กลยุทธ์รับมือ! เมื่อเฟซบุ๊กประกาศลด “นิวส์ฟีด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ม.ค. 2561 เวลา 12:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535653

กลยุทธ์รับมือ! เมื่อเฟซบุ๊กประกาศลด "นิวส์ฟีด"

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

สร้างความฮือฮาอยู่ไม่ใช่น้อย สำหรับการประกาศของเฟซบุ๊กลดนิวส์ฟีดหรือการนำเสนอข่าวสารเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเอนเกจเมนต์ของแบรนด์ต่างๆ และแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือการซื้อ-ขายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก

ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ เช่น การขายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก เชื่อว่าโลกการค้าทั้งระหว่างธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป (Business to Consumer : B2C) กับธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย (Consumer to Consumer : C2C) ยังคงเติบโต

อย่างไรก็ดี กลยุทธ์การตลาดต้องปรับเปลี่ยน เพราะการทำโฆษณาโซเชียลมีเดียอาจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้น้อยลงและยากมากขึ้น จากการประกาศลดนิวส์ฟีดของเฟซบุ๊ก จากนี้ไปการทำตลาดโซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่เป็นโฆษณาขายสินค้าอย่างเดียว คอนเทนต์ต้องเป็นการเชื่อมโยงการสื่อสารกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนบนเฟซบุ๊ก หรือทำอย่างไรดึงคนให้มาเกิดปฏิสัมพันธ์กัน

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ไพรซ์ซ่า (Priceza) กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการโซเชียลคอมเมิร์ซหรือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในโลกโซเชียลต้องดำเนินการ คือ สร้างคอนเทนต์ที่ทำให้แฟนเพจเข้ามาสนทนามากกว่าการแค่กดไลค์หรือแชร์แต่เพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้การเข้าถึง (Reach) ของคนเพิ่มขึ้น ถ้าไม่สามารถดึงให้คนเข้ามาสนทนาได้จำนวนการโพสต์และเข้าถึงคนได้น้อยหรือนั่นหมายความว่า คนที่เห็นโพสต์สินค้าต่างๆ จะน้อยลง

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแอดยิ้มผู้ให้บริการด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งโซลูชั่น กล่าวว่า เฟซบุ๊กลดนิวส์ฟีดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาแล้ว สำหรับกลยุทธ์แบรนด์ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความชัดเจน เข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อดึงให้ผู้บริโภคเอนเกจมากกว่าจะเน้นการโพสต์ในเชิงปริมาณอย่างเดียว ซึ่งจำนวนคนเห็นจะน้อยลงอย่างแน่นอน

“ปีนี้แบรนด์ต้องคิดใหม่ ผู้ที่มีเพจและต้องคิดทำคอนเทนต์อย่างไรเพื่อดึงให้คนเอนเกจ เช่น การสร้างไวรัลอย่างไรเพื่อให้คนเกิดการแชร์ ต้องเป็นคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์กับผู้อ่าน สำหรับการทำโฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊ก ผมเชื่อว่ายังเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลดี และถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในโซเชียลมีเดีย แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการทำโฆษณาอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ” ธนพล กล่าว

จาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า แบรนด์หรือสินค้าต้องปรับกลยุทธ์ทำการตลาดผ่านทางเฟซบุ๊กในเชิงสร้างสรรค์ โดยสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ เครื่องมือที่จะทำให้คนเห็นมากขึ้น คือ เฟซบุ๊กไลฟ์ ซึ่งพบว่าคนเห็นได้มากกว่าวิดีโอคอนเทนต์ เนื่องจากการไลฟ์มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพจกับผู้ใช้งานมากกว่าในการแสดงความเห็นอย่างเห็นได้ชัดจากการเก็บข้อมูลของเฟซบุ๊ก

