แอสเซนด์ กรุ๊ปย้ำผู้นำ วอลเล็ตเพย์เมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 06:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534701

แอสเซนด์ กรุ๊ปย้ำผู้นำ วอลเล็ตเพย์เมนต์

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หากเอ่ยถึงอี-วอลเล็ต ต้องยอมรับว่าทรูมันนี่ยังคงเป็นรายใหญ่ในตลาด แม้จะมีสตาร์ทอัพจำนวนมาก พยายามเข้ามาแบ่งฐานลูกค้า แต่ก็ไม่สามารถโค่นล้มได้ เพราะทรูมันนี่มาก่อนและปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคตลอดเวลา

ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ฐานลูกค้าของทรูมันนี่โตต่อเนื่อง ลูกค้าลงทะเบียน 8 ล้านราย แอ็กทีฟ 4 ล้านราย และ 75% ของลูกค้ายังคงกลับมาใช้งานซ้ำ ส่วนกลุ่มอี-คอมเมิร์ซและกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีนี้บริษัทจะมีรายได้รวม 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ต่อเนื่องเช่นเดิม

กลุ่มแอสเซนด์ มันนี่ ยังคงเป็นโอกาสของรายได้หลักของบริษัท และปีหน้าก็คาดว่ามีการเติบโตที่ดีมาก เพราะนอกจากไทยแล้วยังมีการให้บริการอีก 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์และกัมพูชา แค่กัมพูชาประเทศเดียวมีเงินหมุนเวียนในระบบเกือบ 7,000 ล้านบาท ยังไม่รวมประเทศอื่นๆ ที่มองว่าการใช้โมบายเพย์เมนต์สะดวกกว่าการเดินทางไปสาขาของธนาคาร

ทั้งนี้ ทรูมันนี่ในต่างประเทศมีผู้ใช้แพลตฟอร์มกว่า 5 ล้านราย ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนใน 6 ประเทศ รวมกันกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.65 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากปีก่อนหน้านี้

ขณะที่การเข้ามาลงทุนของแอนท์ไฟแนนเชียล ทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ทั้งเรื่องของการพัฒนาบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งเอไอและบล็อกเชน เข้ามาเพิ่มความสามารถของทรูมันนี่ให้ดีขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานโมบายเพย์เมนต์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการลงทุนต่อเนื่องทั้งด้านเทคโนโลยีและบุคลากร รวมทั้งยังลงทุนด้านสื่อสารการตลาดหนักมาก เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าชาวไทยที่มีการใช้จ่ายผ่านมือถือมากขึ้น ด้านจำนวนลูกค้าคาดว่าในปีหน้าจะมีลูกค้าที่ใช้งานประจำเพิ่มเป็น 5-6 ล้านราย ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่บริษัทสร้างความคุ้นเคยในการใช้งานแก่ลูกค้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของธุรกิจอี-เพย์เมนต์ ยังคงดุเดือด ยิ่งการสนับสนุนของภาครัฐและภาคธนาคารในการใช้พร้อมเพย์และคิวอาร์โค้ด ยิ่งทำให้การแข่งขันปีหน้าไม่ว่าจะแบงก์หรือนันแบงก์ ทำให้บริษัทต้องหาฟีเจอร์และกิจกรรมทางการตลาดที่จะเข้าถึงการใช้จ่ายของลูกค้า

ทั้งนี้ กระแสบิตคอยน์ที่กำลังมาแรงในไทยนั้น ทางระบบยังไม่เปิดรับให้แลกหรือใช้จ่ายบิตคอยน์ผ่านระบบทรูมันนี่ เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับ รวมทั้งการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะมูลค่าที่สูงเกินจริง แต่บริษัทสนใจในเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เข้ามาช่วยตรวจสอบเรื่องของการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย รวมทั้งต้นทุนต่ำ

