ร่างกายแกร่ง สนุกกับคลาสโยคะริมทะเลหัวหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551069

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ร่างกายแกร่ง สนุกกับคลาสโยคะริมทะเลหัวหิน

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, จุฑามาศ นิจประพันธ์

บรรยากาศริมทะเลคลาสสิกของไทย “หัวหิน” 1-3 มิ.ย.นี้ จะคึกคักไปด้วยโยคะระดับมาสเตอร์ ยกทัพมากันครบครันกูรูสายสตรองคนดัง เช่น ชลิตา เฟื่องอารมย์ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ยอดชาย ยมะคุปต์ ยุทธนา พลเจริญ ผกาวดี ศรีสง่า ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และกูรูโยคะนักแสดงฮอลลีวู้ด Suzanne Clarke แต่ละคลาสมีการออกแบบให้เป็นโยคะแบบใหม่ ได้ทั้งสนุกสนาน ได้ทั้งเรื่องสุขภาพ

โดยมี “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เซเลบริตี้เชฟ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอาหารให้นักกีฬาระดับโลก ปรุงอาหารคลีน ร่วมกับตารางโยคะเวิร์กช็อป ให้เป็นทริปริมทะเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

แถลงข่าวโชว์ความพร้อม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018” จัดในแนวคิด The Ultimate Wellness Experience โดยเจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ร่วมกับ ททท. สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน โดยมีการแนะนำเทคนิคการเล่นโยคะประเภทต่างๆ ที่จะได้ยืดเส้นสายริมทะเล เช่น โยคะดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย อัษฎางค์โยคะ หะธะโยคะ สร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสานพลังงานด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งโยคะรูปแบบใหม่ คาร์ดิโอ และสปาโยคะในสระว่ายน้ำ มีให้เลือกทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ มีคลาสออกกำลังกาย เช่น บอดี้คอมแบต เต้นซุมบ้า และคลาส Music Therapy อัดโปรแกรมเอาใจสายสปอร์ตกันเต็มที่

คนนี้ไม่มาไม่ได้ เมจิ อโณมา ไอดอลสุดแกร่งผู้หญิงยุคใหม่ ดีไซน์คลาสโยคะผสมผสานกับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

“เน้นในเรื่องใช้พลังของร่างกาย การใช้สปีด ใช้ความไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผสมเอาท่ามวย การต่อยหมัดเร็ว แนะนำผู้เรียนจะต่อยหมัดเร็วอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เทคนิคของการต่อยมวย แต่ใช้แค่ท่าทางมาเป็นองค์ประกอบ จะรู้สึกว่าการสปีดที่เร็วขึ้น พอทุกคนเริ่มเหนื่อย เมจิก็สอนการสโลว์ดาวน์ด้วยการเข้าสู่การบาลานซิ่ง ชื่อคลาสนี้คือ Power Dancing Strong And Balancing

ทุกวันนี้คนออกกำลังกายมีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ไม่มีบาลานซ์ หรือว่าเรามีความบาลานซ์ แต่ไม่แข็งแรงก็มีนะคะ หรือทั้งแข็งแรงและมีความสปีด แต่ยังไม่มีความสตรองก็เป็นไปได้ค่ะ

ทุกคนออกกำลังกาย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหนื่อย แต่การใช้ศาสตร์ของความรู้สึกกับร่างกาย โดยมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมจะลดความเหนื่อยลงได้มากเลยค่ะ เมจิเคยร่วมคลาสเต้นซุมบ้า มารู้ตัวอีกทีคือเพลงจบแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อย จังหวะเพลงช่วยปล่อยอารมณ์ของร่างกายออกมา ให้มีเพาเวอร์ฟูล ที่สหรัฐ ยิมไหนเปิดเพลงสนุก ยิมนั้นคนแน่นค่ะ

ลองคิดภาพเทรนเนอร์บอกว่า Common You Can Do It กับคลาสที่มีเสียงกลองเต้นตะลุงตุงตุง เต้นสนุกๆ คนแน่นกว่าแน่นอนค่ะ ศาสตร์การออกกำลังกายวันนี้ต้องสนุก เมจิดีไซน์คลาสช่วงเช้าตรู่ เต้นก่อน แล้วค่อยไปคลาสต่อไป”

ครูจิมมี่ ยุทธนา กูรูศาสตร์โยคะสอนมาแล้วถึง 15 ปี ครั้งนี้ก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ

“คลาสนี้ใช้ศักยภาพของผู้ฝึก โดยคงคอนเซ็ปต์ฝึกโยคะแบบดั้งเดิมไว้นะครับ เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่างกายสัมพันธ์กับลมหายใจ แต่ละท่าใช้ศักยภาพร่างกาย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูยากแต่ทุกคนสามารถร่วมคลาสได้ แล้วจะได้พื้นฐานการฝึกกลับไปด้วย ถ้าใครทำตรงนี้ไม่ได้ จะได้ความรู้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างไร”

ครูจิมมี่ กล่าวเพิ่มว่า หากใครไม่มีพื้นฐานการเล่นโยคะ ก็ร่วมคลาสได้ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย.ตอนเช้า หลังผ่านคลาสคาร์ดิโอของเมจิ เต้นสุดมัน และได้รับประทานอาหารจากเชฟเคน เป็นช่วงส่งท้ายการฝึกโยคะ ด้วยลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ริมชายหาดรับลมทะเลชายหาดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นการจบการฝึกโยคะที่สมดุล

คลาสซุมบ้าโดยครูหนุ่ม ยอดชาย ครูคนดังที่มีสตูดิโอร่วมกับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ คลาสเริ่มวันเสาร์ที่ 2 มิ.ย. เริ่ม 16.00 น.

“สิ่งที่จะพิเศษซุมบ้า คือ เต้นง่าย สนุก และเห็นผลในการลดน้ำหนัก คลาสซุมบ้าที่ชายหาดหัวหิน ออกแบบให้เป็นแดนซ์ปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะจองคลาสนี้คึกคัก เพราะฝรั่งชอบเต้นเซาน่า ป๊อป ที่มีความเซ็กซี่ และสนุก ผู้ชายเต้นได้ ผู้หญิงเต้นได้ ใครไม่เคยเต้นมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ซุมบ้าคือคลาสออกกำลังกาย ไม่ใช่คลาสแดนซ์ท่าเยอะๆ พื้นฐานเป็นท่าออกกำลังกาย

การที่คนเราเลือกเข้าคลาสออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องมีคือแอ็กทีฟ สกิลไม่เกี่ยวเลยครับ ทุกคนเข้ามาเต้นในคลาสซุมบ้าได้หมด ทุกๆ เลเวลเต้นรวมกัน พอเสียงเพลงเริ่มคือเริ่มความสนุก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับว่า เรากำลังเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน”

กูรูสายสตรอง ครูหนุ่ม ยอดชาย ย้ำชัดใครๆ ก็ทำได้ ส่วนสายสุขภาพ “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เสิร์ฟอาหารเพื่อคนออกกำลังกาย โดยมีแนวคิดออกกำลังไปแล้ว ก็ต้องนำสิ่งดีๆ กลับเข้าร่างกาย

“ซิกซ์แพ็กไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายอย่างเดียว จะต้องมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นตัวช่วย ผมยกตัวอย่างเมนูสำหรับผู้หญิง ถ้ากินได้ถูกวิธี กินเนื้อไม่มีไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายเล่นกล้ามหน้าท้อง ก็ทำให้มีซิกซ์แพ็กที่สวย ปลาแซลมอนทำให้มีซิกซ์แพ็กเร็วขึ้น ซึ่งใน 12 เมนูนี้ ผมดีไซน์ให้เข้ากับคลาสโยคะ และคนออกกำลังกายสามารถกลับไปทำน้ำสลัดกินที่บ้านได้เลยครับ” 

บรรยากาศริมทะเลคลาสสิกของไทย “หัวหิน” 1-3 มิ.ย.นี้ จะคึกคักไปด้วยโยคะระดับมาสเตอร์ ยกทัพมากันครบครันกูรูสายสตรองคนดัง เช่น ชลิตา เฟื่องอารมย์ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ยอดชาย ยมะคุปต์ ยุทธนา พลเจริญ ผกาวดี ศรีสง่า ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และกูรูโยคะนักแสดงฮอลลีวู้ด Suzanne Clarke แต่ละคลาสมีการออกแบบให้เป็นโยคะแบบใหม่ ได้ทั้งสนุกสนาน ได้ทั้งเรื่องสุขภาพ

โดยมี “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เซเลบริตี้เชฟ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอาหารให้นักกีฬาระดับโลก ปรุงอาหารคลีน ร่วมกับตารางโยคะเวิร์กช็อป ให้เป็นทริปริมทะเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

แถลงข่าวโชว์ความพร้อม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018” จัดในแนวคิด The Ultimate Wellness Experience โดยเจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ร่วมกับ ททท. สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน โดยมีการแนะนำเทคนิคการเล่นโยคะประเภทต่างๆ ที่จะได้ยืดเส้นสายริมทะเล เช่น โยคะดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย อัษฎางค์โยคะ หะธะโยคะ สร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสานพลังงานด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งโยคะรูปแบบใหม่ คาร์ดิโอ และสปาโยคะในสระว่ายน้ำ มีให้เลือกทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ มีคลาสออกกำลังกาย เช่น บอดี้คอมแบต เต้นซุมบ้า และคลาส Music Therapy อัดโปรแกรมเอาใจสายสปอร์ตกันเต็มที่

คนนี้ไม่มาไม่ได้ เมจิ อโณมา ไอดอลสุดแกร่งผู้หญิงยุคใหม่ ดีไซน์คลาสโยคะผสมผสานกับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

“เน้นในเรื่องใช้พลังของร่างกาย การใช้สปีด ใช้ความไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผสมเอาท่ามวย การต่อยหมัดเร็ว แนะนำผู้เรียนจะต่อยหมัดเร็วอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เทคนิคของการต่อยมวย แต่ใช้แค่ท่าทางมาเป็นองค์ประกอบ จะรู้สึกว่าการสปีดที่เร็วขึ้น พอทุกคนเริ่มเหนื่อย เมจิก็สอนการสโลว์ดาวน์ด้วยการเข้าสู่การบาลานซิ่ง ชื่อคลาสนี้คือ Power Dancing Strong And Balancing

ทุกวันนี้คนออกกำลังกายมีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ไม่มีบาลานซ์ หรือว่าเรามีความบาลานซ์ แต่ไม่แข็งแรงก็มีนะคะ หรือทั้งแข็งแรงและมีความสปีด แต่ยังไม่มีความสตรองก็เป็นไปได้ค่ะ

ทุกคนออกกำลังกาย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหนื่อย แต่การใช้ศาสตร์ของความรู้สึกกับร่างกาย โดยมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมจะลดความเหนื่อยลงได้มากเลยค่ะ เมจิเคยร่วมคลาสเต้นซุมบ้า มารู้ตัวอีกทีคือเพลงจบแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อย จังหวะเพลงช่วยปล่อยอารมณ์ของร่างกายออกมา ให้มีเพาเวอร์ฟูล ที่สหรัฐ ยิมไหนเปิดเพลงสนุก ยิมนั้นคนแน่นค่ะ

ลองคิดภาพเทรนเนอร์บอกว่า Common You Can Do It กับคลาสที่มีเสียงกลองเต้นตะลุงตุงตุง เต้นสนุกๆ คนแน่นกว่าแน่นอนค่ะ ศาสตร์การออกกำลังกายวันนี้ต้องสนุก เมจิดีไซน์คลาสช่วงเช้าตรู่ เต้นก่อน แล้วค่อยไปคลาสต่อไป”

ครูจิมมี่ ยุทธนา กูรูศาสตร์โยคะสอนมาแล้วถึง 15 ปี ครั้งนี้ก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ

“คลาสนี้ใช้ศักยภาพของผู้ฝึก โดยคงคอนเซ็ปต์ฝึกโยคะแบบดั้งเดิมไว้นะครับ เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่างกายสัมพันธ์กับลมหายใจ แต่ละท่าใช้ศักยภาพร่างกาย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูยากแต่ทุกคนสามารถร่วมคลาสได้ แล้วจะได้พื้นฐานการฝึกกลับไปด้วย ถ้าใครทำตรงนี้ไม่ได้ จะได้ความรู้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างไร”

ครูจิมมี่ กล่าวเพิ่มว่า หากใครไม่มีพื้นฐานการเล่นโยคะ ก็ร่วมคลาสได้ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย.ตอนเช้า หลังผ่านคลาสคาร์ดิโอของเมจิ เต้นสุดมัน และได้รับประทานอาหารจากเชฟเคน เป็นช่วงส่งท้ายการฝึกโยคะ ด้วยลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ริมชายหาดรับลมทะเลชายหาดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นการจบการฝึกโยคะที่สมดุล

คลาสซุมบ้าโดยครูหนุ่ม ยอดชาย ครูคนดังที่มีสตูดิโอร่วมกับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ คลาสเริ่มวันเสาร์ที่ 2 มิ.ย. เริ่ม 16.00 น.

