9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515585

9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล

ลักษณะนิสัยที่มักพบบ่อยในผู้ที่มีความวิตกกังวลซ่อนอยู่

โรควิตกกังวล (Anxiety) เป็นความผิดปกติทางจิตที่ขึ้นอยู่กับความวิตกกังวลและความกลัวต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต มักเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โดยหากมีอาการนานติดต่อกันประมาณ 2 – 6 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

1. เกิดความทุกข์มากเป็นพิเศษเมื่อประสบความล้มเหลว

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลจะรู้สึกว่าความล้มเหลวมีผลกระทบต่อจิตใจมากกว่าคนอื่น ในสายตาของคนอื่นอาจจะดูทุกข์เกินจริง หรือแม้แต่ความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจทำให้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรจนต้องพักอยู่บ้านไป 1 -2 วัน

2. กลัวความเสี่ยง

เนื่องจากความล้มเหลวในชีวิตจะทำให้ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลเครียดมากเป็นพิเศษ ดังนั้นพวกเขาจะไม่ค่อยกล้าเสี่ยง เพราะไม่อยากประสบพบเจอกับความละอายใจ ความผิดหวัง และความเศร้า

3. สูญเสียสมาธิ

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะคิดเรื่องที่ตนเองกังวลอยู่ในหัวตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากเท่าที่ควร บางทีอาจจะจำบทสนทนาตรงหน้าไม่ค่อยได้ มักหลงๆ ลืมๆ กับเรื่องที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน

4. ป่วยบ่อย

ความเครียดอย่างต่อเนื่องมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะป่วยอยู่บ่อยๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่พวกเขาต้องซ่อนความกังวลจากคนอื่น จะทำให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นมากยิ่งกว่าเดิม ส่งผลให้ป่วยง่ายกว่าผู้ที่ระบายความกังวลให้คนอื่นรับรู้อยู่บ่อยๆ

5. สนใจคำวิจารณ์จากคนอื่น

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะใส่ใจคำพูดของคนอื่น และเก็บมาคิดมาก ส่งผลให้พวกเขาตั้งมาตราฐานต่อตัวเองไว้สูง และอาจมีมาตราฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

6. รู้สึกกระวนกระวาย

ภาษากายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล เนื่องจากความวิตกกังวลมีผลต่อร่างกายของเรา อาจส่งผลต่อการแสดงออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการมือสั่น เขย่าขา หรือการนั่งงอเขา

7. สายเสมอ

การไปสายกว่าเวลานัดอยู่บ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า รวมไปถึงโรควิตกกังวลด้วย ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะไม่อยากตื่นไปทำงาน ไม่พร้อมเจอกับปัญหา เริ่มหลีกเลี่ยงที่จะเข้าสังคมทั้งกับที่ทำงาน เพื่อน และครอบครัว

8. ต้องการการวางแผน

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะรู้สึกไม่ดีเวลาไม่มีแพลน หรือทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวันจะส่งผลให้พวกเขาสงบขึ้น รวมไปถึงการจัดระเบียบพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน หรือโต๊ะทำงานด้วย

9. รู้สึกลังเลที่จะหาเพื่อนใหม่

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลอาจรู้สึกลำบากใจ หรือไม่เต็มใจที่จะผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ เนื่องจากไม่อยากให้ใครสัมผัสกับความอ่อนแอของพวกเขา และมักกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียเพื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา: bustle

 

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515402

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

1.แยกเอกสารให้ชัด

งานจะออกมาดีหรือไม่ นอกจากความสามารถของเราแล้ว การมีโต๊ะที่เอื้อต่อการทำงาน และรู้วิธีการใช้โต๊ะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้เอาไว้

บางคนแยกเอกสารไว้เป็นหมวดหมู่อย่างดี เช่น เรียงลำดับตามอักษร บางคนจัดตามแผนกที่ติดต่อ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละคน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในทุกที่ก็คือพื้นที่เท่าไรก็ไม่พอกับการเก็บเอกสารจนต้องวางสูงท่วมหัว เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ขอเพียงให้คุณแยกเอกสารให้ออกระหว่างเอกสารที่เป็นข้อมูลประกอบการทำงาน กับเอกสารที่ใช้ในการติดต่องาน เช่นเอกสารที่ต้องการรอการเซ็นสัญญา หรือเอกสารนัดหมาย

หากเป็นเอกสารที่ใช้ในการเซ็นสัญญาควรจัดเรียงตามแผนก หรือเรื่องราวให้ชัดเจนง่ายต่อการสืบค้น แต่เอกสารที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเมื่อใช้เสร็จแล้วสามารถทำลายทิ้งได้ทันที จะช่วยลดการสะสมของกระดาษบนโต๊ะทำงานได้มากทีเดียว และเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งในการเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานของคุณ ถ้ามีกองเอกสารไหนที่คุณไม่ได้แตะต้องนานเป็นปี สามารถนำเอกสารหรือหนังสือกองนั้นไปทิ้งหรือรีไซเคิลได้ทันที

2.ใช้โพสต์อิทดึงสมาธิ

การใช้กระดาษโพสต์อิท เขียนงานที่จะต้องทำในวันนั้นก่อนเริ่มงานเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราจัดสรรการทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งที่มีงานเข้ามามากกว่า 5 อย่างที่ต้องทำในวันนั้น การเขียนโน้ตแปะไว้ที่หน้าคอมพ์จะช่วยให้เตือนความจำและดึงสมาธิให้กลับมาทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเราทำงานแรกเสร็จแล้วต้องการดูว่ามีงานอะไรที่ต้องทำในลำดับต่อไป และเมื่อทำงานนั้นๆ เสร็จแล้วดึงโพสต์อิทนั้นทิ้งไปเสีย

เทคนิคในการเขียนโพสต์อิทอย่างหนึ่งก็คือ เขียนเฉพาะหัวข้องาน และกำกับลำดับความสำคัญเช่น ด่วน หรือด่วนที่สุด บางคนใช้ลำดับความสำคัญเป็นคะแนนดาว นอกจากนี้หากมีเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องติดต่อคนนอกองค์กร นอกจากจะต้องเขียนลงโพสต์อิทแล้วควรเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อลงในสมุดโน้ตกำกับอีกทีหนึ่งเผื่อในกรณีที่เคลียร์งานเรียบร้อยแล้วแต่ต้องการติดต่อซ้ำ

3.เคลียร์โต๊ะให้ว่างเข้าไว้

การมีกองงานจำนวนมากบนโต๊ะอาจมองได้ 2 อย่าง 1.เจ้าของโต๊ะมีงานเยอะและทำงานหนัก 2.เจ้าของโต๊ะเป็นคนที่ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในข้อแรกนั้นดูเหมือนจะดีแต่หากมีกองเอกสารจำนวนมากกองอยู่แล้วอีกสัปดาห์ต่อมากองเอกสารนั้นยังคงอยู่ไม่ได้ลดลงเลย เราอาจถูกมองเป็นคนที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือกลายเป็นคนที่ไม่มีระเบียบไม่รักษาความสะอาดได้

ดังนั้น ควรเคลียร์โต๊ะให้มีพื้นที่ว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีเฉพาะงานที่กำลังทำและสิ่งของจำเป็นในระหว่างการทำงาน เช่น ที่วางสมาร์ทโฟน สายพ่วงชาร์จไฟ แก้วน้ำ บางคนอาจจะมีต้นไม้กระถางเล็กๆ เครื่องรางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือของชอบที่อยากเอามาวางบนโต๊ะบ้าง ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็อย่าให้มากจนเกินความพอดี อีกอย่างหนึ่งความเชื่อฮวงจุ้ยในการจัดโต๊ะทำงานเราจะต้องพยายามทำโต๊ะให้ว่างเพื่อรับพลังด้านดีเข้ามาด้วย

4.ไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

สำหรับคนที่ทำงานในองค์กรมานานหลายปีก็เป็นธรรมดาที่จะเห็นออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 จึงเริ่มเอาของใช้ส่วนตัวเข้ามาไว้ที่ออฟฟิศมากขึ้น เช่น เครื่องสำอางชุดใหญ่ไว้แต่งเติมหน้าระหว่างทำงาน หนังสือเล่มโปรดที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือแล้วมาใช้อ่านที่ออฟฟิศ พระเครื่องสะสม ตุ๊กตา หุ่นโมเดล หมอนข้าง และอีกสารพัด

