เคล็ดลับชะลอวัย ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/487238

เคล็ดลับชะลอวัย ห่างไกลโรค

โดย…ชลญ่า ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

สิ่งที่ทำให้คนเราแก่เร็วคือความเจ็บป่วยโดยเฉพาะการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย และเพื่อห่างไกลโรคและมีอายุยืนยาว นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทในเครือเวลเนสซิตี้กรุ๊ป จึงแนะเคล็ดลับโกงความแก่ ดังนี้

ตัดขาดจาก 5 สิ่งต้องห้าม

1.การจินตนาการเชิงลบ ปัจจุบันคนเมืองและวัยทำงานต้องเผชิญความเครียดสะสมทั้งจากงานและชีวิตประจำวันจนทำให้เกิดจินตนาการลบ ซึ่งความคิดเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เพราะจิตใจเชื่อมโยงกับร่างกายโดยตรง ความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้ไม่เป็นสุข เกิดความเครียดสะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย

2.ความอ้วน วิถีดำรงชีวิตและอาหารการกินของคนสมัยใหม่เอื้อให้เป็นโรคอ้วนง่ายขึ้น การเข้าสังคม การหาร้านอาหารใหม่ๆ เพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ หรือแม้แต่การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ขยับร่างกาย ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนได้ทั้งสิ้น ความอ้วนและอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง มะเร็ง เป็นต้น

3.ลดการบริโภคน้ำตาล การกินน้ำตาลมากเกินความต้องการจากอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม แม้กระทั่งข้าวขาวและผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ทำให้เราเข้าสู่พฤติกรรมแช่อิ่ม เพราะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ

4.งดบริโภคไขมันทรานส์ เพราะย่อยสลายยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟพร้อมเสิร์ฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ นอกจากนี้หลายคนเชื่อผิดๆ ว่าการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาปรุงอาหารประเภททอดแล้วดีกว่าการใช้น้ำมันอิ่มตัว จริงๆ แล้วน้ำมันประเภทไขมันไม่อิ่มตัวสามารถจับกับไฮโดรเจนกลายเป็นไขมันทรานส์และก่อให้เกิดสารพิษตกค้างและกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกายได้

5.หลีกเลี่ยงกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ การบริโภคสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว จึงให้โทษต่อร่างกายไม่ว่าจะเรื่องการสะสมพิษชนิดเดียวกัน และยังมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยาก เราจึงควรหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพ เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืช เห็ดชนิดต่างๆ

5 สิ่งที่ควรปฏิบัติ

1.เลือกกินผักผลไม้สดที่ไม่หวาน ซึ่งให้คุณค่าวิตามินอย่างแท้จริงและมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ควรเลือกผักผลไม้หลากชนิดเพื่อให้ได้รับวิตามินครบถ้วน และควรกินเป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งของอาหารแต่ละมื้อ

2.เลือกกินแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต เพราะเป็นแป้งที่มีโครงสร้างซับซ้อนทำให้ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งควรกินในปริมาณที่น้อยลงในแต่ละมื้อ

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

4.พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แนะนำให้นอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง

5.คิดบวกและมีทัศนคติที่ดี คนคิดบวกจะไม่เครียดง่าย เวลาทำอะไรก็ทำอย่างมีความสุข เมื่อใจสุขกายก็สุข

 

เทคนิคเพิ่มความสูงเด็กในช่วงปิดเทอม มากสุดถึง 5 ซม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 17:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/487047

เทคนิคเพิ่มความสูงเด็กในช่วงปิดเทอม มากสุดถึง 5 ซม.

แนะเทคนิคเพิ่มความสูงเด็กในช่วงปิดเทอม เสริมสร้างความมั่นใจ และบุคลิกภาพ

ความเชื่อที่ว่าอายุเกิน 21 ร่างกายจะหยุดสูง หรือ กรรมพันธุ์พ่อแม่เตี้ยลูกก็เตี้ยตาม ความคิดแบบนี้เมื่อ 60 ปีก่อนอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ด้วยวิวัฒนาการด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถทำลายความเชื่อแบบนั้นได้ เมื่อสามารถเพิ่มความสูงได้มากถึง 5 เซนติเมตร นับเป็นเรื่องดีต่อใจสำหรับคนเตี้ยที่อยากสูง หรือคนที่อยากสูงแต่อายุอยู่ในช่วงวัย 30 แล้ว

ดร.บัณลักข ถิระมงคล หรือ “หมอหญิง High Expert” ผู้อำนวยการคลินิกดีสปายน์ และสถาบันเพิ่มความสูง Tallsters บอกว่า ความสูงของคนถือว่าเป็นมิติหนึ่งของการเจริญเติบโต โดยทั่วไปแล้วการที่คนเราจะสูงได้แค่ไหนนั้น มีปัจจัยหลักๆอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของพันธุกรรม เช่น พ่อแม่สูง 160 ลูกก็มีโอกาสสูง 160 เซนติเมตรได้ หรือพูดได้ว่าถ้าพ่อแม่เตี้ยลูกก็จะเตี้ย หากพ่อแม่สูงลูกก็มีแนวโน้มที่จะสูง

ส่วนปัจจัยที่สองคือเรื่องของโภชนาการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของโปรตีนและแคลเซียม รวมทั้งอาหารกลุ่มอื่นๆ เช่น อาหารที่ให้พลังงาน วิตามินและเกลือแร่ก็มีความสำคัญเช่นกัน ส่วนปัจจัยที่สามคือเรื่องของการออกกำลังกายที่จะช่วยทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ และปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของความเจ็บป่วยต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อความสูง เช่นเด็กที่ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารถือเป็นความเจ็บป่วยชนิดหนึ่งที่ทำให้เด็กเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ในด้านน้ำหนักและความสูง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโรคทางพันธุกรรมบางอย่างของกระดูก หรือ โรคต่อมไร้ท่อ เช่น เนื้องอกของต่อมใต้สมอง ถ้าขาดฮอร์โมนของการเจริญเติบโตจะทำให้เด็กแคระแกร็นได้

ดร.บัณลักข ระบุว่า ในสังคมตั้งคำถามมากมายว่าอายุเท่าไหร่ร่างกายถึงจะหยุดสูง ถ้าจะบอกว่าร่างกายไม่จำกัดอายุในการเจริญเติบโตด้านความสูงก็อาจจะฟังดูโอเว่อร์ แต่จะประมวลคร่าวๆ ได้ว่า หากเด็กอายุตั้งแต่ 12-13 ปีได้รับการปรับโครงสร้างร่างกายและเข้าโปรแกรมเพิ่มความสูงจะสามารถสูงเพิ่มได้มากถึงปีละ 10-12 เซนติเมตร ส่วนเด็กวันรุ่นอายุตั้งแต่ 20-30 ปี หากเริ่มโปรแกรมเพิ่มความสูงสามารถเพิ่มได้อีกปีละ 5-7 เซนติเมตร และวัย 30-40 ปี สามารถเพิ่มและพัฒนาความสูงได้มากถึง 3-5 เซนติเมตรเลยทีเดียว

 

 

ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มความสูง Tallsters แนะเทคนิคการเพิ่มความสูง โดยอาศัยเทคนิคดังต่อไปนี้

1.การกระตุ้นโกรทฮอร์โมนด้วยเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกวิธี เพราะถ้าไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นการออกกำลังกายแทนการเพิ่มความสูง ซึ่งสามารถทำได้โดยการกระโดด เช่น กระโดดแทรมโพลีน ซึ่งจะมีด้วยกัน 4 ท่า โดยเริ่มจาก

ท่าแรกคือ Side kick คือการกระโดดด้วยขาข้างเดียวและเตะขาไปทางด้านข้างซ้ายขวา อย่างน้อย 3 เซ็ทๆ ละ 10 ครั้ง

ท่าที่สอง Front Kick คือการสะบัดเตะขาไปทางด้านหน้า เพื่อจะได้มีการสะบัดบริเวณข้อต่อเข่า ข้อต่อเท้า และเบ้าสะโพก เพื่อช่วยทำให้ขายืดยาวมากขึ้น ทำสลับซ้ายขวา อย่างน้อย 3 เซ็ทๆ ละ 10 ครั้ง

ท่าที่สามคือท่า High Knee เป็นท่าการวิ่งและยกเข่าด้านหน้าขึ้นสูง เพื่อจะทำให้การทรงตัวและช่วยทำให้ข้อต่อกระดูกบริเวณสะโพกและเข่าได้ขยับ ได้มีพื้นที่ให้กระดูกได้ยืดและขยายเพิ่มมากขึ้น วิธีการทำโดยการกระโดดและยกขาขึ้นงอให้หัวเข่าอยู่ขนานกับลำตัวช่วงเอว ทำสลับซ้ายขวา อย่างน้อย 3 เซ็ทๆละ 10 ครั้ง

ท่าที่สี่คือท่า Scissor Kick คือการกระโดดโดยเตะขาสลับขากรรไกร เพื่อกระตุ้นให้ข้อต่อของเท้าและสะโพกได้ขยายตัว ทำสลับกัน 3 เซ็ทๆ ละ 10 ครั้ง

2.ควบคุมอาหารหรือลดอาหารที่ส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูก เช่น การดื่มกาแฟ เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟนจะทำให้เพิ่มความเป็นกรดในเลือด ร่างกายจึงต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกสันหลังออกมาเพื่อรักษาความเป็นด่างอ่อนๆในร่างกาย ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ นอกจากนี้น้ำอัดลมก็มีโอกาสทำให้ผู้ที่ดื่มเกิดกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มได้ 3-4 เท่า สำหรับอาหารที่แนะนำเลยคือ แคลเซียมที่เป็นผลดีต่อกระดูกและฟัน เช่น นม โยเกิร์ต เนยแข็ง แต่แนะนำให้เป็นนมพร่องมันเนยจะปลอดภัยกว่า  นอกจากนี้อาหารพื้นบ้านอย่าง ปลากรอบ กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว เต้าหู้แผ่น และถั่วเหลือง ล้วนเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่นกัน โดยเฉพาะถั่วเหลืองนอกจากจะชะลอความเสื่อมของกระดูกแล้วยังลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย

3.เตรียมตัวต้อนรับโกรทฮอร์โมนด้วยการ เข้านอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ปิดไฟ ปิดม่าน ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด แล้วเข้านอน เพราะในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมา

ถ้าหากในช่วงปิดเทอมน้องๆ สามารถทำได้ครบทุกข้อและปฏิบัติตามอย่างถูกต้องและถูกวิธี เชื่อว่าน้องๆ จะสามารถเพิ่มความสูงได้ถึง 1-5 เซนติเมตรเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน

หากใครอยากได้ความรู้และเทคนิคเพิ่มเติมโดยต้องการเพิ่มความสูงภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้ารับฟังข้อมูลการบรรยายและสาธิตการเพิ่มความสูงได้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 (Bangkok International Book Fair 2017) ในวันที่ 3 เมษายน 2560 เวลา 15.00 น. ณ เวทีกลาง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติต์  โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ภายในงานจะมีการเปิดตัวหนังสือ “สูงสุด…ไม่หยุดสูง”  โดย ดร.บัณลักข ถิระมงคล จากสถาบันเพิ่มความสูง Tallsters ภายในงานจะมีน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มความสูง มาบอกเล่าประสบการณ์ และโชว์ความสูงที่สามารถเพิ่มได้จริง พร้อมทั้ง นักแสดงสาว “มัดหมี่ พิมพ์ดาว พานิชสมัย” ที่เข้าร่วมเพิ่มความสูงและสามารถเพิ่มได้จริง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tallsters.com  หรือเฟซบุ๊คแฟนเพจ หมอหญิงสูงสร้างได้tallsters

 

 

 

 

 

กิติกร เพ็ญโรจน์ เสิร์ฟรสดราม่า ในมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/495344

กิติกร เพ็ญโรจน์ เสิร์ฟรสดราม่า ในมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ประสบความสำเร็จกับรายการอาหารเชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย แล้วยังเคยปลุกปั้นรายการแข่งขันในรูปแบบเรียลิตี้ อย่าง ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย สุภาพบุรุษบอยแบนด์ และรายการปั้นฝันสนั่นเวที (The Trainer) ถึงวันนี้ หนุ่ม-กิติกร เพ็ญโรจน์ แห่งเฮลิโคเนีย เอชกรุ๊ป ทุ่มเงิน 70 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์รายการจากประเทศอังกฤษ “มาสเตอร์เชฟ” (MasterChef) ลงจอช่อง 7 ราวเดือน มิ.ย.นี้

