เมื่อวัดบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528051

เมื่อวัดบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเข้า

วัดในประเทศไทยเรามีประมาณ 4 หมื่นวัด แต่สังเกตหรือไม่ว่า ทุกวันนี้คนไม่ค่อยเข้าวัดกัน หรือเข้าวัดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แบบว่านานๆ เข้าที จนหลายวัดดูสภาพเหมือนวัดร้างเข้าไปทุกวันๆ แล้วการที่คนเข้าวัดนั้น ส่วนใหญ่ถ้าไม่ไปงานบวชก็งานศพ หรือไปในเวลามีเทศกาลสำคัญๆ เช่น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทยที่วัดจัดงานขึ้นมา เป็นต้น

ทำไมคนไม่ค่อยเข้าวัด?

บางคนอาจบอกว่า ก็วัดไม่มีอะไรให้ทำนี่ เช่น กิจกรรมปฏิบัติธรรมที่ทุกวัดควรต้องมี แต่มีเฉพาะบางวัดและมีจำนวนน้อยมากที่จัดกิจกรรมนี้เป็นหลัก ซึ่งประชาชนไปวัดตอนไหนก็สามารถเข้าไปปฏิบัติได้ ทำให้หลายคนไม่เข้าวัดแต่เลือกไปสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ ของเอกชน หรือมูลนิธิต่างๆ แทน เพราะคิดว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมของตัวเอง

บางคนอาจมองว่า พื้นที่วัดกลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว ทั้งไม่สะอาด ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพื้นที่สีเขียว เข้าไปก็ร้อน สู้ไปห้างดีกว่าเย็นสบาย บางวัดสิ่งปลูกสร้างก็ใช้วัสดุไม่เข้ากับความเป็นวัด ซ้ำไปทำลายคุณค่าและสร้างทัศนะอุจาดให้วัด บางวัดก็เป็นพุทธพาณิชย์จนแทบหาคุณค่าของวัดที่แท้จริง คือ เป็นที่พึ่งและพัฒนาจิตใจประชาชนไม่มี เห็นมีแต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ทางสังคม เช่น เป็นที่เผาศพสวดศพแค่นั้น แต่หน้าที่ที่เป็นแก่นแท้ของวัดแทบไม่มีให้เห็น

วัดบันดาลใจ

ประมาณ 3 ปีมานี้ได้เกิดโครงการหนึ่งชื่อ “วัดบันดาลใจ” ขึ้นมา แล้วโครงการที่ว่านี้ก็กำลังช่วยพลิกฟื้นความเป็นวัดที่แท้จริงกลับมา ด้วยการออกแบบวัดใหม่ ให้เป็นรมณียสถานด้วยการปรับพื้นที่กายภาพของวัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจ และสร้างกิจกรรมในวัดให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาและจิตใจของประชาชน

โครงการวัดบันดาลใจเกิดจากมุมมองและความคิดริเริ่มของ “ธีรพล นิยม” ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ที่มองเห็นความเปลี่ยนไปของวัดที่เมื่อก่อนวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านเวลามีงานบุญ งานหลวง งานราษฎร์ วัดคือที่พบปะหารือ ส่วนเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดก็เป็นขวัญกำลังใจและชี้นำทางสติปัญญา แต่ปัจจุบันบทบาทของวัดเริ่มถดถอยลงมาก บางวัดแทบไม่มีเลย ทำให้คนไม่ค่อยเข้าวัด ที่น่าห่วงหลายวัดกลายเป็นพุทธพาณิชย์ไป

“ความที่ผมเป็นสถาปนิก ทำยังไงจะพลิกฟื้นความเป็นวัดที่แท้จริงกลับคืนมา ก็เชื่อว่าการปรับพื้นที่กายภาพของวัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างกิจกรรมต่างๆ ในวัดให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาและจิตวิญญาณ ซึ่งในด้านกายภาพต้องอาศัยสถาปนิกมาช่วยในการออกแบบวัด ผมจึงชักชวนสถาปนิก วิศวกร สมาคมสถาปนิกสยามฯ สมาคมภูมิสถาปนิกฯ วิศวกรรมสถาน และบริษัทสถาปนิกต่างๆ มาเป็นอาสาสมัครเครือข่ายช่วยกันออกแบบให้กับวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ในด้านจิตวิญญาณก็เชิญมูลนิธิหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาสฯ ที่เก่งในเรื่องกิจกรรมเข้ามาช่วยในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในวัด และได้ กสทช.มาช่วยในด้านไอที ซึ่งโครงการนี้ได้ทุนสนับสนุนโครงการจาก สสส.”

9 วัดนำร่อง

หลักในการทำงานของโครงการคือ เริ่มต้นด้วยการทำวัดนำร่องที่มีความพร้อมที่ต้องการให้ไปออกจริงๆ 9 วัดในปีแรก ประกอบด้วย วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ วัดนางชี กรุงเทพฯ ฝั่งธน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี วัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา วัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ วัดศรีทวี จ.นครศรีธรรมราช วัดป่าโนนกุดหล่ม จ.ศรีสะเกษ และวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่น่าเชื่อว่าปีแรกจะมีวัดสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

“ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วอันเป็นปีแรกของโครงการ เราต้องการแค่ 9 วัดนำร่องเท่านั้น แต่พอจัดสัมมนาแนะนำโครงการครั้งแรกเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้กันในระหว่างอาสาสมัคร สถาปนิก ผู้ทำกิจกรรมและวัดต่างๆ ปรากฏมีวัดเข้าร่วมสัมมนา 200 วัดรวมวัดในต่างประเทศด้วย และมี 100 กว่าวัดที่ต้องการให้เราออกแบบให้ แต่รับทั้งหมดไม่ไหวจึงเลือกมา 31 วัด เนื่องจากมีสถาปนิกประมาณ 40 คนก็แบ่งกันไปออกแบบแต่ละวัด ทำควบคู่ไปกับวัดนำร่องของโครงการ 9 วัด รวม 40 วัด”

