อาลีบาบาลุยเอไอโลว์คอสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501826

อาลีบาบาลุยเอไอโลว์คอสต์

“อาลีบาบา”  ส่ง “ทีมอลล์ จีนี เอ็กซ์ 1” ลงตลาดจีนเป็นทางการ

อาลีบาบาเปิดตัว ทีมอลล์ จีนี่ ลำโพงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สั่งการด้วยเสียง ในราคา 499 หยวน (ราว 2,500 บาท) ซึ่งถูกกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับค่ายอเมซอนและกูเกิล โดยบริษัทไอทีจีนกำลังแข่งขันในตลาดเอไอกันมากขึ้น

ภาพ รอยเตอร์ส

 

 

 

ยูทูบชี้เทรนด์โฆษณา เปิดฟีเจอร์ชมคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 05:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501626

ยูทูบชี้เทรนด์โฆษณา เปิดฟีเจอร์ชมคอนเทนต์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ตัวเลขการรับชมยูทูบของคนทั่วโลก 1,000 ล้านชั่วโมง/วัน หรือราว 1 แสนปี/วัน ขณะที่ไทยติดอันดับท็อปเทนของโลก ซึ่งคนไทย 71% ดู ยูทูบมากกว่า 1 ครั้ง/วัน และ 89% เข้าดูทุกวัน แบรนด์สินค้าต่างๆ จึงปฏิเสธไม่ได้สำหรับการทุ่มงบลงทุนโฆษณาผ่านยูทูบเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายช่องทาง

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายยูทูบโกลบอล มุ่งเน้นให้ผู้ชมสามารถค้นหาคอนเทนต์ได้ง่าย ด้วยการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและในปีที่ผ่านมาเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่มากกว่า 160 ฟีเจอร์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยสร้างประสบการณ์การรับชมดีไวซ์ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมือถือที่การรับชมเติบโตมากกว่า 90%

ประเด็นที่ต้องจับตามองในไทย คือ การดูผ่านทางสมาร์ททีวีเติบโตมากที่สุดมากกว่า 2 เท่าตัว ขณะที่การดาวน์โหลดวิดีโอมากกว่า 1 ล้านชั่วโมง และมีจำนวนโกลด์ ชาแนล หรือช่องที่จำนวนติดตามมากกว่า 1 ล้านคน ราว 55 ช่อง และคาดว่า ปีหน้าแตะ 100 ช่อง

ทั้งนี้ มี 3 เทรนด์คอนเทนต์ที่คนไทยให้ความสนใจ คือ 1.อาหารและเครื่องดื่ม การรับชมมากกว่า 1,400 ปี/เดือน 2.เรื่องความงามและฟิตเนสมากกว่า 1,300 ปี/เดือน 3.รถยนต์และยานยนต์ 1,100 ปี/เดือน โดยปัจจุบันการเข้าถึงผู้ชมในยุคนี้ทำได้ง่ายขึ้น เพราะสื่อมีหลากหลายช่องทางแต่การที่ทำโฆษณาและจะดึงความสนใจได้นั้นเป็นเรื่องยาก

สำหรับเทรนด์โฆษณา 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า 10 โฆษณาที่ติดอันดับ YouTube Ads Leaderboard อาทิ ซันซิล เมย์เบลลีน วอลล์ เป็นต้น โดยเทรนด์การนำเสนอคอนเทนต์ที่น่าสนใจ 3 เทรนด์ ได้แก่ เทรนด์ที่ 1 เน้นการเล่าเรื่องมากกว่าการขาย ที่สำคัญ คือ การสร้างคอนเทนต์ต้องเข้าใจผู้บริโภคและแบรนด์ ซึ่งโฆษณาจะสั้นหรือยาวหากแต่เนื้อหาดีคนก็เลือกดู

เทรนด์ที่ 2 เพลงติดหู โฆษณาที่ไม่มีเพลงหรือดนตรี จะไม่ค่อยได้รับความสนใจ ซึ่งโฆษณาส่วนใหญ่ใน 10 อันดับนี้ มีการนำเพลงยอดนิยมมาใช้ เพื่อให้เรื่องราวดึงดูดและตรึงความสนใจจากผู้ชม และ 95% ของโฆษณาบนยูทูบเป็นโฆษณาที่มีเสียง ส่วนกลยุทธ์ยอดนิยม เทรนด์ที่ 3 การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาชมโฆษณา แสดงให้ความเห็นว่าคนไทยสนใจบุคคลที่มีชื่อเสียงผ่านทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์

การทำโฆษณาที่ดีต้องวัดจำนวนการรับชม การได้ยิน และระยะเวลาการรับชม แต่หัวใจหลักที่จะดึงความสนใจได้ คือ การสร้างสรรค์คอนเทนต์และเลือกไทมิ่งที่ใช่สำหรับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์

 

ยูทูบชี้ กสทช.ห้ามโฆษณาผลกระทบตกอยู่ที่เอเจนซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501601

ยูทูบชี้ กสทช.ห้ามโฆษณาผลกระทบตกอยู่ที่เอเจนซี่

ยูทูบยังไม่ชี้ชัดขึ้นทะเบียน OTTหรือไม่ ระบุกสทช.ยังไม่ประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าข้อตกลกคืออะไร ระบุหากห้ามลงโฆษณาผลเสียตกอยู่ที่เอเจนซี่

จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้ผู้ประกอบการบริการ Over The Top (OTT)  มาแจ้งขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่สองผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook) และยูทูบ (Youtube) ยังไม่มาขึ้นทะเบียน ขณะที่กสทช.ขีดเส้นตายให้ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค. นี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นกิจการที่ผิดกฎหมายไทยนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ทีมกฎหมายของกูเกิลที่สิงคโปร์กำลังศึกษากฎนี้อยู่ อย่างไรก็ตามตั้งแต่มีการประกาศออกมาเรายังไม่เห็นกฎหรือข้อระเบียบของกสทช.ที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะฉะนั้นยังไม่มีการยืนยันว่าเราจะมีแนวทางแบบไหน แต่เมื่อมีกำหนดเส้นตายให้ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เราคงมีการตอบกลับไปภายในวันดังกล่าว

“เรายังไม่ทราบว่ากสทช.ต้องการอะไร เรายังไม่ทราบเลยว่าคำว่าไปลงทะเบียนแปลว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่ากสทช.ยังไม่ได้ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาว่าข้อตกลงนี้คืออะไร” โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย กล่าว

ส่วนผลกระทบหากยูทูบขึ้นทะเบียนไม่ทันวันที่ 22 ก.ค.นั้น แน่นอนว่าถ้ากฎออกมาแล้วผิดกฎหมายเราก็ต้องได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้สิ่งที่ยูทูบร่วมกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับโลกทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์  ก็คือเราทั้งหมดอยู่ภายใต้สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย (AIC) ซึ่งเราต้องการคือความชัดเจนว่าข้อกฎหมายนี้คืออะไรต้องการควบคุมจัดการด้านไหน ทันทีที่ทุกอย่างชัดเจนทาง AIC ก็จะมีข้อตกลงที่ชัดเจนขึ้น อย่าไปมองว่า AIC เป็นลHอบบี้ยิสต์ AIC เป็นองค์กรที่บริษัทอินเทอร์เน็ตใหญ่ๆในโลกรวมตัวกันอยู่ภายใต้นั้นเพราะเราไม่สามารถเข้าไปต่างคนต่างพูดได้ สิ่งที่ดีที่สุดเข้าไปในฐานะตัวแทน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงขอให้ติดต่อพูดคุยกับ AIC เพราะจะได้เป็นเสียงเดียวกัน

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า กูเกิลสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐฯติดต่อจะเข้าพบกับกสทช.นั้น ปกติกูเกิลสำนักงานใหญ่ติดต่อกับทางกสทช.และกระทรวงดีอีอยู่ตลอดเวลา เราอยู่ในประเทศไหนเราก็คุยกับรัฐบาลประเทศนั้น กูเกิลสำนักงานใหญ่มีการพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาลไทยบ่อยและคุยกันหลายเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่อง OTT

“AIC เป็นตัวแทนพวกเราอยู่แล้ว ถ้ามีการติดต่อ AIC จะเป็นคนตอบคำถาม และจัดการ เพื่อความเป็นเอกภาพ กูเกิล ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไลน์ จะได้เป็นเสียงเดียวกัน” โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย กล่าว

ส่วนกรณีที่ กสทช. ขอความร่วมมือบริษัทที่ลงโฆษณาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากที่สุด 47 บริษัท ให้หยุดลงโฆษณาบน เฟซบุ๊ก–ยูทูบ หากไม่มาลงทะเบียน OTT นั้น โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบกับเรา ยังไม่มีการหยุดโฆษณาใด ๆ ส่วนกรณีหากพ้นวันที่ 22 ก.ค.ยูทูบยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน OTTนั้น บริษัทก็จะได้รับผลกระทบเพราะถือว่าผิดกฎหมาย แต่เบื้องต้นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือยูทูบครีเอเตอร์ที่หลายคนมีชื่อเสียงและรายได้จากการทำคอนเทนต์บนยูทูบ ขณะที่บริษัทโฆษณา สมมติบอกว่าห้ามซื้อโฆษณากับยูทูบประเทศไทย แต่ทุกบริษัทต้องพึ่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม ดังนั้นบริษัทก็อาจจะไปซื้อเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือ สหรัฐอเมริกา ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบน่าจะเป็นเอเจนซี่โฆษณามากกว่า

 