ในยุคทีวีดิจิทัลที่ผังรายการหลายช่องฉายซ้ำวนไปมา ผู้จัดผู้ผลิตร่วงกันระนาว เม็ดเงินโฆษณาจากเอเยนซีก็สวนทางกับจำนวนช่องดิจิทัลเกิดใหม่ การลงทุน 70 ล้านบาท/1 รายการ มีจำนวน 17 ตอน ในขณะที่รายการส่วนใหญ่ผลิตกันในขณะนี้ใช้เงินลงทุนราว 1 ล้านบาท/ตอน ทำไมเขายังกล้าลงทุน ฟังคำตอบ

“ผมโกรธมากที่รัฐบาลเปิดช่องมาเยอะขนาดนี้ เมื่อปีที่แล้วธุรกิจทีวีกำลังดี รายการกำลังพัฒนา พอรัฐบาลเปิดช่องทำโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ทำให้ทุกคนไม่กล้าลงทุน ทำให้คุณภาพรายการประเทศไทยตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนพยายามเซฟคอร์สไม่ให้เข้าเนื้อ แต่เราเชื่อในรายการมาสเตอร์เชฟเราทำรายการอาหารเชฟกระทะเหล็ก เราลองถูกลองผิดมาแล้ว ถ้าเราไม่กล้าลุงทุนก็ไม่ซัคเซส

70 ล้านบาทแพง แต่รายการเราถ่ายทำแบบเรียลิตี้ การลงทุนตัวเลข 70 ล้านบาทที่ประมาณการไม่ต่ำกว่านี้ รวมค่าซื้อลิขสิทธิ์ รูปแบบรายการตามลิขสิทธิ์เราต้องเนรมิตสตูดิโอให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต อันนี้รายการต้องเตรียมทั้งหมด เราไปเช่าโกดังเปลี่ยนให้เป็นแพนทรี รูม ให้ 24 คนใช้พื้นที่แข่งขันได้ จัดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ลงทุนฉาก มีงบออกไปถ่ายทำข้างนอกอีก ค่าวัตถุดิบแต่ละตอนประมาณ 2-3 แสนบาท”

สร้างชื่อจากรายการบันเทิงเป็นสะพานให้คนหนุ่มสาวก้าวสู่ฝัน แต่ตอนนี้ หนุ่ม กิติกร ขอลุยเป็นเจ้ารายการประเภทอาหาร

“ส่วนตัวผมมีแพสชั่น 2 อย่าง คือ ดนตรีกับอาหาร ทำรายการเกี่ยวกับเพลง เดอะ เทรนเนอร์ เอเอฟ มาแล้ว พอมาทำเชฟกระทะเหล็ก ทำมา 5 ปี เราเห็นโอกาส ตอนนี้รายการเพลงมีเยอะ แต่ผู้ผลิตรายการอาหารที่แข็งแรงมีไม่เยอะ เราโฟกัสที่โซเชียลออนไลน์มีเดีย เราเป็นบริษัทที่มีคอนเทนต์ด้านอาหารที่แข็งแรงที่สุด

ในส่วนของคนดูผมเชื่อว่ายังต้องการรายการประเภทนี้ ผมยกตัวอย่างในเพจเชฟกระทะเหล็ก เราพยายามเอาเรื่องนั่นนี่มาโปรโมทไม่มีใครส่งต่อ แต่ลงคลิปสอนทำอาหาร สูตรอาหาร มียอดวิวเป็นล้าน แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเทรนด์คนทำอาหารเยอะ เหมือนสมัยก่อนถามผมโตมาอยากเป็นอะไร ผมอยากเป็นนักร้องเพราะเท่ มาถามเด็กปัจจุบันตอบอยากเป็นเชฟ เทรนด์การเป็นเชฟกำลังมา เพราะฟู้ด คือ อาร์ตฟอร์มประเภทหนึ่ง ที่สามารถบอกตัวตน อย่างอยากเป็นนักร้องร็อก นักร้องป๊อป ตอนนี้อยากเป็นเชฟอินโนเวทีฟ ทวิสต์ ไชนีส หรือตอนนี้ก่อนที่ทุกคนจะรับประทานอาหารก็ต้องถ่ายรูปอาหารเป็นคอนเทนต์ที่มาแน่”

มาถึงรายการใหม่ มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ (MasterChef Thailand) ที่เชื่อว่าจะโกยเรตติ้งได้เหนือเชฟกระทะเหล็ก เพราะมีรสชาติดราม่าที่ถูกจริตกับผู้ชมไทย เข้าถึงฐานผู้ชมได้กว้างกว่า เปิดตัวพิธีกรแล้ว คือ ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ และกรรมการที่จะมาเติมรสดราม่า ชูความแซ่บข้นให้กับรายการ ประกอบด้วย ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล และเชฟเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย

“เราทำเชฟกระทะเหล็กมา 5 ปี มีเชฟมาออกรายการกว่า 250 คน คือแทบจะมาหมดประเทศ จึงคิดว่าน่าจะขยายตลาดต่อ นอกจากเชฟเราเน้นไปที่คนธรรมดาที่อยากเป็นเชฟ จึงเป็นที่มาของมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ มาสเตอร์เชฟเป็นแบรนด์รายการเดียวที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกว่า 50 ประเทศ เรตติ้งรายการชนะละครหรือรายการใหญ่ๆ มาแล้วทั้งนั้น

สมัยผมทำเอเอฟก็เอาคนธรรมดากลายมาเป็นนักร้อง อันนี้เหมือนกันเราเอาคนที่ไม่รู้เรื่องการทำอาหาร แต่รักในการทำอาหาร อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เราไม่ได้ต้องการคนทำอาชีพเชฟ เราต้องการโฮมคุก คนที่ทำอาหารอยู่กับบ้านอยากมีเวที คนที่มีสูตรจากคุณย่าคุณยาย คนชอบทำอาหารชวนเพื่อนมาจัดปาร์ตี้ที่บ้าน เราอยากให้มาในรายการนี้ ในแง่ของรายการจะแมสกว่าเชฟกระทะเหล็ก เสน่ห์อยู่ที่คนธรรมดากลายมาเป็นมาสเตอร์เชฟภายใน 17 สัปดาห์”

รายการที่จะจับกลุ่มคนดูขนาดใหญ่ ต้องรูปแบบรายการเรียลิตี้ “รูปแบบการแข่งขันเหมือนเรียลิตี้โชว์ รอบแรก เราคัดจากคนทั่วประเทศลดเหลือ 100-150 คน ดูจากคุณทำอาหารเป็นไหม คาแรกเตอร์คุณเป็นอย่างไร มุ่งมั่นเป็นเชฟขนาดไหน หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าขั้นตอนการถ่ายทำ มีคณะกรรมการ 3 ท่าน แต่ละคนทำจริงมาให้คณะกรรมการกิน คณะกรรมการก็จะมีทั้งตบจูบ

ไปตบเขาทำไม เราต้องการดราม่า แต่เราต้องมีเหตุผลของดราม่า ถ้าคุณมาอยู่รายการนี้ คุณอยากเป็นเชฟ ต้องเคารพอาชีพเชฟ เชฟมีหน้าที่รับผิดชอบต่ออาหารทุกคำที่เข้าปากคนกิน อยากโชว์อยากดังไปไกลๆ ก็เป็นอารมณ์นี้ จากนั้นถูกตัดออกเหลือ 30 คน ต่อไปก็มีสกิลเทสต์ ทดสอบความสามารถขั้นพื้นฐานของเชฟ เช่น ซอยหอมในเวลากำหนด ต่อไปคุกกิ้งเทสต์ เช่น ให้ไข่ 1 ฟอง ทำให้เป็นอาหารชั้นหรู คัดเหลือ 15-16 คน ก็เหมือนเข้าบ้านเอเอฟ แต่ละวีกก็จะตัดออกจนเหลือคนสุดท้าย”

รายการเรียลิตี้ต้องไม่เขียนสคริปต์ แต่การจะเกิดดราม่าต้องมีแฮตทริก “เรื่องของดราม่าเป็นการดึงเรตติ้งส่วนหนึ่ง มันคือรายการทีวี มันมีจุดให้เกิดความน่าสนใจ แต่จุดนั้นต้องถูกบิลต์จากเรื่องจริง ไม่ใช่นึกจะด่าไม่มีเหตุผล ถูกบิลต์จากความเป็นจริงของอาชีพนั้นๆ เชฟอยู่กันหลายๆ คน ยิ่งกว่าเฮลล์ คิตเช่น บรรยากาศของการทำครัวเป็นแบบนั้น เราจำลองออกมา ทำดราม่าเบสออนความเป็นจริงของอาชีพ ต้องดราม่าอย่างมีเหตุผลคนดูจะรับได้ ถ้าไม่มีเหตุผลคนดูจะรับไม่ได้

ต้องมีดราม่า 30 เปอร์เซ็นต์ ประเทศอื่นก็มีดราม่า รายการสมัยปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อน อย่างเชฟกระทะเหล็กเป็นคอนเทสต์ ไม่ลงดีเทลดราม่าของคนแข่งขัน ยกตัวอย่าง โหดมันฮา คน 100 คนวิ่งเข้าฐานแล้วหายไปเรื่อยๆ เราไม่รู้เลยแต่ละคนเป็นใคร ความยากของเกมเป็นยังไง เพราะมันคือคอนเทสต์

แต่รายการประเภทใหม่ที่เกิดขึ้น จะดึงความน่าสนใจของคนที่เข้าแข่งขันเข้ามา อย่างมาสเตอร์เชฟซึ่งเปรียบเสมือนละครจริงของคนเหล่านั้น ด้วยฟอร์แมตทุกประเทศทำหมด อยู่ที่ว่าเราจะทำดราม่าเลเวลไหนที่เหมาะสมกับคนไทย

การดึงความดราม่าของผู้เข้าแข่งขันนำเสนอให้คนดูประทับใจ ลุ้นเอาใจช่วย การทำแบบนี้ทำได้ 2 จุด หนึ่ง คือ โจทย์ที่ให้มันยากขนาดไหน เช่น ฉันไม่เคยเห็นคาเวียร์จะเอามาทำอะไร ทำผิดด่าว่าโง่อีก โจทย์ทำให้เกิดความดราม่า เครื่องมือที่ 2 คือ กรรมการ แต่กลับมาจุดเดิม กรรมการต้องด่า ต้องว่า ต้องชม อยู่ในความเหมาะสมกับอาชีพที่เขาแข่งขัน

คนทำเรียลิตี้แล้วเขียนสคริปต์ไม่ซัคเซส ผมก็เคยทำเจ๊งแล้ว เพราะว่าประเด็นที่หนึ่ง คนที่อยู่ในรายการคือคนธรรมดาไม่ใช่ดารา ใส่สคริปต์ไม่ได้ แล้วเรียลิตี้มันคือความจริง เราเอาความหลอกไปบอกว่าจริงก็เจ๊ง สองไม่มีจรรยาบรรณ

ดังนั้นความดราม่าอยู่ที่พล็อตไม่ใช่สคริปต์ พล็อตคือโจทย์ที่เราให้ เรารู้ว่าผู้เข้าแข่งขัน ใครเก่งเรื่องอะไร เราจะใส่โจทย์อะไรให้คนนี้ร้องไห้ เป็นขั้นตอนของการคิดรายการ วิธีการทำเรียลิตี้คือใส่โจทย์ให้เกิดความคับแค้นใจของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน”

มั่นใจว่ารายการมาสเตอร์เชฟในรูปแบบเรียลิตจะต้องถูกจริตกับผู้ชม เพราะรายการแนวนี้กำลังเป็นที่นิยม

“วิวัฒนาการของรายการเปลี่ยนไป สมัยก่อนถ้าเป็นรายการคุกกิ้งคอนเทสต์ทั่วไป มีแค่คนชอบดูรายการอาหารเท่านั้น แต่พอเป็นเรียลิตี้เขาดูคนแข่งด้วย ไม่ได้ดูแค่อาหาร ทำให้กลุ่มของผู้ชมกว้าง ทำให้รายการเรียลิตี้แข็งแรงขึ้น ซึ่งมันทำให้คนชอบดูละครมาดูด้วย เพราะเป็นละครของชีวิตจริง ผมว่าเรียลิตี้ก็ยังมา ที่จริงมันเข้าเมืองไทยมาสักพัก แต่ไม่ซัคเซสเพราะพวกเราคนทำรายการเองไม่มีโนว์เลจ โนว์ฮาวในการทำ ผมคิดว่าตอนนี้หลายบริษัทรู้แล้วว่าจะบิลต์ดราม่ายังไง”

 

ชลภัทร นฤนาทวานิช การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/495041

