กสทช.ชี้มาตรการเยียวยาของดีแทคกรณีเรียกเก็บเงิน461ล้านล้านยังน้อยไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 17:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/529984

กสทช.ชี้มาตรการเยียวยาของดีแทคกรณีเรียกเก็บเงิน461ล้านล้านยังน้อยไป

“ดีแทค” เข้าชี้แจงกสทช. กรณีระงับสัญญาณผู้ใช้หลังค้างค่าบริการ 461ล้านล้านบาท ชี้ระบบผิดพลาด พร้อมเสนอแผนเยียวยา

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12ธ.ค.2560 ตัวแทนจากบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เข้าชี้แจงกรณีผู้ใช้โทรศัพท์เครือข่ายดีแทคถูกระงับสัญญาณพร้อมยอดใช้งานสูงถึง 461 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ดีแทคชี้แจงว่า เกิดจากความผิดพลาดของระบบ โดยได้เสนอแผนเยียวยาแก่ผู้ใช้บริการ คือ ให้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจำนวน500เมกะไบต์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นเวลา1วัน และให้สิทธิโทรฟรี50นาทีทุกเครือข่ายภายใน3วัน ซึ่งกสทช. มองว่ามาตรการเยียวยาน้อยไป ให้ดีแทคทำหนังสือชี้แจงเข้ามาอีกครั้งภายใน15 ธ.ค.นี้

“ผมมีความเห็นว่า กรณีนี้ทางคอลเซ็นเตอร์น่าจะมีการประสานงานกับผู้ใหญ่หรือผู้บริหารได้ เนื่องจากมองว่าหากผู้ใช้บริการไม่ชำระค่าบริการประมาณ 4,000 บาท ยังพอรับฟังได้ แต่กรณีนี้ค่าบริการเกินเป็นล้านล้านมันไม่ใช่แล้ว ก็เลยให้ทางดีแทคปรับปรุงเรื่องนี้ และส่งหนังสือชี้แจงกลับมาทางกสทช.ในวันศุกร์ที่ 15 ธ.ค.นี้ และที่สำคัญที่สุดคืออยากให้เชิญประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาทำความเข้าใจและเยียวยาให้เขาได้รับความพึงพอใจ โดยมองว่าข้อเสนอของดีแทคที่ให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี 500 เมกะไบต์ เป็นเวลา 1 วัน และโทรฟรีทุกเครือข่าว 50 นาที เป็นเวลา 3 วันน้อยไป น่าจะคุยกันใหม่”นายฐากรกล่าว

นอกจากนี้ ดีแทค ยังได้ชี้แจงประเด็น กรณีศุลกากร จ.สระแก้ว ยึดซิมดีแทคได้กว่า 50,000 ซิม พบว่ามีการลงทะเบียนซิมโดยใช้พาสปอร์ตกัมพูชา ซึ่งได้ใช้ช่องโหว่ในการลงทะเบียน ทั้งนี้กสทช.แนะนำให้ดีแทค ปรับปรุงระบบการลงทะเบียน โดยให้ใช้วิธีการลงทะเบียนซิมระบบอัตลักษณ์ และมีคำสั่งให้ดีแทค ส่งหนังสือชี้แก่ กลับมาแก่สำนักงาน กสทช.ใหม่อีกครั้งในวันที่ 15ธ.ค.

นายกฯสั่งเร่งเดินหน้า “เน็ตประชารัฐ” ค่าบริการเดือนละ399บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 07:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/529915

นายกฯสั่งเร่งเดินหน้า "เน็ตประชารัฐ" ค่าบริการเดือนละ399บาท

นายกฯ สั่งคลังช่วยคนจนใช้อินเทอร์เน็ต เป็นแหล่งความรู้ พัฒนาอาชีพ ตั้งราคาเน็ตประชารัฐ 349-399 บาท/เดือน

รายงานข่าวจากทำเนียบ รัฐบาล เปิดเผยว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปหาวิธีการที่เหมาะสมกับการดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสามารถให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อค้นหาข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยอาจสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าใช้งานศูนย์บริการต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์ดิจิทัลชุมชน

สำหรับการเร่งรัดเรื่อง ดังกล่าว นายกฯ ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว รวมถึงเป็นการสร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของรัฐบาล โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเร่งทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วภายในเดือน ธ.ค. 2560

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเคาะราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ต ภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือ เน็ตประชารัฐ อยู่ที่ 349-399 บาท/เดือน ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ 30/10 Mbps ถือเป็นราคาค่าบริการที่เหมาะสมที่สุดเมื่อคำนวณตามพื้นที่การเข้าถึง

