กล้า ตั้งสุวรรณ จากเด็กติดเกมสู่ผู้กุมขุมทรัพย์โลกไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496429

กล้า ตั้งสุวรรณ จากเด็กติดเกมสู่ผู้กุมขุมทรัพย์โลกไอที

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ในยุคที่การแข่งขันในสนามการค้าดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคได้มากที่สุดเท่านั้น จึงมีหวังได้เป็นผู้กำชัยชนะในสนามการค้า ด้วยความที่ กล้า ตั้งสุวรรณ เฝ้ามองการเปลี่ยนผ่านของโลกเทคโนโลยีมายาวนาน จากในฐานะผู้ใช้มาสู่การเป็นผู้ที่รวบรวม และประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกออนไลน์มาวิเคราะห์เพื่อส่งต่อให้แบรนด์สินค้าต่างๆ นำไปต่อยอดในการทำกลยุทธ์การตลาดออกมาเจาะใจผู้บริโภคต่อไป

ปัจจุบัน กล้า ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหารบริษัท โธธ โซเชียล นิยามธุรกิจของเขา ถ้าพูดกันแบบบ้านๆ อาจเรียกว่า เป็นบริษัทขายข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของประชากรบนโลกออนไลน์ แต่ถ้าจะนิยามให้ลึกลงไป เขาคือบริษัทที่รวบรวมพฤติกรรมและความคิดเห็นของผู้คนต่อสถานการณ์ เหตุการณ์ หรือแบรนด์สินค้าใดสินค้าหนึ่งที่แสดงออกผ่านทางโลกออนไลน์มาไว้ในถังข้อมูลใหญ่ (Big Data) จากนั้นจึงนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มากลั่นกรอง และวิเคราะห์จนกลายเป็นข้อมูลวิจัยตลาดชั้นดี

“ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย จริงๆ แล้วมีค่าไม่ต่างกับทอง สมัยนี้ใครที่นำข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้บนโลกออนไลน์มาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจได้ หรือมีข้อมูลมากกว่า ถือว่าได้ครอบครองทรัพย์สินรูปแบบใหม่ สมัยนี้
โซเชียลมีเดียกลายเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจะเข้าใจพฤติกรรมของคนทั้งประเทศ เพราะสมัยก่อนเวลาแบรนด์อยากรู้ความคิดเห็นของลูกค้า ต้องออกไปทำสำรวจ นอกจากต้องใช้เวลานาน บางครั้งยังสำรวจกลุ่มเป้าหมายได้ไม่มากพอ ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ ซึ่งไม่ทันกับความต้องการของแบรนด์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค หรือสมาร์ทโฟน ที่มีสินค้าใหม่ออกมาตลอดเวลา”

ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงยังฉายภาพของธุรกิจให้เข้าใจมากขึ้น… “ถามว่าเราเก็บรวบรวมข้อมูลแบบไหนบนโลกออนไลน์ เราเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่อย่างสาธารณะ เช่น หน้าเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ดของ Pantip Kapook Sanook ข้อดีของการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ คือ สามารถรู้ว่าฟีดแบ็กของผู้คนบนโลกออนไลน์ได้ทันที ที่สำคัญเป็นความคิดเห็นที่ไม่มีอคติ เพราะเราไม่ได้ไปตั้งคำถาม แต่ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ”

จากก้าวแรกมาจนถึงขวบปีที่ 4 กล้าบอกว่า ธุรกิจนี้จะเติบโตตามเทรนด์โลกออนไลน์ ยิ่งเราเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ไว้ในถังข้อมูลได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกและหลากหลายมากขึ้น

“มีคำกล่าวที่ว่า วันที่ดีที่สุดที่จะเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลคือ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราเองก็โชคดีที่เริ่มเก็บข้อมูลมาได้ 4 ปีแล้ว จากนี้เราก็ตั้งเป้าจะขยายธุรกิจต่อไปทั้งในเชิงกว้าง คือ ขยายการเก็บข้อมูลครอบคลุมไปถึงประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเริ่มจากเวียดนามและมาเลเซียก่อน ส่วนในเชิงลึก เราตั้งเป้าจะพัฒนาระบบ AI มาเสริมกำลังคนเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล”

ก่อนจะพาตัวเองมาลงตัวกับธุรกิจที่เรียกว่ามาได้ตอบรับการตลาด และเทรนด์โลกในปัจจุบัน เชื่อหรือไม่ว่า ความสนใจในคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เริ่มขึ้นจากการเป็นเด็กติดเกม ทำให้คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์ไม่เคยห่าง แต่
โชคดีที่คุณแม่ยื่นคำขาดว่า จะเล่นเกมไม่ว่าแต่ต้องเอาผลการเรียนที่ดีมาแลก ดังนั้นเด็กชายกล้าจึงแตกต่างจากเด็กติดเกมทั่วไป เพราะเป็นเด็กเรียนที่บ้าเกม

จากความชอบในการเล่นเกมออนไลน์นี้เอง ทำให้กล้าค่อยๆ ดำดิ่งสู่โลกแห่งเทคโนโลยีทีละน้อย เมื่อเติบใหญ่เขาตัดสินใจเรียนต่อด้านไอที ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเรียนต่อปริญญาโท สาขา Internet System Development ที่ University of Portsmouth ประเทศอังกฤษ

“หลังจากเรียนจบ ผมเริ่มงานแรกในตำแหน่ง Software Engineering ที่ Reuters Software Thailand การทำงานที่นี่ ทำให้ผมรู้ว่า ข้อมูลเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่ง เราอาจคิดว่า สำนักข่าวรอยเตอร์สขายข่าว จริงๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งที่รอยเตอร์สขาย คือ ข้อมูลและข้อเท็จจริง หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่รอยเตอร์ส 2 ปี ผมตัดสินใจลาออกมาร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดธุรกิจรับทำซอฟต์แวร์ ด้วยความที่ประสบการณ์ยังน้อย เราผลิตซอฟต์แวร์ได้ แต่ทำธุรกิจไม่เป็น ไม่รู้ว่าธุรกิจต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง สุดท้ายหลังจากดื้ออยู่ปีกว่า ก็จำต้องปิดธุรกิจลง ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปทำงานประจำ”

ในเวลานั้น ผู้บริหารหนุ่มตัดสินใจเข้ามาเพิ่มความรู้ด้านการตลาดในบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง ในระหว่างนั้นเอง เขาได้เริ่มต้นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่กลายเป็นประตูสู่โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ในยุคนั้น บ้านเราไอทีเริ่มมีการพูดถึงบ้าง แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็น คือรายการไอทีในบ้านเราส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่รายการแนะนำสินค้า ไม่มีรายการที่ได้คนไอทีมาพูดเรื่องไอทีจริงๆ ผมเลยคันไม้คันมือ ตัดสินใจทำรายการอินเทอร์เน็ตทีวีชื่อว่า ‘Duocore.tv’ โดยหยิบเอาเรื่องไอทีมาเล่าให้เข้าใจง่าย จนตอนหลังไปเข้าตาทางผู้บริหารช่องโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ก็ได้กลายเป็นรายการทีวีด้วย หลังจากทำรายการได้สักพัก ผมเริ่มเห็นช่องทาง จึงตัดสินใจตั้งบริษัทอีกครั้ง

“ถามว่าตอนนั้นกลัวจะล้มอีกมั้ย ผมเองนึกถึงประโยคที่ว่า ถ้าเป็นผู้บริหาร เวลาจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ต่อให้มีอุปสรรค 100 อย่าง แต่ถ้าเห็นความสำเร็จ 1 อย่าง เขาจะไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าหา แต่ถ้าคิดแบบผู้จัดการ ต่อให้มีความสำเร็จ 100 อย่าง แต่มีอุปสรรคแค่ 1 อย่าง เขาก็จะไม่ลงมือทำ สำหรับผมมองว่าทุกอย่างรอบตัวเป็นเรื่องท้าทาย ความล้มเหลวเป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่าอย่าทำซ้ำแบบเดิม”

หลังจากเริ่มต้นสร้างธุรกิจอีกครั้ง ครั้งนี้กล้าใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมาใช้ หลังจากทำรายการบนอินเทอร์เนตสักพัก เขาเริ่มจับกระแสโลกออนไลน์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลง จึงเบนเข็มจากผู้ผลิตรายการ มาเป็นดิจิทัล เอเยนซี ช่วยวางแผนกลยุทธ์ออนไลน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้ในเวลานั้นถือว่ายังใหม่มาก ต่างจากปัจจุบันที่มีมากมาย

“หลังจากวางตัวเป็นดิจิทัล เอเยนซี ผมเริ่มเห็นช่องทางอีกครั้ง เมื่อมีลูกค้ารายใหญ่ ยื่นข้อเสนอว่าจะขอรับเพียงข้อมูลการวิเคราะห์ของเราไปใช้เท่านั้น โดยไม่ต้องการการวางแผนกลยุทธ์การตลาดได้หรือไม่ ตอนนั้นทำให้ผมเก็ตไอเดียเลยว่า ความจริงแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ ข้อมูล เราจึงผันตัวมาเป็นผู้ให้บริการข้อมูลจากโซเชียลมีเดียให้แก่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในหลากหลายธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ วางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพยิ่งขึ้น สามารถวางแผนกลยุทธ์โดยมีข้อมูลอ้างอิง ไม่ใช่การมโนเองจากรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมๆ”

มาถึงวันนี้ กล้ายอมรับว่า พอใจกับความสำเร็จของตัวเองในระดับหนึ่ง แต่หนทางข้างหน้าก็ยังอีกยาวไกล ทุกวันนี้นอกจากภาระหน้าที่การงาน เขายังแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้กับการออกกำลังกาย และการสวมบทคุณพ่อมือใหม่ กล้าบอกว่า สุขภาพเป็นสิ่งที่ซื้อหาไม่ได้ ต้องใช้เวลาเข้าแลกเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงแบ่งเวลาสำหรับกีฬาโปรดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล หรือวิ่งมาราธอน

“หลักการในการใช้ชีวิตของผม คือ ทุกอย่างต้องสมดุล เราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีที่สุดในโลก แต่ทำทุกอย่างให้สมดุลทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน และผมเชื่อว่า สุดท้ายพลังแห่งความสมดุลจะทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษขึ้นในอนาคต” กล้า กล่าวทิ้งท้าย

 

ภรณ มี้ด ครูสอนศิลปะแนวคิดก้าวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496272