ชลภัทร นฤนาทวานิช การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มมีฝนพรำทั่วทั้งกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะได้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มรูปหล่อร่างสูงใหญ่ หน้าตายิ้มแย้ม ใจดี เขาเป็นชายหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปี เป็นนักบินของสายการบินแห่งชาติ สายการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า นิก-ชลภัทร นฤนาทวานิช เขาเป็นนักบินที่ 2 ของการบินไทยได้ 2 ปีกว่า ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากนี้ เขายังมีอีกบทบาทหนึ่งในการช่วยธุรกิจของครอบครัวที่ทำธุรกิจทางด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โดยเขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิวตี้ไลน์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม Paul Mitchell และยังมีร้านทำผมอยู่ 2 สาขาในชื่อ Beauty Line และโรงเรียนสอนทำผมชื่อ Pivot Point ซึ่งเปิดมานานกว่า 15 ปี

เขาบอกว่าที่จริงแล้วทางครอบครัวอยากให้เขามาเป็นนักธุรกิจมากกว่าจะมาเป็นนักบิน แต่การเป็นนักบินนั้นเป็นความฝันวัยเด็กของเขาที่ชอบเครื่องบิน และเคยเห็นว่าช่วงหนึ่งคุณพ่อของเขาเองก็เคยเป็นนักบินเหมือนกัน

 

“คุณพ่อผมเองท่านก็เคยเป็นนักบินอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อที่บ้านขยายธุรกิจ ท่านถูกเรียกตัวมาช่วยธุรกิจที่บ้านก็เลยต้องออกมาทำธุรกิจของที่บ้าน ตัวผมเองที่บ้านก็อยากให้มาช่วยธุรกิจมากกว่า ผมเองก็เรียนมาทางด้านธุรกิจด้วย คิดว่าในอนาคตก็อาจจะทำธุรกิจของตัวเอง แต่ตอนนี้ผมมีใจรักเรื่องการเป็นนักบินมากกว่าก็เลยขอเป็นนักบินไปก่อน แต่ผมก็พอจะบริหารเวลาได้ ก็เป็นนักบินเป็นงานหลัก ช่วยที่บ้านเป็นงานเสริม เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น นั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมานั่งประจำการที่ทำงานกันตลอดเวลา ก็เลยมีความสุขกับงานที่เราอยากทำและงานที่ต้องทำ รักษาทั้งสองอย่างไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกแล้วทิ้งอีกอย่างที่เราก็ชอบไม่แพ้กัน” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบมัธยมปลายจากโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น ปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท 2 ใบ คือด้านบริหาร ที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษ และทางด้านระบบโลจิสติกส์ ที่มหาวิทยาลัยวอร์ริค ประเทศอังกฤษ

เขาเล่าว่าตอนจบปริญญาตรีเขาก็ช่วยธุรกิจของที่บ้านมาเกือบปี ก่อนที่จะบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เมื่อจบปริญญาโทไปสักพักก็มาสมัครเป็นนักบินที่บริษัท การบินไทย ซึ่งได้ทุนเรียนนักบินอยู่เกือบ 2 ปี หลังจากนั้นก็ได้มาเป็นนักบินผู้ช่วยอีก 1 ปี ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

 

ชลภัทร กล่าวว่า อาชีพนักบินเป็นอาชีพที่ต้องมีระเบียบวินัยและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดในเรื่องสุขภาพ เช่น หากมีไฟลต์บินตอนเช้า ก่อนบิน 1 วัน ก็ต้องไม่นอนดึก ไม่อดนอน ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะส่งผลต่อสุขภาพ เพียงแค่เป็นหวัดคัดจมูกก็ไม่ควรจะขึ้นบิน เพราะจะส่งผลต่อสมรรถนะในการทำงาน

“ผมต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยต้องให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แม้จะขี้เกียจอย่างไรก็ต้องฝืนใจไป ตัวผมเองไม่ค่อยชอบออกกำลังกายเท่าไร ก็ต้องเข็นตัวเองไปเข้าฟิตเนสให้ได้ทุกสัปดาห์ พยายามเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องมีบินนั้นต้องดูแลสุขภาพ ไม่ให้เป็นหวัด ไม่ให้ไอ เจ็บคอ ไม่กินอาหารอะไรที่จะทำให้ท้องเสียง่าย คือต้องเตรียมความพร้อมจากร่างกายของเราให้แข็งแรงเป็นลำดับแรกก่อน ถึงจะไปรับผิดชอบงานให้ดีที่สุด รับผิดชอบชีวิตคนอื่นให้ดีที่สุดได้” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ก่อนการบินทุกครั้งเขาจะต้องทำการบ้านก่อนทุกครั้งว่าต้องบินไปที่ไหน เช้าหรือดึก เวลาอะไร เพื่อทบทวนและเตรียมการทำงาน เนื่องจากสนามบินแต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป แต่ละสนามบินมีกฎไม่เหมือนกัน ต้องทำการบ้านไว้ก่อนทุกครั้งเป็นดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย

 

ทางด้านส่วนตัวนั้น เขาชอบอ่านหนังสือการ์ตูนของมาร์เวล อย่างเรื่องราวของไอรอนแมน ชอบอ่านอะไรที่เป็นแนวแอดเวนเจอร์ กึ่งๆ วิทยาศาสตร์แบบหนังไซไฟ นอกจากนี้เขาก็ชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ เรียกว่าติดกาแฟมาก ต้องดื่มทุกวัน มีร้านกาแฟที่ไหนใครว่าอร่อยจะต้องตามไปชิม เวลาไปไหนไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ถ้ามีกาแฟเด็ดกาแฟดังจะตามไปซื้อกลับมาดื่มที่บ้าน ถึงขนาดซื้อเครื่องชงอย่างดีไว้ที่บ้านกันเลยทีเดียว อย่างน้อยต้องดื่มวันละ 2 แก้ว

เขาเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าอนาคตหากจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ที่นอกเหนือจากธุรกิจของครอบครัว เขาคิดว่าที่น่าสนใจและเหมาะกับเขามากที่สุดก็น่าจะเป็นการเปิดร้านกาแฟนั่นเอง เพราะทั้งชอบดื่มกาแฟและมีความลุ่มหลงในรสชาติของกาแฟจนถอนตัวไม่ขึ้น

สำหรับงานอดิเรกนั้น เขาชอบเล่นดนตรี ตอนเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยเขาเล่นดนตรีมาโดยตลอด ทั้งกีตาร์และเปียโน และมีวงดนตรีเล็กๆ แนวร็อกเป็นของตัวเอง ชื่อวง บียอนอพอลโล เคยมีเอ็มวีเป็นของตัวเอง 3-4 เพลง เผยแพร่ในยูทูบ มีคนเข้ามาดูหลายหมื่นคนอยู่เหมือนกัน เขามีส่วนร่วมในการเล่นเพลงเอง แต่งเพลงเอง ร้องนำเองในบางเพลง

“มันเป็นวงตอนเราเป็นวัยรุ่น โตขึ้นแนวเพลงก็อาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ยังชอบแนวร็อกๆ อยู่ แต่ตอนนี้อาจจะแก่ไปแล้วสำหรับการเป็นร็อกแบบหนักๆ (หัวเราะ)”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวต่อไปถึงอนาคตอันใกล้นี้ ที่เขากำลังจะแต่งงานปลายปีนี้ และสร้างครอบครัวเล็กๆ ให้อบอุ่น เตรียมเป็นพ่อที่ดี มีลูกเล็กๆ สัก 2 คน และช่วยทำธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแรงมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 

เขามีแผนการที่จะเปิดสาขาของร้านทำผมเพิ่มอีกอย่างน้อย 2-3 ร้าน ภายใน 2 ปีนี้ โดยเน้นไปที่ห้างใหญ่ใจกลางเมือง เน้นกลุ่มเป้าหมายระดับบีขึ้นไป รวมทั้งสร้างชื่อเสียงของโรงเรียนให้กว้างขวางเป็นที่รู้จักและยอมรับมากยิ่งขึ้น

“ทางครอบครัวก็อยากให้ผมมาช่วยเต็มตัว จะได้ตั้งใจขยายร้านหาสาขาเพิ่มขึ้นสัก 2-3 สาขา ภายใน 2 ปีนี้ รวมทั้งโปรโมทโรงเรียนเพิ่มยอดนักเรียนเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้มีแผนงานที่จะใช้กระตุ้นเตือนมานานแล้ว ซึ่งปีหน้าเขาจะมาช่วยดูแลเรื่องนี้ให้เป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้น ส่วนปลายปีนี้ไม่มีเวลาเพราะยุ่งเรื่องงานแต่งงาน (หัวเราะ) ค่อยๆ จัดการทีละเรื่องไป” เขากล่าวอย่างมีความสุข

ทางด้านหลักในการทำงานของเขาก็คือ เลือกทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ เนื่องจากว่าหากเราทำในสิ่งที่รักเราจะมีความสุขทุกวัน ไปทำงานเหมือนไปทำกิจกรรมที่มีความสุข ไม่ต้องฝืนใจไปทำงาน รวมทั้งมีความตั้งใจและเต็มที่กับงานที่เราเลือกแล้วหมั่นฝึกฝนเรียนรู้กับสิ่งที่ทำอยู่สมอ โลกนี้มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน เปิดใจและทำงานด้วยความตั้งใจ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคก็อย่าท้อถอยหรือถอดใจ ค่อยๆ แก้ไขไปทีละเรื่อง ปัญหาทุกปัญหาแก้ไขได้เสมอ  อาจใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป เพียงแค่มองโลกแง่ดีเข้าไว้ อย่าใจร้อนหรือเจ้าอารมณ์เกินไปทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

“ผมเชื่อในเรื่องการมองโลกในแง่ดี ยิ้มรับกับทุกปัญหา ถ้าเรามองแง่ดีปัญหาที่ว่าหนักก็ค่อยๆ แก้ไปได้ ถ้าใจร้อน เครียด กังวลมากไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ปัญหาเดียวกัน คนมองโลกแง่ดีจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า เพราะเขาทำใจได้ง่ายและคิดบวก ขณะที่คนคิดลบจะใช้เวลาในการแก้ปัญหามากกว่า และจมอยู่กับปัญหานานกว่า ผมจึงเลือกที่จะยิ้มรับกับปัญหาดีกว่าครับ” เขาให้ความเห็นทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

กิตติพงษ์ สุขเคหา เถ้าแก่รุ่นใหม่ไฟแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/494922

กิตติพงษ์ สุขเคหา เถ้าแก่รุ่นใหม่ไฟแรง

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ถ้าให้ระบุชื่อเถ้าแก่รุ่นใหม่ในเวลานี้ต้องมีชื่อ “แบงค์” กิตติพงษ์ สุขเคหา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสปี้คอร์น สตอรี่ เจ้าของธุรกิจขนมคริสปี้ คอร์น (Krispy Corn) อย่างมิต้องสงสัย เพราะกว่าที่เขาจะมีวันนี้เป็นเจ้าของโรงงานขนมได้ ชีวิตเขาเคยสัมผัสมาครบทุกรสชาติ ทั้งความสุขที่ปรี่ล้น ความทุกข์ยากแสนสาหัส ความท้อแท้ ความเหน็ดเหนื่อย ความล้มลุกคลุกคลาน การถูกสบประมาท หนี้สินล้นเกินวัย และการคิดสั้น

ทว่า เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ถาโถมเข้าใส่เขาระลอกแล้วระลอกเล่าจนกลับมาผงาดอยู่บนเส้นทางธุรกิจขนมคริสปี้ คอร์นที่กำลังเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน ด้วยความมุ่งมั่นอดทน ความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และด้วยทัศนคติที่เป็นบวก บวกกับความกล้า ความสามารถ และวิสัยทัศน์ที่แหลมคมสมเป็นเถ้าแก่รุ่นใหม่

แปรคำดูถูกเป็นพลังพัฒนาตัวเอง

แบงค์จบการศึกษาปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ก่อนใกล้จะจบได้ฝึกงานที่รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ที่กรุงเทพฯ ทำให้ได้เผชิญกับโลกกว้างครั้งแรก แต่แล้ววันหนึ่งก็ถูกปรามาสจากผู้หญิงที่เขาพยายามเข้าไปจีบ ทว่าเขาได้คำปรามาสนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้บอกกับตัวเองว่าเขาจะรวยให้ได้

“หลังเลิกงานวันหนึ่งเจ้านายที่ฝึกงานพาไปผับ ได้เจอผู้หญิงคนหนึ่งก็พยายามจีบแต่ถูกดูถูกให้กลับไปดูดนมแม่ เด็กแว้นอย่างน้อง (ผมเคยเป็นเด็กแว้นมาก่อน) ไปจีบสก๊อยที่คู่ควรดีกว่า พอได้ยินคำนี้สะอึกเลย วินาทีถัดมาผมบอกตัวเองว่าจะรวยให้ได้ไม่ให้ใครมาสบประมาทอีก หลังจากนั้นกลับไปเรียนต่อพร้อมตั้งเป้าหมายว่าใครจะจ้างทำงานต้องให้เงินเดือนขั้นต่ำ 2.5 หมื่นบาทเท่านั้นจึงจะทำ”