ธีรพล กล่าวว่า สามปีที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครที่เป็นสถาปนิก ภูมิสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบมืออาชีพ และคนจัดกิจกรรมมาช่วยพัฒนาวัด และจากการทำงานอย่างต่อเนื่องนี้โครงการได้รวบรวมความรู้มาจัดตั้งเป็น Knowledge Center เพื่อให้คำแนะนำกับวัดอื่นๆ ที่สนใจพัฒนาตามแนวทางวัดบันดาลใจสามารถเริ่มได้ด้วยตัวเอง และหวังว่าองค์กรสงฆ์จะเห็นคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ และสนับสนุนให้วัดต่างๆ มีทิศทางการพัฒนาที่เกื้อกูลชีวิตของผู้คน

“ผมอยากให้ผู้คนลองจินตนาการดูว่า วัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอยู่ 1,300 แห่ง ถ้าแต่ละวัดมีพื้นที่สัก 5 ไร่ หากปรับเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้ร่มรื่น เราจะได้ปอดของกรุงเทพฯ ถึง 6,500 ไร่ เหมือนมีสวนลุมพินีเพิ่มมา 20 แห่ง ส่วนการเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและจิตใจนั้นก็คงขึ้นกับคุณภาพของพระสงฆ์ในแต่ละวัดซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไปตามเหตุปัจจัย” ผู้ริเริ่มโครงการชวนคิด

วัดสุทธิวราราม โฉมใหม่ได้ใจทุกคน

หากใครไปวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ (1 ใน 9 วัดนำร่องโครงการวัดบันดาลใจ) ในเวลานี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายในทางที่สร้างสรรค์เป็นที่จรรโลงจิต วัดมีความร่มรื่น น่าเข้าไปอย่างยิ่ง แต่ถ้าให้นึกย้อนภาพวัดสุทธิฯ ที่ผ่านมา คนจะมองเลยว่าไม่มีอะไรนอกจากงานศพ สวดศพทุกวัน และไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรที่ประชาชนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ลานวัดก็เป็นลานจอดรถ ไม่มีพื้นที่สีเขียว มีแต่ลานปูน กำแพงโบสถ์ก็กินพื้นที่วัดจากวัดที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบหนักเข้าไปอีก

ทว่า พอได้เจ้าอาวาสที่มีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกลอย่าง พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วัดสุทธิฯ จึงเปลี่ยนไปและมีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านกายภาพ เนื่องจากมีการปรับพื้นที่วัดให้มีพื้นที่สีเขียว และในด้านกิจกรรมก็มีกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ให้นักเรียน ชุมชน และประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมได้ตลอด

พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวว่า วัดในเมืองส่วนใหญ่ก็จะเห็นสภาพอันหนาแน่นของตึก อาคาร ร้านค้า ลานจอดรถ วัดสุทธิวรารามก็เช่นกันในช่วงแรกมีพื้นที่สาธารณะน้อย ทางวัดจึงคิดว่าน่าจะสร้างวัดให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของสังคมขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยโบสถ์ ศาลาการเปรียญที่มีอยู่มาปรับผังภูมิทัศน์ขึ้นใหม่ โดยหลักคิดในการพัฒนาวัดเพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้สะอาดร่มรื่น สวยงาม เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการเรียนรู้ และการเข้ามาพัฒนาจิตใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย

กิรินทร์ ตั้งเลิศปัญญา ภูมิสถาปนิกอาสาวัดสุทธิวราราม จากบริษัท ฉมา โซเอ็น เล่าถึงการออกแบบว่า จากการที่พูดคุยกับเจ้าอาวาส ท่านต้องการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นสวนกลางเมืองและพื้นที่การเรียนรู้ เนื่องจากเห็นว่าผู้คนในละแวกถนนเจริญกรุงไม่มีพื้นที่สาธารณะ ถ้าได้เข้ามาใช้ในวัดที่ร่มรื่นก็เป็นเรื่องดี แต่การที่จะทำอย่างนั้นได้ต้องปรับพื้นที่รอบอุโบสถ

“โบสถ์วัดสุทธิฯ จะอยู่ตั้งตรงกลางวัด มีพื้นที่โล่งทั้งซ้ายและขวา แต่เมื่อก่อนจะมีศาลาสวดศพ และกุฏิ 1 หลังขวางพื้นที่ท่านก็ให้รื้อออก แล้วทุบกำแพงแก้ว (กำแพงรอบโบสถ์) ออกเพื่อให้ออกแบบพื้นที่สวนโดยรอบอุโบสถได้ ในการออกแบบเราได้เสนอท่านเป็น 3 เฟส เพราะความตั้งใจของท่านต้องการเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมด แต่เนื่องจากพื้นที่วัดปัจจุบันเป็นที่จอดรถทั้งหมด ถ้าจะเปลี่ยนทันทีไม่มีพื้นที่จอดรถเลยคนคงจะไม่เห็นด้วย ก็เลยออกแบบเป็นที่สีเขียวและเป็นที่จอดรถด้วย

ท่านบอกอีกว่าเฟสต่อไปจะทำพื้นที่อีกฝั่งของวัดเป็นพื้นที่สวน และในอนาคตถ้าสามารถทำพื้นที่วัดฝั่งตรงข้ามเป็นโรงพยาบาลสงฆ์ได้ก็จะทำพื้นที่ในวัดทั้งหมดเป็นพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกันก็จะเอาที่จอดรถย้ายไปอยู่อีกฝั่งด้วย ดังนั้นจึงพยายามเสนอท่านเป็น 3 เฟสโดยไม่ให้กระเทือนคนในชุมชน และให้ชุมชนค่อยๆ เรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้วัดก็ได้สวนสีเขียว”