ภรณ มี้ด ครูสอนศิลปะแนวคิดก้าวหน้า

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หนุ่มหล่อลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 32 ปี ภรณ มี้ด เติบโตในครอบครัวที่เป็นทั้งนักวิชาการ อาจารย์ และศิลปิน เขาจึงซึมซับและรักงานด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ ปัจจุบันเขาเป็นทั้งอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนนานาชาติ เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะ “ภรณ สคูล ออฟ อาร์ต” (Paron School of Art) และยังเป็นศิลปินนักวาดภาพซึ่งมีแนวคิดก้าวหน้าอีกด้วย

“ผมเรียนโรงเรียนประถมที่เมืองไทยจนถึง ป.5 ก็ย้ายไปเรียนไฮสกูลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ช่วงที่เรียนมัธยมผมก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความชอบและถนัดทางด้านศิลปะ ดังนั้นพอจบชั้นมัธยมผมจึงไปเรียนหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ จากวิทยาลัยศิลปะแคมเบอร์เวล แล้วเรียนต่อปริญญาตรีด้านการออกแบบที่สถาบันเซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ ในลอนดอน จนคว้าเกียรตินิยมมาได้ จากนั้นจึงเรียนต่อสาขาบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยซันเดอร์แลนด์ ที่ลอนดอน จนได้ประกาศนียบัตรมาเช่นกัน

ย้อนกลับไปตอนที่เรียนศิลปะที่เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ บรรยากาศตอนนั้นในความรู้สึกของผมแล้วอินเตอร์มาก ผมมีเพื่อนๆ ชาวยุโรปหลากหลายประเทศ แล้วยังมีอาจารย์สอนศิลปะท่านหนึ่งที่ผมมองว่าเขาเป็นไอดอลของผมเลยล่ะ เพราะนอกจากเป็นอาจารย์แล้วเขายังเป็นศิลปินด้วย แต่ต้องบอกว่าการสอบเข้าเรียนที่เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์นั้นยากมาก เพราะต้องมีการนำเสนอพอร์ตโฟลิโอด้วย ซึ่งผมต้องเตรียมผลงานที่จะพรีเซนต์เป็นอย่างดีจนได้รับเลือกให้เข้าเรียน ผมเรียนอยู่ 4 ปี ต้องบอกว่าที่นี่ให้ทั้งความรู้และประสบการณ์ทางด้านศิลปะกับผมเป็นอย่างดี จะพูดว่าเปิดโลกทัศน์ด้านศิลปะให้ผมเลยก็ว่าได้”

ภรณเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในลอนดอน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการขลุกอยู่ในโลกของแกลเลอรี่ โรงเรียน โรงละครโอเปร่าและบัลเลต์ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีเขาได้ทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับโรงละครขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางหลายแห่ง รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเรียนศิลปะอีกด้วย หลังจากทำงานอยู่พักใหญ่ เขาก็เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อบวชให้ครอบครัว เนื่องจากแม่ของเขาเป็นคนไทย และเขาก็นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เด็ก

“หลังจากสึกออกมาแล้ว ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานด้านการศึกษา โดยไปเป็นครูสอนศิลปะนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ (Harrow International School) แต่กว่าจะเป็นครูได้จริงๆ ผมต้องไปเรียนวิชาชีพครูเพิ่มอีกเป็นปี เพื่อจะได้รู้เทคนิคการถ่ายทอดวิชาศิลปะไปสู่เด็กนักเรียนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ตอนนั้นผมอายุ 25 ปีได้ ผมเลยเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนอยู่ 5 ปีเต็ม และค้นพบว่าผมชอบการสอนศิลปะให้เด็กๆ เป็นอันมาก ผมจึงปิ๊งไอเดียในการตั้งโรงเรียนสอนศิลปะของตัวเองที่ชื่อ ‘ภรณ สกูล ออฟ อาร์ต’ ขึ้นมา พอเปิดโรงเรียนได้ไม่นานก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากๆ ประกอบกับช่วงนั้นกระแสการเรียนศิลปะกำลังมา ทำให้มีคนรู้จักและมีเด็กนักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนของผมมากยิ่งขึ้น”

ภรณบอกว่า โรงเรียนสอนศิลปะของเขาจะไม่เน้นเปิดเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่มากนัก เพราะจะได้ดูแลเด็กนักเรียนได้อย่างทั่วถึง หลังจากเปิดมาได้ 2 ปีกว่า ปัจจุบันก็สามารถจ้างครูสอนศิลปะที่เก่งๆ มาช่วยสอนได้หลายคน โดยเปิดเป็นฮอลิเดย์ โปรแกรมให้เด็กๆ ได้สมัครเข้ามาเรียน ซึ่งในช่วงปิดเทอมก็จะมีเด็กๆ มาเรียนเกือบเต็มคลาส

“แนวทางการสอนศิลปะของผมจะเน้นด้านไฟน์อาร์ตเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งการวาดรูป การปั้น การถ่ายรูป และงานมิกซ์มีเดีย โดยผมจะสอนแบบนอกกรอบ พร้อมทั้งมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ทำกัน เพราะอยากให้เด็กๆ ที่มาเรียนศิลปะกับเราได้มีความรู้พื้นฐานที่สามารถไปเรียนต่อทางด้านดีไซน์ได้ ซึ่งตัวผมเองก็เรียนจบมาทางด้านนี้ จึงเข้าใจจุดมุ่งหมายของเด็กๆ ที่รักการดีไซน์เป็นอย่างดี

นักเรียนที่เรียนกับผมมีตั้งแต่ 7 ขวบไปจนถึงระดับมัธยม แม้แต่คนวัย 89 ปียังเคยมาเรียนเลยล่ะ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าเขาต้องการจะค้นหาความชอบในตัวเองที่ในอดีตเขาไม่มีโอกาสได้ทำ แต่เมื่อมาเรียนศิลปะเพิ่มเติม จึงช่วยให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วศิลปะยังสร้างความสุขและความผ่อนคลายด้านจิตใจให้กับเขาได้อีกด้วย”

ภรณบอกว่า ปัจจุบันเขายังเป็นครูสอนศิลปะแบบพาร์ตไทม์ให้กับโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์อยู่ด้วย ซึ่งในมุมมองของเขาแล้ว เขาคิดว่าศิลปะมีความสำคัญกับมนุษย์เราเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดและไอเดียที่สดใหม่อยู่เสมอ

“สมมติว่าคุณมีลูกวัย 3 ขวบกำลังจะเข้าเรียนอนุบาลในปีนี้ กว่าลูกคุณจะเรียนจบปริญญาตรีก็น่าจะประมาณปี 2036 โน่นเลย ซึ่งในแวดวงการศึกษาแล้ว เราไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าเลยว่า ในอนาคตจะมีอาชีพอะไรเกิดใหม่บ้าง แต่ทักษะที่สำคัญที่สุดที่เด็กยุคนี้ต้องมีก็คือ ความคิดที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่เขาสามารถมองเห็นว่าตัวเองมีความแตกต่างจากคนรอบข้าง และทำให้เขาเห็นโอกาสใหม่ๆ ในอาชีพที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นก็เป็นได้

หลักๆ แล้วผมเชื่อว่าการเรียนศิลปะจะช่วยให้คนเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น โดยส่วนตัวผมเอง ตั้งแต่เด็กๆ ศิลปะก็เป็นสิ่งที่ให้แรงบันดาลใจ ทำให้มีชีวิตชีวา แล้วยังสามารถสร้างความคิดที่แตกต่าง และช่วยให้ค้นพบอาชีพหรืองานอื่นๆ ในอนาคตได้

ตอนนี้ในเมืองไทยยังมีคนสนใจในเรื่องศิลปะน้อยอยู่ ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจในเรื่องดีไซน์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่เราดู อาหารที่เรากิน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เรานั่ง ซึ่งในวันเสาร์-อาทิตย์ หลายคนมักไปเดินห้างเพื่อจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางด้านดีไซน์ต่างๆ เหล่านี้ แล้วใช้เงินกับงานดีไซน์เยอะมาก ผมจึงคิดว่าตอนนี้คนไทยควรเลิกมองศิลปินอินเตอร์ได้แล้ว แต่ควรสร้างศิลปินหรือดีไซเนอร์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็น่าดีใจที่ปัจจุบันนี้เริ่มมีศิลปินหรือดีไซเนอร์หน้าใหม่ๆ ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ”

ภรณบอกว่า ในฐานะที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะและเป็นครูสอนศิลปะด้วย โดยส่วนตัวแล้วเขารู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้ทำหน้าที่ครู เพราะในความเห็นของเขาแล้ว คนไทยมักไม่ค่อยเห็นความสำคัญกับอาชีพครูสักเท่าไหร่ สาเหตุอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาของไทยยังไม่ก้าวหน้าเหมือนประเทศในยุโรปก็เป็นได้

“ตอนผมเริ่มเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนนานาชาติ ก็มีเพื่อนๆ หลายคนพูดว่า จะเหนื่อยเปล่าๆ นะ จะคุ้มกับที่ทำเหรอ เพราะผมคนเดียวไม่น่าจะสร้างประโยชน์อะไรในแวดวงการศึกษาได้มากนักหรอก แต่ผมก็มีแนวคิดในแบบของตัวเองที่ว่า อยากจะมีส่วนช่วยสร้างระบบการเรียนศิลปะในแบบของผมที่อยากให้เมืองไทยได้มี ได้เป็น และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมว่าถ้ามีครูท่านอื่นๆ ที่คิดอย่างผมเยอะๆ สังคมก็น่าจะดีขึ้นได้ ตอนนี้ผมก็ทำหน้าที่ของผมอยู่ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ก็ตาม

สำหรับผมโอกาสที่ได้เป็นครูสอนศิลปะหรือเป็นศิลปินนักวาดรูปก็ถือว่าเป็นสองอาชีพที่ไปด้วยกันได้ อย่างนักเรียนที่เรียนกับผม ผมก็อยากให้เขาได้ซึมซับในเรื่องศิลปะไปให้ได้มากที่สุด เมื่อเรียนจบคอร์สไปก็อยากให้พวกเขามีความเชื่อมั่นว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เก่งและมีความสามารถในเรื่องศิลปะ เพราะเมื่อคิดแบบนี้แล้ว พวกเขาก็จะสามารถนำศิลปะไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน” (ติดตามได้ที่ FB/IG : Paron School of Art)

