หรือการดำเนินชีวิตลดน้อยถอยลงไปด้วยอย่างเป็นเงาตามตัว

อย่างที่รู้กันตามหลักสุขอนามัยมนุษย์ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงพอหลังจากกรำงานหนักมาทั้งวัน

คนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งน้อยเกินไป หรือคนที่นอนมากกว่า 10 ชั่วโมง/วัน อาจจะมีอายุสั้นกว่าคนที่นอนแบบปกติคือ 6-8 ชั่วโมง/วัน ซึ่งหมายถึงการทำงานของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย คนที่นอนไม่เพียงพอนานๆ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดเมื่ออายุมากขึ้น

การนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพจะส่งผลให้ร่างกายสุขภาพดีทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตื่นเช้ามาก็สมองปลอดโปร่ง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรจะเข้านอนคือระหว่างเวลา 21.00-22.00 น. จะเป็นการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะโกรวธ์ ฮอร์โมน (Growth Hormone) คือฮอร์โมนที่ช่วยในการเติบโต จะหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ในช่วง 22.00-24.00 น.

ในเด็กและวัยรุ่นฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเขา ทั้งร่างกายและสมองในผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย ไอ้ที่สึกหรอจะถูกซ่อมให้กลับมาใช้งานใหม่ได้ดี

เปิดข้อมูลจากเพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร บริการด้านสุขภาพทางเลือกแบบองค์รวมที่เสนอเรื่อง “นอนหลับอย่างไรให้เป็นสุข” แนะนำว่าการนอนหลับมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของเรา ถ้าต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีก็ต้องดูแลเสาหลักแห่งการนอนหลับให้ดีด้วย ดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

ปริมาณคือนอนจำนวนชั่วโมงที่พอเพียง ส่วนคุณภาพคือนอนหลับให้สนิท ถ้าได้นอนหลับลึกถึงขนาดที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือนอนหลับอย่างมีสมาธิด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการนอนหลับเลยทีเดียว โดยมีเคล็ดลับที่น่าจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นคือ

1.นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า

ควรเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าดีกว่านอนดึกตื่นสาย ถ้าเป็นไปได้ควรเข้านอนอย่าให้เกิน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มนั้น ตามหลักอายุรเวทถือว่าเป็นช่วงเวลาของธาตุดิน ธาตุน้ำ บรรยากาศโดยทั่วไปจะมีความหนักหน่วงโน้มนำให้นอนหลับได้ง่าย เหมือนกับธรรมชาติส่งสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาของการพักผ่อนเสียที

แต่ถ้าเลย 4 ทุ่มไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุไฟเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัวอีกครั้งและอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ส่วนที่ให้ตื่นแต่เช้านั้นก็ประมาณว่าช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงที่ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังชีวิต

2.เผื่อเวลาอาหารมื้อเย็น

ควรเผื่อเวลาให้อาหารมื้อเย็นถูกย่อยให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าควรกินอาหารมื้อเย็นให้เร็วสักหน่อย เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ถ้ากินอาหารเสร็จแล้วเข้านอนโดยทันที จำทำให้อาการไม่ถูกย่อย เพราะกระเพราะอาหารทำงานไม่เต็มที่ ขณะเดียวหันก็จะนอนหลับไม่สนิทด้วย

3.ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนนอน

ก่อนเข้านอนควรล้างมือ เท้า และหน้า และใช้น้ำมัน (ถ้าได้น้ำมันงายิ่งดี) นวดที่ฝ่าเท้าจะทำให้เกิดความผ่อนคลายและหลับสนิทขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น คือดื่มนมต้มอุ่นสักแก้วก่อนนอน เนื่องจากมีคุณสมบัติชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย

อาการนอนไม่หลับนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายตื่นตัว ความชุ่มชื้นของนมจะทำให้เกิดความหนืดหน่วงลดความตื่นตัวทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

4.ไม่ทำกิจกรรมตื่นเต้นก่อนนอน

ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมใดๆ ที่จะกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เร้าใจชวนติดตาม เพราะจะทำให้คุณไม่อยากนอนหลับหรือนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้หลับไม่สนิท เพราะเก็บเอาเรื่องราวที่ดูหรืออ่านไปฝัน

ถ้าจะฟังเพลงเพราะฟังดนตรีที่นุ่มนวลชวนให้อารมณ์และจิตใจผ่อนคลายช่วยให้หลับง่ายขึ้น ถ้าต้องการหลับให้สนิทและจิตใจได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ควรจะทำจิตใจให้สงบโดยการสวดมนต์และทำสมาธิ การทำสมาธิก่อนนอนจะทำให้หลับได้ลึกอย่างที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือหลับแบบมีสมาธิได้

5.ท่านอนต้องเหมาะสม

ท่าและทิศในการนอนก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเหมือนกัน ท่านอนตะแคงขวาจะทำให้รูจมูกซ้ายโล่ง เพราะน้ำหนักตัวไปลงที่ร่างกายซีกขวา รูจมูกซ้ายสัมพันธ์พลังเย็น เมื่อเปิดโล่งจะทำให้ร่างกายชุ่มเย็นและผ่อนคลาย การนอนตะแคงขวาจึงทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น

ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายจะทำให้รูจมูกขวา ซึ่งสัมพันธ์กับพลังร้อนเปิดโล่งมีผลทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น จึงเหมาะที่จะเป็นท่านอนช่วงสั้นๆ ก่อนหรือหลังอาหารมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าในการนอนหลับเพราะมีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้น

ท่านอนหงายมีผลทำให้การไหลเวียนของพลังในร่างกายไม่ดี ทำให้ธาตุลมกำเริบ ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องและอกถูกกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก

6.ไม่ควรนอนกลางวัน

โดยทั่วไปแล้วไม่ควรนอนกลางวัน เพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นไข้ได้ ยกเว้นในฤดูร้อนที่อนุโลมให้นอนหลับตอนกลางวันได้ เพราะอากาศร้อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

การนอนกลางวันจะช่วยฟื้นคืนพลังได้ หรือคนแก่ เด็กเล็ก คนที่ร่างกายอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้แรงมากๆ จากการเดินทางหรืออดนอน อนุโลมให้นอนตอนกลางวันได้เพื่อชดเชยพลังที่สูญเสียไป

เมื่อล้มตัวลงนอนและเข้าสู่ภวังค์ของการหลับร่างกายจะค่อยๆ ปิดระบบการทำงานที่ไม่จำเป็นต่างๆ เพื่อพักและซ่อมสร้างทำให้เกิดการ “ดิ่งหลับ” เป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เคลิ้ม ครึ่งหลับครึ่งตื่น ยังหลับไม่สนิท จึงถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย ช่วงนี้อาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ หรืออาการเหมือนตกเหว ทำให้สะดุ้งตื่นได้

ระยะที่ 2 หลับสนิท ตาหยุดการเคลื่อนไหว ระยะที่ 3 หลับลึก นอนหลับไม่ไหวติง เสียงอะไรดังรบกวนก็ไม่รับรู้รับฟังแล้ว และระยะที่ 4 หลับไหล ปลุกตื่นยาก ถ้าถูกปลุกให้ตื่นในช่วงนี้ จะงัวเงีย สะลึมสะลือ งุนงง ยังสื่อสารได้ไม่รู้เรื่องนัก

หน้าที่ของมนุษย์ที่จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือ หาวิธีที่จะอำนวยให้การนอนหลับนั้น สนิทลึกและปราศจากการถูกรบกวน