“สิ่งที่จะพิเศษซุมบ้า คือ เต้นง่าย สนุก และเห็นผลในการลดน้ำหนัก คลาสซุมบ้าที่ชายหาดหัวหิน ออกแบบให้เป็นแดนซ์ปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะจองคลาสนี้คึกคัก เพราะฝรั่งชอบเต้นเซาน่า ป๊อป ที่มีความเซ็กซี่ และสนุก ผู้ชายเต้นได้ ผู้หญิงเต้นได้ ใครไม่เคยเต้นมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ซุมบ้าคือคลาสออกกำลังกาย ไม่ใช่คลาสแดนซ์ท่าเยอะๆ พื้นฐานเป็นท่าออกกำลังกาย

การที่คนเราเลือกเข้าคลาสออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องมีคือแอ็กทีฟ สกิลไม่เกี่ยวเลยครับ ทุกคนเข้ามาเต้นในคลาสซุมบ้าได้หมด ทุกๆ เลเวลเต้นรวมกัน พอเสียงเพลงเริ่มคือเริ่มความสนุก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับว่า เรากำลังเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน”

กูรูสายสตรอง ครูหนุ่ม ยอดชาย ย้ำชัดใครๆ ก็ทำได้ ส่วนสายสุขภาพ “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เสิร์ฟอาหารเพื่อคนออกกำลังกาย โดยมีแนวคิดออกกำลังไปแล้ว ก็ต้องนำสิ่งดีๆ กลับเข้าร่างกาย

“ซิกซ์แพ็กไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายอย่างเดียว จะต้องมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นตัวช่วย ผมยกตัวอย่างเมนูสำหรับผู้หญิง ถ้ากินได้ถูกวิธี กินเนื้อไม่มีไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายเล่นกล้ามหน้าท้อง ก็ทำให้มีซิกซ์แพ็กที่สวย ปลาแซลมอนทำให้มีซิกซ์แพ็กเร็วขึ้น ซึ่งใน 12 เมนูนี้ ผมดีไซน์ให้เข้ากับคลาสโยคะ และคนออกกำลังกายสามารถกลับไปทำน้ำสลัดกินที่บ้านได้เลยครับ” 

อัญชุลี ไชยรินทร์ เศรษฐกิจพอเพียงตอบโจทย์ชีวิตที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551063

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

อัญชุลี ไชยรินทร์ เศรษฐกิจพอเพียงตอบโจทย์ชีวิตที่สุด

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาชนในหลายสาขาอาชีพได้น้อมนำมาปฏิบัติจนสามารถตอบโจทย์ความสุขในชีวิตได้อย่างแพร่หลาย “ครูนิด-อัญชุลี ไชยรินทร์” ครูอาสาเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จ.ลพบุรี เป็นคนหนึ่งที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพเกษตรมาได้ประมาณ 2 ปี ได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงในแบบที่ต้องการ คือ นอกจากตัวเองและครอบครัวจะมีความสุขแล้วยังได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น ตลอดจนชุมชน สังคม ประเทศชาติด้วย

จากอาจารย์มหา’ลัยหันมาสนใจเกษตร

แบ็กกราวด์ของครูนิดต้องบอกว่าไม่ใช่สาวชาวบ้านธรรมดา แต่เธอเคยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมาประมาณ 7 ปี จึงได้ลาออกมาทำเกษตรกรรมตามแนวทางศาสตร์พระราชา (ในหลวงรัชกาลที่ 9) โดยความสนใจในการทำเกษตรได้เริ่มก่อตัวขึ้นในปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวภาคอีสานและได้เห็นเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ที่จังหวัดแห่งหนึ่งแล้วเกิดความสนใจ

“ปีที่น้ำท่วมใหญ่ยังเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยสยาม แล้วช่วงน้ำท่วมนั้นก็ได้หยุดยาว จึงถือโอกาสไปเที่ยวภาคอีสาน ได้ไปเห็นชาวบ้านในจังหวัดหนึ่งรวมกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นข้าวมะลิ เป็นกลุ่มที่เข้มแข้งมากโดยขายข้าวให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้วยตอนนั้นกิโลกรัมละ 200 บาท เห็นชาวบ้านทำเลยเกิดไอเดีย อยากปลูกเอง ที่บ้านมีที่นาอยู่ 8 ไร่ แต่ปล่อยให้เขาเช่าทำนาเคมี ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องทำเอง

พอกลับจากอีสานก็ไปบอกคนเช่าว่าอีก 2 ปีจะขอทำนาเองแล้ว ระหว่างรอก็หาเวลาไปเรียนปลูกข้าวอินทรีย์ที่ข้าวขวัญสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี กับอาจารย์เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ 3 วัน พอได้ไอเดีย เหตุผลที่ต้องเรียนเพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย เพราะเวลาเกือบ 20 ปีได้ที่ตัวเองทำงาน หาเงินเรียนจนได้มาเป็นอาจารย์สอนก็อยู่ในเมืองตลอด จึงไม่มีความรู้เรื่องปลูกข้าว พอครบสัญญาเช่า 2 ปีก็เลยมาปลูกข้าวอินทรีย์ ทั้งหมด 8 ไร่ แต่ผลผลิตได้ไม่เยอะเพราะทำครั้งแรก ก็เอาไว้กินและเอามาแบ่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเป็นที่ติดอกติดใจ เราเองก็ดีใจ ถึงไม่ดีมากก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นครั้งแรก”

ครูนิดบอกว่า ช่วงที่ทำนาปลูกข้าวต้องเทียวไปเทียวกลับกรุงเทพฯ-ลพบุรีบ่อย แต่ก็ไม่บ่อยเท่ากับการสวมบทบาทเป็นชาวนามือถือ กล่าวคือจะส่วนใหญ่จะโทรไปถามทางบ้านบ่อยๆ เช่น ไถนาหรือยัง หว่านหรือยัง เกี่ยวข้าวหรือยัง เนื่องจากบางครั้งก็ไม่สามารถเดินทางไปทำด้วยตัวเองได้เพราะติดภารกิจสอนหนังสือ

“ปลูกข้าว 2 ปีก็มองถึงการลาออกจากการเป็นอาจารย์สอน เพื่อที่จะไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว แต่ตอนนั้นรู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน คือเป็นอาจารย์สอนก็ดีแล้ว ถ้าลาออกไปจะรอดไหม จะมีเงินหรือเปล่า แล้วจะอยู่อย่างไร พอดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์) แนะนำว่าอย่าเพิ่งลาออก ถ้าอยากทำเกษตรจริงๆ ให้ไปเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับอาจารย์ยักษ์ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี ก่อนแล้วค่อยลาออก”

เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงกับอาจารย์ยักษ์

จากนั้นเธอจึงหาโอกาสไปเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพึ่งพาตนเอง ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งจะมีฐานให้เรียนรู้ทั้งหมด 9 ฐาน ประกอบด้วย ฐานคนรักษ์แม่ธรณี คนรักษ์ป่า คนรักษ์น้ำ คนรักษ์แม่โพสพ คนเอาถ่าน คนรักษ์สุขภาพ คนมีไฟ คนมีน้ำยา และฐานคนติดดิน โดยเธอจะเน้นไปที่ฐานคนรักษ์สุขภาพและคนมีน้ำยา เรียนรู้เรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์

“นิดอบรมเป็นรุ่นที่ 433 เป็นเวลา 5 วัน บอกเลยว่ามันแก้ความกังวลที่อยู่ในใจเราที่เคยมีได้หมดเลย การอบรมที่นี่ทำให้เราได้เพื่อนมากมาย เป็นรุ่นเด็กกว่าเราเยอะด้วย อันที่สอง ได้องค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ความสุขในชีวิต ได้เจอ พี่โจน จันได เจออาจารย์ยักษ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้เจริญรอยตามอย่างศรัทธา

หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน จึงลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย กลับมาลุยทำเกษตร ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกสมุนไพร ไปพร้อมกับการศึกษาข้อมูลการทำเกษตรของอาจารย์ยักษ์จากยูทูบ รวมทั้งไปลงพื้นที่จริงของคนทำเกษตรตามแนวทางของศาสตร์พระราชาแล้วประสบความสำเร็จหลายต่อหลายคน”

เธอเล่าว่า การได้พูดคุย สนทนา แลกเปลี่ยน เรียนรู้กับคนทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชาที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนในพื้นที่ จ.ลพบุรี สระบุรี และจังหวัดต่างๆ นั้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมหาศาลและพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่ในเส้นทางนี้ ที่สำคัญเธอเชื่อมั่นว่าศาสตร์พระราชาสามารถทำให้มีชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างยั่งยืนตามที่ต้องการ

“พอลาออกมาก็มาบุก 2 แปลงซึ่งอยู่หลังบ้าน ทำเป็นแปลงทดลองปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพรหลายอย่าง ทำเองหมด ส่วนที่นา 8 ไร่ ก็ยังปลูกข้าวอยู่ ช่วงที่ทำนั้นเป็นช่วงที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมภาคีเครือข่ายกำลังเดินหน้าฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การปฏิบัติในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินปี 4 มุ่งสร้างศูนย์เรียนรู้ป่าสักโมเดลในพื้นที่ห้วยกระแทก จ.ลพบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ

ตอนนั้นทางโครงการฯ พยายามรวมคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำเรื่องนี้ และนิดก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ปรากฏวันงานอาจารย์ยักษ์พาคนปั่นจักรยานประมาณ 200 กว่าคนมาเยี่ยมาถึงบ้าน มาดูแปลงของเรา คุยกับคุณตาอย่างออกรส ณ เวลานั้นนิดรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำคนเดียว จากนั้นหนึ่งปีถัดมานิดเลยปรับที่นา 8 ไร่ ทำเป็นโคก หนอง นา ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง แต่ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่ลาออกมาทำเกษตรทางครอบครัวไม่เห็นด้วย แต่พอเขาเห็นเราทำจริง ก็ไม่มีใครคัดค้าน แถมมาช่วยกันทำอีกต่างหาก”

วิทยากรครูอาสาสอนเรื่องการแปรรูป

ด้วยความที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องการแปรรูปสมุนไพรธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งของกินและของใช้ เช่น แปรรูปมะกรูด มะนาว ที่หาได้ในสวน เป็นยาสีฟัน ยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาอเนกประสงค์ ทำให้ครูนิดมีบทบาทหน้าที่สำคัญ โดยเป็นวิทยากรครูอาสาในกลุ่มเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ทุกครั้งที่เครือข่ายมีการจัดงาน ไม่ว่าจะจัดที่ไหน จังหวัดอะไร เธอมักจะไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องการแปรรูปอยู่เสมอ

“เมื่อก่อนเวลาใช้ยาสระผม โลชั่น ยาสีฟัน ต้องซื้อในห้างหมดเลย ไม่เคยคิดว่าของพวกนี้มันทำเองได้ พอมาเรียนกับอาจารย์ยักษ์ที่มาบเอื้อง สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม น้ำยาล้างจาน ทำเองหมดเลยค่ะ ทำง่ายด้วย วัตถุดิบที่ทำก็เอามาจากสวนที่เราปลูก คุณภาพก็ดี ใช้ดี แถมประหยัดด้วย ซึ่งมันตอบโจทย์ชีวิตตามหลักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเลย คือ หลักการพึ่งพาตัวเอง

ของแปรรูปต่างๆ นิดจะทำให้คนในครอบครัวใช้ก่อน จากนั้นก็ทำไปแจกบ้านข้างๆ เป็นการแบ่งปันตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนว่า เราให้ก่อนแล้วจะได้ความสุขกลับมาและได้มากกว่าที่ให้อีก นิดเชื่อพระองค์หมดใจ ทำตามแล้วรู้สึกใช่ทุกอย่าง วันนี้ทำต่อไป ทำเป็นวิถีชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก ถึงจะเป็นงานที่หนักและเหนื่อยนะ แต่ข้างในมันสุข แล้วเราไม่ได้สุขคนเดียว คนในครอบครัวก็สุข คนอื่นก็สุข เพราะเรามีแล้วแบ่งปัน ที่สำคัญเราทำประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชนตลอด” ครูนิด กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากจะไปเห็นสิ่งที่ครูนิดทำ วันที่ 27 พ.ค.นี้เธอจะจัดกิจกรรมปันแรงปันรู้ที่สวนครูนิด (สวนของเธอ) ต.ท่าแค อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยจะมีเพื่อนๆ เครือข่ายคืนป่าสักและจากหลายจังหวัด คาดว่าประมาน 50 คน มาช่วยกันปลูกต้นไม้ (ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง) ทำหัวคันนาทองคำในพื้นที่ 8 ไร่ ที่ได้ปรับเป็นโคก หนอง นา โมเดลตามศาสตร์พระราชา พร้อมกันนี้ยังมีคนรุ่นใหม่หลายคนในกลุ่มกลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีกสิกรรมธรรมชาติจะมาแลกความรู้และพูดคุยกันอีกด้วย

เป้าหมายมีไว้ให้วิ่ง ‘มาราธอน’ ชน อาร์โนด์ เบียเบคกิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551061

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

เป้าหมายมีไว้ให้วิ่ง ‘มาราธอน’ ชน อาร์โนด์ เบียเบคกิ

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำจะสามารถป้องกันได้ แต่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตได้ จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดอุดตัน

รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและทุพพลภาพพบในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วก็ตาม ซึ่งประธานบริหารบริษัท โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย อาร์โนด์ เบียเลคกิ วัย 47 ปี ชาวฝรั่งเศสที่พำนักอยู่ในประเทศไทยนาน 20 ปีแล้ว ก็ป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันที่เกือบคร่าชีวิตของเขาในวัย 35 ปี หากมาพบหมอช้าอีกนิดเดียว

แม้แพทย์จะชี้ว่าหากเขากลับไปออกกำลังกายหนักๆ อีก อาจเกิดภาวะลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดปอดหรือหัวใจได้ แต่เขาไม่ยอมแพ้ ต่อสู้กับโรคภัย กลายเป็นนักวิ่งมาราธอนที่ตั้งเป้าจะวิ่งฟูลมาราธอนให้ได้ 50 ครั้ง และในวัย 47 เขาวิ่งฟูลมาราธอนได้ 26 ครั้งแล้ว และทำเวลาได้ดีเสียด้วย ดังนั้นเป้าหมายในการวิ่งของเขาไม่ไกลเกินเอื้อมนัก