ในส่วนของการระดมทุนของสตาร์ทอัพในรูปแบบไอซีโอก็ยังน่ากลัว เพราะไม่มีหลักประกันว่าการซื้อขายหุ้นนั้น ถ้านักลงทุนไม่มีความเชี่ยวชาญพอย่อมที่จะมีความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินใดก็ตาม แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะลงทุนในโอมิเสะ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่ให้บริการเพย์เมนต์ แต่โอมิเสะมีระบบที่น่าเชื่อถือและตอบโจทย์การให้บริการของบริษัท จึงมองว่ามีความแข็งแรงในระยะยาว

ในปี 2561 นี้ ธุรกิจเพย์เมนต์ถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก เพราะธนาคารหลายรายเองก็สู้กันดุเดือด แต่ใครจะอยู่รอดได้ ก็คงต้องรอดูว่าบริการของใครใช้ง่ายและตอบโจทย์ชีวิตได้มากกว่ากัน

6 สิ่งที่จะเกิดบนโลกโซเชียล ในสายตาของ”อินสตาแกรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 16:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534673

6 สิ่งที่จะเกิดบนโลกโซเชียล ในสายตาของ"อินสตาแกรม"

พอล เว็บสเตอร์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาและสร้างสรรค์แบรนด์ อินสตาแกรม ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เฟซบุ๊ก ได้เปิดเผยข้อมูลจากอินสตาแกรมกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งเป็นข้อมูลจากพฤติกรรมของผู้ใช้อินสตาแกรมที่ทีมงานสังเกตเห็นในปีที่ผ่านมา ดังนี้

อินสตาแกรมเผยสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2561 จากการประมวลข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ในรอบปีที่ผ่านมา

1.ร้านค้าโซเชียลมีเดีย

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวล่าสุด ร้านอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หรือเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุด ผู้คนต่างต้องการที่จะติดต่อสื่อสารกับธุรกิจเหล่านี้ นอกจากนี้ ร้อยละ 62 ของกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียลยังบอกว่า หากแบรนด์ติดต่อกับพวกเขาผ่านโซเชียลมีเดีย ก็จะเพิ่มโอกาสในการเป็นลูกค้าประจำที่จงรักภักดีต่อแบรนด์นั้น เนื่องจากโซเชียลแพลตฟอร์มกำลังได้โอกาสที่น่าตื่นเต้นในการทำลายกำแพงที่จะเชื่อมต่อไปสู่การขายสินค้า ในปี 2561 จากการที่แบรนด์ต่างๆ เริ่มได้รับผลประโยชน์จากการเชื่อมต่อนี้

โซเชียลมีเดียจะกลายเป็นแหล่งซื้อขาย และจะช่วยกระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางโซเชียลได้เป็นอย่างดี ตลอดปีที่ผ่านมาในสหรัฐฯ อินสตาแกรมได้ทดลองฟีเจอร์ Shopping ในอินสตาแกรม ซึ่งช่วยให้การซื้อสินค้าภายในแอพพลิเคชั่นเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น และจะได้แนะนำฟีเจอร์นี้ไปยังประเทศต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในปี 2561 นี้

2.วิดีโอจะมาแรงในปีหน้า แต่จะหายไปในวันพรุ่งนี้

คาดการณ์ว่าในปี 2562 ร้อยละ 72 ของยอดการชมวิดีโอออนไลน์ทั้งหมด จะเกิดขึ้นบนโทรศัพท์มือถือ  ซึ่งช่วยสร้างโอกาสครั้งสำคัญให้กับแบรนด์ต่างๆ ในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างประสบการณ์วิดีโอที่น่าสนใจที่จะช่วยดึงดูดผู้บริโภคผ่านเนื้อหาที่อยู่ในมือของพวกเขา