ซัมซุงเตรียมขาย “กาแล็กซี่ โน้ต 7″รุ่นปรับปรุงราคาถูกกว่าเดิม30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501386

ซัมซุงเตรียมขาย "กาแล็กซี่ โน้ต 7"รุ่นปรับปรุงราคาถูกกว่าเดิม30%

ซัมซุงเตรียมวางขายสมาร์ทโฟน “กาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน” ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในเกาหลีใต้ 7 ก.ค.นี้ ราคาถูกกว่าเดิม 30%

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติเกาหลี เตรียมเริ่มวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่น กาแล็กซี่ โน้ต 7 ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ ในประเทศเกาหลีใต้ในวันที่ 7 ก.ค.นี้

ซัมซุง แถลงว่า บริษัทจะนำสมาร์ทโฟนที่ใช้ชื่อรุ่นว่า กาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน (Galaxy Note 7 Fan Edition) จำนวน 400,000 เครื่อง มาวางจำหน่ายในประเทศกาหลีใต้ สนนราคา 699,600 วอน หรือประมาณ611 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกลงกว่าราคา กาแล็กซี่ โน้ต 7 รุ่นเดิมประมาณ 30%

สมาร์ทโฟนรุ่นกาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน นี้ ถูกผลิตขึ้นจากอุปกรณ์เดิมของ กาแล็กซี่ โน้ต 7 แต่ได้รับการปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้พลังงานน้อยลง และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยใหม่

ทั้งนี้ ซัมซุงได้ประกาศยุติการจำหน่ายและผลิต กาแล็กซี่ โน้ต 7 ในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์เครื่องลุกไหม้และร้อนจัด ภายหลังเปิดขายไปเพียง 2 สัปดาห์ โดยปัญหาดังกล่าวยังเกิดกับเครื่องที่เปลี่ยนใหม่ให้กับลูกค้า จนเป็นเหตุให้ซัมซุงตัดสินใจยุติการผลิตถาวรในเวลาต่อมา และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซัมซุงได้ออกมาประกาศว่า จะนำกาแล็กซี่ โน้ต 7 ที่ผ่านการปรับปรุงแล้วมาวางจำหน่าย และระบุว่าสาเหตุที่ทำให้เครื่องติดไฟนั้น เกิดจากความผิดพลาดในการทำงานของแบตเตอรี่

ซัมซุงกล่าวว่า จะพิจารณาถึงการวางจำหน่าย  กาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน ในประเทศอื่นๆ ภายหลัง แต่ไม่มีแผนที่จะวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาและอินเดีย

“คุยกับรถ”ช่วยลดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501048

"คุยกับรถ"ช่วยลดอุบัติเหตุ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

บางครั้งอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ผู้ขับขี่จะระมัดระวังตัวมากเพียงใดก็ตาม โดยเว็บไซต์เดอะ ไวร์ดที่นำเสนอข่าวเทคโนโลยีและข่าวทั่วไปในกระแส ระบุว่า ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์มีแนวโน้มได้รับบาดเจ็บหนักกว่าผู้ขับขี่รถยนต์เกือบ 30 เท่าเมื่อประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน

ด้วยเหตุนี้ ออโต้ทอล์กส์ สตาร์ทอัพในอิสราเอลจึงคิดหาวิธีลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ โดยจับมือกับบอช บริษัทด้านวิศวกรรมและผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่สัญชาติเยอรมัน พัฒนาระบบการสื่อสารกับมอเตอร์ไซค์ Bike-to-Vehicle (B2V) ซึ่งจะประเมินสภาพแวดล้อมในบริเวณโดยรอบควบคู่กับสภาวะของรถ เช่น ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนที่ และระบบการเบรก เพื่อส่งเสียงแจ้งเตือนผู้ขับล่วงหน้าหากมีแนวโน้มจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ออโต้ทอล์กส์ เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวต่อยอดมาจากระบบ Bike-to-Everything (B2X) ของบริษัท ที่ช่วยให้มอเตอร์ไซค์สามารถเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์คันอื่นๆ ได้ ผ่านเทคโนโลยีการใช้คลื่นความถี่สั้นเพื่อการสื่อสารระยะใกล้ หรือที่เรียกว่า Dedicated short-range communication (DSRC) ซึ่งจะรับส่งข้อมูลขนาดเล็กไปมาระหว่างเครือข่ายรถ เช่น ตำแหน่งรถ ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนที่ โดยไม่จำกัดว่าเป็นรถประเภทใด

นอกจากนี้ เทคโนโลยี DSRC ยังสามารถทำงานได้แม้รถคันที่ใช้งานระบบมองไม่เห็นรถคันอื่นๆ ในเครือข่ายก็ตาม อีกทั้งการติดตั้งระบบ DSRC มีราคาไม่สูงใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย และตัวอุปกรณ์มีขนาดเล็กจนสามารถติดที่ส่วนใดของรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้

จากการทดสอบล่าสุดกับรถมอเตอร์ไซค์ดูคาตินั้น ระบบ B2V ของออโต้ทอล์กส์ทำงานได้ดี โดยสามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายรถมอเตอร์ไซค์ด้วยกันอย่างราบรื่น

“นี่เป็นทางออกราคาประหยัด ซึ่งสำคัญมากสำหรับบรรดาผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยระบบ B2V สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน และติดตั้งอุปกรณ์ไว้ตรงจุดใดของรถก็ได้” อนน์ ฮาราน ผู้ร่วมก่อตั้งออโต้ทอล์กส์ กล่าว

ฮารานเสริมว่า ระบบ B2V ยังสามารถขยายขอบเขตการใช้งานไปยังยานพาหนะชนิดอื่นๆ เช่น จักรยาน รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยให้ชาวเมืองสูงวัยที่เดินอยู่ตามท้องถนนเพียงแค่มีสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับไว-ไฟ อีกทั้งยังอาจนำไปประยุกต์ใช้งานกับรถยนต์ไร้คนขับด้วยเช่นกัน ในการส่งต่อข้อมูลสิ่งกีดขวางและหลบหลีกยานพาหนะต่างๆ

ด้านบอชซึ่งเป็นพันธมิตรในการพัฒนาร่วมกับออโต้ทอล์กส์ และศึกษาผลลัพธ์จากการนำระบบ B2V มาใช้งาน คาดว่าระบบ B2V อาจช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้ราว 1 ใน 3 ในเยอรมนี ซึ่งบริษัทดำเนินการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าว

แม้ระบบ B2V จะเป็นความหวังใหม่ในการลดอุบัติเหตุบนถนน แต่ในการใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างมีประสิทธิภาพ รถทุกคันต้องติดตั้งระบบดังกล่าว ซึ่งกว่าจะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐบาลเสียก่อน และแต่ละประเทศเองก็มีกฎระเบียบด้านจราจรที่แตกต่างกันไป

เอจิล จูลิอัสเซน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีรถยนต์จากบริษัทวิจัย ไอเอชเอสมาร์กิต เปิดเผยว่า สำหรับในประเทศสหภาพยุโรป (อียู) การนำระบบ B2V มาติดตั้งที่รถอาจเป็นไปได้ยากในขณะนี้ แต่สำหรับที่สหรัฐ เริ่มมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง เนื่องจากหน่วยกำกับดูแลความปลอดภัยบนถนนของสหรัฐกำลังพิจารณาออกกฎให้รถใหม่ต้องติดตั้งระบบดังกล่าว

 

เอไอซีค้านคุมโอทีที ส่งหนังสือแจงกสทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500818

เอไอซีค้านคุมโอทีที ส่งหนังสือแจงกสทช.

เอไอซี ตัวแทนเฟซบุ๊ก กูเกิล ร่อนจดหมายถึงประธาน กสทช. ค้านคุมโอทีที “นที” ยันเดินหน้า

นายเจฟ เพน ผู้อำนวยการสมาคมความร่วมมืออินเทอร์เน็ตเอเชีย (เอไอซี) ผู้แทนเฟซบุ๊ก กูเกิล ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วิจารณ์การกระทำของ กสทช.เกี่ยวกับการออกกฎควบคุมบริการโอทีที

ทั้งนี้ ใจความหลัก ระบุว่า กฎควบคุมโอทีทีจะเป็นผลเสียอย่างมากต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตคอนเทนต์ และสกัดการเข้ามาลงทุนในภาคส่วนดิจิทัล บั่นทอนเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันแผนไทยแลนด์ 4.0

นอกจากนี้ เอไอซียังเรียกร้องให้ กสทช.เผยแพร่ร่างนโยบายใหม่ดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น เนื่องจาก กสทช.ยังไม่ได้ออกกฎใดๆ แต่กำหนดให้บริษัทต้องลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการโอทีที ภายใน 30 วัน

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โอเวอร์ เดอะ ท็อป (โอทีที) กล่าวว่า ไม่ขอตอบคำถามในจดหมายของเอไอซี แต่หากผู้ให้บริการมีข้อกังวลให้ติดต่อ กสทช.โดยตรง ไม่ต้องผ่านเอไอซี

อย่างไรก็ตาม เตรียมนำจดหมายดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการโอทีทีในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นการแจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับเนื้อหาในจดหมายเท่านั้น แต่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการกำกับดูแล เพราะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว

ภาพประกอบข่าว

 

เกษตรอินทรีย์มีความหมาย มณีกาญจน์ บุญส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504752

เกษตรอินทรีย์มีความหมาย มณีกาญจน์ บุญส่ง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : บ้านไร่บุญส่ง

ชีวิตอยากช้า แม้ปัจจุบันจะยังช้าไม่(ค่อย)ได้อย่างที่ใจอยาก แต่ก็เป็นชีวิตที่มีความสุข มณีกาญจน์ บุญส่ง หรือ มินท์ วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เดินหน้าโครงการเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่เรียนจบ รู้ทั้งรู้ว่าเกษตรปลอดสารไม่ง่าย แต่ก็เป็นหนทางที่เลือกแล้ว…ใช่แล้ว!

