‘ปวดไหล่’ อย่าชะล่าใจ… ปล่อยเรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556247

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 17:38 น.

‘ปวดไหล่’ อย่าชะล่าใจ... ปล่อยเรื้อรัง

เรื่อง : โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ปวดไหล่ อาจไม่ใช่อาการธรรมดา ไหล่ หรือบ่า (Shoulder) เป็นส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ที่อยู่บริเวณข้อต่อไหล่ ซึ่งประกอบด้วยกระดูกต้นแขนประกอบกับกระดูกสะบัก

ไหล่ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) กระดูกสะบัก (Scapula) และกระดูกต้นแขน (Humerus) ร่วมกับกล้ามเนื้อ เอ็น และเอ็นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง

ข้อต่อระหว่างกระดูกต่างๆ เหล่านี้ประกอบกันเป็นข้อต่อไหล่ ไหล่เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้แขนและมือสามารถการเคลื่อนที่ได้อย่างมาก และยังมีความแข็งแรงมากเพื่อใช้ในการออกแรงยกของดันและดึง

จากหน้าที่การทำงานของไหล่ดังกล่าวทำให้ไหล่เป็นบริเวณที่คนมักบาดเจ็บหรือปวดล้าอยู่สม่ำเสมอ

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลในเอกสารทางการแพทย์ที่ชื่อ “ปวดไหล่” แจกจ่ายกับคนทั่วไปว่า ข้อไหล่ เป็นข้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทุกทิศทาง และมีความคล่องตัวมาก ทำให้คนเราสามารถใช้แขนและมือในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่

ดังนั้น ถ้ามีอาการปวดไหล่เกิดขึ้น ควรจำประวัติการเจ็บปวดด้วย เช่น ลักษณะอาการปวด เจ็บปวดทันที หรือค่อยๆ เจ็บ ช่วงเวลาในการเจ็บปวด ตำแหน่งที่เจ็บ กิจกรรมใดที่ทำให้ปวดมากขึ้นเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคและการรักษาให้ง่ายมากขึ้น

อาการปวดไหล่เกิดจากสาเหตุคือ 1.การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ 2.การใช้ข้อไหล่อย่างไม่เหมาะสม ทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาด บางครั้งอาจมีแคลเซียมมาเกาะบริเวณเส้นเอ็นที่อักเสบ 3.โรคข้ออักเสบที่มีข้อไหล่อักเสบร่วมด้วย เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ เป็นต้น 4.ถุงนํ้าข้อไหล่อักเสบ 5.การเสื่อมตามธรรมชาติของกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และปัญหาข้อไหล่ติดแข็ง ซึ่งพบในผู้สูงอายุ 6.เป็นผลของอาการปวดร้าวจากการอักเสบของอวัยวะบริเวณใกล้เคียง และ 7.การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อวัณโรค เพราะระวังเอ็นกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ฉีกขาด แบบไม่สามารถซ่อมแซมได้

ข้อมูลจาก นพ.ประกาศิต ชนะสิทธิ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี แจกแจงว่า อาการปวดไหล่ นับเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หากมีอาการเรื้อรังไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด

สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากภาวะเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ฉีกขาด แบบไม่สามารถซ่อมแซมได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติจึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนความรุนแรงของอาการจะทวีจนยากเกินรักษา

ข้อไหล่สามารถเคลื่อนไหว หรือบิดหมุนได้หลายทิศทาง โดยมีกล้ามเนื้อชุดหนึ่งหุ้มรอบอยู่ เรียกว่า Rotator Cuff Muscle ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 4 มัด ได้แก่ Supraspinatus / Infraspinatus / Subscapularis และ Teres Minor ซึ่งกล้ามเนื้อแต่ละมัดจะทำงานสอดประสานกันในการเคลื่อนไหว และขณะเดียวกันยังทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของข้อไหล่ ไม่ให้เกิดภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดอีกด้วย

การปวดไหล่อาจเป็นสัญญาณเตือนกล้ามเนื้อฉีกขาด นพ.ประกาศิต บอกว่าหากมีอาการผิดปกติของข้อไหล่ เช่น ปวดไหล่ อ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้น อาจเป็นสัญญาณของภาวะการฉีกขาดของกลุ่มกล้ามเนื้อดังกล่าว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาเช่น ข้อไหล่ติดแข็ง หรือข้อเสื่อมอันเนื่องมาจากเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดเรื้อรัง (Cuff Tear Arthropathy)

อีกทั้งยังทำให้ขนาดของการฉีกขาดขยายขึ้นเรื่อยๆ และคุณภาพความแข็งแรงของเส้นเอ็นจะเสื่อมถอยลงจนกลายเป็นภาวะ Massive Irreparable Rotator Cuff Tear (MRCT) ซึ่งยากต่อการรักษา

นพ.ประกาศิต ขยายความว่า แม้รักษายากแต่รักษาได้ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ที่ฉีกขาดรุนแรงจะไม่สามารถซ่อมแซมได้ แต่ปัจจุบันมีวิธีการรักษาด้วยเทคนิคใหม่ เรียกว่าการผ่าตัด “Superior Capsular Reconstruction : SCR” ซึ่งประสบผลสำเร็จในการรักษากว่า 90% และได้รับการยอมรับจากศัลยแพทย์ทั่วโลก

การผ่าตัดเทคนิคนี้ จะนำแผ่นเส้นเอ็นบริเวณด้านข้างของต้นขาผู้ป่วยมาใช้ทดแทนและเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ และใช้วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีข้อดีคือ “แผลเล็ก เจ็บน้อยฟื้นตัวเร็ว” ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดจะมีอาการปวดลดลง ขยับข้อไหล่ได้ดีขึ้น และมีกำลังกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นพ.ประกาศิต ฝากทิ้งท้ายไว้ว่าหากมีอาการปวดไหล่ ในเบื้องต้นสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น พักการใช้งานไหล่ ประคบ หรือรับประทานยาแก้ปวด แต่หากอาการยังไม่ทุเลา ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้าน เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนในการรักษาต่อไป

เปิดยุคใหม่ ขนส่งสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556220

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 13:44 น.

เปิดยุคใหม่ ขนส่งสาธารณะ

เรื่อง : ทีม@Weekly

รถเมล์เก่าบริการแย่ รถไฟฟ้าขัดข้องบ่อย รถแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร รถตู้รับคนเกินพิกัดวิ่งเร็วเกินห้ามใจ เรือคลองแสนแสบอันตรายและน้ำเน่า เรือด่วนเจ้าพระยาก็พอไหวแต่ไม่พอ วินมอเตอร์ไซค์กร่างและโขกราคา ฯลฯ

นั่นคือภาพและคำนิยามของระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งกลายเป็นภาพจำและต้องทนอย่างอิดหนาระอาใจของผู้ใช้บริการ

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ระบบขนส่งสาธารณะของเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปพอสมควร จากความรวดเร็วของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลที่นำมาประยุกต์ใช้กับการคมนาคมในด้านต่างๆ ของระบบขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ

ที่เห็นเด่นชัดเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา รถโดยสารมาตรฐานใหม่เส้นทางนำร่อง “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลฯ ศาลายา-BTS หมอชิต (ทางด่วน)” ซึ่งใช้ระบบ GPS Tracking ติดตามและค้นหาตำแหน่งรถทุกคันได้ผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS แบบ Realtime เพื่อการวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบรองรับการชำระเงินผ่านระบบตั๋วร่วม e-Ticket เชื่อมโหมดการเดินทางสู่ระบบรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นับเป็นการทดลองที่สะท้อนภาพด้านบวกของการเริ่มต้นตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งล้าหลังและเป็นที่หวาดผวาของผู้คนที่ใช้บริการ

ภาพอื่นในด้านบวกที่ปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากแอพเรียกแท็กซี่อย่าง แกร็บ ไลน์ ฯลฯ ก็มีกรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับด้วยการเปิดตัวโครงการ TAXI OK และ TAXI VIP โดยบริษัท ออลไทยแท็กซี่ ซึ่งเคยเปิดให้บริการรูปแบบใหม่ ALL THAI TAXI ให้บริการด้วยรถ TOYOTA Prius Hybrid ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ตอนนี้มี TAXI VIP รถระดับพรีเมียม Mercedes-Benz รุ่น C 350 e Avantgarde เริ่มต้นในราคา 150 บาท ต่อไปกิโลเมตรละ 12-16 บาท รถติดนาทีละ 6 บาท

มาสำรวจดูว่าเทคโนโลยีของการขนส่งและการคมนาคมในยุคดิจิทัลออนไลน์ ได้ช่วยยกระดับขนส่งสาธารณะและรถโดยสารสาธารณะกันอย่างไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา

ขนส่งสาธารณะยุคดิจิทัล

แนวโน้มบริการขนส่งสาธารณะ กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น สะดวก สบาย ขณะที่ภาครัฐในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า รูปแบบบริการร่วมเดินทาง หรือ Ride Sharing ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น Grabcar JustGrab และแอพพลิเคชั่นอื่นในรูปแบบเดียวกันนี้ ช่วยทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกสบายและเดินทางได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ 3 ปัจจัยหลักที่ผู้โดยสารเลือกใช้คือ 1.ได้รับโปรโมชั่นลดราคา 2.ความรวดเร็ว 3.บริการแบบเข้าถึงหน้าประตู (door-to-door) ขณะเดียวกันทำให้เกิดความคุ้มค่าทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ กระตุ้นให้รถแท็กซี่บริการดีขึ้น ตอบสนองเทรนด์การใช้ชีวิต ขยายตลาดแรงงาน การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่ไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ ลดต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสียที่พบบ่อย เช่นเรื่องอัตราค่าโดยสารที่สูงเกินจริงในบางครั้งและราคาที่ผันผวน เพราะมีการคำนวณราคาแบบพลวัต (Dynamic Pricing) เป็นการปรับค่าโดยสารตามภาพของตลาดตามเวลาจริง โดยใช้การคำนวณด้วยอัลกอริทึ่ม(Algorithm) อาทิ เมื่อมีผู้เรียกรถแท็กซี่หรือดีมานด์จำนวนมากราคาจะสูงขึ้นไปด้วยหรือการเพิ่มราคาในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เป็นต้น

“สิ่งที่เป็นตลกร้าย คือบริษัทผู้ประกอบการไม่เปิดเผยการคำนวณของอัลกอริทึ่ม ทำให้ไม่ทราบสมการตายตัวในการคิดราคา” ดร.สุเมธ กล่าว

ขณะเดียวกัน มีข้อเสียทางสังคมเกิดขึ้นด้วย ได้แก่ 1.การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การคิดค่าโดยสารเพิ่ม คิดเงินเพิ่มเมื่อยกเลิกเที่ยววิ่ง 2.การไม่ปฏิบัติตามระเบียบในการกำกับดูแล 3.ความปลอดภัยของยานพาหนะ 4.ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวในระบบดิจิทัล

ผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของ Ride Sharing และแท็กซี่ปกติ พบว่าRide Sharing มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเดินทางราว 147 บาท สูงกว่าแท็กซี่ ซึ่งอยู่ที่ราว 131 บาท ระยะเวลาในการเดินทางRide Sharing อยู่ที่ 30 นาที ส่วนแท็กซี่อยู่ที่ 31 นาทีและมีเวลาการรอรถเท่ากันที่ 9 นาที ซึ่งพบว่าผู้โดยสารยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อความสะดวกสบาย (Willing to Pay)

ดังนั้น Ride Sharing จะเข้ามาบริการในระบบจำเป็นต้องมีมาตรฐานการกำกับดูแลและบทลงโทษที่เหมือนกับรถแท็กซี่ทั่วไปโดยเฉพาะอัตราค่าโดยสารที่ต้องถูกกำหนดในกรอบเดียวกัน