ทั้งนี้ เราคาดหวังว่าข้อมูลแบบชั่วคราวอย่าง Stories จะได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปีต่อไป เราคาดหวังที่จะเห็นแบรนด์ต่างๆ กล้าที่จะลองเสี่ยงกับการใช้ข้อมูลแบบชั่วคราว โดยเชื่อมั่นว่าโพสต์ต่างๆ ที่จะหายไปหลังจากระยะเวลา 24 ชั่วโมงนั้น จะช่วยมอบอิสระในการคิดสร้างสรรค์เนื้อหามากยิ่งขึ้น

3.การส่งข้อความจะกลายเป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจ

นอกเหนือจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้โทรศัพท์มือถือแล้ว เรายังเห็นผู้คนเปลี่ยนวิธีการสื่อสารด้วยการส่งข้อความ ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ตรงไปตรงมา และเป็นส่วนตัว ผู้คนต้องการที่จะสื่อสารกับธุรกิจต่างๆ ในวิธีการที่รวดเร็วและเป็นกันเองมากขึ้น เช่นเดียวกับวิธีสื่อสารกับเพื่อนฝูง ร้อยละ 64 ของผู้คนเลือกส่งข้อความเพื่อติดต่อสื่อสารกับธุรกิจ แทนการใช้โทรศัพท์หรือส่งอีเมล์[3] เราคาดการณ์ว่าจำนวนนี้จะเติบโตขึ้นในปี 2561 และจะเห็นการซื้อขายผ่านการส่งข้อความมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

4.ธุรกิจขนาดเล็กจะช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมด้านการตลาด

ในอดีตนั้น การสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดระดับโลกเคยเป็นสิ่งที่ถูกสงวนไว้สำหรับแบรนด์ขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณจำนวนมากเท่านั้น แต่ความง่ายดายในการจัดการและประสิทธิภาพของโซเชียลมีเดียนั้นได้ยกระดับความเท่าเทียมให้กับสนามแห่งการตลาด ซึ่งช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กได้เกิดและเติบโตในระดับโลก โดยในปี 2561 เราคาดว่าบริษัทขนาดเล็กจะยังคงผลักดันที่จะลดขีดจำกัดต่างๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทุกคนในอุตสาหกรรม

5.การเติบโตของตลาดเฉพาะ

ในโลกของโซเชียลมีเดีย ผู้คนจากทั่วโลกได้เชื่อมต่อกันผ่านการแบ่งปัน ความสนใจและความชอบที่คล้ายกัน ในอินสตาแกรมประกอบด้วยคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจเฉพาะอยู่จำนวนมาก ซึ่งแปลว่ามีกลุ่มผู้ชมที่มีส่วนร่วมสูง มีคุณค่า และสามารถเข้าถึงได้ง่าย สำหรับแบรนด์ใดก็ตาม

6.การทบทวนประเมินคุณค่าของเนื้อหา

ในขณะที่เครื่องมือวัดผลอย่าง “ยอดไลค์” และการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จเชิงการตลาดในโลกโซเชียล การวัดผลที่มีความหมายอย่างแท้จริงคือยอดขายหรือการกระทำเชิงธุรกิจอื่นๆ จากการที่แบรนด์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ลึกยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ทำให้พวกเขาสามารถเลือกใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ช่วยให้เขาเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและพัฒนาเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่แบรนด์ได้เรียนรู้พฤติกรรมและความเป็นมาของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น พวกเขาก็สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าสนใจในเวลาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายในที่สุด

ภาพ เอเอฟพี

กสทช.เผย3เดือนมียอดขึ้นทะเบียนโดรนทั่วประเทศแล้วกว่า8พันเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 20:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534511

กสทช.เผย3เดือนมียอดขึ้นทะเบียนโดรนทั่วประเทศแล้วกว่า8พันเครื่อง

สำนักงาน กสทช. เผยยอดขึ้นทะเบียนโดรนทั่วประเทศ ถึงวันที่ 9 ม.ค.61 กว่า 8พันเครื่อง

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เปิดเผย จำนวนการลงทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2561 มียอดขึ้นทะเบียนโดรนรวมทั้งสิ้น 8,391 เครื่อง แยกเป็นขึ้นทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. 7,685 เครื่อง (สำนักงาน กสทช. ส่วนกลาง 3,813 เครื่อง และส่วนภูมิภาค 3,872 เครื่อง) และขึ้นทะเบียนที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จำนวน 706 เครื่อง

ทั้งนี้ ยอดการขึ้นทะเบียนดังกล่าวยังไม่รวมการขึ้นทะเบียน ณ สถานีตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเพื่อส่งมายังสำนักงาน กสทช.

