ใต้ฝุ่น(ที่เหลือเชื่อ) เพทาย จิรคงพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555520

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:41 น.

ใต้ฝุ่น(ที่เหลือเชื่อ) เพทาย จิรคงพิพัฒน์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

โกลาบ จัน นามปากกาของ เพทาย จิรคงพิพัฒน์ หรือ แพรว นักเขียนวัย 30 ปี “ใต้ฝุ่น” ของเธอสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศปีแรก 2560 ของ ARC Award (อาร์ค อวอร์ด) หรือนายอินทร์อะวอร์ดเดิม เรื่องราวของเธอและเรื่องราวของเมย์ มิลเลอร์ คอลัมนิสต์ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ที่ประสบเหตุระเบิดกลางนครมุมไบแล้วตื่นขึ้นมากลายเป็น “มัรยัม” สาวใช้ในบ้านเจ้านายสุดหล่อผู้ลึกลับ ณ กรุงคาบูล อัฟกานิสถานนั้น บอกได้แต่เพียงว่า อัศจรรย์พอๆ กัน

นอกจากจะเป็นผู้คว้ารางวัลอาร์ค อวอร์ดคนแรก แพรวยังป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อมจากพันธุกรรม เรียกตามชนิดของโรคว่า โรคเอสเอ็มเอ (Spiner Muscular Atrophy-SMA) ปัจจุบันเธอไม่สามารถเดินได้ ไม่สามารถนั่งได้ ไม่แม้กระทั่งหยิบปากกาหรือขยับมือ ไม่ผิดหากจะบอกว่า การเขียนของเธอคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเหลือเชื่อ

แพรวโตขึ้นพร้อมกับความจริงที่เจ็บปวดของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ในที่สุดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะลีบลงและไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ จบชั้น ม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ เธอหนีเข้าไปอยู่ในโลกของเกมและการอ่าน สิ่งที่อ่านมีตั้งแต่การ์ตูนญี่ปุ่น นิยายเกาหลี นวนิยายผู้ใหญ่ นักเขียนที่ชอบมีโสภาค สุวรรณ ว.วินิจฉัยกุล และวรรณวรรธน์ รวมทั้งรอมแพง ที่อ่านมาก่อนบุพเพสันนิวาสจะดัง

ถึงจุดหนึ่งแพรวกลับออกมาเผชิญความจริง เนื่องจากภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ฐานะทางบ้านไม่ดีนัก ที่สำคัญคือความรู้สึกด้อยค่าไร้ประโยชน์ ที่ทำร้ายตัวตนของเธออย่างที่สุด ลึกๆ ลงไปแพรวโหยหาความภาคภูมิใจ แต่อะไรล่ะที่ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะทำให้ตัวเองภูมิใจได้

“ไม่อยากเป็นคนไร้ค่า จึงเริ่มพิมพ์งานเขียน ถ่ายทอดโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่มีประสบการณ์ใดๆ นอกจากความตั้งใจ”

นิยายเรื่องแรกเริ่มเขียนในปี 2551 หญิงสาวใช้วิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างช้าๆ ด้วยการใช้สันนิ้วก้อยมือซ้ายพิมพ์ ส่วนมือขวาก็คลิกเมาส์แป้นพิมพ์ที่เรียกขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (On Screen Keyboard) ใช้เวลา 1 ปี นิยายเรื่องแรกก็พิมพ์เสร็จ

ไม่มีสำนักพิมพ์ใดตอบรับ ระหว่างนี้ยังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อาการปางตาย ขณะนั้นอยู่ในช่วงกลางปี 2554 หลังออกจากโรงพยาบาลพบตัวเองว่า ไม่สามารถพิมพ์คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ได้อีก เป็นจังหวะเดียวกับที่บรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งติดต่อมา

“โทรไปขอเวลากับบรรณาธิการ วางหูโทรศัพท์ลงแล้วร้องไห้ เพราะเราทำอะไรไม่ได้เลยในตอนนั้น สิ่งที่ทำได้คือทำใจยอมรับ”

ทว่าที่สุด ทั้งๆ ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ (วันละ 20 ชั่วโมง) รวมทั้งเหลือเพียงนิ้วชี้ข้างขวาเพียงนิ้วเดียวที่เคลื่อนไหวได้ แพรวใช้วิธี(นอน)พิมพ์เรื่องราวลงในสมุดบันทึก (แอพพลิเคชั่นหนึ่งบนหน้าจอ) เมื่อสิ้นสุดหน้าก็คัดลอกข้อความที่พิมพ์แล้วส่งจากมือถือเข้าอีเมลตัวเอง ตกเย็นจึงจะเปิดคอมพิวเตอร์ คัดลอกข้อความจากอีเมลมาแปะใส่เวิร์ด

“แพรวคิดขั้นตอนพวกนี้ขึ้นมาเองเลยนะ ภูมิใจมาก ฮ่าๆๆๆ”

รางวัลของการค้นหาวิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้คือ ช่องทางติดต่อกับโลกภายนอก สังคมใหม่เพื่อนใหม่และกำลังใจมากมาย รวมทั้งเพื่อนเก่าก็ติดตามมาเจอกันในโลกคู่ขนาน ยิ่งกว่านั้นคือ การได้ทำงานเขียนหนังสือ แพรวประสบความสำเร็จไม่น้อยจากการเป็นนักเขียนนิยายรักดราม่า รู้หรือไม่ว่าหนังสือของเธอตีพิมพ์รวมเล่มถึง 18 เล่มแล้ว

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ เขียนงานให้กับสำนักพิมพ์อมรินทร์ แจ่มใส พิมพ์คำและแฮปปี้บานาน่า รวมทั้งทำหนังสือทำมือที่มีนักอ่านติดตามมากที่สุดคนหนึ่ง งานเขียนของเธอยังมีในชื่อภาพิมลและพิมลภา ส่วนโกลาบ จัน “โกลาบ” หมายถึงดอกกุหลาบในภาษาอัฟกัน ส่วนจัน (jann) เป็นคำลงท้ายต่อชื่อเพื่อแสดงความรักหรือเมตตา

สุดท้ายแพรวอยากขอบคุณสำหรับข้อมูล ความอดทนและมิตรภาพจากผู้สร้างอินสตาแกรม @afghanhistory ขอบคุณอักบาร์จานผู้สร้างอินสตาแกรม @afghanistan.af ผู้เป็นทั้งมิตร ที่ปรึกษาและแรงบันดาลใจให้กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ของเธอ กระทั่งใต้ฝุ่นสำเร็จลุล่วงและคว้ารางวัลที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มที่สุดในชีวิต 

ซ้อนทับย้อนกาลเวลา ชมวังน่านิมิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555512

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:15 น.

ซ้อนทับย้อนกาลเวลา ชมวังน่านิมิต

โดย มัลลิกา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จากแนวคิด พิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living Museum) ที่ทางกรมศิลปากรตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์

นิทรรศการ วังน่านิมิต จึงเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่จะพาผู้ชมย้อนไปสัมผัสอดีตกาลด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งเป็นการร่วมมือของ กรมศิลปากร มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

สิ่งที่นำมาจัดแสดงพัฒนาจากข้อมูลและภาพจำลองสันนิษฐาน จากโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี โดยสำนักสถาปัตยกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สำนักโบราณคดี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เมื่อหลักฐานในอดีตมีเหลือไว้น้อยนิด หลักฐานปรากฏชัดคือภาพถ่ายและการจดบันทึกที่รวมในหนังสือ จึงนำข้อความ ภาพถ่ายเก่ามาจัดแสดงทั้งในรูปแบบภาพสามมิติวีดิทัศน์ พิมพ์ตัวอักษรลงบนผืนผ้า ห้องแสดงหนังสือโบราณ โมเดลจำลองวังหน้า ฯลฯ

ในบางจุดผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูล ด้วยการสัมผัสจอทัชสกรีน เพื่อที่จะเลือกดูเนื้อหาของประวัติศาสตร์ในนิทรรศการ และยังมีสื่อเทคโนโลยีในรูปแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจ โดยมีอาสาสมัครนำชมนิทรรศการ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำวิธีการชมนิทรรศการให้เข้าใจและเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

สำหรับ พระราชวังบวรสถานมงคล เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ในอดีตมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โรงละครแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และพื้นที่บางส่วนทางด้านทิศเหนือของสนามหลวง

พระที่นั่งอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร รวมถึงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในบริเวณสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวไว้ในวันเปิดนิทรรศการ กรมศิลปากรได้ดำเนินการศึกษาประวัติศาสตร์พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 และถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 ระหว่างนี้มีการเปลี่ยนของพื้นที่โดยตลอด ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ในปัจจุบัน พระที่นั่งและอาคารโบราณสถานบางแห่ง ถูกรื้อลงในช่วงเวลาต่างๆ

การศึกษาประวัติศาสตร์ของโครงการนี้ จึงได้ใช้นักประวัติศาสตร์ ภัณฑารักษ์ สถาปนิก นักจดหมายเหตุ หลายสาขาวิชาของกรมศิลปากรร่วมกันศึกษา โดยการจัดลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์ การจัดการข้อมูล ภาพ แผนที่ แผนผัง เอกสารจดหมายเหตุ นำมาใช้ศึกษาและจัดทำรูปแบบสันนิษฐาน รูปแบบสถาปัตยกรรม และผังอาคารวังหน้าที่ไม่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน วิเคราะห์ ตีความหมาย และใช้เทคโนโลยีในการสื่อความหมาย เพื่อจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ซึ่งถือเป็นการออกแบบการจัดแสดงนิทรรศการและสื่อความหมายกับงานมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่