ศูนย์การเรียนรู้ในวัด

นอกจากสร้างสวนสีเขียวในวัดแล้ว ยังได้ทำศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม เพื่อให้นักเรียน ประชาชนทั่วไป หน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งชุมชนได้เข้ามาใช้ร่วมกันอีกด้วย ในการนี้ก็ได้อาสาสมัครด้านกิจกรรมของโครงการมาร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องของการออกแบบกิจกรรม เช่น กิจกรรมดูหนังตามหาแก่นธรรม เป็นต้น

พระมหาพร้อมพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม วัดสุทธิวรารามเล่าว่า อย่างกิจกรรมตักบาตรคนเมืองที่จัดทุกวันเสาร์แรกของเดือนนั้น ในเย็นวันศุกร์จิตอาสาที่เป็นนักเรียนจะมาช่วยเตรียมของ วันรุ่งขึ้นก็ชวนผู้ปกครองมาตักบาตร เสร็จงานนั่งกินข้าวร่วมกัน เป็นภาพที่น่ารัก จากคนเข้าร่วมหลักสิบปัจจุบันหลักร้อย ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุรอบๆ วัด คนมาก็หลากหลาย บางคนรู้ข่าวจากโซเชียลมีเดีย วัดไม่ได้มองคำว่าชุมชนต้องเป็นคนรอบๆ วัดเท่านั้น และหลังจากเปิดให้บริการ แต่ละวันมีเด็กๆ จำนวนหนึ่งมาใช้ศูนย์การเรียนรู้ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ รอพ่อแม่มารับ

“บางครั้งเกิดบทสนทนากับพระอาจารย์ สงสัยอะไรก็ไม่ได้ตอบด้วยธรรมะจ๋า ตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันรับตำแหน่ง ท่านพูดชัดว่าจะขับเคลื่อนวัดไปในทิศทาง 3 ด้าน คือ เน้นกายภาพให้มีความสะอาดร่มรื่น พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนและชุมชน และพัฒนาด้านจิตปัญญา ตอนนี้เราทำด้านกายภาพแล้ว ทำศูนย์การเรียนรู้แล้ว

ต่อไปด้านจิตตปัญญาเรากำลังทำอยู่ โดยเจ้าอาวาสท่านให้ความสำคัญกับงานศิลปะและต้องการให้งานพุทธศิลป์เป็นเครื่องสื่อสารธรรมะให้กับประชาชน จะเห็นว่า ในโบสถ์ทั้งชั้น 1 ชั้น 2 ท่านได้ให้ศิลปินชื่อดังมาวาดภาพปริศนาธรรมต่างๆ เพื่อให้คนได้มาศึกษาเรียนรู้ อย่าลืมว่า ภาพหนึ่งภาพอธิบายได้ร้อยพันความหมาย” พระมหาพร้อมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าทุกวัดโดยเจ้าอาวาสมีวิสัยทัศน์ พร้อมที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเชื่อเหลือเกินว่าบทบาทและบรรยากาศของวัดจริงๆ จะกลับมา พระได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ชาวบ้านก็จะเข้าวัดด้วยความศรัทธา มิใช่สักแต่เข้าไป เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4 วิธีที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 17:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527922

4 วิธีที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข

การปรับความคิดและทัศนคติเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น

หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศบางส่วน พอทำงานไปเรื่อยๆ เข้า ก็เริ่มไม่อยากตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน ต้องมาทนกับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน รู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด สุขภาพจิตเสีย เพื่อนร่วมงานบางคนไม่ให้ความร่วมมือ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ถ้าใครมีความรู้สึกแบบนี้แสดงว่ากำลังเริ่มเบื่องานเข้าแล้ว ดังนั้นควรหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

1. ปรับทัศนคติให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร เพราะอะไรหัวหน้าถึงไว้วางใจให้เราทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะคนๆ เดียว และจะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

2. ความเบื่องานย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวาความสนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก

3. เชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่ควรบ่นในเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุยกับเพื่อนหรือใครก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ

4. ถ้ามีงานเยอะล้นมือก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นๆ ได้ และยิ่งสร้างความปวดหัว หรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิม เมื่อจัดงานได้บางส่วน หรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง

4 วิธีถนอมดวงตาจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 16:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527915

4 วิธีถนอมดวงตาจากแสงแดด

แสงแดดจ้านอกจากจะทำร้ายผิวแล้ว อาจมีส่วนทำร้ายดวงตาของเราได้ด้วยเช่นกัน

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยมี 3 ฤดู ร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ แสงแดดเมืองไทยก็ไม่มีวี่แววว่าจะลดลง ยังคงร้อนเสมอต้นเสมอปลาย และแสงแดดจ้านี้เอง นอกจากจะทำร้ายให้ผิวคล้ำเสียแล้ว ยังอาจมีส่วนทำร้ายดวงตาของเราได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรหมั่นใส่ใจดูแล และป้องกันดวงตาจากความเสี่ยงเหล่านั้น

1. เลี่ยงแสงแดดจ้า – ความร้อนจากแสงแดด ส่งผลให้หลายๆ คนเกิดอาการตาแห้ง โดยเฉพาะผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์ มักเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ควรใส่ใจดูแลดวงตาให้มากขึ้น โดยหมั่นกะพริบตาบ่อยๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ดวงตา ใช้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจ้า และเลี่ยงการใช้สายตาเพ่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ จนทำให้เกิดอาการตาล้า