ทั้งๆ ที่เรียนไม่เก่งและเกรดในปีสุดท้ายแค่ 2.20 แต่กิตติพงษ์กล้าตั้งเป้าสูงขนาดนั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนไม่เก่งอย่างเขาที่สุดแล้วกลับไม่ต้องเดินหางานเหมือนคนอื่นๆ เมื่อเจ้านายเก่าที่ฝึกงานโทรหาให้ไปทำงานด้วย พร้อมให้เงินเดือนตามที่เขาตั้งไว้ที่ 2.5 หมื่นบาทอีกต่างหาก

“ผมทุ่มเททุกอย่างให้กับงาน ใครใช้อะไรทำหมด ผมถือว่างานพิสูจน์คน เราต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเกรดไม่ใช่เครื่องตัดสินคุณค่าคน เงินเดือนก็ไม่ใช่จุดที่จะมาวัดกันว่าใครเจ๋งกว่า ผลงานที่ทำให้ปรากฏจะพูดแทนเราเอง แค่ 8 เดือนก็ทำให้ผู้ใหญ่รถไฟฟ้าท่านหนึ่งออกปากชมว่าเด็กคนนี้อนาคตเป็นเจ้าของบริษัทแน่เลย เหมือนชี้โพรงให้กระรอกเลยกับคำว่าเจ้าของบริษัท”

ธุรกิจแรกรวยแต่ก็เจ๊ง

สองเดือนถัดมาแบงค์ได้ลาออกมาทำธุรกิจกล้องวงจรปิดขณะอายุ 23 ปีเป็นธุรกิจแรกในชีวิต แต่ด้วยประสบการณ์ที่น้อยและความประมาทในการใช้เงินที่หามาได้ รวมถึงการบริหารธุรกิจผิดพลาดทำให้มีหนี้ก้อนโตเกือบ 8 ล้านบาทจนเกือบคิดสั้น

“เงินทำธุรกิจได้จากพ่อ 1 ล้าน แต่ใช้หมดใน 3 เดือน ล้านที่ 2 กู้ธนาคาร แต่เปิดบริษัทไม่ถึง 3 เดือนน้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ไม่ท้อ ผมใช้คำของคุณตัน (ภาสกรนที) ที่ว่า จงเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส หันมารับจ้างเขียนเว็บไซต์แทน ภายใน 4-6 เดือนสามารถปลดหนี้ได้ อีก 4 เดือนต่อมาออกรถสปอร์ต หลงในความรวย แล้วมันกลับมาเล่นงานผมตอนอายุ 25 ทุกอย่างพังครืนเพราะความประมาท พร้อมหนี้ 7 ล้านกว่า เหลือเงินในกระเป๋าแค่ 40 บาท”

หนทางตีบตันไม่รู้จะพึ่งใครจึงโทรหาพ่อแม่ แต่เสียงปลายสายตอบมาว่า พ่อแม่หมดเนื้อหมดตัวไม่มีอะไรจะช่วยได้อีกต่อไป จงสู้ชีวิตไปตามทางของตัวเอง หลังจากนั้นพ่อแม่ก็ไม่รับโทรศัพท์อีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการคิดสั้น แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้เพราะได้รับข้อความจากเจ้าของโรงงานแอดด้า (Adda)

“ลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว จะมีเด็กสักกี่คนที่จะทำได้ขนาดนี้ จงลุกขึ้นมา นี่คือคำเตือนสติที่ทรงพลังและยิ่งใหญ่ที่สุดจากเจ้าของโรงงาน Adda ที่ทำให้ผมมีสติเลิกคิดสั้น ผมกราบขอบคุณท่านมากที่ทำให้ผมมีวันนี้”

ก้าวสู่ธุรกิจขนมคอนเฟลกคริสปี้ คอร์น

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ตอนนั้นเขาไม่มีเงินแม้จะซื้อข้าวกิน แต่โชคดีที่แฟนก่อนจะบอกเลิกได้ทำคอนเฟลกเคลือบคาราเมลทิ้งไว้ให้กินก่อนเดินทางไปเกาหลี ด้วยความหิวจึงกินไปครึ่งกระปุกใหญ่ก็เห็นว่าอร่อยเลยโทรไปถามแฟนว่าทำอย่างไร และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจคริสปี้ คอร์นในเวลาต่อมา

“ผมได้เงินลงทุนจากแม่แฟน 9 หมื่น ส่วนพ่อแม่พอรู้ว่าผมคิดสั้นก็ยอมรับโทรศัพท์และช่วยมาหมื่นกว่าบาท ผมใช้เงินจำนวนนี้ไปตั้งต้นชีวิตใหม่ ก็คือทำขนมคริสปี้ คอร์นตั้งแต่นั้นมา โดยเอาเงินไปซื้อเตาอบ 1.8 หมื่นบาท ซื้อวัตถุดิบที่แม็คโคร และนำเงินสดที่ขายได้แต่ละวันไปซื้อซองฟอยล์และใช้เป็นค่าจ้างพนักงาน

ช่วงเดือนแรกที่วางขายมียอดขายราว 2 แสนบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่วันละ 100 ซอง ซึ่งไม่คิดว่าคริสปี้ คอร์นจะทำให้ผมประสบความสำเร็จได้ในเวลาแค่ 1 ปี 7 เดือน ยอดขายเติบโตรวดเร็ว เพราะผมขายผ่านออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและวัยทำงานได้มากที่สุดและลงทุนที่น้อยสุด และไม่น่าเชื่อว่าจะมียอดขายสูงสุดเข้ามาถึงวันละประมาณ 10 กว่าล้านบาท”

จากนั้นเป็นต้นมาเขาสร้างธุรกิจคริสปี้ คอร์นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทโดยมีเป้าหมายในใจว่าวันหนึ่งจะต้องรวยให้ได้เป็นแรงผลักดัน แม้จะมีอุปสรรคใหญ่น้อยถาโถมเป็นระยะในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่เคยท้อถอยถึงขั้นวางมือ จนในที่สุดก็สามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจคริสปี้ คอร์นขึ้นมาผงาดที่ใครได้เห็นก้าวที่ก้าวเดินในเส้นทางธุรกิจของเขาแล้วจะต้องซูฮกให้อย่างแน่นอน

หลักการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ทุกวันนี้เขามีตัวแทนจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ตัวสินค้าคริสปี้ คอร์นเองก็หลากหลาย โชว์ความโดดเด่นทั้งในเซเว่นฯ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป

กิตติพงษ์ บอกว่า ถ้าหากใครมาดูถูกเราต่างๆ นานาก็ไม่ต้องไปตอบโต้อะไร แต่จงเปลี่ยนเอาแรงดูถูกนั้นมาเป็นแรงผลักดัน พัฒนาตัวเองแล้วทำให้เขาดู เดี๋ยวเขาก็เลิกดูถูกเราเอง

“อย่างที่บอกผมโดนผู้หญิงคนหนึ่งดูถูกตอนสมัยฝึกงาน วันนั้นผมบอกกับตัวเองเลยว่าผมต้องรวยให้ได้ จากนั้นผมหมั่นพัฒนาความรู้ตัวเอง พัฒนาการทำงาน ขยันทำงาน และหาลู่ทางจนประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนมในวันนี้ หรือแม้แต่ตอนผมทำขนมแล้วก็มีคนดูถูกว่าไอ้ขนมเด็กเล่น ของกิ๊กก๊อก แต่ผมก็ไม่สนใจตั้งหน้าทำมันขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็น” กิตติพงษ์ย้ำ

 

ณฐพล คงมาลัย ครูดำน้ำกับเชฟ ความสุขไม่ต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/494446

ณฐพล คงมาลัย ครูดำน้ำกับเชฟ ความสุขไม่ต่างกัน

โดย…ปอย  ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เริ่มจากความชอบกิน ชอบชิมอาหารทุกๆ สัญชาติ ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง อาชีพที่สองจึงฝันอยากทำร้านอาหารแบบมืออาชีพ เชฟต๊อก-ณฐพล คงมาลัย บอกว่า ต้องขอบคุณพี่ชายนักร้องดัง “ตูน บอดี้สแลม” ที่แนะนำน้องชายว่าควรไปเรียนรู้ให้รู้จริงเสียก่อน ค่อยตัดสินใจเปิดร้าน

การก้าวสู่อาชีพนี้เริ่มไปฝึกงานร้านไฮด์แอนด์ซีค (Hyde & Seek) บาร์อาหารสไตล์อเมริกันในซอยร่วมฤดี จากการทำหน้าที่ Butcher Cook แม้ไม่ได้แตะการปรุงอาหารเลย แต่ก็ได้ความรู้เรื่องการเตรียมอาหารในครัวร้านอาหารชั้นดีกลับมาเพียบ

จากอาชีพหลักคือครูสอนดำน้ำ เมื่อมีร้านขายแฮมเบอร์เกอร์จึงใช้ชื่อว่า สคูบา เบอร์เกอร์ (Scuba Burger) กินง่ายๆ สไตล์โฮมเมดเบอร์เกอร์ ที่เร่ขายไปกับขบวนฟู้ดทรัคซึ่งกำลังฮิตในหมู่วัยรุ่น จึงเป็นช่องทางให้อาชีพเชฟอย่างใจฝันเริ่มต้นง่ายขึ้นอีกด้วย

“ฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจที่คนรุ่นใหม่อยากทำ ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนเยอะแบบร้านอาหาร พี่ตูนก็บอกว่าธุรกิจนี้เจ้าของต้องรู้จริง อยากทำจริงต้องไปฝึกงานก่อน นอกจากได้ความรู้เรื่องอาหารแล้ว ก็ยังได้รู้อีกว่าเราชอบจริงๆ หรือเปล่า ผมจึงเลือกร้านอาหารขนาดใหญ่ ที่ทำให้เราเรียนรู้อย่างมีระบบ เริ่มไปทีละฝ่าย ฝ่ายบุตเชอร์นี่ระดับล่างสุดเลย

ตอนนี้ ร้านสคูบา เบอร์เกอร์ ตระเวนไปเปิดร้านในแบบออกบูธอาหาร โดยไปกับเครื่องดื่มยี่ห้อต่างๆ ซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรกับขบวนฟู้ดทรัค แล้วเป็นวิธีเข้าไปหาผู้บริโภคโดยตรงอีกด้วย เจ้าของร้านได้พบปะพูดคุยกับคนกินหลากหลาย อย่างไปที่ย่านสาทรก็เป็นกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศที่ตอนเย็นๆ มานั่งผ่อนคลายหลังเลิกงาน นั่งแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ สั่งเครื่องดื่มกินคู่กับเบอร์เกอร์ซึ่งลงตัวมาก

เขาจะบอกเราโดยตรงว่าชอบ ไม่ชอบเบอร์เกอร์ของเราตรงไหนกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ถามว่ามีหน้าร้านที่ไหนจะตามไปกิน

ผมชอบบรรยากาศการออกบูธอาหารไปในที่ต่างๆ สนุกดีครับ คนทำอาหารก็สนุก คนกินก็เอนจอย มีดนตรี มีอาหารให้เลือกหลายๆ ร้านเลย เป็นเทรนด์ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เปิดร้านในฝันของตัวเองได้ง่ายขึ้น” เชฟต๊อก เล่ากลางลานพารากอนที่มาออกบูธสคูบา เบอร์เกอร์

Bite your Happiness กัดความอร่อย คือปรัชญาของสคูบา เบอร์เกอร์ เชฟต๊อกบอกรักการทำอาหารก็ตรงที่เห็นคนกินแล้วมีความสุข อิ่มอร่อย

“เบอร์เกอร์มีลูกเล่นเกี่ยวกับเนื้อคิดได้ไม่จบครับ ผมใช้เนื้อโคขุนของไทย ลองมาหลายแหล่ง เนื้อไทยไม่แพ้ที่ไหนนะครับ นุ่มอร่อยเลย คนไม่กินเนื้อก็มีชีสเบอร์เกอร์ใส่เบคอนให้เลือก เบอร์เกอร์อร่อยไม่จำเป็นต้องชิ้นโตดูดีถ่ายรูปสวย แต่กัดแล้วต้องลงตัว กินอร่อยตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย พี่ตูนชอบกินเบอร์เกอร์ก็มาช่วยกันชิม กว่าจะได้สูตรนี้ทิ้งไปหลายสิบอันครับ (หัวเราะ)

พื้นฐานการทำอาหารผมไม่มีนะ ได้เรียนรู้จริงจังก็ตอนฝึกงานเป็นเด็กบุตเชอร์ 1 เดือนเต็มๆ เตรียมเนื้อ เตรียมผัก วัตถุดิบให้เชฟเตรียมปรุงอาหาร ผมไม่ได้ก้าวเข้าไปในครัวฝั่งอาหารเลยนะครับ แต่ก็ได้ความรู้กลับมาทำร้านสคูบา เบอร์เกอร์ เยอะมาก