เทรนด์ทวิตเตอร์มาแรง! “โธธ”แนะแบรนด์สร้างตัวตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 07:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/534259

เทรนด์ทวิตเตอร์มาแรง! "โธธ"แนะแบรนด์สร้างตัวตน

โธธ โซเชียล มองเทรนด์โซเชียลทวิตเตอร์มาแรงแบรนด์ไม่ควรมองข้าม เร่งสร้างตัวตนให้ทันกระแส

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธ โซเชียล เปิดเผยว่า ปีนี้เทรนด์โซเชียลหลายอย่างไม่เหมือนเดิม แบรนด์ต้องอัพเดทให้ทันเพื่อพัฒนาเท่ากับต่างประเทศ โดยการใช้งานโซเชียลมีเดียของไทย ทวิตเตอร์จะเติบโตขึ้น ส่วนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคงที่ แบรนด์ก็ต้องเลือกสื่อสารกับลูกค้าให้ตรง เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่ม

นอกจากนี้ แบรนด์ควรนำข้อมูลที่ได้จากการประชาสัมพันธ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ข้อมูลจากต่างประเทศชี้ว่าโซเชียลมีเดียจะโตเพิ่มขึ้น 20% จากปริมาณข้อมูลที่คนอัพโหลดเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน โดยผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียเยอะจะมาจากกระแสการเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่าการอัพเดทเรื่องทั่วไป

ทั้งนี้ ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นการเติบโตตามปกติคือ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านข้อความ/ปี โดยปีนี้แตะ 3,600 ล้านข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความบันเทิงทั้งในแง่ดีและไม่ดี ทำให้รูปแบบการทำตลาดในปี 2561 จะเน้นความเป็นเฉพาะบุคคลผ่านการส่งข้อความ (เอสเอ็มเอส) และการโทรผ่านแชตบอตมากขึ้น และแบรนด์เริ่มมีการเก็บข้อมูลในการสื่อสารออนไลน์มากขึ้น

นายกล้า กล่าวว่า แบรนด์จะนำข้อมูลที่มีในมือมาใช้ในการทำแคมเปญใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อวัดความคุ้มค่าว่าสิ่งที่ลงทุนทำไปนั้นดีหรือไม่ และเปรียบเทียบกับการทำตลาดของแบรนด์คู่แข่ง ว่าสิ่งใดควรนำมาใช้ต่อยอดหรือเรื่องใดต้องระวัง เพื่อนำมาปรับใช้ในแคมเปญของบริษัทตนเอง

“ทวิตเตอร์ยังคงเป็นกระบอกเสียงสำคัญของผู้บริโภค เพราะมีเงื่อนไขน้อยกว่าเฟซบุ๊ก แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่า ทางด้านการตอบโต้และแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินเริ่มใช้ทวิตเตอร์สื่อสารกับแฟนคลับ หลังศิลปินไทยและเกาหลีหลายคนใช้แล้วประสบความสำเร็จ” นายกล้ากล่าว

ภาพ เอเอฟพี

ทีโอทีควงเอไอเอสร่วมบริการโมบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533961

ทีโอทีควงเอไอเอสร่วมบริการโมบาย

ทีโอทีจับมือเอไอเอส ร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจบริหาร 2 สัญญา บริการโทรคมนาคมหวังสร้างรายได้ปีละ 3,900 ล้าน