นิทรรศการ วังน่านิมิต จัดแสดงถึงวันที่ 27 มิ.ย. ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แล้ว จากนั้นจะจัดแสดงอีกครั้ง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ในเดือน ธ.ค. 2561 

รวมครูสายเฮลตี้ เวิร์กเอาต์กลางชายหาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555511

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

รวมครูสายเฮลตี้ เวิร์กเอาต์กลางชายหาด

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

สายคลั่งการเวิร์กเอาต์อย่างหนักในสภาวะสุดโต่ง มาฟังทางนี้ เมจิ-อโณมา ศรัณย์ศิขริน ให้ความรู้แนะนำเพียบ ในงานมหกรรมเพื่อสุขภาพและโยคะ Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018 by Intercontinental Hua HinResort ซึ่งจัดภายใต้แนวคิด The Ultimate Wellness Experience เจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในหัวหิน แปลงชายหาดให้เป็นห้องเรียนโยคะที่ได้รับลมทะเลฟอกปอดกันสุดๆ ไปเลย

พันธมิตรร่วมจัดงานมหกรรมเพื่อสุขภาพและโยคะครั้งยิ่งใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน วัตถุประสงค์เป็นการประชาสัมพันธ์เมืองหัวหิน ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ รวบรวมสุดยอดกูรูโยคะชื่อดังไม่ครบคน นอกจาก ครูเมจิ ก็มีครูแนน-ชลิดา เฟื่องอารมย์ ครูจิมมี่-ยุทธนา พลเจริญ ครูโบว์-ผกาวดี ศรีสง่า ครูอ้อม-ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และนักเต้นครูซุมบ้า ครูหนุ่ม-ยอดชาย ยมะคุปต์ จัดเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แนะนำเทคนิคการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตลอดทั้ง 3 วัน

เมจิสะสมความเชี่ยวชาญในสายเวิร์กเอาต์ จนได้ชื่อว่าเป็นครูไปแล้ว แนะนำการออกกำลังกายที่จะได้ผลดี ต้องทำให้ครบ ทั้งแบบ Cardio Exercise เป็นการออกกำลังกายที่เน้น การเสริมความแข็งแรงของหัวใจและปอด ให้ร่างกายนำออกซิเจนมาใช้ได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต ช่วยในการเผาผลาญแคลอรี และช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วย และต้องไม่ละเลยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมสร้างความแกร่ง

“วันนี้เราเล่นโยคะได้ดีมากๆ แล้ว อีก 10 ปีข้างหน้าก็ควรต้องเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นให้หลากหลาย เพื่อร่างกายพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น

การออกกำลังกายคือการเผาไหม้ร่างกาย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้แท้จริง คือ อาหาร บางคนมาถามเมจิว่า ทำไมออกกำลังกายมา 3 ปีแล้ว แต่ไม่รู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นเลย จริงๆ ค่ะ ว่าได้ผลดีในเรื่องการเบิร์นลดน้ำหนัก เพราะทำอย่างหักโหม แต่สิ่งที่ได้ตามมา ก็คือ ตัวเหี่ยว หน้าเหี่ยว หลังกลับจากเข้าคลาสโยคะ ต่อด้วยซุมบ้า กลับถึงบ้านอาบน้ำก็ร่วงเลยหมดแรงเลย นั่นคือการออกกำลังกายไม่เข้ากับกำลังของตัวเอง

สิ่งที่เมจิแนะนำน้องคนนี้ ก็คือ การออกกำลังไม่จำเป็นต้องเยอะมากขนาดนั้น ทำให้พอประมาณกับแรงของตัวเอง

หลังการออกกำลังกาย คือ ต้องกินโปรตีนทันที ไก่ ไข่ ปลา และจะต้องเป็นโปรตีนไม่ติดไขมัน เพราะหลังจากการวิ่ง หรือเบิร์นใช้แรงเยอะๆ สิ่งที่ร่างกายต้องการมากที่สุด คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใครอยากหุ่นแบบเมจิต้องกินค่ะ คนที่เวิร์กเอาต์แล้วไม่กล้ากินข้าว อยากกินข้าวเหนียวมะม่วงก็อดใจไว้ ทรมานทั้งกายและใจอีกต่างหาก เมจิเคยมีปัญหาค่ะ ตอนแรกที่เริ่มออกกำลังกายแต่ทำไมกล้ามไม่มาสักที? กล้ามเนื้อไบเซพไม่ทํางาน เพราะไม่กล้ากินแป้ง ขณะที่คีย์สำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อ คือ คาร์โบไฮเดรตที่ฝังในกล้ามเนื้อของเราค่ะ พลังของแป้งฝังอยู่ในกล้ามเนื้อค่ะ” เมจิ กล่าวย้ำประโยคสุดท้ายอีกครั้ง

กินข้าวได้ แล้วกินขนมปัง หรือก๋วยเตี๋ยว ก็ได้ใช่หรือไม่? เมจิตั้งคำถามสำหรับคนไทยเราที่ชอบกินแป้งพวกนี้

“คาร์โบไฮเดรตชนิดที่เรียกว่า กู๊ด คาร์บ ข้าวกับขนมปังจึงแตกต่างกันในเรื่องคาร์โบไฮเดรตธรรมชาติ ข้าวไม่ต้องแปรรูปแบบขนมปังที่ต้องอบโดยใช้ทั้งเนย น้ำตาล ผงฟู หรืออีกคำก็คือเรียลฟู้ด ที่ดิบก็ปรุงสุก แค่นั้นไม่ต้องผ่านขบวนการแปรรูป กินข้าวแล้วมีพลังแล้ว แต่ไม่มีแรงเกร็งกล้ามเนื้อเพราะร่างกายขาดโปรตีน จึงต้องกินควบคู่กัน สิ่งที่ทำให้น้ำหนักเกินคือกินเข้าไปแล้ว ร่างกายไม่ได้นำไปใช้ เมจิกินทุกอย่างนะคะ ทุเรียนก็กินได้ค่ะ (หัวเราะ) ไม่ใช่คนเวิร์กเอาต์หนักๆ แล้วต้องสุดโต่งไปกินคลีนฟู้ด ออร์แกนิก ใครจะกินอะไรก็ได้ค่ะ แต่เตือนใจตัวเองไว้ว่า เราคือผู้กำหนดชะตากรรมตัวของเราเอง

ร่างกายที่มีกล้ามเนื้อสวยงามสมส่วน ต้องประกอบด้วย การออกกำลังกาย และอาหาร คือ การรับพลังงานเข้าและเผาผลาญพลังงานออกไปอย่างมีวินัยนะคะ” เมจิแนะนำสำหรับสายสตรองทั้งหลายให้ได้ความรู้กันถ้วนหน้า 

ภญ.ปรารถนา แก้วประมูล พอกินพอใช้อยู่ได้ร่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555505

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 10:31 น.

ภญ.ปรารถนา แก้วประมูล พอกินพอใช้อยู่ได้ร่มเย็น

โดย  อณุสรา ทองอุไร

สาวน้อยหน้าใสท่าทางแคล่วคล่องในวัย 30 ต้นๆ ปาเป้ หรือ ภญ.ปรารถนา แก้วประมูล เธอจบปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากที่เรียนจบก็เริ่มทำงานในฝ่ายวิจัยและพัฒนายาที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำงานที่นี่ได้ 3 ปี เธอก็ย้ายไปเป็นเภสัชกรควบกับตำแหน่งการตลาดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ได้ 2 ปี

จากนั้นก็ย้ายตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสถาบันนวัตกรรมความงามในโรงพยาบาลแห่งเดิม แต่เป็นสาขาที่กรุงเทพฯ ถือว่าช่วงนั้นชีวิตการงานรุ่งโรจน์ แต่ด้วยความที่บ้างานค่อนข้างหนักเลยมีหลายโรคภัยรุมเร้า เพราะแต่ละวันเธอต้องแก้ปัญหาสารพัดเรื่องจนถึงวันหนึ่งที่เธอได้นั่งทบทวนกับตัวเองว่า ชีวิตเราจริงๆ ต้องเหนื่อยขนาดนี้ไหม เราควรมีชีวิตยังไงกันแน่ แถมเงินเดือนหลายหมื่นแต่เหลือเก็บแค่หลักพัน

เธอมีโอกาสได้พบกับ โจน จันใด นักปราชญ์ชาวบ้านต้นตำรับบ้านดินผู้ที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เธอได้แนวคิดหลากหลายจากเขา โดยคำพูดหนึ่งของ โจน จันใด ที่ก้องในหูของเธอก็คือ ชีวิตควรจะเป็นเรื่องง่ายๆ อะไรก็ตามที่มันยาก นั่นแสดงว่ามันผิดทาง

