‘กอล์ฟมาเยือน’ เปิดประสบการณ์เยือนรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515139

'กอล์ฟมาเยือน' เปิดประสบการณ์เยือนรอบโลก

โดย รอนแรม  ภาพ : กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล

 ตากล้องสายสถาปัตย์และธรรมชาติ กอล์ฟ-กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล เขาเป็นเด็กบัญชี จุฬาฯ แต่ขอเลือกเส้นทางเป็นช่างภาพ นักเดินทาง และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “กอล์ฟมาเยือน”

ถามว่าปัจจุบันเขาประกอบอาชีพอะไร คำตอบที่ได้คือเป็นช่างภาพ โดยมีเพจท่องเที่ยวเป็นช่องทางให้คนได้ชมความงามและอ่านเรื่องราวจากประสบการณ์จริง

เขาเริ่มสร้างเพจราว 4 ปีที่แล้วตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปี 3 ในมหาวิทยาลัยโดยเริ่มท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้ๆ อย่างเชียงใหม่ แต่กลับเป็นทริปเปิดโลกกว้างให้เขาสนใจการเดินทาง

 “ผมเริ่มจากลงรูปทริปเชียงใหม่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว จากนั้นก็เริ่มเขียนรีวิวลงพันทิป และตัดสินใจเปิดเพจไว้เป็นพื้นที่แชร์ภาพกับเรื่องราวที่ไปเจอมา ส่วนการเป็นช่างภาพเริ่มจากถ่ายรูปปริญญาเพื่อหาเงินไว้ไปเที่ยวทริปหน้า จากนั้นพอในเพจมีภาพท่องเที่ยวมากขึ้น และผมเก็บสต๊อกภาพจนสามารถขายในเก็ตตี้อิมเมจได้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานจ้างและงานสปอนเซอร์ต่างๆ เข้ามา จนตอนนี้ผมได้กลายเป็นช่างภาพเต็มตัว”

ตอนนี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหน กอล์ฟมักมองหาโลเกชั่นสำหรับถ่ายภาพ โดยเน้นแลนด์สเคปสวยงามที่สามารถอธิบายแทนความพูดให้ได้มากที่สุด ประกอบกับเนื้อหาในเพจจะมีทั้งการสอนถ่ายภาพ สอนเทคนิคแบบไม่ใช้ศัพท์เทคนิค และประสบการณ์ที่ถ่ายทอดด้วยภาษาไม่เป็นทางการเสมือนว่ากำลังเล่าให้เพื่อนฟัง

 “เวลาถ่ายภาพธรรมชาติเราต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพื่อเก็บหมอกเก็บพระอาทิตย์ ส่วนกลางคืนก็ต้องนอนดึกกว่าคนอื่นเพราะต้องรอถ่ายดาวหรือแสงเหนือ แต่สุดท้ายแล้วพอได้รูปสวยๆ เราจะหายเหนื่อย เพราะเราไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ดังนั้นมันเลยขึ้นอยู่กับจังหวะ เวลา และความอดทนของเรา”

ในแต่ละเดือนเขาจะเดินทางประมาณ 2 ครั้ง เฉลี่ย 10 ประเทศ/ปี ซึ่งตอนนี้กอล์ฟไปเยือนมาแล้วเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก

 “เอกลักษณ์ของเพจผมคือ ภาพถ่าย และบทความแบบสตอรี่เทลลิ่ง” เขากล่าวต่อ

“ตอนนี้มีเพจท่องเที่ยวเกิดขึ้นเยอะมาก ดังนั้นนอกจากจะต้องรักษาจุดเด่นเรื่องภาพไว้ ผมยังต้องพัฒนาและต่อยอดต่อไป โดยในปีนี้มีแผนจะทำในแชนแนลยูทูบ ทวิสต์ทีวี และเว็บไซต์เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทาง”

 เพจกอล์ฟมาเยือนจะมอบความรู้เรื่องการถ่ายภาพ ข่าวสารแกดเจ็ตต่างๆ และแรงบันดาลใจในการเดินทาง รวมถึงตัวเขาเองจะเป็นพลังให้ใครก็ตามให้ทำตามฝัน เหมือนนักบัญชีที่ขอเลือกไม่ถือเอกสาร แต่กลับถือกล้องออกเดินทางรอบโลก

 

คนรักสัตว์ต้องดู! ชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515137

คนรักสัตว์ต้องดู! ชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ชุดว่ายน้ำแบรนด์หนึ่งเอาใจคนรักสัตว์ เปิดให้สั่งพิมพ์หน้าสัตว์เลี้ยงของตัวเองลงบนชุดว่ายน้ำ

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถพาสัตว์เลี้ยงไปเที่ยวได้ในทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่กลางมหาสมุทร! Petflair แบรนด์ชุดว่ายน้ำแบรนด์หนึ่งจึงได้จัดแคมเปญให้ทุกคนสามารถเลือกพิมพ์ลายสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของตัวเองลงบนชุดว่ายน้ำได้ตามใจ

การสั่งทำชุดว่ายน้ำก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงของคุณเอง แล้วนำไปอัพโหลดขึ้นที่เว็บไซต์ของ Petflair จากนั้นก็เลือกสีและแบบของชุดว่ายน้ำได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชุดว่ายน้ำวันพีชหลากหลายแบบ กางเกงว่ายน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือแม้กระทั่งกระเป๋า

ปัจจุบันแคมเปญนี้เป็นแคมเปญของ Kickstarter ซึ่งทำเงินไปแล้วถึง 12,000 เหรียญออสเตรเลีย จากเป้าหมาย 15,000 เหรียญออสเตรเลีย และคาดว่าจะทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ที่มา: metro

 

ขี่จักรยานสร้างสมดุลชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515135

ขี่จักรยานสร้างสมดุลชีวิต

 โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

 การเล่นกีฬานอกจากเป็นงานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ในบางจังหวะเวลากีฬาก็ทำให้ผู้เล่นเกิดแนวคิดสร้างสรรค์ดีๆ ได้เช่นกัน

อย่างเช่น ภาสิต ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น ที่มีงานอดิเรกสุดชื่นชอบคือการขี่จักรยานและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ก็เพราะขี่จักรยาน

ภาสิต เล่าว่า ปกติแล้วยามว่างจะชอบอยู่บ้าน หรือไม่เสาร์-อาทิตย์ก็จะออกไปขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกาย โดยจุดเริ่มต้นของการขี่จักรยานมาจากไปเรียนหลักสูตรของตลาดทุนแล้วก็มีเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันชวนไปขี่จักรยาน

“แรกๆ ยังไม่ได้มีจักรยานด้วย เพื่อนๆ ก็พาไปซื้อ วันแรกที่ไปขี่จักรยานกับเพื่อน โดนหลอกไปขี่จักรยานระยะทางถึง 50 กิโลเมตร”

แม้ว่าจะไปขี่จักรยานครั้งแรกแบบไม่ตั้งตัวอะไร แต่จากครั้งนั้นก็ทำให้ภาสิตเริ่มชอบการขี่จักรยาน และกลายเป็นไปขี่จักรยานกับกลุ่มเพื่อนเป็นประจำ

 “มีการท้าทายกันในกลุ่มว่าต้องขี่จักรยานให้ได้ 100 กิโลเมตร เลยเถิดไปถึงการวางเป้าหมายลงแข่งขันไตรกีฬา”

ภาสิต รู้สึกว่า การขี่จักรยานเหมือนกับการได้สู้กับตัวเอง สู้ตามเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ เพราะจักรยานไม่เหมือนกับการเล่นบอลที่ต้องเล่นเป็นทีม เนื่องจากจักรยานต้องขี่เองและสู้ด้วยตัวเอง

“ความท้าทายของการขี่จักรยานก็คือ เรามีข้อจำกัดของตัวเองเท่าไร แล้วเราจะก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองได้หรือไม่ ซึ่งก็เหมือนกับการทำงานที่เราต้องตั้งเป้าหมาย แล้วเราจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่”

