นพรัตน์ สุขสราญฤดี นำธงธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555400

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:42 น.

นพรัตน์ สุขสราญฤดี นำธงธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย

โดย วารุณี อินวันนา

ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นลูกค้าคนพิเศษของธนาคาร บริษัทประกัน สายการบิน และธุรกิจอื่นๆ แต่สิทธินี้จะได้เฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth) หรือ VIP ที่มีการซื้อสินค้า บริการ รวมมูลค่าขั้นต่ำ 50 ล้านบาท/รายขึ้นไป ซึ่งมีไม่มากในสังคมไทย และการดูแลต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

ลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา ไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองจะเป็นเช่นไร ทำให้องค์กรต่างๆ สรรหาสิทธิประโยชน์และบริการที่เหนือระดับมามอบให้ถึงมือกันทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากจะสรรหาสินค้าและบริการที่แตกต่าง และมีความเฉพาะตัวแล้ว ลูกค้า VIP ยังได้รับการดูแลไปจนถึงเรื่องส่วนตัวตามไลฟ์สไตล์ มีที่ปรึกษาส่วนตัว เลขาส่วนตัว อยู่ข้างๆ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในทุกๆ ที่บนโลกใบนี้ เพื่อสร้างความประทับใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น จะได้อยู่กับองค์กรยาวนาน

ทำให้เกิดธุรกิจการให้บริการลูกค้าตามไลฟ์สไตล์เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะองค์กรต่างๆ ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จึงต้องใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยด้านการจัดสิทธิพิเศษ การจัดกิจกรรมเฉพาะ การจัดทริปท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจให้บริการตามไลฟ์สไตล์ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพราะบริษัทเหล่านี้ทำงานอยู่เบื้องหลังเงียบๆ

นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสปายร์ไลฟ์สไตล์ ประเทศไทย (Aspire Lifestyles Thailand) กล่าวว่า บริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยดูจากลูกค้ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไทยที่ 70% จากทั้งหมด

บริษัท เอสปายร์ ไลฟ์สไตล์ ประเทศไทย เป็นบริษัทลูกของบริษัท เอสปายร์ ไลฟ์สไตล์ (Aspire Lifestyles) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ร่วมกันอยู่ที่เจอร์ซีย์ซิตี้ในสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ให้บริการด้านการจัดหาสิทธิประโยชน์และบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล กับลูกค้าองค์กรที่ติดอันดับฟอร์จูน 500

“เราเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเอสปายร์สำนักงานใหญ่ได้เข้าไปให้บริการลูกค้าธนาคารข้ามชาติรายหนึ่งซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก รวมถึงที่ประเทศไทยด้วย โดยมีพิพัฒน์ คณานุวัฒน์กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจในไทยจนเติบโตมาถึงวันนี้”

นพรัตน์ กล่าวว่า บริการไลฟ์สไตล์ของบริษัทถูกกล่าวขานถึงในกลุ่มลูกค้า VIP ทำให้ธนาคารอื่นๆ และองค์กรที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือนันแบงก์ เข้ามาใช้บริการของบริษัทมากขึ้น จากเดิมที่ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ หรือ RM (Relationship Manager) จะดูแลลูกค้า VIP ทุกด้าน เกือบจะเป็นตัวต่อตัว ทั้งด้านสินค้าทางการเงิน เพื่อนำมาบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้า และด้านดูแลอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของลูกค้าในแต่ละวัน หรือไลฟ์สไตล์ด้วย

ต่อมา ธนาคารมีนโยบายให้ RM ไปโฟกัสเรื่องสินค้าและบริการทางการเงินเป็นหลักเพื่อจะได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเห็นว่าบริษัทมีบริการด้านไลฟ์สไตล์ จึงได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปช่วย RM ดูแลลูกค้า

“วันนี้ 70% ของธนาคารที่อยู่ในประเทศไทย ได้ให้บริษัทเข้าไปดูแลไลฟ์สไตล์ลูกค้า VIP และมีการต่อสัญญา 100% ต่อเนื่องทุกปี บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย โรงพยาบาล โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สินค้าหรู รถหรู ก็ให้บริษัทเข้าไปดูแลลูกค้า VIP ในการดูแลจัดสิทธิพิเศษต่างๆ ให้เช่นกัน แต่ยังไม่มากเหมือนธุรกิจธนาคาร”

จากประสบการณ์และการวิจัยความต้องการกลุ่มลูกค้า VIP 3 ด้าน 1.ความสะดวกสบาย 2.ความพิเศษ และ 3.ความอุ่นใจ ไว้วางใจ และปลอดภัย

ในมุมของความสะดวกสบาย นพรัตน์ ชี้ว่า บริษัทมีผู้ช่วยส่วนบุคคล หรือผู้ช่วยส่วนตัว 70 คน ที่ผลัดเวียนกันเข้ามาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ในการให้บริษัทจัดการจองที่พัก ตั๋วคอนเสิร์ต รวมถึงเรื่องของการดูแลเรื่องบ้าน เช่น ท่อประปาแตก ไฟฟ้าชอร์ต หาติวเตอร์ให้ลูก รถเสีย ก็จะโทรเข้ามา บริษัทสามารถติดต่อประสานงานและจัดการแก้ปัญหาให้ได้

ในมุมของความพิเศษ คือ การจัดหาที่พักซึ่งจองยาก ตั๋วคอนเสิร์ตที่หาบัตรยาก แบรนด์เนมไอเท็มที่หายาก การจองร้านอาหารที่จองยาก ซึ่งการมีเครือข่ายทำให้มีกลุ่มร้านอาหารมากถึง 800 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก จากการเข้าเป็นผู้สนับสนุนการจัดประกวดร้านอาหารที่ดีที่สุด ล่าสุดได้เข้าเป็นสปอนเซอร์ Asian best restaurant ที่เพิ่งจัดเสร็จไปที่มาเก๊า

“ยกตัวอย่างลูกค้าต้องการทานข้าวกับบุคคลสำคัญๆ หรือดาราของประเทศต่างๆ ทุกพื้นที่ในโลกใบนี้ ที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ หรือมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เอสปายร์สามารถจัดการให้ได้ เพราะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว และความน่าเชื่อถือของทีมงานในเอสปายร์ที่พัฒนากันมายาวนาน

รวมถึงลูกค้าต้องการจะขอแฟนแต่งงานที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วยจัดสถานที่และหาช่างภาพ และบินไปปารีสพร้อมลูกค้า ถ่ายภาพเหตุการณ์ความประทับใจ ขณะที่ขอแฟนแต่งงาน ความต้องการพิเศษในรูปแบบต่างๆ ของลูกค้ามีเข้ามาทุกวัน

หากเป็นกลุ่มการเดินทาง จะมีบริการห้องต้อนรับพิเศษ มีการจัดคนมารอรับที่สนามบิน และมีรถลีมูซีนมารับถึงสนามบิน และมีช่องทางพิเศษในการเช็กอิน ไม่ต้องผ่านเส้นทางปกติ ลูกค้าจะได้ความรู้สึกที่ VIP มากๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ”

ในมุมของความอุ่นใจ ไว้วางใจ และปลอดภัย ไม่ว่าลูกค้าจะเดินทางไปไหน นพรัตน์ ขยายภาพให้เห็นว่าถ้าเจ็บป่วยในระหว่างการเดินทาง เช่น ที่ต่างประเทศ จะต้องการพูดกับหมอที่พูดภาษาเดียวกันได้ สามารถโทรมาที่เอสปายร์เพื่อพูดคุยกับหมอไทย ซึ่งหมอสามารถตรวจอาการเบื้องต้นก่อนที่จะให้คำปรึกษา แนะนำ ปฏิบัติตัว หรือว่าต้องเข้าโรงพยาบาลไหม

“หากจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล หมอจะประสานงานกับโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ลูกค้าที่สุด ที่บริษัทมีเครือข่ายให้มารับลูกค้าถึงที่ และหมอก็จะคุยกับหมอทางโน้นถึงอาการต่างๆ จนถึงกลับบ้าน เป็นเรื่องของความอุ่นใจเหมือนมีหมอติดตัวอยู่ตลอดเวลา วันนี้ลูกค้าเวลท์ของธนาคารไหนที่ไม่มีบริการของเรา ถือว่าขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่ในตลาด ไม่มีใครรู้จัก Aspire Lifestyles เพราะเราทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นการรับช่วงต่อจากธนาคารในการให้บริการ จึงไม่ได้สร้างแบรนด์ เพราะธรรมชาติของธุรกิจไม่ได้ทำกับลูกค้ารายย่อยโดยตรง”

นพรัตน์ เล่าต่อเพื่อให้เข้าใจถึงงานของเธอว่า ธุรกิจให้บริการด้านการจัดหาสิทธิประโยชน์และบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“เพราะกลุ่มลูกค้าระดับบนมีกำลังซื้อตลอดเวลาไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เช่น ยอดขายรถเบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามา เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกวัน เพราะเทคโนโลยีทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สร้างธุรกิจให้เติบโตและรวยด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว รวมถึงสังคมสูงวัยก็มีส่วนทำให้ธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เติบโต เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องการการดูแลที่มากขึ้น

ปัจจัยข้างต้นทำให้เกิดธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์จึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เกิดผู้ให้บริการหน้าใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทย แต่จะไม่ครบวงจร และไม่มีเครือข่ายทั่วโลกเหมือนบริษัท ส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเรื่อง บางเหตุการณ์ บางโอกาส บางพื้นที่ เท่านั้น แต่เอสปายร์ให้บริการครบทั่วโลก”

เนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งที่แตกต่าง ด้านการมี 24 ศูนย์บริการกระจายอยู่ใน 21 ประเทศทั่วโลก มีทีมงานกว่า 1,800 คน ที่มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสรรหาสิทธิพิเศษในระดับภูมิภาคและระดับโลกมาให้ลูกค้าตามที่ต้องการ มีพันธมิตรทางการค้ากว่า 700 รายทั่วโลก มีร้านอาหารที่อยู่ในเครือข่ายกว่า 800 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก

บริษัทมีผู้ช่วยส่วนบุคคล หรือ Concierge Consultants ที่ต้องจบปริญญาตรี และพูดภาษาอังกฤษได้ มีการฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวน 70 คน ที่ผ่านการฝึกอบรมในการทำงานถึง 4 เดือน จึงจะสามารถมานั่งรับโทรศัพท์และรับเรื่องที่ลูกค้าต้องการให้ช่วยจัดการ และมีการการันตีว่า 80% ของเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นจะถูกรับภายใน 20 วินาที ส่วนอีก 20% รับไม่ทันภายใน 20 วินาที เพราะเป็นช่วงที่มีการโทรเข้ามาพร้อมกันสูงมาก

“ทีมนี้มีแพสชั่นในการทำงานด้านนี้สูงมาก มีความชอบในการติดตามเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนอยู่ในดีเอ็นเอ และมีจิตใจที่จะให้บริการ มีความละเอียดในความรู้สึกและความคาดหวังของลูกค้าชนิดที่ว่าไม่ให้หลุดแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

นพรัตน์ กล่าวว่า บริษัทยังมีทีมพาร์ตเนอร์ชิปทำหน้าที่ในการหาสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับทางผู้ช่วยส่วนบุคคล เพื่อนำเสนอลูกค้าที่โทรเข้ามา สามารถจัดทริปพิเศษ งานอีเวนต์ต่างๆ ให้กับลูกค้าองค์กร เช่น ผู้บริหารระดับสูงต้องการทานข้าวและคุยกับลูกค้าระดับท็อปๆ หรือจัดทริปส่วนตัวกับลูกค้าระดับท็อปๆ

รวมถึงมีทีมบริการลูกค้า เมื่อฝ่ายขายได้ลูกค้ามาแล้ว ทีมนี้จะดูแลเรื่องรายละเอียดต่างๆ เช่น มีลูกค้ากี่คนที่จะนำเข้ามาในระบบในทันที และเดือนหน้าลูกค้าจะเพิ่มขึ้นกี่คน เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากนี้ บริษัทมีระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเอสปายร์ โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน PCI-DSS Level 1 สามารถให้บริการลูกค้าได้หลายช่องทาง ทำให้ลูกค้าสบายใจได้ในกรณีที่ให้บริษัทรูดบัตรเครดิตให้ช่วยสนับสนุนความภักดีต่อแบรนด์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรฐาน ISO 27001 เรื่องการรักษาความลับลูกค้า ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก

สำคัญที่สุด คือ มีบริการด้านการแพทย์ สุขภาพ

ฉลองโยคะสุตราปีที่ 15 กับงาน ‘Yoga Marathon’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555390

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 11:14 น.