ทีดีอาร์ไอเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องแนวทางการจดทะเบียน Ride Sharing ให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงนำคนขับและรถมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนสีเหลือง สามารถใช้ป้ายทะเบียนเดิมได้ (สีขาว) โดยผู้ให้บริการต้องมาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อลงบันทึกประวัติพร้อมรับสติ๊กเกอร์จำนวน 2 ชิ้นเพื่อระบุว่ารถคันนี้เป็นรถรับจ้างสาธารณะโดยต้องติดไว้ที่ด้านท้ายและด้านหน้าของยานพาหนะ

ส่วนบทลงโทษตามกฎหมายและมาตรฐานของรถยนต์นั้นจะต้องเป็นไปตามที่ ขบ.กำหนด เช่น การตรวจสภาพรถตามรอบเหมือนกับรถบริการสาธารณะทั่วไป แต่ทั้งนี้จะมีข้อแตกต่างจากแท็กซี่สาธารณะคือไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์บางประเภทตามที่รัฐบาลกำหนด อาทิ มิเตอร์ จีพีเอสล็อกความเร็ว กล้องถ่ายภาพนิ่ง (SnapShot Camera) เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายเช่นกัน เพียงแค่ประกาศกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ต่อไป

จงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ผู้ขับขี่ที่ให้บริการ Ride Sharing จะต้องเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งเรื่องของมาตรฐานยานพาหนะตามที่กำหนด อัตราค่าโดยสารตามกรอบที่วางไว้รวมถึงคุณสมบัติของผู้ขับขี่และบทลงโทษหากกระทำผิดเพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ

“ขบ. ไม่ได้ปิดกั้นเทคโนโลยีและบริการรูปแบบใหม่อย่าง Ride Sharing แต่ขอให้มีแนวทางที่กำหนดมาตรฐานคุณสมบัติที่ชัดเจนเป็นธรรมและเท่าเทียมกับมาตรฐานที่กระทรวงคมนาคมกำหนด หากทำได้แล้วขบ.พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทุกบริษัท” จงรักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องรอผลศึกษาแนวทางการปฏิรูปแท็กซี่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ก.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาและกระทรวงคมนาคมต่อไป

‘จีพีเอส’ ลดอุบัติเหตุขนส่งโดยสารปลอดภัย

ข่าวการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้คร่าชีวิตของประชาชนไปแล้วเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารประจำทางสาธารณะ อาทิ รถตู้ รถทัวร์ รวมไปถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนมากมีสาเหตุมาจากการใช้ความเร็วเกินกำหนดและความไม่พร้อมของร่างกายผู้ขับ นำมาสู่มาตรการติดตั้งระบบจีพีเอสในรถโดยสารเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ด้วยการจำกัดความเร็ว ตลอดจนบทลงโทษที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อผู้ฝ่าฝืนและผู้ประกอบการ

เอกชัย สุมาลี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่าระบบจีพีเอสที่ถูกติดตั้งในรถสาธารณะให้บริการวิ่งรับส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัด มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดความเร็วและควบคุมความพร้อมของผู้ขับขี่ ซึ่งกำหนดให้ความเร็วไม่เกินกว่า 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง

หากความเร็วเกินเป็นเวลานานกว่า 2 นาทีคิดเป็น 1 ความผิด ส่วนการควบคุมด้านความพร้อมของคนขับ กฎหมายระบุว่าห้ามขับเกินกว่า 4 ชั่วโมง และต้องพักอย่างน้อย 30 นาที หรือในรอบ 24 ชั่วโมงห้ามขับรวมกันเป็นเวลาเกิน 10 ชั่วโมง ทำให้ภาพรวมหลังดำเนินมาตรการ พบว่า จำนวนการกระทำความผิดในกลุ่มรถตู้ลดลงประมาณ 50% จากเดิมกระทำผิดจำนวน 60 ครั้ง/เดือน ขณะที่ในกลุ่มของรถทัวร์ และรถบรรทุกสินค้า มักไม่ค่อยขับเร็วเป็นปกติอยู่แล้ว แต่สถิติพบว่าความเร็วลดลงด้วยเช่นกัน

สำหรับระบบจีพีเอสในรถ “แท็กซี่โอเค” ไม่ได้เน้นเรื่องความเร็วเนื่องจากขับอยู่ในเมือง ทำให้ลักษณะของสิ่งที่คาดหวัง คือ ความปลอดภัย การให้บริการ ดังนั้นข้อมูลจีพีเอสจึงมุ่งไปที่การระบุตำแหน่ง การแสดงตัวตนผู้ขับขี่ กล้องแสดงภายในห้องโดยสาร และปุ่มฉุกเฉิน โดยข้อมูลจะถูกรายงานจากกรมการขนส่งฯ ทุกวัน พบว่า ตั้งแต่ติดตั้งปุ่มฉุกเฉินเอสโอเอสในรถยังไม่เคยเกิดเหตุร้ายขึ้น มีเพียงการกดเล่นเป็นบางครั้ง

ทั้งนี้ ระบบควบคุมความเร็วไม่ได้จำกัด ถนนทุกสายห้ามขับเร็วเกิน 90 กิโลเมตรทั้งหมด เพราะต้องพิจารณาในแง่ความเป็นจริง เช่น ถนนระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) อนุญาตให้ใช้ความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะเป็นเส้นทางปิด ไม่มีทางแยก ไม่มีจุดกลับรถ จึงไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถนนทางหลวงต้องไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะเชื่อมโยงกับเส้นทางของชุมชน ดังนั้นระบบจึงเปิดโอกาสให้รถเร่งแซงรถช้ากว่าได้ ซึ่งค่าเฉลี่ยระยะเวลาเร่งแซงพบว่าไม่เกิน 30 วินาที แต่หากความเร็วเกินเป็นเวลา 2 นาทีก็แสดงความจงใจทำผิดกฎหมายชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำความผิดจงใจฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรของกรมการขนส่งฯ จะเป็นตัวลงโทษทั้งตัวของผู้ประกอบการและผู้ขับขี่ด้วย เริ่มที่ศูนย์เฝ้าติดตามจะโทรแจ้งเตือนไปยังเบอร์ของผู้ประกอบการรถที่กระทำความผิดทันทีที่มีสัญญาณจีพีเอสแจ้งเข้ามาถึงศูนย์ หากเพิกเฉยกรมการขนส่งฯ จะเรียกให้เข้ามาเสียค่าปรับต่อไป

ดังนั้น จะเห็นว่าจุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อจับความเร็ว แต่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ด้านการควบคุมความพร้อมของคนขับ เริ่มตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ กำหนดให้ภายในระยะเวลา 1 นาที ผู้ขับขี่ต้องรูดบัตรใบขับขี่สาธารณะ สามารถตรวจสอบว่าเป็นใบขับขี่ถูกประเภทหรือไม่ หากไม่รูดบัตรเครื่องจะร้องเตือนอยู่ตลอด พร้อมรับบันทึกว่ารถคันนี้ให้บริการโดยไม่แสดงตัวตน จากนั้นเมื่อรถเคลื่อนที่ระยะจีพีเอสจะเริ่มจับเวลาการทำงาน โดยกฎระเบียบคือ ผู้ขับต้องพักอย่างน้อยเป็นเวลา 30 นาทีหลังขับมาแล้ว 4 ชั่วโมง ถัดมาคือภายใน 24 ชั่วโมงห้ามขับเวลารวมกันแล้วเกินกว่า 10 ชั่วโมง

“จากการตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการบางรายมีความพยายามปรุงแต่งข้อมูล เช่น ใช้ความเร็วเกินกำหนดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ปิดบังข้อมูลความจริง อีกส่วนคือใช้อุปกรณ์ปิดบังสัญญาณจีพีเอส ยืนยันว่ากรมการขนส่งฯ ตรวจสอบพบสิ่งผิดปกติได้หมด เพราะข้อมูลไม่ต่อเนื่อง รถไม่สามารถหายตัวได้ ซึ่งผู้กระทำผิดมีโทษปรับสูงสุดทันที ฉะนั้นขอร้องผู้ประกอบการว่าต้นทุนสูงที่สุดคือความเสี่ยงด้านชีวิตและทรัพย์สิน ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการได้วิ่งเพิ่มขึ้นอีก 1-2 เที่ยว”

หลังจากนี้ เอกชัย ชี้ว่าจะพัฒนาต่อยอดระบบ “ดีแอลที” ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถแบบเรียลไทม์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ต้องการตรวจสอบความบกพร่องของตัวรถและร้องเรียนได้ทันที หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายการขนส่ง รวมถึงสามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการเช่นกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการกำกับดูแลพฤติกรรมของพนักงานให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

อีกส่วนที่สามารถพัฒนาได้ด้วยการนำข้อมูลของระบบจีพีเอสไปใช้ เช่น ตรวจสอบได้กว่ารถทัวร์จากต่างจังหวัดจะเข้ามาถึงจุดหมายที่กรุงเทพฯ กี่โมง ระบุเวลาได้เหมือนเครื่องบิน และใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวิเคราะห์แผนระยะยาว เช่น ถนนบางเส้นทางไม่มีจุดพักรถ หรือใช้ความเร็วสูงภาครัฐจึงควรออกแบบเส้นทางให้เหมาะกับข้อมูลที่รวบรวมได้

นอกจากนี้ ยังใช้ข้อมูลพัฒนาโครงข่ายขนส่งสินค้า เพื่อให้รู้ถึงต้นทาง-ปลายทางที่แท้จริงของการขนส่ง เช่น วางแผนตัดถนนเส้นใหม่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง ก็ต้องรู้ว่าเมื่อตัดถนนเสร็จแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เส้นทางใด มีคนวิ่งหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐต้องใช้งบประมาณมาก เสียทรัพยากรมหาศาลรวมถึงด้านการท่องเที่ยวที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมว่านักท่องเที่ยวลงจากเครื่องบินแล้วต้องการเดินทางไปที่ใด สามารถกำหนดพื้นที่เศรษฐกิจท่องเที่ยวได้เช่นกัน

“เราต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยวางแผนเส้นทาง ลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจับปรับความเร็ว เมื่อเทียบกับระบบขนส่งต่างประเทศ ถือว่าประเทศไทยใช้ระบบที่มีความปลอดภัยมากเป็นต้นแบบของโลก ซึ่งหลายประเทศเดินทางมาดูงานเพื่อนำไปใช้เป็นแบบอย่าง แม้ว่าสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนจะสูง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งเฉย เป็นที่มาของการใช้เทคโนโลยีผสมเข้ากับรัฐศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา จึงได้รับความชื่นชมจากผู้บริหารด้านขนส่งจากหลายประเทศ” เอกชัย กล่าว

ด้าน บุญส่ง ศรีสกุล นายกสมาคมธุรกิจรถตู้ต่างจังหวัด กล่าวว่า ทางสมาคมสนับสนุนให้รถโดยสารประจำทางสาธารณะควรติดตั้งระบบจีพีเอส ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยทำให้การเดินทางปลอดภัย แต่ท้วงติงตรงที่การกำหนดความเร็วของรถนั้นต่ำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เนื่องจากข้อกำหนดตั้งไว้ที่ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ช้าเกินไปจึงเรียกร้องให้เปลี่ยนมาเป็นไม่เกิน 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะยังครอบคลุมความเร็วสอดรับกับความตื่นตัวป้องกันอุบัติเหตุของตัวผู้ขับขี่ได้ ทั้งนี้ถนนหลายเส้นทางที่วิ่งระหว่างจังหวัดพัฒนาไปมาก บางเส้นมีถึง 4 เลน ซึ่งรถตู้ป้ายเหลืองจะต้องวิ่งซ้ายตลอด ใช้เลนเดียวกับรถบรรทุกซึ่งหากต้องการแซงจะเกินความเร็ว 90 กิโลเมตรแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงอันตรายมากกว่าเพราะผู้ขับจะไม่กล้าเร่งเครื่องแซง

ดังนั้นหากแซงไม่พ้นจะเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น กรณีที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้ผู้ประกอบการจำใจต้องกลับไปกระทำผิดกฎหมายอีกครั้ง