โดยเฉพาะในเรื่องของที่เหลือจากการปรุงเมนูหลัก เราสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คุ้ม เป็นการดูแลควบคุมต้นทุนให้ดี อีกเรื่องคือการเรียนรู้เรื่องเนื้อในแต่ละประเภท งานประจำของฝ่ายบุตเชอร์ก็คือเตรียมวัตถุดิบสดใหม่อยู่เสมอเพื่อให้เชฟใหญ่นำไปปรุงอาหารให้อร่อยที่สุด แต่ละวันผมต้องอยู่กับเนื้อ หมู ไก่ และผักหลายๆ ชนิด เชฟวี ร้านไฮด์แอนด์ซีค คือครูคนแรก เขาสอนเราว่าอาหารแบบนี้ควรจัดมาอย่างไร รักษาความสดไว้ได้อย่างไร เรื่องพวกนี้นำมาใช้ในงานได้ทุกอย่างครับ”

เชฟต๊อกบอกว่าอาชีพหลักครูสอนดำน้ำ และอาชีพที่สองเป็นเชฟและเจ้าของร้านอาหาร ไม่แตกต่างกันเลย คือทั้งสองอาชีพล้วนทำให้คนมีความสุข

“ผมชอบธรรมชาติ ตอนเด็กๆ ก็ชอบขลุกอยู่ในสวนมะม่วงหลังบ้าน จ.สุพรรณบุรี ก็เลยเลือกเรียนคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มต้นดำน้ำ การสอนให้คนดำลงไปใต้น้ำ เห็นปะการังแล้วเขามีความสุข ส่วนการเป็นเชฟก็เป็นการเติมเต็มความสุขเข้าไปอีกครับ คนกินเบอร์เกอร์ของเราแล้วอยากกินซ้ำๆ อีก แฮปปี้กับอาหารของเรา แค่นี้ก็คิดพัฒนาต่อไปได้อีกหลายเมนูเลย” เชฟต๊อกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Pork Burger (สำ หรับ 4 ที่)

ส่วนผสม

1. หมูบด 400 กรัม

2. ซอส LP 10 กรัม

3. ซอสถั่วเหลือง 10 กรัม

4. น้ำมันงา 1 ช้อนชา

5. กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม

6. พริกไทย 5 กรัม

7. หัวหอมสับ 20 กรัม

8. ขนมปังเบอร์เกอร์ 4 ก้อน

9. เบคอน ชีสแผ่น ซอสพริก ซอสบาร์บีคิว

10. ผักเครื่องเคียงตามใจชอบ ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม หอมใหญ่มะเขือเทศ กะหล่ำม่วงดอง แตงกวาดอง

วิธีทำ

– นำเนื้อหมู ซอส LP 10 กรัม ซอสถั่วเหลือง 10 กรัม น้ำมันงา 1 ช้อนชา กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม พริกไทย 5 กรัม หัวหอมสับ 20 กรัม ผสมให้เข้ากันแล้วแบ่งขนมปัง 4 แผ่นเท่าๆ กัน นำไปทอดบนกระทะก้นแบนหรือเตาทอดหน้าเรียบโดยใช้น้ำมันมะกอกเล็กน้อย ด้านละประมาณ 3 นาที โดยใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง

– ผัดหัวหอมสับในน้ำมันเล็กน้อยจนเหลือง แล้วไปวางบนแผ่นหมูที่สุกแล้ว ใส่ซอสตามชอบ ผ่าครึ่งขนมปังนำไปย่างบนเตาทอดเบคอนให้เหลืองกรอบ เสิร์ฟคู่กับมันฝรั่งหรือสลัด

 

‘อัษฎางค์โยคะ อยากสุขภาพดีต้องฝึกเอง’ อลิสา อัศวโภคิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/494233

‘อัษฎางค์โยคะ อยากสุขภาพดีต้องฝึกเอง’ อลิสา อัศวโภคิน

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากก่อตั้งลัลลาบายโยคะ ที่ตึกคิวเฮ้าส์จนประสบความสำเร็จ แตง-อลิสา อัศวโภคิน ต่อยอดความชื่นชอบในโยคะด้วยการเปิดสตูดิโออัชทางก้า สมสถิติ (สะ-มะ-สะ-ถิ-ติ) บาย ลัลลาบายโยคะ ที่ชั้น F แกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ สุขุมวิท 55 โดยตั้งใจให้ที่นี่กลายเป็นสตูดิโอโยคะระดับเอ็กซ์คลูซีฟ

สิ่งที่อลิสาได้จากการฝึกอัชทางก้า คือ คติที่ว่าอยากได้สุขภาพที่ดีต้องฝึกเอง ถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่ยิ่งฝึกโยคะศาสตร์นี้ไปเรื่อยๆ เธอยิ่งทึ่ง และขอเป็นสาวกอัชทางก้า เช่นเดียวกับ มาดอนนา กวินเน็ธ พัลโทรว์ หรือนักออกแบบไทยชื่อดัง วิค-ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน ที่ก็หลงเสน่ห์ในโยคะศาสตร์นี้

อลิสาศึกษาจบปริญญาตรีจาก University of Pennsylvania ด้านศึกษาเอเชียตะวันออกและเศรษฐศาสตร์ และศึกษาจบระดับปริญญาโทจาก New York University ด้านการสอนภาษาอังกฤษ เมื่อกลับมาเมืองไทย จึงเริ่มทำงานจากสิ่งที่เรียนมา และยังได้ศึกษาเพิ่มเติมด้าน MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์  และเธอก็ก้าวสู่งานที่รักเลย โดยเธอเป็นหนึ่งในทีมครูสอนโยคะที่มุ่งมั่นในการสอน เธอเดินทางรอบโลกเพื่อเฟ้นหาหลักสูตรโยคะที่ดี ทีมคุณครูที่มีความสามารถ รวมทั้งยังเข้าร่วมอบรมคอร์สเทรนนิ่งกับครูสอนโยคะที่มีชื่อเสียงระดับโลกรวมๆ แล้วมากกว่า 1,000 ชั่วโมง เช่น โยคะเวิร์ก 200 ชั่วโมง ชีวามุติโยคะ 300 ชั่วโมงอีกด้วย

อลิสาเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชีวิตให้หันมาสนใจโยคะว่าเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 20 ปี ช่วงที่เธอเรียนปริญญาโทในนิวยอร์ก ช่วงนั้นเรียนหนักและเครียดมาก เธอจึงต้องหากิจกรรมช่วยผ่อนคลายและได้ค้นพบว่า โยคะคือคำตอบที่ใช่ที่สุด ทำให้คลายความเครียด นิ่งขึ้น และได้สุขภาพเป็นโบนัสแถม

หลังจากเรียนจบและกลับมาอยู่เมืองไทย อลิสาจึงคิดอยากทำธุรกิจด้วยตัวเอง โดยมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ว่า การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ผลที่ออกมาย่อมดี ทำให้อลิสาเลือกทางของตัวเองตัดสินใจเปิดธุรกิจโยคะสตูดิโอของตัวเองแห่งแรก จนกระทั่งล่าสุดกับการเปิดอัชทางก้า สมสถิติ บาย ลัลลาบายโยคะ สตูดิโอโยคะระดับพรีเมียมแห่งใหม่สายอัษฎางค์โยคะ ใจกลางทองหล่อ

อลิสาโชคดีที่เจอ ครูนวรัตน์ ตรีประเสริฐ 1 ใน 4 ของคุณครูสอนโยคะสายอัชทางก้า (Ashtanga) ในประเทศไทย (Authorized level2 ashtanga) ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute (KPJAYI) เมืองมัยซอร์ ประเทศอินเดีย จึงชักชวนกันมาร่วมงาน

“การที่แตงฝึกอัชทางก้ามานาน ซึ่งเป็นการฝึกที่ต้องมีระเบียบวินัยและต้องตั้งใจ แตงจะฝึกทุกเช้าและฝึกทั้งวัน โดยแตงจะทำท่าช้าๆ แรกๆ อาจทำได้ไม่มาก แต่ถ้าเราฝึกบ่อยขึ้นเราจะทำได้มากขึ้น อย่างที่บอกว่าเป็นการฝึกที่เน้นสมาธิ

โยคะปัจจุบันแปรรูปแบบไปหลายแบบมาก แต่สุดท้ายแตงกลับมาดูที่จิตใจ คนที่ฝึกโยคะอื่นๆ สักพักจะรู้สึกเบื่อแล้วก็กลับสู่อัชทางก้า ที่แตงมาเปิดใจกลางทองหล่อเพราะแตงอยากให้เป็นไลฟ์สไตล์ของการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ต่างชาติเยอะนะคะ เพื่อเป็นการบาลานซ์ในเรื่องของร่างกายและจิตใจ

อย่างที่บอกว่าเราตั้งใจให้ที่นี่เอ็กซ์คลูซีฟนิดหนึ่ง เพื่อที่เราจะได้ดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ฝึกเป็นกรุ๊ป แตงเน้นคนน้อย เพื่อที่ครูจะได้ดูแลได้ทั่วถึงแบบวันออนวัน อีกหนึ่งข้อดีของอัชทางก้า คือ สามารถสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย แต่บางคนจะทำไม่ถูก 100% บางคนบอกว่าเล่นแล้วเหนื่อย อีกคนบอกช้าไป ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

โยคะทั่วไป หรืออัชทางก้า 60-90 นาที ที่ฝึกมันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ลมหายใจกำหนดความเคลื่อนไหว เวลาฝึกแล้วนิ่ง เราเหมือนได้อยู่กับตัวเอง เหมือนได้เพิ่มพลัง เพิ่มความนิ่งให้กับร่างกาย เวลาเราเล่นไปเราจะเริ่มสังเกตที่ร่างกาย เราทำได้มากกว่าเมื่อวานเสมอ”

ข้อดีของการฝึกอัชทางก้า อลิสาเพิ่มเติมอีกว่า เป็นการเปิดกล้ามเนื้อ อย่างเล่นเวตกล้ามเนื้อตึงไปแล้ว แต่การฝึกโยคะทำให้กล้ามเนื้อยืดด้วย เรียกว่าถ้าออกกำลังกายทั้งสองแบบ จะเป็นการออกกำลังกายที่ครบวงจรซึ่งดีมากๆ

“แตงออกกำลังกายทุกวัน เราต้องให้กำลังใจตัวเอง เหมือนต้องมีระเบียบวินัย ทำให้ภายในมีความแข็งแรงออกมาข้างนอก เช่น จิตใจเราดี เราก็ทำอะไรได้กระฉับกระเฉง อย่างแตงฝึกวินยาสะโยคะแต่ฝึกสักพักแตงต้องการความสงบและสมาธิที่มากขึ้น แต่อัชทางก้าแตงทำได้แค่ไหน ครูจะช่วยจัดท่าให้ สิ่งที่แตงได้จากอัชทางก้าคือการมีสมาธิและมีวินัย แต่ถ้าเราโหยหาสุขภาพที่ดีแต่เราไม่มาฝึก อยากออกกำลังกายเราต้องลองด้วยตัวเอง อยากได้อะไรต้องทำเอง เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ พอเรามีวินัยจะส่งผลถึงเรื่องงาน ทำงานก็รอบคอบขึ้น เพราะเรานิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น ใจร้อนน้อยลง ปล่อยวางได้มากขึ้น”

แม้การเป็นทายาทเจ้าสัวอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แต่คำสอนหนึ่งของพ่อคือทำอะไรก็ต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

“พ่อแม่ไม่ได้ตามใจนะคะ อยากได้อะไรแตงต้องทำเอง อย่างจะเปิดโยคะแตงก็ต้องไปเทรนเอง อยากทำอะไรให้ดีต้องเรียนรู้เอง รวบรวมคนมีแนวคิดเดียวกันมาเปิดสตูดิโอโยคะ ถ้าเราจะจ้างคนอื่นมันจะไม่ยาวนาน อย่างโยคะเมื่อก่อนอยากทำท่าต่างๆ ได้ เพราะแตงตัวอ่อน แต่ทำเสร็จปุบหลังเจ็บไป 4 เดือน เกิดจุดเปลี่ยนเลยค่ะ คือทำได้แค่ไหน ทำได้แค่นั้น อย่าผลักดันตัวเองมาก ได้แค่นี้ก็แค่นี้ เราต้องรู้ลิมิตตัวเอง

แตงมองว่าอัชทางก้าคือความพอดี บางทีเราฝึกมากก็บาดเจ็บ โยงกับการทำงาน ถ้าเราทำงาน อยากมีกิจการเยอะๆ เราทำไม่ไหว ก็ต้องค่อยๆ ทำอย่ารีบ ทำไปช้าๆ เราค่อยๆ เปิด แตงไม่เน้นกำไร เพราะอยากให้คุณภาพ จริงๆ โยคะเป็นการฝึกจิตใจคนนะคะ”