ฉลองโยคะสุตราปีที่ 15 กับงาน ‘Yoga Marathon’

โดยโดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค.ที่จะถึงนี้ โยคะสุตราสตูดิโอ จัดงานโยคะมาราธอนการกุศล ฉลองครบรอบ 15 ปี ผู้ที่สนใจมาเข้าร่วม สามารถจองล่วงหน้าแล้วร่วมทำบุญตามศรัทธา ทุกบาทไม่หักค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าโครงการ “โยคะสุตราพัฒนาโรงเรียนห่างไกลปี 2562”

ทางสตูดิโอได้รับเกียรติจากคุณครูโยคะที่มีชื่อเสียงมาร่วมสอนและทำบุญร่วมกัน ในวันนี้ครูจะแนะนำคุณครู 4 ท่านแรกที่จะมาสอนในงาน คุณครูแต่ละท่านผ่านประสบการณ์การสอน การฝึกฝนมาอย่างโชกโชน การที่ได้มีโอกาสเข้ามารับพลังงานและเรียนรู้ทั้งเทคนิคการสอนและการถ่ายทอดที่เป็นเอกลักษณ์จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งทำบุญแล้วยังได้เก็บเล็กผสมน้อยจากวิชาความรู้ที่คุณครูทุกท่านนำมาแบ่งปันให้กับเรา

ท่านแรกคือ ครูสถิต และ ครูต่าย คู่ดูโอ เจ้าของ Satit Yoga Studio ย่านนนทบุรี ครูจะมาสอนในหัวข้อ Advanced Fun Flow ซึ่งเป็นคลาสแรกครูสถิตคือครูที่มีพลังล้นเหลือ บรรยากาศในคลาสทุกๆ ครั้งที่ครูสอนเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความอบอุ่น ครูจะย้ำกับผู้ฝึกเสมอว่าให้ ฝึก ฝึก และฝึกต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นอย่าพลาดคลาสนี้กันนะคะ

ครูท่านที่สองคือ ครูเต้ย ครูไฟแรงที่ทำท่าอาสนะที่ดูแข็งแรงได้อย่างนุ่มนวลแต่ครั้งนี้ไม่ธรรมดา คุณครูเต้ยจะมาสอนในหัวข้อ “โยคะปิดตา” Blindfolded Yoga สำหรับประเทศไทย ยังไม่เคยมีการสอนแบบนี้แต่สำหรับต่างประเทศเคยมีที่นิวยอร์กหรือตามงานเฟสติวัลใหญ่ๆ เช่น ที่บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในคลาสนี้ผู้ฝึกทุกคนจะใช้ผ้าปิดดวงตาและใช้หูในการฟังเพื่อฝึกอาสนะไปพร้อมๆ กับครู เมื่อเราไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก การมองจากภายในจะเกิดขึ้น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นจะถูกดึงขึ้นมาใช้แล้วเมื่อเรามองไม่เห็นผู้อื่น การเปรียบเทียบ การแข่งขันจะหายไปอย่างแน่นอน

ครูท่านที่สามที่จะแนะนำคือ คุณครูอุ๋มอิ๋ม ที่ตอนนี้มีผลงานในเพจ The Key Yoga มีคลิปวิดีโอสอนโยคะมากมายสามารถติดตามกันได้ในครั้งนี้ ครูจะมาสอนในหัวข้อ Tighter grounding for happier, deeper backbends คุณครูจะอธิบายการเข้าท่ากลุ่มท่าแอ่นหลังแบบกลับหัวเพื่อให้ผู้ฝึกมีความเข้าใจในการจัดระเบียบร่างกายตัวเอง นำไปใช้ในการต่อยอด และฝึกฝนเพิ่มเติม

และครูท่านสุดท้ายที่จะแนะนำในวันนี้คือ ครูนว (Authorized level 2 Ashtanga yoga teacher) ตอนนี้ ครูนว เป็นผู้ดูแล บริหารและสอนหลักๆ ที่สตูดิโอ Ashtanga Samasthiti ครูนวคือครูที่มีทัศนคติด้านโยคะที่งดงามมาก คำพูดที่มีพลังแล้วผลักดันผู้ฝึกให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติและเป็นธรรมชาติ แบบค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งการให้รายละเอียดในการฝึก ที่ครูเชื่อว่าผู้เข้าร่วมต้องได้อะไรกลับบ้านแน่นอน มาสร้างความแข็งแรง Building Strength กับครูนวกันนะคะ

ในฉบับหน้าจะมีการแนะนำครูโยคะท่านอื่นๆ ที่จะมาร่วมงานโยคะมาราธอนการกุศลนี้อีกนะคะ สำหรับคนที่สนใจต้องการจองคลาสเรียนได้ฟรีทุกคลาส สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการจองได้ที่เว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ 

วุฒิชัย เผอิญโชค เกษียณอย่างมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555383

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 10:48 น.

วุฒิชัย เผอิญโชค เกษียณอย่างมีสุข

นอกจากจะรู้จักตระกูลเผอิญโชค ในฐานะยักษ์วงการรถยนต์กลุ่มไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์แล้ว ในแวดวงผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้ ยักษ์ใหญ่ย่านฝั่งธนบุรี และหนึ่งในผู้ที่นำพาธุรกิจของครอบครัวเผอิญโชค ประสบความสำเร็จ นั่นคือ “โจ้” วุฒิชัย เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้

ย้อนกลับไปก่อนที่วุฒิชัยจะกระโดดเข้ามาร่วมในวงการอสังหาริมทรัพย์ เขาจบสายตรงปริญญาตรี สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ จากนั้นได้ทำหน้าที่ขุนพลในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ของครอบครัว ทั้งการออกแบบวิจัยผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริหารธุรกิจ

วุฒิชัย เล่าว่า ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชื่นชอบรถยนต์ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ความเร็ว ความสวยงาม แต่ด้วยเพราะจบตรงสายด้านของวิศวกรรมยานยนต์ ทำให้ชื่นชอบและติดตามในเรื่องของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่ผู้ผลิตและค่ายรถยนต์ต่างนำนวัตกรรม พร้อมลูกเล่น ใส่เข้ามากับรถยนต์แต่ละรุ่น

เช่นเดียวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่การลงทุนต่างๆ จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียด ซึ่งส่วนตัวชื่นชอบของสวยงาม การตกแต่ง และเมื่อมองลึกลงไป ภาคอสังหาฯ มีความเป็น Mood & Tone ผ่านการออกแบบที่ช่วยสื่ออารมณ์และความรู้สึกให้กับลูกค้า ดังนั้นการบริหารงานในภาคอสังหาฯ เราจะรู้สึกสนุกที่ได้ลงมือทำในแต่ละวัน

ยามนี้ วุฒิชัยอายุใกล้เข้าเลข 5 แม้จะนั่งหัวเรือในตำแหน่งผู้บริหาร แต่ในยามว่างยังคงใส่ใจกับการทำงาน เพราะถ้าหากว่าง เขาเชื่อว่าจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม เพราะนอกจากจะไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ยังจะเหนื่อยกับความโล่งที่ไม่มีความคิดและความท้าทายใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งเขาแก้ปัญหานี้ด้วยการขับรถยนต์ส่วนตัว ออกไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งธุรกิจสำนักงาน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจศูนย์การค้า

“หากเราอยากขยายโรงแรมเฟสใหม่ เราก็ต้องไปใช้บริการ ไปนอนสำรวจการให้บริการโรงแรมในละแวกนั้น หากเราอยากเปิดให้เช่าสำนักงาน เราก็ต้องไปลองใช้ที่อื่นๆ เพื่อนำพัฒนาธุรกิจและบริการของเราให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด”

เมื่อชีวิตในวัยเกษียณมาถึง นอกจากดูแลสุขภาพ ซึ่งจะมีการตั้งก๊วนตีแบดมินตัน และการออมทรัพย์สิน โดยเฉพาะในภาคอสังหาฯ เขาก็พร้อมจะส่งมอบไม้ต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นต่อๆ ไปที่มีความสามารถเข้ามาดูแล สืบสานธุรกิจของครอบครัว

แต่ไม่เพียงเท่านี้ เพราะในปัจจุบันทุกๆ ธุรกิจจำเป็นต้องสร้างองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นจะต้องวางระบบองค์กรทั้งนโยบาย การบริหารคน คัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพเพื่อก้าวสู่ผู้นำ

“อาชีพในการทำงาน ทุกๆ อาชีพเราจะต้องทำหน้าที่ของเราออกมาให้สมบทบาท ซึ่งย้ำว่าการติดตามข่าวสารเพื่อการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญ สมองคนเรามีขีดจำกัด ดังนั้นควรฝึกให้สมองคัดแยกสิ่งที่ควรจำและไม่ควรจำ เพื่อให้ร่างกายสามารถรับไหว และจดจำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีที่สุด”

ไม่เพียงเท่านี้ วุฒิชัย ยังคอยสอนและให้ข้อคิดพนักงาน เพื่อให้รู้จักวางแผนการใช้เงินและการออม เพราะความเป็นห่วงด้วยแนวโน้มราคาสินค้าและความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทำให้คนไทยจะคิดถึงการออมในเวลาที่อาจสายเกินไป

“ผมบอกพนักงานเสมอว่า เราหาเงินได้ถึงแค่อายุ 60 ปีก็ต้องเกษียณ แต่ต้องเลี้ยงตัวเองไปอีก 20-30 ปี แต่ในเมื่อเราทำเริ่มงาน มีรายได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้นๆ ทำไมถึงไม่เริ่มใช้ช่วงที่หาเงิน เริ่มเก็บออมเพื่อในอนาคตหลังเกษียณ”

เรียกได้ว่า ความสำเร็จในวันนี้ วุฒิชัยได้วางแผนและออกแบบชีวิต เพื่อเดินตามความฝันและรับมือกับความท้าทายสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างชีวิตบั้นปลายให้สมบูรณ์ มีความสุข เพียบพร้อมด้วยความรัก การให้ และความชื่นชอบกับสิ่งที่ตนเองได้ลงมือทำ ถือเป็นแบบอย่างให้วัยรุ่นสร้างตัวได้หวนคิดทันที 

เคล็ดลับรู้ไว้ ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555216

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 16:41 น.