ภรณทิ้งท้ายว่า นอกจากงานในอาชีพของตัวเองแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้เขาและ “ภรณ สกูล ออฟ อาร์ต” ยังร่วมมือกับมูลนิธิสติ และเดอะฮับสายเด็ก จัดทำโครงการ “รันอะเวย์ อแวร์เนส” เพื่อสังคม โดยนำเด็กๆ ที่หนีออกจากบ้าน มาร่วมกันสรรค์สร้างศิลปะบนรถเมล์สาธารณะสาย ปอ.48 ซึ่งจะวิ่งไปทั่วกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้คนให้ตระหนักถึงปัญหาเด็กหายหรือเด็กหนีออกจากบ้านในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยช่วยกันถ่ายภาพและแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย เพื่อกระจายการรับรู้ให้ผู้คนในสังคมได้กว้างยิ่งขึ้น

“ในวันที่ทำกิจกรรมเป็นวันที่ดีมากๆ สำหรับผม เพราะมีทั้งเด็กจากโรงเรียนอินเตอร์และเด็กที่หนีออกจากบ้านมาสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมกันบนรถเมล์คันนั้น ซึ่งผมมองว่ามันเปรียบเสมือนการสร้างครอบครัวใหม่ขึ้นมา และทำให้เชื่อมั่นว่า ถ้าเราอยากทำดีในเรื่องใดก็ตามให้ลุกขึ้นมาทำเถอะ เพราะผมเชื่อว่าเราก็จะพบคนดีๆ ที่อยากจะมาร่วมทำสิ่งดีๆ กับเราแน่นอน”

 

ขอเลือกมีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ฐาวรา สิริพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496165

ขอเลือกมีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ฐาวรา สิริพิพัฒน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หลายคนรู้จักเขาดี “ดร.ป๊อป” นามปากกาของฐาวรา สิริพิพัฒน์ นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์แฟนตาซีผู้โด่งดัง ความสำเร็จมาถึงตั้งแต่วัยเพียง 17 ปี หากชื่อเสียงและความสำเร็จในอีกมุมแล้วคือการปรับตัวไม่ได้ ถึงขนาดตั้งใจจะฆ่าตัวตายก็ครั้งหนึ่ง ผ่านมาถึงวัย 32 ปี กับก้าวใหม่ของชีวิต…จิตวิทยาภาษาสื่อประสาท หรือเอ็นแอลพี ทางเลือกที่ช่วยเขาไว้ และทางที่เขาจะเลือกต่อไปสู่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคม

จากเด็กชายธรรมดาๆ ไร้ความโดดเด่น จุดเปลี่ยนคือการแต่งนวนิยายไซไฟจนกลายเป็นนักเขียนที่โด่งดังชั่วข้ามคืน เขากลายเป็นจุดสนใจของผู้คน กลายเป็นนักพูด นักคิดที่แฟนๆ ต้องการลายเซ็น ส่วนชีวิตในรั้วโรงเรียน จู่ๆ ก็เป็นประธานชมรมศิลปะการพูด กลายเป็นนักกิจกรรมตัวยง มองย้อนกลับไปเจ้าตัวยังออกปาก ช่างเป็นชีวิตที่ปุบปับขยับเปลี่ยนโดยแท้

ชื่อเสียงคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ส่วนผสม” ของชีวิตถูกเขย่า ฐาวรากลายเป็นคนอารมณ์แรง หรือจะพูดให้ถูกว่า ความเจ้าอารมณ์ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมถูกฉายให้ชัดเจนขึ้น ต้นสายปลายเหตุที่มีมาเก่าคือปัญหาสุขภาพ ฐาวราเป็นเด็กสมาธิสั้น เข้ากับใครไม่ได้ จินตนาการไม่ได้ พูดกับใครไม่ได้ พูดกับใครไม่รู้เรื่อง แปลกแยก

“ผมเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งหายใจไม่ออกแล้ว แม่ต้องอนุญาตหมอให้ยาขยายหลอดลม ยามากมายที่กินเข้าไป มีผลทำให้ผมเป็นโรคสมาธิสั้นตั้งแต่เด็ก”

การเป็นโรคสมาธิสั้นส่งผลอย่างรุนแรงต่อเจ้าของชีวิต เขากลายเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ควบคุมอารมณ์ไม่เป็นและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แย่ที่สุดของเรื่องนี้คือเจ้าตัวไม่รู้ว่าทำไม ความระทมทุกข์จากความสัมพันธ์แย่ๆ กับผู้คนในชีวิตคือที่สุดของความบอบช้ำ มารดาปกปิดความจริงไว้เนื่องจากไม่ต้องการให้เขามีปม เพิ่งมาบอกให้ทราบเมื่อโตขึ้น

คำเฉลยที่ไขทุกอย่างว่าทำไมสมัยเรียน เขาจึงโดนเพื่อนแบน โดนไล่ออกจากกลุ่ม โดนหมายหัวไม่มีใครคบ หลายครั้งที่ต้องอยู่คนเดียว มีปัญหาชกต่อยเสมอ โกรธใครก็ชี้หน้าด่าแบบไม่ไว้  ทุบโต๊ะปังกลางโรงอาหารจนทุกคนหันมาดูเป็นตาเดียว เข้ากับใครไม่ได้ แม้แต่กับน้องสาวคนเดียวก็ปาจานใส่หน้ากัน ตบหน้ากัน เลิกคุยกันเกือบ 3 ปีทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน

 

“ผมหยิ่งยโสโอหัง ใครแรงมาก็แรงกลับ รับมือกับคนและปัญหาด้วยความก้าวร้าว ผมเป็นอย่างนั้น”

ท่ามกลางความโด่งดัง ฐาวราสูญเสียเพื่อนไปทีละคนๆ เสียทั้งเพื่อนเสียทั้งพี่น้อง จนในที่สุดชีวิตก็ไม่เหลือใครเลย อายุ 29 ปี ฆ่าตัวตายด้วยยานอนหลับ หากฉุกคิดได้ จึงกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ไม่อยากกลับไปทุกข์เหมือนเดิม แต่จะทำอย่างไร ช่วงนี้เองที่มารดาเฉลยให้รู้เบื้องหลังความผิดปกติในจิตใจเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น

เขาเข้ารับการรักษาทางจิต ต่อมาแพทย์เจ้าของไข้แนะนำกึ่งท้าทายว่า อยากรู้หรือไม่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ อยากรู้หรือไม่ถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง แพทย์แนะนำให้ศึกษาด้วยตัวเองเสียเลยเกี่ยวกับจิตวิทยาภาษาสื่อประสาท (Neuro-Linguistic Programming) หรือเอ็นแอลพี ชายหนุ่มตัดสินใจเรียนทันทีที่สถาบันเอ็นแอลพีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง

ปรากฏว่าเอ็นแอลพีที่เขาได้รู้จักเพียง 14 วันในครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจชีวิตของตัวเอง ได้มองเห็นตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่งจนตลอด 30 ปีที่เกิดมา เขาเรียนรู้มันอย่างจริงจังและทุ่มเท ได้โค้ชตัวเองอย่างสนุก นั่งแท็กซี่กลับบ้านก็โค้ชแท็กซี่ เจอแม่ค้าโค้ชแม่ค้า เจอใครโค้ชหมดและโค้ชทะลุหมด เคล็ดลับเรื่องนี้คือการไปให้ถึงต้นตอ ไปให้ถึงสาเหตุ สาวปมลึกและพลิกเปลี่ยนในฉับพลัน

สำคัญที่สุด คือการทำให้ผู้ที่ถูกโค้ชได้มองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ได้คิดได้เจ็บปวดได้ให้อภัยและได้ตัดสินใจเลือก เลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดี เลือกในสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง เลือกในสิ่งที่ตัวเองจะเป็นสุข เขาคิดในใจว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เขาอยากสอนเอ็นแอลพีให้แก่คนทั้งประเทศ

ฐาวราค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดี ในแง่ของอารมณ์และความรู้สึก เขาเลิก “ดราม่า” เลิกใจร้อน เลิกวีนเลิกเหวี่ยง เอ็นแอลพีนำมาซึ่งการปลดล็อกความทุกข์ของตัวเองและความทุกข์ของผู้อื่น ในใจตอนนั้นไม่คิดถึงความทุกข์ของตัวอีกต่อไป คิดแต่ว่าอยากรู้อยากเรียน อยากสอนคนไทยทั่วประเทศ

“คงดีไม่น้อย ถ้าเราช่วยเขาให้จบปมปัญหาของตัวเองได้แบบเรา”

ฐาวราตัดสินใจบินไปสเปน เพื่อเรียนเอ็นแอลพีอย่างจริงจังที่ NLP Academy ของจอห์น กรินเดอร์ หนึ่งในผู้คิดค้นและพัฒนาเอ็นแอลพีต้นแบบ หลักสูตร 400 ชั่วโมง เมื่อเรียนจบทำให้เขาดีใจ ปัญหาที่เกือบทำให้ตัวเองต้องแตกดับไปเพราะมันนั่นใช่ไหมเล่า ที่ทำให้ได้รู้จักกับการโค้ช ได้รู้จักกับเอ็นแอลพี ก็แล้วทำไมจะไม่ดีใจในเมื่อเรียนจบแล้วก็สามารถกลับมาเป็นอาจารย์สอนเอ็นแอลพีได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ปัญหาที่เคยทำให้ผมทุกข์ เคยทำให้ผมเสียใจ ถึงตอนนี้ผมโคตรดีใจ เพราะถ้าผมไม่เกือบบ้า ผมคงไม่รู้จักการเป็นโค้ช ไม่ได้เรียนรู้เรื่องจิตบำบัดที่เป็นเหมือนการลงทุนด้วยความรู้ ความรู้ที่มียังจะช่วยผู้คนได้ต่อไปด้วย”

หลักการเอ็นแอลพีพบว่า การทำงานของสมอง ความคิดหรือจิตใจ ล้วนเป็นเหตุและผลเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยมีภาษาเป็นเครื่องมือในการสั่งการหรือคิด หากมีการฝึกใช้ชุดคำสั่งทางภาษาที่ถูกวิธี ภาษาหรือชุดคำสั่งสั้นๆ นั้น จะเป็นตัวสับไกก่อให้เกิดการกระทำที่ต้องการ หรือนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่ต้องการในชีวิตได้

ไม่เพียงภาษา แต่เป็นทุกประสาทสัมผัสที่เชื่อมโยงถึงกัน ทั้งหู ตา ลิ้น และการสัมผัสทางกาย การโค้ชอาศัยการฟัง อาศัยการมอง อาศัยการรู้สึก ความเป็นเหตุผล และความไม่เป็นเหตุผลทั้งหมด สำคัญคือการปลดล็อกในลัดนิ้วมือเดียว ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ความชำนาญสูงยิ่ง แต่คุ้มค่าใช่มั้ยเมื่อเราจบให้เขาได้ใน 1 นาที

