การวิ่งกับข้อเข่าเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/491127

การวิ่งกับข้อเข่าเสื่อม

โดย…นูโน่

หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า “การวิ่งมากๆ จะทำให้ข้อเข่าเสื่อม” ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงออกกำลังกายด้วยการวิ่งอย่างเต็มที่เพราะกลัวมีปัญหาดังกล่าว แต่ความจริงแล้วรายงานจากวงการแพทย์หลายคนยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง

เพียงแต่อาการบาดเจ็บข้อเข่าที่พบกันบ่อยจากการซ้อมวิ่งโดยเฉพาะในกลุ่มนักวิ่งมือใหม่นั้นเป็นเรื่องปกติของอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง จากการออกกำลังกายในช่วงแรกที่เริ่มฝึกใช้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและเส้นเอ็น ในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน

เห็นได้จากเมื่อเราเริ่มเล่นกีฬาอะไรก็ตาม มักจะมีอาการปวดเมื่อยในช่วงแรกเหมือนกัน แต่พอหยุดพักหรือออกกำลังกายต่อเนื่องจนกล้ามเนื้อเริ่มคุ้นเคย ร่างกายก็จะซ่อมแซมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้สามารถออกกำลังกายในระดับที่สูงขึ้น ก็จะไม่ค่อยบาดเจ็บอีก

การฝึกวิ่งใหม่ๆ ก็เช่นกัน หลายคนจะมีอาการบาดเจ็บแถวรอบๆ เข่า เท้า และข้อเท้ากันอยู่เสมอ แต่เมื่อได้พักและปล่อยให้ร่างกายได้ซ่อมแซม ส่วนใหญ่ก็จะหายเอง

แต่ที่มีปัญหาอาจจะเป็นเพราะการวิ่งโดยไม่วอร์มร่างกายมากเพียงพอ หรือการวิ่งผิดท่า รวมไปถึงการออกกำลังกายอย่างหักโหมมากเกินไป เพราะหลายคนไม่ได้ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่อง แต่อาจมาเริ่มออกกำลังกายตอนอายุมาก หรือเมื่อมีอาการเจ็บป่วย หรืออาจหันมาวิ่งตามกระแส โดยไม่ได้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเอง

ทั้งนี้ ผลจากคณะนักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ พบว่า การออกกำลังจากน้อยไปหามาก หรือจากเบาไปหาหนัก และค่อยๆ เพิ่มระดับนั้น สามารถช่วยรักษาข้อสะโพก ข้อเข่าอักเสบ ข้อเสื่อม รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพไปในตัวด้วย

ขณะที่การศึกษาเร็วๆ นี้ พบว่า การออกกำลังโดยเฉพาะการวิ่งปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป และยังช่วยป้องกันข้อเสื่อมด้วย และพบว่าการวิ่งและออกกำลังไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อเสื่อม

ตรงกันข้ามนักวิ่งที่ฝึกวิ่งมานานๆ มีประสบการณ์มากมาย ข้อเข่าและข้อเท้ามักจะแข็งแรงกว่าคนในช่วงอายุเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากคนอายุเกิน 70 ที่ยังวิ่งได้อยู่ไม่น้อย ขณะที่คนที่ไม่ได้เล่นกีฬาก็เป็นข้อเสื่อมกันก็มาก

 

ติดเชื้อในกระแสโลหิตคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 17:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/490410

ติดเชื้อในกระแสโลหิตคืออะไร

ภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิตคืออะไร

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การติดเชื้อในกระแสโลหิต (Severe Sepsis) เป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรงในร่างกาย โดยจะเริ่มจากภาวะการติดเชื้อ (Infection) เฉพาะที่ คือภาวะที่เชื้อก่อโรค สามารถเอาชนะภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้น และทำให้การทำงานของอวัยวะที่มีการติดเชื้อมีการเสียหน้าที่ของการทำงานไป

โดยในช่วงแรก ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงของการติดเชื้อ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย และมีอาการเฉพาะที่ตามระบบหรืออวัยวะที่มีการติดเชื้อ เช่น ถ้ามีการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ ก็อาจมีอาการไอ มีเสมหะ การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะก็จะมีอาการปัสสาวะขัด ปวดเอว

การติดเชื้อเฉพาะที่นี้ถ้ามีการรักษาได้ทันท่วงที โดยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีก็จะสามารถทำให้การติดเชื้อนั้นหายไปได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเชื้อมีความรุนแรง และไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม การติดเชื้อดังกล่าวก็จะมีการลุกลามมากขึ้น เชื้อโรคและพิษจากเชื้อโรคสามารถลุกลามเข้าไปสู่กระแสเลือดของผู้ป่วย ทำให้การติดเชื้อลุกลามไปทั่วร่างกาย และมีการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ได้มีการติดเชื้ออยู่ในช่วงแรก ผิดปกติตามมา เราเรียกภาวะนี้ว่าการติดเชื้อในกระแสโลหิต (Sepsis) หรืออาจมีคนใช้คำว่าเลือดเป็นพิษ