การประกาศลดนิวส์ฟีดของเฟซบุ๊กครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เชื่อว่าแบรนด์คงเตรียมกลยุทธ์รับมือได้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับโซเชียลคอมเมิร์ซหรือพ่อค้าแม่ค้าต้องปรับตัว อย่าพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียวจนมากเกินไป เพราะในที่สุดเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้ขายสินค้าฟรีๆ อย่างแน่นอน

“โมโตโรล่า”ชูนวัตกรรม เปิดตัว8รุ่นใหม่ปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 21:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535532

"โมโตโรล่า"ชูนวัตกรรม เปิดตัว8รุ่นใหม่ปีนี้

โมโตโรล่าชูนวัตกรรมส่ง 8 รุ่นใหม่ดันยอดโตกว่า 20% ชี้เทรนด์มือถือไร้ขอบ 2 กล้องมาแรง

นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังจากแบรนด์โมโตโรล่ากลับเข้ามาทำตลาดเมืองไทยแล้ว 2 ปี ในปีนี้บริษัทจะเดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟน 10% ภายใน 5 ปี

สำหรับแผนงานในปีนี้ จะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกวางจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 8 รุ่น เน้นระดับราคา 6,000-9,000 บาท เนื่องจากเป็นตลาดระดับกลางที่สร้างกำไรให้บริษัทและเป็นราคาที่ผู้ใช้จับต้องได้ง่าย

นอกจากนี้ยังเน้นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เท่าเทียมกัน โดยคาดว่าปีนี้นวัตกรรมที่จะถูกนำมาใช้อย่างมากในตลาดสมาร์ทโฟนคือ จอไร้ขอบ นวัตกรรมสองกล้อง รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือเอไอ เข้ามาใช้มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับสินค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นระดับบนที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 20% ตลาดระดับกลางสัดส่วน 60% และตลาดนิวเอนทรีหรือผู้ใช้ใหม่ 20% ซึ่งพบว่าตลาดนิวเอนทรีในปีที่ผ่านมาไม่เติบโตมากนัก โดยการเติบโตจะไปอยู่ในระดับกลางเป็นหลัก

ขุดบิตคอยน์แรง! ทำการ์ดจอขาดตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 07:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535460

ขุดบิตคอยน์แรง! ทำการ์ดจอขาดตลาด

กระแสขุดเงินบิตคอยน์โตทำการ์ดจอขาดตลาด นักวิชาการชี้ ราคาอาจไม่คุ้มทุน

นายพลากร ยอดชมญาณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิกซ์ โซลูชั่น เปิดเผยว่า กระแสขุดบิตคอยน์ที่มาแรงในช่วงนี้นั้นส่วนหนึ่งมาจากการกระพือข่าวของทั้งสื่อไทยและต่างชาติ หลังปลายปีที่ผ่านมาค่าเงินพุ่งไปถึง 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้นักขุดทองต่างตื่นตัว อยากจะเสี่ยงโชคบ้าง

“บิตคอยน์ตอนนี้มูลค่าลดลงบ้างแล้ว อยู่ที่ 1.5 หมื่นดอลลาร์ต่อ 1 เหรียญบิตคอยน์ อาจเป็นเพราะคนเข้ามาหวังโชคเยอะ กว่า 95% เข้ามาเพื่อเก็งกำไร” นายพลากร กล่าว

ทั้งนี้ สกุลเงินบิตคอยน์และอีเธอเรียมยังเป็นที่นิยมทำให้คนเข้าไปใช้งานกันมากโดยการขุดผ่านโปรแกรมนั้น มูลค่าของเหรียญลดลงเหลือเพียง 20-30 บาทแล้ว ทำให้นักขุดหน้าใหม่ที่ต้องลงทุนอุปกรณ์ราคาแตะ 2-3 หมื่นบาท อาจไม่คุ้ม รวมทั้งการที่คนแห่ขุดอาจส่งผลเสียให้เกิดการล้างไพ่ได้ เพราะบิตคอยน์ยังไม่ได้มีกฎหมายออกมารองรับ แม้ว่าในไทยจะเริ่มมีการเปิดรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเป็นเงินบาทไทยบ้างแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากนักเสี่ยงโชคที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการแก้สมการก็ควรระวังในการเข้าลงทุนเล่นบิตคอยน์ให้มาก เพราะเริ่มมีแฮ็กเกอร์เข้ามาหลอกให้ดาวน์โหลดฟรีเพื่อขุดเงินดิจิทัลดังกล่าว แต่ที่จริงแล้วระบบนี้ต้องเสียเงินในการใช้งาน ซึ่งนักเล่นหน้าใหม่อาจต้องคิดให้มากเพราะการลงทุนทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ตอนนี้อาจได้ไม่คุ้มเสียรวมทั้งอาจถูกหลอกขโมยข้อมูลทางการเงินด้วย