ขณะที่ บริษัท ทีโอที ได้จัดทำระบบการให้บริการเน็ตประชารัฐแบบเปิด หรือโอเพ่นแอ็กเซส โดยมี 3 ช่วงของพื้นที่ให้บริการ คือ 1.ลาสต์ไมล์ หรือจุดเชื่อมต่อปลายทางที่เข้าถึงหมู่บ้าน 2.จากพื้นที่หมู่บ้านไปจนถึงจุดเชื่อมต่อของทีโอทีเน็ตประชารัฐ และ 3.จุดเชื่อมต่อทีโอทีที่จะให้เครือข่ายต่างๆ เข้ามาเชื่อมต่อขยายการให้บริการ โดยพื้นที่นี้หากเครือข่ายใดสนใจก็เข้าเชื่อมต่อเพื่อเปิดบริการในราคาแพ็กเกจดังกล่าวได้ ซึ่งทีโอทีเองก็มีสิทธิเข้ามาเปิดให้บริการได้เช่นกัน

สำหรับความคืบหน้าการติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายอินเทอร์เน็ตในโครงการ ปัจจุบันติดตั้งแล้วเสร็จ 90% จำนวน 23,214 หมู่บ้าน คาดภายในสิ้นปีติดตั้งได้ครบ 2.47 หมื่นหมู่บ้าน

“ระบบจดจำใบหน้า” อาวุธพลิกเกมค้าปลีกดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ธ.ค. 2560 เวลา 18:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/529675

"ระบบจดจำใบหน้า" อาวุธพลิกเกมค้าปลีกดั้งเดิม

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การประยุกต์ใช้ Facial Recognition หรือเทคโนโลยีการจดจำใบหน้ากำลังขยายวงกว้างไปอีกขั้น นอกจากการนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนหรือในอุปกรณ์ไอทีต่างๆ อย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยกัน

ล่าสุดช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมามีรายงานว่า เฟซบุ๊กยักษ์โซเชียลมีเดีย ยื่นจดสิทธิบัตรการนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้าไปใช้ปรับปรุงงานบริการลูกค้าในร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน นอกจากนี้เฟซบุ๊กกำลังพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวสำหรับการจ่ายเงินในร้านค้าด้วย โดยคร่าวๆ จะเป็นการตรวจจับใบหน้าลูกค้าตอนกำลังจ่ายเงิน แล้วจับคู่กับรูปถ่ายตามข้อมูลบัญชีเพื่อยืนยันตัวตน

หากมีการนำมาใช้จริง เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าคงเป็นตัว “พลิกเกม” ให้บรรดาร้านค้าปลีกอยู่ไม่น้อย ขณะที่กำลังเสียเปรียบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างมากในขณะนี้ ซึ่งนอกจากใช้สำหรับการจ่ายเงินแล้ว เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยในการรวบรวมข้อมูลผู้บริโภค เช่น ช่วงอายุลูกค้า เพศ เวลาที่นิยมมาซื้อสินค้า รวมถึงความสนใจสินค้าแต่ละประเภทของลูกค้ากลุ่มต่างๆ ซึ่งทำให้ร้านค้าสามารถจับความสนใจและความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

เมื่อพูดถึงการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าแล้ว จีนถือเป็นประเทศนำร่องในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวในวงกว้าง โดยครั้งที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคงเป็นช่วงเดือน ส.ค. ที่ร้านเคเอฟซีเริ่มใช้ระบบ “สไมล์ ทู เพย์” ซึ่งเอาเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในการชำระเงินออนไลน์เป็นครั้งแรกสำหรับผู้ใช้บริการอาลีเพย์ ของแอนต์ ไฟแนนเชียล โดยประเดิมที่เมืองหางโจว บ้านเกิดของอาลีบาบา บริษัทแม่ของแอนต์ ไฟแนนเชียล

ส่วนในขณะนี้ เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่ว่ากำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญให้ธุรกิจร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในจีน โดยบริษัท ซูหนิง คอมเมิร์ซ กรุ๊ป ผู้บริหารร้านค้าปลีกกว่า 1,500 แห่งในจีน กำลังจะเปิดตัว “ร้านไร้พนักงาน” อีก 3 แห่งในกรุงปักกิ่ง เมืองฉิงชิ่ง และเมืองซูโจวในอนาคตอันใกล้นี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบริษัทประสบความสำเร็จกับการทดลองเปิดร้านซูหนิง สปอร์ต ร้านไร้พนักงานแห่งแรกของบริษัท ที่เน้นขายอุปกรณ์กีฬาโดยเฉพาะ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาในเมืองนานกิง

หัวใจสำคัญของร้านไร้พนักงานของซูหนิงคือระบบ Biu ที่ผสมผสานเทคโนโลยีจดจำใบหน้า เทคโนโลยี อาร์เอฟไอดี (RFID) บิ๊กดาต้า และระบบการชำระเงินออนไลน์เข้าด้วยกัน สำหรับจุดเด่นของร้านดังกล่าว ประกอบด้วย การใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเชื่อมต่อระบบร้านกับบัตรเครดิตของลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่น จากนั้นลูกค้าก็สามารถเดินเข้ามาในร้านได้ทันทีเพียงแค่สแกนใบหน้าบริเวณทางเข้า ในระหว่างเลือกซื้อของ ระบบจะบันทึกสินค้าต่างๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การจ่ายเงินก่อนออกจากร้านใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น