อุบัติเหตุจากการเล่นฟุตบอล

อาร์โนด์ เบียเลคกิ กรรมการผู้จัดการ โซเด็กซ์โซ่ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท โซเด็กซ์โซ่ ประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งเมื่อปี 2509 ที่เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำทางด้านการบริการครบวงจรที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น การบริการต้อนรับ บริการรักษาความปลอดภัย บริการทำความสะอาด และบำรุงรักษาอาคาร บริการด้านอาหาร และการบริหารอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเปิดให้บริการลูกค้า 75 ล้านคน/วัน ใน 80 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานทั้งสิ้น 4.28 แสนคน มีสถานที่ปฏิบัติงานทั้งหมด 3.33 หมื่นแห่งทั่วโลก โดยอาร์โนด์ได้เข้ามาร่วมงานกับโซเด็กซ์โซ่ได้ 6 ปีแล้ว และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมจากสถาบัน Ecole Centrale de Marseille ในประเทศฝรั่งเศส

นอกเหนือจากการทำงานผู้บริหารโซเด็กซ์โซ่ (ประเทศไทย) ชื่นชอบการออกกำลังกายมากๆ แต่การเล่นฟุตบอลและเกิดการปะทะในเกมการเล่นเกือบทำให้เขาเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดแข็งตัวอยู่ที่บริเวณน่องขาด้านซ้าย

“ผมอยู่เมืองไทยได้ 22 ปีแล้ว ตอนอยู่เมืองไทยแรกๆ ก็เป็นนักกีฬาฟุตบอลลีกทีมฝรั่งเศสรับตำแหน่งกองหลังคอยสกัดการยิงประตูของคู่ต่อสู้ แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุในวัย 35 ปี บาดเจ็บแบบเรียกที่ว่า เดินไม่ไหวเพราะในจังหวะการป้องกันประตูจากฝ่ายตรงข้ามที่ชนเข้าที่ขาด้านซ้ายของผมอย่างแรง ตอนนั้นผมรู้สึกเจ็บแต่ก็ฝืนใจลุกขึ้นมาเล่นต่อ แต่วันรุ่งขึ้นขาตรงเข่ากินบริเวณไปถึงน่องข้างซ้ายของผมบวมใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่า จนผมเดินไม่ไหว ผมต้องพาตัวเองไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าเส้นเลือดผมขอดตามธรรมชาติจากการโดนชนทำให้เส้นเลือดโดนบีบ เลือดจึงวิ่งไม่ได้ แล้วเริ่มแข็งตัวที่น่องทำให้เลือดไม่ขึ้นจากเท้าไปที่หัวใจ ส่งผลทำให้ขาบวม เพราะปกติเลือดจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แต่กรณีของผม เลือดลงขาไปแล้วแต่ไม่กลับไปที่หัวใจ ทำให้เลือดไปสะสมที่ขา ทำให้ขาบวมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมยังโชคดีที่ลิ่มเลือดไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่หัวใจ ถ้าเกิดกรณีนั้นผมจะต้องตายภายใน 30 นาที”

ตอนนั้นหลังจากได้ฟังคำวินิจฉัยโรคของคุณหมอ อาร์โนด์รู้สึกตกใจและเป็นกังวลมาก เพราะคุณหมอแนะนำว่า ห้ามให้เขาเดินอีก เพราะจะทำให้ลิ่มเลือดเคลื่อนไปสู่หัวใจ แล้วอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งนับว่าโชคดีที่เขารู้ตัวเร็วและไปหาหมอเร็ว จากนั้นคุณหมอสั่งให้นักกีฬาตัวยงนั่งบนรถเข็น ห้ามเดินเพื่อป้องกันลิ่มเลือดเคลื่อนไปอยู่ที่หัวใจ และคำแนะนำของหมอที่กระแทกใจเขาอีกวลีหนึ่งคือ เมื่อเขาถามว่า เขาจะกลับไปเล่นฟุตบอลได้อีกไหม คุณหมอบอกว่าอันตรายมาก!

“ถึงแม้คุณหมอจะแก้ปัญหาลิ่มเลือดได้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ขาจะใช้งานได้ปกติเพราะเมื่อระบบเลือดเสียขาข้างซ้าย ถ้าวิ่งนานๆ เลือดจะสะสมในขาเรื่อยๆ หมอจึงแนะนำไม่ให้เล่นกีฬาอีก ผมต้องนั่งอยู่บนรถเข็นรู้สึกเครียดมาก ผมอยากทำอะไรที่ท้าทายมากๆ และผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง แต่วันนั้นผมยังวิ่งไม่ได้ วิธีเชียร์อัพตัวเองของผมคือ การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เป้าหมายของผม ณ ตอนนั้นคือ ถ้าวิ่งไม่ได้ ผมจะลุกขึ้นมาวิ่งมาราธอนให้ดู ซึ่งวิธีดูแลตัวเองของผมคือ 3-4 เดือนที่พักรักษาตัว หมอฉีดยาที่ขาทุกวันเพื่อละลายลิ่มเลือดที่ขาข้างซ้าย และผมก็ไปออกกำลังกายด้วยการเริ่มเดิน ว่ายน้ำเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้มานาน อีกทั้งว่ายน้ำเพื่อบริหารหัวใจให้เต้นเร็วขึ้น เลือดสูบฉีดมากขึ้น”

ผ่านไป 3 เดือนของการพักฟื้น อาร์โนด์เริ่มสามารถวิ่งเบาๆ ทำให้หัวใจที่รู้สึกย่ำแย่ เพราะชินกับการออกกำลังกายได้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง แต่จากน้ำหนักตัว 78 กลายเป็น 87 กิโลกรัม เมื่อกลับมาวิ่งเบาๆ และต้องแบกน้ำหนักตัวที่มาก ถึงแม้เขาจะเหนื่อยแต่ก็สู้เต็มที่เหมือนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ ฝึกไปเรื่อยๆ วิ่งระยะทางแรกๆ คือ 1 กิโลเมตร และเพิ่มระยะทางมากขึ้นทุกๆ สัปดาห์ บวกกับเพิ่มความเร็ว ปรับตัวไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เขาสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรหลังจากพักรักษาตัวแล้ว 6 เดือน แต่ก็ทำเวลาได้แย่มากๆ คือเข้าเส้นชัยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวของอาร์โนด์เป็นเวลาที่แย่มากๆ

สู่เป้าหมายอย่างมีวินัย

อยากทำเวลาให้ดี อาร์โนด์บอกตัวเองว่าต้องฝึกวิ่งให้มากขึ้น หลังจากอาการบาดเจ็บผ่านไป 9 เดือน เขาสมัครลงวิ่งแข่งขัน ฮาล์ฟ มาราธอนระยะทาง 21 กิโลเมตรครั้งแรกของชีวิตเพื่อท้าทายตัวเอง วิ่งในรายการแรกที่นครปฐม “Tample run” คือการวิ่งผ่านวัดสวยๆ ในระยะทาง 21 กิโลเมตร ซึ่งเขาเข้าเส้นชัยในเวลาที่แย่มากแม้จะฝึกซ้อมเข้มข้นทุกสัปดาห์

“พอตัดสินใจวิ่งฮาล์ฟมาราธอนผมฝึกฝนด้วยตัวเองทุกสัปดาห์ผมวิ่งจาก 10 กิโลเมตร อีกอาทิตย์เพิ่มเป็น 12 กิโลเมตรและ 14 กิโลเมตรไปเรื่อยๆ การฝึกซ้อมวิ่งต้องมีวินัยมากๆ ผมตั้งตารางฝึกซ้อมทุกอาทิตย์ มีกำหนดเวลาฝึกซ้อมชัดเจนอย่างมีระเบียบวินัย” อุปสรรคที่ทำให้เขารู้สึกท้อแท้ระหว่างการฝึกซ้อมก็คือ ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม พร้อมกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 36 ปี สองคือเขาทำงานอยู่ แต่ต้องวิ่งตามโปรแกรมการซ้อม 4 ครั้ง/สัปดาห์ซ้อมทุกวันจันทร์ พุธ เสาร์และอาทิตย์ แม้มีงานเยอะแค่ไหนก็ต้องฝึกซ้อมตามตารางให้ได้ หากในชีวิตมีข้ออ้างตลอดเวลา เขาก็จะไม่พัฒนาตัวเองไปได้

“ครั้งแรกผมวิ่ง 21 กิโลเมตรเป็นการวิ่งที่หนักและเหนื่อย วันนั้นจำได้เป็นเดือน มี.ค.ซึ่งอากาศร้อนมากๆ โดยเฉพาะ 10 กิโลเมตรสุดท้ายผมเริ่มเหนื่อยมาก รู้สึกไม่ไหว เพราะผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ อยากมีประสบการณ์เข้าเส้นชัยสักครั้งในชีวิตด้วยเวลาที่ดี แต่ผมรู้สึกแย่เพราะผมเข้าเส้นชัยในเวลาตั้ง 2 ชั่วโมง 15 นาที ผมอยากเข้าเส้นชัยได้เวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกภูมิใจที่วันนั้นผมถึงเส้นชัยได้ ผมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องพัฒนาตัวเอง และอยากปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น” ความท้าทายตัวเองยังไม่จบสิ้น อาร์โนด์เริ่มหาการแข่งขันรายการใหม่ๆ เพื่อทำเวลาของตัวเองให้ดีขึ้น การวิ่งครั้งที่ 2 จึงตามมาในเดือน ก.ค.ที่พัทยาในระยะทาง 21 กิโลเมตร และเขาสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นคือเข้าเส้นชัยที่เวลา 2 ชั่วโมง 8 นาที เป็นเพราะเขารู้วิธีบริหารร่างกายได้ดีกว่าเดิม รู้จังหวะการสปีดที่พอเหมาะกับจังหวะวิ่งของตัวเอง

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

“ผมรู้สึกว่า เมื่อไหร่ที่เราถึงเป้าหมาย เราพอใจ ณ เวลานั้น คือมีความสุข แต่เราต้องนึกถึงอนาคตตลอด ถ้าเราอยากมีความสุขในอนาคต เพราะความสุขมันเกิดขึ้นระยะสั้น สำเร็จแล้ว เราจะทำความสุขในอนาคตที่ท้าทายกว่า พอทำได้แล้ว เรารู้สึกดีมากๆ มีความสุข วันหนึ่งเราชินแล้ว ซึ่งตามธรรมชาติเราจะมองไปข้างหน้า เหมือนทำธุรกิจ ทุกคนคิดว่าจีดีพีประเทศต้องเติบโตตลอด และไม่มีใครตั้งเป้าจีดีพีเท่าเดิม เป็นธรรมชาติของคนต้องคิดเพิ่มไปเรื่อยๆ ความสุขผมก็ต้องโตทุกปี”

เทคนิคการวิ่งของอาร์โนด์คือ ต้องระวังการวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกวิ่งไม่ต้องเร็ว แต่ให้รักษาความเร็วให้ได้ อีก 10 กิโลเมตรรักษาแรงให้ได้ แล้วเราจะรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น แล้วผมก็ลงแข็งวิ่ง 21 กิโลเมตรครั้งที่ 3 ที่กาญจนบุรี ประมาณเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน และเขาท้าทายตัวเองมากขึ้น โดยวิ่งฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตรในครั้งที่ 4 ที่วิ่งแข่งโดยลงที่กรุงเทพฯ ในงาน กรุงเทพมาราธอน วิ่ง 42 กิโลเมตรครั้งแรกให้ความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ แม้เขาจะฝึกซ้อมก่อนวิ่งฟูลมาราธอนนานถึง 8 สัปดาห์ ฝึกซ้อมอย่างหนักและมีระเบียบวินัยเช่นเคย โดยวันเสาร์และอาทิตย์วิ่งนานถึง 3 ชั่วโมง แต่ด้วยระยะทางที่ไม่เคยชิน ทำเอาเขาเกือบแย่

“วิ่ง 42 กิโลเมตรครั้งแรก ผมตั้งเป้าอยากเข้าเส้นชัยต่ำกว่า 5 ชั่วโมง แต่ผมเริ่มเหนื่อยมากๆ ตอนผ่านไป 20 กิโลเมตรแรก เพราะร่างกายผมไม่เคยมีประสบการณ์การวิ่งยาวแบบนี้ วิ่งไปเรื่อยๆ ผมเริ่มเหนื่อยมากขึ้น อยู่ดีๆ วิ่งเกือบถึงเส้นชัยข้างหน้า ผมเหลือบเห็นนาฬิกา 4 ชั่วโมง 59 นาที แต่ ณ วินาทีนั้นผมไม่มีแรงแล้ว แต่ผมอยากถึงเส้นชัยก่อน 5 ชั่วโมง ผมจึงเร่งสปีดจนถึงเส้นชัยก่อน 5 ชั่วโมง วินาทีนั้นพอผมถึงเส้นชัย ผมนอนบนพื้นนาน 15 นาที แบบไม่รู้สึกตัวเลย เพราะผมลุกไม่ไหว แต่หลังผ่านไป 15 นาทีแล้ว ผมทำเวลาเข้าเส้นชัยได้ 4.59 นาที ผมบอกตัวเองว่าต้องทำครั้งต่อไปให้ได้ดีกว่านี้ ความรู้สึกตอนนั้น ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และผมเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ให้ท้าทายกว่าเดิม เมื่อความท้าทายใหม่ทำได้ ต้องท้าทายให้กว่านี้อีก”

นักท้าทายตัวเองจึงเริ่มแพลนว่า สิ่งใดที่เขาทำได้แล้ว เขาจะปรับปรุงและทำเพิ่ม เตรียมตัววิ่งในรายการกรุงเทพมาราธอนปีหน้าให้ได้เวลาดีกว่าเดิม ซึ่งในแต่ละปีอาร์โนด์ตั้งเป้าว่า ต้องพิชิต 42 กิโลเมตรให้ได้ปีละครั้ง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า ในระหว่างนั้นก็ลงแข่งวิ่งระยะทาง 10-21 กิโลเมตรเป็นการซ้อมย่อยปีละ 4 รายการ/ปี