2. สวมแว่นกันแดด – แสงแดดจ้าสามารถส่งผลต่อดวงตา ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาเสื่อม จึงควรสวมแว่นตากันแดดเพื่อถนอมดวงตา ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดดจ้า ฝุ่นควันและลม ควรเลือกแว่นกันแดดที่มีประสิทธิภาพและมีค่าการปกป้องยูวี

3. บำรุงสายตา – การใช้สายตาอย่างหนักส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการอ่อนล้า กระจกตาไม่แข็งแรง จึงควรดูแลสายตาด้วยการเลือกกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อย่างวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา เช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ฟักทอง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

4. พบจักษุแพทย์ – สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาทั้งหลาย ควรหมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสายตาอย่างสม่ำเสมอทุกปี และผู้ที่ใช้สายตาในการทำงานเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการผิดปกติกับดวงตาอย่านิ่งนอนใจ หมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตา ขอรับคำแนะนำ และดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงอยู่เสมอ

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527902

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ผลไม้ไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อน และทำให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายได้

ช่วงกลางสัปดาห์แบบนี้ หลายคนอาจจะง่วงๆ เหนื่อยๆ รู้สึกล้า ไม่สดชื่น บางคนอาจจะเลือกไปจิบกาแฟ เอาคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกทางเรื่องอย่าง น้ำผลไม้ ที่จะช่วยดับร้อน และทำให้เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์ต่างๆ จากวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้อีกด้วย

1. มะพร้าว – มะพร้าวน้ำหอม ช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งยังให้ประโยชน์จากแร่ธาตุทั้งหลาย มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ พร้อมด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเลือกดื่มแบบสดๆ หรือเป็นเมนูน้ำมะพร้าวปั่น ก็จะช่วยลดดีกรีความร้อนแรงได้

2. แตงโม – ด้วยความที่แตงโมเป็นผลไม้ให้น้ำมาก หากได้กินแตงโมหรือดื่มน้ำแตงโมแช่เย็น สามารถช่วยเรียกคืนความสดชื่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดอาการไอ เพิ่มความชุ่มคอ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และที่สำคัญสีแดงที่อยู่ในแตงโมยังมีสารเบต้าแคโรทีนอีกด้วย

3. ส้ม – จะเลือกดื่มน้ำส้มคั้นสดๆ สักแก้ว หรือกินทั้งผล ก็อร่อยสดชื่นได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน ที่สำคัญส้มไม่ได้มีดีแค่วิตามินซีสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินเอ บี ดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกากใยที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

4. มะม่วง – น้ำมะม่วงปั่นสดๆ หวานฉ่ำ ชื่นใจ นอกจากจะช่วยให้สดชื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังช่วยดับกระหาย ละลายเสมหะ แก้อาการไอ แล้วยิ่งเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ ก็เป็นผลไม้อีกชนิดที่มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินอีที่สูงมาก

4 มุมมองที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 14:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527893

4 มุมมองที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น

ความอ่อนแอมีอยู่ลึกๆ ในใจทุกคน แต่สามารถทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยการปรับมุมมองบางอย่าง

ไม่มีใครที่จะเข้มแข็งได้ตลอดเวลา ทุกคนต่างมีปัญหามากมายกันอยู่ในใจลึกๆ และหลายครั้งที่เราจัดการกับปัญหาเหล่านั้น อาจจะทำให้จิตใจอ่อนแอลงได้ จึงต้องมีวิธีปรับมุมมองเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อดึงจิตใจที่อ่อนแอให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตยังต้องก้าวต่อไปข้างหน้าเสมอ

1. ไม่ยอมแพ้ – มีประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีความล้มเหลว แต่คนที่จิตใจแข็งแกร่งใช้ความล้มเหลวเป็นโอกาสที่จะเติบโตและปรับปรุง พวกเขามีความยินดีที่จะพยายามจนกว่าจะได้รับในสิ่งที่หวัง โดยไม่มีการยอมแพ้แม้ในวันที่เหนื่อยล้า

2. ไม่ยึดติดกับอดีต – คนที่จิตใจแข็งแกร่งไม่ต้องเสียเวลาติดอยู่ในอดีตที่ผ่านมา และหวังสิ่งที่อาจจะแตกต่างกัน ให้ยอมรับอดีตที่ผ่านมาและเรียนรู้จากมัน แต่ไม่ได้ยึดติดและคิดวนไปวนมากับมัน ดำเนินชีวิตต่อโดยใช้อดีตเป็นบทเรียน และไม่เสียพลังงานกับเรื่องเก่าๆ ที่กลับไปแก้ไขไม่ได้

3. ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียว – คนที่จิตใจแข็งแกร่งสามารถอยู่คนเดียวได้ และไม่กลัวความเงียบ ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียวกับความคิดของพวกเขา สามารถใช้เวลาช่วงที่ไม่มีใครทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล สนุกกับการใช้เวลากับตัวเอง เพราะความสุขของพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นๆ

4. ไม่คาดหวังผลว่าจะต้องได้ในทันที – ไม่ว่าจะทำงาน ดูแลสุขภาพ หรือได้รับธุรกิจใหม่ ไม่ควรคาดหวังผลว่าต้องได้เดี๋ยวนั้นทันที แต่ให้ใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะอย่างดีที่สุด โดยมีความเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายๆ

5 วิธีใช้คอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527863

5 วิธีใช้คอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

การใช้คอนแทคเลนส์ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาหากใช้อย่างถูกวิธี

ทุกวันนี้หลายคนมักมีปัญหาเกี่ยวกับสายตามากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานดวงตาค่อนข้างหนัก ทำให้หลายคนต้องหันมาสวมแว่นสายตากัน แต่ทุกวันนี้หลายๆ คนที่มีปัญหาด้านสายตา ก็หันมาใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความคล่องตัวในการใช้ชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งการจะสวมใส่คอนแทคเลนส์นั้น ต้องใช้งานอย่างถูกวิธี เพื่อให้ไม่เกิดอันตรายต่อดวงตา

