ดื่มน้ำผักผลไม้อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 14:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514996

ดื่มน้ำผักผลไม้อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด

เคล็ดลับการดื่มน้ำผักและผลไม้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

น้ำผักและน้ำผลไม้เต็มไปด้วยวิตามิน เส้นใย และสารอาหารอย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่หากรู้วิธีการดื่มที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องปริมาณ เวลาที่ควรเดิม หรือเรื่องวัตถุดิบที่นำมาทำน้ำผักผลไม้ ก็จะทำให้ได้ประโยชน์จากพืชผักเหล่านั้นอย่างสูงสุด

1. ไม่ควรเก็บวัตถุดิบที่จะใช้ทำน้ำผักผลไม้ไว้ในช่องแช่แข็ง เนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจะทำลายวิตามินและเอนไซม์ของผักผลไม้ ทำให้ไม่ได้รับสารอาหาร ควรเปลี่ยนจากช่องแช่แข็งมาเป็นช่องแช่เย็น หรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องแทน

2. การปั่นน้ำผักผลไม้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ควรใส่น้ำแข็งเพิ่ม เนื่องจากร่างกายต้องอาศัยพลังงานมาทำให้น้ำผักผลไม้อุ่นขึ้นก่อน จึงจะดูดซึมได้ หากดื่มแบบไม่ใส่น้ำแข็งก็จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ทันที

3. การดื่มน้ำผักผลไม้สูตรเดิมติดกันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ดีกว่าการดื่มสลับสูตรไปมา เนื่องจากการทานสูตรเดิมติดต่อกันจะช่วยให้เห็นผลชัดเจนมากกว่า ยิ่งหากดื่มเพื่อแก้ไขปัญหาผิวหรือรักษาโรค ยิ่งควรดื่มติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน เพื่อให้ได้ผลมากที่สุด

4. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดื่มน้ำผักผลไม้คือ ก่อนอาหาร ตอนท้องว่าง แนะนำให้ดื่มน้ำผักผลไม้ก่อนมื้ออาหารประมาณหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากการดื่มน้ำผักผลไม้ช่วงท้องว่าง จะทำให้ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้ดีที่สุด

 

7 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทานอาหารเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514986

7 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทานอาหารเพื่อสุขภาพ

รวมเรื่องที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทานอาหารเพื่อสุขภาพ

ไม่ว่าคุณจะทานอาหารว่างเพื่อสุขภาพ หรือออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน แต่ก็ยังมีหลายคนที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการทานอาหารเพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีอยู่ เราจึงรวบรวม 7 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยอ้างอิงจาก Dr. Caroline Apovian ผู้อำนวยการศูนย์โภชนาการของศูนย์การแพทย์บอสตัน และ Lisa DeFazio นักโภชนาการเจ้าของหนังสือ The Women’s Health Big Book of Smoothies ลองเช็คดูสิว่าตัวเองทานผิดวิธีด้วยหรือเปล่า

1. คิดไปเองว่าขนมปังโฮลวีตเป็นตัวเลือกที่ดีเสมอ

เมื่อพูดถึงขนมปัง หลายคนมันจะเลือกขนมปังโฮลวีตมากกว่า โดยหารู้ไม่ว่าทั้งขนมปังแบบปกติ และขนมปังโฮลวีต มักจะมีจำนวนแคลอรี่ที่เท่ากัน ดังนั้นการเลือกขนมปังโฮลวีต ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทานมันได้ในปริมาณที่เยอะกว่าปกติ เช่นเดียวกันกับโยเกิร์ตหรือไอศกรีมไขมันต่ำ ที่มักจะหลอกล่อทุกคนด้วยคำว่า ไขมันต่ำ แต่แท้จริงแล้วก็ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน

2. ปล่อยตัวมากเกินไปในช่วงสุดสัปดาห์ และเข้มงวดมากกับวันอื่นๆ

การที่คุณเข้มงวดกับจำนวนแคลอรี่มาตลอดทั้งสัปดาห์ แต่กลับมาเผลอจัดหนักในช่วงสุดสัปดาห์นั้นไม่ใช่เรื่องราวที่ดีเลย การที่กินน้อยมาตลอด ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกินเยอะกว่าปกติได้ในวันใดวันหนึ่ง ไม่ควรเข้มงวดกับจำนวนแคลอรี่จนเกินไป แต่ควรทำมันอย่างพอดีและสม่ำเสมอจะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีกว่า

3. การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยให้ทานได้มากยิ่งขึ้น

บางคนอาจจะคิดว่าจะไปออกกำลังกาย เพื่อให้ทานได้เยอะขึ้นโดยไม่รู้สึกผิด แต่นั่นแปลว่าคุณจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และเหนื่อยฟรี เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ร่างกายคุณแข็งแรงขึ้นเลย สำหรับการลดน้ำหนักนั้น การควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการออกกำลังกายเสียด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะละทิ้งการออกกำลังกายเลย แต่ควรทำควบคู่กันไป โดยตระหนักไว้เสมอว่า ไม่ใช่ว่าออกกำลังกายแล้วคุณจะสามารถทานทุกอย่างที่คุณต้องการได้

4. ทานสลัดไม่ได้แปลว่าจะผอม

จริงอยู่ที่ว่าในสลัดมีแต่วัตถุดิบซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การทานสลัดบาร์อาจจะเป็นตัวเลือกของคนที่กำลังลดน้ำหนัก แต่ลืมไปหรือเปล่าว่า น้ำสลัดบางประเภทนั้นไม่ได้ทำให้ผอม น้ำสลัดสามารถเพิ่มแคลอรี่ให้กับสลัดจานหนึ่งของคุณได้มากถึง 500 แคลอรี่ ทำให้อาหารที่ดูเหมือนจะเป็นจานเพื่อสุขภาพ กลายเป็นอาหารที่มีไขมันสูงขึ้นมาเลย ดังนั้นควรเลือกน้ำสลัดไขมันต่ำ น้ำสลัดแบบใส หรือน้ำสลัดงาญี่ปุ่น เพื่อให้ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

5. ตัดขาดจากคาร์โบไฮเดรต

หลายคนมักคิดว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นแป้งและน้ำตาล ดังนั้นเมื่อต้องการจะลดน้ำหนักก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรต แต่หลังจากนั้นจะเกิดผลเสียตามมา เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะต่ำลง ท้ายที่สุดแล้วคุณก็ต้องกลับมาทานมันอีกครั้ง ซึ่งบางคนอาจจะโหยและทานในปริมาณที่มากเกิน ส่งผลให้โยโย่ได้อีกด้วย แทนที่จะตัดขาดจากคาร์โบไฮเดรต แนะนำให้ทานคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว มันหวาน หรือผลไม้ แทนจะดีกว่า

6. ลืมเรื่องเครื่องดื่ม

การทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่บางคนกลับโฟกัสแต่ที่อาหารโดยละเลยเรื่องเครื่องดื่ม ทั้งที่การดื่มเพื่อสุขภาพนั้นก็เป็นหัวใจสำคัญเช่นเดียวกัน เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ มีแคลอรี่ที่ค่อนข้างสูง อาจจะสูงกว่าอาหารบางมื้อเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นควรระวังเรื่องการดื่มเป็นพิเศษ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ให้ดื่มเฉพาะในโอกาสพิเศษแทน

7. ยึดติดกับจำนวณแคลอรี่มากเกินไป

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนที่ลดน้ำหนักจะจริงจังกับการคำนวณและจำกัดปริมาณแคลอรี่ของอาหารในแต่ละวัน แต่แท้จริงแล้วสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขของจำนวนแคลอรี่ แต่อยู่ที่สิ่งที่คุณกินเข้าไปมากกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องโฟกัสไปที่คุณภาพ และสารอาหาร มากกว่าที่จะสนใจแค่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว กินให้มีคุณภาพ เพราะบางทีแคลอรี่น้อยก็ไม่ได้แปลว่าจะผอม

ที่มา: insider

 

งานวิจัยเผย ล้างห้องน้ำเป็นประจำอาจทำให้ตายได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514957

งานวิจัยเผย ล้างห้องน้ำเป็นประจำอาจทำให้ตายได้!

งานวิจัยฉบับหนึ่งระบุไว้ว่า ผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำมีสารเคมีที่อาจทำให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

ห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน กลิ่นหอมฟุ้ง พื้นเงาวับ ไร้เส้นผมที่อุดตันท่อระบายน้ำ และกระจกใสสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา และเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่มีความสุขที่สุด อย่างไรก็ตาม มันเป็นความสุขที่กำลังจะฆ่าคุณ!

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ผู้ที่ใช้สารฟอกสีเป็นประจำเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดที่ค่อนข้างร้ายแรง จากการศึกษายังพบอีกว่า การสัมผัสผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมีบางชนิด มีส่วนทำให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สูงถึง 22% – 32% ซึ่งโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ได้คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว 25,000 รายต่อปี

นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจ ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า จำเป็นต้องมีคำแนะนำด้านสุขภาพมากขึ้นในการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน

ที่มา: metro

 

รองเท้าแตะสุดเก๋ พิมพ์ลายข้อความของ โดนัลด์ ทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514950

รองเท้าแตะสุดเก๋ พิมพ์ลายข้อความของ โดนัลด์ ทรัมป์

แบรนด์รองเท้าจากสหรัฐอเมริกาออกรองเท้าแตะพิมพ์ลายข้อความจากทวิตเตอร์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

