วริยา คำฝึกฝน จากนักธุรกิจหันมาปลูกป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499811

วริยา คำฝึกฝน จากนักธุรกิจหันมาปลูกป่า

โดย…วรธาร ภาพ : เอกกร วีระวงศ์

สิ่งที่ต้องการแท้จริงของคนเราบางครั้งก็อาจไม่ใช่การมีเงินมากเสมอไป บางคนขอเพียงแค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำและสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น สังคม ประเทศชาติก็มีความสุขแล้ว “แมว” วริยา คำฝึกฝน ผู้หญิงวัยกลางคนที่แบ็กกราวด์ไม่ธรรมดาคนหนึ่งอยู่ในบุรพประโยคที่เอ่ยมา

เดิมทีวริยาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจส่งออกและร้านอาหารมีเงินมากมาย แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีจุดพลิกผันทำให้เธอเห็นว่าการมีเงินมากนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขเสมอไป จึงขายกิจการแล้วหันไปซื้อที่ปลูกป่า 80 ไร่ ใน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และในอนาคตตั้งใจทำโคก หนอง นา โมเดลเจริญรอยตามศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นตัวอย่างและแหล่งเรียนรู้ให้กับคนใกล้ตัวและประชาชนทั่วไป

ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของบ้านไร่คุณพิมวรภา อ.โพธาราม จ.ราชบุรี (พื้นที่ป่าที่ไปซื้อ) และหนึ่งในเครือข่ายพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน โดยการสนับสนุนของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

อดีตนักธุรกิจบ้างาน

วริยา เล่าชีวิตครั้งทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกและร้านอาหารว่า บ้างานสุดๆ และทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ก็มีความสุขเมื่อได้เห็นตัวเลขในบัญชี จวบจนวันหนึ่งพ่อมาเสียชีวิตรู้สึกเสียใจมากที่มีเงินแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตพ่อไว้ได้ กระนั้นหลังจากนั้นก็ยังทำงานหนักไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อยางใด

“ขนาดคุณแม่เคยนัดกินข้าวก็ยังไม่มีเวลาไปด้วย จนท่านถามเราว่าต้องการเงินอีกสักเท่าไหร่ถึงจะเลิกทำงาน ชีวิตตอนนั้นยอมรับมีความสุขกับการหาเงิน ยิ่งหาได้มากยิ่งมีความสุขมาก เพราะคิดมาตลอดว่าเงินคือความยั่งยืนและคนมีเงินคือคนที่เสียงดัง” วริยาเล่าชีวิตช่วงทำธุรกิจ

เธอเล่าต่อว่า ช่วงหายใจเข้าออกเป็นเงินและบ้ากับการทำงานอยู่นั้น และแล้ววันหนึ่งก็ได้พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตและเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตในเวลาต่อมาก็คือ การตัดสินใจปิดฉากธุรกิจด้วยการขายกิจการทั้งหมดแล้วหันไปซื้อที่ดินเพื่อการปลูกป่า

“วันหนึ่งนัดลูกค้าที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ช่วงที่รอลูกค้าก็มองเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประดิษฐานอยู่ที่หน้าตึกตรงข้ามโรงแรม ก็นั่งคิดว่าพระองค์นั้นมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรมากมาย แต่ถ้าถามตัวเองรู้อะไรที่พระองค์ทำบ้างขอบอกตามตรงว่าไม่รู้จริงๆ พอลูกค้าโทรมาบอกว่ามาช้า 2 ชั่วโมงก็หงุดหงิดเพราะเวลาเป็นเงินเป็นทองสำหรับเรา เลยนั่งแท็กซี่ไปตึกที่ติดพระบรมฉายาลักษณ์

พอเข้าไปข้างในมีงานโอท็อปเลยเดินดูงานถามคนขายได้วันละกี่ชิ้น พอได้ยินว่าชิ้นเดียวอึ้งเลยอยู่ได้ยังไงพอกินเหรอ เราก็ถามว่าวันๆ กินอะไร เขาบอกปลูกผักกินเอง ที่ซุ้มมีป้ายเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริติดอยู่ก็ยืนมองพลางคิดว่าโครงการตั้ง 3,000-4,000 โครงการ ท่านทำได้ยังไง เรามีแค่ 5 บริษัทเหนื่อยแทบตาย กลับมาบ้านจึงมาเปิดอินเทอร์เน็ตค้นข้อมูลเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริก็เจอโครงการชั่งหัวมันจึงหาโอกาสไปดู”

ขายกิจการเพื่อไปหาซื้อที่ปลูกป่า

วริยา บอกว่า หลังจากไปดูงานโครงการชั่งหัวมันกลับมาก็เกิดแรงบันดาลใจ มองว่าการทำงานหนัก นอนดึก ทำงานแล้วไม่มีความสุข ไม่ใช่ชีวิตที่ดี ผนวกกับมีร้านอาหารที่พารากอนช่วงชุมนุมทางการเมืองไม่ปลอดภัย เสียรายได้เดือนละ 15 ล้าน จึงขายกิจการต่างๆ แล้วไปหาซื้อที่ที่ จ.ราชบุรี

“เดิมทีต้องการซื้อที่ดินประมาณ 5 ไร่ แต่เจ้าของต้องการขายทั้งแปลง ก็หาอยู่หลายปีหลายที่แต่ก็ไม่ชอบ เคยไปที่หนึ่งเวลาค่ำมืดเกือบถูกยิงเพราะชาวบ้านไม่คิดว่าจะมีใครมาหาที่ตอนดึกดื่น หาจนท้อ จู่ๆ มีอาจารย์คนหนึ่งโทรมาชวนเรียนเพาะเห็ดจึงไปเรียนรู้วิถีชาวบ้านที่ราชบุรีเห็นชีวิตดูมีความสุขดีเลยอยากได้ที่แถวนี้ (ที่ตั้งปัจจุบันของบ้านไร่คุณพิมวรภา) ก็วานให้ลุงคนหนึ่งที่อยู่ราชบุรีช่วยหาที่ให้ ลุงเป็นเกษตรกรรุ่นเก่าไม่ปลูกอ้อยข้าวโพด ทำเกษตรวิถีเดิมอาศัยขายเห็ดโคน”

วริยา เล่าว่า 1 ปีเต็มๆ ที่ต้องเกี่ยวพันกับลุง พอป่วยก็ช่วยเหลือมาตลอด ลุงเอาที่ไปจำนำก็ช่วยส่งดอก จนวันหนึ่งลุงบอกจะขายที่ตัวเองจึงช่วยซื้อไว้เพราะตัวเองก็ต้องการปลูกป่าอยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งลุงแนะนำบุคคลคนหนึ่งที่ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เธอก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าทำตามในหลวงน่าจะโอเคจึงส่งเงินมาให้เรื่อยๆ แต่ปีครึ่งผ่านไปไม่เห็นอะไรไม่มีแม้แต่ไก่ตัวเดียว

เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

“ยิ่งมาได้ยินเขาพูดกับคนอื่นว่าคนกรุงเทพฯ โง่ ไม่รู้เรื่องบอกอะไรก็เชื่อ ที่แปลงนี้ทำอะไรก็ไม่รอด ซ้ำโดนดูถูกว่าทำอะไรไม่เป็น จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เราไปเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต่อสู้กับตัวเองเพื่อต้องการจะปลูกป่าให้ได้ โดยเรียนที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง กับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อ.ยักษ์)”

การไปเรียนที่ศูนย์ของอาจารย์ยักษ์ทำให้เธอต้องปรับหลายอย่างจากชีวิตไม่เคยต้องปลูกป่า ล้างชามเอง นอนรวมกับคนอื่น รู้สึกได้เลยว่าชีวิตลำบาก และตอนที่ฟังอาจารย์ยักษ์ครั้งแรกถึงกับสารภาพเพราะไม่รู้เรื่องเลย อยากกลับบ้านอย่างเดียว

“เย็นวันนั้นรู้สึกเลยว่าไม่ใช่เส้นทางของเรา ขับรถหนีไปกิน MK คนเดียว ระหว่างนั้นก็มานั่งย้อนคิดถึงคนที่มาด่าว่าโง่ เราเปิดบริษัทมากมายทำไมแค่นี้ทำไม่ได้เลยกลับไปอีกครั้งตั้งใจมากขึ้น ในที่สุดก็ได้ยินอาจารย์ยักษ์พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงจะทำให้เรายั่งยืนและมั่นคง หลังจากอบรมเสร็จจึงกลับไปที่ไร่ตัวเองตั้งใจว่าจะทำแบบในหลวง นี่คือชีวิตที่เราต้องการ ชีวิตที่มีแต่ความสงบ”

ศาสตร์พระราชาเปลี่ยนชีวิต

วริยา บอกว่า เวลามาที่ไร่ทำให้คลายเครียด หายปวดหัว เมื่อก่อนเราเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย แต่พอมาอยู่ที่ไร่ เปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลายเป็นคนละคน

“ทุกวันนี้ได้ติดตาม อ.ยักษ์ ไปให้กำลังใจเกษตรกรตามพื้นที่ต่างๆ ไปดูเพื่อมาปรับปรุงพื้นที่ตัวเอง ส่วนปัญหาที่ไร่คือชาวบ้านบุกรุกผืนป่าเข้ามาขโมยเห็ด ซึ่งเราไม่หวงเห็ดนะแต่เขาเอาที่ดักจับสัตว์มาดักไก่ป่า นางอายซึ่งเราอยากอนุรักษ์สัตว์ป่าไว้เลยต้องเฝ้าระวังทุกวัน ส่วนอนาคตก็วางแผนจะทำโคก หนอง นา โมเดล ต้องการนำความรู้มาทำและเป็นตัวอย่างกับคนใกล้ตัวเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าศาสตร์พระราชาคือความยั่งยืนแท้จริง ตอนนี้หลานๆ เริ่มเชื่อว่าป่ามีคุณอนันต์เลยชวนมาลองทำที่นี่ด้วยกัน”

วริยา ยอมรับว่า ศาสตร์พระราชาเปลี่ยนชีวิตเธอจากคนแบรนด์เนมหัวจรดเท้า แต่ตอนนี้อยากนอนตรงไหนก็นอน เปลี่ยนทั้งหมดจนไม่เหลือคราบนักธุรกิจ แถมตอนนี้ไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ เพราะไม่รู้จะเข้าไปทำอะไร อยู่ที่นี่ก็สบายใจ แต่เวลาไปก็เอาของปลอดสารพิษไปฝากเพื่อนเสมอ เป็นความสุขใจเล็กๆ ที่ได้ปลูกต้นไม้เองและเฝ้าดูความเจริญเติบโต