1. ดูแลรักษาความสะอาด – ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ และล้างด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ให้สะอาดทุกครั้งก่อนเก็บแช่ในตลับ

2. ไม่ใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป – ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน และห้ามใส่นอนเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดวงตาขาดออกซิเจน ตาแห้ง และอาจเกิดอันตรายต่อดวงตาได้

3. ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น – คอนแทคเลนส์เป็นของใช้ส่วนบุคคล ห้ามใช้ร่วมกับผู้อื่น หรือใช้คอนแทคเลนส์มือสองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการแพร่เชื้อโรคสู่กันได้ง่าย ซึ่งเสี่ยงต่อดวงตาอักเสบ ติดเชื้อ และตาบอดได้

4. เลือกคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตราฐาน – ควรเลือกซื้อคอนแทคเลนส์จากร้านที่ได้มาตราฐาน คำนึกถึงคุณภาพเป็นสำคัญ นอกจากนั้นอาจเลือกคอนแทคเลนส์ที่มีค่าอุ้มน้ำเยอะๆ เพื่อให้สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ตลอดทั้งวัน

5. ใช้น้ำตาเทียม – ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ควรพกน้ำตาเทียมติดกระเป๋าไว้บ้าง เพื่อใช้ในยามที่ตาแห้ง จะได้ไม่ระคายเคืองดวงตา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรฝืนใส่นานจนเกินไป หากมีอาการตาแดงหรือระคายเคืองมากๆ ก็ควรถอดออกมาล้างก่อน เพราะอาจมีฝุ่นผงเข้าไปติดในคอนแทคเลนส์ได้

ปลุกปั้นนักวิทยาศาสตร์ ฟูมฟักเด็กเพื่ออนาคตเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527844

ปลุกปั้นนักวิทยาศาสตร์ ฟูมฟักเด็กเพื่ออนาคตเมืองไทย

ผ่านไปถึง 7 ปีเต็ม ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โดยได้ขยายผลสู่กว่า 16,605 โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น 230 แห่ง โดยมีกิจกรรมอบรมครู พัฒนาสื่อการเรียนการสอน

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย จะมุ่งวางรากฐานการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์โดยส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้กิจกรรมและประสบการณ์ในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ฝึกให้เด็กสังเกต รู้จักการตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และทรัพยากรที่มีคุณภาพ

รวมถึงการสร้างผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น ที่ช่วยผลักดันให้โรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ด้วยการพัฒนาครูด้านเทคนิคการสอนด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ความเป็นมาของโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้คณะกรรมการนำไปพิจารณาริเริ่มดำเนินการนำร่องในประเทศไทย โดยได้ทอดพระเนตรตัวอย่างโครงการนี้ คราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2552

คณะกรรมการโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จึงได้ติดต่อกับมูลนิธิ Haus der kleinen Forscher โดยการประสานงานของ Thomas Tillmann เพื่อขออนุญาตนำกิจกรรมนี้มาทดลองทำในประเทศไทย เพราะการประเมินผลนานาของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme forInternational Student Assessment หรือ PISA) พบว่าความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่จะร่วมมือขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

งานวิจัยยืนยันว่า ประเทศไทยควรสร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี) เพราะเป็นช่วงอายุที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำมากที่สุด ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมาตั้งแต่ปี 2553

อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูคือ กลไกสำคัญ

เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครู “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เครือข่าย สวทช.”

หลังการติดตามประเมินผลการใช้ชุดสื่อความลับของพืช ซึ่งเป็นหลักสูตรแนวทางการจัดกิจกรรมและประเมินทักษะการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย แก่คณะครูกว่า 40 ท่านจาก 18 โรงเรียนในเครือข่ายจังหวัดปทุมธานี

ฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยการนำเสนอผลการติดตามประเมินการใช้ชุดสื่อความลับของพืช ที่พัฒนาขึ้นโดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ (AYS) สวทช. เพื่อให้คณะครูและผู้ประเมินได้ร่วมกันพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงผลของการนำชุดสื่อการเรียนรู้ดังกล่าว ไปใช้ในชั้นเรียนเพื่อเสริมทักษะกระบวนการสืบเสาะให้กับนักเรียนระดับปฐมวัยหรือน้องๆ ในระดับอนุบาล เพื่อให้คุณครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

จากนั้นเป็นการนำเสนอตัวอย่างรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้จากตัวแทนโรงเรียน 3 แห่งในเขตจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ 1) โรงเรียนบีคอนเฮาส์ แย้มสอาดรังสิต กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยนำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ไปแทรกในหน่วยการเรียนรู้หลัก 2) โรงเรียนอนุบาลดวงตะวัน กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มเติมจากหน่วยการเรียนรู้ และ 3) โรงเรียนเฟื่องฟ้าวิทยา กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการที่ต่อยอดเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์

คณะครูผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการทุกท่าน ได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อค้นหาแนวทางการใช้คำถามและการจัดกิจกรรมที่จะสามารถนำเข้าสู่คำถามหลักและกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อตอบคำถามหลักและต่อยอดสู่คำถามใหม่ เช่น การให้ความสำคัญกับคำถามแต่ละประเภทและวิธีการถามคำถามที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่นำไปสู่การสังเกต การอธิบาย การทำนายและสร้างสมมติฐาน และการออกแบบการทดลองและควบคุมตัวแปร เป็นต้น