ลิ่มเลือดครั้งที่ 3 โอกาสเสียชีวิตสูง

เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ระหว่างการวิ่งฝึกซ้อมในสวนลุมพินีตามปกติ อาร์โนด์วิ่งฝึกซ้อมไปได้เพียง 2 นาที ต้องหยุดวิ่งเพราะหายใจไม่ค่อยออก รู้เลยว่าเกิดอาการผิดปกติขึ้นกับตัวเอง เขาจึงไปหาคุณหมอและตรวจพบว่า ความเสี่ยงตายมาเคาะประตูบ้านอีกครั้ง เนื่องด้วยลิ่มเลือดเข้าไปในปอด หากปล่อยทิ้งไว้อาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้ นับเป็นการเสี่ยงตายครั้งที่ 2 ในชีวิตของเขา

“ธรรมชาติของร่างกายของผมเสี่ยงต่อการมีลิ่มเลือดมากกว่าคนทั่วไป พอได้ยินแบบนั้นผมเริ่มกังวลกับการออกกำลังกายของผม เพราะอยู่ดีๆ ก็หายใจไม่ออก หมอบอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของผมที่เสี่ยง ลิ่มเลือดเข้าปอด หากเข้าหัวใจอาจตายภายใน 30 นาที นับเป็นโชคดีของผม หมอบอกว่าเป็นครั้งที่ 2 เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น หากเกิดลิ่มเลือดไปอึดตันอวัยวะอะไรอีกเป็นครั้งที่ 3 มีโอกาสเสียชีวิตถึง 100% ผมจึงต้องรักษาตัวด้วยการเข้าโรงพยาบาล 1 อาทิตย์เพื่อฉีดยาละลายลิ่มเลือด แล้วก็ห้ามเดิน ห้ามวิ่ง ต้องนอนอย่างเดียวเพราะกลัวลิ่มเลือดจะเข้าไปสู่หัวใจ วันนั้นบอกหมอว่า ผมต้องพักที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์ ใจผมก็คิดว่าเมื่อไหร่ผมจะวิ่งได้อีก แต่หมอสั่งห้ามวิ่งเลยแม้ระยะไหนก็วิ่งไม่ได้ เต็มที่ของผมคือเดินเบาๆ คุณหมอแนะนำว่าป้องกันไม่ให้เกิดครั้งที่ 3 นั่นคือผมต้องกินยาสลายลิ่มเลือดทุกวัน ห้ามลืมแม้แต่วันเดียวก็อันตราย ผมก็ต้องกินทุกวันตลอดชีวิต ซึ่งยาส่งผลเสียเยอะ เช่น ต้องระวังไม่ให้เกิดบาดแผล เพราะเลือดจะไหลไม่หยุด หมอบอกว่าถ้าคุณไปวิ่ง ขาจะกระแทกกับพื้น ถ้าวิ่งนานๆ แม้ทำให้เส้นเลือดในขาแตกนิดหนึ่ง หรือชนกับพื้นในขณะที่วิ่งมาราธอนก็อันตราย หรือหัวกระแทกพื้นก็อันตราย ยิ่งหากมีเลือดในสมองหยุดไม่ได้เลย ถ้าเป็นที่อื่นในร่างกายหยุดได้ แต่ในสมองหยุดไม่ได้ยิ่งอันตรายหนักมาก”

ช่วงนั้นอาร์โนด์จึงระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างมาก แม้ปั่นจักรยานก็ห้าม แต่เขาจัดเป็นคนไข้ที่ฟังหัวใจตัวเอง เขาเริ่มท้าทายตัวเองด้วยการพลิกฟื้นร่างกายเพื่อให้กลับมาวิ่งอีกครั้ง ด้วยการดูแลตัวเองไม่ให้โดนชน ไปฝึกวิ่งฝึกซ้อมอีกเรื่อยๆ ก็ทำให้เริ่มหายใจได้ปกติ และเขาก็กลับมาวิ่งในระยะทาง 42 กิโลเมตรได้อีกครั้งหนึ่งไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ควบคู่ไปกับการกินยาสลายลิ่มเลือดทุกวันห้ามลืม และทุก 3 เดือนเขาต้องไปหาคุณหมอเพื่อปรับยาเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้อาร์โนด์กลับไปวิ่งได้อย่างปลอดภัย เพราะการวิ่งคือไลฟ์สไตล์ของเขา

ค้นหาความท้าทายใหม่ๆ

อาร์โนลด์อยากเชิญชวนให้ทุกคนออกมาวิ่งออกกำลังกาย โดยเฉพาะนักบริหาร เนื่องจากการเป็นผู้บริหารจะมีเรื่องทำให้ได้เครียดทุกวัน วิธีที่ดีที่สุดในการระบายความเครียดคือการออกกำลังกายตอนเย็น แม้วิ่งเพียง 1 ชั่วโมงเมื่อร่างกายเราเหนื่อยเต็มที่ จะทำให้ความเครียดหายไปทันที

“ผมชอบออกกำลังกาย แต่วันหนึ่งผมบาดเจ็บ เดินไม่ไหวในวัย 35 ผมต้องนั่งวีลแชร์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่อยากทำอะไรที่ท้าทายมากที่สุด โอเคผมจะวิ่งมาราธอนและก็วิ่งมาเรื่อยๆ ผมต้องฝึกซ้อมเยอะ กีฬาทำให้ผมตั้งเป้าหมายในชีวิตได้ ถ้าวันหนึ่งผมอยากมีอะไรที่ผมภาคภูมิใจ ก็ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต ผมต้องสู้กับอายุของผม ตอนนี้ผม 47 ปี ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความสามารถของหัวใจเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพอร์ฟอร์แมนซ์ในร่างกายก็ต้องดร็อปลงเรื่อยๆ แม้ความสามารถทุกอย่างในร่างกายผมลดลง แต่การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้ผมสู้กับอายุได้ ความท้าทายใหม่คือในวัย 47 ของผม ผมสามารถเพิ่มสถิติให้ดีขึ้นได้ไหม และผมอยากทำเวลาให้ได้ดีกว่า 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนนี้ผมวิ่งในระยะทาง 21 กิโลเมตรทำเวลาได้ดีกว่าตอนอายุ 40 เสียอีก เดิมผมตั้งเป้าว่าอยากวิ่ง 42 กิโลเมตรให้ได้ 20 รายการ 21 กิโลเมตรอยากทำให้ได้ 50 รายการในชีวิตนี้ แต่ตอนนี้ผมวิ่ง 42 กิโลเมตรได้ 26 ครั้งแล้ว และ 21 กิโลเมตรผมวิ่งได้ 60 ครั้งแล้ว

ผมจึงตั้งเป้าหมายที่ท้าทายกว่านั้นคือ วิ่ง 42 กิโลเมตรผมตั้งเป้าหมายใหม่ที่ 50 ครั้ง 21 กิโลเมตรตั้งไว้ที่ 100 ครั้ง ถ้าผมทำได้มันคือความท้าทายเหมือนกัน นี่คือเป้าหมายที่ท้าทายในอีก 8-7 ปีข้างหน้า เราต้องตั้งเป้าหมายที่ยากๆ เพราะเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วเราทำได้ เราจะรู้สึกดีใจและรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ลองสิ ลองตั้งเป้าหมายให้ตัวเองดูสิ นอกจากได้ร่างกายแล้ว ได้ความท้าทายแล้ว สุขภาพก็ยังแข็งแรง เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ดีด้วย ซึ่งสถิติที่ดีที่สุดของผมที่วิ่ง 42 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 44 นาที ส่วนวิ่ง 21 กิโลฯ ได้ 1 ชั่วโมง 42 นาที ผมก็พอใจของผมนะครับ”

จิตบริหารได้ เพื่อความสุขเป็นกิจวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550979

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 14:09 น.

จิตบริหารได้ เพื่อความสุขเป็นกิจวัตร

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ในโลกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายและวิ่งไวด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศหรือออนไลน์ ที่เชื่อมโยงผูกสัมพันธ์และแบ่งปันข้อมูลผ่านวิถีชีวิตและรสนิยม ทำให้หลายๆ คนต้องสับสนและแตกกระเจิงอย่างมิอาจต้านทาน

บางคนจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาจนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในอาการตกใจ เสียใจ โกรธ ดีใจ หรือเกิดความอยากได้ เพราะจิตใจอ่อนแอ ขุ่นมัว

จิตของผู้คนทุกวันนี้คิดเรื่องต่างๆ มากมาย จิตย่อมจะเหนื่อยล้า เพราะฉะนั้นปัญหาทางด้านจิตใจเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตประจำวัน หากสามารถกำหนดและทำให้ไม่ฟุ้งซ่านและเพริศเตลิด ก็น่าจะสร้างความสงบสุขในชีวิตได้

พูดถึงการบริหารจิต หมายถึงการบำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ จะต้องฝึกฝนให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบ คือการทำสมาธินั่นเอง เป็นภาวะของจิตที่ตั้งมั่น กำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ไม่ฟุ้งซ่านไปหาสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่นจากสิ่งที่กำหนด

ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งหรืออารมณ์เดียว และจิตตั้งมั่นนั้นจะต้องเป็นกุศล จะเกิดความสงบ เยือกเย็น สบายใจ มีความผ่อนคลาย เอิบอิ่มใจ ปลอดโปร่ง และมีความสุข

หยิบข้อมูลเรื่อง “10 วิธีบริหารจิตในชีวิตประจำวัน” จากมูลนิธิหมอชาวบ้าน โดย นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ที่แนะนำว่าการบริหารจิตมีผลต่อสุขภาพกาย สมองและจิตใจพอๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่และการปรับวงจรใหม่ของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์และมีความสุขสงบเย็นอีกต่อหนึ่ง

การบริหารจิตควรทำให้เป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอรวบรวมไว้ 10 วิธี ดังนี้

1.ออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก ฝึกชี่กง รำมวยจีน (ไทเก๊ก) ฝึกโยคะ เป็นต้น

2.นอนหลับให้เพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง การนอนหลับดีมีผลต่อการพัฒนาสมองหลีกเลี่ยงการอดนอน และการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันนานๆ เพราะมีผลลบต่อร่างกาย สมองและจิตใจ

3.บริโภคอาหารสุขภาพตามหลักธงโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหวาน มัน เค็ม หันมากินปลา กินผักและผลไม้ให้มากๆ ไขมันโอเมกา-3 ในปลา (เช่น ปลาดุก ปลาช่อน) มีผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองใหม่

4.หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยการอ่าน การฟัง การค้นคว้า การหาประสบการณ์ใหม่ๆ การคิดใคร่ครวญ การถาม การบันทึก ตามหลัก “สุ จิ ปุ ลิ” ควบคู่กับการฝึกใช้ความคิดเป็นประจำ

5.ฝึกสมาธิ เช่น ฝึกอานาปานสติ สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม ทำละหมาด อธิษฐานจิต วันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง นานครั้งละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจมั่นคง สงบนิ่ง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน

6.เจริญสติ รู้ตัวกับอิริยาบถและกิจกรรมต่างๆ เช่น ระลึกรู้ตัวอยู่กับการนั่ง นอน ยืน เดิน การเคลื่อนไหวจังหวะขณะออกกำลังกายต่างๆ การทำกิจวัตรประจำวัน

7.ฝึกใช้ลมหายใจเป็นระฆังแห่งสติ เราสามารถตามรู้ลมหายใจเข้า-ออก ในการทำอานาปานสติ ในการเจริญสติต่างๆ

8.ฝึกพักใจและสมองเป็นระยะๆ ในแต่ละวัน เช่น หยุดคิด โดยหันมาชื่นชมธรรมชาติ (สายลม แสงแดด ก้อนเมฆ สายฝน สายน้ำ ตะวันขึ้น ตะวันตกดิน ต้นไม้ ดอกไม้) หรือศิลปกรรม (เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย รูปปั้น แจกันดอกไม้) นานครั้งละ 30 วินาที-1 นาที

9.เจริญปัญญาจากการสังเกตธรรมชาติของสรรพสิ่ง ว่าล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่มีการแปรเปลี่ยน ไม่คงที่ตลอดเวลา

10.ฝึกคิดดี-พูดดี-ทำดี ให้เป็นนิสัย ช่วยถ่วงดุลกับธรรมชาติของจิตที่มักคิดลบซึ่งเป็นไปตามกลไกสมองที่มักถูกครอบงำด้วยความมีอัตตาตัวตน นิสัยความเคยชินเดิม และอารมณ์ลบ

พร้อมบทสรุปจากผลงานวิจัยของ นพ.แดเนียล ซีเกล ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “The Mindful Brain” ตอนหนึ่งว่า เมื่อฝึกฝนจนมีสติแก่กล้า ก็จะมีจิตใจที่มีคุณสมบัติที่เรียกว่า “COAL” ได้แก่ C-Curiosity อยากรู้อยากเห็น ใฝ่รู้ O-Open จิตใจเปิดกว้าง เป็นกลาง ไม่ยึดติด A-Accept ยอมรับ ยอมแพ้เป็น ไม่โต้แย้ง ไม่ดึงดัน และ L-Love มีความรัก เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่

การบริหารจิตเป็นประจำย่อมได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ คือด้านการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทำจิตใจให้สบาย ไม่มีความวิตกกังวล ความเครียด มีความจำดีขึ้น แม่นยำขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อย เพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น การศึกษาเล่าเรียนและการทำงาน เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การมีจิตเป็นสมาธิยังทำให้นอนหลับง่ายและหลับสนิท รวมทั้งมีผลเกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ชะลอความแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย และรักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ได้แก่ ทำให้บุคลิกภาพเข้มแข็ง หนักแน่นมั่นคง สงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด มีความสุภาพอ่อนโยน ดูมีสง่าราศี องอาจน่าเกรงขาม มีอารมณ์เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่เซื่องซึม สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ได้ 

‘พ่อแม่คือเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดของลูก’ ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550968

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 13:19 น.

