อาหารเร่งเร้าไมเกรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/494691

อาหารเร่งเร้าไมเกรน

โดย…พริบพันดาว

 ข้อมูลจากนิตยสารเพื่อสุขภาพ “หมอชาวบ้าน” บอกว่า โรคไมเกรน (ลมตะกัง) หรืออาการปวดหัวข้างเดียว ซึ่งมีความทุกข์ทรมานมาก สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งจากการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยจะไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างทางกาย (รวมทั้งสมอง) แต่ทุกครั้งที่อาการปวดหัวไมเกรนกำเริบ จะมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและกลไกทางประสาทภายในสมองและบริเวณใบหน้า

กล่าวคือ หลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะหดตัว ในขณะที่หลอดเลือดภายนอกกะโหลกศีรษะ (เช่นที่ขมับ) พองตัว และประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด ทำให้มีอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะจำเพาะและอาการต่างๆ ร่วมด้วย

โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นไมเกรนด้วย

เหตุกำเริบของโรคหรืออาการปวดหัวไมเกรนเกิดจากสิ่งกระตุ้นล่วงหน้าเป็นชั่วโมงถึง 2 วันเสมอ ผู้ป่วยควรสังเกตว่ามีอะไรเป็นเหตุกำเริบ หรือสิ่งกระตุ้นบ้าง (มักมีได้มากกว่า 1 อย่าง) เช่น สิ่งกระตุ้นทางตา จากแสงแดด แสงจ้า แสงระยิบระยับ การใช้สายตาเคร่งเครียดหรือลายตา (เช่น จ้องจอคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือนานๆ)

ทางหู จากเสียงดัง เสียงจอกแจกจอแจ ทางจมูก จากกลิ่นต่างๆ รวมทั้งกลิ่นน้ำหอม ควันบุหรี่ ทางลิ้น จากอาหาร เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หมูแฮม ไส้กรอก ถั่ว กล้วยหอม ช็อกโกแลต ผงชูรส น้ำตาลเทียม-แอสพาร์เทม (Aspartame) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มกาแฟมาก เป็นต้น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยานอนหลับ

ทางกาย (กายภาพ) จากอากาศร้อนจัด เย็นจัด อบอ้าว หิวจัด อิ่มจัด อดนอน นอนมาก (ตื่นสาย) ร่างกายเหนื่อยล้า ประจำเดือนมา มีไข้สูง มีอาการเจ็บปวดที่ต่างๆ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟัน และสุดท้ายทางใจ จากความเครียด กังวล คิดมาก ซึมเศร้า

นพ.ไพศาล วชาติมานนท์ จากศูนย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Better Health ว่า อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้นมีลักษณะค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ มักจะปวดบริเวณขมับ โดยอาจจะปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ บางกรณีอาจมีการปวดวนกันไป และมักจะปวดข้างเดิมอยู่ซ้ำๆ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งที่พบมาก ได้แก่ บริเวณเบ้าตา ลักษณะของการปวดก็มักจะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะของชีพจร ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ระยะเวลาของการปวดอาจแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจมีอาการยาวนานถึง 72 ชั่วโมง การปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้นเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่งซึ่งยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ แต่น่าเชื่อได้ว่าอาจมีจุดกำเนิดจากก้านสมองที่ทำงานผิดปกติ หรือเกิดจากภาวะที่สารเคมีในสมองไม่สมดุล ส่งผลให้หลอดเลือดมีความไวต่อการกระตุ้นมากเป็นพิเศษ กล่าวคือ มีการหดและขยายตัวของหลอดเลือดอย่างผิดปกติ

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน ได้แก่ ผู้ป่วยมักจะเริ่มเป็นเมื่ออายุยังไม่มากนัก เช่น ช่วงอายุระหว่าง 25-45 ปี และเคยมีรายงานว่าพบผู้ป่วยไมเกรนที่มีอายุเพียง 5 ปี ที่สำคัญมีผู้ป่วยผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า เนื่องจากอาจมีปัจจัยเรื่องของฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้อง

จากข้อมูลทั้งหมดของโรคปวดหัวไมเกรน เมื่อมาโฟกัสถึงสาเหตุกำเริบหรือสิ่งกระตุ้นทางลิ้นหรืออาหาร ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดไมเกรน บทความทางการแพทย์ ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองพญาไท บอกว่า มีอาหาร 7 ชนิด ที่มีความเสี่ยงเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ทำให้เกิดผลข้างเคียงในการเกิดอาการปวดหัวข้างเดียวของไมเกรน

เนยแข็งหรือชีส ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะระดับรุนแรงได้ ด้วยสารไทรามีนที่เป็นส่วนประกอบของเนยแข็งและชีส ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ง่าย

ช็อกโกแลต เพราะในขนมประเภทช็อกโกแลตมีส่วนผสมทั้งนม เนย น้ำตาล ทำให้ยังไม่มีการวิจัยที่ระบุแน่ชัดว่าเพราะอะไร? จึงมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน แต่เพื่อป้องกันและลดอาการปวด จึงควรหลีกเลี่ยงช็อกโกแลตไปก่อนจะดีกว่า