ภาสิต ระบุว่า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่หยุดจะพยายามไม่คิดเรื่องงาน การไปขี่จักรยานก็เหมือนไปบำบัดตัวเองจากความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดสัปดาห์

“ก็ต้องยอมรับว่าระหว่างขี่จักรยานไปในบางเส้นทาง เรามักจะได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ปกติเราก็เห็นแบบผ่านๆ ตาอยู่แล้วเวลานั่งรถหรือขับรถผ่าน”

เมื่อเปลี่ยนมาวิ่งหรือขี่จักรยาน ภาสิตมักจะได้เห็นสิ่งต่างๆ สองข้างทางที่เคยเห็น ชัดเจนขึ้นอย่างที่บางครั้งก็คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่เห็นจะต่อยอดไปสู่การทำงานได้

 “ตอนนี้บริษัทก็ทำปุ๋ย ทำเหมืองโปแตช ตอนที่ไปขี่จักรยานผ่านไปสองข้างทางมองเห็นปุ๋ย เห็นแนวทางการทำตลาดปุ๋ย เห็นรายละเอียดว่าชาวบ้านอยู่แถวไหน ทำนาอย่างไร แล้วคนขายปุ๋ยใช้โปรโมชั่นแบบไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอาจจะมองไม่เห็นเวลาที่นั่งบริหารอยู่” ภาสิต กล่าว

ไม่เพียงเท่านี้ จากการที่ภาสิตเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องขึ้นมาเป็นผู้นำทัพขององค์กรให้ก้าวไปได้ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาสิตก็จะใช้หลักการขี่จักรยาน กลับมาประยุกต์กับการก้าวข้ามความท้าทายนี้ โดยดูว่าจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ได้ เพื่อให้คนทำงานเหนื่อยน้อยลง ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

“แทนที่จะใช้วิธีการแบบเดิมๆ ก็ใช้วิธีการใหม่ๆ ที่ทำให้รวดเร็วขึ้น ไม่ใช่แค่คิดผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ทำอย่างไรให้งานที่มีอยู่ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากให้เปรียบภาพชัดๆ ก็เหมือนกับมีจักรยาน ก็ต้องเอามาขี่ ไม่ใช่นำจักรยานมาแบกหรือเข็นไป” ทุกวันนี้ ภาสิตไม่เพียงแต่ขี่จักรยาน แต่ยังมีความสุขกับการศึกษารายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับจักรยาน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เลยชอบที่จะศึกษาโครงสร้าง กลไกต่างๆ ว่า ทำไมจักรยานคาร์บอนบอบบางถึงแข็งแรงได้

ทั้งนี้ ภาสิต เชื่อเสมอว่า ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์) ดังนั้นนอกจากให้เวลากับการทำงานแล้ว ก็ต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อตัวเองและคนในครอบครัว

“มาถึงวันนี้การขี่จักรยานก็คือช่วงเวลาที่ได้ทำเพื่อตัวเอง เป้าหมายของภาสิต หลังจากนี้เกี่ยวกับการขี่จักรยานก็คือ อยากขี่จักรยานจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่”

 ภาสิตฝากไปถึงคนทำงานด้วยว่า อยากให้คนทำงานดูแลสุขภาพกันด้วย เพราะถ้าสุขภาพร่างกายดี จิตใจมั่นคง งานก็จะออกมาดี แต่ปัจจุบันมองเห็นหลายคนทำงานกันหนักเกินไป ทำงานหนักแบบลืมตัว มารู้สึกอีกทีก็ตอนที่อาการร่างกายฟ้อง ปวดหัว เป็นไข้ แล้วก็วูบไป

“ดังนั้น เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ คือสิ่งที่สำคัญ ถ้าคิดจะทำงานหนัก ร่างกายก็ต้องแข็งแรงก่อน”

ทุกวันนี้ภาสิตให้ความสำคัญอย่างมากกับการส่งเสริมให้คนในบริษัทออกกำลังกาย โดยเริ่มง่ายๆ จากการเดินขึ้นบันไดก่อน เพราะการขึ้นบันไดเป็นการเช็กสภาพร่างกายได้ระดับหนึ่งว่า

“ระหว่างขึ้นบันได หัวใจเต้นหนักเกินไปไหม เราเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ถ้าเหนื่อยเกินไปลองไปเช็กสุขภาพดูดีไหม ถือเป็นการดูแลแบบง่ายๆ ใครที่ทำงานหนักมากๆ ลองไปขี่จักรยานปลดปล่อยความเครียดกันบ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะได้แนวคิดดีๆ กลับมาเป็นประโยชน์กับงานด้วยก็ได้”

 

ความสำเร็จ เทคโนโลยีสยาม ผลักดัน ‘รถพลังงานแสงอาทิตย์’ อวดชาวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515133

ความสำเร็จ เทคโนโลยีสยาม ผลักดัน ‘รถพลังงานแสงอาทิตย์’ อวดชาวโลก

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากความฝันเป็นแรงผลักดันที่สามารถทำให้เกิดความพยายาม ที่จะแปรเปลี่ยนให้ฝันนั้นกลายเป็นความจริง ความฝันของผู้บริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และคณะนักเรียนนักศึกษา ที่ฝันร่วมกันว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ในเวทีระดับโลกอย่างรายการ World Solar Challenge ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้

เมื่อพวกเขารวมกว่า 20 ชีวิต ก้าวเข้าสู่บทบาทตัวแทนประเทศไทย ที่พร้อมจะนำรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ไปอวดโฉมต่อสายตาชาวโลกที่ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 8-15 ต.ค.นี้

บนระยะทางการแข่งขัน 3,022 กิโลเมตร ในประเทศที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ นับเป็นความท้าทายของนักศึกษาและอาจารย์คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม หรือ STC เป็นอย่างมาก และรายการแข่งขันนี้ไม่ใช่ “ของเล่น” ที่ใครอยากจะมาแข่งขันได้ หากแต่มันคือตำนานของวงการรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นพื้นที่ระดับโลกที่คนจะมาแสดงความฝันผ่านเทคโนโลยีด้านยานยนต์ และปฏิเสธการใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน หากแต่ต้องใช้พลังงานธรรมชาติอย่างแสงอาทิตย์เท่านั้น

การแข่งขันที่ดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และจัดขึ้นทุกๆ 2 ปีให้แข่งขันกัน การแข่งขันครั้งนี้สำหรับตัวแทนประเทศไทยอย่างวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามนับเป็นครั้งที่สองที่ก้าวพาตนเองเข้าไปสู่เวทีระดับโลกได้

และครั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเตรียมรถยนต์พลังงานที่สร้างด้วยมือของอาจารย์และนักศึกษาไว้ 2 คัน คือ รถยนต์รุ่น STC-2 ที่มีชื่อเรียกว่า “เอดิสัน” ใช้ลงแข่งในรุ่น Challenger Class มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพ ความเร็ว และอีกคันคือ STC-2 ชื่อเรียก “นิโคล่า” ใช้ลงแข่งขันในรุ่น Cruiser มุ่งเน้นไปที่การออกแบบรถที่สามารถใช้ได้จริงตามท้องถนน แะสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 1 ส่วนเกณฑ์การแข่งขันคือใครเข้าเส้นชัยได้ก่อน ก็ชนะ

น่าสนใจที่ว่า กระบวนการสร้างรถยนต์ผ่านองค์ความรู้ของคนไทยแท้ๆ แบบ 100% การสร้างรถยนต์ที่ถูกแปรเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างชัดเจน

พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เล่าถึงการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ครั้งนี้ ในฐานะหัวเรือใหญ่ที่นำความฝันตั้งแต่สมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเห็นการ “ทำและสร้าง” รถยนต์เพื่อแข่งขันในรายการ World Solar Challenge และนับตั้งแต่วันนั้นเขาเองก็ตั้งใจว่าจะสร้างทีมของตัวเองเพื่อส่งแข่งในรายการนี้ ประจวบเหมาะกับเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม และยังเป็นการผลักกันมันสมองของอนาคตของชาติที่เป็นนักศึกษาในสังกัด เขาจึงไม่รีรอที่จะทำมันให้เกิดขึ้น