“อยากทดแทนคุณแผ่นดินค่ะ ตั้งแต่เกิดมาเราเห็นแก่ตัว ทำเพื่อตัวเองมาตลอด วันนี้อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นของในป่าที่เราปลูกมันให้ประโยชน์กับส่วนรวมแค่นี้ก็ดีใจแล้ว ไม่มีที่ไหนดีเท่ากับผืนป่าแห่งนี้ ความสุขของเราอยู่ที่นี่ ทุกตารางนิ้วคือความสมบูรณ์ อยากให้ทุกคนมาสัมผัสที่นี่ มันมั่นคงและยั่งยืน สามารถดูแลเราได้เมื่อเกิดวิกฤต” เจ้าของบ้านไร่คุณพิมวรภา เล่าด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความสุข

ทั้งนี้ พื้นที่ของบ้านไร่คุณพิมวรภานั้นเดิมเป็นไม้เบญจพรรณ วริยาได้เก็บป่าไว้ 80 ไร่ ปลูกต้นไม้เพิ่มใน 43 ไร่ แล้วเก็บผลผลิตจากป่าเป็นรายได้ เช่น เห็ดโคน ดอกสารภี โดยเฉพาะสารภีมีมากถึง 500-600 ต้น ซึ่งออกดอกปลายเดือน ม.ค. ก็จะเก็บเอามาทำยาส่งเวชพงศ์โอสถ

 

ไกรวิทย์ พุ่มสุโข บางทีชีวิตก็เหมือนระเบิดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 08:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499809

ไกรวิทย์ พุ่มสุโข บางทีชีวิตก็เหมือนระเบิดเวลา

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อดีตนักร้องนักแสดงหนุ่ม ต้อม-ไกรวิทย์ พุ่มสุโข ที่เคยโด่งดังเป็นที่รู้จักเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ทว่าขณะที่กำลังดังและมีชื่อเสียงอยู่ขณะนั้น เขากลับหายหน้าหายตาไปจากวงการนานเกือบ 10 ปี แล้วเขาก็กลับมาอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้พร้อมกับภาพลักษณ์และความคิดที่เปลี่ยนไป

ตอนที่เขากลับมาใหม่ๆ ก็สร้างความแปลกใจเบาๆ ให้กับคนในวงการและแฟนเพลงของเขากับบทบาทแฮร์สไตลิสต์ในชีวิตจริง ด้วยรูปลักษณ์แบบบอยๆ ที่แต่งตัวจัดในยุคเริ่มแรกของอาชีพช่างทำผม

“ตอนที่หายไป คือ ไปเรียนทำผมที่ประเทศแคนาดา เรียนแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มจนจบ เรียนอยู่ 2 ปี แล้วก็มีร้านทำผมที่นั่นด้วย ที่ไปแคนาดาเพราะแฟนเป็นคนแคนนาดาก็เลยเลือกไปที่นั่น ไปอยู่หลายปี แล้วคุณแม่ป่วยก็เลยต้องกลับมา” เขาเล่าย้อนความให้ฟัง

 

“ตอนกลับมาใหม่ๆ ก็มาเป็นช่างทำผมอยู่ที่ร้านเรืองฤทธิ์ อยู่ไม่กี่เดือน ก็ไปเปิดร้านของตัวเองที่ ดิ เอ็มโพเรียม โดยเช่าช่วงต่อมาจากร้านชลาชล ทำอยู่ 2 ปีก็หมดสัญญา ก็มาเปิดร้านของตัวเองชื่อ สุโข ซาลอน ที่เอสพละนาด รัชดา และอีกสาขาแถวมหาวิทยาลัยหอการค้า”

ระเบิดลูกที่ 1

ตลอดเวลาที่เขากลับมาประเทศไทยราวๆ 5-6 ปีมานี้ เขาก็เริ่มปล่อยความเป็นตัวเองออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขาก็ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาจนถึงขีดสุดในวัย 51 ปี ด้วยการลุกขึ้นมาแต่งสาวไว้ผมยาว แต่งหน้าทาปาก ทาเล็บแดง และใส่ส้นสูง

เขาเล่าว่า ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองสักเท่าไหร่ โอเค แน่นอนว่าเขารู้ตัวเองมาตลอดว่าเป็นเกย์ แต่ไม่เคยคิดที่จะมาเป็นกะเทย หรือสาวประเภทสอง ไม่เคยคิดว่าจะแต่งสาว ซึ่งเขาเองก็เครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากในตอนแรกๆ

 

“แต่มันเหมือนระเบิดเวลาในตัวเราอ่ะ มันร้อนรุ่ม ไม่สบายใจ เก็บกด แบบบอกไม่ถูก คือ มันรอเวลาที่จะแตกโพละออกมา แบบฮอร์โมนพลุ่งพล่าน ใจสั่น หายใจไม่ออก นอนไม่หลับ หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย เห็นอะไรก็ดูเศร้า หดหู่ ร้องไห้ แม้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีเหตุผล ดูละครเขายิงกัน ก็กลัว ร้องไห้ เหมือนผู้หญิงเป็นวัยทองแบบนั้นเลย เป็นอยู่หลายเดือน เราก็เครียดว่าเป็นอะไรไป หรือเป็นวิกฤตวัยกลางคนหรือเปล่าๆ น้องๆ ที่รู้จักเขาถามว่าเรากินฮอร์โมนเพศหญิงแบบพวกยาคุมอะไรแบบนั้นมากไปหรือเปล่า เราก็บอกว่าไม่มีเคยกินฮอร์โมนใดๆ เลย เขาก็งงกัน ที่สุดต้องไปพบแพทย์” เขาเล่าถึงช่วงเวลายากลำบากให้ฟัง

ตอนแรกไปหาหมอทั่วไปก่อน พอเขาเล่าอาการให้หมอฟัง หมอคิดว่าเขาเป็นไทรอยด์เป็นพิษ วัดความดันตรวจหลายอย่าง ผลออกมาปกติดี ไม่เป็นอะไร หมอทั่วไปเลยคิดว่าลองไปพบจิตแพทย์ดีกว่า เพราะตรวจทางกายเรียบร้อยดี ก็ต้องไปดูว่าป่วยทางใจหรือไม่

ในที่สุดก็ไปพบจิตแพทย์ หมอบอกว่า เขาเกิดความเครียดสะสมมานาน เริ่มจากเขาต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งเรื้อรังมาหลายปี แล้วเป็นลูกที่สนิทกับแม่มากที่สุดใกล้ชิดที่สุด คุยกับแม่ได้ทุกเรื่อง แม่เข้าใจทุกอย่าง พอแม่ป่วยเขาก็เศร้ามาก ขาดที่พึ่งทางใจ

 

เนื่องจากที่ผ่านมาเขามีปัญหาเก็บกดเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก เครียดสะสมไม่รู้ตัวมายาวนาน เพราะคุณพ่อซึ่งเป็นวิศวกร ไม่เคยยอมรับเรื่องความเป็นเกย์ของเขาและมีปัญหาขุ่นข้องใจกันเรื่อยมา เวลาอยู่ต่อหน้าคุณพ่อเขาจะต้องดูเป็นผู้ชายเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ให้มากที่สุดโดยไม่เป็นตัวของตัวเองเลย จะมีแต่คุณแม่ที่คอยเป็นกันชนให้เขา ยอมรับในตัวตนของเขาได้ เมื่ออยู่กับแม่เขาถึงจะแสดงออกถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงออกมาได้

แม้ตอนที่เขากลับจากประเทศแคนาดาใหม่ๆ มาเปิดร้านทำผมแล้ว คุณพ่อก็เหมือนว่ายังยอมทำใจรับไม่ได้ ก็ยังเฉยๆ ชาๆ ใส่กัน หรือเลี่ยงที่จะไม่พูดกันเรื่องนี้ กลายเป็นว่าคุณแม่เป็นคนกลางที่คอยประสานระหว่างเขากับคุณพ่อ พอคุณแม่ป่วยมา 3 ปีกว่านั้น ทำให้เขากลัวภาวะขาดที่พึ่งทางใจ ขาดคนที่เข้าใจเขาที่สุด ซึ่งมันสะสมมานานแล้ว พอคุณแม่ป่วยและจากไป ระเบิดเวลาในตัวเขามันก็แตกออกมา อีกทั้งในวัย 51 ฮอร์โมนเพศหญิงในตัวก็เริ่มแตกออกมาด้วย

จิตแพทย์ก็แนะนำให้ปลดปล่อยออกมา อย่าเก็บกดเอาไว้อีกต่อไป ยอมรับในตัวตนที่ต้องการจะเป็น ยอมรับตัวเองให้ได้เสียก่อน ปรับมุมมองความคิดเสียใหม่ แล้วก็ให้ปรับเรื่องอาหารการกินควบคู่กันไป ด้วยการให้ลดของหวานหลัง 18.00 น.เป็นต้นไป เนื่องจากของหวานจะไปกระตุ้นให้คนที่ไฮเปอร์อยู่แล้วยิ่งไฮเปอร์มากขึ้นไปอีก แล้วของหวานจะทำให้เครียดง่ายและฝันร้ายหากใช้พลังงานที่เหลือมากไปไม่หมด

 

ระเบิดลูกที่ 2

หลังจากเขาได้ปลดปล่อยตัวเองออกมาด้วยการแต่งผู้หญิงเต็มตัว ในด้านความสบายนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่สามารถยอมรับตัวเองได้ในแบบที่ใจต้องการ แต่บ่อยครั้งที่เขาต้องเจอแรงเสียดทานจากสายตาคนทั่วไป ที่มาพบเห็นเขาตอนนี้แล้วจะสตั๊นไป 3 วินาที แล้วก็มีแบบที่ยิ้มให้ ถ้าเป็นคนวัยทำงานบางคนที่ทันเห็นผลงานเขาในอดีตก็จะมีมาทักทายบ้าง แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่มากๆ จะแบบมองแล้วอึ้งๆ แล้วเดินไปเลย เขาเองก็พยายามทำใจยอมรับว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมแลกไปบ้าง

ในขณะที่คุณพ่อของเขานั้น หลังจากที่คุณแม่เสียไป ท่านเองก็พยายามที่จะยอมรับเขาให้ได้มากขึ้น ด้วยการพูดคุยเป็นปกติ แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่คุยกันในเรื่องนี้ แล้วท่านก็ลดดีกรีลงไปเยอะ ขณะที่ตัวเขาเองเวลาที่จะต้องไปพบคุณพ่อ ตัวเขาเองก็ต้องลดดีกรีเรื่องการแต่งตัวลงไปบ้างเช่นกัน