“ผมปลดเปลื้องคน ซึ่งสำหรับผมมันมีความหมาย ทุกคนมีชีวิตที่เลือกได้ แล้วทำไมจะไม่ขอมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ”

แพสชั่นหรือความปรารถนาสูงสุดในยามนี้ ไม่มีอะไรที่เกินไปกว่าการโค้ชคนให้หลุดพ้นจากมวลปัญหา เมื่อตนหลุดพ้นจากตนได้แล้ว นั่นหมายถึงอิสระและความรักความกรุณาเมตตาที่จะแผ่ซ่านสู่กันและกันในสังคมต่อไป ปัจจุบันเขาเปิดบ้านเป็นออฟฟิศ NLP Infinity ให้บริการผู้คนที่ต้องการบำบัดด้วยเอ็นแอลพี

“หากความฝันคือการก่อตั้งโรงเรียนขนาด 1,000 ล้านบาท เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมปลาย ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการเพื่อผนวกหลักสูตรเอ็นแอลพีเข้าไปในทุกชั้นการศึกษา ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กโต เพื่อให้เด็กไทยเรียนรู้ที่จะรักตัวเองได้อย่างหมดใจ ช่วยคนอื่นด้วยการโค้ช ช่วยสังคมและช่วยโลกในที่สุด”

อยากทำ อยากเปลี่ยน อยากพัฒนา นี่คือตัวตน ณ ปัจจุบันของฐาวรา เอ็นแอลพีได้เปลี่ยนเขาให้เป็นคนใหม่ และเขาก็พร้อมแล้วที่จะส่งมอบความรู้ต่อไปเท่าที่จะทำได้ นอกเหนือจากนี้คือหนังสือ “ไปใช้ชีวิตซะ!” หนังสือเล่มใหม่ล่าสุด ที่เปลี่ยนแนวจากไซไฟแฟนตาซี เป็นฮาวทูการใช้ชีวิต อ้างอิงจากหลักเอ็นแอลพีแบบสุดเปรื่อง

ใครที่รอเรียนเอ็นแอลพีจากโรงเรียน ดร.ป๊อปไม่ไหว ก็ลองไปหาอ่านกันดูก่อน หรือ fb:drpopworld

 

ซีอีโอหญิง ‘จินา โอสถศิลป์’ เบื้องหลังค่ายหนังจีดีเอช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496044

ซีอีโอหญิง ‘จินา โอสถศิลป์’ เบื้องหลังค่ายหนังจีดีเอช

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

 

กลับมาดังเป็นพลุอีกครั้ง กับความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง จากค่ายหนังแห่งความสุขใจ จีดีเอช ที่กวาดรายได้ 100 ล้าน ขึ้นแท่นตำแหน่งหนังดีแห่งปี ซึ่งนอกจากนักแสดงที่คนไทยกล่าวถึงแล้ว คนเบื้องหลังอย่างผู้กำกับและทีมงานก็ต้องชื่นชม (มาก) และยกเครดิตให้

หนึ่งในชื่อที่ปรากฏท้ายเรื่องนั้น มีบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องใดของค่ายก็ต้องมีชื่อ จีน่า-จินา โอสถศิลป์ ที่ได้รับกล่าวขานว่าเป็น หัวเรือผู้ขับเคลื่อนค่ายหนังที่เจ๋งที่สุดแห่งยุคอย่าง จีดีเอช

หญิงเก่งคนนี้เริ่มทำงานในวงการเอเยนซีโฆษณาอยู่หลายปี จากนั้นเธอและรุ่นพี่ เก้ง-จิระ มะลิกุล ได้เข้ามาทำบริษัท หับโห้หิ้น บางกอก ในปี 2534 ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า ในปัจจุบัน

“พี่เก้งเป็นหุ้นส่วนและเป็นพี่ที่ทำงานผู้กำกับมาตลอด” เธอกล่าว “เราค่อนข้างที่จะศรัทธาเขา ทั้งศรัทธาในงาน ศรัทธาในความเป็นตัวตน โดยแรกเริ่มพี่เก้งทำโฆษณา เราก็ซัพพอร์ตเขาทางโฆษณาคือสนับสนุนงานโฆษณาให้ดี ให้มันดีที่สุดในเชิงของการบริหารจัดการ แล้วพอวันหนึ่งพี่เก้งอยากทำหนัง เขาก็บอกให้เรามาช่วยทำ คือเราไม่ได้มาเพราะความเป็นคนทำหนัง แต่มาเพราะว่าอยากมาช่วยงาน เป็นกองหนุนให้คนที่ทำหนังได้ทำหนังที่ดีๆ นั่นคือพี่เก้ง-จิระ มะลิกุล เราเลยมาช่วยบริหารจัดการและเซตอัพการทำบริษัทต่างๆ เพราะจุดมุ่งหมายของเราตอนนั้นคืออยากทำหนังไทยให้เป็นอาชีพ”

จีน่าอธิบายต่อว่า สมัยก่อนหนังไทยไม่ได้ทำเป็นอาชีพ แต่เป็นการมารวมตัวกันทำเป็นเรื่องๆ พอจบก็ไปหางานอย่างอื่นทำ แต่คำว่า เป็นอาชีพ แปลว่า บริษัทนี้ต้องตั้งอยู่ได้ด้วยการทำหนังไทย และมีเงินกลับมาหล่อเลี้ยงบริษัทให้ทุกคนมีเงินเดือน มีโบนัสเหมือนองค์กรทั่วไป ซึ่งตอนนี้ก็สามารถพิสูจน์ได้แล้ว่า การทำหนังไทยเป็นอาชีพได้จริง เพราะเธอยึดอาชีพนี้มานาน 12 ปีแล้ว

 

 

 

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วง 5-6 ปีแรกเราก็ล้มลุกคลุกคลาน ดังนั้นเราต้องมีความอดทน เพราะหนึ่งคือ เราต้องพัฒนางานให้มันดี สองคือ คนทั้งหมดในวงการที่ทำอาชีพทำหนังไทยเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกคนก็ต้องใช้เวลาไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้นหนังที่เราทำ เราตั้งใจให้มันดีทุกเรื่อง แต่บางเรื่องอาจจะรายได้ไม่ดีเท่าที่เราคาดหวัง มันอาจจะส่งผลขาดทุน แต่เราต้องมีความอดทนและตั้งใจว่า เราต้องค่อยๆ ทำ และในวันที่คนเราเก่งขึ้น วันที่งานของเราดีขึ้น มันก็จะเกิดการยอมรับซึ่งใช้เวลามานานหลายปีในช่วงแรก”

จีดีเอช (GDH) ย่อมาจาก Gross Domestic Happiness หมายถึง หน่อยวัดความสุขใจของคนดูและคนทำ โดยคนทำต้องมีความสุขก่อนเพื่อสร้างงานที่คนดูดูแล้วมีความสุข ส่วนตัวเลข 559 มาจากความตั้งใจที่จะเปิดบริษัทในวันที่ 5 ม.ค. 2559 ซึ่งไปพ้องกับจำนวนหุ้นส่วนที่มีทั้งหมด 59 รายชื่อ และประเดิมหนังเรื่องแรกในนามบริษัทใหม่อย่าง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ที่สามารถทำรายได้ทะลุ 100 ล้าน

“การเปิดบริษัทใหม่ แต่เรามีคนเดิมทั้งหมดทำงาน จึงไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่ว่าเรามีโอกาสกลับมาทบทวนดูว่า ที่ผ่านมาเราอาจเป็นองค์กรที่ทำงานไปข้างหน้าอย่างเดียว จังหวะที่มีการหยุดชะงักแล้วเริ่มต้นใหม่ มันเหมือนกับมีโอกาสได้มองกลับมายังบริษัทว่า อะไรเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว เราชอบอะไรแล้วอยากทำมันต่อ หรือมีอะไรที่รู้สึกว่ามันย้วยไปไหม มันเกินความจำเป็นไปไหม เราก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เหมือนสร้างบ้านใหม่ เรามีโอกาสที่จะจัดวางเข้าของใหม่ ถ้าเป็นบ้านเดิมอยู่แล้วเราทำงานแต่ละวัน เราคงไม่ได้กลับมาดูมัน” จีน่ากล่าวเพิ่มเติม

สำหรับบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ โดยส่วนใหญ่คนทำงานในบริษัทแม่จะเป็นเจ้าของบริษัทลูกเหล่านั้นเพื่อทำงานซัพพอร์ตและทำงานคู่กันไป ทั้งบริษัททำโปรดักชั่น บริษัทหาศิลปิน บริษัทโปรโมท บริษัททำไอที บริษัททำขาย และบริษัททำเสียง

การมีบริษัทในเครือนั้น แปลว่า ได้แตกบริษัทใหญ่ให้เล็กลง เพื่อให้แต่คนทำงานได้มีโอกาสพัฒนางานอย่างเจาะจง เพราะการทำงานแบบบริษัทใหญ่ ระบบการทำงานจะเป็นแบบจากบนลงล่าง แต่หากแยกย่อยออกมาทุกคนจะสามารถทำงานในรายละเอียดของตัวเองได้ รวมถึงยังเป็นการฝึกให้เกิดการบริหารและตัดสินใจเองซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาคนได้มาก

บริษัทในครอบครัวจีดีเอช 559 ประกอบด้วย จอกว้างฟิล์ม เป็นบริษัทผลิตทั้งหมด แต่จีดีเอชไม่ได้ถือหุ้นเพราะคนถือหุ้นคือผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ทำให้เขามีอิสระในการรับงาน แต่ที่มีการถือหุ้นอยู่คือ บริษัท นาดาว บางกอก ทำเรื่องบริหารศิลปิน โปรดักชั่น และทำซีรี่ส์ บริษัท ทวีสุข ทำโปรโมท บริษัท งานดีทวีสุข ทำพีอาร์และอีเวนต์ บริษัท เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม ทำออนไลน์ดิจิทัลเอเยนซี บริษัท เสียงดีทวีสุข ทำเรื่องอัดเสียง และบริษัท กู๊ดติง ทำเรื่องการขาย

กล่าวคือ หับโห้หิ้นเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทจีดีเอช และจีดีเอชมีอีก 7 บริษัทที่กล่าวไป ซึ่งนับว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่ทำงานเกื้อหนุนกัน โดยจีน่าถือตำแหน่งเป็น “ซีอีโอ” ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและบริหารงานบางส่วน