การติดเชื้อในกระแสโลหิตรุนแรงจริงหรือไม่

ผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิต และมีการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ผิดปกติตามมา เช่น มีภาวะความดันโลหิตต่ำ มีภาวะหัวใจวาย หรือไตวาย จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก ถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ผู้ป่วยเกิน 60% อาจเสียชีวิตได้

ปัจจุบันนี้ พบว่ามีผู้ป่วยชาวไทยที่เสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่าปีละ 5 หมื่นคน โดยพบว่าบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิต ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรืออยู่ในโรงพยาบาล และผู้ป่วยที่ได้รับการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปในร่างกาย เช่น สายสวนเส้นเลือด สายสวนปัสสาวะ

ภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิตรักษาได้หรือไม่

ถึงแม้ว่าการติดเชื้อในกระแสโลหิตจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง และผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง แต่มีข้อมูลชัดเจนว่าถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม คือการให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค ภายในเวลา 6 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ ร่วมกับการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพียงพอ มีการประเมินผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้น มีการดูแลเพื่อให้การรักษาเพื่อทดแทนอวัยวะที่ล้มเหลว เช่น การล้างไต เพื่อรอเวลาที่การติดเชื้อของผู้ป่วยดีขึ้น การดูแลและรักษาที่เหมาะสม สามารถทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงต่ำกว่า 30% ได้

จะเห็นว่าภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิต ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผู้เสียชีวิตในเมืองไทยแต่ละปี มากกว่าจำนวนคนในหลายๆ อำเภอเสียอีก ดังนั้นการป้องกันอย่าให้ติดเชื้อและการสังเกตอาการและไปหาแพทย์ให้ทันท่วงทีเมื่อเริ่มสัญญาณเตือนของการติดเชื้อในกระแสโลหิตก็จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงได้

 

ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง นวัตกรรมลดการสูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/490254

ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง นวัตกรรมลดการสูญเสีย

โดย…เบญจวรรณ

ปัจจุบันแนวโน้มการเจ็บป่วยในกระดูกสันหลังของคนไทยเริ่มมีเพิ่มขึ้น ด้วยวิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ การใช้อุปกรณ์สื่อสารและมีการเคลื่อนไหวในท่าที่ไม่ถูกต้อง การรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีตั้งแต่ทำกายภาพบำบัด ฉีดยาเพื่อบรรเทาอาการ และการผ่าตัด

การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างสมัยก่อน เนื่องจากแพทย์มีความชำนาญและเทคนิคการผ่าตัดรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี ค.ศ. 2005-2006 แพทย์จากประเทศเยอรมนี ได้พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบใหม่ คือการผ่าตัดแบบส่องกล้องเข้าจากด้านข้างและด้านหลัง ทำให้ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยกล้อง Endoscope  ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็กและบาดเจ็บน้อย (Minimally Invasive Spine Surgery)  เริ่มเป็นที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย

นพ.ปฤศนัย พฤฒิกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคกระดูกสันหลังที่เหมาะกับการผ่าตัด Endoscopic Surgery ได้แก่ 1.หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และ 2.โพรงประสาทตีบแคบทับเส้นประสาท หรือที่เรียกว่า กระดูกทับเส้นประสาท โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาเพียงข้างเดียว

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระดูกสันหลังเข้าทางด้านหลังหรือด้านข้างนั้น ศัลยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยดูตำแหน่งของหมอนรองกระดูกว่าเป็นที่ข้อระดับใด และหมอนรองกระดูกเลื่อนไปอยู่บริเวณใด มีโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ใช้เครื่องมือของ Richard Wolf จากประเทศเยอรมนี โดยการใช้กล้องขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ขณะผ่าตัดแพทย์จะมองภาพผ่านจอแสดงผล ทำให้การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อเกิดขึ้นน้อยที่สุด ลดการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด นอนพักฟื้นเพียง 6 ชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้ และผลการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ต่างกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติ

นพ.ปฤศนัย พฤฒิกุล

ด้าน นพ.เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นว่าภาวะแทรกซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้เหมือนการผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติ แต่จะมีภาวะแทรกซ้อนบางชนิดที่เกิดขึ้นได้น้อยกว่า เช่น การติดเชื้อบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลัง  แผลผ่าตัดติดเชื้อ  ถุงหุ้มเส้นประสาทฉีกขาด  มีโอกาสที่ต้องเปลี่ยนจากผ่าตัดส่องกล้องเป็นผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติ ซึ่งโอกาสเกิดเป็นซ้ำของหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทมีประมาณ 6%