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ทีโอที ร่วมมือเป็นพันธมิตร กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ (เอไอเอส) จำนวน 2 สัญญา ได้แก่ 1.สัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคม และ 2.สัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โรมมิ่ง) ภายในประเทศระบบ 2100 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีระยะเวลาดำเนินการจนถึงปี 2568  ซึ่งจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ต่อปี 3,900 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภายใต้ 2 สัญญา ทีโอทีมีค่าใช้จ่ายจากการเช่าเครื่อง และอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคมจากเอไอเอส มูลค่าประมาณ 1-1.1 หมื่นล้านบาท/ปี ขณะที่เอไอเอส ต้องชำระค่าใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โรมมิ่ง) ภายในประเทศบนระบบ 2100 เมกะเฮิรตซ์ของทีโอที ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายให้กับ ทีโอทีปีละ 1.3-1.4 หมื่น ล้านบาท/ปี

อย่างไรก็ตาม เอไอเอสจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมดตามมาตรฐานที่ทีโอทีกำหนด ขณะที่การใช้งานโครงข่ายคลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ของทีโอที เป็นการใช้ในสัญญาที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับเอไอเอสประมาณ 80% และอีก 20% จะเป็นการใช้งานของทีโอทีโดยตรง โดยจะนำไปพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งานบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของลูกค้าทีโอที ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 1 แสนราย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

ด้านนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ความร่วมมือทั้งสองสัญญาในครั้งนี้ ทีโอทีจะได้รับรายได้จากการ ชำระค่าโรมมิ่งตามปริมาณการ ใช้บริการ ขณะที่เอไอเอสได้ผล ประโยชน์ในด้านการบริหารโครงข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้านดิจิทัล

ขึ้นทะเบียนโดรน7,000เครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ม.ค. 2561 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533796

ขึ้นทะเบียนโดรน7,000เครื่อง

“ฐากร” เผย แจ้งขึ้นทะเบียนโดรนทั่วประเทศแล้ว 7,064 เครื่อง เตือนเหลือเวลาอีก 5 วัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) ทั่วประเทศ พบว่าตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 2560-3 ม.ค. 2561 (เวลา 17.00 น.) มียอดขึ้นทะเบียนโดรน รวมทั้งสิ้น 7,064 เครื่อง แยกเป็นขึ้นทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. 6,358 เครื่อง (สำนักงาน กสทช.ส่วนกลาง 2,970 เครื่อง และส่วนภูมิภาค 3,388 เครื่อง) ขึ้นทะเบียนที่สำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย (กพท.) จำนวน 706 เครื่อง

ทั้งนี้ ยอดการขึ้นทะเบียนดังกล่าวยังไม่รวมการขึ้นทะเบียน ณ สถานีตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งจากการประสานงานทราบว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเพื่อส่งมายังสำนักงาน กสทช.

ขณะที่ในวันที่ 9 ม.ค. 2561 จะครบกำหนดระยะเวลา 90 วัน ที่ กสทช.กำหนดให้ผู้ครอบครองโดรนต้องมาดำเนินการขึ้นทะเบียนนับตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2560 ตามคำสั่ง กสทช. เรื่องการขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) ดังนั้นสำนักงาน กสทช.จึงขอให้ประชาชนที่มีโดรนอยู่ในครอบครองหรือใช้งาน รีบมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ สามารถขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงาน กสทช.ภาค และสำนักงาน กสทช.เขต ทั่วประเทศ ทั้งสถานีตำรวจ ทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่มีโดรนไว้ในครอบครองหรือใช้งานที่ไม่มาขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ยักษ์ไอทีโลกเร่งอุดรูรั่ว’ชิป’ สกัดช่องแฮ็กเกอร์ล้วงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ม.ค. 2561 เวลา 08:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533794

ยักษ์ไอทีโลกเร่งอุดรูรั่ว'ชิป' สกัดช่องแฮ็กเกอร์ล้วงข้อมูล

นักวิจัยจากกูเกิล รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ และนักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เปิดเผยการค้นพบช่องโหว่ 2 ชนิด ในชิปที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกเครื่องทั่วโลก