ในมุมหนึ่ง เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนในออฟฟิศมีความรู้สึกว่า นี่คือบ้านที่เราอยู่ร่วมกัน แต่คุณอาจจะไม่มีที่ว่างเหลือพอสำหรับการวางเอกสารในการทำงานของคุณเอง ดังนั้นมีของสะสมมาวางโชว์ที่ออฟฟิศได้แต่ควรนำมาแต่พอดีและไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

 

หลักสูตรอินเตอร์ ทางเลือกอนาคตของเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515401

หลักสูตรอินเตอร์ ทางเลือกอนาคตของเด็กไทย

เป็นเวลามากกว่า 20 ปี ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย เริ่มเปิดหลักสูตรนานาชาติ หรือเรียกติดปากว่าหลักสูตรอินเตอร์ จากที่เคยมีให้เลือกเพียงไม่กี่คณะในแต่ละมหาวิทยาลัย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่เวลานี้มีมากกว่าแทบจะเรียกได้ว่าเปิดหลักสูตรนานาชาติเกือบจะครบทุกหลักสูตรกันเลยทีเดียว อะไรที่ทำให้มหาวิทยาลัยเลือกที่จะเปิดหลักสูตรนานาชาติกันมากขึ้น และเด็กนักเรียนไทยที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรอินเตอร์จะได้อะไรกลับมาบ้าง

รองรับประชาคมอาเซียน

ผศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น รองอธิการบดีอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายถึงความจำเป็นของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้นมา ว่า เหตุผลมีค่อนข้างหลากหลาย แต่เหตุผลอย่างแรกก็คือตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็จะสังเกตได้ว่ามีการเปิดหลักสูตรนานาชาติเพื่อรองรับ เพราะการจะสื่อสารกันได้ต้องมีการใช้ภาษากลาง ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

เหตุผลต่อมาก็คือเป็นการเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนนักศึกษา รวมทั้งอาจารย์และนักวิจัยต่างๆ ได้กว้างมากขึ้น เมื่อมีพื้นที่ที่สื่อสารกันด้วยภาษาสากล โอกาสต่อยอดงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดก็จะสูงขึ้น อาจจะเป็นในเรื่องของการนำเอาหลักสูตรในต่างประเทศเข้ามาใช้ หรือว่านำอาจารย์ชาวต่างชาติที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเข้ามาสอนในประเทศไทยก็มีโอกาสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้วงการศึกษาในบ้านเรามีการแข่งขันเปิดกว้างรับองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามา และทำให้นักศึกษาของเราได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น เปิดโลกทัศน์ของนักศึกษาทำให้เขาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก เกิดความเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรม

อีกอย่างหนึ่งประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ปัจจุบันพวกเขาก็ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นอินเตอร์เกือบจะทุกหลักสูตรอยู่แล้ว และต่อไปจะมีการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีความสามารถไปทั่วโลก ซึ่งการที่เราต้องเปิดก็เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

ถ้ามีคณะใหม่เปิดขึ้นมาก็จะปรับให้เป็นหลักสูตรอินเตอร์ไปเลย เช่น วิทยาลัยการบินและวิทยาลัยการแพทย์ มีการลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับต่างประเทศ ให้เชื่อมโยงหลักสูตรกันให้ได้มากที่สุด ทำให้เด็กไทยที่เรียนหลักสูตรอินเตอร์ อาจจะเรียนที่ประเทศไทย 2 ปี และอีก 2 ปีที่อังกฤษ แล้วได้ประกาศนียบัตร 2 ใบพร้อมกัน ซึ่งแต่ละคณะก็จะมีรายละเอียดในหลักสูตรการเรียนการสอน และการจัดสรรงบประมาณที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งต้นทุนหลักๆ จะเป็นอาจารย์จากต่างประเทศ ซึ่งการที่จะจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศมาสอนโดยใช้อัตราจ้างราชการไทย คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่การเปิดหลักสูตรนานาชาติ นำค่าเทอมที่ได้รับมาเป็นค่าจ้างอาจารย์ ก็จะสามารถทลายข้อจำกัดตรงนี้ลงไปได้

อีกประเด็นหนึ่ง คนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเด็กสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยน้อยลง ด้วยการเปิดหลักสูตรนานาชาติให้สามารถเปิดรับเด็กต่างชาติให้เข้ามาเรียนในประเทศไทยได้นั้น ต้องบอกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร จำนวนของเด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยก็จะเริ่มลดลงเป็นเรื่องจริง ที่ทำให้บางมหาวิทยาลัยเริ่มประสบปัญหาขาดเด็กสมัครเข้าเรียน

สำหรับมหาวิทยาลัยหลักที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ที่ผ่านมายังไม่ได้ประสบปัญหาตรงนี้โดยตรง เพราะว่าในแต่ละปีที่มีการสอบเข้าก็สามารถรับได้ตามจำนวนโควตาที่เปิดรับทั้งหมด เพราะมีความต้องการที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ดังนั้นเหตุผลของการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย คงไม่ใช่เหตุผลที่จะเปิดเพื่อหาเด็กต่างชาติเข้ามาเรียนทดแทนในตรงจุดนั้น

“ถ้ามองในแง่ของการมีเด็กต่างชาติเข้ามาเรียน เป็นเรื่องดีในการเสริมสร้างทักษะประสบการณ์ให้กับนักศึกษาไทย อีกอย่างหนึ่งเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนส่วนมากก็จะเป็นเด็กที่มีความสามารถ อย่างสหรัฐอเมริกา มีเด็กต่างชาติเข้าไปเรียนมากมาย และเด็กต่างชาติเหล่านี้ก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้กับสหรัฐด้วยเช่นกัน ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า”

ไม่ได้สอบเข้ากันง่ายๆ

เกรียงศักดิ์ ไชยวินิจ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอินเตอร์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สถาบันวอร์วิค (Warwick Institute) อดีตนักเรียนหลักสูตรอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ผันตัวมาเป็นติวเตอร์ ติวเด็กนักเรียนสอบเข้าหลักสูตรอินเตอร์ของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมในการเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์ของเด็กไทยที่ผ่านมาว่า เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลักสูตรอินเตอร์อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แล้วก็เป็นทางเลือกที่อยู่นอกสายตาของคนทั่วไป เพราะว่าหลักสูตรภาคภาษาไทยนั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว

“สมัยก่อนบอกว่าการเข้าอินเตอร์นั้นเข้าง่ายกว่าหลักสูตรไทย ดูได้จากผลคะแนนสอบที่สอบเข้าไปนั้นก็ไม่ได้สูงมากนัก บางคนก็อาจจะพูดถึงในขั้นที่ว่าแค่มีเงินก็สามารถเข้าเรียนได้แล้ว แต่ในปัจจุบันการสอบเข้าหลักสูตรอินเตอร์นั้นค่อนข้างที่จะเข้มงวดอย่างมาก เกณฑ์การใช้คะแนนสอบนั้นสูงขึ้นทุกปี เพราะมีการแข่งขันเข้าไปเรียนค่อนข้างเยอะ ถ้าเกิดผมเทียบคะแนนสอบเข้าคณะบัญชีจุฬาฯ หลักสูตรอินเตอร์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กับตอนนี้บอกได้เลยว่าผมไม่มีสิทธิที่จะได้เรียนแน่นอน คะแนนในตอนนั้นผมได้อยู่ที่ 1,120 ก็เข้าได้แล้ว แต่ตอนนี้คะแนนสอบขั้นต่ำที่เข้าได้อยู่ที่ 1,320 จาก 1,600 คะแนนเต็ม เรียกได้ว่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ 8 ปีที่มีสถาบันกวดวิชาเข้าหลักสูตรอินเตอร์แค่ไม่กี่โรงเรียน แต่ตอนนี้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แล้วก็มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี 8 ปีที่แล้วมีอยู่ 82 คน ตอนนี้สมัครกันเข้ามามากกว่า 400 คน เพราะเด็กๆ เริ่มมองเห็นว่าการเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์มหาวิทยาลัยมีแนวโน้มที่จะได้งานที่ดีกว่า