ทั้งนี้ การผ่าตัดดังกล่าวจะต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ และยังมีข้อจำกัดของการผ่าตัดทำได้ในพื้นที่จำกัด ไม่เหมาะที่จะทำในคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทหลายๆ ข้อ และภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคง

 

Pre Run Yoga : Dynamic Low Lunge Pose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 เมษายน 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/490252

Pre Run Yoga : Dynamic Low Lunge Pose

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ)  โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

โยคะนั้นสามารถฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งในชีวิตประจำวัน ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ หรือกีฬาอื่นๆ ได้อย่างดีเพื่อทำให้เราสามารถเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนฝึกกีฬานั้นๆ ทำให้เล่นกีฬาชนิดนั้นได้พลิ้วขึ้น ดีขึ้น หรือป้องกันการบาดเจ็บจากกีฬาชนิดต่างๆ รวมทั้งใช้เพื่อคลายกล้ามเนื้อหลังจากเล่นกีฬา

หลายท่านอาจเคยได้ยินนักกีฬาชื่อดังระดับโลก และนักกีฬาทีมชาติหลายคนที่ฝึกโยคะ เช่น ไรอัน กิกส์ และรอย คีน อดีตนักฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่ต้องวิ่งในสนามตลอดเวลา ยังมีนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอหลายคน และนักกีฬาอื่นๆ อีกมากมาย เอ่ยชื่อกันไม่หมดทีเดียว

และในช่วงเวลานี้ที่คนไทยนิยมหันมาวิ่งกันอย่างมากมาย วันนี้ครูจึงเตรียมท่าโยคะให้ฝึกก่อนการวิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งระยะสั้น ระยะไกล การฝึกท่าโยคะก่อนวิ่ง ต้องฝึกในลักษณะการเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อ

สำหรับท่าในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในท่าที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอข้อต่อสะโพก (Hip Flexors) ซึ่งปกติแล้วคนส่วนใหญ่ก่อนวิ่ง กล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้าจะสั้นเนื่องจากในชีวิตประจำวันที่มักจะนั่งทำงานนานๆ

วิธีปฎิบัติ

1.งอเข่าทั้งสองข้างพับตัวลงมาด้านหน้า วางมือไว้ที่พื้น ข้างเท้า เพื่อเตรียม

2.ถอยขาขวาไปด้านหลังให้ไกลที่สุด กดสะโพกลงเล็กน้อย ยืดขาด้านหลัง หายใจเข้าออกสักครู่

3.หายใจออก ย่อเข่าลงใกล้พื้นแต่ไม่แตะพื้น

4.หายใจเข้า ยืดขากลับขึ้นมา

จากภาพที่ 2 เชื่อมไปภาพที่ 3 และกลับมาภาพที่ 4 ให้เป็นการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก คือเป็นแบบต่อเนื่องควบคู่กับลมหายใจ แบบไม่หยุดให้ครบข้างละ 20 รอบ จากนั้นจึงสลับข้าง ทำอีก 20 รอบ เช่นกัน

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

ฟิตได้ฟิตดี 24 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/489376

ฟิตได้ฟิตดี 24 ชั่วโมง

โดย…สมแขก

การกินอยู่ที่เบี่ยงเบนจากความพอดี กินมากเกินไปหรืออยู่อย่างสบายเกินไป ทำให้ร่างกายเราเคลื่อนไหวน้อย เมื่อกินมากแต่ออกกำลังกายน้อยก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราอยากร่างกายแข็งแรงขึ้น และเพรียวลมมากขึ้น ก็ต้องทำตัวให้ลำบากบ้าง ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดินและเพลิดเพลินเวลาออกกำลัง ซึ่งในชีวิตประจำวันเราทำได้ทุกที่ทุกเวลาเลยทีเดียว

ที่บ้าน

– เช้าหลังตื่นนอน ขยันยืน เดินให้มากขึ้น ลดเวลานั่งให้น้อยลง ข้อดีคือความดันฯ จะลดลง และทำกิจวัตรให้เป็นการออกกำลังกาย ซึ่งการทำกิจกรรม (คละกิจกรรมได้ เช่น กวาดบ้านเสร็จมาซักผ้า จากนั้นมาล้างจาน รีดผ้า ถูบ้าน กวาดใบไม้ จัดสวน เช็ดกระจก ฯลฯ) ต่อเนื่องนาน 30 นาทีก็นับเป็นหนึ่งการออกกำลังกายได้ ซึ่งหากคุณเดินขึ้นบันได ทาสีบ้าน เปลี่ยนยางรถ เข็นรถ เข็นของหนัก นับเป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง

– วันหยุด ชักชวนสมาชิกตื่นแต่เช้าไปเดินจับจ่ายตลาดเพื่อออกกำลัง ถ้าตลาดไกลก็ปั่นจักรยานไปด้วยกันก็ไม่เลว

– เลือกออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่ทำได้สะดวก เช่น เดินเพื่อสุขภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเดินช้าๆ ค่อยๆ เพิ่มเวลาจนรู้สึกชิน จนเดินได้นานประมาณ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน (เริ่มเดินช้าประมาณ 3-5 นาที แล้วเพิ่มความเร็วจนถึงระดับที่เริ่มเหนื่อย แต่ยังสามารถพูดคุยทักทายได้ เป็นเวลา 25-30 นาที แล้วจากนั้นชะลอให้ช้าลง 3-5 นาทีก่อนหยุด

เดินทาง

– ถ้าบ้านคุณอยู่ในซอยไม่ลึกนัก แนะนำให้เดินหรือขี่จักรยานไปปากซอย แทนการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ ฟิตขึ้นแถมประหยัดได้ด้วย

– ถ้าคุณนั่งรถเมล์ แนะนำให้ลงรถก่อนถึงที่หมาย 1-2 ป้าย เพื่อเดินยืดเส้นยืดสาย ถ้าขับรถยนต์ส่วนตัว ลองเปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถเมล์ สัปดาห์ละ 2-3 วัน เพื่อเพิ่มโอกาสเดิน หรือวันไหนที่ขับรถไปทำงาน ถ้ารถติดมากๆ เปิดเพลงขยับร่างกายตามจังหวะเบาๆ ถ้ารถติดเกินครึ่งชั่วโมง ควรหาที่จอดแวะพักออกมายืน เดิน ขยับร่างกาย 10 นาทีก่อนเดินทางต่อ

ที่ทำงาน

– อย่านั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ลุกขึ้นยืน เดินทุกชั่วโมง ครั้งละ 10 นาทีเป็นประจำ เลือกเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ไกลออกไป เพิ่มระยะทางการเดิน และเดินขึ้น-ลงบันไดอย่างน้อย 2-3 ชั้นอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความเคยชิน

– รวมกลุ่มเพื่อนที่รักสุขภาพ ตั้งเป็นกลุ่มออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาร่วมกันหลังเลิกงาน

– ลองเปลี่ยนบรรยากาศการประชุม ด้วยการยืนพูดคุยหรือหารือ นอกจากจะได้ขยับร่างกายแล้ว เรายังได้สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง แทนการนั่งประชุมแบบเคร่งเครียด

– การร่วมกิจกรรมจิตอาสาขององค์กร จะทำให้เรามีโอกาสได้ลงแรง ได้ออกกำลังกาย

 

เมอร์ส อย่านิ่งนอนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/489184

เมอร์ส อย่านิ่งนอนใจ

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

โรคติดต่ออุบัติใหม่ การเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้นเป็นของคู่กัน เพราะโรคเหล่านี้จะมีการระบาดวิทยามาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงประสบการณ์ในการควบคุมและรักษาโรคที่ยังมีองค์ความรู้ไม่เพียงพอ

โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome : MERS) ซึ่งเคยระบาดหนักในเกาหลีใต้เมื่อหลายปีก่อน และค่อนข้างจะหายเงียบไปจากสังคมไทยจากความตื่นกลัวอยู่พอสมควร

ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยโรคเมอร์สในประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงยังมีความเสี่ยงจากการที่มีผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศ ทั้งจากการเดินทางท่องเที่ยว เดินทางเพื่อประกอบธุรกิจ และเดินทางไปแสวงบุญ จึงต้องมีการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้น ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเมอร์สในประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) รายงานพบผู้ป่วยยืนยันสถานการณ์โรคเมอร์ส ณ วันที่ 10 มี.ค. 2560 จากรายงานผู้ป่วยทั้งหมด พบผู้ป่วยยืนยัน จำนวน 1,917 ราย เสียชีวิต 684 ราย โดยพบรายงานผู้ป่วยทั้งหมดจาก 27 ประเทศ ดังนี้ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ จอร์แดน โอมาน คูเวต อียิปต์ เยเมน เลบานอน อิหร่าน ตุรกี อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย ตูนีเซีย แอลจีเรีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ จีน ไทย และบาห์เรน

ในประเทศไทยตั้งแต่พบการระบาดของโรคในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง จำนวนทั้งสิ้น 3 ราย รายสุดท้ายพบเมื่อกลางปี 2559 เป็นชายชาวตะวันออกกลาง อายุ 18 ปี เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ขณะนี้ได้เดินทางกลับประเทศแล้ว เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2559

ไวรัสเมอร์สแพร่กระจายเชื้อผ่านสารคัดหลั่งของระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก การไอ และการจาม เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป ผู้ที่คาดว่าติดเชื้อให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อบรรเทาอาการที่อาจจะเกิดรุนแรงมากกว่าเดิม และป้องกันอาการแทรกซ้อนที่จะไปกระทบกับอวัยวะส่วนที่สำคัญ