บริษัทเทคโนโลยีเร่งแก้ไขระบบ หลังทีมนักวิจัยเผยช่องโหว่ในชิปเปิดทางแฮ็กล้วงคอมพิวเตอร์ กระทบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายพันล้านเครื่อง

ชนิดแรกคือ “เมลต์ดาวน์” เป็นช่องโหว่ที่เกิดกับชิปของอินเทล ผู้ผลิตรายใหญ่จากสหรัฐที่ใช้ในแล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และเซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ต จนอาจทำให้แฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลส่วนตัว เช่น พาสเวิร์ดซึ่งบันทึกเอาไว้ในเว็บเบราเซอร์ โดยไมโครซอฟท์ คอร์ป แอปเปิ้ล อิงค์ และลีนุกซ์ ได้อัพเดทระบบปฏิบัติการเพื่อป้องกันช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว

ช่องโหว่ชนิดที่สองคือ “สเปกเตอร์” ซึ่งกระทบกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต รวมถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิปของอินเทล และแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (เอเอ็มดี) อีกหนึ่งผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ รวมถึงอาร์ม โฮลดิ้งส์ โดยแฮ็กเกอร์สามารถใช้ช่องโหว่ในการเจาะแอพพลิ เคชั่น ที่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้

เดเนียล กรัสซ์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกราซของออสเตรีย หนึ่งในนักวิจัยที่เปิดเผยรายงานดังกล่าว กล่าวกับรอยเตอร์สว่า การค้นพบดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นการค้นพบบั๊ก หรือจุดบกพร่องของคอมพิวเตอร์ที่เลวร้ายที่สุด และกระทบกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายพันล้านเครื่องทั่วโลก

ขณะเดียวกัน อินเทล เปิดเผยว่า แม้ช่องโหว่ดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้รุนแรง เช่น ต้องลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยอินเทลกำลังร่วมมือกับเอเอ็มดีและอาร์มเพื่อแก้ไขเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า แล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของแอปเปิ้ลมีความปลอดภัยแล้ว แต่สำหรับสมาร์ทโฟน ไอโฟน และแท็บเล็ตไอแพด ยังไม่แน่ชัดว่าเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วจากช่องโหว่ดังกล่าวหรือไม่

ด้านอัลฟาเบธ บริษัทแม่ของกูเกิลและผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันระบบมีความปลอดภัยแล้ว และจะอัพเดทเว็บเบราเซอร์กูเกิลโครมในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ขณะที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ เช่น กูเกิลคลาวด์ และอเมซอนเว็บเซอร์วิส ระบุว่า อัพเดทระบบส่วนใหญ่แล้ว และจะเร่งอุดช่องโหว่ที่เหลือให้เร็วที่สุด

กสทช.เตือนไม่ขึ้นทะเบียนโดรนคุก5ปีปรับ1แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 17:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533518

กสทช.เตือนไม่ขึ้นทะเบียนโดรนคุก5ปีปรับ1แสนบาท

กสทช. เตือนผู้ใช้โดรนต้องขึ้นมาทะเบียนก่อน9ม.ค.61เผยโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 9 ม.ค. 2561 นี้ จะครบกำหนดระยะเวลา 90 วัน ที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) ต้องมาดำเนินการขึ้นทะเบียนนับตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2560 ตามคำสั่ง กสทช. เรื่อง การขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone)

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. จึงขอให้ประชาชนที่มีโดรนอยู่ในครอบครอง หรือใช้งาน รีบมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่มีโดรนไว้ในครอบครอง หรือใช้งาน ที่ไม่มาขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“การขึ้นทะเบียนโดรนที่สำนักงาน กสทช. ดำเนินการนั้น เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือป้องกันราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากประชาชนมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ Call Center สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2670 8888 ต่อ 7479” นายฐากร กล่าว