นอกเหนือจากซูหนิงแล้ว หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ รายงานว่า การเปิด “ร้านไร้พนักงาน” กำลังได้รับความนิยมในบริษัทค้าปลีกจีนรายอื่นๆ ด้วย เช่น บิงโกบ็อกซ์ สตาร์ทอัพที่พัฒนาระบบร้านสะดวกซื้อ เตรียมเปิดร้านสะดวกซื้ออัตโนมัติอีก 5,000 แห่งทั่วจีนในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ หลังเปิดสาขาแรกไปแล้วที่เมืองเซี่ยงไฮ้

ภาพ เอเอฟพี

คอนซูเมอร์ รีพอร์ต ชี้ไอโฟน X ราคาแพงแถมเปราะบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ธ.ค. 2560 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/529313

คอนซูเมอร์ รีพอร์ต ชี้ไอโฟน X ราคาแพงแถมเปราะบาง

รายงานผู้บริโภคเผย iPhone X ราคาแพงเกินไปแถมปราะบางแตกง่าย

นิวยอร์กโพสต์ – นิตยสารคอนซูเมอร์ รีพอร์ต หรือรายงานผู้บริโภคของสหรัฐ ประกาศรายงานที่เกี่ยวข้องกับนอนาคตของสมาร์ทโฟน โดยกล่าวว่า ไอโฟนมูลค่า 1,000 เหรียญที่วางจำหน่ายในขณะนี้นั้นมีราคาแพงเกิดไปและมีแนวโน้วที่จะเสียหายได้ง่าย

รายงานระบุว่า ซัมซุง Galaxy s8 ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือหากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple แนะนำให้ซื้อรุ่น iPhone 8 หรือ 8 Plus จะมีความคุ้มค่ามากกว่า iPhone X

รายงานยังระบุว่า iPhone 8 หรือ 8 plus มีความทนทานต่อการแตกหักมากกว่า แถมผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้ระบบใหม่ใน iPhone X โดยเฉพาะปุ่มโฮมที่คุ้นเคยกับผู้ใช้งานมานาน

ถึงแม้ว่า iPhone X จะนำเสนอเทคโนโลยีใหม่อย่าง Face ID หรือการปลดล็อกหน้าจอเพื่อแสดงใบหน้า แต่นั้นไม่ใช้เหตุผลที่จะสามารถนำมาเปรียบเทียบโทรศัพท์แบรนด์อื่นซึ่งมีฟังก์ชั่นคล้ายกันแต่มีราคาถูกกว่า

โดยรายงานผู้บริโภคยังมีการจัดอันดับให้ iPhone 8, 8 Plus, Galaxy S8 และ S8 + มีคะแนน 81 จาก 100 คะเเนน ซึ่งมากกว่า  iPhone X ที่มีคะแนนที่ 80 คะแนน

และเหตุที่ไอโฟน X มีคะแนนน้อยกว่าเนื่องจาก แบตเตอร์รี่ซึ่งมีอายุการใช้งานน้อยกว่าที่ทดสอบ และวัสดุตัวเครื่องที่ทดสอบแล้วว่ายังคงสามารถแตกและเกิดรอยขีดขวนได้ง่ายแม้ว่าทางไอโฟนจะประกาศว่า ไอโฟน X ใช้วัสดุที่แข็งแรงกว่ารุ่นที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี Consumer Reports ยังกล่าวถึงข้อดีของไอโฟน X ว่า หน้าจอรุ่นนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ไอโฟนเคยผลิตมา

ที่มา : https://nypost.com//

โฆษณามือถือ อาวุธแบรนด์เข้าถึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ธ.ค. 2560 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/529205

โฆษณามือถือ อาวุธแบรนด์เข้าถึงลูกค้า

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

โมบายเฟิร์สเป็นอนาคตของการทำตลาดและโฆษณาในยุคนี้ไปแล้ว เพราะมือถือกลายเป็นทุกสรรพสิ่ง และเป็นโอกาสของการทำตลาดทุกที่ทุกเวลา สินค้าหรือแบรนด์ต่างๆ ต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค การทำโฆษณาบนมือถือ จึงกลายเป็นเครื่องมือการสื่อสารทางเลือกหนึ่งของนักการตลาด

เชาวนิตย์ วัฒนศัพท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ชีสโมบาย คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยว่า การทำตลาดและโฆษณาบนมือถือจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ และนักการตลาด ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะ เข้าถึงกลุ่มคนไทยแล้ว ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 14 ล้านคน/ปี โดยเฉพาะการเข้าถึงนักท่องเที่ยวคนจีนที่มีกว่า 8 ล้าน คน/ปี

สำหรับกลยุทธ์ตลาดบนมือถือ มีด้วยกัน 2 แนวทาง คือ แบรนด์ต้องการสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ต้องออกแบบโฆษณาในรูปแบบแบนเนอร์บนมือถือให้มีความสวยงาม ซึ่งมีทั้งในรูปแบบวิดีโอ ภาพนิ่ง เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเป็นที่จดจำได้ หรือกระทั่งใช้โปรแกรมติดตามผู้บริโภคเมื่อเปิดเว็บไซต์และเคยเข้าไปดูสินค้า เพื่อตอกย้ำแบรนด์และสร้างการรับรู้และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า