แต่สิ่งที่เขาเองก็กังวลใจมากที่สุดอีกคน ก็คือ แฟนหนุ่มวัย 40 ของเขานั่นเอง ที่ก็ตกใจกลับการเปลี่ยนโดยเฉพาะการแต่งสาวของเขานั้น โดยแฟนคนนี้คบกันมานาน 20 กว่าปีแล้ว เขาเป็นเกย์ที่ชอบมีแฟนเป็นผู้ชาย เขาไม่ได้อยากมีแฟนป็นผู้หญิง ถ้าเขาอยากมีแฟนเป็นหญิงสาวเขาก็คงแต่งงานกับผู้หญิงไปแล้ว

 

“ตอนที่คบกันแรกๆ ต้อมก็แต่งชายแบบบอยๆ ไง ซึ่งเขาก็โอเคตรงจุดนั้น แต่พอต้อมมาแต่งสาว เขาทำตัวไม่ถูก เขาก็ตกใจ จนต้องมานั่งเปิดใจกัน ว่าเขาพอจะรับได้ไหมที่ต้อมเป็นแบบนี้ เพราะต้อมไม่อยากโกหกเวลาอยู่ต่อหน้าเขาก็แต่งบอย แต่ลับหลังเขาก็ไปแต่งสาว ถ้ารับที่ต้อมเป็นแบบนี้ไม่ได้ ต้อมยินดีให้โอกาสเขาเลือก เขาก็อึ้งๆ ไป จริงๆ เขาไม่ชอบให้เราแต่งแบบนี้ แต่ที่เขายังไม่ไปจากต้อมเพราะเราคบกันมานาน ผูกพันกันมาก แล้วเราก็จดทะเบียนกันแล้วที่แคนาดา เวลาผู้ชายกับผู้ชายแต่งงานกัน จดทะบียนเป็น LAW Partner ต้องขอบคุณเขาที่ยังอยู่กับต้อม แม้ว่าต้อมจะเปลี่ยนไปจากเดิมในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก ก็ทำใจนะ ถ้าวันหนึ่งเขาจะจากไปเพราะเราเปลี่ยนไป ต้อมก็ต้องทำใจและยอมรับการตัดสินใจของเขา” เขาเล่าอย่างคนที่ต้องพยายามยอมรับความจริงให้ได้

ไกรวิทย์ บอกว่า เรื่องแฟนของเขานั้นก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญในชีวิตอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอยู่กันมานานกว่า 25 ปี ให้กำลังใจดูแลกันมาตลอด และหวังจะอยู่ด้วยกันตลอดไป การที่เขาเปลี่ยนภาพลักษณ์ไปก็อาจจะทำให้แฟนของเขาลำบากใจ รู้สึกผิดต่อเขา ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากหลอกตัวเอง “คือถ้าต้อมยังยอมรับตัวตนของตัวเองไม่ได้ แล้วใครจะยอมรับได้ล่ะ ต้อมจึงต้องยอมรับตัวเองให้ได้เสียก่อน อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไป อายุก็ขนาดนี้แล้ว ไม่อยากหลอกตัวเองอีกต่อไป จะให้ทำอย่างไรได้ในบทบาทความเป็นลูก ต้อมก็ทำเต็มที่ ดูแลส่งเสียพ่อแม่อย่างดี ในฐานะหัวหน้าก็พยายามทำร้านให้มั่นคง ลูกน้องจะได้สบายใจ มีรายได้ที่ดี ถึงจะเป็นอย่างนี้ต้อมก็พยายามแบ่งปันช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตการกุศล ตัดผมช่วยชาติ ใครชวนทำอะไรต้อมจะยินดีทำเสมอ”

เขาบอกว่า เรื่องราวในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น มีจังหวะเวลาของมันเสมอ มีทั้งเรื่องที่ง่ายและเรื่องที่ยากๆ ซึ่งเราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เขาเองก็ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ได้คิดว่าในวัย 50 กว่าจะแต่งตัวแบบนี้ มันไหลไปตามจังหวะเวลาของมัน เพียงคิดว่าถ้ามันไม่ทำร้ายใคร เดือดร้อนใคร ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ ชีวิตก็แค่นี้ มาค่อนชีวิตแล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป เขากล่าวอย่างคนที่มองโลกด้วยความเป็นจริง

 

สัมมา คีตสิน ชีวิตจริงไม่มีเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499650

สัมมา คีตสิน ชีวิตจริงไม่มีเกษียณ

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

แม้ว่าจะเกษียณอายุจากงานประจำมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 สำหรับ สัมมา คีตสิน นักวิชาการทางด้านอสังหาริมทรัพย์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เล่าถึงชีวิตการทำงานก่อนเกษียณว่า ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ฯ ซึ่งมีเทอมหรือระยะเวลาในการทำงานครั้งละ 4 ปี หลังจากหมดเทอมแรกก็ได้ต่อเทอมที่สองอีก 4 ปี พอหมดเทอมที่สองก็ต่อเทอมที่สามแต่ไม่ได้ถึง 4 ปี เพราะอายุถึง 60 ปี หมดวาระไป ผ่านมาถึงวันนี้นับเป็นเวลา 7 เดือนที่เกษียณอายุการทำงานประจำมา

ปัจจุบันก็ยังมีบทบาทอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นที่ปรึกษา World Bank ศึกษาโครงการฐานข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ในอินโดนีเซีย และอนุกรรมการประเมินราคาทุนทรัพย์ ของกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการอิสระ ของบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ และเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายสมาคมทางด้านอสังหาฯ ซึ่งดำเนินอยู่หลายแห่งเรียกได้ว่ามีงานให้ทำมากกว่าช่วงก่อนเกษียณเสียอีก

“ผมไม่ได้มองว่าหลังจากอายุ 60 ปี ต้องเกษียณอายุ สุขภาพเรายังแข็งแรงดีอยู่ ซึ่งปัจจุบันการทำงานในลักษณะที่ให้ความเห็นงานในที่ประชุมหรือการให้คำปรึกษาแนะนำกับบุคลากรในภาคส่วนต่างๆ ไม่มีเนื้องานของการบริหารงานองค์กรเหมือนสมัยก่อนที่เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ที่จะต้องทำงานรูปแบบงานประจำ เพราะก่อนหน้าจะเป็นผู้บริหารสูงสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เวลานี้จึงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ในรูปแบบนักวิชาการทางด้านอสังหาริมทรัพย์” สัมมา กล่าว

คนเราเมื่อเกษียณอายุ 60 ปีไม่ควรที่จะหยุดทำงาน เพราะเสียดายองค์ความรู้ที่ได้สะสมมา ในต่างประเทศบางแห่งเกษียณอายุ 65 ปี ด้วยคุณภาพชีวิตในสังคมปัจจุบันที่ดีขึ้นจึงทำให้ไม่รู้สึกว่าสูงวัย รู้สึกว่ายังสามารถทำงานได้อยู่และสามารถทำได้มากขึ้นกว่าเดิมในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากเป็นมิติของนักวิชาการ โดยงานที่ทำ 4-5 แห่งนั้นทำในรูปแบบสลับฟันปลา ส่วนใหญ่เป็นการประชุมในรูปแบบหารือในแต่ละเดือนต่อหน่วยงานจะมีการประชุม 3-5 ครั้ง เพราะฉะนั้นจึงสามารถกำหนดวันไม่ให้ชนกันได้

“เรารู้สึกว่าไม่สูงวัยยังมีกำลังวังชาและมีความคิดอยู่และเชื่อว่าคนเราเกษียณแล้วไม่ทำอะไรเลย ไม่คิด ไม่ประชุม ไม่ศึกษาหาความรู้ ไม่พบปะเจรจาไม่พูดคุยกับคนในแวดวง โอกาสอาจจะเป็นคนที่อยู่ในภาวะความจำเสื่อม ภูมิต้านทานของร่างกายจะต่ำลง การได้ทำงานจึงเป็นการกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำงานอยู่แล้วทำงานไปเรื่อยๆ” สัมมา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีเวลาในการออกกำลังกายได้มากขึ้น สมัยก่อนตอนที่ยังทำงานประจำอยู่จะนอนน้อยมากวันละ 5-6 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันพักผ่อนต่อวันได้มากขึ้นไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาออฟฟิศ สามารถหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วนสามารถวางแผนได้ เพื่อลดความสูญเสียจากรถติด ทำให้จิตใจดีขึ้น ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา

ขณะเดียวกัน ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารไอที ไม่ว่าจะเป็น ไอแพด โทรศัพท์มือถือ เมื่อก่อนใช้เพื่อการทำงาน 80% เพื่อสันทนาการ 20% แต่ปัจจุบันใช้เพื่อการทำงาน 60% สันทนาการ 40% เพราะว่าเป็นนักวิชาการจะต้องค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา เวลาใครเชิญเป็นวิทยากร ก็ต้องอัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

ในอดีตเคยใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศหลายปีทั้งในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเดินทางไปสัมมนาหลายที่ เวลาไปบรรยายหรือสัมมนาทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน เหมือนสมัยมาทำศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็ริเริ่มทำสำรวจประเทศเพื่อนบ้าน ซีแอลเอ็มวี และกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด และการสำรวจต้องนั่งรถสำรวจลงไปดูพื้นที่จริงและค่อยนั่งเครื่องบินกลับ

ปัจจุบันแม้ว่าไม่ได้สำรวจแบบสมบุกสมบัน แต่เราก็ใช้องค์ความรู้มาประกอบในการสำรวจ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย การสำรวจสามารถใช้กูเกิลแมปประกอบ สมัยก่อนการสำรวจแปลงที่ดินต้องลงพื้นที่ไปดูให้เห็นกับตา แต่ทุกวันนี้ใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการดู อย่างเช่นวาถนนกว้างแคบแค่ไหน ระยะในการเดินทางสามารถเป็นเครื่องมือช่วย แต่ที่สำคัญการดูพื้นที่ต้องลงพื้นที่ เพราะการพิจารณาแปลงที่ดินไม่สามารถมองจากมุมไหนเพียงมุมเดียว สมัยนี้จะต้องดูด้านกายภาพสูงต่ำของแปลงที่ดิน ต้องดูทั้งพื้นดินและอากาศประกอบ การพัฒนาโครงการเห็นทิวทัศน์รอบข้างโครงการขนาดไหน