ฟอร์เรสเตอร์ชี้ แนวโน้มปีจอศึกอัลกอริทึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 06:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533445

ฟอร์เรสเตอร์ชี้ แนวโน้มปีจอศึกอัลกอริทึม

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เศรษฐกิจที่กำลังเติบโตขึ้น การจ้างงาน ที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณบวกของภาพธุรกิจโดยรวม แต่ความไม่แน่นอนของแต่ละองค์กรถือว่าเป็นการบอกให้รู้ว่าใครปรับตัวหรือเตรียมพร้อมรับเทรนด์ใหม่ๆ มากน้อยแค่ไหน หลายปัจจัยที่กลายมาเป็นสิ่งที่องค์กรไม่ควรมองข้าม อย่างเช่น ความคาดหวังเรื่องดิจิทัล อุตสาหกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนผู้นำตลาดและโมเดลธุรกิจเดิมที่ล้มเหลว

ทางด้านของ ฟอร์เรสเตอร์ บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกได้คาดการณ์เทรนด์ของปี 2561 ไว้ว่า อเมซอนและกูเกิล จะกลายเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ควบคุมทุกธุรกิจทำให้บางองค์กรมีความเสี่ยง รวมทั้งรูปแบบการใช้จ่ายจะเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งปรับองค์กรที่ปรับตัวมาใช้ดิจิทัล จะช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ประสบการณ์ของลูกค้า หรือ Customer Experience จะกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กรที่ต้องการ เดินหน้าด้วยดิจิทัล โดย 30% ของบริษัทต่างๆ ที่ไม่ได้ตระหนักถึงประสบการณ์ของลูกค้าจะเสียโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ ทำให้องค์กรต้องบริหารจัดการให้ลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์อย่างมาก รวมทั้งเทรนด์นี้จะต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2562 เลย

ทางด้านของวิกฤตการณ์ทางดิจิทัลนั้น กล่าวได้ว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นไม่ใช่ทางลัดในการเดินหน้าธุรกิจ แต่จะเป็นการตอบสนองสินค้าและบริการที่สำคัญ ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่ง 60% ของผู้บริหารระดับสูงเชื่อว่าการพัฒนาประสบการณ์เฉพาะรายบุคคล และการดำเนินงานตามความเร็วของตลาด จะเป็นเบื้องหลังของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่สำคัญ

นอกจากนี้ ดิจิทัลจะขยายขอบเขตความสามารถของคน เพราะความสามารถด้านดิจิทัลของมนุษย์ยังมีน้อยเกินไป ทำให้เทรนด์ของการทำงานแบบ Gig Economy หรือทำงานแบบอิสระ ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานเชิงเทคนิคที่ยังขาดแคลนอย่างมาก โดยคนกลุ่มนี้ยังคงมีค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2-4% เพราะการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนักวิเคราะห์ข้อมูล ที่ปรึกษาด้านระบบรักษาความปลอดภัย นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับสูง และฝ่ายออกแบบตามความต้องการของลูกค้า ยังเป็นช่องว่างอีกมาก

ในปี 2561 นี้ ปัญหาเรื่องความสามารถจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ผู้นำและผู้ตามเทคโนโลยี ทำให้องค์กรต้องมีการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะด้านดิจิทัล เพื่อดึงคนที่มีความสามารถเข้าสู่ธุรกิจและยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 20% เพื่อดึงคนกลุ่มนี้ไว้ให้องค์กรเพื่อสร้างความ แข็งแรงของธุรกิจ

นอกจากนี้ การเพิ่มขีดความสามารถให้เครื่องจักรก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะลูกค้าเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาและทำลายโมเดลธุรกิจเดิม จากพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น การ ดึงแมชีนเข้ามาใช้งาน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหา เพราะแพลตฟอร์มและตัวแทนแบบอัจฉริยะ ที่เข้ามาตอบสนองในเรื่องของการเก็บข้อมูล เชิงพฤติกรรม อารมณ์ การใช้จ่าย และสร้างมุมมองที่หลากหลายของแต่ละบุคคล โดยในปี 2561 องค์กรจะตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อซื้อแพลตฟอร์มตัวแทนเหล่านี้เพิ่มขึ้น 10% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเป็นแกนหลักสำคัญในการช่วยสื่อสารตลาดสำหรับอนาคต