อลิสาจัดเป็นเจ้านายที่ทำธุรกิจอย่างมีวินัย เธอมีกฎเหล็ก คือ ควรมาทำงานเช้ากว่าลูกน้อง มีนัดหมายต้องมาตรงเวลา ทั้งหมดเธอได้จากการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ คือ ต้องมีวินัยล้วนๆ

“บางคนอยากผอมจึงมาออกกำลังกาย แต่หลังออกแล้วก็กินเยอะเท่าเดิม จึงไม่ผอมสักที ตอนนี้เทรนด์ออกกำลังกายคือเน้นสุขภาพ มากกว่าการมีรูปร่างที่ผอมแล้วนะคะ บางคนต้องปรับค่านิยม พอมาออกกำลังกายสักพักแตงไม่แคร์เรื่องผอมเลยนะคะ แม้อ้วนนิดแต่ร่างกายเราดี ดีกว่าผอมสวยแล้วเป็นโรค แต่การฝึกโยคะทำให้เรามีรูปร่างสมส่วน กล้ามเนื้อกระชับ สำคัญที่สุดคือความสมดุลของร่างกาย เล่นแล้วไม่ควรเครียด แล้วหน้าจะอ่อนเยาว์ลงค่ะในมุมมองของแตง”

การมีคุณพ่อเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่คุณพ่อก็ไม่บังคับลูกสาวให้ต้องก้าวเดินตาม

“จริงๆ คุณพ่อมีแนวคิดอีกแบบ เวลาทำต้องทำในสิ่งที่เราถนัด ไม่ถนัดไม่ต้องทำ ทุกวันนี้พ่ออยากให้แตงสร้างแบรนด์เพื่อความภูมิใจของตัวเอง ซึ่งดีมากๆ ถือว่าตัวเองโชคดี พ่อมีธุรกิจเยอะมาก เช่น ช็อปปิ้งมอลล์ ทำโรงแรม ขายบ้าน พ่อทำเยอะมาก แต่ในที่สุดพ่อบอกว่าไม่ได้ให้แตงมาทำที่บ้าน แต่ให้แตงสตาร์ทจากศูนย์ก่อน เรามีพร้อมแล้วทุกอย่าง มาอยู่ในตำแหน่งที่สูงเลย เราจะไม่รู้ว่าพื้นฐานต้องทำอะไรบ้าง

ธุรกิจไม่ว่าอะไรก็ตามเราต้องมีลูกน้อง เราต้องรู้คอสติ้ง รู้ว่าทำธุรกิจนี้ต้นทุนเท่าไหร่ วิธีทำให้มีกำไร ทำอะไรก็ต้องมีรายได้มาเลี้ยงคน เราทำอย่างไรที่ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย พอแตงมาทำเราจะได้รู้จากศูนย์ พ่อเน้นว่าทำอะไรต้องมีความสุข เราต้องมีแรงปรารถนากับสิ่งที่เราทำ

แตงชอบพบปะกับลูกค้า เราช่วยเขาในเรื่องสุขภาพได้ สำหรับแตงเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ แตงมีความสุขกับการเห็นคนมีสุขภาพดี เหมือนแตงเป็นครูที่ให้การศึกษาแก่คนอื่นบ้าง เมื่อเรามีเราควรให้คนอื่นบ้าง สำคัญมากๆ ที่เราจะต้องบริหารคนจำนวนเป็นร้อยในหลายธุรกิจ เราต้องอดทนต่อสู้ ดูคนเป็น”

อลิสา บอกว่า คุณพ่อของเธอถือเป็นต้นแบบในการทำงานทุกอย่าง ที่สำคัญคุณพ่อยังเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเธอในทุกเรื่องอีกด้วย “หากมีปัญหาปรึกษาพ่อทุกเรื่องนะคะ พ่อสอนแตงว่าพ่อจะให้อุปกรณ์แตงไปตกปลา แต่ไม่ให้ปลา เหมือนให้เครื่องมือทำมาหากิน อยากได้ต้องทำเองเหมือนการออกกำลังกายเลยค่ะ พ่อสอนว่าให้ช่วยเหลือคน ต้องซื่อสัตย์ ต้องเวิร์กสมาร์ท แต่ไม่ใช่เวิร์กฮาร์ด

พ่อบอกว่าประชุม 5 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าการประชุมนั้นจะมีคุณภาพ แต่ประชุมแค่ 2 ชั่วโมงถ้ามีคุณภาพเราก็ได้อะไรแล้ว พ่อดูแลแตงน้อยกว่าลูกน้องด้วยซ้ำ ทำให้แตงไม่รู้สึกเหลิง เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ จริงๆ แตงไม่ได้ดีใจที่มี 100 บริษัทในมือ ซึ่งถือว่าเราโชคดี แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่เราจะช่วยเหลือคนอื่นต่อได้ไหม”

สุดท้ายอลิสา กล่าวว่า ปัจจุบันเธอพอใจกับชีวิตมาก เพราะภารกิจหนึ่งคือการให้สุขภาพที่ดีกับคน เธอสามารถทำได้แล้ว

“ตอนนี้แตงอยากทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง แตงเคยไปร่วมกับโซเชียลกิฟเวอร์ส่งครูไปสอนโยคะ แล้วนำรายได้ทั้งหมดไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ในองค์กรที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แตงอยากช่วยอยากให้คนที่ขาดจริงๆ เรามีจัดโปรแกรมสอนโยคะในคุกหญิงด้วยนะคะ เพราะเขาต้องการโยคะ โยคะไม่น่าเบื่อค่ะ”

 

อิทธิฤทธิ์(คนทำ)การ์ตูน ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493914

อิทธิฤทธิ์(คนทำ)การ์ตูน ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ภาพยนตร์การ์ตูนทำให้คนดูอย่างเราๆ อารมณ์ดีได้เสมอ การ์ตูนหลายเรื่องยังทำให้เราได้หลุดออกจากกรอบ ได้หลุดออกจากโลกความจริง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับที่การ์ตูนได้หล่อหลอมเรา บันดาลใจเรา และให้อิทธิพลแก่เรา หรือจะพูดว่าได้มอบ “อิทธิฤทธิ์” ให้แก่เราก็น่าจะได้

ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ อาจารย์หัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์อาร์เอสยู แอนิเมชั่น (RSU Animation) หลายคนรู้จักเขาดีจากแอนิเมชั่น “ยักษ์” หนึ่งในเบื้องหลังแอนิเมชั่นพันธุ์ไทยของการ์ตูนแห่งยุค

อดีตกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการ ฝ่ายสร้างสรรค์และแอนิเมชั่น บริษัท บ้านอิทธิฤทธิ์ ในเครือบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ชัยพรควบสองตำแหน่ง คือผู้ร่วมกำกับภาพยนตร์และผู้กำกับ
แอนิเมชั่น ผู้ที่ทำให้ทศกัณฐ์ในเวอร์ชั่นยักษ์กระป๋องล้ำยุคสีเขียวปี๋ออกมาโลดแล่น ปลุกกระแสความตื่นตัวของวงการภาพยนตร์การ์ตูนไทย และสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อบนเวทีทางวัฒนธรรมในระดับชาติ

จากเด็กต่างจังหวัดชอบดูการ์ตูนคนหนึ่ง ชัยพรเป็นชาว จ.ระยอง อ่านและดูการ์ตูนมาตั้งแต่จำความ ต่อมาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาดิจิทัล อาร์ต (Digital Art) ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐ เรื่องทั้งหมดนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากวันหนึ่งชัยพรไม่เข้าโรงหนัง และได้ชมภาพยนตร์ตัวอย่างสั้นๆ ของการ์ตูน The Lion King

“นั่นคือวินาทีที่ผมน้ำตาไหล เมื่อได้เห็นตัวการ์ตูนเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติสมจริงอยู่ในจอ สมัยนั้นเมืองไทยยังทำแบบนั้นไม่ได้ การ์ตูนไทยยังทำเทคนิคแบบนั้นไม่ได้ การ์ตูนบ้านเรายังทำ 2D อยู่เลย ผมกลับมาลาออกจากงานเดี๋ยวนั้น รู้แค่ว่าจะต้องไปเรียนต่อเพื่อทำการ์ตูนแบบนี้ให้ได้”

ใช้ชีวิตและเรียนปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐ 6-7 ปี ช่วงแรกพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย แต่เพราะความที่ต้องสื่อสารกับฝรั่ง จึงเคี่ยวเข็ญตัวเองจนพูดได้สื่อสารได้ ชัยพรได้ทุนเรียนหนังสือและได้งานเต็มเวลาเป็นคาแรกเตอร์ ดีไซน์ที่ไดนามิกซ์ (Dynamix) ส่วนหนึ่งของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ เซียร์รา เกม (Sierra Game Company)

ถือเป็นโอกาสดีในการฝึกมือ ขณะเดียวกันก็เป็นนักล่ารางวัลตัวฉกาจ Jiggy Bug งานของเขาได้รับรางวัลที่ 1 Siggraph จากการประกวดผลงานแอนิเมชั่นประเภทนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ไม่นับอีกมากมายหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันการ์ตูนนานาชาติ Urziceni 2007 จากโรมาเนีย รางวัล Mencao Honrosa จากเทศกาลการ์ตูนช่องและขำขันนานาชาติ FIHQ 2007 ประเทศบราซิล รวมทั้งอีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่มาจากเวทีระดับโลกทั้งสิ้น

จบปริญญาโทแล้วได้งานไดเรกเตอร์อาร์ตที่แคลิฟอร์เนีย หากชัยพรไม่ชอบงานอาร์ตด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐ เขาตัดสินใจขับรถคนเดียวข้ามทะเลทรายไปนิวเจอร์ซีย์ เพื่อสังเกตการณ์งานศิลปะทางด้านนั้น ขับรถรอนแรมไป 11 วันเต็ม แต่รถก็คว่ำเสียก่อน ประสบอุบัติเหตุกลางทะเลทราย ได้รู้รสความร้อนระอุในเวลากลางวัน และได้รู้รสความหนาวยะเยือกในเวลากลางคืน

“ไม่น่ามาเลย แม่ก็เตือนแล้ว (ฮา) แอบพูดกับตัวเองแบบนั้นเหมือนกัน หัวใจเต้นและนอนหนาวอยู่เพราะหนาวมากจริงๆ จับใบหูไม่มีความรู้สึก โชคดีมีแมคโดนัลด์อยู่แถวนั้น ได้อาศัยพักรอรถลาก มีบริการซ่อมรถยนต์กลางทะเลทราย” ชัยพรเล่า

มือหนึ่งของเราได้งานที่อยากได้ที่นิวเจอร์ซีย์ ชัยพรทำงานที่สหรัฐพักใหญ่ กระทั่งมารดาบ่นว่าไม่เคยกลับบ้านเลย อยากให้กลับเมืองไทยแล้ว เรื่องกลับมาทำงานที่เมืองไทยไม่ยาก คิดหนักนิดหน่อยเรื่องเงิน เพราะค่าตอบแทนต่างกันลิบลับ อย่างไรก็ตาม เมื่อตอบตัวเองว่าสำคัญที่สุดไม่ใช่เงิน ชัยพรก็ได้กลับบ้าน

ปี 2544 กลับประเทศไทย เป็นอาจารย์พิเศษ สอนแอนิเมชั่นและคาแรกเตอร์ ดีไซน์ หลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ขณะเดียวกันก็เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และ
แอนิเมชั่นที่ บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น ทำ ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชั่น ชุด Series 2 มิติ และ 3 มิติ การ์ตูนจากยุคมหาสนุก ขายหัวเราะ

ต่อมามีโอกาสร่วมงานกับเวิร์คพอยท์ ทำ “ยักษ์” ที่คนดูการ์ตูนทุกคนรู้จัก เบื้องหลังคืองานหนักที่ยาวนานกว่า 8 ปีเต็ม เจ้าตัวบอกว่างานกำกับการ์ตูนไม่ยากเท่าไร แต่ที่ยากและหนักหน่วงสำหรับเขาคืองานกำกับคน บริหารจัดการคน

นั่นเป็นช่วงที่เวิร์คพอยท์จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ โจทย์ที่ซ้อนอยู่คือการแตกบริษัทลูกและบริษัทในเครือตามหลักเกณฑ์ของบริษัทที่อยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บ้านอิทธิฤทธิ์ที่ดูแลโครงการยักษ์ก็เป็นหนึ่งในเครือของเวิร์คพอยท์ที่แตกออกมา ชัยพรรับผิดชอบเป็นกรรมการผู้จัดการ เหนื่อยและยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โรคหลายโรครุมเร้าในช่วงนี้ ดาหน้ามาหมดทั้งเกาต์ ความดัน ความเครียด