ในสมัยที่มีคำคำหนึ่งก็คือ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ผมมองว่าอนาคตภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญอย่างมาก และจะมีองค์กรข้ามชาติเข้ามาเปิดในประเทศไทยมากขึ้น และทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม้กระทั่งคุณทำงานองค์กรไทยคุณก็ต้องมีการติดต่อประสานงานกับองค์กรข้ามชาติอยู่ดี อีกอย่างการเรียนอินเตอร์นอกจากจะได้ทำงานกับบริษัทข้ามชาติได้แล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อในต่างประเทศหรือทำงานในต่างประเทศได้อีกด้วย

นั่นทำให้เกิดการแข่งขันในการสอบเข้าสูงขึ้นทุกปี ทำให้เด็กนักเรียนจากแต่ก่อนที่เริ่มเตรียมตัวตอนอยู่ชั้น ม.6 ตอนนี้ต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4-5 กันแล้ว เพราะมีการแข่งขันสอบเข้าสูงมาก ในขณะเดียวสิ่งที่ต้องรู้ก็คือนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอินเตอร์ จะเป็นเด็กที่มีความคิดที่ว่าค่อนข้างอิสระกล้าที่จะแสดงความเห็น ความรู้สึกออกมาตรงๆ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาเองก็จะรู้ว่า สังคมไทยมีกรอบมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ดังนั้นเราจะได้เห็นความผสมผสาน ระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งยังมีความเป็นไทย เช่น ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง การลำดับของให้ความเคารพครูบาอาจารย์ก็ยังมีอยู่

สำหรับเด็กที่จะสอบเข้าในหลักสูตรอินเตอร์เมื่อรู้ความต้องการที่ชัดเจนว่าเรามีความประสงค์อยากจะเข้าเรียนในคณะอะไร ก็ต้องดูเรื่องคุณสมบัติในการสอบเข้าคณะนั้นๆ อย่างแรกที่ต้องมีก็คือความรู้พื้นฐานทางด้านภาษาอังกฤษที่ดี แล้วดูว่ามีเกณฑ์อะไรอีกบ้างที่ต้องการแล้วก็ใช้เวลาพัฒนาในจุดนั้น บางคณะต้องใช้คะแนนคณิตศาสตร์สูง บางคณะก็ต้องการคะแนนภาษาอังกฤษสูง แนะนำว่าเด็กที่จะเข้าเรียนต้องมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจนถึงอนาคตของตัวเอง และใช้เวลาเตรียมพร้อมฝึกฝนให้มากคะแนนสอบก็จะสูงขึ้นและมีโอกาสสอบติดอย่างแน่นอน”

ยากที่สุดคือการปรับตัว

สิรีนทร์ ดวงอุดมรัชต์ บัณฑิตใหม่จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ภาคภาษาอังกฤษ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเธอทำอยู่ที่บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง เล่าประสบการณ์ในการเรียนหลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยไทยว่า ไม่ได้เป็นสังคมของโรงเรียนอินเตอร์ล้วนๆ เหมือนในต่างประเทศ จะค่อนข้างหลากหลายเชื้อชาติ แต่มากกว่าครึ่งเป็นนักเรียนไทย

“อาจารย์ที่สอนเป็นชาวต่างชาติ หลักสูตรก็จากต่างประเทศ ดังนั้น วิธีการเรียน วิธีการคิด จะไม่เหมือนกับที่คุ้นเคยในโรงเรียนไทยมาก่อน ซึ่งต้องปรับตัว ปรับวิธีคิดตั้งแต่สอบเข้าจนถึงช่วงที่ต้องเข้ามาเรียนใหม่ทั้งหมด

การที่เราเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์ เพราะคิดว่าน่าจะให้อะไรกับเราได้มากกว่าการเรียนในระบบปกติ จึงตัดสินใจติวเข้มในภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ เพราะว่าในการสอบในหลักสูตรอินเตอร์นั้น โจทย์คณิตศาสตร์จะเป็นอีกแบบที่แตกต่างจากคณิตศาสตร์ที่เราเรียนกันในชั้นมัธยมปลายอย่างสิ้นเชิง ต้องใช้ทักษะการคิดการฝึกฝนจนชำนาญถึงจะสามารถทำข้อสอบได้

ระหว่างการสอบก็จะไม่เหมือนกับการสอบเอนทรานซ์โดยทั่วไป จะมีการสอบแค่ไม่กี่วิชาแล้วนำคะแนนที่ได้ไปสมัคร อย่างคณะบัญชีจุฬาฯ อินเตอร์ จะใช้เพียงแค่ภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์ คะแนนสอบอย่างอื่นไม่ต้องใช้เลย ถามว่าง่ายกว่าไหมก็ดูเหมือนจะง่าย แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเสียทีเดียว เพราะข้อสอบส่วนกลางมาจากต่างประเทศ ไม่ใช่การเอาข้อสอบภาษาไทยมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์คุมสอบเป็นชาวต่างชาติ ระบบการสอบก็เป็นของต่างประเทศ ดังนั้นเวลาสอบที่จะเข้าอินเตอร์เน็ตต้องวิธีคิดใหม่ทั้งหมด ไม่สามารถเอาประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนในโรงเรียนไทย ไปใช้ในการสอบหลักสูตรอินเตอร์ได้เลย

พอเข้าไปเรียนแล้วก็ต้องปรับตัวอีกเยอะ เรียกได้ว่าอาจจะใช้เวลาปรับตัวถึง 2-3 ปี สิ่งที่ต้องปรับอย่างแรกคือปรับหู เพราะอาจารย์ที่เข้ามาสอนในแต่ละท่านจะมีสำเนียงภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นอาจารย์ที่มาจากประเทศอังกฤษหรืออเมริกา มีสำเนียงการพูดที่เราคุ้นเคยก็จะฟังออกง่าย แต่ถ้าเกิดเป็นอาจารย์ที่มาจากประเทศอื่นๆ ก็จะฟังยาก ต้องใช้วิธีอัดเสียงในระหว่างการสอนและเอามาแกะคำที่บ้านว่าอาจารย์พูดอะไรไปบ้าง ทำให้การเรียนนั้นยากขึ้นไปอีก 3 เท่า ในเนื้อหาวิชาก็ยากอยู่แล้วเจอภาษาเข้าไปก็ยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่พอเวลาผ่านไปเราจะเริ่มคุ้นหูคุ้นชินกับการใช้ภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะผ่านไปได้เรื่อย”

สุดท้าย สิรีนทร์ บอกกับเราว่า พอเรียนจบออกมาแล้วก็รู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่เลือกเรียนอินเตอร์ เพราะทำให้ได้เห็นโลกได้กว้างขึ้น หางานได้ง่ายกว่าที่คิด และมีโอกาสอื่นที่เราสามารถทำได้อีกมาก ไม่เสียแรงกับสิ่งที่ทุ่มเทมาตลอด

“สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากจะเข้าเรียนต่อในหลักสูตรอินเตอร์ แนะนำว่าขอให้รู้ตัวเองว่าต้องการอะไร และตั้งใจใช้ทำให้เต็มที่ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะเป็นของทุกคน”

 

100 ปี ธงไตรรงค์ ธงชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515255

100 ปี ธงไตรรงค์ ธงชาติไทย

โดย…ส.สต

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 ก.ย.ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) เริ่มในวันที่ 28 ก.ย. 2560 นั้น ผู้เขียนเสาะหาข้อมูลความเป็นมาของธงชาติ ได้ดังนี้

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชถึง 3 สมัย (พ.ศ. 2514 พ.ศ. 2516 รวม 2 สมัย) พระเถระนักปราชญ์แผ่นดินสยาม เล่าเรื่องสัญลักษณ์ของชาติไทย หรือธง ในหนังสือ ชีวิตกับเหตุการณ์ ว่าเรื่องธงปรากฏใน ธชัคคสูตร ตอนเท้าสักกะ (พระอินทร์) บอกเทพยดาทั้งหลายว่า ถ้าทำสงครามกับอสูร แต่เกิดหวั่นไหว (กลัว) ให้มองดูธงของเท้าสักกะ ความกลัวจะหายไป

พระพุทธองค์ก็ตรัสกับภิกษุสงฆ์ที่จะออกธุดงค์เข้าป่า ว่า ถ้ากลัวก็ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า (สวดบทอิติปิโส) ความกลัวหายเช่นกัน