การทำงานในปัจจุบันจึงต้องผสมผสาน ระหว่างนักวิชาการและมุมมองผู้ประกอบการเอกชน ทำให้มองภาพได้รอบด้านมากขึ้น สำหรับการแบ่งเวลาในการทำงานนั้นวันเสาร์-อาทิตย์ส่วนใหญ่จะหยุดใช้เวลาอยู่กับครอบครัว วันศุกร์ในช่วงเช้ายังมีออกรายการในฐานะนักวิชาการทางด้านอสังหาฯ ทางช่องมันนี่ แชนแนล

การทำงานในช่วงก่อนเกษียณก็มีผู้ประกอบการอสังหาฯ มาทาบทามให้ไปร่วมงานด้วยหลายราย หลังเกษียณแล้วก็ยังมีคนทาบทามเนื่องจากมีคำมั่นสัญญาว่าจะมาทำงานกับ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งเป็นนักวิชาการเหมือนกันเวลาคุยกันจะง่ายในการทำงาน

ผมตั้งเป้าว่าจะทำงานไปอีกอย่างน้อย 10 ปี ปรัชญาการทำงานของผมนั้นจะขัดแย้งกับเศรษฐีใหม่ๆ ผู้บริหารรุ่นหนุ่ม ชอบบอกว่าจะเกษียณตอนอายุ 45 หรือ 50 ปี ของผมนี่คิดตรงกันข้าม เกษียณคือเกษียณจากงานประจำ แต่ว่าชีวิตการทำงานต้องไม่เกษียณ งานนอกตำแหน่งต้องไม่เกษียณ อายุ 50 แล้วจะทำงานอย่างเดียวจะไม่ทำอะไรแล้ว จะเที่ยวอย่างเดียวผมว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากร ถ้าเก่งจริงก็ขอให้เกษียณจากหมวกที่เคยทำงาน ประจำ แต่ขอให้ทำงานต่องานเพื่อจิตสาธารณะก็ยังดี

 

พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล สุขจากการให้ไม่สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499649

พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล สุขจากการให้ไม่สิ้นสุด

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : ทวีชัย ธวัชนปกรณ์

 หลายคนอาจรู้จัก หมอพลอย-พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล ในฐานะผู้ก่อตั้งลลลนาคลินิก (Lollana Clinic) สาขาสุขุมวิท 47

คุณหมอคนสวยผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเติมความมั่นใจให้สาวๆ ด้วยศาสตร์ความงาม แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์คุณหมอความงามสุดเซ็กซี่ เธอยังเป็นคุณหมอขาลุยแถมใจดีสุดๆ เพราะงานประจำอีกอย่างของเธอคือ การสวมบทเจ้าหน้าที่สภากาชาด ฝ่ายบรรเทาทุกข์ ประจำอยู่ที่หัวหินอีกด้วย

ตารางชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเธอคือ วันจันทร์-ศุกร์ 09.00-12.00 น. ต้องออกตรวจให้กับชาวบ้านที่ฐานะไม่เอื้ออำนวย เยียวยาให้พวกเขาหายจากอาการเจ็บป่วย จากนั้นเวลาที่เหลือจึงมาบริหารคลินิกความงามของตัวเอง

“หมอจะเข้ากรุงเทพฯ ช่วงสุดสัปดาห์เป็นหลัก แล้วก็เย็นวันพุธ เพราะถ้าไปกลับทุกวันก็ไม่ไหว โชคดีที่เรามีคอนโดและคลินิกความงามอยู่ที่นู่นด้วย เลยสะดวกหน่อย หมอเน้นบริหารจัดการตารางงานเวลาเอา แต่ก็แน่นแทบจะทั้ง 7 วันค่ะ” หมอพลอย บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจอุทิศตนเพื่อเป็นแพทย์อาสา

หมอพลอย บอกว่า ช่วงเรียนจบใหม่ๆ เธอมีโอกาสไปใช้ทุนที่หัวหิน และได้ทราบจากรองผู้อำนวยการสภากาชาดว่า ที่สภากาชาดหัวหินนั้นขาดแคลนหมอที่จะมาประจำการ ด้วยความตั้งใจที่อยากจะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เธอจึงไปสมัครเป็นแพทย์อาสาประจำสังกัดบรรเทาทุกข์ สภากาชาดไทย และเลือกประจำที่หัวหิน

“ตอนนั้นคุณพ่อสนับสนุนมาก เพราะนอกจากนานๆ จะมีลูกเป็นหมอ (หัวเราะ) ก็อยากให้ลูกได้ทำงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นจริงๆ หน้าที่หลักๆ ของหมอคือ การตรวจคนไข้ทั่วไป ตั้งแต่เด็ก คนแก่ ช่วงบ่ายออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจเยี่ยมคนไข้นอนติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินทางได้ คนไข้ไร้ญาติ และคนไข้ในถิ่นทุรกันดาร ถ้าเมื่อไหร่ทางหน่วยมีออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ หมอก็จะไปด้วย ไปแต่ละครั้งก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์เหมือนกัน”

หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่าคุณหมอลุคคุณหนูแบบนี้ เวลาต้องสวมบทขาลุยจะเป็นอย่างไร หมอพลอย ถือโอกาสออกตัวตรงนี้เลยว่า ถ้าถึงเวลาต้องลุย เธอก็พร้อมสลัดส้นสูงมาสวมผ้าใบได้อย่างไม่มีอิดออด

“การออกหน่วยเคลื่อนที่ช่วยคนไข้ในถิ่นทุรกันดารจังหวัดต่างๆ ไม่ใช่งานสบายเลยต้องนั่งรถจากตัวเมืองหลายชั่วโมง ทางที่ไปบางครั้งก็เป็นถนนลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ ถ้าไปเจอบางที่ถนนเข้าไปไม่ถึงก็ต้องเดินเท้าเข้าบ้าน กว่าคนไข้กับหมอจะได้เจอกัน ไม่ง่ายเลยค่ะ

“ประสบการณ์ชีวิตนี้ ทำให้หมอเข้าใจชีวิตมากขึ้น จากแต่ก่อนช็อปปิ้งเก่งมาก ตอนนี้เบาลงเยอะ เวลาจะใช้เงินซื้อกระเป๋าใบหนึ่ง จะฉุกคิดนิดนึง จากแต่ก่อนเราใช้อย่างไม่คิด ตอนนี้เริ่มคิดว่าเงินค่ากระเป๋านี้อาจช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้หมอดีขึ้นได้ก็ได้” หมอพลอย กล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย

7 ปีกับการทำหน้าที่แพทย์อาสา หมอพลอยยอมรับว่า ไม่ได้มองที่ผลตอบแทน เพราะเทียบไม่ได้กับค่าตอบแทนของการเป็นหมอในโรงพยาบาลเอกชน หรือการทำธุรกิจส่วนตัว เธอยังพูดติดตลกว่า

“ลำพังค่าน้ำมันไป-กลับ กรุงเทพฯ-หัวหิน ค่าสึกหรอของรถก็ไม่พอแล้ว” แต่เธอก็ไม่เคยคิดจะทิ้งหน้าที่นี้

“ไม่เคยคิดเหมือนกันนะคะว่า จะทำงานอาสามาได้ถึง 7 ปี พอมองย้อนกลับไปก็อดภูมิใจและดีใจไม่ได้ ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ การเป็นแพทย์ในสังกัดสภากาชาดไทยนั้น ทำให้เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มารักษาก็เป็นคนไข้ที่รายได้น้อยหรือยากจน

“การที่เราช่วยให้เขากลับมามีสุขภาพดี แข็งแรง ใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ทำให้หมอมีความสุขในการทำงาน ไม่รวมความรู้สึกดีๆ ที่เราได้รับจากคนไข้ที่มาหา บางครั้งแค่ไม่เจอกันพักใหญ่ มาอีกทีคนไข้ก็จะบอกคิดถึงหมอ หิ้วขนม ผลไม้ใส่ชะลอมมาฝาก”

จากวันแรกที่เป็นแพทย์อาสาจนถึงวันนี้ หมอพลอย บอกว่า เธอรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้บอกใครต่อใครว่า หน้าที่หลักของเธอทุกวันนี้ คือ การทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสภากาชาดไทย

“พลอยเชื่อเสมอว่า การที่เราทำงานตรงนี้ ก็เหมือนว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ที่ได้ทำงานถวายในหลวง ร.9 ถ้าถามว่าจะทำไปจนถึงเมื่อไหร่ พลอยคิดว่าคงทำไปไปจนกว่าจะไม่มีแรงทำค่ะ” คุณหมอคนสวยกล่าวทิ้งท้าย

 

บ่มเพาะความรู้นอกห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499645

บ่มเพาะความรู้นอกห้องเรียน

โดย…กั๊ตจัง

 “สิ่งที่เราสังเกตได้จากการที่เราพาลูกออกนอกสถานที่บ่อยๆ เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันก็คือ ลูกเป็นเด็กที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความกล้าที่จะเรียนรู้ทดลองสิ่งใหม่ๆ นั่นคือสิ่งที่เราอยากให้ลูกได้อยู่กับธรรมชาติที่เหมาะในวัยของเขาให้มากที่สุด” คุณแม่ณัฏฐณิชา มูลิจาดี พูดถึงน้องไบรอัน ดช.ไบรอัน ณัฏฐวรรธน์ มูลิจาดี วัย 3 ขวบ 4 เดือน เชื้อสายไทย-อินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันครอบครัวของน้องไบรอันอาศัยอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

 คุณแม่ณัฏฐณิชา เล่าต่อว่า

“สมัยก่อนที่เรายังไม่ได้มีน้องไบรอันเข้ามาในชีวิต เรากับสามี (วิลเลี่ยม มูลิจาดี) ชอบเที่ยวป่าเขาอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว พอมีน้องเข้ามาเราจึงอยากให้ลูกได้สัมผัสกับธรรมชาติ ได้วิ่งเล่นในสนามหญ้า เราอยากให้ลูกได้เป็นแบบนั้นมากกว่า ซึ่งที่อินโดนีเซียก็จะมีสถานที่สีเขียวอยู่นอกเมือง ใช้เวลาเดินทางไม่ไกลมากนักประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นเหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีภูเขา มีป่าไม้ มีพื้นที่สีเขียวให้ลูกได้วิ่งเล่น