ด้านการทำโฆษณาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถกำหนดสถานที่ชัดเจน เมื่อลูกค้าเข้า ไปยังร้านค้าสามารถส่งเอสเอ็มเอสเพื่อส่งโปรโมชั่น นอกจากนี้ยังสามารถทำในรูปแบบการสื่อโฆษณาบนยูทูบโดยที่สินค้าต้องเชื่อมโยงให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้เลย ด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อน และยังสามารถทำในลักษณะของคลิกทูคอล เมื่อคลิกแล้วจะเป็นลักษณะของการพูดคุยระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

“แนวโน้มของการพัฒนาสื่อโฆษณาในอนาคต เช่น สื่อโฆษณาภายนอกอาคาร ก็จะเริ่มทำระบบให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อให้ลูกค้าเลือกช่วงเวลาในการทำโฆษณาได้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าหลายๆ รายเข้าถึงช่องทางโฆษณาให้มากขึ้น ส่วนปัญหาของผู้ประกอบการที่ใช้เฟซบุ๊กใน การโฆษณา และพบว่ามีการเก็บอัตรา ค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้น แต่ได้จำนวน ผู้เข้าถึงน้อยลง” เชาวนิตย์ กล่าว

มณทิรา เจริญวัลย์ เจ้าของธุรกิจ ล็อบสเตอร์ แก๊งสเตอร์ ผู้นำเข้าวัตถุดิบที่หายากจากทะเล กล่าวว่า การทำโฆษณาล็อบสเตอร์ แก๊งสเตอร์ จะให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก กูเกิล เพราะคนไทยสามารถเข้าถึงได้มากที่สุด แต่พบว่าประสิทธิภาพการโฆษณาเพื่อเอนเกจเมนต์ได้ น้อยลง จากการที่ทุกแบรนด์ให้ความสำคัญและใช้เป็นพื้นที่โฆษณาและการทำตลาดแทบทั้งสิ้น

แม้ว่าโฆษณาบนมือถือจะเป็นโอกาสของแบรนด์ แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นดาบสองคม โดยเฉพาะความเป็นส่วนตัว ดังนั้นการทำตลาดจะต้องมีกลยุทธ์ที่แยบยลและกระตุ้นความต้องการผู้บริโภคมากกว่าจะเป็นแค่แบนเนอร์ที่ขึ้นมาบนมือถือ

วิดีโอออนดีมานด์สดใส แทนที่หนังผีซีดีเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ธ.ค. 2560 เวลา 18:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/529191

วิดีโอออนดีมานด์สดใส แทนที่หนังผีซีดีเถื่อน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เรื่องของกระแสการรับชมวิดีโอออนดีมานด์นั้น เริ่มเข้าถึงจุดที่เรียกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงบริการผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งทีวี มือถือ แท็บเล็ต รวมทั้งการจ่ายค่าบริการผ่านมือถือและรับชมคอนเทนต์ที่ถูกลิขสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องดีกว่าการซื้อแผ่นผีซีดีเถื่อน

อาทิมา สุรพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) เล่าให้ฟังว่า ไอฟลิกซ์มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภคมาโดยตลอด เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องมือและคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

นับได้ว่าตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ไอฟลิกซ์เปิดให้บริการในไทยมีเรื่องของพฤติกรรมและทัศนคติของคนที่ใช้บริการเปลี่ยนไป จากสมัยแรกเริ่มที่แผ่นผีซีดีเถื่อนได้รับความนิยมมากนั้น การทำตลาดผ่านราคาเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าจะเริ่มต้นราคาถูกเท่าไหร่คนไทยที่ไม่คุ้นชินกับการจ่ายเงินรับชมภาพยนตร์ ย่อมไม่จ่ายแน่นอน

แม้ว่ากาลเวลาผ่านมาการรับชมของเถื่อนก็ไม่ได้หมดเสียทีเดียว แค่เปลี่ยนจากการซื้อแผ่นหนัง 100 บาท มาเป็นการดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์เถื่อนเท่านั้น ซึ่งทุกผู้ให้บริการต่างก็พยายามที่จะเร่งสื่อสารให้ลูกค้าทราบว่า การได้มาซึ่งของเถื่อนนั้น นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังมีวิธีการที่วุ่นวายและไม่ตอบสนองความต้องการรับชมภาพยนตร์ในระยะยาวได้

หากมองในตลาดของคู่แข่งนั้น ไอฟลิกซ์ มองว่าทุกคนต่างก็ยังมีโอกาสในตลาดวิดีโอออนดีมานด์ทั้งสิ้น และทุกรายต้องการเข้ามาช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการรับชมของเถื่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยการรับชมภาพยนตร์ในสมัยก่อน จะรับชมฟรีผ่านช่องทางฟรีทีวี แต่ตอนนี้กลายเป็นต้นทุนอันมหาศาลของทางสถานีการรับชมภาพยนตร์ก็ช้ากว่าหาชมเองในช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ ความต้องการรับชมวิดีโอออนดีมานด์เหล่านี้ จะถูกใช้งานผ่านสมาร์ททีวีมากขึ้น รวมทั้งดูผ่านโครมแคสต์ที่ราคาไม่สูงมากนัก ซึ่งต้องยอมรับว่าการเข้ามาของวิดีโอออนดีมานด์กลายเป็นคู่แข่งของสถานีโทรทัศน์อย่างเลี่ยงไม่ได้