“ภาพรวมการติดตั้งระบบจีพีเอสถือเป็นเรื่องดี แต่ทุกวันนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมติดจีพีเอส พบว่าระบบยังมีปัญหา บางครั้งใช้งานไม่ได้ ข้อมูลไม่ตรงความเป็นจริง เช่น ผู้ขับไม่ได้ใช้ความเร็วเกิน 90 กิโลเมตร แต่ข้อมูลแจ้งว่าใช้ความเร็วไป 100 กว่ากิโลเมตร เมื่อกรมการขนส่งฯ ตรวจสอบตำแหน่งสถานที่ก็พบว่าข้อมูลจีพีเอสผิดจริง

อีกส่วนคือจำนวนรอบวิ่งน้อยเกินไปทั้งที่ความจริงในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ความพร้อมของผู้ขับสามารถวิ่งได้ประมาณ 4 รอบ แต่ถูกจำกัดด้วยระบบ ทำให้รถไม่เพียงพอต่อผู้โดยสาร”

บุญส่ง กล่าวอีกว่า ภาครัฐควรบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมกับรถรับจ้างไม่ประจำทาง หรือรถตู้ของโรงแรมแต่ละแห่งด้วย ซึ่งภาครัฐยังมองไม่เห็นรถพวกนี้หากปล่อยไว้จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการที่เข้าระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถตู้รับจ้างถูกกฎหมายจะกลายเป็นจำเลยสังคมไปด้วย

สมรภูมิเดือด รถโดยสารสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556205

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

สมรภูมิเดือด รถโดยสารสาธารณะ

เรื่อง : พรเทพ เฮง phorntheps@posttoday.com

ยุคดิจิทัลออนไลน์ได้พลิกโฉมหน้าบริการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะประเภทแท็กซี่ไปอย่างสิ้นเชิง และนี่คงเป็นยุคสุดท้ายของบรรดาแท็กซี่ยุคเก่าที่เอาแต่ไม่รับผู้โดยสาร

ติดตามข้อมูลของการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอาเซียน ที่เข้ามาสยายปีกทำธุรกิจด้านนี้ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็พอจะมองเห็นภาพการกวาดล้าง (Disturb) รถแท็กซี่ในระบบเดิมไปอย่างแน่นอน

เริ่มจากโตโยต้า มอเตอร์ ประกาศซื้อหุ้น “แกร็บ” เพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 หมื่นล้านบาท โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกและถือว่าเป็นเบอร์ 1 ในเมืองไทย ส่วนแกร็บแท็กซี่ เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดนี้ทำให้เห็นความพยายามของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในธุรกิจบริการมากขึ้น แข่งขัน และหาทางร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดตลาดบริการเกี่ยวกับการเดินทางโดยที่ผ่านมา โตโยต้าได้ลงทุนในบริษัท อูเบอร์ เทคโนโลยีส์ ของสหรัฐ และบริษัท เจแปน แท็กซี่

รวมถึงก่อนหน้านั้น แกร็บ ได้ซื้อกิจการอูเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ข้อตกลงที่ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์การซื้อธุรกิจออนไลน์ในภูมิภาค โดยแกร็บจะควบรวมกิจการเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นและรับส่งอาหารของอูเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ในแพลตฟอร์มการให้บริการขนส่งและบริการทางการเงินอันหลากหลายของแกร็บ

เท่านี้ก็พอทำให้เห็นภาพโครงสร้างหลักของการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของแท็กซี่ในเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรถแท็กซี่บนท้องถนนในเมืองไทยเกือบทั้งหมดใช้รถโตโยต้าเมื่อผู้ผลิตที่สำคัญของรถแท็กซี่มาร่วมเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มธุรกิจให้บริการแท็กซี่เอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากว่าจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างไร?

ในอีกด้านหนึ่งสมรภูมินี้เพิ่งเริ่มต้นและยังเปิดกว้างอยู่เสมอ แม้อูเบอร์ถอยให้แกร็บ แต่มีส่วนร่วมในผลประโยชน์อย่างไม่ต้องลงสนามมากนักในอีกด้านผู้ท้าชิงก็เริ่มประกาศตัว เมื่อ เก็ท แอพพลิเคชั่นแบบออนดีมานด์ของไทย ที่ให้บริการหลากหลาย โดยจะเริ่มจากบริการเรียกรถสาธารณะ ได้ประกาศความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายธุรกิจของ “โกเจ็ก” ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่งรายใหญ่ของอินโดนีเซีย และได้แถลงงบลงทุนรวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย

ก่อนหน้าที่จะเข้ามาสู่เมืองไทย โกเจ็ก ได้ทำการเพิ่มทุน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อาทิ กูเกิล วอร์เบิร์ก พินคัส เคเคอาร์เทนเซนต์ และเหม่ยถวน-เตี้ยนผิง

การมาทำตลาดแข่งขันกันระหว่าง แกร็บ กับ โกเจ็ก ในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะหรือแท็กซี่ รวมถึงรถส่วนบุคคลที่มาร่วมให้บริการ นับว่าเป็นการเปิดสมรภูมิที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้านนี้ ในเชิงการแข่งขันเพื่อให้บริการผ่านเทคโนโลยีของอนาคตที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้บริการ

แน่นอน มิติใหม่ของรถโดยสารสาธารณะกำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในเมืองไทย

งานปักแนวนีโอป๊อปทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555879

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 12:16 น.

งานปักแนวนีโอป๊อปทำเงิน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ imp_oZZible

ไม่ใช่อิมพอสซิเบิ้ล หรือ ดิ อิมพอสซิเบิ้ล วงดนตรีรุ่นเดอะจากยุค 60 นะ แต่เป็น “อิ่มพอสซิเบิ้ล” (imp_oZZible) งานปักด้ายแนวนีโอป๊อปที่ไม่เหมือนใคร คนที่จะเล่าเรื่องราวสุดเจ๋งนี้ได้ ไม่มีใครอื่นนอกจากอิ่ม หรือ “พี่อิ่ม” ชลลดา พนมวัน ณ อยุธยา วัย 48 ปี เจ้าของแบรนด์อิ่มพอสซิเบิ้ล แบรนด์ไม่ธรรมดา…แต่เป็นไปได้

ชลลดา เล่าว่า งานหลักเป็นดีไซเนอร์งานชุดชั้นในแบรนด์ดัง ที่เอ่ยชื่อไปก็รู้จักกันทั้งประเทศ ตัวเธอเองเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ทำงานเต็มเหยียดตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ แต่นอกเวลางานและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขอทำงานปักด้ายที่รักมาก เป็นงานปักนีโอป๊อปในแนวกราฟฟิก

“imp_oZZible เป็นงานศิลปะจากเส้นด้ายแนวนีโอป๊อป ใช้เส้นสายทางกราฟฟิก ซึ่งก็คืออะไรที่ไม่เหมือนจริง แต่เราสลายฟอร์มโดยการใช้ศิลปะเฉพาะทางในแบบที่เราถนัด สื่อสารออกมาบนผืนผ้า”

งานส่วนใหญ่ปักบนผ้าลินิน ผ้าฝ้ายและผ้ายีนส์ จากงานชิ้นแรกเมื่อ 3 ปีก่อน ได้ปักรูปสับปะรดบนผ้า เมื่อคนเห็นก็ติดตามเข้ามาถามขอปักบ้าง ถือเป็นการปักแนวใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์ไม่น้อย ผู้คนพูดคล้ายกันว่า ไม่เคยเห็นงานแนวนี้ที่ไหน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายมีบ้างแต่จะปักหมวกหรือทำพล็อตเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

“ผิดกับผู้หญิงที่มักจะจัดเต็ม ชิ้นหน้าก็ปัก ชิ้นหลังก็ปัก จัดเต็มทั้งตัว เราจะวัดขนาดตัวของลูกค้าก่อน จ่ายเงินเต็มวันนี้และรอไปอีก 20 วันอย่างน้อย จึงจะได้ของ”

ชลลดา จบคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) วิชาเอกผ้าพิมพ์และโทเพนต์ติ้ง จบแล้วทำงานหลายอย่างตั้งแต่สิ่งพิมพ์ งานศิลป์ สุดท้ายปักหลักที่บริษัทชุดชั้นในชั้นนำ ปกติจะใช้เวลากับการวาดรูป รวมทั้งเคยสอนเกี่ยวกับการวาดในแนวนีโอคลาสสิก จากจุดนี้เองที่ทำให้สนใจงานปัก

“นึกยังไงไม่รู้ อ้อ…รู้แล้ว ตอนนั้นพูดกับตัวเองว่า ทำอะไรไม่เป็นสับปะรดสักอย่าง เออ…ทำอะไรให้เป็นสับปะรดสักอย่างซิ ก็เลยปักสับปะรด”

การปักผ้าเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ต จากความรักความชอบงานศิลปะแนวผู้หญิง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ทำ กระทั่งสำเร็จออกมาเป็นสับปะรดนีโอป๊อปที่เฉิดฉาย ได้นำไปแสดงในงานรวมรุ่นศิษย์เก่า มช.และต่อยอดในเชิงพาณิชย์จากจุดนั้น ผู้คนบอกต่อกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ไม่เคยได้หยุดพักมือจากงานปักด้ายเลย

“คนไทยไม่ค่อยเห็นปักแนวนี้ นี่จึงอาจเป็นความแปลกใหม่ ปักผ้ายึดหลักตามอารมณ์ ความโดดเด่นของชิ้นงานคือการแมตช์สีทั้งโทนและเฉดที่สะดุดตา ปี๊ด!”

สำหรับราคาของอิ่มพอสซิเบิ้ล ถือว่าจับต้องได้ วัตถุดิบเน้นคุณภาพใช้ไหมญี่ปุ่นพรีเมียม งานปักต่อชิ้น ถ้าเป็นชิ้นใหญ่จัดเต็มขนาดกระดาษ A3 คู่สองแผ่น ราคา 2,600 บาท ถ้าเป็นชิ้นเล็กขนาด 3 คูณ 3-4 นิ้ว ราคา 700-800 บาท ใช้เวลาในการปักต่อชิ้นนาน ต้องอดใจรอหน่อย เพราะทำได้เฉพาะเวลาหลังเลิกงาน

“ตั้งราคาไว้เป็นมาตรฐาน แต่จริงๆ แล้วลูกค้าก็สามารถโค้ดราคาเองได้ โค้ดแบบได้ ปักในแนวทางของเขาก็ได้เหมือนกัน คุยกัน”

ความฝันที่ฝันมานานของชลลดา คือ การมีแบรนด์ของตัวเอง แบรนด์ imp_oZZible ก่อตั้งในปี 2009 ช่วงแรกทำงานกระเป๋าและงานศิลปะอื่น แต่ปัจจุบันเน้นงานปักด้ายเป็นหลัก ผลิตภัณฑ์ของอิ่มพอสซิเบิ้ลเคยถูกแมวมองต่างชาติสนใจและทาบทามให้ผลิตเพื่อส่งออกมาแล้ว แต่ที่สุดต้องปฏิเสธไปเพราะไม่สามารถ “ปั๊ม” งานแบบทีเดียวเยอะๆ ได้

“อยากให้ imp_oZZible ถูกมองว่า เราเป็นแบรนด์คนไทย แบรนด์ทำมือ และแบรนด์ฝีมือที่อาจจะต้องรอนานนิดนึง (ฮา)”

ใครสนใจงานปักด้ายกราฟฟิกแนวนีโอป๊อปที่สวยขาดใจ เข้าไปดูงานปักสวยๆ ที่ไอจีและเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อเดียวกัน imp_oZZible ส่วนไอดีไลน์และเบอร์โทร.08-1702-4520 ปัจจุบันชลลดายังออกบูธด้วย ล่าสุดคือบูธงานบ้านและสวนเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

เช็กลิสต์ 10 ตัวเต็ง มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555878

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 12:13 น.