“นับหนึ่งจากการทำปุ๋ยหมักเอง จากนั้นก็ศึกษาในทางเกษตรอินทรีย์ลึกเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งได้เข้าร่วมกับโครงการสวนผักคนเมืองในปี 2554 ปีนั้นน้ำท่วมใหญ่และเป็นปีที่เรียนจบพอดี” มินท์ เล่า

ในชั้นแรกเกือบไม่ได้เข้าโครงการเพราะสวนผักคนเมืองเมื่อเริ่มต้นเปิดโอกาสให้เฉพาะเกษตรกรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น หากที่สุดเธอก็ได้เข้าร่วม “สวนผักคนเมืองปี 2” เรียนรู้วิถีเกษตรปลอดภัย ต่อมายังได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดจากอีกหลายฝ่าย มีปูนซิเมนต์ไทยและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

“ได้เรียนรู้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ และซาบซึ้งกับความหมาย ได้ตระหนักว่าภาคเกษตรไทยใช้สารเคมีเยอะมากเหลือเกิน ไม่แปลกใจที่เราได้เห็นผู้ป่วยมากมายจากผลกระทบในเรื่องนี้”

แม้กระทั่งยายแท้ๆ ของมินท์ ก็ได้รับผลกระทบจากนาที่ทำ ยายป่วยเป็นมะเร็ง เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมินท์ จากที่เคยทำนาแบบคนรุ่นเก่าที่ใช้ที่เชื่อในสารเคมี กระทั่งยายมาเสียชีวิตลงนี้ ก็คิดว่าจะทำแบบเดิมไม่ได้อีก

อุปสรรคแรก คือ แม่และพ่อ ที่มองเธอเป็นลูกผู้หญิง ไม่คิดและไม่อยากให้ลูกสาวมาเป็นชาวนาเหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แต่เพราะความชอบส่วนตัว มินท์ตัดสินใจเป็นเกษตรกรและขอเป็นเกษตรกรทางเลือกที่ไม่ใช่สารเคมี แต่รู้หรือไม่ความชอบส่วนตัวฉันอยากเป็นชาวนานี้ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไป

มินท์จบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ สถาบันราชภัฏราชมงคลพระนคร เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ากรุง มาเรียนหนังสือมาเช่าหอพัก อยู่อาศัยในกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เรียกว่าห้อง พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาที่แชร์ค่าห้องร่วมกันอีก 4 คน ห้องที่แคบก็ยิ่งแคบ

ถึงเย็นวันศุกร์จะรีบกลับบ้านที่ราชบุรี เพราะทนอยู่ในห้องแคบๆ ไม่ไหว ในใจคิดถึงแต่บ้าน คิดถึงภาพวัยเด็กที่นอนดูดาวหางที่นอกชาน ไม่เห็นดาวหางก็เฝ้ามองหิ่งห้อย กลางวันหนีไปนอนเล่นในโคลน กลับบ้านราชบุรีทุกอาทิตย์ก็เพราะอย่างนี้ เพราะต้องการไปสูดอากาศ ต้องการไปไกลๆ จากกรุงเทพฯ ที่ทุกอย่างรีบเร่ง จะทำอะไรก็ต้องคิดต้องคำนวณ วางแผนในทุกเรื่องทุกสิ่ง

“จะไปไหนก็ต้องกะเวลาให้แม่น ขึ้นรถกี่ทอดๆ ไปถึงกี่โมงๆ คำนวณทุกอย่างทั้งเรื่องเวลาและเงินในกระเป๋า รู้สึกไม่มีความสุข วิตกกังวลตลอดเวลา เงินทองก็จำกัด ใช้ชีวิตรีบเร่งแบบนี้ ไม่ชอบ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราคงใช้ชีวิตรีบๆ เร็วๆ แบบนี้ไม่ได้” มินท์ เล่า

ทันทีที่เรียนจบก็ตกลงใจกลับบ้านเกิด ไปใช้ชีวิตที่บ้านซึ่งเติบโตมา พ่อมีที่ดิน 10 ไร่ แบ่งมาให้ทำอินทรีย์ 3 ไร่ในช่วงแรก หากโจทย์ก็ยังยากถ้าอยากจะทำอินทรีย์แบบ 100% หนทางต้องฟันฝ่ายิ่งใหญ่ ราชบุรีเป็นถิ่นอุตสาหกรรม ความเจริญรุกเข้าไปมาก การรวมกลุ่มเกษตรกรในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากตาม มินท์ใช้หลักว่าเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่บีบบังคับใคร หากดำรงอยู่ด้วยตัวของตัวให้เป็นวิถี ใครอยากตามมา เขาตามมาเอง

“คนที่ตามมา” คือ เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง มินท์ใช้คำว่า “ป้าๆ น้า” มีอยู่ 3-4 เจ้า ซึ่งก็ใช้หลักเดียวกัน คือ อยากกินอย่างไรก็ปลูกอย่างนั้น เหลือกินก็ขาย จัดจำหน่ายแบบบ้านใกล้เรือนเคียง วิถีอยู่ง่ายกินง่ายได้ผล เพราะเป็นวิถีเรียบง่ายที่พิสูจน์ได้ด้วยความสุขและความสบายใจ

“เหลือกินก็ขาย เหลือขายก็กิน ตอนนี้มินท์ทำร้านโชห่วยง่ายๆ เปิดที่หน้าบ้าน วางขายทุกอย่างที่เป็นผลผลิตจากไร่ ปรากฏว่ามันขายดีมาก เพราะทุกคนในพื้นที่รู้ว่าเราทำปลอดสาร เขาแห่กันมาซื้อไม่ใช่เพราะปลอดภัยอย่างเดียว แต่เพราะผักผลไม้ปลอดสารจะหวานธรรมชาติ อร่อยกว่าใช้เคมีเยอะ”

มินท์ บอกว่า สไตล์ของเธอจะไม่รวมกลุ่มใหญ่ เพราะควบคุมยาก บางคนมารวมกลุ่มเพื่อใช้ประโยชน์จากชื่อเสียง ใช้ประโยชน์ด้านการตลาด แต่กลับกลายว่าแอบแฝงมา จับได้ภายหลังว่าใช้สารเคมี อย่างนี้ก็ไม่ไหวจะเคลียร์ ขอค่อยๆ ทำและค่อยๆ ไปแบบกลุ่มเล็กๆ เท่าที่เป็นอยู่นี้ไปก่อน

ปัจจุบันผลผลิตไร่บุญส่ง นอกจากจะวางขายหน้าบ้านกำละห้ากำละสิบแบบพรึ่บเดียวหมดแล้ว (ฮา) ก็จะเข้ามาจัดจำหน่ายที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ในกรุงเทพฯ เดือนละ 1 ครั้ง ผลิตภัณฑ์คือผักปลอดสารพิษ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ฯลฯ ชีวิตตอนนี้มีความสุข เป็นชีวิตที่ไม่มีอัตราเร่งความเร็ว ได้อยู่กับธรรมชาติและเกษตรวิถีที่เลือก (fb:maneekan boonsong)

“ถ้าอยากได้กำลังใจ มินท์ให้หมด อยากได้การสนับสนุนหรือองค์ความรู้ มินท์ก็ให้ ขอเชิญที่ไร่บุญส่ง บ้านโป่ง ราชบุรี ที่ผ่านมาผลักดันเกษตรกรที่อยากปลูกอินทรีย์ไปหลายคนเหมือนกัน ก็เป็นอะไรที่ภูมิใจนะ คิดว่าเราเองเคยเป็นเด็ก เคยได้รับความรักความเมตตาจากผู้ใหญ่ เคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ มาถึงวันนี้เราอยากให้โอกาสคนอื่นบ้าง”

 

 

นริสสา อมรวิวัฒน์ มีลมหายใจที่สอง มีความหวังเกิดขึ้นเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504750

นริสสา อมรวิวัฒน์ มีลมหายใจที่สอง มีความหวังเกิดขึ้นเสมอ

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป จากเคยชักชวนเพื่อนฝูงไปปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ตามร้านอร่อยๆ แต่ตอนนี้ไปจ่ายตลาดซื้อหมูซื้อผักมาปรุงอาหารกินเอง หรือเลือกนัดเพื่อนๆ ไปกินข้าวร้านตามร้านวีแกนหรืออาหารมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ เน้นผักผลไม้เพื่อสุขภาพ นริสสา อมรวิวัฒน์ แจงรายชื่อร้านโปรดเวลานี้ อย่างเช่น ร้านอโณทัย วีแกนเนอรี่ และอีกร้าน บรอคโคลี เรโวลูชั่น คอผักผลไม้ได้ยินแล้วคุ้นเคยกันดี

“…โชคดีค่ะ ที่ปวารณาเป็นวีแกนสายอาหารไทย ก็พอมีรสมีชาติหลากหลายไม่ต้องฝืนมาก เพราะถ้าฝืนชีวิตจะไม่สนุกเอาเสียเลยนะคะ การกินอย่างมีสติ 70% กินผักผลไม้ อีก 30% กินตามใจตัวเองได้บ้างค่ะ เราจะได้ไม่เศร้ามาก หรือดูบังคับตัวเองจนเกินไปนะคะ”