อาทิมา กล่าวเสริมว่า จากผลสำรวจทำให้พบว่าการรับชมผ่านสมาร์ททีวีของคนไทยเพิ่มขึ้นและทำให้ระยะเวลาใช้งานนานขึ้นกว่าเดิม ยิ่งผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลที่ซื้อหนังมาฉายย่อมเป็นโอกาสที่จะดึงให้คนรับชมสถานีนานขึ้น แต่ต้นทุนก็ยังสูงอยู่ดีและต้องยอมรับว่าอาจตอบโจทย์ผู้ชมได้ไม่ทุกกลุ่มเพราะคาดเดาความต้องการยาก

ทั้งนี้ ในปีหน้าไอฟลิกซ์จะมีฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพื่อให้ระบบคัดกรองคอนเทนต์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครองที่ต้องการเปิดการ์ตูนให้ลูกดูและลดความเสี่ยงที่คอนเทนต์ไม่เกี่ยวข้องจะขึ้นฟีดมา หรือกลุ่มแฟนคลับซีรี่ส์เกาหลีก็เลือกรับชมละครที่นักแสดงที่ตนชื่นชอบได้อย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โมโน เทคโนโลยี ผู้ให้บริการโมโนแมกซ์ กล่าวว่า ด้วยคอนเทนต์ที่ฉายในช่องทางปกติยังคงมีเนื้อหาแบบเดิม ทำให้ลูกค้ามองหาบริการที่ตอบโจทย์มากกว่า รวมทั้งการหาจุดเด่นในการให้บริการของทั้งสถานีและแอพจะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าที่เป็นมัลติทาสก์ ไม่มองข้ามคอนเทนต์แบบทีวีปกติ

แม้ว่าในปัจจุบันคนไทยจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและภาพยนตร์ที่ถูกลิขสิทธิ์เยอะขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่าก็เอาของเถื่อนมาแชร์ให้เพื่อนคือน้ำใจ ดังนั้น ผู้ให้บริการต้องปรับตัวเองในการหาคอนเทนต์เจาะจงตามพฤติกรรม เชื่อว่าเงินค่าบริการที่ราคาไม่เกิน 200 บาท/เดือนนั้น ลูกค้ารับได้และน่าจะเปลี่ยนประสบการณ์ระยะยาวได้

ด้านตัวแทนจากเน็ตฟลิกซ์ ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งานวิดีโอออนดีมานด์ไว้ว่า คู่แข่งของการรับชมวิดีโอออนดีมานด์คือทุกอย่างที่อาจจะทำแทนที่การดูเน็ตฟลิกซ์ ไม่ว่าจะเป็น การอ่านหนังสือ เล่นเกม หรือแม้แต่ออกไปทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งเน็ตฟลิกซ์พยายามที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และคอนเทนต์ที่อยากให้ทุกคนได้ดู แทนการหาความบันเทิงรูปแบบอื่น

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและเข้าถึงคอนเทนต์ที่แต่ละคนชื่นชอบ เพื่อสร้างประสบการณ์การสตรีมมิ่งที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น เพิ่มภาพยนตร์และรายการใหม่ๆ ที่ผู้ชมชื่นชอบอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับเราว่าจะสามารถเอาชนะสิ่งที่ผู้ชมต้องการจะทำและทำให้หันมาดูเน็ตฟลิกซ์แทนได้หรือไม่

“แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ เราตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป” ตัวแทนจากเน็ตฟลิกซ์ กล่าว

ปัจจุบันเน็ตฟลิกซ์ มีสมาชิกกว่า 109 ล้านคนทั่วโลก โดย 50% ของสมาชิกอยู่นอกสหรัฐอเมริกา และเล็งเห็นความต้องการรับชมคอนเทนต์แบบวิดีโอออนดีมานด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เน็ตฟลิกซ์ได้รับความสนใจและเสียงตอบรับที่ดีมาก อีกทั้งยังเห็นว่าคนไทยชื่นชอบและสนใจคอนเทนต์

สำหรับกลยุทธ์ในปีหน้านั้น บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับคอนเทนต์และความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวขับเคลื่อนในการส่งมอบประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ชมในประเทศไทย

นอกจากนี้ เน็ตฟลิกซ์ ยังจะลงทุน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างคอนเทนต์ในปี 2561 โดยจะลงทุนด้านคอนเทนต์ที่เป็นสากลมากขึ้น ซึ่งรวมถึงคอนเทนต์จากประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน

ความพยายามสร้างจุดเด่น ลดราคา จับมือพาร์ตเนอร์ เป็นความพยายามในการงัดทุกกลยุทธ์เพื่อทิ้งห่างแผ่นผีซีดีเถื่อนและเว็บโหลดบิตให้ได้ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เอกชนเข้ามาช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์คนไทยให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ที่เหลือก็อยู่ที่ความคิดของผู้ใช้งานว่าจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใช้ของถูกลิขสิทธิ์ได้หรือยัง

‘ทีโอที’โอดคลื่น2300อืดทำสูญรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ธ.ค. 2560 เวลา 08:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/528231

'ทีโอที'โอดคลื่น2300อืดทำสูญรายได้

แจง กสทช.เพิ่มปมใช้คลื่น 2300 หวังได้รับความเข้าใจเร่งส่งบอร์ดกลั่นกรอง

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ทีโอทีได้เข้าชี้แจงต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับความคืบหน้าการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจาก กสทช.มีข้อสงสัยร่างการใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ประเด็นที่ได้ชี้แจงเพิ่มคือทีโอทีสามารถนำคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ มาให้บริการย่าน Broadband Wireless Access (BWA) ได้ทั้งแบบประจำที่ (Fixed) และแบบเคลื่อนที่ (Mobile) ซึ่งอ้างอิงจากเอกสารของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ซึ่งหลังจากนี้จะประสานงานกับ กสทช.เพื่อชี้แจงนอกรอบอีกครั้ง พร้อมกับส่งเอกสารทางเทคนิคเพิ่มเติม โดยทีโอทีหวังว่า กสทช.จะหมดข้อสงสัย และสามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ทันในวันที่ 8 ธ.ค. 2560 นี้

นายมนต์ชัย กล่าวว่า สำหรับรูปแบบธุรกิจทีโอทีจะเช่าอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคมบนคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ จากคู่ค้าคือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ซึ่ง โครงข่าย 40% ถูกแบ่งเป็น 2 บริการ ได้แก่ บริการบอรดแบนด์เคลื่อนที่ได้ (Mobile Broadband) และบริการบรอดแบนด์ไร้สายประจำที่ (Fixed Wireless Broadband) และโครงข่ายอีก 60% จะนำไปให้บริการร่วมกับ คู่ค้าในรูปแบบบริการข้ามโครงข่ายโทรทัพท์เคลื่อนที่ (Roaming)

นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจขายและบริการลูกค้าองค์กร บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีคาดหวังกับธุรกิจการให้บริการคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ร่วมกับคู่ค้าครั้งนี้มาก เนื่องจากสามารถพลิกฟื้นรายได้ ของทีโอทีจากขาดทุนเป็นกำไร ซึ่งกระบวนการดำเนินงานที่ล่าช้าในช่วงที่ผ่านมาทำให้สูญเสียรายได้เดือนละ 500 ล้านบาท จากธุรกิจที่คาดว่าจะลงนามสัญญาร่วมกับ คู่ค้าได้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 และให้บริการได้ในเดือน พ.ย. 2560 แต่ถึงอย่างไรยังคาดหวังว่าสามารถ ลงนามสัญญาได้ทันก่อนสิ้นปีนี้

สำหรับความคืบหน้ากรณีการเช่าใช้อุปกรณ์ของทีโอทีเพื่อขยายบริการคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท เอไอเอส ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจร่างสัญญาแล้ว ทีโอทีและเอไอเอสจะลงนามสัญญาฉบับจริงได้ในเดือน ธ.ค. 2560 นี้

เดินหน้าแบบอังกฤษ คิดแบบรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528342

เดินหน้าแบบอังกฤษ คิดแบบรอบด้าน

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา

ประเทศอังกฤษเป็นชาติที่ได้ขึ้นชื่อว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างให้กับโลกนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เราจะค้นพบว่าอังกฤษเคยคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ ระบบรางรถไฟ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ระบบการค้าเสรี เป็นต้น และหลายๆ อย่างก็ยังอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ แถมพัฒนาไปไกลกว่าเดิมอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้เรื่องราวการพัฒนาแบบอังกฤษในอดีตที่ประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะเขามีนักคิดและนักประดิษฐ์เก่งๆ นั่นเอง ประกอบกับการมีแร่เหล็กและถ่านหินปริมาณมาก จึงสามารถพัฒนาเครื่องจักรใหม่ๆ โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้ ตัวอย่างเช่น รถจักรไอน้ำ เครื่องจักรไอน้ำในโรงงานทอผ้า เป็นต้น นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนาระบบรางมาตั้งแต่ปี 1800 เป็นต้นมา ทำให้ทุกวันนี้การเดินทางด้วยรถไฟทั้งในลอนดอน อังกฤษ หรือแม้แต่เดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ก็แสนจะสะดวกสบาย

 