ด้าน น.ส.วีระญา จากปล้อง ผู้จัดการสินค้า สปีด กล่าวว่า ปัจจุบันการ์ดจอขาดตลาดเพราะกระแสค่าเงินบิตคอยน์มาแรงตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา จนปัจจุบันมียอดขายถึง 50-60 ชุด (1 ชุดประกอบด้วย สินค้า 8 ตัว) โดยราคาอุปกรณ์การ์ดจออยู่ที่ 1.8-1.9 หมื่นบาท

ทั้งนี้ แบรนด์การ์ดจอที่ขายดีคือ Asus กับ Zotac ซึ่งผู้ซื้อบางรายก็ไม่ระบุแบรนด์ คาดว่าเทรนด์ขุดบิตคอยน์ยังเป็นที่นิยมอีกสักระยะ ทางร้านเองมีลูกค้ามาจองไว้ 30-40 เครื่อง ซึ่งได้สั่งของล็อตใหญ่ไป 1,000 ตัว มาวางขายในช่วงสิ้นเดือน ม.ค. รวมทั้งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีขายทั้ง 8 สาขาหรือไม่ เพราะปัจจุบันสินค้าขาดตลาดมาก จึงต้องให้ลูกค้าที่จองไว้ได้สินค้าก่อนจากนั้นจึงกระจายของไปยังหน้าร้าน

ภาพ เอเอฟพี

พาณิชย์ลุยปิดเว็บไซต์ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 07:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535458

พาณิชย์ลุยปิดเว็บไซต์ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

“พาณิชย์” ชงกระทรวงดีอีปิด 10 เว็บไซต์ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมจ่อยื่นอีก 20 เว็บไซต์

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้ส่งรายชื่อเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไปให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำการปิดเว็บไซต์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้วจำนวน 10 เว็บไซต์ หลังจากมีการตรวจสอบชัดเจนแล้วว่าเป็นเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าละเมิดตามที่ผู้ประกอบการและเจ้าของสิทธิได้ยื่นเรื่องเข้ามาจริงและมีหลักฐานครบถ้วน โดยยังเหลืออีกประมาณ 20 เว็บไซต์ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ หากได้หลักฐานจะยื่นเรื่องให้กระทรวงไอซีทีปิดเว็บไซต์ต่อไป

“กรมได้มีการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางเว็บไซต์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการ ซึ่งหากใครพบเห็นสามารถยื่นเรื่องมาที่กรมได้ ถ้ามีหลักฐานชัดเจนจะดำเนินการตามขั้นตอนทันที เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดได้อีก” นายทศพล กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเรื่องไปยังกรมสรรพากรเพื่อขอให้ตรวจสอบรายได้ของผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ตรวจสอบพบ ทั้งการจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม โดยจะตรวจสอบผ่านช่องทางการจ่ายเงิน ซึ่งได้ส่งไปแล้วประมาณ 100 ราย และหากไม่สามารถชี้แจงได้จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

สำหรับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทางเฟซบุ๊ก ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสำนักงานของเฟซบุ๊กแล้ว เพื่อให้ช่วยดูแลการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และยังได้ขอความร่วมมือให้ผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิช่วยรีพอร์ตทันทีที่พบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิด

นายทศพล กล่าวว่า กรมนัดหารือร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปรับแผนการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพราะขณะนี้ตลาดในพื้นที่สีแดงหลายตลาดแทบไม่มีสินค้าละเมิดวางจำหน่ายอีกแล้ว โดยหายไป 6-7 ตลาด เช่น มาบุญครอง ตลาดโรงเกลือ สะพานเหล็ก ถนนวิทยุ พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เป็นต้น จึงต้องมุ่งไปยังตลาดที่เหลือเพื่อจัดการไม่ให้มีการจำหน่ายต่อไป

จีนรุกเก็บ”DNA” กรุยทางสอดส่องดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 08:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535305

จีนรุกเก็บ"DNA" กรุยทางสอดส่องดิจิทัล

โดย…พรบวร จิรภัทร์วงศ์

จีนนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทุ่มงบประมาณอย่างหนักในการคิดค้นระบบสำหรับใช้สอดส่องประชาชนภายในประเทศกว่า 1,400 ล้านคน โดยรัฐบาลจีนกำลังสร้างระบบจดจำใบหน้าภายในเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จะสามารถระบุตัวตนของประชาชนแต่ละคนได้แบบเรียลไทม์ เพื่อใช้ในการจับอาชญากรหรือบุคคลที่ “เป็นภัย” ต่อความมั่นคงของรัฐ

ความพยายามดังกล่าวของรัฐบาลยังรวมถึงการก่อตั้งฐานเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของประชากรเมื่อปี 2003 เพื่อใช้ในการสืบหาอาชญากรด้วย โดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ขอตัวอย่างน้ำลายจากนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาจำนวนมาก ในเขตเฉียนเหว่ย ทางตะวันตกของจีน โดยไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ แต่น้ำลายนั้นสามารถใช้ในการสืบค้นตัวอย่างดีเอ็นเอ ข้อมูลทางพันธุกรรม หรือแม้แต่อุปนิสัยของเจ้าของได้

อย่างไรก็ดี ตำรวจจีนอ้างว่า วิธีการดังกล่าวใช้สืบจับอาชญากรได้ โดยก่อนหน้านี้สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ตำรวจสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฆาตกรรม 2 ศพ เมื่อ 9 ปีก่อนหน้านี้ได้

ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะรวบรวมฐานข้อมูลดีเอ็นเอจากประชากรในประเทศเพิ่มอีกเท่าตัว หรือราว 100 ล้านคน ภายในปี 2020 นั้น ตำรวจจีนจะต้องเก็บข้อมูลดีเอ็นเอประชากรในประเทศแต่ละปีให้มากเทียบเท่ากับที่สหรัฐรวบรวมข้อมูลดีเอ็นเอของประชากรในประเทศมากว่า 20 ปี

ถึงแม้รัฐบาลจีนจะระบุว่า จุดประสงค์ของการเก็บรวบรวมฐานข้อมูลขนาดมหาศาลดังกล่าวจะมุ่งเป้าไปที่การใช้แก้ไขอาชญากรรม แต่ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเหมารวมผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เคยก่ออาชญากรรม รวมถึงเกิดคำถามว่าจุดประสงค์สูงสุดของการใช้ข้อมูลดังกล่าวคืออะไรกันแน่

สำหรับสหรัฐ รวมถึงอีกหลายๆ ประเทศนั้น สามารถเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอได้เฉพาะกับผู้กระทำความผิดร้ายแรง ผู้ที่ยินยอมให้มีการเก็บดีเอ็นเอของตน หรือเก็บจากหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วหรือบุหรี่ รวมถึงใช้หมายศาลบังคับเก็บส่งผลให้ปริมาณข้อมูลดังกล่าวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าจีนมาก โดยข้อมูลดีเอ็นเอทั้งหมด ซึ่งมีมากกว่า 13 ล้านรายแล้วในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ)