แอ้ นริสสา บอกพลางหัวเราะสดใส ในวัย 46 ปี ใครจะคาดคิดว่า ผู้หญิงยิ้มแย้มง่ายดาย บุคลิกอารมณ์ดีเข้าถึงง่าย คือ คนที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นซ้ำถึง 2 รอบ และนี่คือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่โรคร้ายก็นำพาให้มองเห็นการกระทำของตัวเองในอดีต ได้รับพลังอบอุ่นจากคนรักและจากครอบครัวรอบกาย ปลูกฝังความคิดใหม่ มาพร้อมกับการหลุดพ้นจากโรคร้ายคุกคามได้ในที่สุด

ความเจ็บปวดทางร่างกายเมื่อคราวเคราะห์หามยามร้าย จึงเป็นที่มาของการจับปากกาเขียนหนังสือ “ลมหายใจที่สอง” เมื่อมะเร็งหายไป ลมหายใจใหม่ในวันนี้ คือ ตัวแทนของการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ บทเรียน นริสสา กล่าวย้ำพร้อมรอยยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา ตั้งใจเขียนโดยมีความหวังว่า ทุกๆ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คงสามารถสร้างกำลังใจให้กับคนอ่าน ให้เห็นค่าของการมีชีวิต และได้พบคำว่า “ความหวัง” รอเราอยู่เสมอ

วันที่ปล่อยวางยังไม่เป็น

จากหญิงสาวบ้างาน ถ้าจะมีช่วงเวลาออกกำลังกายก็เน้นขึ้นเครื่องวิ่งเพื่อเผาผลาญแคลอรี เฮลท์แอนด์บิวตี้ นึกขึ้นได้เมื่อใด จึงไปออกกำลัง (สักครั้ง!!!) วันนี้ชีวิตเปลี่ยนไป มีการจัดตารางแน่นอนอาทิตย์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย และเป็นการออกกำลังเพื่อสติสมาธิ นริสสา ยอมรับว่า เริ่มรู้จักโยคะถ่องแท้เมื่อป่วยเป็นมะเร็งนี่เอง ช่วงร่างกายยังพอไหวก็ให้ครูมาสอนที่บ้าน เล่นโยคะแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมากมาย หลักการใช้ชีวิต คือ ทำตัวเองให้มีความสุขที่สุด ณ วันนี้

“หายจากโรคมะเร็ง 3 ปีแล้วค่ะ เป็น 3 ปีที่ดูแลตัวเองนอกจากอาหารและการออกกำลังกายมากขึ้นแล้ว ก็หันมาทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้นด้วยค่ะ ตอนนี้อาสาไปเป็นวิทยากรพูดเพื่อคนป่วย และเพื่อผู้ดูแลรักษาคนป่วยได้ฟังกันในเชิงธรรมะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการดูเรื่องจิตใจ ให้ได้ก้าวข้ามออกจากความเครียด และตอบคำถามทางเฟซบุ๊กเพจ airnarissa และไลน์ narissa.journal ดิฉันเข้าใจว่า การอยู่กับความเจ็บป่วยบางทีก็มีจิตตกบ่อยๆ นะคะ ส่งคำถามกันเข้ามาได้ ตอบอย่างตั้งใจที่สุดเลยค่ะ เพื่อให้เขาคลายทุกข์ให้ได้ หรือเข้าไปเขียนเกร็ดธรรมะ ไปเจอข้อคิดดีๆ ก็แชร์ไว้ในเพจ ให้กำลังกันและกันค่ะ”

ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว นริสสา เล่าว่า สุขภาพเริ่มส่อแววไม่ดี ช่วงทำงานฝ่ายการตลาดในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ตลอด 11 ปี คือ การทุ่มเททำงานหนักแบบเอาเป็นเอาตาย กระทั่งก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ต้องแลกเปลี่ยนกับสุขภาพเสื่อมโทรมที่กว่าจะกู้กลับคืนได้ ช่างยากเย็น

“บ้างานมาก นิสัยทำอะไรแล้วต้องไปให้สุดค่ะ (บอกพลางยิ้ม) ยิ่งทำงานด้านสินค้าการตลาด การแข่งขันก็ยิ่งสูงนะคะ ดึกดื่นงานไม่เสร็จก็ขนงานกลับมาทำต่อที่บ้าน แล้วไม่หลับไม่นอน ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในบริษัทข้ามชาติก็จัดว่าดีนะคะ แต่การที่งานหนักและเครียดเกินไปก็ตัดสินใจลาออก มีโรคลำไส้แปรปรวนที่ส่อแววความเครียดมาเป็นระยะๆ ตอนอายุ 30 ปีปลายๆ

งานต่อมาเป็นวิทยากรและโค้ชให้ระดับผู้บริหารบริษัท ต้องเป๊ะทั้งข้อมูลทั้งภาพลักษณ์นะคะ ไปถึงงานตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า กลับถึงบ้านหลัง 5 โมงเย็น ก็ไม่ใช่เวลาพักผ่อนแน่นอน (หัวเราะ) คิดงานอื่นๆ ที่อยู่ในมืออีกมากมาย งานลากยาวไปถึง 5 ทุ่ม เที่ยงคืน ก็เครียดอีกแล้ว

“เมื่อรู้ว่าป่วย ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เหมือนคนอื่นๆ เขาก็ทำงานไม่น้อยเช่นกัน…? คำตอบ ก็คือ เราไม่รู้จักการปล่อยวางให้เป็น คือ อยู่บ้านก็ยังคิดเรื่องงาน ทั้งที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นเลยค่ะ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อาหารการกินก็ดูแลค่อนข้างดีด้วย ปัจจัยเครียดก็น่าจะอยู่ที่งานนี่เองค่ะที่เป็นปัญหาใหญ่

“ช่วงป่วยก็มีเวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าปัจจัยหนึ่ง คือ ความเครียด เครียดแล้วจะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการแตกตัวของเซลส์ผิดปกติ แล้วคุณหมอก็อธิบายและย้ำให้ฟังบ่อยๆ ด้วยค่ะ ว่า คุณแอ้รู้ว่าป่วยก็ห้ามเครียดนะ ยิ่งเครียด ภูมิคุ้มกันมะเร็งก็ยิ่งตก ความเครียดจะไปกดฮอร์โมนที่เป็นสารหลั่งความสุขให้ลดลงๆ เรื่อยๆ ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งอ่อนแอลง ยิ่งฟังคุณหมอแล้วย้อนกลับไปมองชีวิตงานตัวเอง เครียดทุกๆ ชั่วโมงก็ว่าได้เลยค่ะ”

นริสสา เล่าเรียงเหตุการณ์ตรวจพบมะเร็งเพราะการตรวจสุขภาพประจำปี เจอมะเร็งเริ่มที่ม้ามมีเนื้อร้ายถึง 6 ก้อน หมอตัดสินใจผ่าตัด อวัยวะส่วนนี้ทิ้งไป ซึ่งม้ามคือตัวกรองเชื้อโรค แต่ไม่ค่อยมีปัญหานักสำหรับผู้ใหญ่ที่มีภูมิต้านทานแล้ว เพียงฉีดวัคซีนต่อเนื่อง 5 ปีก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่กลับเป็นว่าหลังจากนั้นเพียง 4 เดือน สิ่งน่ากังวลกว่าก็เกิดขึ้น

“อาการไม่ออกค่ะ นี่คือ ความน่ากลัวของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาหารแสลงต่อมก็โตขึ้นมา 2 ข้างที่คอ ไปตรวจก็เจออีก และกระจายเร็วมากในระยะที่ 3 แล้ว คุณหมอให้คีโมทันที 6 เข็ม ตกใจมากเมื่อได้ยินคำว่า คีโม ดิฉันเคยเห็นภาพคุณย่าคุณยายที่ป่วยด้วยโรคนี้แล้วทั้งสองท่านก็ต้องให้คีโม ภาพนั้นเวียนหมุนกลับมาทันทีเลยค่ะ แต่ก็ต้องรับสภาพเพราะไม่มีทางเลือก แล้วฉีดเข็มแรกต่อเนื่องเข็มที่ 2 ผมก็ร่วงทันทีค่ะ แต่ก่อนดิฉันผมยาวแล้วก็คงเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปที่ผมคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสวย นึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีผมจะทำอย่างไร แต่พอผมร่วงตกหมอนวันแรก วันที่ 2 สระผมก็ร่วงติดมือ

“เศร้ามาก วันที่ 3 เสยผมแล้วหวีก็ร่วงเต็มบ่าเลย ไม่ไหวแล้วค่ะ ทนรับสภาพไม่ได้ โกนทั้งศีรษะเลยดีกว่าค่ะ การทนทีละวันๆ ก็ยิ่งแย่นะคะ ดิฉันอยากขอบคุณช่างผมด้วยค่ะ กำลังคิดว่ารุ่งขึ้นจะไปโกนผม คืนนั้น 2 ทุ่มก็เลยสระผม แล้วกลายเป็นว่าเส้นผมเราเปลี่ยนไปหงิกงอพันกันเป็นก้อน สางก็ไม่ออกจับตัวเป็นก้อนกลมๆ กลางศีรษะ โทรไปบอกช่างผม เขาก็มาโกนให้ที่บ้านเลยค่ะ จากผู้หญิงผมยาวกลายเป็นคนหัวล้าน (หัวเราะ)