“พอเราทำงานเป็นอาชีพ เรารู้ว่าเราอยากพัฒนาด้านไหน เราจำเป็นต้องสร้างคน ในภาวะการที่บริษัทยังไม่ดีมากถ้าเราไม่สร้างคน มันจะไม่มีวันโต แต่บริษัทอาจมีปัญหาเรื่องผลประกอบการนิดหน่อย แต่มันต้องสู้ ต้องบริหารการจัดการเรื่องระบบเงินดีๆ และบริหารคน คือ เข้าใจ ‘ใจ’ ของคน เพราะบุคคลเหล่านั้นคือบุคคลที่สำคัญมากในการสร้างงานครีเอทีฟ
ที่ดี

ดังนั้น เราต้องให้เขามีศักยภาพในการทำงานที่เขาถนัด ที่เขาทำได้ดีออกมา ซึ่งหลังบ้านต้องสร้างความมั่นใจให้ คือ มีเงินเดือนที่ดี มีความสบายใจว่าเมื่อทำงานออกไปแล้วจะมีคนดูแล เราก็จะคอยเป็นคนดูแลเขาอีกที รวมถึงสนับสนุน และส่งเสริมทุกอย่างในงานครีเอทีฟที่เขาอยากทำให้เกิดขึ้นจริง บนความเชื่อว่าทุกคนทำอย่างดีที่สุดเพื่อได้งานที่ดี

บริษัทของเราเป็นบริษัทคอนเทนต์ เป้าหมายคือ ผลิตคอนเทนต์ที่ดีที่สุดต้องก่อน แล้วคอนเทนต์นั้นค่อยแปรเปลี่ยนให้มันเกิดรายได้ เมื่อเราเชื่อใจ ไว้วางใจ และมั่นใจว่าเขาทำงานได้ดี เขาก็จะนำศักยภาพและสิ่งต่างๆ ที่เขามีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่”

ซีอีโอหญิงกล่าวด้วยว่า คนทำคอนเทนต์ล้วนต้องการผลิตสิ่งที่แปลกและสดใหม่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการลองจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าจะไม่มีใครบอกได้ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของการลองจะดีหรือไม่ แต่ทุกคนต้องมั่นใจกับสิ่งที่ทำอยู่ และต้องมั่นใจไปด้วยกันทั้งทีม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด

 

เชฟพาเวล วิคโทเร็ค หลงใหลในอาหารญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/495540

เชฟพาเวล วิคโทเร็ค หลงใหลในอาหารญี่ปุ่น

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

มีโอกาสได้เจอกับ พาเวล วิคโทเร็ค เชฟหนุ่มไฟแรงชาวโปแลนด์วัย 33 ปี ที่เพิ่งมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารซูม่า (Zuma) สาขากรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ที่โรงแรมเดอะเซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ทั้งที จะปล่อยโอกาสในการพูดคุยกันให้หลุดมือไปได้อย่างไร

“ผมเกิดและเติบโตในประเทศโปแลนด์ โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบและหลงใหลเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร พออายุได้ 17 ปี ผมจึงตัดสินใจเรียนต่อทางด้านการทำอาหาร โดยเข้าศึกษาที่ School of Economics and Gastronomy ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารโดยเฉพาะ

หลังจากเรียนจบ ผมก็ตัดสินใจย้ายไปทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำอาหารที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้เบื้องลึกของทักษะในการทำอาหารหลากหลายประเภท ทั้งอาหารอิตาเลียนและอาหารสเปน แต่อาหารที่ผมสนใจและหลงใหลเป็นพิเศษก็คืออาหารญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเมนูที่ทำให้ผมมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองชอบ นี่จึงเป็นสาเหตุให้ผมตัดสินใจเดินทางไปหาประสบการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา”

เชฟพาเวล บอกว่า ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาหารญี่ปุ่นนี้เอง ทำให้เขาได้เรียนรู้พื้นฐานที่สำคัญของการทำอาหารญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ซึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เชฟชาวต่างชาติอย่างเขาหลงใหลการทำอาหารญี่ปุ่นก็คือวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพสูง

“การได้ไปเยือนญี่ปุ่นในครั้งนั้นถือว่าเป็นความโชคดีมากๆ เพราะผมมีโอกาสได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์จากเชฟชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชฟอิจิโร่ คุโบตะ จากห้องอาหารมิชลินสตาร์ อูมุ (Umu) ซึ่งเป็นผู้เปิดประสบการณ์และความรู้ทางด้านอาหารญี่ปุ่นให้กับผมเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปทำงานเป็นเชฟที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยสไตล์อิซากายะ ชื่อ “ซูม่า” ที่ประเทศดูไบ ผมจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานที่นั่นอยู่พักใหญ่ๆ และปัจจุบันนี้ผมได้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ “ซูม่า” กรุงเทพฯ ได้ 3 เดือนแล้วครับ”

เชฟพาเวล บอกว่า หน้าที่หลักของเขาที่ซูม่า กรุงเทพฯ ก็คือดูแลรับผิดชอบในเรื่องของเมนูและส่วนผสมทั้งหมด โดยที่นี่จะเป็นเมนูอาหารสไตล์คอนเท็มโพรารี เจแปนนิสเสียส่วนใหญ่ ซึ่งจะแตกต่างจากเมนูฟิวชั่นตรงที่ เมนูฟิวชั่นจะเป็นการผสมผสานการทำอาหารระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เมนูของซูม่าจะนำเสนอความเป็นญี่ปุ่นโดยใช้วัตถุดิบนำเข้ากว่า 90% จากญี่ปุ่นโดยตรง ที่สำคัญคือจะเน้นเรื่องความสดใหม่ รวมทั้งเทคนิคในการทำอาหาร เช่น การแล่ปลาและอื่นๆ ด้วย

“เมื่อผมเข้ามาดูแลห้องอาหารซูม่า แน่นอนว่าก็ต้องดูแลตั้งแต่ในครัว เช่น การเลือกวัตถุดิบอย่างปลาทูน่าจากฟาร์มในญี่ปุ่นที่มีเทคนิคในการเลี้ยงแบบยั่งยืน การเลือกใช้พืชผักจากโครงการหลวงของไทย และถ่านไม้ที่มีคุณภาพจากเชียงใหม่สำหรับนำมาปิ้งย่าง เป็นต้น

การสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ นอกเหนือจากการดูแลเมนูอะลาคาร์ตแล้ว ล่าสุดผมได้คิดค้น Business Lunch Menu ซึ่งเป็นเซตเมนูมื้อกลางวันขึ้นมาอีกหลายเมนู เช่น ข้าวโพดหวานย่างกับซอสเนยชิโสะ สลัดผักกาดแก้วราดซอสวาฟู และปลาฮามาจิราดซอสพอนสึ เป็นต้น

การที่ผมได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงการทำอาหารญี่ปุ่นมานาน ทำให้ผมถนัดและชอบการทำเมนูสไตล์ญี่ปุ่นมากที่สุด ซึ่งจุดเด่นของเมนูที่ผมทำก็คือจะคงความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ แต่จะเพิ่มเติมสิ่งที่คิดว่าเป็นความต้องการของลูกค้าหรือนักชิมลงไปด้วย เพราะถ้าเป็นเมนูสไตล์ญี่ปุ่นแบบแท้ๆ เลย ก็อาจจะมีวัตถุดิบบางอย่างที่เหมาะกับคนญี่ปุ่นจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นผมจึงต้องปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางอย่างให้เหมาะกับนักชิมในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก”

เชฟพาเวล เสริมว่า สิ่งที่เขาคาดหวังสำหรับการมาเป็นหัวหน้าเชฟก็คือ อยากจะเห็นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นที่ ซูม่า กรุงเทพฯ เช่น ลูกค้าใหม่ๆ ที่อยากจะมาลองชิมอาหารฝีมือเขา ซึ่งนอกจากจะได้ลิ้มรสชาติอาหารแล้ว ลูกค้ายังจะได้เห็นวิธีการทำเมนูต่างๆ จากครัวเปิด ได้เห็นวิธีแล่ปลา ได้เห็นบาร์เทนเดอร์ทำเครื่องดื่มให้ ได้ฟังดนตรีเพื่อผ่อนคลาย พูดง่ายๆ ว่าเขาอยากให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์ที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน

“ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ผมมีประสบการณ์ทางด้านการเป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นมาโดยตลอด โดยเริ่มจากร้านอาหารญี่ปุ่นมีชื่อในกรุงลอนดอนหลายร้าน เช่น สาเก โนะ ฮานะ (Sake No Hana) ตามด้วย ยากิโทริยะ (Yakitoriya) แล้วต่อด้วย อูมุ จากนั้นจึงไปที่ ซูม่า ดูไบ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ซูม่า กรุงเทพฯ อย่างในตอนนี้

แพลนในอนาคตนับจากนี้ ในเมื่อผมตัดสินใจมาทำงานเป็นหัวหน้าเชฟที่ซูม่า กรุงเทพฯ แล้ว ผมก็จะขอโฟกัสที่ตัวห้องอาหาร โดยอยากให้มีคนรู้จักและให้การยอมรับซูม่ามากยิ่งขึ้นไปอีก เรื่องอื่นผมยังไม่ได้คิดไปไกลกว่านี้ พูดง่ายๆ ว่าผมอยากจะทำงานอยู่ที่นี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมรู้สึกชอบเมืองไทยในหลายๆ ด้าน

ที่สำคัญผมมองว่าที่เมืองไทยนี้โอกาสของธุรกิจร้านอาหารยังไปได้อีกไกล เพราะมีร้านอาหารดีๆ ใหม่ๆ เปิดขึ้นทุกวัน อีกอย่างตอนนี้ก็มีเชฟที่มีชื่อเสียงเริ่มมาลงทุนเปิดร้านอาหารในเมืองไทยกันหลายราย แล้วการที่ผมเคยทำงานร่วมกับร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์มาบ้าง จึงทำให้รู้ว่าร้านเหล่านี้ก็มีแผนที่จะมาเปิดตลาดในเมืองด้วยเช่นกัน อีกอย่างในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าเชฟที่นี่ ผมก็อยากจะผลักดันให้ซูม่าก้าวไปสู่ระดับมิชลินสตาร์ให้ได้ในอนาคต”

เชฟพาเวลทิ้งท้ายว่า ในวันว่างเขามักจะไปเที่ยวตามสถานที่ในเมืองไทยที่มีร้านอาหารแปลกใหม่ให้ชิม เช่น เยาวราช หรือตามย่านอื่นๆ เพราะการที่เขาได้ไปลองชิมอาหารตามสถานที่ต่างๆ นั้นจะทำให้เขารู้ว่าคนที่นั่นชอบอะไร หรือว่าไม่ชอบอะไร ที่สำคัญมันยังเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ในแบบของตัวเองต่อไปในอนาคตด้วย