อย่างไรก็ดี จีนไม่มีกฎหมายที่ห้ามไม่ให้เก็บดีเอ็นเอในกรณีอื่นนอกเหนือจากการเก็บไว้ เพื่อสืบสวนการอาชญากรรม โดยก่อนหน้านี้ ตำรวจได้รวบรวมข้อมูลของประชาชนกว่าครึ่งล้านไว้ในฐานข้อมูลของรัฐบาล โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ ขณะที่จำนวนข้อมูลดีเอ็นเอประชากรในฐานข้อมูลดังกล่าวมีอยู่แล้วกว่า 54 ล้านราย

ข้อมูลที่ทันสมัยของประชากรแต่ละคนดังกล่าวจะเป็นเอกสารชั้นยอดสำหรับตำรวจจีนในการตามติดพฤติกรรมของประชากร โดย ผศ.เสี่ยวเชียง จากภาคเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ข้อมูลดีเอ็นเออันมหาศาลดังกล่าว ประกอบกับอุปกรณ์สอดส่องกิจกรรมต่างๆ ของประชากร เช่น กิจกรรมออนไลน์ รวมถึงกล้องที่ติดตั้งโปรแกรมตรวจจับใบหน้านั้นจะทำให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนสร้าง “รัฐเผด็จการโลกดิจิทัล” ที่สอดส่องทุกอย่างได้อย่างทั่วถึงได้

พลเมืองลุกต้าน

เมื่อปี 2016 รัฐบาลได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นชื่อ “นิวเจ้อเจียง” ในมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถรายงานปัญหาต่างๆ ที่พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำรั่วซึมไปจนถึงการละเมิดกฎจราจร โดยผู้รายงานต้องเขียนร้องเรียนหรือส่งรูปถ่ายพร้อมพิกัดสถานที่ที่พบเจอปัญหาเหล่านั้น และจะได้สิ่งตอบแทน อาทิ ส่วนลดราคาสินค้าตามร้านค้าต่างๆ คูปองสำหรับใช้บริการแท็กซี่ หรือใช้จ่ายในแพลตฟอร์มชำระเงิน อาลีเพย์

วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลในการนำวิธีการสอดส่องประชาชนแบบเผด็จการสมัยเก่า ที่ประชาชนแต่ละคนคอยสอดส่องพฤติกรรมของอีกคนหนึ่ง มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ระบบอี-คอมเมิร์ซ และบิ๊กดาต้า เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่สนใจจะใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าว

ภายในเมืองเฟิงเฉียว ของมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งมีประชากรกว่า 8 หมื่นคน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ถือว่าจงรักภักดีต่อระบบคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยของรัฐบุรุษเหมาเจ๋อตงนั้นก็เริ่มมีเสียงต่อต้านถึงการใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวที่ระบุว่า ไม่ต้องการถูกบังคับให้ใช้เครื่องมือการสอดส่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางรายยังต่อต้านการใช้แอพพลิเคชั่น เนื่องจากเกรงว่าข้อมูลที่เป็นผลเสียกับตนจะหลุดไปถึงรัฐบาลกลาง

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่าชาติตะวันตก แต่ผลตอบรับของแอพพลิเคชั่นดังกล่าวบ่งชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้แก่รัฐบาลโดยสมัครใจอีกต่อไป

การต่อต้านดังกล่าวส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลในรัฐบาลจีนที่ต้องการใช้เทคโนโลยีสอดส่องประชาชน เพื่อคงความเป็นระเบียบของประเทศ โดยรัฐบาลต้องการข้อมูลที่ประชาชนร้องเรียนในแอพพลิเคชั่น เพื่อกำจัดและป้องกันการประท้วงและควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

รายงานเสริมว่า รัฐบาลยังได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นที่เหมือนกับนิวเจ้อเจียงในอีกหลายๆ เมือง โดยมุ่งเป้าจะนำข้อมูลการร้องเรียนมาใช้ร่วมกับข้อมูลประชาชนแต่ละราย ที่ได้จากการสอดส่องทางช่องทางอื่นและระบบกล้องวงจรปิด ทั้งนี้ “เซฟเจียงซู” เพิ่งเปิดตัวไปในมณฑลเจียงซู เมื่อปี 2017 ขณะที่ “เซียะเหมินพีเพิล” ก็เปิดตัวในเมืองเซียะเหมินไปในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวภายในรัฐบาลระบุกับวอลสตรีท เจอร์นัลว่า นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลแล้ว ประชาชนในบริเวณดังกล่าวก็ไม่นิยมใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าว