การซักถามด้วยคำถามชนิดต่างๆ จะกระตุ้นและฝึกให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ได้ ต่อด้วยการร่วมกันฝึกทักษะและพัฒนากิจกรรมทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ด้านการสังเกต การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และการควบคุมตัวแปร หรือปัจจัยในการทดลอง อาทิ ทักษะการใช้แว่นขยาย ทักษะการใช้หลอดหยด ซึ่งจะได้ฝึกทักษะการสังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน เป็นต้น

ตลอดจนกิจกรรมแนะนำแนวทางการบันทึกผลการทดลอง/ผลการสำรวจตรวจสอบ และการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ของเด็กปฐมวัย เพื่อให้คุณครูทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับนักเรียนตัวน้อยๆ ในโรงเรียนต่อไป

นับว่าเป็นการสานพลังขับเคลื่อนครูได้นำไปใช้กับเด็กนักเรียนของตัวเองต่อไป

ทำความรู้จัก “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย”

ฤทัย จงสฤษดิ์ ได้เคยบรรยายเรื่อง บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ในการสัมมนาเรื่อง “สานต่อโครงการไอทีตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเยาวชนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21” ตัวโครงการและแนวคิดของโครงการ โดยนำตัวกิจกรรมจากเยอรมนีนำมาขยายผลตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งตอนนี้ก็ขยายไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศไทย

“มีหลักสูตรจากเยอรมนีและหลักสูตรที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้นมา จึงมีการอบรมครูอนุบาล โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยไม่ว่าจะเป็นที่ไทยหรือเยอรมนีจะคล้ายๆ กันคือ สิ่งแรกที่เรามองว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทำอย่างไรเราจะทำให้เด็กมีพัฒนาศักยภาพทางด้านนี้ ซึ่งจะมีผลต่อในเรื่องเศรษฐกิจ”

จากผลประเมินของปิซา (PISA) ที่เยอรมนีด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กนักเรียน ฤทัย บอกว่าจะพบว่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งเมื่อสิบปีที่แล้วคนเยอรมันก็ค่อนข้างช็อกกับผลการประเมินเหมือนกัน

“ส่วนประเทศไทยไม่ค่อยเป็นอะไรเพราะประเมินทีไรก็น้อยทุกที แต่ที่เยอรมนีช็อกเพราะเขามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยาวชนของเขาก็น่าจะมีความสามารถเวลามีการประเมินความรู้และศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติ

เมื่อผลการประเมินออกมาค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศข้างเคียงในยุโรปเยอรมนีก็เลยหันมาปฏิรูปการศึกษา โดยขยายลงมาถึงระดับเด็กเล็กด้วย ซึ่งมองว่าตัวเด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นเด็กอนุบาลเป็นช่วงที่กระตือรือร้นในการใฝ่รู้ อยากจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยพลังเต็มที่ แล้วก็บางครั้งในแง่จิตวิทยา ถ้าเด็กชอบหรือไม่ชอบอะไรตั้งแต่เล็กก็จะฝังเข้าไปในความรู้สึกมากๆ แล้วเขากลัววิทยาศาสตร์ เขาคิดว่ามันไม่สนุกเลยโตมาเขาก็อาจจะไม่ชอบวิทยาศาสตร์”

ดังนั้น ในประเทศไทยเป้าหมายของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ฤทัย ชี้ว่า ให้เด็กเล็กๆ สนุกกับการทดลอง เห็นความสนุกกับการผจญภัยกับการค้นหาคำตอบของวิทยาศาสตร์ โดยที่ผ่านการทดลองต่างๆ

“โครงการนี้จะเน้นการทดลอง เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ของจริง มีความมุ่งหวังที่จะให้เด็กอนุบาลมีการเรียนรู้และสนุกกับวิทยาศาสตร์ แล้วก็แฝงเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนอนุบาลได้เลย โดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมได้”

สำหรับส่วนสำคัญของโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ฤทัย ขยายภาพให้เห็นว่ามีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.แนวทางของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย คือสิ่งที่เด็กสงสัยหรือสนใจ จะต้องพยายามทำให้ออกมาจากตัวเด็ก ครูจะเป็นผู้ช่วยที่จะสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เด็กเกิดความสงสัย ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักตนเองว่าเขาสนใจอะไร

2.เด็กจะมีความภูมิใจและได้ทำ ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง คือครูจะไม่ได้บอก 1 2 3 เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกสงสัย เด็กจะได้คิดว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร โดยครูก็จะเป็นคนช่วยสนับสนุน ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความภูมิใจ

3.เกิดทักษะ เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ทักษะเป็นโครงสร้างที่สำคัญของเด็ก ซึ่งถ้าอยู่กับเด็กแล้วจะทำให้พัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ครูก็เหมือนเป็นคนหยอดวิทยาศาสตร์เข้าไป

“ภาพรวมของการพัฒนาเด็ก มองด้วยกันคือเรื่องเกี่ยวกับความรู้และความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ในการออกแบบกิจกรรมทำให้เด็กอยากทดลองผ่านการเล่นและได้ความรู้แทรกเข้าไปเรื่อยๆ มองว่าเด็กเล็กๆ เรื่องของทักษะเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การตั้งคำถาม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งคำถามอย่างไรให้เด็กรู้จักการสังเกต รู้จักการวางแผนล่วงหน้า ชี้จุดสำคัญ หรือเป็นกำลังใจ จะมีเทคนิคเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่คิดไว้

การตั้งคำถามและการเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ลักษณะพยายามเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆ ด้วยกัน อย่างเช่นการตั้งคำถามระหว่างเด็กให้คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่จะฝึกการตั้งสมมติฐานและการสังเกต ส่วนใหญ่เน้นการทดลองและเรียนรู้ผ่านการเล่น”