“ร้องไห้ไหม? รอบแรกนี่ไม่ร้องเลยนะคะ มาร้องไห้ตอนที่เป็นรอบ 2 ค่ะ คือมะเร็งครั้งแรกมีความบ้าคลั่ง มีความฮึด ว่าจะต้องสู้กับมันให้ได้ค่ะ อาจมีน้ำตาไหลบ้างตอนคุยกับคุณแม่แล้วท่านร้องไห้ แล้วเราก็ร้องตาม สงสารท่าน แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากท่าน คือ พลังในการต่อสู้ เราอยากอยู่เพื่อคนที่เรารักให้นานที่สุด พ่อแม่พี่น้อง และสามี คือกำลังสำคัญ เราได้รับความรักทำให้รับรู้ไม่มีใครอยากให้เราจากไป รู้สึกค่ะ เราตายไม่ได้ ซึ่งก่อนป่วยก็ไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย พุ่งแต่ไปข้างหน้ามีเป้าหมายตลอดเวลา

“นิสัยเราเป็นแบบนี้ ตอนเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบก็ต้องได้เกียรตินิยม ปริญญาโทเอ็มบีเอไม่ใช่ความถนัดเลยแต่ก็ไปเรียนถึงสหรัฐ กลับมาทำงานก็ต้องสมัครบริษัทดีที่สุด ตำแหน่งต้องดีต้องสูงที่สุด เราไม่เคยนิ่ง พุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาเลยค่ะ”

เรียนรู้ใช้ชีวิตให้มีความสุขจากการป่วย

มะเร็ง คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยสิ้นเชิง เป็นประสบการณ์ที่มีค่า แต่จะให้กลับไปเก็บประสบการณ์ที่มีค่าแบบนั้นอีกไหม? นริสสา บอกทันทีไม่นะคะ สร้างอารมณ์ขันเบาๆ กับคำตอบนี้ที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คำว่าประสบการณ์ที่มีค่า คือ ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง อย่างแรก คือ การเรียนรู้ความสุขจากความทุกข์ โศก ความยากลำบาก ความสุขเป็นสิ่งที่สร้างได้จากใจตัวเอง ลองหาความสุขง่ายๆ ความสุขไม่จำเป็นต้องมาจากคนอื่นเท่านั้น หรือได้ไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ วิวสวย กินอาหารอร่อยมากมาย แต่ความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมสิ่งเหล่านี้มากมาย แต่ความสุขที่เราหาได้เรื่อยๆ และสร้างทำได้ด้วยตัวเอง ความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลยค่ะ ถ้าเราไม่ป่วย

“ดิฉันชอบเขียนหนังสือ อยู่บนเตียงคนป่วยก็เริ่มจดบันทึก คุณหมอที่รักษาก็บอกด้วยค่ะ ว่าคุณแอ้ลองหาประโยชน์จากการเจ็บป่วยครั้งนี้ ลองดูนะ

“ก็เริ่มจดบันทึก ดิฉันเขียนง่ายๆ ค่ะ ไปอ่านคำคมที่ดีประทับใจ วลีสั้นๆ อ่านแล้วชอบก็ใช้วิธีตัดแปะ เปิดอ่านไปเรื่อยในตอนป่วยก็เพลินๆ ทุกคนน่าจะชอบอ่านนะคะ เพราะอ่านไม่ยาก ดิฉันเขียนบันทึกทุกวันช่วงที่ป่วย และเขียนไว้หน้าปกไดอารี่ ว่า เราต้องหายให้ได้ จึงมีเป้าหมายมีกำลังใจ แล้วก็ตั้งใจไว้ด้วยค่ะ เมื่อดิฉันหายป่วย บันทึกเล่มนี้จะถ่ายทอดประสบการณ์ช่วงที่ผ่านโรคร้ายมาได้เพื่อให้คนป่วยด้วยกันอ่าน เพื่อเป็นกำลังใจค่ะ ดิฉันหายได้ ทุกคนก็ต้องหายได้เช่นกัน”

นริสสา บอกพลางยิ้มกระจ่างสดใสในวันนี่ การรักษาครั้งแรกใช้เวลา 8 เดือน คนที่อยู่เคียงข้างตลอดเวลา คือ ครอบครัว และสามี-ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ โดย นริสสา ขอใช้คำว่าเขา คือ หมอในบ้าน เป็นยาอีกขนานที่รักษาได้ดีทั้งกายและใจ

“ตอนที่คุณหมอบอกว่า ดิฉันป่วยเป็นโรคร้าย ก็ช็อกๆ งงๆ แต่พอกลับมาถึงบ้าน เขาคือคนเอ่ยขึ้นก่อนค่ะ ‘…ไม่เป็นไร แอ้เป็นมะเร็งก็ไม่เป็นไร เราจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขที่สุดให้ได้’ ระหว่างทางที่รักษาทั้งสองครั้ง 2 ปี ณัฐก็ทำอย่างที่พูดทุกประการเลยค่ะ

“เวลา 8 เดือนกับกาารรักษาครั้งแรก ความทรมานเริ่มขึ้นช่วงคีโมเข็มที่ 5 เริ่มติดเชื้อที่ปอด แต่ก็ตอบสนองกับยาได้ดีค่ะ ก็ผ่านการเจ็บป่วยในครั้งแรกมาได้ และในระยะเวลาภายใน 2 ปี มะเร็งก็กลับมาครั้งที่ 2 คราวนี้หนักกว่าเดิมค่ะ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกลับมาอีก ผมร่วงต้องโกนหัวอีกครั้งแล้ว นอกจากผม คีโมทำลายเนื้อเยื่อทั้งในปาก กลืนน้ำกลืนอาหารแทบไม่ได้เลย เป็นแผลลามไปในคอ ต้องผ่าตัดที่หน้าอกสอดสายยางเพื่อให้อาหาร ต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อเกือบ 1 เดือน

“เจ็บรอบ 2 สภาพร่างกายแย่กว่าเดิม แต่กลับไม่ทุกข์เท่าครั้งแรก ดิฉันตั้งเป้าไว้ว่า เราจะมีความสุขกับชีวิตนี้ให้ได้มากที่สุด ทั้งที่ป่วย ไม่มีแรง นอนติดเตียง ก็หาดูซีรี่ส์ไป อ่านหนังสือธรรมะ กินอาหารได้แต่น้ำแดงก็กินไปสิ เรายังกินได้นะ ไม่สนใจสภาพร่างกายไม่ต้องไปเครียดกับมัน ระยะเวลา 1 เดือนในห้องติดเชื้อซึ่งเหมือนกับว่ายาวนานนะคะ อยู่คนเดียว เจอหน้าสามีก็อยู่อีกห้องมีกระจกกั้น ใส่หน้ากากมาเยี่ยม แต่เราก็เจอกันทุกวัน

“การตั้งเป้าโดยเลือกว่า เราจะไม่ทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์ค่ะ นอนทำสมาธิ แชตกับครอบครัวกับเพื่อน ดูหนังเก่าๆ ที่เราได้ดูอีกครั้ง และอีกหลายๆ เรื่องที่ตอนทำงานไม่เคยมีโอกาสได้ดู ก็ได้ดูตอนนี้ ดิฉันผ่าน 1 เดือนมาได้โดยที่เลือกว่า เราจะไม่ทุกข์นะคะ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ ว่าเจ็บปวดไหม จะหายไหม พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร” นริสสา ย้ำสารนี้ที่ต้องการสื่ออีกครั้ง

แล้วในที่สุดก็หายจากมะเร็งครั้งที่ 2 ซึ่งคุณหมอใช้คำว่าภาวะโรคสงบ แต่จะหายขาดจากโรคนี้หรือไม่? ต้องใช้เวลาอีก 5 ปีซึ่งอยู่ในการดูแลของหมอ แต่เวลานี้เดินทางมาเพียง 3 ปีเท่านั้น

“ดิฉันกลัวโรคนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก็อย่างที่บอกค่ะ เรามีกรรมพันธุ์ คุณย่าคุณยายก็เป็นกันหมด ถามว่า…กลัวการกลับมาครั้งที่ 3 อีกไหม… กลัวค่ะ (บอกพลางยิ้ม) แต่การเรียนรู้ได้อ่านหนังสือธรรมะ ดิฉันจึงได้เรียนรู้ค่ะ ว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อเสาะแสวงความสุข แล้วตราบใดที่เรายังเดินได้ ไม่พิการ กินได้ หัวเราะได้ เราจะไปเศร้าทำไม เมื่อมีสิ่งไม่สบายใจหงุดหงิด ก็ต้องตัดมันออกไปจากชีวิตทันใด สิ่งเหล่านี้ดิฉันก็ได้สื่อไว้ในหนังสือ ‘ลมหายใจที่สอง’ เล่มนี้ค่ะ”

มะเร็งที่หายไป และความสุขที่ได้ค้นพบ

คำสอนของพระพุทธเจ้า นริสสา เลือกไม่ใช้คำว่า ปลง แต่สัจธรรมของโลกใบนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ การเปลี่ยนแปลงนิรันดร์ โดยแท้จริง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้ต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ก่อนหน้านั้นดิฉันไม่เคยสนใจหลักปรัชญาหรือเรื่องศาสนาเลยนะคะ แต่เมื่อเจ็บป่วยแล้ว ถ้าเราไม่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งจะทำให้แย่นะคะ สัจธรรมที่จริงแท้และเป็นพื้นฐานชีวิต คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เราไม่ทุรนทุรายกับการเจ็บป่วยมากนัก เริ่มแรกก็คือการยอมรับได้ว่ามะเร็งเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่การปลงนะคะ ขอใช้คำว่ายอมรับได้ คือเรารู้แน่นอนละค่ะ ว่า ใครๆ ก็ต้องเจ็บต้องตาย แต่เราก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับเรารวดเร็วแบบนี้ ดิฉันได้ยอมรับเร็วขึ้นนะคะ (ว่าแล้วก็หัวเราะ) ว่าไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้จริง

“เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มีประโยชน์อะไร ถ้าเราจะไปคิดว่า ทำไมฉันซวยโชคร้ายแบบนี้ แล้วจะเจ็บไหม จะตายเมื่อไร

“คำสอนของพระอาจารย์ที่ดิฉันไปปฏิบัติธรรม คือ เราฝึกใจให้เห็นความเจ็บปวดของร่างกายได้ โดยไม่ต้องรู้สึก ไม่ต้องปรุงแต่งจนตัวเองทุกข์ใจได้เช่นกัน แต่มองให้เห็นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ร่างกายคนเราต้องเสื่อม เหมือนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัว ดิฉันจึงนำหลักคำสอนนี้มาใช้ค่ะ เมื่อเราป่วย เราอาจตายก็ได้ เป็นธรรมชาติ การฝึกคิดแบบหลักพุทธโดยการฝึกฝนจิตในอีกระดับ ถึงแม้ตายเราไปก็ถือว่ายังมีเวลาฝึกฝนตัวเอง แต่ถ้าโชคดีเรายังมีชีวิตก็จะถือโอกาสดีนี้ส่งสารไปถึงคนป่วยมะเร็งด้วยกัน ถ้ายังมีโอกาสดีๆ ทำอะไรก็ต้องรีบทำ

“ดิฉันแบ่งเวลาใหม่แล้วค่ะ งานไม่ได้เป็นหลักของชีวิตที่แต่ก่อนทุ่มเททำงาน 80% มากกว่าครึ่งของเวลาที่มี กินอะไรก็ได้ที่เร็วจะได้รีบไปทำงาน งานวันนี้คือการทำงานเพื่อผู้อื่นด้วยค่ะ โดยผ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งรายได้ทั้งหมดมอบให้ กองทุนโลหิตวิทยา ปลูกถ่ายไขกระดูก ในศิริราชมูลนิธิ ดิฉันตั้งใจมอบให้เพราะการรักษามะเร็งไม่มีใครรู้ว่าจะยาวนานแค่ไหน ไม่ใช่คีโม 6 เข็มแล้วหายขาดได้ทุกคน

“ค่ารักษามากกว่าที่ครอบครัวและตัวผู้ป่วยวางแผนการเงินไว้แน่นอนค่ะ ในเคสตัวเอง ดิฉันยอมจ่ายเงินเยอะสักหน่อยเพื่อซื้อประกันสุขภาพ ค่ารักษาจึงใช้เงิน 6 หลัก จากที่ต้องจ่ายเกือบ  8 หลัก ก็ยังจัดว่าจ่ายสูงมากนะคะ จึงต้องการมอบเงินให้กับกองทุนนี้ค่ะ”

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ผู้สนใจติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กเพจ airnarissa และไลน์ narissa.journal หรือโทรศัพท์ส่วนตัว 09-8945-4885 นริสสา บอกความเจ็บป่วยนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต หลังจบการรักษาครั้งที่สอง ลมหายใจที่สองเกิดขึ้น นับจากนี้ชีวิตจึงทำเพื่อผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ซึ่งนับว่านำความเบิกบานใจมาให้ได้มากที่สุด

 

เกษตรอินทรีย์ ชีวิตเรียบง่าย ของพนักงานออฟฟิศ รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504667

เกษตรอินทรีย์ ชีวิตเรียบง่าย ของพนักงานออฟฟิศ รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์

โดย…วราภรณ์

หนุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 29 ปี อุ้ย-รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์ ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เขาทำงานเป็นเซลส์ในบริษัทเอกชน แต่วันเสาร์อาทิตย์ เขาเปลี่ยนโหมดกลับบ้านที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยพ่อกับแม่ทำไร่ทำสวนแนวเกษตรอินทรีย์ หารายได้อีกทางหนึ่ง

แถมยังทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานพืช ผัก ผลไม้ กินไข่ไก่ที่เกิดจากแม่ไก่อารมณ์ดีปลอดสารพิษ เพราะรัชพงศ์จะปล่อยให้ไก่ได้วิ่งเล่น ไม่กักบริเวณ และข้าวที่ผ่านการปลูกแบบออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์ “ธัญชาติ ฟาร์ม” ที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพทั้งตนเองและผู้อื่น

รัชพงศ์ เริ่มต้นเล่าถึงความสนใจในการเป็นเกษตรกรเริ่มตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาทำโครงการเลี้ยงไส้เดือนส่งอาจารย์ ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากโครงการหลวงที่มีทำงานวิจัยเกี่ยวกับไส้เดือน อีกทั้งว่างๆ อยู่บ้านย่านปทุมธานี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่พระนครศรีอยุธยา เขาก็ชอบปลูกผักรับประทานเองรอบๆ บ้าน

“จบมัธยม 6 ผมเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เคมีอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พอเรียนจบมาก็เข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ที่ทางบริษัทส่งฝึกงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ประเทศญี่ปุ่นนาน 3 สัปดาห์ ทำให้ผมได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในละแวกนั้น ที่แม้เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมปลูกข้าวไว้รับประทานเองในพื้นที่เล็กๆ ทำให้ผมจำไว้เป็นต้นแบบ”

พอรัชพงศ์กลับมาเมืองไทยได้ทำงานอีกปีกว่าๆ เขาตัดสินใจไปศึกษาด้านภาษาที่นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่แต่กว่า 90% ยังนำเข้าสินค้าประเภทอาหารเข้ามาในประเทศ ทำให้เขารู้สึกว่าวิถีเกษตรกร การปลูกพืชได้เองในประเทศเป็นสิ่งที่มีค่าและจำเป็นมาก

“อาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกิน บ้านเราดีที่ปลูกพืชไว้กินเองได้ แต่ที่แคนาดาบ้านเขาเมืองหนาวปลูกพืชได้แค่ครึ่งปีเท่านั้น บ้านเราจึงได้เปรียบ แต่ก่อนที่ผมจะไปแคนาดา ผมเคยไปเรียนทำนาที่มูลนิธิขวัญข้าวที่สุพรรณบุรี สิ่งที่ผมได้เรียนจากมูลนิธิคือ การปลูกข้าวแนวเกษตรอินทรีย์ในภาคทฤษฎี เชิงคุณธรรม เราไม่ใส่สารพิษ เราก็ไม่ทำร้ายผู้บริโภคในทางอ้อม”

ประสบการณ์จากการเรียนรู้ในการปลูกข้าว เขานำมาปลูกในที่ดินแปลงใหม่ของพ่อที่ซื้อไว้ที่พระนครศรีอยุธยา จำนวนนับ 20 ไร่

“ผมเคยปลูกข้าวในที่ดิน 7 ไร่ที่ปทุมธานี ปรากฏว่าผลผลิตไม่ดี เพราะดินไม่สมบูรณ์ เคยมีการขุดหน้าดินไปขาย พอมาทำไร่ทำสวนที่อยุธยา เราเริ่มจากพ่อแม่นำไก่ไข่มาเลี้ยงก่อน แล้วลงพืชไว้ด้วย พอพ่อแม่เห็นว่าผมอยากทำสวน อยากขายอาหาร อีกทั้งพ่อแม่อายุเยอะแล้วไม่อยากทำธุรกิจโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีความเครียด จึงหันมาทำการเกษตรดีกว่า

พอพืชผลที่ลงเจริญเติบโตดี ที่เริ่มเลี้ยงไก่ไข่เพราะพืชผลต้องรอเวลาให้ต้นไม้โต แต่ไก่ไข่เลี้ยงเพียง 2 อาทิตย์ก็ออกผลแล้ว ครั้งแรกเลี้ยงไก่ไข่ 500 ตัว ให้ผลผลิตวันละ 300 ฟอง/วัน ซึ่งน่าพอใจมาก เราเลี้ยงแบบอินทรีย์ ให้ไก่กินอาหารสำเร็จรูปที่ทำมาจากพืชผักที่ปลูกแบบอินทรีย์ เช่น ข้าวโพดและรำอินทรีย์ทั้งหมด เราเลี้ยงแบบปล่อย ไม่ได้เลี้ยงในกรง”

นอกจากนี้ รัชพงศ์ยังปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจู กับฝรั่งแป้น และยังปลูกมะนาวที่เริ่มให้ผลผลิต โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จึงสามารถทำราคาได้ดี เช่น ฝรั่งจำหน่ายกิโลกรัมละ 50 บาท จากราคาตลาดทั่วไป 25 บาท

“การปลูกแบบอินทรีย์ทำให้ได้ผลผลิตโตช้า แต่รสชาติดีกว่า ก็เลยขายได้ดี แม้ผิวไม่สวย แต่ลูกค้าก็ชอบ ลูกค้าบอกว่ากินแล้วอร่อย เขาก็สั่งซื้อทุกอาทิตย์ ฝรั่งปลูกแบบอินทรีย์คือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ห่อแบบใช้ถุง ไม่ฉีดยา ป้องกันแมลงก็ใช้แบคทีเรียมากำจัดศัตรูพืช หรือน้ำที่ได้จากการเผาถ่านก็เอามาราดช่วยป้องกันแมลง เป็นต้น”

นับ 1 ปี 3 เดือนแล้ว ที่รัชพงศ์ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน บริหารที่ดิน 4 ไร่ จากทั้งหมด 20 ไร่ เพราะไม่มีกำลังที่มากพอ