เช็กลิสต์ 10 ตัวเต็ง มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : วิศเวศ วัฒนสุข กิจจา อภิชนรจเรข

การประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 จะตัดสินในคืนวันเสาร์ที่ 30 มิ.ย.นี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคัดสรรตัวเต็งผู้จะคว้ามงกุฎไปครอง เพราะด้วยความสามารถรูปร่างหน้าตาและการศึกษาทั้ง 40 คน สูสี และที่น่าสังเกตคือ มีสาวงามจบการศึกษาจากต่างประเทศ และนางงามอิมพอร์ต พร้อมใจตบเท้าเข้าประกวดหลายสาวงาม ซึ่งนางงามเองกว่าจะมีความสวยที่สมบูรณ์แบบได้ต้องอาศัยการมีระเบียบวินัย และมีความอดทน ในการเก็บตัวที่ จ.กระบี่ ต้องทำกิจกรรมแน่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หากไม่ “สตรอง” จริงก็ไม่สามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้

ลองไปจับตา 10 ตัวเต็งชิงมงในปีนี้ น่าสนใจอย่างไรบ้าง!

สาวงามหมายเลข 20 นิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์ วัย 23 ปี สูง 169 เซนติเมตร จบปริญญาตรีคณะ Business Administration สาขาการเงิน จาก Univisity of Nevada ลาสเวกัส เธอเตรียมตัวออกกำลังกายล่วงหน้าอย่างหนักก่อนลงประกวดนานถึง 6 เดือน และกินอาหารคลีนทุกมื้อ หากได้ตำแหน่งสิ่งที่นิ้งอยากทำ 2 เรื่อง คือ เป็นกระบอกเสียงให้ผู้พิการได้มีงานทำที่ดี และมีสาธารณูปโภคที่อำนวยความสะดวกให้ เธอรู้ซึ้งถึงปัญหาของคนกลุ่มนี้ดี เพรามีน้องคนกลางที่ป่วยสมองพิการมาตั้งแต่เกิด เรื่องที่ 2 คืออยากเป็นแรงบันดาลใจน้องๆ เรื่องการเรียน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

“นิ้งเคยเรียนภาษาอังกฤษไม่เก่ง เคยโดนแบล็กลิสต์จากไฮสกูล ที่รัฐฟลอริดา เพราะทำข้อสอบประจำรัฐฟลอริดาไม่ผ่านตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน นิ้งโดนส่งกลับไทย คุณพ่อซึ่งเป็นคุณหมอจึงตัดสินใจส่งนิ้งไปอยู่กับเพื่อน แล้วให้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่ลาสเวกัส

นิ้งพัฒนาตัวเองอย่างหนักเพื่อลบคำสบประมาทของครูที่บอกว่า นิ้งไม่สามารถเรียนและพูดเหมือนคนอเมริกันได้หรอก คำพูดนั้นมันเจ็บมาก แต่ก็เป็นแรงผลักให้นิ้งสู้ บอกตัวเองว่า นิ้งต้องทำให้ได้ นิ้งเรียนเพิ่มเติม ไม่เข้าใจอะไรถามคุณครู เตรียมตัวอ่านบทเรียนก่อนเข้าคลาสอย่างน้อย 3 รอบเพื่อเรียนรู้ได้เร็วขึ้น

พอเลื่อนชั้นมามัธยม 6 นิ้งสามารถสอบได้คะแนนสูงที่สุดของชั้น และได้รับเหรียญทองนักเรียนดีเด่น จาก บารัก โอบามา และสามารถเรียนจบปริญญาตรีภายใน 3 ปี จากเด็กผลการเรียนภาษาอังกฤษไม่ดีเลย ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ นิ้งจึงอยากเป็นไอดอลให้เด็กๆ ค่ะ”

“ลูกเป็ดขี้เหร่” ฉายาเมื่อวัยเด็กจากการชื่นชอบการว่ายน้ำจนทำให้รูปร่าง ผอมสูงและตัวดำในวัยเด็ก พัฒนาตัวเองจนมีบุคลิกภาพที่ดี หมายเลข 10 นุก-ฐิตารีย์ เกษร วัย 22 ปี เจ้าของส่วนสูง 173 เซนติเมตร กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

เวทีนี้เป็นเวทีแรกของเธอ “นางงาม” คือ ความฝัน ชื่นชอบดูนางงามตั้งแต่เด็ก อยากสวยและดูฉลาด พูดเก่งเหมือนพี่ๆ นางงาม พอเข้าสู่วัยสาว นุกจึงฝึกฝนให้ดูเป็นผู้หญิงเก่ง เพิ่มความมั่นใจในแบบฉบับของตัวเอง

“เรียกว่านุกเริ่มประกวดมาจากศูนย์ ทุกๆ วันของนุกไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนคนมีประสบการณ์มาแล้ว แรกๆ นุกกังวล เพราะเป็นประสบการณ์ใหม่ เรื่องรูปร่างต้องพร้อมจริงๆ นุกออกกำลังกายอย่างหนัก 7 วัน วันละ 3 ชั่วโมง ก่อนสมัคร 4 เดือนจากน้ำหนัก 54 ลดเหลือ 50 สิ่งที่นุกได้คือรูปร่างฟิตเฟิร์ม”

เคล็ดลับความงามของนุกคือ จะเป็นนางงามต้องมีวินัยสูง กินต้องกินให้เป็นสัดส่วน

นิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์

“นุกกินอกไก่วันละ 600 กรัม กินข้าวได้ 1 ทัพพีครึ่ง/วัน พยายามลดแป้งแล้วเพิ่มโปรตีน กิน 5 มื้อ แต่กินอย่างละนิดเพื่อทำให้รู้สึกอิ่มทั้งวัน อีกทั้งนุกต้องฝึกการออกเสียง นุกมีเสียงแหบ ทุ้ม เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนบุคลิกเสียงของตัวเอง ครูจึงสอนว่า เสียงแหบเป็นเอกลักษณ์แล้ว แต่ให้ออกเสียงให้เต็มเสียงไปเลย”

สาวสวยอารมณ์ดี จุ๊บจิ๊บ-พลิตา พุทธรัสสุ หมายเลข 12 เจ้าของรางวัลเบสต์ สวิมมิ่ง สูท ทำให้เธอโดดเด่นฉายแสงขึ้นมา “หนูมั่นใจว่าหนูจะต้องได้ตำแหน่งชุดว่ายน้ำดีเด่น เพราะหนูเชื่อว่าการคิดบวก จะมีพลังงานบางอย่างคอยผลักดันให้เราประสบความสำเร็จ แม้รูปร่างหนูอาจสู้เพื่อนไม่ได้ แต่จริตจะก้านหนูก็ไม่เบา (ยิ้ม) บวกกับความมั่นใจเวลาเดินบนเวที หนูเป็นคนมั่นใจในสิ่งที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี”

หมายเลข 15 หมอเอย-ทพญ.วรรณพร มรรคดวงแก้ว ศึกษาจบจากคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชีวิตคุณหนูไม่เคยต้องลำบาก ด้วยชื่นชอบนางงามมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ด้วยการเรียนและหน้าที่การงานเธอจึงไม่มีเวลามาลงสมัครบนเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ แต่เมื่อเวทีประกวดขยายเวลาสำหรับผู้สมัครเป็น 27 ปี เธอจึงไม่รอช้า ฟิตหุ่นจากหนัก 54 ลดลงมาเหลือ 48-50 กิโลกรัม โดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัวคือน้องชายสุดหล่อ ช่วยฟิตหุ่นให้เฟิร์มให้ ซึ่งท่วงท่าการเดินบนเวทีเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเธอมาก ต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก

สาวงามหมายเลข 11 พลอย-วาเลนติน่า จาร์ดุลโล ลูกครึ่งไทย-อิตาลี วัย 24 ปี หุ่นกะทัดรัดที่ 165 เซนติเมตร กำลังศึกษาปริญญาโทที่ประเทศอิตาลี สามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส

“ตั้งใจมาประกวดเพราะอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น จากเด็กขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง ชอบทำงานจิตอาสา หนูมานั่งคิดจุดประสงค์ของหนู มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์เหมือนกันคือ การช่วยเหลือคนอื่น สิ่งที่หนูคาดหวังจากการประกวดคือ เป็นนางงามก็ต้องจิตใจดี หนูอยากบอกเล่าให้ต่างชาติรู้ว่า ประเทศไทยดีแค่ไหน ซึ่งคุณแม่ของหนูก็ทำงานจิตอาสาช่วยเหลือผู้หญิงไทยในยุโรป หนูได้สิ่งเหล่านี้มาจากแม่ ถ้าหนูได้ตำแหน่งก็ช่วยทำงานด้านเผยแพร่วัฒธรรมไทยได้”

สาวงามหมายเลข 14 วีนา-ปวีนา ซิงห์ วัย 22 ปี สูง 178 เซนติเมตร จบการศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษารัสเซีย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอปรากฏกายบนเวทีครั้งใดจะมีเสียงเชียร์ดังกระหึ่มที่นั่น แรกๆ เธอรู้สึกกดดัน แต่ตอนนี้สบายๆ เพราะเสียงเชียร์เหมือนเป็นแรงผลัก ทำให้เธอยิ่งต้องทำให้ดีที่สุดและทำอย่างเต็มที่

“เมื่อทุกคนได้เข้ามาเป็น 40 คน ก็มีสิทธิคว้ามงกุฎหมด ดังนั้นรักใครชอบใครก็เชียร์คนนั้น เมื่อใครได้ เราก็ต้องดีใจไปกับเขา แสดงว่าคณะกรรมการต้องเห็นอะไรบางอย่างในตัวคนคนนั้น ว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018

สำหรับวีนาก็คาดหวังกับมงกุฎ ก็อยากได้เหมือนกัน แต่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด การเตรียมตัวอยู่บนเวที วีนาประกวดเวทีนี้เป็นครั้งแรก จริงๆ แล้วเราไม่ต้องสวยเหมือนพิมพ์นิยม เราจะสวยแบบไหนก็ได้ ตราบเท่าที่เรารู้สึกมั่นใจในตัวเอง

ถ้ามาประกวดแล้วได้ วีนาก็จะมีความไม่เหมือนใคร แม้หน้าตาวีนาเป็นอินเดียแต่ความเป็นไทยของวีนามีแน่นอน วีนาเกิดและโตที่ไทย วีนาสัญชาติไทย เรียนมีเพื่อนก็เป็นคนไทย หนูคิดว่าหน้าตาเป็นแค่รูปลักษณ์ภายนอก วีนาอยากให้คนมองถึงแก่นแท้ข้างในวีนาก็คนไทยคนหนึ่ง ไม่สำคัญที่รูปร่างหน้าตา”

วีนาบอกว่า เธอไม่ได้สวยพร้อมแบบนี้มาตั้งแต่เกิด “ตอนเด็กๆ วีนาติดเป็นเด็กอ้วนด้วยซ้ำ แต่ย้อนกลับไป 1-2 ปี วีนาก็เริ่มอยากประกวด ตอนนั้นน้ำหนักเกือบ 75 ถ้ามาประกวดต้องมั่นใจในรูปร่างตัวเองก่อน วีนาเลยเลือกลดน้ำหนักจนตอนนี้เหลือ 55 ลดไป 20 กิโลกรัม ทุกวันต้องออกกำลังกาย ซึ่งช่วง 21 วันแรกทำยากมากๆ

วีนาเล่นทั้งยิม ต่อยมวย หลังเลิกเรียนก็ออกกำลังกายเล่นเวตเพื่อกระชับรูปร่างวีนาต้องออกกำลังกายทุกวัน พอเล่น 2 เดือน น้ำหนักค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ ตอนเหลือ 55 แต่ไม่มีกล้ามเนื้อเลย จึงเล่นเวตเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ กินก็ต้องระวัง ส่วนสีผิวน้ำผึ้งเป็นธรรมชาติ ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจ ต้องอดทน และมุ่งมั่นค่ะ”