“การแข่งขัน World Solar Challenge ผมมองว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นการเรียนรู้ผ่านเวทีการแข่งขันระดับโลก แน่นอนว่าคือประโยชน์สำคัญของนักศึกษาไทยที่จะได้โอกาสครั้งนี้เพื่อไขว่คว้าและต่อสู้” พรพิสุทธิ์ นิยามถึงการแข่งขัน

เหนืออื่นใด พรพิสุทธิ์ บอกอีกว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก รวมถึงเด็กไทยกลุ่มนี้ด้วย และใช้มันทุกด้านเพื่อก้าวไปยังจุดหมายที่วางเอาไว้ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขหรือกติกาต่างๆ ตามระยะเวลา ระยะทางที่ถูกกำหนดเอาไว้

จุดเริ่มต้นของความฝันที่ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรม พรพิสุทธิ์มองไปที่เรื่องของความ “เชื่อมั่น” ของนักศึกษาที่เป็นเยาวชนไทย ที่จะสามารถเปล่งศักยภาพทักษะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และใช้ความเชื่อนั้นผลักดันให้สามารถเข้าไปร่วมการแข่งขันระดับโลกอย่างไม่น้อยหน้าใคร

“พวกเราภูมิใจที่จะได้มีโอกาสโบกธงชาติไทยเหนือเส้นชัยบนแผ่นดิมของออสเตรเลีย แม้การเดินทางจะไม่ราบรื่นสมบูรณ์มากนักเพราะกว่าจะได้ไปแข่งขันต่างก็มีอุปสรรคมากมายให้ฝ่าฟัน แต่น้อยที่สุดเราก็คือคนไทยกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่ได้เข้าแข่งขัน World Solar Challenge และแน่นอนว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุด” พรพิสุทธิ์ แสดงออกถึงเป้าหมาย

อาจารย์คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามอย่าง ฐกฤต ปานขลิบ คณบดีคณะเทคโนโลยี และผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิตวิทยาลัย ที่นำนักศึกษาไปแข่งขันครั้งนี้ เขาเองก็มีความฝันเช่นกัน โดยเฉพาะการแข่งขันครั้งนี้ที่หวังว่าการจบอันดับด้วยเลขตัวเดียว หรือติดอันดับ 1-9 จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก จะเป็นตัวบ่งบอกและมาตรวัดสำคัญสำหรับมาตรฐานของนวัตกรรมที่อาจารย์และนักศึกษาได้ระดมกันสร้างรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์สองคันนี้ขึ้นมา

ฐกฤต บอกเล่าว่า การเข้าร่วมแข่งขันรายการนี้ ประโยชน์สำคัญที่สุดคือทำให้นักศึกษาของเราสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีที่เรียนรู้จากห้องเรียนไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เหนืออื่นใด นักศึกษาก็จะได้รับประสบการณ์สำคัญและคงไม่สามารถลืมได้

“ผมเชื่อว่าตรงนี้มีประโยชน์มากกว่าว่าจะจบอันดับที่เท่าไหร่ เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ถึงความลำบากจากการเดินทาง การแข่งขัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่พบตลอดการสร้างรถทั้งสองคันขึ้นมา ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขากว่า 20 ชีวิตเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง และก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศไทย” อาจารย์ฐกฤต บอกเล่าถึงความรู้สึก

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนที่นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้ร่วมการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรกนั้น โดยส่งรถยนต์คันแรกที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้รหัส STC-1 เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่ง ฐกฤต เล่าว่า แม้ครั้งนั้นจะไม่ได้รับรางวัลอะไรจากการแข่งขัน และการสร้างรถยนต์ก็อาศัยการแสวงหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตที่ทีมงานได้คิดค้นร่วมกัน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่กลับมากลับมีค่าอย่างมาก เพราะเราได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างรถยนต์ และนำข้อมูลที่ได้รับมาฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ทำให้การแข่งขันในครั้งนี้เรามีความพร้อมเป็นอย่างมาก

แม้จะไม่ได้รับรางวัลและการแข่งขันครั้งก่อนพวกเขาทีมงานต้องกลายเป็นผู้แพ้ แต่ก็ได้รับการยอมรับและได้รับความสนใจจากผู้ร่วมแข่งขันจากทั่วโลก เพราะรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามถูกสร้างด้วย “มือ” ทำให้ผู้ร่วมแข่งขันจากทั่วโลกรู้สึกทึ่งกับความสามารถของเราอย่างมาก

ฐกฤต เล่าว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ถูกสร้างด้วยงบประมาณคันละ 3.5 แสนบาท และสร้างด้วยมือ อาศัยเทคโนโลยีที่เราไม่สามารถผลิตเองได้เท่านั้น ด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่สร้างรถยนต์กันด้วยเงินเริ่มต้นตั้งแต่ 8 ล้านบาท และแพงสุดถึงคันละ 40 ล้านบาท ตรงนี้เองทำให้ผู้เข้าแข่งขันรู้สึกสนใจกับรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จากเมืองไทยอย่างมาก

“แม้จะต้องสู้กับประเทศอื่นๆ ที่เก่งกาจในด้านเทคโนโลยี ทั้งจากเอเชีย ยุโรป หรือทวีปอเมริกา ที่พวกเขามีทั้งเงินทุนสนับสนุนมหาศาล และเหนือกว่าเราทุกด้าน แต่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามก็มั่นใจว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้อย่างแน่นอน”

ข้อปัญหาจากการแข่งขันครั้งก่อนกับรถยนต์ STC-1 ถูกแก้ไขและปรับปรุงภายใต้รหัสรถยนต์คันใหม่คือ STC-2 ทั้งสองคัน และถึงขณะนี้มีความพร้อมเต็มพิกัดที่จะร่วมแข่งขันแล้ว โดยอาจารย์ฐกฤต อธิบายว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเข้าแข่งขันในครั้งนี้ ถูกปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของมอเตอร์ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางการแข่งขันที่เป็นทะเลทราย ซึ่งแน่นอนว่าต้องพร้อมรองรับกับอุณหภูมิบนพื้นผิวที่สูงกว่าปกติ และจะมีผลทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายระหว่างการแข่งขัน ซึ่งเราได้แก้ไขปัญหาในจุดนี้เป็นที่เรียบร้อย

ยังรวมถึงน้ำหนักของรถยนต์ที่ถูกปรับแต่งให้เบายิ่งขึ้น ระบบส่งถ่ายกำลังในการขับเคลื่อนจากเดิมที่พบว่ามีการสูญเสียพลังงานไปมากก็ถูกปรับปรุงใหม่เช่นกัน และสุดท้ายคือระบบกลไกในการเลี้ยวและเคลื่อนที่ ซึ่งในรถยนต์ STC-2 ถูกออกแบบให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ฐกฤต เสริมอีกว่า การปรับเปลี่ยนปัญหาทั้งหมดก็เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่นี้ และแน่นอนว่างบประมาณในการสร้างก็เพิ่มขึ้น แต่เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากอาจารย์พรพิสุทธิ์ ที่ต้องการสร้างฝันให้สำเร็จร่วมกันด้วย

“ความท้าทายของการแข่งขัน คือการนำความคิดและผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ชาวไทยไปอวดโฉมในเวทีระดับโลก และถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่เราก็ต้องได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ และช่วยในการพัฒนาคุณภาพให้เทียบชั้นกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วโลก และสิ่งนี้คือการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ดีที่สุด และท้าทายที่สุด รวมถึงเป็นการเรียนแบบ Learning by Doing คือการเน้นการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติมากว่าเรื่องของทฤษฎี ซึ่งเป็นแนวทางชัดเจนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้มุ่งสอนให้กับนักศึกษา เพราะเมื่อจบออกไป สังคมก็จะได้บุคคลากรที่จะมาพัฒนาชาติอย่างมีคุณภาพที่แท้จริง” ผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ตั้งความหวังเอาไว้

 

คิดผิดคิดใหม่ งานวิจัยชี้ หลีกเลี่ยงไขมันไม่ได้ทำให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515130

คิดผิดคิดใหม่ งานวิจัยชี้ หลีกเลี่ยงไขมันไม่ได้ทำให้สุขภาพดี

ตามหลักวิทยาศาสตร์ระบุไว้ว่า การตัดขาดจากไขมัน ไม่ได้ทำให้สุขภาพดีขึ้น

เมื่อพูดถึงการทานอาหารเพื่อสุขภาพ หลายคนอาจจะคิดไปเองว่าต้องหลีกเลี่ยงไขมัน แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่บอกไว้ว่า ผู้ที่ทานอาหารที่มีไขมันสูง มีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ทาน!