สุดท้าย สงครามอัลกอริทึม เพราะ อัลกอริทึมเป็นพื้นฐานของแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น กูเกิลและ อเมซอนที่เป็นตัวกลางในการเข้าถึงแบรนด์ รวมทั้ง สร้างความรู้สึกพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งอัลกอรึทึมจะกลายเป็นภาษาของแพลตฟอร์ม

แต่ต้องยอมรับว่า แบรนด์ก็ยังเข้าในเรื่องของแพลตฟอร์มอัลกอริทึมได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์หัวเก่าไม่มีการนำพฤติกรรมของลูกค้าในมือมาวิเคราะห์และปรับใช้กับธุรกิจ ทำให้เสียโอกาสทางด้านข้อมูล ซึ่งในปี 2561 นั้นผู้บริหารฝ่ายการตลาดจำเป็นต้องนำทักษะในการตีความและมาปรับใช้เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำธุรกิจ ผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้ระบบเอไอ

แม้ว่าทั่วโลกรวมทั้งไทยมีการเดินหน้าเรื่องดิจิทัลกันไปบ้างแล้ว แต่การที่ธุรกิจเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือยังนั้น อนาคตจะเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่ลงมือทำไปในปีที่ผ่านมานั้น คุ้มค่ากับการลงทุนหรือยัง

สวัสดีปีใหม่ผ่านมือถือคึกรอบนี้ขึ้น2เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 08:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533315

สวัสดีปีใหม่ผ่านมือถือคึกรอบนี้ขึ้น2เท่า

3 ค่ายมือถือชี้ ดาต้าสวัสดีปีใหม่ผ่านสมาร์ทโฟนพุ่งกว่า 2 เท่าตัว ระบุวิดีโอแซงขึ้นอันดับแรกทั้งไลฟ์-สตรีมมิ่ง

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้า ทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้งานดาต้าของคนไทยเพื่อส่งความสุข สื่อสาร แชร์ช่วงปีใหม่ของเอไอเอสปีนี้เพิ่ม 2 เท่าเทียบช่วงเดียวกันครั้งก่อน โดย รูปแบบใช้งานวิดีโอเป็นอันดับ 1 ทั้งถ่ายทอดสด หรือไลฟ์ และการชม หรือสตรีมมิ่ง รองลงมาคือการไลค์ แชร์ คอมเมนต์ บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ท้ายสุดคือไลน์

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ยอดการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่ม 3.5 เท่าจากการใช้งานปกติ สำหรับแอพพลิเคชั่นที่นิยมใช้สูงสุดคือ 1.เฟซบุ๊ก/เฟซบุ๊กเมสเซจ 2.ไลน์ 3.ยูทูบ 4.อินสตาแกรม และ 5.ทวิตเตอร์

นายสกลพร หาญชาญเลิศ รองผู้อำนวยการสายงาน Mobile Non-Voice บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ยอดการใช้งานดาต้าอวยพรและฉลองปีใหม่ วันที่ 31 ธ.ค. 2560- 1 ม.ค. 2561 ผ่านเครือข่ายทรูมูฟเอช 4G+ เพิ่มถึง 200% เพราะเครือข่ายครอบคลุม และมีฟังก์ชั่น ใหม่ๆ แบบเรียลไทม์ อาทิ เฟซบุ๊กไลฟ์มีส่วนทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น โดยแอพที่ใช้มากสุด ครั้งนี้คือเฟซบุ๊ก รองลงมาคือ ยูทูบ ไลน์ เฟซบุ๊ก วิดีโอ และ อินสตาแกรม