ฤทัย สรุปว่าสำหรับประเทศไทยเราได้เรียนรู้กระบวนการคิด กระบวนการทดลองบางอย่างในแง่ของการจุดประกายเด็กและเยาวชน หลายหน่วยงานในไทยก็พยายามพัฒนาการทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กภายใต้บริบทของประเทศไทยขึ้นมาเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนร่วมกันในเครือข่ายบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย

กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เคยให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการเรียนการสอนแบบใหม่ให้แก่แกนนำเครือข่ายครู (Core Trainer) ว่า หัวใจสำคัญคือการใช้หลักการ “Inquiry-based learning” คือหลักการเรียนรู้แบบสืบเสาะโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปสอนเด็กปฐมวัย ให้เด็กรู้จักเรียนรู้ ฝึกหาคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังเยาวชนที่สำคัญที่สุด

“ตลอดจนเรื่องของการจัดชั้นเรียนระดับปฐมวัย ที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายให้เขาได้สามารถเรียนด้วยกันได้ แล้วเกิดความรู้สึกยอมรับในความแตกต่างและเคารพซึ่งกันและกัน คุณครูมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ และด้วยกระบวนการเรียนรู้ของบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยว่าที่จริงแล้วไม่ว่าเด็กจะมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ควรจะพัฒนาได้เหมือนกัน”

ทางด้าน ผศ.ดร.จรรยา ดาสา รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการในการอบรมคราวเดียวกันนั้นว่า โครงการนี้ครูและโรงเรียนต่างๆ ให้การตอบรับและให้ความสนใจค่อนข้างมาก ซึ่งในตอนแรกเราเริ่มทำเฉพาะกับโรงเรียนรัฐบาล แล้วก็เริ่มมีโรงเรียนเอกชนมาขอเข้าร่วม รวมถึงโรงเรียนสังกัด อบจ.และ อบต.มาขอเข้าร่วม

“บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เน้นให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Learning while Play คือการเรียนขณะที่เล่น ดังนั้นกิจกรรมที่จัดในโครงการไม่ได้เป็นการบังคับให้เด็กเรียนวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากการเล่น เมื่อเขาเล่นเขาจะได้ข้อค้นพบอะไร ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่เกิดขึ้นเองจากการที่เขาได้เล่น กระบวนการนี้คือ Meta-cognition ซึ่งการค้นพบสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้แบบ Learning by Learn คือเขาเรียนรู้วิธีการที่จะเรียนรู้ ดังนั้นไม่ใช่เป็นการรู้แค่เรื่องนี้ ต่อไปเมื่อเขาเจอเหตุการณ์อะไรเขาก็จะสามารถหาวิธีที่จะเรียนรู้กับมันได้”

ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยน่าจะงอกเงยอย่างงามงดผ่านโครงการนี้ไม่มากก็น้อย เพราะคนรุ่นต่อไปคือความหวังของประเทศ

5 สิ่งที่ควรใส่ใจเพื่อให้ตัวเองดูดีได้ง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 17:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527706

5 สิ่งที่ควรใส่ใจเพื่อให้ตัวเองดูดีได้ง่ายๆ

เคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ที่ถ้าสามารถทำได้ก็จะดูดีได้ไม่ยาก

การจะดูแลตัวเองนั้นจะเรียกว่าเป็นเรื่องยากไม่เชิง เรื่องง่ายก็ไม่ใช่ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีอะไรเกินความสามารถของแต่ละคนแน่นอน หากตั้งใจที่จะดูแลตัวเองจริงๆ แล้วล่ะก็ ลองสำรวจตัวเองว่าจุดไหนคือจุดเด่นของเรา และจุดไหนคือจุดด้อยที่ต้องจัดการ ค่อยๆ ส่องกระจกสำรวจตัวเองดู แล้วจะพบว่าการหันมาดูแลตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. การแต่งตัว – การแต่งตัวถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะแต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทุกคนควรรู้จักรูปร่างและสไตล์ของตัวเอง เลือกเสื้อผ้าให้ถูกกาลเทศะ ขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป

2. รูปร่าง – เทรนด์สุขภาพกำลังมา การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะการวิ่ง ว่ายน้ำ เล่นฟุตบอล ฟิตเนส หรือเล่นกีฬาอื่นๆ ล้วนทำให้ร่างกายแข็งแรงทั้งนั้น แถมยังทำให้หุ่นสวย เลือดลมไหลเวียนดี ผิวพรรณสดใส ใบหน้าดูอ่อนเยาว์อีกด้วย

3. ผม – ทรงผมถือเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ควรเลือกทรงผมที่เข้ากับรูปหน้า และสีผมที่เข้ากับสีผิวของตัวเอง ที่สำคัญถือหมั่นดูแลความสะอาดอยู่เสมอ

4. ผิว – สมัยนี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างกันหันมาบำรุงผิวพรรณด้วยกันทั้งหมด ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่ควรปล่อยให้แสงแดดและมลภาวะทำร้ายผิวอยู่อย่างเดียว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองด้วย

5. เส้นขน – อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ เส้นขนต่างๆ รวมไปถึงหนวดเคราสำหรับคุณผู้ชาย ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอ และตัดเล็มให้ดูมีระเบียบ

4 วิธียุติชีวิตติดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 15:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527694

4 วิธียุติชีวิตติดโซเชียล

วิธีลดการใช้โซเชียล ในยุคที่ๆ ต่างก็ใช้โซเชียลกันจนลืมสนใจคนรอบข้าง

ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนอย่างน้อยคนละหนึ่งเครื่องอยู่ในมือ ทำให้ทุกวันนี้หลายคนหมดเวลาไปกับการอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คนานหลายขั่วโมง จนเผลอลืมใส่ใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจจะเสียสุขภาพจากการก้มมองจอนานๆ อีกด้วย ถ้ารู้ตัวว่ากำลังจะเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายเหล่านี้แล้วล่ะก็ ต้องรีบหาวิธีดึงตัวเองออกจากโลกออนไลน์ และควบคุมการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้เหมาะสมโดยเร็ว

1. คุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้น – โซเชียลเน็ตเวิร์คมีประโยชน์ก็ตรงที่ทำให้คนห่างไกลได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนใกล้รู้สึกห่างไกลกันมากขึ้น เพราะต่างคนต่างมัวแต่จดจ่ออยู่กับการพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์ จนบางครั้งก็ลืมที่จะใส่จนคนข้างๆ เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่กับเพื่อนลองตั้งกฎงดใช้โทรศัพท์ แล้วใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันพูดคุยกันมากขึ้น จะช่วยให้คุณกับเพื่อนเข้าใจกันมากขึ้น

2. โทรหาแทนการแชท – เชื่อว่าหลายๆ คน มักใช้การส่งข้อความแชทไลน์แทนการโทรหากัน แนะนำว่าหากมีธุระอะไรให้ใช้การโทรคุยจะดีกว่า นอกจากจะไม่ต้องเสียเวลานั่งพิมพ์แล้ว ยังจะช่วยให้สื่อสารกันเข้าใจได้ง่าย รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถเข้าใจอารมณ์ของผู้พูดผ่านทางน้ำเสียงได้มากกว่าการพูดคุยผ่านตัวอักษร

3. ปิดการแจ้งเตือน – ตั้งค่าปิดการแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นทั้งหมด ปิดการสั่น ปิดเสียง เพราะเมื่อไหร่ที่มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นหน้าจอ จะเป็นการดึงดูดความสนใจ ทำให้หลายๆ คนมักจะต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค และเมื่อได้หยิบขึ้นมาแล้วก็มักเผลอหมดเวลาไปกับการเช็กโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหลาย รู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาไปมาก

4. หากิจกรรมอย่างอื่นทำ – ลองเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปหาสิ่งอื่นแทน เช่น อ่านหนังสือ หากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ จะช่วยให้คุณหยุดการโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคุณเองจะต้องควบคุมตัวเอง รู้จักแบ่งเวลาในการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้พอดี

5 เทคนิคบริหารเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527686

5 เทคนิคบริหารเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

เทคนิคการวางแผนการใช้เงิน และควบคุมเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

ตอนนี้หลายๆ คนคงกำลังตั้งหน้าตั้งตานับวันรอวันเงินเดือนออกกันอยู่ ซึ่งถ้าหากเงินเดือนออกมาแล้ว แต่ไม่มีการวางแผนการใช้เงินที่ดี ก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ลำบากต้มมาม่ากันช่วงกลางเดือนก็เป็นได้ เราจึงอยากชวนให้ทุกคนมาเริ่มต้นคุมตัวเอง เพื่อให้เงินในกระเป๋ามีพอใช้กันไปตลอดทั้งเดือน รวมไปถึงอาจจะเหลือเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย

1. แบ่งสรรปันส่วน – เมื่อเงินเดือนออกให้แบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ เช่น เงินเก็บ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ค่ากิน และอาจจะมีเงินสำหรับยามฉุกเฉินด้วยก็ได้ ส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยก็เก็บไว้ช็อปปิ้ง การแบ่งเงินเป็นก้อนๆ แบบนี้ทำให้มีวินัยในการใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินที่หามาได้

2. ทำบัญชี – วิธีนี้จะทำให้รู้ว่าแต่ละวัน แต่ละเดือนเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง อะไรคือสิ่งจำเป็น ไม่จำเป็น และถ้าเดือนนี้ใช้เยอะก็จะทำให้รู้ว่าเดือนหน้าจำเป็นต้องลดการใช้เงินลง การจดบัญชีรายรับรายจ่ายทำให้มองเห็นภาพชัดเจน แม้จะยุ่งยากที่ต้องมานั่งจดนั่งเขียนทุกวัน แต่ถ้าทำไปนานเข้าก็จะเป็นนิสัย และมีระเบียบวินัยในการใช้เงิน

3. คิดให้รอบคอบก่อนใช้ – โดยเฉพาะพนักงานกินเงินเดือนเมื่อเงินเดือนออกก็ตระเวนเที่ยว กิน ช็อป เมื่อซื้อจนเงินสดไม่พอก็รูดบัตรเครดิต ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ซื้อไม่คิด รับรองว่าไม่มีเงินเก็บแน่นอน และยังต้องมานั่งปวดหัวเพราะหนี้บัตรเครดิตอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากสบายตอนแก่ มีเงินเก็บก็จงเริ่มนิสัยเก็บออมตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะวัยเริ่มทำงานสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องออมกันตั้งแต่เนิ่นๆ

4. งานอดิเรกก็สร้างเงิน – งานอดิเรกบางอย่างอาจเพิ่มรายได้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ ต้นไม้ ปลาสวยงาม ทำเบเกอรี่ เครื่องดื่มสุขภาพ งานประดิดประดอย ซึ่งสมัยนี้ช่องทางการขายนำเสนอสินค้าก็มีมากมาย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ ขายตามตลาดนัด หรือถ้ามั่นใจในฝีมือและมีทุนทรัพย์หน่อยก็เปิดเป็นร้านก็ได้ เผลอๆ ทำดีมีลูกค้าเยอะ รายได้อาจงามกว่างานประจำก็ได้

5. ให้เงินทำงาน – ในปัจจุบันมีวิธีที่จะนำเงินที่มีไปเพิ่มมูลค่าหรือไปลงทุนมากมาย เช่น สลากออมสิน หุ้น กองทุน พันธบัตรรัฐบาล เพียงแต่การจะเลือกลงทุนแต่ละอย่างก็ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อน