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่มีไขมันคือสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากนักวิจัยชาวแคนาดาจากมหาวิทยาลัย McMaster ค้นพบว่า ผู้ที่ทานคาร์โบไฮเดรตมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ทานไขมันก็จริง แต่กลับกันคือผู้ที่ทานคาร์โบไฮเดรตจะไม่เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

จากงานวิจัยทั้งสองทำให้เราได้ข้อสรุปว่า คุณไม่จำเป็นต้องเลือกที่จะทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรทานทั้งอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดตรควบคู่กันไปในปริมาณที่เหมาะสม เพราะสารอาหารแต่ละชนิดต่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกันทั้งนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทานอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณทานในปริมาณมากแค่ไหนมากกว่า

ที่มา: insider

 

วางแผนเกษียณแบบ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515118

วางแผนเกษียณแบบ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

โดย ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช วัย 52 ปี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น หนุ่มใหญ่มาดเท่คนนี้มีกิจกรรมโปรดในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คือ เตะฟุตบอล

โดยเป็นกีฬาที่เขาชื่นชอบมาตั้งแต่เยาว์วัย สมัยเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งศิษย์เก่าสำนักนี้เกือบทุกคนเล่นฟุตบอลเป็น รวมถึงจัดรายการแข่งขันฟุตบอลทีมศิษย์เก่าสวนกุหลาบอายุระหว่าง 50-60 ปี เป็นประจำทุกปี ที่ต้องมีการซ้อมก่อนแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อม จึงเป็นกิจกรรมที่เรียกเหงื่อได้ดี

 นอกจากนั้น ช่วงบ่ายวันอาทิตย์เขายังมีอีกกิจกรรมโปรด คือการปั่นจักรยานมาประมาณ 3-4 ปี หลังจากเริ่มเปิดสนามเขียว แต่ตอนนี้สนามนี้ปิดปรับปรุงจึงย้ายไปปั่นที่สนามราษฎร์ สวนหลวง ร.9 ปั่นไปอีกประมาณ 40-50 กิโลเมตร ถือเป็นกิจกรรมที่ได้ออกกำลังกายสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ดี และยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้สมองโล่งโปร่ง เพราะเหมือนได้รีเฟรชตัวเองในเวลาการปั่นประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าได้อยู่กับตัวเองกึ่งๆ ได้ทำสมาธิ ได้ครุ่นคิดในเรื่องที่ไม่มีเวลาคิดในช่วงการทำงานปกติที่ค่อนข้างยุ่ง

หลังคลายเครียดวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยการเรียกเหงื่อจากการออกกำลังกาย ชัยวัฒน์พร้อมกลับมาทำงานในวันจันทร์ คล้ายกับช่วงสมัยเรียนก่อนสอบจะชอบวิ่งรอบสนามก่อนประมาณ 4-5 กิโลเมตร เพื่อสูดออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงสมองทำให้สมองโล่งให้ทำข้อสอบได้ดีขึ้น ด้วยมองว่าเป็นการดีทอกซ์แบบหนึ่งให้กับร่างกายด้วย

“ผมเป็นคนชอบการเรียนรู้ค้นคว้า เพราะเกิดจากในช่วงที่ทำงานในแบงก์ต่างชาติ มีนโยบายว่าผู้บริหารให้หยุดงานเป็นเวลา 2 อาทิตย์ต่อปี เพื่อเป็นการตรวจสอบการทำงาน จึงมีโอกาสได้พาครอบครัวไปขับรถท่องเที่ยวในยุโรปในแบบค่ำไหนนอนนั่น ได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละเมืองเป็นกิจกรรมที่ชอบ ดังนั้นการวางแผนหลังเกษียณส่วนหนึ่งจะมีความตั้งใจจะออกไปท่องเที่ยวเรียนรู้ค้นคว้าหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองมากขึ้น”

ชัยวัฒน์ ออมเงินมาตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี โดยจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน และยังทำมาถึงปัจจุบันที่มีฐานค่าใช้จ่ายและรายได้ใหญ่ขึ้น แบ่งเป็น ส่วนแรก ให้คุณพ่อและคุณแม่ซึ่งยังให้ถึงปัจจุบัน ส่วนที่สอง เก็บไว้ใช้ให้ความสนุกหรือความสุขส่วนตัว เช่น การดื่มไวน์ ส่วนที่สาม คือการลงทุน สิ่งแรกที่ลงทุนคือการซื้อบ้านทันทีหลังเรียนจบ

โดยมองว่า เป็นการลงทุนแบบหนึ่ง และเป็นการสร้างวินัยทางการเงินจากการผ่อน ปัจจุบันมีการกระจายลงทุนไม่มีสูตรแบบตายตัว มีทั้งฮาร์ดแอสเสทถือเป็นส่วนใหญ่ เช่น บ้าน อพาร์ตเมนต์ นาฬิกา ด้านการลงทุนมีการลงทุนทั้งหุ้น กองทุนรวม และพันธบัตร

“การแบ่งสัดส่วนออมหรือลงทุนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคนว่าตัวเองอยู่ในจังหวะฐานะของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งคือต้องมีวินัยเป็นเรื่องสอนตัวเองมาตลอด ซึ่งการผ่อนบ้านหรือรถยนต์ทำให้มีวินัยแล้วทุกอย่างจะตามมา”

ปัจจุบันเขายังส่งเสียลูกอีก 2 คนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน คนโตศึกษาระดับปริญญาตรีและคนเล็กเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯ ถือเป็นการลงทุนที่มากที่สุด และคาดหวังว่าในอนาคตลูกจะกลับมาดูแลครอบครัว

ชัยวัฒน์ จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ภายหลังเรียนจบเริ่มชีวิตการทำงานในเครือปูนซิเมนต์ไทยนานถึง 7-8 ปี จากนั้นย้ายมาทำงานเป็นวาณิชธนากรอีกประมาณ 20 ปี กับธนาคารไทย ธนาคารต่างชาติ รวมถึงมีโอกาสได้แยกออกมาเป็นเจ้าของกิจการด้านวาณิชธนกิจของตัวเอง ก่อนที่จะมาเป็นใหญ่ที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น

 

พรบ.รับรองเพศ + พรบ.คู่ชีวิต ฝันไม่ไกลถึง ‘สิทธิเพศทางเลือก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515112

พรบ.รับรองเพศ + พรบ.คู่ชีวิต ฝันไม่ไกลถึง ‘สิทธิเพศทางเลือก’

 โดย พริบพันดาว

 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สุจิตรา เอกมงคลไพศาล พิธีกรข่าวกีฬาชื่อดัง สาวหล่ออดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย และอดีตมือวางอันดับ 5 ของโลก แชมป์หญิงเดี่ยวประเทศไทย 5 สมัยติดต่อกัน (ปี 2541-2545) ประกาศแต่งงานสไตล์ “หญิงรักหญิง” กับน้องชมพู่ วิภารัศมิ์ ทิพรดาเปรมธนัน ซึ่งคบกันมา 3 ปีครึ่งได้ และไปใช้ชีวิตร่วมกัน

นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดกว้างในเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมกันทางเพศสภาพต่างๆ ของสังคมไทยที่ไม่ปิดกั้นในเรื่องเพศวิถี พฤติกรรมและการปฏิบัติ เช่นกันความก้าวหน้าในเรื่องนี้ประเทศไทยก็เป็นดินแดนเสรีในการแสดงออกทางเพศอย่างไม่จำกัดประเทศหนึ่งของโลก

ในทางกลับกัน การปกป้องคุ้มครองและกำกับดูแลทางกฎหมายยังไม่มีการพัฒนาก้าวหน้าไปได้ไกลมากนัก ซึ่งสวนทางกับการเจริญงอกงามของประชากรชาวเพศทางเลือก (LGBTQ – Lesbian, Gay, Bisexual, Trans gender and Queer) ในสังคมไทย

เมื่อมองในมุมของกฎหมายคุ้มครองเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ ในวันที่ 13 มี.ค. 2558 ก็ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยได้ตกลงเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิก

 

ประเทศไทยก็ได้มีกฎหมายเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกฎหมายดังกล่าวได้มีการเพิ่มเติมคำว่า “การแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ปรากฏคำนี้ในกฎหมายไทย และเชื่อว่าเมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อสังคม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการรณรงค์ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ “ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต” เพื่อเปิดทางให้คู่ครองเพศเดียวกันทำการสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นปรับแก้ ศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ออกแบบระบบการจดทะเบียนและการปรึกษาผู้นำทางศาสนา

แน่นอน ดูเหมือนว่าสังคมไทยเปิดกว้างยอมรับเพศทางเลือก แต่ในทางกฎหมายความรักของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก ล่าสุดก็มีการศึกษาวิจัยยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รับรองเพศ พ.ศ. … มาดูเส้นทางของประชากรเพศทางเลือกทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตกัน

ปัญหาโลกแตก การรับรองเพศต้องเปิดใจกว้าง

ประชากรชาวเพศทางเลือก (LGBTQ – Lesbian, Gay, Bisexual, Trans gender and Queer) เควียร์ (Queer) เป็นคำใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากวงการบันเทิงในสหรัฐอเมริกาให้การยอมรับเพศทางเลือกที่มีข้ามข้อจำกัดระหว่างเพศไปสู่ความครอบจักรวาลที่หลากหลายกว่าความเป็นเพศสภาพหรือเพศวิถี

โดยทฤษฎีเควียร์ในมุมมองทั่วไป มักเป็นที่เข้าใจกันว่าแนวคิดดังกล่าวรวบรวมเอาเพศที่หลากหลายเข้ามารวมไว้ด้วยกัน เช่น เกย์ เลสเบี้ยน รักร่วมสองเพศหรือไบเซ็กชวล (Bisexual) ผู้ถูกเปลี่ยนเพศหรือทรานส์เซ็กชวล (Transsexual) คนข้ามเพศหรือทรานส์เจนเดอร์ (Transgender) ผู้ที่ยังไม่มีความชัดเจน (Curious) ผู้มีเพศกำกวม (Intersex) รักหลายเพศ (Pansexual) และอัตลักษณ์อื่นๆ ที่มีแนวโน้มเกี่ยวข้อง

แนวคิดนี้เป็นการรวมเอาเพศสภาวะและเพศวิถีที่ผิดแผกไปจากพวกรักต่างเพศ (Heterosexual) และเป็นแนวคิดที่ยึดเอาความรักร่วมเพศเป็นสารัตถะ (Essentialist Homosexuality)

สำหรับสถานการณ์ LGBTQ ในประเทศไทยนั้นมีความซับซ้อนและขัดแย้งอยู่มาก โดยแม้ว่าสังคมจะยอมรับพฤติกรรมรักเพศเดียวกันและการข้ามเพศ และมีจำนวนสาวประเภทสองที่พบเห็นได้อยู่มากกว่าประเทศอื่นๆ แต่ความชิงชังและอคติที่มีต่อกลุ่ม LGBTQ ยังปรากฏให้เห็นอยู่

 

แม้ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่อดกลั้นและเป็นมิตรต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย โดยที่กิจกรรมทางเพศของเพศเดียวกันนั้นชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2500 รัฐบาลไทยยังส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่ต้อนรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างดี

ทว่า การเลือกปฏิบัติและการดูถูกเหยียดหยามกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศก็ยังปรากฏอยู่กว้างขวางในสังคมไทย

ปัจจุบันสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศยังไม่มีการรับรองและคุ้มครองในทางกฎหมายเทียบเท่ากับบุคคลต่างเพศ แต่ก็มีความพยายามจากนักวิชาการและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์การออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิดังกล่าว

ในการเสวนาหัวข้อร่าง พ.ร.บ.การรับรองเพศ พ.ศ. … เมื่อเดือน มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยมูลนิธิเพื่อสิทธิและความหลากหลายทางเพศ ร่วมกับองค์กรและนักกิจกรรมด้านส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาคทางเพศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนเสียงของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศไปยังผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้

 ผศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการเสวนาครั้งนั้นว่า การร่างกฎหมายรับรองเพศนั้นจะต้องคำนึงการครอบคลุมถึงสิทธิทุกด้านที่กว้างขวางและบุคคลที่ได้รับเพศใหม่แล้ว ต้องมีสิทธิและความรับผิดชอบตามเพศใหม่ที่ตัวเองรับผิดชอบ

 ไตรรัตน์ ฟ้าปกาสิต นิติกรชำนาญการ กลุ่มกฎหมาย สำนักงานเลขานุการ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้ว่าร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศ พ.ศ. … เป็นกฎหมายทางเลือกให้ประชากรกลุ่มเพศทางเลือกที่สามารถยื่นคำร้องให้คณะกรรมการพิจารณารับรองใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผ่าตัดแปลงเพศแล้ว กลุ่มที่อยากผ่าตัดแปลงเพศแต่ไม่มีเงิน และกลุ่มที่ไม่สามารถผ่าตัดแปลงเพศได้ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งทั้งหมดต้องมีคุณสมบัติ อาทิ มีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ ไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ได้แสดงออกถึงเพศที่แตกต่างจากเพศกำเนิดแก่บุคคลทั่วไปทราบติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี และหากได้รับการพิจารณาก็จะมีการแก้ไขในเอกสารต่างๆ อาทิ มีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ เหมือนผู้ที่มีเพศนั้นโดยกำเนิดทุกประการ มีสิทธิขอเปลี่ยนเพศ ชื่อหรือคำนำหน้าชื่อบุคคลในเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีกองทุนการรับรองเพศ เพื่อให้ทุนแปลงเพศกับกลุ่มที่อยากผ่าตัดแปลงเพศแต่ไม่มีเงิน

เจษฎา แต้สมบัติ แห่งมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน มีเสนอแนะต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า ต้องมีความรวดเร็วในการออกกฎหมาย ต้องมีความโปร่งใส และง่ายต่อการเข้าถึงกฎหมาย และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการร่างกฎหมายก็เป็นส่วนที่สำคัญในกฎหมายฉบับนี้

นอกจากนี้ เจษฎา ยังได้ให้ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับงานวิจัยต่างประเทศ ศึกษาการฆ่าสังหารคนข้ามเพศทั่วโลก พบว่ามีคนถูกฆ่าสังหาร 2,264 คน ทุก 72 ชั่วโมงมีคนข้ามเพศถูกฆ่า 1 คน สำหรับประเทศไทยมีคนข้ามเพศตาย 20 กว่าคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเกลียดชัง การรับรองเพศนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พัฒนาการด้านความเสมอภาคในด้านเพศก้าวไปอีกระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการรับรองเพศนั้นควรกำหนดด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงเจ้าของปัญหาเป็นหลัก