‘พ่อแม่คือเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดของลูก’ ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์

 โดย ฤดูกาล ภาพ : ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์

ความน่ารักและความอบอุ่นระหว่างแม่ลูกของ “อร” ฐิตารีย์ มีสวัสดิ์ และ “น้องปัญ” วัย 2 ขวบ 3 เดือน ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องราวความสุขและสนุกสนานของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว

แม้ว่าเธอและสามีจะเป็นเจ้าของบริษัทด้านอุปกรณ์ในงานอุตสาหกรรม เค เมทัล เทรดดิ้ง และเธอเองยังนั่งแท่นเป็นผู้บริหารหน่วยงานตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ

แต่สำหรับเจ้าหญิงตัวน้อยของครอบครัวแล้ว งานหนักไม่ใช่เหตุผลให้เธอใช้เวลากับลูกน้อยลง

แม่อรเล่าว่า เธอและสามีพาน้องปัญไปเที่ยวต่างจังหวัดตั้งแต่อายุ 5 เดือน โดยพาไปแรลลี่การกุศลที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งสำหรับครั้งแรกน้องปัญสามารถนั่งบนคาร์ซีตได้โดยไม่งอแงตลอดทาง แต่ฝ่ายที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษน่าจะเป็นแม่อร

“ทริปแรกของลูก แม่เตรียมตัวอย่างมาก โดยเฉพาะของใช้ของลูกวัย 5 เดือน ทั้งเครื่องล้างขวดนม เครื่องปั๊มนมแม่ กระดาษเปียก ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทิชชู่ น้ำดื่ม อาหารสำหรับทารกหากให้นมไม่สะดวก รถเข็น ชุดของลูกที่นำไปเผื่อหลายชุด และกระเป๋าประจำตัวที่ต้องพกไปทุกที่

โดยอรจะมีหลักว่า เหลือไม่เป็นไร แต่อย่าให้ขาด ซึ่งทริปแรกผ่านไปได้ด้วยดี ลูกไม่งอแง และรู้สึกได้ว่าลูกชอบไปเที่ยว ชอบออกจากบ้าน”

นอกจากนั้น ด้วยหน้าที่ของเธอและสามีที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ทำให้เธอมักพาลูกไปด้วยเสมอ โดยยังเลือกวิธีการเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งแม่อรรับหน้าที่วางแผนเรื่องอาหารการกิน ส่วนสามีทำหน้าที่จองที่พัก

“การเดินทางไกล 8-10 ชั่วโมงสำหรับเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปถ้าเราไม่รีบร้อน เพราะระหว่างทางนั้นต้องแวะพักบ่อยเพื่อไม่ให้ลูกเหนื่อยเกินไป และให้คุณพ่อกบ (สามี) ได้พักจากการขับรถด้วย” เธอกล่าวต่อ

“โดยเส้นทางขึ้นเชียงใหม่เราได้แวะเที่ยวที่กำแพงเพชรและลำพูนก่อน สถานที่ที่เราพาลูกไปอย่างแรกเลยคือ พาไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดนั้น จากนั้นจะพาเขาไปเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติทั้งภูเขา น้ำตก สวนผัก ทุ่งนา เพราะอยากให้เขาได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและได้สัมผัสดินต้นไม้ใบหญ้าให้มากที่สุด”

หากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างเสาร์-อาทิตย์ เธอก็ยังเลือกที่จะพาน้องปัญไปเที่ยวแถวชานเมือง ไปสวนผักแถวนครปฐมบ้าง หรือไปลุยสวนมะม่วงของคุณยายที่สระบุรีบ้าง เพื่อให้ลูกเรียนรู้วิถีชีวิตแบบอื่นนอกเหนือจากชีวิตเมือง

“อรอยากให้ลูกได้ไปเดินบนทุ่งนา ได้ลองไปขุดดินปลูกต้นไม้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าโตขึ้นมาน้องปัญจะชอบอะไร จะชอบปลูกผักรดน้ำต้นไม้เหมือนตอนนี้ไหม แต่อย่างน้อยตอนนี้เราได้สอนเขาให้เห็นถึงความลำบากขั้นพื้นฐานที่ตัวเขาเองเคยทำและรับมือได้ ทำให้เขาไม่กลัวเปื้อนจากการจับดินจับทราย แค่นี้ลูกชาวนาชาวสวนอย่างอรก็ปลื้มแล้ว”

นอกจากนี้ แม่อรยังได้แบ่งปันให้ฟังว่า ลูกสาวของเธอเป็นโรคตาเหล่เข้าในโดยกำเนิด ซึ่งเธอสังเกตเห็นตั้งแต่ลูกอายุเพียง 7 เดือน และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ตอนนั้น โดยเริ่มรักษาด้วยการปิดตาข้างที่ปกติเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อตาข้างที่ขี้เกียจให้ขยันทำงานมากขึ้น

การรักษาควบคู่ไปกับการใส่แว่นสายตา (น้องปัญมีอาการสายตายาว) ซึ่งลูกสาวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการใส่แว่นตาทำให้อาการของโรคดีขึ้นมาก แต่กระนั้นการรักษาที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัดตาก่อนอายุ 3 ขวบ ซึ่งน้องปัญจะเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดในเดือน มิ.ย.นี้

“พ่อแม่ต้องสังเกตลูกตั้งแต่ยังเป็นทารกว่าดวงตามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะภาวะตาเหล่เข้าในโดยกำเนิดไม่มีสาเหตุ และคนส่วนใหญ่มักคิดว่ามันคืออาการตาเอกที่พอโตขึ้นจะหายไปเอง แต่โรคนี้จะไม่หาย ดังนั้น ถ้าเห็นความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะยิ่งรักษาตั้งแต่เล็กจะมีโอกาสหายได้มากกว่ารักษาตอนโต”

เธอยังได้แบ่งปันข้อมูลและวิธีการดูแลรักษาโรคนี้ไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Pun Amlustians

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องโรคไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพาลูกเที่ยว และไม่ใช่ปัจจัยที่จะมาขัดขวางความสุขของครอบครัว ซึ่งเธอได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการพาลูกเที่ยวว่า

“การพาลูกเที่ยวทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเขามีความสุขที่ได้อยู่กับเรา เพราะลูกไม่รู้หรอกว่าเราพาเขาไปไหน เขารู้แค่ว่าได้ไปกับพ่อและแม่ก็มีความสุขที่สุดแล้ว ช่วงที่ลูกยังเล็กถือว่าเป็นช่วงเวลาทองสำหรับพ่อแม่ที่ต้องกอดลูกไว้ เดินไปด้วยกัน ไม่ให้ลูกรู้สึกเดียวดาย เพราะการเดินทางของลูกยังอีกยาวไกล

และแน่นอนว่าพ่อกับแม่เดินไปด้วยไม่ได้ตลอด ดังนั้น เวลานี้เองที่พ่อแม่ต้องเป็นเพื่อนร่วมทางของลูกให้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นความทรงจำและสร้างสายสัมพันธ์ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ไม่มีวันหายไปจากครอบครัว” 

GoAnywhere การเดินทางของส้มปอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550964

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 12:59 น.

GoAnywhere การเดินทางของส้มปอย

โดย รอนแรม ภาพ : GoAnywhere

สาวพัทลุงทำงานที่กระบี่ ไปเยือนมาแล้วกว่า 20 ประเทศใน 5 ปี และมีความฝันอยากเดินทางรอบโลก

“ส้มปอย” เยาวณี หนูยิ้ม เธอเป็นนักเดินทางตัวยงที่ยังคงเป็นพนักงานประจำ และเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก GoAnywhere ที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความทรงจำผ่านภาพถ่ายและตัวอักษร

นักเดินทางสาวเล่าว่า เธอชอบท่องเที่ยวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยชวนเพื่อนนั่งรถไฟฟรีจากหาดใหญ่ไปเชียงใหม่ และเที่ยวไปเรื่อยทั่วไทยจนเก็บเกือบครบ 77 จังหวัด

จากนั้นเมื่อเริ่มทำงาน เธอเริ่มขยับจากในเป็นนอกประเทศ โดยเริ่มที่ สปป.ลาว ประเดิมที่เมืองเวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง ซึ่งเป็นทริปต่างประเทศครั้งแรกที่เปลี่ยนชีวิตเธอ

“จากที่เที่ยวในประเทศไทยก็รู้สึกมีความสุขและสนุกอยู่แล้ว พอได้ไปต่างประเทศใกล้ๆ ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้น ทำให้คิดว่า ถ้าเราได้ไปเที่ยวไกลๆ ไปในที่ที่แตกต่างจากเรามากๆ มันคงสนุกและมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ”

สำหรับเพจเฟซบุ๊ก เธอเริ่มเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากนั้นเมื่อปีที่ผ่านมาเธอได้เปิดเว็บไซต์ goanywhere.co เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแบบเต็มรูปแบบทั้งเรื่องและภาพ

“เราเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วก็ทำสิ่งนั้น” ส้มปอยกล่าวต่อ

“เดินตามทางที่เราชอบไปเรื่อยๆ โดยไม่เกี่ยงว่าเราจะไปคนเดียว ไปกับเพื่อน หรือไปกับแฟน เพราะแค่รู้สึกว่าอยากไปก็ไป ให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขกลับมา

เราเป็นคนชอบแอดเวนเจอร์ ชอบไปสัมผัสอารยธรรม วัฒนธรรม เป็นคนชอบลอง ลองกิน ลองพูด ลองทำ แม้ว่าจะไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่ก็ชอบทำอย่างคนท้องถิ่น และเราเป็นคนชอบเขียนไดอารี่ ชอบจดความรู้สึกหรือความทรงจำในขณะนั้นลงสมุดบันทึกไว้

จากนั้นพอถึงเวลานำมาแบ่งปันในเพจและเว็บไซต์ ก็จะเปิดบันทึกสำรวจความรู้สึกของตัวเองดูว่าเป็นอย่างไร เพื่อเก็บรายละเอียดให้ลึกที่สุด”

ส้มปอยยังกล่าวด้วยว่า สำหรับเธอการเดินทางเป็นการเติมพลัง เติมเชื้อไฟในการทำงาน เติมเป้าหมายในชีวิต และการเดินทางเป็นเหมือนปัจจัยที่ 5 ซึ่งหากร่างกายขาดการเดินทางก็เหมือนขาดอาหารไปหล่อเลี้ยงจิตใจ

“บางคนทำงานเพื่อเก็บเงินก็เป็นความสุข แต่เราทำงานเก็บเงินเพื่อจะได้ไปเที่ยว นั่นเพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรามีความสุขที่ได้วางแผน วางเป้าหมายว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ต้องใช้เงินเท่าไร ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และค่อยๆ เก็บเงิน เก็บวันหยุดไป เพื่อจะได้ออกเดินทางตามที่วางแผนไว้ ซึ่งก่อนไปมันทำให้เรามีเป้าหมายในชีวิต ระหว่างทางมันทำให้เราสนุก ตื่นเต้น และหลังจากกลับมาแล้ว มันทำให้เรามีพลังและทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปทุกครั้ง ซึ่งนี่แหละเป็นความสุข”

ผู้ที่ต้องการแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังตั้งคำถามว่าจะออกเดินทางได้หรือไม่? รวมถึงผู้ที่ต้องการข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่และวิธีการเดินทาง สามารถเข้าไปค้นหาได้ในเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ GoAnywhere

ก้าวแรกบนถนนมิตรภาพ ของวง ‘ชาลี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550957

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

ก้าวแรกบนถนนมิตรภาพ ของวง ‘ชาลี’

โดย นกขุนทอง/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ดนตรีทำให้ 4 หนุ่มได้มาพบกัน รวมกันก่อตั้งวงชื่อ “ชาลี” ประกอบด้วย แน็ก-ชาลี ปอทเจส (ร้องนำ) ดั๊ก-กิตติภพ ฤกษนันทน์ (กลอง) จอร์จ-วุฒิภัทร โตสกุลวณิช (เบส) และบอมบ์-ณัฐธีร์ รุ่งเลิศนิรันดร์ (กีตาร์)

ทั้ง 4 ไม่ได้สนิทสนมกันทั้งหมด การที่คน 4 คนมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวในนามวงชาลี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แบบมองตาก็รู้ใจ หรือรู้แนวทางของกันและกัน การปรับตัวและการรับฟังความคิดเห็นอย่างเข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นวง

แน็ก คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในบทบาทนักแสดงมาตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่มน้อย แต่แน็กยังมีมุมที่ชอบทำคือการร้องเพลงและเขียนเพลง

บอมบ์ มือกีตาร์ หนุ่มหน้าเข้ม ดูขรึม แต่จริงๆ แล้วก็ขี้อาย และยิ้มเก่ง

จอร์จ มือเบส หนุ่มขี้เล่น หัวเราะง่าย ใครอยู่ใกล้ก็ผ่อนคลายสบายอกสบายใจ

ดั๊ก มือกลอง หนุ่มพูดน้อยและอายุน้อยที่สุดในวงอีกด้วย

การฟอร์มวงเริ่มจากแน็กอยากมีวงดนตรีเป็นของตนเอง แต่งเพลงร้องเพลงเก็บเอาไว้หลายเพลง จนเมื่อถึงเวลาจึงปรึกษา ต้น ซิลลี่ฟูลส์ หลังจากนั้นมีการชักจูงสมาชิกคนอื่นๆ ตามมา

แน็ก : “สำหรับผมกับดั๊ก เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว และอยากทำดนตรีด้วยกันเลย เริ่มมาด้วยกัน”

บอมบ์ : “ผมรู้จักกับพี่ต้น ซิลลี่ฟูลส์ พอดีพี่ต้นโทรมาว่าอยากทำแบนด์ ผมก็โอเค ลองดู เลยชวนจอร์จมาเป็นมือเบส คนนี้มือฉมัง”

ชาลี : “ผมเป็นเอฟซีเขาครับ บอมบ์เขาเป็นมือกีตาร์ระดับเทพอยู่”

บอมบ์ : “ผมก็เป็นเอฟซีเขา ติดตามหนังเขาอยู่”

แน็ก : “เรื่องอะไรครับ”

บอมบ์ : “ห้าแพร่ง ถูกไหม (หัวเราะ)”