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เล่าว่า ธงชาติเป็นเครื่องหมายของชาติ เพื่อประกาศว่า ชาตินั้นเป็นชาติเอกราช เมื่อธงชาติยังคง สะบัดพลิ้วอยู่เหนือยอดเสาธงตราบใด ความ ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ก็ยังปลุกชีวิตเราให้ตื่นตัวสำนึกถึงความเป็นเอกราชของชาติอยู่ตราบนั้น

ความเป็นมาของธงในสยามนั้น สมเด็จ พระนักปราชญ์ เล่าว่า เริ่มแต่แผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 2199-2225 ตอนนั้นมีชาว ต่างประเทศเข้ามาทำการค้า และเจริญทางพระราชไมตรีหลายชาติด้วยกัน ครั้งหนึ่ง มองซิเออร์เดลันด์ ผู้แทนบริษัทชาติฝรั่งเศส ได้ลงเรือกำปั่นชื่อว่า เลอร์โวตูร์ บรรทุก เครื่องราชบรรณาการเข้ามา เพื่อจะถวายพระเจ้ากรุงสยาม

เจ้าเมืองบางกอก (ธนบุรี) ได้รับคำสั่งให้คอยต้อนรับ ครั้นเรือกำปั่นชื่อว่า เลอร์โวตูร์ ผ่านป้อมได้ชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นคำนับ ฝ่ายเจ้าเมืองบางกอกไม่รู้ว่าจะชักธงอะไร จึงตัดสินใจ เอาผ้าแดงทำเป็นธง ชักขึ้นคำนับตอบ นายเรือเลอร์โวตูร์เห็น ก็ยิงสลุตคำนับธงผ้าแดงนั้น นี่คือธงผืนแรกที่ไทยอวดชาวต่างชาติ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงดำริว่า “เรือหลวงกับเรือราษฎร์ ควรมีเครื่องหมายสำคัญให้เห็นต่างกัน จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้บรรดาเรือหลวงทั้งปวง ทำรูปจักร อันเป็นนามพระบรมราชวงศ์ ลงไว้ในกลางธงสีพื้นแดงเป็นเครื่องหมายว่าเป็นเรือหลวง”

ถึง พ.ศ. 2360-2366 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกำปั่นหลวงขึ้น 2 ลำ สำหรับใช้ไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับสิงคโปร์และ มาเก๊า โดยใช้ธงแดงเหมือนเดิม เจ้าเมืองสิงคโปร์ว่า สีเหมือนเรือชวา มลายู แนะให้เปลี่ยนเป็นสีอื่น ตอนนั้นรัชกาลที่ 2 ได้ช้างเผือกถึง 3 เชือก เป็นประเพณีไทยว่าเป็นพระเกียรติยศอย่างสูง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาว ติดไว้กลางธงแดง ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งพระเจ้าแผ่นดินที่มีช้างเผือก ให้ใช้ได้เฉพาะเรือหลวง ส่วนเรือพ่อค้าให้ใช้ธงแดง

สมัย ร.4-6

นับแต่ไทยทำสัญญาเปิดการค้าขายกับ ชาวตะวันตก เมื่อ พ.ศ. 2398 สมัยรัชกาลที่ 4 ต่างชาติเข้ามาค้าขาย และตั้งกงศุล พร้อมทั้งชักธงประเทศนั้นๆ ด้วย ไทยเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีธงชาติเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงชาติในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นธงชาติ แต่ให้เอารูปจักรที่อยู่ตรงกลางออก เพราะจักรเป็นเครื่องหมายเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน จึงเห็นช้างเผือกอยู่กลางธงแดงโดดๆ

รัชกาลที่ 5 ทรงตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเมื่อ ร.ศ. 118 ตรงกับ พ.ศ. 2442 ตาม พระราชบัญญัตินี้ ระบุว่าเรือหลวงให้ใช้ธงอะไร และเรือทั้งหลายของพ่อค้าและของสามัญชนทั่วไปให้ใช้ธงอะไร เป็นต้น

ครั้นมาในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างธงมหาราช เนื่องด้วยเสด็จสมโภชพระปฐมเจดีย์และพระราชมนเทียรสถาน ในขณะที่ราษฎรปราจีนบุรี ขุดได้แผ่นสำริดเป็นรูปกระบี่หนึ่งครุฑหนึ่งคู่กันสันนิษฐานว่าเดิมจะเป็นของสำหรับประจำธงชัยของพระมหากษัตริย์ครั้งโบราณ พระยาสุนทรบุรี (ชม สุนทรารชุน) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบเป็นธงขึ้นใช้เป็นธงประจำพระองค์เรียก “ธงกระบี่ธุชครุฑพ่าห์”

เหตุเกิดที่อุทัยธานี

ส่วนธงไตรรงค์เกิดขึ้นเมื่อไร ต้องไปดูการฉลองที่ จ.อุทัยธานี ในเวลานี้ เว็บเพจรายงานว่า จ.อุทัยธานี เริ่มประดับธงช้างและธงไตรรงค์กันทั่วเมือง เพื่อเตรียมฉลองครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย ในวันที่ 12-17 ก.ย. 2560 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย จากการที่ จ.อุทัยธานี เป็นปฐมเหตุ สืบเนื่องมาจากรัชกาลที่ 6 เสด็จประพาส จ.อุทัยธานี เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2459 ชาวบ้านชาวเมืองประดับธงทิวถวายการรับเสด็จ รวมทั้งประดับธงช้างเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้นด้วย เมื่อพระองค์และข้าราชบริพาร เสด็จผ่านบ้านหลังหนึ่งทอดพระเนตรเห็นธงช้างสลับกลับด้าน ช้างนอนหงายท้องเท้าชี้ฟ้า ทรงสลด พระราชหฤทัย เมื่อเสด็จกลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนธงจากธงช้างเป็นธงไตรรงค์ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2460 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2460 ดังนั้นขอจงร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ที่ทรงพระราชทาน ธงไตรรงค์เป็นธงชูชาติไทย มา 1 ศตวรรษ และจะยั่งยืนตลอดไป

 

ซือหม่าเชียน – ความตายบ้างหนักหนา ดั่งขุนเขา บ้างเบาบางดุจขนนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515235

ซือหม่าเชียน – ความตายบ้างหนักหนา ดั่งขุนเขา บ้างเบาบางดุจขนนก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ซือหม่าเชียนเกิดในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ใช้ชีวิตอยู่ช่วงรัชสมัยของฮ่องเต้ฮั่นหวู่ตี้ ชีวิตซือหม่าเชียนช่วงต้นดูดี และเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น เขาเกิดในตระกูลนักวิชาการ พ่อของซือหม่าเชียนมีตำแหน่งเป็นขุนนางบันทึกประวัติศาสตร์ และหนูน้อยซือหม่าเชียน ก็รักชอบในประวัติศาสตร์และวรรณกรรม

ในวัย 10 ขวบ ก็มีความรู้พื้นฐานด้านวรรณคดีและคัมภีร์ต่างๆ อย่างยอดเยี่ยม ซือหม่าเชียนก็ไม่ใช่เด็กเรียนที่นั่งจุ้มปุ๊กในห้องอ่านตำรา เมื่ออายุ 20 เขาก็ออก ท่องโลกกว้างอยู่หลายปี จะว่าไปก็คล้ายเทรนด์ท่องเที่ยวให้รู้จักชีวิตก่อนเข้าสู่วัยทำงานของหนุ่มสาวสมัยนี้

แต่ที่จริงซือหม่าเชียนก็ไม่ได้อิงแนวคิดท่องโลกกว้างแบบนั้น เขาท่องทั่วแผ่นดินไปพร้อมกับบันทึกข้อมูลของแต่ละท้องถิ่น ทั้งด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เขารู้ตัวว่าเขาสนใจอะไรตั้งแต่ยังหนุ่ม และเขาใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับวิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันจะทำตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับหลายคนในยุคนี้ คนแบบนี้น่าอิจฉาอย่างยิ่ง