เมื่อเดินทางไปถึง เธอเล่าว่าก็ปล่อยให้ลูกวิ่งเล่นทำความรู้จักกับเด็กคนอื่น คอยดูให้เขาไม่วิ่งไปอยู่ในจุดที่คิดว่าเป็นอันตราย

 “แต่ที่อินโดนีเซียจะมีพิเศษอย่างหนึ่ง ก็คือจะมีการเลี้ยงม้ากันเยอะมาก เดินไปตลาดนัดก็มีให้เช่าขี่ม้าเล่น น้องไบรอันจะชอบขี่ม้ามาก ซึ่งเราก็กำลังวางแผนต่อไปว่าจะพาลูกไปเรียนขี่ม้าที่เมืองไทย เพราะว่าเรียนที่เมืองไทยจะถูกกว่าเรียนที่จาการ์ตา จริงอยู่ที่มีคนเลี้ยงม้ากันเยอะ แต่ว่าคอร์สค่าเรียนขี่ม้าค่อนข้างแพง แต่ถ้าให้เด็กๆ นั่งขี่เล่นอย่างเดียวจะถูกกว่ามาก ก็มีแผนว่าจะพาลูกมาเรียนขี่ม้าที่เมืองไทยตอนกลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่

“ครอบครัวเราจะเป็นครอบครัวที่ทุกวันหยุด คุณพ่อน้องไบรอันจะเป็นคนที่พยายามหากิจกรรมมาให้ลูกทำ ไบรอันได้ออกนอกบ้านตั้งแต่อายุได้ 2 เดือน ได้ไปรับลมทะเลที่เมืองไทย และได้ไปในหลายๆ สถานที่ เขาจะได้สัมผัสกับธรรมชาติ โดยแผนในการจัดเวลาที่เรากลับมาเมืองไทยยาวๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ที่กำลังจะถึงนี้ เราก็จะพยายามจัดทริปพาลูกออกไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ให้มากที่สุด เพราะว่าเราไม่อยากจะทิ้งเวลาในการเรียนรู้ของลูกไปให้เสียเปล่า โดยมองไว้ที่มินิมูร่าห์ฟาร์ม หรือสถานที่เอาต์ดอร์ ซึ่งเด็กๆ สามารถวิ่งเล่นเรียนรู้และทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เราอยากเปิดโลกกว้างให้ลูกได้เรียนรู้ชีวิตภายนอกไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน”

ซึ่งท้ายสุดคุณแม่ทิ้งท้ายความหวังเล็กๆ ไว้ว่า

“อยากให้ลูกมีความสุขกับการใช้ชีวิต ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เขาเติบโตไปเป็นคนดี เป็นคนที่สามารถเอาตัวรอดในสังคมในยุคปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่ง แต่ขอให้เอาตัวรอดในสังคมแบบนี้ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”

 

 

คนไทยต้องสนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499643

คนไทยต้องสนใจ

โดย…รอนแรม ภาพ : ชาธิป สุวรรณทอง

 ความเป็นไทยอยู่ในตัวคนไทยทุกคน และอยู่ในทุกเรื่องของสังคมไทย ทั้งท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และทุกอย่างที่เป็นไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหรือเชยเกินไปที่คนไทยจะสนใจ

อันเป็นต้นเหตุให้เพจเฟซบุ๊ก Thai Touch สัมผัสไทย ได้คัดสรรเรื่องไทยๆ ที่คนไทยควรรู้ ควรดู ควรกิน และควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ชาธิป สุวรรณทอง เจ้าของเพจและบล็อก thaitouchsampasthai.blogspot.com เป็นผู้คลุกคลีในวงการศิลปวัฒนธรรมมานาน 17 ปี

ปัจจุบันก็ยังใกล้ชิดวงการศิลป์กับการเป็นผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ โดยเขามีความตั้งใจที่จะทำให้ความเป็นไทยที่ไม่มีใครสนใจให้เป็นที่สนใจ ผ่านบทความการเดินทางที่เขาเก็บเกี่ยวมาเล่า หรือเรื่องที่พบเจอมาในโลกโซเชียลมีเดีย

 “เราทำสิ่งที่ตัวเองถนัด ซึ่งประสบการณ์ 10 กว่าปีที่อยู่ในสายงานนี้ ทำให้เรารู้ว่าศิลปะแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันกับวัฒนธรรม อย่างศิลปินต้องทำงานบนพื้นฐานของสังคม ซึ่งสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย ดังนั้นไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรานำเสนอออกไปต้องไปกระทบความคิดหรือความรู้สึกของคนไทยไม่มากก็น้อย” เขากล่าว

ชาธิป สร้างเพจมาได้ 2 เดือนกว่า มีคนสนใจหากวัดจากยอดไลค์ประมาณ 1.1 หมื่นคน โดยเขาใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือนสแครปบุ๊ก (Scrapbook) ส่วนตัวที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจและมีความสำคัญไว้ ซึ่งใครก็ได้สามารถเปิดเข้าดูได้ทุกเวลา ดังนั้นความตั้งใจทำเพจเพราะ “อยากทำ” จึงกลายเป็นงานอดิเรกที่สนุกสนาน และปราศจากความเครียดเรื่องรายได้

“การมีพื้นที่นำเสนอเรื่องราวที่ดี ที่น่าสนใจ แล้วคนเข้ามาอ่านเขาได้รับประโยชน์กลับไป เราก็แฮปปี้แล้ว ถึงแม้ว่าในโลกเฟซบุ๊กจะมีเพจที่เกี่ยวกับความเป็นไทยเยอะพอสมควร แต่เป็นเพจเฉพาะ เช่น เรื่องภาพเก่า ราชวงศ์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผิดกับเพจของเราที่ไม่มีโทนขนาดนั้น เพราะเราเลือกข้อมูลที่น่าเชื่อถือและน่าสนใจมาแชร์ โดยใช้เซนส์ของตัวเองวัดว่าชอบเรื่องไหนและเก็บรวบรวมไว้เป็นหนึ่งหน้าในสแครปบุ๊ก”

สำหรับคนที่ติดตาม แอดมินคนนี้ได้กล่าวว่า คุณจะได้รู้จักความเป็นไทยที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก และไม่ใช่การท่องจำ แต่ความเป็นไทยจะทำให้เข้าใจสังคมและตัวตนมากขึ้นกว่าเดิม

 ยกตัวอย่าง หากคุณไปท่องเที่ยวที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย มันคงสนุกและลึกซึ้งหากรู้ว่าที่แห่งนั้นมีประวัติศาสตร์และมีความสำคัญต่อคนไทยอย่างไร การท่องเที่ยวที่เป็นแค่เช็กอิน ถ่ายรูป แล้วกลับ จะเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและเรียนรู้ปัจจุบันว่า เราพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“สมัยนี้เพจเฟซบุ๊กคือสื่อสารมวลชนอย่างหนึ่ง ซึ่งใครก็ตามก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้ เพราะเมื่อเราเขียนข้อความ เพจจะกลายเป็นหนังสือพิมพ์ หากเราถ่ายคลิปเสียงจะกลายเป็นวิทยุ หากถ่ายวิดีโอจะกลายเป็นทีวี หรือหากไลฟ์ก็จะกลายเป็นทีวีถ่ายทอดสด ดังนั้นคนที่ผลิตสื่อเหล่านี้ออกมาต้องคิดถึงจริยธรรม ควรทำเรื่องที่มีประโยชน์ และให้ข้อมูลที่ไม่สร้างความขัดแย้งหรือความเสียหายให้กับผู้อื่นหรือสังคม แต่ทำเพื่อพัฒนาและก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมจะเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง” ชาธิป กล่าวทิ้งท้าย

 

‘ศศิวิมล’กับผลงาน Freezing The Hearts ผู้หญิงแถวหน้างานเวนิสเบียนนาเล 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499639

‘ศศิวิมล’กับผลงาน Freezing The Hearts ผู้หญิงแถวหน้างานเวนิสเบียนนาเล 2017

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงคนหนึ่งนำผลงานที่เป็นการต่อยอดทางความคิด จากงานถนัดและงานประจำ คือสถาปนิกออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ ผลักดันตัวเองเข้าไปอยู่ในการทำงานด้านศิลปะที่สามารถรังสรรค์งานได้อย่างลงตัวและผลงานเข้าตางานระดับโลกจนได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงาน มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล 2017 (Venice Art Biennale 2017) ที่เริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.-26 พ.ย. 2560 และเป็นการจัดครั้งที่ 57 งานนี้จะจัดขึ้นในทุก 2 ปี

“ศศิวิมล สินธวณรงค์” ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท จาร์เค็น เจ้าของผลงาน Freezing The Hearts : หยุดทำร้ายหัวใจกัน เป็นหนึ่งในผู้หญิงไทยที่สามารถนำผลงานไปอวดสายตาชาวโลกในครั้งนี้ และด้วยวัยเพียง 36 ปี งานที่เราอาจเห็นผลงานของเธอโลดแล่นในเวทีโลกเวทีถัดไปได้ไม่ยาก

“เป็นความภาคภูมิใจในฐานะของคนไทยที่ได้นำผลงานไปร่วมโชว์กับนักออกแบบทั่วโลก แล้วในฐานะของสถาปนิกหรือนักออกแบบ การเข้าร่วมโชว์ใน Venice Art Biennale 2017 ถือเป็นที่สุดของงานโชว์ระดับโลกอีกงานหนึ่ง” ศศิวิมล เล่า

แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการคิดค้นงานศิลปะชั้นนี้ขึ้นมา เธอบอกว่าเกิดจากในทุกเช้าที่เธออ่านข่าวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อ และพบว่าจะมีการนำเสนอในเรื่องของความรุนแรง การทำร้ายกัน จึงอยากให้ทุกคนหยุด หยุดทำร้าย หยุดเหยียบย่ำหัวใจ ถอยหลังกันมานิดหนึ่งและตั้งสถิติเพราะด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนมีหัวใจ ได้โปรดอย่าเหยียบย่ำกันเลย เมื่อมีมุมแบบนี้จึงได้เกิดเป็นแนวคิดและนำมาออกแบบในการนำมาทำงานศิลปะชิ้นนี้

เธอบอกว่า หยุดทำร้ายหัวใจกัน…ที่นำไปจัดแสดงในครั้งนี้ ได้พัฒนาผลงานออกแบบ ซึ่งในมุมมองของดีไซเนอร์นั้น การจะสรรหาวัสดุใหม่สักชิ้นเพื่อนำมาใช้ในงานตบแต่งภายใน วัสดุชิ้นนั้นจะต้องมีความพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ วัสดุสำหรับใช้ภายนอกที่ถูกกัดกร่อนจากระยะเวลาของธรรมชาติ ทั้งแสงแดด น้ำ ฝุ่น ลม ฯลฯ จนเกิดเป็นการกัดกร่อนในรูปแบบต่างๆ การคิดงาน Freezing จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ได้สีและรูปแบบให้เหมาะสมกับนำมาใช้ได้ชัดเจน