Hamachi Tataki

ส่วนผสม

– เนื้อปลาฮามาจิ

– ซอสถั่วเหลือง ซอสยูสุจูซ

– รากบัว บีทรูต มะเขือเทศ

– หอมแดง กระเทียม เปลือกเลมอน

วิธีทำ

– นำมะเขือเทศไปย่างไฟให้ทั่วผลจนมีกลิ่นหอม จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ พักใส่จานไว้

– นำเนื้อปลาฮามาจิไปนาบบนตะแกรงร้อนๆ ที่ตั้งไฟไว้ พอให้หนังด้านนอกเกรียม จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ พักไว้

– นำกระเทียม หอมแดง เปลือกเลมอน มาซอยให้ละเอียดนำมาผสมกัน แล้วเติมซอสถั่วเหลืองและซอสยูสุจูซลงไป ก็จะได้ซอสพอนสึสำหรับราดเนื้อปลา

– นำรากบัวและบีทรูตมาซอยให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชูลงไปนิดหน่อยแล้วพักไว้

– เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม ก็จัดจานโดยนำมะเขือเทศย่างไว้เรียงไว้ด้านล่างสุด ตามด้วยเนื้อปลา ราดด้วยซอสพอนสึที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยผักมิซูน่าให้สวยงาม ท็อปปิ้งด้วยรากบัวและบีทรูตผสมน้ำส้มสายชู แล้วเสิร์ฟได้เลย

 

ทำบัญชีวัด แบบมืออาชีพได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498248

ทำบัญชีวัด แบบมืออาชีพได้แล้ว

โดย…ส.คนจริง

 

ประเด็นการดูแลทรัพย์สินของวัด ถูกหยิบยกมาพูดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเกิดกรณีสามเณรปลื้มถูกคนร้ายสังหารแล้วถูกโบกปูนปิดไว้ในวัดวังตะวันตก สาเหตุมาจากเรื่องบริหารจัดการทรัพย์สินในวัดไม่โปร่งใส

กระแสเรื่องเงินวัดเกิดเป็นระยะๆ ในขณะที่คณะสงฆ์และรัฐบาลก็ไม่นิ่งนอนใจ ดังเช่นเมื่อ พ.ศ. 2511 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) มีเนื้อหาและหลักการครอบคลุมทุกเรื่องทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และเรื่องเงินทองในวัด ไม่แน่ใจว่าปฏิบัติกันหรือไม่ เพราะไม่ใช่ข้อบังคับ เช่นเดียวกับไวยาวัจกร ตั้งมาแล้ว แต่เจ้าอาวาสไม่มอบงานให้ดูแล ก็ไร้ความหมาย ซึ่งมีอยู่หลายวัด

เมื่อกระแสเรื่องนี้แรง หลายฝ่ายก็ติดตามการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 8 มิ.ย. 2560 ว่า มส.จะมีมติเรื่องจัดการทรัพย์สินวัดว่าอย่างไร ฟังที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บอกก็ผิดหวัง เพราะไม่มีเรื่องนี้ในวาระการประชุม หากแต่ให้ข้อมูลว่า วัดทั่วประเทศกว่า 4 หมื่นแห่ง ส่งบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้สำนักพุทธฯ ประมาณ 3.9 หมื่นวัด หรือคิดเป็น 80% ซึ่งเจ้าอาวาสต้องแสดงบัญชีการเงิน (ของวัดปีละ 1 ครั้ง ตามมติ มส. ปี 2558)

ส่วนการจะเข้าไปตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของวัดนั้น มติ มส.ไม่ได้ให้อำนาจหน้าที่กับสำนักพุทธฯ ไว้ จึงไม่มีสิทธิล่วงรู้ถึงผลประโยชน์ของวัด ถ้าหากจะให้ตรวจสอบทรัพย์สินของวัดได้ มส.ต้องมีมติให้อำนาจสำนักพุทธฯ หรือมิเช่นนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ออกหลักเกณฑ์ให้อำนาจที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอแจ้งข้อมูลว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เรื่องการบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย เสนอต่อสำนักวิจัยสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ดำเนินการโดย ผศ.ดร.ณดา จันทร์สมคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อเดือน พ.ค. 2555 เป็นรายงานที่อ่านแล้วตาสว่าง

โดยสรุปผลการศึกษานั้น ให้สำนักพุทธฯ เสนอแนะการบริหารจัดการการเงินของวัดให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ในฐานะที่วัดเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร โดยเสนอมา 4 ข้อ เพราะในภาพรวมแล้ววัดทั่วประเทศมีเงินหมุนเวียนในรูปของรายได้แและรายจ่ายประมาณ 1-1.2 แสนล้านบาท/ปี (ข้อมูล พ.ศ. 2555) ในขณะที่การจัดทำบัญชีและตรวจสอบยังไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่สำนักพุทธฯ ต้องเสนอให้วัดจัดทำบัญชีแบบมืออาชีพ จะได้โปร่งใสเสียที

 

ลุ้นให้เดินหน้าธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน(ต่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498247

ลุ้นให้เดินหน้าธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน(ต่อ)

โดย…สมาน สุดโต

จากการที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 21 พ.ค.-4 มิ.ย. 2560 ได้รับความสำเร็จเกินคาดหมายนั้น ทำให้ผู้นำทั้งภาครัฐและพระสงฆ์เรียกร้องให้เดินหน้าต่อ ในขณะที่ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันที่เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการโครงการนี้ เผยว่า อาจจัดปีเว้นปี แต่จะเปลี่ยนเส้นทางไปตามเมืองหลวงเก่า เช่น เว้ ในเวียดนาม เป็นต้น

ให้เดินหน้าต่อไป

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวในวันปิดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการดีๆ อย่างนี้ ขอให้เดินหน้าต่อไป

พระธรรมวรนายก อายุ 83 ปี เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ที่เดินทางร่วมคณะธรรมยาตรา ตลอดเวลา 14 วัน กล่าวสัมโมทนียกถาว่า ได้เห็นศาสนธรรม พิธีกรรม ของชาวพุทธ ที่เรารับจากบรรพบุรุษและบูรพาจารย์ในอดีต ทั้งในประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาเวียดนาม และเมียนมา พบว่าอยู่ในแนวทางเดียวกัน ต่างกันแต่สำเนียงเสียงสวดเท่านั้น แต่เมื่อล่ามถ่ายทอดออกมาก็มีความหมายเดียวกัน คือ เชื่อมั่นในหลักธรรม ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว เหมือนปลูกพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

ส่วนมูลนิธิวีระภุชงค์และสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ทำโครงการนี้ ก็มีองค์ประกอบสำคัญ คือ รัก เชื่อ ชอบ และช่วย จึงรวมพลังแบบร่วมด้วยช่วยกันให้พระพุทธศาสนาเจริญจากรุ่นสู่รุ่น วันนี้แม้จะเป็นวันปิดโครงการ แต่น่าจะเป็นวันเริ่มต้นขยายผลสู่ชุมชนรุ่นต่อไปมากกว่า

พระอาจารย์นาคะทีปะ เจ้าอาวาสวัดไจทีเซา สหภาพเมียนมา กล่าวขอบคุณที่ให้ร่วมงานสำคัญนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่ประกาศว่าเราชาวพุทธมีพ่อคนเดียวกัน และขอให้ส่งต่อพุทธธรรม คำสอนต่อไปเรื่อยๆ

ให้เชิญศรีลังการ่วม

พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) สภานายกมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวสัมโมทนียกถาว่า โครงการนี้ที่ทำขึ้น ถูกต้องแล้ว ชอบแล้ว ขอให้ทำต่อไป แต่ขอให้เชิญศรีลังกาเข้าร่วมด้วย จะได้เป็นชาวพุทธ 6 ประเทศเป็นกลุ่มเป็นก้อน และขอชื่นชมโครงการนี้ที่จะเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ทำต่อไป และแสดงให้เห็นความเข้มแข็งของชาวพุทธ ถ้าหากมีอะไรข้างหน้าต้องช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาของเรา

พระอาจารย์ บุญปอน ศรศักดิ์สิทธิ์ แห่ง สปป.ลาว กล่าวว่า ชื่นชมชาวพุทธทุกประเทศที่ต้อนรับดีมาก

พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) กับผู้แทนคณะสงฆ์จาก 5 ประเทศร่วมพิธีปิดโครงการธรรมยาตรา ที่วัดสุวรรณภูมิ

จะไปเผยแผ่ต่อใน สปป.ลาว

ในขณะที่พระอาจารย์สีสุก เฉลิมกุล อายุ 34 ปี จากวัดศาลาแดง นครหลวงเวียงจันทน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตลอดเวลา 14 วัน ที่ร่วมธรรมยาตรา ทัศนคติเปลี่ยนไป จากที่เคยคิดว่าไทยและลาวเท่านั้นที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เมื่อเห็นประเทศอื่นๆ ได้พบว่าความเป็นอารยะแนวพุทธนั้นไม่มีขีดจำกัด ไม่สามารถวัดด้วยจำนวนวัดและนิกาย ทุกคนนับถือศาสนาเดียวกัน ปฏิบัติเหมือนกัน จึงได้ข้อคิดว่า บาปและบุญไม่มีประเทศ ไม่มีพรมแดน ดังนั้น เมื่อกลับ สปป.ลาว จะนำประสบการณ์ที่ได้จากโครงการนี้ไปเผยแพร่ตามสื่อที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการทั้ง ทีวีลาวสตาร์ และวิทยุ

พระอาจารย์บุญเฮง จาก กัมพูชา กล่าวว่า ในกัมพูชาเคยจัดโครงการธรรมยาตรา 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดเพื่อให้ประเทศกัมพูชามีความสงบสุข และหนที่ 2 เพื่อเผยแผ่และเรียกร้องให้ประชาชนมีความสามัคคี

สำหรับธรรมยาตรา 5 แผ่นดินที่ใช้เวลา 14 วันเดินทาง 5 ประเทศนั้น พิสูจน์ว่าคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นยิ่งใหญ่ เช่น สอนให้มีสติ ปัญญา สมาธิ และศรัทธา พร้อมกันนั้นได้สรรเสริญสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ว่า เป็นผู้เสียสละ ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ช่วงที่เดินธรรมยาตราได้เห็นมูลนิธิวีระภุชงค์ ทุ่มเทช่วยเหลือทุกอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

ให้ 95 คะแนน

พระเมธีวรญาณ (สายเพชร ป.ธ.9, Ph.D.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่ร่วมโครงการธรรมยาตรา ตลอด 14 วัน บอกว่า ประะทับใจที่เห็นชาวพุทธนานาประเทศมีศรัทธา มีความสามัคคี และถ้าจะให้คะแนนโครงการนี้ จะให้ถึง 95 จากคะแนนเต็ม 100 เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่มีอะไรบกพร่อง นอกจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่