เคล็ดลับรู้ไว้ ห่างไกลโรค

เรื่อง ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐและจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าคุณดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ยิ่งถ้ารู้เคล็ดลับในเรื่องการดูแลสุขภาพ ทั้งจากการกิน การออกกำลังกาย และอื่นๆ ร่วมด้วยแล้ว เชื่อได้เลยว่าจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ อย่างแน่นอน

1.ของดีจากก้นครัว

รู้มั้ยว่านักวิทยาศาสตร์ได้มาเคาะประตูห้องครัวของพวกเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพื่อหาหนทางให้เราพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น มีการใช้แคปไซซิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สำคัญในพริกมาเป็นส่วนประกอบในครีมเพื่อบรรเทาอาการข้ออักเสบ หรือการค้นพบว่าเมื่อกินกระเทียมปริมาณมาก ร่างกายจะได้รับสารอัลลิซินที่มีสรรพคุณลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้และเครื่องเทศอีกชนิดหนึ่งจากห้องครัว ที่เป็นผู้ช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้ก็คือ ขมิ้น สมุนไพรที่ทำให้น้ำแกงมีสีเหลือง

– ขมิ้นอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะขมิ้นจะกระตุ้นการผลิตโปรตีนที่ช่วยต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง

– ขมิ้นอาจช่วยรักษามะเร็งผิวหนัง นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งเอ็มดีแอนเดอร์สันแห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส ได้ลองใช้ขมิ้นในการรักษาเซลล์เมลาโนมาที่มาจากการเพาะเลี้ยง พบว่า ช่วยลดจำนวนเซลล์เนื้องอกที่มีชีวิต และชักนำให้เซลล์ในเนื้องอกตายได้

– ขมิ้นหยุดยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทกซัส พบว่า ขมิ้นหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้

2.เบอร์รี่ ยิ่งกิน ยิ่งฉลาด

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สามารถชะลอและฟื้นฟูโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆ อันเป็นผลมาจากความเสื่อมของสมอง ลูกบลูเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ มีค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระหรือค่าโอแร็ก (Oxygen Radical Absorbance Capacity : ORAC) ในปริมาณสูงจึงสามารถต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ ซึ่งทำอันตรายต่อเส้นเลือดจนเป็นเหตุให้ระบบความจำและความคิดทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลง

บลูเบอร์รี่จัดเป็นหนึ่งในอาหารที่ช่วยดูแลสมองที่ดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออโตโนมา ประเทศเม็กซิโก พบว่า หนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่อุดมไปด้วยบลูเบอร์รี่จะมีโปรตีน NF-Kappa B ในปริมาณต่ำ โปรตีนชนิดนี้มีผลเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมอง หากมีในระดับสูงจะส่งผลให้ความจำแย่ลง

การศึกษาในสัตว์อื่น พบว่า การบริโภคบลูเบอร์รี่ช่วยลดการสูญเสียเซลล์สมองและฟื้นฟูการเคลื่อนไหวหลังจากเป็นอัมพาต การศึกษาหนึ่งซึ่งทำโดยนักวิจัยจากสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐ พบว่า บลูเบอร์รี่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบต่างๆ ที่สูญเสียไปเพราะสมองได้รับบาดเจ็บ ในอนาคตอาจมีการศึกษาที่ก้าวหน้ามากขึ้น และให้ผลอย่างมีนัยสำคัญว่า การกินผลเบอร์รี่ช่วยต้านความชราของสมอง โรคอัลไซเมอร์ และความผิดปกติของระบบประสาท

3.เส้นใยอาหารช่วยล้างพิษ

การใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารจานด่วน และมีความเครียดจากการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นมนุษย์สารพิษท็อกซีเมีย (Toxemia) เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่มีคำกำจัดความถึงภาวะที่ร่างกายมีสารพิษสะสมถึงระดับเกินขีดความสามารถที่จะกำจัดออกไปได้ ซึ่งภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะท็อกซีเมีย ได้แก่

– ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี เอฟ และจี

– ตับถูกทำลาย รวมถึงภาวะตับแข็ง

– ท้องร่วง ท้องผูก โรคลำไส้แปรปรวน และภาวะลำไส้รั่ว

วิธีการหนึ่งที่จะช่วยล้างพิษในร่างกายก็คือ การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้นในแต่ละมื้อ เพราะเส้นใยอาหารที่เรากินเข้าไปจะไปช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร แล้วยังช่วยขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายด้วย

4.ตากแดดบำรุงกระดูก

ในช่วงเช้าของวัน ลองดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วออกไปตากแดดวันละ 5-15 นาที เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับแสงแดดเพื่อผลิตวิตามินดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เล็ก และเพิ่มการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย ดังนั้น แสงแดดจึงมีส่วนในการรักษาความแข็งแรงของกระดูก ส่วนผิวหนังบริเวณอื่นให้สวมเสื้อผ้าหรือทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 หรือมากกว่าเพื่อปกป้องผิว และจำกัดเวลาเผยผิวส่วนที่ไม่มีการปกป้องไว้เพียง 15 นาที

ช่วงเวลาในการอาบแดดเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีก็คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น ส่วนช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมงเป็นช่วงที่แดดแรงเกินไป จึงไม่ควรออกไปนอกอาคาร แต่หากจำเป็นควรใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด หรือมีเครื่องป้องกันสายตาและผิวหนัง เช่น สวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่มก็ได้

แนวความคิดที่ขวางทางรวยก่อนเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555215

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 16:38 น.

แนวความคิดที่ขวางทางรวยก่อนเกษียณ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

การที่เราจะได้อยู่อย่างสบายก่อนเกษียณนั้นต้องผ่านอุปสรรคในการทำงาน เก็บเงินและลงทุนมามาก แต่อุปสรรคทั้งหมดเหล่านี้เทียบไม่ได้กับอุปสรรคที่เกิดจากความคิดในแง่ลบของคุณเอง

1.ลงทุนยังไงก็ได้กำไร

การลงทุนเป็นเรื่องที่ดี แต่การลงทุนโดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ จะสร้างความเหน็ดเหนื่อยและความลำบากกับชีวิตวัยเกษียณได้ ดังนั้นอย่าด่วนใจร้อนลงเงินที่มีอยู่ไปกับสิ่งที่ยังไม่ได้ใช้เวลาศึกษา บางครั้งการเสียเวลาศึกษาเพียง 1-2 เดือนอย่างละเอียดรอบด้านอาจช่วยให้เงินเก็บของคุณใช้เวลาออมมาถึง 5 ปี ได้ผลกำไรดีอย่างที่คุณต้องการ แต่ถ้าใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ในการตัดสินใจลงทุนกับเงินก้อนใหญ่ คุณจะเสียเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในทันที

2.รวยเพราะโชคดี

เรื่องโชคชะตาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่เคยยากจนได้มีโอกาสได้งานที่ดีทำ ได้พบกับการลงทุนที่ทำให้เขาสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่ถูกหวยทุกเดือน หรือนักกีฬา นักแสดงที่มีรายได้สูงก็ต้องมีเงินลงทุนที่ทำให้เขามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต

สิ่งสำคัญคือแนวทางในการบริหารเงิน และความสามารถในการทำงานที่ดีต่างหาก มีเงินมากรู้จักแบ่งสันปันส่วนก็ได้เงินตอบแทนกลับมาส่วนหนึ่ง แต่จะได้มากกว่านั้นถ้ารู้จักทำงาน ทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพอย่างยั่งยืนในอีกส่วนหนึ่ง

3.มีเงินเก็บมากยิ่งรวยมาก

แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดแบบเก่า ในสมัยที่ธนาคารยังให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนสูง แค่มีเงินเก็บหลัก 10 ล้านบาท ก็มีดอกเบี้ยพอเลี้ยงชีพให้อยู่สบายได้ แต่ในยุคที่ดอกเบี้ยเป็นติดลบ การมีเงินเก็บมากไม่ใช่ทางออกที่ดีแต่การมีพอร์ตการลงทุนมากต่างหากที่จะทำให้คุณอยู่รอดได้ในยุคปัจจุบันและอนาคต เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากแม้จะมีการลงทุนบางตัวที่ให้ผลตอบแทนไม่ดีแต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ถือว่าสูงกว่าการฝากเงินธนาคารและเงินเฟ้ออยู่ดี

4.อยู่กับบริษัทที่มั่นคงชีวิตก็มั่งคั่ง

คำกล่าวนี้ไม่เคยเป็นความจริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะไม่มีบริษัทที่มั่นคงที่สุดในโลก เพราะเมื่อถือยุคเศรษฐกิจตกต่ำ หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน จะทำให้ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบเสมอ ผลกระทบที่มีกับเราก็มีตั้งแต่เงินเดือนไม่ขึ้น โบนัสลดลง ไปจนถึงบีบให้ออก และเลิกจ้าง ทำให้รายได้ขาดหายไปแต่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม เพิ่มเติมคือมีอัตราเงินเฟ้อเข้าช่วยซ้ำเติมเราอีกด้วย ดังนั้นอย่าคาดหวังกับการทำงานบริษัท แต่ควรหาอาชีพเสริมเผื่อเป็นทางรอดและทางออกชีวิตเราเองไว้ด้วย

5.เทกคอร์สสอนรวยช่วยได้

ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้จะมีธุรกิจใหม่หรือคนทำอาชีพใหม่ที่เรียกว่าโค้ช หรือบางคนก็เรียกตัวเองว่าครู มาสอนการใช้ชีวิต สอนเรื่องความรัก สอนเรื่องหาหนทางทำให้ตัวเองรวย และก็มีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมยอมหลงเชื่อคนเหล่านี้โดยขาดการตรวจสอบว่า ตัวตนที่แท้จริงของคนที่จะมาสอนเรานั้นเป็นใคร

ถ้าเป็นคนที่มีโปรไฟล์ การศึกษาจบทางด้านการเงินมาโดยตรง ทำงานบริษัทด้านการเงิน มีผลงานการลงทุน และที่สำคัญคือทำให้ตัวเองรวยเป็นร้อยล้านก่อนที่มาสอนคนอื่นแบบนี้ดูน่าเชื่อถือ น่าเรียนด้วย

แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักประวัติไม่รู้แต่งตัวให้ดูน่าเชื่อถือ แต่งหน้าให้สวย ทำผมให้หล่อ ค้นประวัติไม่เจอบอกแค่ว่าศึกษาเรื่องนี้มานาน แบบนี้ต้องคิดให้หนักว่าจะเสี่ยงกับเขาหรือไม่ ลงทุนไม่กี่พันบาทเพื่อเรียน

ตัวเรายังไม่รวยเพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ได้แค่ไหน แต่คนสอนรวยแน่ๆ เพราะได้เงินก้อนใหญ่จากค่าสอนแค่วันเดียว แบบนี้เสียเงิน เสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

ดังนั้น ถ้าอยากรวยก่อนเกษียณลงมือทำด้วยตัวเองอ่านหนังสือ เรียนรู้เรื่องการลงทุน ลองผิดลองถูกเป็นประสบการณ์ให้กับตัวเอง เพราะถ้าเราไม่รู้จักล้มวันข้างหน้าเวลาเจอปัญหาเราจะไม่รู้วิธีแก้ไข ที่สำคัญกว่านั้นประสบการณ์ของเราเองจะมีค่าต่อลูกหลานในการส่งต่อความมั่งคั่งและความรู้ที่จะมีค่าให้พวกเขาไปพัฒนาต่อได้อีกด้วย

หัตถกรรมไทย (เชิงสร้างสรรค์) นิยามความหรูหรายุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555195

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 15:14 น.