“หลักๆ คือพ่อกับแม่ที่ดูแลไร่สวน ในอนาคตอยากปลูกให้มากขึ้น แต่ต้องหาตลาดให้ได้ก่อน แต่ตอนนี้ผมเริ่มปลูกผักมากขึ้น ผักพื้นบ้าน เช่น คะน้า กวางตุ้ง ข้าวโพดอ่อน ตอนนี้ต้องลงไก่ไข่ใหม่ เพราะเล้าเดิมเพิ่งโดนโรคระบาด ต้องรออีก 2 อาทิตย์ให้ไก่โตพอจะออกไข่ก่อน

อีกทั้งปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิปทุมธานีราวๆ 1 ไร่ครึ่ง นำปลายข้าวที่เหลือจากการสีมาส่งไปร้านผลิตอาหารไก่เพื่อให้เขาทำรำที่ปลอดสาร เราจะได้ความมั่นใจว่าอาหารไก่ปลอดสารอย่างแท้จริง เพราะเราปลูกผลิตผลที่ใช้ไปทำอาหารไก่เอง ลูกค้าก็มั่นใจได้ว่า ผลผลิตของเราปลอดสารจริงๆ เรามีลูกค้าที่เคยเป็นมะเร็งมาเป็นลูกค้าเราเป็นจำนวนมาก เหมือนเราเป็นความหวังของเขา”

ข้อดีของการปลูกผลผลิตปลอดสารพิษก็คือ สามารถกำหนดราคาเองได้ แต่ก็ตั้งราคายุติธรรมแถมยังปลอดภัย และราคาไม่ตกอีกด้วย

“อย่างไข่ออร์แกนิกขายลูกละ 4 บาทไซส์เล็กสุด ด้วยความที่ไก่ได้ออกกำลังกาย ไก่เลยผลิตไข่ได้ลูกเล็กลง แต่ให้รสชาติดีกว่าซึ่งตรงนี้ลูกค้าบอก รสชาติอร่อยเขาเลยมาซื้อซ้ำ ลูกค้าของผมส่วนใหญ่มีทั้งคนไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่นครับ”

สำหรับช่องทางที่สินค้าจากธัญชาติฟาร์มจะได้พบกับผู้บริโภค รัชพงศ์มักไปออกบูธย่านเอกมัย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ทำเกษตรอินทรีย์เหมือนกันอีก 3 ราย รวมกลุ่มกันออกตามงานอีเวนต์ต่างๆ หรือสามารถติดต่อซื้อสินค้าออร์แกนิกของเขาได้ที่เบอร์โทร 08-0588-3355 และเฟซบุ๊ก thanyachart ได้เลย

เขามีกำหนดจะส่งออกถึงมือลูกค้าแบบเดลิเวอรี่ทุกๆ วันอาทิตย์ คิดค่าส่ง 150-200 บาท ย่านราชพฤกษ์ สุพรรณบุรี เอกมัย รามอินทรา เป็นพื้นที่ที่เขาส่งสินค้าอยู่แล้ว

 

นานาผ้าน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504659

นานาผ้าน่าน

โดย…กาญจน์ อายุ

เส้นฝ้ายถักทอเป็นผ้าซิ่นจนมีหัว ตัว และตีน ส่วนหัวใจอยู่กับคนหลังกี่ที่ทุ่มเทให้ด้วยความหวงแหน ซึ่งภูมิปัญญาและวัฒนธรรมจะถูกสืบทอดจากผ้าทอเหล่านี้ รวมถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่บ่งบอกตัวตน

อย่างในพื้นที่เมืองเก่าน่านประกอบด้วยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านปงพัฒนา และกลุ่มทอผ้าบ้านมหาโพธิ โดยแต่ละกลุ่มล้วนมีอัตลักษณ์ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

ผ้าลายน้ำไหลหยดน้ำ โฮงเจ้าฟองคำ

กลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำสร้างสรรค์ผ้า “ลายน้ำไหลหยดน้ำ” ลวดลายที่สะท้อนบุคลิกภาพของชาวน่านที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือด ซึ่งผู้ใดได้เป็นเจ้าของจะเสมือนได้ครอบครองศิลปะชิ้นเอกของศิลปิน

สาคร แห่งโฮงเจ้าฟองคำสาธิตการเส้นฝ้าย

โฮง เป็นคำพื้นเมือง หมายถึงที่อยู่อาศัยของเจ้านายล้านนาไทย โดยโฮงเจ้าฟองคำสร้างขึ้นประมาณ 200 ปีเศษ เดิมเป็นที่พักของเจ้าศรีตูมมา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 11 ของราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ในอดีตโฮงตั้งอยู่ที่คุ้มแก้วที่พำนักเจ้าผู้ครองนครน่านในเวียงเหนือ

แต่เมื่อรัฐบาลต้องการสถานที่บริเวณคุ้มแก้วเพื่อสร้างค่ายทหาร ทำให้เจ้าบุญยืน ธิดาคนสุดท้องของเจ้าศรีตูมมาและเจ้ามโน ได้ย้ายตัวโฮงมาสร้างในพื้นที่ปัจจุบันและได้ตกทอดสืบต่อมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะ

โฮงเจ้าฟองคำได้รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559

ปัจจุบันโฮงเจ้าฟองคำได้สืบต่อมาในรุ่นของ แม่ภัทราภรณ์ ปราบริปู ที่ตัดสินใจเปิดโฮงเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้านการทอผ้าและการปักผ้าหน้าหมอนแบบโบราณ โดยใต้ถุนเรือนมีกี่ทอผ้าและมีการสาธิตขั้นตอนการทอผ้าฝ้ายตั้งแต่จากเมล็ดจนเป็นผ้าซิ่น

ซึ่งลายผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ คือ ลายน้ำไหลหยดน้ำ จากแต่เดิมผ้าพื้นเมืองน่านจะมีแต่ลายน้ำไหล แต่กลุ่มทอผ้าแห่งนี้ได้เพิ่มลูกเล่นซึ่งมีความละเอียดและประณีตกว่าเข้าไปกลายเป็นลายหยดน้ำที่มีเพียงหนึ่งเดียว

น้องไต้ฝุ่น คนรุ่นใหม่เมืองน่านสืบสานการปักผ้าหน้าหมอนที่โฮงเจ้าฟองคำ

โฮงเจ้าฟองคำมีลักษณะเป็นบ้านไม้สองหลังเชื่อมต่อกัน สร้างเรือนแบบขวางตะวันเพื่อรับแดดและกระแสลมจากทิศใต้ได้ตลอดวัน ส่วนต่างๆ ของโฮงประกอบด้วยห้องหน้าโฮง ที่เปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน เพราะเป็นห้องสำคัญที่นอกจากจะมีหิ้งพระ โกศ และภาพถ่ายของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตัดสินคดีความสำคัญของครอบครัว

ด้วยความเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าพูดปดต่อหน้าผีปู่ย่า ซึ่งแต่เดิมห้องนี้เคยเป็นห้องนั่งเล่นของเจ้าบ้านคือ เจ้าอินต๊ะ บิดาของเจ้าฟองคำ

ถัดจากประตูเข้าไปจะเป็นห้องนอนของเจ้าฟองคำและคุณพ่อถวิล คงกระจ่าง ผู้เป็นสามี โดยในช่วงบั้นปลายชีวิตเจ้าฟองคำได้ใช้ห้องนี้เป็นห้องนอนและรับประทานอาหาร ของที่ยังอยู่ในห้องจึงเป็นของเดิม ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เจ้าฟองคำยังคงมีชีวิตอยู่

เครื่องใช้โบราณตกทอดมาถึงแม่ภัทราภรณ์ ปราบริปู บุตรสาวของเจ้าฟองคำ

ทั้งนี้ พื้นที่ห้องนอนของเรือนล้านนาจะแบ่งเป็น 6 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่นอน อีกส่วนใช้เป็นที่เก็บของ และด้านหัวนอนใกล้เสามงคลจะมีหิ้งบูชาบรรพบุรุษที่เรียกว่า หิ้งผีเฮือน ประกอบด้วย เชี่ยนหมาก ขันดอกธูปเทียน ตามความเชื่อที่ว่าผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษจะคอยปกปักคนในบ้าน

ดังนั้น ห้องนอนของล้านนาจึงถือเป็นพื้นที่ปิด หากคนที่ไม่ได้นับถือผีเดียวกัน หากย่างก้าวเข้ามาจะถือว่าผิดผี และต้องทำพิธีขอขมาบรรพบุรุษ

ส่วนอีกเรือนที่เชื่อมต่อกันจะประกอบด้วยห้องเครื่องเงิน โดยแต่เดิมห้องนี้เคยเป็นยุ้งข้าว ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาที่ต้องสร้างยุ้งข้าวในบริเวณเรือนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของเรือนนั้นๆ แล้ว ยังสะท้อนถึงสังคมเกษตรกรรมในสมัยก่อนด้วย

ผ้าทอลายหยดน้ำ ลายเฉพาะของโฮงเจ้าฟองคำ

และภายหลังได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นห้องจัดแสดงเครื่องเงิน ของสะสมเก่าแก่ของตระกูลที่ตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน แสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของช่างล้านนาโบราณ โดยมีทั้งของที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในครัวเรือน และเพื่อประกวดประขันกันในงานเทศกาลต่างๆ