สอดรับกับเทรนด์ของโลกในเรื่องการใช้ประโยน์จากสิ่งรอบตัว เช่น พวก re-gift/re-target การเชื่อมต่อกับคนต่างสาขา การพัฒนาตัวเองจากสถาปนิกเข้าสู่การทำงานหลากหลาย ความกล้าที่จะเดินผ่านขอบเขต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นจุดมุ่งหมายของ จาร์เค็น ด้วยเช่นกัน ที่ต้องการให้ลูกค้าเห็นงานออกแบบที่หลากหลาย

เวนิส เบียนนาเล งานที่โชว์ผลงานการออกแบบประติมากรรมเชิงสร้างสรรค์ด้านสถาปัตยกรรมใหม่ระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งงาน Freezing The Hearts ของ ศศิวิมล นำผลงานในนามของบริษัท จาร์เค็น โดยผลงานชิ้นนี้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้จัดงานและภัณฑารักษ์ ให้เป็นศิลปินใหม่ที่มีผลงานที่สนใจโดดเด่น

Freezing The Hearts ถูกเลือกให้ไปจัดโชว์บนพื้นที่กว่า 14 ตารางเมตร ของพิพิธภัณฑ์ PALAZZO MICHIEL งานมหกรรมศิลปะที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก หรือเทียบเคียงได้กับว่าเป็นเวทีโอลิมปิกของงานศิลปะที่ศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกใฝ่ฝัน จะนำผลงานของตัวเองเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานโชว์ในแต่ละครั้ง และ Freezing The Hearts เป็นหนึ่งในชิ้นงานจากทั้งหมด 52 ชิ้น จากทั้งหมด 17 ประเทศ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ที่ศิลปินที่เข้าร่วมก็จะมีความหลากหลายในการนำเสนอแนวคิดและความคิดที่ทำให้เกิดขึ้นงานที่สวย งดงาม สื่อความหมายของในแต่ละชิ้นงานออกไป

ผลงานของ ศศิวิมล เมื่อเราก้าวขึ้นไปบนพื้นที่จัดงานในชั้นที่ 2 ก็จะพบกับ Freezing The Hearts ตั้งเด่นสง่า กลางห้อง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นทำเลที่เด่น และทุกคนที่เข้ามาชมงานจะต้องหยุดเพื่อดูเพราะถ้าหากจะเดินตรงผ่านไปก็ไม่สามารถทำได้เพราะเท่ากับการเหยียบลงไปกลางหัวใจ ดังนั้น ผู้ชมงานจะต้องหยุดและชมหัวใจดวงนี้ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จะได้ยินเสียงของหัวใจเต้นตุบ ตุบ ตุบ เป็นระยะเสมือนชิ้นงานที่มีชีวิตจริงและสอดคล้องแนวคิดและองค์ประกอบหลักที่เจ้าของผลงานตั้งใจนำเสนอ

หัวใจเป็นองค์ประกอบหลัก ที่เป็นตัวแทนของความรู้สึก เศร้า โกรธ เสียใจ หวาดกลัว ทางด้านลบพร้อมด้วยลักษณะพิเศษของสี (การทำปฏิกิริยากับออกซิเจน) เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารของความรู้สึกที่แตกต่างกัน เป็นการสื่อสารให้สังคมหยุดเหยียบย่ำหัวใจ ทำร้ายจิตใจ ด้วยการหยุดความคิด ความรุนแรง แม้กระทั่งการหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม โดยใช้เฉดสีแนวพาสเทล เพื่อต้องการอ้างอิงว่า ที่จริงแล้วหัวใจมนุษย์ทุกคนนั้นมีความรู้สึกดีเสมอ

ทั้งนี้ คนที่เดินผ่านผลงาน heart Object จะต้องมีสติในการเดินและพึงระวังการเหยียบหัวใจ หรือ heart Object ซึ่งเป็นการตีความในรูปแบบที่ตรงไปตรงมา โดยศิลปินตั้งใจให้งานศิลปะครั้งนี้ถูกตีความออกมาในภาษาทางความรู้สึกแบบเข้าใจง่ายก่อนที่จะเดินผ่านพื้นที่นี้จะมีภาพเนื้อหาให้ผู้ที่สนใจได้ดูเพื่อให้เกิดความรู้สึกต่อจิตใจของผู้ดูก่อนที่จะเดินเข้าไปในพื้นที่แห่งนี้

สำหรับ ศศิวิมล การต่อยอดและความคิดที่ไม่ได้หยุดนิ่งเฉพาะในงานสถาปนิก แต่เมื่อกระจายเข้าไปสู่ในศิลปะก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับงานมากขึ้นและการที่ จาร์เค็น เป็นบริษัทด้านการออกแบบด้านสถาปัตย์ งานด้านการตกแต่ง เมื่องานศิลปะที่ได้ขยายเข้าไปทำก็จะเป็นชิ้นงานที่จะสามารถนำมาสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้

ศศิวิมล บอกว่า ในทุกครั้งและทุกการทำงานของเธอนั้นจะยึดหลักความพึงพอใจหรือความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้งเพื่อให้ลูกค้าพอใจในชิ้นงานที่จะเกิด และในการทำงานจะลงไปในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต เช่น จะคำนึงถึงว่าในชีวิตแต่ละวันลูกค้าแบบอย่างไร และคิดเพื่อไปถึงความสะดวกปลอดภัยในชีวิตเลยและเพื่อไปถึงอนาคตถ้าลูกค้าเข้าสู่วัยเกษียณแล้วบ้านที่เขาให้ออกแบบจะรองรับได้ และทั้งหมดนี้คือวิธีและแนวทางที่ยึดมาตลอดในการทำงาน

ด้วยแนวคิดที่ละเอียดทำให้ตลอดระยะเวลาของการทำงานสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสถาปัตยกรรม ทำให้เธอได้รับรางวัลมามากมาย เช่น 2559 Singapore Interior Design Awards 2016 (SIDA) Silver Award สาขา Public Space รางวัลออกแบบตกแต่งภายในยอดเยี่ยม 8th SMEs National Awards 2016 (Thailand) กลุ่มธุรกิจงานสร้างสรรค์และออกแบบ จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ปี 2558 รางวัล IAI Design Award Asia 2015 (Singapore) Design Excellence Award (Commercial) Top Design Practice 2015 Design Business Chamber Singapore

สุดยอดบริษัทออกแบบในเอเชีย 2558 จากหอการค้าธุรกิจสิงคโปร์- SG Good Design Mark 2015, 3 Awards on Textile, Fashion, pop-up Art Installation And Office Interior Design Business Chamber Singapore

3 รางวัล จาก SG Good Design Mark ด้านแฟชั่น ด้านออกแบบภายใน ประเภท ร้านค้า และสำนักงานจากหอการค้าธุรกิจสิงคโปร์

เธอจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เอกสถาปัตยกรรมตกแต่งภายใน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2545 ปี 2549 ได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรการออกแบบพาร์สันส์ ที่นิวยอร์ก สาขาดีไซน์แมเนจเมนต์ และปี 2551 ได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรออกแบบจากสถาบันการออกแบบ DOMUS Academy ประเทศอิตาลี

 

วิชัย แสงหิรัญวัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499638

วิชัย แสงหิรัญวัฒนา

โดย…เบญจวรรณ

 แม้ทุกวันนี้ เทคโนโลยีจะเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้บริโภคมาก จนกลายเป็น “ขนมหวาน” แต่น้อยคนจะรู้ว่า คนที่อยู่เบื้องหลังการบริการด้านไอทีต้องเผชิญกับความท้าทายเพียงใด แต่เสน่ห์ของการทำงานในโลกดิจิทัล ทำให้ วิชัย แสงหิรัญวัฒนา ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ มาตลอดชีวิตการทำงานกว่าทศวรรษ

ปัจจุบันเขารับหน้าที่เป็นแม่ทัพขับเคลื่อน บริษัท โกลบเทค องค์กรด้านการบริการข้อมูล แผนที่ และระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และอุปกรณ์นำทาง GPS

เมื่อพบว่าตัวเองมีความชอบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างแรงกล้า ความอยากรู้อยากเห็นและความสนใจทักษะด้านนี้ผลักดันให้ วิชัย ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจด้านไอทีทันที

โดยหลังจากจบการศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์จากวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้เข้าสู่งานพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทข้ามชาติถึง 2 ปี จากนั้นหันหัวเรือไปศึกษาต่อ MBA ด้านเศรษฐศาสตร์และการผลิตจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา

ชีวิตการทำงานแบบคนไอทีตัวจริงของวิชัย เริ่มต้นที่รั้ว CDG ในปี 2537 เขาตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) (ESRI) จับโครงการใหญ่ที่จะพัฒนาโปรเจกต์แผนที่ดิจิทัล หรือ GIS ให้กับการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งต้องทำหน้าที่เซตแผนที่ทั้งกรุงเทพมหานครในระบบคอมพิวเตอร์

ความท้าทายไม่ใช่แค่ระบบที่ซับซ้อน แต่เป็นการใช้ทักษะการสื่อสารกับหน่วยงานราชการ พร้อมทั้งบริหารโครงการให้สำเร็จลุล่วงทั้งด้านเทคนิคและการจัดการ พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพทั้งภายใน (นักพัฒนาโปรแกรม) และภายนอก (ลูกค้า) คืออุปสรรคที่เขาสามารถฝ่าฟันให้ผ่านพ้นมาได้

หลังจากนั้น เขาก็ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลด้านการตลาดและขยายฐานลูกค้าทั้งในไทยและอินโดจีน และรับมอบหมายโปรเจกต์ผู้นำระบบนำทางอัจฉริยะ (GPS) เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ แต่เขาก็ใช้ประสบการณ์ พัฒนาแบรนด์ GARMIN ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จนได้รับมอบหมายให้มาเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลบริษัทในเครือกลุ่มบริษัท ซีดีจี อย่างบริษัท โกลบเทค ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน

ในฐานะที่เขาอยู่ในบทบาทที่จะต้องทำเรื่องยากให้ง่ายที่สุด วิชัยเผยว่า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านไอทีให้กับลูกค้าจะมุ่งเน้นไปที่การอธิบายวิธีการใช้งาน ใช้ศัพท์ง่ายๆ และบอกถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นหลัก