4 หนุ่มรู้จักกันเป็นคู่ๆ แน็กสนิทกับดั๊กมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเป็นแก๊งเดียวกันเลย ส่วนบอมบ์กับจอร์จก็เป็นเพื่อนที่เล่นดนตรีวงเดียวกัน และเรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกัน

ดั๊ก : “เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อายุ 15 ครับ ตอนนี้ก็ครบ 10 ปี เรียนห้องเดียวกัน เป็นกลุ่มเด็กดี อาจจะไม่ถึงกับดีมาก แต่ไม่ได้เละเทะ โดดเรียนหรือเป็นกลุ่มที่เกเรขนาดนั้น ทำกิจกรรมในโรงเรียน ไม่ค่อยทำเรื่องไม่ดี นัดกันมาออกกำลังกายตลอด บ้านแน็กมีกีตาร์ ผมรู้สึกชอบ อยากลองทำ เราเคยทำวงตอน ม.ปลาย ก็เริ่มชอบดนตรีตั้งแต่ตอนนั้น”

แน็ก : “ผมไม่อยากเป็นศิลปินเดี่ยว ถ้าจะทำงานดนตรีผมรู้สึกว่าอยากทำงานกับเพื่อน จริงๆ เราทำงานเดี่ยวมันสบาย มันง่ายมาก เพราะไม่ต้องมาแคร์ใคร แต่ว่าเราต้องรับหน้าที่หนักสุดในทุกๆ เรื่อง แต่วันนี้ผมพร้อมและอยากทำงานกับเพื่อน และพอดีดั๊กเป็นเพื่อนเรา เราก็หาเพิ่ม ได้บอมบ์กับจอร์จมา เพราะเขาเก่งมาก ขออนุญาตดีใจ (ยิ้มใหญ่) ที่ได้เขามาอยู่กับผม”

บอมบ์ : “อย่างที่บอก ตอนนั้นผมนั่งกินข้าวอยู่ พี่ต้นโทรมาบอกว่ามีโปรเจกต์หนึ่งสนใจหรือเปล่า เล่นกับแน็ก ตัวผมเองไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทย และไม่เคยฟังผลงานเพลงแน็กเลย ก็เลยไปหาฟัง ก็รู้สึกว่าเขามีของเหมือนกันนะ แต่ตอนนั้นเพลงที่ปล่อยออกมาจะแนวน่ารักหน่อย ตอนนั้นเขาทำคนเดียว ผมก็เลยตกลงลองดู ก็เลยชวนจอร์จมา จอร์จเล่นวงกับผมมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแล้ว ไปเล่นต่างจังหวัด เคยประกวดด้วยกันมาด้วย”

จอร์จ : “ตอนบอมบ์ชวนบอกว่ามีโปรเจกต์ มาเล่นเบสให้หน่อย มาเล่นกับแน็กแฟนฉัน ผมก็คิด แน็กเหรอ ผมคิดเลยอย่างแรก เฮ้ย! มันร้องเพลงได้เหรอวะ (หัวเราะ) ผมบอกบอมบ์ก่อนเลยว่า ส่งเพลงมาให้ฟังหน่อย อันนี้ซีเรียสนะ (หัวเราะ) ผมฟัง ผมก็ว่าโอเค แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจร่วมวงอย่างหนึ่ง คือผมถามบอมบ์ว่าเพลงนี้ใครแต่ง บอมบ์บอกว่าแน็กเป็นคนแต่ง เลยมองว่าเขาแต่งเพลงได้ ถือว่าโอเคเลยนะ”

บอมบ์ : “แน็กส่งเพลง ‘สุดท้าย’ มาให้ผม ผมก็ส่งต่อให้จอร์จ แล้วผมไปค้นผลงานเขามีประวัติหรืออะไรอีกไหม แต่ก็มีข้อมูลที่ทราบจากพี่ต้นบอกว่าแน็กเป็นคนอินดี้หน่อย ในการแต่งเพลงเขาใช้ได้เลย แต่แค่ขาดเรื่องดนตรีที่จะมาช่วย พี่ต้นก็ชมแน็กมา เราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเขามีของ”

จอร์จ : “เราก็ตกลงเลย เพราะเราอยากลอง”

หลังจากสมาชิกครบวงก็เริ่มทำเพลงและปล่อยซิงเกิ้ลเพลง “สุดท้าย” ออกมาให้ได้ฟังกัน มาย้อนไปถึงครั้งแรกที่ได้เจอหน้าสมาชิกในวงของตัวเองกัน

จอร์จ : “เดือนสองเดือนก็สนิทกันครับ เราจูนกันไม่ยาก เราคุยกันง่าย”

แน็ก : “ผมส่วนใหญ่จูนด้วยดนตรี ไอ้พวกนี้มันจูนกันเรื่องเกม” (หัวเราะ หันไปมองที่ดั๊กกับจอร์จ)

จอร์จ : “ร่วมงานกันดีครับ แน็กเขาจริงจัง เอาการเอางาน เวลาเรื่องเล่นเขาก็เล่น เวลาทำงานเขาก็แยกได้ ตอนแรกใจผม ผมไม่คิดว่าเขาจะจริงจังขนาดนี้ (หัวเราะ) แต่เขาจริงจังจนเราคิดในใจเลยว่า เขาจริงจังขนาดนี้ก็ดีนะ เราจะได้แอ็กทีฟตัวเอง”

แน็ก : “บอมบ์เขาเก่งจริงๆ นะ พี่ต้นแนะนำว่าคนนี้เก่งและอายุยังน้อย เขาไปได้อีกไกล เขาเก่งจริงๆ ผมก็ดูผลงานเขา เราก็กลัวว่าเขาจะมาอยู่กับเราไหม เพราะเขาเก่งระดับไปต่างประเทศแล้วไง”

บอมบ์ : “ตอนนั้นนัดคุยกับแน็ก ผมก็ดูเขา ดูการคุย เขาก็ถามผมว่าอันนี้คืออยู่กันจริงๆ ใช่ไหม คือเขาไม่คิดว่าเราจะมาเล่นกับเขา” (หัวเราะ)

หลังจากนั้นการทำวงดนตรีครั้งนี้ก็เหมือนการที่เขาได้มีเพื่อนในชีวิต ที่อยู่ในวงจรชีวิตประจำวันของกันและกันมากขึ้นไปอีก ยิ่งช่วงหลังก็ยิ่งต้องเจอกันบ่อย เพราะเริ่มเดินสายโปรโมทเพลง หนุ่มๆ ก็เริ่มเผากันให้ฟังว่าเวลาอยู่ในวงพฤติกรรมแต่ละคนเป็นแบบไหน

จอร์จ : “ตอนผมรู้จักดั๊กแรกๆ เหมือนนิสัยเขายังเดาไม่ค่อยออก ตอนนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร (หัวเราะ) ตอนแรกเขาดูเงียบๆ ดูเป็นคนดี แต่ตอนนี้เขาก็ดีนะครับ เป็นคนดูตั้งใจทำงาน

ส่วนแน็ก เรานิสัยคล้ายกัน ตบมุขชงกันไปชงกันมาอยู่ 2 คน เราดีใจที่ได้รู้จักและร่วมงานด้วย ส่วนบอมบ์เป็นเพื่อนที่ดี เรื่องประทับใจในตัวเขา เอาจริงๆ ผมนึกไม่ออกเลย (หัวเราะ)

จริงๆ ความประทับใจของผมคือเราเคยเล่นดนตรีกันมาก่อนมากกว่า เราไปแข่งด้วยกัน ไปทำอะไรด้วยกัน เราได้ความประทับใจร่วมกันมาเยอะ เราไปเล่นตรงนั้น เวลาเราเสียใจ เราก็เสียใจด้วยกัน ดีใจก็ดีใจเหมือนกัน แบบนี้มากกว่า”

ดั๊ก : “เหมือนนิสัยทุกคนมันจะใกล้เคียงกันหมดนะครับ จะตลก เฮฮา แต่เวลาทำงานก็จริงจัง อย่างจอร์จเป็นคนนิ่งๆ ดูไม่ค่อยพูด ตอนนี้ก็เฮฮา เขาก็รับทุกมุขเลย เราชอบเล่นเกมเหมือนกัน แต่ไม่ได้ถึงกับเล่นทั้งวัน เราเล่นเป็นเวลา 10-20 นาที เหมือนเรานั่งรถไปไหนไกลๆ ก็เล่นบ้าง แต่เวลาทำงานเราก็ไม่ได้เล่น

ส่วนแน็กนิสัยจะคล้ายกันเลย เพราะรู้จักตั้งแต่เด็ก อยู่กลุ่มเดียวกันตั้งแต่สมัยเรียน ผมเพื่อนน้อย ไม่มีอยากเลิกคบใคร ส่วนบอมบ์เขานิ่ง ดูเป็นผู้ใหญ่ ลุคกับนิสัยเขาดูเท่ๆ ขรึมๆ แต่พอได้รู้จักนิสัย เขาก็ตลกนะครับ ทำให้รู้ว่าเราก็ยังเด็กกันอยู่นะ ยังไม่ได้อายุเยอะมากๆ ยังเป็นวัยรุ่น ยังคุยกันได้ ทำอะไรด้วยกันได้”

แน็ก : “จอร์จดีครับ จอร์จดีมาก (เน้นเสียงและหัวเราะเบาๆ) ถ้าวันหนึ่งจอร์จมีปัญหาหรืออะไร เราก็ต้องโทษบอมบ์ เพราะบอมบ์เป็นคนพาจอร์จมา และเราก็จะไปฟ้องพี่ต้น (หัวเราะ) เอาจริงแล้วจอร์จเป็นคนที่น่าจะประสบการณ์เยอะ เพราะเขาทำงานกลางคืน เวลาซ้อมเขาจะมีคุมวงได้ในระดับหนึ่ง ก็ดีครับ

ส่วนดั๊ก เราไม่ค่อยมีอะไรพูดถึง เราสนิทกัน ก็อยากให้เขาซ้อมหนักๆ ซ้อมเยอะๆ จะได้ทำงานด้วยกันได้ (ดั๊กพยักหน้า) บอมบ์ก็ขี้เก๊กไปวันๆ (หัวเราะ) หน้าตาเขาเหมาะกับโฆษณากาแฟนะครับ ดูเขาสิ ขี้เก๊ก เราดูเขาจากวิดีโอ เราคิดเลยว่าเขาเก่งมาก วันแรกถ่ายงาน เขาถ่ายไม่ได้อยู่คนเดียว เขินกล้อง ถ่ายรูปยังถ่ายไม่ได้ หลุดขำอยู่นั่น แต่พอเขาจับกีตาร์นะ โห! เขาเท่มาก”

บอมบ์ : “ไม่รู้จะพูดยังไง เรารู้จักกันมาทุกคนนิสัยดีหมดเลย (โทนเสียงเปลี่ยนจนโดนเพื่อนแซว) คืออย่างผมจะเลือกใครสักคนมาร่วมงาน ผมไม่ได้เลือกคนเก่งนะ อันนี้ต้องพูดก่อน

อย่างจอร์จ ผมทำไซด์โปรเจกต์ ต้องบอกก่อนว่าผมทำบรรเลงมาหลายเพลงแล้ว แต่ผมจะเลือกจอร์จตลอด เพราะเหมือนเราคุยกันง่าย (แน็กแทรกว่า คนอื่นเขาคิดตังค์ไง จอร์จไม่คิดตังค์) ต่อให้เก่งยังไง เราก็คิดว่าเก่งแล้วไง เราจะเลือกคนที่เรารู้จักและคุยง่าย ซึ่งจอร์จเป็นคนที่ดีเลย เขาเข้าใจเรา เราอยากได้แบบนี้ เราเล่นกันมานาน เขาจะรู้

ส่วนดั๊ก เจอกันแรกๆ เขาเป็นรุ่นน้อง มีนิสัยคล้ายแน็ก เขาคล้ายกันยังไงไม่รู้ ขี้เล่น เฮฮา ติดตลก เขาจะส่งมุขกันตลอด เวลาทำงานเขาซีเรียส ช่วงแรกผมบอกเขาเลยว่า ไม่ต้องซีเรียสนะ เพราะการเล่นดนตรีถ้าเราเครียดมันเหมือนกับเราเอาหุ่นยนต์มาเล่น มันจะไม่ธรรมชาติ ถ้าในมุมนักแสดงคือคนนี้จะดูแข็ง เหมือนปั้นเพื่อให้คนดู มันจะไม่ได้ออกจากฟีลข้างใน ก็พยายามบอก เพราะน้องเขายังไม่เคยมีประสบการณ์ เราก็บอกเขาไปว่าไม่ต้องเครียดนะ”

สำหรับวงชาลีไม่มีการตั้งกฎเกณฑ์ให้กัน ไม่มีกรอบให้เกิดความอึดอัดใจ เพราะพวกเขาคิดว่ามีอะไรคุยกันตรงๆ เสียมากกว่า อาจจะด้วยอายุที่ใกล้กัน ความคิดเห็นและทัศนคติจึงอยู่ในความพอดี พวกเขาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันแชร์ไอเดียต่างๆ และมีเป้าหมายเดียวกันว่าจะทำอย่างไรให้เพลงได้ออกไปสู่คนฟังให้ได้มากที่สุด แม้ว่าบางช่วงแนวเพลงอาจจะมีบ้างที่ไปคนละทิศคนละทาง แต่การรับฟังกันทำให้วงสามารถหาจุดตรงกลางได้อย่างดี

แน็ก : “จริงๆ เพลงที่ 2 ผมจะให้บอมบ์จัดการหลายอย่างเลย แต่ตอนนี้ผมเริ่มลังเล เพราะบอมบ์มันเลือกเพลงมาที เราก็เริ่มแป้วแล้ว พอดีผมมีเพลงแต่งไว้เยอะ เราจะแชร์กันว่าอยากทำเพลงไหน เพลงที่ 2 แต่ละคนจะมีหน้าที่จริงจังของตัวเองแล้ว ส่วนเพลงมันจะเร็วจะช้าอยู่ที่คนขึ้นโครง ก็คือบอมบ์ มันจะทำงานไหม” (หัวเราะ)

บอมบ์ : “ตอนแรกที่เราเลือก มันอาจจะดูป๊อปไป อยากให้มันดูหนักหน่อย เลยเปลี่ยนเพลง เพราะแน็กเขามีเพลงเยอะอยู่แล้ว เราก็แค่เอามาสานต่อ มันก็มาอีกเพลง ก็จะออกร็อก แต่ก็มีผสมป๊อป เป็นป๊อปร็อก ซึ่งตอนแรกมันป๊อปจ๋าเลย”

แน็ก : “แต่เพลงต่อไปต้องปล่อยในเร็วๆ นี้แล้ว ตอนนี้เรารู้สึกสนุกและมีความสุขกับงานที่เราทำในตอนนี้ ช่วงนี้ก็โปรโมท เราก็พยายามคิดว่าทำอย่างไรให้เพลงเราไปได้ไกลที่สุด”

ความสำเร็จและมีผู้คนชื่นชอบในผลงานเพลง เป็นการตอบแทนความเหนื่อยยากทั้งหมดได้ดีที่สุด และคงเป็นกำลังใจที่จะก้าวต่อไปบนบันไดที่สูงขึ้น พวกเขาหวังว่าจะทำให้วงชาลีไปสู่จุดนั้น 

Somachandrasana II

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550952

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 11:10 น.