พออายุ 37 ย่างกลางคน ซือหม่าเชียนก็ได้รับตำแหน่งต่อจากพ่อของเขาตามที่ควรจะเป็น 2 ปี ต่อจากนั้นพ่อเขาก็เสียชีวิต พ่อเขาฝากฝังภารกิจอย่างหนึ่งไว้ นั่นคือการเรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพราะถ้าไม่นับราชวงศ์ฉินที่บังคับให้บ้านเมืองสงบเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ด้วยนโยบายประเภทเผาประวัติศาสตร์ก๊กอื่นให้เหี้ยน ยุคที่ซือหม่าเชียนมีชีวิตอยู่ก็นับเป็นสมัยแรกที่จีนถูกรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นและสงบนิ่งยาวนาน

พ่อของซือหม่าเชียนรู้ดีว่าประวัติศาสตร์ในแผ่นดิน จีนก่อนหน้านั้นกระจัดกระจายตามแต่ละก๊กแต่ละเหล่าอย่างไม่เป็นระบบ พ่อของเขาจึงคิดถึงภารกิจใหญ่ที่อยากจะทำในชีวิต ซึ่งก็คือบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ แต่ชะตาไม่อำนวย จึงได้แต่ฝากฝังให้ ซือหม่าเชียนสานต่อภารกิจนี้

ดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหา ซือหม่าเชียนรับด้วยความเต็มใจและเต็มที่ แต่ขณะที่เตรียมสานต่อภารกิจก็เกิดเรื่องไม่คาดคิด ฮั่นหวู่ตี้สั่งจำคุกและจะประหารซือหม่าเชียน เหตุจากการวางหมากผิดของฮั่นหวู่ตี้ กองทัพฮั่นพ่ายแพ้ต่อกองทัพชนเผ่าซุงหนู ฮั่นหวู่ตี้เสียทั้งกองทัพและเสียหน้าจนต้องหาแพะรับบาป และแม่ทัพหลี่หลิง หนึ่งในแม่ทัพที่โดนทัพซุงหนูจับเป็นเชลยคือแพะตัวนั้น

ซือหม่าเชียนเห็นความไม่เป็นธรรม ออกตัวแก้ต่างให้แม่ทัพหลี่หลิงโดยที่เขาไม่ได้รู้จักแม่ทัพหลี่หลิงเป็นการส่วนตัว การแก้ต่างครั้งนี้สำหรับซือหม่าเชียน คือผดุงความเป็นธรรม แต่สำหรับฮั่นหวู่ตี้คือการ ฉีกหน้า และระบุว่าความผิดพลาดเป็นเพราะการใช้คนของฮั่นหวู่ตี้ การลุกขึ้นผดุงความเป็นธรรมครั้งนั้นจึงลงเอยด้วยโทษจำคุก

เรื่องไปกันใหญ่เมื่อข่าวลือว่าหลี่หลิงสวามิภักดิ์ ซุงหนู ทำให้ฮั่นหวู่ตี้ตัดสินใจผิด สั่งประหารครอบครัวแม่ทัพหลี่หลิง แม่ทัพหลี่หลิงจึงสวามิภักดิ์ซุงหนูเข้าจริงๆ แต่คนที่โชคร้ายที่สุดคือซือหม่าเชียน เพราะการเข้าข้างคนทรยศ = ประหาร

แต่ซือหม่าเชียนยังมีทางเลือก ในยุคนั้นโทษประหารละเว้นได้หากจ่ายด้วยเงินครึ่งล้าน หรือไม่ก็ต้องรับโทษ “ตอน” แทน นักวิชาการเถรตรงอย่างซือหม่าเชียนย่อมไม่มีเงินครึ่งล้าน ซือหม่าเชียนจึงเหลือแค่ 2 ทาง คือ ยอมตาย หรือโดนตอน

ถามใจผู้คนสมัยนี้ คำตอบคงเดาได้ไม่ยากว่าขอรักษาชีวิตไว้ก่อน แต่จากจิตวิญญาณและวัฒนธรรมยุคนั้น การโดนตอนน่าละอายกว่าตายหลายเท่าตัว สำนวนจีนว่าไว้ “ฆ่าได้หยามไม่ได้” การตอนคือการถูกลบหลู่อย่างรุนแรง จากประวัติศาสตร์จีน ใครที่อยู่บนทางแพร่งนี้ แทบร้อยทั้งร้อยยินดีเลือกความตาย

แต่ซือหม่าเชียนเจอทางเลือกที่ยากลำบากกว่านั้น ภารกิจที่พ่อฝากฝังยังไม่สำเร็จ และเพราะภารกิจนี้ต้องพึ่งพาประสบการณ์ ความรู้ และความทุ่มเทของเขาเท่านั้น เขาจำต้องเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จเรียบร้อย

ซือหม่าเชียนจึงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะต้องแลกด้วยการอยู่ในสถานะแห่งความต้อยต่ำขนาดไหนก็ตาม หลังจากโดนตอน ซือหม่าเชียนยังบากหน้ารับใช้ราชสำนักฮั่นต่อไป ส่วนฮั่นหวู่ตี้ก็ยินดีช่วงใช้ ซือหม่าเชียนอีกครั้งในตำแหน่งใกล้เคียงเดิม แต่เป็นตำแหน่งที่มีแต่ขันทีเท่านั้นที่ทำ ซึ่งยิ่งเพิ่มความอัปยศให้กับซือหม่าเชียน

บางคนคิดว่าเพราะฮั่นหวู่ตี้ต้องการเอาหน้าซือหม่าเชียนมาเป็นบทเรียนให้ขุนนางทุกคนเห็นว่า ไม่ว่าหน้าไหนก็อย่าคิดหือกับพระองค์ ซือหม่าเชียนใช้ชีวิตครึ่งหลังอย่างน่าละอาย ด้วยวิธีคิดของคนยุคนั้น เขาเป็นได้แค่คนพิกลพิการ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า

แล้วเขาก็ใช้เวลา 15 ปี เรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี ก่อนหน้ายุคเขาได้สำเร็จ “บันทึกประวัติศาสตร์” (สื่อจี้) ของซือหม่าเชียน กลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ยุคโบราณของจีนที่ทรงคุณค่าที่สุด ด้วยทัศนคติ ฝีมือและความตรงไปตรงมาของซือหม่าเชียน ทำให้ “บันทึกประวัติศาสตร์” ของเขามีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางด้านวรรณกรรม

และบันทึกหลายส่วนแม้พูดถึงประวัติศาสตร์ที่เกิดขั้นก่อนหน้าซือหม่าเชียนนับพันปี ก็มีความแม่นยำตรงกับหลักฐานที่ใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งขุดค้นเจอ นักประวัติศาสตร์จีนยกให้ซือหม่าเชียนคือบิดาแห่งประวัติศาสตร์จีน แต่ในช่วงชีวิตของซือหม่าเชียนบันทึกประวัติศาสตร์ของเขากลับต้องถูกซ่อนเร้น เพราะเนื้อหาบันทึกประวัติศาสตร์ของเขากล่าวพาดพิงถึงข้อดีข้อเสียของบรรพบุรุษของราชวงศ์ฮั่น รวมถึงตัวฮั่นหวู่ตี้เองอย่างตรงไปตรงมา จนถึงรุ่นหลานของซือหม่าเชียน ผลงาน “บันทึกประวัติศาสตร์” ของเขาจึงค่อยถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

อาจเรียกได้ว่าเขาสร้างผลงานชิ้นนี้ โดยไม่ได้มีชีวิตอยู่เสพ Like จากใครเลย อาจจะด้วยเหตุผลทางการเมือง จึงไม่มีใครบันทึกบั้นปลายชีวิตของซือหม่าเชียนไว้ รู้เพียงแต่ว่าชีวิตเขาจมอยู่แต่กับความทุกข์ตรม แต่ที่ทนอยู่ได้ก็เพราะต้องทำภารกิจให้สำเร็จ จดหมายฉบับท้ายสุดของซือหม่าเชียนที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ พรรณนาความรู้สึกของเขาว่า

“ตัวข้ารับโทษโดนตอน ยังจะเอาหน้าไปพบพ่อแม่ในสุสานได้อย่างไรอีก แม้ผ่านไปร้อยชั่วคน ความน่าละอายก็ยิ่งทับทวี ข้าใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวล สับสนมึนงง เมื่อก้าวออกนอกบ้านก็มิรู้ว่าจะไปสู่ที่หนใดได้บ้าง…”