หัตถกรรมไทย (เชิงสร้างสรรค์) นิยามความหรูหรายุคใหม่

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม  ภาพ SACICT

เวทีเสวนาว่าด้วยเรื่อง Craft Innovation Guru Panel “Today Life’s Craft” จัดขึ้นโดย SACICT-ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ระดมกูรูเรื่องศิลปหัตถกรรมรอบทิศทาง ชี้ 4 เทรนด์ ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับงานหัตถศิลป์ไทย ต้อนรับปี 2562 องค์กรใหญ่ที่ทำงานด้านนี้คอนเฟิร์มอนาคตหัตถศิลป์ไทยอินติดกระแสแน่นอน

งานเสวนาจัดขึ้นที่ ช่างชุ่ย อาณาจักรรวมทั้งงานศิลปะ ไอเดีย แฟชั่น บนพื้นที่กว่า 11 ไร่ ในย่านฝั่งธนบุรี มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวความคิด เพื่อค้นหาแนวโน้ม ทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย และสื่อถึงภาพรวมงานศิลปหัตถกรรมไทย

เปิดเวทีนำโดยแม่ทัพหญิง อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวเปิดงานเสวนาที่นักสร้างสรรค์ทุกกลุ่ม ทุกวัย รอคอยและติดตามเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่งทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย ทั้งในด้านการผลิต ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหรือบุคคลที่สนใจได้เข้าร่วมรับฟังต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

เวทีนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในวงการหัตถศิลป์ไทยมากมาย นำเสวนาโดยผู้บริหารใหญ่ อัมพวัน มาพร้อมกับ แสงระวีสิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และวิทยากรเจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ดุลยพล ศรีจันทร์ นักออกแบบโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ศ.ศ.ป. และเจ้าของแบรนด์ PDM ศรัณย์ เย็นปัญญานักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ วุฒิชัย หาญพาณิชย์เจ้าของแบรนด์ไทย HARNN พิษณุ นำศิริโยธิน อาจารย์สอนวิชางานไม้และเครื่องจักสานในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ธนพัฒน์ บุญสนาน ผู้ก่อตั้งบริษัท6 ไก่ชน วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์ ผู้ก่อตั้ง Asiatides และ Wit’s  Collection สมชัย ส่งวัฒนาผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น Flynow กิตติภัต ลลิตโรจน์วงศ์ นักออกแบบฝีมือกระฉ่อนในวงการดีไซน์

หัวข้อการเสวนาในปีนี้มี 4 เทรนด์ ซึ่งกำหนดทิศทางโดยกลุ่มนักออกแบบไทย และ SACICT เผยข้อมูลประกอบไปด้วย

เทรนด์ Tropical Dream 

ด้วยความเป็นไปของโลกในปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสของเทคโนโลยี การหลบหนีความวุ่นวาย และหาโอกาสพาตัวเองไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จึงเป็นเสมือนค่านิยมสะท้อนถึงการมีคุณภาพที่ดีของคนรุ่นใหม่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในความเป็นจริงที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องมีวิถีชีวิตภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ จึงทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ใจปรารถนา จึงเกิดเป็นแนวโน้มการนำความเป็นธรรมชาติ ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ด้วยการจำลองบรรยากาศความเขียวไว้ในบ้าน หรือที่ทำงาน รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ จึงสะท้อนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยเติมความสดชื่นให้กับจิตวิญญาณของคนเมือง แม้ว่าจะเป็นสัมผัสจากธรรมชาติในรูปแบบเสมือนก็ตาม

ความชื่นชอบธรรมชาติ คือค่านิยมของชนชั้นกลาง เป็นการแสวงหารสนิยมและแสดงความร่ำรวยอีกหนทางหนึ่ง เจรมัยแห่งอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ให้ข้อมูลนี้

“ไม่ว่าจะมีเทรนด์อะไรเกิดขึ้นในโลก แต่จะมี 1 เทรนด์ที่อย่างไรก็จะไม่ล้มหายตายจากไป คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์เรามากที่สุด เทรนด์ Tropical มากับคำว่า Dream มันคือการเข้าไปอยู่ในความฝันโลกสีเขียว ที่เข้ามาเติมเต็มเรื่องไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิตของชนชั้นกลางทั่วทั้งโลก กลายเป็นความหรูหราใหม่ของชนชั้นกลาง การโพสต์รูปผ่านออนไลน์โชว์ความร่ำรวย คือการโชว์ความฟุ้งเฟ้อที่คนเริ่มเบื่อหน่าย แต่การโชว์รูปแคมปิ้งกลางป่าเขา กลับกลายเป็นวิถีชีวิตที่ทันสมัยกว่า ชีวิตมีคุณภาพมากกว่า

ปี 2017 เทรนด์การปลูกต้นไม้ในบ้านการทำสวนขวด Terrarium DIY นั่นคือการเรียกน้ำย่อย และจะจริงจังเข้มข้นขึ้นในปีนี้ แบรนด์แฟชั่นเริ่มเข้มข้น จริงจัง กับการนำธรรมชาติเทรนด์ Tropical เข้ามาดีไซน์ และเพิ่มความแฟนตาซีนำสีขั้วตรงข้าม มาปรับแต่งกับดีไซน์ให้เข้ากับวัสดุธรรมชาติและเทคโนโลยี เป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่ว่าชีวิตจะทันสมัย ฟุ้งฝันเกินจริงอย่างไร คนเราก็สามารถใกล้ชิดและโหยหาธรรมชาติได้ เนเชอรัลคือลักซ์ชัวรี่เป็นเทรนด์การออกแบบล่าสุดที่ชัดเจนมาก คนเราโหยหาสัญลักษณ์ธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน”

เทรนด์ Retelling the details

เป็นการตอกย้ำถึงคุณค่าผลิตภัณฑ์อีกครั้ง นำเสนอเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นลงถึงในรายละเอียดซึ่งมีอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ที่กว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการในฐานะผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นต่อกลุ่มลูกค้า ที่ตอกย้ำความสำคัญและต้องให้ลูกค้าทราบเข้าถึงความใส่ใจหรือความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ เพื่อให้ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าของสินค้าในสายตาผู้บริโภค ซึ่งอาจนำเสนอได้ทั้ง การเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ประวัติศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ของชุมชน การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ การรีดีไซน์ผลิตภัณฑ์เดิม การต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมให้มีเรื่องราวเพิ่มขึ้น การเล่าเรื่องเดิมในบริบทใหม่ รวมไปถึงการออกแบบใหม่จากดีไซน์เดิมด้วยรายละเอียดที่ใส่ใจมากขึ้น เป็นต้น

อัมพวัน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ทำงานกับผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ทั่วประเทศ กล่าวว่า แน่นอนว่าคนยุคนี้ไม่ได้ซื้อแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ซื้อเพราะเรื่องราวว่าตะกร้าชิ้นนี้มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร แต่เลือกความศรัทธา รู้สึกประทับใจในคุณค่า เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ซื้อเพราะรู้สึกดีกับของชิ้นนั้น

“เทรนด์ยุคนี้คือ Collaboration ปีที่แล้วมีการทำงานกับ สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ มีการสั่งซื้อวัตถุดิบคือกระจูด สั่งซื้อผ้าทอจากชุมชนหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ผลิตกระเป๋ากำลังใจออกมาจำหน่าย เป็นการสร้างคุณค่าให้เป็นรูปธรรมขึ้นและสนับสนุนผู้ผลิตตั้งแต่ต้นทาง แต่ปัญหาก็คือขาดการต่อเนื่องเมื่อหมดการสานต่อโครงการ ซึ่งองค์กรกำลังเน้นนโยบายเป็นตัวกลางประสานงาน เพื่อให้มีการต่อเนื่อง”

“อะไรจึงจะขายได้…?” วุฒิชัย เจ้าของแบรนด์ HARNN บอกว่าเคยผลิตเซตแฮนด์ครีม ครีมอาบน้ำ ซึ่งเป็นของขายดีมากของแบรนด์ โดยนำของกลุ่มนี้ ดีไซน์ใส่กล่องกิฟต์เซต และนำรายได้ 100% ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ให้แก่องค์กรที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้มะเร็งเต้านม แต่ผลก็คือไม่ได้ขายดีมาก นั่นแสดงว่าในกลุ่มสินค้านี้ไม่ได้ขายดีด้วยการรณรงค์เพื่อสังคม แต่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้แท้จริง ของชิ้นนั้นต้องดีงามโดยตัวมันเองแท้จริงด้วย ส่วนเรื่องอิ่มใจได้ให้ ได้ช่วยเหลือสังคม ควรเป็นเรื่องต่อมา

“สินค้าต้องดูแพงกว่าราคาที่เราตั้งขาย การวางคุณภาพเหนือราคาอย่างไรคนซื้อก็สู้ตายจริงๆ นะครับ”  วุฒิชัย เผยกุญแจสำคัญวิธีนำสินค้าให้เข้าไปอยู่ในใจคน

เทรนด์ Hospit (re) ality

คนยุคนี้ โรงแรมคือพื้นที่สำหรับการหลบหนีความวุ่นวาย เพื่อปรนเปรอจิตวิญญาณด้วยจินตนาการเหนือจริง เป็นโลกอีกใบที่พาเราออกจากบรรยากาศเดิมๆ ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง ไปจนถึงงานออกแบบสเปซเพื่อการพักผ่อน และอุตสาหกรรมบริการ จึงต้องมีความโดดเด่นแปลกใหม่ และนี่คือโอกาสที่งานคราฟต์พื้นถิ่นสุดวิจิตร จะได้รับการประยุกต์ให้ร่วมสมัยเพื่อพลิกมุมมอง และสร้างบรรยากาศหวือหวา แฟนตาซี ให้กับสเปซแห่งโลกเสมือนนี้

“มีโรงแรมทั่วโลกรอซื้องานฝีมือเหล่านี้อยู่ นี่คือธุรกิจที่มีเชนโรงแรมทั่วโลก ที่ล้วนต้องการความลักซ์ชัวรี่ และให้คุณค่ากับคราฟต์สแมนชิป” พิษณุ อาจารย์สอนวิชางานไม้ และเครื่องจักสานในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ย้ำเทรนด์นี้ว่าคงแรงดีไม่มีตก

พฤติกรรมคนเลือกท่องเที่ยวพักอาศัยในโรงแรมหรู คือต้องการความพิเศษ ยิ่งกว่าพิเศษ เทรนด์นี้กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มคนมิลเลนเนียล หรือคำที่คุ้นหูกันดีคือ Gen Y

“งานคราฟต์ให้คุณค่าเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน หรูเกินจริง ดีเกินจริง ละเอียดเกินจริงเตียงนอนก็ต้องใหญ่ต้องสูง หมอนก็ต้องหนากว่าที่บ้านขึ้นมาอีกนิดหนึ่งนะครับอยู่บ้านไม่มีอ่างน้ำให้อาบ มาโรงแรมไฮเอนด์ก็ต้องมีอ่างให้อาบ การท่องเที่ยวเป็นจินตนาการเชิง Surreal เหนือจริงขึ้นอีกระดับ”

เทรนด์ Virtuous

เป็นเทรนด์ที่มาจากงานแฟร์ระดับโลกเช่น งาน Maison & Objet 2018 ที่พูดเรื่องการออกแบบและการซื้อขายจะเปลี่ยนไป การผลิตผลงานแต่ละชิ้นมีปัจจัยเชื่อมโยงในการออกแบบ คิดถึงการใช้งาน เป็นหลักความรู้สึกผิดต่อวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยมไม่ใช้วัสดุแบบทิ้งขว้าง จึงเกิดกฎเกณฑ์ใหม่จริยธรรมใหม่ ในการเลือกซื้อสินค้า ซื้ออย่างถูกจริยธรรม ไม่ใช่แค่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือช่วยสร้างงานในกลุ่มชุมชนที่ด้อยกว่า แต่เป็นการคำนึงถึงองค์รวม เป็นการกระจายรายได้กลับสู่ชุมชน

ดีไซเนอร์จึงใช้เรื่องราวและที่มาของสินค้าชิ้นนั้นๆ เป็นพระเอกชูโรง แม้จะเป็นงานคราฟต์แบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน ผู้ซื้อจะเลือกชิ้นที่มีจริยธรรม และมีจรรยาบรรณในการทำงาน และมีความเฉพาะตัวกว่า เป็นต้น

แม่งานใหญ่ อัมพวัน กล่าวทิ้งท้ายงานเสวนาครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถศิลป์ทั้งในส่วนการผลิต วัตถุดิบ การออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และนักวิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวโน้มและทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย และภาพรวมงานศิลปหัตถกรรมไทย ทั้งในด้านการผลิต การออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการนำเสนอผลงานหัตถกรรมและหัตถศิลป์ของไทยในปี 2562 ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหรือบุคคลที่สนใจได้เข้าร่วมรับฟัง เกิดผลต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีศักยภาพต่อไป

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555082

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 15:45 น.