หลังจากนั้นเธอมาทบทวนตัวเอง ลองออกมาค้นหาความง่ายของชีวิตที่ถูกต้องในรูปแบบของตัวเอง ว่าอะไรคือคำตอบที่สำคัญในชีวิตที่เธอต้องการกันแน่ และเธอก็ได้คำตอบมาอย่างแจ่มชัดว่า เรื่องสำคัญอันดับแรกคือสุขภาพที่แข็งแรงและเวลาที่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำ ควรทำ และจำเป็นต้องทำได้ เพราะคนเราถ้ามีสุขภาพที่แข็งแรง และมีเวลามากพอก็สามารถหาเงิน หาทรัพย์สิน ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือสิ่งอื่นใด เมื่อไหร่ก็ได้ แต่งานและชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเธอได้เลย เธอต้องการความสุขเติมเต็มจากข้างในไม่ใช่วัตถุภายนอก

เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วกลับบ้านเกิดที่ จ.สระบุรี ช่วงแรกๆ ที่ลาออกจากงานใหม่ๆ พ่อกับแม่ยังไม่เข้าใจว่าออกมาทำไมงานก็ดีอยู่แล้ว จึงมีปัญหากันบ่อยมากเพราะท่านยังไม่เข้าใจความคิดของเธอ ขณะที่เธอชัดแจ้งในใจแล้วว่าต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และเชื่อว่าจะดีกับครอบครัวในระยะยาวด้วย เธอจึงเลือกที่จะอดทนจนกว่าครอบครัวจะเข้าใจในเจตนาของเธอจริงๆ

“แรกๆ ก็ยากเหมือนกันตอนนั้นร้องไห้ทุกวัน เอาต้นไม้อะไรไปปลูกก็โดนถอนทิ้งเขาไม่อยากให้เราเหนื่อยต้องมาตากแดด อยากให้นั่งทำงานในห้องแอร์เย็นๆ สบายๆ เพราะท่านยังไม่เข้าใจเรา”

เวลาผ่านไป 2 ปี ความเข้าใจจึงเกิดขึ้น จากต่อต้านกลายมาสนับสนุน และทุกวันนี้พ่อกับแม่เป็นกำลังหลักในการช่วยดูแลสวนให้กับเธอ เธอมีหน้าที่ดูแลร้านกาแฟและเครื่องดื่มสุขภาพที่อยู่หน้าสวน พร้อมๆ กับเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และช่วยงานโรงพยาบาลมวกเหล็ก ในการดูแลเรื่องยาและสุขภาพของผู้ป่วยที่อยู่ในหมู่บ้านตัวเองและหมู่บ้านใกล้เคียงด้วย

นอกจากนี้ ก็ยังมีรายได้จากผลไม้ต่างๆ ที่เวียนกันออกตามฤดูกาล ถ้าเหลือขายไม่ทันก็แจกเหลือแจกก็นำมาแปรรูปต่างๆ โดยเธอจะปลูกและดูแลแบบธรรมชาติไม่ทำนอกฤดู นอกจากผลไม้ที่สวนที่มีหลากหลายชนิดแล้ว เธอก็ยังสะสมพืชพื้นบ้านที่คนเก่าคนแก่เขานิยมกินกันมาอนุรักษ์พันธุ์เอาไว้ มีเพื่อนๆ ที่รู้จักกันอยากมีติดบ้านไว้กินบ้าง เขาก็จะมาขอซื้อพันธุ์ไปปลูก ซึ่งแม่ก็จะช่วยขยายพันธุ์ไว้ให้ เอาไว้แจกเพื่อนบ้าง ขายบ้าง ตามโอกาส แม้ว่าส่วนใหญ่ที่สวนไม่มีพืชที่ทำเป็นหลัก เพราะเธออยากปลูกทุกอย่างผสมผสานกันไปจริงๆ ตามหลักเกษตรพอเพียงผสมผสานก็คือปลูกทุกอย่างที่กิน และกินที่เราปลูกนั่นเอง

ส่วนของใช้ในบ้านก็ซื้อใช้บ้าง ผลิตใช้เองบ้าง เท่าที่จะทำได้อย่างเช่น น้ำยาล้างจานเธอก็ผลิตเองจากมะกรูดหมัก รวมถึงยาสระผมมะกรูดอัญชัน ที่มีสรรพคุณกำจัดรังแคและลดผมขาวได้อีกด้วย

“ถ้าจะให้ไล่ให้ฟังพื้นที่ 3 ไร่กว่า เป้ปลูกตั้งแต่ผักเครื่องเทศ ผักสวนครัว สมุนไพร ไม้ผล รวมๆ กัน ประมาณ 70-80 ชนิด บางหลุมคือมีพืชอยู่รวมกัน 3-4 ชนิดเลยลองปลูกมันทุกอย่างที่เราสนใจคือ เยอะมากจำไม่ได้แล้วค่ะเยอะมาก (หัวเราะ) ผักผลไม้แทบไม่ต้องซื้อกินเลย ซื้อแค่ข้าวกับเนื้อสัตว์เท่านั้น มีรายได้เดือนละไม่ถึง 2 หมื่น ใช้กันพ่อแม่ลูก ยังมีเหลือเก็บเดือนละเป็นหมื่น”

เธอบอกว่าเรื่องหลักๆ ของคนเราคือเรื่องกินนี่แหละ แล้วเรื่องกินมันโยงไปที่เรื่องสุขภาพถ้ากินอาหารดีๆ ปลอดภัย กินให้ถูกกับคน ถูกกับโรค ความเจ็บป่วยมันน้อยลงไปเอง แต่คนส่วนมากตามใจปาก ปัญหาเรื่องสุขภาพที่ไม่จำเป็นเลยมีเยอะ เช่น โรคมะเร็งนั้นเป็นโรคที่พอหลีกเลี่ยงได้ถ้าดูแลตัวเองดีพอ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ไต ก็เกิดมาจากเรื่องพฤติกรรมการกินทั้งนั้น

“ถ้าเป็นโรคพวกนั้นไปแล้วก็รักษาแผนปัจจุบันควบคู่กับการปรับอาหารและพฤติกรรมการกินก็สามารถหายได้ ในค่ายแพทย์วิถีธรรม (ของอาจารย์หมอเขียว) มีคนหายจากมะเร็งเยอะแยะ ขึ้นกับว่าเป็นระยะท้ายๆ ที่ใช้ชีวิตสะบักสะบอมมากจนเกินเยียวยาแล้วหรือยัง จบเรื่องกินที่ส่งผลต่อสุขภาพ ที่จะทำให้เรามีเวลาคุณภาพ เวลาที่ไม่เจ็บป่วย ร่างกายแข็งแรง ทำอะไรก็ได้มากขึ้น”

เธอคิดว่าเรื่องอื่นเป็นเรื่องรองคือ จำเป็นรองลงไปบ้านไม่ต้องหลังเท่าคฤหาสน์เพราะจะใหญ่โตแค่ไหนเราก็ใช้พื้นที่นอนแค่ไม่เกิน 5-6 ฟุต รถไม่ต้องหรูหรามากก็ได้ เพราะมันพาเราไปถึงที่หมายเหมือนกันเสื้อผ้าไม่ต้องแพงมาก แค่ใส่ให้ถูกตามโอกาส กาลเทศะ เหมาะกับวัยก็พอ ถ้าเข้าใจชีวิตมากขึ้นก็จะรู้สึกมีความสุขได้แม้ไม่ได้รวย

นอกจากเรื่องกินที่ส่งผลต่อสุขภาพแล้ว เธอยังให้ความสำคัญไปกับการสร้างทรัพย์สินและงานที่เป็นประโยชน์ต่อโลกมากกว่า เวลาพูดถึงทรัพย์สิน คนมักจะมองถึงเงินฝาก หุ้น ที่ดิน ทองคำ แต่มีทรัพย์สินอีกชนิดหนึ่งที่ใครๆ ก็มีได้ ถ้ามีดินแต่คนมองข้าม ทรัพย์สินที่พูดถึงคือไม้ป่า ไม้ป่าที่นำมาแปรรูป ราคาไม่เคยลดลงเลยและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ตลาดโลกก็ต้องการมากๆ เธอจึงอยากปลูกป่าเพื่อเป็นสินทรัพย์ระยะยาวในอนาคต ระหว่างที่ไม้ป่าโต ก็ปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว ฝักเล็กๆ สีขาวๆ แซมไปด้วย

ตอนนี้เธอปลูกป่าไปแล้ว 13 ไร่ ลงไม้ป่าไปแล้ว 4,000 ต้น ตั้งใจเอาไว้แปลงเป็นเงินในวัยเกษียณ เพราะความตั้งใจหลักคือ อยากให้เป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง แบบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านพระราชทานแนวคิดไว้ อย่างน้อยที่สุดระหว่างป่าโต พื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวและชุมชนใกล้เคียง

“เมื่อเรามีดินมีป่าก็สามารถมีรายได้จากทุกที่ ปลูกต้นกล้าส่ง ตอนกิ่งไม้ เก็บผลผลิตไปขายทั้งสด แห้ง แปรรูปต่างๆ นานา ยิ่งทำแบบเกษตรอินทรีย์คนก็ชอบและเชื่อมั่นจนมียอดจองข้ามปี ถ้ารู้ว่าอะไรที่ดีเพียงพอกับครอบครัวของเราๆ เลยมีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ แข่งขัน จนกดดันตัวเองมากเกินไปนัก ถ้าอยากจะ Slow Life ต้องเริ่มจากที่ใจก่อนเลย อยู่ที่ไหนก็สโลว์ไลฟ์ได้ ถ้าใจเข้าใจคำว่าพอ” เธอกล่าวอย่างมีความสุข 