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากสารไทรามีนที่เข้าไปลดระดับสารเซโรโทนินในสมอง ทำให้รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะไวน์แดงที่มีส่วนประกอบของสารไทรามีนและฮีสตามีนที่มีผลทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ

กล้วยและผลไม้ตระกูลซีตรัส การกินกล้วยแก้หิวระหว่างวันอาจจะดีต่อสุขภาพ แต่กล้วยมีส่วนประกอบของสารไทรามีนและฮีสตามีนที่มีผลทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน รวมไปถึงผลไม้ตระกูลซีตรัสอย่างส้ม มะนาว ก็ทำให้เกิดอาการปวดหัวรุนแรงได้เหมือนกัน

ชา กาแฟ เพราะกาเฟอีนที่อยู่ในชา กาแฟ จะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนและไวต่อสารนี้

ขนมปัง หรือพิซซ่า เพราะยีสต์คือตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน ขนมปังกับพิซซ่ามีทั้งส่วนผสมของทั้งยีสต์และสารไทรามีนจากชีส

เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก หรือเนื้อสัตว์รมควัน สารกันบูดอย่างไนเตรตมีผลกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และหากผู้ป่วยมีความไวต่อสารนี้ อาการก็อาจเกิดขึ้นได้ในทันที

 

Post Run Yoga

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/494690

Post Run Yoga

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

อันที่จริงนักวิ่งควรฝึกโยคะทุกสัปดาห์ เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ  เช่น หากคุณได้ฝึกท่าทรงตัวจะส่งผลให้เอ็นร้อยหวาย เอ็นข้อเท้า ยืดหยุ่น แข็งแรง หากคุณไปวิ่งแล้วพลาด ข้อเท้าพลิกหรือหกล้ม ผลจากการฝึกโยคะจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ หรือลดอาการบาดเจ็บจากขั้นหนักเป็นขั้นเบา รวมทั้งการฝึกโยคะจะเน้นที่ลมหายใจ การเชื่อมโยงลมหายใจกับร่างกายขณะฝึกโยคะ จะทำให้คุณควบคุมลมหายใจขณะออกวิ่งได้ดีขึ้น

สำหรับวันนี้ครูได้เตรียมท่าโยคะอาสนะหลังจากวิ่งเสร็จทั้งหมด 4 ท่าด้วยกัน เมื่อคุณวิ่งเสร็จร่างกายต้องการการคูลดาวน์  (Cool Down) เพื่อคลายกล้ามเนื้อ คุณต้องการยืดและส่งปริมาณเลือดที่ขา เข่า สะโพก ร่างกายส่วนล่างของคุณคืนกลับมาที่หัวใจ คลายอาการเมื่อยล้าจากการวิ่ง ซึ่งจะทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็ว ไม่มีเลือดคั่ง ลดอาการระบมในวันรุ่งขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.Downward-Facing Dog (Adho Mukha Svanasana) วางฝ่ามือทั้งสองข้าง และเข่าทั้งสองข้างลงพื้น เหมือนแมว แยกนิ้วมือออกจากกัน ส่งก้นไปที่ขา ดันก้นและสะโพกขึ้น ยกส้นเท้าขวาขึ้นงอเข่า ค้างไว้ 10 วินาที หายใจเข้าออก

สลับเป็นขาซ้าย ค้างไว้ 10 วินาที

จากนั้นวางส้นเท้าสองข้างลง หากตึงขางอเข่า ค้างไว้ประมาณ 2 นาที

2.Sugarcane Pose (Ardha Chandra Chapasana) ส่งเท้าซ้ายมาด้านหน้า เดินมือซ้ายมาด้านหน้า ประมาณ 1 ฝ่ามือ งอเข่าซ้ายเล็กน้อยก่อน จากนั้นส่งมือขวาไปจับข้อเท้า หายใจเข้ายืดขาซ้ายและดึงขาขวาออกไปจากก้นให้แขนยืด หายใจเข้าออกค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

3.Seated Forward Bend  (Paschimottanasana) นั่งลงกับพื้นยืดขามาด้านหน้าตั้งส้นเท้าให้ตรง วางกระดูกก้นลงพื้นพนมมือที่หน้าอกหายใจเข้า

หายใจออกพับตัวลงไปด้านหน้า ยืดซี่โครงไปหาขา ศีรษะ แอ็กทีฟ หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 3 นาที จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่า

4.The Butterfly Pose (Baddha Konasana) ประกบฝ่าเท้าทั้งสองข้างเข้ามา วางกระดูกก้นลง หากรู้สึกขัดๆ ที่ขาหนีบให้โยกก้นและขาขึ้นลงไปมาก่อน แล้วค่อยวางลง เมื่อพร้อมเข้าท่าให้หายใจเข้า ยืดอก หายใจออก พับตัวไปด้านหน้า ดึงเชิงกรานไปหาส้นเท้า วางศอกลงที่พื้น ค้างท่าประมาณ 3 นาที แล้วค่อยๆ คลาย