“วันที่ยักษ์เสร็จสมบูรณ์ ผมโกนหัวเลย บอกตัวเองว่าเหนื่อยและไม่ค่อยแคร์สังคมเท่าไรแล้วในตอนนั้น ไปญี่ปุ่นครับ นัดกันไปเที่ยวกับทีมงานยักษ์ ทุกคนตกใจกันหมดเมื่อเห็นผมที่สนามบิน”

ในบทบาทของอาจารย์สอนด้านแอนิเมชั่น ชัยพรกล่าวว่า ภาพยนตร์การ์ตูนไทยไม่มีความต่อเนื่อง จะเติบโตได้ต้องมีอุตสาหกรรมที่รองรับ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญในการพัฒนางาน ขณะที่ตลาดไทยเองก็ยังไม่กว้าง เปรียบเทียบกับดิสนีย์ ซึ่งมีตลาดทั่วโลก ตลาดการ์ตูนญี่ปุ่นก็ทั่วโลก หรือแม้กระทั่งการ์ตูนจีนที่เพิ่งก้าวขึ้นมา ก็มีบทบาทกว้างขวางในเวลาไม่นาน

“ทั้งหมดเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่อ้างอิงอยู่ วัฒนธรรมจีนหยั่งรากอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นก็ไม่ยากที่การ์ตูนจีนจะยกระดับได้รวดเร็ว ส่วนไทยตลาดยังแคบ คนดูคือคนไทยกับคนลาว หรือตลาดในภูมิภาคเอเชียบ้าง”

ลูกศิษย์ตั้งคำถามกับผมว่า ในสังคมไทยคนทำการ์ตูนจะมีงานทำหรือไม่ จะอยู่ได้หรือไม่ ชัยพรตอบว่าอาจารย์ก็ไม่รู้นะ รู้แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด คีย์เวิร์ดอาจจะอยู่ที่คำว่า “ดีที่สุด” ก่อนหน้าจะมาถึงจุดนี้ ชัยพรสมัยทำปังปอนด์ก็คิดกับตัวเองว่าต้องทำให้ดีที่สุด ถึงตอนทำยักษ์ก็คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนปัญหาในระดับนโยบายการผลักดันอุตสาหกรรมการ์ตูนจะต้องออกแรงมากกว่านี้หรือไม่ อัตราภาษีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเหมาะสมแล้วหรือไม่ เขาเชื่อว่าจะมีคนตอบเองในที่สุด

ปัจจุบันของชัยพรคือการผลักดัน RSU Animation แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในรูปบริษัทจำกัด เพื่อการศึกษาและการผลิตการ์ตูนที่ดีที่สุด  ศูนย์ฯ ดำเนินโครงการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นในรูปแบบของบริษัท ที่ถ่ายทำและนำไปฉายจริงๆ กระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนใช้มืออาชีพทั้งหมด คัดเลือกจากอาจารย์และนักศึกษาที่มีคุณสมบัติ ล่าสุดอยู่ระหว่างผลิตแอนิเมชั่น 3 มิติเรื่องแรก มหายุทธอโยธยา เขียนบทโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ส่วนชัยพรเป็นผู้กำกับ

“เป้าหมายของผมตอนนี้คือ การผลักดันอาร์เอสยูให้ได้ทำแอนิเมชั่น 3D ที่ดีที่สุด” ชัยพรเล่า

มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับอาร์เอสยู ขณะเดียวกันก็สนุกกับงานสอน รวมทั้งการควานหาเวลาว่างเท่าที่หาได้เพื่อทำในสิ่งที่ชอบอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตง่ายๆ อยู่กับบ้าน การเพนต์รูป การทำงานโฆษณา งานเขียนบทความและการออกแบบภาพประกอบ ล่าสุดคือการเขียนนิทานเด็ก ซึ่งชัยพรลงมือเขียนเองทั้งรูปและเรื่อง พิมพ์โดยนานมีบุ๊คส์ ทั้งหมดนี้คือความสุขของนักสร้างการ์ตูนมือหนึ่ง

งานในแพลตฟอร์มอื่นน่าสนใจไม่แพ้การ์ตูนบนจอภาพยนตร์ อยากรู้จักชัยพรให้มากขึ้น ลองศึกษาจากงานของเขา แล้วก็อย่าลืมตามไปดูภาพยนตร์แอนิเมชั่นขนาดยาว (Animation Feature Film) เรื่องแรกของอาร์เอสยู มหายุทธอโยธยา เสร็จเมื่อไรอย่าลืมบอกกัน เดิมพันคือความมุ่งมั่นทุ่มเทผลักดันแอนิเมชั่นไทยให้พลิกเปลี่ยน ก้าวไปข้างหน้าด้วยพลังลูกใหม่ๆ

ถ้าเดินทางข้ามกาลเวลาแบบในการ์ตูนได้ เชื่อว่าชัยพรก็คงแปลกใจตัวเองไม่น้อยที่พบว่า อนาคตของเขาเดินทางมาไกลเพียงไหน มีความสุขเพียงไหน และมีอิทธิฤทธิ์บันดาลได้เพียงไหน

 

ปัญจ์ฌรี รุกขวิบูลย์ ‘เราคือนักสะสมรสชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493402

ปัญจ์ฌรี รุกขวิบูลย์ ‘เราคือนักสะสมรสชาติ’

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เส้นทางชีวิตของคนเรากว่าจะถึงไปสู่จุดหมายที่ฝัน บางครั้งก็ไม่ใช่เส้นตรงเสมอไป เช่นเดียวกับชีวิตของปั๊บ-ปัญจ์ฌรี รุกขวิบูลย์ เชฟสาวสวยที่เป็นหุ้นส่วนร้านสึจิริ (Tsujiri) ร้านชาเขียวสูตรต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่ล่าสุดมาเปิดให้บริการความอร่อยที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กว่าจะได้มาโลดแล่นในเส้นทางที่ใช่ ก็ต้องอ้อมโลกไปไกลพอสมควรเหมือนกัน

ปั๊บ บัณฑิตสาวจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (อินเตอร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งใจว่าหลังจากเรียนจบจะขอลัดฟ้าไปหาความรู้เพิ่มเติมที่อังกฤษก่อน แต่ด้วยจังหวะชีวิตที่ไม่ลงตัว ทำให้เธอเบนเข็มจากเรียนต่อไปสมัครงานในบริษัทโฆษณาแทน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสายอาชีพที่เธอรักเช่นกัน ทว่าหลังจากเดินไปตามทางเส้นทางที่คิดว่าจะใช่ได้ 1 ปี เธอกลับรู้สึกว่าชีวิตกำลังหลงทาง เพราะไม่ได้สนุกกับงานตรงหน้าเท่าที่ควร กลับสนใจในศาสตร์การทำขนมมากขึ้นทุกวัน ในที่สุดจึงทำตามเสียงหัวใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำตามแพชชั่นของตัวเอง

“ตอนนั้นเราตัดสินใจลาออกเพราะรู้สึกว่ามีความสุขกับการตระเวนกินขนมอร่อยๆ แล้วมานั่งแกะสูตรบ้าง หาวิธีทำในอินเทอร์เน็ตแล้วมาลองทำมากกว่า ดังนั้นพอวันหนึ่งมีเพื่อนแนะนำให้ไปเรียนคอร์ส OHAP ที่แมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งรับแค่ปีละ 20 คน เลยตัดสินใจไปลองสมัครเรียน

ตอนแรกก็ชั่งใจว่าจะไปเรียนเลอ กอร์ดอง เบลอ ดีมั้ย แต่เพราะเห็นว่าหลักสูตรที่นี่เรียนทฤษฎี 1 วัน ปฏิบัติ 5 วัน น่าจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เยอะกว่า เลยตัดสินใจเรียนที่นี่ ช่วงที่เรียนสนุกมาก ถึงจะเจอบททดสอบจากเชฟ ที่มองว่าเราเป็นผู้หญิงจะสู้งานหนักในครัวไม่ไหว แต่สุดท้ายเราก็พิสูจน์ตัวเองและผ่านมาได้”

หลังจากเรียนจบคอร์ส เธอเริ่มออกโบยบินในฐานะเชฟขนม ด้วยการเริ่มต้นงานแรกที่ร้านแฮร์รอดส์ สาขาสยามพารากอน ทำหน้าที่ช่วยคิดและพัฒนาสูตรขนมที่คิดว่าเหมาะและน่าจะถูกปากคนไทยอยู่ 1 ปี ก็ตัดสินใจลาออกมาช่วยทำธุรกิจที่บ้าน ซึ่งเป็นบริษัทตกแต่งภายใน

“ช่วงที่ออกมาช่วยที่บ้าน พอดีรุ่นพี่ที่รู้จักกันเปิดร้านอาหารพอดี เขาก็ชวนปั๊บมาช่วยคิดสูตรขนมให้ เลยเหมือนกับว่าถึงจะพักจากการเป็นเชฟขนม แต่เราก็ไม่ได้ห่างหายไปจากวงการ แถมงานนี้ยังจุดประกายให้เรารู้ว่า บางครั้งคนที่ทำร้านอาหาร หรือร้านขนม เขาต้องการที่ปรึกษาที่จะมาช่วยเติมเต็มในการสร้างสรรค์เมนูที่เข้ากับร้าน ตอนนี้อีกบทบาทหนึ่งของปั๊บนอกจากการเป็นเชฟ เลยมาสู่การเป็นที่ปรึกษาสำหรับคนที่อยากมีร้านขนม หรือ หาเมนูขนมที่ตอบโจทย์กับคาแรกเตอร์และสไตล์ของร้าน”

ระหว่างที่กำลังสนุกกับการค่อยๆ พาตัวเองท่องไปในโลกของการทำขนมนี้เอง โอกาสครั้งใหญ่ก็วิ่งเข้ามาหาปั๊บอีกครั้ง เมื่อเพื่อนสนิทชวนให้เธอมาร่วมหุ้นเปิดร้านสึจิริ

“เวลามีร้านขนมเปิดใหม่ ปั๊บไม่พลาดจะไปชิมเพื่อเก็บสะสมรสชาติอยู่แล้ว พอรู้ว่า ร้านที่เพื่อนชวนมาทำคือร้านสึจิริ ก็ยิ่งตื่นเต้นเพราะเป็นร้านที่ดังมากที่ญี่ปุ่น มีคนเข้าแถวซื้อยาวมาก เพราะด้วยรสชาติชาเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ปั๊บยิ่งอยากลองสัมผัสกับรสชาติที่แปลกใหม่นี้ ซึ่งพอได้ลองก็ยิ่งประทับใจ ทุกวันนี้ นอกจากเราจะนำรสชาติชาแบบออริจินัลของญี่ปุ่นมาเปิดให้บริการความอร่อยถึงเมืองไทย ปั๊บยังนำส่วนผสมของผงชาเขียวคุณภาพดีของเขามาต่อยอดพัฒนาเป็นเมนูขนมยอดฮิตอย่างมาการองชาเขียวอีกด้วย”

สำหรับปั๊บ การทำขนมคือความสุขในทุกขั้นตอน ทั้งในฐานะนักชิม และเชฟผู้รังสรรค์ “เรายังตื่นเต้นทุกครั้งที่ลงมือทำขนม ยังไปยืนลุ้นหน้าเตาอบทุกครั้งว่าขนมที่ออกมาหน้าตา รสชาติจะเป็นอย่างไร สำหรับปั๊บการทำขนมเป็นกึ่งกลางระหว่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับการใส่ศิลปะลงไป เป็นผลงานอันแสนพิเศษที่เราสามารถใส่ตัวตนของเราลงไปได้ด้วย”

ถามถึงเอกลักษณ์ประจำตัวในการทำขนมของสาวหวาน เธอบอกว่า ขนมที่เธอทำไม่เน้นหน้าตาว่าต้องสวย จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป เพราะในฐานะคนเบื้องหลังขนม เธอรู้ดีว่าเบื้องหลังความสวยงามบางอย่าง ต้องอาศัยการแต่งเติมสิ่งที่ไม่ธรรมชาติลงไป เพราะฉะนั้นในเมื่อเธอเลือกหยิบยื่นขนมที่อร่อยแบบธรรมชาติ หน้าตาของขนมของเธอจึงอาจไม่ได้ชวนว้าว หรือหวือหวามากนัก

“ยิ่งโตขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น คลังรสชาติที่เก็บไว้ใหญ่ขึ้น ยิ่งกินยากขึ้นค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้กลายเป็นว่าเราแค่ชิมก็แยกแยะได้แล้วว่า ร้านไหนใช้วัตถุดิบดีหรือไม่ดี ทุกวันนี้ปั๊บสนุกกับการได้เปิดประสบการณ์ตัวเองใหม่ๆ ยิ่งไปเจอส่วนผสม หรือวัตถุดิบแปลกๆ ที่เอามาใช้ในการทำขนมเท่าไหร่ ยิ่งชอบยิ่งอยากชิม โชคดีที่สามีปั๊บเป็นนักบิน บางครั้งเขาก็จะซื้อขนมท้องถิ่นแต่ละประเทศที่เขาไปมาฝาก ทำให้ปั๊บได้ลองชิมขนมที่แปลกใหม่ตลอด”