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว

เรื่อง..อนุสรา ทองอุไร  ภาพ..pixabay

ศาสนาพุทธจะสอนให้เดินสายกลางในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม ไม่มากไม่น้อย ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไปนัก ในเรื่องความรักก็เช่นกัน พ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไปกางปีกปกป้องลูกในทุกเรื่องราวจนเกินพอดี เด็กบางคนเกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่างแต่กลับมีปัญหาในชีวิต เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจใคร คิดเองไม่เป็น เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง บางรายถึงกับติดยาเสพติด นี่เป็นภาวะที่เรียกว่า สำลักความรัก พ่อแม่ปรนเปรอลูกมากเกินไปจนกลายเป็นรังแกลูกโดยไม่รู้ตัว เข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉันเด็กทุกคนสมควรได้โอกาสในการดำเนินชีวิตของตนเอง อย่าตัดปีกของลูกทิ้ง เพียงเพราะข้างนอกมีพายุ จงปล่อยให้เขาโผบินสู่ใจกลางพายุด้วยหัวใจนักผจญภัย ขณะที่คุณต้องไม่ลืมเช่นกันว่าตัวคุณเองก็ยังต้องออกบิน ลูกของคุณก็เช่นกัน ตัวคุณและเราทุกคนต่างมีชีวิตเป็นของตนเอง

จงภูมิใจในความเป็นพ่อแม่ของคุณที่เลี้ยงลูกได้มีใจอารีเห็นอกเห็นใจ สุภาพน่ารักไม่เห็นแก่ตัว ช่วยเหลือตัวเองและแบ่งปันคนอื่นบ้าง ไม่ว่าลูกของคุณจะเรียนเก่ง หรือเรียนไม่เอาไหน จะเป็นคนรวยหรือคนจน เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณค่าของความเป็นพ่อแม่ของท่านลดลงหรือเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับลูก

การเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดีนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย พ่อแม่ต้องดูแลตั้งแต่ลูกยังเล็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต มีความรับผิดชอบ สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เข้าสังคมได้ดี การปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีแก่เด็กเป็นส่วนสำคัญที่จะพาให้ลูกของคุณประสบความสำเร็จ นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อแนะนำในการเลี้ยงลูกว่า

เป็นตัวอย่างที่ดี ธรรมชาติของเด็กมักเลียนแบบผู้ใหญ่อยู่เสมอ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กเสมอ เช่น ถ้าต้องการให้ลูกกินผักเราต้องกินผักเป็นตัวอย่าง ถ้าอยากให้ลูกออกกำลังกายเราก็ต้องออกกำลังกายเป็นตัวอย่างให้ลูกดู หรืออยากให้ลูกชอบอ่านหนังสือก็ต้องอ่านหนังสือเป็นตัวอย่างให้กับลูก เพราะเด็กเรียนรู้ได้ดีจากการเลียนแบบ และควรที่จะเริ่มสร้างลักษณะนิสัยที่ดีเมื่อลูกของคุณยังอายุน้อย ที่สำคัญอย่าใช้วิธีต่อรองกับลูกโดยใช้อาหารและของเล่น เพราะนั่นจะเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับลูกของคุณ แต่ควรให้เวลาพูดคุยขัดเกลาจิตใจกับลูก

ให้รางวัลแก่ลูก การให้รางวัลแก่เด็กจะเป็นการกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการในเชิงบวก แต่แทนการให้รางวัลแก่ลูกโดยให้เล่นเกมหรืออนุญาตให้ดูทีวี ควรใช้เวลาว่างด้วยกันเป็นสิ่งที่มีค่าและจะอยู่ในความทรงจำของลูกตลอดชีวิต เช่น ไปเล่นกีฬาด้วยกัน ไปเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ให้ลูกวางแผนการทำกิจกรรมที่สนุกด้วยกันตลอดทั้งวัน หรือเป็นสิ่งของที่ลูกอยากได้ ทำให้ลูกได้มีความคิดริเริ่มในการทำกิจกรรมดีๆ กับครอบครัวต่อไป

พ่อแม่ควรสอนลูกไปในทางเดียวกัน ขณะที่แม่สอนพ่อต้องไม่โอ๋หรือห้าม จะทำให้เด็กๆ สับสนว่าจะเชื่อใครดี ดังนั้นพ่อแม่ควรแบ่งบทบาท เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเป็นหน้าที่ของแม่ เรื่องใหญ่ที่ต้องตัดสินใจให้พ่อดูแล พ่อแม่ที่อารมณ์มั่นคงมักจะประสบความสำร็จในการเลี้ยงลูก

ชื่นชมต่อความพยายาม คำชมเป็นแรงจูงใจ หากต้องการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกเริ่มต้นโดยการสร้างจุดสนใจเกี่ยวกับความพยายามของลูก ส่วนใหญ่พ่อแม่มักชมที่ผลลัพธ์มากกว่าความพยายามของลูก เช่น เมื่อลูกวาดการ์ตูนมาให้พ่อแม่ดู อย่าพูดแต่เพียงว่าสวยจังเท่านั้น แต่ให้เราชมรูปที่ลูกวาดเกี่ยวกับความพยายามในการวาดรูปแทน เพราะการชมที่เฉพาะเจาะจงจะสร้างกำลังใจให้ลูกมากกว่าผลลัพธ์ ไม่เปรียบเทียบกับผลงานของลูกกับคนอื่น

อย่าใช้อารมณ์กับลูก ถ้าต้องการจะบอกลูกให้ทำอะไรบางอย่าง หรือลงโทษให้ลูกของเราสงบ เด็กจะเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ของเขาโดยการเฝ้ามองเรา ดังนั้นจะต้องทำเป็นตัวอย่างและทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้ารู้ว่าอารมณ์ไม่ดีอย่าสอนตอนนั้นเด็กจะกลัวและทำตามเพราะกลัว ไม่ใช่เพราะเข้าใจในสิ่งที่สอน เมื่อลูกกลัวก็จะมีแนวโน้มโกหกมากขึ้น

การสร้างนิสัยที่ดีให้กับลูกยังมีเทคนิคอีกมากมาย การที่ลูกเป็นคนที่ดีย่อมจะเป็นที่รักกับคนในสังคม ควรสร้างนิสัยที่ดีให้ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต โดยจะต้องเริ่มปลูกฝังสิ่งที่ดีให้แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็กเพื่อจะติดตัวลูกไปในอนาคต

เลี้ยงลูกให้น่ารักกับคนอื่นด้วย

อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ ผู้ควบคุมรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงทางช่อง 3 เขามีลูกชายเพียงคนเดียววัย 5 ขวบ และเป็นเด็กน้อยคนเดียวของบ้าน จึงเป็นที่รักของคุณตาคุณยาย ลุงป้า เขาเองก็เกรงว่าลูกจะถูกรุมรักมากเกินไป

“โชคดีว่าทางคุณย่าคุณยายเป็นครูอาจารย์ จึงสอนสั่งไม่ตามใจหลานมากเกินไป เมื่อทำผิดก็ตีบ้างเล็กๆ น้อยๆ เขาเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะรักและตามใจเกินไป ทางคุณย่าจะเตือนมาเสมอว่าอย่าตามใจลูกจนลูกเสียเด็ก จึงระวังเรื่องนี้ตลอด กลัวลูกจะดื้อ จะไม่น่ารักกับคนอื่น”

เขาบอกว่า อย่าเลี้ยงลูกแบบให้ความรักจนเกินพอดี ให้มากไปลูกอาจไม่เห็นคุณค่าหรือไม่ก็สำลักความรัก และกลายเป็นเด็กไม่น่ารักสำหรับใครๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่จะมีแต่คนระอาไม่อยากคบหา ถึงวันนั้นเราจะเสียใจเพราะสายเกินไปที่จะแก้ไขได้ ควรเลี้ยงลูกสายกลางทั้งรักและหวังดี ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้า ทำผิดก็มีการลงโทษตามสมควร จะตีบ้างนานๆ ทีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่ากลัวลูกเสียใจ อย่ากลัวลูกไม่รัก

กฎกติกาต้องชัดเจน ปฏิบัติได้ และเข้าใจง่าย ถ้าลูกโตพอ บางเรื่องก็ควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎกติกาภายในบ้านด้วย กฎกติกาต้องมีเหตุผล เหมาะสมกับวัยของเด็กที่จะปฏิบัติได้ ไม่บังคับให้เด็กทำตามความต้องการของพ่อแม่ ควรสร้างทางเลือกเพื่อให้เด็กมีโอกาสเลือก หรือตัดสินใจด้วยตนเองตามวัยของลูก

เมื่อวางกฎกติกาแล้ว ต้องใช้และยึดถืออย่างสม่ำเสมอ สร้างขั้นตอนของการทำโทษเมื่อผิดกฎกติกา เริ่มจากเตือนทันทีเมื่อลูกทำผิดกฎ หรือกำหนดบทลงโทษเป็นขั้นตอน โดยต้องรับรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูกตั้งแต่แรก เมื่อลูกปฏิบัติได้ตามกฎกติกาที่วางไว้ พ่อแม่ต้องจัดการอารมณ์ของตัวเองก่อน ถ้ากรณีที่ลูกไม่เชื่อฟัง ต้องมีเทคนิคในการลงโทษลูกที่เหมาะสมกับวัยด้วย

ดุลูกให้ได้ผล

ในการดุหรือตำหนิลูกของพ่อแม่นั้น ก็หวังเพื่อให้ลูกได้รับรู้และตระหนักในความผิด ความไม่ถูกต้องจากพฤติกรรมของตัวเอง เกิดการเรียนรู้และแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ แต่การตำหนิลูกไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลูกสูญเสียความเชื่อมั่นและคุณค่าในตัวเอง เป็นปมขัดแย้งในใจ เกิดพฤติกรรมต่อต้าน สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกแย่ลงได้

ทุกครั้งที่พ่อแม่ดุลูกไป เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ถึงอย่างไรในการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีได้นั้น ก็ต้องยึดหลักที่ว่า ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด เมื่อลูกเผลอทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องคอยตักเตือนและชี้ทางที่ถูกที่ควรเพื่อให้เขาปรับปรุงตัว และเมื่อดุไปแล้ว หากอยากจะปลอบโยนลูก หรือขอโทษที่เสียงดังหรือเผลอกระทำลงไม้ลงมืออะไรไป ก็สามารถทำได้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการดุลูกและการปลอบลูกด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วลองดูวิธีดุลูกอย่างเหมาะสมกัน ว่าพ่อแม่ควรดุลูก หรือทำอย่างไรเพื่อให้ลูกรับรู้และเชื่อฟังในความผิดของตนเอง นักจิตวิทยาแนะนำว่า

พ่อแม่ต้องปรับใจเป็นกลาง เพราะเด็กๆ ทุกคนมีโอกาสทำผิดกันได้ทั้งนั้น ประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กยังน้อย จะให้เก่ง รู้เรื่องไปหมดคงเป็นไปไม่ได้ ตอนเราเป็นเด็กก็ยังเคยทำผิดมาก่อน อย่าเพิ่งอคติตั้งแง่กับลูกตั้งแต่เริ่มต้น

รับฟังเหตุผลในมุมมองของลูก อย่าเพิ่งไปมองว่าลูกโกหก หรือแก้ตัวน้ำขุ่นๆ การที่เราสอดแทรก เปิดฉากดุว่าทันที และไม่เปิดใจรับฟังลูกจะคิดว่าเราไม่มีเหตุผล และจะไม่อยากอธิบายหรือเล่าให้เราฟังอีกในครั้งหลังๆ ยิ่งทำให้ลูกต่อต้านหนักกว่าเดิมได้