อีกหนึ่งตัวเต็ง หมายเลข 9 นิต้า-อนิพรรณ เฉลิมบูรณะวงศ์ วัย 25 ปี สูง 174 เซนติเมตร จบการศึกษาปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พี่สาวแท้ๆ ของ แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ที่มีทั้งน้องสาวและคุณแม่เป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว เธอบอกว่าการเป็นนางงามไม่ง่าย อีกทั้งนางงามต้องความคิดบวกที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมของคนในสังคม รู้กาลเทศะว่าควรปฏิบัติตัวแบบในมีมารยาททางการกิน การพูดคุย

“การเตรียมความพร้อมของนิต้า จากคนที่มีรูปร่างผอมและตรง ไม่มีอกเอวสะโพก นิต้าต้องเข้ายิมทุกวัน ต้องเพิ่มและลดเพื่อให้รูปร่างสวยงาม สร้างส่วนโค้งส่วนเว้า แล้วต้องฝึกเดินให้เป็นนางงาม ไม่เดินเร็วเหมือนเป็นนางแบบ ต้องฝึกการยิ้ม การเดิน ฝึกใส่รองเท้าส้นสูงที่สูงกว่าการเดินแบบ โดนรองเท้ากัดเป็นประจำ เตรียมตัว เช่น จัดการกับสัญญาที่ค้างคากับค่ายเก่า วางแผนเรื่องการแต่งกาย นิต้าก็ต้องเตรียมลุคบุ๊กเพื่อให้ตัวเองไม่ซ้ำกับน้องที่เป็นนางแบบจ๋า ทำลุคบุ๊กของตัวเองในแต่ละวัน ยืมเสื้อผ้า และปรึกษาผู้ใหญ่ในวงการแฟชั่นเสื้อผ้าเตรียมใช้เวลา 1 เดือน”

สาวงามหมายเลข 1 นิโคลีน-พิชาภา บุญชู อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่ Citruss College แคลิฟอร์เนีย เคยได้รับตำแหน่ง มิสไทยนิวเยียร์ 2014-15 มิสทีน เอเชีย ยูเอสเอ 2015-2516 สำหรับเรื่องการเตรียมตัวเพื่อเข้าประกวดไม่ต้องเป็นห่วง เพราะดีกรีรูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดา เคยได้รับตำแหน่งมิสทีน เอเชีย ปี 2014 มาแล้ว เธอจึงคุ้นชินกับการดูแลรูปร่างและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เรื่องภาษาหายห่วงเพราะเธอเติบโตที่สหรัฐอเมริกา

โซ่-นัทธ์หฤทัย อัครกิจวัฒนากุล วัย 24 ปี สาวงามหมายเลข 5 ด้วยน้ำหนักตัวเพียง 46.6 ส่วนสูง 174 เซนติเมตร จบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โซ่เคยผ่านเวทีประกวด ไทยซูเปอร์โมเดล ปี 2013 มาแล้ว อีกทั้งยังเคยสมัครมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 และรอบเข้ารอบ 40 คน แต่ต้องสละสิทธิเพราะประสบอุบัติเหตุเสียก่อน ด้วยภาพลักษณ์นางแบบที่มีรูปร่างผอมบาง บนเวทีนางงามเธอจึงต้องกินโปรตีนเพิ่มน้ำหนักและกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายเน้นหนักท่าสควอตเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อบั้นท้ายให้กระชับ

ปิดท้ายที่สาวงามหมายเลข 24 คิตตี้-วธูสิริ ใจกลาง วัย 24 ปี สูง 170 เซนติเมตร กำลังศึกษาปริญญาโท ชั้นปีที่ 2 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาสารสนเทศศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การเตรียมตัวเริ่มตั้งแต่ประกวด นางสาวลำพูน นางสาวเชียงใหม่ สู่เวทีมิสยูนิเวิร์สฯ เธอจริงจังกับเวทีนี้มาก การเตรียมตัวเธอจึงหันมาออกกำลังกายอย่างหนัก ดูคลิปการตอบคำถาม จับประเด็นข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้น เข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษคอนเวอร์เซชั่น 3 เดือน ทำฟันวีเนียร์ให้ฟันสวยขาวและต่อฟันจากฟันสั้นทำให้ฟันยาวเต็มขึ้น และทำผิวขาวของสาวเหนือ ให้เป็นสีแทนเพื่อทำให้ตัวเองมีผิวสวยโดดเด่นเวลาถ่ายภาพ

เชียร์บอลไม่ให้ร่างกายชอร์ตและเสียงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555747

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 12:07 น.

เชียร์บอลไม่ให้ร่างกายชอร์ตและเสียงาน

เรื่อง วรธาร

ฟุตบอลโลกปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ตอนนี้อยู่ระหว่างการแข่งขันนัดที่ 2 รอบ 32 ทีม เพื่อหาทีมเข้ารอบ 16 ทีม ปรากฏว่ามีบางทีมตกรอบไปแล้วจากการแพ้ 2 นัดรวด ทว่าตารางการแข่งขันฟุตบอลโลกยังมีให้ชมอีกยาวนาน หมดจากรอบ 32 ทีม ก็รอบ 16 ทีม ต่อเนื่อง 8 ทีม 4 ทีม และชิงชนะเลิศ

คอบอลที่ชอบเชียร์เรียกว่าได้ดูกันยาวๆ แต่การอดนอนต่อเนื่องหลายวันไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เพราะย่อมส่งผลให้สมองของเราทำงานผิดพลาด ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ หรือทำงานได้ช้าลง ประสิทธิภาพในการรับรู้ เรียนรู้ และความจำก็จะแย่ลง หรือเบลอ แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้คอบอลที่ชอบเชียร์จะฝ่าด่านการนอนดึกได้อย่างไรไม่ให้เสียงานและร่างกายอ่อนแอทรุดโทรม ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM มีข้อมูลมาดีๆ มาแนะนำ

ชีวิตพังอย่างไรเมื่ออดนอน

“การนอนหลับพักผ่อนไม่ถึง 6 ชั่วโมง/วัน จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อสมองและระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ตลอดจนโรคมะเร็ง นอกจากนั้นการนอนหลับที่ไม่เพียงพอยังมีผลต่ออารมณ์ โดยอาจทำให้อารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิดง่าย มีความจำสั้นหรือไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมใดๆ ดังนั้นการนอนหลับให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรทำร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารให้เพียงพอ” ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าว

ร่างกายอ่อนเพลีย

การนอนเป็นเหมือนกับการสะสมพลังงานให้กับร่างกาย การที่เราอดนอนจะทำให้ร่ายกายของเราไม่ได้สำรองพลังงานไว้ใช้ ทำให้เราต้องฝืนใช้พลังงานที่มีไว้สำหรับการฟื้นฟูร่างกาย ถ้าเราอดนอนเพียงระยะสั้นๆ ก็อาจจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าเราอดนอนติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้ร่างกายเราอ่อนแอลง จนป่วยได้เลย

อารมณ์เสียง่าย

การที่เรานอนไม่พอ หรืออดนอน จะมีแนวโน้มทำให้เรากลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ซึ่งอารมณ์แปรปรวนในที่นี้ไม่ได้มีแค่อารมณ์โกรธเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเครียด ความเศร้า และอารมณ์อื่นๆ อีกด้วย เพราะคนที่อดนอนจะควบคุมอารมณ์ได้ยาก และทำให้อารมณ์เกิดการเหวี่ยงไปมาได้ง่ายกว่าคนที่นอนอย่างเพียงพอ

สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง

การนอนดึกจะทำให้ร่างกายของเราผลิตฮอร์โมนอย่างผิดปกติ และถ้าเรายิ่งอดนอนก็จะมีผลต่อฮอร์โมนเพศของเรา เมื่อเราผลิตฮอร์โมนเพศน้อยลงจะส่งผลต่อความต้องการทางเพศ และสมรรถภาพทางเพศ อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ต่างๆ ตามมาได้

อ้วนขึ้น

คนที่นอนไม่พอ หรือมีการอดนอนติดต่อกัน จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติ และทำให้ร่างกายกำจัดไขมันส่วนเกินได้น้อยลง นอกจากนี้การอดนอนจะทำให้เราอยากอาหารมากขึ้น ทำให้กินเยอะขึ้น และกลายเป็นต้นเหตุของน้ำหนักตัวในที่สุด เพราะแบบนี้คนที่กำลังเข้าคอร์สลดน้ำหนัก เทรนเนอร์ทุกคนจะมีการกำชับให้นอนให้เพียงพอและสม่ำเสมอ เพราะการนอนหลับให้เต็มอิ่มนั้นส่งผลต่อการลดน้ำหนักไม่มากก็น้อย

นอนดึกได้…แต่ต้องให้รางวัลร่างกายด้วย

1.ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหน เมื่อนอนแล้วก็ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง

2.งีบช่วงพักกลางวันประมาณครึ่งชั่วโมง จะทำให้สดชื่นขึ้น

3.เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ให้สมองได้รับการกระตุ้น ตื่นตัวรับสิ่งใหม่ๆ

4.งดชา กาแฟ

5.ชดเชยด้วยวิตามินบีและซี

6.รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของมังคุด ถั่วเหลือง งาดำ ฝรั่ง และบัวบก เพื่อเพิ่มสมดุลในร่างกาย

แฟนๆ ลูกหนังทั้งหลายปฏิบัติตามข้อเหล่านี้แล้ว ไม่โทรม ไม่ทรุด ไม่พัง ทั้งร่างกายและอารมณ์แน่นอน!

ดูบอลโลกแบบวิน-วิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555745

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 11:57 น.

ดูบอลโลกแบบวิน-วิน

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

เมื่อคืนใครชนะ สำหรับคอบอลคงเป็นประโยคคำถามที่ไม่อยากเอ่ยแน่ๆ เพราะตัวจริงเสียงจริงต้องดูเองสิ ยิ่งทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างฟุตบอลโลก (World Cup) 4 ปีมีหน ไม่ใช่แฟนลูกหนังตัวยงยังอดไม่ได้ที่ต้องดู

ยิ่งรอบ 16 ทีมสุดท้ายงวดเข้ามา จากที่เคยพลาดชมสักแมตช์สองแมตช์ กลายเป็นว่าต่อไปนี้พลาดชมไม่ได้ แค่กะพริบตา อ้าว ทีมโปรด ทีมเต็งตกรอบ เพราะในการแข่งขันลูกหนังกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้

ฟุตบอลโลก 2018 จัดที่ประเทศรัสเซีย เวลาช้ากว่าเมืองไทยหลายชั่วโมงแล้วแต่เมืองที่จัดการแข่งขัน ซึ่งส่วนใหญ่เวลาที่จัดการแข่งขันจะตรงกับเวลากลางคืนถึงดึกบ้านเรา เช่น คืนนี้ อังคาร 26 มิ.ย. มีการแข่งขัน เดนมาร์ก-ฝรั่งเศส/ออสเตรเลีย-เปรู เวลา 21.00 น. และไนจีเรีย-อาร์เจนตินา/ไอซ์แลนด์-โครเอเชีย เวลา 01.00 น. กว่าจะจบการแข่งขันปาเข้าไปเกือบตี 3 อ๊ะๆ ใครมีงานเช้าห้ามอู้กันนะ

การนอนเป็นยาวิเศษ

เชียร์บอลให้สนุก อารมณ์แช่มชื่นจนถึงรอบชิงชนะเลิศ คุณผู้ชมก็ต้องมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่เป็นเลิศด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะวูบ ถูกน็อกเอาต์ก่อนที่จะได้ชมแมตช์สำคัญ ในวันที่ 15 ก.ค. แข่งที่เมืองมอสโก ซึ่งเวลาช้ากว่าเมืองไทย 4 ชั่วโมง

เรื่องของเวลาที่เหลื่อมล้ำกันมาก ส่งผลต่อวงจรเวลาของร่างกาย ไม่ว่าจะระบบการนอน การตื่น ส่งผลต่อการทำงาน เวลาหิวอาหารได้อีก

นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ กล่าวว่า การดูฟุตบอลเป็นสันทนาการที่ดี แต่ดูบอลให้มีสุขภาพดีต้องดูแลตัวเองด้วย