“ปัญหาคือผู้คนไม่สมัครใจใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลจะต้องการให้พวกเขาใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลเอง” ซาแมนธา ฮอฟแมน จากสถาบันคลังสมอง อินเตอร์เนชั่นแนล อินสติติวท์ ฟอร์ สตราเทอจิก สตาดดี้ส์จากอังกฤษ กล่าว

บิตคอยน์ดิ่งหนักร่วงแรงรอบ3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 10:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535181

บิตคอยน์ดิ่งหนักร่วงแรงรอบ3ปี

บิตคอยน์ร่วง 23% ใน 1 สัปดาห์ หนักสุดในรอบ 3 ปี หลังรัฐบาลโลกเดินหน้าคุมเข้ม

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า บิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกปรับตัวลงอย่างหนักถึง 23% ในรอบสัปดาห์นี้ ร่วงลงในอัตราที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 ไปอยู่ที่ 1.3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ/บิตคอยน์ (ราว 4.15 แสนบาท) ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 12 ม.ค. หลังรัฐบาลหลายประเทศ เริ่มเพิ่มการคุมเข้มความเสี่ยงจาก การซื้อขายเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

รายงาน ระบุว่า นอกจากบิตคอยน์ แล้ว นักลงทุนยังเทขายเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยอีเธอเรียม ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายมากที่สุดอันดับ 2 ปรับลง 5% และริปเพิลลดลง 14%

ด้านซีเอ็นบีซี รายงานว่า ข่าวรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังร่างกฎหมายห้ามการซื้อขายเงินดิจิทัลผ่านตลาดแลกเปลี่ยนภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายอย่างหนัก ทำให้มูลค่าตลาดเงินดิจิทัลหายไปกว่า 1.06 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหนึ่ง ในตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลขนาดใหญ่ ที่สุดในโลกจะเพิ่มการคุมเข้มแล้ว สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐเตรียมเรียกคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า สหรัฐ (ซีเอฟทีซี) และคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์ (เอสอีซี) พูดคุยความ เสี่ยงต่อระบบการเงินที่เกิดจากสกุล เงินดิจิทัลภายในเดือนก.พ.นี้

ขณะที่หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า รัฐบาลจีนเริ่ม สั่งระงับการดำเนินการขุดบิตคอยน์ ในประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน เกือบ 80% ของทั่วโลก หลังการ สั่งปิดตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลและห้ามออกการเสนอขายเหรียญดิจิทัลครั้งแรก (ไอซีโอ) ไปช่วงก่อน หน้านี้

อย่างไรก็ดี นายไมค์ คายาโมริ หัวหน้าฝ่ายตลาดแลกเปลี่ยนเงิน ของบริษัทให้บริการเทรดเงินดิจิทัล คอยน์ (Quoin) เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะประกาศห้ามซื้อขายเงินดิจิทัล แต่ผู้ซื้อรายย่อยจะยังสามารถหาทางซื้อขายเงินดิจิทัลดังกล่าวได้อยู่ดีผ่านตลาดใต้ดินนอกประเทศ

เอซุสปรับแผนใช้สงครามราคาสู้ศึกสมาร์ทโฟนปี’61แข่งเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 06:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534998

เอซุสปรับแผนใช้สงครามราคาสู้ศึกสมาร์ทโฟนปี'61แข่งเดือด

เอซุสใช้กลยุทธ์ราคาสู้แข่งขันดุ ตั้งเป้าปี 2561 ขาย 1.5 ล้านเครื่อง ติดท็อป 5 ของตลาด