“President Flip Flops” แบรนด์รองเท้าน้องใหม่จากสหรัฐอเมริกา ออกรองเท้าแตะสีแดงขาว พิมพ์ลายข้อความจากทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีคนปัจจุบันของพวกเขา โดนัลด์ ทรัมป์

รองเท้าแตะคอลเลคชั่นนี้น่าจะชวนหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน เพราะทางแบรนด์ตั้งใจทำออกมาเพื่อเสียดสีสถานการณ์ทางการเมือง โดยตอนนี้ปล่อยมาทั้งหมด 3 ลาย แต่พวกเขามีแผนที่จะทำลายอื่นๆ ออกมาเพิ่ม พร้อมกับเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแนะนำข้อความที่อยากให้นำมาทำได้ผ่านทางแฮชแท็กทวิตเตอร์ #PresidentFlipFlops

ที่มา: metro

 

น่ารักด้วย ทานได้ด้วย ขนมญี่ปุ่นรูปลูกหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 17:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514805

น่ารักด้วย ทานได้ด้วย ขนมญี่ปุ่นรูปลูกหมา

ชาวญี่ปุ่นปั้นขนมดังโงะเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เพิ่มความน่าทานขึ้นได้มาก

ดังโงะ เป็นขนมที่อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมานานมาก เนื่องจากเป็นขนมที่ทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่นำแป้งข้าวเหนียวมานวดผสมน้ำ แล้วปั้นเป็นก้อน ก่อนจะนำไปนึ่งหรือต้ม ทานคู่กับซอสหวาน ถือว่าเป็นขนมสุดโปรดของเด็กญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

และล่าสุด ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Nao ก็ได้ลองปั้นดังโงะเป็นรูปลูกหมา กระต่าย แมวน้ำ แพนด้า และหมี เพิ่มความน่ารักให้กับขนมธรรมดาๆ ชนิดนี้ได้มากขึ้นอีกเป็นกอง

นอกจากแป้งข้าวเหนียวที่เป็นวัตถุดิบหลักของดังโงะแล้ว เขาได้ใช้สาหร่ายโนริเข้ามาช่วยตกแต่งเป็นหน้าตาของสัตว์ต่างๆ เพิ่มด้วย นับว่าเป็นการใช้จิตนาการบวกกับวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ รอบตัว มาสร้างสรรค์เป็นผลงานสุดน่ารักที่น่าทานมาก

ที่มา: rocketnews24

 

เทรนด์ใหม่ชวนงง เขียนอายไลเนอร์กลับด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514797

เทรนด์ใหม่ชวนงง เขียนอายไลเนอร์กลับด้าน

การแต่งหน้าเทรนด์ใหม่ที่ทำหลายคนงงไปตามๆ กัน กับการเขียนอายไลเนอร์กลับด้าน

เดี๋ยวนี้มีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ล่าสุดเป็นเทรนด์การเขียนขอบตา หรือการเขียนอายไลเนอร์ ซึ่งปกติแล้วเราจะวิงช่วงหางตาขึ้น เพื่อให้ตาดูเฉี่ยวคม แต่กลับมีบิวตี้บล็อกเกอร์บางกลุ่มหันมากเขียนอายไลเนอร์กลับด้าน วิงช่วงหัวตาแทน!

photo: instagram @dahliacreates

photo: instagram @hannahdoesmakeupp

ถือเป็นอีกเทรนด์แปลกที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ และเป็นเทรนด์ที่ต้องอาศัยฝีมือการแต่งหน้าสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่ทุกคนน่าจะเคยชินกับการเขียนอายไลเนอร์แบบวิงหางตามากกว่า พอต้องมาวิงหัวตาเชิดขึ้นแทน น่าจะต้องใช้เวลาวาดอยู่นาน ที่สำคัญคือต้องวาดอายไลเนอร์ทั้งสองข้างให้เท่ากันด้วยนี่สิ นับว่าเป็นอีกโจทย์ที่ยากพอควร

photo: instagram @marisolbautistaa

ที่มา: metro

 

5 วิธีเพื่อชีวิตที่ทั้งฟิตและมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 15:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514785

5 วิธีเพื่อชีวิตที่ทั้งฟิตและมีความสุข

5 วิธีที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และสุขภาพดีควบคู่กันไปด้วย

ทุกคนน่าจะกำลังมองหาไลฟ์บาลานซ์ หรือสมดุลในชีวิต เราควรใช้ชีวิตให้ทั้งสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็มีความสุขไปด้วย ไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนจนเกินไป ซึ่งทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ตาม 5 ข้อนี้