หากเราเดินทางออกจากลอนดอนขึ้นมาทางเหนือสักประมาณ 250 กิโลเมตร จะพบเมืองเล็กๆ ชื่อว่า Selby เป็นเมืองเงียบๆ บรรยากาศดี ผู้คนใช้ชีวิตกันสบายๆ แต่เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญคอยอยู่เบื้องหลังการพัฒนาของประเทศนี้มากมาย โดยย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา Selby เคยเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งแร่ที่สำคัญที่สุดคือถ่านหินเพราะเป็นเชื้อเพลิงหลักในสมัยนั้น ดังนั้นถ่านหินที่ผลิตได้จากที่นี่จะถูกขนส่งผ่านระบบรางเพื่อส่งต่อไปยังโรงไฟฟ้าอีกหลายโรง แม้ว่าทุกวันนี้เหมืองถ่านหินใน Selby ปิดไปแล้ว แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังอยู่ โดยนำเข้าถ่านหินมาจากต่างประเทศ

ถึงแม้ว่า Selby จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีข้าวของขายทุกอย่าง รวมทั้งร้านอาหารไทยด้วย รายได้หลักของ Selby ในปัจจุบันมาจากเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะว่าดินดี อากาศดี และน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ หากเราสังเกตเศรษฐกิจจากคุณภาพชีวิตของผู้คนจากจำนวนร้านค้าและธนาคารที่มีอยู่แล้ว ก็พอจะเดาได้เลยว่าเศรษฐกิจของ Selby ดีพอสมควรเลยทีเดียว

 

ที่ Selby มีสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นเสมือนแลนมาร์คของเมืองนี้ ดังนั้นใครที่มาจะต้องไปแวะชมคือโบสถ์ Selby Abbey สำหรับคนที่นี่แล้ว Selby Abbey เป็นมากกว่าศาสนสถานและเป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง เพราะว่านี่คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่ที่ผูกพันกันมารุ่นต่อรุ่นกว่า 900 ปีแล้ว สถาปัตยกรรมด้านในมีความงดงาม และให้ความรู้สึกสุขสงบเมื่อได้เข้ามาเยือน ประกอบกับการได้พบเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของคนพื้นเมืองผู้สูงวัยหลายๆ ท่าน ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่าทำไมคนที่นี่เขาถึงเข้าโบสถ์กันแทบทุกวัน

จากโบสถ์ Selby Abbey หากทอดสายตาออกไปไม่ไกลมากนัก จะมองเห็นแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญและทำให้เมืองนี้เคยมีอุตสาหกรรมต่อเรือ นอกจากการทำเหมืองแร่ในอดีตแล้ว เมืองเล็กๆ แห่งนี้จึงเคยมีรายได้จากอุตสาหกรรมการต่อเรืออีกด้วย แม่น้ำสายนี้ เรียกว่า River Ouse ไหลตรงไปยังชุมชนเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า Drax เป็นเมืองที่อยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์การพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มาโดยตลอด ปัจจุบันคือโฉมหน้าใหม่ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 500 คน แต่คนที่นี่ก็มีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างดี เพราะมีงาน มีรายได้จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนชื่อว่า Drax Power Station ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีบทบาท สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของอังกฤษ

 

จากการค้นพบเหมืองถ่านหินที่ Selby ในปี 1967 นั่นเอง จึงทำให้รัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นที่ Drax และบริเวณใกล้เคียงอีกหลายแห่ง โรงไฟฟ้าโรงแรกเริ่มส่งไฟฟ้าได้ในปี 1974 ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยที่สุดในประเทศเลยทีเดียว จากนั้นก็พัฒนาและเพิ่มจำนวนโรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในปี 1986 เมื่อเทคโนโลยีในยุคนั้นพัฒนามากขึ้น ทางโรงไฟฟ้าก็ติดตั้งระบบดักจับมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ในปี 1995 โรงไฟฟ้า Drax ได้ชื่อว่าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่สะอาดที่สุดในอังกฤษ ยิ่งปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีก้าวไกลยิ่งกว่าเดิมมาก คนที่นี่จึงไม่ค่อยกังวลใจเรื่องมลภาวะกันเพราะภาพของท้องฟ้าใส ใบไม้เขียวชอุ่ม ภาพผู้คนทำการเกษตรและใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในชุมชนที่ห่างจากรั้วของโรงไฟฟ้าเพียงไม่กี่สิบเมตร ก็บอกใบ้เรื่องราวได้เป็นอย่างดีแล้ว

ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นของคนในชุมชน อาจจะมาจากความรู้เท่าทันเทคโนโลยี หรืออาจมาจากความเชื่อถือในกลไกการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลก็ตามที แต่ที่แน่ๆ คือเราได้เห็นว่าคนที่นี่เขาอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้โดยปราศจากความขัดแย้ง ทุกวันนี้โรงไฟฟ้า Drax Power Station ไม่ได้ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แล้วหันไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ดังนั้น โรงไฟฟ้า Drax จึงต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้เชื้อเพลิงอื่นในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วย

 