เกษม มูลจันทร์ กรรมการและผู้ประสานงานโครงการ กล่าวว่า เคยมีความกังวลช่วงสำรวจเส้นทางในประเทศต่างๆ ว่าจะได้รับความสะดวกและความร่วมมือแค่ไหน แต่เมื่อถึงวันเคลื่อนขบวนปรากฏว่าได้การต้อนรับและการอำนวยความสะดวกจาก 5 ประเทศ เกินความคาดหมายจริงๆ นับว่าเป็นการจารึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาอีกหน้าหนึ่ง

ด้านสื่อมวลชนทั้งทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์ จาก 5 ประเทศที่ติดตามทำข่าวตลอดโครงการ นอกจากเสนอข่าวสารให้ประชาชนในแต่ละประเทศได้เสพข่าวมงคลนี้แล้ว แต่ละคนประทับใจที่เห็นชาวพุทธทุกประเทศมีศรัทธาเหนียวแน่น ทำให้มั่นใจว่าศาสนาพุทธยังอยู่คู่กับสุวรรรณภูมิ และชาวโลกตลอดนิรันดร์กาล

วินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ มอบพระพุทธเมตตา แด่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรประธานในพิธีปิดโครงการ ที่วัดสุวรรณภูมิ

สื่อมวลชนเห็นความอัศจรรย์

ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวล ผู้สื่อข่าวพิเศษหนังสือพิมพ์รายวันของไทยฉบับหนึ่งที่เดินทางตลอดเส้นทาง 14 วัน บอกว่า ในตัวเขาเองนั้นไม่ได้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ทริปนี้ทำให้เขาเห็นความอัศจรรย์หลายอย่าง เช่น ฝนที่ตกหนักตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อคณะธรรมยาตราไปถึงฝนก็หยุดตก ในขณะที่สื่อมวลชนประเทศต่างๆ ที่ร่วมคณะ ก็พูดกันว่า ไม่เคยเห็นโครงการแบบนี้ที่ดึงดูดความสนใจประชาชนชาวพุทธมาก เช่น ชาวพุทธในเวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา ตื่นตัวมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นยิ่ง

นักรบของพุทธเจ้า

ตวงศักดิ์ บอกว่า เส้นทางที่ยาวไกลนั้นจะเรียกว่าโหดก็ได้ แต่เมื่อนึกว่าเราคือนักรบของพระพุทธเจ้า ก็เกิดปีติ ช่วยให้ทำงานได้ตลอดเส้นทางของโครงการ 14 วัน เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ตวงศักดิ์ กล่าวย้ำ เมื่อเห็นชาวพุทธทุกประเทศมีศรัทธาเหนียวแน่นว่า ทำให้มั่นใจว่าศาสนาพุทธต้องอยู่คู่สุวรรณภูมิ และชาวโลกตลอดนิรันดร์กาลอย่างไม่ต้องสงสัย

พิธีจบหลังจากปลูกต้นโพธิ์

การปิดโครงการในวันที่ 4 มิ.ย. 2560 เมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส พระธรรมปัญญาบดี สภานายก มจร ประธานฝ่ายสงฆ์ ประชาชนและพระสงฆ์ร่วมกันห่มผ้าจีวรพระมหาเจดีย์พุทธคยา ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และปลูกต้นหน่อพระศรีมหาโพธิ์ ที่นำมาจากพุทธคยาประเทศอินเดีย ณ วัดสุวรรณภูมิ โดยมี วินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์หลักของโครงการร่วมงานตลอด

 

วัดคลองเตยใน ฉลองเปรียญยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498246

วัดคลองเตยใน ฉลองเปรียญยิ่งใหญ่

โดย…สมาน สุดโต

วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย ประกาศความสำเร็จที่นักเรียนบาลีสำนักเรียนวัดคลองเตยใน ทำสถิติใหม่ที่สามารถสอบได้รวมกันถึง 12 รูป ตั้งประโยค 1-2 ถึงเปรียญ 7 ประโยค ทางสำนักเรียนจึงจัดขบวนแห่ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อประกาศความสำเร็จให้ญาติโยมได้อนุโมทนา ตั้งแต่ปากทางเข้าวัด เริ่มที่ตึกล็อกซเล่ย์ ถนน ณ ระนอง ถึงวัดคลองเตยใน เมื่อเวลา 17.30 น.หลังจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานสัญญาบัตรพัดยศให้พระภิกษุสามเณรที่สอบได้ประจำปี 2560 ที่วัดพิชยญาติการาม วันที่ 5 มิ.ย. 2560

ในการนี้สำนักเรียนวัดคลองเตยใน นิมนต์พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม และรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มาเป็นประธานในการมอบทุนการศึกษาแก่ผู้สอบได้ และถวายรางวัลแก่ครูอาจารย์

พระวิสุทธิวงศาจารย์ ในฐานะประธานในพิธี ได้กล่าวอนุโมทนาชื่นชมในความสำเร็จของสำนักเรียนวัดคลองเตยใน รวมทั้งสรรเสริญ พระราชสิทธิสุนทร เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน และครูอาจารย์ที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จในครั้งนี้ และอนุโมทนาญาติโยม อุบาสกอุบาสิกา ที่เสียสละอุปถัมภ์ค้ำจุนด้านปัจจัยสี่และภัตตาหาร มิเช่นนั้นนักเรียนนักศึกษาก็อยู่ไม่ได้

พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เปรียญธรรม 9 ประโยค อาจารย์ใหญ่สำนักเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทย วัดสามพระยา เล่าว่า การเรียนบาลีเป็นการรักษาพระพุทธพจน์ ตราบใดที่ยังมีการเรียนการศึกษาภาษาบาลี พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงอยู่เมื่อนั้น ผู้เรียนบาลีจัดว่าเป็นศาสนทายาท รับมรดกตกทอดจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะการศึกษาภาษาบาลี คือ การศึกษาพระพุทธพจน์นั่นเอง

พร้อมทั้งเล่าเคล็ดลับความสำเร็จในการเรียนว่าต้องรู้จักท่อง และทบทวนแบบ (ไวยากรณ์) มิเช่นนั้นอาจลืมเลือนได้ อย่าคิดว่าสอบได้แล้วก็ไม่สนใจ เพราะแบบหรือไวยากรณ์เป็นหลักภาษาให้เข้าใจอักขรสมัยได้ดี เมื่อจำได้ เข้าใจดี ก็เรียนได้ สอบได้ แล้วนำหลักธรรมไปเผยแผ่ให้พุทธบริษัทเข้าใจต่อไป ซึ่งจะเป็นมหากุศลออย่างยิ่ง

พระราชสิทธิสุนทร เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน กล่าวว่า วัดคลองเตยใน ตั้งสำนักเรียนมา 8-9 ปี ผลการเรียนการสอนปีนี้จัดว่าประสบความสำเร็จสูง เมื่อพระภิกษุสามเณรสอบได้หลายรูป หลายประโยค กล่าวคือ ประโยค 1-2 จำนวน 3 รูป ประโยค 3 จำนวน 5 รูป ประโยค 4 จำนวน 3 รูป ประโยค 7 จำนวน 1 รูป อันเป็นสถิติใหม่ของวัด และสำนักเรียน

ในการนี้สำนักเรียนได้มอบทุนการศึกษาให้ผู้สอบได้ทุกรูป รวมทั้งถวายผ้าไตรจีวรและปัจจัยแก่อาจารย์ผู้สอน เพื่อเป็นกำลังใจต่อไปด้วย

วัดคลองเตยใน ตั้งอยู่ที่ 472 ถนน ณ ระนอง แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 ติดต่อวัดคลองเตยใน โทร.02-249-3364 วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านทำการฌาปนกิจสุนัข-แมวที่ตายแล้ว ส่วนเจ้าอาวาสพระราชสิทธิสุนทรนั้นมีชื่อเสียงในการรักษาวัฒนธรรมการจัดไม้ดัด ในรูปแบบต่างๆ ที่โบราณเคยทำแบบไหนไว้ ท่านก็ทำและรักษาไว้แบบนั้น

นอกจากนั้น ท่านยังเก็บรักษาตาลปัตรพัดรองในยุคสมัยต่างๆ รวมทั้งนาฬิกาแขวนโบราณไว้ด้วยเช่นกัน สรุปว่าอยากดูของหายาก ต้องมาที่วัดคลองเตยใน ครับ

วันเสฐียร พันธรังษี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดงานวันศาสตราจารย์เสฐียร พันธรังษี ครั้งที่ 13 วันที่ 3 มิ.ย. 2560 ที่ มจร วัดมหาธาตุ โดยนิมนต์ พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ และสภานายก มจร มาเป็นประธาน และกล่าวสัมโมทนียกถา และ ดร.ชาย โพธิสิตา เล่าเบื้องหลังงานประพันธ์ของท่านอาจารย์เสฐียร พันธรังษี เรื่อง “ละครในศาสนา” หนังสือศาสนาเปรียบเทียบอ่านสนุก

 

ฝึกจิตดูจิต แบบหลวงปู่ดูลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498245

ฝึกจิตดูจิต แบบหลวงปู่ดูลย์

โดย…ราช รามัญ

ในสังคมที่รีบเร่งวุ่นวายมีหลายสิ่งอย่างรุมเร้า ผู้คนในยุคปัจจุบันจึงค่อนข้างจะเร่งรีบ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจนกระทั่งกลับเข้านอน ก็ต้องรีบเพื่อจะได้ทำงานให้ทันในวันต่อไป

การบีบคันเร่งรีบแบบนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น ในหลักของวิทยาศาสตร์ทางสมอง เมื่อเคมีต่างๆ ที่สัมพันธ์กัน ทำงานอย่างต่อเนื่องหลายสิ่งอย่างในเวลาอันจำกัด นั่นหมายความว่า สมองทำงานหนักมาก ในทางเดียวกัน ถ้าทำงานในสิ่งเดียว โฟกัสเพียงอย่างเดียวสมองมนุษย์จะทำงานน้อยลง และไม่ต่างจากคนที่นั่งสมาธิ

ดังนั้น การที่มนุษย์ทำอะไรรีบๆ เพราะต้องให้จบงาน เพราะมีงานหลายอย่างที่จะต้องทำ การเร่งรีบแบบนี้เอง ภาวะอารมณ์ภายในที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของเคมีบางอย่างในสมองเราจึงเข้มข้น จนกระทั่งอาจจะเกิดค่าแปรผันและเกิดภาวะอารมณ์ถึงกับทำให้แสดงออกมาทางพฤติกรรม