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

เพลียแดดที่แผดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/493564

เพลียแดดที่แผดร้อน

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

 ฤดูร้อนยังไม่สิ้นสุด แม้จะมีฝนเข้ามาแทรกเป็นครั้งคราวก็ตาม แต่พอถึงคราวแสงแดดแผดร้อนก็เผาผิวเผากายแทบจะมอดไหม้ไปเลย ดูเหมือนจะอุปมาอุปไมยจนเกินเลย แต่ก็เห็นภาพว่าแดดแรงร้อนเพียงใด

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเหยียบ 10 องศาเซลเซียส หรือบางทีทะลุขึ้นมาก็น่าจะเป็นตัวสนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า ร้อนจนบางครั้งยากที่จะทนทาน

คราวก่อนได้พูดถึงโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งภาวะที่รุนแรงสูงสุดก็หมายถึงทำให้เสียชีวิตได้ หากไม่มีการปฐมพยาบาล หรือปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร

คราวนี้มาพูดถึงโรคเพลียแดด หรือ ภาวะเพลียแดด (Heat Exhaustion) กันบ้าง ซึ่งก็ว่าไปแล้วสำคัญมาก เพราะเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะหนักหนาสาหัสสากรรจ์จนกลายเป็นโรคลมแดด

เพลียแดด คือ การเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไปและเกิดการสูญเสียเหงื่อและสารน้ำไปอย่างมาก

โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ในภาวะเพลียแดดร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นแต่ยังไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส อาจทำให้เกิดอาการเพลียแดด โดยจะมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แต่ยังรู้สติดีอยู่

อาการของภาวะเพลียแดดเป็นหนึ่งในความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถคงความเย็นไว้ได้อีกต่อไป จะมีอาการเหงื่อออกมาก หน้าซีด ปวดหัว วิงเวียน คลื่นไส้ หรืออาเจียน

ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย อ่อนแรง หรือเป็นลม ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส แต่ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษกับภาวะเพลียแดดที่จะเข้าโจมตีคือต้องระวังกับเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อายุต่ำกว่า 4 ขวบ และมากกว่า 65 ปี มักจะเกิดอาการเพลียแดดให้ระมัดระวังเป็นพิเศษกับคนในกลุ่มอายุเหล่านี้

รวมถึงการระวังเรื่องยา เพราะยาบางชนิดมีผลกระทบต่อความสามารถในการเก็บกักน้ำอย่างเพียงพอและควบคุมความร้อน ซึ่งรวมไปถึงยารักษาความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ยาแก้ภูมิแพ้ ยาคลายเครียด ยารักษาโรคทางจิตเวช และยาขับปัสสาวะโดยเฉพาะ

ยาเสพติดบางชนิด เช่น โคเคนและยาบ้ามีผลกระทบที่คล้ายกัน ให้สอบถามแพทย์ว่ายาใดๆ ที่แพทย์จ่ายให้นั้นเพิ่มโอกาสในการเกิดอาการเพลียแดดหรือไม่?

ยังมีเรื่องการใส่ใจเรื่องน้ำหนัก โรคอ้วนทำให้ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ยากขึ้น ร่างกายจะกักความร้อนมากขึ้นและทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเพลียแดดมากขึ้น

การรักษาอาการเพลียแดด ควรพักในที่เย็นๆ เมื่อสงสัยว่ากำลังมีอาการเพลียแดดควรย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ ถ้าเป็นไปไม่ได้ให้หาที่ร่มๆ พัก โดยให้นอนหงายแล้วยกขาขึ้นให้อยู่เหนือระดับหัวใจ

ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ที่เย็นกว่าอุณหภูมิห้องจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง หรือปล่อยให้น้ำเย็นไหลผ่านตัวเอง อาบน้ำเย็นจากฝักบัว หรืออ่างอาบน้ำ พันผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นให้ทั่วร่างกาย หรือคลายหรือถอดเสื้อผ้าออก ถ้าเป็นไปได้ให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออก ถ้าเป็นไปไม่ได้ให้คลายเสื้อผ้าให้หลวมขึ้นเพื่อที่อากาศจะได้ไหลเวียนรอบๆ ร่างกายของคุณได้เพิ่มขึ้น

อาการเพลียแดดสามารถพัฒนาเป็นโรคลมแดดได้ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ รีบรับการรักษาทางการแพทย์ทันที ถ้าหากรู้สึกร้อนหรือแห้งผิว แต่เหงื่อไม่ออก อุณหภูมิร่างกายของคุณสูงกว่า 103 องศาฟาเรนไฮต์ (39.4 องศาเซลเซียส) จนทำให้สับสนหรือหมดสติ (คนอื่นมักจะสังเกตเห็นความสับสนหรือพฤติกรรมแปลกๆ ก่อนที่ตัวเองจะสังเกต) อาเจียนบ่อย หายใจลำบากหรือมีปัญหาการหายใจ

 

Low Lunge Variation (Anjaneyasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/493563