ควรดุลูกที่การกระทำ ไม่ใช่ที่ตัวลูก เช่น ลูกพูดคำหยาบในบ้าน ควรตำหนิว่า “แม่ไม่ชอบที่ลูกพูดคำหยาบแบบนั้น” ไม่ควรตำหนิว่า “ลูกแย่มากที่พูดแบบนั้น” เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่แสดงออกมาภายนอกเมื่อพ่อแม่ตำหนิที่พฤติกรรมการกระทำของลูก ก็หมายความว่าสิ่งนั้นๆ ที่ลูกทำไป คือสิ่งที่พ่อแม่ไม่ชอบ ไม่ยอมรับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวตนของลูก และพ่อแม่เองก็ยังรักลูกเหมือนเดิม แต่การดุด่าหรือตำหนิที่ตัวลูกโดยตรง เช่น ลูกแย่มาก ลูกไม่ได้เรื่อง โง่ น่าเกลียด ฯลฯ การกระทำของพ่อแม่แบบนี้ จะทำให้ลูกมองตัวตนของตัวเองว่าแย่ไปด้วย และนั่นจะไปลดทอนความมีคุณค่าในตัวเองของลูกลง จนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง และอย่าดุต่อหน้าคนอื่นจะทำให้ลูกเสียหน้า

ถามความคิดเห็นของลูก เมื่อลูกทำผิดอย่ารีบเผลอไปตำหนิ หรือดุด่าว่ากล่าวแบบทันควัน แต่ให้พ่อแม่ใช้วิธีพูดคุย ถามว่าถ้าเกิดกระทำผิดซ้ำจะให้มีวิธีตักเตือนหรือลงโทษอย่างไร ให้ลูกได้คิดถึงผลเสีย วิธีแก้ และการรับผิดชอบในความผิดนั้นๆ การลงโทษทุกครั้งลูกจะรับรู้และสัมผัสได้ว่าการลงโทษของพ่อแม่เป็นการลงโทษด้วยอารมณ์โกรธหรือความรัก ถ้าลงโทษด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือระงับโทสะไม่ได้ ผลเสียที่จะตามมานั้นอาจจะทำให้กลายเป็นภาพฝังใจประทับตรึงใจลูกไปตลอดชีวิตก็เป็นได้

การเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อแม่ต้องดูแลตั้งแต่ลูกยังเล็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต มีความรับผิดชอบ สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้เข้าสังคมได้ดี การปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีแก่เด็กเป็นส่วนสำคัญที่จะพาให้ลูกประสบความสำเร็จ

รู้จักโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554914

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 12:23 น.

x

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ ชมรมเอ็มเอสไทย

หากวันหนึ่งตื่นขึ้นมา แล้วรู้สึกว่าตามองไม่เห็น เดินไม่ได้ พูดไม่ชัด หรือปัสสาวะราด เรื่องแบบนี้ไม่เข้าใครออกใคร อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง นี่อาจเป็นอาการของโรคมัลติเพิล สเคลอโรซิส หรือโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง เรียกกันทั่วไปว่า โรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis-MS)

นับเป็นอีกหนึ่งโรคที่พบยาก เกิดได้กับทุกแห่งของระบบประสาท ทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบรับรู้ประสาทสัมผัส การควบคุมอุจจาระ ปัสสาวะ และความจำ บางครั้งเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักโรคนี้ สังคมรอบข้างขาดความเข้าใจ นึกว่าเสแสร้งแกล้งป่วย แกล้งลา (งาน) อ้าว!

ทุกวันที่ 30 พ.ค.ของทุกปี ตรงกับวันเอ็มเอสโลก (World MS Day) จึงถือโอกาสนี้ในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้สังคมรอบข้างทำความเข้าใจกับอาการของโรค และเข้าใจผู้ป่วยเอ็มเอส

ผศ.นพ.สุพจน์ ตุลยาเดชานนท์ อายุรแพทย์ประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคเอ็มเอส เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และไปทำลายปลอกหุ้มประสาทอักเสบในระบบประสาทส่วนกลางของตัวเอง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา

ผู้ป่วย 37% จะมีอาการชาตามร่างกายแบบครึ่งตัว 36% ตามองไม่เห็น 35% อ่อนแรงหรือเกร็ง 15% มองเห็นภาพซ้อน และ 4% ปัสสาวะลำบากหรือกลั้นปัสสาวะยาก โรคนี้มักเกิดขึ้นในวัยทำงาน อายุ 20-40 ปี มากที่สุดถึง 70%

ผศ.นพ.สุพจน์ เล่าว่า โรคนี้จะมีการกำเนิดโรคหลายแบบ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น การเสียสมดุลในการทรงตัว จึงพบปัญหาในการเดิน มีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เหนื่อย หมดแรง การควบคุมกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ

นอกจากนี้ ยังพบอาการกล้ามเนื้อเกร็ง ผู้ป่วยมีอาการสั่น มีความผิดปกติในการพูด การกลืน มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร (เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง) และในระบบสืบพันธุ์ (เช่น มีบุตรยาก ความรู้สึกทางเพศลดลง)

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ประธานชมรม (ผู้ป่วย) เอ็มเอสไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเอ็มเอสโลก ได้จัดประชุม “MS & NMO 4.0” ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติ ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เกิดความรู้ความเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค

“เราอยากให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นชุมชน มีการรวมตัวของกลุ่มสมาชิกในชมรมเพิ่มมากขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือและให้กำลังใจกัน ให้ข้อมูลหรือสนับสนุนความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์ใดใด”

รศ.พญ.นาราพร ประยูรวิวัฒน์ ประธานชมรมแพทย์เอ็มเอสไทย ภาควิชาอายุรศาสตร์ ระบบโรคประสาท คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เล่าถึงสถานการณ์โรคว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเอ็มเอส 2.5 ล้านคนทั่วโลก ประเทศไทยมีผู้ป่วยราว 1,500 คน แต่พบในเวชระเบียนโรงพยาบาลเพียง 500 คน

“โรคเอ็มเอสเป็นโรคที่วินิจฉัยยาก ต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านประสาทวิทยา หรือจักษุแพทย์ รวมถึงการตรวจ MRI สมองและไขสันหลังร่วมด้วย อาการของโรคก็แตกต่างกันมาก ขึ้นกับระบบประสาทที่ผิดปกติว่า เป็นส่วนใดและระบบประสาทส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับอวัยวะใด”

รศ.พญ.นาราพร เล่าว่า ระบบประสาทเปรียบเหมือนศูนย์บัญชาการใหญ่ ที่สั่งการให้ร่างกายทำงานประสานกัน ตั้งแต่ระบบกล้ามเนื้อ ระบบความรู้สึกต่างๆ เช่น การเจ็บปวด ร้อนหนาว ความคิด ความจำ การมองเห็น การได้ยิน นั่นหมายถึงความผิดปกติเกิดขึ้นได้กับทุกระบบของร่างกาย

สำหรับ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ 1.พันธุกรรม 2.สิ่งแวดล้อม โดยสาเหตุด้านพันธุกรรม พบในเครือญาติ 1-3% แต่อัตราจะสูงมากถ้าเป็นญาติสายตรงคือ 20% ฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน หากพบในคนใดคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งมีโอกาสเป็น 30% ส่วนสาเหตุด้านสิ่งแวดล้อม พบผู้ป่วยชุกในประเทศที่ห่างไกลเส้นศูนย์สูตรหรือมีแสงแดดน้อย

“ปัจจุบันโรคเอ็มเอสยังไม่มีการรักษาให้หายขาด แต่รักษาอาการได้ด้วยยาฉีดและยากิน โดยแพทย์จะให้ยาปรับภูมิคุ้มกัน เพื่อลดความถี่ในการเกิดอาการ ลดการเป็นซ้ำ ช่วยลดความพิการในระยะยาว”

นอกจากนี้ ยังรักษาตามอาการ ชะลออาการ ทำกายภาพบำบัด ปรับโภชนาการ จิตบำบัด คนที่ไม่มีอาการแล้ว อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ จึงควรมาพบแพทย์ตามนัด รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และสัมผัสแดดอ่อนๆ บ้าง

ศึกษาเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : MSthai2016 หรือ โทร.02-201-2799

เพียงวัวขยับปาก สะเทือนถึงห้วงบรรยากาศโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554910

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 12:01 น.

เพียงวัวขยับปาก สะเทือนถึงห้วงบรรยากาศโลก

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

กระแสลดการใช้ถุงพลาสติกกำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในตอนนี้ หลังมีสัตว์น้ำจำนวนมากกินและใช้ชีวิตอยู่กับขยะพลาสติกในมหาสมุทร ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน ภาคการเกษตรทั่วโลกก็นับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากแก๊สที่ถูกผลิตขึ้นจากสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง วัว ควาย แพะ แกะ สามารถผลิตแก๊สเรือนกระจกออกสู่ห้วงบรรยากาศ และส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกมากถึงร้อยละ 30

ความที่การเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทยและเป็นอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ นักวิจัยไทยจึงคิดหาวิธีลดการผลิตแก๊สจากวัว ควาย แพะ และแกะ โดยได้คิดค้นวิจัย “สูตรอาหารสัตว์” ที่สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการหมักและการย่อยอาหารในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้องให้เกิดแก๊สมีเทนลดลง วัวโตเต็มวัยสามารถผลิตแก๊สมีเทนได้ 200 ลิตรต่อวันผ่านการเรอ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการค้นพบสูตรอาหารดังกล่าว และน่าตื่นเต้นกว่าเมื่อทราบว่า สูตรอาหารที่ดูเป็นสุดยอดวิทยาศาสตร์นั้นมีส่วนประกอบสำคัญเป็นเปลือกมังคุด เงาะ มันสำปะหลัง และใบย่านาง ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านแต่สามารถแก้ปัญหาระดับโลก

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า แก๊สเรือนกระจกประกอบด้วย 3 ตัวหลัก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน และแก๊สไนตรัสออกไซด์ ภาคการเกษตรนับเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมที่ผลิตแก๊สเรือนกระจกออกสู่ห้วงบรรยากาศ โดยในภาคการเกษตรประกอบไปด้วยการเพาะปลูกและการผลิตสัตว์ การผลิตสัตว์สามารถแยกย่อยเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และสัตว์ไม่เคี้ยวเอื้อง เช่น หมู ไก่ ซึ่งสัตว์ที่ผลิตแก๊สมีเทนสูงและส่งผลกระทบต่อห้วงบรรยากาศอย่างมากคือ สัตว์เคี้ยวเอื้อง

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์

ดร.เมธา อธิบายว่า เนื่องจากในกระเพาะหมักของสัตว์เคี้ยวเอื้องมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยอาหาร โดยเฉพาะอาหารหยาบทั้งหญ้า ฟาง ยอดอ้อย ต้นข้าวโพด ฯลฯ หากพวกมันได้รับอาหารที่ดีและเหมาะสมจะทำให้เกิดกระบวนการหมักอย่างดีและสามารถนำพลังงานไปใช้ผลิตเนื้อและน้ำนมได้ แต่หากได้รับอาหารที่ไม่ดีก็จะทำให้กระบวนการหมักเกิดแก๊สมีเทนสูงขึ้น และเมื่อในกระเพาะสัตว์มีแก๊สมีเทนสูงขึ้น มันก็จะเรอออกมา ฉะนั้นนักวิชาการอาหารสัตว์หรือแม้กระทั่งเกษตรกรจะสามารถช่วยลดอัตราการปล่อยแก๊สมีเทนออกไปสู่ห้วงบรรยากาศได้ด้วยกระบวนการจัดการอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ

ดร.เมธาและทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นกลุ่มแรกๆ ของโลกที่ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การใช้แหล่งอาหารธรรมชาติที่ช่วยลดแก๊สมีเทนจากวัวได้สำเร็จ โดยค้นพบว่า เปลือกมังคุด เปลือกเงาะ ปลีกล้วย ใบย่านาง เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ จะได้สูตรอาหารอัดเม็ดที่ใช้ผสมในอาหารของวัว ช่วยไปปรับเปลี่ยนกระบวนการหมักทำให้วัวผลิตแก๊สมีเทนลดลงประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับการได้รับอาหารปกติ และยังคงประสิทธิภาพการผลิตเนื้อและน้ำนมเหมือนเดิม

“ปัจจุบันภาคการเกษตรทั่วโลกพยายามเลิกใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีในการผลิตสัตว์ ในยุโรปได้แบนการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ไปแล้ว รวมทั้งผู้บริโภคเองก็เลือกบริโภคเนื้อสัตว์และน้ำนมจากสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติมากขึ้น ทำให้เทรนด์การใช้อาหารสัตว์ที่ไม่มีสารเคมีกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก” ดร.เมธา กล่าวเพิ่มเติม

เปลือกมังคุดเป็นแหล่งอาหารชนิดแรกที่ถูกค้นพบมากกว่า 10 ปีแล้ว แต่การวิจัยไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะในปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยสูตรอาหารที่ดีที่สุดและหาส่วนประกอบทางธรรมชาติที่ดีที่สุดในการนำมาใช้ทดแทนสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการหมักและลดแก๊สมีเทนในสัตว์เคี้ยวเอื้องต่อไป

“ตอนนี้เรากำลังผสมสูตรใหม่เพื่อปรับให้เหมาะกับจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่อยู่ในกระเพาะหมัก ให้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ผลิตกรดไขมันในเนื้อและน้ำนมที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะกรดซีแอลเอ (CLA-Conjugated Linoleic Acid) ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดความดัน และลดน้ำตาล เมื่อคนบริโภคเข้าไปก็จะได้รับกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์มากขึ้น” ผู้ทรงคุณวุฒิสภา มทร.อีสาน กล่าวถึงการวิจัยล่าสุดที่จะพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรมอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการผลิตสัตว์ในประเทศไทยยังมีการให้อาหารสัตว์ที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่าง เกษตรกรยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าการใช้อาหารข้นเสริมในระดับสูงจะทำให้วัวมีน้ำนมเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นไปตามนั้นเสมอไป เพราะหากให้วัวบริโภคอาหารข้นเสริมมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการหมัก สูญเสียความสมดุล และทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในกระเพาะหมัก ทำให้วัวผลิตน้ำนมได้น้อยลงและมีปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงเกษตรกรมักเข้าใจว่า ไม่สามารถใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารเสริมหรือมันสำปะหลังมีคุณภาพไม่ดีเท่าข้าวโพดก็ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะจากการวิจัยชี้ชัดว่า มันสำปะหลังมีประโยชน์ต่อวัวมากกว่าข้าวโพด

นอกจากนี้ เกษตรกรไทยยังประสบปัญหาการหาแหล่งอาหารหยาบ เช่น หญ้า ที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีคุณภาพตลอดปี ทว่ามีการวิจัยที่น่าสนใจว่า หญ้าหวานหรือหญ้าเนเปียร์แคระมหาสารคาม พันธุ์หญ้าที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมากใน จ.มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ พบมีคุณค่าเหมาะสมกับเป็นอาหารหยาบของสัตว์ จึงจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำหญ้าชนิดนี้ไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้

ที่ผ่านมา ดร.เมธาและทีมวิจัยได้มีการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสูตรอาหารต่างๆ ที่วิจัยสำเร็จไปแล้วประมาณ 10 สูตร แต่กระนั้นนักวิจัยมีหน้าที่วิจัย มิใช่ส่งเสริม จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมปศุสัตว์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ ที่จะนำความรู้และการวิจัยเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรทั้งรายใหญ่และรายย่อย

“สิ่งที่เราทำอยู่เป็นผลงานวิจัยที่พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเนื้อ น้ำนม และการลดแก๊สมีเทน ส่วนเกษตรกรรายย่อยก็สามารถทำสูตรอาหารง่ายๆ ขึ้นเองได้ยกตัวอย่าง นำเปลือกมังคุดไปบด ตากให้แห้ง และนำไปผสมโรยในอาหารข้นของวัวในปริมาณเล็กน้อยและพอเหมาะกับน้ำหนักก็สามารถใช้ได้”

นอกจากนี้ วิธีการปรับเปลี่ยนอาหารสัตว์ให้เป็นอาหารอินทรีย์เพื่อลดแก๊สมีเทนยังเป็นวิธีที่ไม่มีสารตกค้างในตัวสัตว์ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะหรือการฉีดวัคซีน ผู้บริโภครู้สึกสบายใจที่จะบริโภคเนื้อและน้ำนมจากสัตว์ที่กินอาหารอินทรีย์ และนับเป็นวิธีที่มีศักยภาพมากกว่าวิธีอื่นๆ ในขณะนี้ด้วย

“ในขณะเดียวกัน เราก็อยากเห็นการต่อยอดหรือการขยายผลจากงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์และเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น เราพร้อมที่จะพูดคุยและเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพราะในตอนนี้กลุ่มนักวิจัยและกลุ่มภาคอุตสาหกรรมยังไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกันมากนัก ซึ่งหากมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้กันแล้วมันจะเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ต่อผู้ผลิตทุกๆ ระดับลงไปสู่เกษตรกร และส่งผลกระทบในวงกว้างไปสู่สภาพแวดล้อมและภาวะโลกร้อนจากแก๊สเรือนกระจกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้”

10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประชากรโคเนื้อประมาณ 9.1 ล้านตัว ประชากรโคนมประมาณ 4.6 แสนตัว และประชากรควายประมาณ 1.3 ล้านตัว ปัจจุบันกรมปศุสัตว์เผยสถิติปี 2560 ออกมาว่า ประเทศไทยมีประชากรโคเนื้อ 4.8 ล้านตัว โคนม 5.8 แสนตัว และควายมีจำนวนลดลงเหลือประมาณ 1 ล้านกว่าตัว ซึ่งแม้ว่าจะมีการผลิตโคนมมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าน้ำนมจำนวนมาก อุตสาหกรรมผลิตสัตว์จึงน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้อีกมากตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยหลักขั้นพื้นฐานอย่างอาหารสัตว์ จึงเป็นสิ่งสำคัญตามไปที่ต้องเติมเต็มให้ได้และต้องมีคุณภาพ

“นวัตกรรมอาหารสัตว์เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ต้องศึกษาวิจัย และต้องถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างกระบวนการผลิตสัตว์มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.เมธา กล่าวทิ้งท้าย

จากการคาดการณ์ในอีก 20 ปีข้างหน้า พบว่า ทั่วโลกจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงมากขึ้นถึง 9,000 ล้านคน ทำให้อาหารโดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อและนมกลายเป็นอาหารที่มีความต้องการอย่างมากในประเทศที่กำลังพัฒนา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการบริโภค และการปรับเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจของชุมชนโลกที่จะไปสู่ชุมชนเมืองมากขึ้น ทำให้คนมีเงินบริโภคอาหารโปรตีนสูงแทนอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นการผลิตสัตว์จึงยิ่งทวีความสำคัญ แต่ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันถ้าต้นน้ำอย่างอาหารสัตว์ไม่ช่วยให้ปลายทางเป็นมิตรกับโลกที่กำลังร้อนระอุใบนี้

‘เวดดิ้ง’ ธุรกิจนี้ยังไปได้สวย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554825

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

‘เวดดิ้ง’ ธุรกิจนี้ยังไปได้สวย!

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแต่งงาน ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี และยังไม่สูญหายไปจากสังคมไทย เพราะตราบใดที่ยังมีคู่บ่าวสาวจูงมือกันเข้าพิธีวิวาห์ตลอดทั้งปี ธุรกิจเวดดิ้งเหล่านี้ก็น่าจะมีอนาคตและก้าวต่อไปได้อีกยาวไกล

สรรค์ สุดเกตุ ผู้บริหารและเจ้าของห้องเสื้อ “วนัช กูตูร์” ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับชุดแต่งงาน เผยว่า เขาเปิดห้องเสื้อที่ปากซอยลาดพร้าว 50 มาได้ 3 ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็ถือว่าธุรกิจนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

“จุดเด่นของร้านเรา นอกจากจะมีชุดแต่งงานทรงเจ้าหญิงแนวฝรั่งเศสสวยหรูแล้ว เรายังมีจุดเด่นที่ชุดไทยด้วย ซึ่งชุดไทยที่ผมทำนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘เดอะ เบสต์’ ในกลุ่มธุรกิจชุดแต่งงานด้วยกัน มีทั้งชุดไทยจักพรรดิ ชุดไทยศิวาลัย และอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าไหมไทยขึ้นชื่อจากที่ต่างๆ ยิ่งพอมีกระแสอนุรักษ์ชุดไทยที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ชุดแต่งงานชุดไทยได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นไปอีก

เดิมทีแล้วผมเรียนจบปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ การที่ผมหันมาจับธุรกิจชุดแต่งงาน เริ่มมาจากตอนที่ผมทำวิจัยแล้วพบว่า งานที่ใช้ฝีมือและใช้ประสบการณ์ของช่างหรืองานแฮนด์เมดนั้นเป็นสิ่งมีมูลค่าที่จะหาสิ่งใดมาทดแทนได้ยาก ผมจึงต่อยอดทำธุรกิจชุดแต่งงานที่มีความพรีเมียมขึ้น เพราะเคยเรียนด้านการออกแบบมาด้วย อีกอย่างก็เพื่อเป็นการลดการนำเข้าชุดแต่งงาน ที่ส่วนใหญ่มักส่งมาจากประเทศจีนกว่า 90% ฉะนั้นการที่เราคิดและผลิตชุดเองจึงน่าจะได้คุณภาพทั้งในเรื่องของแพตเทิร์นและการเลือกใช้วัสดุที่ดีมากกว่า แล้วการทำชุดแต่งงานแบบสั่งทำพิเศษนั้น ก็จะพอดีกับรูปร่างของเจ้าสาวมากกว่า ใส่แล้วสวยเป๊ะกว่าด้วย”

สรรค์บอกว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของวนัช กูตูร์ จะเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจหรือคนวัยทำงานอายุ 23-30 ปลายๆ  ซึ่งในพิธีแต่งงานสิ่งที่เจ้าสาวจะขาดไม่ได้เลยก็คือชุดแต่งงาน เพราะถือเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมานาน และในเมืองไทยเจ้าสาวมักจะนิยมใส่ชุดไทยในพิธีช่วงเช้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากทีเดียว

“เท่าที่เปิดห้องเสื้อมา 3 ปี ก็มีคู่แต่งงานแวะเวียนมาเป็นลูกค้าที่ร้านเดือนละหลายสิบคู่เลยล่ะ จึงเป็นการพิสูจน์ได้ในเรื่องของคุณภาพชุดแต่งงานของเราได้ดีพอสมควร ผมว่าคนไทยชอบของที่มีคุณภาพ แต่ราคาจับต้องได้ ลูกค้าที่มาที่ร้านส่วนใหญ่จะเป็นคนระดับกลางถึงบน (ราคาชุด 3 หมื่นบาทขึ้นไป) ส่วนลูกค้าระดับกลางลงมา ก็จะเลือกไปที่ร้าน Signature Bridal Atelier ซึ่งเป็นอีกร้านหนึ่งของเราที่เปิดมาก่อนหน้านี้แทนครับ (ราคาชุด 9,900 บาทขึ้นไป)