‘คติสุขถึงสุคติ’ ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555499

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

‘คติสุขถึงสุคติ’ ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ภาพลักษณ์ของ ท๊อฟฟี่-ศิวดล จันทนเสวี นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบ (3.50 บาท) ไม่ผิดที่คนจะคิดว่าเขาเป็นคนตลกเฮฮา หากคุยด้วยแล้วจะมีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ว่าแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนอกจากจะเป็นคนเบื้องหน้ากับบทบาทนักร้อง นักแสดงซิทคอมตลกหกฉาก และพิธีกรรายการอาหาร พอเขาหันหลังกลับจะเห็นเสื้ออาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และการเป็นศิลปินอาสาเข้าไปร้องเพลงในเรือนจำเพื่อสร้างความสุขให้ผู้ต้องขังมาแล้วแรมปี

ท๊อฟฟี่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊งเมื่อราว 6 ปีก่อนว่า เขาถูกชักชวนจากตลกรุ่นใหญ่อย่าง จิ้ม ชวนชื่น และแฮ็ค ชวนชื่น ให้มาร่วมก๊วน ผสมกับความอยากในตัวเขาเองที่อยาก “ท้าทาย” บางอย่างด้วย

“ความคิดแรก คือ ผมอยากไปเก็บศพ อยากไปนั่งตามจุดตอนดึกๆ เพราะด้วยความเป็นวัยรุ่นในตอนนั้นผมอยากตื่นเต้น อยากไปเจอสถานการณ์จริงๆ ที่มีคนเจ็บ คนเสียชีวิต และมีความคิดแบบเด็กๆ ว่าอยากทดสอบความกล้าของตัวเอง อยากรู้ว่าเราจะกลัวผีไหม จะทำได้หรือเปล่า แต่พอทำไปทำมาสักพักหนึ่ง ผมกลับรู้สึกหดหู่ ยิ่งเห็นคนเจ็บ ยิ่งเห็นคนตาย ยิ่งทำให้จิตใจของผมมันหดหู่มาก

แม้ว่าจะมีเคสที่ผมเข้าไปช่วยเหลือและพาคนที่ได้รับอุบัติเหตุไปส่งโรงพยาบาลทันซึ่งทำให้เราดีใจไปด้วยก็เถอะ แต่ความหดหู่มันกัดกินเร็วกว่า เพราะเมื่อผมเห็นเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิต ผมชอบเก็บมาคิด ทำให้ภาพมันติดอยู่ในสมองอยู่ในใจนานเป็นอาทิตย์จนกว่าจะมีความทรงจำใหม่ๆ เข้ามาทดแทน มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัวแต่เป็นความรู้สึกเศร้าจนกลายเป็นความหดหู่ที่มันส่งผลถึงชีวิตประจำวันของเราไปเลย ผมเลยตัดสินใจหยุดทำ ขายรถที่ผมซื้อมาใช้สำหรับออกเหตุทิ้ง และเปลี่ยนแนวมาเป็นอาสาสมัครช่วงกลางวันแทน”

เขายกตัวอย่างงานอาสาสมัครไปบริจาคของให้ผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือการไปช่วยทิ้งกระจาดให้กับคนยากคนจนที่จะจัดขึ้นปีละครั้ง โดยแต่ละครั้งจะมีคนมารับข้าวสารอาหารแห้งเป็นหมื่นๆ คน

ท๊อฟฟี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหน้าที่ของอาสาสมัครนั้นเป็นเหมือนกำลังเสริมที่จะเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกตามทักษะความสามารถของแต่ละคน หรืออย่างน้อยที่สุดสามารถช่วยส่องไฟให้ความสว่าง ช่วยแบกศพ ช่วยโบกรถ และดูแลการจราจรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่ท๊อฟฟี่ก็จะช่วยในงานลักษณะนี้

“ต้องเท้าความย้อนกลับไปว่าผมเกิดมาในบ้านที่มีพ่อเป็นตำรวจและผมเป็นลูกคนเดียว เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วตอนที่ผมยังเด็กๆ จำความได้คือพ่อกระเตงไปที่จุดเกิดเหตุ ตอนนั้นยังไม่มีการทำงานของมูลนิธิที่เข้ามาเก็บศพ ตำรวจต้องเป็นคนพิมพ์รอยนิ้วมือศพแปะไว้บนกระดาษ ซึ่งผมเห็นศพ เห็นเลือด เห็นอุบัติเหตุร้ายแรงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ทำให้ผมคุ้นชินจนกลายเป็นคนไม่กลัวผี แต่กลัวการทำงานอย่างที่พ่อทำ”

หลังจากหนีห่างจากความหดหู่ใจได้ ท๊อฟฟี่พบทางเดินของการเป็นอาสาสมัครซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาถนัดและรักที่จะทำ นั่นคือการเป็นศิลปินอาสาเข้าไปเล่นดนตรี พร้อมสอดแทรกมุขฮากระจายให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ

เขาเล่าว่า จากอาสาสมัครยามรัตติกาลได้เปลี่ยนแนวมาสร้างเสียงหัวเราะและความเฮฮาให้กับคนที่อยู่หลังกำแพงสูงตระหง่านที่เรียกว่า เรือนจำ เพื่อหวังสร้างความผ่อนคลายให้ผู้ที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์เพราะความสุขเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงได้รับไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม

“ผมเข้าไปเล่นดนตรีในเรือนจำมาได้ 1 ปีกว่า และพยายามจะทำให้ได้เดือนละครั้ง” ครั้งล่าสุดเขาได้เข้าไปเล่นดนตรีที่เรือนจำพัทยา เมื่อกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 14 และเป็นเรือนจำแห่งที่ 14

“จุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้คือผมเริ่มคุยกับบ็อบบี้ นักกีตาร์ในวงสามบาทห้าสิบว่าเราอยากทำในสิ่งที่ถนัดนั่นคือเล่นดนตรี ซึ่งพวกเราเคยไปเล่นให้โรงเรียน เล่นให้เด็กพิการฟัง เล่นให้คนเฒ่าคนแก่ฟัง เราเคยผ่านมาหมดแล้ว แต่สถานที่ที่เข้าไปยากที่สุดคือ เรือนจำ นั่นหมายความว่า คนในเรือนจำก็มีโอกาสน้อยที่สุดแล้วที่จะได้ฟังดนตรีสดๆ และชมการแสดงที่เป็นความบันเทิงแบบนี้ด้วย”

หลังจากดำเนินการภายใต้ความช่วยเหลือของคนในมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายท่าน จนในที่สุดเขาและวงสามบาทห้าสิบก็ได้เข้าไปหลังกำแพงใหญ่สมใจ แต่นอกจากจะเข้าไปเล่นดนตรีให้ความบันเทิงและความผ่อนคลายแล้ว เขายังเพิ่มช่วงเวลาพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจและข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ต้องขัง ด้วยการเชิญนักพูดขึ้นไปพูดบนเวทีด้วย

“คำพูดที่ดีมีพลังบวกจะช่วยขัดเกลาจิตใจ และจุดพลังดีๆ ให้กับคนในนั้น หากวันไหนที่เขามีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตนอกรั้วกั้นเขาจะได้หยิบนำแนวคิดหรือข้อคิดที่ได้ฟังในวันนั้นมาปรับใช้เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำเดิมอีกแล้ว”

นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบกล่าวถึง “พี่หรั่ง” ที่เคยใช้ชีวิตในคุกมากว่า 20 ปี แต่วันนี้ได้ออกมาสู่สังคมอีกครั้งพร้อมประกอบอาชีพสุจริต เป็นผู้ผลิตกีตาร์โปร่งขายจนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงการดนตรี ซึ่งได้ถูกเชิญไปพูดในเรือนจำถึงประสบการณ์และการใช้ชีวิตที่ผ่านมา

แต่ละครั้งเขาใช้เวลาเปิดการแสดงในเรือนจำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จัดเต็มทั้งสาระและความบันเทิง เรียกทั้งรอยยิ้มและอาจมีน้ำตา อีกทั้งเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักก็ยิ่งมีศิลปินดาราและเพื่อนตลกติดต่อมาเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นๆ

“ทุกครั้งเราไม่มีการเตรียมเพลงเลย ไม่มีการเตรียมสคริปต์ แต่เราไปด้วยใจที่รู้ดีว่าเราอยากสื่อสารอะไรกับเขาเหล่านั้น หลายครั้งมีมากกว่าหนึ่งวงขอไปเล่นด้วยกัน เราก็จะพูดคุยกันตรงนั้นและเล่นไปพร้อมกันได้ ซึ่งความสดตรงนี้แหละที่ได้ใจผู้ชมของเรา เพราะเขาสามารถขอเพลงได้ สามารถพูดคุยกับเราได้ เหมือนกับว่าเรากำลังเข้าไปเล่นดนตรีในห้องนั่งเล่นที่บ้านของเขา กลายเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานทั้งคนเล่นคนฟังจริงๆ” ฟังน้ำเสียงและรอยยิ้มของท๊อฟฟี่ในตอนนี้ก็รู้ว่าในบรรยากาศจริงจะมีความสุขมากขนาดไหน