Low Lunge Variation (Anjaneyasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า Low Lunge  มักจะเป็นท่าที่ใช้ในการวอร์มอัพ แต่ในเวอร์ชั่นนี้จะเน้นการเปิดที่สะโพกและยืดขาหนีบมากขึ้นและลึกขึ้น จึงไม่ใช่ท่าที่ใช้สำหรับการวอร์มอัพ แต่ต้องผ่านการวอร์ม หรือไหว้พระอาทิตย์ก่อนจึงค่อยฝึกท่านี้ การทรงตัวในท่านี้ให้ได้ต้องอาศัยความยืดหยุ่นของต้นขาและความมั่นคงของสะโพก จินตนาการเหมือนสะโพกค่อยๆ จมลง จนกระทั่งความรู้สึกเหมือนกับ กระดูกเชิงกรานค่อยๆ จมดิ่งลึกลงมา รักษาการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้อง สมดุล ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่มีปัญหาการบาดเจ็บหัวเข่า รุนแรงอาจงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่า Low Lunge ฝ่าเท้าซ้ายอยู่หน้า ระหว่างมือทั้งสองข้าง ให้ปลายเท้ากับมืออยู่ในระดับเดียวกัน โดยหัวเข่าซ้ายอยู่เหนือข้อเท้า เช็กไม่ให้เข่าเลยปลายนิ้วเท้า ส่วนขาขวาที่ อยู่ด้านหลัง ยืดให้สุด หากเจ็บหัวเข่าให้วางบนเสื่อที่หนาหรือบนผ้า กระจายน้ำหนักเพราะน้ำหนักไม่ถ่ายลงหัวเข่า

2.เปิดฝ่าเท้าซ้ายขวางหรือเฉียง อยู่ด้านหลังข้อมือซ้าย หายใจเข้าออก 10 วินาที ค้างท่าสักครู่

3.พนมมือไว้ที่หน้าอก ค้างท่าไว้ประมาณ 5 ลมหายใจเข้าออก ทรงตัวอยู่ในท่า หากตึงที่ขาหนีบมากเกินไป ไม่ต้องยกมือขึ้น จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร.02-636-6758-9

 

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 13:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492624

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มะเร็งปอด (Lung Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุดอันดับสองในชายไทยรองจากมะเร็งตับและพบมากเป็นอันดับสี่ในเพศหญิง รองจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก (เนื่องจากหญิงไทยมีอัตราการสูบบุหรี่น้อยกว่าชายไทยมาก) แต่โดยรวมมะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งที่เกิดในคนไทย

มะเร็งปอดเป็นโรคที่มีความรุนแรง แต่สามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค คือการงดการสูบบุหรี่ และการรักษาในระยะแรก สามารถทำให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด

มะเร็งปอดสามารถแบ่งออกได้อย่างกว้างๆ ออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะทางพยาธิวิทยา ออกเป็นมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer) พบประมาณ 10% ของมะเร็งปอด และมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer) ซึ่งเป็นมะเร็งปอดที่พบได้บ่อยที่สุด

นอกจากนี้ เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงเป็นปริมาณมาก มะเร็งจากอวัยวะอื่นสามารถแพร่กระจายมายังปอดได้บ่อย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

สาเหตุที่พบได้บ่อยของมะเร็งปอด คือร่างกายได้รับสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติ สารก่อมะเร็งที่พบได้บ่อยคือ ควันบุหรี่ โดยควันบุหรี่จะมีส่วนประกอบมากมาย เช่น น้ำมันดิน สารไฮโดรคาร์บอน

ดังนั้น พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นผู้ที่สูบเอง หรือสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้างก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลที่ไม่สูบอย่างชัดเจน นอกจากนี้สารจากสิ่งแวดล้อมบางชนิดก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด เช่น Asbestos Radon ปัจจัยอื่นที่พบว่ามีความสำคัญ ได้แก่ ลักษณะทางพันธุกรรมโดยผู้ที่มีประวัติของโรคมะเร็งในบุคคลอื่นในครอบครัวก็จะมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น

อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะมะเร็งปอดที่พบได้บ่อยคืออาการไอเรื้อรัง บางครั้งอาจมีเลือดปนเสมหะ เมื่อมะเร็งขยายตัวมากขึ้น ก็จะเกิดการรบกวนการทำงานของปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นก็จะมีอาการแสดงเฉพาะของอวัยวะนั้น เช่น มีอาการปวดกระดูก ปวดศีรษะ แต่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดระยะแรกมักไม่มีอาการ เนื่องจากมะเร็งปอดยังมีขนาดเล็กอยู่

ผู้ป่วยที่พบว่ามีมะเร็งปอดระยะเริ่มต้น ส่วนมากเป็นการตรวจพบจากการตรวจภาพรังสีทรวงอก ในการเช็กร่างกายในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือถ้าสังเกตว่ามีอาการผิดปกติทางระบบหายใจ (โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด เช่น มีประวัติสูบบุหรี่มานานหรือมีประวัติมะเร็งปอดของสมาชิกในครอบครัว) มีอาการไอต่อเนื่องกันเกิน 3 อาทิตย์โดยไม่มีสาเหตุอื่น หรืออาการไอที่เคยมีอยู่แล้วมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ควรจะทำการปรึกษาแพทย์เสมอ เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านั้น