พริษฐ์ ชมชื่น นักกิจกรรมอิสระเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ มองว่านอกจากหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้ว ร่างฉบับนี้ยังได้กำหนดให้ผู้ที่ต้องการขอรับรองเพศต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งจากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า ร้อยละ 81.2 เห็นสมควรให้มีผู้มีการผ่าตัดแปลงเพศใช้คำนำหน้านามเป็นนาง นางสาวได้ แต่อยู่บนเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ญี่ปุ่น บุคคลนั้นต้องมีอายุ 18  ปี มีการแปลงเพศอย่างชัดเจน หากต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีการยอมรับจากผู้แทนโดยชอบธรรม

โดยสาระสำคัญของกฎหมายเป็นกฎหมายทางเลือก โดยสร้างคุณภาพให้กลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบ สามารถยื่นคำร้องขอคำวินิจฉัยให้รับรองทางเพศได้ โดยมีคณะกรรมการระดับชาติเป็นกลไกดำเนินการ และมีตุลาการวินิจฉัย เพื่อต้องการให้มีความสะดวกรวดเร็ว สามารถทำให้กลุ่มประชากรเพศทางเลือกเข้าถึงได้ง่าย และเมื่อดูในรายละเอียดของร่างยังพบว่าผู้ที่ต้องการขอการรับเพศต้องไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกด้วย

พงศ์ธร จันทร์เลื่อน รองประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้กฎหมาย 2-3 ปีที่ผ่านมา พยายามบรรจุเรื่องเพศหลากหลายเข้าไป แต่กรอบคิดผู้จัดทำก็ยังติดอยู่กับ 2 เพศ และลัทธิผู้ชายเป็นใหญ่ บางครั้งคนเขียนอาจเจตนาดีในการเขียน แต่เขียนแล้วกฎหมายจะสอดคล้องกับความจริงสักเท่าไหร่ก็เป็นอีกเรื่อง ฉะนั้นการมีกฎหมายที่จะครอบคลุมพลเมืองส่วนนี้ ก็ต้องเขียนอย่างเข้าใจและรับรองให้ถูกต้อง

ส่วนทีมวิจัยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอให้รับรองสิทธิของคนที่แปลงเพศ ให้ใช้สิทธิหน้าที่ตามเพศใหม่ได้ โดยเปลี่ยนคำนำหน้านามจากนายเป็นนางสาว หรือนางสาวเป็นนายได้ แต่มีเงื่อนไขต้องแปลงเพศโดยสมบูรณ์ คู่สมรสต้องยินยอมและหากมีลูกต้องบรรลุนิติภาวะ

 

สิทธิเพศทางเลือกกับจุดยืนในประเทศไทย

ประชาชนชาวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วโลกอย่างน้อย 2.6 หมื่นคน ต่างมารวมตัวกันในกลางกรุงลอนดอนเพื่อร่วมเดินขบวนพาเหรด “ลอนดอนไพรด์ ครั้งที่ 45” ไปเมื่อต้นเดือน ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลที่จัดขึ้นทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ กันอย่างคึกคัก

โดยความพิเศษของปีนี้คือเป็นการครบรอบ 50 ปีของการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางเพศ (The Sexual Offences Act) เมื่อปี 2510 ในอังกฤษและเวลส์ ซึ่งทำให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและชายด้วยกันไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายอีกต่อไป

ส่วนในช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการเสวนา “สิทธิเพศทางเลือก กับจุดยืนในประเทศไทย” สังคม กฎหมาย การทำงาน พร้อมร่วมพิจารณาถึงผลกระทบหากไม่มี พ.ร.บ.รองรับ และพบกับตัวแทนเพศทางเลือกในหลากหลายเจเนอเรชั่น

ผศ.ดร.มาตาลักษณ์ ออรุ่งโรจน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ซึ่งมาเสนอเกี่ยวปัญหาต่างๆ ด้านกฎหมายที่ไม่รองรับสิทธิของเพศทางเลือก ผลกระทบด้านกฎหมาย หากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.รับรองเพศ ปัญหาที่ทางภาครัฐต้องพิจารณาแก้ปัญหา หากไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.รับรองเพศ กรณีศึกษาของต่างประเทศในเรื่องกฎหมายของเพศทางเลือก โดยสะท้อนปัญหาด้านสิทธิความไม่เท่าเทียมทางเพศกรณีเพศทางเลือกในประเทศไทย ผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) คำนำหน้าในเอกสารสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวัน

ปัญหาด้านการใช้คำนำหน้าในเอกสารสำคัญ เป็นปัญหารากฐานที่นำมาสู่ประเด็นพื้นฐานการใช้ชีวิต และการไม่มีที่ยืนในสังคมที่ชัดเจนของกลุ่มเพศทางเลือก ซึ่งการประกาศใช้ พ.ร.บ.รับรองเพศ จะเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานโดยเพศทางเลือกที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กฎหมายระบุไว้นั้น จะสามารถเลือกใช้คำนำหน้าได้ตามเพศวิถี และจะได้รับผลตามกฎหมายของเพศนั้นๆ โดยการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อนี้ ยังถือเป็นการลดปัญหาความไม่ยอมรับด้านสังคมอีกทางด้วยเช่นกัน

2) พ.ร.บ.ความเท่าเทียมด้านการทำงานกับทัศนคติของคนในสังคม

สืบเนื่องจากประเด็นคำนำหน้าในเอกสารสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมในสังคมการทำงาน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในปัจจุบันมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมด้านการทำงาน ที่รองรับในประเด็นดังกล่าวอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่การประกาศใช้ พ.ร.บ.รับรองเพศนั้น จะเป็นการแก้ไขประเด็นข้างต้นให้มีความครอบคลุม และช่วยลดความไม่เท่าเทียมของ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้มากขึ้น

3) กฎหมายรับรองครอบครัว กฎหมายการจดทะเบียนสมรสกับการใช้ชีวิตครอบครัว

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิของกลุ่มเพศทางเลือกทั่วโลก โดยกฎหมายที่ไม่รองรับการใช้ชีวิตคู่ของเพศทางเลือก ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ด้านกฎหมายมากมาย เช่น การใช้สิทธิแทนคู่สมรส การรับรองสิทธิหากคู่สมรสเสียชีวิต รวมไปถึงการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันไม่ได้มีการระบุห้ามไว้แต่อย่างใด แต่เมื่อมีการรับรองถึงคู่สมรสของเพศทางเลือกแล้วนั้น จะช่วยปรับทัศนคติของคนในสังคม และทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

หากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.รับรองเพศแล้วนั้น นอกจากจะช่วยในเรื่องผลกระทบจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนกลุ่มเพศทางเลือกมีสิทธิและความเท่าเทียมเท่ากับผู้อื่นมากขึ้นแล้วนั้น ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นที่ยอมรับในสังคมในวงกว้างมากขึ้นไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตามหากไม่มีการประกาศใช้กฎหมายที่รองรับเพศทางเลือก สิ่งที่ทางภาครัฐบาลควรเล็งเห็นคือ การเปิดเผยและการเติบโตขึ้นของจำนวนประชากรเพศทางเลือกในประเทศไทย และปัญหาต่างๆ ด้านสิทธิความไม่เท่าเทียมของประชากรเพศทางเลือก ที่ทางภาครัฐควรหาแนวทางเพื่อตอบสนองการดูแลประชากรอย่างครอบคลุม