อาการเบื้องต้นของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเมอร์สนั้นจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด กล่าวคือจะมีอาการไอ จาม มีไข้สูง และหอบเหนื่อย อาจจะมีอาการท้องเสียและอาเจียนร่วมด้วย จากนั้นจะมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ปอดอักเสบ ไตวาย และระบบการหายใจล้มเหลว จนทำให้เสียชีวิตในที่สุด ดังนั้นผู้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาด สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ถ้ามีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคทันที

สำหรับกรณีศึกษาของเกาหลีใต้ สาเหตุที่มีการระบาดอย่างรวดเร็ว คือไม่ได้ระวังตั้งแต่ต้น คือ 1.ปล่อยให้คนไข้ที่ติดเชื้อนอนกับคนไข้ทั่วไป 2.ระบบอากาศในห้องไม่ดีพอ ทำให้ผู้ป่วยอื่นๆ ในหอผู้ป่วยในวอร์ดเดียวติดเชื้อไปด้วย และ 3.การควบคุมผู้ป่วยเข้าออกไม่เข้มงวด

หากย้อนหลังกลับไปตอนค้นพบโรคเมอร์ส ซึ่งคือโรคระบบทางเดินหายใจชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนา (Corona Virus) หรือที่เรียกว่าเชื้อไวรัสเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus : MERS-CoV) หรือ EMC/2012 (HCoV-EMC/2012) เนื่องจากพบการระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2555 เดิมทีเดียวไวรัสสายพันธุ์โคโรนานี้มักพบในสัตว์จำพวกค้างคาวบางชนิดและอูฐที่เลี้ยงกันมากทางตะวันออกกลางที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ต่อมาพบว่าเจ้าไวรัสมรณะนี้ได้พัฒนาสายพันธุ์ตัวเองให้สามารถกระจายมาสู่คน และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในที่สุด

โดยผู้ป่วยรายแรกเป็นชายวัย 60 ปี ซึ่งต่อมาเสียชีวิตด้วยอาการปอดอักเสบและไตวาย จากนั้นเชื้อไวรัสเมอร์สได้ระบาดลุกลามอย่างรวดเร็วในประเทศซาอุดิอาระเบียและประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง และกระจายสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน เชื้อไวรัสโคโรนาต้นเหตุของโรคเมอร์สนี้ มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโรคซาร์ส (SARS : Severe Acute Respiratory Syndrome) แต่มีอาการที่รุนแรงกว่า

โดยกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการตามมาตรการแนวทางการเฝ้าระวังป้องกันโรคใน 3 ส่วน คือ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ โรงพยาบาล และในชุมชน

โดยเฉพาะในด่านควบคุมโรคได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในช่องทางเข้าออกประเทศจัดพื้นที่คัดกรองผู้เดินทาง ในกรณีที่พบผู้เดินทางสงสัยป่วย จะแยกผู้เดินทางและนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

นอกจากนี้ สมาคมไวรัสวิทยาแห่งประเทศไทยได้มีความก้าวหน้าทางวิทยาการรักษาโรคเมอร์ส และคิดค้นวัคซีนรักษา โดยมีชุดตรวจวินิจฉัยแบบรวดเร็วสำหรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่เมื่อปี 2558 เรียบร้อยแล้ว สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรง ได้แก่ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่ภูมิต้านทานต่ำ ผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดของโรค

ปัจจุบันยังไม่มียา วัคซีน หรือเครื่องมือใดๆ ที่จะสามารถรักษาอาการโรคจากไวรัสเมอร์สได้โดยตรง จึงทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก (ราว 30% ของผู้ป่วย) การรักษานั้นแพทย์จะทำการรักษาตามอาการและประคองอาการเท่านั้น ดังนั้นใครที่มีภาวะเสี่ยง ควรหมั่นสังเกตตัวเอง ถ้ามีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดให้รีบไปพบแพทย์ทันที

 โรคไวรัสเมอร์สนับได้ว่าเป็นโรคติดต่อที่มีความร้ายแรงมาก นับจากการระบาดของโรคซาร์ส (SARS : Severe Acute Respiratory Syndrome) เมื่อหลายปีก่อน แม้มีรายงานทางการแพทย์หลายชิ้นระบุว่าโรคเมอร์สนี้ไม่ได้ติดต่อกันง่ายนัก แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการรับโรคอย่างไม่ประมาทเช่นกัน เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาโดยตรง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังไม่ให้รับเชื้อ ถ้าสงสัยในความเสี่ยงควรรีบไปพบแพทย์

 

Dandayamana Janushirasana Variations (Standing Head to Knee Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/489183