การตรวจ Check Up หรือการตรวจโดยภาพรังสีเพื่อพยายามค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกนั้น ยังไม่มีข้อมูลว่าจะช่วยทำให้สามารถพบมะเร็งได้เร็วขึ้นในผู้ป่วยทั่วไป แต่ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงมาก เช่น มีประวัติการสูบบุหรี่มาต่อเนื่อง แพทย์มักแนะนำให้มีการตรวจภาพรังสีทรวงอก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งปอดหรือไม่ การวินิจฉัยจะเริ่มจากอาการของผู้ป่วยร่วมกับภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ การยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งปอด ต้องได้การวินิจฉัยยืนยันจากการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยการนำเนื้อเยื่อปอดบริเวณที่มีความผิดปกติมาตรวจ เนื่องจากอาการและภาพรังสีทรวงอกไม่มีความจำเพาะว่าจะต้องเป็นมะเร็งปอดเสมอไป

การตรวจชิ้นเนื้อจึงมีความจำเป็นมากในการบอกว่าความผิดปกติที่ตรวจพบ แนวทางในการนำเนื้อเยื่อมาตรวจมีได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องตรวจหลอดลม การใช้เข็มเจาะ หรือการ หลังจากพบว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว ก็จะมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่ามีการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นหรือยัง

การรักษามะเร็งปอดจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ ชนิดของมะเร็งปอด ขอบเขตการกระจายของโรคและสภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย การรักษาหลักของมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กที่ยังไม่มีการแพร่กระจายคือการผ่าตัดเอาปอดส่วนที่มีมะเร็งออกไป ซึ่งเป็นการรักษาที่จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูงสุด ถ้าไม่สามารถผ่าตัดได้หรือผ่าตัดแล้วพบว่าการกระจายของมะเร็งแล้ว การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงก็เป็นการรักษาซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม

ปัจจุบันนี้มียาชนิดที่ออกฤทธิ์จำเพาะตามเป้า (Targeted Therapy) ที่มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีมะเร็งปอดบางชนิดที่ให้ผลการรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงไม่มากเหมือนการให้เคมีบำบัด โดยต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีความเหมาะสมในการใช้ยาหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาหรือการฉายแสง ยังไม่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ แต่สามารถลดขนาดของมะเร็งลงและชะลอการดำเนินโรคและลดอาการของผู้ป่วยลงได้

สรุปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของการรักษามะเร็งปอด คือการป้องกัน โดยการหยุดบุหรี่ การพยายามวินิจฉัยให้ได้ในระยะแรกของโรค และเลือกการรักษาให้เหมาะสมตามชนิดและระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็น

 

มีลูกก่อนอายุ 30 ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492484

มีลูกก่อนอายุ 30 ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากข้อมูลสถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติมะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม นอกจากที่จะรักษาให้หายแล้ว เรื่องของความสวยความงามและความเชื่อมั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงเราต้องการมากที่สุด

ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัยทั้งที่คุมได้และคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเร็วหรือประจำเดือนหมดและใช้ยาฮอร์โมนทดแทนนานเกินกว่า 5 ปี ก็มีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ในแง่ของการมีบุตรมีข้อมูลระบุไว้ว่าผู้หญิงที่มีบุตรก่อนอายุ 30 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้

การรักษาโรคมะเร็งเต้านมจะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด มีเพียงส่วนน้อยที่จะไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เช่น คนไข้ที่มาพบแพทย์ในระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะแพร่กระจาย แพทย์จะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือยาต้านฮอร์โมน หรือคนไข้ที่มาก่อนระยะที่ 4 แต่มีก้อนที่ใหญ่มาก บางครั้งแพทย์จะไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะเริ่มให้ยาเคมีบำบัดเพื่อให้ก้อนเล็กลงก่อน และแพทย์จะทำการผ่าตัดในลำดับต่อไป

การผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1.ผ่าตัดโดยเก็บเต้านมเอาไว้และตัดทิ้งเฉพาะส่วนก้อนมะเร็งออก กรณีนี้สามารถทำได้ในคนไข้ที่เป็นระยะเริ่มต้น สามารถเก็บเต้าไว้ได้เพราะมีก้อนมะเร็งเพียงจุดเดียวและมีขนาดเล็กพอที่จะตัดออกได้หมด แต่การตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกจะต้องทำร่วมกับการฉายแสงบริเวณเนื้อเต้านมที่เหลือจึงจะเท่าเทียมกับการตัดออกทั้งหมด

2.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นเหมือนวิธีในอดีตที่ผ่านมา

3.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมดและเสริมเต้าใหม่ ซึ่งจะช่วยสำหรับคนเลือกผ่าตัดออกทั้งหมด

การเสริมเต้านมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.เสริมโดยใช้ซิลิโคน

2.เสริมโดยใช้กล้ามเนื้อในร่างกาย ซึ่งจะมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันที่จะเลือกใช้

คือ 1.กล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่

อยู่ข้างหลัง และปกติร่างกายจะไม่ค่อยได้ใช้งานกล้ามเนื้อมัดนี้เท่าใดนัก 2.กล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมกับไขมันทางหน้าท้อง (ซิกซ์แพ็ก) โดยจะยกขึ้นมาทั้งหมดเพื่อมาทำเต้านม ซึ่งการผ่าตัดเสริมเต้าสามารถทำได้ทันทีที่ผ่าตัดมะเร็งเต้านมออก

อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เริ่มทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยการใช้มือคลำเต้านมให้ครบ อาจจะคลำจากด้านในออกด้านนอกวนเป็นก้นหอย หรือใช้วิธีการแบ่งเต้านมเป็น 4 ส่วน คลำให้ครบ 4 ส่วนคือ ไล่ขึ้น ไล่ลง โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการคลำเต้านมจะอยู่ในช่วงวันที่ 7-10 ของรอบเดือน เพราะจะเป็นช่วงที่เต้านมไม่คัดตึง หากพบก้อนบริเวณนมจะสามารถคลำก้อนได้ชัดเจนขึ้นซึ่งการนับจะนับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ส่วนผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ยกเว้นการตรวจและพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการตรวจที่ถี่ขึ้น

*สนับสนุนข้อมูลโดยโรงพยาบาลเวชธานี

 

Revolved Wide-Legged Standing Forward Fold (Parsva Baddha Kulpha Prasarita Padottanasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492483

Revolved Wide-Legged Standing Forward Fold (Parsva Baddha Kulpha Prasarita Padottanasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การแยกขาและพับตัวไปด้านหน้านั้นต้องการความสมดุลของเท้าทั้ง 2 ข้าง เมื่อฝ่าเท้ายึดพื้นอย่างมั่นคง ลำตัวยืดยาว ใช้ลมหายใจช่วยส่งและพับตัวไปด้านหน้าจากสะโพก ไม่ใช่จากเอว การที่ต้องบิดลำตัวด้านข้างอาจทำให้เสียสมดุลที่กระดูกเชิงกราน ดังนั้นให้รักษาความแข็งแรงที่ขาทั้ง 2 ข้างไว้เสมอ การฝึกท่านี้ช่วยเปิดลำตัวด้านข้าง เอว การบิดในบริเวณช่องท้อง ช่วยนวดอวัยวะในช่องท้อง และคลายอาการปวดเมื่อยล้า บ่า ไหล่ หลังส่วนบน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา เพื่อเตรียม

2.แยกขาทั้ง 2 ข้างออกจากกันประมาณ 3 ช่วงไหล่ ให้ส้นเท้าอยู่ในแนวเส้นตรง ขนานกัน

3.หายใจเข้ายืดลำตัว หายใจออก พับตัวลงมาครึ่งทางจากสะโพก

4.หายใจเข้า วางหลังมือซ้ายขัดอยู่นอกข้อเท้าขวา ยืดไหล่ซ้ายไว้ ส่วนมือขวาจับสะโพกไว้ก่อน

5.หายใจออก โยกลำตัวไปหาขาซ้ายให้มากที่สุด

6.หายใจเข้า ส่งมือขวามาจับฝ่าเท้าซ้าย

7.หายใจออก เลื่อนมือขวาไปจับข้อเท้าหรือส้นเท้าซ้าย และให้ศีรษะลอดใต้แขนขวา ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

“พินัยกรรมชีวิต” สิทธิที่คนไทยควรทราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 13:27 น  http://www.posttoday.com/life/health/491513

"พินัยกรรมชีวิต" สิทธิที่คนไทยควรทราบ

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในชีวิตของคนเราทุกคน สิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้นแน่ๆ คือการเจ็บป่วย การเสื่อมลงของสุขภาพ และการตาย แน่นอนว่าการรักษาสุขภาพที่ดี การได้รับการรักษาความเจ็บป่วยด้วยวิธีที่เหมาะสมจะสามารถทำให้ชีวิตของเรายืนยาวมากขึ้นได้ แต่สุดท้ายพวกเราทุกคนก็ไม่สามารถหลีกหนีความตายไปได้

เราอยากตายอย่างไร

เรื่องความตายเป็นสิ่งที่สังคมไทย โดยเฉพาะระหว่างผู้ป่วย ญาติ และแพทย์ที่ดูแลจะไม่มีการคุยกันเรื่องนี้มากนัก โดยอาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ ประเด็น เช่น ความเชื่อว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้จะเป็นลางที่ไม่ดี ไม่ควรพูดเรื่องนี้เพราะจะทำให้ผู้ป่วยหมดกำลังใจ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

การวางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกๆ ฝ่ายจะทำให้การดูแลผู้ป่วยที่จะเสียชีวิตสามารถทำได้อย่างเหมาะสมและ ตรงตามความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด ถ้าเราถามตัวเราเองหรือบุคคลอื่นๆ ทั่วๆ ไปว่าอยากจะตายอย่างไร

อย่างไรเรียกว่าการตายที่ดี คำตอบที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกันตามความเชื่อ ความคาดหวังของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานที่ค่อนข้างตรงกันคือ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนไม่อยากเจ็บป่วย ทรมานมากเกินไป ไม่อยากถูกทอดทิ้ง ไม่อยากจะเป็นภาระของญาติหรือบุคคลที่รัก และไม่อยากให้มีการยื้อชีวิตโดยไม่จำเป็น ถ้าเราถามญาติๆ ของพวกเราที่มีอายุแล้ว เรามักจะได้ยินประโยคเหล่านี้ที่ท่านสั่งไว้ว่า “อย่ายื้อชีวิตพ่อให้นานเกินไป…อย่าไปเจาะคอแม่นะ…ไม่ต้องเอาไปลง ICU ปล่อยไปตามธรรมชาติ” แต่ในทางปฏิบัติจริง เมื่อถึงเวลานั้นญาติเองก็มักไม่กล้าตัดสินใจ รวมถึงแพทย์เอง ก็อาจมีความลำบากใจในการจะหยุดการรักษาที่อาจจะไม่ได้ประโยชน์ แต่ทำไปเพื่อยื้อชีวิตของผู้ป่วยออกไป