“พอผมมองตาเขา มองแววตาของพวกเขา ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขามีความสุข เขาเต้น เขาร้อง เขาตะโกน เขาขอจับมือ และเขาขอบคุณ ก้าวแรกที่พวกเราเดินเข้าไป พวกเขาจะสวัสดีก่อนเลยไม่ว่าจะแก่หรือเด็กเขาก็พูดสวัสดีไว้ก่อน จากนั้นพอเล่นจบเขาเข้ามาขอบคุณเรา ขอบคุณนะพี่ที่เข้ามาสร้างความสุขให้พวกเรา แล้วไว้กลับมาอีกนะพี่ พวกเขาบอกแบบนั้น และเวลาที่พวกเขาจับมือเรา เขาจะจับแน่นเลยแล้วมองเข้ามาในดวงตาของเรา และคำพูดที่ผมให้เขาได้คือคำว่า สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจ”

ท๊อฟฟี่กล่าวด้วยว่าวงสามบาทห้าสิบจะยังคงทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในเรือนจำทั่วประเทศไทย แม้ว่าทุกครั้งที่ไปจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องเสียงครั้งละ 5,000 บาท ซึ่งเขา บ็อบบี้ พี่หรั่ง และสมาชิกที่ไปจะช่วยลงขันกันจ่าย ถามว่ามีใครติดต่อมาเป็นสปอนเซอร์หรือไม่ ท๊อฟฟี่ตอบทันควันว่ามีและมีหลายเจ้า แต่เขาต้องปฏิเสธไปเพื่อรักษาความตั้งใจเดิมไว้ ไม่ให้หันเหไปทางอื่น

ชายอารมณ์ดีคนนี้ทำให้เห็นแล้วว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้นทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการส่งมอบความสุขผ่านเสียงเพลง และการใช้พละกำลังของตนเองเพื่อต่อเวลาให้กับอีกชีวิต

นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงอีกหนึ่งภารกิจที่เป็นประจำทุกปีกับพิธีบรรจุร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา (อาจารย์ใหญ่) เมื่ออาจารย์ใหญ่ครบวาระก็จะเป็นหน้าที่ของอาสาสมัครต้องเข้าไปช่วยบรรจุและเคลื่อนย้ายร่างของอาจารย์ใหญ่จำนวนกว่า 300 ร่าง ซึ่งต้องใช้กำลังคนมากกว่า 400 คน นับเป็นภารกิจเดียวที่เขาต้องเข้าใกล้และถึงขั้นสัมผัสกับร่างที่ปราศจากวิญญาณอีกครั้ง แต่ก็ยังขอทำด้วยความเต็มใจและภาคภูมิ

“ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนมาก” เขากล่าวต่อในฐานะของคนที่เห็นความเป็นความตายมาเกือบตลอดชีวิต “โดยเฉพาะการจากไปด้วยอุบัติเหตุ มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด คนข้างหลังไม่ได้ทำใจ และเป็นการจากไปที่เจ็บปวดที่สุด แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน ดังนั้นอย่าใช้ชีวิตประมาท อย่าคึกคะนอง อย่าขาดสติ เพราะความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมมากๆ”

ตอนนี้ท๊อฟฟี่เพิ่งเปลี่ยนบทบาทจากสามีมาเป็นคุณพ่อของลูกน้อยในครรภ์ภรรยา ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของลูกผู้ชายวัยย่าง 40 ยิ่งทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระมัดระวัง และหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง

“เพื่อที่ผมจะได้มีเวลาอยู่กับลูกนานๆ” เขากล่าวทิ้งท้าย “ตอนนี้ผมเปลี่ยนจากคนขับรถเร็วมาเป็นขับรถช้าเหมือนเต่า และที่สำคัญผมไม่เคยลืมว่าสักวันหนึ่งวันสุดท้ายของเราต้องมาถึง ดังนั้นผมจึงใช้เวลาทุกนาที ทุกวันให้มีค่ามีความหมายมากที่สุด สร้างสิ่งที่มั่นคงให้ครอบครัว และสร้างความดีไว้ในสังคมให้คนที่อยู่กล่าวชมเชยในวันที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อเสมอว่าความหมายของการมีลมหายใจคือการกระทำ โดยต้องเริ่มจากการกระทำให้ตัวเองมีความสุข เพื่อที่จะได้แบ่งปันและส่งต่อความสุขนั้นไปยังคนรอบข้าง ขยายวงกว้างไปถึงสังคมตลอดจนโลกใบนี้ เหมือนกับที่ท๊อฟฟี่พยายามทำจากคนตัวเล็กที่ทำตามแรงและกำลัง ปัจจุบันแรงกระเพื่อมนั้นกลับมีพลังต่อเนื่องกันไปไม่สิ้นสุด 

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต การให้คือความอิ่มเอมใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555417

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 14:03 น.

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต การให้คือความอิ่มเอมใจ

โดย  อณุสรา ทองอุไร

การทำจิตอาสานั้นทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสะดวกของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นรูปแบบของเงินเสมอไป

เช่น เธอคนนี้ สาวสวยหุ่นดีมีการศึกษา หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร เป็นทนายสาวแถวหน้าของวงการธุรกิจ ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ผู้อำนวยการ บริษัท ลอว์อัลลายแอนซ์ บริษัทกฎหมายที่ถือว่าเป็นอันดับต้นในด้านภาษีธุรกิจของประเทศไทย ถือว่าเป็นนักกฎหมายหัวแถวของวงการภาษี

และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิคุณ โดยมีจุดประสงค์ในการให้ทุนการศึกษากับแพทย์-พยาบาล รวมทั้งจัดสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต และหาที่พักพิงให้สุนัขจรจัดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ให้ทุนการศึกษาแก่แพทย์และพยาบาลที่ขาดทุนทรัพย์ และอีกโครงการที่กำลังจะสร้างบ้านพักพิงให้กับสุนัขจรจัด เธอเป็นสาวสวย เก่งและเป็นโสด ในวัย 40 ต้นๆ ที่บริหารความโสดได้อย่างลงตัวและมีคุณค่า

“เมื่อเรารักตัวเองได้มากพอแล้ว ก็เอาเวลาที่เหลือไปทำงานจิตอาสาเพื่อคนอื่นๆ เพื่อสังคมบ้าง การมีความสุขให้ตัวเองแล้ว ก็ทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย ก็เป็นความอิ่มใจอีกแบบหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำชีวิตให้ดีๆ เท่ากับเป็นการดูแลตัวเองได้ดี ไม่ว่าจะโสดหรือไม่ เราก็ควรพึ่งพาตัวเองให้ได้ ทำตัวเองให้มีคุณค่า ดูแลร่างกาย จิตใจ ให้สดใสอยู่เสมอ ให้คนอื่นอิจฉาชีวิตโสดของเรา (หัวเราะ)”

มูลนิธิคุณ เพิ่งก่อตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในระยะแรกนี้ใช้เงินของเธอทั้งหมดประมาณ 5 ล้านบาท โดยมีแรงบันดาลใจจากการที่เธอก็ได้รับโอกาสได้ทุนไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ จากบริษัทน้ำมันเชลล์ ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าหลังจากที่เธอเรียนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรามาจากครอบครัวคนชั้นกลางไม่มีเงินมากพอจะไปเรียนต่อเมืองนอกได้ แต่เรารักเรียน เรียนดีก็เลยได้ทุน เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้รับ จึงอยากส่งต่อโอกาสดีๆ เช่นนี้กับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะอาชีพหมอพยาบาลที่ขาดแคลนบุคลากร เป็นอาชีพที่ทำงานหนัก จึงอยากสนับสนุนคนในวงการแพทย์ก่อน โดยมีเพื่อนที่เป็นหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งช่วยคัดสรรมาให้ โดยให้ทุนละ 2 แสนบาท ปีละ 10 ทุน”

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ในหัวข้อ ”โรคซึมเศร้า เราเข้าใจ” เนื่องจากมีข่าวคนไทยเป็นโรคนี้มากขึ้น และไม่ค่อยกล้าไปพบจิตแพทย์ เธอจึงอยากให้ความรู้ โดยมีแพทย์ นักจิตวิทยา มาช่วยอบรมต่างๆ โดยจัดไป 2 ครั้ง ก็ได้รับความสนใจดีมาก หากบริษัทใดที่มีบุคลากรทำงานเยอะๆ อยากให้ไปช่วยจัดอบรมให้ความรู้ก็แจ้งมาที่มูลนิธิก็จะจัดเสวนาให้ตามความเหมาะสมต่อไป

อีกโครงการที่เธอกำลังเริ่มดำเนินการ ก็คือ การจัดหาศูนย์พักพิงให้สุนัขจรจัด โดยเธอจะจัดหาสถานที่ให้ หรืออาจจะไปช่วยผู้ที่ดูแลสุนัขจรจัดอยู่แล้ว ด้วยการสนับสนุนอาหาร วัคซีน ของจำเป็นต่างๆ รวมทั้งหาบ้านให้กับน้องหมา สำหรับผู้ที่ต้องการรับสุนัขไปเลี้ยงดู โดยร่วมกับ “เก๋” ชลลดา เมฆราตรี จากโครงการวอยซ์

“เราเองก็เลี้ยงน้องหมาหลายตัว และรู้ว่าน้องหมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา เขาซื่อสัตย์และเป็นมิตร จึงไม่อยากให้น้องหมาถูกทอดทิ้ง ถ้าจะเลี้ยงก็เลี้ยงให้ตลอดรอดฝั่ง อย่าทิ้งกันเมื่อเขาแก่ไม่สบาย”

เธอบอกว่า อยากปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกในการให้ในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ตามที่เรามีความรู้มีความเกี่ยวข้องกับงานหรือสิ่งที่เราทำอยู่ หรืออาจจะให้เวลาให้กำลังแรงกายหรือปัจจัยต่างๆ ที่มีความสะดวกก็ได้เช่นกัน ยิ่งให้ยิ่งอิ่มเอมใจและทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นอีกด้วย 

ชีวิตที่ ‘ชิค’ ทั้งกาย & ใจ กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555411

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:42 น.