1. ออกกำลังกายก่อนเริ่มทำงาน

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาอันเร่งรีบของทุกคน แต่การตื่นเช้าอีกสักนิดเพื่อออกกำลังกายจะสร้างผลดีให้กับคุณเป็นอย่างมาก เนื่องจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE บอกว่า การตื่นมารับแสงแดดยามเช้าจะช่วยควบคุมความอยากอาหาร และไขมันในร่างกาย ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Bringham Young ยังพบว่า การออกกำลังกายตอนเช้า 45 นาที จะช่วยลดความอยากของหวานได้อีกด้วย

2. ทานอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูง

โปรตีนกับการออกกำลังกายถือเป็นคำที่เรามักจะได้ยินตามๆ กันมาเลยก็ว่าได้ จริงอยู่ที่ว่าการทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้รูปร่างคุณดีขึ้น แต่การทานโปรตีนในตอนเช้านั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Missouri-Columbia เผยว่า การทานอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูง จะช่วยความอยากอาหารในช่วงที่เหลือของวันได้ ดังนั้นทำไมไม่ลองเปลี่ยนจากซีเรียลชืดๆ เป็นไข่ลวก หรือโยเกิร์ตที่โรยหน้าด้วยเบอร์รีนานาชนิดและธัญพืชดูล่ะ

3. ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Warwick เผยว่า คนที่ทานผักและผลไม้มากถึง 8 ส่วนต่อวัน สามารถสร้างความสุขให้กับตัวเองได้มากขึ้น นอกจากนั้นผักผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและใยอาหาร ที่แน่นอนว่านอกจากจะทำให้สดชื่นขึ้นแล้ว ยังสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

4. เริ่มต้นและสิ้นสุดวันด้วยโหมดเครื่องบิน 60 นาที

รายงานจาก GWI Social พบว่า เราใช้เวลามากกว่าวันละ 6 ชั่วโมงในโลกออนไลน์ ดังนั้นเพื่อให้เรารู้สึกปลดปล่อย และพักผ่อนจากโซเชียลมีเดียมากยิ่งขึ้น ลองเปิดโหมดเครื่องบิน (airplane mode) บนสมาร์ทโฟนสัก 60 นาทีก่อนเข้านอน และ 60 นาที ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนดู เพื่อให้เริ่มต้นวันใหม่อย่างปลอดโปร่ง

5. ทานอาหารโดยไม่ทำกิจกรรมอะไรร่วมด้วย

หลายคนมักจะตอบอีเมล อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ ดูโทรทัศน์ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมด้วยระหว่างมื้ออาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมด้วยนั้น ทำให้เราทานมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ลองปรับวิธีการทานอาหาร ด้วยการเลือกทานอาหารอย่างตั้งใจ จดจ่อกับมื้ออาหารตรงหน้า โดยไม่มีกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสักมื้อหนึ่งในแต่ละวัน จะช่วยลดจำนวนแคลอรี่ที่เราได้รับลงไปเยอะเลย

ที่มา: metro

 

น่าทานสุดๆ โดนัทนางเงือกมังสวิรัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 14:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514773

น่าทานสุดๆ โดนัทนางเงือกมังสวิรัติ

ร้านขนมในสหรัฐอเมริกาผลิตโดนัทนางเงือกแบบมังสวิรัติ เฉลิมฉลองวันนางเงือกโลก

กระแสเมอร์เมดถือเป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในปีนี้ และยิ่งสำหรับเดือนนี้ที่มีวันนางเงือกโลก (National Mermaid Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 8 กันยายน ด้วยแล้ว ทางด้าน Karma Baker ร้านขนมในสหรัฐอเมริกาจึงทำเมนูสุดเก๋ โดนัทนางเงือก!

นอกจากหน้าตาจะน่าทานแล้ว โดนัทนางเงือกยังเป็นโดนัทมังสวิรัติ ใช้ธัญพืชเป็นหลัก และปราศจากกลูเตน หรือโปรตีนจากข้าว ราดด้วยไวท์ช็อกโกแลต พร้อมโรยด้วยเกล็ดน้ำตาล และเพ้นท์หางนางเงือกด้วยมือทุกชิ้น เพื่อความเป็นเอกลักษณ์เหมือนกับนางเงือกแต่ละตัว

โดนัทชิ้นนี้ราคา 6 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 200 บาท แต่น่าเสียดายที่มีขายเฉพาะหน้าร้านในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่ได้ถูกบรรจุในเมนูที่ขายผ่านร้านค้าออนไลน์

ที่มา: metro

 

13 อาหารอันตรายที่คุณอาจไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 13:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514765

13 อาหารอันตรายที่คุณอาจไม่เคยรู้

รวมอาหารอันตรายจากทั่วทุกมุมโลก

อาหารที่เราทานกันอยู่ทุกวัน อาจจะมีสารพิษโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ เราเลยรวม 13 อาหารอันตรายจากทั่วโลกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพิษมาฝาก โดยอ้างอิงจาก Dr. Keith Kantor ผู้บริหาร NAMED (Nutritional Addiction Mitigation Eating and Drinking)