พินัยกรรมชีวิต หรือสิทธิการตายคืออะไร

แต่ปัจจุบันนี้ในกฎหมายไทยมีมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ และได้มีรายละเอียดในวรรคต่อมาคือ วรรคสอง บัญญัติว่า การดำเนินการตามหนังสือเพื่อแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และวรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง เนื้อหาสาระที่สำคัญของกฎหมายนี้มีประเด็นที่สำคัญคือ

1.การที่บุคคลแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษา ไม่ใช่สิทธิเลือกที่จะไม่มีชีวิตอยู่หรือการปรารถนาจะฆ่าตัวตาย แต่ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายแล้ว และเป็นสิทธิในการเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะได้ตายตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่มีจุดประสงค์เพื่อยื้อชีวิตออกไป จะเห็นว่าถ้าผู้ป่วยยังไม่มีความเจ็บป่วยระยะสุดท้าย แต่ต้องการเสียชีวิต อาจไปใช้ยาบางชนิดเกินขนาดและปฏิเสธรักษาพยาบาล ในกรณีนี้ก็จะไม่ตรงตามความหมายของมาตรานี้

2.แพทย์ไม่มีหน้าที่เร่งหรือทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษาถึงแก่ความตาย แต่เป็นการหยุดหรือไม่เริ่มใช้การรักษาที่มีจุดประสงค์เพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยอาจทุกข์ทรมานมากขึ้น การที่ผู้ป่วยเสียชีวิตเกิดจากภาวะการเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายของผู้ป่วย ตามธรรมชาติของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

3.แพทย์ไม่ได้หยุดการรักษาผู้ป่วย ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนายังคงได้รับการดูแลจากแพทย์แบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการ

ทางกายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา เพียงแต่เป้าหมายของการรักษาเปลี่ยนไป จากการทำให้มีชีวิตอยู่นานที่สุด เป็นทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยไม่เร่งหรือยื้อการเสียชีวิตของผู้ป่วยออกไป

4.การแสดงเจตนาดังกล่าว ผู้ป่วยต้องเป็นผู้แสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรเอง ผู้อื่นไม่สามารถทำแทนได้ ดังนั้นถ้าผู้ป่วยไม่มีสติแล้วหรือไม่มีความสามารถในการตัดสินใจแล้วก็ไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ ดังนั้นการทำหนังสือแสดงเจตนาในมาตรานี้ จำเป็นต้องมีการทำไว้ล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่มีความสามารถในการแสดงเจตจำนงได้

5.ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ในทางปฏิบัติถ้าผู้ป่วยมีหนังสือแสดงเจตจำนงนี้ และเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะระยะสุดท้ายของชีวิต แพทย์ผู้ดูแลก็จะพิจารณารายละเอียดของหนังสือดังกล่าว และพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยและญาติในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยให้ตรงตามความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่จะสามารถให้การดูแลเป็นไปตามที่ผู้ป่วยต้องการและไม่เป็นภาระที่ญาติต้องมาตัดสินใจในการเลือกการรักษาให้ผู้ป่วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายดังกล่าวแล้ว ในปัจจุบันยังมีคนไทยจำนวนน้อยมากที่มีการทำหนังสือแสดงเจตจำนงหรือพินัยกรรมชีวิตนี้ไว้ จึงมีความจำเป็นที่พวกเราควรได้มีการศึกษาถึงรายละเอียดของสิทธิอันพึงมีนี้ โดยสามารถหาตัวอย่างการเขียนหนังสือแสดงเจตจำนงได้ตามแหล่งข้อมูลทั่วไป หรือที่ www.thailivingwill.in.th/sites/default/files/024ivingwill.pdf ได้ครับ

 

ฤดูร้อน ลมแดดแผดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/491396

ฤดูร้อน ลมแดดแผดเผา

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

 ฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผู้คนเดินทางคลายร้อนเที่ยวทะเล และคิดถึงเพลงหาดทราย ทะเล สายลม และสองเรา หรือฝากฟ้าทะเลฝันของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ กันไม่มากก็น้อย

แต่ความเป็นจริงแล้วทุกอย่างคงไม่โรแมนติกไปเสียหมด เพราะหน้าร้อนมีโรคที่เกิดจากความร้อนที่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าประมาทมากไป อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

ว่าไปแล้ว ปกติร่างกายมนุษย์ต้องปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ ระหว่าง 36.5-37 องศาเซลเซียส ถ้าความร้อนทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิต 17-70%

อาการที่ว่านี้ คือ โรคลมแดด หรือทางการแพทย์เรียกว่า ฮีตสโตรก (Heatstroke) เป็นโรคจากความร้อน ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดในประเทศไทยถึง 40% ที่อาการปรากฏ โดยเสียชีวิตในบ้านพัก เพราะอากาศร้อนและไม่ถ่ายเท