“การดูบอลอย่างมีสุขภาพดีควรแบ่งเวลาให้ถูก แมตช์สำคัญพลาดไม่ได้ ควรนอนตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ใช่อดนอนยาวเลยทั้งคืน

การนอนในเวลาที่ผิดเพี้ยนชั่วคราวไม่เป็นไร แต่ถ้าเรานอนผิดเวลาบ่อยๆ ร่างกายมีระบบความทรงจำเรียกว่า นาฬิกาชีวภาพ

ถ้านอนผิดเวลาเกิน 1 สัปดาห์ เริ่มมีปัญหาแล้วครับ ร่างกายจะจำเวลาใหม่ คำแนะนำของผม แมตช์ไหนไม่ชอบมาก ไม่สำคัญ ควรพักผ่อนบ้าง ให้ร่างกายกลับสู่วงจรเดิม

คนเราต้องการการนอนที่เพียงพอ มีวงจรการนอน เริ่มตั้งแต่หลับตื้นหลับลึก ถ้าครบวงจรใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง หลับเต็มที่ 6 ชั่วโมงจะสดชื่นมาก

นอน 2-3 ชั่วโมง สะดุ้งตื่นจะงัวเงีย เพราะนอนหลับไม่ครบวงจร ยิ่งนอนเวลาตี 3 ตื่น 6 โมงเช้า ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วย สมองเมื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ

ในการดูแลสุขภาพช่วงนี้ พวกเครื่องดื่มชูกำลังไม่ค่อยแนะนำ ระยะยาวจะส่งผลให้สุขภาพแย่ได้ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมแนะนำให้ลางานเลย เพราะถ้าไปทำงานในสภาพที่งัวเงียอาจเกิดอุบัติเหตุได้”

เรื่องอาหารการกินก็สำคัญ ดูฟุตบอลในช่วงเวลาดึกส่งผลให้หิว ร่างกายต้องการพลังงาน ยิ่งถ้าดูกันกลุ่มใหญ่ มีการสังสรรค์ การกินยิ่งไม่มีขีดจำกัด

“ถ้าเรากินมื้อเย็นปกติอิ่มแล้ว การมากินมื้อดึกอีก ทำให้ร่างกายจดจำไม่ใช่มื้อปกติของเรา ในวัยอายุ 40 ปีขึ้นไป จะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มง่าย ไขมันในเลือดสูง

หากหิวดึกๆ หรือจำเป็นต้องกินจริงๆ เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดีที่สุดน้ำเปล่า นมก็ได้บ้าง อาหารเน้นเป็นของขบเคี้ยวจำพวกถั่ว อัลมอนด์ ผลไม้ที่ให้ความหวานไม่มาก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง”

6 สัญญาณ ร่างกายได้ใบเหลือง

ถ้าคุณอดหลับอดนอนดูบอลทุกคืนทุกแมตช์มาตั้งแต่นัดเปิดสนามจนถึงรอบนี้และมีแผนโยงยาวไปอีกจนจบฟุตบอลโลกนั้นล่ะ โธ่เอยร่างกาย ทำไฉนถึงจะทนไหว สภาพร่างกายจะต้องรวนเร และแสดงอาการออกมาประท้วงเรียกร้องให้คุณรู้เสียแล้วว่า คนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะอดตาหลับขับตานอนดึกๆ ดื่นๆ ตื่นมาเช้ามาทำงานต่อแล้วหวังจะได้ประสิทธิภาพเต็มร้อย

1.เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่สอง

2.การซ่อมแซมเซลล์ในร่างกาย หรือกลไกการ Healing จะลดลง

3.มีผลรุนแรงต่อเซลล์สมอง ทำให้มีปัญหาทั้งในแง่สมาธิ ความจำ และการเรียนรู้ต่างๆ ถดถอยลง

4.มีผลต่อการผลิตฮอร์โมน Cortisol ในวันถัดไปลดลงน้อยลง มีผลลดการผลิต Growth Hormone ซึ่งผลรวมจะทำให้เกิดการทำงานของร่างกายผิดปกติ มีผลต่อภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีผลต่อารมณ์ มีผลต่อพลังงานในร่างกาย

5.การอดหลับอดนอนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า

6.ส่งผลกับร่างกาย อาจจะทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายหรือลดลงผิดปกติได้

นพ.อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโ ชค หัวหน้าศูนย์ Vejthani Q-Life โรงพยาบาลเวชธานีให้คำแนะนำว่า หากมีความจำเป็นต้องอดหลับอดนอน ต้องเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยชดเชยวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายจะต้องได้รับทดแทน ควรหลีกเลี่ยงการอดหลับอดนอนเป็นระยะเวลานานๆ เพราะจะส่งผลต่อการก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่จะทำร้ายเซลล์ในร่างกาย รวมทั้งมีผลกระทบต่อฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความเสื่อมภายในร่างกายเราได้

ดูฟุตบอลสไตล์ซิโก้

ร.ต.ท.เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือซิโก้ อดีตกุนซือทีมชาติไทย ที่ตอนนี้เป็นประธานมูลนิธิซิโก้ ได้เผยไลฟ์สไตล์การชมฟุตบอลโลก 2018

“ดูเกือบทุกแมตช์ เชียร์บราซิล ตัวเต็งยังโชว์ฟอร์มไม่เป็นที่น่าประทับใจเท่าไหร่แต่แน่นอนด้วยความรัก แพ้ ชนะ เสมอ เราก็เชียร์ เชียร์รูปแบบการเล่น และเราก็คงไม่ได้เชียร์เฉพาะตอนที่เป็นแชมป์ หรือตอนที่ได้ 3 แต้ม

วันหนึ่งอาจจะแข่งถึง 3 คู่ คู่ค่ำๆ ดูได้สบาย แต่ถ้าเริ่มช่วงตี 1 ถ้าดูเสร็จประมาณตี 3 แล้วต้องตื่นเช้าตี 5 ไปส่งลูกถ้าดูคู่ที่ 3 ต่อเนื่องกันหลายคืนก็ไม่ไหว แน่นอนคือพยายามเลือกดู วันนี้จะดูเฉพาะเกมที่ตัวเองเชียร์ ดูพัฒนาการของแต่ละทีม เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงในการทำงานของตัวเอง

วิธีการถ้าจะดูคู่ดึกจริงๆ ของผมคือนอนก่อนแล้วตั้งนาฬิกาปลุก เลือกดูบางคืน อย่าหักโหมเพราะสุขภาพก็สำคัญ ในมุมมองของผม วันนี้เชียร์ยังไงแล้วจะไม่เกิดการทะเลาะกัน เชียร์ยังไงให้สนุก เชียร์ยังไงให้เกิดประโยชน์ต่างหาก เราสามารถเพิ่มทีมเชียร์ได้ อย่างเช่นเยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่นทีมเอเชีย ก็สามารถเพิ่มอรรถรสในการเชียร์ได้มีอรรถรสในทุกคู่

บอลโลกบางคนอาจจะดูแล้วเครียด เพราะอาจเล่นการพนัน แต่วิธีการของผมเป็นนักกีฬามาก่อน ก็จะดูด้วยความสนุกสนาน ใช้เวทีบอลโลกเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะว่าบางคนพ่อแม่ออกไปทำงานแต่เช้า ตอนเย็นกลับมาเราดูบอลได้พูดคุยกับลูก ทำไมทีมนี้ชนะ ทำไมทีมนี้แพ้ ทำไมทีมนี้เสมอ เป็นการสอนลูกไปในตัวด้วย วิธีการสอนลูกของผมก็คือเล่นให้สนุกและเชียร์ให้สนุกด้วย

ถ้าถามว่าใครจะชนะ เราก็ไม่สามารถรู้ได้ เพราะแม้แต่เราเป็นโค้ชเอง ก็ไม่รู้ว่าทีมเราจะชนะหรือไม่ มันบอกไม่ได้ ฉะนั้นคนที่เล่นการพนันรู้ได้เลยว่า โอกาสที่จะเสียเงิน โอกาสที่จะแพ้นั้นมีเยอะ ขนาดเป็นโค้ชเองยังไม่รู้เลยว่าแบบนี้จะชนะหรือไม่คนที่เล่นการพนันฟุตบอลยังไม่ได้ลงไปในสนามเลย ไปเล่นเดิมพันโอกาสที่จะเสียเงินมีสูง”

บอลแพ้ สภาพจิตใจอย่าแพ้

ข่าวแฟนบอลยกพวกตะลุมบอนกันหลังจบการแข่งขันในต่างประเทศ เพราะเกิดจากการยอมรับความพ่ายแพ้ของทีมโปรดไม่ได้ ความผิดหวัง ความเครียดที่เกิดจากการชมเชียร์ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มี หากไม่สามารถแยกแยะ และดึงตัวเองออกมาหลังจากจบการแข่งขันได้ ก็สามารถตกลงในหลุมดำ

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์โรงพยาบาลเวชธานี บอกว่า การดูบอลเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความบันเทิง ผ่อนคลายในคนที่ชอบ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบมาก ดูแล้วเกิดความอินอินกับการแข่งขัน อินกับผลแพ้ชนะ

“เวลาเกิดความคาดหวังสูงๆ เวลาชมเกิดความตึงเครียดในการชมอย่างไม่รู้ตัวในระหว่างเกม บางคนเราพบว่ามีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไป เขาค่อนข้างเอาความรู้สึกเทไปกับการแข่งขัน แล้วเกิดความเครียดเรื้อรัง

บางคนพอทีมแพ้เกิดความผิดหวัง หงุดหงิด ทำอะไรก็ไม่รู้สึกมีความสุข ถ้าเขาควบคุมตัวเองได้ก็ไม่แสดงออก แต่คนใกล้ชิดต้องคอยสังเกตอาการ

บางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ อย่างที่เราเห็นแฟนบอลต่างชาติทำลายข้าวของ ใช้ความรุนแรงในการระบายอารมณ์ หรือพอหงุดหงิดก็อารมณ์ไม่ดีใส่ครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้คนได้

ยิ่งช่วงที่มีการแข่งขันบ่อยๆ มีการผิดหวังบ่อย แล้วดูดึก นอนพักผ่อนน้อย ส่งผลให้ภาวะอารมณ์ไม่ปกติได้ ค่อนข้างเป็นลบทำให้เสพติดการนอนหลับยาก เสพติดการหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย

วิธีการผ่อนคลาย ไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางความรุนแรง ฝากไว้สำหรับคนที่มีแนวโน้มต้องการความช่วยเหลือ โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง 1323 สายด่วนกรมจิตแพทย์ หรือพบคุณหมอตามโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงได้เลย”

ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพ “สามารถเกิดการกระตุ้นโรคอื่น เช่น ความดัน โรคหัวใจ หรือเกิดโรคใหม่ หลอดเลือดเส้นเลือดในสมอง เวลาดูบอลอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเอง นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายด้วย”

ดูฟุตบอลโลก 2018 ให้สนุก ไม่ทำร้ายร่างกายตัวเอง และส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ผู้คนใกล้ตัว ฟุตบอลโลกเตะกระชับมิตร เราก็ควรดูฟุตบอลโลกอย่างเป็นมิตรกับร่างกายให้ วิน-วิน กันทุกอย่าง

นัดหมายงานอย่างไรไม่ให้พลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555651

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 14:19 น.