สำหรับคนผ่านทางเลือกระหว่างตายกับอยู่อย่างอัปยศอย่างซือหม่าเชียน เขารู้ดีว่าบางทีความตายก็ง่ายเกินไป เพราะชีวิตเขามีสิ่งยิ่งใหญ่บางสิ่งที่ต้องทำ แม้ชีวิตต้องจมกับความทุกข์ตรม ซือหม่าเชียนยังเขียนวลีที่หลายคนอาจคุ้นเคยไว้ในจดหมายฉบับสุดท้ายของเขา “คนเรานั้นตายครั้งเดียว (แต่ความตายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน) บ้างหนักหนาดั่งขุนเขา บ้างก็เบาบางดุจขนนก” n

 

14 อาหารที่ควรทานยามปวดท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 16:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515181

14 อาหารที่ควรทานยามปวดท้อง

อาหารบางชนิดสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้องหรืออาหารเป็นพิษได้

อาการปวดท้องหรืออาหารเป็นพิษสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเมื่ออาการเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเวลาที่เราไปเที่ยวพักผ่อน หรืออยู่ระหว่างการเดินทางไกลเนี่ย ยิ่งจะทำให้รู้สึกเซ็งมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากยาแล้ว อาหารบางชนิดก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน

1.กล้วย

กล้วยที่เรากินมาตั้งแต่เล็กๆ เนี่ยแหละเป็นอาหารชั้นยอดที่จะช่วยให้เราหายทรมานได้ เพราะกล้วยมีโพแทสเซียม ที่จะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงและอาเจียน ดังนั้นหากเริ่มมีอาการเมื่อไหร่ให้มองหากล้วยไว้ก่อนเลย

2. ข้าว

ข้าวเป็นอาหารที่ย่อยง่ายไม่ต่างจากกล้วย แถมข้าวยังช่วยเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง และดูดซับสารพิษได้อีกด้วย

3. ซอสแอปเปิ้ล

ซอสแอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่าเพคติน ซึ่งสารตัวนี้มีส่วนช่วยให้ของเหลวจับตัวเป็นของแข็ง ดังนั้นจึงสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง และป้องกันการท้องร่วงซ้ำซ้อนได้

4. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ให้ผลตรงกันข้ามกับซอสแอปเปิ้ลโดยสิ้นเชิง ผลแอปเปิ้ลนั้นสามารถช่วยรักษาอาการท้องผูกได้ เนื่องจากเต็มไปด้วยวิตามินและใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

5. โทสต์ หรือขนมปังปิ้ง

จงจำไว้ว่าอย่าทานธัญพืชหรือโฮลวีตในตอนที่ท้องไส้กำลังปั่นป่วนเด็ดขาด ให้ทานคาร์โบไฮเดรตที่อ่อนโยนและย่อยง่าย  เช่น โทสต์ ขนมปังปิ้งสีขาว ที่ย่อยง่าย นอกจากนั้นโทสต์ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนได้ด้วย

6. ขิง

สมุนไพรไทยที่เรามักจะมองข้ามอย่างขิง แท้จริงแล้วสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากความปั่นป่วนในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งนั่นยังรวมไปถึงชาขิง หรือน้ำขิงด้วย

7. มันฝรั่ง

นอกจากกล้วยแล้ว มันฝรั่งก็มีโพแทสเซียม ที่ช่วยเคลือบกระเพาะ และปลอบประโลมแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย แต่ต้องเป็นมันฝรั่งธรรมดาที่ไม่ผ่านการปรุงรสเท่านั้น

8. ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต และข้าวโอ๊ตบดละเอียด สามารถช่วยปลอบประโลมกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการท้องร่วงได้ และเช่นเดียวกัน ต้องเป็นข้าวโอ๊ตที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงรส

9. แครกเกอร์รสเค็ม

แครกเกอร์รสเค็มนอกจากจะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย สามารถทานยามปวดท้องได้แล้ว สตรีมีครรภ์ก็สามารถทานแครกเกอร์รสเค็มเพื่อช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้เช่นกัน

10. ซุป หรือแกงจืด

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทานแกงจืด ซุปใส หรือครีมซุปร้อนๆ ซึ่งถือเป็นอาหารอ่อน เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น ได้รับน้ำมากขึ้น รวมไปถึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารมากไปกว่าเดิมด้วย

11. ชาสมุนไพร

เมื่อเกิดอาการอาหารเป็นพิษ หรือท้องร่วง ร่างกายจะเสียน้ำมาก การจิบชาสมุนไพรจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้น โดยเฉพาะชาคาร์โมมายล์ ที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง และลดอาการอักเสบได้ด้วย

12. น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าวเต็มไปด้วยอิเล็กโทรไลต์ที่ร่างกายเสียไป นอกจากนั้นยังมีโพแทสเซียมสูง และกลิ่นของน้ำมะพร้าวก็จะช่วยให้เราสดชื่นขึ้นอีกด้วย

13. มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ชนิดแรกๆ ที่เรานึกถึงยามท้องผูก เนื่องจากมะละกอนั้นเต็มไปด้วยใยอาหาร แถมยังย่อยง่าย และสามารถลดอาการท้องผูกได้

14. น้ำเปล่า

การดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากการดื่มน้ำเยอะๆ สามารถช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกายได้ แถมยังช่วยชะล้างสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

ที่มา: insider

 

6 ข้อควรรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515172

6 ข้อควรรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

รวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วไม่ว่าทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะเป็นวิตามินอีกชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย มีประโยชน์หลายประการ ปัจจุบันนอกจากการทานอาหารที่มีวิตามินซีแล้ว ยังมีอาหารเสริมออกวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย เราเลยขอพาทุกคนมาความเข้าใจเกี่ยวกับวิตามินซีให้มากขึ้นกัน

1. ร่างกายของแต่ละคนต้องการวิตามินซีไม่เท่ากัน

วิตามินซีสามารถละลายในน้ำได้ ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่าย ทั้งนี้ในหนึ่งวันร่างกายของแต่ละคนจะมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป เด็ก 1 – 8 ปี ต้องการวิตามินซีเพียง 35 มิลลิกรัม ในขณะที่เด็กอายุ 13 – 15 ปี เพศหญิงต้องการวิตามินซี 65 มิลลิกรัม ส่วนเพศชายต้องการ 75 มิลลิกรัม สำหรับผู้ที่อายุ 19 ปีขึ้นไป เพศหญิงต้องการวิตามินซีวันละ 75 มิลลิกรัม และหากตั้งครรภ์ร่างกายจะต้องการวิตามินซีเพิ่มจากปกติอีก 10 มิลลิกรัม ส่วนเพศชายต้องการวิตามินซีมากถึงวันละ 90 มิลลิกรัม

2. วิตามินซีพบได้ในอาหารประเภทไหนบ้าง

ส่วนใหญ่วิตามินซีสามารถพบได้ในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ส้มโอ มะขามป้อม ลิ้นจี่ สตรอว์เบอร์รี นอกจากนั้นพืชผักอย่างบรอกโคลี ใบย่านาง และขี้เหล็ก ก็มีวิตามินซีสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งรู้หรือไม่ว่า ผักขมๆ อย่างใบขี้เหล็กนั้นมีวิตามินซีสูงถึง 484 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม เข้าตำรับหวานเป็นลมขมเป็นยาที่แท้จริง

3. การทานอาหารเสริมที่มีวิตามินซีดีหรือไม่

อาหารเสริมเหล่านั้นถูกผลิตมาสำหรับผู้ที่ขาดวิตามินโดยเฉพาะ ดังนั้นการทานอาหารเสริมไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด โดยวิตามินซีเสริมก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบเม็ดอม แคปซูล เม็ดเคี้ยว เม็ดฟู่ หรือแม้กระทั่งแบบฉีด แต่อย่างไรก็ตามผู้คนทั่วไปก็ควรทานวิตามินซีแบบธรรมชาติมากกว่า ยกเว้นคนป่วยหรือคนที่กำลังขาดวิตามินอย่างหนักจริงๆ

4. วิตามินซีแก้หวัดได้จริงหรือไม่

ข้อนี้คงเป็นคำถามในใจใครหลายคน จากการศึกษาพบว่า วิตามินซี “มีส่วนช่วย” แก้หวัดได้จริง แต่จะช่วยในเรื่องของการลดความรุนแรงของอาการป่วย และช่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ถึงอย่างไรการจะหายจากหวัดก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิตามินซีเพียงเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