โรคลมแดด เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ เกิดจากการได้รับความร้อนมากเกิน อาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ความผิดปกติที่รุนแรงมากที่สุด คือทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไต รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย

ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ได้เขียนให้ความรู้ถึงโรคนี้ในเว็บไซต์ haamor.com ว่า โรคลมแดด หรือโรคจากความร้อน (Heatstroke หรือ Sun stroke หรือ Heat illness หรือ Heat-related illness) เป็นภาวะที่เกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูง เช่น ในฤดูร้อนจัดจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนที่เกิดจากการใช้พลังงานของร่างกายตามปกติได้ จึงก่อให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น ซึ่งเรียกว่า โรคที่สัมพันธ์กับความร้อน (Heat illness หรือ Heat-related illness หรือ Heat stress) โดยเมื่อมีอาการรุนแรงที่สุดเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เรียกว่า โรค/ภาวะลมแดด (Heatstroke)

โดยศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สัญญาณสำคัญของโรคนี้ คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เป็นจะกระหายน้ำมาก ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ต่างจากการเพลียแดด หรือเป็นลมแดดทั่วไปที่พบจะมีเหงื่อออกด้วย เมื่อเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงที จะทำให้เสียชีวิตได้

อาการสำคัญ ได้แก่ ตัวร้อนจัด เพ้อ หรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดลดลง ช็อก ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก โดยกลไกการทำงานของร่างกายหลังจากที่ได้รับความร้อน จะมีการปรับตัวโดยส่งน้ำหรือเลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและน้ำไปหล่อเลี้ยง จึงไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นลมแดด หากมีอาการดังต่อไปนี้ สับสน ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ ปวดท้องหรือแน่นหน้าอก ไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ อุณหภูมิมากกว่า 40 องศาเซลเซียส อุณหภูมิไม่ลดแม้ว่าจะให้การดูแลในเบื้องต้น ให้รีบนำตัวไปพบแพทย์

ส่วนการช่วยเหลือเบื้องต้น ให้นำผู้ที่มีอาการเข้าในร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ถอดเสื้อผ้า ใช้น้ำเย็นประคบบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ และใช้พัดลมเป่าเพื่อระบายความร้อน ใช้น้ำเย็นราดลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาล ส่วนในรายที่อาการยังไม่มากควรให้ดื่มน้ำเปล่าธรรมดามากๆ

การป้องกันโรคลมแดดในหน้าร้อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร/วัน หลีกเลี่ยงอากาศร้อน ถ่ายเท ไม่สะดวก หากร้อนมากควรพยายามลดความร้อน โดยอาบน้ำ เปิดแอร์ เปิดพัดลม

ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม หากรู้สึกเหนื่อยมากควรรีบพักทันที ควรมีการอบอุ่นร่างกายก่อนและหลังออกกำลังกาย

สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี หากต้องทำงานกลางแจ้งควรสวมหมวกป้องกัน หรือเตรียมตัวออกกำลังกายกลางแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย

 

Pre Run Yoga : Dynamic Side Lunge (Skandasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/491395

Pre Run Yoga : Dynamic Side Lunge (Skandasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าต่อจากฉบับที่แล้ว ที่เราจะฝึกก่อนการวิ่ง โดยเป็นแบบไดนามิก ซึ่งท่านี้หากใครไม่เคยฝึกมาก่อนจะบ่นว่าปวดก้นและขากันแทบทุกคน เพราะปกติแล้ว คนส่วนใหญ่เส้นต้นขาด้านใน (Adductors) จะตึงมาก ในระหว่างการเล่นกีฬาท่า Side Lunge นอกจากจะทำงานกับเส้นต้นขาด้านในแล้ว ยังส่งผลถึงเสน้ ตน้ ขาดา้ นนอก (Abductors) รวมทั้งกลา้ มเนือ้ กน้ (Glutes)อีกด้วย ดังนั้นก่อนวิ่ง การเคลื่อนไหวท่านี้แบบต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อการวิ่ง ทำให้วิ่งได้ดีขึ้น นานขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.แยกขาทั้งสองข้างให้กว้างประมาณ3 ช่วงไหล่ โยกตัวไปฝั่งขวา เช็กเข่าอย่าให้เลยปลายเท้า หย่อนก้นไปด้านหลัง เพื่อให้ขาซ้ายยืดให้สุด

2.เดินมือทั้งสองข้างมาตรงกลาง เพื่อเชื่อมท่า (Shif)

3.ยืดขาขวาแทน ขาซ้ายงอ ดึงก้นไปด้านหลัง

จากภาพที่ 1 เชื่อมไปภาพที่ 2 และกลับมาภาพที่ 3 ให้เป็นการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก คือเป็นแบบต่อเนื่องควบคู่กับลมหายใจ แบบไม่หยุดให้ครบ 10 รอบ โยกขวาแล้วก็โยกซ้าย

4.เดินมือมาตรงกลาง พับตัวลงยืดขาทั้งสองข้าง เพื่อคลายขา