1. เมล็ดเชอร์รี

เชอร์รีเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูงก็จริง แต่รู้หรือไม่ว่าเมล็ดเชอร์รีมีสารประกอบไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่เป็นพิษ แต่ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะหากทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากมนุษย์ที่มีน้ำหนัก 150 ปอนด์ สามารถรับสารชนิดนี้ได้สูงสุด 703 มิลลิกรัม

2. ปลาปักเป้า (Fugu)

ปลาปักเป้าเป็นอาหารต้องห้ามในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารพิษมากที่สุดในโลก ทั้งนี้หมายถึงเนื้อปลาปักเป้าที่ยังไม่ได้ปรุงสุก

3. ชีสจากซาร์ดิเนีย (Casu Marzu)

อาหารชนิดนี้เป็นเนยแข็งแบบซาร์ดิเนียดั้งเดิม ซึ่งได้รับการหมักเป็นพิเศษโดยหนอนแมลงวัน! รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงแบนเนยแข็งนี้ เพื่อสุขอนามัยของประชาชน

4. ฮอทดอก

ขนมปังที่ประกบไส้กรอกสีแดง ของโปรดของเด็กๆ หลายคน ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายอะไร แต่สิ่งนี้กลับมีชื่ออยู่ในลิสต์อาหารที่อันตราย เนื่องจากโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาเผยว่า ฮอทดอกเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีสำลัก! ดังนั้นผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานของตนให้ทานช้าลงสักนิดนึงจะดีกว่า

5. ถั่วงอกชนิดหนึ่ง (Alfalfa Sprouts)

ถั่วงอกเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ยิ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมามีการระบาดของเชื้อโรคที่เกิดจากอาหารอยู่บ่อยครั้ง ถั่วงอกชนิดนี้จึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ควรระวัง

6. ปลาหมึกดิบเกาหลี (Sannakji)

หมึกกระดึ๊บ หรือหนวดปลาหมึกดิบของเกาหลี เป็นอาหารที่เราเห็นในซีรีส์เกาหลีกันอยู่บ่อยๆ บางคนก็อยากจะบินไปลิ้มลองสักครั้ง แต่การทานปลาหมึกโดยที่เส้นประสาทของมันยังทำงาน ทำให้หนวดยังขยับได้อยู่นั้น หมายความว่ามันอาจจะไปดูดปากและลำคอ อาจทำให้ติดคอได้ ซึ่ง Food & Wine ได้เผยว่า มีคนเสียชีวิตเพราะอาหารจานนี้เฉลี่ย 6 คนต่อปี!

7. หอย (Shellfish)

เปลือกหอยหรือหอยดิบเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะสามารถดูดซับแบคทีเรียจากทะเลมาได้ ดังนั้นก่อนทานควรล้างให้สะอาด หรือถ้าจะให้ดีคือควรปรุงสุกก่อนจะปลอดภัยที่สุด

8. ชีสที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์

ชีสที่ทำมาจากนมดิบ ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์มาก่อน สามารถก่อให้เกิดเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายได้ทุกชนิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้

9. ขนมปัง (Bagels)

ใครๆ ก็มองว่าขนมปังไม่เห็นจะมีสารพิษอะไร แต่อาหารเช้าแบบแป้ง เช่นเดียวกันกับอะโวคาโด เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการบาดเจ็บที่มีมากที่สุดในครัว เนื่องมาจากมีดบาก ในปี พ.ศ. 2554 ชาวอเมริกันประมาณ 2,000 คน บาดเจ็บเนื่องจากอาหารชนิดนี้ เวลาหั่นมันควรต้องระวังขึ้นมากกว่าเดิม

10. มันฝรั่งเขียว

มีการถกเถียงกันอยู่หลายครั้งว่า มันฝรั่งเขียวมีพิษหรือไม่ แต่ก็ได้บทสรุปว่า สามารถทำให้ป่วยรุนแรงได้ หากบริโภคในปริมาณมากเกินไป

11. ผลไม้ชนิดหนึ่งจากจาเมกา (Ackee)

ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ซึ่งเป็นที่นิยมในจาเมกา แต่กลับเป็นผลไม้ต้องห้ามในประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าหากผลไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วก็ไม่เป็นไร แต่หากเป็นสีเหลืองจะมีระดับของ hypoglycin A ซึ่งเป็นพิษ เมื่อทานแล้วอาจทำให้อาเจียน ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด หรืออาจทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนั้นเมล็ดสีดำของมันก็มีพิษด้วย

12. เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ทั้งอัลมอนด์เขียว และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ในตอนที่ดิบนั้นเต็มไปด้วยสารพิษ ดังนั้นจำเป็นต้องผ่านความร้อนเพื่อขจัดสารพิษออกก่อน นั่นหมายถึงว่าอัลมอนด์ดิบนั้นมีพิษ แต่พวกอัลมอนด์ถุงหรือกระป๋องที่คุณซื้อได้ที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อก็ยังมีความปลอดภัยอยู่

13. ถั่ว (Kidney Beans)

ถั่วชนิดนี้ก็เหมือนถั่วชนิดอื่นๆ ที่ไม่ควรทานตอนดิบ เนื่องจากมีสารพิษที่เรียกว่า phytohaemagglutnin ทำให้ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียนได้ แต่หากนำไปปรุงสุกแล้ว ก็จะช่วยลดสารพิษได้อย่างมาก

ที่มา: insider

 

สูงวัยแบบมีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514717

สูงวัยแบบมีสไตล์

ใครที่คิดว่าการมีวัยที่สูงขึ้นเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์ชีวิตให้มีความสุข ความสดใส และมีคุณค่า คุณอาจคิดผิด!เพราะยังมีคนสูงวัยมากมายที่ยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ยังมีไฟกับการทำงาน มีไลฟ์สไตล์ในด้านต่างๆ ที่สร้างความสดใสให้กับชีวิตอยู่ทุกวัน และอาจจะมีความสุขกว่าคนวัยหนุ่มสาวหลายคนด้วยซ้ำ

วันนี้พาไปรู้จักเซเลบริตี้วัยเก๋าระดับไอคอนที่สูงแต่วัย แต่ใจยังบอกตัวเองเสมอว่ายังเป็นไม้ไกลฝั่ง (อยู่นะ) อย่างเช่น สุเชาว์ พงษ์วิไล, ภัทราวดี มีชูธน, เผ่าทอง ทองเจือ, พนารัตน์ พิสุทธิ์ศักดิ์ บุนนาค, ภูษิต พัฒนปราการ (ป๋าตึก) ศ.นพ.เฉก ธนะสิริ เป็นต้น

พวกเขาเหล่านี้ได้ไปร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวพลังชีวิตภายใต้แนวคิดการค้นหาพลังที่ยังมีไฟของวัยเกษียณ เพื่อส่งต่อเรื่องราวให้เป็นแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยคนอื่นๆ ผ่านแคมเปญ “The Golden Spirit Gallery” ซึ่งจัดขึ้นโดย จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ เมื่อเร็วๆ นี้

สุเชาว์ “เกษียณคือการได้ทำในสิ่งที่รัก” นักแสดงเจ้าบทบาท วัย 72 สุเชาว์ พงษ์วิไล ผู้ทุ่มเทเวลาชีวิตในวัยหนุ่มให้กับอาชีพนักแสดงอย่างเต็มที่ มองว่า การเกษียณเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่มอบเวลาให้เขาได้ทำในสิ่งที่รัก และมีความสุขที่สุดนอกจากงานแสดงแล้ว คือการปั่นจักรยานนั่นเอง

 

“ตอนเด็กผมปั่นจักรยานแล้วทิ้งไปนานไม่ได้ปั่นอีกเลย พอช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา เริ่มกลับมาปั่นจริงจังเรียกว่าใช้ชีวิตอยู่กับจักรยานเยอะ มีความสุขกับมันมาก การปั่นไปในที่ต่างๆ ทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ จากระยะทางปั่นสั้นๆ ก็นำไปสู่การปั่นข้ามจังหวัด ผมเคยปั่นกรุงเทพฯ-หัวหินมาแล้ว ตอนนี้ต้องการทำฝันที่ใหญ่กว่าคือปั่นจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ระยะทาง 700 กม. เดือน ม.ค.ปีหน้าผมจะชวนทุกคนไปปั่นด้วยกัน แต่ก่อนจะถึงวันนั้น 17 ก.ย.นี้ ผมกับกลุ่มเพื่อนจะปั่นจากเชียงใหม่ไปลำพูนเยี่ยมเพื่อนผู้อาวุโสของผม อาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ”

นักแสดงอาวุโส กล่าวว่า การทำตามฝันไม่จำเป็นต้องรอเกษียณ พร้อมฝากกำลังใจไปถึงคนวัยเกษียณทั้งหลาย ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ขอให้มุ่งมั่นทำในสิ่งที่รักให้ได้และทำต่อไป เพราะแม้เวลาจะทำให้อายุมากขึ้นแต่ทักษะและความเชี่ยวชาญที่ถูกฝึกฝนอยู่เสมอจะไม่สึกหรอไปตามกาลเวลา