อังกฤษมักแสดงบทบาทความเป็นผู้นำโลกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมประเทศนี้ให้ความสำคัญเรื่องของการลดโลกร้อนอย่างมาก โดยนโยบายที่ออกมาก็จะเป็นเรื่องของพลังงานเป็นส่วนใหญ่ พ.ร.บ.ลดโลกร้อนปี 2008 ของอังกฤษตั้งเป้าว่าต้องลดคาร์บอนให้ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดของอังกฤษเมื่อปี 1990 คือประมาณ 592 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือถ้าจะเปรียบเทียบขนาดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบชัดๆ แล้วละก็ ขอให้นึกถึงรถเมล์ 2 ชั้นของอังกฤษวางเรียงกัน 592 คัน โดยรัฐบาลใช้มาตรการหลายๆ กลไกลควบคู่กันไป เช่น กำหนดให้บริษัทผู้บริการไฟฟ้าจะต้องใช้ไฟฟ้าโดยสัดส่วนหนึ่งต้องได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังมีการการันตีรายได้ให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดคาร์บอนต่ำ กลไกเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่อังกฤษไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มแต่กลับหันไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทน

ผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมต้องปรับตัวรวมถึงโรงไฟฟ้า Drax ซึ่งมีแนวคิดจะนำเชื้อเพลิงชีวมวลมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทน เพราะเชื้อเพลิงชีวมวลจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ แต่การที่จะทำให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีเชื้อเพลิงชีวมวลที่มากพอ ซึ่งไม่สามารถหาได้ในประเทศนี้ เขาจึงค้นหาแหล่งผลิตในต่างประเทศจนพบว่าในอเมริกาเหนือมีของเหลือจากอุตสาหกรรมป่าไม้มากพอที่จะใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งได้ บริษัทจึงไปตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งที่โน่น แล้วขนส่งกลับมายังโรงไฟฟ้าที่นี่ และกลายเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียวที่มีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลได้อย่างแท้จริง

 

ทุกวันนี้แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอื่นๆ จะพยายามปรับตัวให้ได้เหมือน Drax แต่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้เงินทุนมหาศาลและที่สำคัญคือต้องมีแหล่งผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลปริมาณมหาศาลเป็นของตนเอง เรื่องของพลังงานนี้บางทีก็ซับซ้อนเหมือนกัน แต่ถ้าหากเราอยากมีการพัฒนาก็เป็นเรื่องที่เราควรรู้เพราะอังกฤษประสบความสำเร็จมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากพลังงานตั้งแต่พลังงานจากไอน้ำในอดีตพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน สมดังคำที่ว่า “ไร้ซึ่งพลังงาน การพัฒนาไม่เกิด” หรือ “ไร้ซึ่งพลังงานที่มั่นคง การพัฒนาก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน” นั่นเอง

สัปดาห์นี้ท่านสามารถติดตามชม เรื่องราวของเดินหน้าแบบอังกฤษ คิดแบบรอบด้านนี้ได้ผ่านรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์นี้ เวลา 20.55 น. ทาง ททบ.5

 

4 คุณประโยชน์ของวิตามินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528093

4 คุณประโยชน์ของวิตามินดี

วิตามินดีที่มีอยู่ในแสงแดดที่เราเผชิญกันทุกวัน มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายประการ

หลายๆ คนมักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะกลัวผิวเสีย จริงอยู่ที่ว่าแสงแดดมีส่วนทำร้ายผิวของเราให้หมองคล้ำ แต่อีกมุมหนึ่ง แสงแดดก็มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) แต่ปัจจุบันพฤติกรรมคนเมือง หรือคนวัยทำงาน มักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด นิยมออกกำลังกายในที่ร่ม จึงลดการดูดซึมวิตามินดีลงไปมาก ทั้งที่จริงแล้ววิตามินดีนั้นก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

1. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

2. ชะลอการเกิดริ้วรอย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อ

3. ลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

4. ระดับวิตามินดีสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ รวมถึงมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยเช่นกัน

4 วิธีนั่งให้ห่างไกลโรคกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 11:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528071

4 วิธีนั่งให้ห่างไกลโรคกระดูก

ท่านั่งที่ถูกต้องจะช่วยให้ห่างไกลโรคกระดูกได้

เรื่องสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจดูแล ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งโรคเกี่ยวกับกระดูก สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน ซึ่งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่าง การนั่งนานๆ หรือท่านั่ง ก็มีส่วนต่อโรคกระดูกเช่นเดียวกัน

1. ปรับท่านั่งให้ถูกต้องด้วยการนั่งพิงพนัก โดยเฉพาะเก้าอี้ที่มีรูปทรงตามกระดูกสันหลัง ต้องนั่งให้ชิด หลังสัมผัสพนัก คอตั้งตรง ทิ้งไหล่ให้สบาย งอศอกและเข่าพอประมาณ ไม่เหยียดตรงเกินไป

2. การวางเท้า ควรให้เท้าสัมผัสพื้นทั้งฝ่าเท้า ถ้าเท้าลอยควรหาที่รองเท้าขณะนั่งให้พอดี

3. ลุกขึ้นยืดหรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระดูก และร่างกาย ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยทุกสองชั่วโมง

4. ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการนั่ง เช่น การนั่งไม่เต็มเก้าอี้ การนั่งไขว้ห้าง เพราะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกระดูกที่จะมีตามมา