คนรุ่นใหม่หลายคน อารมณ์จึงค่อนข้างรุนแรง บางครั้งอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนกระทั่งยากต่อการควบคุม วิธีแก้ไข ต้องอาศัยหลักธรรม เมื่อภาวะอารมณ์ถูกเบรกโดยภาวะธรรม ย่อมจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

คำว่า ภาวะธรรม ในที่นี้ที่นิยมกันเป็นส่วนมากนั้น คือ การฝึกจิต ไม่ว่าจะฝึกจิตในรูปแบบใด สำนักไหน วัดใดก็ตาม ก็สามารถที่จะยับยั้งอารมณ์ที่ขุ่นมัวได้ทั้งนั้น

การฝึกจิต ทำให้จิตจดจ่อเพียงสิ่งเดียว เช่น การตามดูลมหายใจเข้าและออก (อานาปานสติ) การตามดูลมหายใจ โดยที่ไม่มีความคิดใดๆ ปะปน ย่อมจะทำให้โปร่งเบาสบาย ที่สำคัญสามารถคลายเครียดได้ เมื่อคลายเครียดได้แล้ว อารมณ์ต่างๆ ก็จะเบาลงไปโดยปริยาย

แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำเอามาลดภาวะอารมณ์ได้ และทำให้เกิดภาวะธรรมได้ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การนั่งพิจารณา คำว่า พิจารณา ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่การคิดไปเรื่อยเปื่อย แต่อาศัยการคิดนั่นแหละเป็นตัวตั้ง ที่สำคัญวิธีแบบนี้ ทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้

เมื่อเริ่มรู้สึกว่า เริ่มจะหงุดหงิดมากขึ้น อารมณ์ร้อนมากขึ้น เร่งรีบมากขึ้น วิธีการฝึก คือ นั่งสบายๆ บนเก้าอี้แบบไหนก็ได้ ทอดสายตาให้ไกลออกไป ถ้าเบื้องหน้ามีวิวธรรมชาติยิ่งจะเป็นการดี มองออกไปให้สุดลูกหูลูกตา ขณะที่มองนั้นจิตต้องไม่คิดอะไรเลยที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะอารมณ์ที่รุนแรงฉุนเฉียว เหมือนๆ กับการนั่งทอดอารมณ์แบบนั้นแหละ

มองไปเรื่อยๆ เมื่อความคิดอะไรที่แทรกเข้ามา…ก็นำเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มีไปถามตัวเองว่า คิดทำไม ควรคิดหรือไม่ ถ้าได้คำตอบว่า ไม่ควรคิด ก็เลือกไม่ต้องคิดต่อไป แล้วก็นั่งทอดอารมณ์ต่อไป การนั่งทอดอารมณ์แบบนี้ พุทธศาสนานิกายเซนเป็นที่นิยมนัก โดยเฉพาะในยุโรป เพราะภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่กับปัจจุบันค่อนข้างง่ายและเป็นภาวะปัจจุบันที่ลืมตาด้วย สำหรับคนที่นั่งฝึกจิตแบบหลับตา ถ้ามีฐานที่แข็งมากพอแล้วมาฝึกจิตแบบนี้จะง่าย

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ลูกศิษย์ในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้ที่เป็นพระเถระคณาจารย์ทางด้านสายการปฏิบัติอีกรูปหนึ่ง ท่านเน้นสอนในเรื่องของปัญญา ท่านเคยพูดถึงวิธีการฝึกจิตเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการเฝ้ารับรู้ดูจิต

หลวงปู่ ท่านเคยปรารภว่า… นั่งกรรมฐานนี่ต้องระวังอย่าไปเผลอนั่งเล่นกับจิต เพราะการไปนั่งเล่นกับจิตนั้นมันทำให้เราเพลิน แล้วที่สุดก็ไม่ได้อะไรสิ่งที่เรามองเห็นในนิมิตต่างๆ ของการทำกรรมฐานนั้น เรามองเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นมันไม่จริง มันเป็นเพียงอาการของจิตเท่านั้น

จากนั้นหลวงปู่ท่านเคยแนะนำว่า ถ้าเรานั่งลืมตาเฉยๆ เพื่อดูจิตดูใจ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่งใดๆ ก็สามารถทำให้เรามีจิตที่เป็นสมาธิได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าระวังความคิด แต่นั่งดูความคิด ว่าความคิดมันคิดอะไร คิดฟุ้งซ่าน คิดหงุดหงิด หรือเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย

ใครก็ตามที่มีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ มีภาวะอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย หรือทำอะไรรีบร้อนอยู่เสมอ จนเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายทางใจ ไม่ค่อยสบายทางกาย ลองนำเอาวิธีนี้ไปฝึก เป็นการฝึกจิตที่ตรง ลัด และสั้นที่สุด ไม่ต้องสงสัยว่ามีสอนในพระไตรปิฎกหรือเปล่า แค่เพียงคุณฝึกตาม แล้วก็กลับมาถามใจของคุณเองว่า ใจคุณโล่งหรือเปล่า ลดความเครียดน้อยลงหรือเปล่า เลิกภาวะอารมณ์ต่างๆ ลงได้หรือไม่

ถ้าลดลง ไม่เครียด นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถฝึกเพื่อนำเอาไปใช้กับชีวิตจริงได้ โดยไม่ต้องสงสัย

ธรรมะเป็นเรื่องของใจ ไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรม ไม่ใช่เรื่องข้างนอก ไม่ใช่เรื่องการรู้ปริยัติ ไม่ใช่เรื่องของการฝึกอยู่ในรูปแบบ แต่เป็นเรื่องของใจล้วนๆ เท่านั้น

 

‘พระกริ่งดำรงราชานุภาพ’ ว่าที่ ร.ต.ธนกร สถานานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/498244

‘พระกริ่งดำรงราชานุภาพ’ ว่าที่ ร.ต.ธนกร สถานานนท์

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

“ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน ความยิ่งใหญ่ คือ ความไม่ยั่งยืน ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือ ชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น” คำสอนเตือนสติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

ว่าที่ร้อยตรี ธนกร สถานานนท์ หรือ “เดอะหน่อง” ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ผ่านการทำงานมานานกว่า 30 ปี ตลอดชีวิตราชการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนบนรากฐานความเข้าใจเอื้ออารีในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ตลอดชีวิตการรับราชการผ่านงานสำคัญสารพัด เริ่มรับราชการครั้งแรก เป็นอาจารย์สอนหนังสือ จ.ร้อยเอ็ด สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่นานโอนมาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตำแหน่งสืบสวนสอบสวน จากนั้นเป็นนิติกร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อมาโอนเข้าสังกัดนักวิชาการแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ก่อนจะโยกเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินฯ ในปัจจุบัน

พระเครื่องที่ห้อยคอติดตัวประจำ “เดอะหน่อง” องค์แรก พระกริ่งดำรงราชานุภาพ สร้างโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นของรักของศรัทธามาก องค์ถัดมา สมเด็จหลวงวิจารณ์ หลวงพ่อโสธร เนื้อทองคำ วัดหลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา และพระปิดตา วัดห้วยจระเข้ จ.นครปฐม ยามว่างมักนำพระมาส่องดูประเทืองปัญญาไป และเก็บสะสมพระเครื่องเหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานได้เคารพบูชาโดยไม่ยึดติดกับราคา

“เรื่องราวปาฏิหาริย์มีผ่านมาในชีวิตเช่นกัน อย่างเวลาจะเดินทางไปต่างจังหวัดจะมีสิ่งดลจิตดลใจเราให้ระวังหรือห้ามเดินทางไป บางทีเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันก่อนพอออกมาก็พบว่าตรงหน้ามีอุบัติเหตุ ลองคิดดูถ้าเราไม่เลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันก่อน รถเราอาจเกิดอุบัติเหตุได้”

“เดอะหน่อง” เผยด้วยว่า ทุกวันนี้จะสวดคาถาชินบัญชรทุกวันพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ส่วนการแขวนพระเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจให้เราใช้ชีวิตไม่ประมาท ดำรงครองตนอยู่บนความถูกต้อง ทุกครั้งเวลาเดินทางต้องแขวนพระตลอด ครั้งใดลืมแขวนต้องเลี้ยวรถขับกลับบ้านไปหยิบพระมาแขวนเพิ่มความอุ่นใจ ถ้าหากลืมรู้สึกไม่มั่นใจเหมือนขาดอะไรไปในชีวิต

สำหรับการทำงาน ผู้อำนวยการธนกรไม่เคยเป็นสองรองใคร มุ่งมั่นใส่ใจงานทุกรายละเอียด เจ้าตัวยอมรับนั่งทำงานตำแหน่งไหนไม่สำคัญ ขึ้นชื่อว่าข้าราชการสามารถทำงานได้ทุกที่ และปฏิญาณตัวเองไว้เสมอ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางรับราชการว่า “คิดทำเพื่อประโยชน์เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก” โดยเฉพาะงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน คือ การให้บริการประชาชน ดังนั้นจะย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอว่าต้องบริการประชาชนให้รวดเร็วทันใจ รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้งานราชการเดินหน้าอย่างรวดเร็วตามความเปลี่ยนแปลง

ชีวิตราชการเปรียบเสมือนแท่นพีระมิด ทุกคนต้องพยายามไขว่คว้าเติบโต แต่ต้องย้ำเตือนเสมอว่าเราต้องไม่ไปเหยียบย่ำใครขึ้นมาเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง ในอดีตมีนักการเมืองระดับชาติชักชวนให้ลงเล่นการเมือง ตอนนั้นตัดสินใจแล้วจะลงสู่สนามการเลือกตั้ง แต่พ่อกับแม่บอกว่า “อยากให้คนอื่นมาด่าพ่อแม่หรือไง” จากนั้นมาเลยตัดสินใจไม่ลงเล่นการเมืองอีกเลย และเลือกรับราชการตามรอยพ่อและแม่จวบจนทุกวันนี้

แม้ผู้อำนวยการธนกรจะเหลืออายุราชการประมาณเกือบ 2 ปี เจ้าตัวบอกว่า จากนี้ขอมุ่งมั่นทำงานเพื่อองค์กรต่อไป เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ทำงานเพื่อประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง หากเราทำงานบริการประชาชนช้าไป 1 วัน แต่อาจเป็นผลเสียกับประชาชนอีกหลายร้อยคน ดังนั้น การทำงานบริการประชาชนต้องให้รวดเร็วที่สุด