รวมถึงครัวไฟที่แยกออกมาจากตัวบ้านและตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องนอนเสมอ ภายในครัวไฟจะมีเตาไฟเป็นกระบะบรรจุถ่านและขี้เถ้าอัดแน่น วางหินสามก้อนไว้เป็นฐานสำหรับหุงต้ม เหนือเตามีหิ้งไม้ไผ่สานเพื่อเก็บเครื่องใช้ในครัวทั้งภาชนะและวัตถุดิบปรุงอาหาร ส่วนควันไฟจะช่วยรมภาชนะที่เพิ่งสานเสร็จใหม่ให้แห้งไว ไม่มีมอดหรือแมลงมาชอนไชได้ ซึ่งครัวไฟมีข้อห้ามหรือความเชื่อหลายเรื่อง เช่น ไม่ให้วางหม้อค้างไว้ที่เตา เพราะทำอะไรก็จะไม่เจริญ หรือห้ามหญิงสาวเก็บภาชนะซ้อนกัน เพราะจะเป็นลางว่าจะมีสามีหลายคน เป็นต้น

กี่ทอผ้าใต้เรือนโฮงเจ้าฟองคำ

อย่างไรก็ตาม โฮงเจ้าฟองคำได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้มาตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งปัจจุบันที่นี่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว ซึ่งหากใครไปถึงแล้วก็ไม่อยากให้เพียงเช็กอิน ถ่ายรูป และจากไป เพราะคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อศึกษา ตั้งคำถาม พูดคุย หรือลงมือทำด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าทุกคำถามจะได้คำตอบจากแม่ภัทราภรณ์ หรือพี่ๆ น้องๆ ท่านอื่นที่โฮงเจ้าฟองคำ บุคคลผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผยแพร่ประวัติศาสตร์ และอยากส่งต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่ผู้มาเยือน

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง

ผ้าลายบ่อสวก บ้านซาวหลวง

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงคิดค้น “ลายบ่อสวก” ลวดลายที่เชื่อกันว่าเมื่อสวมใส่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง เพราะที่มาของลายผ้าได้มาจากลายปากไหโบราณอายุมากกว่า 750 ปีที่พบในบ่อสวก

ที่แห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทุกกระบวนการของผ้าซิ่นตั้งแต่ต้นฝ้าย ปั่นฝ้าย ดีดฝ้าย อีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ไปจนถึงทอผ้า โดยกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงมีสมาชิกประมาณ 40 คน ซึ่งแต่ละคนยึดอาชีพทอผ้าเป็นงานคั่นเวลาหลังจากทำไร่ทำสวนเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ บ้านซาวหลวงยังมีกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนกับกิจกรรมทัวร์ชุมชน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น เรียนรู้การดำรงชีวิตของคนท้องถิ่น และลงมือทดลองทำเครื่องปั้นดินเผาตามวิถีของชุมชนบ่อสวกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีเตาเผาโบราณทั้งที่ขุดค้นพบ และยังรอการขุดค้นจัดแสดงให้ได้ชม

อาหารท้องถิ่นบนขันโตกจากฝีมือของแม่บ้านบ่อสวก

แหล่งเตาเผาโบราณบ้านบ่อสวก อดีตเคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบดินเผาที่สำคัญแห่งล้านนา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเตาเผาโบราณอีกแห่ง และมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวบ่อสวกในอดีต ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่ช่วยให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามเอาไว้

หมู่บ้านวิถีเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเชียงยืนแห่งนี้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงวิถีน่าน ซึ่งจะมีการสาธิตการทำเกษตรอินทรีย์ การเพาะเห็ดภูฏานดำ การแปรรูปงานจักสาน และกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

ลานหีบอ้อยโบราณ คนเมืองน่านใช้น้ำอ้อยทั้งในการปรุงอาหาร ใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน และใช้ประกอบอาหารในงานบุญต่างๆ ปัจจุบันยังคงมีการผลิตน้ำอ้อยตามสูตรของบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการสืบสานกระบวนการผลิตดั้งเดิมและเลี้ยงชีพไปด้วย

แม่บ้านกำลังทอผ้าหลังม่านเส้นฝ้าย

ศาลปู่ฮ่อ ปู่ฮ่อคือบรรพบุรุษที่สำคัญยิ่งต่อชาวบ้านบ่อสวก เพราะเป็นผู้ที่นำเตาเผาโบราณมาสร้างเอาไว้ ทำให้ชาวบ้านค้นพบอัตลักษณ์ของชุมชน และ วัดม่วงเจริญราษฎร์ ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเทศนากันที่วัดม่วงเจริญราษฎร์ ศูนย์รวมจิตใจของคนท้องถิ่น และจะมีการจัดประเพณีนมัสการพระธาตุฉิมพลีเป็นประจำทุกปี รวมถึงมีโฮมสเตย์ให้ใช้ชีวิตแบบบ้านๆ กินบ้านๆ อยู่บ้านๆ แต่มีความสุขมหาศาลกับชาวบ้าน

นอกจากนี้ ชุมชนใกล้เคียงอย่างบ้านปงพัฒนายังมีกลุ่มทอผ้าซึ่งมีเอกลักษณ์ที่ “ลายดาวล้อมเดือน” ลวดลายที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวล ใครได้สวมใส่จะเสริมบุคลิกภาพให้มีเสน่ห์ตรึงใจให้ผู้พบเห็น ประหนึ่งมีหมู่ดาวมาล้อมดวงเดือนผู้งดงาม

วัดมหาโพธิ ศูนย์กลางของหมู่บ้านที่พบปะกันของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

ผ้าลายคำเคิบ บ้านมหาโพธิ

กลุ่มทอผ้ามหาโพธิได้สืบสาน “ลายคำเคิบ” ลวดลายโบราณที่จะเลือนหายไปหากไม่มีใครอนุรักษ์และต่อยอด โดยหนึ่งในกำลังสำคัญคือ แม่เพลินจิต พ่วงเจริญ อดีตหัวหน้าบ้านมหาโพธิ (อ่านว่า มหาโพด) ผู้เป็นเส้นใยสานสัมพันธ์ให้เหล่าแม่บ้านกลับมาทอผ้าด้วยกี่และรักษาลายผ้าประจำถิ่นไว้ และได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่เด็กรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิง โดยมีการรวมตัวกันเป็นพลังเข้มแข็งอยู่ที่ศูนย์รวมจิตใจอย่างวัดมหาโพธิ

“เรารวมกลุ่มจากสองสามคนจนต้องไปกระทุ้งกระแทกให้เยาวชนมาทอ” แม่เพลินจิต กล่าว “เพราะบ้านเราต้องมีอัตลักษณ์ เชื่อสิว่าถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครเห็นคุณค่า แต่ต่อไปผ้าทอจะมีคุณค่ามหาศาล เพราะมันเป็นภูมิปัญญา เป็นชีวิต และเป็นตัวตนของชาวมหาโพธิ ถ้าเราลืมรากเหง้าของตัวเองแล้ว ลูกหลานเราจะเติบโตไปยังไง”

เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเก็บภายในห้องนอนของโฮมเจ้าฟองคำ

แม่พูดมาประโยคหนึ่งว่า “ซิ่นน่านไม่สิ้นน่าน” หมายความว่า ถ้าชาวน่านยังรักษาผ้าซิ่นไว้ จิตวิญญาณของน่านก็จะไม่สูญสิ้นไปอย่างแน่นอน ซึ่งเห็นทีจะเป็นจริงเช่นนั้น แม่เพลินจิตจึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอในรั้ววัดมหาโพธิ เปิดสอนทอผ้าแก่ใครก็ได้ที่สนใจเรียน เพื่อหวังต่อลมหายใจซิ่นคำเคิบ ซิ่นม่าน ซิ่นป้อง ให้อยู่คู่ชุมชนเหมือนที่เคยเป็นมา

อย่างไรก็ตาม ทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีโครงการสนับสนุนกลุ่มทอผ้าและภาคธุรกิจดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองน่าน ได้แก่ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านปงพัฒนา และกลุ่มทอผ้าบ้านมหาโพธิ เพื่อขยายตลาดผ้าทอเมืองน่านและสร้างรายได้ให้กับชุมชน เนื่องจากการทอผ้าผืนด้วยวิธีการแบบเดิมๆ มีตลาดแคบ บางช่วงขายผ้าได้ช้า ทำให้ชาวบ้านขาดรายได้ อพท.จึงชวนนักวิชาการและนักธุรกิจเข้ามาช่วยคิดและหาทางออกร่วมกับชุมชน

ผ้าทอลายบ่อสวก เอกลักษณ์ของบ้านซาวหลวง

ทางออกดังกล่าวคือการนำเสนอทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มทอผ้าหรือรัฐวิสาหกิจชุมชนให้เป็น “กิจการเพื่อสังคม” ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างช่องทางการตลาด โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาอบรมพัฒนาความรู้ความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจ และให้คำแนะนำด้านการใช้สีและการออกแบบลวดลายผ้าให้เหมาะสมกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ สนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์ และปรับปรุงสถานที่ขายผ้าบริเวณโรงทอ

ทั้งนี้ ทั้งสามชุมชนล้วนมีพื้นฐานเดิมของการรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาภายในชุมชนของตนหรือแบ่งปันให้กับสังคมอยู่แล้ว เช่น การนำกำไรบางส่วนของกลุ่มทอผ้ามาเป็นสวัสดิการ หรือช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่สอดคล้อง และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคม

ปัจจุบัน อพท.เป็นตัวกลางประสานงานให้ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมเข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดให้กลุ่มทอผ้าเมืองน่านแล้ว แต่ท้ายที่สุดกลุ่มทอผ้าจะกลายเป็นกิจการเพื่อสังคมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร นอกจากความเห็นพ้องของสมาชิกกลุ่มว่าต้องการเปลี่ยนหรือไม่เท่านั้นเอง