ในอนาคตผมมองว่า ธุรกิจชุดแต่งงานยังสามารถไปต่อได้ แต่สำหรับร้านที่ตั้งราคาชุดไว้สูงเกินไปก็อาจจะมีปัญหา เพราะยุคนี้โลกเราแคบลง อย่างบางร้านขายแพงถึงชุดละ 4-5 แสนบาท ลูกค้าที่มีเงินก็อาจจะบินไปเลือกซื้อชุดแต่งงานไฮแบรนด์ที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นโอต์กูตูร์ระดับโลกแทน เพราะในความคิดของลูกค้าแล้วมองว่ามันคุ้มกว่า แต่ยังไงซะธุรกิจชุดแต่งงานในบ้านเราก็น่าจะอยู่คู่สังคมไทยต่อไปอีกนาน เพราะถือเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติกับญาติผู้ใหญ่และแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน แถมยังเป็นงานสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่จะต้องสวยหล่อที่สุดในวันแต่งงานอีกด้วย”…IG : vanuscouture _official

ด้าน โอ๋-สิรสิทธรา ลี้ภากรณ์ เจ้าของร้านอัญมณี “เฟลิซ่า จิวเวลรี่” ซึ่งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารอื้อจื่อเหลียง เผยว่า แหวนเพชรถือเป็นเครื่องประดับแทนใจของคู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน และยังคงเป็นไอเท็มสำคัญที่ขายได้ตราบใดที่ยังมีการจัดงานแต่งงานอยู่

“โอ๋เปิดร้านจิวเวลรี่มานานเป็นสิบปีแล้ว เพราะต้องการขายเพชรคุณภาพดีให้กับคนทั่วไป รวมทั้งคู่บ่าวสาวที่จะแต่งงานด้วย โอ๋มองว่าคนยุคนี้ส่วนใหญ่มักต้องการเพชรคุณภาพดีในราคาที่พวกเขาจับต้องได้  โอ๋จะบอกกับลูกค้าทุกรายเลยว่า ถ้าอยากรู้ว่าเพชรที่คุณครอบครองอยู่นั้นเป็นเพชรดีหรือไม่ดี ให้นำติดตัวมาด้วยตอนที่มาซื้อเพชรที่ร้านเรา จะได้เปรียบเทียบได้ชัดเจนว่าเพชรที่ร้านเราเป็นเพชรดีจริง มีสีที่ขาวสะอาด และมีการเจียระไนที่ดี ซึ่งจะส่งให้ประกายของเพชรดูสวยงามวิบวับ จุดเด่นของร้านเราจึงอยู่ที่เพชรน้ำดี 97-100% ที่ได้ใบเซอร์หรือใบรับรองจาก GIA ซึ่งเป็นสถาบันการันตีเพชรที่ดีที่สุดระดับโลก”

โอ๋บอกว่า ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาซื้อเพชรที่ร้านสม่ำเสมอ ทั้งซื้อไปใส่ในชีวิตประจำวัน และซื้อในโอกาสที่จะจัดพิธีแต่งงาน จึงเป็นการยืนยันได้ว่า ตราบใดที่เพชรยังเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและเป็นสิ่งแทนใจของผู้คน โดยเฉพาะคู่บ่าวสาวด้วยแล้ว ร้านเพชรก็จะยังมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อเครื่องประดับอยู่ตลอดทั้งปี

“อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้หญิงจะชื่นชอบเพชรเป็นนิสัยอยู่แล้ว นอกจากซื้อแหวนแต่งงานแล้ว ผู้หญิงบางคนก็ยังชอบซื้อเพชรเพื่อเก็บไว้เป็นเครื่องประดับส่วนตัวด้วย แม้แต่ผู้ชายบางคนที่เป็นเจ้าบ่าว เวลาเลือกแหวนแต่งงาน ถ้าเขามีกำลังเงินในการจ่าย เขาก็มักจะเลือกเพชรที่น้ำดีที่สุดเช่นกัน ผู้ชายยุคนี้ไม่ใช่แค่อยากได้แหวนแต่งงานเรียบๆ เหมือนผู้ชายในอดีตแล้ว เพราะการแต่งงานก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาเช่นกัน

เพชรที่ร้านเราจะมีตั้งแต่ราคาหลักหมื่นบาทขึ้นไปจนถึงหลักหลายล้านบาทเลยล่ะ มีหลายไซส์ หลายกะรัตให้เลือก จุดเด่นอีกอย่างก็คือ งานจิวเวลรี่ที่ร้านเราจะเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมดเลย จึงมีความเป็นซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนจากช่างอัญมณีไทยที่ฝีมือเนี้ยบและประณีตมาก ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่าเพชรคือสิ่งเลอค่าที่คู่ควรสำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวทุกยุคสมัยก็ไม่ผิดนัก”….FB : Felizza Jewelry

สำหรับ พีช-กาซาลอง คำจริง ช่างภาพสาวและเจ้าของ Peach Blossom Pre Wedding ผู้ติดอันดับ 1 และติดท็อป 5 ช่างภาพพรีเวดดิ้งฝีมือดีจาก http://www.happyweddinglife.com ให้ความเห็นว่า ธุรกิจถ่ายภาพพรีเวดดิ้งยังมีอนาคตที่สดใส

“ถ้าพูดถึงจุดเด่นในการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งของพีชแล้ว น่าจะมาจากการที่เราเคยเป็นช่างภาพนิตยสารแฟชั่นมาก่อน จึงอาจมีมุมมองในการถ่ายภาพที่ถูกใจคู่แต่งงานรุ่นใหม่ สิ่งที่ช่างภาพอย่างเราต้องทำก็คือ การดึงจุดเด่นของลูกค้าซึ่งเป็นคนธรรมดา ให้ถ่ายภาพออกมาแล้วพวกเขาดูเป็นคนพิเศษ สวยหล่อเหมือนเซเลบ คนเห็นภาพแล้วต้องร้องว้าว! โดยให้พวกเขาโพสท่าหรือเลือกชุดที่ใส่ถ่ายภาพออกมาแล้วดูดีที่สุด แล้วภาพเหล่านั้นต้องมีอารมณ์ของภาพ มีความรัก มีชีวิตชีวา มีความเซ็กซี่ และมีฉากหลังและแสงที่พอดีด้วย คือช่างภาพต้องมีจิตวิทยาในการทำให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวเองให้มากที่สุด ก็จะทำให้ถ่ายภาพออกมาดีเอง ซึ่งลูกค้าของพีชส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่วัย 25-35 ปี”

พีชเสริมว่า การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งของเธอ ส่วนใหญ่แล้วจะคิดราคาเป็นแพ็กเกจ แต่ละแพ็กเกจก็จะมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับความต้องการและบัดเจ็ตของลูกค้าเป็นหลัก โดยราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนชุดที่ใส่ถ่าย ทั้งชุดแต่งงาน ชุดราตรี หรือชุดไทย ก็แล้วแต่บ่าวสาวเลือกมาเลย

“ในแต่ละเดือนจะมีลูกค้าเข้ามาหลายราย แต่พีชจะรับจองล่วงหน้าไม่เกิน 3-4 เดือน เพราะไม่อยากรับงานเยอะจนเกินไป เพราะกลัวงานจะออกมาไม่ดีตามที่ตัวเองคาดหวังไว้ พีชมองว่าตอนนี้ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแต่งงานยังคงไปต่อได้ เพราะจะมีคู่บ่าวสาวแต่งงานกันตลอดทั้งปี ยุคนี้นอกจากช่างภาพพรีเวดดิ้งจะต้องมีผลงานที่โดดเด่นหรือมีซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนจนลูกค้าชอบแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจด้วยค่ะ

การที่เป็นทั้งช่างภาพและเจ้าของธุรกิจด้วยตัวเอง มันทำให้พีชทำงานด้วยความจริงจังและทุ่มเท เพราะเราก็ผ่านประสบการณ์ลองผิดลองถูก จนรู้ใจแล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร พีชจึงพูดได้เต็มปากว่า งานนี้เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข และคู่บ่าวสาวก็มีความสุขกับภาพสวยๆ ที่เราถ่ายให้พวกเขาด้วยค่ะ”…Fanpage FB : Peachblossom Prewedding

แจ๊ค-ณภัทร เย็นใจ เวดดิ้ง แพลนเนอร์ จาก Mittaneeya Wedding เผยว่า อาชีพนักจัดงานแต่งงานยังคงไปต่อได้ เพราะมีความสำคัญต่อการจัดงานแต่งงานให้สามารถดำเนินไปจนเสร็จพิธีด้วยความราบรื่น

“สมมติว่าลูกค้าเสนอบัดเจ็ตมาให้ 1.5 แสนบาท แล้วให้ช่วยจัดงานแต่งงานให้หน่อย สิ่งที่เราจะทำก็คือ นำเงินก้อนนั้นมาตกแต่งธีมในงาน จัดแบ็กดร็อป แกลลอรีโชว์ภาพคู่รัก จัดโต๊ะลงทะเบียน หรือเตรียมพานของหมั้นสำหรับพิธีตอนเช้าให้ ส่วนดอกไม้ที่จัดในงานก็จะใช้ดอกไม้สดมาจัดเพื่อให้เข้ากับงาน ในกรณีที่ลูกค้าให้เราหาสถานที่ให้ด้วย บัดเจ็ตก็อาจจะเพิ่มเป็น 2 แสนบาท ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

หรือถ้าจะให้เราจัดงานตอนเย็นที่ค่อนข้างอลังการหน่อย การตกแต่งก็จะใช้ดอกไม้สดผสมกับดอกไม้ประดิษฐ์ พูดง่ายๆ ว่าขึ้นอยู่กับบัดเจ็ตของลูกค้าและรูปแบบของงานว่าจะจัดใหญ่โตมากน้อยขนาดไหน เราก็สามารถจัดให้ได้หมด ตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ไปถึงหลักแสน และหลักล้านเลยล่ะ”

แจ๊คบอกว่า จุดเด่นของเวดดิ้ง แพลนเนอร์ก็คือ การประสานงานกับโรงแรมหรือสถานที่จัดงาน รวมทั้งมีหน้าที่ในการตกแต่งสถานที่ เตรียมชุดคู่บ่าวสาว และเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น

“ช่วงหลังๆ มานี้ลูกค้ามักจะเตรียมบางอย่างไว้เองตามที่พวกเขาชอบ แต่ถึงยังไงก็ยังต้องจ้างออร์แกไนเซอร์เพื่อจัดลำดับขั้นตอนพิธีในงานอยู่ดี ซึ่งก็ถือเป็นหน้าที่ของเวดดิ้ง แพลนเนอร์โดยตรง ช่วงที่มีคนแต่งงานเยอะๆ จะอยู่ในช่วง ม.ค.-มี.ค. เดือนอื่นก็จะน้อยลงบ้าง แต่ช่วงที่พีกสุดๆ ก็คือ ก.ย.-ธ.ค. ตอนนี้ในหนึ่งเดือนเฉลี่ยแล้วเรามีลูกค้า 6-7 ราย ส่วนใหญ่มักจะจัดงานวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ สถานที่จัดงานแต่งงานยอดฮิตจะมีทั้งโรงแรมห้าดาว สโมสร สมาคม หรือร้านอาหารเก๋ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและทุนทรัพย์ของลูกค้าแต่ละราย

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเราจะอายุ 30 กว่าๆ ขึ้นไป ล่าสุดเราก็เพิ่งจัดงานแต่งให้กับพี่สาวของ แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล นักร้องจากวง เฟย์ ฟาง แก้ว เสร็จไป งานแต่งงานดาราบางคนเราก็เคยจัดมาแล้ว เรียกว่ามีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมาก แต่การแข่งขันในปัจจุบันนี้ก็ค่อนข้างสูงทีเดียว ฉะนั้นเราจึงต้องใส่ใจรายละเอียดและจัดงานให้เนี้ยบและดีที่สุดเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า”… Fanpage FB : Mittaneeya Wedding