ผศ.ดร.มาตาลักษณ์ บอกว่า หากไทยไม่ผลักดัน พ.ร.บ.รับรองเพศ ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่สามารถเลือกใช้คำนำหน้าชื่อในเอกสารสำคัญได้ตามเพศวิถี ทำให้การติดต่อต่างๆ เกิดปัญหา นอกจากนี้ยังมีเรื่องเกี่ยวข้องกับการทำงานเกิดความไม่เท่าเทียมกัน โดยผู้ประกอบการบางแห่งมีนโยบายไม่รับสมัครพนักงานจากกลุ่มเพศทางเลือก จะรับเฉพาะเพศหญิงและชายเท่านั้น ทำให้ขาดโอกาส หรือหากยินดีรับเข้าเป็นพนักงาน แต่โอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงานมีน้อย เนื่องจากทัศนคติด้านลบที่ว่าบุคลิกภาพอาจไม่ได้รับการยอมรับ

วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม มาขยายความปัญหาต่างๆ ในสังคมด้านความไม่เท่าเทียมที่พบในชีวิตประจำวัน ความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รับรองเพศ พ.ร.บ.คู่ชีวิต และบริบทของประเทศไทย

ซึ่งเขาได้สะท้อนมุมมองว่า ในห้วงเวลาที่ตนยังเป็นวัยรุ่น ณ ขณะนั้น การแสดงออกของเพศทางเลือกยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมมากนัก ทุกอย่างถูกปิดกั้น และมีความไม่เท่าเทียมสูง ทั้งในแง่ของการเรียนและการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องแต่งกายให้ตรงตามเพศสภาพ หรือแม้กระทั่งบุคลากรที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ก็ถูกกีดกันไม่ให้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าจะชักจูงลูกศิษย์ให้มีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนทางเพศ

แต่ในปัจจุบันสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการเปิดกว้างมากขึ้น และชี้วัดบุคคลที่ความสามารถมากกว่าเพศสภาพเป็นลำดับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีในบางบริบทที่ยังไม่ได้เปิดรับมากนัก ซึ่งหาก พ.ร.บ.รับรองเพศ ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบในทุกขั้นตอน และถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ตนมองว่าปัญหาที่เคยเกิดขึ้น อันสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางเพศจะหมดไป และอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของคนในสังคมอย่างเป็นสุข อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าโชคดีกว่าหลายประเทศ

ในประเทศไทยพบว่าสังคมไปไกลแล้ว แต่กฎหมายยังต้วมเตี้ยมอยู่ คนทั่วโลกยังไม่เข้าใจธรรมชาติของกลุ่มเพศทางเลือก มองเป็นพวกแปลกปลอม ผ่าเหล่า เป็นภัยสังคม สารพัดที่จะกล่าวโทษกันได้ แม้แต่คนไทยยังนึกว่าคนกลุ่มนี้เลือกที่จะมีเพศใหม่เอง ซึ่งไม่จริง โดยยืนยันว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้เลือกเพศ แต่เป็นเองโดยกำเนิด จึงเห็นว่าหาก พ.ร.บ.รับรองเพศ ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบในทุกขั้นตอน และถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมทางเพศจะหมดไป และอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของคนในสังคมได้

ชวิน ศรีสมวัฒน บัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ในฐานะเพศทางเลือกคลื่นลูกใหม่ มาชี้ถึงปัญหาต่างๆ ที่พบในการศึกษาและการทำงาน และนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รับรองเพศ พ.ร.บ.คู่ชีวิต และบริบทของประเทศไทย เขาสนับสนุนเต็มที่ให้มี พ.ร.บ.รับรองเพศ เพื่อให้สังคมได้ตระหนักและยอมรับกลุ่มเพศทางเลือกมากขึ้น

ชวิน บอกว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบในบางบริบทของสังคม เมื่อต้องสัมภาษณ์เพื่อเข้าฝึกงานบริษัทแห่งหนึ่ง แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่านโยบายของบริษัทไม่รับบุคคลที่แต่งกายตรงข้ามกับสถานภาพทางเพศ จึงทำให้ตนต้องหาที่ฝึกงานใหม่ ซึ่งหาก พ.ร.บ.รับรองเพศได้ผ่านการอนุมัติและดำเนินการใช้จริงแล้ว โดยส่วนตัวมองว่าถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งในการทลายกำแพงของความเหลื่อมล้ำให้เบาบางลง เกิดความเข้าใจที่ดีและยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคล รวมถึงไม่ตัดสินบุคคลอื่นเพียงแค่เพศสภาพ

การกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหา หากไม่มีกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.รับรองเพศ และ พ.ร.บ.คู่ชีวิต เพื่อให้ประชากรไทยกลุ่ม LGBTQ เเสดงจุดยืนเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเพศทางเลือกให้ชัดเจนมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมไทยชัดเจน

……….ล้อมกรอบ…………

20 เพศสภาพในสังคมไทย

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่เขียนลงในคอลัมน์ จันทร์วิภา นิตยสารคู่สร้างคู่สม ฉบับที่ 983 ปีที่ 38 ระบุถึงเพศสภาพและเพศวิถีในสังคมไทยมี 20 ประเภท ซึ่งแบ่งคร่าวๆ โดยประมาณได้ดังนี้

1.ชาย

2.หญิง

3.ทอม คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ชอบแต่งตัวในแบบผู้ชาย มีจิตใจเป็นเพศชาย และรักใคร่ผู้หญิงและดี้

4.ดี้ คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ทำตัวเป็นผู้หญิง แต่รักใคร่ทอม

5.ทอมเกย์ คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ชอบแต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่รักใคร่ได้ทั้งผู้หญิง ทอม และดี้

6.ทอมเกย์คิง คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ชอบแต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่รักใคร่เฉพาะทอม โดยชอบเป็นฝ่ายรุก

7.ทอมเกย์ควีน คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ชอบแต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่รักใคร่เฉพาะทอม โดยชอบเป็นฝ่ายรับ

8.ทอมเกย์ทูเวย์ คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ชอบแต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่รักใคร่เฉพาะทอม โดยชอบเป็นทั้งฝ่ายรุกและรับ

9.เกย์คิง คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย ทำตัวเป็นผู้ชาย แต่รักใคร่ผู้ชาย และชอบเป็นฝ่ายรุก

10.เกย์ควีน คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย ทำตัวเป็นผู้ชาย อาจมีจริตของผู้หญิง แต่รักใคร่ผู้ชาย และชอบเป็นฝ่ายรับ

11.โบ๊ท คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย ทำตัวเป็นผู้ชาย รักใคร่ได้ทั้งผู้หญิง เกย์คิง และเกย์ควีน ยกเว้นกะเทย และเป็นได้ทั้งฝ่ายรุกและรับ

12.ไบท์ คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ทำตัวเป็นผู้หญิง แต่รักใคร่ทั้งทอม เลสเบี้ยน และผู้ชาย

13.เลสเบี้ยน คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ทำตัวเป็นผู้หญิง แต่รักใคร่ผู้หญิงด้วยกัน

14.กะเทย คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย ทำตัวเป็นผู้หญิง รักใคร่ผู้ชาย

15.อดัม คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย ทำตัวเป็นผู้ชาย แต่รักใคร่ทอม

16.แองจี้ คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย ทำตัวเป็นผู้หญิง แต่รักใคร่ทอม

17.เชอร์รี่ คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ทำตัวเป็นผู้หญิง แต่รักใคร่เกย์และกะเทย

18.สามย่าน คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง ทำตัวเป็นผู้หญิง แต่รักใคร่ได้ทั้งเลสเบี้ยน ทอม และผู้ชาย

19.ผู้หญิงข้ามเพศ คือ คนที่มีอวัยวะเพศชาย แต่มีจิตใจเป็นหญิง และได้ผ่านการแปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้ว

20.ผู้ชายข้ามเพศ คือ คนที่มีอวัยวะเพศหญิง แต่มีจิตใจเป็นผู้ชาย และได้ผ่านการแปลงเพศเป็นผู้ชายแล้ว

 

สีรุ้ง ความหลากหลายทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515108

สีรุ้ง ความหลากหลายทางเพศ

โดย พรเทพ เฮง          phorntheps@posttoday.com

 ความก้าวหน้าในวิธีคิดและวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคนี้ ต่างยอมรับในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ – Lesbian, Gay, Bisexual, Trans gender and Queer) โดยเฉพาะในวงการบันเทิงและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกต่างๆ