Dandayamana Janushirasana Variations (Standing Head to Knee Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้ใช้ทั้งร่างกายส่วนบนและร่างกายส่วนล่างพร้อมกันการพับตัวส่วนบนลงมาด้านล่างที่บริเวณเอว ทำให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น สร้างความแข็งแรงให้หน้าท้องการต้องยืนขาเดียว สร้างความอดทน เพิ่มความแข็งแรงที่ขาข้อเท้า หัวเข่า รวมทั้งการยืดกล้ามเนื้อหลัง ตั้งแต่ต้นคอลงไป

การค้างท่านี้ต้องใช้สมาธิและการทรงตัวเป็นอย่างมาก จิตจะนิ่งสงบ จึงช่วยเพิ่มความจำรวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตข้อควรระวัง คือ คนที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ค่อยๆ ฝึก แบบค่อยเป็นค่อยไป หากล้มก็ฝึกใหม่ ฝึกบ่อยๆ จะสามารถทรงตัวได้นิ่งและมั่นคงขึ้น

ในเวอร์ชั่นนี้จะเหมาะกับนักเรียนที่เส้นใต้ขาตึง ไม่สามารถเอามือจับฝ่าเท้าพร้อมกับยืดขาได้ การฝึกแบบประยุกต์ให้ได้ดีก่อนจึงเหมาะอย่างยิ่ง และแม้ว่าคนที่สามารถฝึกแบบออริจินัลที่ต้องยืดขาได้แล้ว การฝึกแบบงอเข่า ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอีกแบบ ลองฝึกดูค่ะ

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา หายใจเข้าออก2 รอบลมหายใจ เพื่อเตรียม

2.กระจายน้ำหนักลงฝ่าเท้าซ้าย ที่จมูกเท้า 2 ฝั่ง และส้นเท้าอย่างมั่นคง จากนั้นหายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นมาโดยนำมือทั้งสองข้างสอดเข้าไปใต้ข้อพับเข่า แต่ไม่ต้องลงน้ำหนักที่มือ แค่ประคองขาเฉยๆ ยกข้อต่อสะโพกให้สูง หายใจเข้าออก 2 รอบลมหายใจ ยืดหน้าอก และลำตัวส่วนบน

3.หายใจออก ยืดขาขวาไปด้านหน้าปลายนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบน มือแค่ประคองขา ยืดลำตัว ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้าออก3 รอบลมหายใจ

4.หายใจเข้า พับขาขวาเข้ามาชิดหน้าอกมือทั้งสองข้างประสานล็อกไว้ที่หน้าเข่า ให้หน้าขาชิดติดอก ค้างท่า ประมาณ 2 รอบลมหายใจ

5.หายใจออก พับตัวส่วนบนลงมาหาเข่า หากสามารถวางหน้าผากที่หน้าเข่าได้ยิ่งดี ค้างท่าสักครู่ ประมาณ 3 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

ต้อหิน ภัยเงียบคุกคามดวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/488390

ต้อหิน ภัยเงียบคุกคามดวงตา

โดย…กันย์ ภาพ  อีพีเอ/รอยเตอร์ส

โรคต้อหิน นับว่าเป็นสาเหตุหลักอันดับสองที่ทำให้ตาบอด โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความดันในตาสูง ทำให้ลูกตาแข็งกว่าปกติ สัญญาณเตือนในระยะแรก ไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกถึงการมองเห็นที่ผิดปกติ จัดว่าเป็นภัยเงียบที่คุกคามดวงตา หากชะล่าใจปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร หรือเสี่ยงตาบอดนั่นเอง นอกจากตาบอดแล้วยังมีอาการเจ็บปวด ทุกข์ทรมานได้อีก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากในการถนอมดวงตา เพียงแค่หมั่นสังเกตตัวเอง และปรึกษาแพทย์ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคของขั้วประสาทตา มีการบางตัวของขั้วประสาทตาและมีการสูญเสียลานสายตาอย่างถาวร โดยการสูญเสียตานั้น จะเริ่มที่ขอบด้านนอกก่อน หากไม่ทำการรักษาจะทำให้ลานสายตาค่อยๆ แคบลง จนตาบอดได้

สาเหตุของต้อหิน มีหลายชนิด ชนิดแรกเป็นต้อหิน โดยไม่ทราบสาเหตุพบมากที่สุด ชนิดที่สองเป็นต้อหินเนื่องจากมีโรคอื่นอยู่ก่อนแล้วเกิดแทรกซ้อน เกิดจากโรคตา ไม่ว่าจะเป็นตาอักเสบ เนื้องอกในลูกตา รวมไปถึงการใช้ยาบางชนิด ที่มีสารสเตียรอยด์ เป็นส่วนประกอบของยาหยอดตาเป็นระยะเวลานาน