นัดหมายงานอย่างไรไม่ให้พลาด

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : Pixabay

ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ผ่านตารางงานอันยุ่งเหยิง ที่ลูกค้าพร้อมใจกันขอนัดหมายในช่วงสัปดาห์เดียวกันราวกับเป็นวันมาฆบูชา ที่เหล่าพระสงฆ์พร้อมใจเดินทางมาประชุมโดยมิได้นัดหมาย ความยุ่งเหยิงวุ่นวายย่อมตามมาเสมอ เผลอๆ เราอาจจะจำสลับกันก็เป็นได้ วันนี้เรามีเทคนิคเพิ่มความจำไม่ให้นัดหมายอย่างผิดพลาด

1.กำหนดช่วงเวลาของเราให้ชัดเจน

หากคุณต้องนัดหมายลูกค้าพร้อมกัน 5 คน ให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ควรกำหนดช่วงเวลาที่เราสะดวกให้ชัดเจน เช่น สะดวกช่วง 10.30 น.ในช่วงเช้า และ 13.30 น.ในช่วงบ่ายของวัน และใน 1 สัปดาห์นั้น สะดวกวันไหนบ้าง เผื่อให้อีกฝ่ายเช็กตารางนัดหมายที่สะดวกตรงกัน เชื่อเถอะว่าต่อให้ลูกค้าที่มีตารางงานยุ่งที่สุดก็ยังมีเวลาที่ตรงกับเราในวันใดวันหนึ่งอยู่ดี

2.กำหนดพื้นที่นัดหมายให้สะดวกทั้งสองฝ่าย

พื้นที่นัดหมายเพื่อพูดคุยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องระยะเวลาในการเดินทางและความสะดวกของทั้งสามฝ่าย หากเป็นการนัดพบลูกค้าย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปถึงที่ทำงานหรือบ้านลูกค้า ดูเส้นทางแล้วเลือกช่วงเวลาที่คิดว่าสามารถไปถึงได้ทันเวลาและสามารถเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดได้

แต่หากเป็นการนัดพบทั่วไปเลือกสถานที่อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าเป็นหลักทั้งหมดจะช่วยทำให้คุณสามารถคุมเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีโดยเฉพาะการนัดพูดคุย 2 สถานที่ในวันเดียวกัน

3.นัดหมายทีละคน

การนัดหลายคนพร้อมกันนั้นเราควรนัดให้เสร็จสิ้นเป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการนัดหมาย ช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและเวลาได้ลงตัวมากขึ้น ป้องกันการสับสน จำสลับกันซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

4.จดทุกครั้งที่นัดหมายได้

ไม่ว่าคุณจะใช้สมุดจดนัดหมายหรือบันทึกการนัดหมายในสมาร์ทโฟน คือสิ่งที่คุณไม่ควรลืมทุกครั้งที่นัดหมายได้สำเร็จ สำคัญคือต้องใส่รายละเอียดทั้งหมดให้ครบชื่อคนนัดหมาย บริษัท สถานที่ เวลา และหัวข้อเรื่องที่จะพูดคุย เมื่อนัดคนแรกได้แล้วค่อยโทรนัดคนต่อไป

ในกรณีที่รอคำตอบช้า หรือติดต่อไม่ได้ให้ส่งข้อความไปหา เพราะบางครั้งบางคนไม่นิยมติดต่อกลับในสายที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่เพราะถูกติดตามทวงหนี้แต่อาจเป็นเพราะปัญหา บริษัทประกัน บัตรเครดิตธนาคาร เซลส์ขายสินค้า โทรมารบกวนบ่อยครั้ง

จนไม่รู้ว่าสายไหนเป็นเรื่องงานสายไหนโทรมาเพื่อขายสินค้า หลังจากติดต่อได้แล้วควรกำชับว่า รบกวนขอคำตอบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเร่งรัดเวลาในการนัดหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

5.อย่าพยายามจำทุกอย่างในครั้งเดียว

หากเราเป็นมนุษย์สายพันธ์ุขี้ลืม อย่าพยายามจำทุกอย่างให้ได้ในครั้งเดียว แล้วปล่อยผ่านเลยไป การนัดหมายก็เช่นกัน เมื่อเราจดบันทึกการนัดหมายและหัวข้อที่จะพูดคุยแล้ว ใช้เวลาหลังเลิกงาน ในการทบทวนงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ เนื้อหา และตารางการนัดหมายให้เรียบร้อย

6.เลือกใช้บริการรถสาธารณะ

ในสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวกสบายรถประจำทางออกทุก 30 นาที และรถไฟฟ้ามีเพียงสายเดียว การใช้รถส่วนตัวดูเป็นทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกสบายมากที่สุด

แต่ปัจจุบันในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้ การเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร แกร็บคาร์ แกร็บไบค์ ไปจนถึงรถไฟฟ้า มีจำนวนรถที่ให้บริการสูงขึ้น ช่วยทำให้เราควบคุมเวลาในการเดินทางได้ดีกว่ารถส่วนตัว ประหยัดกว่า และมีทางออกปัญหาที่สูงกว่า

ยกตัวอย่างกรณีรถติดย่านลาดพร้าว หากใช้รถส่วนตัวคุณจะสละรถที่ขับอยู่แล้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปต่อรถไฟฟ้าเพื่อให้ถึงที่หมายไม่ได้เลย

7.ตื่นเช้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่า

สุดท้ายที่จะช่วยไม่ให้คุณพลาดนัดสำคัญก็คือ การตื่นเช้าในช่วงเวลา 05.00-06.00 น. ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถตื่นขึ้นมาวางแผนการทำงานของวัน และหากคุณลืมว่ามีนัดในช่วงเช้าตรู่เช่น 08.30-09.00 น. คุณก็ยังมีทางเลือก ออกจากบ้านไปยังที่นัดหมายได้ทันเวลาโดยไม่เสี่ยงกับรถติดได้อีกด้วย

ฟิตหุ่นแบบเร่งด่วน ใครว่ายาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555650

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 14:15 น.

ฟิตหุ่นแบบเร่งด่วน ใครว่ายาก

เรื่อง : พุสดี

ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่เร่งรีบราวติดจรวด ไม่ว่าจะทำงาน ออกกำลังกาย ต้องเห็นผลรวดเร็วทันใจ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ใกล้ถึงวันสำคัญของชีวิตอย่างวันแต่งงาน ยิ่งต้องการทางลัดในการดูแลรูปร่าง

เพราะเข้าใจเรื่องความสวยความงามเป็นอย่างดี ล่าสุดผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม “ธัญ” (Thann) จัดกิจกรรมแนะนำเทคนิคการดูแลตัวเองเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ร่วมกับกูรูสาวนักออกกำลังกายชื่อดังที่มีตำแหน่ง Top 4 Health & Fitness influencer’s ปี 2017 เจ้าของหุ่นสวย อลิตา ตันติวีรสุต มาเผยเคล็ดลับพิชิตหุ่นสวยแบบเห็นผลทันใจ

อลิตา แนะนำว่า ขั้นแรกของการดูแลรูปร่าง ต้องเริ่มจากการสร้างทัศนคติที่ดีก่อน หากมีความตั้งใจว่าจะเป็นเจ้าของหุ่นที่ดีให้ได้ จะทำให้มีกำลังใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่กำลังจะแต่งงานก็มักอยากจะดูดีที่สุดทั้งรูปร่างและผิวพรรณ เพราะวันแต่งงานเป็นหนึ่งวันที่สำคัญที่สุดในชีวิต

สำหรับท่าออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ นั้นประกอบด้วย 5 ท่า ซึ่งเทรนเนอร์สาวสุดสตรองแนะนำว่าควรทำอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน และถ้าจะให้ได้ผลดีแนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการวิ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

1.ท่าเมาท์เทน ไคลม์เบอร์ เริ่มจากเตรียมตัวให้พร้อมในท่าฟูลแพลงก์หรือท่าเตรียมวิดพื้น จากนั้นงอตัวเล็กน้อย แล้วออกวิ่งอยู่กับที่ โดยให้เอาเข่าเข้าหาหน้าอก เกร็งช่วงท้อง ทำท่านี้ประมาณ 30 วินาทีถึง 1 นาที

2.ท่าสควอต จัมพ์ เริ่มที่ท่าสควอต โดยการยืนกางขาออกกว้างเท่ากับช่วงไหล่ ย่อตัวลง ยื่นก้นไปข้างหลัง ตามองตรงไปข้างหน้าและพยายามล็อกตัวให้ตรง จากนั้นกระโดดขึ้น และกลับมาในท่าสควอตท่าเดิม ทำประมาณ 15-20 ครั้ง

3.ท่าสควอต+ท่ารีเวิร์ส ลันจ์ ท่านี้จะเน้นช่วงขา ก้น และสะโพก เริ่มจากทำท่าสควอตก่อน แล้วตามด้วยการถอยเท้าข้างหนึ่งไปด้านหลัง และต้องตั้งลำตัวให้ตรง ถอยเท้าสลับข้างประมาณ 10 ครั้ง

4.ท่าพุชอัพ หรือท่าวิดพื้น เริ่มจากการวางมือให้ขนานกับหัวไหล่ ลำตัวต้องขนานตรง ก้นไม่โด่ง ท่านี้จะต้องเกร็งช่วงท้องเหมือนท่าแพลงก์ ค่อยๆ ย่อตัวลง ให้ข้อศอกขนานกับลำตัว โดยย่อลงไปให้ได้มากที่สุด พยายามเกร็งแขนไว้แล้วดันตัวขึ้นทำประมาณ 10 ครั้ง

5.ท่าไตรเซบ ดิพส์ เป็นท่าที่เน้นกล้ามเนื้อแขนด้านหลัง วางมือบนเก้าอี้ เตียงหรือฐานให้มั่นคง วางเท้ากับพื้น ตามองตรง เลื่อนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย เกร็งแขนไว้ให้ก้นลอยอยู่ ย่อตัวลงต่ำพร้อมล็อกหลังให้ตรง ย่อตัวลงมาจนข้อศอกทำมุม 90 องศา แล้วออกแรงดันตัวกลับสู่ตำแหน่งเดิม พยายามให้ข้อศอกแนบอยู่ข้างลำตัว ทำท่านี้ทำประมาณ 10-20 ครั้ง

ธุรกิจบุญ ในห้วงศรัทธาชาวพุทธ ถูกสั่นคลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555628

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 10:49 น.

ธุรกิจบุญ ในห้วงศรัทธาชาวพุทธ ถูกสั่นคลอน

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : บุญนำพา-แสงแห่งศรัทธา

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าทุกครั้งที่เกิดข่าวคราวของพระสงฆ์ในทางเสื่อมเสีย สิ่งหนึ่งที่มักเกิดภาวะกระเพื่อมไหวตามมาคือปฏิกิริยาของชาวพุทธจำนวนไม่น้อยที่ได้แสดงความเห็นและความรู้สึกออกมาหลากหลาย ทั้งในแง่ลบต่อพระสงฆ์เอง บางทีก็ลามไปถึงวัด และในเชิงกระตุ้นให้คนหันมาใส่ใจพระพุทธศาสนามากขึ้น

ในสังคมโซเชียลค่อนข้างเห็นชัด บางคนพออ่านข่าวพระ จากความเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาก็กลับมาเป็นความรู้สึกต่อต้าน หรือไม่ศรัทธาเหมือนเก่า บางคนเกิดภาวะชะงัก ลังเล หรือกังวลในการทำบุญกับพระสงฆ์ และมีมุมมองในการทำบุญเปลี่ยนไป จากเคยทำบุญกับพระและวัด ก็เปลี่ยนไปทำบุญกับโรงพยาบาล กับเด็ก คนพิการ เป็นต้น

ถ้าภาวการณ์เป็นแบบนี้ธุรกิจเกี่ยวกับการทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นร้านสังฆภัณฑ์ หรือบริษัทรับจัดงานบุญ อันเป็นธุรกิจที่มาแรงและมีการแข่งขันสูงในตลาดจึงน่าติดตามอย่างยิ่ง วันนี้ แมกซ์ โพสต์ทูเดย์ จึงไปสอบถามคนทำธุรกิจบุญว่าพวกเขาได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนจากข่าวทางลบในวงการพระสงฆ์ไทยในเวลานี้ที่ยังคงสั่นคลอนศรัทธาชาวพุทธต่อไป โดยเฉพาะเกี่ยวกับกรณีเงินทอนวัด รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่มีสิทธิเกิดขึ้นได้กับพระสงฆ์ เช่น พระมั่วกับสีกา พระยุ่งกับยาเสพติด เป็นต้น