ในปี 2558 หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐประกาศรับรองสิทธิการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันทั้ง 50 มลรัฐ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น และพากันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กให้เป็นสีรุ้ง เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนว่าสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก

โดยขณะในนั้นมีผู้คนเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ตัวเองเป็นสีรุ้งมากกว่า 26 ล้านคน รวมทั้งคนดังอย่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แอนน์ แฮทธาเวย์ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ แม้กระทั่งผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กอย่าง มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เองก็ได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ตัวเองเป็นสีรุ้งด้วยเช่นกัน

ซึ่งทางเฟซบุ๊กเห็นว่าการสนับสนุนกลุ่ม LGBTQ โดยการเปลี่ยนสีรูปครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันเพื่อตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลก

ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ยีนส์เก่าแก่ “ลีวายส์” ก็ร่วมสนับสนุนต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและระลึกถึงทั้งตำนานของ ฮาร์วี มิลค์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิของชาว LGBTQ ผ่านคอลเลกชั่นพิเศษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายและอิสรภาพของมนุษยชน ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งของการขายจะบริจาคให้กับมูลนิธิฮาร์วี มิลค์ เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือชาว LGBTQ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

ปัจจุบันในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเชื่อมโยงประชาสังคมออนไลน์ผ่านการแชร์หรือแบ่งปันในรสนิยมเดียวกัน ก็มีแอพพลิเคชั่นสำหรับชาว LGBTQ โดยเฉพาะอย่าง ทินเดอร์ แอพพลิเคชั่นหาคู่เดท มีการเสริมลูกเล่นใหม่สำหรับกลุ่ม LGBTQ เพื่อส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ และเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเพศทางเลือก และนำมาประยุกต์ใช้กับแอพพลิเคชั่นให้เหมาะสม

ส่วนแอพพลิเคชั่นทำไลฟ์สตรีมมิ่ง VOOV ให้ผู้ใช้สร้างไลฟ์เองหรือชมไลฟ์จากเพื่อนๆ คนอื่น ก็มีแพลตฟอร์มหมวดหมู่ LGBTQ โดยเฉพาะเช่นกัน

ความหลากหลายของเพศวิถี (Sexuality) และลักษณะการแสดงเพศทางสังคม การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ เป็นประเด็นที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายระดับสากล และพัฒนาการด้านสิทธิในหลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้นทั่วโลกต่อการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้แก่ หญิงรักหญิง ชายรักชาย คนรักสองเพศและคนข้ามเพศ บางประเทศมีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติต่อ LGBT แล้ว แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีบทบัญญัติ

การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ และความเท่าเทียมในสังคม สร้างความเข้าใจอันดีในกลุ่มรักร่วมเพศต่อสังคม แม้การเปิดกว้างของสังคมไทยเองต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ จะคล้ายคลึงกับในอังกฤษ แต่แตกต่างก็ตรงที่ยังไม่มีข้อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ก็ต้องต่อสู้กันอีกยาวนานเพื่อที่จะได้มีกฎหมายมารองรับสถานภาพของพวกเขาอย่างทันยุคและเข้าใจ โดยไม่รู้สึกแปลกแยกเป็นกลุ่มโดดเดี่ยวของสังคม…

 

4 วิธีแก้ตาล้าจากหน้าจอคอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515019

4 วิธีแก้ตาล้าจากหน้าจอคอม

รวมวิธีแก้อาการปวดตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน

ในหนึ่งวันคนเราใช้สายตาตลอดเวลา ยกเว้นแค่เวลานอน แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนล้วนแล้วแต่ทำร้ายดวงตาของเราทั้งสิ้น บางคนที่จ้องหน้าจอนานๆ อาจจะเกิดอาการตาล้าหรือปวดตาได้ เราเลยมี 4 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นมาฝากกัน

1. บริหารดวงตา

กรอกตาไปมาจากซ้ายไปขวา จากนั้นสลับมากรอกตาจากบนลงล่าง ทำต่อเนื่องกัน 5 – 10 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการตาล้าหรือปวดตาได้

2. พักสายตา

แสงสีฟ้าจากหน้าจอ ล้วนทำให้เราปวดตา ดังนั้นควรพักสายตาทุกครึ่งชั่วโมง โดยมองไปทางอื่น มองออกไปไกล ๆ หรือมองไปยังที่ๆ มีสีเขียวเยอะๆ ประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ดวงตาเราหายเมื่อยล้าได้

3. หยอดน้ำตาเทียม

เมื่อเราจ้องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนนานๆ โดยไม่ค่อยกระพริบตา อาจทำให้ตาแห้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองตามมา น้ำตาเทียมจะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นขึ้น หรือน้ำตาเทียมบางประเภท อย่างเช่น น้ำตาเทียมของญี่ปุ่น ที่หยอดแล้วจะเย็นตา ก็ช่วยลดอาการตาล้าได้มากทีเดียว

4. ทานวิตามินบำรุง

เมื่อรู้ตัวว่าต้องใช้สายตาในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรหาวิตามินมาบำรุงสายตา ควรทานวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา รวมไปถึงอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน ที่พบได้ในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีแดง เช่น แครอท ฟักทอง แดงโม มะละกอ รวมไปถึงผักใบเขียวอย่าง ตำลึง ผักบุ้ง บรอกโคลี

 

รถไฟคาเฟ่แมว ช่วยเหลือแมวจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 15:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515009

รถไฟคาเฟ่แมว ช่วยเหลือแมวจรจัด

เดินทางไปกับเจ้าเหมียวสุดน่ารักด้วยรถไฟคาเฟ่แมวขบวนแรกของประเทศญี่ปุ่น

ถ้าพูดถึงคาเฟ่แมว ทุกคนก็คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นเขาล้ำกว่านั้น จัดขบวนรถไฟคาเฟ่แมว เพื่อช่วยเหลือเหล่าแมวจรจัด

รถไฟขบวนนี้เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มรักษาพันธุ์แมว และบริษัทรถไฟท้องถิ่น Yoro Railway จับมือกันทำรถไฟคาเฟ่แมวขบวนแรกของประเทศญี่ปุ่นขึ้น เพื่อช่วยเหลือเหล่าแมวจรจัด และปลุกจิตสำนึกของผู้คนไม่ให้ทารุณสัตว์ ซึ่งตั๋วของรถไฟเที่ยวนี้ได้ขายหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว

รถไฟคาเฟ่แมวที่ว่านี้ได้ออกเดินทางจริงไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มแรกออกเดินทางจากสถานี Ogaki ไปยังสถานี Ikeno ส่วนอีกกลุ่มเดินทางไปในทิศทางตรงกันข้าม จากสถานี Ikeno ไปยังสถานี Ogaki

ในรถไฟขบวนดังกล่าวมีน้องแมวมากถึง 20 ตัว ที่จะร่วมเดินทางไปพร้อมกับผู้โดยสารทุกคนในระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งผู้โดยสารสามารถเล่นกับเจ้าเหมียวได้อย่างอิสระ โดยจะมีซอกใต้ที่นั่งสำหรับลูกแมวที่ต้องการซ่อนตัวเพื่อพักผ่อน

นอกจากนั้นผู้โดยสารที่ร่วมเดินทางด้วยกันครั้งนี้ยังได้รับอาหารเที่ยงแบบเบ็นโตะ อาหารว่างเป็นคุกกี้รูปแมว และเครื่องดื่มอีกด้วย

ด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้คนที่ช่วยกันสนับสนุนโครงการนี้ ทำให้ในอนาคตอาจมีการจัดกิจกรรมแบบนี้ขึ้น เพื่อนั่งชมทิวทัศน์อันงดงามของจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกก็ได้

ที่มา: rocketnews24