ชีวิตที่ ‘ชิค’ ทั้งกาย & ใจ กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิค (CHIC) วัย 60 ปี ที่กำลังจะนำบริษัทเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในไตรมาส 3 ถือเป็นคนอยู่ในแวดวงเฟอร์นิเจอร์มา 30 ปี

ตั้งแต่ยุคแรกของ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” ที่ผันตัวเองจากวิศกรทางด้านเคมีและอุตสาหการ มาจับงานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยช่วยคุณอามาขยายการตลาดไปต่างประเทศ อย่างตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นที่เคยรับจ้างผลิตจากลูกค้ากลุ่มสิงคโปร์ จนทำให้ออกไปหาลูกค้าต่างประเทศเอง รวมทั้งออกงานแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ และสะสมมิตรภาพ ทำความรู้จักทั้งผู้ผลิตและตลาดต่างประเทศไว้

จนมาเมื่อ 7 ปีที่แล้วได้ขายหุ้นอินเด็กซ์ฯ และมาหาช่องว่างทางการตลาดกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นการสะสมข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้ามานาน เนื่องจากปกติเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้า จนเห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าที่มาจากต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อมาก ยังเป็นช่องว่างที่เขาพอที่จะสร้างสรรค์หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ เพราะเขาเชื่อว่า “ทุกอย่างมีโอกาส โดยบางครั้งต้องอาศัยในระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นองค์ประกอบด้วย”

จนก่อตั้ง ชิค รีพับบลิค ที่หาช่องว่างทางการตลาด เจาะหาความแปลกใหม่ และการสร้างความมีตัวตนให้แต่ละสินค้า หรือการมีคุณค่าในตัวสินค้าที่มีดีไซน์ และใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแหล่งผลิตหรือโรงงานต่างๆ ที่รู้จักกันกว่า 40-50 แห่ง จาก 6 ประเทศ ทำให้ชิคฯ สามารถออกแบบและดีไซน์สินค้าเองได้ตามความต้องการ เพราะสามารถเลือกสั่งการผลิตที่แต่ละโรงงานมีความถนัดเฉพาะด้าน

ปัจจุบันเขากำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวในการเข้ามาก้าวเข้ามาสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai เพื่อนำเงินระดมทุนไปขยายสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่เขาก็ยังแบ่งเวลาว่างที่หลุดจากโหมดงานให้กับตัวเองและครอบครัวอยู่เสมอ

หากเป็นวันว่างเสาร์-อาทิตย์ เขาจะชอบให้ลูกพาไปทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหารใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้านหนึ่งคือได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก อีกด้านหนึ่งคือการไปสถานที่แปลกใหม่เพื่อดูดีไซน์ว่าร้านนี้ทำไมคนถึงนิยมมากิน ทำไมร้านนี้มีการตกแต่งที่ดูเก๋ สวย และชิค ก็จะมีการแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ขณะที่ในระยะเวลา 1 ปี จะมีข้อตกลงกันระหว่างในครอบครัวว่าจะต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันทั้งหมด 2 ครั้ง ซึ่งจะให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นคนจัดการวางแผนทริปการเดินทาง จองโรงแรม แต่ทั้งหมดป๊าจะออกค่าใช้จ่ายให้ จะเป็นผู้ตามอย่างเดียว

“เพราะถ้าเราเป็นคนคิดว่าจะไปไหนเที่ยวอะไร ใจหนึ่งลูกอาจจะไม่ได้อยากไปด้วยก็ได้ แต่การที่ให้ลูกๆ ได้เลือกและจัดการเองหมดทุกอย่าง ทำให้เราได้มีเวลาใกล้ชิดเขา ได้เรียนรู้ว่าเขามีมุมมองในเรื่องต่างๆ อย่างไรในตอนนี้ และทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ว่าตอนนี้เขาคิดหรือมีมุมมองเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งก็สนุกดี”

เขายกตัวอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานว่า อย่างบางครั้งเขาก็ไม่ได้พาไปพักที่โรงแรมแพงๆ เลือกจองแบบ Airbnb ซึ่งเป็นที่นิยมของการพักสมัยนี้ที่ต้องไปเช็กอินเอง ดำเนินการติดต่อเจ้าของห้องพักเอง ซึ่งบางทีอยู่ในซอยของชินจูกุ ต้องเดินลัดเลาะเอาเอง

“ก็อาจจะมีรู้สึกไม่สะดวกสบายบ้าง ใจตอนนั้นก็นึกถึงที่พักแบบโรงแรมที่มีบริการสบาย แต่ก็ร่วมกับเขา (หัวเราะ) หรือตอนที่เขาพาไปที่ซานฟรานซิสโกที่สหรัฐ ซึ่งตอนนั้นลูกสาวเรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ ก็ทำให้เราได้ไปเปิดโลกทัศน์ ไปเจอย่านขายของมือสองเสื้อผ้าแบรนด์ดังๆ เพียบเลย ซึ่งก็จะเห็นคนที่มาเลือกซื้อเพื่อต้องการหาเสื้อผ้าแบรนด์ที่ราคาถูกๆ และก็เห็นถึงมีคนมาช็อปหอบเสื้อผ้าเหล่านี้ไปขายกัน เราก็เข้าใจว่า อืม! ลูกสาวเราก็ประหยัดดีนะ มาซื้อของที่แบบยังดูดี จากที่เคยเห็นในห้างราคาหลักพันก็ได้มาในหลักร้อย ก็รู้สึกว่าเขารู้จักค้นหาข้อมูลได้เก่ง”

สิ่งที่ได้ฝึกลูกสาวในการที่ทำให้เขารู้จักบริหารจัดการต่างๆ เอง และการได้ใช้เวลาที่ใกล้ชิดกันด้วย เพราะมองว่าอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น ลูกสาวทั้งสองคนต่างก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น การที่จะมีโอกาสใกล้ชิดกับเขาจะน้อยลง ยิ่งอนาคตเธอทั้งสองต้องแยกไปมีครอบครัว

สำหรับชีวิตส่วนตัวของ กิจจา เขาให้เวลาการดูแลตัวเองเป็นประจำทุกเช้าเวลา 06.30 น. จะวิ่งบนสายพานลู่วิ่งที่ฟิตเนสเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นจะมีการออกเวตบ้าง เรียกได้ว่า 7 วัน เขาได้ออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย 6 วันก็ที่สายพานลู่วิ่ง ส่วนอีก 1 วันที่เหลือคือ เช้าวันเสาร์จะออกไปตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ หลายกลุ่มเป็นประจำทุกวันเสาร์ในช่วงเช้า 11 โมง จบก็กินข้าวเฮฮากับเพื่อนๆ ต่อแล้วบ่ายก็กลับบ้าน

“ตอนนี้เหมือนติดการออกกำลังกายแล้ว วันไหนตอนเช้าไม่ได้ออกกำลังกาย เหงื่อไม่ได้ออก เหมือนชีวิตไม่สดชื่น เพราะปกติพอออกกำลังกายเสร็จ พัก แล้วก็อาบน้ำ เหมือนร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและรู้สึกสดชื่นทุกครั้ง”

สิ่งที่เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่คิดว่าจะไม่เคยทำได้ แต่ก็ทำได้และใช้ชีวิตไปกับมันได้เป็นอย่างดีคือ การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาอยู่ที่คอนโดมิเนียม จากเดิมที่เคยใช้เวลาเดินทางมาส่งลูกสาวคนเล็กที่เรียนอยู่นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แต่พอย้ายมาอยู่คอนโดไปกลับเพียงครั้งละ 25 นาที เช้ามีเวลาออกกำลังกายและมีเวลากินข้าวเช้าก่อนไปทำงานได้อีก จากเดิมที่ไม่ค่อยได้กินข้าวเช้า จนตอนนี้ถ้ามีการติดประชุมกินเวลาไปเที่ยงถึงบ่ายโมงก็ไม่ค่อยรู้สึกหิวเท่าไร

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่าจะรู้สึกอึดอัด อยู่ไม่ได้กับชีวิตในคอนโด เพราะจากที่เคยมีพื้นที่และใช้ชีวิตในบ้านเป็นส่วนใหญ่ เคยออกกำลังกายเดินและวิ่งในหมู่บ้าน เพราะคิดว่ามันอยู่ที่ใจเรา แต่พอเอาเข้าจริงเราอยู่ได้ และวิถีการดำรงชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แถมยังไปแนะนำคนอื่นๆ ด้วยใครที่ต้องเสียเวลาเดินทางบนรถเป็นชั่วโมง ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนมาอยู่คอนโดแล้วเอาเวลาที่เหลือมาออกกำลังกายทุกวันชีวิตก็ดีขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ป่วยเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อก่อนเวลาจะออกกำลังกายก็ได้แค่เพียงวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ซึ่งพออายุมากขึ้นการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมาก”