นายชาลส์ ลิ่ว ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ได้ปรับแผนธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งโฟกัสกลุ่มตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางราคา 7,000-9,000 บาท หลังจากที่ผ่านมาเน้นเจาะตลาดพรีเมียม แต่การตอบรับของตลาดไม่เป็นไปตามความคาดหวัง จึงใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด

“สัดส่วนสมาร์ทโฟนของตลาด 45% เป็นรุ่นที่มีระดับล่างราคาอยู่ที่ 4,000 บาท ส่วน 25% เป็นรุ่นที่มีระดับกลางราคา อยู่ที่ 7,000 บาท และส่วนที่เหลือเป็น กลุ่มพรีเมียม” นายลิ่ว กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2561 บริษัทมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 6-8 รุ่น พร้อมการใช้งบประมาณทางการตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัวจากปีที่ผ่านมา รวมถึงการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนร่วมกับร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อเป็นช่องทางรับ-ส่งเครื่องซ่อม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค จากสาขาของร้านสะดวกซื้อดังกล่าวที่มีจำนวน 1.1 หมื่นสาขาทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 คาดว่าจะมียอดขายอยู่ที่ 1.5 ล้านเครื่อง จากปีก่อนอยู่ที่ 8 แสนเครื่อง ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวในปีนี้ โดยจะส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 5% จากปีก่อนอยู่ที่ 3% ซึ่งอันดับในตลาดสมาร์ทโฟนของบริษัทจะติดท็อป 5 ของตลาดจากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 7-8

สำหรับภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนปี 2561 คาดว่าจะเติบโต 3-5% จากปีก่อน ซึ่งตลาดในประเทศไทยเริ่มมีความอิ่มตัว บริษัทจึงเน้นโฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยล่าสุดเปิดตัว ZenFone Max Plus ขนาดหน้าจอ 5.7 นิ้ว ราคา 6,990 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 2561 ตั้งเป้ายอดขาย 1.8 หมื่นเครื่อง/เดือน

ภาพประกอบข่าว

“เกาหลีใต้”เล็งแบนการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 16:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534860

"เกาหลีใต้"เล็งแบนการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด

กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ร่างกฎหมายเพื่อยุติการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ รัฐบาลชี้เสี่ยงทำคนขาดทุนหนักเพราะผันผวนสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปาร์ก ซาง-กี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังร่างกฎหมายเพื่อที่จะยุติการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดในประเทศ เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดสกุลเงินดังกล่าว

“กระทรวงมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกระแสความคลั่งไคล้สกุลเงินดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายมีความคล้ายคลึงการพนันและการเก็งกำไร โดยการยุติการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลคือเป้าหมายหนึ่งที่กระทรวงวางไว้”รัฐมนตรียุติธรรมเกาหลีใต้กล่าว

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อเดือนธ.ค.2560 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาตรการควบคุมการเก็งกำไรในการซื้อขายเงินตราดิจิทัล ได้แก่ มาตรการระงับการเปิดบัญชีสกุลเงินดิจิทัลของบุคคลนิรนาม และอาจปิดการซื้อขายเงินตราดิจิทัลตามคำแนะนำของกระทรวงยุติธรรม หากจำเป็น

รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า สกุลเงินเสมือนจริงไม่สามารถมีบทบาทสำคัญเทียบเท่าสกุลเงินจริง และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากความผันผวนที่สูงเกินไป พร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ราคาของสกุลเงินดิจิทัลเกือบทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาดเกาหลีใต้นั้นแพงกว่าในต่างประเทศมาก

ภาพ เอเอฟพี

โกดักเล็งออกเงินดิจิทัล ดันหุ้นบริษัททะยาน125%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 12:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534824