Somachandrasana II

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันนี้ครูจะพูดถึงกล้ามเนื้อในส่วนของการงอของสะโพก (เฟล็กเซอร์ของฮิพ) หรือก็คือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำให้ลำตัวกับต้นขาใกล้ชิดเข้าหากัน กล้ามเนื้อที่สำคัญ ได้แก่ กล้ามเนื้ออิเลียคัส (Iliacus) และโซแอส เมเจอร์ (Psoas Major) ทั้งสองมัดรวมกันเรียกว่า อิลิโอโซแอส (Iliopsoas) เราใช้ฮิพเฟล็กเซอร์ในชีวิตประจำวันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง การก้าวขาขึ้นลงบันได เป็นต้นโซแอส เมเจอร์ จะเกาะจากบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง (T12, L1-L5) ส่วนอิเลียคัสเกาะอยู่บริเวณกระดูกเชิงกราน ทั้งสองตัวนี้จะรวมกันและไปเกาะที่กระดูกที่อยู่บริเวณด้านในของกระดูกต้นขาที่เรียกว่าเลสเซอร์โทรแคนเตอร์ (Lesser Trochanter)

ในการสร้างความสมดุลและมั่นคงให้สะโพกจะต้องเทรนความแข็งแรงที่แกนกลางลำตัวด้วยเพราะหากแกนกลางอ่อนแอจะทำให้เราตึงขาหนีบหรือปวดหลังได้ ดังนั้นการฝึกแต่ท่าอาสนะโยคะที่เน้นแต่ยืดเปิดสะโพกเป็นหลักเพียงอย่างเดียว เช่น ท่าผีเสื้อ ท่านกพิราบ จึงไม่เพียงพอ (ท่าอาสนะแต่ละท่ามีประโยชน์หลักและประโยชน์รองเกี่ยวข้องกับกลุ่มกล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกหลายส่วนขึ้นอยู่กับการโฟกัสของผู้ฝึก) เพราะการที่สะโพกมีอิสระในการเคลื่อนไหวพร้อมๆ ไปกับความแข็งแรงของแกนกลาง (อย่างที่ครูเน้นตลอดว่าแกนกลางสำคัญมากๆ) จะส่งผลให้สะโพกเกิดความมั่นคง ซึ่งหมายรวมถึงการเทรนกล้ามเนื้อคู่ตรงข้ามอย่างเช่นกลุ่มกล้ามเนื้อก้นด้วย (Hip Extension Movements)

ในวันนี้ครูจะให้ฝึกท่า Somachandrasana II โดยให้ฝึกหลังจากวอร์มอัพร่างกายแล้ว ท่านี้เป็นส่วนผสมของการใช้แกนกลางลำตัวร่วมกับกลุ่มกล้ามเนื้อสะโพก การใช้กำลังแขนและฝึกการทรงตัวในคราวเดียวกัน

1.เริ่มต้นในท่า Lungeโดยให้ขาซ้ายอยู่หน้าขาขวาอยู่หลังวางมือขวาที่พื้นยืดข้อต่อไหล่ด้วยการกดโคนมือและยกข้อมือลอยจากพื้น (หรือใครจะวางฝ่ามือเต็มก็ได้เช่นกัน)ส่วนมือซ้ายแนบใบหูพร้อมกับลมหายใจเข้า

2.หายใจออกให้ทำ 4 อย่างนี้พร้อมกันคือ หมุนเท้าซ้ายออกตะแคงเท้าขวาหย่อนสะโพกลงพร้อมทั้งวาดมือซ้ายไปด้านหลังหากผู้ฝึกที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นของสะโพกดีจะสามารถวางขาหลังและสะโพกขวาลงได้ใกล้พื้นแล้วสังเกตอย่าให้ฝ่าเท้าซ้ายเลื่อนลงด้านล่างต่ำขณะที่เราหย่อนสะโพกลง ค้างท่าประมาณ 5 วินาที หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ

3.หายใจเข้าอีกครั้งยกสะโพกสูงวาดมือซ้ายจากสะโพกมาด้านหน้า (การวาดแขนมาด้านหน้าทำให้หัวไหล่ผ่อนคลาย) ส่งแนบใบหู รวมทั้งยืดแขนขวาให้ไกลจากพื้นน้ำหนักไม่จมข้อมือติดต่อหน้าท้องทรงตัวไว้ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายด้วยการหมุนเท้ากลับท่า Lunge แล้วลองฝึกสลับข้าง

ย้อนเปิดความสุข โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เรียนรู้อดีตสู่อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550947

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

ย้อนเปิดความสุข โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เรียนรู้อดีตสู่อนาคต

โดย โชคชัย สีนิลแท้

ถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นเบอร์อันดับต้นๆ ที่มีอายุยืนยาวครบ 100 ปี ในเดือน มี.ค. 2561 ที่ก่อตั้งโดย โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ (Konosuke Matsushita) ประธานผู้ก่อตั้งคนแรกที่สร้างตำนานพานาโซนิคให้เกิดขึ้นในโลกของเทคโนโลยี

ตำนานเริ่มต้นก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มธุรกิจในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2461 ที่เชื่อว่าหลายๆ คนในรุ่นก่อน อาจจะรู้จักในแบรนด์เนชั่นแนล (National) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นแบรนด์พานาโซนิค ซึ่งทุกวันนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน

จากปณิธานเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจ คือการทำงานที่ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ผลิตสินค้า แต่จะต้องพัฒนาและสร้างสรรค์คนในสังคมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พานาโซนิค เพื่อให้เป็นสถานที่เรียนรู้ทุกคน เพื่อให้ทราบถึงอดีต การปรับตัวรับมือกับการแข่งขัน และการขยายธุรกิจในหลากหลายที่หาพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก เพราะหากจะเป็นสินค้าชั้นนำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และสิ่งที่สำคัญผลกำไรที่ได้ส่วนหนึ่งต้องตอบแทนกลับคืนสู่สังคม

พิพิธภัณฑ์พานาโซนิคอยู่บริเวณใจกลางโอซากา โดยเป็นบริเวณสำนักงานใหญ่อาคารที่ 3 ทุกอย่างถูกเก็บไว้คงสภาพเดิม ไม่ว่าจะเป็นต้นสน ต้นไม้ต้นแรกที่ปลูกเมื่อ 85 ปีก่อน ซึ่งพิพิธภัณฑ์เดิมได้เปิดมาเมื่อ 50 ปีก่อน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ปรัชญาการบริหารของผู้ก่อตั้ง และได้ปิดปรับปรุงเมื่อเดือน ต.ค. 2560 ก่อนที่จะเปิดตัวใหม่ให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ วันที่ 9 มี.ค. 2561 มีเนื้อที่อาคารกว่า 1,400 ตารางเมตร

ตัวสถาปัตยกรรมของอาคารนั้นคงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มแรก รวมไปถึงห้องฝึกอบรมพนักงานตั้งแต่เริ่มต้น พิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นถึงเส้นทางชีวิตของผู้ก่อตั้งตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงการสร้างธุรกิจ

โคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เกิดเมื่อปี 2437 จากลูกชาวนาที่วาคายามา ทางตอนใต้ของเมืองโอซากา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ผู้เข้าชมสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น LinkRay เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเข้าชม โดยมีภาษาให้เลือก 9 ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย

พิพิธภัณฑ์ใหม่แห่งนี้สะท้อนอดีตที่ธุรกิจเริ่มต้นจากการเรียนรู้ผลิตขั้วหลอดไฟในรถจักรยาน ที่ช่วงเริ่มต้นใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ ชีวิตต้องผ่านช่วงเวลาของความยากลำบาก ทำให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องสนุก

เมื่อปี 2460 มีการขยายไลน์การผลิตแผ่นฉนวนกันไฟในพัดลม ที่มีคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่า 1,000 ชิ้น ถือว่าเริ่มที่จะประสบความสำเร็จครั้งแรก ซึ่งเขาเริ่มต้นธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อตอนอายุ 23 ปี จากการปรับปรุงปลั๊กไฟ ถือเป็นช่วงยุคเริ่มต้นของการใช้ไฟฟ้าในญี่ปุ่น

หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาหลอดไฟที่ใช้แบตเตอรี่รถจักรยาน ที่สามารถดึงออกมาใช้เป็นไฟฉายได้ ซึ่งในอดีตช่วงเวลา 30-40 ปี กว่าจะพัฒนาสินค้าออกมาได้ผลิตภัณฑ์หนึ่งใช้ระยะเวลานาน โดยมีแรงบันดาลใจที่ต้องการผลิตสินค้าให้เป็นสินค้าแมสที่ทุกคนใช้ได้ จากนั้นได้เริ่มผลิตเครื่องทำความร้อนหรือฮีตเตอร์จนมาถึงการผลิตวิทยุ

ทั้งนี้ ขั้นตอนการผลิตสินค้าในสมัยโบราณนั้น ทุกขั้นตอนถือว่าเป็นความลับ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าต้นแบบ เพราะต้องใช้วัสดุหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นทองแดง คาร์บอน มารวมกันขึ้นชิ้นงานและปั๊มขึ้นรูป ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นแบบหุ่นจำลองในการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็นการกวนสินค้า การนวด และขึ้นรูปสินค้า

สิ่งสำคัญของการจัดทำพิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าบริษัทจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน การทำธุรกิจต้องเป็นพ่อค้าที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตัวให้ง่ายถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเขาได้ผ่านช่วงที่ธุรกิจซบเซา จึงทำให้เขาค้นพบสัจธรรมหนึ่ง คือต้องส่งต่อความคิด จากความสงบสุขภายในชีวิตสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เขาพยายามทำให้สังคมได้เข้าใจ ถือว่าเป็นคนที่มีปรัชญาการดำเนินธุรกิจสูงมาก แสดงให้เห็นผ่านงานพิมพ์หนังสือธุรกิจหลายเล่ม

พิพิธภัณฑ์ยังรวบรวมของมูลในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 นาน 5 ปี ต้องกลับมาเริ่มต้นดำเนินธุรกิจใหม่ โดยกลับไปเริ่มต้นดำเนินธุรกิจที่สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการให้ไกลออกไปนอกประเทศ ไม่ได้อยู่แค่ที่ญี่ปุ่นหรือในประเทศ

เพราะในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วเจริญกว่าญี่ปุ่น ซึ่งต้องออกไปทำธุรกิจในประเทศนั้น และมีความเชื่อว่าถ้าสินค้ามีคุณสมบัติที่ดีและสวยงามก็สามารถที่จะเรียกราคาเพิ่มสูงขึ้นได้ และลูกค้าก็สามารถยอมที่จะซื้อ แม้ว่าราคาจะปรับสูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญการพัฒนาสินค้าขึ้นมาจะต้องทำให้สังคมเจริญรุ่งเรืองด้วย เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องยึดมั่น

เขาจึงพยายามผลักดันให้เกิดสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจึงได้มีการพัฒนาสินค้าร่วมกันกับบริษัท ฟิลิปส์ ในปี 2495 และได้ขยายธุรกิจเครื่องเสียง ก่อนที่จะขยายไปสู่การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่าจะต้องมี 3 C คือ Car หรือรถยนต์ Cooler สินค้าเกี่ยวกับความเย็น และ Color TV หรือโทรทัศน์สี

การจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อปี 2507 ธุรกิจในญี่ปุ่นประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาสำคัญที่บริษัทพบคือ สามารถทำกำไรได้ แต่ตัวแทนจำหน่ายกลับประสบปัญหาทำกำไรไม่ได้ โคโนสุเกะ เห็นว่ามีการผิดพลาดในการบริหาร มีการประชุมร่วมกัน 3 วัน 3 คืน เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาและเกิดความร่วมมือเพื่อให้สถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น

ผู้ก่อตั้งยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น จนต้องมีการแก้ปัญหาด้านการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายใหม่ในแต่ละภูมิภาค เป็นหลักการทำงานคู่ค้าเพื่อให้ธุรกิจเจริญร่วมกัน เพราะถ้าไม่มีการตัดสินใจร่วมกันก็จะเกิดผลกระทบกับธุรกิจไฟฟ้าในญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามวิกฤตในยุคนั้น เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในการทำงานพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการผู้นำก่อนจะเสียชีวิตไปในวัย 94 ปี ภายในอาคารยังจัดแสดงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประมาณ 150 เครื่องตามประเภท โดยผู้เข้าชมสามารถติดตามประวัติการโฆษณาของบริษัท

นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะสมัยใหม่ รวมไปถึงการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี และยังเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาในอนาคต 

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นำทัพ เอเชียน มารีนฯ ฝ่าคลื่นธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550946

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 10:34 น.