5. ทานวิตามินซีมากเกินไปมีโทษหรือไม่

ถึงแม้วิตามินซีจะมีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากมาย แต่การได้รับวิตามินซีมากเกินไปก็สามารถเกิดโทษได้เหมือนกัน เพราะอาจเสี่ยงเป็นนิ่วในไต เนื่องจากวิตามินซีจะไปรบกวนการดูดซึมของซีลีเนียมและทองแดง ที่มีความจำเป็นต่อการป้องกันนิ่วในไต รวมไปถึงอาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับวิตามินซีมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากนี้ก็อาจเกิดอาการท้องเสียได้อีกด้วย

6. การทานวิตามินซีให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ควรทานวิตามินซีพร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารเช้า เนื่องจากช่วง 9 – 10 โมง ร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้ดีที่สุด ไม่ควรทานวิตามินซีตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด อาจทำให้ปวดท้องได้ และไม่ควรทานวิตามินซีตอนก่อนนอนเช่นเดียวกัน เพราะอาจทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับได้นั่นเอง

ที่มา: NIH

 

ความสุขจากการให้ นันทพร ฉายรัศมีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 13:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515156

ความสุขจากการให้ นันทพร ฉายรัศมีกุล

  โดย โยโมทาโร่

 “การที่เรามอบสิ่งดีๆ มอบความสุขให้ใครอีกคนหนึ่ง เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ แต่เราก็เป็นผู้รับด้วยเช่นกัน” นันทพร ฉายรัศมีกุล หนึ่งในคนใจดีจิตอาสากล่าวไว้เช่นนั้น

เธอเล่าที่มาที่ไปอีกว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มจากการที่พูดคุยกับเพื่อนที่ออฟฟิศว่าอยากจะไปทำบุญ จึงมีการรวมกลุ่มกันทำบุญ แต่ก็มีบางช่วงบางตอนของชีวิตที่ต้องห่างหายไปประมาณ 4 ปี จนมีเสียงเรียกร้องจากเพื่อนๆ ถึงได้กลับมาเริ่มต้นทำใหม่กันอีกครั้ง

 “ครั้งล่าสุดที่เราไปทำบุญกันที่บ้านพักฉุกเฉิน เริ่มมากจากมีเพื่อนบอกกับเราว่าอยากจะเปิดโครงการทำบุญบริจาคของอีก จะได้ถือโอกาสนี้ได้เจอกับเพื่อนๆ ในกลุ่มพบปะสังสรรค์ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง เพราะว่าไม่ได้เจอกันมานานแล้วจะได้ถือโอกาสนี้ทำประโยชน์ให้กับทางคนอื่นด้วย แต่ใจเราอยากจะเริ่มปีหน้าเพราะมีลูกเล็กอยู่ แต่เพื่อนก็บอกว่าทำบุญอย่าคิดเยอะ เราก็เลยตกลงที่จะกลับมาเริ่มกันอีกครั้ง”

กลุ่มของนันทพรเองนั้นแตกต่างจากกลุุ่มอื่นๆ อยู่บ้าง ตรงที่ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นการทำกิจกรรมที่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพหลัก อาศัยแค่กลุ่มเพื่อนๆ ที่รู้จัก ดูกันว่าใครอยากจะไปทำบุญที่ไหนก็ติดต่อประสานงานแบ่งกัน ใครอยากจะไปที่ไหนบ้างก็สลับกันไป ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าภาพตลอด แล้วแต่ว่ามีใครพบที่ไหนที่น่าสนใจที่จะไปทำบุญ โดยมีทุกคนช่วยกันประกาศประสานงานว่ากำลังจะเปิดรับบริจาคของทำบุญด้วยกันอย่างเรียบง่าย ด้วยเส้นสายแห่งมิตรภาพ

 “บางปีเพื่อนกลุ่มนี้อยากไปสร้างพระพุทธรูป พออีกปีอีกกลุ่มก็ไปบริจาคของ ไม่ได้ตายตัวว่าเราจะไปที่ไหนกันทุกปีเพราะว่ายังมีอีกหลายสถานที่ๆ ยังรอคอยความช่วยเหลือจากสังคม และเราก็ต้องดูด้วยว่าสถานที่ที่เราอยากจะไปนั้นพร้อมไหม บางที่โทรไปเจ้าของสถานที่ก็ไม่สะดวก เพราะว่าอาจจะมีกลุ่มอย่างเราเข้าไปช่วยทำบุญเยอะ ขนาดมีคิวขอเข้ามาทำกิจกรรมยาวถึงต้นปีหน้าเลยก็มี

นันทพร ก็บอกว่าต้องปรับไปหาสถานที่อื่น ที่ยังไม่ค่อยมีใครคนเข้าไปช่วยบ้าง และด้วยความที่ต่างคนยังมีภาระเยอะตอนนี้ก็เลยต้องเลือกสถานที่ใกล้ๆ กันก่อน

“เพราะใจเราอยากจะไปทำบุญต่างจังหวัดบ้าง แล้วก็พยายามเลี่ยงทำบุญกับสถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะว่ามีคนช่วยเหลือเยอะ เราเคยไปช่วยเหลือไปทำบุญกับวัดที่มีพระนักพัฒนา ซึ่งไม่เคยรู้จักท่านมาก่อนไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ท่านได้พัฒนาสร้างโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี เลยเปิดโลกทัศน์ว่ายังมีพระนักพัฒนาที่ดีอยู่ และในประเทศไทยยังมีสถานที่ที่ขาดความช่วยเหลือ ให้เราต้องเข้าไปช่วยเหลืออีกมาก”

การทำบุญของกลุ่ม นันทพรแจกแจงว่าส่วนมากจะเน้นอาหารเป็นหลักก่อน เพราะได้ทำบุญด้วยแล้วทางกลุ่มก็จะได้กินด้วย หรือจะใช้เลี้ยงจัดกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกันก็ได้

 “ใครที่ถนัดทำอาหารรับผิดชอบในเรื่องของการทำอาหาร ส่วนเราไม่ถนัดด้านการทำอาหารก็ลงทุนในเรื่องของเงิน แล้วก็ประสานงานแล้วก็แบ่งหน้าที่ว่ามีใครความถนัดอะไร อยากจัดหาอยากทำอะไรก็เอาตามความถนัด ซึ่งล่าสุดก็มีเพื่อนๆ เข้าร่วมกลุ่มตั้งประมาณ 20-30 คน เป็นกลุ่มใหญ่พอสมควร พอจบเรื่องอาหารก็ค่อยดูว่าสถานที่นั้นขาดเหลืออะไรก็จะหาให้ในสิ่งนั้น บางที่ต้องการเป็นเงิน บางที่ต้องการเป็นสิ่งของ ขาดเหลืออะไรเราก็จะจัดตามนั้นให้”

นันทพร ทิ้งท้ายว่า การที่เราทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบนี้ คิดแค่ว่าเป็นเหมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม เพราะไม่ได้มีเวลามากมายหรือมีเงินมากมาย

“แต่ว่าครั้งหนึ่งได้ทำให้คนอื่นบ้างก็รู้สึกอิ่มใจ ในวันที่เราไปมีหลากหลายความรู้สึก คนที่เราไปทำบุญเราก็รู้สึกได้ว่าเขามีความสุข มีกำลังใจในชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีกำลังใจกลับมา เพราะรู้ว่ายังมีคนอื่นที่ลำบากมากกว่าเราอีกเยอะแยะมากมาย เหมือนการชาร์จแบตให้กับตัวเองด้วย ภาพภายนอกดูเหมือนว่าเราไปให้เขา แต่อันที่จริงแล้วเราได้ความรู้สึกที่เป็นกำลังใจกลับมาสู่ตัวเราเองอีกด้วย”

 

เรียงร้อยภาพจำในใจ ดุสิตธานี – The Story Never Ends

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515154

เรียงร้อยภาพจำในใจ ดุสิตธานี - The Story Never Ends

โดย ปอย

 ก่อนโรงแรมหรูใจกลางกรุง ที่ยืนหยัดเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพมหานคร มายาวนานกว่า 48 ปี จะยุติการให้บริการในวันที่ 16 เม.ย. 2561 มีกิจกรรมรวมนักสเกตช์ภาพจำนวนร่วมร้อยชีวิตมารวมตัวกัน มีจุดหมายเดียวกันนั่นคือ บันทึกภาพสะท้อนของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