นอกจากนี้ มองว่าการอยู่คอนโด ความที่อายุมากแล้วการเดินขึ้นลงบันไดก็ไม่ค่อยสะดวก แต่ที่คอนโดเป็นการเดินระนาบชั้นเดียว แล้วก็ไม่ต้องคอยห่วงระบบรักษาความปลอดภัย ที่จอดรถก็มีพร้อมเสร็จสรรพ ถึงตอนนี้เขาบอกว่ากลายเป็นเกือบเวลา 2 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับไปบ้านแถวนอกเมืองเลย แต่ภรรยาจะกลับไปดูทุกวันสุดสัปดาห์เสมอ

ส่วนการตีกอล์ฟก็เป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องกับเพื่อนมานานหลายปีแล้ว เจอกันแทบทุกอาทิตย์ และ 1 ปีที่ต้องมีกำหนดออกไปออกรอบที่ต่างจังหวัดปีละ 2 ครั้ง

“วนกันไปที่หัวหิน เขาใหญ่ สลับหมุนเวียนกันไป สิ่งที่ได้กลับมาคือการได้เจอเพื่อนๆ ที่คบกันมานานหลายสิบปี มีแต่เรื่องความจริงใจให้แก่กัน ไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทุกอย่างคบกับความรู้สึกที่ดีต่อกันไป เล่นกอล์ฟก็กินข้าวคุยสนุกสนาน รู้สึกแฮปปี้มาก”

สำหรับการให้เวลาตัวเอง กิจจา บอกว่างานอดิเรกเมื่อก่อนจะอ่านหนังสือเรื่องทั่วไปหรือหลักการบริหารต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อหนังสือน้อยลง แต่ทุกคืนจะหาข้อมูลเรื่องที่อยากรู้จากไอแพด

“นึกอะไรได้ค้นหากูเกิล โดยเฉพาะเรื่องดีไซน์เครื่องเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เทรนด์แนวโน้มสินค้า ดูแบรนด์ดังๆ ที่เขามีการพัฒนาดีไซน์สินค้าไปถึงไหนแล้ว แล้วก็นำมาคุยกับทีมงาน จนเหมือนเป็นชีวิตประจำวันที่ทำไปโดยอัตโนมัติว่าผมมักมีอะไรมาคุยกับทีมงานใหม่ๆ อยู่เสมอ”

จะเห็นได้ว่าชีวิตผู้บริหารคนนี้ เวลางานก็หาข้อมูลเต็มที่ เวลานอกเหนือจากงานก็แบ่งสันปันส่วนทั้งชีวิตส่วนตัว การออกกำลังกายได้ดี เลยไม่สงสัยว่าทำไมเขามีความ “ชิค” ในชีวิตได้จริงๆ 

‘พาเขาไปรู้จักทุกสิ่งบนโลก’ One22 Family

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555409

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:26 น.

‘พาเขาไปรู้จักทุกสิ่งบนโลก’ One22 Family

โดย  ฤดูกาล ภาพ : one22

คุณพ่อสายลุย “นุก” ปิยะพงศ์ จันทร์ทอง เปลี่ยนจากการเดินทางลุยเดี่ยวเป็นผู้นำทริปของครอบครัว หลังจากมีลูกชาย “น้องปัน” วัย 7 ขวบ ที่เขาพาไปเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่ยังไม่ขวบ จนตอนนี้ลูกชายกลายเป็นนักเดินทางตัวน้อยตามรอยพ่อ

หลังจากเขาพาน้องปันไปเที่ยวทะเลตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทำให้ทราบว่าลูกสามารถเที่ยวได้ จึงพาออกนอกบ้านบ่อยจนไปไกลถึงต่างประเทศ

เขาเล่าว่า “ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว” แถมยังถ่ายรูปสวยอย่างมืออาชีพ

“ถ้าเราสามารถพาลูกไปได้ และลูกก็สามารถไปเที่ยวกับเราได้ ผมก็อยากพาเขาไปที่ต่างๆ แม้ว่าลูกจะจำเรื่องราวในวัยเด็กไม่ได้ แต่มันทำให้พ่อแม่รู้สึกมั่นใจขึ้นว่าการพาลูกไปเที่ยวได้ให้ประสบการณ์ร่วมระหว่างเรากับเขา

ผมคิดว่าพ่อแม่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะพาลูกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งความกลัวนั่นแหละเป็นกำแพงปิดโอกาสไม่ให้ลูกได้เจอประสบการณ์ใหม่ และไม่มีโอกาสสร้างความทรงจำร่วมกันของครอบครัว”

คุณพ่อลูกหนึ่งเล่าต่อว่า ตลอดช่วงชีวิตของน้องปันอยู่กับการเดินทางมาตลอด ซึ่งทำให้เด็กชายมีพัฒนาการในเรื่องของความกล้าแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด

“พอกลับมาจากทริป เขาชอบกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง และกลายเป็นเด็กที่กล้าคุยกับเด็กคนอื่นทำให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีตามไปด้วย”

นอกจากนี้ ทุกทริปของครอบครัวนุกจะเป็นคนทำหน้าที่วางแผนการเดินทาง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกไปนั้นเขาต้องผสมกันระหว่างสถานที่ของลูกและของพ่อแม่

“ผมเองเป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ เลยอยากพาลูกไปเจอกับธรรมชาติตามเมืองตามประเทศต่างๆ แล้วก็สลับกับสิ่งที่เขาชอบอย่างสวนสนุก สวนน้ำ เพื่อให้เขารู้จักทั้งสองฝั่งของทุกสิ่งบนโลก

เพราะน้องปันเป็นเด็กในเมืองและเด็กในเมืองยุคนี้ก็มีโอกาสติดวัตถุสูงมาก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะพาลูกออกไปเจอธรรมชาติ”

สำหรับข้อควรระวังในการพาเด็กเที่ยวนั้น นุกกล่าวว่า นอกจากจะต้องเตรียมปัจจัย 4 ให้พร้อม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักข้อจำกัดของลูกว่า ลูกชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือมีความอดทนได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถเรียนรู้ได้จากการเดินทาง ขณะเดียวกันการเดินทางยังทำให้ลูกมีข้อจำกัดน้อยลงไปด้วย

ปัจจุบันเด็กชายวัย 7 ขวบเดินทางมาแล้วกว่า 7 ประเทศและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การสนับสนุนของครอบครัว

“เวลาของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างพ่อ แม่ ลูก ทำให้เราเห็นวิธีคิดของเด็กที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราหลงลืมไป และทำให้เราเห็นลูกในมุมใหม่ ซึ่งทำให้เรารู้จักลูกของตัวเองมากขึ้น” นุกกล่าวทิ้งท้าย

เขาได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของครอบครัวทั้งเรื่องเที่ยว กิน พัก และเทคนิคต่างๆ ไว้ในเว็บไซต์ blog.one22.com และเพจเฟซบุ๊ก one22.com / แค่อยากพารู้จักโลกกว้าง

สามารถติดตามความน่ารักของน้องปันและเรื่องราวสุดประทับใจในมุมมองของคุณพ่อได้ ไม่แน่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้อยากจูงมือลูกไปตามรอย 

หย่อนใจในคอมฟอร์ตโซนของ ‘Peemwong พาเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555407

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:21 น.

หย่อนใจในคอมฟอร์ตโซนของ ‘Peemwong พาเที่ยว’

โดย รอนแรม

เรื่องราวความสุขจากการเดินทางถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรและภาพถ่ายสบายตาของ “พีมวง” วงศกร รัศมี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Peemwong พาเที่ยว พื้นที่เล็กๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประโยคที่ว่า “ชีวิตที่จะประสบความสำเร็จ ล้วนต้องการการพักผ่อนที่ดี”

เขาจึงอยากแบ่งปันความสุขจากการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก อาหารการกิน ทริปท่องเที่ยว หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เพื่อชาร์จพลังให้กับชีวิต ให้รางวัลตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

พีมวง เล่าว่า เขาเป็นนักเดินทางที่ไม่มีสไตล์เฉพาะตัว เพราะชอบท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการผจญภัย กินอยู่สบาย หรือแค่นั่งชิลในร้านกาแฟก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของเขาแล้ว

“พีมชอบไปเที่ยวหลากหลายแนว โดยแต่ละครั้งขอแค่ออกไปถ่ายรูป และได้กลับมาเขียนเล่าเรื่องราวลงเพจให้ทุกคนที่ได้อ่านอยากเที่ยวไปกับเรา ซึ่งพิพิธภัณฑ์เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ จากที่เคยได้ยินมาว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ เพราะยังคงติดภาพจำว่า พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่รวบรวมไว้แต่ของเก่าโบราณ

แต่ก็ไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีคนไทยจำนวนมากที่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์อยู่ และหลายพิพิธภัณฑ์ยังคงเดินหน้าพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดึงดูดความสนใจ ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจมากยิ่งขึ้น”