ผู้ที่มีความเสี่ยง

1.ผู้ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสตรวจพบได้ร้อยละ 1.2

2.ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน

3.ปัจจัยอื่นๆ เช่น ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์

4.ตรวจพบความดันตาสูง (ความดันต้องมากกว่า 20 มม.ปรอท)

5.มีภาวะสายตายาวหรือสั้นมาก

6.มีความผิดปกติทางเลือดและเส้นเลือด

7.มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ไมเกรน เบาหวาน ป่วยเป็นโรคหัวใจและความดันสูง เป็นต้น

โรคต้อหินมุมเปิด หรือต้อหินเรื้อรังนี้ สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์จากการศึกษาน่าจะมีสายตาสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของการเป็นต้อหิน ส่วนอีกประการหนึ่งการที่สายตาสั้นแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่เชื่อกันว่าผู้ที่ใช้สายตาเพ่งมองใกล้มาก พวกหนอนหนังสือ ผู้ที่มีไอคิวสูงมักจะมีสายตาสั้น ทั้งหมดจึงอาจเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันมานานแล้ว การศึกษาในกรณีนี้แนะนำให้ใช้คอมพิวเตอร์ ในระยะที่เหมาะสมแม้จะไม่ได้ป้องกันโรคต้อหิน แต่ก็ทำให้ไม่มีภาวะสายตาเมื่อยล้า ตาแห้งจากการใช้คอมพิวเตอร์มากไปไม่ควรเพิกเฉยกับโรคนี้ แต่เนื่องจากโรคต้อหินเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ หากได้รับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำก็จะสามารถแก้ไขและป้องกันการเกิดได้ ใช้คอมพิวเตอร์มาก ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอ แต่การที่มีสายตาสั้นมากเป็นปัจจัยของการเกิดต้อหินได้ กลุ่มคนทำงานหนักอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีสายตาสั้นมากอยู่แล้ว

รักษาโรคต้อหินอย่างไร

การรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพผู้ป่วย จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิต ปัจจุบันยาหยอดตามีหลายชนิดต่างกันที่กลไกการออกฤทธิ์ ประสิทธิภาพและอาการข้างเคียง การใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดนั้นจะใช้ในระยะสั้นเพื่อเตรียมการผ่าตัด เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง

เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยอดตา หรือการรักษาโดยการใช้แสงเลเซอร์ การใช้เลเซอร์มักใช้ร่วมกับการใช้ยา การทำเลเซอร์ในต้อหินนั้นทำได้ไม่ยาก ไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน ใช้เวลาทำประมาณ 10-15 นาที และอีกวิธีคือ การรักษาโดยการผ่าตัด มุ่งเน้นที่การทำช่องระบายน้ำภายในลูกตา

ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจก่อนสายเกินแก้ไข หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือไม่สังเกตตัวเอง สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็จะเข้ามาทำลายความสุขในชีวิต หากชะล่าใจปล่อยไว้อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

 

แกว่งแขนวันละ 30 นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/488060

แกว่งแขนวันละ 30 นาที

โดย… ศิริกัญญา โกษากุล, เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

คำว่า “สุขภาพดีไม่ได้มีไว้ซื้อขาย อยากได้ต้องทำเอง” ยังคงความหมายเป็นอย่างดี แม้จะผ่านหลายยุคสมัยมา เพราะปัจจุบันการตื่นตัวทางการออกกำลังกายกำลังพุ่งสูงขึ้น เห็นได้จากการจัดวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ

สะท้อนว่าผู้คนใส่ใจในสุขภาพ บวกกับแรงผลักดันที่อยากมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง ดึงดูดและแต่งตัวได้งดงาม

แต่การออกกำลังกายสำหรับใครอีกหลายคนกลับเป็นเรื่องที่ต้องต่อกรกับเวลาและระบบของชีวิตประจำวัน บางคนอยากออกกำลังกายแต่เวลาไม่อำนวย หรือบางคนอยากหุ่นดีสุขภาพแข็งแรง แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะพาร่างกายออกไปพบความเหนื่อยล้า

อย่างไรก็ตาม วิถีการออกกำลังกายคงไม่ใช่แค่เพียงการมีพื้นที่อันกว้างขวางให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อน หรือมีอุปกรณ์ราคาที่ต้องซื้อหาเพื่อมาพยุงสุขภาพตนเอง “การแกว่งแขน” จึงเป็นทางออกที่หลายคนสามารถทำได้ง่ายๆ ทั้งที่บ้าน ห้องนอน หรือแม้แต่พื้นที่แคบต่างๆ ที่พอจะเหลือให้แขนทั้งสองข้างแกว่งไปมาวันละ 30 นาที