ป๋าตึก “ยังสนุกกับแฟชั่น” ภูษิต พัฒนปราการ หรือป๋าตึก แฟชั่นไอคอนวัย 65 ที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนได้เสมอ ทั้งในเรื่องการแต่งตัวและวิธีการใช้ชีวิต เป็นผู้ที่มีแฟชั่นอยู่ใน DNA มาตั้งแต่เด็ก โดยได้รับการซึมซับและแรงบันดาลใจจากคุณพ่อที่เป็นคนชอบแต่งตัว อีกทั้งลูกสองคนที่ทำงานแฟชั่นอยู่อังกฤษ ก็คอยแนะนำเรื่องการแต่งตัวอีกด้วย เลยทำให้สนุกกับแฟชั่นและการแต่งตัวทุกวัน

 

 

“พลังชีวิตของป๋าคือการได้อยู่กับมนุษย์ ป๋าเป็นคนชอบมนุษย์ ไม่ได้ชอบธรรมชาติ ซึ่งอันนี้คงเป็นความสุขและรสนิยมของแต่ละคน ป๋าจึงชอบแต่งตัว และชอบไปเที่ยวเมืองมากกว่าเที่ยวธรรมชาติ ชอบดูหนังเพราะการดูหนังคือการได้ติดต่อกับโลกภายนอก แต่ป๋าก็มีธรรมะในหัวใจนะ ไม่ดราม่ากับชีวิต เพราะเราถือว่าโชคดีมากแล้วที่มาถึงตรงนี้ได้

ตั้งแต่เด็กเรามีบริษัททัวร์ ชีวิตของป๋าในโลกนี้จึงเหมือนมาทัวร์ เวลาคุณไปทัวร์คุณจะไม่ค่อยมีความทุกข์แต่จะทุกข์จะสุขนั่นคือโปรแกรมทัวร์ของป๋าที่เราจะต้องผ่านมันไป แต่เราก็เตรียมพร้อมตลอดเวลานะ อยู่ก็ได้ ตายก็พร้อม เพราะคนที่เก่งที่สุดในโลกคือคนที่อยู่ได้นานที่สุด เพราะงั้น เราต้องมีความสุขในทุกวันและทำในสิ่งที่เราอยากทำและสนุกกับมันทุกวัน”

ป๋าตึก บอกว่าทุกวันนี้อายุ 60 กว่ายังต้องดู Blog Fashion ทุกวัน เห็นใครแต่งตัวใส่ที่ดูเป็นแนวก็เอามาดัดแปลง ไม่ใส่อะไรเดิมๆ เปลี่ยนไปเรื่อย แต่ปกติจะชอบแต่งตัวสไตล์วินเทจ แบรนด์วินเทจเก่าๆ เจ๋งๆ สะสมหมด โดยเฉพาะแว่น หมวก และผ้าพันคอ ตอนนี้กลายเป็นธุรกิจ มีคนมาขอซื้อเยอะ ของสะสมบางชิ้นมีอายุ 100 ปี มีเข็มขัดชิ้นหนึ่งใส่ตั้งแต่อายุ 30 ของ Chrome Hearts เป็นแบรนด์เครื่องเงินที่แพงที่สุดในโลกถ้าขายตอนนี้ก็คง 7 หมื่นบาท

“ป๋าอยากฝากว่า ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ต้องหลงใหลและซึมซับไปกับมัน แล้วคุณก็จะมิกซ์แอนด์แมตช์ได้เอง ป๋ายังสนุกกับแฟชั่นนะ มันคือแรงบันดาลใจ คือศิลปะ เป็นการต่อลมหายใจ ทำให้เรามีชีวิตชีวา แฟชั่นทำให้ป๋ามีงานทุกวัน เป็นพลังชีวิต”

ครูเล็ก “การทำสิ่งที่มีคุณค่าสำคัญที่สุด” ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง วัย 69 ปี บอกว่า อายุไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ที่ใหญ่กว่าคือการได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเองและคนอื่น และชีวิตในตอนนี้ถือว่าพร้อมแล้วที่จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่าถ้ายังไม่ไปก็ต้องทำอะไรที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อสังคมให้มากที่สุด

 

“ดิฉันตั้งโรงเรียนภัทราวดีหัวหินขึ้นมาในตอนที่ดิฉันอายุครบ 60 ปีพอดี ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่ ท่านสั่งเสียไว้ว่า ที่ดินตรงนี้ต้องทำโรงเรียน การศึกษาเท่านั้น จะทำให้คนพ้นทุกข์ และไปสู่จุดหมายอย่างชอบธรรม ดิฉันจึงตั้งใจที่จะอุทิศตนเป็นครูถ่ายทอดความรู้ทั้งด้านศาสตร์การแสดงและด้านธรรมะ เพื่อสามารถส่งต่อพลังชีวิตที่ดีให้แก่ลูกศิษย์ บูรณาการความรู้ให้เยาวชนได้รู้จักความงาม ความเป็นธรรม และความกตัญญู มีชีวิตที่อิสระอย่างมีขอบเขต”