พีมวง ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่ประทับใจที่อยากให้คนรุ่นใหม่ไปตามรอย ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สถานที่ที่รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของประเทศ มิวเซียมสยาม สถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างสนุกสนาน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ แหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุครัตนโกสินทร์เอาไว้

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น (เกริก ยุ้นพันธ์) จ.พระนครศรีอยุธยา บ้านที่ให้ผู้ใหญ่ได้ย้อนอดีตกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลปะของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้อย่างมีเอกลักษณ์

พีมวง กล่าวด้วยว่า เขาชอบเขียนเนื้อหาเหมือนกำลังเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังเพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจง่าย ส่วนสไตล์การถ่ายภาพจะเน้นโทนภาพที่ออกมาดูแล้วสบายตา แสดงให้เห็นถึงการพักผ่อนตามคอนเซ็ปต์ของเพจ

“สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดในการทำเพจคือ ได้แชร์ในสิ่งที่เราชอบ และมีคนที่ชื่นชอบในสิ่งนั้น ชื่นชอบในตัวตนของเรา มุมมองในการเล่าเรื่องและภาพถ่ายของเรา และหวังว่าการแชร์สิ่งต่างๆ นี้จะเป็นแรงบันดาลใจและไอเดียให้กับใครหลายๆ คนที่อยากจะท่องเที่ยวและพักผ่อน” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางและรับพลังบวกจากนักเดินทางอารมณ์ดีคนนี้ได้ผ่านเพจ Peemwong พาเที่ยว และอินสตาแกรม Peemwong 

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ+ จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล คู่หูธุรกิจแตกต่างอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555404

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:52 น.

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ+ จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล คู่หูธุรกิจแตกต่างอย่างลงตัว

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

สองผู้บริหารระดับสูงที่มีความถนัดกันไปคนละด้าน แต่ก็สามารถมาร่วมงานกันได้อย่างลงตัว กับธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 4 เดือนเศษ ในชื่อแบรนด์ Hej Street

ฝ่ายชายนั้นเติบโตมาทางด้านการเงินและการตลาด ขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นโตมากับธุรกิจค้าปลีกทางด้านความสวยความงาม แต่เมื่อมาร่วมธุรกิจเพื่อมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างแบรนด์ให้เติบโตเป็นที่รู้จักในตลาดค้าปลีกเครื่องสำอาง

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือทาพาโก้ เดิมธุรกิจหลักนั้นประกอบธุรกิจออกแบบและผลิตแม่พิมพ์พร้อมทั้งฉีดพลาสติกเชิงวิศวกรรม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ ในปี 2016 บริษัทยังขยายการลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสวีเดน และปลายปีนี้เขามีแผนที่จะเริ่มบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์

แต่วันนี้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ขยายไลน์ในการทำธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางขนาดใหญ่ โดยเป็นการรวมแบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์จับกลุ่มตลาดระดับซีบวกขึ้นไป สาเหตุที่เขาขยายการลงทุนมาสู่ธุรกิจคอสเมติก เพราะเขามองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มไปได้ดีและยังมีโอกาสเติบโตได้ เพราะเรื่องความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่อัตราการเติบโตก็มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้คิดเร็วทำเร็วตามไปด้วยและมีกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจนแม่นยำ

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชายไม่ใช้เครื่องสำอางแต่ปัจจุบันเพื่อนผู้ชายรอบๆ ตัวใช้เครื่องสำอางไม่ต่างจากผู้หญิง จึงมีเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีครีมบำรุงสำหรับผู้ชายหมายถึงผู้ชายแมนๆ แท้ ไม่ใช่ผู้ชายหวานๆ นะครับ (หัวเราะ) คือการดูแลใบหน้า ผิวพรรณรูปร่างมันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ เพราะหน้าตาคือนามบัตร ผู้ชายมาเดินซื้อครีมบำรุงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

การทำธุรกิจคือเราต้องมองหาโอกาสว่าอะไรเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้ยั่งยืนพอสมควร พบว่าธุรกิจความงามทั้งหลายมีอัตราเติบโตปีละ 5-6% ทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วกลุ่มเป้าหมายกว้างมากตั้งแต่ 18- 60 ปี มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก คือปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากสนุกและมีความสุขที่จับจ่ายเครื่องสำอาง”

นอกจากนี้ เขายังมีเป้าหมายทางด้านเงินทุน ทำเลที่ตั้ง สินค้า บุคลากรและจะเปิดเพิ่มปีละ 20-40 สาขา โดยภายในปี 2020 จะเปิดให้ครบ 50-100 สาขา โดยพิจารณาตามสภาพแวดล้อมการตลาด มีทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและสแตนด์อะโลน โดยตั้งเป้าว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เขาจะต้องทำให้ธุรกิจทั้งเครือมีอัตราการเติบโตให้ได้ปีละ 20-25%

ทางด้าน “เจนนี่” จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท C4 โกลบอล เจ้าของแบรนด์ Hej Street ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของทาพาโก้ กรุ๊ป เธอคร่ำหวอดในธุรกิจค้าปลีกมานานเกือบ 20 ปี เคยทำงานที่นิวยอร์กอยู่ 7-8 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำงานประเทศไทย และยังดูการตลาดค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและความงามในภูมิภาคนี้อย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง และไทยอีกด้วย

เมื่อมารับหน้าที่ผู้บริหารเธอจึงทุ่มเทให้เป็นมัลติแบรนด์จากทั่วโลก จับกลุ่มลูกค้าระดับซีบวก ในวัย 15-55 ปี ขณะนี้มีอยู่ 2 สาขาที่สีลมและเซ็นทรัล พระราม 3 และกำลังจะเปิดอีก 2 สาขาที่ชลบุรีและหาดใหญ่ภายในเดือนหน้านี้ และเตรียมเปิดตลาดให้ครบ 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้ พร้อมขยายไปสูกลุ่มประเทศ CLMV และ AEC ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

แม้ว่าทั้งคู่จะมาร่วมงานกันได้ไม่ถึงปี แต่ก็ถือว่ามีวิสัยทัศน์และมุมมองในการบริหารงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายในการทำงานแบบเดียวกันคือสร้างความเติบโตให้กับแบรนด์ให้กับบริษัทและทีมงาน

เขารับฟังและสนับสนุนทีมงานอยู่เสมอ

จารุวัลย์ พูดถึงการทำงานกับณัฏฐ์พงษ์ ว่าเป็นเรื่องโชคดี เพราะในฐานะหัวหน้างาน เขาให้โอกาสในการตัดสินใจในเรื่องการทำงานกับเธออย่างมีอิสระพอสมควร แต่ในเรื่องการตัดสินใจระดับองค์กรก็เป็นการตัดสินใจร่วมกันผ่านบอร์ด และให้โอกาสเธอในการตัดสินใจในเรื่องเทรนด์

“เขาจะดูเรื่องการเงิน เราดูเรื่องการบริหารจัดการพนักงาน หน้าร้านการเลือกสินค้าเข้าร้าน รวมทั้งการขยายตลาด ขยายสาขาใหม่ๆ ทำงานกับเขาสบายใจ เขาเป็นคนรับฟัง เปิดกว้าง ให้โอกาสคิดและทำ พร้อมสนับสนุนให้เราได้ทำงานอย่างเต็มที่ โชคดีที่ได้ทำงานด้วยกัน สร้างองค์กรให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าเราทำงานด้วยความสบายใจก็จะพร้อมเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมีเรื่องกังวลใดๆ ให้เสียเวลาในการทำงาน นี่ก็เตรียมการทำตลาดเรื่องออนไลน์เร็วๆ นี้พร้อมลุย มองตลาดต่างประเทศไว้ด้วย” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอมีความเป็นมืออาชีพในงานนี้

ทางด้านณัฏฐ์พงษ์ กล่าวถึงจารุวัลย์ ว่าเธอมีประสบการณ์ด้านนี้มานาน มีความเป็นมืออาชีพ ได้มาร่วมงานกันก็ทำให้มั่นใจในการทำงานมากขึ้นว่าแบรนด์จะโตไปในทิศทางที่ตั้งเป้าไว้

“ทางผมโตมาสายการเงินการตลาด สินค้าที่เคยทำก็เป็นคนละด้านกัน นี่ถือเป็นธุรกิจใหม่ การได้ผู้หญิงมาบริหารก็เหมาะสมกับสินค้าด้านความสวยความงาม ถนัดกว่าเรา ณ จุดนี้ เราต้องหาคนที่ใช่มาบริหารงานเครื่องสำอาง ผู้หญิงจึงเหมาะกับสินค้าของผู้หญิงมากกว่าแน่นอน

และตัวคุณเจนนี่เองเขาก็มีความหนักแน่นในการทำงาน มีทั้งความอ่อนความแข็งอยู่ในตัว ก่อนจะชวนมาทำงานเราก็ติดตามการทำงานของเขามาพักใหญ่ จนแน่ใจว่ามีแนวทางการทำงานเข้ากันได้ มีกรอบความคิดและการทำงานที่สอดคล้องกันดี ธุรกิจต้องเติบโตเราจึงต้องการมืออาชีพจริงๆ มาทำงานด้วย เราไม่สามารถเอาใครก็ได้มาทำงานเพื่อลองถูกลองผิด เราไม่มีเวลา ต้องเดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้นพร้อมลุยไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง” เขากล่าวอย่างจริงจัง