เศรษฐกิจไม่ดี-ข่าวลบพระทำร้านสังฆภัณฑ์ซบเซา

สกล แสงมาลี เจ้าของห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์ แสงแห่งศรัทธา และให้บริการรับจัดงานบุญครบวงจร เล่าสถานการณ์ของร้านสังฆภัณฑ์ให้ฟังว่า ถ้าย้อนเวลาไป 10 ปี ธุรกิจสังฆภัณฑ์ขายดีมาก คนทำบุญยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอเศรษฐกิจไม่เป็นใจตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เรื่อยมาเจอเหตุการณ์ทางการเมือง จนถึงวันนี้เศรษฐกิจก็ยังไม่ดี ทั้งถูกซ้ำเติมด้วยข่าวพระต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบชัดเจน

“ตอนเศรษฐกิจดีคนเดินซื้อของที่ห้างผมเยอะ แต่ละคนที่มาหน้าตาแจ่มใสเบิกบานทั้งนั้น ขายของดีมาก เด็กยกของแทบไม่ทัน ปีแรกๆ ลูกค้าซื้อเทียนต้นใหญ่ๆ 9 คู่ ถวาย 9 วัด ปีถัดมาเทียนเลือกต้นรอง พอเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่ 9 คู่แล้ว ซื้อแค่คู่เดียว สังฆทานเคยซื้อ 9 ชุดใหญ่ก็สั่งชุดย่อม เมื่อก่อนยอดซื้อสมมติ 100% แต่วันนี้หายไป 70% ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไม่ดีเป็นปัจจัยหลัก ยิ่งมาเจอข่าวพระที่ตีข่าวทุกวันไม่จบไม่สิ้น ย่อมกระเทือนจิตใจคนทำอยู่บ้าง ทำบุญวัดไหนก็ต้องคิดแหละ”

สกล ยอมรับว่า ธุรกิจร้านสังฆภัณฑ์ในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า หรือที่ไหนค่อนข้างซบเซา ไม่ได้หวือหวาเหมือนในช่วงเศรษฐกิจดี แต่เชื่อว่าถ้าวันใดที่เศรษฐกิจดีขึ้น คนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ข่าวพระสงฆ์เงียบสงบลง และไม่เกิดเรื่องเสื่อมเสียที่ใหญ่โต เมื่อนั้นธุรกิจสังฆภัณฑ์ รวมทั้งธุรกิจอื่นก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้าน เกียรติพงษ์ มณีวรรณ เจ้าของร้านกาสาวพัสตร์เครื่องบวช ทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และรับเปิดร้านสังฆภัณฑ์ทั่วประเทศ กลับมองว่าข่าวอื้อฉาวในวงการสงฆ์ในเวลานี้ไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของทำบุญสำหรับชาวพุทธแต่อย่างใด แต่กลับให้น้ำหนักไปที่เรื่องของเศรษฐกิจไม่ดีมากกว่า ทำให้เงินในกระเป๋าของคนมีน้อย ผู้คนจึงไม่ซื้อของ

“ขอพูดตรงๆ ในฐานะคนค้าขาย ชั่วโมงนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะร้านสังฆภัณฑ์นะครับที่เจอปัญหา แต่เกือบทุกธุรกิจ ลองให้เศรษฐกิจดีเมื่อไรผมว่าคนหันมาทำบุญมากเหมือนเดิมอยู่แล้ว แต่ปีนี้ยอดลูกค้าที่ติดต่อมาเปิดร้านสังฆภัณฑ์กับผมประมาณ 10 ราย ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ชะลอไว้หมด ตั้งแต่ก่อนจะเกิดข่าวเงินทอนพระอีก แต่ถึงจะเกิดเรื่องไม่ดีในวงการพระปัญหาธุรกิจผมก็ยังโอเคอยู่ เพราะผมทำธุรกิจแบบดำรงชีพ คืออยู่ได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ได้หวังร่ำรวย สังฆภัณฑ์ก็ยังขายได้เรื่อยๆ ครับ”

ธุรกิจรับจัดงานบุญยังเวิร์ก

เห็นได้ชัดว่าเกือบ 10 ปีมานี้ ธุรกิจรับจัดงานบุญแบบครบวงจรเป็นธุรกิจที่มาแรงและมีการแข่งขันกันสูงในเรื่องของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีมานี้ มีบริษัทรับจัดงานบุญเกิดขึ้นเยอะ ปัจจุบันธุรกิจนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวพุทธเป็นอย่างดี และผู้ประกอบการแต่ละรายก็มักจะมีลูกค้าประจำของตัวเอง

สรสิช เนตรนิล ผู้ก่อตั้ง บริษัท บุญนำพา (ประเทศไทย) รับจัดงานบุญทุกอย่างแบบครบวงจร อาทิ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญครบรอบวันเกิด ครบรอบบริษัท งานแต่งงาน ฯลฯ ให้ข้อมูลว่า ข่าวฉาวของพระสงฆ์บางรูปในห้วงเวลาที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจรับจัดงานบุญของบริษัท บุญนำพา แต่อย่างใด ตั้งแต่เปิดบริษัทมาในปี 2557 สองปีแรกธุรกิจเติบโต 100% และมีความมั่นคงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันงานมีเข้ามาตลอดจนไม่ได้รู้สึกถึงความซบเซาแต่อย่างใด

“แต่ละเดือนผมมีลิมิตในการรับงาน ถัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 งาน เรียกว่างานมีทุกวันครับ เพราะงานบุญมีหลากหลายอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญครบรอบบริษัท เปิดโรงงาน เปิดบริษัท ทำบุญวันเกิด ครบรอบวันแต่งงาน หรือทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ แต่ยังมีงานอีกมากมาย ทั้งพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์ เรามีบริการหมด แต่ลูกค้าต้องโทรมาติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือนครับ”

สรสิช มองว่า การที่ธุรกิจรับจัดงานบุญไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวลบของพระสงฆ์และธุรกิจยังไปได้ดีนั้น เพราะลูกค้าแยกแยะได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวบุคคล และยังเชื่อว่ามีพระปฏิบัติดีอีกมากมาย จึงทำบุญด้วยความสบายใจและรู้สึกดีที่ได้ทำ อีกอย่างการทำบุญที่มีการนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์นั้นก็เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเขา ครอบครัว และบริษัทเจริญรุ่งเรืองและมีความสุข

ขณะที่ “สกล” เจ้าของห้างสังฆภัณฑ์แสงแห่งศรัทธาที่รับจัดงานบุญครบวงจรมาเป็นเวลา 10 กว่าปี กล่าวว่า ธุรกิจรับจัดงานบุญของบริษัทยังไปได้ดีเช่นกัน มีงานเข้ามาตลอด ส่วนใหญ่มีลูกค้าประจำทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีข่าวเสียหายเกี่ยวกับพระสงฆ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอยู่บ้าง แต่ลึกๆ แล้วคนไทยก็ยังทำบุญกันอยู่ตามกำลังของตัวเอง

ชาวพุทธอย่าอ่อนไหวง่าย ศรัทธาต้องมั่นคง

เจ้าของห้างสังฆภัณฑ์แสงแห่งศรัทธา ยอมรับว่า ทุกครั้งที่เกิดข่าวไม่ดีขึ้นในวงการพระสงฆ์ แน่นอนย่อมทำให้ความศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อพระสงฆ์ในบางคนนั้นลดน้อยถอยลงบ้าง เช่น บางคนอาจเอ่ยปากจะไม่ทำบุญกับพระสงฆ์ หรือกับวัดอีกต่อไป และเลือกที่จะทำบุญกับโรงพยาบาลหรือกับเด็กยากจนดีกว่า เพื่อความสบายใจไม่ต้องกังวลว่าเงินถวายวัดจะไปอยู่ในกระเป๋าส่วนตัวพระ หรือถวายพระแล้วพระจะนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

“จริงๆ แล้วคนเราไม่ว่าจะเป็นอะไร ตำรวจ ทหาร ครู นักการเมือง ฯลฯ ย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดีปนกันอยู่ ในวงการพระสงฆ์เช่นกัน พระไม่ดีก็มี แต่มีน้อย พระดีมีมาก จึงอยากให้ชาวพุทธแยกแยะให้ออก ใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก อยากฝากว่า เวลามีข่าวไม่ดีกับพระบางรูป อย่าเหมารวมว่าพระท่านไม่ดีทั้งหมด ถ้าคิดอย่างนั้นไม่ยุติธรรมกับท่านเลย อย่าลืมว่าการทำความดีความชั่วเป็นเรื่องของแต่ละคน ถ้าเหมารวมก็คงเป็นทุกองค์กร

ผมอยากให้ทุกคนหนักแน่น อย่าอ่อนไหวง่าย สำหรับผมยังคงทำบุญทุกวันด้วยการใส่บาตร และยังทำอีกหลายอย่าง เช่น ที่ห้างมีสถานที่ปฏิบัติธรรม สามารถจุคนได้ 200-300 คน ในวันเสาร์ผมจะจัดปฏิบัติธรรม เลี้ยงข้าวปลาอาหารฟรี นอกจากนี้ยังเปิดเป็นค่ายคุณธรรมให้เด็กนักเรียนโรงเรียนต่างๆ มาอบรมด้วย”

ขณะที่ เกียรติพงษ์ เจ้าของร้านกาสาวพัสตร์เครื่องบวช ที่เชื่อว่าข่าวลบของพระสงฆ์ไม่ส่งผลต่อการทำบุญของชาวพุทธ พร้อมให้ความเห็นเกี่ยวกับคนที่บอกว่าจะเลิกทำบุญกับพระและกับวัดว่า ต้องยอมรับว่าการทำบุญเป็นเรื่องของศรัทธาแต่ละคน เราไม่ว่ากัน ในคนที่ยังลังเลสงสัยไม่ได้มั่นคงลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาศรัทธาก็อาจเปราะบางและมีทัศนคติต่อพระสงฆ์ในทางลบที่ง่ายขึ้น แต่ในคนที่มีศรัทธามั่นคงและปฏิบัติตนตามแบบชาวพุทธจริง เช่น ทำบุญ ใส่บาตร รักษาศีล ปฏิบัติธรรม หรือจิตใจมาทางศาสนาอยู่แล้ว ศรัทธาของเขาย่อมไม่หวั่นไหว

“ต้องยอมรับว่าเรื่องพระไม่ดีทำผิดวินัยสงฆ์มีมาแต่สมัยพุทธเจ้าแล้ว มิใช่เพิ่งเกิด ถ้าคนศึกษาพระพุทธศาสนาแบบลึกซึ้ง เรื่องแบบนี้ไม่มีผลอะไรต่อศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาแน่นอน พระสงฆ์คือหนึ่งในสี่ของศาสนทายาท (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) เพราะฉะนั้นพระไม่ดีไม่กี่รูปจะไปล้มทั้งองค์กรไม่ได้

คนที่บอกว่าพระไม่ดีต่อไปไม่นับถือแล้วผมว่าไม่ใช่แล้ว คนพูดลักษณะนี้ผมมองว่าในทางปฏิบัติของเขาในแต่ละวันอาจไม่ได้สนใจเรื่องเข้าวัดทำบุญทำกุศล หรือไม่ได้ใช้หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาพัฒนาจิตใจตัวเอง จึงไม่แปลกที่เวลาเกิดข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระจึงเกิดความไม่ชอบใจ หรือได้ตอกย้ำให้เขาไม่ศรัทธา เนื่องจากว่าไม่มีพื้นฐานทางศาสนาที่ดีพอนั่นเอง”

ท้ายสุด เกียรติพงษ์ ยังยืนยันว่า ข่าวเสื่อมเสียของพระสงฆ์ในเวลานี้ไม่มีผลต่อศรัทธาในการทำบุญของชาวพุทธแน่นอน หรือถ้ามีก็ถือว่าน้อยนิด แต่ที่ส่งผลจริงๆ ก็คือปัญหาเศรษฐกิจไม่ดีมากกว่า และเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดีเมื่อไรคนไทยก็จะคงทำบุญมากเหมือนเดิม