ครูเล็ก บอกอีกว่า ในชีวิตนี้ถือว่าได้ใช้ชีวิตเต็มที่เท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะใช้ได้แล้ว ถ้าวันนี้จะมีความหวังเรื่องอะไรก็น่าจะเป็นเรื่องการได้เห็นเด็กๆ ที่เคยสอนหนังสือมาเติบโตในชีวิตก็เป็นความรู้สึกที่ดีแล้วและจะสร้างคนไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น

พนารัตน์ “ใช้ชีวิตไม่ยึดติดกับกรอบ” พนารัตน์ พิสุทธิ์ศักดิ์ บุนนาค อดีตรองนางสาวไทยปี 2513 หันหลังให้กับสังคมเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพร่วมกับครอบครัว ท่ามกลางธรรมชาติที่หัวหิน เธอเป็นเบื้องหลังสำคัญในการก่อตั้ง “ไร่เก็บ-Geb 100% Organic Farm Huahin” ร่วมกับลูกหลาน ด้วยความตั้งใจที่จะปลูกผักสดปลอดสารพิษไว้กินเอง และแบ่งปันสังคมรอบข้าง ทั้งการนำผักปลอดสารพิษเข้าสู่โรงเรียน โรงแรม และร้านอาหารในหัวหิน

“ดิฉันตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ยึดติดกับกรอบต่างๆ ไม่ว่ากรอบหน้าที่ความเป็นแม่ ซึ่งสามารถลดบทบาทลงได้ เมื่อลูกทุกคนถึงวัยที่ดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี หรือกรอบความสวยงามที่ปรุงแต่ง โดยไม่ย้อมผมหรือแต่งองค์ทรงเครื่องจนมากเกิน เรียกว่าเป็นการกลับสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริง สิ่งที่สำคัญในวัยนี้ คือการมีความสุขกับการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี ซึ่งก็คือการให้สิ่งต่างๆ แก่ลูกหลานยามเมื่อเขาต้องการและการรับสิ่งต่างๆ จากลูกหลานอย่างพอดีโดยไม่คาดหวังค่ะ”  

เผ่าทอง “พลังชีวิตคือการทำงาน” เผ่าทอง ทองเจือ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการผู้ค้นคว้า รักษา และสืบสานงานหัตถศิลป์ โดยเฉพาะผ้าไทย ให้ยังคงมีคุณค่าและมีลมหายใจบนประเทศนี้ต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น บอกว่า พลังชีวิตของเขาคือการทำงาน สมัยเด็กชอบทำกิจกรรม และด้วยการเป็นลูกคนเดียว ยิ่งทำให้รู้จักที่จะต้องคิดและตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง พอโตขึ้นก็เลือกงานด้วยตัวเองแล้วก็สนุกกับงาน

 

“ผมไม่มีเสาร์อาทิตย์มาสามสิบกว่าปีแล้ว หลังเกษียณอายุราชการจากธรรมศาสตร์ ก็เป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และโรงเรียนจิตรลดา สอนมา 26-27 ปี ตอนเกษียณก็ไปกราบบังคมทูลลาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์รับสั่งว่า ‘ยังไม่ให้เกษียณ เพราะฉันก็ยังไม่เคยเกษียณ และจะทำงานไปจนวันตายเหมือนกัน’ จากรับสั่งนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเราต่ำต้อยน้อยนิด ถ้ายังทำประโยชน์ได้ก็ควรจะทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนกัน”

หมอเฉก “ชีวิตยังต้องแข็งแรงต่อไป” ศ.นพ.เฉก ธนะสิริ คุณหมอผู้ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง และเป็นต้นแบบในการดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ กล่าวว่า คำว่าไม้ใกล้ฝั่งดูยังไกลเกินไป และเขาเองก็ยังเป็นอย่างนั้น ชีวิตที่ยังแข็งแรงและต้องแข็งแรงต่อไป เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยลุกขึ้นมาดูแลตัวเองอย่างไม่มีข้อแม้ 

 

“ตอนนี้ผมอายุย่าง 92 ปี ไม่มีโรค ยังออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นสมาชิกสปอร์ตคลับมา 68 ปี ว่ายน้ำ 59 ปี รวมระยะทางว่ายประมาณ 1.6 หมื่น กม. มีว่ายน้ำจงกรมด้วย โดยฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกเดินจงกรมจากคุณพี่สิริ กรินชัย ใช้กายและจิตดูแลสุขภาพ สร้างบุญสร้างกุศล ไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี รักษาศีล อยากให้คนทุกวัยลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง หมั่นออกกำลังกายกินอาหารที่ถูกต้อง เน้นผักและผลไม้ ลดการกินเนื้อสัตว์ลงก็จะสุขภาพดีแล้ว”