ในอนาคต ปั๊บหวังว่าจะมีร้านขนมเล็กๆ ของตัวเอง ที่เมนูทุกอย่างในร้านเกิดจากการสร้างสรรค์ของตัวเอง ด้วยความที่หลงใหลในความงามของดอกไม้ เธอจึงคิดเอาไว้เล่นๆว่า อาจจะนำความชอบทั้งการทำขนมและดอกไม้มาไว้ด้วยกัน ด้วยการเปิดร้านขนมที่นำส่วนผสมของดอกไม้มาใช้ ใช้ดอกไม้ในการตกแต่งร้าน หรือเปิดเป็นร้านขนมที่มีขายดอกไม้ไปด้วยเลย

“ปั๊บว่าชีวิตของคนเราอาจจะดูยาว แต่ความจริงแล้ว ชีวิตคนเราสั้นนัก เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเสียเวลาไปกับการทำอะไรที่ไม่มีความสุข ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่มีความสุข”

ปั๊บบอกว่า เธอโชคดีที่วันนี้พบกับงานที่ทำให้มีความสุขได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด การทำขนมสำหรับเธอไม่ใช่ทำแค่เพื่อขาย เพราะปั๊บเชื่อว่าจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่เราใส่ลงไปในขนมนั้น สามารถส่งผ่านไปยังคนที่กินขนมได้

“ปกติปั๊บไม่ใช่คนคุยเก่ง แต่ถ้าให้พูดถึงเรื่องขนม เรากลับพูดเก่งขึ้นราวกับเป็นคนละคน ปกติเราอาจจะเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าบอกรักคุณพ่อคุณแม่ ก็ใช้ขนมเป็นสื่อกลางแทนความรัก เลือกใช้ของที่เขาชอบมาใส่ในขนมสะท้อนถึงความใส่ใจที่เรามีให้ เวลาทำแค่เราได้นึกถึงสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข เราก็มีความสุขแล้ว” เชฟคนสวยกล่าวทิ้งท้ายอย่างประทับใจ

 

ภัทชนน อังศุสิงห์ ติดปีกฝันแล้วบินไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493240

ภัทชนน อังศุสิงห์ ติดปีกฝันแล้วบินไปให้ถึง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทวงษ์

ด้วยความโชคดีที่มีส่วนสูงถึง 173 เซนติเมตร เป็นอาวุธบวกกับหน้าตาที่สวยเก๋ครบสูตร จึงกลายเป็นฐานกำลังสำคัญที่ทำให้ความฝันของ พาย-ภัทชนน อังศุสิงห์ ลูกสาวคนสวยของ พล.อ.อ.ทวิเดนศ อังศุสิงห์ และ ม.ร.ว.พิณทอง ทองใหญ่ ที่อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสนั้นใช่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม

“อาชีพในฝันของพายก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเหมือนเด็กทั่วไป แต่หนึ่งในฝันที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการเป็นแอร์โฮสเตส อาจเพราะด้วยความที่เด็กๆ ได้มีโอกาสติดตามคุณพ่อคุณแม่เดินทางบ่อยๆ จึงคุ้นเคยกับพี่ๆ ที่ทำหน้าที่แอร์โฮสเตส ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องพายจะชอบแอบมองพี่ๆ แอร์โฮสเตสด้วยความชื่นชมเสมอว่าทุกคนสวยจังเลย (ยิ้ม)”

ความประทับใจเล็กๆ นี้ค่อยๆ เติบโตในใจของพายมาตลอด โดยมีคุณแม่เป็นแรงสนับสนุนเพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่ดีเช่นกัน พายบอกว่าเธอเก็บความฝันนี้ไว้ภายในใจมาตลอด แต่ก็ไม่ปิดกั้นโอกาสตัวเองที่จะได้ลองสัมผัสกับการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ พายบอกว่าหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนจิตรลดา ด้วยความที่เริ่มสนใจทางด้านแอนิเมชั่น เธอจึงเลือกเรียนด้าน Multi Media Design ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคอินเตอร์ แต่เรียนไปสักพักก็มีเหตุพลิกผันให้เธอตัดสินใจย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญแทน

“ไม่ใช่แค่ย้ายที่เรียน แต่พายยังเบนเข็มมาเรียนสายประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) แทน เพราะคิดว่าน่าจะกว้างกว่าและเป็นศาสตร์ที่เอื้อต่อการทำงานในทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่การเป็นแอร์โฮสเตส”

ระหว่างที่เรียนด้วยคาแรกเตอร์ที่ดูเป็นสาวเก๋ มั่นใจ บวกกับแรงเชียร์และชมจากเพื่อนๆ ทำให้พายมีโอกาสได้ไปชิมลางเป็นนางแบบให้กับช่างภาพอิสระด้วย “เวลาไปถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆ ตามสตูดิโอที่สยามสมัยก่อน เพื่อนๆจะชมว่าพายถ่ายรูปขึ้น แล้วก็เชียร์ให้ลองไปแคสงาน ปรากฏว่าพอลองไปก็ได้รับโอกาสจริงๆ เลยได้มีค่าขนมระหว่างเรียนจากการเป็นนางแบบมาตลอดค่ะ”

ถึงจะออกตัวว่าทำงานถ่ายแบบแค่สนุกๆ แต่ฝึมือของพายกลับไม่ธรรมดา เธอเคยผ่านเข้ารอบ 30 คนสุดท้ายของเวที Thailand Top Model ปี 2010 มาแล้ว สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงปลายทาง แต่สาวมั่นหน้าเก๋ไม่เสียใจ เพราะเธอไม่ได้ฝันไปไกลถึงขั้นจะเอาดีในวงการนางแบบอยู่แล้ว เพราะตอนนั้นเส้นทางความฝันที่อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสของเธอเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มติดตามการเปิดรับสมัครของแอร์โฮสเตสเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวไปสู่เวทีแห่งฝันและแล้วโอกาสก็มาถึง

หลังจากฝ่าด่านสาวสวย มากความสามารถที่ฝันอยากติดปีกนางฟ้า วันนี้พายสอบผ่านและได้สวมบทแอร์โอสเตสของสายการบินนกสกู๊ตมาร่วม 2 ปีแล้ว แม้ภาพที่คิดไว้จะผิวเผินเกินกว่าความเป็นจริงตรงหน้า แต่โลกแห่งการทำงานที่เธอเลือกใบนี้ก็มีแต่รอยยิ้มและความสนุก

“สมัยเด็กเราวาดภาพว่าคนที่เป็นแอร์โฮสเตสต้องสวย พอโตมาถึงเราจะเริ่มเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแอร์โฮสเตสมากขึ้น แต่พอได้มาทำจริงถึงได้รู้ว่ามากกว่าการทำหน้าที่ให้บริการผู้โดยสาร เรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของแอร์โฮสเตส ซึ่งหน้าที่นี้ของเราเริ่มตั้งแต่การรอต้อนรับผู้โดยสารที่ประตูเครื่องบิน ผู้โดยสารอาจจะมองว่าเรามายืนเพื่อนต้อนรับ แต่จริงๆ แล้วเรากำลังทำหน้าที่ตรวจสอบว่าผู้โดยสารขึ้นเครื่องถูกเที่ยวบินหรือไม่ มีผู้โดยสารที่มีอาการผิดปกติ หรือมึนเมาจนอาจก่อให้เกิดอันตรายในเที่ยวบินหรือไม่ พอผู้โดยสารประจำที่เราก็จะเดินตรวจสอบความปลอดภัยในทุกที่นั่งก่อนเครื่องจะขึ้นและลง”

เบื้องหลังอาชีพที่สวยหรูในสายตาใครต่อใครนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เสี่ยงไม่น้อย เพราะต้องเดินทางตลอดเวลาเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้พายเองก็เห็นด้วย แถมยังกล่าวอย่างติดตลกว่าทำใจไว้แล้วตั้งแต่เลือกอาชีพนี้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

“ถามว่าเป็นอาชีพที่เสี่ยงไหม ก็เสี่ยงนะคะ แต่จากการเข้าอบรมก่อนเป็นแอร์โอสเตส เราจะพบว่าอุบัติทางอากาศหลายครั้งเกิดจากความสะเพร่าของลูกเรือ เพราะฉะนั้นในฐานะคนทำงานเราต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง และละเอียดรอบคอบที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเรื่องที่อาชีพแอร์โฮสเตสต้องเผชิญความเสี่ยงไม่แพ้กันนั่นคือปัญหาสุขภาพ อันเป็นผลพวงจากการอดนอนและต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความกดอากาศที่ผันแปร ซึ่งแอร์โฮสเตสสาวคนเก่งยิ้มรับและบอกว่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องดูแลตัวเองเป็นสองเท่า ตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ มีเวลาต้องออกกำลังกาย

“เราทำงานเฉลี่ยเดือนละ 15-20 วัน บินประมาณเดือนละ 8 เที่ยว ความสนุกของอาชีพนี้คือการได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง ได้เรียนรู้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเราคือการรับมือกับความแตกต่างนั้นให้ได้ 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้ชายคาหลังแรก เป็นบ้านที่อบอุ่นเหลือเกิน รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด เพราะเหตุผลที่พายเลือกมาสมัครงานที่นี่ เพราะคิดว่าเรามีคาแรกเตอร์ที่ตรงกับ Scootitude คือ มีความขี้เล่นแต่ยังคงความเป็นมืออาชีพไว้”

สำหรับอนาคตพายมองภาพตัวเองว่ายังรักและสนุกกับอาชีพนี้ และยังอยากเติบโตในสายงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ หลังจากชวนคุยเรื่องงานมาพักใหญ่เพื่อรู้จักกับสาวสวยตรงหน้ามากขึ้น เลยถือโอกาสถามถึงกิจกรรมยามว่าง ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นสาวติสต์ที่หลงใหลในเสียงดนตรี ถึงขั้นมีวงดนตรีกับเพื่อนๆ

“พายทำวงดนตรีกับเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียน พายรับหน้าที่เป็นมือกลองและกีตาร์ ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ก็จะนัดซ้อมกันที่บ้านเพื่อน นอกจากเล่นดนตรีพายยังชอบเดินทาง มีเวลาเมื่อไหร่จะหาเวลาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ไม่รู้เพราะความเป็นแอร์โฮสเตสฝังในสายเลือดหรือเปล่า ขึ้นเครื่องบินทีไรก็อดที่จะชำเหลืองมองการทำหน้าที่ของแอร์โฮสเตสไม่ได้ และถ้าเลือกได้ก็อยากสวมบทแอร์โฮสเตสมากกว่าผู้โดยสาร เพราะอย่างน้อยไม่ต้องนั่งอยู่กับที่ ได้ลุกเดินไปมาและได้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว”

นอกจากส่วนสูง หน้าตาจะมีครบ หัวใจที่รักการบริการจะมาเต็มร้อย เรื่องความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษยิ่งไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่สาวมั่นตรงหน้าทำให้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า คือ เธอสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น

“ภาษาจีนนี่ต้องยกผลประโยชน์ให้สมัยเรียนชั้น ม.ปลาย พายเลือกเอกภาษาจีน เลยได้เรียนพื้นฐานมา พอโตมาเลยสามารถมาต่อยอดเรียนเพิ่มเองได้ ส่วนภาษาญี่ปุ่นกับเกาหลีพายอาศัยซื้อหนังสือมาเรียนเอง เริ่มจากญี่ปุ่น เรียนเพราะจะไปญี่ปุ่นกับที่บ้าน ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ เราเลยคิดว่าถ้าเราพูดภาษาญี่ปุ่นน่าจะได้ เลยลองซื้อหนังสือมาอ่าน เปิดซีดีฟัง บวกกับพื้นภาษาจีนที่มีเลยพอสื่อสารได้ ส่วนเกาหลี เพราะมีแผนจะไปเที่ยวคนเดียว 2 สัปดาห์ เลยต้องเอาตัวรอดด้วยการหัดภาษาเกาหลี เลยซื้อหนังสือมาอ่าน ฝึกท่องฝึกเขียน จนอ่านออกเขียนได้ สื่อสารได้”

สำหรับเป้าหมายต่อไป พายกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากลองข้ามทวีปไปเรียนภาษาสเปนดูบ้างเพราะชอบสำเนียง และคิดว่าคงเท่ไม่น้อย ถ้าจะมีความสามารถในการสื่อสารภาษาสเปนมาประดับโปรไฟล์เพิ่มอีกหนึ่งภาษา