โกดักเล็งออกเงินดิจิทัล ดันหุ้นบริษัททะยาน125%

โกดักรายล่าสุดเกาะกระแสเงินดิจิทัล ออก “โกดักคอยน์” ด้านไลน์เล็งใช้เงินดิจิทัล

บริษัท อีสต์แมนโกดัก ผู้ผลิตอุปกรณ์การถ่ายภาพจากสหรัฐ ประกาศเตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของบริษัท ชื่อ “โกดักคอยน์” สำหรับให้นักถ่ายภาพใช้ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับค่าลิขสิทธิ์ของภาพถ่ายในแพลตฟอร์ม “โกดักวัน” ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ ในขณะที่บริษัททั่วโลกเริ่มหันมาลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น

การเปิดเผยดังกล่าวส่งผลให้หุ้นโกดักปรับตัวขึ้นถึง 125% ไปแตะ 6.8 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น ระหว่างการซื้อขายวานนี้ หลังจากที่สถานการณ์บริษัทย่ำแย่มาหลายปี โดยราคาหุ้นร่วงลง 90% นับตั้งแต่การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จนพ้นจากสถานะล้มละลายในปี 2013

ด้านบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ไลน์ คอร์ปอเรชัน กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจากับหลายบริษัท เพื่อนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้บนแพลตฟอร์มชำระเงินของตนเอง เช่น ไลน์เพย์ ขณะที่หุ้นไลน์พุ่งขึ้น 10% เมื่อวันที่ 9 ม.ค. หลังมีข่าวว่าไลน์อาจจับมือกับบริษัทซื้อขายบิตคอยน์ อัพบิท ในเกาหลีใต้

ปิดขึ้นทะเบียนโดรนทั่วประเทศเฉียด9พันเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 08:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534787

ปิดขึ้นทะเบียนโดรนทั่วประเทศเฉียด9พันเครื่อง

กสทช.สรุปยอดขึ้นทะเบียนโดรน 8,943 เครื่องทั่วประเทศ ชี้ผู้ไม่มาลงทะเบียนมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ยอดขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) ระหว่างวันที่ 12 ต.ค. 2560-9 ม.ค. 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 8,943 เครื่อง โดยเป็นการลงทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. 8,219 เครื่อง ลงทะเบียนที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จำนวน 706 เครื่อง และลงทะเบียน ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 18 เครื่อง

ทั้งนี้ ผู้ที่ครอบครองโดรนแต่ไม่ได้มาลงทะเบียนตามเวลาที่กำหนด จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ตามประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ผู้ที่นำเข้าโดรนหลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นนิติบุลคล หรือบุคคลธรรมดา ต้องขออนุญาตตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม

สำหรับผู้ที่ซื้อโดรนจากร้านค้า ที่ได้นำเข้าโดรนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องขออนุญาตการใช้งานซ้ำ แต่ต้องลงทะเบียนการใช้งานโดรน ณ ร้านค้าที่จัดจำหน่ายโดรนได้ทันที ซึ่ง กสทช.จะร่วมมือกับร้านค้า เอื้ออำนวยระบบลงทะเบียนออนไลน์ให้กับผู้ซื้อ โดยจะอิงจากระบบการลงทะเบียนซิมออนไลน์ ที่ใช้บัตรประชาชนในการลงทะเบียน

นอกเหนือจากนี้มติที่ประชุม กสทช.เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2561 กสทช.มีคำสั่งตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย ผู้ให้บริการ ช่อง 3HD เนื่องจากมีการออกอากาศรายการในลักษณะที่จัดให้มีการโฆษณาข้อความหรือข้อมูล ซึ่งมีขนาดพื้นที่รวมกันเกิน 1 ใน 8 ของขนาดพื้นที่หน้าจอโทรทัศน์ โดยช่อง 3HD ได้แก้ไขไปในเบื้องต้นแล้ว

ขณะที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี ผู้ให้บริการช่อง ONE มีความผิดในกรณีจัดระดับความเหมาะสมของรายการ รู้ไหม ใครโสด เป็นระดับ ท (รายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมทุกวัย) ซึ่งไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เนื่องจากรายการต้องอยู่ใน ระดับ น 13 จึงได้มีคำสั่งให้แก้ไขให้ ถูกต้อง