 “บอกเรื่องสำคัญที่จำเป็น ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และบอกถึงสิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาได้ใหม่ นอกจากนั้นเพื่อให้แบรนด์อยู่ในใจลูกค้าเสมอ จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ภาพลักษณ์ที่อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่อันมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและมีประสบการณ์โชกโชนจะสร้างความเชื่อถือได้แล้ว โกลบเทคเองจำเป็นต้องศึกษาทั้งด้านเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจธุรกิจของลูกค้า เพื่อจะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และคิดค่าใช้จ่ายจากระบบการทำงานที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้าจริงๆ และยังต้องมีหลักฐานอ้างอิง พิสูจน์ให้เห็น ตลอดจนทดลองติดตั้งให้ลูกค้ารู้ผลลัพธ์”

สำหรับปรัชญาในการทำงานของผู้บริหารหนุ่มไอทีคนนี้ เขาใช้หลัก “รู้เรา รู้เขา” นั่นคือการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทีมงานก่อน เพื่อให้พวกเขาสามารถนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานโดยใช้แนวคิด The 4 Disciplines of Execution หรือ 4DX วิธีการทำงานตามที่วางแผนไว้ด้วยการแยกแยะเป้าหมายที่ไม่สูงจนเกินไปเพื่อนำไปสู่การกระทำที่ชัดเจนจนสามารถเปลี่ยนเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

“โดยมุ่งเน้นการสื่อสารและมีจุดโฟกัสร่วมกัน จากนั้นมาประชุมกันและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไขเป็นจุดๆ และนำไปสู่การพัฒนางานให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และค่านิยมหลักของซีดีจี”

ในขณะที่ต้องทำงานหนักและอยู่กับเทคโนโลยีตลอดเวลา วิชัยบอกว่าเขายังคงแบ่งเวลาออกเป็น 3 ส่วนเสมอคือเต็มที่กับการทำงาน โดยเน้นกำหนดทิศทางให้กับทีมและคอยโค้ชทีมงาน พร้อมกับให้ความใส่ใจครอบครัวรับหน้าที่คุณพ่อลูกสองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และสำหรับตัวเองนั้น เขาเลือกที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

“เพราะทำให้เขาได้อยู่กับตัวเอง ได้ผลลัพธ์ทั้งกายและใจ ได้ฝึกวินัยและสมาธิ และยังสนใจการถ่ายภาพ ซึ่งทำให้ผ่อนคลายและเปิดโลกทัศน์ใหม่เมื่อมองผ่านเลนส์ และสนุกกับความพยายามหาเทคนิคการถ่ายภาพที่จะทำให้ได้ภาพสวยเสมือนเห็นด้วยตาเปล่า และกิจกรรมนี้ยังผลักดันให้เขาเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ที่ยากจะลืม”

 

ดร.ต่อยศ – ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 พี่น้องผู้พัฒนาเด็กไทยสู่สากลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499635

ดร.ต่อยศ - ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 พี่น้องผู้พัฒนาเด็กไทยสู่สากลโลก

โดย…โยโมทาโร่

 หากพูดถึงโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า หลายคนย่อมทราบดีว่านี่คือหนึ่งในโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

วันนี้ได้เข้าสู่ยุคผู้บริหารรุ่นที่ 2 ซึ่งกำลังร่วมบริหารโรงเรียนใหม่ เด่นหล้า บริติช สกูล (Denla British School) โดยสองพี่น้อง ดร.ต่อยศ-ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช สกูล เปิดยุคใหม่ของเด่นหล้า ซึ่งทั้งสองคนบอกกับเราว่าจะพาเด็กไทยที่มีขนบธรรมเนียมไทยแต่ไปไกลในระดับโลก

ต่างความสามารถจึงเกื้อหนุน

ดร.ต่อยศ เล่าความหลังว่า โรงเรียนนี้เป็นธุรกิจของครอบครัว ดังนั้นในเรื่องของการทำงานก็จะเริ่มเข้ามาช่วยตั้งแต่พอที่จะมีความสามารถเข้ามาช่วยงานในโรงเรียนได้ แล้วก็เริ่มรับผิดชอบมากขึ้นตามอายุและคุณวุฒิที่มีมากขึ้น ซึ่งงานโรงเรียนมีความรู้สึกว่าเป็นงานที่ต้องการความเอาใจใส่ ต้องการคนที่จะต้องเข้ามาดูแล

“ผมกับน้องชายก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน และมีความสนใจไม่เหมือนกัน อันดับแรกสุด โรงเรียนอนุบาลเรามีอยู่ 2 สาขา ดังนั้นแต่ละสาขาก็ควรจะมีคนที่รับชอบหลัก อยู่ 1 คน ผมรับผิดชอบในส่วนหน้าที่การดูแลในส่วนที่เป็นโรงเรียนสาขาแรก ส่วนน้องชายก็ดูแลในโรงเรียนที่เป็นสาขาที่ 2

“แต่เมื่อพูดถึงความสามารถในการบริหารงาน ในการดูแลเราก็จะเข้ามาช่วยกันดูแลความถนัดของแต่ละคน ส่วนตัวผมเรียนจบทางสายวิทยาศาสตร์ ผมก็จะถนัดชอบเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างการตกแต่งรีโนเวต ดูแลอาคารสถานที่ นำเอาเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในโรงเรียน ดังนั้น ในภาพรวมของผมก็จะดูเรื่องของเทคโนโลยีและเรื่องของอาคารสถานที่ให้กับทั้งสองโรงเรียน

“ส่วนน้องชายของผมเขาถนัดเกี่ยวกับเรื่องวิชาการ เรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน เรื่องการดูแลบุคลากร เขาก็จะเป็นคนที่เข้ามาช่วยดูในเรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอนของทั้งสองสาขา ดังนั้นในภาพรวมก็ดูเหมือนว่าเราจะทำงานกันคนละที่ แต่ที่จริงแล้วเราเข้ามาช่วยทำงานด้วยกันทั้งสองสาขาครับ”

 ดร.เต็มยศ เล่าเสริมพี่ชายว่า

“การทำงานในเวลาปกติเราก็พูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งเราแทบพูดคุยกันประมาณ 5 ครั้ง หรือจะบอกว่าคุยมากกว่าภรรยาที่บ้านก็ว่าได้ (หัวเราะชอบใจ) เราโทรคุยกันทุกวัน เวลามีประชุมเราก็พูดคุยกันนอกรอบอีก การที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ เรียกว่าเป็นการซิงค์ข้อมูลทางความคิดร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ตรงไหนที่เราอยากจะรู้ ตรงไหนที่เราอยากจะทำจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราทั้งคู่ทำงานด้วยกันได้ดีก็คือ เราสองคนเติบโตในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ได้เรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน ภาพรวมด้านกรอบวิธีคิดและแนวความคิด จึงค่อนข้างจะไปในทิศทางเดียวกันอยู่ แต่แน่นอนว่าอาจจะมีเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยข้างในที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่เราก็แก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกันบ่อยๆ

“เพราะว่าปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราพูดคุยกันไม่มากพอ ไม่ได้ลงลึกถึงในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ได้พูดความจริง ไม่มีความจริงใจ จึงทำให้เกิดปัญหาของการขัดแย้งในเรื่องการทำงานแล้วก็ปัญหาในการทำงานอื่นตามมา แต่ถ้าเราคุยกันบ่อยๆ ประสานงานกันอย่างสม่ำเสมอ เราก็พอจะรู้ว่าแต่ละคนมีความต้องการอย่างไรและเราจะเข้าไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไร”

พาเด็กไทยสู่สากลโลก

ผู้บริหารหนุ่มหล่อทั้งคู่มองถึงโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ของพวกเขาต่อว่า สำหรับโรงเรียนนานาชาติเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องการจะพัฒนาเด็กไทยให้เป็นสากล

ที่ผ่านมา ความคาดหวังของผู้ปกครองที่ส่งเด็กเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติก็เพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องของภาษา ได้ในเรื่องความกล้าแสดงออก เรื่องของความมั่นใจในตัวเอง แต่กลับมองว่าความคาดหวังเหล่านี้ในประเทศไทยอาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะสุดท้ายแล้ว ความคาดหวังของผู้ปกครองคือการที่ให้เด็กสามารถสอบติดในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

“ตอนนี้บอกได้เลยว่า เด็กในโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ ถ้าอยากจะสอบติดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะต้องไปเรียนพิเศษไปติววิชาการเพิ่ม เพื่อให้มีความสามารถทางด้านวิชาการมากพอที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยได้

“ดังนั้น เรื่องของเวลาการเรียนที่เหมาะสม คือการเลือกเรียนประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเราจะได้ใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงครึ่งที่เหลือ จากที่เด็กจะต้องไปเรียนพิเศษข้างนอก ได้ใช้เวลาตรงนี้ในการเรียนในโรงเรียน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเรียนอย่างเต็มที่ให้ได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วเชื่อว่าเมื่อเด็กเรียนจบไป ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จะมีความคาดหวังให้เด็กเรียนต่อในเมืองไทยมากกว่าที่จะเรียนต่อในต่างประเทศ” ดร.ต่อยศ อธิบายถึงปัญหาของโรงเรียนนานาชาติที่พบได้มากในเมืองไทย”

สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในเรื่องของการที่อยู่เมืองไทยให้ได้ แม้ว่าจะเรียนในโรงเรียนนาชาติ ทางด้าน ดร.เต็มยศ บอกว่า เราต้องสอนให้เด็กไทยรู้จักในเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักวัฒนธรรมไทย ความเคารพในคนอื่น ความเคารพต่อผู้ใหญ่

“จุดนี้จะเป็นจุดที่เราให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ซึ่งเราทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกัน จากเดิมที่จุดอ่อนของเด็กที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติจะอ่อนภาษาไทย ไม่มีมารยาทความเป็นไทย ส่วนเด็กที่เรียนโรงเรียนไทยก็อ่อนภาษาอังกฤษ ไม่มีความกล้าแสดงออก เราจึงต้องสร้างเด็กไทยให้มีความเป็นสากล ดังนั้นภาษาแม่จะต้องแข็งแรง จะต้องได้จะต้องแน่นและชัดเจน เพราะว่าเด็กไทยก็ควรจะให้ความสำคัญกับภาษาไทย พูดได้ อ่านออกเสียง เขียนได้ดี ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง

“ในขณะเดียวกันก็ต้องได้ภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาสเปน ที่มีผู้คนใช้กันมากเพราะอย่าลืมว่าภาษาและวัฒนธรรม คือสิ่งสำคัญที่จะบอกความเป็นตัวตน ความมั่นใจในตัวเองซึ่งทำให้เด็กเมื่อเติบโตขึ้นเขาสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้โดยที่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นใคร นั่นคือความท้าทายของนักจัดการศึกษาที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในอนาคตให้ได้” ดร.เต็มยศ กล่าวทิ้งท้าย

 

การออกแบบพื้นที่เกษตรพอเพียง เพื่อการพึ่งตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499496

การออกแบบพื้นที่เกษตรพอเพียง เพื่อการพึ่งตัวเอง

โดย…วรธาร

ภาพผลงานการออกแบบพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติจากที่ดินจริงของประชาชนทั่วไปและเกษตรกรประมาณ 59 ภาพ ซึ่งตั้งโชว์อยู่ในห้องประชุมศาสตราจารย์ประสม รังสิโรจน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ช่วยทำให้บริเวณพื้นที่แถลงข่าวโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปี 5 โดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ สจล. และเครือข่ายต่างๆ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. มีพลังจนอดไม่ได้ที่จะนำเสนอเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่

หลักสูตรการออกแบบพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเอง

ผลงานเหล่านี้มาจากฝีมือการออกแบบของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก 18 สถาบัน ร่วมกับประชาชนและเกษตรกรที่เข้าอบรมหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติรุ่นแรกที่ออกแบบและสอนโดย ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. หนึ่งในภาคีเครือข่ายภาควิชาการที่ร่วมออกแบบพื้นที่ให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ของโครงการ

ผศ.พิเชฐ กล่าวว่า จากการที่ได้ลงไปช่วยออกแบบพื้นที่ให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินมาได้ 3 ปี มีประชาชนมาขอให้ช่วยออกแบบพื้นที่จำนวนมากปัจจุบันมีอยู่ 4,000 กว่าราย ซึ่งได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อย 2,000 ราย แต่ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม ซึ่งทำคนเดียวไม่ไหวจำต้องหาคนมาช่วย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการออกแบบหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติขึ้น เพื่อให้นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมจากทั่วประเทศตลอดจนประชาชนและเกษตรกรที่สนใจมาเรียนเพื่อจะช่วยออกแบบ

“ตอนนี้มี 2 หลักสูตร หลักสูตรแรกสำหรับนักศึกษาสถาปัตย์ หลักสูตรที่ 2 สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจออกแบบด้วยตัวเอง ทั้งสองหลักสูตรเพิ่งเรียนจบไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นักศึกษาเรียน 10 วัน ของประชาชน 5 วัน ซึ่งในแง่ของการออกแบบแล้วใครก็เรียนได้ แต่ที่จัด 2 หลักสูตรในระยะเวลาเดียวกันเพราะนักศึกษาสถาปัตย์จะมีทักษะและจินตนาการในการเขียนแบบและพรีเซนเทชั่นเก่ง ซึ่งจะช่วยในการออกแบบให้กับประชาชนและเกษตรกรที่อาจออกแบบไม่เก่งและไม่สวย” ผศ.พิเชฐ กล่าว

คุณสมบัติของผู้เข้าอบรมออกแบบ

การอบรมหลักสูตรดังกล่าวผู้ที่เข้าอบรมทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้พื้นฐานหลักกสิกรรมธรรมชาติ เช่น หลักสูตรในการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสอนไว้ ตามศูนย์กสิกรรมธรรมชาติที่มีอยู่ 53 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศมาก่อน ถ้าไม่ผ่านการอบรมจากศูนย์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าอบรมหลักสูตรนี้

“ใครอยู่ใกล้ศูนย์ไหนก็ไปอบรมที่ศูนย์นั้น หรือจะไปศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ที่ จ.ชลบุรีก็ได้ เมื่อเรียนจบจากศูนย์นั้นๆ แล้วจึงมีสิทธิมาสมัครอบรมหลักสูตรออกแบบพื้นที่ หรือจึงจะมีสิทธิในการขอให้ทางเราช่วยออกแบบพื้นที่ให้ โดยการรับรองของศูนย์ที่ได้ไปเรียนรู้มา ขั้นตอนเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ใครอยากเรียนก็มาเรียนเลย คุณต้องผ่านการเรียนรู้จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาก่อนนี่คือคุณสมบัติเดียวที่ทุกคนต้องมี”

คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า การออกแบบพื้นที่จำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการวางภาพอนาคตให้เห็นก่อนว่าสุดท้ายแล้วที่ดินผืนนี้ของตัวเองนั้นจะพัฒนาไปเป็นอะไร ไม่ใช่นึกอยากจะปลูกอยากสร้างอะไรก็ทำ ไม่ใช่ บางคนอาจตั้งเป้าทำเป็นรีสอร์ทเพื่อการเรียนรู้ บางคนตั้งสถานปฏิบัติธรรม บางคนตั้งอาจเป้าใหญ่กว่านั้น ฉะนั้นจึงต้องวางภาพอนาคตไว้แล้วการออกแบบก็ค่อยๆ ทำไปและทำเป็นพื้นฐานจนถึงภาพใหญ่ที่ตั้งไว้

“ถ้าไม่ออกแบบแล้วไปทำเลยก็ต้องมาแก้ตรงโน้นตรงนี้ทีหลังพานให้เสียเงินมากไปอีก เรื่องที่ดินจึงต้องวางแผนให้ดี เหมือนอย่างสถาปนิกเวลาจะพัฒนาที่ดินเขาต้องทำมาสเตอร์แพลน วางภาพอนาคตให้ออก มองตลาดจะเชื่อมเครือข่ายยังไง จุดเด่นคืออะไร ต้องดูหลายอย่างไม่ใช่ออกแบบอย่างเดียว มันมีเรื่องของพลังงาน แบรนด์ ตลาด แพ็กเกจจิ้ง อะไรๆ เต็มไปหมด ฉะนั้นการออกแบบพื้นที่จึงต้องมาเรียน”

ออกแบบพื้นที่จริงให้เกษตรกร

วิทยาพร ภักดีฤทธิบุตร นักศึกษาปริญญาโท สาขาการวางผังเมืองและสภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ หนึ่งในนักศึกษาสถาปัตย์ที่เข้าอบรม ที่ สจล. เล่าที่มาของการเข้าร่วมอบรมให้ฟังว่า เขากำลังทำธีซิสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจึงมองเป็นโอกาสดีจึงได้มาร่วมเวิร์กช็อปด้วยและได้ความรู้มากมายทั้งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการออกแบบพื้นที่

“ใน 10 วันนี้อาจารย์จะพาไปเรียนรู้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงการพึ่งพาตนเองที่ศูนย์เรียนรู้ภูมิลักษณ์ธรรมชาติ จ.นครนายก 5 วัน แล้วกลับมาเรียนออกแบบและพัฒนาพื้นที่ที่ สจล.อีก 5 วัน ว่าในพื้นที่นั้นๆ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น การทำพื้นที่เก็บกักน้ำ การแบ่งพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อความชุ่มชื้นในพื้นที่ การขุดบ่อ เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะใช้ข้อมูลพื้นที่จริงของประชาชนหรือเกษตรกรที่ต้องการให้ใช้ในการออกแบบจริงและสามารถทำไปใช้ได้เลย” วิทยาพร กล่าว

วิทยาพร กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ที่เขาออกแบบให้นั้นลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบ ที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง เดิมมีเนื้อที่ 12 ไร่ เจ้าของพื้นที่ต้องการทำรีสอร์ท โฮมสเตย์ บ้านดิน แต่พอเรียนไปเกิดเปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าทำไม่ไหวจึงลดสเกลลงเหลือ 1 ไร่ 3 งาน จึงให้ออกแบบในส่วนนี้ให้ก่อนและจะไปทดลองทำ ถ้าทำได้เขาก็จะค่อยๆ ขยายไปในพื้นที่ที่เหลือต่อไป

“ในพื้นที่เกือบ 2 ไร่เจ้าของไม่ต้องการทำนาแต่อยากเลี้ยงสัตว์ ปลูกป่า ต้นไม้ทุกระดับ รวมถึงพืชผักสวนครัว มีโรงทำปุ๋ย เตาเผาถ่าน ผมก็ออกแบบโดยใช้คอนเซ็ปต์ของโคก หนอง นาโมเดล มีการขุดบ่อไว้เก็บกักน้ำ เอาดินที่ได้จากการขุดบ่อมาถมที่ทำเป็นโคกเพื่อสร้างที่อยู่และอื่นๆ ที่เจ้าของต้องการ ซึ่งเจ้าของค่อนข้างพอใจกับที่ผมได้ออกแบบให้”

วิทยาพร กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ได้ความรู้ที่จะนำไปใช้ในการทำธีซิสค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ภูมิใจมากคือได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีที่ดินแต่ไม่รู้ว่าจะออกแบบยังไงให้ถูกเหมาะสมกับพื้นที่และออกมาสวยงาม

ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล กล่าวว่า หลังจากเวิร์กช็อปหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติครั้งแรกผ่านไป ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจมาก ปัจจุบันได้จองเข้ามาถึงรุ่นที่ 4 แล้วทำให้ต้อง
ปรับแผนใหม่เพื่อรองรับความสนใจของประชาชน

“ตอนแรกตั้งใจจัดอีกทีในเดือน ธ.ค. หรือ 6 เดือนจัดครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ประชาชนจองถึงรุ่นที่ 3 และ 4 แล้ว (รับรุ่นละ 60 คน) จึงต้องปรับมาจัดเป็น 3 เดือน/ครั้ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้มาก ส่วนใหญ่ไม่ใช่เกษตรกรด้วย แต่เป็นคนเมืองที่ต้องการเรียนเพื่อไปออกแบบพื้นที่ของตัวเอง อย่างรุ่นแรกที่ผ่านมา 59 คน มีเกษตรกรมาเรียนแค่ 7 คนเท่านั้น”

ขณะที่ระยะเวลาในการเรียน ผศ.พิเชฐ กล่าวว่า จะเรียนทั้งหมด 5 วัน แบบเข้มข้นตั้งแต่ตี 4 ไปจนถึง 4 ทุ่มโดยประมาณ และที่สำคัญ ผู้เรียนจะต้องผ่านการเรียนรู้จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาแล้ว