โดยภารกิจปลายทางของทุกคนในวันนั้นคือ ร่วมกันสเกตช์ภาพจำของ “โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ”

สุกัญญา จันทร์ชู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ บอกว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่จัดขึ้นเพื่อส่งท้าย “ดุสิตธานี กรุงเทพฯ” ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้าง “ภาพจำ” ตลอดจนความประทับใจที่ทุกคนมีต่อดุสิตธานี ซึ่งทุกคนน่าจะรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และพร้อมที่จะเฝ้ารอการกลับมาของดุสิตธานีในอีก 3 ปีข้างหน้า

“เราได้ร่วมกับกลุ่ม Bangkok Sketchers จัดกิจกรรม ‘ดุสิตธานี ความทรงจำ สุขใจ ไม่สิ้นสุด’ หรือ Dusit Thani Bangkok-The Story Never Ends เพื่อที่จะบันทึกเรื่องราวของโรงแรมที่มีเอกลักษณ์สวยงามทั้งภายในและภายนอก ผ่านปลายดินสอและพู่กันของนักสเกตช์ภาพที่ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 80 ชีวิต ซึ่งต้องบอกว่าทุกภาพนั้นมีคุณค่าทางใจมาก และเป็นภาพจำที่น่าประทับใจ เป็นความรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่เราได้ย้อนกลับมามอง”

สุกัญญา ยังได้ย้อนภาพจำในใจ 5 เรื่อง ให้ทุกคนได้ร่วมกันหาคำตอบไปพร้อมกันว่า “คุณรู้หรือไม่” เริ่มต้นจาก คุณรู้หรือไม่ว่า ชื่อ “ดุสิตธานี” นั้น ตั้งชื่อตามเมืองจำลองรูปแบบประชาธิปไตย ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประสงค์จะสร้างขึ้น และพระราชทานนามว่า “ดุสิตธานี” และยังเป็นชื่อของสรวงสวรรค์ชั้น 4 ซึ่งการออกเสียงไพเราะ และมีความหมายอันเป็นมงคลแก่ผู้ที่เข้าพัก เหมือนได้พักอาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์

และคุณรู้หรือไม่ว่า ห้องนภาลัย บอลรูม เป็นห้องจัดเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ในขณะนั้น และเป็นจุดเปลี่ยนแปลงวิถีการจัดงานแต่งงานของคนสมัยให้เริ่มมาจัดงานที่โรงแรม แทนสถานที่จัดเลี้ยงอื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของดุสิตธานีจนถึงวันนี้

คุณรู้หรือไม่ว่า ห้องไลบรารี่ 1918 ที่มาของชื่อ “ไลบรารี่” เป็นห้องจัดเลี้ยงน้ำชา ที่จัดให้คล้ายพระบรมราชานุสรณ์ในรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีเอกสารพระราชกรณียกิจ มีภาพถนน บ้านเรือนและอุปกรณ์ที่หาชมได้ยากในยุคนั้น ส่วนเลข 1918 มาจากปีที่พระองค์ทรงสร้างเมืองประชาธิปไตย ในปี 2461 ซึ่งตรงกับปี 1918

คุณรู้หรือไม่ว่า ห้องอาหารไทยห้องแรกชื่อห้องสุโขทัย เน้นการออกแบบโดยใช้ไม้สัก โดยอาจารย์จากกรมศิลปากร ซึ่งที่นั่งสำหรับรับประทานอาหารนั้น จะเป็นแบบเจาะหลุมนั่งห้อยขา ภายในห้องอาหารมีการแสดงรำไทยให้ชาวต่างชาติได้ชม จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นห้องบุษราคัม และเปลี่ยนเป็นห้องเบญจรงค์ เน้นอาหารไทยแท้แบบชาววัง จนปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาหารแนวร่วมสมัย

และคุณรู้หรือไม่ว่า ห้องอาหารแฮมิลตัน สเต็กเฮ้าส์ ได้ถูกตั้งชื่อตามเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนแรก คือ แฮมิลตัน คิง ซึ่งต่อมาได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยผู้มีอำนาจเต็มคนแรก

สุกัญญา บอกว่า ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันสุดท้ายในวันที่ 16 เม.ย. 2561 ก็เพื่อให้ทุกคนที่รักและผูกพันกับดุสิตธานี ได้ร่วมกันเก็บภาพความทรงจำที่ดีแบบนี้ไว้ ให้ดุสิตธานีเป็นความสุข เป็นความอบอุ่น และทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึง

“ถ้าจะบอกว่า นี่เป็นการนับถอยหลังของดุสิตธานี ก็อาจจะพูดแบบนั้นไม่ได้ทั้งหมด เพราะการนับถอยหลังครั้งนี้ไม่ใช่การสิ้นสุด แต่เป็นการรอเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ดังนั้นพวกเราจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมในช่วงส่งท้าย ด้วยความตั้งใจที่จะส่งผ่านความรู้สึกที่เป็นภาพจำดีๆ ให้กับทุกคน

“ดุสิตธานี ยังสร้าง ‘ภาพจำ’ ให้กับทุกคู่รัก ด้วยการจัดกิจกรรมให้ทุกคู่รักที่เคยจัดงานที่โรงแรมดุสิตธานี นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อปี 2513 จนถึงปัจจุบัน เพียงแค่นำภาพแต่งงานมาแสดง ก็จะได้รับบัตรกำนัลรับประทานอาหารชุดพิเศษฟรี เป็นเซตเมนู 3 คอร์ส สำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ และยังจะได้รับหนังสือวิธีการปรุงอาหารไทยของดุสิต Thai Way of Life : The Dusit Cookbook และส่วนลดพิเศษ 27% เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารในโรงแรม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2561 เรามีกิจกรรมจนถึงปีหน้าค่ะ” สุกัญญา กล่าว

เธอยังกล่าวด้วยว่า สำหรับช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ดุสิตธานีมีความยินดีอย่างยิ่งหากหน่วยงานหรือองค์กรใด สนใจร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างภาพจำของดุสิตธานีใน 48 ปีที่ผ่านมาไปด้วยกัน

ภาพจำที่ไม่ใช่การร่ำลา แต่เป็นการเริ่มต้นรอคอย The New Chapter ไปพร้อมกัน เพียงเดินเข้าไปชมภาพวาดสเกตช์สวยงามกันได้ ใจกลางเมืองแค่ลงรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดินก็ระลึกถึงกันได้หลายๆ ฉากแห่งความหลัง

 

เอนหลังกันดีกว่า ด้วยแว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515146

เอนหลังกันดีกว่า ด้วยแว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือ

แว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ แก้ปัญหาปวดคอ

บอกลาสังคมก้มหน้าได้เลย เพราะหลังจากนี้จะกลายเป็นสังคมใส่แว่นแทน เนื่องจากมีคนทำแว่นตาสำหรับคนขี้เกียจที่ชอบนอนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ เล่นคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ปัญหาปวดคอเวลาก้มหน้านานๆ

แว่นตาที่ว่านี้เป็นของที่ขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเจ้าหนึ่งของประเทศเกาหลี โดยได้นำเข้าสินค้ามาจากจีน ตัวแว่นตาเป็นสีดำ ทำจากวัสดุพีซี น้ำหนักเบา มีขนาด 16.5 x 21 x 4.5 เซ็นติเมตร

การทำงานของแว่นตาก็ไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ใช้หลักการภาพสะท้อนของกระจกเงาในการผลิต เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถเอนหลังทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องยกหนังสือขึ้นสูงยามนอนอ่าน และไม่ต้องลุกขึ้นมานั่งก้มหน้านานๆ

สำหรับผู้ที่สวมแว่นสายตาอยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เช่นกัน สามารถสวมแว่นตาอันนี้ทับแว่นสายตาของตัวเองไปได้เลย ซึ่งแว่นตาอันนี้ราคาอยู่ที่ 10,500 วอน หรือประมาณ 300 บาทเท่านั้น

ที่มา: bananabd