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นำทัพ เอเชียน มารีนฯ ฝ่าคลื่นธุรกิจ

โดย โชคชัย สีนิลแท้

นับวันการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมจะทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมซ่อมเรือและต่อเรือ ที่จะต้องเร่งปรับตัวรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง จึงส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมนี้

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ หรือ ASIMAR ผู้ประกอบธุรกิจซ่อมเรือและต่อเรือ รวมไปถึงก่อสร้างงานทางด้านวิศวกรรม เขาเป็นทายาทรุ่น 2 ของผู้ร่วมก่อตั้ง ก่อนหน้านี้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงคนนี้เคยเป็นพนักงานขายก่อนที่จะลาออกไปทำงานในบริษัท บาจา และบริษัท พีแอนด์จี ดูแลทางด้านการตลาดและการขาย แต่ด้วยความต้องการเติบโตและเพื่อมาดูแลธุรกิจในภาพรวม จึงตัดสินใจกลับเข้ามาสู่ธุรกิจของบริษัท เอเชียน มารีนฯ

เขาเล่าว่า ธุรกิจต่อเรือและซ่อมเรือนั้น หาผู้บริหารที่จะเข้ามาทำงานได้ค่อนข้างยาก เพราะถือว่าเป็นงานเฉพาะทาง หากคนที่เข้ามาไม่มีแบ็กกราวด์ทางด้านอู่เรือ ส่วนใหญ่จะทำไม่ได้ หรือเข้ามาได้ไม่นานก็ต้องออกไป ปัจจุบันเขาอยู่ในธุรกิจนี้มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 แล้ว หรือเกือบ 10 ปีแล้ว จนเมื่อเดือน มี.ค. 2560 ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

หากย้อนไปในช่วงสมัยเรียน เขาจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกวิชาการขนส่งระหว่างประเทศ ในช่วงเวลานั้นเรียนทางด้านการขนส่งทางเรือ พอจะมีความรู้เนื่องจากได้มาเป็นเซลส์ที่อู่เรืออยู่ 2 ปี ได้รู้จักลูกค้า รู้จักการซ่อมเรือตั้งแต่ต้นจนจบ พอได้กลับมาทำงานอีกรอบจึงทำให้เข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง

สิ่งสำคัญที่ได้จากการเข้ามาทำงานซ่อมเรือและต่อเรือ คือการที่ต้องประสานงานกับหน่วยงานราชการ เช่น เมื่อทำงานใหม่ๆ เคยประสานงานกันในอดีต พอได้กลับมาทำงานที่อู่เรืออีกครั้ง เขาเหล่านั้นได้ขึ้นเป็นระดับผู้ใหญ่ขององค์กร และเมื่อได้กลับมาทำงานก็จะต่อกันติด สามารถประสานงานได้ง่ายเนื่องจากยังเป็นกลุ่มลูกค้าเดิม

ภาพรวมตลาดต่อเรือในปัจจุบันว่าไม่ค่อยดี เนื่องจากการขนส่งมีน้อย ถ้าเทียบกับ 3-5 ปีที่แล้วไม่ดีเท่า ซึ่งมี 2 ปัจจัยจากราคาน้ำมันดิบที่ราคาตกต่ำ พอน้ำมันตกก็ส่งผลกระทบกับพวกแท่นขุดเจาะก็มีปัญหา ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการนำเข้าและขนส่งทางเรือ หรือค่าเฟด ต่ำลงมาเรื่อยๆ และหากย้อนหลังไป 5 ปี ก็ส่งผลกระทบกับเจ้าของเรือที่ทำธุรกิจออฟชอร์หรืออยู่นอกชายฝั่ง ก็มีผลกระทบกลับมาหาบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นธุรกิจที่ซัพพอร์ตกับเจ้าของธุรกิจเรือ

แต่ธุรกิจของบริษัทนั้นมีทั้งซ่อมเรือและต่อเรือ แม้ว่าธุรกิจในส่วนต่อเรือใหม่จะเงียบ เนื่องจากจะไม่มีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามามากนัก จึงต้องมาโฟกัสในกลุ่มที่ยังมีความต้องการ คือหน่วยงานราชการ ที่มีความต้องการเรือเฉพาะทางขนาดเล็ก ซึ่งเรือรูปแบบนี้มีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเรือเก็บผักตบชวาเพื่อใช้ในแม่น้ำ

ในอดีตงานต่อเรือ ซ่อมเรือ จะเป็นของภาคเอกชน เรือต่อลำจะมีมูลค่าประมาณ 500-700 ล้านบาท ปัจจุบันมาโฟกัสงานราชการขนาด 300-350 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าของเรือนั้นไม่ได้มาจากความใหญ่ของตัวเรือ แต่จะเป็นเรือที่มีอุปกรณ์หรือความทันสมัยในตัวเรือ อย่างเรือที่บริษัทต่อลำราคา 600-700 ล้านบาทนั้น จะเป็นเรือที่ทำงานในแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งเวลานี้ไม่ค่อยมีงาน จึงต้องมาหางานในหน่วยงานราชการ โดยได้เข้ามาหางานจริงจังในหน่วยงานราชการ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานอย่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร หรือตำรวจน้ำ เป็นหน่วยงานที่จะต้องใช้เรือ และมีเรือที่ครบอายุจะต้องต่อทดแทน

สำหรับงานซ่อมเรือนั้นบริษัทสามารถรักษารายได้ให้เติบโตต่อเนื่อง เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินต่อเรือใหม่ แต่เรือเก่าก็จะต้องซ่อม เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ว่าเรือที่ใช้งานอยู่ทุก 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปีนั้นจะต้องขึ้นซ่อม แต่จะซ่อมที่ไหนนั้นก็จะต้องไปหางานมา แต่ในกฎระเบียบการต่อทะเบียนเรือนั้นมีกำหนดว่ารายการใด จะต้องทำอะไรบ้าง งานซ่อมเรือจะเริ่มที่ราคา 2 ล้านบาท แต่หากเป็นเรือที่มีงานซ่อมมีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านบาท เป็นต้น

“งานซ่อมเรือก็เหมือนกับงานซ่อมสีรถที่โดนชน ถ้าตรงไหนที่กร่อนบาง โดนชนก็ต้องตัดออกหรือเปลี่ยนใหม่ ต้องมีระบบท่อ ถ้าเครื่องยนต์มีปัญหาก็จะมีงานเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอายุเรือในเมืองไทยจะมีอายุ 30 ปี ถือว่าอายุมาก ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ 20 ปี ซึ่งในญี่ปุ่นมีกฎหมาย ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิในประเทศญี่ปุ่น ให้ใช้เรือได้แค่ 15 ปี แล้วต้องขายออก พอเกิดสึนามิโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้งานไม่ได้ก็ต้องกลับมาใช้พลังงานรูปแบบเดิม ก็ต้องมายืดอายุเรือก่อนปลดระวางเป็น 19 ปี ขณะเดียวกันเขายังใช้วิธีการส่งเสริมพอต่อเรือใหม่ก็จะได้การสนับสนุนจากรัฐบาล จึงทำให้เกิดการต่อเรือใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ของเมืองไทยไม่มีผิดกฎหมาย ทางด้านนี้งานใหม่จึงหายาก” สุรเดช ย้ำ

ส่วนประเทศไทยหน่วยงานที่มากำหนดว่าเรือจะต้องมีอายุเท่าไรนั้นเป็นบริษัทน้ำมัน อย่างบริษัท เชลล์ หรือบริษัท เชฟรอน จะกำหนดว่าเรือที่จะมารับสินค้าของเขาได้จะต้องมีอายุเท่าใด มีการกำหนดผนังท้องเรือ 2 ชั้น จากเดิมเป็นท้องเรือชั้นเดียว เมื่อเรือถูกชนจะได้ไม่มีน้ำมันรั่วออกทะเล แนวทางปฏิบัติเหล่านี้เป็นการผลักดันให้เรือต้องนำเรือมาซ่อมบำรุง ขณะที่เรือในยุคใหม่นั้นผนังเรือจะมีผนัง 2 ชั้น ตั้งแต่เริ่มผลิต แต่ก็จะมีระเบียบทุก 2 ปีครึ่ง หรือ 3 ปี ต้องนำมาซ่อมบำรุง หากไม่มีการดูแล บริษัทประกันจะไม่รับประกันให้ จึงทำให้เกิดการจ้างงานใหม่

ขณะที่ความสามารถในการรับงานซ่อมเรือของบริษัท สามารถรับงานได้เฉลี่ย 75 ลำ/ปี โดยมีอู่เรืออยู่ 2 อู่ เป็นอู่ลอยน้ำที่สุขสวัสดิ์ จ.สมุทรปราการ ส่วนที่สุราษฎร์ธานี รับงานซ่อมเรือได้ 30 ลำ โดยทีมช่างบริษัทมีพนักงานประจำ 300 คน และมีบริษัทรับเหมาในเครืออีก 300 ราย ส่วนต่อเรือใหม่มูลค่า 350 ล้านบาท/ปี รับงานได้ 2 ลำ/ปีในเวลาพร้อมกัน หากไม่พร้อมกันจะสามารถต่อได้มากกว่านี้

ทั้งนี้ เรือที่ต่อเป็นเรือสัญชาติไทย โดยในปี 2559 มีการต่อเรือให้สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา 1 ลำ เป็นหน่วยงานเหมือนกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่เป็นการท่าเรือกัมพูชา อีก 1 ลำ ให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นเรือวางทุ่น ส่วนในปี 2560 ต่อเรือ TUG เป็นเรือลากเรือสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเรือใหญ่จะจอดเองไม่ได้ เรือนี้จะเป็นเรือดันหัวและท้ายเพื่อไม่ให้เกิดการกระแทก เป็นเรือบริการ จำนวน 1 ลำ ขนาด 50 ตัน ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย มูลค่า 320 ล้านบาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตไว้ 15-20% จากปีก่อนปิดรายได้ 706 ล้านบาท ปัจจุบันที่ทำให้มองว่ายังเติบโตได้เนื่องจากลูกค้าเกรดเอและบีนั้นยังเลือกใช้งานกับบริษัทและถือเป็นลูกค้าประจำ พร้อมกับขยายตลาดลูกค้าซ่อมที่เป็นงานราชการและต่างประเทศเข้ามาเสริม

ที่ผ่านมางานซ่อมเรือภาครัฐอยู่ที่ 5-10% สัดส่วน 90% เป็นงานของภาคเอกชน หากเป็นงานต่อเรือโครงการในปัจจุบันเป็นงานราชการเกือบ 80% อีก 20% เป็นงานของภาคเอกชน เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็มีต่อเรือให้กับภาคเอกชน แต่มูลค่าโครงการไม่ค่อยสูงนัก

สิ่งที่เป็นปัจจัยบวกคือความต้องการเรือเฉพาะทาง เป็นเรือสำหรับเก็บผักตบชวาโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นปัญหาระดับชาติของประเทศไทย เรือที่พัฒนาขึ้นจะมีสายพานตักขึ้นมา วิ่งอยู่ในน้ำ ถือเป็นเรือเฉพาะทาง ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางกรมโยธาธิการมีความต้องการใช้งานมากขึ้น

ปัจจุบันเริ่มมีหลายบริษัทเข้ามาทำธุรกิจต่อเรือประเภทนี้ แต่บริษัทถือเป็นผู้พัฒนาเรือรูปแบบนี้ ซึ่งเชื่อมั่นในตัวสินค้านั้นจะดีกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีการเรียนรู้ระหว่างทาง เพราะเป็นเอกชนรายแรกที่เข้ามารับงาน แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีเอกชนเข้ามาในตลาด 3-4 ราย ที่เข้ามาในช่วงปี 2560 จนถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันเรื่องราคา

ทั้งนี้ กรมโยธาธิการจะเป็นหัวหอกในการเก็บผักตบชวา และมีหน่วยงานอยู่ต่างจังหวัด ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องผักตบชวาก็จะมีการสั่งซื้อเรือเพิ่มเติมเข้าไป จึงทำให้ได้งานในต่างจังหวัดมากขึ้นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสกลนคร สระบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา โดยมีการส่งทีมขายไปต่างจังหวัด ผักตบชวานั้นสามารถนำไปย่อยแทนดินเพื่อใช้ปลูกมะนาวได้ ที่ จ.สิงห์บุรี นั้นทำกันเป็นล่ำเป็นสันจนผักตบชวาหมด

ที่ผ่านมาบริษัทจะต่อเรือตามความต้องการของลูกค้า เพราะเรือแต่ละลำแม้ว่าจะชื่อเหมือนกันแต่ก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน โดยมีแผนจะพัฒนาเรือสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีล้อ โดยไม่ต้องใช้เครนในการยก ซึ่งในปีนี้บริษัทใช้งบลงทุนราว 60 ล้านบาท ในการปรับปรุงหน้าท่าเพื่อเพิ่มพื้นที่จอดเรือ สามารถรับเรือซ่อมได้มากขึ้น จากเดิมมีที่จอดเรือ 10 จุดซ่อมอยู่ในอู่ จะเพิ่มขึ้นอีก 2 จุด เป็น 12 จุดซ่อม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการลงทุนเรื่องเครื่องจักรที่ลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสามารถทำงานได้เร็วขึ้น เพิ่มความสามารถในการผลิต ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มมีการศึกษาเรื่องหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาใช้ในงานเชื่อม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2562 ซึ่งการต่อเรือนั้นไม่เหมือนกับงานผลิตรถยนต์ที่จะต้องเหมือนกันทั้งหมด เพราะการทำงานจะเป็นรูปแบบแฮนด์เมด จะใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนเฉพาะงานที่ต้องทำงานรูปแบบซ้ำๆ ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้แรงงานฝีมือในการทำงาน

เหล่านี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของธุรกิจเรือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเรือเฉพาะทาง จนไปถึงนำหุ่นยนต์มาใช้รับกับยุค 4.0 เพราะนับวันแรงงานที่มีความชำนาญจะยิ่งขาดแคลน