คนที่ยืนยันได้ว่าการแกว่งแขนก็มีประโยชน์ วัสคม นิลสุวรรณโฆษิต นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านข้อไหล่โดยตรง ยืนยันได้ว่าการแกว่งแขนคือการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ เรียกว่าทำง่าย ประโยชน์อื้อ หรือจิ๋วแต่แจ๋วนั่นเอง

“การแกว่งแขนจะช่วยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นลดการสะสมของไขมัน ลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเครียด ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดอาการปวดบ่า คอ และไหล่ จากการทำงาน แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ลดน้ำตาลในเลือด ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยชะลอการเสื่อมของเข่า ประโยชน์มากมายที่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่แกว่งแขนก็สามารถทำให้ร่างกายของเราดีขึ้น” วัสคมยืนยัน

แต่ที่แจ๋วกว่าคือนอกเหนือจากด้านสุขภาพภายนอกแล้ว การแกว่งแขนยังช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย โดยการแกว่งแขนจะช่วยให้ระบบน้ำเหลืองได้หมุนเวียนอย่างสะดวก โดยท่อน้ำเหลืองคือระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยทำความสะอาดขจัดของเสียสารพิษในร่างกายและช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

ง่ายๆ คือ การแกว่งแขนจึงเป็นเสมือนการออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้พละกำลัง แต่เป็นการขยับร่างกายเพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว แต่ได้ผลดีตรงที่สามารถทำให้ระบบการหมุนเวียนน้ำเหลืองในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

การแกว่งแขนทำได้ง่ายก็จริง แต่ก็มีข้อควรระวังด้วยเช่นกัน เพราะหากแกว่งผิดท่าอาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บ โดยวิธีที่ถูกต้องนั้น นพ.ปัญญา ไข่มุก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูก ข้อ และวิทยาศาสตร์การกีฬา แนะนำว่า ยืนตรง เท้าสองข้างแยกออกจากกันให้มีระยะห่างเท่ากับหัวไหล่ ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง

จากนั้นจิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบขาลงพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึงเป็นใช้ได้ หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลายกระดูก ลำคอ ศีรษะและปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ บั้นท้ายควรให้งอขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้นหรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไปในลำไส้

เริ่มแรกที่ทำกายบริหารควรทำตั้งแต่ 100-200 ครั้งก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น 100 ครั้งตามลำดับ จนกระทั่งถึง 1,000-2,000 ครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาในการบริหารประมาณครั้งละ 30 นาที (แกว่ง 500 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง

 

Hanumanasana Variations : (Monkey Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/488059

Hanumanasana Variations : (Monkey Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นกลุ่มท่ายาก เพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ควรฝึกท่านี้หลังจากผ่านการวอร์มอัพร่างกาย การไหว้พระอาทิตย์ และฝึกท่าอาสนะที่ยืดเส้นใต้ขาและท่าเปิดสะโพกแล้ว ร่างกายจะพร้อมในการฝึกท่านี้ เพราะอาจเสี่ยงให้เกิดปัญหากับเส้นใต้ขา (Hamstrings) และข้อต่อสะโพกได้

ในเวอร์ชั่นนี้ ครูเพิ่มการยืดหน้าขาสำหรับขาหลังเข้ามา สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บเส้นใต้ขา และบริเวณขาหนีบ ควรงดฝึกท่านี้ ที่สำคัญอย่าเร่งรีบในการฝึก การค้างท่าอย่างมั่นคง และไปช้าๆ พร้อมกับลมหายใจที่เป็นธรรมชาติ คือการฝึกที่สมบูรณ์แบบ

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่า Low Lunge โดยขาซ้ายอยู่หน้า เพื่อเตรียม

2.หายใจเข้ายืดขาหน้าเป็นท่าครึ่งลิง (Half Monkey) หายใจเข้าออกประมาณ 3 ลมหายใจ

3.ยืดขาซ้ายไปด้านหน้า ตั้งส้นเท้าให้ตรงและส่งขาขวาไปด้านหลัง มือทั้งสองข้างพยุงตัวไว้ก่อน ยังไม่ลงสุด หากใครรู้สึกตึงมากแล้วในท่านี้ ไม่ควรไม่ต่อ เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

4.หายใจออกวางสะโพกลงพื้นอย่างนุ่มนวลส่งมือขวามาจับเท้าซ้ายด้านหน้า และพับขาหลังขึ้นมาพร้อมกับส่งมือซ้ายไปจับที่ฝ่าเท้าหลัง หายใจเข้า-ออกประมาณ 2 ลมหายใจ

5.พับลำตัวส่วนบนลงมาโดยให้หน้าผากวางที่น่อง ซี่โครง และหน้าอกแนบขาบน มือซ้ายที่จับเท้าหลังกดส้นเท้าให้ใกล้ก้น หายใจเข้า-ออกอย่างเป็นธรรมชาติ 5 รอบ ลมหายใจ หรือค้างท่าไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ คลาย จากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9